ข้ามไปยังเนื้อหา
บาลีธันเดอร์
PALI THUNDER

ประวัติพุทธสาวก · เอตทัคคะผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร

พระมหากัจจายนเถระ

เอตทัคคะผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร — ผู้จำแนกพุทธพจน์ได้ตรงกับที่พระศาสดาจะทรงจำแนกเอง

เอตทัคคะในทางผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตที่ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร · จากปุโรหิตผิวทองแห่งอุชเชนี สู่พระสาวกที่พระศาสดาตรัสรับรองคำอธิบาย

เปิดเรื่อง
พระมหากัจจายนเถระผิวพรรณดังทอง นั่งอธิบายธรรมแก่ภิกษุกลุ่มเล็กใต้แสงเช้าในป่าใกล้วิหาร

ก่อนเปิดเรื่อง

ตำแหน่งที่ว่า “ผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร”

ในบรรดาพระสาวกที่พระผู้มีพระภาคทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระมหากัจจายนเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศ ในทางผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตที่ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร ตำแหน่งนี้เป็นความสามารถเฉพาะอย่างหนึ่ง คือเมื่อพระศาสดาทรงแสดง อุทเทส—บทตั้งอันเป็นหลักสั้น ๆ—ท่านคลี่หลักนั้นออกเป็น วิภังค์ คือคำจำแนกที่บริบูรณ์ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะได้ อรรถกถาให้เหตุผลของคำว่าเลิศไว้ตรง ๆ ว่า ภิกษุเหล่าอื่นไม่อาจทำพระดำรัสโดยย่อของพระตถาคตให้บริบูรณ์ได้ทั้งสองอย่าง แต่พระเถระนี้อาจทำให้บริบูรณ์ได้ และเมื่อภิกษุทั้งหลายนำคำอธิบายของท่านไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคก็ตรัสรับรองว่า แม้เธอทั้งหลายจะถามพระองค์ พระองค์ก็จะทรงตอบอย่างนั้นเหมือนกัน

ก่อนจะมาถึงตำแหน่งนั้น ท่านเคยเป็นพราหมณ์ปุโรหิตของพระราชาแห่งแคว้นอวันตี เป็นผู้ที่พระราชาส่งไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า แล้วไม่ได้กลับมาเป็นคนเดิม

สารบัญ ๑๙ ตอน
ตอนที่ ๑

คำปรารถนาที่ไม่ขอสมบัติอื่น

ภาพประกอบตอนที่ ๑ คำปรารถนาที่ไม่ขอสมบัติอื่น
ภาพประกอบตอนที่ ๑ · คำปรารถนาที่ไม่ขอสมบัติอื่น

อรรถกถาเอตทัคคบาลีเล่าย้อนไปแสนกัป ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดในสกุลคฤหบดีมหาศาล วันหนึ่งเขาไปวิหาร ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท แล้วได้เห็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทิศทางของเขาทั้งชีวิต พระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่ตรัสโดยย่อให้พิสดาร ชายหนุ่มมองภิกษุรูปนั้นแล้วคิดว่า ภิกษุซึ่งพระศาสดาทรงชมเชยอย่างนี้เป็นใหญ่หนอ แม้ในอนาคตกาล เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

เขานิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน แล้วหมอบลงแทบพระบาท ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งสักการะนี้ ตนไม่ปรารถนาสมบัติอื่นเลย ขอเพียงได้ตำแหน่งนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงตรวจดูอนาคตกาล ทรงเห็นว่าความปรารถนานี้จักสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักทรงอุบัติขึ้น และกุลบุตรผู้นี้จักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งคำที่ตรัสโดยสังเขปให้พิสดาร ในศาสนาของพระองค์

คำปรารถนาข้อนั้นเป็นเรื่องของ ปาก—ของความสามารถที่จะทำคำสั้นให้กลายเป็นความเข้าใจ ต่อมาอีกยาวนาน ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาเกิดในครอบครัวหนึ่งที่กรุงพาราณสี ไปยังที่สร้างพระเจดีย์ทอง เอาอิฐทองมีค่าแสนหนึ่งบูชา แล้วตั้งความปรารถนาอีกข้อหนึ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงว่า ขอสรีระของตนจงมีวรรณเพียงดังทองในที่ ๆ เกิดแล้ว

คำปรารถนาข้อหลังนี้เป็นเรื่องของ กาย และในชาติสุดท้าย มันจะพาความยุ่งยากมาให้ท่านมากกว่าที่ผู้ตั้งความปรารถนาจะคาดถึง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๒

เด็กชายผู้ได้ชื่อตามสีผิว

ภาพประกอบตอนที่ ๒ เด็กชายผู้ได้ชื่อตามสีผิว
ภาพประกอบตอนที่ ๒ · เด็กชายผู้ได้ชื่อตามสีผิว

เมื่อพระทศพลของเราอุบัติขึ้นในโลก กุลบุตรผู้นั้นมาบังเกิดในเรือนของปุโรหิต ณ กรุงอุชเชนี เมืองหลวงของแคว้นอวันตี ซึ่งอยู่ห่างจากมัชฌิมชนบทไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไกลจนคนที่นั่นแทบไม่เคยได้ยินชื่อพระพุทธเจ้า ในวันขนานนาม มารดาบิดาปรึกษากันแล้วเห็นว่า บุตรของตนมีสรีระผิวดั่งทอง คงจะถือเอาชื่อของตนมาแล้ว จึงขนานนามท่านว่า กาญจนมาณพ

ชื่อนั้นไม่ใช่คำยกย่องเกินจริง อรรถกถาบันทึกไว้ตรงกันหลายแห่งว่าสรีระของท่านมีสีเหมือนทองคำ และในเวลาต่อมา สีผิวนี้เองจะกลายเป็นเหตุของเรื่องประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา กาญจนมาณพเติบโตขึ้นแล้วศึกษาไตรเพทจนจบ เมื่อบิดาวายชนม์ ท่านก็ได้รับตำแหน่งปุโรหิตแทน คนทั้งเมืองเรียกท่านตามโคตรว่า กัจจายนะ

ปุโรหิตในสมัยนั้นไม่ใช่เพียงนักบวชประจำราชสำนัก แต่เป็นที่ปรึกษาสูงสุดของพระราชาในเรื่องพิธีกรรม ฤกษ์ยาม กฎหมาย และความรู้ทั้งปวง เมื่อ พระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งอวันตีต้องการคำตอบเรื่องใด คนที่ต้องหาคำตอบมาถวายคือชายผิวทองผู้นี้

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๓

ราชการชิ้นสุดท้ายของปุโรหิต

ภาพประกอบตอนที่ ๓ ราชการชิ้นสุดท้ายของปุโรหิต
ภาพประกอบตอนที่ ๓ · ราชการชิ้นสุดท้ายของปุโรหิต

วันหนึ่ง พระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหมด แล้วมีพระราชดำรัสว่า พระพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้นในโลกแล้ว พวกท่านผู้สามารถจะทูลนำพระองค์มาได้ ก็จงนำพระองค์มาเถิด อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า คนอื่นซึ่งสามารถจะนำพระทศพลมาได้นั้นไม่มี มีแต่อาจารย์กาญจนพราหมณ์เท่านั้นที่สามารถ ขอพระองค์ทรงส่งท่านไปเถิด

