บาลีธันเดอร์
PALI THUNDER
ชั้นหนังสือ รวมข้อสอบแปลไทยเป็นมคธ ป.ธ.๔–๖
สามเณรน้อยนั่งเขียนตอบข้อสอบบาลีในศาลาสอบ

หนังสือรวมข้อสอบ · ข้อสอบสนามหลวงจริงทุกปี

รวมข้อสอบบาลี
ไทยเป็นมคธ ป.ธ.๔–๖

โจทย์เป็นสำนวนแปลโดยอรรถของสนามหลวง คนละสำนวนกับหนังสือแปล — อ่านคู่บาลีทีละประโยค เรียงตามหน้าธรรมบท ภาค ๑–๘ รู้ว่าตอนไหนออกสอบปีไหน กรองตามประโยคหรือภาคได้

  • ๓๑๔ ข้อ
  • ๘๕ ตอนของเรื่อง
  • ปี ๒๕๒๙–๒๕๖๙
เริ่มอ่าน
โจทย์สนามหลวง (แปลโดยอรรถ) บาลีในหนังสือ (เฉลย) แปลโดยพยัญชนะ (หนังสือ) แปลโดยอรรถ (เทียบ)
ประโยค
ธรรมบท
ปีที่ออกสอบ
เรียง

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๑ หน้า ๕–๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในกาลนั้น ในพระนครสาวัตถีมีมนุษย์อยู่ ๗ โกฏิ ฯ

    ตทา สาวตฺถิยํ สตฺต มนุสฺสโกฏิโย วสนฺติ.

    ในกาลนั้น อ.โกฏิแห่งมนุษย์ ท. ๗ ย่อมอยู่ ในเมืองชื่อว่า สาวัตถี ฯ

    ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถี มีคนอยู่ ๗ โกฏิ.

  2. ๒

    บรรดามนุษย์ ๗ โกฏินั้น มนุษย์ประมาณ ๕ โกฏิ ฟังธรรมกถาของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ได้เกิดเป็นพระอริยสาวก มนุษย์ประมาณ ๒ โกฏิ ฟังธรรมกถาของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ยังเป็นปุถุชนอยู่ ฯ

    เตสุ สตฺถุ ธมฺมกถํ สุตฺวา ปญฺจโกฏิมตฺตา มนุสฺสา อริยสาวกา ชาตา, เทฺวโกฏิมตฺตา ปุถุชฺชนา.

    (ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา อ.มนุษย์ ท. มีโกฏิห้า เป็นประมาณ ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา เป็นอริยสาวก เกิดแล้ว, (อ.มนุษย์ ท.) มีโกฏิสองเป็นประมาณ (ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา) เป็นปุถุชน (เกิดแล้ว) ฯ

    ในคนหมู่นั้น คนได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เกิดเป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ยังเป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๒ โกฏิ.

  3. ๓

    บรรดามนุษย์เหล่านั้น พวกมนุษย์ที่เป็นอริยสาวกได้มีกิจ ๒ อย่างเท่านั้น(คือ) เวลาก่อนภัตตาหารก็ถวายทาน เวลาหลังภัตตาหาร มีมือถือของหอมและพวงดอกไม้เป็นต้น ให้คนถือผ้า ยารักษาโรค และน้ำปานะเป็นต้น พากันเดินไปเพื่อต้องการจะฟังธรรม ฯ

    เตสุ อริยสาวกานํ เทฺวเยว กิจฺจานิ อเหสุํ: ปุเรภตฺตํ ทานํ เทนฺติ, ปจฺฉาภตฺตํ คนฺธมาลาทิหตฺถา วตฺถเภสชฺชปานกาทึ คาหาเปตฺวา ธมฺมสฺสวนตฺถาย คจฺฉนฺติ.

    อ.กิจ ท. ๒ นั่นเทียว ได้มีแล้ว (ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา (แก่มนุษย์ ท.) ผู้เป็นอริยสาวก, (อ.อริยสาวก ท.) ย่อมถวาย ซึ่งทาน ในกาลก่อนแห่งภัตร, (อ.อริยสาวก ท.) ผู้มีวัตถุมีของหอม และระเบียบเป็นต้นในมือ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) มีผ้าและยาและน้ำเป็นเครื่องดื่มเป็นต้น ย่อมไป เพื่อต้องการ แก่อันฟังซึ่งธรรม ในกาลภายหลังแห่งภัตร ฯ

    ในคนเหล่านั้น กิจของพระอริยสาวกมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือในกาลก่อนแต่เวลาฉันอาหาร ท่านถวายทาน, ในกาลภายหลังแต่ฉันอาหารแล้ว ท่านมีถือเครื่องสักการบูชามีขอหอมและระเบียงดอกไม้เป็นต้น ใช้คนให้ถือไทยธรรมมีผู้เภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ไปเพื่อต้องการฟังธรรม.

  4. ๔

    ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทรงตรวจดูอุปนิสัยแห่งคุณวิเศษ มีสรณะ ศีล และการบวช เป็นต้นแล้วทรงแสดงธรรมตามอำนาจอุปนิสัย เพราะฉะนั้น วันนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอุปนิสัยของกุฎุมพีมหากาลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองพร้อมของกามทั้งหลาย (และ) อานิสงส์ในการออกจากกาม ฯ

    อเถกทิวสํ มหาปาโล อริยสาวเก คนฺธมาลาทิหตฺเถ วิหารํ คจฺฉนฺเต ทิสฺวา, “อยํ มหาชโน กุหึ คจฺฉตีติ ปุจฺฉิตฺวา, “ ธมฺมสฺสวนายาติ สุตฺวา “ อหํปิ คมิสฺสามีติ, คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสีทิ. พุทฺธา จ นาม ธมฺมํ เทเสนฺตา สรณสีลปพฺพชฺชาทีนํ อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา อชฺฌาสยวเสน ธมฺมํ เทเสนฺติ; ตสฺมา ตํทิวสํ สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ. เสยฺยถีทํ? ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ เห็นแล้ว ซึ่งอริยสาวก ท. ผู้มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ผู้ไปอยู่ สู่วิหาร, ถามแล้ว ว่า อ.มหาชน นี้ จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฟังแล้ว ว่า (อ.มหาชนนี้ จะไป) เพื่ออันฟังซึ่งธรรม ดังนี้, (คิดแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักไป ดังนี้ ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดรอบแห่งบริษัท ฯ ก็ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งคุณ ท.) มีสรณะและศีลและบรรพชาเป็นต้น ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย; เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งกุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ฯ (อ.อันถามว่า อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ) อย่างไรนี้ (ดังนี้) ? (อ.อันแก้ว่า อ.พระศาสดา) ทรงประกาศแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งทาน ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งศีล ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งสวรรค์ ซึ่งโทษ ซึ่งการกระทำต่ำ ซึ่งความเศร้าหมองพร้อม แห่งกาม ท. ซึ่งอานิสงส์ ในการออกบวช (ดังนี้) ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง กุฎุมพีมหาปาละเห็นหมู่อริยสาวก มีมือถือเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปสู่วิหาร จึงถามว่า "มหาชนหมู่นี้ไปไหนกัน ?" ครั้นได้ยินว่า ไปฟังธรรม"ก็คิดว่า "เราก็จักไปบ้าง" ครั้นไปถึง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่ข้างท้ายประชุมชน. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัยแห่งคุณ มีสรณะศีลและบรรพชาเป็นต้น (ก่อน) แล้วจึงทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย. เหตุนั้น วันนั้น พระศาสดา ทอดพระเนตรอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาละแล้ว เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพีกถา คือทรงประกาศทานกถา (พรรณนาทาน) สีลกถา (พรรณนาศีล) สัคคกถา (พรรณนาสวรรค์) โทษ ความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะ (คือความออกไปจากกามทั้งหลาย).

  5. ๕

    กุฎุมพีมหากาลฟังอนุปุพพิกถานั้นแล้ว คิดว่า ลูกชายและลูกสาว หรือว่าโภคสมบัติทั้งหลาย จะติดตามบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้ร่างกาย (ของเรา) ก็ไม่ไปกับตน จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการอยู่ครองเรือนสำหรับเรา เราจักบวชละ ฯ ความจริง เสียงอย่างอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ซาบซ่านไปอยู่ทั่วสกลกาย ของพวกผู้ชาย เหมือนอย่างเสียงหญิง ย่อมไม่มี ฯ เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) พิจารณาไม่เห็นแม้เสียงสักอย่างหนึ่งอย่างอื่น ที่จะครอบงำจิตของชายอยู่ เหมือนอย่างเสียงหญิงนี้เลย ภิกษุทั้งหลาย ฯ

    ตํ สุตฺวา มหาปาโล กุฏุมฺพิโก จินฺเตสิ “ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุตฺตธีตโร วา โภคา วา นานุคจฺฉนฺติ สรีรํปิ อตฺตนา สทฺธึ น คจฺฉติ ; กึ เม ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามีติ.

    อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.บุตรและธิดา ท. หรือ หรือว่า อ.โภคะ ท. ย่อมไม่ไปตาม (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น, แม้ อ.สรีระ ย่อมไม่ไป กับ ด้วยตน, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ด้วยการอยู่ครองซึ่งเรือน , อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า "บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๕–๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในกาลนั้น ในพระนครสาวัตถีมีมนุษย์อยู่ ๗ โกฏิ ฯ

    ตทา สาวตฺถิยํ สตฺต มนุสฺสโกฏิโย วสนฺติ.

    ในกาลนั้น อ.โกฏิแห่งมนุษย์ ท. ๗ ย่อมอยู่ ในเมืองชื่อว่า สาวัตถี ฯ

    ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถี มีคนอยู่ ๗ โกฏิ.

