ข้ามไปยังเนื้อหา
บาลีธันเดอร์
PALI THUNDER

ประวัติพุทธสาวก · ผู้เลิศด้านสำรวมอินทรีย์

พระนันทเถระ

บวชเพราะไม่กล้าปฏิเสธพระพี่ชาย แล้วอยู่ต่อเพราะอยากได้นางฟ้า ๕๐๐

พระพุทธองค์วางบาตรลงในมือเจ้าบ่าวกลางงานมงคล แล้วเสด็จออกไปโดยไม่ทรงรับคืน คนที่ไม่กล้าทวงจึงถือบาตรใบนั้นเดินตามไป จนบวชในวันเดียวกัน

เปิดเรื่อง
นันทกุมารในชุดเจ้าบ่าวถือบาตรเดินตามเสด็จพระพุทธเจ้าออกจากประตูพระราชวังกบิลพัสดุ์ พร้อมเหลียวมองกลับไปทางวัง

ก่อนเปิดเรื่อง

คนที่ห้ามตาตัวเองไม่ได้ จะกลายเป็นผู้เลิศด้านสำรวมอินทรีย์ได้อย่างไร

พระนันทะ เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกเรียกท่านว่า “พระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา” ท่านออกบวชในวันที่กรุงกบิลพัสดุ์กำลังจัดงานอภิเษกและงานมงคลสมรสให้ท่านเอง เรื่องของท่านไม่ได้เริ่มด้วยศรัทธา แต่เริ่มด้วยความเกรงใจ และปัญหาของท่านตลอดหลายปีต่อมาก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนอะไร เป็นเพียงเรื่องที่ท่านหักใจไม่ให้หวนกลับไปมองสิ่งที่ทิ้งไว้ข้างหลังไม่ได้

น่าสังเกตว่า ตำแหน่งเอตทัคคะที่ท่านได้รับในภายหลัง คือความเป็นผู้เลิศในการคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่ท่านเคยพ่ายแพ้มาก่อน

สารบัญ ๑๘ ตอน
ตอนที่ ๑

เจ้าชายผู้ทำให้หมู่ญาติยินดี

ภาพประกอบตอนที่ ๑ เจ้าชายผู้ทำให้หมู่ญาติยินดี
ภาพประกอบตอนที่ ๑ · เจ้าชายผู้ทำให้หมู่ญาติยินดี

ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง อรรถกถาเล่าว่าในวันขนานพระนาม พระกุมารทำให้หมู่พระประยูรญาติร่าเริงยินดี พระญาติจึงถวายพระนามว่า นันทะ อันเป็นคำที่มีความหมายไปทางความยินดีนั่นเอง นันทกุมารเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่งดงามผิดจากคนทั่วไป ข้อความในพระวินัยปิฎกบันทึกรูปลักษณ์ของท่านไว้ตรง ๆ ว่าเป็นผู้ทรงโฉม เป็นที่ต้องตาต้องใจ และสูงต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเพียง ๔ องคุลี ซึ่งเป็นรายละเอียดที่จะกลับมามีความหมายอีกครั้งในภายหลัง

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว เสด็จจากกรุงราชคฤห์กลับสู่กรุงกบิลพัสดุ์ตามคำทูลเชิญที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงส่งไปครั้งแล้วครั้งเล่า อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า พระกาฬุทายีเถระเป็นผู้พรรณนาหนทางแล้วนำเสด็จ พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาเวสสันดรชาดกในที่ประชุมพระญาติ วันรุ่งขึ้น เมื่อเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ทรงโปรดพระพุทธบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาที่ขึ้นต้นว่า “อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย” ต่อมาทรงโปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และทรงโปรดพระราชาให้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล

สมาชิกในราชสกุลจึงทยอยเข้าถึงธรรมทีละองค์ ในบ้านเดียวกันนั้น อีกสองวันต่อมาจะมีงานมงคลของนันทกุมาร

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๒

บาตรที่ไม่มีใครรับคืน

ภาพประกอบตอนที่ ๒ บาตรที่ไม่มีใครรับคืน
ภาพประกอบตอนที่ ๒ · บาตรที่ไม่มีใครรับคืน

วันที่ ๓ นับแต่วันนั้น พระราชวังจัดงานใหญ่ให้นันทกุมารพร้อมกันหลายอย่าง ทั้งพิธีอภิเษก การเชิญเข้าเรือนใหม่ และงานอาวาหมงคลกับนางชนบทกัลยาณี กลางงานนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ทรงวางบาตรลงในมือของนันทกุมาร ตรัสมงคลกถาแก่หมู่พระญาติ แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป

