วันหนึ่ง สหายเก่าจากโสไรยนครเดินทางเข้ากรุงตักกสิลาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม นางยืนอยู่ที่หน้าต่างบนปราสาท มองลงมาเห็นแล้วจำได้แม่นยำ จึงให้ไปเชิญขึ้นมา แล้วทำสักการะอย่างใหญ่โต สหายนั้นแปลกใจ ถามว่าตนไม่เคยเห็นนางมาก่อน เหตุใดจึงทำสักการะแก่ตนใหญ่โต นางรู้จักตนหรือ
นางถามถึงความสุขสบายของมารดาบิดา ของภริยา และของลูกชายทั้งสองของสหาย จนสหายเริ่มสงสัย เมื่อเขาเล่าถึงสหายที่หายไปในวันไปอาบน้ำ และเล่าว่ามารดาบิดาของเขาได้ร้องไห้คร่ำครวญ ทำกิจอันควรทำแก่คนผู้ล่วงลับไปแล้ว นางจึงบอกว่า
“ฉัน คือเขานะ นาย”
สหายไม่เชื่อ กล่าวว่าสหายของตนย่อมงามเหมือนลูกเทวดา ทั้งเขาเป็นผู้ชายด้วย นางยืนยันอีกครั้ง แล้วจึงเล่าความคิดที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟังทั้งหมด คำแรกที่สหายพูดออกมาหลังจากฟังจบ ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำถามที่ตรงประเด็นที่สุด คือ
“ตายจริง เธอทำกรรมหนักแล้ว เหตุไรเธอจึงไม่บอกแก่ฉันเล่า เออ ก็เธอให้พระเถระอดโทษแล้วหรือ”
นางตอบว่ายังไม่ได้ให้ท่านอดโทษเลย และถามว่าเวลานี้พระเถระอยู่ที่ไหน สหายบอกว่าท่านอาศัยนครนี้แหละอยู่ วันรุ่งขึ้น พระเถระมาถึงประตูเรือนตามที่รับนิมนต์ไว้ เศรษฐีบุตรอังคาสท่านด้วยอาหารประณีต แล้วพาหญิงนั้นมา ให้หมอบลงที่ใกล้เท้าของพระเถระ เรียนว่า ขอท่านจงอดโทษแก่หญิงผู้สหายของกระผมด้วย
พระเถระถามว่าอะไรกันนี่ เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว ท่านกล่าวเพียงว่า
“ถ้ากระนั้น เธอจงลุกขึ้น ฉันอดโทษให้แก่เธอ”
พอพระเถระเอ่ยปากว่าฉันอดโทษให้เท่านั้น เพศหญิงก็หายไป เพศชายได้ปรากฏแล้ว สามีชาวตักกสิลาชวนให้อยู่ต่อ โดยบอกว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกของทั้งสองฝ่ายแท้ ๆ แต่โสไรยเศรษฐีบุตรตอบว่า ตนถึงอาการอันแปลก คือเดิมเป็นผู้ชาย แล้วถึงความเป็นผู้หญิง แล้วยังกลับเป็นผู้ชายได้อีก โดยอัตภาพเดียวเท่านั้น จะอยู่ครองเรือนต่อไปอีกไม่ได้ แล้วจูบบุตรทั้งสอง ลูบหลัง มอบให้บิดา ออกไปบวชในสำนักพระเถระ
พระเถระให้เขาบรรพชาอุปสมบท พาเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ นามของท่านได้มีว่า พระโสไรยเถระ ชาวชนบทรู้เรื่องแล้วพากันแตกตื่น เข้าไปถามว่าเรื่องเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ท่านก็ตอบว่าจริง แล้วเขาถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้เหมือนกันหมดว่า ในบรรดาบุตรสองจำพวกนั้น ท่านมีความรักในจำพวกไหนมากกว่า
ท่านตอบว่า ในจำพวกบุตรผู้อยู่ในท้อง คนที่มาแล้วมาเล่าก็ถามอยู่อย่างนั้นเสมอไป จนท่านรำคาญใจ จึงนั่งแต่คนเดียว ยืนแต่คนเดียว และเมื่อท่านเข้าถึงความเป็นคนเดียวอย่างนั้น ก็เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ จนได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ต่อมา เมื่อผู้คนมาถามคำถามเดิมอีก คำตอบเปลี่ยนไปแล้ว
“ขึ้นชื่อว่าความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเรา ย่อมไม่มี”
ภิกษุทั้งหลายเข้าใจว่าท่านพูดไม่จริงและอวดอ้างมรรคผล จึงกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่า บุตรของเราไม่ได้พยากรณ์อรหัตผล แต่ตั้งแต่เวลาที่บุตรของเราเห็นมรรคด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ความสิเนหาในบุตรไหน ๆ ก็ไม่เกิดเลย จิตซึ่งเป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้เท่านั้น ย่อมให้สมบัติที่มารดาบิดาไม่อาจทำให้ได้ แล้วตรัสพระคาถาว่า
“มารดาบิดาไม่พึงทำเหตุนั้นได้ หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ไม่พึงทำเหตุนั้นได้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น”
เรื่องที่เริ่มต้นจากความคิดชั่ววูบเดียวเพราะเห็นผิวทอง จึงจบลงที่คำสอนเรื่องจิตที่ตั้งไว้ชอบ และผู้ที่เคยเป็นเหตุของความคิดนั้น ก็กลายเป็นพระอุปัชฌาย์ของผู้คิด