  2. ๒

    บรรดามนุษย์ ๗ โกฏินั้น มนุษย์ประมาณ ๕ โกฏิ ฟังธรรมกถาของพระบรมศาสดาแล้ว ได้เกิดเป็นพระอริยสาวก มนุษย์ประมาณ ๒ โกฏิ ฟังธรรมกถาของพระบรมศาสดาแล้ว ยังเป็นปุถุชนอยู่ ฯ

    เตสุ สตฺถุ ธมฺมกถํ สุตฺวา ปญฺจโกฏิมตฺตา มนุสฺสา อริยสาวกา ชาตา, เทฺวโกฏิมตฺตา ปุถุชฺชนา.

    (ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา อ.มนุษย์ ท. มีโกฏิห้า เป็นประมาณ ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา เป็นอริยสาวก เกิดแล้ว, (อ.มนุษย์ ท.) มีโกฏิสองเป็นประมาณ (ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา) เป็นปุถุชน (เกิดแล้ว) ฯ

    ในคนหมู่นั้น คนได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เกิดเป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ยังเป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๒ โกฏิ.

  3. ๓

    บรรดามนุษย์เหล่านั้น พวกมนุษย์ที่เป็นอริยสาวก ได้มีกิจ ๒ อย่างเท่านั้น (คือ) เวลาก่อนภัตตาหารก็ถวายทาน เวลาหลังภัตตาหาร มีมือถือของหอมและพวงดอกไม้เป็นต้น ให้คนถือผ้า ยารักษาโรคและน้ำปานะเป็นต้น พากันเดินไปเพื่อต้องการจะฟังธรรม ฯ

    เตสุ อริยสาวกานํ เทฺวเยว กิจฺจานิ อเหสุํ: ปุเรภตฺตํ ทานํ เทนฺติ, ปจฺฉาภตฺตํ คนฺธมาลาทิหตฺถา วตฺถเภสชฺชปานกาทึ คาหาเปตฺวา ธมฺมสฺสวนตฺถาย คจฺฉนฺติ.

    อ.กิจ ท. ๒ นั่นเทียว ได้มีแล้ว (ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา (แก่มนุษย์ ท.) ผู้เป็นอริยสาวก, (อ.อริยสาวก ท.) ย่อมถวาย ซึ่งทาน ในกาลก่อนแห่งภัตร, (อ.อริยสาวก ท.) ผู้มีวัตถุมีของหอม และระเบียบเป็นต้นในมือ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) มีผ้าและยาและน้ำเป็นเครื่องดื่มเป็นต้น ย่อมไป เพื่อต้องการ แก่อันฟังซึ่งธรรม ในกาลภายหลังแห่งภัตร ฯ

    ในคนเหล่านั้น กิจของพระอริยสาวกมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือในกาลก่อนแต่เวลาฉันอาหาร ท่านถวายทาน, ในกาลภายหลังแต่ฉันอาหารแล้ว ท่านมีถือเครื่องสักการบูชามีขอหอมและระเบียงดอกไม้เป็นต้น ใช้คนให้ถือไทยธรรมมีผู้เภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ไปเพื่อต้องการฟังธรรม.

  4. ๔

    อันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทรงตรวจดูอุปนิสัยแห่งคุณวิเศษมีสรณะ ศีล และการบวชเป็นต้นแล้ว ทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย เพราะฉะนั้น วันนั้น พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพิกถา ฯ

    อเถกทิวสํ มหาปาโล อริยสาวเก คนฺธมาลาทิหตฺเถ วิหารํ คจฺฉนฺเต ทิสฺวา, “อยํ มหาชโน กุหึ คจฺฉตีติ ปุจฺฉิตฺวา, “ ธมฺมสฺสวนายาติ สุตฺวา “ อหํปิ คมิสฺสามีติ, คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสีทิ. พุทฺธา จ นาม ธมฺมํ เทเสนฺตา สรณสีลปพฺพชฺชาทีนํ อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา อชฺฌาสยวเสน ธมฺมํ เทเสนฺติ; ตสฺมา ตํทิวสํ สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ เห็นแล้ว ซึ่งอริยสาวก ท. ผู้มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ผู้ไปอยู่ สู่วิหาร, ถามแล้ว ว่า อ.มหาชน นี้ จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฟังแล้ว ว่า (อ.มหาชนนี้ จะไป) เพื่ออันฟังซึ่งธรรม ดังนี้, (คิดแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักไป ดังนี้ ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดรอบแห่งบริษัท ฯ ก็ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งคุณ ท.) มีสรณะและศีลและบรรพชาเป็นต้น ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย; เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งกุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง กุฎุมพีมหาปาละเห็นหมู่อริยสาวก มีมือถือเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปสู่วิหาร จึงถามว่า "มหาชนหมู่นี้ไปไหนกัน ?" ครั้นได้ยินว่า ไปฟังธรรม"ก็คิดว่า "เราก็จักไปบ้าง" ครั้นไปถึง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่ข้างท้ายประชุมชน. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัยแห่งคุณ มีสรณะศีลและบรรพชาเป็นต้น (ก่อน) แล้วจึงทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย. เหตุนั้น วันนั้น พระศาสดา ทอดพระเนตรอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาละแล้ว เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพีกถา

  5. ๕

    คือ ทรงประกาศเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองพร้อมของกามทั้งหลาย (และ) อานิสงส์ในการออกจากกาม ฯ

    เสยฺยถีทํ? ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ.

    (อ.อันถามว่า อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ) อย่างไรนี้ (ดังนี้) ? (อ.อันแก้ว่า อ.พระศาสดา) ทรงประกาศแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งทาน ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งศีล ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งสวรรค์ ซึ่งโทษ ซึ่งการกระทำต่ำ ซึ่งความเศร้าหมองพร้อม แห่งกาม ท. ซึ่งอานิสงส์ ในการออกบวช (ดังนี้) ฯ

    คือทรงประกาศทานกถา (พรรณนาทาน) สีลกถา (พรรณนาศีล) สัคคกถา (พรรณนาสวรรค์) โทษ ความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะ (คือความออกไปจากกามทั้งหลาย).

  6. ๖

    กุฎุมพีมหาปาลฟังอนุปุพพิกถานั้นแล้ว คิดว่า ลูกชายและลูกสาว หรือว่า โภคสมบัติทั้งหลายจะติดตามบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้ร่างกาย (ของเรา) ก็ไม่ไปกับตน จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนสำหรับเรา เราจักบวชละ ฯ

    ตํ สุตฺวา มหาปาโล กุฏุมฺพิโก จินฺเตสิ “ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุตฺตธีตโร วา โภคา วา นานุคจฺฉนฺติ สรีรํปิ อตฺตนา สทฺธึ น คจฺฉติ ; กึ เม ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามีติ.

    อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.บุตรและธิดา ท. หรือ หรือว่า อ.โภคะ ท. ย่อมไม่ไปตาม (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น, แม้ อ.สรีระ ย่อมไม่ไป กับ ด้วยตน, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ด้วยการอยู่ครองซึ่งเรือน , อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า "บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช

  7. ๗

    พอเทศน์จบ เขา ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขอบวชแล้ว ฯ

    โส เทสนาปริโยสาเน สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนา (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลขอแล้ว ซึ่งการบวช ฯ

    พอเทศนาจบ เขาก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลของบวช.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๑ หน้า ๖–๗ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๖, พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    กุฏุมพีมหาปาละครั้นสดับพระธรรมนั้นแล้ว คิดว่า ลูกชายและลูกสาวหรือโภคสมบัติทั้งหลายจะติดตามคนผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้ร่างกายก็ไปกับตนไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรเล่าด้วยการอยู่ครองเรือนสำหรับเรา เราจักบวชละ ฯ

    ตํ สุตฺวา มหาปาโล กุฏุมฺพิโก จินฺเตสิ “ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุตฺตธีตโร วา โภคา วา นานุคจฺฉนฺติ สรีรํปิ อตฺตนา สทฺธึ น คจฺฉติ ; กึ เม ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามีติ.

    อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.บุตรและธิดา ท. หรือ หรือว่า อ.โภคะ ท. ย่อมไม่ไปตาม (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น, แม้ อ.สรีระ ย่อมไม่ไป กับ ด้วยตน, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ด้วยการอยู่ครองซึ่งเรือน , อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า "บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช

  2. ๒

    ในเวลาที่เทศนาจบลง เขาเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลขอบวชแล้ว ฯ

    โส เทสนาปริโยสาเน สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนา (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลขอแล้ว ซึ่งการบวช ฯ

    พอเทศนาจบ เขาก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลของบวช.

  3. ๓

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสถามเขาว่า ญาติบางคนผู้สมควรที่เธอจะพึงบอกลา ไม่มีหรือ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “นตฺถิ เต โกจิ อาปุจฺฉิตพฺพยุตฺตโก ญาตีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะกุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น ว่า อ.ญาติ ผู้ควรแล้วแก่ความเป็นผู้อันท่านพึงอำลา บางคน ของท่าน ย่อมไม่มี หรือ ? ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า "ญาติไหน ๆ ของท่านที่ควรจะต้องอำลาไม่มีบ้างหรือ ?"

  4. ๔

    น้องชายคนสุดท้องของข้าพระพุทธเจ้า มีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “กนิฏฺฐภาตา เม อตฺถิ ภนฺเตติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของข้าพระองค์ มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    เขาทูลว่า "พระเจ้าข้า น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่."

