ข้ามไปยังเนื้อหา
บาลีธันเดอร์
PALI THUNDER

ประวัติพุทธสาวก · พระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย

พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ

จากคำสัญญาระหว่างเพื่อน สู่พระอัครสาวกคู่แห่งพระศาสนา

สองสหายออกตามหาอมตธรรม ผู้หนึ่งพบทางแล้วไม่เก็บไว้คนเดียว ก่อนทั้งคู่จะกลายเป็นกำลังสำคัญผู้เกื้อหนุนพระศาสนา

เปิดเรื่อง
พระพุทธองค์ทรงดำเนินอยู่ระหว่างพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะบนทางสู่พระเวฬุวัน

ก่อนเปิดเรื่อง

ถ้าพบหนทางพ้นทุกข์ก่อนเพื่อน เราจะเก็บไว้คนเดียวหรือไม่?

อุปติสสะกับโกลิตะมีพร้อมทั้งทรัพย์ การศึกษา และบริวาร แต่วันหนึ่งมหรสพซึ่งเคยสนุกกลับไม่อาจกลบคำถามเรื่องความตายได้อีก ทั้งสองจึงออกตามหาอมตธรรม และให้คำมั่นกันว่า ใครพบก่อนต้องกลับมาบอกอีกคน ต่อมาคนหนึ่งได้พบภิกษุผู้กล่าวธรรมเพียงคาถาสั้น ๆ กลางกรุงราชคฤห์ เขาได้คำตอบที่ตามหาแล้ว แต่แทนที่จะรีบไปหาพระศาสดา กลับหันหลังเดินไปหาเพื่อนก่อน

สารบัญ ๑๗ ตอน
ตอนที่ ๑

สองหมู่บ้าน สองสหาย

ภาพประกอบตอนที่ ๑ สองหมู่บ้าน สองสหาย
ภาพประกอบตอนที่ ๑ · สองหมู่บ้าน สองสหาย

ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์ มีหมู่บ้านพราหมณ์สองแห่งตั้งอยู่ใกล้กัน คือ อุปติสสคาม และ โกลิตคาม ตระกูลใหญ่ของทั้งสองหมู่บ้านผูกมิตรสืบต่อกันมาหลายชั่วคน เมื่อบุตรชายของทั้งสองบ้านเกิดในวันไล่เลี่ยกัน มิตรภาพรุ่นใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจากอุปติสสคามมีชื่อว่า อุปติสสะ เป็นบุตรของนางสารี ภายหลังผู้คนจึงรู้จักท่านในนาม “สารีบุตร” คือบุตรของนางสารี ส่วนเด็กจากโกลิตคามชื่อ โกลิตะ เป็นบุตรของนางโมคคัลลี ต่อมาจึงได้รับนามว่า “โมคคัลลานะ” ตามชื่อมารดา

ทั้งสองเติบโตมาพร้อมความมั่งคั่ง การศึกษา และบริวารจำนวนมาก เรียนในสำนักเดียวกัน เที่ยวด้วยกัน และร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาตั้งแต่วัยหนุ่ม สำหรับผู้คนรอบตัว พวกเขาคืออุปติสสะกับโกลิตะ—สหายสองคนจากตระกูลใหญ่ซึ่งแทบไม่เคยแยกจากกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๒

วันที่มหรสพไม่สนุกเหมือนเดิม

ภาพประกอบตอนที่ ๒ วันที่มหรสพไม่สนุกเหมือนเดิม
ภาพประกอบตอนที่ ๒ · วันที่มหรสพไม่สนุกเหมือนเดิม

อรรถกถาเล่าว่า วันหนึ่งอุปติสสะและโกลิตะพาบริวารไปชมมหรสพตามเคย แต่ครั้งนี้ทั้งสองไม่สนุกเหมือนก่อน ต่างมองผู้แสดงและผู้ชมแล้วเห็นว่า อีกไม่นานคนทั้งหมดก็ต้องตาย อรรถกถาบันทึกบทสนทนาไว้ว่า โกลิตะเห็นเพื่อนไม่ร่าเริงเหมือนวันก่อนจึงถามว่า

“เพื่อนอุปติสสะ ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อน ๆ ใจลอย ท่านคิดอะไรหรือ”

