ข้ามไปยังเนื้อหา
บาลีธันเดอร์
PALI THUNDER

ประวัติพุทธสาวก · ผู้เลิศด้านใคร่ต่อการศึกษา

พระราหุลเถระ

โอรสของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางใคร่ต่อการศึกษา

สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ผู้ได้รับอริยทรัพย์แทนราชสมบัติเมื่ออายุ ๗ ขวบ และทุกเช้าตั้งแต่วันบวช ท่านกอบทรายขึ้นเต็มมือ ตั้งความปรารถนาจะได้โอวาทให้ได้มากเท่าเม็ดทรายในกำมือนั้น

เปิดเรื่อง
ราหุลกุมารวัย ๗ ขวบในเครื่องทรงราชกุมาร จับชายจีวรเดินตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่บนทางดินนอกกรุงกบิลพัสดุ์

ก่อนเปิดเรื่อง

อะไรทำให้พระโอรสของพระพุทธเจ้า เป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา

พระราหุล เป็นพระโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ท่านบรรพชาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ในวันที่เข้าไปทูลขอทรัพย์มรดกตามที่พระมารดาสั่ง แล้วได้รับสิ่งที่ประเสริฐกว่าราชสมบัติกลับมา เรื่องของท่านเป็นเรื่องของคนที่ถูกสอนทุกวันตั้งแต่ยังเด็กจนโต พระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ท่านโดยเฉพาะมีอยู่หลายสูตร บางสูตรตรัสเมื่อท่านอายุ ๗ ขวบ บางสูตรตรัสเมื่อท่านอายุ ๑๘ และบางสูตรตรัสในวันที่ธรรมของท่านสุกงอมพอดี

ตำแหน่งเอตทัคคะที่ท่านได้รับในภายหลัง คือความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางใคร่ต่อการศึกษา และเหตุที่อรรถกถายกขึ้นอ้างก็มีเพียงข้อเดียว คือสิ่งที่ท่านทำซ้ำทุกเช้าตั้งแต่วันที่บวช

สารบัญ ๑๘ ตอน
ตอนที่ ๑

พระนามที่ได้รับในคืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์

ภาพประกอบตอนที่ ๑ พระนามที่ได้รับในคืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์
ภาพประกอบตอนที่ ๑ · พระนามที่ได้รับในคืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์

ในวันที่ข่าวมาถึง เจ้าชายสิทธัตถะกำลังจะเสด็จเข้าพระนคร อรรถกถาชาดกเล่าว่า พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวว่าพระมารดาของราหุลประสูติพระโอรสแล้ว จึงทรงส่งข่าวไปด้วยรับสั่งว่า พวกเธอจงบอกความดีใจของเราแก่ลูกด้วย พระโพธิสัตว์ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ตรัสออกมาประโยคหนึ่ง

“ราหุลเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

ราชบุรุษนำคำนั้นกลับไปทูล พระราชาตรัสถามว่า ลูกของเราพูดอะไรบ้าง ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

“จำเดิมแต่นี้ หลานของเราจงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร เถิด”

พระเจ้าปู่ทรงยกถ้อยคำที่พระโอรสเปล่งออกมาในขณะนั้น มาตั้งเป็นพระนามของพระนัดดาตรง ๆ อย่างนั้น พระกุมารจึงได้พระนามซึ่งมีความหมายไปทางเครื่องผูกมาตั้งแต่วันแรก และเป็นพระนามที่พระบิดาเป็นผู้เอ่ยขึ้นเอง คืนนั้นเอง พระโพธิสัตว์ตัดสินพระทัยจะเสด็จออก อรรถกถาเล่าว่า เมื่อทรงใช้ให้นายฉันนะไปเตรียมม้าแล้ว ทรงดำริว่าจะขอดูลูกเสียก่อน จึงเสด็จลุกจากที่ประทับ ไปยังห้องบรรทมของพระมารดาของราหุล แล้วทรงเปิดพระทวาร

ในห้องนั้น ประทีปน้ำมันหอมยังลุกไหม้อยู่ พระมารดาของราหุลบรรทมหลับ พระหัตถ์ข้างหนึ่งวางอยู่บนศีรษะของพระโอรส บนที่บรรทมซึ่งเกลื่อนไปด้วยดอกมะลิ พระโพธิสัตว์ประทับยืนอยู่ตรงนั้น พระบาทวางอยู่บนธรณีประตู ไม่ได้ก้าวเข้าไป อรรถกถาบันทึกความดำริของพระองค์ในขณะนั้นไว้ว่า ถ้าจะทรงจับพระหัตถ์ของพระเทวียกออกเพื่ออุ้มพระโอรส พระเทวีก็จะตื่น และเมื่อเป็นเช่นนั้น อันตรายแห่งการไปก็จะเกิดขึ้น

“แม้เราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จักมาเยี่ยมลูกได้”

ทรงดำริเท่านั้นแล้วก็เสด็จลงจากปราสาทไป อนึ่ง อรรถกถาเล่มนี้เองบันทึกไว้ด้วยว่า ข้อที่ว่าราหุลกุมารประสูติได้ ๗ วันในคืนนั้น เป็นคำที่มีในอรรถกถาชาดก แต่ไม่มีในอรรถกถาที่เหลือ พระกุมารไม่ทรงทราบเลยว่าคืนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นในห้องของพระองค์ ส่วนคำที่พระบิดาทรงดำริไว้ที่ธรณีประตูนั้น จะเป็นจริงในอีกเจ็ดปีต่อมา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๒

วันที่ได้เฝ้าพระบิดาเป็นครั้งแรก

ภาพประกอบตอนที่ ๒ วันที่ได้เฝ้าพระบิดาเป็นครั้งแรก
ภาพประกอบตอนที่ ๒ · วันที่ได้เฝ้าพระบิดาเป็นครั้งแรก