  5. ๕

    ถ้าเช่นนั้น เธอจงบอกลาเขา (ก่อน) เถิด ฯ

    “เตนหิ ตํ อาปุจฺฉาหีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงอำลา (ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดารับสั่งว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านจงอำลาเขาเสียก่อน."

  6. ๖

    เข้ากราบทูลรับว่า สาธุ แล้วถวายบังคมพระบรมศาสดา ไปถึงเรือนแล้ว ให้คนเรียกน้องชายคนสุดท้องมาบอกว่า แน่ะพ่อ ทรัพย์อะไร ๆ ทั้งที่เป็น สวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณทรัพย์อันใดที่มีอยู่ในตระกูลนี้ ทรัพย์ทั้งหมดนั้น จงเป็นภาระของเจ้า เจ้าจงปกครองทรัพย์นั้นเถิด ฯ

    โส “สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เคหํ คนฺตฺวา กนิฏฺฐํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ตาต ยํ อิมสฺมึ กุเล สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกํ ธนํ กิญฺจิ อตฺถิ, สพฺพนฺตํ ตว ภาโร, ปฏิปชฺชาหิ นนฺติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น รับพร้อมแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ไปแล้ว สู่เรือน (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.ทรัพย์ อะไร ๆ อันเป็นไปกับด้วยวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ใด มีอยู่ ในตระกูล นี้, อ.ทรัพย์นั้น ทั้งปวง เป็นภาระ ของเธอ (จงเป็น) , อ.เธอ จงปฏิบัติ (ซึ่งทรัพย์) นั้น ดังนี้ ฯ

    เขาทูลรับว่า "ดีแล้ว" ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปถึงเรือนแล้ว ให้เรียกน้องชายมา มอบทรัพย์สมบัติให้ว่า "แน่ะพ่อ สวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อันใดอันหนึ่ง บรรดามีในตระกูลนี้ ทรัพย์นั้นจงตกเป็นภาระของเจ้าทั้งหมด เจ้าดูและทรัพย์นั้นเถิด."

  7. ๗

    นายท่าน ก็ท่านพี่เล่า ฯ

    “ตุมฺเห ปน สามีติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุดนั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย ก็ อ.ท่าน ท. เล่า ? ดังนี้ ฯ

    น้องชายถามว่า "นาย ก็ท่านเล่า ?"

  8. ๘

    เราจักบวช ณ สำนักพระบรมศาสดา ฯ

    “อหํ สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักบวช ในสำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พี่ชายตอบว่า "ข้าจักบวชในสำนักของพระศาสดา."

  9. ๙

    ข้าแต่ท่านพี่ ท่านพี่พูดอะไร เมื่อแม่ตายแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ท่านพี่เป็นเสมือนแม่ เมื่อพ่อตายแล้ว ก็ได้ท่านพี่เป็นเสมือนพ่อ ในเรือนของพวกเรามีสมบัติอยู่มาก ท่านพี่อยู่ครองเรือนนั่นแหละ ก็สามารถทำบุญทั้งหลายได้ ท่านพี่อย่าได้ทำอย่างนั้นเลย ฯ

    “ กึ กเถสิ ภาติก ; ตฺวํ เม มาตริ มตาย มาตา วิย, ปิตริ มเต ปิตา วิย ลทฺโธ , เคเห โว มหาวิภโว, สกฺกา เคหํ อชฺฌาวสนฺเตเหว ปุญฺญานิ กาตุํ ; มา เอวมกตฺถาติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุดนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พี่ อ.ท่าน ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร, อ.ท่าน ครั้นเมื่อมารดา ตายแล้ว เป็นผู้อันเรา (ได้แล้ว) ราวกะ อ.มารดา (ย่อมเป็น), (อ.ท่าน) ครั้นเมื่อบิดา ตายแล้ว เป็นผู้อันเรา (ได้แล้ว) ราวกะ อ.บิดา (ย่อมเป็น), อ.สมบัติอันบุคคลพึงเสวยใหญ่ (มีอยู่) ในเรือน ของท่าน ท., (อันท่าน ท.) ผู้อยู่ครอบครองอยู่ ซึ่งเรือน นั่นเทียว อาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งบุญ ท., (อ.ท่าน ท.) อย่า ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พี่พูดอะไร เมื่อมารดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ข้าพเจ้าได้ท่านเป็นเหมือนมารดา เมื่อบิดาตายแล้ว ได้ท่านเป็นเหมือนบิดา. สมบัติเป็นอันมากมีอยู่ในเรือนของท่าน, ท่านอยู่ครองเรือนเท่านั้น อาจทำบุญได้, ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนั้นเลย.

  10. ๑๐

    แน่ะพ่อ เราได้สดับพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาแล้ว ก็ พระบรมศาสดา ทรงยกพระไตรลักษณ์อันละเอียดสุขุมขึ้น แล้วทรงแสดงพระธรรมอันไพเราะในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด พระธรรมนั้น เราไม่สามารถจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในท่ามกลางเรือนได้ เราจักบวชละ พ่อ ฯ

    “ตาต มยา สตฺถุ ธมฺมเทสนา สุตา, สตฺถารา หิ สณฺหสุขุมํ ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา อาทิมชฺฌปริโยสานกลฺยาณธมฺโม เทสิโต, น สกฺกา โส อคารมชฺเฌ ปูเรตุํ; ปพฺพชิสฺสามิ ตาตาติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.พระธรรมเทศนา ของพระศาสดา อันเรา ฟังแล้ว, ก็ อ.ธรรมอันงามในเบื้องต้นและท่ามกลางและที่สุดลงรอบ อันพระศาสดา ทรงยกขึ้นแล้ว สู่ลักษณะ ๓ อันทั้งละเอียดทั้งอ่อน ทรงแสดงแล้ว, (อ.ธรรมอันงามในเบื้องต้นและท่ามกลางและที่สุดลงรอบ) นั้น (อันเรา) ไม่อาจ เพื่ออันให้เต็ม ในท่ามกลางแห่งเรือน, แน่ะพ่อ อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ

    พ่อ ข้าได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา, เพราะ (เหตุที่) พระศาสดาทรงแสดงธรรมมีคุณไพเราะ (ทั้ง) ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ อันละเอียดสุขุม ธรรมนั้น อันใคร ๆ ไม่สามารถจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในท่ามกลางเรือนได้; ข้าจักบวชละ พ่อ.

  11. ๑๑

    ข้าแต่ท่านพี่ อนึ่ง ท่านพี่ยังหนุ่มอยู่ก่อน ท่านพี่จักบวชเวลาแก่เถิด ฯ

    “ ภาติก ตรุณาปิจ ตาว , มหลฺลกกาเล ปพฺพชิสฺสถาติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พี่ เออก็ (อ.ท่าน ท.) เป็นคนหนุ่ม (ย่อมเป็น) ก่อน, อ.ท่าน ท. จักบวช ในกาลแห่งตนเป็นคนแก่ ดังนี้ ฯ

    พี่ เออก็ ท่านยังหนุ่มอยู่โดยแท้, เอาไว้บวชในเมื่อท่านแก่เถิด.

  12. ๑๒

    แน่ะพ่อ ความจริง แม้มือและเท้าของตัวคนแก่ ย่อมไม่เชื่อฟัง ย่อมไม่เป็นไปในอำนาจ (ของตน) จะป่วยกล่าวไปใยถึงญาติเล่า เรานั้น จะไม่ทำตาม ตามถ้อยคำของเจ้าละ เราจักบวชแน่นอน ฯ

    “ตาต มหลฺลกสฺส หิ อตฺตโน หตฺถปาทาปิ อนสฺสวา โหนฺติ, น วเส วตฺตนฺติ, กิมงฺคํ ปน ญาตกา , สฺวาหํ ตว วจนํ น กโรมิ, สมณปฏิปตฺตึ ปูเรสฺสามิ, ชราชชฺชริตา โหนฺติ หตฺถปาทา อนสฺสวา ยสฺส, โส วิหตตฺถาโม กถํ ธมฺมํ จริสฺสติ, ปพฺพชิสฺสาเมวาหํ ตาตาติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ก็ แม้ อ.มือและเท้า ท. ของตน ของคนแก่ เป็นอวัยวะไม่ฟังตาม ย่อมเป็น, ย่อมไม่เป็นไป ในอำนาจ, ก็ อ.องค์อะไรเล่า อ.ญาติ ท. (จักเป็นไป ในอำนาจ), อ.เรา นั้น จะไม่กระทำ ซึ่งคำ ของเธอ, อ.เรา ยังการปฏิบัติแห่งสมณะ จักให้เต็ม, อ.มือและเท้า ท. (ของบุคคล) ใด เป็นอวัยวะคร่ำคร่าแล้ว เพราะชรา เป็นอวัยวะไม่ฟังตาม ย่อมเป็น, (อ.บุคคล) นั้น ผู้มีเรี่ยวแรงอันชรากำจัดแล้ว จักประพฤติ ซึ่งธรรม อย่างไร, แน่ะพ่อ อ.เรา จักบวชนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พ่อ ก็เมื่อมือและเท้าของคนแก่ (แต่) ของตัว ก็ยังว่าไม่ฟังไม่เป็นไปในอำนาจ, ก็จักกล่าวไปทำอะไรถึงญาติทั้งหลาย, ข้านั้นจะไม่ทำ (ตาม) ถ้อยคำของเจ้า, ข้าจักบำเพ็ญสมณปฏิบัติให้บริบูรณ์. มือและเท้าของผู้ใด ทรุดโทรมไปเพราะชรา ว่า ไม่ฟัง ผู้นั้น มีเรี่ยวแรงอันชรากำจัดเสียแล้ว จักประพฤติธรรมอย่างไรได้. ข้าจักบวชแน่ละ พ่อ.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสถามเขาว่า ญาติบางคนผู้สมควรที่เธอจะพึงบอกลา ไม่มีหรือ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “นตฺถิ เต โกจิ อาปุจฺฉิตพฺพยุตฺตโก ญาตีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะกุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น ว่า อ.ญาติ ผู้ควรแล้วแก่ความเป็นผู้อันท่านพึงอำลา บางคน ของท่าน ย่อมไม่มี หรือ ? ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า "ญาติไหน ๆ ของท่านที่ควรจะต้องอำลาไม่มีบ้างหรือ ?"