อุปติสสะตอบว่า การดูมหรสพนี้ไม่มีแก่นสาร สิ่งที่ควรทำคือแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้น แล้วถามกลับว่าเหตุใดโกลิตะจึงใจลอย โกลิตะตอบว่าตนกำลังคิดอย่างเดียวกัน สหายทั้งสองจึงตัดสินใจออกแสวงหา อมตธรรม พวกเขามิได้รู้ว่าจะพบที่ใด รู้เพียงว่าความสำราญแบบเดิมไม่อาจตอบคำถามนี้ได้แล้ว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๓

คำมั่นของผู้ตามหาอมตธรรม

ภาพประกอบตอนที่ ๓ คำมั่นของผู้ตามหาอมตธรรม
ภาพประกอบตอนที่ ๓ · คำมั่นของผู้ตามหาอมตธรรม

อุปติสสะกับโกลิตะออกบวชเป็นปริพาชกและเข้าเรียนในสำนักของ สัญชัยเวลัฏฐบุตร อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในกรุงราชคฤห์ อรรถกถาเล่าว่า ทั้งสองเรียนคำสอนทั้งหมดของสำนักจบภายในสองหรือสามวัน ครั้นถามว่ายังมีความรู้อื่นยิ่งกว่านี้หรือไม่ สัญชัยตอบว่ามีเพียงเท่านี้ พวกเขารู้หมดแล้ว

แต่เมื่อถามถึงทางพ้นทุกข์อย่างถึงที่สุด คำตอบที่ได้ยังไม่ทำให้ข้อสงสัยสิ้นไป การมีความรู้มากขึ้นกลับทำให้ทั้งคู่เห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่ตนกำลังตามหายังอยู่นอกสำนักนี้ พวกเขาจึงออกแสวงหาครูและนักคิดตามที่ต่าง ๆ อรรถกถาเล่าว่า ทั้งสองเที่ยวถามปัญหาไปทั่วชมพูทวีป คนอื่นตอบปัญหาของพวกเขาไม่ได้ ขณะที่ทั้งคู่กลับตอบปัญหาของคนเหล่านั้นได้ เมื่อเดินทางจนทั่วแล้วยังไม่พบคำตอบ จึงกลับมายังสำนักเดิม

ก่อนแยกกันค้นหา อรรถกถาเล่าว่า ทั้งสองตกลงกันไว้ว่า หากใครพบอมตธรรมก่อน ผู้นั้นต้องกลับมาบอกอีกคน แล้วจึงออกค้นหาคำตอบตามทางของตน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๔

ภิกษุผู้เดินอย่างสงบ

ภาพประกอบตอนที่ ๔ ภิกษุผู้เดินอย่างสงบ
ภาพประกอบตอนที่ ๔ · ภิกษุผู้เดินอย่างสงบ

เช้าวันหนึ่ง อุปติสสะกำลังเดินอยู่ในกรุงราชคฤห์ สายตาของเขาสะดุดเข้ากับภิกษุรูปหนึ่งซึ่งกำลังบิณฑบาต ท่านครองจีวรเรียบร้อย ก้าวเดินสำรวม และมีใบหน้าสงบจนชายผู้เที่ยวตามหาครูมานานต้องหยุดมอง ภิกษุรูปนั้นคือ พระอัสสชิ หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ อุปติสสะอยากถามทันทีว่าใครเป็นศาสดาและสอนอะไร แต่เห็นว่าท่านกำลังบิณฑบาต จึงไม่เข้าไปรบกวน ได้เพียงเดินตามอยู่ห่าง ๆ จนพระอัสสชิรับอาหารและหาที่นั่งเรียบร้อยแล้ว

อรรถกถาเติมรายละเอียดว่า เมื่อเห็นพระอัสสชิต้องการนั่ง อุปติสสะปูลาดตั่งของปริพาชกถวาย และเมื่อพระเถระฉันเสร็จ ก็นำน้ำในภาชนะของตนถวาย ก่อนจะเริ่มถามปัญหา เขามิได้เพียงรอให้ภิกษุหยุดเดิน แต่ทำอาจริยวัตรแก่ผู้ที่ตนยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ เมื่อได้โอกาส อุปติสสะจึงเข้าไปถามด้วยความเคารพว่า ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดา และชอบใจธรรมของใคร พระอัสสชิตอบตามถ้อยคำที่บันทึกไว้ในพระวินัยปิฎกว่า