หกปีผ่านไปในการแสวงหา แล้วอีกไม่นานหลังการตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครกบิลพัสดุ์ ถึงแล้วประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เช้าวันหนึ่ง พระองค์ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนศากยะ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย

ในพระราชวังนั้นมีพระกุมารพระชนม์ ๗ พรรษาองค์หนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยได้เห็นพระบิดาของตนมาก่อนเลย พระวินัยปิฎกบันทึกถ้อยคำของพระมารดาไว้สั้นที่สุด

“ดูกรราหุล พระสมณะนั้นเป็นบิดาของเจ้า เจ้าจงไปทูลขอทรัพย์มรดกต่อพระองค์”

ราหุลกุมารเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคตามพระเสาวนีนั้น ไปยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ แล้วเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก

“ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของพระองค์เป็นสุข”

พระกุมารถูกส่งมาเพื่อทูลขอราชสมบัติ แต่คำแรกที่เอ่ยออกมาเมื่อได้ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์จริง ๆ กลับเป็นคำสรรเสริญร่มเงาของพระองค์ ในพระวินัยปิฎกไม่มีบันทึกว่าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าอย่างไร มีแต่ว่า พระองค์เสด็จลุกจากพระพุทธอาสน์แล้วเสด็จกลับ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๓

ผู้ตามเสด็จไปตลอดทาง

ภาพประกอบตอนที่ ๓ ผู้ตามเสด็จไปตลอดทาง
ภาพประกอบตอนที่ ๓ · ผู้ตามเสด็จไปตลอดทาง

พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ ราหุลกุมารเดินตามไปข้างหลัง ๆ ตลอดทางนั้นเด็กชายพูดอยู่คำเดียว

“ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน”

อรรถกถาอัมพลัฏฐิกราหุโลวาทสูตรเล่าเหตุการณ์เดียวกันนี้เพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า ในเวลานั้นราหุลมีพระชนม์ ๗ พรรษา และท่านทูลขอมรดกทั้งที่มือจับชายจีวรของพระผู้มีพระภาคอยู่ ขบวนเดินออกจากเขตพระราชวัง ผ่านทางเข้าไปจนถึงนิโครธาราม เด็กชายยังไม่หยุด ไม่มีผู้ใดสามารถกราบทูลทัดทานเขาได้

พระผู้มีพระภาคยังไม่ได้ตรัสสิ่งใดตอบเขาเลยแม้แต่คำเดียว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๔

อริยทรัพย์

ภาพประกอบตอนที่ ๔ อริยทรัพย์
ภาพประกอบตอนที่ ๔ · อริยทรัพย์

ถึงพระอารามแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมา แล้วรับสั่งประโยคเดียว

“ดูกรสารีบุตร ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวช”

คำสั่งนั้นทำให้พระธรรมเสนาบดีต้องทูลถามกลับ เพราะในเวลานั้นยังไม่มีวิธีให้เด็กบวช

“ข้าพระพุทธเจ้าจะให้ราหุลกุมารทรงผนวชอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า เราอนุญาตการบวชกุลบุตรเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์ จากนั้นทรงวางวิธีไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ให้โกนผมและหนวด ให้ครองผ้าย้อมฝาด ให้ห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่ง ให้ประคองอัญชลี แล้วจึงสอนให้ว่าตาม

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ — ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ — ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ — ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

ว่าอย่างนี้ครบสามครั้ง พระวินัยปิฎกจบเรื่องด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า คราวนั้น ท่านพระสารีบุตรให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว วิธีบวชสามเณรที่ใช้กันมาจนถึงวันนี้ทั้งพระศาสนา เกิดขึ้นในบ่ายวันนั้นเพราะเด็กคนหนึ่งเดินตามมาขอมรดก และเด็กคนนั้นเองเป็นสามเณรรูปแรกที่ได้บวชด้วยวิธีนี้

ชีวประวัติฉบับรวบรวมอธิบายเหตุผลของพระพุทธองค์ไว้ว่า ทรงเห็นว่าทรัพย์ที่ราหุลกุมารปรารถนานั้นเป็นของชักนำให้เวียนว่ายในวัฏสงสาร จึงทรงมอบอริยทรัพย์ให้แทน ส่วนในพระไตรปิฎกไม่มีคำอธิบายใด ๆ มีแต่คำสั่งประโยคเดียวกับผลที่ตามมาทันที

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๕

พรที่ปู่ทูลขอ

ภาพประกอบตอนที่ ๕ พรที่ปู่ทูลขอ
ภาพประกอบตอนที่ ๕ · พรที่ปู่ทูลขอ

ข่าวไปถึงพระราชวังในวันเดียวกัน พระเจ้าสุทโธทนศากยะเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลขอพร พระผู้มีพระภาคถวายพระพรว่า ตถาคตทั้งหลายมีพรล่วงเลยเสียแล้ว ท้าวเธอกราบทูลว่า หม่อมฉันทูลขอพรที่สมควรและไม่มีโทษ เมื่อทรงอนุญาตให้ตรัสบอก พระราชาจึงตรัสสิ่งที่ทรงเก็บไว้ในพระทัยมาหลายปี

“เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงผนวชแล้ว ความทุกข์ล้นพ้นได้บังเกิดแก่หม่อมฉัน เมื่อพ่อนันทะบวชก็เช่นเดียวกัน เมื่อพ่อราหุลบรรพชา ทุกข์ยิ่งมากล้น พระพุทธเจ้าข้า ความรักบุตรย่อมตัดผิว ครั้นแล้ว ตัดหนัง ตัดเนื้อ ตัดเอ็น ตัดกระดูก แล้วตั้งอยู่จรดเยื่อในกระดูก”

