พระนามที่ได้รับในคืนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์
ในวันที่ข่าวมาถึง เจ้าชายสิทธัตถะกำลังจะเสด็จเข้าพระนคร อรรถกถาชาดกเล่าว่า พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวว่าพระมารดาของราหุลประสูติพระโอรสแล้ว จึงทรงส่งข่าวไปด้วยรับสั่งว่า พวกเธอจงบอกความดีใจของเราแก่ลูกด้วย พระโพธิสัตว์ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ตรัสออกมาประโยคหนึ่ง
“ราหุลเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”
ราชบุรุษนำคำนั้นกลับไปทูล พระราชาตรัสถามว่า ลูกของเราพูดอะไรบ้าง ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
“จำเดิมแต่นี้ หลานของเราจงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร เถิด”
พระเจ้าปู่ทรงยกถ้อยคำที่พระโอรสเปล่งออกมาในขณะนั้น มาตั้งเป็นพระนามของพระนัดดาตรง ๆ อย่างนั้น พระกุมารจึงได้พระนามซึ่งมีความหมายไปทางเครื่องผูกมาตั้งแต่วันแรก และเป็นพระนามที่พระบิดาเป็นผู้เอ่ยขึ้นเอง คืนนั้นเอง พระโพธิสัตว์ตัดสินพระทัยจะเสด็จออก อรรถกถาเล่าว่า เมื่อทรงใช้ให้นายฉันนะไปเตรียมม้าแล้ว ทรงดำริว่าจะขอดูลูกเสียก่อน จึงเสด็จลุกจากที่ประทับ ไปยังห้องบรรทมของพระมารดาของราหุล แล้วทรงเปิดพระทวาร
ในห้องนั้น ประทีปน้ำมันหอมยังลุกไหม้อยู่ พระมารดาของราหุลบรรทมหลับ พระหัตถ์ข้างหนึ่งวางอยู่บนศีรษะของพระโอรส บนที่บรรทมซึ่งเกลื่อนไปด้วยดอกมะลิ พระโพธิสัตว์ประทับยืนอยู่ตรงนั้น พระบาทวางอยู่บนธรณีประตู ไม่ได้ก้าวเข้าไป อรรถกถาบันทึกความดำริของพระองค์ในขณะนั้นไว้ว่า ถ้าจะทรงจับพระหัตถ์ของพระเทวียกออกเพื่ออุ้มพระโอรส พระเทวีก็จะตื่น และเมื่อเป็นเช่นนั้น อันตรายแห่งการไปก็จะเกิดขึ้น
“แม้เราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จักมาเยี่ยมลูกได้”
ทรงดำริเท่านั้นแล้วก็เสด็จลงจากปราสาทไป อนึ่ง อรรถกถาเล่มนี้เองบันทึกไว้ด้วยว่า ข้อที่ว่าราหุลกุมารประสูติได้ ๗ วันในคืนนั้น เป็นคำที่มีในอรรถกถาชาดก แต่ไม่มีในอรรถกถาที่เหลือ พระกุมารไม่ทรงทราบเลยว่าคืนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นในห้องของพระองค์ ส่วนคำที่พระบิดาทรงดำริไว้ที่ธรณีประตูนั้น จะเป็นจริงในอีกเจ็ดปีต่อมา