“ท่าน มีพระมหาสมณะผู้เป็นศากยบุตร เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เราบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น”

เมื่ออุปติสสะถามต่อว่า พระศาสดาตรัสและสอนอย่างไร พระอัสสชิกล่าวอย่างถ่อมตนว่า ท่านเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน ยังไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ แต่จะกล่าวใจความโดยย่อ อุปติสสะจึงตอบว่า

“เอาเถอะ ผู้มีอายุ จะน้อยหรือมากก็ตาม จงกล่าวเถิด
จงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น
ท่านจักทำพยัญชนะให้มากไปทำไม”

พระอัสสชิจึงกล่าว เย ธัมมา เหตุปปภวา คาถาที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอุปติสสะว่า

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห
เตสญฺจ โย นิโรโธ
เอวํวาที มหาสมโณ
“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้”

ขณะฟังคาถานั้น อุปติสสะได้ธรรมจักษุและบรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน เห็นชัดว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” เขารู้แล้วว่าพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน แต่ยังไม่ไปทันที เพราะมีคนหนึ่งกำลังรอฟังข่าวตามคำสัญญา

ตามอรรถกถา ก่อนแยกจากกัน อุปติสสะหมอบลงแทบเท้าพระอัสสชิ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วขอให้พระเถระล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนจะกลับไปปลดเปลื้องคำมั่นที่ให้ไว้กับสหาย แล้วพาโกลิตะตามไปยังสำนักพระศาสดา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๕

คำตอบที่ไม่เก็บไว้คนเดียว

ภาพประกอบตอนที่ ๕ คำตอบที่ไม่เก็บไว้คนเดียว
ภาพประกอบตอนที่ ๕ · คำตอบที่ไม่เก็บไว้คนเดียว

เมื่ออุปติสสะกลับถึงสำนัก โกลิตะเห็นเพื่อนมาแต่ไกลก็สังเกตได้ว่า สีหน้าในวันนี้ต่างจากทุกวัน ตามข้อความในพระวินัย โกลิตะถามว่า

“ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ฉวีวรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วหรือ?”

อุปติสสะตอบว่า

“ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว”

จากนั้นอุปติสสะกล่าวคาถา เย ธัมมา เหตุปปภวา ให้เพื่อนฟัง ขณะฟังคาถาเดียวกัน โกลิตะได้ธรรมจักษุและบรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน เช่นเดียวกัน แล้วกล่าวว่า

“ถ้าธรรมนี้มีเพียงเท่านี้
ท่านก็ได้รู้แจ้งแทงตลอดทางอันหาความโศกมิได้แล้ว
อันเป็นทางที่พวกเรายังไม่ได้เห็น
ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป”

อุปติสสะรักษาคำมั่นก่อนจะไปถึงพระพุทธเจ้า โกลิตะถามต่อว่าพระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน เมื่อรู้ว่าอยู่พระเวฬุวัน ทั้งสองพร้อมออกเดินทาง แต่ก่อนจะไปยังย้อนกลับไปหาอาจารย์เก่า

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๖

คนเขลามากหรือคนฉลาดมาก

ภาพประกอบตอนที่ ๖ คนเขลามากหรือคนฉลาดมาก
ภาพประกอบตอนที่ ๖ · คนเขลามากหรือคนฉลาดมาก

อุปติสสะกับโกลิตะยังไม่รีบไปพระเวฬุวัน ทั้งสองเห็นว่าสัญชัยเป็นอาจารย์เก่า จึงกลับไปบอกข่าวและชวนให้ไปพบทางอมตะด้วยกัน พระวินัยบันทึกอย่างย่อว่า ทั้งสองชวนถึงสามครั้ง แต่สัญชัยปฏิเสธทุกครั้ง และพยายามรั้งไว้ให้ทั้งสามคนช่วยกันบริหารคณะ ส่วนอรรถกถาธรรมบทขยายบทสนทนาครั้งนั้นไว้ละเอียดกว่า เมื่อเห็นศิษย์ทั้งสองกลับมา สัญชัยถามว่า

“พ่อทั้งสอง พวกพ่อได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ?”