แล้วจึงทูลขอพรนั้น

“หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระคุณเจ้าทั้งหลาย ไม่พึงบวชบุตรที่บิดามารดายังมิได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระราชาทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ท้าวเธอเสด็จลุก ถวายบังคม ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ จากนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติว่า ภิกษุไม่พึงให้กุลบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาตบวช พรที่ปู่ทูลขอเพราะเสียหลานไปนั้น กลายเป็นข้อกำหนดที่คุ้มครองพ่อแม่ทุกบ้านตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ยังมีเรื่องเล็ก ๆ ตามมาอีกสองเรื่องเพราะสามเณรรูปนี้ เรื่องแรกคือ ตระกูลอุปัฏฐากส่งเด็กชายมาให้ท่านพระสารีบุตรบวชให้อีกคนหนึ่ง ท่านจึงดำริว่าพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไม่ให้ภิกษุรูปเดียวรับสามเณร ๒ รูปไว้อุปัฏฐาก และเรามีสามเณรราหุลอยู่แล้ว ทีนี้จะปฏิบัติอย่างไร พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถรับสามเณรได้เท่าที่ตนจะโอวาทอนุศาสน์ไหว

เรื่องที่สองคือ สามเณรทั้งหลายเกิดความสงสัยขึ้นว่า สิกขาบทของพวกเรามีเท่าไรหนอ และพวกเราจะต้องศึกษาในอะไร พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณร สามเณรรูปแรกจึงได้ทั้งอุปัชฌาย์ ได้ทั้งข้อวัตรที่ต้องศึกษา ตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่าการศึกษาคืออะไร

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๖

คำถามสิบข้อสำหรับเด็กเจ็ดขวบ

ภาพประกอบตอนที่ ๖ คำถามสิบข้อสำหรับเด็กเจ็ดขวบ
ภาพประกอบตอนที่ ๖ · คำถามสิบข้อสำหรับเด็กเจ็ดขวบ

อรรถกถาเล่าว่า เมื่อบวชแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า ธรรมดาเด็กหนุ่มย่อมพูดถ้อยคำที่ควรบ้างไม่ควรบ้าง เราจะให้โอวาทแก่ราหุล แล้วจึงตรัสเรียกมา รับสั่งว่าธรรมดาสามเณรไม่ควรกล่าวติรัจฉานกถา เมื่อจะกล่าว ควรกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ แล้วทรงวางคำถามสิบข้อไว้ให้ท่อง เป็นคำถามที่นับหนึ่งไปถึงสิบ แต่ละข้อมีคำตอบเป็นหัวข้อธรรมประจำจำนวนนั้น

อะไรชื่อว่า ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้เพราะอาหาร
อะไรชื่อว่า ๒ คือ นามและรูป
อะไรชื่อว่า ๓ คือ เวทนา ๓
อะไรชื่อว่า ๔ คือ อริยสัจ ๔
อะไรชื่อว่า ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕
อะไรชื่อว่า ๖ คือ อายตนะภายใน ๖
อะไรชื่อว่า ๗ คือ โพชฌงค์ ๗
อะไรชื่อว่า ๘ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
อะไรชื่อว่า ๙ คือ สัตตาวาส ๙
อะไรชื่อว่า ๑๐ คือ ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ท่านกล่าวว่าเป็นพระอรหันต์

พระไตรปิฎกจัดหมวดนี้ไว้ในขุททกปาฐะโดยใช้ชื่อว่า สามเณรปัญหา วิธีสอนเด็กอายุ ๗ ขวบที่พระองค์ทรงเลือกใช้ จึงไม่ใช่การห้ามไม่ให้พูด แต่เป็นการให้ของที่ควรพูดไปแทน และเป็นของที่นับได้ ท่องได้ ตรวจตัวเองได้ว่าวันนี้ได้กี่ข้อ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๗

น้ำที่เหลืออยู่ก้นขัน

ภาพประกอบตอนที่ ๗ น้ำที่เหลืออยู่ก้นขัน
ภาพประกอบตอนที่ ๗ · น้ำที่เหลืออยู่ก้นขัน

เวลาต่อมา พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน เขตพระนครราชคฤห์ ส่วนท่านพระราหุลอยู่ที่ปราสาทชื่ออัมพลัฏฐิกา อรรถกถาอธิบายว่าเป็นเรือนย่อส่วนที่เขาสร้างไว้ท้ายพระเวฬุวัน สำหรับผู้ต้องการความสงัด และในเวลานั้นสามเณรราหุลมีพระชนม์ ๗ พรรษา เย็นวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น แล้วเสด็จเข้าไปยังปราสาทหลังนั้น

ท่านพระราหุลเห็นพระองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงปูลาดอาสนะและตั้งน้ำสำหรับล้างพระบาทไว้ อรรถกถาบันทึกรายละเอียดเล็ก ๆ ไว้ตรงนี้ว่า ที่นั่นมีอาสนะปูไว้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ราหุลก็ยังปัดอาสนะนั้นเสียก่อนแล้วจึงตั้งไว้ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะแล้วทรงล้างพระบาท ท่านพระราหุลถวายบังคมแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระองค์ไม่ทรงเทน้ำที่เหลือทิ้ง แต่ทรงเหลือน้ำไว้ในภาชนะหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสถาม

“ดูกรราหุล เธอเห็นน้ำเหลือหน่อยหนึ่งอยู่ในภาชนะน้ำนี้หรือ”
“เห็น พระเจ้าข้า”
“ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็มีน้อยเหมือนกันฉะนั้น”