พระองค์ไม่ได้ทรงรับบาตรคืน อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า ด้วยความเคารพในพระตถาคต นันทกุมารไม่อาจเอ่ยเตือนว่า “ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระเจ้าข้า” ได้เลยสักคำ ท่านจึงถือบาตรเดินตามเสด็จไปเงียบ ๆ พร้อมกับคิดคำนวณในใจไปตลอดทาง ถึงหัวบันได ท่านคิดว่าพระศาสดาคงจักทรงรับบาตรตรงนี้ พระศาสดาก็มิได้ทรงรับ ถึงเชิงบันได ท่านคิดว่าคงจักทรงรับตรงนี้ ก็มิได้ทรงรับ ถึงพระลานหลวง ท่านคิดว่าคงจักทรงรับตรงนี้ ก็มิได้ทรงรับอีก

นันทกุมารอยากจะกลับ แต่กลับไม่ได้ ท่านเดินต่อไปด้วยความไม่เต็มใจ มือหนึ่งยังถือบาตรของพระเชษฐา อีกใจหนึ่งยังอยู่ที่งานซึ่งกำลังดำเนินอยู่ข้างหลัง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๓

เสียงที่ค้างขวางอยู่กลางใจ

ภาพประกอบตอนที่ ๓ เสียงที่ค้างขวางอยู่กลางใจ
ภาพประกอบตอนที่ ๓ · เสียงที่ค้างขวางอยู่กลางใจ

หญิงที่เห็นเหตุการณ์รีบไปบอกนางชนบทกัลยาณีว่า พระผู้มีพระภาคทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว คงจักพรากนันทกุมารไปจากนาง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่า นางได้ยินคำนั้นแล้วรีบวิ่งออกมาทันที ทั้งที่ผมยังเกล้าได้เพียงกึ่งหนึ่ง และหยาดน้ำยังไหลอยู่ นางร้องสั่งไปว่า

“ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ”

ส่วนอรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่าฉากเดียวกันนี้ต่างออกไปเล็กน้อย ว่านางขึ้นไปบนปราสาทชั้นบน เผยสีหบัญชรออกแล้วร้องสั่งจากตรงนั้น ทั้งสองสำนวนตรงกันในสิ่งที่สำคัญที่สุด คือถ้อยคำของนางและผลที่เกิดกับผู้ฟัง อรรถกถาบันทึกไว้ว่า คำของนางนั้นประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของนันทกุมาร

ท่านได้ยินทุกคำ แต่ทำได้เพียงเหลียวมอง เพราะความเคารพในพระศาสดาทำให้ไม่อาจแม้แต่จะให้สัญญาณตอบนางไปตามใจ แล้วขบวนก็เดินต่อไปจนถึงพระวิหาร

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๔

“นันทะ เธออยากบวชไหม”

ภาพประกอบตอนที่ ๔ “นันทะ เธออยากบวชไหม”
ภาพประกอบตอนที่ ๔ · “นันทะ เธออยากบวชไหม”

ถึงพระวิหารแล้ว พระศาสดาจึงตรัสถามขึ้นเป็นครั้งแรกตลอดทางนั้นว่า

“นันทะ เธออยากบวชไหม”

คำถามนี้ตอบยากกว่าที่เห็น เพราะผู้ถามคือพระเชษฐาซึ่งท่านเคารพที่สุด และคำตอบที่ตรงกับใจคือคำว่าไม่ อรรถกถาบันทึกไว้ตรง ๆ ว่า ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า นันทกุมารจึงไม่อาจทูลว่า “จักไม่บวช” ได้ ท่านทูลรับไปว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า”

พระศาสดาจึงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า ถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะบวชเถิด เจ้าบ่าวของงานมงคลจึงกลายเป็นภิกษุในวันเดียวกันนั้น สัปดาห์นั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ วันที่ ๗ พระมารดาของราหุลทรงแต่งองค์พระกุมารแล้วส่งไปทูลขอมรดกจากพระบิดา พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่าทรัพย์ที่พระกุมารต้องการนั้นเป็นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ จึงรับสั่งให้พระสารีบุตรให้ราหุลกุมารบรรพชา เพื่อมอบอริยทรัพย์ให้แทน

เมื่อทรงทราบข่าว พระเจ้าสุทโธทนะกลั้นความทุกข์ไว้ไม่ได้ เสด็จไปทูลขอพรว่า ต่อไปขออย่าให้บรรพชากุลบุตรที่มารดาบิดายังไม่อนุญาต พระผู้มีพระภาคประทานพรนั้น ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ราชสกุลศากยะเสียทั้งผู้ที่จะสืบราชสมบัติและพระนัดดาองค์เล็กไปในคราวเดียวกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๕