  2. ๒

    น้องชายคนสุดท้องของข้าพระองค์ มีอยู่ พระเจ้าข้า ฯ

    “กนิฏฺฐภาตา เม อตฺถิ ภนฺเตติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของข้าพระองค์ มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    เขาทูลว่า "พระเจ้าข้า น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่."

  3. ๓

    ถ้าเช่นนั้น เธอ จงบอกลาเขา (ก่อน) เถิด ฯ

    “เตนหิ ตํ อาปุจฺฉาหีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงอำลา (ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดารับสั่งว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านจงอำลาเขาเสียก่อน."

  4. ๔

    เขา กราบทูลรับว่า สาธุ แล้วถวายบังคมพระบรมศาสดา ไปถึงเรือนแล้ว ให้คนเรียกน้องชายคนสุดท้องมาบอกว่า แน่ะพ่อ ทรัพย์อะไร ๆ ทั้งที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์
    อันใดที่มีอยู่ในตระกูลนี้ ทรัพย์ทั้งหมดนั้น จงเป็นภาระของเจ้า เจ้าจงปกครองทรัพย์นั้นเถิด ฯ

    โส “สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เคหํ คนฺตฺวา กนิฏฺฐํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ตาต ยํ อิมสฺมึ กุเล สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกํ ธนํ กิญฺจิ อตฺถิ, สพฺพนฺตํ ตว ภาโร, ปฏิปชฺชาหิ นนฺติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น รับพร้อมแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ไปแล้ว สู่เรือน (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.ทรัพย์ อะไร ๆ อันเป็นไปกับด้วยวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ใด มีอยู่ ในตระกูล นี้, อ.ทรัพย์นั้น ทั้งปวง เป็นภาระ ของเธอ (จงเป็น) , อ.เธอ จงปฏิบัติ (ซึ่งทรัพย์) นั้น ดังนี้ ฯ

    เขาทูลรับว่า "ดีแล้ว" ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปถึงเรือนแล้ว ให้เรียกน้องชายมา มอบทรัพย์สมบัติให้ว่า "แน่ะพ่อ สวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อันใดอันหนึ่ง บรรดามีในตระกูลนี้ ทรัพย์นั้นจงตกเป็นภาระของเจ้าทั้งหมด เจ้าดูและทรัพย์นั้นเถิด."

  5. ๕

    นายท่าน ก็ท่านพี่เล่า ฯ

    “ตุมฺเห ปน สามีติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุดนั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย ก็ อ.ท่าน ท. เล่า ? ดังนี้ ฯ

    น้องชายถามว่า "นาย ก็ท่านเล่า ?"

  6. ๖

    เราจักบวช ณ สำนักพระบรมศาสดา ฯ

    “อหํ สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักบวช ในสำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พี่ชายตอบว่า "ข้าจักบวชในสำนักของพระศาสดา."

  7. ๗

    ข้าแต่ท่านพี่ ท่านพี่พูดอะไร เมื่อแม่ตายแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ท่านพี่เป็นเสมือนแม่ เมื่อพ่อตายแล้ว ก็ได้ท่านพี่เป็นเสมือนพ่อ ในเรือนของท่านพี่มีสมบัติอยู่มาก ท่านพี่อยู่ครองเรือนนั่นแหละ ก็สามารถทำบุญทั้งหลายได้ ท่านพี่อย่าได้ทำอย่างนี้เลย ฯ

    “ กึ กเถสิ ภาติก ; ตฺวํ เม มาตริ มตาย มาตา วิย, ปิตริ มเต ปิตา วิย ลทฺโธ , เคเห โว มหาวิภโว, สกฺกา เคหํ อชฺฌาวสนฺเตเหว ปุญฺญานิ กาตุํ ; มา เอวมกตฺถาติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุดนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พี่ อ.ท่าน ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร, อ.ท่าน ครั้นเมื่อมารดา ตายแล้ว เป็นผู้อันเรา (ได้แล้ว) ราวกะ อ.มารดา (ย่อมเป็น), (อ.ท่าน) ครั้นเมื่อบิดา ตายแล้ว เป็นผู้อันเรา (ได้แล้ว) ราวกะ อ.บิดา (ย่อมเป็น), อ.สมบัติอันบุคคลพึงเสวยใหญ่ (มีอยู่) ในเรือน ของท่าน ท., (อันท่าน ท.) ผู้อยู่ครอบครองอยู่ ซึ่งเรือน นั่นเทียว อาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งบุญ ท., (อ.ท่าน ท.) อย่า ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พี่พูดอะไร เมื่อมารดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ข้าพเจ้าได้ท่านเป็นเหมือนมารดา เมื่อบิดาตายแล้ว ได้ท่านเป็นเหมือนบิดา. สมบัติเป็นอันมากมีอยู่ในเรือนของท่าน, ท่านอยู่ครองเรือนเท่านั้น อาจทำบุญได้, ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนั้นเลย.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑ หน้า ๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    กุฎุมพีมหาปาละนั้น ได้บรรพชาและอุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักอาจารย์และอุปัชฌาย์ได้ ๕ พรรษา อยู่จำพรรษาปวารณาแล้ว เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระศาสนานี้มีธุระกี่อย่าง ฯ

    ตสฺส วิรวนฺตสฺเสว , สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา, ลทฺธปพฺพชฺชูปสมฺปโท อาจริยุปชฺฌายานํ สนฺติเก ปญฺจ วสฺสานิ วสิตฺวา, วุตฺถวสฺโส ปวาเรตฺวา, สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปุจฺฉิ “ภนฺเต อิมสฺมึ สาสเน กติ ธุรานีติ.

    (เมื่อน้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ร้องไห้อยู่นั่นเทียว, (อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละนั้น) ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ทูลขอแล้ว ซึ่งบรรพชา, ผู้มีบรรพชาและอุปสมบทอันได้แล้ว อยู่แล้ว สิ้นปี ท. ๕ ในสำนัก ของพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ท., ผู้มีกาลฝน อันอยู่แล้ว ปวารณาแล้ว, เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ธุระ ท. ในศาสนา นี้ เท่าไร ดังนี้ ฯ

    เมื่อน้องชายกำลังร้องไห้อยู่เทียว, เขาไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว ทูลขอบวช ได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักแห่งพระอาจารย์ และอุปัชฌาย์ครบ ๕ พรรษาแล้ว ออกพรรษา ปวารณาแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามว่า "พระเจ้าข้า ในพระศาสนานี้ มีธุระกี่อย่าง ?"

  2. ๒

    พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ธุระมี ๒ อย่างเท่านั้น คือ คันถธุระ (และ) วิปัสสนาธุระ ฯ

    “คนฺถธุรํ วิปสฺสนาธุรนฺติ เทฺวเยว ธุรานิ ภิกฺขูติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ อ.ธุระ ท. ๒ นั่นเทียว คือ อ.คันถธุระ อ.วิปัสสนาธุระ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสตอบว่า "ภิกษุ ธุระมี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ (กับ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น."

  3. ๓

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็คันถธุระเป็นไฉน วิปัสสนาธุระเป็นไฉน ฯ

    “กตมํ ปน ภนฺเต คนฺถธุรํ, กตมํ วิปสฺสนาธุรนฺติ.

    (อ.ภิกษุชื่อว่ามหาปาละ ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.คันถธุระ เป็นไฉน ย่อมเป็น ?, อ.วิปัสสนาธุระ เป็นไฉน ย่อมเป็น ? ดังนี้ ฯ

    พระมหาปาละทูลถามว่า "พระเจ้าข้า ก็คันถธุระเป็นอย่างไร ? วิปัสสนาธุระเป็นอย่างไร ?"

  4. ๔

    ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี ก็หรือว่าจบพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงจำไว้ได้ บอกกล่าวพุทธพจน์นั้น ชื่อว่าคันถธุระ ส่วนธุระนี้ คือ การที่ภิกษุผู้มีความประพฤติเบาพร้อม ยินดีอย่างยิ่งในเสนาสนะอันสงัด เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญ ด้วยอำนาจความกระทำติดต่อกันแล้ว ถือเอาพระอรหัตไว้ได้ ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ ฯ

    “อตฺตโน ปญฺญานุรูเปน เอกํ วา เทฺว วา นิกาเย สกลํ วา ปน เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา ตสฺส ธารณํ กถนํ วาจนนฺติ อิทํ คนฺถธุรํ นาม. สลฺลหุกวุตฺติโน ปน ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา สาตจฺจกิริยาวเสน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตคฺคหณนฺติ อิทํ วิปสฺสนาธุรํ นามาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ธุระนี้) คือ อ.การเรียนเอาแล้ว ซึ่งนิกาย หนึ่ง หรือ หรือว่า ซึ่งนิกาย ท. ๒ ก็ หรือว่า ซึ่งพระพุทธพจน์ คือ ซึ่งประชุมแห่งปิฎกสาม ทั้งสิ้น ทรงจำ กล่าว บอก (ซึ่งพระพุทธพจน์) นั้น ตามสมควรแก่ปัญญา ของตน ชื่อว่า คันถธุระ ฯ ส่วนว่า (อ.ธุระ) นี้ คือ อ.การ เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในอัตภาพ ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว ด้วยสามารถแห่งการกระทำโดยความเป็นแห่งความติดต่อ ถือเอาซึ่งความเป็นแห่งพระอรหันต์ (แห่งภิกษุ) ผู้ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัดแล้ว ผู้มีความประพฤติเบาพร้อม ชื่อว่า วิปัสสนาธุระ ดังนี้ ฯ

    ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงไว้ กล่าว บอก พุทธวจนะนั้น ชื่อว่าคันถธุระ. ส่วนการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญ ด้วยอำนาจแห่งการทำการติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.