ทั้งสองตอบว่าได้พบแล้ว พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว จึงเชิญอาจารย์ไปยังสำนักพระศาสดา แต่สัญชัยตอบว่า

“ท่านทั้งสองไปเถิด ข้าพเจ้าไม่สามารถ”

เมื่อทั้งสองถามเหตุผล สัญชัยกล่าวว่า ตนเป็นอาจารย์ของคนจำนวนมากมานาน จะกลับไปอยู่ในฐานะศิษย์ของผู้อื่นไม่ได้ อุปติสสะกับโกลิตะยังคงชวน และบอกว่าเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มหาชนย่อมพากันไปบูชาพระองค์ สัญชัยจึงย้อนถามว่า

“พ่อทั้งสอง ในโลกนี้ มีคนเขลามากหรือมีคนฉลาดมากเล่า?”
“คนเขลามากขอรับ ท่านอาจารย์ อันคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย”

สัญชัยจึงตอบเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“พ่อทั้งสอง ถ้ากระนั้น พวกคนฉลาด ๆ จักไปสู่สำนักพระสมณโคดม พวกคนเขลา ๆ จักมาสู่สำนักเรา พ่อไปกันเถิด เราจักไม่ไป”

เมื่อทั้งสองจากไป คณะของสัญชัยก็แตก อรรถกถาเล่าว่าอารามซึ่งเคยเต็มไปด้วยศิษย์กลับว่างลง สัญชัยเห็นดังนั้นถึงกับอาเจียนเป็นโลหิตอุ่น ปริพาชก ๒๕๐ คนกลับไปอยู่กับสัญชัย ส่วนอีก ๒๕๐ คนติดตามอุปติสสะและโกลิตะมุ่งหน้าสู่พระเวฬุวัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๗

คู่สหายหน้าพระเวฬุวัน

ภาพประกอบตอนที่ ๗ คู่สหายหน้าพระเวฬุวัน
ภาพประกอบตอนที่ ๗ · คู่สหายหน้าพระเวฬุวัน

ขณะที่ขบวนปริพาชกกำลังเข้าใกล้พระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นอุปติสสะกับโกลิตะมาแต่ไกล แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายตรงตามที่พระวินัยปิฎกบันทึกว่า

“ภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้น คือโกลิตะและอุปติสสะกำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา”

ทั้งสองเข้าเฝ้า กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองค์ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาด้วยพระดำรัสว่า

“พวกเธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

พระวาจานั้นเป็นการอุปสมบทของอุปติสสะ โกลิตะ และผู้ร่วมทาง ณ พระเวฬุวัน อรรถกถาเล่าว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงขยายธรรมให้เหมาะแก่ปริพาชกผู้ติดตามมา พวกเขาทั้ง ๒๕๐ คนบรรลุพระอรหัตในที่นั้น ส่วนสหายสองคนซึ่งนำทุกคนมาถึงกลับยังมีงานต้องทำต่อ—โกลิตะใช้เวลาอีกเจ็ดวัน และอุปติสสะอีกสิบห้าวันหลังอุปสมบท จึงบรรลุพระอรหัต

นับแต่นั้น ผู้คนรู้จักอุปติสสะในนาม พระสารีบุตร และรู้จักโกลิตะในนาม พระมหาโมคคัลลานะ จากพระเวฬุวัน หนทางของสหายทั้งสองแยกออกชั่วคราว พระมหาโมคคัลลานะไปทำความเพียรใกล้หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ส่วนพระสารีบุตรอยู่ใกล้พระศาสดา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๘

คืนที่เอาชนะความง่วงไม่ได้

ภาพประกอบตอนที่ ๘ คืนที่เอาชนะความง่วงไม่ได้
ภาพประกอบตอนที่ ๘ · คืนที่เอาชนะความง่วงไม่ได้

พระมหาโมคคัลลานะบวชได้เจ็ดวันแล้วตั้งใจทำความเพียร แต่ร่างกายกลับอ่อนล้า พอนั่งลง เปลือกตาก็หนัก ศีรษะเริ่มโงก ยิ่งพยายามบังคับตนเอง ความง่วงยิ่งครอบงำ พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงปรากฏต่อหน้าและตรัสถามตรง ๆ ว่า “เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ โมคคัลลานะ” เมื่อพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระองค์ไม่ได้สั่งเพียงว่าให้พยายามมากขึ้น แต่ทรงสอนอุบายแก้ง่วงตามลำดับไว้ในจปลายมานสูตรว่า

“เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่าได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมา”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลกสัญญา ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก”
“ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น เธอยังละความง่วงนั้นไม่ได้ ก็พึงสำเร็จสีหไสยาโดยตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญาไว้ในใจ พอตื่นก็รีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า ‘เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ’ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”

พระองค์ยังทรงสอนเรื่องไม่ชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล ไม่พูดถ้อยคำที่ก่อการขัดแย้ง และอบรมใจให้ไม่ยึดมั่น พระมหาโมคคัลลานะปฏิบัติตาม จนบรรลุพระอรหัตในวันที่เจ็ดหลังอุปสมบท พร้อมอภิญญาอันเป็นฐานแห่งความสามารถทางฤทธิ์

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๙

ผู้ยืนพัดอยู่หน้าถ้ำ

ภาพประกอบตอนที่ ๙ ผู้ยืนพัดอยู่หน้าถ้ำ
ภาพประกอบตอนที่ ๙ · ผู้ยืนพัดอยู่หน้าถ้ำ

ส่วนพระสารีบุตรยังค่อย ๆ พิจารณาธรรมต่อไป วันที่สิบห้าหลังอุปสมบท พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌกูฏ ทีฆนขปริพาชก ซึ่งเป็นหลานของพระสารีบุตรเข้ามาสนทนาและเสนอความเห็นว่า ตนไม่ยอมรับสิ่งทั้งปวง พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นอย่างแยบคายว่า แม้ถ้อยคำว่า “ไม่ยอมรับสิ่งทั้งปวง” ก็เป็นความเห็นอย่างหนึ่งที่เจ้าตัวยังยึดอยู่ จากนั้นทรงอธิบายเรื่องกาย ความไม่เที่ยง และเวทนาสามประการ—สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์—ซึ่งล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไป

ขณะนั้นพระสารีบุตรยืนพัดถวายอยู่เบื้องหลัง เขาไม่ได้เป็นผู้ถูกถามโดยตรง แต่ส่งปัญญาตามพระธรรมเทศนาทุกขั้น เมื่อเห็นว่าแม้เวทนาก็ไม่ควรยึดถือ จิตของท่านจึงหลุดพ้นจากอาสวะ บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั้น ส่วนทีฆนขะ ได้ธรรมจักษุ บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน

อรรถกถาอธิบายว่า พระสารีบุตรใช้เวลาถึงวันที่สิบห้าเพราะปัญญาของท่านกว้างและละเอียด ต้องพิจารณาธรรมตามลำดับอย่างทั่วถึง สหายสองคนจึงบรรลุจุดหมายเดียวกันด้วยระยะเวลาและเหตุปัจจัยต่างกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๐

เบื้องขวาและเบื้องซ้าย

ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ เบื้องขวาและเบื้องซ้าย
ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ · เบื้องขวาและเบื้องซ้าย

เมื่อพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะบรรลุพระอรหัตแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งทั้งสองเป็นพระอัครสาวก พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา ได้รับยกย่องว่าเลิศทางปัญญา พระมหาโมคคัลลานะอยู่เบื้องซ้าย ได้รับยกย่องว่าเลิศทางมีฤทธิ์ ภิกษุบางรูปสงสัยว่า เหตุใดผู้เพิ่งบวชจึงได้รับตำแหน่งสำคัญ พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงความปรารถนาและการสั่งสมคุณความดีของทั้งสองมาเป็นเวลายาวนาน การแต่งตั้งจึงไม่ได้เกิดจากความสนิทส่วนพระองค์ หรือเพราะทั้งคู่มีบริวารมาก แต่สอดคล้องกับคุณสมบัติและความรับผิดชอบที่ได้บำเพ็ญมา

พระสารีบุตรทำหน้าที่แจกแจงธรรมลึกซึ้งให้เป็นลำดับ ส่วนพระมหาโมคคัลลานะช่วยฝึก ดูแล และกระตุ้นภิกษุให้ก้าวต่อ ความสามารถของทั้งสองจึงกลายเป็นกำลังของหมู่สงฆ์ มิใช่เครื่องแข่งขันกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๑