พระราชาจึงตรัสเรียกกัจจายนะมา แล้วมีรับสั่งให้ไปยังสำนักของพระทศพล คำตอบของปุโรหิตในวันนั้นเป็นคำตอบที่แปลกสำหรับข้าราชการชั้นสูง เพราะท่านมิได้ทูลรับอย่างเดียว แต่ทูลต่อรองไว้ข้อหนึ่ง

“ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อข้าพระองค์ไปแล้วได้บวชก็จักไป”

พระราชาทรงตอบสั้น ๆ ว่า เจ้าจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็นำพระตถาคตมาเถิด พระราชาทรงได้สิ่งที่ต้องการคือคำรับ ส่วนปุโรหิตได้สิ่งที่ต้องการคืออิสระที่จะไม่กลับมาเป็นคนเดิม ทั้งสองฝ่ายรู้ตัวดีว่าตกลงอะไรกันไป กัจจายนะคิดว่า สำหรับผู้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้า ไม่จำต้องทำด้วยคนจำนวนมาก ๆ ท่านจึงออกเดินทางเพียง ๘ คนเท่านั้น—ตัวท่านกับสหายอีก ๗ คน ไม่มีขบวนแห่ ไม่มีเครื่องราชบรรณาการเรียงเป็นแถว มีเพียงคนแปดคนที่ออกจากอุชเชนีไปหาคนที่ไม่เคยเห็น

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๔

เอถ ภิกฺขโว

ภาพประกอบตอนที่ ๔ เอถ ภิกฺขโว
ภาพประกอบตอนที่ ๔ · เอถ ภิกฺขโว

เมื่อคณะทั้ง ๘ ไปถึง พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่อำมาตย์ผู้นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อจบเทศนากัณฑ์เดียวนั้น อรรถกถาบันทึกไว้อย่างรวบรัดจนน่าตกใจ คือกัจจายนะได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา พร้อมกับชนทั้ง ๗ คนที่มาด้วย ทั้งคณะที่ออกเดินทางมาเพื่อทูลเชิญ กลายเป็นผู้เสร็จกิจไปพร้อมกันทั้งหมดในที่นั่งเดียว

ปฏิสัมภิทา ๔ ที่ท่านได้ในวันนั้น คือความแตกฉาน ๔ ทาง ได้แก่ แตกฉานในอรรถ แตกฉานในธรรม แตกฉานในภาษา และแตกฉานในปฏิภาณ นี่คือเครื่องมือที่คำปรารถนาเมื่อแสนกัปก่อนต้องการ และวันนี้มันมาถึงมือท่านครบชุด พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออกแล้วตรัสว่า

“เอถ ภิกฺขโว”

คำสองคำนั้นแปลว่า *ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุเถิด* ในขณะนั้นเอง ผมและหนวดของทุกคนก็หายไป มีบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ปรากฏขึ้น อรรถกถาว่า ทุกท่านมีอาการดุจพระเถระผู้มีพรรษา ๑๐๐ ฉะนั้น ชายผิวทองที่ออกจากอุชเชนีมาในฐานะปุโรหิตของพระราชา เดินกลับออกมาจากที่นั้นในฐานะภิกษุ และไม่เคยกลับไปเป็นปุโรหิตอีกเลย

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๕

ท่านนั่นแหละจงไป

ภาพประกอบตอนที่ ๕ ท่านนั่นแหละจงไป
ภาพประกอบตอนที่ ๕ · ท่านนั่นแหละจงไป

แต่ราชการที่รับมายังไม่เสร็จ พระเถระเมื่อกิจของตนถึงที่สุดแล้วไม่ได้นั่งนิ่ง ท่านกล่าวสรรเสริญการเสด็จไปกรุงอุชเชนีถวายพระศาสดา อย่างที่พระกาฬุทายีเถระเคยทำเมื่อคราวทูลเชิญเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ นี่คือคำมั่นที่ท่านให้ไว้กับพระราชา และท่านตั้งใจจะทำให้ครบ พระศาสดาสดับคำของท่านแล้ว ทรงทราบว่าพระกัจจายนะหวังการเสด็จไปยังชาติภูมิของตน แต่ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงอาศัยเหตุอันหนึ่ง จึงไม่เสด็จไปสู่ที่ที่ไม่สมควรเสด็จ

คำตอบที่พระเถระได้รับ จึงไม่ใช่คำรับและไม่ใช่คำปฏิเสธ

“ภิกษุ ท่านนั่นแหละจงไป เมื่อท่านไปแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส”

พระเถระคิดว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ตรัสเป็นคำสอง จึงถวายบังคมพระตถาคต แล้วออกเดินทางกลับกรุงอุชเชนีพร้อมกับภิกษุทั้ง ๗ รูปที่มาด้วยกันนั่นแหละ ราชการที่รับมาเป็นการไปนำพระพุทธเจ้ามา จึงเปลี่ยนรูปเป็นงานที่หนักกว่าเดิม คือ ไปเป็นพระพุทธศาสนาเสียเอง ในดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้จักพระพุทธศาสนา

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๖

ผมที่ขายได้แปดกหาปณะ

ภาพประกอบตอนที่ ๖ ผมที่ขายได้แปดกหาปณะ
ภาพประกอบตอนที่ ๖ · ผมที่ขายได้แปดกหาปณะ

ระหว่างทางกลับ ภิกษุทั้ง ๘ รูปได้เที่ยวบิณฑบาตในนิคมชื่อ นาลินิคม ในนิคมนั้นมีธิดาเศรษฐีอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเกิดในตระกูลเก่าแก่ที่ยากจนลงแล้ว เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป เธอต้องอาศัยเป็นนางนมเลี้ยงชีพ สิ่งเดียวที่เธอมีเกินคนอื่นคือเส้นผม ซึ่งดกและยาวผิดปกติ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นธิดาของอิสรเศรษฐี มีทรัพย์พร้อมทุกอย่าง แต่ไม่มีผม เคยเสนอทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ขอซื้อผมของหญิงยากจนคนนั้น ก็ไม่เคยได้

วันนั้น หญิงยากจนเห็นพระมหากัจจายนเถระมีภิกษุ ๗ รูปเป็นบริวารเดินมา ด้วยบาตรเปล่า เธอคิดว่า ภิกษุผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์รูปหนึ่ง มีผิวดังทอง เดินไปด้วยบาตรเปล่า ทรัพย์อย่างอื่นของตนก็ไม่มี แต่ธิดาเศรษฐีบ้านโน้นเคยส่งคนมาขอซื้อผมนี้ ตอนนี้เธออาจถวายไทยธรรมแก่พระเถระได้ด้วยทรัพย์ที่ได้จากค่าผม

เธอส่งสาวใช้ไปนิมนต์พระเถระทั้งหลายให้นั่งภายในเรือน พอพระเถระนั่งเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเข้าห้อง ตัดผมของตนเองออก แล้วบอกสาวใช้ว่าจงเอาผมเหล่านี้ไปให้ธิดาเศรษฐีบ้านโน้น แล้วเอาของที่นางให้มา เราจะถวายบิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย รายละเอียดหนึ่งบรรทัดในอรรถกถาบอกสิ่งที่คำอธิบายยาว ๆ บอกไม่ได้ คือสาวใช้คนนั้นเอาหลังมือเช็ดน้ำตา เอามือข้างหนึ่งกุมเนื้อตรงหัวใจปกปิดไว้ในสำนักพระเถระ แล้วจึงถือผมนั้นออกไป