  5. ๕

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าบวชเมื่อภายแก่ จักไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์ได้ ขอพระองค์ทรงโปรดตรัสบอกพระกรรมฐาน แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด ฯ

    “ภนฺเต อหํ มหลฺลกกาเล ปพฺพชิโต คนฺถธุรํ ปูเรตุํ น สกฺขิสฺสามิ, วิปสฺสนาธุรํ ปน ปูเรสฺสามิ; กมฺมฏฺฐานํ เม กเถถาติ.

    (อ.ภิกษุชื่อว่ามหาปาละ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ บวชแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นคนแก่ จักไม่อาจ เพื่ออันยังคันถธุระให้เต็ม, แต่ว่า (อ.ข้าพระองค์) ยังวิปัสสนาธุระ จักให้เต็ม ; (อ.พระองค์ ท.) ขอจงตรัสบอก ซึ่งกัมมัฏฐาน แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ ฯ

    พระเจ้าข้า ข้าพระองค์บวชแล้วแต่เมื่อแก่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญคัณถธุระให้บริบูรณ์ได้, แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์, ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด.

  6. ๖

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสบอกพระกรรมฐานจนถึงพระอรหัต แก่พระมหาปาละนั้นแล้ว ฯ

    อถสฺส สตฺถา ยาว อรหตฺตา กมฺมฏฺฐานํ กเถสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน เพียงใด แต่ความเป็นแห่งพระอรหันต์ (แก่ภิกษุชื่อว่ามหาปาละ) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ได้ตรัสบอกพระกรรมฐานตลอดถึงพระอรหัตแก่พระมหาปาละ.

  7. ๗

    พระมหาปาละนั้นถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว แสวงหาพระทั้งหลายผู้จะไปพร้อมกับตนได้พระ ๖๐ รูปแล้ว จึงออกไปพร้อมกับพระเหล่านั้น เดินทางไปได้ ๑๒๐ โยชน์ ก็ถึงหมู่บ้านชายแดนหมู่ใหญ่แห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปบิณฑบาต ณ หมู่บ้านนั้นพร้อมกับบริวาร ฯ

    โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา, อตฺตนา สหคามิโน ภิกฺขู ปริเยสนฺโต สฏฺฐี ภิกฺขู ลภิตฺวา, เตหิ สทฺธึ นิกฺขมิตฺวา, วีสโยชนสตมคฺคํ คนฺตฺวา, เอกํ มหนฺตํ ปจฺจนฺตคามํ ปตฺวา, ตตฺถ สปริวาโร ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

    (อ.ภิกษุชื่อว่ามหาปาละ) นั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา, แสวงหาอยู่ ซึ่งภิกษุ ท. ผู้ไปโดยปกติกับด้วยตน, ได้แล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ๖๐, ออกไปแล้ว กับ (ด้วยภิกษุ ท.) เหล่านั้น, ไปแล้ว สิ้นหนทาง มีร้อยแห่งโยชน์ยี่สิบเป็นประมาณ, ถึงแล้ว ซึ่งบ้านอันเป็นที่สุดเฉพาะ หมู่ใหญ่ ตำบลหนึ่ง, ผู้เป็นไปกับด้วยบริวาร ได้เข้าไปแล้ว (ในบ้าน) นั้น เพื่อก้อนข้าว ฯ

    ท่านถวายบังคมพระศาสดาแล้ว แสวงหาภิกษุผู้จะไปกับตน ได้ภิกษุ ๖๐ รูปแล้ว ออกพร้อมกับเธอทั้งหลายไปตลอดทาง ๑๒๐ โยชน์ ถึงบ้านปลายแดนหมู่ใหญ่ตำบลหนึ่ง จึงพร้อมด้วยบริวาร เข้าไปบิณฑบาต ณ บ้านนั้น.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๗–๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกมนุษย์ เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรแล้ว มีจิตเลื่อมใส ปูลาดอาสนะแล้วนิมนต์ให้นั่ง อังคาสด้วยอาหารอย่างประณีตแล้ว เรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จะไปไหน เมื่อภิกษุทั้งหลายตอบว่า จะไปยังที่ที่มีความสะดวกตามสมควร อุบาสก

    มนุสฺสา วตฺตสมฺปนฺเน ภิกฺขู ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺตา, อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา นิสีทาเปตฺวา, ปณีเตนาหาเรน ปริวิสิตฺวา, “ภนฺเต กุหึ อยฺยา คจฺฉนฺตีติ ปุจฺฉิตฺวา, “ยถาผาสุกฏฺฐานํ อุปาสกาติ วุตฺเต,

    อ.มนุษย์ ท. เห็นแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว (เป็น), ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะ ท. (ยังภิกษุ ท.) ให้นั่งแล้ว อังคาสแล้ว ด้วยอาหารอันประณีต ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. (อ.เรา ท. จะไป) สู่ที่อันมีความสำราญอย่างไร ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว,

    หมู่มนุษย์ เห็นภิกษุทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร มีจิตเลื่อมใส แต่งอาสนะแล้วนิมนต์ให้นั่ง อังคาสด้วยอาหารอันประณีตแล้ว ถามว่า " ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าจะไปที่ไหน ?" เมื่อเธอทั้งหลายกล่าวตอบว่า "อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปสู่ที่ตามผาสุก" ดังนี้แล้ว,

  2. ๒

    มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายแสวงหาเสนาสนะอยู่จำพรรษา จึงเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าจะพึงอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสนี้ พวกกระผม จะพึงตั้งอยู่ในสรณะแล้วรับศีล ฯ

    ปณฺฑิตมนุสฺสา “วสฺสาวาสํ เสนาสนํ ปริเยสนฺติ ภทนฺตาติ ญตฺวา “ภนฺเต สเจ อยฺยา อิมํ เตมาสํ อิธ วเสยฺยุํ; มยํ สรเณสุ ปติฏฺฐาย, สีลานิ คณฺเหยฺยามาติ อาหํสุ.

    อ.มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิต ท. ทราบแล้ว ว่า อ.ท่านผู้เจริญ ท. แสวงหาอยู่ ซึ่งเสนาสนะ อันเป็นที่อยู่จำซึ่งพรรษา ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. พึงอยู่ (ในที่) นี้ ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม นี้ ไซร้ ; อ.ข้าพเจ้า ท. ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในสรณะ ท. , พึงถือเอา ซึ่งศีล ท. ดังนี้ ฯ

    มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่า "ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย แสวงหาเสนาสนะที่จำพรรษา," จึงกล่าวอาราธนาว่า "ท่านผู้เจริญ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พึงอยู่ ณ ที่นี่ตลอดไตรมาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะพึงตั้งอยู่ในสรณะแล้วถือศีล."

  3. ๓

    แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็รับนิมนต์ด้วยหมายใจว่า เราทั้งหลายอาศัยตระกูลเหล่านี้แล้วจักทำอุบายเครื่องสลัดออกไปจากภพได้ ฯ

    เตปิ “มยํ อิมานิ กุลานิ นิสฺสาย, ภวนิสฺสรณํ กริสฺสามาติ อธิวาเสสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) แม้เหล่านั้น (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า อ.เรา ท. อาศัยแล้ว ซึ่งตระกูล ท. เหล่านี้, จักกระทำ ซึ่งการออกไปจากภพ ดังนี้ ฯ

    แม้เธอทั้งหลายก็คิดเห็นว่า "เราได้อาศัยตระกูลเหล่านี้ จักทำการออกไปจากภพได้" ดังนี้ จึงรับนิมนต์.

  4. ๔

    พวกมนุษย์รับปฏิญญาภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงปัดกวาดวิหาร จัดที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันให้ถึงพร้อม ได้ถวายแล้ว ฯ

    มนุสฺสา เตสํ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา วิหารํ ปฏิชคฺคิตฺวา รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานานิ สมฺปาเทตฺวา อทํสุ.

    อ.มนุษย์ ท. รับแล้ว ซึ่งปฏิญญา (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น จัดแจงแล้ว ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ยังที่เป็นที่พัก ในกลางคืนและที่เป็นที่พักในกลางวัน ท. ให้ถึงพร้อมแล้ว ได้ถวายแล้ว ฯ

    หมู่มนุษย์รับปฏิญญาของเธอทั้งหลายแล้ว ได้ (ช่วยกัน) ปัดกวาดวิหาร จัดที่อยู่ในกลางคืน และที่อยู่ในกลางวันแล้วมอบถวาย.

  5. ๕

    ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้นแหละเป็นประจำ ฯ

    เต นิพทฺธํ ตเมว คามํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ย่อมเข้าไป สู่บ้าน นั้นนั่นเทียว เพื่อบิณฑะ เนืองนิตย์ ฯ

    เธอทั้งหลาย เข้าไปบิณฑบาตบ้านนั้นตำบลเดียวเป็นประจำ.