ภิกษุที่เดินออกไปแล้วกลับเข้าที่อยู่

ภาพประกอบตอนที่ ๕ ภิกษุที่เดินออกไปแล้วกลับเข้าที่อยู่
ภาพประกอบตอนที่ ๕ · ภิกษุที่เดินออกไปแล้วกลับเข้าที่อยู่

ต่อมาพระศาสดาเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ และเมื่อพระเชตวันมหาวิหารสร้างเสร็จ ก็เสด็จไปจำพรรษาที่นั่น พระนันทะติดตามไปในฐานะภิกษุรูปหนึ่ง แต่ใจของท่านยังค้างอยู่ที่ประตูวังกบิลพัสดุ์ อรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่าอาการของท่านไว้อย่างเห็นภาพ ว่านับแต่วันบวช ท่านระลึกถึงคำของนางชนบทกัลยาณีอยู่ตลอด จนบางขณะเหมือนนางมายืนอยู่ไม่ไกล เมื่อความกระสันบีบคั้นหนักเข้า ท่านก็ลุกเดินออกไปได้หน่อยหนึ่ง

แต่พอเดินผ่านพุ่มไม้หรือกอไม้ ก็เหมือนพระทศพลเสด็จมาประทับยืนอยู่เบื้องหน้า อรรถกถาเปรียบท่านในตอนนั้นว่าเป็นเหมือนขนไก่ที่ถูกโยนใส่กองไฟ แล้วท่านก็กลับเข้าไปที่อยู่ของตน ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้งเข้า จนวันหนึ่งท่านเลิกเก็บไว้คนเดียว ไปบอกแก่ภิกษุเป็นอันมากตามที่พระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่า

“ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์อยู่ได้ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ”

ภิกษุรูปหนึ่งได้ยินเข้า จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลถ้อยคำนั้นตามที่ได้ยินมาทุกประการ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๖

คำถามที่ต้องตอบตามจริง

ภาพประกอบตอนที่ ๖ คำถามที่ต้องตอบตามจริง
ภาพประกอบตอนที่ ๖ · คำถามที่ต้องตอบตามจริง

พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งไปเรียกพระนันทะมาเฝ้า แล้วตรัสถามตรง ๆ ว่า ได้ยินว่าเธอบอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนั้นจริงหรือ พระนันทะทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้า พระองค์ตรัสถามต่อว่า เธอจะบอกคืนสิกขาลาเพศเพื่อเหตุอะไรเล่า คำตอบของพระนันทะที่พระไตรปิฎกบันทึกไว้ ไม่มีข้ออ้างเรื่องความยากของวัตรปฏิบัติ ไม่มีการโทษผู้ใด และไม่ได้พยายามทำให้เรื่องของตนดูดีขึ้นเลย

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยาณีมีผมอันสางไว้กึ่งหนึ่งแลดูแล้ว ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จกลับมา ข้าพระองค์ระลึกถึงคำของนางนั้น จึงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์”

ภาพที่ยังติดตาท่านไม่ใช่ทั้งงานมงคลและราชสมบัติ แต่เป็นผมที่สางค้างไว้เพียงครึ่งเดียว กับประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๗

นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ

ภาพประกอบตอนที่ ๗ นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ
ภาพประกอบตอนที่ ๗ · นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ

อรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่าว่า พระศาสดาทรงพระดำริว่านันทะอยู่อย่างประมาทเหลือเกิน ไม่อาจระงับความกระสันได้ จึงควรทำการดับความร้อนจิตของเธอเสีย แล้วตรัสชวนขึ้นมาลอย ๆ ว่า มานี่นันทะ เราจักไปจาริกเทวโลกด้วยกัน พระนันทะทูลถามกลับอย่างคนที่รู้ตัวดีว่าตนไม่มีฤทธิ์ ว่าข้าพระองค์จักไปสถานที่ที่เหล่าท่านผู้มีฤทธิ์ไปกันได้อย่างไร

พระศาสดาตรัสตอบสั้นที่สุด

“เธอจงทำจิตคิดจะไปอย่างเดียว ไปแล้วก็จักเห็น”

พระไตรปิฎกเล่าการเดินทางไว้สั้นยิ่งกว่านั้นอีก คือพระผู้มีพระภาคทรงจับพระนันทะที่แขน แล้วทรงหายไปจากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เร็วเพียงชั่วบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียด ไม่มีการพรรณนาระหว่างทาง เพราะไม่มีระหว่างทางให้พรรณนา