ฝ่ายธิดาเศรษฐีผู้มีทรัพย์ เมื่อเห็นผมมาถึงมือแล้ว ก็คิดตามวิสัยของคนซื้อว่า เมื่อก่อนเราไม่อาจให้นำผมเหล่านี้มาได้ด้วยทรัพย์เป็นอันมาก แต่บัดนี้ตั้งแต่เวลาตัดออกแล้ว ก็ไม่ได้ตามราคาเดิม เธอจึงบอกสาวใช้ว่า ผมนี้นำไปที่ไหน ๆ ก็ได้ ไม่ใช่ผมของคนเป็น มีราคา ๘ กหาปณะ แล้วให้ไปเพียง ๘ กหาปณะเท่านั้น

ทรัพย์ทั้งหมดที่หญิงยากจนได้จากการตัดผมของตัวเอง จึงเป็นเงินแปดเหรียญ เธอจัดบิณฑบาตแต่ละที่ให้มีค่าที่ละกหาปณะหนึ่ง ๆ แล้วให้ถวายแด่พระเถระทั้ง ๘ รูป—ครบพอดี รูปละหนึ่ง พระเถระรำพึงแล้วเห็นอุปนิสัยของเธอ จึงถามว่าธิดาเศรษฐีไปไหน สาวใช้ตอบว่าอยู่ในห้อง ท่านจึงบอกให้ไปเรียกมา

พระเถระพูดครั้งเดียวเท่านั้น เธอก็มาด้วยความเคารพ ไหว้พระเถระแล้วเกิดศรัทธาอย่างแรง อรรถกถาว่า บิณฑบาตที่ตั้งไว้ในเขตอันบริสุทธิ์ย่อมให้วิบากในปัจจุบันชาติทีเดียว เพราะฉะนั้น พร้อมกับการไหว้พระเถระนั่นเอง ผมทั้งหลายก็กลับมาตั้งอยู่เป็นปกติ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๗

อุทยานกาญจนะ

ภาพประกอบตอนที่ ๗ อุทยานกาญจนะ
ภาพประกอบตอนที่ ๗ · อุทยานกาญจนะ

พระเถระทั้งหลายรับบิณฑบาตนั้นแล้วเหาะขึ้นไปทั้งที่ธิดาเศรษฐีมองอยู่ แล้วลง ณ พระราชอุทยานชื่อ อุทยานกาญจนะ ในกรุงอุชเชนี คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นเข้า จึงรีบไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า พระคุณเจ้ากัจจายนะปุโรหิตของเราบวชแล้ว กลับมายังอุทยานแล้ว พระเจ้าจัณฑปัชโชตเสด็จไปยังอุทยาน ทรงไหว้พระเถระผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้วด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประทับนั่ง ณ ที่สมควร แล้วตรัสถามคำถามที่พระองค์ส่งท่านไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน

พระเถระทูลว่า พระองค์มิได้เสด็จมาเอง ทรงส่งอาตมะมา มหาบพิตร จากนั้นพระราชาตรัสถามต่อไปด้วยคำถามธรรมดาที่สุด คือวันนี้พระคุณเจ้าได้ภิกษา ณ ที่ไหน พระเถระจึงทูลบอกเรื่องที่ทำได้โดยยากซึ่งธิดาเศรษฐีคนนั้นทำ ให้พระราชาทรงทราบทุกอย่าง ตามถ้อยคำอันควรแก่ที่ตรัสถาม พระราชาตรัสสั่งให้จัดที่อยู่ถวายพระเถระ นิมนต์ท่านไปยังพระนิเวศน์ แล้วรับสั่งให้ไปนำหญิงคนนั้นมา ตั้งไว้ในตำแหน่ง อัครมเหสี

หญิงที่เมื่อเช้ายังเป็นนางนม และขายผมของตัวเองได้แปดเหรียญ ได้ยศในปัจจุบันชาติภายในวันเดียว จำเดิมแต่นั้น พระราชาก็ทรงกระทำสักการะใหญ่แด่พระเถระ มหาชนเลื่อมใสในธรรมกถาของพระเถระ พากันบวชในสำนักของท่าน จำเดิมแต่กาลนั้น ทั่วพระนครก็รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เป็นอันเดียวกัน

ต่อมาพระเทวีทรงครรภ์ ประสูติพระโอรส พระญาติถวายพระนามตามชื่อเศรษฐีผู้เป็นตาว่า โคปาลกุมาร พระมารดาจึงมีพระนามว่า โคปาลมารดาเทวี ตามชื่อพระโอรส พระนางทรงเลื่อมใสในพระเถระอย่างยิ่ง จึงขอพระราชานุญาตสร้างวิหารถวายท่านในอุทยานกาญจนะนั้นเอง เมื่อชาวอุชเชนีเลื่อมใสมั่นคงแล้ว พระเถระจึงไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง ราชการที่รับมาจากพระราชาเป็นอันเสร็จสิ้น—ไม่ใช่ด้วยการนำพระพุทธเจ้าไปอุชเชนี แต่ด้วยการทำให้อุชเชนีทั้งเมืองมาหาพระพุทธเจ้า

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๘

อุทเทสที่ทรงแสดงไว้โดยย่อ

ภาพประกอบตอนที่ ๘ อุทเทสที่ทรงแสดงไว้โดยย่อ
ภาพประกอบตอนที่ ๘ · อุทเทสที่ทรงแสดงไว้โดยย่อ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ วันนั้นหลังเสวยเสร็จ พระองค์เสด็จเข้าไปพักกลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่มในป่ามหาวัน ทัณฑปาณิศากยะ กำลังเดินเที่ยวชมทิวทัศน์ เข้าไปเฝ้าถึงที่นั้น สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจแล้วยืนยันไม้เท้าลง ณ ที่สมควร แล้วทูลถามว่า พระสมณะมีปกติกล่าวอย่างไร บอกอย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเป็นใจความว่า พระองค์มีปกติกล่าวอย่างที่ทำให้ไม่ต้องโต้เถียงกับใคร ๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และสัญญาทั้งหลายย่อมไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลาย ผู้ไม่มีความสงสัย ผู้ตัดความคะนองได้ ผู้ปราศจากความทะยานอยากในภพน้อยภพใหญ่

พระสูตรบันทึกปฏิกิริยาของทัณฑปาณิไว้ตรง ๆ โดยไม่อธิบายว่า เขาสั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็น ๓ รอย ถือไม้เท้ายันขึ้นแล้วจากไป เย็นวันนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ภิกษุทั้งหลายฟัง ภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลถามว่า พระองค์มีปกติตรัสอย่างไรจึงจะไม่ต้องโต้เถียงกับใคร ๆ อย่างนั้น

คำตอบที่พระองค์ประทานเป็นอุทเทสสั้น ๆ ประโยคเดียว ว่าแง่ต่าง ๆ แห่ง ปปัญจสัญญา ย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าสิ่งที่บุคคลจะพึงยินดี จะพึงยอมรับ จะพึงยึดถือ ไม่มีเพราะเหตุนั้น ข้อนี้เป็นที่สุดแห่งอนุสัยทั้งหลาย และเป็นที่สุดแห่งการถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การส่อเสียดยุยง และการกล่าวเท็จ บาปอกุศลธรรมเหล่านี้ย่อมดับไปโดยไม่เหลือเพราะเหตุนั้น

ตรัสเท่านั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์ เข้าไปยังที่ประทับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นได้มีความสงสัยในเนื้อความแห่งอุทเทสนั้น จึงปรึกษากันว่า ใครเล่าหนอจะพึงชี้แจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงโดยพิสดารนี้ ให้พิสดารได้