  6. ๖

    ครั้งนั้นหมอคนหนึ่ง เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ปวารณาว่า ท่านเจ้าข้า ในสถานที่อยู่ของคนหมู่มาก ขึ้นชื่อว่าความไม่สบายย่อมจะมีได้บ้าง เมื่อเกิดความไม่สบายขึ้นแล้ว ขอได้โปรดบอกกระผม กระผมจักปรุงยา ฯ

    อถ เน เอโก เวชฺโช อุปสงฺกมิตฺวา, “ภนฺเต พหุนฺนํ วสนฏฺฐาเน อผาสุกํปิ นาม โหติ, ตสฺมึ อุปฺปนฺเน, มยฺหํ กเถยฺยาถ; เภสชฺชํ กริสฺสามีติ ปวาเรสิ.

    ครั้งนั้น อ.หมอ คนหนึ่ง เข้าไปหาแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น ปวารณาแล้ว (ด้วยคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อ แม้ อ.ความทุกข์มิใช่ความสำราญ ย่อมมี ในที่เป็นที่อยู่ แห่งพระผู้เป็นเจ้า ท. มาก (ครั้นเมื่อความทุกข์มิใช่ความสำราญ) นั้น เกิดขึ้นแล้ว (อ.ท่าน ท.) พึงบอก แก่ข้าพเจ้า อ.ข้าพเจ้า จักกระทำ ซึ่งยา ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น หมอผู้หนึ่งเข้าไปหาเธอทั้งหลาย ปวารณาว่า "ท่านผู้เจริญ ธรรมดาในที่อยู่ของคนมาก ย่อมมีความไม่ผาสุกบ้าง. เมื่อความไม่ผาสุกนั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านทั้งหลายพึงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักทำเภสัชถวาย."

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒–๑๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระเถระก็กล่าวสอนภิกษุ ๖๐ รูปนอกนี้อยู่เป็นนิรันดร์ ฯ

    เถโรปิ อิตเร สฏฺฐิภิกฺขู นิรนฺตรํ โอวทติ.

    แม้ อ.พระเถระ ย่อมกล่าวสอน ซึ่งภิกษุ ๖๐ ท. เหล่านอกนี้ สิ้นกาลมีระหว่างออกแล้ว ฯ

    ฝ่ายพระเถระ ก็กล่าวสอนภิกษุ ๖๐ รูปนอกนี้เป็นนิรันดร์

  2. ๒

    เธอทั้งหลายดำรงอยู่ในโอวาทของท่าน ครั้นวันปวารณาใกล้เข้ามาทุกรูปก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ก็แลเธอทั้งหลายออกพรรษาแล้ว ต้องการจะเฝ้าพระศาสดา จึงเรียนพระเถระว่า ท่านขอรับ พวกกระผมต้องการจะเฝ้าพระศาสดา ฯ

    เต ตสฺโสวาเท ฐตฺวา อุปกฺกฏฺฐาย ปวารณาย, สพฺเพว สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณึสุ, วุตฺถวสฺสา จ ปน สตฺถารํ ทฏฺฐุกามา หุตฺวา เถรํ อาหํสุ “ภนฺเต สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น ตั้งอยู่แล้ว ในโอวาท (ของพระเถระ) นั้น ครั้นเมื่อวันปวารณา เข้าไปตั้งใกล้แล้ว, ทั้งปวงเทียว บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท., ก็แล (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ผู้มีกาลฝนอันอยู่แล้ว เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา เป็น กล่าวแล้ว กะพระเถระ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม ท. เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน, ครั้นจวนวันปวารณา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทุกรูป. ก็แลเธอทั้งหลายออกพรรษาแล้ว อยากจะเฝ้าพระศาสดา จึงเรียนพระเถระว่า "กระผมทั้งหลายอยากจะเฝ้าพระศาสดา ขอรับ."

  3. ๓

    พระเถระได้ฟังคำของเธอทั้งหลายแล้ว คิดว่า เราเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ก็มีดงอันอมนุษย์สิงอยู่ เมื่อเราไปกับพวกเธอ จักลำบากกันทั้งหมด จักไม่อาจเพื่อจะได้แม้ภิกษา เราจักส่งภิกษุเหล่านี้ไปเสียก่อน ดังนี้ ฯ

    เถโร เตสํ วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ “อหํ ทุพฺพโล, อนฺตรามคฺเค จ อมนุสฺสปริคฺคหิตา อฏวี อตฺถิ, มยิ เอเตหิ สทฺธึ คจฺฉนฺเต , สพฺเพ กิลมิสฺสนฺติ, ภิกฺขํปิ ลภิตุํ น สกฺขิสฺสนฺติ, อิเม ปุเรตรเมว เปเสสฺสามีติ.

    อ.พระเถระ ฟังแล้ว ซึ่งคำ (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น คิดแล้ว ว่า อ.เรา เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว (ย่อมเป็น), อนึ่ง อ.ดง อันอมนุษย์ถือเอารอบแล้ว มีอยู่ ในระหว่างแห่งทาง, ครั้นเมื่อเรา ไปอยู่ กับ (ด้วยภิกษุ ท.) เหล่านั่น , (อ.ภิกษุ ท.) ทั้งปวง จักลำบาก, (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักไม่อาจ เพื่ออันได้ แม้ซึ่งภิกษา, อ.เรา จักส่งไป ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านี้ ก่อนกว่านั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระเถระได้ฟังคำของเธอทั้งหลายแล้วคิดว่า "เราเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อเราไปกับเธอทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด จักไม่อาจเพื่ออันได้แม้ภิกษา เราจักส่งภิกษุเหล่านี้ไปเสียก่อน.

  4. ๔

    ลำดับนั้น ท่านจึงกล่าวกะพวกเธอว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเธอไปก่อนเถิด ฯ

    อถ เน อาห “ อาวุโส ตุมฺเห ปุรโต คจฺฉถาติ.

    ครั้งนั้น (อ.พระเถระ) กล่าวแล้ว (กะภิกษุ ท.) เหล่านั้น ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ท่าน ท. จงไป ข้างหน้า ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น ท่านจึงกล่าว กะเธอทั้งหลายว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด."

  5. ๕

    ก็ท่านเล่า ขอรับ ฯ

    “ตุมฺเห ปน ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.ท่าน ท. เล่า ? ดังนี้ ฯ

    ก็ท่านเล่า ? ขอรับ.

  6. ๖

    เราเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ก็มีดงอันอมนุษย์สิงอยู่ เมื่อเราไปพร้อมพวกเธอ พวกเธอจักพากันลำบากทั้งหมด พวกเธอจงไปก่อนเถิด ฯ

    “อหํ ทุพฺพโล, อนฺตรามคฺเค จ อมนุสฺสปริคฺคหิตา อฏวี อตฺถิ , มยิ ตุมฺเหหิ สทฺธึ คจฺฉนฺเต , สพฺเพ กิลมิสฺสถ, ตุมฺเห ปุรโต คจฺฉถาติ.

    (อ.พระเถระนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว (ย่อมเป็น), อนึ่ง อ.ดง อันอมนุษย์ถือเอารอบแล้ว มีอยู่ ในระหว่างแห่งหนทาง, ครั้นเมื่อเรา ไปอยู่ กับ ด้วยท่าน ท. (อ.ท่าน ท.) ทั้งปวง จักลำบาก, อ.ท่าน ท. จงไป ข้างหน้า ดังนี้ ฯ

    ข้าพเจ้าเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อข้าพเจ้าไปกันท่านทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด.

  7. ๗

    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย พวกกระผมจักไปพร้อมกับท่านทีเดียว ฯ

    “มา ภนฺเต เอวํ กริตฺถ, มยํ ตุมฺเหหิ สทฺธึเยว คมิสฺสามาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้, อ.กระผม ท. จักไป กับ ด้วยท่าน ท. นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    อย่าทำอย่างนี้เลย ขอรับ กระผมทั้งหลายจักไปพร้อมกันกับท่านทีเดียว

  8. ๘

    ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ชอบใจอย่างนั้นเลย เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่เรา น้องชายของเราเห็นพวกเธอแล้ว คงจักถาม เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอพึงบอก ความที่จักษุของเราเสื่อมเสียแล้วแก่เขา เขาคงจักส่งใคร ๆ มาสู่สำนักของเรา เราจักมาพร้อมกับเขา พวกเธอจงไหว้พระทศพลและพระอสีติ มหาสาวก ตามคำของเราเถิด ดังนี้แล้ว ส่งภิกษุเหล่านั้นไป ฯ

    “มา โว อาวุโส เอวํ รุจฺจิตฺถ, เอวํ สนฺเต มยฺหํ อผาสุกํ ภวิสฺสติ , มยฺหํ กนิฏฺโฐ ตุมฺเห ทิสฺวา ปุจฺฉิสฺสติ, อถสฺส มม จกฺขูนํ ปริหีนภาวํ อาโรเจยฺยาถ; โส มยฺหํ สนฺติกํ กญฺจิเทว ปหิณิสฺสติ; เตน สทฺธึ อาคจฺฉิสฺสามิ; ตุมฺเห มม วจเนน ทสพลญฺจ อสีติมหาเถเร จ วนฺทถาติ เต อุยฺโยเชสิ.