แล้วทรงเทน้ำหน่อยหนึ่งนั้นทิ้งไป ตรัสถามว่าเห็นน้ำที่เราเทเสียแล้วหรือ เมื่อทูลว่าเห็น จึงตรัสว่าสมณธรรมของคนเช่นนั้นก็เป็นของที่เขาทิ้งเสียแล้วเหมือนกัน จากนั้นทรงคว่ำภาชนะน้ำลง ตรัสถามว่าเห็นภาชนะที่คว่ำนี้หรือ เมื่อทูลว่าเห็น จึงตรัสว่าสมณธรรมของคนเช่นนั้นก็เป็นของที่เขาคว่ำเสียแล้วเหมือนกัน

แล้วทรงหงายภาชนะนั้นขึ้น

“ดูกรราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือ”
“เห็น พระเจ้าข้า”
“ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของว่างเปล่าเหมือนกันฉะนั้น”

อรรถกถาบอกเหตุที่ทรงยกอุปมานี้ขึ้นมาไว้ตรง ๆ ว่า ทรงดำริว่าธรรมดาเด็กย่อมกล่าวเท็จด้วยคำน่ารัก กล่าวสิ่งที่ไม่เห็นว่าเราได้เห็นแล้ว กล่าวสิ่งที่เห็นว่าเราไม่เห็น เราจะให้โอวาทแก่ราหุล และทรงเลือกวิธีที่แม้แต่มองด้วยตาก็เข้าใจได้ง่าย ของทั้งหมดที่ทรงใช้ในบ่ายนั้นมีเพียงขันน้ำล้างเท้าใบเดียว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๘

ช้างศึกที่ยังหวงงวงอยู่

ภาพประกอบตอนที่ ๘ ช้างศึกที่ยังหวงงวงอยู่
ภาพประกอบตอนที่ ๘ · ช้างศึกที่ยังหวงงวงอยู่

จากขันน้ำ พระองค์ทรงเปลี่ยนไปใช้ภาพที่เด็กในราชสกุลย่อมรู้จักดี คือช้างศึก

“ดูกรราหุล เปรียบเหมือนช้างต้น มีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม”

ช้างเช่นนั้นเมื่อเข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสอง ด้วยเท้าหลังทั้งสอง ด้วยกายเบื้องหน้า ด้วยกายเบื้องหลัง ด้วยศีรษะ ด้วยหูทั้งสอง ด้วยงาทั้งสอง ด้วยหาง แต่ยังรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น เพราะเห็นช้างรักษางวงไว้อย่างนั้น ควาญช้างย่อมรู้ว่าช้างเชือกนี้ยังไม่ยอมสละชีวิต

แต่เมื่อใดช้างเชือกนั้นทำกรรมด้วยงวงด้วย ควาญช้างย่อมรู้ทันทีว่าช้างต้นยอมสละชีวิตแล้ว และบัดนี้ไม่มีอะไรที่ช้างเชือกนั้นจะทำไม่ได้

“ดูกรราหุล เรากล่าวว่าบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่ ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่งไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน”

แล้วจึงประทานข้อที่ทรงต้องการให้เด็กคนนี้ถือไว้

“เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุล เธอพึงศึกษาว่า เราจักไม่กล่าวมุสา แม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูกรราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล”

ข้อห้ามนั้นไม่ได้กันไว้แค่การโกหกเพื่อเอาตัวรอด แต่กันไปถึงคำเท็จที่พูดเพราะขำ ซึ่งเป็นชนิดเดียวที่เด็กอายุเท่านั้นจะพูดจริง ๆ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๙

แว่นมีไว้ทำอะไร

ภาพประกอบตอนที่ ๙ แว่นมีไว้ทำอะไร
ภาพประกอบตอนที่ ๙ · แว่นมีไว้ทำอะไร

เมื่อวางข้อห้ามไว้แล้ว พระองค์ทรงถามคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่องเดิมเลย

“ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แว่นมีประโยชน์อย่างไร”
“มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า”
“ฉันนั้นเหมือนกันแล ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ”

จากนั้นทรงขยายออกเป็นวิธีใช้จริง ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม แต่ละอย่างมีสามจังหวะเท่ากันหมด ก่อนจะทำ ให้พิจารณาว่ากรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ถ้าใช่ กรรมนั้นไม่ควรทำโดยส่วนเดียว ถ้าไม่ใช่ จึงควรทำ

กำลังทำอยู่ ให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งอย่างเดียวกัน ถ้ารู้ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียน พึงเลิกเสีย ถ้ารู้ว่าไม่เป็น พึงทำต่อ ทำเสร็จแล้ว ให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถ้ารู้ว่ากรรมนั้นเป็นไปเพื่อเบียดเบียน พึงแสดง พึงเปิดเผย พึงทำให้ตื้นในพระศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์ผู้รู้ แล้วสำรวมต่อไป ถ้ารู้ว่าไม่เป็น พึงเป็นผู้มีปีติและปราโมทย์ ศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

ตอนจบของพระสูตร พระองค์ทรงลากเส้นให้เห็นว่าวิธีนี้ไม่ได้ทรงตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับเด็กคนหนึ่ง

“ดูกรราหุล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้นพิจารณา ๆ อย่างนี้นั่นเอง แล้วจึงชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม”

ทั้งในอนาคตและในปัจจุบันก็เช่นเดียวกันทั้งสิ้น แล้วจึงตรัสข้อสรุปให้ถือไว้

“เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุล เธอพึงศึกษาว่า เราจักพิจารณา ๆ แล้วจึงชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม”

พระสูตรจบลงตรงที่ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิต ตอนนั้นท่านอายุ ๗ ขวบ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๐

คืนที่สามเณรไม่มีที่นอน

ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ คืนที่สามเณรไม่มีที่นอน
ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ · คืนที่สามเณรไม่มีที่นอน