มารดาผู้ให้เกิด กับผู้เลี้ยงให้เติบโต

ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ มารดาผู้ให้เกิด กับผู้เลี้ยงให้เติบโต
ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ · มารดาผู้ให้เกิด กับผู้เลี้ยงให้เติบโต

พระพุทธเจ้าตรัสถึงหน้าที่ของทั้งคู่อย่างชัดเจนว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด สารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นภิกษุฉลาด เป็นผู้อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย”

แล้วตรัสถึงงานของทั้งคู่ด้วยภาพเปรียบที่ชัดเจนว่า

“สารีบุตรเปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตรย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะย่อมแนะนำในประโยชน์ที่สูงสุด”

พระสารีบุตรแจกแจงทางปฏิบัติให้ผู้ฟังเห็นอริยสัจและตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระมหาโมคคัลลานะรับช่วงฝึกต่อไปสู่คุณธรรมเบื้องสูง งานของคนหนึ่งจึงต่อเนื่องกับงานของอีกคน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๒

คืนเดือนหงายในป่าโคสิงคสาละ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ คืนเดือนหงายในป่าโคสิงคสาละ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ · คืนเดือนหงายในป่าโคสิงคสาละ

คืนหนึ่ง ป่าโคสิงคสาละสว่างด้วยแสงจันทร์ ต้นสาละออกดอกและกลิ่นหอมลอยไปทั่ว พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระเรวตะ และพระอานนท์อยู่พร้อมกัน พระสารีบุตรจึงตั้งคำถามว่า ภิกษุเช่นไรจะทำให้ป่าแห่งนี้งดงามยิ่งขึ้น แต่ละองค์ตอบตามคุณธรรมที่ตนเชี่ยวชาญ พระอานนท์กล่าวถึงผู้เรียนพระธรรมมากและถ่ายทอดได้ดี พระเรวตะกล่าวถึงผู้ยินดีในความสงัด พระอนุรุทธะกล่าวถึงผู้มีทิพยจักษุ พระมหากัสสปะกล่าวถึงผู้ถือธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์

เมื่อพระสารีบุตรถามพระมหาโมคคัลลานะ ท่านตอบว่า ป่าจะงามด้วยภิกษุสองรูปที่สนทนาอภิธรรม ถามและแก้ปัญหาแก่กันโดยไม่หยุดชะงัก และถ้อยคำของทั้งคู่ดำเนินไปตามธรรม ส่วนพระมหาโมคคัลลานะถามกลับ พระสารีบุตรตอบว่า ป่าจะงามด้วยภิกษุผู้ควบคุมจิตของตนได้ดังใจ เมื่อนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกคำตอบล้วนเป็นสุภาษิตตามคุณของแต่ละองค์ ก่อนทรงสรุปว่า ป่าจะงามด้วยภิกษุผู้ตั้งใจแน่วแน่ว่า ตราบใดจิตยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ ตราบนั้นจะยังไม่เลิกความเพียร

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๓

เมื่ออัครสาวกถูกกล่าวหา

ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ เมื่ออัครสาวกถูกกล่าวหา
ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ · เมื่ออัครสาวกถูกกล่าวหา

ครั้งหนึ่ง พระสารีบุตรกำลังออกเดินทางพร้อมภิกษุบริวาร ชายสังฆาฏิของท่านบังเอิญกระทบภิกษุรูปหนึ่งซึ่งน้อยใจอยู่ก่อนแล้ว ภิกษุนั้นไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พระสารีบุตรทำร้ายตนแล้วไม่ขอโทษ เพราะถือตัวว่าเป็นอัครสาวก เมื่อได้รับเรียกกลับมา พระสารีบุตรไม่ได้ใช้อำนาจตำแหน่งกดผู้กล่าวหา และไม่ได้เริ่มด้วยการถามว่าใครกล้าพูดเช่นนั้น ท่านกลับพิจารณาจิตของตน แล้วกล่าวถึงความตั้งใจที่จะทำใจเสมือนแผ่นดินซึ่งรับทั้งของสะอาดและของสกปรกโดยไม่รังเกียจ เสมือนน้ำที่ใช้ชำระสิ่งต่าง ๆ เสมือนไฟที่เผาได้ทั้งของดีและของเสีย และเสมือนลมที่พัดผ่านทุกสิ่งโดยไม่ยึดติด