    (อ.พระเถระ) ส่งไปแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ด้วยคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ท่าน ท. อย่า ชอบใจแล้ว อย่างนี้, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น มีอยู่ อ.ความไม่สำราญ จักมี แก่เรา, อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของเรา เห็นแล้ว ซึ่งท่าน ท. จักถาม, (ครั้นเมื่อ ความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) พึงบอก ซึ่งความที่ แห่งจักษุ ท. ของเรา เป็นอวัยวะเสื่อมรอบแล้ว (แก่น้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ; (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น จักส่งไป ซึ่งใคร ๆ สู่สำนัก ของเรา นั่นเทียว ; (อ.เรา) จักมา กับ (ด้วยบุคคล) นั้น ; อ.ท่าน ท. จงไหว้ ซึ่งพระทศพลด้วย ซึ่งพระมหาเถระแปดสิบ ท. ด้วย ตามคำ ของเรา ดังนี้ ฯ

    "ท่านทั้งหลายอย่าชอบอย่างนั้นเลย, เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่ข้าพเจ้า, น้องชายของข้าพเจ้า เห็นท่านทั้งหลายแล้ว คงจักถาม, เมื่อเช่นนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกความที่จักษุของข้าพเจ้าเสื่อมเสียแล้วแก่เขา, เขาคงจักส่งใคร ๆ มาสู่สำนักของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจักไปกับเขา, ท่านทั้งหลายจงไหว้พระทศพลและพระอสีติมหาเถระตามคำของข้าพเจ้า" ดังนี้แล้ว ก็ส่งภิกษุเหล่านั้นไป.

  9. ๙

    ภิกษุเหล่านั้นขอขมาพระเถระแล้ว เข้าไปภายในหมู่บ้าน ฯ

    เต เถรํ ขมาเปตฺวา อนฺโตคามํ ปวิสึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยังพระเถระ ให้อดโทษแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน ฯ

    เธอทั้งหลายขมาพระเถระแล้ว เข้าไปสู่ภายในบ้าน.

  10. ๑๐

    พวกมนุษย์นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้นั่งแล้ว ถวายภิกษา ถามว่า ท่านผู้เจริญ อาการไปของพระคุณเจ้าย่อมปรากฏหรือ ฯ

    มนุสฺสา เต นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ ทตฺวา “ กึ ภนฺเต อยฺยานํ คมนากาโร ปญฺญายตีติ.

    อ.มนุษย์ ท. (ยังภิกษุ ท.) เหล่านั้น ให้นั่งแล้ว ถวายแล้ว ซึ่งภิกษา (ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาการคืออันไป แห่งพระผู้เป็นเจ้า ท. ย่อมปรากฏ หรือ ดังนี้ ฯ

    หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่ง ถวายภิกษาแล้ว ถามว่า "ท่านเจ้าข้า ดูท่าทีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปกันละหรือ ?"

  11. ๑๑

    เจริญพร อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกอาตมาต้องการจะเฝ้าพระศาสดา ฯ

    “อาม อุปาสกา, สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. เออ (อ.อย่างนั้น) , อ.เรา ท. เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายตอบว่า "เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าอยากจะเฝ้าพระศาสดา."

  12. ๑๒

    พวกเขาอ้อนวอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจในการจะไปท่าเดียวของพระภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงตามไปส่ง คร่ำครวญกลับมาแล้ว ฯ

    เต ปุนปฺปุนํ ยาจิตฺวา เตสํ คมนฉนฺทเมว ญตฺวา อนุคนฺตฺวา ปริเทวิตฺวา นิวตฺตึสุ.

    (อ.มนุษย์ ท.) เหล่านั้น อ้อนวอนแล้ว บ่อย ๆ รู้แล้ว ซึ่งความพอใจในการไป (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น นั่นเทียว ตามไปแล้ว คร่ำครวญแล้ว กลับแล้ว ฯ

    พวกเขาอ้อนวอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจในการที่เธอทั้งหลายจะไปให้ได้ จึงตามไปส่งแล้ว บ่นรำพันกลับมา.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒–๑๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระเถระตอบว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย การไปพร้อมกันกับเราของท่านทั้งหลายอย่างนี้ พวกท่านอย่าชอบใจเลย เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่เรา น้องชายของเราเห็นพวกท่านเข้าแล้ว คงจักถามไถ่ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกท่านพึงบอกความที่จักษุของเราเสื่อมเสียแล้วแก่เขา เขาคงจักส่งใครบางคนมายังสำนักของเรา เราจักมาพร้อมกับเขา พวกท่านจงไหว้พระทศพลและพระมหาสาวก ๘๐ องค์ตามคำของเราเถิด ดังนี้แล้วส่งภิกษุเหล่านั้นไปแล้ว ฯ

    “มา โว อาวุโส เอวํ รุจฺจิตฺถ, เอวํ สนฺเต มยฺหํ อผาสุกํ ภวิสฺสติ , มยฺหํ กนิฏฺโฐ ตุมฺเห ทิสฺวา ปุจฺฉิสฺสติ, อถสฺส มม จกฺขูนํ ปริหีนภาวํ อาโรเจยฺยาถ; โส มยฺหํ สนฺติกํ กญฺจิเทว ปหิณิสฺสติ; เตน สทฺธึ อาคจฺฉิสฺสามิ; ตุมฺเห มม วจเนน ทสพลญฺจ อสีติมหาเถเร จ วนฺทถาติ เต อุยฺโยเชสิ.

    (อ.พระเถระ) ส่งไปแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ด้วยคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ท่าน ท. อย่า ชอบใจแล้ว อย่างนี้, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น มีอยู่ อ.ความไม่สำราญ จักมี แก่เรา, อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของเรา เห็นแล้ว ซึ่งท่าน ท. จักถาม, (ครั้นเมื่อ ความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) พึงบอก ซึ่งความที่ แห่งจักษุ ท. ของเรา เป็นอวัยวะเสื่อมรอบแล้ว (แก่น้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ; (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น จักส่งไป ซึ่งใคร ๆ สู่สำนัก ของเรา นั่นเทียว ; (อ.เรา) จักมา กับ (ด้วยบุคคล) นั้น ; อ.ท่าน ท. จงไหว้ ซึ่งพระทศพลด้วย ซึ่งพระมหาเถระแปดสิบ ท. ด้วย ตามคำ ของเรา ดังนี้ ฯ

    "ท่านทั้งหลายอย่าชอบอย่างนั้นเลย, เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่ข้าพเจ้า, น้องชายของข้าพเจ้า เห็นท่านทั้งหลายแล้ว คงจักถาม, เมื่อเช่นนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกความที่จักษุของข้าพเจ้าเสื่อมเสียแล้วแก่เขา, เขาคงจักส่งใคร ๆ มาสู่สำนักของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจักไปกับเขา, ท่านทั้งหลายจงไหว้พระทศพลและพระอสีติมหาเถระตามคำของข้าพเจ้า" ดังนี้แล้ว ก็ส่งภิกษุเหล่านั้นไป.

  2. ๒

    ภิกษุเหล่านั้น ขอขมาพระเถระแล้วเข้าไปภายในหมู่บ้านฯ

    เต เถรํ ขมาเปตฺวา อนฺโตคามํ ปวิสึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยังพระเถระ ให้อดโทษแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน ฯ

    เธอทั้งหลายขมาพระเถระแล้ว เข้าไปสู่ภายในบ้าน.

  3. ๓

    พวกมนุษย์นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้นั่งแล้วถวายภิกษา ถามว่า พระคุณเจ้าข้า อาการไปของพระคุณเจ้า ย่อมปรากฏหรือฯ

    มนุสฺสา เต นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ ทตฺวา “ กึ ภนฺเต อยฺยานํ คมนากาโร ปญฺญายตีติ.

    อ.มนุษย์ ท. (ยังภิกษุ ท.) เหล่านั้น ให้นั่งแล้ว ถวายแล้ว ซึ่งภิกษา (ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาการคืออันไป แห่งพระผู้เป็นเจ้า ท. ย่อมปรากฏ หรือ ดังนี้ ฯ

    หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่ง ถวายภิกษาแล้ว ถามว่า "ท่านเจ้าข้า ดูท่าทีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปกันละหรือ ?"

  4. ๔

    เจริญพร อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกอาตมาต้องการจะเฝ้าพระศาสดาฯ

    “อาม อุปาสกา, สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. เออ (อ.อย่างนั้น) , อ.เรา ท. เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายตอบว่า "เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าอยากจะเฝ้าพระศาสดา."

  5. ๕

    พวกเขาอ้อนวอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจที่จะไปของภิกษุเหล่านั้นอย่างเดียว จึงตามไปส่ง คร่ำครวญกลับมาแล้วฯ

    เต ปุนปฺปุนํ ยาจิตฺวา เตสํ คมนฉนฺทเมว ญตฺวา อนุคนฺตฺวา ปริเทวิตฺวา นิวตฺตึสุ.

    (อ.มนุษย์ ท.) เหล่านั้น อ้อนวอนแล้ว บ่อย ๆ รู้แล้ว ซึ่งความพอใจในการไป (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น นั่นเทียว ตามไปแล้ว คร่ำครวญแล้ว กลับแล้ว ฯ

    พวกเขาอ้อนวอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจในการที่เธอทั้งหลายจะไปให้ได้ จึงตามไปส่งแล้ว บ่นรำพันกลับมา.

  6. ๖

    ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นไปถึงพระเชตวันตามลำดับ ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระมหาเถระตามคำของพระเถระแล้ว วันรุ่งขึ้น เข้าไปบิณฑบาตยังถนนสายที่น้องชายของพระเถระพำนักอยู่ฯ

    เตปิ อนุปุพฺเพน เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารญฺจ มหาเถเร จ เถรสฺส วจเนน วนฺทิตฺวา ปุนทิวเส , ยตฺถ เถรสฺส กนิฏฺโฐ วสติ; ตํ วีถึ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) แม้เหล่านั้น ถึงแล้ว ซึ่งพระเชตวัน โดยลำดับ ไหว้แล้ว ซึ่งพระศาสดาด้วย ซึ่งพระมหาเถระ ท. ด้วย ตามคำ ของพระเถระ, อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของพระเถระ ย่อมอยู่ ในถนนใด ; เข้าไปแล้ว สู่ถนน นั้น เพื่อบิณฑะ ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ฝ่ายเธอทั้งหลาย ไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย ตามคำของพระเถระแล้ว, ครั้นรุ่งขึ้น เข้าไปสู่ถนนที่น้องชายของพระเถระอยู่ เพื่อบิณฑบาต.