แล้วก็เกิดความคิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านมหากัจจานะนี้พระศาสดาทรงยกย่อง ทั้งเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายก็สรรเสริญแล้ว และท่านก็สามารถจะชี้แจงได้ ทางที่ดี เราทั้งหลายควรเข้าไปหาท่านมหากัจจานะ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๙

ก้อนน้ำผึ้ง

ภาพประกอบตอนที่ ๙ ก้อนน้ำผึ้ง
ภาพประกอบตอนที่ ๙ · ก้อนน้ำผึ้ง

ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ เล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วขอให้ท่านชี้แจง สิ่งแรกที่พระเถระทำ ไม่ใช่การอธิบาย แต่เป็นการตำหนิ

“ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ ผ่านโคนและลำต้นของต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแก่นไป เขาจะพึงเข้าใจว่าแก่นไม้ต้องแสวงหาที่กิ่งและใบไม้ แม้ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น เมื่อพระศาสดาทรงปรากฏเฉพาะหน้าท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็ผ่านพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นไป และจะพึงเข้าใจเนื้อความนั้นว่าต้องสอบถามกับเรา”

ท่านชี้ให้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ ทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น ยังประทับอยู่ตรงนั้น และพวกท่านเดินผ่านแก่นไม้มาหาใบไม้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นยังคงอาราธนา ท่านจึงอธิบาย และคำอธิบายนั้นคือสิ่งที่ทำให้ชื่อของท่านอยู่ในพระไตรปิฎกมาจนบัดนี้ ท่านแยกประโยคเดียวของพระศาสดาออกเป็นสายของเหตุปัจจัย ว่าอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา บุคคลเสวยเวทนาใด ย่อมจำเวทนานั้น จำเวทนาใด ย่อมตรึกถึงสิ่งนั้น ตรึกถึงสิ่งใด ย่อมเนิ่นช้าอยู่ในสิ่งนั้น แล้วแง่ต่าง ๆ แห่งปปัญจสัญญาก็ครอบงำบุรุษนั้นไปตลอดสาย ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทางทวารทั้งหกครบทุกทวาร

ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมอนุโมทนาแล้วลุกจากอาสนะ กลับไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเรื่องทั้งหมด แล้วรายงานว่า ท่านพระมหากัจจานะได้ชี้แจงเนื้อความด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย คำตรัสรับรองที่ตามมา คือประโยคที่กำหนดตำแหน่งของท่านในพระศาสนาไปตลอดกาล

“ภิกษุทั้งหลาย มหากัจจานะเป็นบัณฑิต ภิกษุทั้งหลาย มหากัจจานะเป็นผู้มีปัญญามาก แม้ว่าเธอทั้งหลายจะถามเนื้อความนี้กับเรา เราก็จะพึงตอบเนื้อความนั้นอย่างนี้ เหมือนกับที่มหากัจจานะตอบ เรื่องนี้มีเนื้อความดังนี้แล เธอทั้งหลายจงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนี้เถิด”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลขึ้นด้วยอุปมาของท่านเองว่า บุรุษผู้ถูกความหิวและความอ่อนเพลียครอบงำ ได้ขนมหวาน เขากินในเวลาใด ๆ ก็จะพึงได้รับรสหวานอร่อยในเวลานั้น ๆ แม้ฉันใด ภิกษุผู้เป็นนักคิดเป็นบัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ด้วยปัญญาในเวลาใด ก็จะพึงได้ความพอใจและความเลื่อมใสแห่งใจในเวลานั้น ๆ แล้วท่านทูลถามว่า ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

“อานนท์ เพราะเหตุนั้น เธอจงทรงจำไว้ว่า ธรรมบรรยายนี้ชื่อมธุปิณฑิกบรรยาย”

มธุปิณฑิกะ แปลว่า ก้อนน้ำผึ้ง คำอธิบายของพระมหากัจจานะได้ชื่อจากรสของมันเอง

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๐

มุนีผู้ไม่มีที่อยู่

ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ มุนีผู้ไม่มีที่อยู่
ภาพประกอบตอนที่ ๑๐ · มุนีผู้ไม่มีที่อยู่

พระมหากัจจานะมิได้อยู่ในมัชฌิมชนบทเสมอไป ท่านกลับไปพำนักที่ ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนคร ในแคว้นอวันตี อันเป็นแดนบ้านเกิดของท่านเอง และที่นั่น ผู้ที่มาถามธรรมกับท่านไม่ใช่ภิกษุ แต่เป็นชาวบ้าน คฤหบดีชื่อ หลิททิกานิ เข้าไปหาท่าน อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วยกพระพุทธพจน์บทหนึ่งขึ้นถาม เป็นคาถาในมาคัณฑิยปัญหา แห่งอัฏฐกวรรค ว่า

“มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า ไม่ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น”

คฤหบดีถามว่า เนื้อความแห่งพระพุทธวจนะที่ตรัสโดยย่อนี้ จะพึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างไร คำถามนี้เป็นคำถามเดียวกับที่ภิกษุทั้งหลายเคยถามท่านที่กบิลพัสดุ์ ต่างกันแต่ว่าคราวนี้ผู้ถามเป็นชาวบ้านธรรมดา และคำที่ต้องขยายไม่ใช่ร้อยแก้ว แต่เป็นคาถา พระมหากัจจานะไม่ได้ลดเนื้อหาลงเพราะผู้ถามเป็นคฤหัสถ์ ท่านตอบว่า คำว่า *ที่อยู่* ในคาถานั้นหมายถึงขันธ์—รูปธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ มุนีใดมีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในรูปธาตุ มุนีนั้นท่านเรียกว่ามีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป เวทนา สัญญา สังขาร ก็เช่นเดียวกัน ส่วนพระตถาคตทรงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่นในธาตุเหล่านั้นเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน เพราะฉะนั้นบัณฑิตจึงกล่าวว่าพระองค์เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป

ส่วนคำว่า *ที่พัก* ท่านชี้ไปที่อารมณ์ทั้งหก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ผู้ใดซ่านไปและพัวพันในนิมิตเหล่านั้น ผู้นั้นชื่อว่ามีที่พักเที่ยวไป บ้านที่คนเราคิดว่าละแล้วเมื่อออกบวช กับบ้านที่พระมหากัจจานะพูดถึง จึงไม่ใช่หลังเดียวกัน

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๑

ผู้มีราตรีเดียวเจริญ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ ผู้มีราตรีเดียวเจริญ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๑ · ผู้มีราตรีเดียวเจริญ

อีกคราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อุทเทสและวิภังค์ของภัทเทกรัตตะ แก่ภิกษุทั้งหลายโดยย่อ แล้วเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่พระวิหาร ดังเคย คาถาที่ทรงยกขึ้นแสดงมีใจความว่า

“บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็เป็นอันยังไม่มาถึง ส่วนบุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบัน ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ บุคคลนั้นควรเจริญธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง บุคคลควรทำความเพียรตั้งแต่วันนี้ทีเดียว ใครเล่าจะรู้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนามากนั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย”

เหตุการณ์เดินซ้ำรอยเดิมทุกขั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ได้โอกาสทูลถามให้ละเอียด จึงพากันไปหาท่านพระมหากัจจานะอีก และท่านก็เริ่มด้วยอุปมาแก่นไม้อย่างเดิมอีกครั้ง ก่อนจะยอมอธิบาย คำอธิบายของท่านคราวนี้จับที่จุดเชื่อมระหว่างวิญญาณกับอารมณ์ ว่าบุคคลตามระลึกถึงจักษุและรูปที่ล่วงไปแล้ว มีความยินดีเพลิดเพลินผูกพันอยู่ในสิ่งนั้น ชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ตั้งจิตปรารถนาเพื่อจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้ในอนาคต ชื่อว่าหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ส่วนผู้ที่ไม่ยินดี ไม่ผูกพันในจักษุและรูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ผู้นั้นแหละชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมที่เป็นปัจจุบัน ท่านอธิบายอย่างเดียวกันนี้ตลอดอายตนะทั้งหก