หลายปีต่อมา เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่เมืองอาฬวี ในคืนที่มีการฟังธรรมกันจนดึก พระเถระผู้ใหญ่กลับที่พักของตนแล้ว ภิกษุบวชใหม่นอนค้างอยู่ในศาลาฟังธรรมร่วมกับพวกอุบาสก แล้วนอนอย่างไม่สำรวม พวกอุบาสกจึงเพ่งโทษติเตียน พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่อง จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์

ต่อมาพระองค์เสด็จจาริกจากเมืองอาฬวีไปถึงพระนครโกสัมพี ประทับอยู่ที่พทริการาม ณ ที่นั้น ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกับสามเณรราหุลว่า

“อาวุโสราหุล พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน อาวุโสราหุล ท่านจงรู้สถานที่ควรนอน”

สามเณรยังไม่ใช่ภิกษุ นั่นแปลว่าไม่มีกุฏิหลังไหนที่ท่านเข้าไปนอนได้อีกแล้ว พระวินัยปิฎกบันทึกสิ่งที่ท่านทำในคืนนั้นไว้ประโยคเดียว

“วันนั้น ท่านสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้ จึงสำเร็จการนอนในวัจจกุฎี”

วัจจกุฎีคือส้วม ท่านไม่ได้ไปต่อว่าใคร ไม่ได้ไปทูลฟ้อง และไม่ได้ปลุกใครให้ตื่นขึ้นมาช่วย ครั้นใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคทรงตื่นบรรทมแล้วเสด็จไปที่วัจจกุฎี ครั้นถึงจึงทรงพระกาสะ คือทรงไอเป็นสัญญาณ ข้างในมีเสียงกระแอมรับ

“ใครอยู่ในวัจจกุฎีนี้”
“ข้าพระพุทธเจ้าราหุล พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูกรราหุล เหตุไรเธอจึงนอน ณ ที่นี้”

สามเณรกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ เช้านั้นพระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า เราอนุญาตให้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันได้ ๒-๓ คืน แล้วทรงยกสิกขาบทขึ้นใหม่ว่า ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันยิ่งกว่า ๒-๓ คืน เป็นปาจิตตีย์ สิกขาบทข้อนั้นถูกผ่อนลงมาเพราะเด็กคนหนึ่งยอมนอนในส้วมโดยไม่บ่นสักคำ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๑

โอวาทที่ตรัสซ้ำอยู่เรื่อย ๆ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ โอวาทที่ตรัสซ้ำอยู่เรื่อย ๆ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ · โอวาทที่ตรัสซ้ำอยู่เรื่อย ๆ

ในสุตตนิบาตมีพระสูตรสั้น ๆ สูตรหนึ่งชื่อราหุลสูตร ขึ้นต้นด้วยคำถามที่พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่าน

“เธอย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนือง ๆ แลหรือ การทรงคบเพลิงเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย เธอนอบน้อมแล้วแลหรือ”

อรรถกถาอธิบายว่า บัณฑิตในที่นี้ทรงหมายถึงท่านพระสารีบุตร และเหตุที่ตรัสถามเช่นนี้ก็เพราะทรงเห็นว่ากุมารนี้สมบูรณ์ด้วยชาติ อาจถือตัวเพราะชาติ โคตร ตระกูล และผิวพรรณได้ ท่านพระราหุลกราบทูลตอบ

“ข้าพระองค์ย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนือง ๆ การทรงคบเพลิงเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นอบน้อมแล้วเป็นนิตย์”

จากนั้นพระองค์ตรัสข้อปฏิบัติต่อไปเป็นชุด ให้ละกามคุณห้าอันมีรูปเป็นที่รัก ให้คบกัลยาณมิตร ให้เสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบปราศจากเสียงกึกก้อง ให้รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่ให้ทำความอยากในจีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง และปัจจัย ให้สำรวมในปาฏิโมกข์และในอินทรีย์ ให้มีสติไปแล้วในกาย ให้เว้นสุภนิมิตอันก่อให้เกิดความกำหนัด ให้อบรมจิตให้ตั้งมั่นในอสุภภาวนา แล้วจึงถึงข้อสุดท้าย

“จงละมานานุสัย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป”

ประโยคที่พระอานนทเถระบันทึกไว้ท้ายพระสูตรบอกความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในตัวคาถา

“ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระราหุลด้วยพระคาถาเหล่านี้เนือง ๆ ด้วยประการฉะนี้แล”

คือไม่ได้ตรัสครั้งเดียวแล้วจบ แต่ตรัสซ้ำอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๒

ทรายเต็มกำมือ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ ทรายเต็มกำมือ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ · ทรายเต็มกำมือ

สิ่งที่ท่านทำเป็นกิจวัตรอยู่ในเวลาเดียวกันนั้น อรรถกถาบันทึกไว้สองสำนวน อรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่าว่า พระเถระลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ตั้งแต่วันที่บวช แล้วกอบทรายขึ้นเต็มมือ ตั้งความปรารถนาว่า

“อัศจรรย์หนอ เราจะพึงได้โอวาทและพระอนุสาสนีมีประมาณเท่านี้ จากพระทศพลและพระอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลายในวันนี้”

อรรถกถามหาราหุโลวาทสูตรเล่าอย่างเดียวกันแต่เปลี่ยนภาพ ว่าท่านเกลี่ยทรายประมาณบาตรหนึ่งในบริเวณพระคันธกุฎีแต่เช้าตรู่ ด้วยคิดว่าวันนี้เราจะได้รับโอวาทประมาณเท่านี้ ได้การตักเตือนประมาณเท่านี้ จากสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและจากสำนักของพระอุปัชฌาย์ ทั้งสองสำนวนตรงกันในสิ่งเดียว คือท่านนับสิ่งที่อยากได้เป็นเม็ดทราย ไม่ได้นับเป็นข้อ