สิ่งที่ท่านเห็นเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง อรรถกถาบอกว่าคือเทวนิเวศน์ของท้าวสักกเทวราช ส่วนพระไตรปิฎกระบุจำนวนไว้ตรง ๆ ว่า นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ กำลังมาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกะจอมเทพ อรรถกถาอธิบายคำว่าเท้าดุจเท้านกพิราบไว้ด้วยว่า หมายถึงเท้าที่มีสีแดง

พระผู้มีพระภาคทรงถามนำก่อนหนึ่งคำถาม ว่าเธอเห็นนางอัปสร ๕๐๐ เหล่านี้หรือไม่ ท่านทูลรับว่า เห็น พระเจ้าข้า แล้วจึงตรัสคำถามจริง

“ดูกรนันทะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยาณี หรือนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ไหนหนอแลมีรูปงามกว่า น่าดูกว่า หรือน่าเลื่อมใสกว่า”

คำถามนี้ไม่ได้ถามเรื่องธรรม ถามความงามตรง ๆ และถามกับคนที่กำลังทนทุกข์อยู่เพราะภาพเดียวที่ยังติดตา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๘

นางลิงบนตอไม้ที่ไฟไหม้

ภาพประกอบตอนที่ ๘ นางลิงบนตอไม้ที่ไฟไหม้
ภาพประกอบตอนที่ ๘ · นางลิงบนตอไม้ที่ไฟไหม้

พระนันทะทูลตอบทันทีตามที่ตนเห็น และคำตอบของท่านเองนี่แหละที่กลายเป็นภาพซึ่งคนจำเรื่องนี้ได้มากที่สุด

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงผู้มีอวัยวะใหญ่น้อยถูกไฟไหม้ หูและจมูกขาด ฉันใด นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยาณีก็ฉันนั้นแล เมื่อเทียบกับนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ย่อมไม่เข้าถึงเพียงหนึ่งเสี้ยว”

ในพระไตรปิฎก นางลิงตัวนี้เป็นเพียงคำอุปมาที่ออกจากปากของพระนันทะเอง แต่อรรถกถาธรรมบทเล่าต่างออกไปเล็กน้อย ว่าระหว่างทางพระองค์ทรงชี้ให้ดูของจริงเสียก่อน ในนาที่ไฟไหม้แห่งหนึ่ง มีนางลิงตัวหนึ่งซึ่งหูขาด จมูกขาด หางขาด นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ถูกไฟไหม้ แล้วจึงทรงพาไปดูนางอัปสรและตรัสถามคำถามเดียวกันนี้

ทั้งสองสำนวนจบลงที่เดียวกัน คือหญิงที่เมื่อวานยังงามที่สุดในแผ่นดิน วันนี้กลายเป็นนางลิงหูขาดจมูกขาดในสายตาของท่านเอง และคำตอบนั้นเองก็เป็นการยอมรับไปในตัวว่า ความงามที่ท่านยึดไว้นั้นเป็นสิ่งที่วัดกันได้ เมื่อวัดกันได้ ก็ย่อมมีสิ่งที่สูงกว่าเสมอ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๙

ผู้รับประกัน

ภาพประกอบตอนที่ ๙ ผู้รับประกัน
ภาพประกอบตอนที่ ๙ · ผู้รับประกัน

พระผู้มีพระภาคไม่ทรงติเตียนคำตอบนั้น แต่ตรัสสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

“ยินดีเถิดนันทะ อภิรมย์เถิดนันทะ เราเป็นผู้รับรองเธอเพื่อให้ได้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ”

พระนันทะทูลรับเงื่อนไขนั้นตรงไปตรงมาว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับรองเช่นนั้น ข้าพระองค์จักยินดีประพฤติพรหมจรรย์ แล้วพระองค์ก็ทรงจับแขนพระนันทะพากลับมาปรากฏที่พระเชตวันดังเดิม นับแต่นั้น พระนันทะทำสมณธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยเหตุผลที่ท่านไม่ได้ปิดบังใคร คือเพื่อจะได้นางอัปสรตามที่พระศาสดาทรงรับรองไว้

ข่าวนี้ไปถึงภิกษุทั้งหลายอย่างรวดเร็ว ว่าพระนันทะ พระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสร และพระผู้มีพระภาคเองทรงเป็นผู้รับประกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๐

คนรับจ้าง

ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ คนรับจ้าง
ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ · คนรับจ้าง

อรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่ารายละเอียดที่ทำให้เรื่องนี้เปลี่ยนความหมายไปทั้งเรื่อง คือพระศาสดาทรงสั่งภิกษุทั้งหลายเองว่า ในบริเวณที่อยู่ของนันทะ พวกเธอจงเที่ยวพูดกันในที่นั้น ๆ ว่ามีภิกษุรูปหนึ่งให้พระทศพลรับประกันแล้วจึงทำสมณธรรม ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว ก็ไปยืนพูดกันในที่ใกล้ ๆ พอที่ท่านจะเห็นและได้ยิน ถ้อยคำที่พระไตรปิฎกบันทึกไว้คือคำว่า ลูกจ้าง และคำว่า ผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงไถ่มา

“ได้ยินว่า ท่านพระนันทะเป็นลูกจ้าง ได้ยินว่า ท่านพระนันทะเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงไถ่มา ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุนางอัปสร”

พระนันทะอึดอัด ระอา และเกลียดชังคำเหล่านั้น อรรถกถาบันทึกความคิดของท่านในตอนนั้นไว้ว่า ภิกษุพวกนี้ไม่ได้พูดถึงผู้อื่น พูดปรารภถึงเรา การกระทำของเราไม่ถูกแน่แล้ว คำล้อที่เจ็บที่สุดจึงกลายเป็นคำที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะมันเรียกข้อตกลงที่ท่านรับไว้ด้วยชื่อจริงของมัน คือการรับจ้าง และคนที่รับจ้างย่อมไม่ใช่เจ้าของงาน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๑

อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท

ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท
ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ · อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท

พระนันทะหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว พระไตรปิฎกไม่ได้บรรยายว่าท่านใช้เวลานานเท่าใด บอกเพียงว่าไม่นานนักท่านก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง

“ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย คืนนั้นเอง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปกราบทูลข่าวนี้แด่พระผู้มีพระภาค พระไตรปิฎกบันทึกต่อไปว่า ญาณก็ได้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้อยู่แล้วก่อนเทวดาจะมาถึง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๒

คำขอปลดเปลื้อง

ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ คำขอปลดเปลื้อง
ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ · คำขอปลดเปลื้อง

พอล่วงราตรีนั้นไป พระนันทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เรื่องแรกที่ท่านพูดไม่ใช่การรายงานคุณวิเศษที่ตนได้ แต่เป็นการไปสะสางข้อตกลงเก่าให้เรียบร้อย

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงรับรองข้าพระองค์เพื่อให้ได้นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ ข้าพระองค์ขอปลดเปลื้องพระผู้มีพระภาคจากการรับรองนั้น”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระองค์ทรงกำหนดรู้ใจของท่านด้วยพระทัยแล้ว และเทวดาก็ได้มาบอกแล้ว จากนั้นจึงตรัสประโยคที่ปิดเรื่องทั้งหมดลงอย่างงดงาม

“ดูกรนันทะ เมื่อใดแล จิตของเธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น เมื่อนั้น เราพ้นแล้วจากการรับรองนี้”

การรับประกันนั้นสิ้นสุดลงเอง ไม่ใช่เพราะมีใครผิดสัญญา แต่เพราะผู้ขอไม่เหลือสิ่งที่จะขออีกแล้ว ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานว่า

ภิกษุใดข้ามเปือกตมคือกามได้แล้ว ย่ำยีหนามคือกามได้แล้ว ภิกษุนั้นบรรลุถึงความสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์
อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๓

เรือนที่มุงไม่ดี

ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ เรือนที่มุงไม่ดี
ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ · เรือนที่มุงไม่ดี

ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายถามพระนันทะว่า เมื่อก่อนท่านบอกว่าท่านเป็นผู้กระสัน บัดนี้จิตของท่านเป็นอย่างไร ท่านตอบสั้น ๆ ว่า ความห่วงใยในความเป็นคฤหัสถ์ของเราไม่มี ภิกษุเหล่านั้นฟังแล้วไม่เชื่อ กลับพากันกล่าวว่าพระนันทะพูดไม่จริง พยากรณ์อรหัตผลทั้งที่วันก่อน ๆ ยังบอกว่าตนกระสันอยู่ แล้วนำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค

พระองค์ไม่ทรงตำหนิผู้ที่สงสัย แต่ทรงอธิบายด้วยภาพที่ทุกคนในที่นั้นเคยเห็นมาแล้วทั้งชีวิต คือหลังคาเรือนกับฝนที่ตกลงมา อรรถกถาบันทึกพระดำรัสไว้ว่า ในวันที่แล้ว ๆ มา อัตภาพของนันทะได้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงไม่ดี บัดนี้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงดีแล้ว แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น