เมื่อภิกษุเหล่านั้นนำคำอธิบายไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคก็ตรัสรับรองอย่างที่เคยตรัสไว้ในคราวมธุปิณฑิกะ สองครั้งที่พระศาสดาตรัสสั้น สองครั้งที่ภิกษุไปหาพระมหากัจจานะ และสองครั้งที่พระศาสดาทรงรับรองว่าคำอธิบายนั้นตรงกับพระองค์ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นหน้าที่ที่สงฆ์รู้กันโดยไม่ต้องประกาศ

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๒

ความคิดเดียวที่เปลี่ยนทั้งชีวิต

ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ ความคิดเดียวที่เปลี่ยนทั้งชีวิต
ภาพประกอบตอนที่ ๑๒ · ความคิดเดียวที่เปลี่ยนทั้งชีวิต

ในเรื่องต่อไปนี้ พระมหากัจจายนเถระแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านเพียงยืนห่มผ้าสังฆาฏิอยู่ริมทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่มองท่านนั้น อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้เป็นเรื่องยาว ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ลูกชายของโสไรยเศรษฐีใน โสไรยนคร นั่งบนยานน้อยกับสหายผู้หนึ่ง ออกไปจากนครเพื่ออาบน้ำพร้อมบริวารเป็นอันมาก

ขณะนั้น พระมหากัจจายนเถระประสงค์จะเข้าไปบิณฑบาตในโสไรยนคร กำลังห่มผ้าสังฆาฏิอยู่ภายนอกพระนคร อรรถกถาบอกเหตุไว้ประโยคเดียวว่า สรีระของพระเถระมีสีเหมือนทองคำ ลูกชายเศรษฐีเห็นท่านแล้วคิดขึ้นในใจว่า

“สวยจริงหนอ พระเถระรูปนี้ควรเป็นภริยาของเรา หรือสีแห่งสรีระของภริยาของเรา พึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระนั้น”

ในขณะสักว่าเขาคิดแล้วเท่านั้น เพศชายของเศรษฐีบุตรนั้นก็หายไป เพศหญิงได้ปรากฏแล้ว เขาละอาย จึงลงจากยานน้อยหนีไปโดยไม่บอกใคร คนใกล้เคียงจำไม่ได้ ได้แต่ถามกันว่าอะไรนั่น ฝ่ายสหายเที่ยวค้นหาข้างโน้นข้างนี้ก็ไม่พบ เมื่อกลับถึงเรือน มารดาบิดาค้นหาแล้วไม่เห็น จึงร้องไห้รำพัน และได้ถวายภัตเพื่อผู้ตาย ด้วยความสำคัญว่าลูกชายของตนตายแล้ว

นางเดินตามกองเกวียนไปเมืองตักกสิลา ถอดแหวนสวมนิ้วให้เขาเพื่อขอที่นั่งบนยาน พวกพ่อค้าเห็นว่าลูกชายเศรษฐีในตักกสิลายังไม่มีภริยา จึงพานางไปหา เขาเห็นนางเหมาะกับวัยของตน มีรูปงามน่าพึงใจ จึงรับไว้เป็นภริยา โดยกาลล่วงไป นางมีบุตร ๒ คน รวมกับบุตร ๒ คนที่เคยมีเมื่อครั้งยังเป็นชายอยู่ในโสไรยนคร คนคนเดียวจึงมีบุตร ๔ คน สองคนอาศัยเขาเกิด และสองคนคลอดจากท้องของเขาเอง

อรรถกถาอธิบายเหตุไว้ว่า ธรรมดาผู้ชายที่ไม่เคยกลับเป็นผู้หญิง หรือผู้หญิงที่ไม่เคยกลับเป็นผู้ชายนั้น ย่อมไม่มี และยกตัวอย่างว่า แม้พระอานนทเถระผู้เป็นอริยสาวก ในอัตภาพหนึ่งเคยเกิดในตระกูลช่างทองแล้วทำปรทารกรรม ไหม้ในนรก ด้วยผลกรรมที่ยังเหลือ ได้กลับมาเป็นหญิงถึง ๑๔ อัตภาพ ส่วนลูกชายเศรษฐีผู้นี้ยังจิตให้เกิดขึ้นในพระเถระโดยไม่แยบคาย จึงกลับได้ภาวะเป็นหญิงในอัตภาพนี้ทันที

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๓

ฉันอดโทษให้แก่เธอ

ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ ฉันอดโทษให้แก่เธอ
ภาพประกอบตอนที่ ๑๓ · ฉันอดโทษให้แก่เธอ

วันหนึ่ง สหายเก่าจากโสไรยนครเดินทางเข้ากรุงตักกสิลาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม นางยืนอยู่ที่หน้าต่างบนปราสาท มองลงมาเห็นแล้วจำได้แม่นยำ จึงให้ไปเชิญขึ้นมา แล้วทำสักการะอย่างใหญ่โต สหายนั้นแปลกใจ ถามว่าตนไม่เคยเห็นนางมาก่อน เหตุใดจึงทำสักการะแก่ตนใหญ่โต นางรู้จักตนหรือ

นางถามถึงความสุขสบายของมารดาบิดา ของภริยา และของลูกชายทั้งสองของสหาย จนสหายเริ่มสงสัย เมื่อเขาเล่าถึงสหายที่หายไปในวันไปอาบน้ำ และเล่าว่ามารดาบิดาของเขาได้ร้องไห้คร่ำครวญ ทำกิจอันควรทำแก่คนผู้ล่วงลับไปแล้ว นางจึงบอกว่า

“ฉัน คือเขานะ นาย”

สหายไม่เชื่อ กล่าวว่าสหายของตนย่อมงามเหมือนลูกเทวดา ทั้งเขาเป็นผู้ชายด้วย นางยืนยันอีกครั้ง แล้วจึงเล่าความคิดที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟังทั้งหมด คำแรกที่สหายพูดออกมาหลังจากฟังจบ ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำถามที่ตรงประเด็นที่สุด คือ

“ตายจริง เธอทำกรรมหนักแล้ว เหตุไรเธอจึงไม่บอกแก่ฉันเล่า เออ ก็เธอให้พระเถระอดโทษแล้วหรือ”

นางตอบว่ายังไม่ได้ให้ท่านอดโทษเลย และถามว่าเวลานี้พระเถระอยู่ที่ไหน สหายบอกว่าท่านอาศัยนครนี้แหละอยู่ วันรุ่งขึ้น พระเถระมาถึงประตูเรือนตามที่รับนิมนต์ไว้ เศรษฐีบุตรอังคาสท่านด้วยอาหารประณีต แล้วพาหญิงนั้นมา ให้หมอบลงที่ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า ขอท่านจงอดโทษแก่หญิงผู้สหายของกระผมด้วย

พระเถระถามว่าอะไรกันนี่ เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว ท่านกล่าวเพียงว่า

“ถ้ากระนั้น เธอจงลุกขึ้น ฉันอดโทษให้แก่เธอ”