เมื่อภิกษุผู้กล่าวหาสำนึกผิดและกราบขอขมา พระพุทธองค์ทรงให้พระสารีบุตรรับคำขมาเพื่อไม่ให้ความผิดนั้นเป็นเหตุร้อนใจต่อไป เรื่องจบลงโดยไม่มีการใช้อำนาจของตำแหน่งตอบโต้ผู้กล่าวหา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๔

ฤทธิ์ที่ใช้ปลุก ไม่ใช่ใช้ข่ม

ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ ฤทธิ์ที่ใช้ปลุก ไม่ใช่ใช้ข่ม
ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ · ฤทธิ์ที่ใช้ปลุก ไม่ใช่ใช้ข่ม

ที่บุพพาราม วันหนึ่งภิกษุใหม่หลายรูปนั่งสนทนาเรื่องไร้สาระอยู่บนชั้นบนของมิคารมาตุปราสาท ทั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่เบื้องล่าง พระองค์มีพระประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นได้สติและพร้อมรับธรรม จึงตรัสให้พระมหาโมคคัลลานะไปดู พระมหาโมคคัลลานะแสดงอิทธิฤทธิ์ ทำให้ปราสาทใหญ่ไหวสะเทือนด้วยนิ้วหัวแม่เท้า ภิกษุทั้งหลายตกใจ ความฟุ้งซ่านหยุดลง และรีบลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อใจพร้อม พระองค์จึงทรงสั่งสอนพวกเขา

เมื่อความฟุ้งซ่านหยุดลง พวกเขาก็ลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้รับพระธรรมเทศนา ฤทธิ์ของพระมหาโมคคัลลานะในครั้งนี้จึงใช้เพื่อเตือนภิกษุผู้ประมาทให้กลับมาพร้อมรับคำสอน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๕

การกลับบ้านครั้งสุดท้ายของพระสารีบุตร

ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ การกลับบ้านครั้งสุดท้ายของพระสารีบุตร
ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ · การกลับบ้านครั้งสุดท้ายของพระสารีบุตร

เมื่อถึงวาระสุดท้าย พระสารีบุตรพิจารณาว่ามารดาของท่านให้กำเนิดบุตรหลายคนซึ่งภายหลังบรรลุพระอรหัต แต่ตัวนางเองยังไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ท่านเห็นว่ามารดามีอุปนิสัยจะเข้าถึงธรรมได้ด้วยคำสอนของบุตร จึงตั้งใจกลับบ้านนาฬกะ ก่อนเดินทาง ท่านเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลลาปรินิพพาน และแสดงธรรมแก่หมู่ภิกษุเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นออกเดินทางพร้อมพระจุนทะผู้เป็นน้องและภิกษุบริวาร กลับไปยังบ้านเดิมและพักในห้องที่ตนเกิด

อรรถกถาจุนทสูตรเล่าว่า ก่อนออกจากที่พัก พระสารีบุตรเก็บเสนาสนะ กวาดที่พักกลางวัน แล้วหยุดยืนที่ประตู มองกลับเข้าไปด้วยรู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์และกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตข้าพระองค์ นี้เป็นกาลปรินิพพานของข้าพระองค์ อายุสังขารข้าพระองค์ปลงลงแล้ว”

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามว่าจะปรินิพพานที่ใด ท่านกราบทูลว่า ในห้องซึ่งตนถือกำเนิด ณ บ้านนาฬกะ แล้วจึงแสดงธรรมแก่หมู่ภิกษุตามพระดำรัส มารดายังไม่เข้าใจว่า เหตุใดบุตรผู้ทิ้งทรัพย์สมบัติมาบวชจึงได้รับความเคารพอย่างสูง คืนนั้นเมื่อเห็นเทวดาผู้มีรัศมีมาเยี่ยมอาการพระเถระ นางถามว่าผู้มาเหล่านั้นเป็นใคร เมื่อรู้ว่าแม้ท้าวมหาราชและท้าวสักกะยังมาอุปัฏฐาก นางจึงคิดต่อว่า หากสาวกมีอานุภาพเช่นนี้ พระศาสดาของบุตรจะยิ่งใหญ่เพียงใด