อรรถกถายังบันทึกผลของนิสัยนั้นไว้ด้วยว่า ท่านพระราหุลเป็นผู้ฉลาดในนัย เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำ ท่านย่อมแทงตลอดไปได้ตั้งร้อยนัยพันนัยว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ และเมื่อตรัสว่าสิ่งนี้ควรทำก็เป็นอย่างเดียวกัน คนที่ขอโอวาทเท่าเม็ดทรายทุกเช้า ย่อมได้ยินคำสอนคำเดียวเป็นร้อยความหมาย

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๓

สิบแปดปี และความคิดว่า “แม้เราก็งาม”

ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ สิบแปดปี และความคิดว่า “แม้เราก็งาม”
ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ · สิบแปดปี และความคิดว่า “แม้เราก็งาม”

เช้าวันหนึ่งที่พระวิหารเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ท่านพระราหุลถือบาตรและจีวรตามเสด็จไปเบื้องพระปฤษฎางค์ ตอนนั้นท่านเป็นสามเณรมีอายุ ๑๘ ปี อรรถกถาบรรยายภาพสองรูปนั้นเดินไปด้วยกันไว้ยาวมาก เปรียบพระผู้มีพระภาคเป็นช้างตัวประเสริฐ แล้วเปรียบราหุลเป็นลูกช้างที่ตามไปข้างหลัง เปรียบพระองค์เป็นไกรสรสีหราชออกจากถ้ำ แล้วเปรียบท่านเป็นลูกสีหะที่ออกติดตาม เปรียบพระองค์เป็นพญาหงส์ทองบินจากภูเขา แล้วเปรียบท่านเป็นลูกหงส์ที่บินตาม ทั้งสองพระองค์ทรงอุบัติในราชวงศ์เดียวกัน ทรงสละราชสมบัติเหมือนกัน และมีพระฉวีดุจทองคำเหมือนกัน

ในขณะนั้นเอง ท่านพระราหุลทอดตามองพระตถาคตตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกศา อรรถกถาเล่าว่า เมื่อเห็นความงดงามนั้นแล้ว ท่านก็ตรวจดูตนเองบ้าง แล้วดำริว่าแม้เราก็งาม หากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงครองความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แล้วประทานตำแหน่งปริณายกแก่เรา ภาคพื้นชมพูทวีปก็จักงามยิ่งนัก ความกำหนัดยินดีอันอาศัยอัตภาพจึงเกิดขึ้นแก่ท่านในระหว่างทางนั้น

พระผู้มีพระภาคซึ่งเสด็จอยู่เบื้องหน้าทรงทราบความคิดนั้น อรรถกถาว่าทรงเห็นจิตของราหุลดุจเห็นปลาในน้ำใส และทรงดำริว่าไม่ควรเพิกเฉย เหมือนเรือใหญ่ที่บรรทุกรัตนะแล้วน้ำเข้าตรงรอยกระดานแตก นายเรือย่อมนิ่งอยู่แม้เพียงครู่เดียวไม่ได้ พระองค์จึงทรงหยุด แล้วหมุนพระวรกายทั้งสิ้นกลับมาทั้งองค์ อรรถกถาเปรียบอาการนั้นว่าดุจปฏิมาทองหมุนกลับ

พระไตรปิฎกบันทึกคำที่ตรัสในกลางถนนสายนั้นไว้ว่า

“ดูกรราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต เป็นอนาคต และเป็นปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี รูปทั้งปวงนี้ เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้”

ท่านพระราหุลทูลถามกลับทันที

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค รูปเท่านั้นหรือ ข้าแต่พระสุคต รูปเท่านั้นหรือ”
“ดูกรราหุล ทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ”

อรรถกถาชี้ว่าคำถามนั้นเองเป็นเครื่องแสดงว่าท่านฉลาดในนัย เพราะเมื่อได้ยินเรื่องรูป ท่านก็คิดต่อไปทันทีว่าแล้วในเวทนาเป็นต้นจะพึงปฏิบัติอย่างไร

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๔

วันที่ไม่ได้ไปบิณฑบาต

ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ วันที่ไม่ได้ไปบิณฑบาต
ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ · วันที่ไม่ได้ไปบิณฑบาต

เมื่อถูกโอวาทกลางทางอย่างนั้นแล้ว ท่านพระราหุลคิดขึ้นมาข้อหนึ่ง

“วันนี้ ใครหนออันพระผู้มีพระภาคทรงโอวาทด้วยโอวาทในที่เฉพาะพระพักตร์แล้ว จักเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตเล่า”

ท่านจึงกลับจากที่นั้น ไม่เข้าบ้านไปบิณฑบาตในวันนั้น แล้วไปนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นท่านกลับ แต่ไม่ได้ตรัสเรียก อรรถกถาให้เหตุผลไว้ว่าทรงดำริว่า วันนี้ราหุลจงบริโภคอมตโภชนะคือกายคตาสติก่อน เช้านั้นท่านพระสารีบุตรออกบิณฑบาตทีหลังภิกษุทั้งหมดตามวัตรของท่าน อรรถกถาเล่าว่าเมื่ออยู่กับพระผู้มีพระภาค พระเถระจะรอให้พระองค์เสด็จไปก่อน แล้วจึงเที่ยวดูตามเสนาสนะ กวาดที่ที่ยังไม่ได้กวาด ทิ้งหยากเยื่อที่ยังไม่ได้ทิ้ง ตั้งหม้อน้ำดื่มในที่ที่ยังไม่มี เยี่ยมภิกษุไข้แล้วถามว่าจะให้นำอะไรมาถวาย ให้กำลังใจภิกษุหนุ่มที่ยังไม่มีพรรษา เสร็จแล้วจึงออกไปทีหลังทุกรูป