พอพระเถระเอ่ยปากว่าฉันอดโทษให้เท่านั้น เพศหญิงก็หายไป เพศชายได้ปรากฏแล้ว สามีชาวตักกสิลาชวนให้อยู่ต่อ โดยบอกว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกของทั้งสองฝ่ายแท้ ๆ แต่โสไรยเศรษฐีบุตรตอบว่า ตนถึงอาการอันแปลก คือเดิมเป็นผู้ชาย แล้วถึงความเป็นผู้หญิง แล้วยังกลับเป็นผู้ชายได้อีก โดยอัตภาพเดียวเท่านั้น จะอยู่ครองเรือนต่อไปอีกไม่ได้ แล้วจูบบุตรทั้งสอง ลูบหลัง มอบให้บิดา ออกไปบวชในสำนักพระเถระ

พระเถระให้เขาบรรพชาอุปสมบท พาเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ นามของท่านได้มีว่า พระโสไรยเถระ ชาวชนบทรู้เรื่องแล้วพากันแตกตื่น เข้าไปถามว่าเรื่องเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ท่านก็ตอบว่าจริง แล้วเขาถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้เหมือนกันหมดว่า ในบรรดาบุตรสองจำพวกนั้น ท่านมีความรักในจำพวกไหนมากกว่า

ท่านตอบว่า ในจำพวกบุตรผู้อยู่ในท้อง คนที่มาแล้วมาเล่าก็ถามอยู่อย่างนั้นเสมอไป จนท่านรำคาญใจ จึงนั่งแต่คนเดียว ยืนแต่คนเดียว และเมื่อท่านเข้าถึงความเป็นคนเดียวอย่างนั้น ก็เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ จนได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ต่อมา เมื่อผู้คนมาถามคำถามเดิมอีก คำตอบเปลี่ยนไปแล้ว

“ขึ้นชื่อว่าความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเรา ย่อมไม่มี”

ภิกษุทั้งหลายเข้าใจว่าท่านพูดไม่จริงและอวดอ้างมรรคผล จึงกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่า บุตรของเราไม่ได้พยากรณ์อรหัตผล แต่ตั้งแต่เวลาที่บุตรของเราเห็นมรรคด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ความสิเนหาในบุตรไหน ๆ ก็ไม่เกิดเลย จิตซึ่งเป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้เท่านั้น ย่อมให้สมบัติที่มารดาบิดาไม่อาจทำให้ได้ แล้วตรัสพระคาถาว่า

“มารดาบิดาไม่พึงทำเหตุนั้นได้ หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ไม่พึงทำเหตุนั้นได้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น”

เรื่องที่เริ่มต้นจากความคิดชั่ววูบเดียวเพราะเห็นผิวทอง จึงจบลงที่คำสอนเรื่องจิตที่ตั้งไว้ชอบ และผู้ที่เคยเป็นเหตุของความคิดนั้น ก็กลายเป็นพระอุปัชฌาย์ของผู้คิด

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๔

สามปีกว่าจะครบสิบรูป

ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ สามปีกว่าจะครบสิบรูป
ภาพประกอบตอนที่ ๑๔ · สามปีกว่าจะครบสิบรูป

ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ปปาตะบรรพต เขตกุรรฆระนคร ในอวันตีชนบท อันเป็นแดนไกลจากศูนย์กลางพระศาสนา ครั้งนั้น อุบาสกชื่อ โสณกุฏิกัณณะ เป็นอุปัฏฐากของท่าน วันหนึ่งเขาเข้าไปหา นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบเรียนว่า ตนรู้ทั่วถึงธรรมที่พระคุณเจ้าแสดงแล้วอย่างนี้ว่า การที่บุคคลยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้วนั้น ทำไม่ได้ง่าย เขาปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกบวช ขอพระคุณเจ้าโปรดให้เขาบวชเถิด

คำตอบของพระเถระไม่ใช่คำรับ

“โสณะ การประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียวจนตลอดชีพ ทำได้ยากนักแล เอาเถอะ โสณะ คุณจงเป็นคฤหัสถ์อยู่ในจังหวัดนี้แหละ แล้วประกอบตามพระพุทธศาสนา ประกอบตามพรหมจรรย์ ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียว ควรแก่กาลเถิด”

ความตั้งใจบรรพชาที่เกิดแก่อุบาสกโสณกุฏิกัณณะจึงสงบลง ครั้งที่สอง เขามาขออีก และได้รับคำตอบอย่างเดิม ความตั้งใจก็สงบลงอีก ครั้งที่สาม เขาเข้าไปหา นมัสการ นั่งลง แล้วกล่าวคำเดิมทุกถ้อยคำ คราวนี้พระวินัยปิฎกบันทึกไว้เพียงบรรทัดเดียวว่า ครั้นนั้น ท่านมหากัจจานะให้อุบาสกโสณกุฏิกัณณะบรรพชาแล้ว

พระเถระผู้เคยละราชสำนักมาเองย่อมรู้ดีว่าคำว่า “อยากบวช” ครั้งแรกกับครั้งที่สามนั้นไม่เหมือนกัน ท่านไม่ได้ห้ามเพราะไม่อยากให้บวช แต่รอให้ความตั้งใจนั้นผ่านการสงบลงสองครั้งเสียก่อน แต่ปัญหาที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นหลังจากนั้น สมัยนั้น อวันตีทักขิณาบถอันตั้งอยู่แถบใต้มีภิกษุน้อยรูป ตามพระวินัยการอุปสมบทต้องมีสงฆ์ครบองค์ประชุมทสวรรค คือ ๑๐ รูป ท่านพระมหากัจจานะจัดหาพระภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้น ๆ ให้ครบสิบได้ยากลำบากอย่างยิ่ง

เวลาผ่านไป ล่วงถึง ๓ ปี สามเณรโสณะจึงได้อุปสมบท

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๕

คำสั่งห้าข้อที่ฝากไปกับศิษย์

ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ คำสั่งห้าข้อที่ฝากไปกับศิษย์
ภาพประกอบตอนที่ ๑๕ · คำสั่งห้าข้อที่ฝากไปกับศิษย์

เมื่อพระโสณะจำพรรษาแล้ว วันหนึ่งท่านไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ แล้วเกิดความปริวิตกขึ้นในใจว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตนได้ยินมาอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้เช่นนี้และเช่นนี้ แต่ยังไม่เคยเฝ้าต่อพระพักตร์ ควรจะไปเฝ้า ถ้าพระอุปัชฌายะจะอนุญาต เวลาสายัณห์ ท่านออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ แล้วกราบเรียนขออนุญาต

คำอนุญาตที่ได้รับนั้นเริ่มด้วยคำรับสองครั้ง แล้วตามด้วยถ้อยคำที่เป็นเสมือนภาพวาดพระศาสดาที่อาจารย์มอบให้ศิษย์ผู้ยังไม่เคยเห็นพระองค์

“ดีละ ดีละ คุณโสณะ คุณจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คุณจักเห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส มีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ทรงถึงความฝึกกายและความสงบจิตอันสูงสุด ทรงทรมานแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ผู้ไม่ทำบาป”

จากนั้นท่านจึงสั่งราชการที่ค้างมาสามปี ให้ศิษย์ถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแทนตน แล้วกราบทูลเรื่อง ๕ ข้อ ซึ่งล้วนเป็นความจริงที่ท่านเจอมากับตัวในแดนไกล