พระสารีบุตรเห็นใจมารดาอ่อนโยนพร้อมแล้ว จึงแสดงพระธรรมคุณของพระพุทธเจ้าและนำใจไปตามลำดับ นางสารีได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผลในคืนนั้น หลังมารดาบรรลุโสดาปัตติผล พระสารีบุตรก็ปรินิพพานอย่างสงบในห้องที่ท่านเกิด

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๖

วันที่ฤทธิ์หลีกทางให้ผลของกรรม

ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ วันที่ฤทธิ์หลีกทางให้ผลของกรรม
ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ · วันที่ฤทธิ์หลีกทางให้ผลของกรรม

หลังพระสารีบุตรปรินิพพานไม่นาน พระมหาโมคคัลลานะพักอยู่แถบกาฬศิลา พวกเดียรถีย์ซึ่งเสื่อมลาภเพราะผู้คนหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา จ้างโจรให้ทำร้ายท่าน หลายครั้งพระเถระรู้ล่วงหน้าและหลีกไปด้วยฤทธิ์ อรรถกถาสรภังคชาดกเล่าว่า โจรมาถึงหกวันติดต่อกัน และพระเถระหลีกไปด้วยฤทธิ์ทุกครั้ง แต่ในวันที่เจ็ด กรรมเก่าได้โอกาส ท่านรู้ว่าเหตุใดจึงไม่อาจหลีกได้อีก พวกโจรเข้าทำร้ายจนร่างกายบอบช้ำอย่างหนัก เรื่องนี้ชี้ว่า แม้ผู้มีฤทธิ์มากก็ไม่ใช่ผู้ลบผลของกรรมตามใจชอบได้ ฤทธิ์เปลี่ยนระยะทางหรือทำให้สิ่งก่อสร้างสั่นไหวได้ แต่ไม่ได้ทำให้กฎแห่งเหตุผลหายไป

เมื่อโจรจากไป พระมหาโมคคัลลานะประคองกายด้วยกำลังสมาธิ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย กราบทูลลาปรินิพพาน พระพุทธองค์ตรัสให้ท่านแสดงธรรมแก่หมู่ชน เพราะโอกาสเห็นสาวกเช่นนี้จะไม่มีอีก ท่านแสดงธรรม ถวายบังคม แล้วกลับไปปรินิพพานที่กาฬศิลา ตามลำดับเรื่องที่สืบมา วาระนั้นเกิดขึ้นหลังพระสารีบุตรเพียงสิบห้าวัน สหายผู้เคยออกค้นหาอมตธรรมด้วยกันจึงจากไปห่างกันเพียงครึ่งเดือน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๗

เพื่อนที่ไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลัง

ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ เพื่อนที่ไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลัง
ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ · เพื่อนที่ไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลัง

ก่อนเป็นผู้เลิศทางปัญญาและผู้เลิศทางฤทธิ์ อุปติสสะกับโกลิตะเป็นสหายที่ให้คำมั่นว่าจะไม่เก็บอมตธรรมไว้คนเดียว อุปติสสะจึงกลับไปหาโกลิตะทันทีที่ได้ฟังคาถาจากพระอัสสชิ และทั้งสองยังย้อนกลับไปชวนสัญชัยกับผู้ร่วมสำนัก หลังบวช พระสารีบุตรช่วยให้ผู้ฟังตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระมหาโมคคัลลานะรับช่วงฝึกต่อไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้น ในป่าโคสิงคสาละ ทั้งสองถาม ฟัง และยอมรับคำตอบของพระสาวกรูปอื่น ก่อนนำทุกคำไปให้พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัย

มิตรภาพของทั้งคู่จึงมิได้หยุดอยู่ที่การเดินทางเคียงข้างกัน แต่เติบโตเป็นการช่วยให้คนอื่นเดินบนทางเดียวกันได้ เมื่อพบธรรม คนหนึ่งย้อนกลับไปหาเพื่อน แล้วทั้งสองใช้ชีวิตที่เหลือพาผู้อื่นไปหาพระศาสดา

เรื่องอ่านเสริม · ประวัติพุทธสาวก

มิตรภาพที่ดีที่สุด คือการไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลังบนหนทางแห่งธรรม