วันนั้นระหว่างทาง ท่านเห็นราหุลนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พระเถระไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่ได้ล่วงรู้ว่าพระศาสดาเพิ่งประทานรูปกัมมัฏฐานไปเมื่อครู่ อรรถกถาบอกว่าท่านให้กัมมัฏฐานตามท่านั่งที่เห็น เพราะเห็นว่าราหุลนั่งนิ่งติดกับอาสนะไม่ไหวติง

“ดูกรราหุล ท่านจงเจริญอานาปานสติเถิด ด้วยว่าอานาปานสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

ท่านพระราหุลนั่งอยู่อย่างนั้นจนเย็น จึงออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามด้วยคำถามที่ได้มาจากอุปัชฌาย์ของตนเมื่อเช้า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงจะมีผล มีอานิสงส์”
อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๕

จงเป็นเหมือนแผ่นดิน

ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ จงเป็นเหมือนแผ่นดิน
ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ · จงเป็นเหมือนแผ่นดิน

พระผู้มีพระภาคไม่ได้ตรัสตอบเรื่องลมหายใจทันที แต่ทรงเริ่มจากร่างกายของผู้ถามเอง ทรงยกธาตุขึ้นทีละธาตุ ปฐวีธาตุคือส่วนที่แข้นแข็ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไปจนถึงอาหารใหม่อาหารเก่า อาโปธาตุคือส่วนที่เอิบอาบ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เตโชธาตุคือไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย วาโยธาตุคือลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมหายใจ และอากาสธาตุคือช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องคอ

ธาตุทั้งห้านั้นมีทั้งภายในและภายนอก และธาตุภายในกับธาตุภายนอกก็เป็นธาตุอย่างเดียวกัน ทุกธาตุจึงลงท้ายด้วยประโยคเดียวกันหมด

“ธาตุนั้นเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา”

ร่างกายที่เจ้าของเพิ่งชื่นชมเมื่อเช้าว่างาม ถูกแยกออกเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม และช่องว่าง ซึ่งไม่มีชิ้นใดเป็นของใครเลย จากนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนจากการพิจารณาไปเป็นการอบรมใจ

“ดูกรราหุล เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้”

เหตุผลอยู่ในอุปมา คนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลงที่แผ่นดิน แผ่นดินจะอึดอัด ระอา หรือเกลียดของนั้นก็หาไม่ น้ำก็เช่นกัน คนล้างของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้างลงในน้ำ น้ำไม่รังเกียจ ไฟก็เผาของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง ไฟไม่รังเกียจ ลมก็พัดต้องของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง ลมไม่รังเกียจ

ส่วนอากาศนั้นทรงให้เหตุผลไว้ต่างออกไป

“ดูกรราหุล เปรียบเหมือนอากาศไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ๆ ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศฉันนั้นแล”
อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๖

ลมหายใจสุดท้ายที่รู้ตัว

ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ ลมหายใจสุดท้ายที่รู้ตัว
ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ · ลมหายใจสุดท้ายที่รู้ตัว

ก่อนจะถึงคำตอบที่ท่านทูลถาม พระองค์ทรงวางภาวนาไว้อีกหกอย่าง แต่ละอย่างมีสิ่งที่มันละได้กำกับไว้ชัด

เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จักละพยาบาทได้
เธอจงเจริญกรุณาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญกรุณาภาวนาอยู่ จักละวิหิงสาได้
เธอจงเจริญมุทิตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญมุทิตาภาวนาอยู่ จักละอรติได้
เธอจงเจริญอุเบกขาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอุเบกขาภาวนาอยู่ จักละปฏิฆะได้
เธอจงเจริญอสุภภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอสุภภาวนาอยู่ จักละราคะได้
เธอจงเจริญอนิจจสัญญาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาภาวนาอยู่ จักละอัสมิมานะได้

ข้อสุดท้ายคือข้อที่ตรงกับความคิดของท่านเมื่อเช้าที่สุด เพราะอัสมิมานะคือความสำคัญว่าเรามีอยู่เป็นอยู่ อันเป็นรากของประโยคที่ว่าแม้เราก็งาม แล้วจึงถึงอานาปานสติ ซึ่งทรงจำแนกไว้เป็นสิบหกจังหวะ เริ่มจากการรู้ลมยาว รู้ลมสั้น กำหนดรู้กองลมทั้งปวง ระงับกายสังขาร แล้วไล่ไปตามเวทนา ตามจิต จนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง พิจารณาธรรมอันปราศจากราคะ พิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท และพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน ทุกจังหวะทำทั้งเมื่อหายใจออกและเมื่อหายใจเข้า

ประโยคปิดพระสูตรเป็นประโยคที่ไม่มีใครลืมได้

“ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมอัสสาสะปัสสาสะครั้งสุดท้าย อันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติทราบชัดแล้ว ย่อมดับไป หาเป็นอันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติไม่ทราบชัดแล้ว ดับไปไม่ได้ดังนี้”

พระธรรมเทศนาที่เริ่มขึ้นเพราะเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่นชมความงามของตัวเองในตอนเช้า จบลงที่ลมหายใจครั้งสุดท้ายของชีวิต

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๗

บ่ายวันหนึ่งในป่าอันธวัน

ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ บ่ายวันหนึ่งในป่าอันธวัน
ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ · บ่ายวันหนึ่งในป่าอันธวัน

เวลาผ่านไปจนท่านอายุครบบวชเป็นภิกษุ ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นอุปัชฌาย์เป็นผู้ให้อุปสมบท ส่วนท่านพระมหาโมคคัลลานะเป็นกรรมวาจาจารย์ อรรถกถากำหนดเวลาของเหตุการณ์ต่อไปนี้ไว้ว่า ตอนนั้นท่านเป็นภิกษุได้ครึ่งพรรษา วันนั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ทรงหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน แล้วเกิดพระปริวิตกขึ้นในพระหฤทัย