  • ๑. อวันตีทักขิณาบถมีภิกษุน้อยรูป ท่านจัดหาสงฆ์ให้ครบทสวรรคได้ยากลำบาก นับแต่วันบรรพชาล่วงไปถึง ๓ ปี ศิษย์จึงได้อุปสมบท ขอทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์น้อยรูปกว่านั้นเฉพาะในแดนนี้
  • ๒. พื้นดินแถบนั้นมีดินสีดำมาก ขรุขระดื่นดาดด้วยระแหงกีบโค ขอทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้น
  • ๓. คนทั้งหลายในแดนนั้นนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำทำให้บริสุทธิ์ ขอทรงอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์
  • ๔. ในแดนนั้นไม่มีหญ้าอย่างที่มัชฌิมชนบทมี มีแต่หนังเครื่องลาด คือหนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ขอทรงอนุญาตเครื่องลาดเหล่านั้น
  • ๕. คนทั้งหลายฝากถวายจีวรแก่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา เมื่อผู้รับฝากมาบอก ภิกษุผู้ได้รับคำบอกเล่าก็รังเกียจไม่ยินดีรับ ด้วยคิดว่าตนไม่ต้องการของเป็นนิสสัคคีย์ ขอพระผู้มีพระภาคตรัสชี้แจงในเรื่องจีวร

ทั้งห้าข้อนี้ไม่มีข้อใดเป็นเรื่องของท่านเองสักข้อเดียว ทุกข้อเป็นเรื่องของภิกษุที่จะเกิดขึ้นในแดนนั้นต่อไปในอนาคต พระโสณะรับสนองว่าปฏิบัติตามอย่างนั้น แล้วลุกจากอาสนะ อภิวาทพระเถระ ทำประทักษิณ เก็บเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดินทางไปพระนครสาวัตถี

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๖

พระพุทธานุญาตสำหรับแดนไกล

ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ พระพุทธานุญาตสำหรับแดนไกล
ภาพประกอบตอนที่ ๑๖ · พระพุทธานุญาตสำหรับแดนไกล

เมื่อพระโสณะไปถึงพระวิหารเชตวัน พระผู้มีพระภาครับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้ พระอานนท์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญชาใช้ท่านเพื่อภิกษุรูปใด ย่อมปรารถนาจะประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับภิกษุรูปนั้น จึงจัดเสนาสนะต้อนรับพระโสณะไว้ในพระวิหารอันเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเอง

คืนนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเสด็จเข้าพระวิหาร ฝ่ายพระโสณะก็ยับยั้งอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเข้าพระวิหารเช่นกัน ครั้นเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคทรงตื่นบรรทมแล้วทรงเชื้อเชิญท่านว่า ดูกรภิกษุ เธอจงกล่าวธรรมตามถนัด พระโสณะทูลรับ แล้วสวดพระสูตรทั้งหลายอันมีอยู่ใน อัฏฐกวรรค จนหมดสิ้นโดยสรภัญญะ

ครั้นจบ พระผู้มีพระภาคทรงประทานสาธุการว่า ดีละ ดีละ ภิกษุ สูตรทั้งหลายที่มีในอัฏฐกวรรคเธอเรียนมาดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงจำได้แม่นยำดี เธอเป็นผู้ประกอบด้วยวาจาไพเราะเพราะพริ้ง ไม่มีโทษ ให้เข้าใจรู้ความได้แจ่มชัด แล้วตรัสถามว่าเธอมีพรรษาเท่าไร พระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีพรรษาเดียว

คำชมนั้นตกอยู่กับศิษย์ แต่คนที่สอนศิษย์คนนี้อยู่ห่างออกไปหลายร้อยโยชน์ ในแดนที่หาพระให้ครบสิบรูปยังยาก พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเธอจึงมัวประพฤติชักช้าเช่นนั้นเล่า พระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นโทษในกามทั้งหลายนานแล้ว แต่เพราะฆราวาสคับแคบ มีกิจมาก มีกรณียมาก จึงได้ประพฤติชักช้าอยู่

รุ่งขึ้น พระโสณะคิดว่าพระผู้มีพระภาคกำลังโปรดปรานตน เวลานี้ควรกราบทูลถ้อยคำที่พระอุปัชฌายะสั่งมา ท่านจึงลุกจากที่นั่ง ห่มจีวรเฉวียงบ่า หมอบลงที่พระบาทยุคลด้วยเศียรเกล้า แล้วกราบทูลว่า ท่านพระมหากัจจานะ อุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคมพระบาทยุคลของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลเรื่องทั้งห้าข้อไปตามลำดับ

พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุนั้น แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ทรงกำหนดเขตปัจจันตชนบทและมัชฌิมชนบทไว้ทั้งห้าทิศให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงทรงอนุญาต

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบท ด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธรเป็นที่ ๕ ได้ ทั่วปัจจันตชนบทเห็นปานนี้”

ต่อจากนั้นทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นทั่วปัจจันตชนบท ทรงอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ทั่วปัจจันตชนบท ทรงอนุญาตหนังเครื่องลาดคือหนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ทั่วปัจจันตชนบท และในข้อสุดท้ายทรงอนุญาตให้ยินดีจีวรที่เขาถวายลับหลังได้ โดยจีวรนั้นยังไม่ควรนับราตรีตลอดเวลาที่ยังไม่ถึงมือ

คำขอที่ส่งมาจากภูเขาลูกหนึ่งในแดนไกล จึงกลายเป็นพระวินัยที่ใช้กับปัจจันตชนบททุกแห่งทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะอวันตี และยังใช้อยู่จนทุกวันนี้

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๗

ตำแหน่งที่รอมาแสนกัป

ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ ตำแหน่งที่รอมาแสนกัป
ภาพประกอบตอนที่ ๑๗ · ตำแหน่งที่รอมาแสนกัป

เมื่อครั้งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาพระมหากัจจายนะไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระดำรัสว่า

“พระมหากัจจานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร”

อรรถกถาระบุเหตุที่ทรงยกขึ้นเป็นอัตถุปบัติของการสถาปนาครั้งนี้ไว้ ๓ สูตร คือ มธุปิณฑิกสูตร ที่ท่านขยายอุทเทสเรื่องปปัญจสัญญาให้ภิกษุทั้งหลาย ปรายนสูตร ที่ท่านขยายคาถาในอัฏฐกวรรคให้คฤหบดีหลิททิกานิฟัง และ กัจจายนเปยยาลสูตร ทั้งสามครั้งนั้นมีรูปแบบเดียวกัน คือมีคำสั้น ๆ อยู่ก่อน มีคนที่อยากเข้าใจอยู่ตรงกลาง และมีท่านทำให้คำนั้นเปิดออก

อรรถกถายังอธิบายเหตุผลของคำว่า “เลิศ” ไว้ตรง ๆ ว่า ภิกษุเหล่าอื่นไม่อาจทำพระดำรัสโดยย่อของพระตถาคตให้บริบูรณ์ได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ แต่พระเถระนี้อาจทำให้บริบูรณ์ได้แม้ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าเป็นยอด คำปรารถนาที่ตั้งไว้หน้าพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเมื่อแสนกัปก่อน—คำปรารถนาของชายที่ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท และไม่ขอสมบัติอื่นเลยนอกจากตำแหน่งนี้—สำเร็จลงในวันนั้น

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๘

เมื่อพระศาสดาไม่อยู่แล้ว

ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ เมื่อพระศาสดาไม่อยู่แล้ว
ภาพประกอบตอนที่ ๑๘ · เมื่อพระศาสดาไม่อยู่แล้ว