อรรถกถาอธิบายคำว่าเรือนที่มุงไม่ดีว่าหมายถึงเรือนที่มุงห่าง ๆ มีช่องเล็กช่องน้อย และชี้ว่าไม่ใช่ราคะอย่างเดียวที่รั่วเข้ามาได้ กิเลสทั้งหลายมีโทสะ โมหะ และมานะเป็นต้น ก็เสียดแทงจิตเช่นนั้นได้เหมือนกัน อรรถกถากล่าวว่าในเวลาจบพระคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลมีโสดาปัตติผลเป็นต้น

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๔

ลาที่ยอมเดินเพิ่มอีกเจ็ดโยชน์

ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ ลาที่ยอมเดินเพิ่มอีกเจ็ดโยชน์
ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ · ลาที่ยอมเดินเพิ่มอีกเจ็ดโยชน์

ภายหลังภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า พระนันทะอาศัยนางชนบทกัลยาณีจึงกระสัน แล้วพระศาสดาทรงทำเหล่านางเทพอัปสรให้เป็นอามิสจนแนะนำท่านได้ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่ากำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อทรงทราบแล้วตรัสว่า ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระองค์ก็เคยล่อนันทะด้วยวิธีเดียวกันนี้มาแล้ว จากนั้นจึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่า

ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี มีพ่อค้าชื่อกัปปกะ ลาของเขาบรรทุกของได้กุมภะหนึ่ง เดินได้วันละ ๗ โยชน์ คราวหนึ่งเขาไปเมืองตักกสิลาแล้วปล่อยลาเที่ยวไปจนกว่าจะขายของหมด ลาตัวนั้นไปพบนางลาตัวหนึ่ง นางลาถามว่ามาจากไหน มาด้วยกรรมอะไร บรรทุกได้เท่าไร เดินได้กี่โยชน์ แล้วถามคำสุดท้ายว่า ในที่ซึ่งท่านไปแล้ว มีนางลาตัวใดคอยนวดเท้าหรือประคบประหงมให้ท่านบ้างหรือไม่

ลาตอบว่าไม่มี นางลาจึงว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านคงได้รับทุกข์มากนะ พอนายกัปปกะขายของเสร็จมาเรียกให้ออกเดินทาง ลากลับตอบว่า ท่านจงไปเถิด ข้าพเจ้าจักไม่ไป นายกัปปกะขู่ว่าจะทำปฏักหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้วมาทิ่มแทง ลาก็ขู่ตอบว่าถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าจะยันข้างหน้า ยกข้างหลัง แล้วทำของของท่านตกให้หมด

พ่อค้ามองไปรอบ ๆ จนเห็นนางลา แล้วจึงเปลี่ยนวิธี บอกว่าจะหานางลาสาวมาให้เป็นภรรยา ลาได้ฟังก็มีจิตยินดี รับปากทันทีว่าจะเดินให้เร็วขึ้นถึง ๑๔ โยชน์ สองสามวันต่อมา ลาทวงสัญญา นายกัปปกะตอบว่าจะไม่ทำลายถ้อยคำของตน จะหาภรรยามาให้ แต่อาหารที่ให้นั้นให้เฉพาะตัวเจ้าเท่านั้น จะพอสำหรับสองตัวหรือไม่ก็ตามที และเมื่อมีลูกขึ้นมา จะพอสำหรับลูก ๆ ด้วยหรือไม่ก็ตามที เจ้าพึงรู้เอาเอง

อรรถกถาจบตอนนี้ไว้ว่า เมื่อได้ฟังดังนั้น ลาก็ได้เป็นผู้หมดหวังแล้ว ครั้นจบชาดก พระศาสดาทรงประชุมชาดกว่า นางลาในคราวนั้นได้เป็นนางชนบทกัลยาณี ลาผู้ได้เป็นนันทะ ส่วนพ่อค้าได้เป็นพระองค์เอง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๕

จีวรที่ยาวเท่าจีวรของพระสุคต

ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ จีวรที่ยาวเท่าจีวรของพระสุคต
ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ · จีวรที่ยาวเท่าจีวรของพระสุคต

เรื่องหนึ่งในพระวินัยปิฎกบันทึกภาพของพระนันทะไว้คนละด้านกับความกระสัน และเป็นภาพที่บอกนิสัยเก่าของท่านได้ดีที่สุด ครั้งหนึ่งที่พระเชตวัน ท่านพระนันทะครองจีวรที่มีขนาดเท่าจีวรของพระสุคต พระเถระทั้งหลายเห็นท่านเดินมาแต่ไกล ต่างลุกจากอาสนะด้วยสำคัญว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมา

ต่อเมื่อท่านเข้ามาใกล้จึงจำได้ว่าไม่ใช่ พระเถระเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนว่า ไฉนท่านพระนันทะจึงได้ทรงจีวรเท่าจีวรของพระสุคตเล่า แล้วนำความไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านว่าข่าวนั้นจริงหรือ ท่านทูลรับว่าจริง พระองค์ทรงติเตียนแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุทำจีวรมีประมาณเท่าสุคตจีวรหรือยิ่งกว่า พร้อมระบุประมาณไว้ว่ายาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต

พระวินัยไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์นี้เกิดก่อนหรือหลังการบรรลุธรรมของท่าน แต่บอกสิ่งที่จำเป็นไว้ครบแล้ว คือคนที่งดงามจนคนทั้งวัดลุกรับผิดตัวนั้น ย่อมรู้ตัวดีว่าตนงาม คาถาที่ท่านกล่าวในภายหลังก็ยอมรับเรื่องนี้เอง โดยขึ้นต้นด้วยการเล่าว่าเมื่อก่อนตนมัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง อรรถกถาเถรคาถาอธิบายคำว่าประดับตกแต่งไว้ว่า หมายถึงเครื่องประดับกายมีสร้อยข้อมือเป็นต้น และเครื่องประทินผิวมีระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้น

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๖

ถ้าจะเรียกนันทะให้ถูก

ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ ถ้าจะเรียกนันทะให้ถูก
ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ · ถ้าจะเรียกนันทะให้ถูก

ในอังคุตตรนิกาย พระผู้มีพระภาคตรัสถึงพระนันทะต่อหน้าภิกษุทั้งหลาย ด้วยถ้อยคำที่ไม่ปิดบังทั้งข้อดีและข้อที่เคยเป็นปัญหา

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุจะเรียกนันทะให้ถูกต้อง พึงเรียกว่ากุลบุตร ว่าผู้มีกำลัง ผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีราคะกล้า”

แล้วทรงตั้งคำถามเองว่า ข้อความนี้ย่อมมีเพราะเหตุไร คำตอบคือ เพราะนันทภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่เสมอ และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ข้อแรกทรงขยายด้วยตัวอย่างที่เล็กมากจนน่าประหลาดใจ คือเรื่องการเหลียวมอง

“หากนันทภิกษุพึงเหลียวไปทางทิศบูรพาไซร้ นันทภิกษุก็ย่อมสำรวมจิตทั้งปวงเหลียวดูทิศบูรพา ด้วยคิดว่า เมื่อเราเหลียวดูทิศบูรพาอย่างนี้ ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ครอบงำจิตเราได้”

ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องบน และทิศน้อยทั้งหลายก็ทรงแสดงไว้อย่างเดียวกัน ส่วนข้อที่เหลือ พระสูตรบอกว่าท่านพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงบริโภคอาหาร ไม่ใช่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อตบแต่ง ในตอนกลางวันและปฐมยามชำระจิตด้วยการจงกรมและการนั่ง มัชฌิมยามสำเร็จสีหไสยาสน์ ปัจฉิมยามลุกขึ้นชำระจิตต่อ และรู้ชัดเวทนา สัญญา วิตกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับไป

ชายที่เคยเดินออกจากวัดไม่ได้เพราะเสียงเดียวที่ค้างอยู่ในใจ กลายเป็นภิกษุที่แม้แต่จะเหลียวไปทางทิศหนึ่งก็ยังทำด้วยความรู้ตัว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๗

ตำแหน่งที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่ครั้งกรุงหงสาวดี

ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ ตำแหน่งที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่ครั้งกรุงหงสาวดี
ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ · ตำแหน่งที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่ครั้งกรุงหงสาวดี

ต่อมาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน พระศาสดาทรงสถาปนาพระนันทเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย อรรถกถาอธิบายว่า สาวกของพระศาสดาที่ไม่คุ้มครองทวารนั้นไม่มีก็จริง แต่ที่ท่านพระนันทเถระได้ตำแหน่งนี้ เพราะท่านจะมองไปทิศใดในทิศทั้ง ๑๐ ก็มิใช่มองทิศนั้นอย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ

เบื้องหลังตำแหน่งนี้มีเรื่องยาวกว่าที่เห็น อรรถกถาเล่าว่า ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลหนึ่ง ณ กรุงหงสาวดี วันหนึ่งขณะฟังธรรมอยู่ ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ท่านจึงบำเพ็ญมหาทานถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วตั้งความปรารถนาว่าในอนาคตกาลขอให้ตนได้เป็นสาวกเช่นนั้นบ้าง

ระหว่างทางอันยาวไกลนั้น อรรถกถาเล่าอีกเรื่องหนึ่งไว้ด้วย ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ท่านเกิดเป็นเต่าใหญ่ในแม่น้ำชื่อวินดา วันหนึ่งเห็นพระศาสดาประทับยืนอยู่ริมฝั่งเพื่อจะข้ามน้ำ จึงหมอบลงแทบพระบาทเพื่อทูลเชิญให้เสด็จขึ้นหลังตน แล้วว่ายตัดกระแสน้ำพาพระองค์ข้ามฟากไปโดยเร็ว

สิ่งที่ท่านขอไว้ตั้งแต่ครั้งนั้น คือความสามารถในการเฝ้าประตูใจของตนเอง ไม่ใช่ฤทธิ์ ไม่ใช่ปัญญาเลิศ ไม่ใช่ลาภสักการะ และเป็นสิ่งเดียวกับที่ท่านต้องผ่านความกระสันทั้งหมดนั้นกว่าจะได้มาในชาติสุดท้าย

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๘

คาถาของพระนันทะ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ คาถาของพระนันทะ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ · คาถาของพระนันทะ

คาถาที่พระนันทเถระกล่าวไว้มีเพียงสองคาถา อรรถกถาเล่าว่าท่านกล่าวขึ้นหลังบรรลุพระอรหัตแล้ว ในขณะที่พิจารณาดูสังกิเลสที่ตนละได้และความสุขที่ตนได้รับ

เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ มีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถูกกามราคะเบียดเบียน
เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้ทรงสั่งสอนแนะนำ แล้วถอนจิตจมลงในภพขึ้นได้

ท่านไม่ได้เอ่ยถึงนางอัปสร ไม่ได้เอ่ยถึงคำล้อของเพื่อนภิกษุ และไม่ได้เอ่ยถึงงานมงคลที่ตนทิ้งไว้กลางคัน สิ่งที่ท่านเอ่ยถึงคือความไม่แยบคายของตนเอง กับความฉลาดในอุบายของพระศาสดา อรรถกถาเถรคาถาอธิบายอุบายนั้นด้วยข้ออุปมาสองข้อ ข้อหนึ่งเปรียบเหมือนการถอนลิ่มอันหนึ่งออกด้วยลิ่มอีกอันหนึ่งแล้วทิ้งไป อีกข้อหนึ่งเปรียบเหมือนนายแพทย์ที่ทำสรีระให้ชุ่มด้วยการให้ดื่มน้ำมันก่อน แล้วจึงนำพิษออกด้วยการให้สำรอกและการขับถ่าย

การรับประกันเรื่องนางอัปสรจึงไม่ใช่คำสัญญาที่ต้องแก้ตัวภายหลัง แต่เป็นลิ่มอันที่สองและเป็นน้ำมันที่ให้ดื่มก่อนถอนพิษ พระศาสดาทรงเริ่มจากสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจริง ๆ ในวันนั้น แล้วค่อยพาไปให้พ้นทั้งสองอย่าง อรรถกถาสรุปความรู้สึกของท่านในตอนท้ายไว้ว่า ท่านเห็นความเป็นผู้ฉลาดในอุบายของพระศาสดาแล้วเกิดโสมนัส ว่าพระองค์ทรงยกท่านขึ้นจากเปือกตมคือภพ แล้วให้ประดิษฐานอยู่บนบกคือพระนิพพาน

ชีวประวัติที่รวบรวมไว้บอกเพียงสั้น ๆ ว่า ท่านพระนันทเถระดำรงอายุสังขารช่วยกิจการพระพุทธศาสนาพอสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ไม่ใช่ตำนานความงาม ไม่ใช่เรื่องดาวดึงส์ และไม่ใช่คำล้อว่าลูกจ้าง แต่เป็นข้อสังเกตที่ตรวจสอบได้ทุกวันของคนที่ยังต้องเปิดตาอยู่ ว่าจิตที่อบรมแล้วกับจิตที่ยังไม่ได้อบรม ต่างกันตรงที่ฝนตกลงมาแล้วรั่วหรือไม่รั่วเท่านั้นเอง

เรื่องอ่านเสริม · ประวัติพุทธสาวก

ฝนตกลงมาเหมือนกัน ต่างกันแค่หลังคา