“ราหุลมีธรรมที่บ่มวิมุตติแก่กล้าแล้วแล ถ้ากระไร เราพึงแนะนำราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้นเถิด”

เช้านั้นเสด็จเข้าไปบิณฑบาตตามปกติ ครั้นกลับจากบิณฑบาตและเสร็จภัตกิจแล้ว จึงตรัสกับท่าน

“ดูกรราหุล เธอจงถือผ้ารองนั่ง เราจักเข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักผ่อนกลางวันกัน”

ท่านพระราหุลทูลรับว่าชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วถือผ้ารองนั่งตามเสด็จไปเบื้องพระปฤษฎางค์ เหมือนที่เคยเดินตามมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ พระไตรปิฎกบันทึกไว้ด้วยว่า วันนั้นมีเทวดาหลายพันตนตามเสด็จไปด้วย เพราะทราบว่าวันนี้พระผู้มีพระภาคจักทรงแนะนำท่านพระราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้น

ถึงป่าอันธวันแล้ว พระองค์ประทับนั่งบนอาสนะที่ท่านแต่งตั้งถวายที่ควงไม้ ท่านพระราหุลถวายอภิวาทแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง คำถามที่ตรัสถามในบ่ายวันนั้นเป็นคำถามชุดเดียวซ้ำไปทีละอย่าง เริ่มที่ตา

“ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา”
“ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้นทรงถามอย่างเดียวกันกับรูป กับจักษุวิญญาณ กับจักษุสัมผัส และกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วทรงยกหู จมูก ลิ้น กาย และใจขึ้นถามด้วยชุดคำถามเดียวกันจนครบทั้งหก เมื่อครบแล้วจึงตรัสข้อสรุป ว่าอริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในตา ในรูป ในจักษุวิญญาณ ในจักษุสัมผัส และในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสนั้น ไปจนครบทั้งหกทวาร

“เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว และทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

ในระหว่างที่ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้อยู่นั่นเอง จิตของท่านพระราหุลหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น และเทวดาหลายพันตนที่ตามมาฟังอยู่นั้น ได้เกิดดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี หมดมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา

ตาที่พระองค์ทรงยกขึ้นถามเป็นสิ่งแรกในบ่ายวันนั้น คือตาคู่เดียวกับที่เคยแหงนมองพระตถาคตตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกศาแล้วเกิดความยินดีในรูปของตนเอง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๘

ผู้ถึงพร้อมด้วยส่วนสอง

ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ ผู้ถึงพร้อมด้วยส่วนสอง
ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ · ผู้ถึงพร้อมด้วยส่วนสอง

ในเอตทัคคบาลี พระผู้มีพระภาคทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งหนึ่ง

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราหุล เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ใคร่ต่อการศึกษา”

อรรถกถาอธิบายบทว่า สิกฺขากามานํ ว่าหมายถึงผู้รักการศึกษาซึ่งสิกขา ๓ แล้วยกเหตุขึ้นอย่างเดียว คือการกอบทรายเต็มมือทุกเช้าตั้งแต่วันที่บวช อรรถกถาบันทึกด้วยว่า ท่านเองได้บันลือสีหนาทกลางหมู่ภิกษุสงฆ์ว่า พระธรรมราชาผู้เป็นพระชนกของท่าน ทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะเฉพาะหน้าภิกษุสงฆ์ ทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศของภิกษุผู้ใคร่การศึกษา และว่าพระธรรมราชาผู้เป็นพระชนก กับพระสารีบุตรผู้เป็นอุปัชฌาย์ ทั้งหมดนั้นเป็นคำสอนของพระชินเจ้า

และท่านกล่าวถึงการที่พระศาสดาทรงประคองท่านมาตั้งแต่เด็กไว้ด้วยคาถาบทหนึ่ง

“พระตถาคตผู้มีพระปัญญาเฉลียวฉลาด ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล ทรงรักษาเราเหมือนนกต้อยตีวิดพึงรักษาพืชพันธุ์ เหมือนเนื้อจามรีรักษาขนหางสูงสุดฉะนั้น”

ส่วนคาถาที่ท่านกล่าวเมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลของตน ขึ้นต้นด้วยชื่อที่คนทั้งหลายใช้เรียกท่าน

“ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติสมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย”

ท่านกล่าวต่อไปว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอดเพราะไม่เห็นโทษในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุม ถูกมารผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือความประมาท เหมือนปลาในปากลอบ แล้วจึงกล่าวถึงตนเองในบรรทัดสุดท้าย

“เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว”

ผู้ที่กล่าวคาถานี้ คือผู้ที่ได้รับพระนามอันหมายถึงเครื่องผูกมาตั้งแต่คืนแรกของชีวิต และเป็นผู้ที่พระบิดาทรงนำให้พ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ด้วยพระองค์เอง ชีวประวัติฉบับรวบรวมเล่าถึงวาระสุดท้ายของท่านไว้ว่า ท่านดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ดาวดึงส์เทวโลก และว่าท่านมีอายุไม่มากนัก เพราะนิพพานก่อนพระพุทธองค์ผู้เป็นพระบิดา ก่อนพระสารีบุตรผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และก่อนพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นพระอาจารย์

พระราหุลจึงเป็นผู้ที่ได้รับโอวาทจากพระพุทธเจ้ามากที่สุดองค์หนึ่ง ตั้งแต่ขันน้ำล้างเท้าใบหนึ่งเมื่ออายุ ๗ ขวบ จนถึงบ่ายวันหนึ่งในป่าอันธวัน และเป็นผู้ที่ขอโอวาทเพิ่มอีกเต็มกำมือทุกเช้าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น

เรื่องอ่านเสริม · ประวัติพุทธสาวก

ผู้ถึงพร้อมด้วยส่วนสอง