หลายปีต่อมา ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ป่าคุนธาวัน เขตกรุงมธุรา พระเจ้ามธุระ อวันตีบุตร—พระราชาผู้มีพระมารดาเป็นชาวอวันตี—ได้ทรงสดับกิตติศัพท์ว่า สมณะนามว่ากัจจานะเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำสละสลวย มีปฏิภาณดี เป็นผู้ใหญ่ และเป็นพระอรหันต์ การได้เห็นพระอรหันต์เช่นนั้นเป็นความดีอย่างแท้จริง

พระองค์จึงเสด็จออกจากกรุงมธุราด้วยราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปจนสุดทางที่ยานพาหนะจะไปได้ แล้วเสด็จลงจากยาน ดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปหาท่านถึงที่อยู่ คำถามที่ทรงยกขึ้นถามคือเรื่องที่พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวกันว่า วรรณะพราหมณ์เท่านั้นประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลว วรรณะพราหมณ์เท่านั้นขาว วรรณะอื่นดำ พราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์ พราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากโอษฐ์ของพรหม เป็นทายาทของพรหม เรื่องนี้พระคุณเจ้ากัจจานะจะว่าอย่างไร

พระเถระทวนวาทะนั้นคืนให้พระราชาทั้งประโยค แล้วปิดท้ายด้วยคำตัดสินสั้น ๆ ว่า

“นั่นเป็นเพียงคำโฆษณาในโลกเท่านั้น”

แล้วท่านจึงถามกลับเป็นข้อ ๆ ว่า ถ้ากษัตริย์คนหนึ่งมั่งคั่งด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน ทอง แม้กษัตริย์อื่น พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็จะพึงลุกขึ้นก่อน นอนทีหลัง คอยรับใช้ ปฏิบัติให้ถูกใจ พูดไพเราะต่อเขาใช่หรือไม่ พระราชาทรงรับว่าใช่ ท่านจึงถามอย่างเดียวกันโดยเปลี่ยนวรรณะไปทีละวรรณะ จนครบทั้งสี่ และคำตอบก็เหมือนกันหมดทุกครั้ง

จากนั้นท่านชี้ต่อไปว่า วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ ตายแล้วก็เข้าถึงอบายเสมอกันทั้งหมด วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ ตายแล้วก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เสมอกันทั้งหมด วรรณะใดทำโจรกรรมหรือปรทาริกกรรม ก็ต้องรับราชอาญาเสมอกันทั้งหมด และวรรณะใดออกบวชตั้งอยู่ในศีลในธรรม ก็ย่อมได้รับความนับถือ การบำรุง และการคุ้มครองรักษาเสมอกันทั้งหมด

เมื่อจบเทศนา พระเจ้ามธุระตรัสประกาศพระองค์เป็นอุบาสก ขอถึงพระคุณเจ้ากัจจานะเป็นสรณะ พระเถระไม่ทรงรับ

“มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงถึงอาตมภาพเป็นสรณะเลย ขอจงทรงถึงพระผู้มีพระภาคผู้เป็นสรณะของอาตมภาพ เป็นสรณะเถิด”

พระราชาจึงตรัสถามว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน คำตอบมีอยู่ประโยคเดียว

“มหาบพิตร บัดนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสด็จปรินิพพานเสียแล้ว”

พระเจ้ามธุระตรัสตอบด้วยถ้อยคำที่ไล่ระยะทางขึ้นไปทีละขั้นว่า ถ้าพวกโยมได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ไกล ๑๐ โยชน์ ก็ต้องไปเฝ้าแม้สิ้นทาง ๑๐ โยชน์ ถ้าไกล ๒๐ โยชน์ ๓๐ โยชน์ ๔๐ โยชน์ ๕๐ โยชน์ ก็ต้องไป แม้ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์ ก็ต้องไปเฝ้าอยู่นั่นเอง แต่เพราะเหตุที่พระองค์เสด็จปรินิพพานเสียแล้ว

“พวกโยมขอถึงพระผู้มีพระภาคแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระคุณเจ้ากัจจานะจงจำโยมว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต”

พระราชาผู้ไม่มีวันได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ถึงสรณะได้เพราะมีคนหนึ่งอธิบายให้ฟังจนเข้าใจ นี่คือหน้าที่เดิมของท่าน ทำในเวลาที่ไม่มีพระศาสดาให้ตามไปทูลถามอีกแล้ว

อ่านตอนต่อไป
ตอนที่ ๑๙

เปือกตมและลูกศรที่ถอนยาก

ภาพประกอบตอนที่ ๑๙ เปือกตมและลูกศรที่ถอนยาก
ภาพประกอบตอนที่ ๑๙ · เปือกตมและลูกศรที่ถอนยาก

ในเถรคาถา มีคาถาสุภาษิตของพระมหากัจจายนเถระอยู่ชุดหนึ่ง เป็นเสียงของท่านเอง ไม่ใช่คำที่ใครเล่าถึงท่าน สิ่งที่ท่านเตือนไม่ใช่เรื่องการอธิบายธรรม แต่เป็นเรื่องที่ผู้อธิบายธรรมเก่งย่อมได้รับเป็นผลพลอยได้ คือชื่อเสียงและการยกย่องในสกุลทั้งหลาย

“ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน ไม่ควรขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด เพราะภิกษุใดเป็นผู้ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด และชื่อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้”
“พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวการไหว้การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอันละเอียดถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก”

คำนี้ออกจากปากของผู้ที่เคยเป็นปุโรหิตของพระราชา เคยได้รับสักการะใหญ่จากพระเจ้าจัณฑปัชโชต เคยมีอัครมเหสีสร้างวิหารถวาย และเคยมีทั้งเมืองบวชตามท่าน ท่านรู้จักเปือกตมนั้นดีพอที่จะเรียกชื่อมันถูก อีกบทหนึ่ง ท่านกล่าวถึงวิธีอยู่กับสิ่งที่ได้เห็นได้ฟัง

“ผู้มีปัญญาถึงมีตาดี ก็ทำเหมือนคนตาบอด ถึงมีหูดีก็ทำเป็นดังคนหูหนวก ถึงมีปัญญาก็ทำดังคนใบ้ ถึงมีกำลังก็ทำเป็นดังคนทุรพล แต่เมื่อประโยชน์เกิดขึ้น ถึงจะนอนอยู่ในเวลาใกล้ตาย ก็ยังทำประโยชน์นั้นได้”

บทนี้อาจอ่านได้ตรงกับชีวิตของท่านที่สุด เพราะเอตทัคคะผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร ไม่ใช่ผู้ที่พูดมากที่สุดในสงฆ์ ในทุกเรื่องที่บันทึกไว้ ท่านไม่เคยเป็นคนเริ่มพูดเลยสักครั้ง ท่านพูดเมื่อมีคนมาถาม พูดเท่าที่ถูกถาม และเมื่ออธิบายจบก็ส่งผู้ถามกลับไปหาพระศาสดาทุกครั้ง

ท่านดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลา แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ไม่ใช่คำสอนชุดใหม่ แต่เป็นวิธีทำให้คำสอนที่มีอยู่แล้วเปิดออก ตราบใดที่ยังมีผู้ฟังพุทธพจน์แล้วอยากเห็นเนื้อความนั้นกว้างออกไปกว่าถ้อยคำที่ได้ยิน หน้าที่ของเอตทัคคะองค์นี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว

เรื่องอ่านเสริม · ประวัติพุทธสาวก

อ่านจบแล้ว เลือกเรื่องถัดไปในคลังเรื่องอ่านเสริม