  7. ๗

    กุฎุมพี จำภิกษุเหล่านั้นได้ จึงนิมนต์ให้นั่ง ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า พระเถระพี่ชายของกระผมอยู่ไหนฯ

    กุฏุมฺพิโก เต สญฺชานิตฺวา นิสีทาเปตฺวา กตปฏิสนฺถาโร, “ภาติกตฺเถโร เม กุหินฺติ ปุจฺฉิ.

    อ.กุฎุมพี รู้พร้อมแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ยังภิกษุ ท. เหล่านั้น) ให้นั่งแล้ว ผู้มีปฏิสันถารอันกระทำแล้ว , ถามแล้ว ว่า อ.พระเถระผู้เป็นพี่ชาย ของกระผม (ย่อมอยู่) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพีจำเธอทั้งหลายได้ นิมนต์ให้นั่ง ทำปฏิสันถารแล้ว ถามว่า "พระเถระพี่ชายของข้าพเจ้าอยู่ไหน ?"

  8. ๘

    ทีนั้นท่านเหล่านั้น จึงแจ้งเรื่องราวที่เป็นไปนั้นแก่เขาแล้วฯ

    อถสฺส เต ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสุํ.

    ครั้งนั้น (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น บอกแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น (แก่กุฎุมพี) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น เธอทั้งหลาย แจ้งข่าวนั้นแก่เขาแล้ว

  9. ๙

    เขาร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบเท้าของเธอทั้งหลาย ถามว่า ท่านขอรับ บัดนี้ กระผมควรทำอย่างไรฯ

    โส เตสํ ปาทมูเล ปวฏฺเฏนฺโต โรทิตฺวา ปุจฺฉิ “อิทานิ ภนฺเต กึ กาตพฺพนฺติ.

    (อ.กุฎุมพี) นั้น ร้องไห้ กลิ้งเลือกอยู่แล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในกาลนี้ (อ.กรรม) อะไร (อันกระผม) พึงกระทำ ดังนี้ ฯ

    เขาร้องไห้กลิ้งเกลืออยู่แทบบาทมูลของเธอทั้งหลาย ถามว่า "ท่านเจ้าข้า บัดนี้ควรทำอะไรดี ?"

  10. ๑๐

    พระเถระหวัง (ให้) ใคร ๆ ไปจากที่นี้ (ขอรับ) ในเวลาที่ผู้นั้นไปถึงแล้ว ท่านจักมา(พร้อม) กับผู้นั้น ฯ

    “เถโร อิโต กสฺสจิ คมนํ ปจฺจาสึสติ, คตกาเล เตน สทฺธึ อาคมิสฺสตีติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.พระเถระ ย่อมหวังเฉพาะ ซึ่งการไป ของใคร ๆ (จากที่) นี้, (อ.พระเถระนั้น) จักมา กับ (ด้วยบุคคล) นั้น ในกาลแห่งบุคคลนั้นไปแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระเถระต้องการให้ใคร ๆ ไปจากที่นี้, ในกาลเมื่อไปถึงแล้ว ท่านจักมากับเขา.

  11. ๑๑

    ท่านขอรับ หลานของกระผมคนนี้ ชื่อว่าปาลิต ขอท่านทั้งหลายส่งเจ้าหลานนี่ไปเถิดฯ

    “อยํ เม ภนฺเต ภาคิเนยฺโย ปาลิโต นาม, เอตํ เปเสถาติ.

    (อ.กุฎุมพี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.เด็ก) นี้ เป็นผู้ชื่อว่า ปาลิต ผู้เป็นหลาน ของกระผม (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. ขอจงส่งไป (ซึ่งเด็ก) นั่น ดังนี้ ฯ

    ท่านเจ้าข้า เจ้าคนนี้ หลานของข้าพเจ้าชื่อปาลิตะ ขอท่านทั้งหลายส่งเจ้านี่ไปเถิด.

  12. ๑๒

    พวกอาตมาไม่สามารถจะส่งไปอย่างนี้ได้ (เพราะ) ในหนทางมีอันตราย (ต้อง) ให้บวชเสียก่อนแล้วส่งไป จึงควรฯ

    “เอวํ เปเสตุํ น สกฺกา, มคฺเค ปริปนฺโถ อตฺถิ, ปพฺพาเชตฺวา เปเสตุํ วฏฺฏตีติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า อันเรา ท.) ไม่อาจ เพื่ออันส่งไป อย่างนี้, อ.อันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบ ในหนทาง มีอยู่, อ.อัน (อันเรา ท. ยังเด็ก นั้น) ให้บวชแล้ว ส่งไป ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    ส่งไปอย่างนี้ไม่ได้ (เพราะ) อันตรายในทางมีอยู่, ต้องให้บวชเสียก่อนแล้วส่งไป จึงจะควร.

  13. ๑๓

    ขอท่านทั้งหลาย ทำอย่างนั้นแล้วส่งไปเถิด ขอรับฯ

    “ เอวํ กตฺวา เปเสถ ภนฺเตติ.

    (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) กระทำแล้ว อย่างนี้ ขอจงส่งไปเถิด ดังนี้ ฯ

    ขอท่านทั้งหลายทำอย่างนั้นแล้วส่งไปเถิด ขอรับ.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๓–๑๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทีนั้น ภิกษุทั้งหลายให้เขาบรรพชาแล้ว สั่งสอนให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลายมีการจับจีวรเป็นต้น ประมาณกึ่งเดือน บอกหนทางแล้ว ส่งไป ฯ

    อถ นํ ปพฺพาเชตฺวา อฑฺฒมาสมตฺตํ จีวรคฺคหณาทีนิ สิกฺขาเปตฺวา มคฺคํ อาจิกฺขิตฺวา ปหิณึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ภิกษุ ท.) (ยังเด็ก) นั้น ให้บวชแล้ว (ยังสามเณร) ให้ศึกษาแล้ว (ซึ่งกิจ ท.) มีการรับซึ่งจีวรเป็นต้น (สิ้นกาล) สักว่าเดือนด้วยทั้งกึ่ง บอกแล้ว ซึ่งหนทาง ส่งไปแล้ว ฯ

    ครั้งนั้น เธอทั้งหลายให้เขาบวชแล้ว สั่งสอนให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติมีรับจีวรเป็นต้นสักกึ่งเดือนแล้ว บอกทางให้แล้วส่งไป

  2. ๒

    สามเณรนั้น ถึงหมู่บ้านนั้นโดยลำดับ พบชายสูงวัยคนหนึ่งที่ประตูหมู่บ้าน จึงถามว่า วิหารป่าอะไร ๆ อาศัยหมู่บ้านนี้(อยู่) มีไหม ฯ

    โส อนุปุพฺเพน ตํ คามํ ปตฺวา คามทฺวาเร เอกํ มหลฺลกํ ทิสฺวา “อิมํ คามํ นิสฺสาย โกจิ อารญฺญโก วิหาโร อตฺถีติ ปุจฺฉิ.

    (อ.สามเณร) นั้น ถึงแล้ว (ซึ่งบ้าน) นั้น โดยลำดับ เห็นแล้ว ซึ่งคนแก่ คนหนึ่ง ใกล้ประตูแห่งบ้าน ถามแล้ว ว่า อ.วิหาร อันตั้งอยู่ในป่า บางแห่ง อาศัย ซึ่งบ้าน นี้ มีอยู่ หรือ ดังนี้ ฯ

    สามเณรถึงบ้านนั้นโดยลำดับ เห็นชายผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ประตูบ้าน จึงถามว่า "วิหารป่าไร ๆ อาศัยบ้านนี้มีบ้างหรือ ?"

  3. ๓

    มี ขอรับ ฯ

    “อตฺถิ ภนฺเตติ.

    (อ.คนแก่ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.วิหาร) มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    มี เจ้าข้า.

  4. ๔

    ใคร อยู่ที่นั่น ฯ

    “โก ตตฺถ วสตีติ.

    (อ.สามเณร ถามแล้ว) ว่า อ.ใคร ย่อมอยู่ ในวิหารนั้น ดังนี้ ฯ

    ใครอยู่ที่นั้น ?

  5. ๕

    พระเถระนามว่าปาลิตะ ขอรับ ฯ

    “ปาลิตตฺเถโร นาม ภนฺเตติ.

    (อ.คนแก่ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อ อ.พระเถระชื่อว่าปาลิต (ย่อมอยู่ ในวิหารนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระเถระชื่อปาลิตะ เจ้าข้า.

  6. ๖

    ขอท่านบอกทางอาตมาหน่อย ฯ

    “มคฺคํ เม อาจิกฺขถาติ.

    (อ สามเณร กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. ขอจงบอก ซึ่งหนทาง แก่เรา ดังนี้ ฯ

    ขอท่านบอกทางแก่ข้าพเจ้าหน่อย.

  7. ๗

    ท่านเป็นอะไรกัน ขอรับ ฯ

    “โกสิ ตฺวํ ภนฺเตติ.

    (อ.คนแก่ ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน เป็นใคร ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ท่านเป็นอะไรกัน ? เจ้าข้า.

  8. ๘

    อาตมา เป็นหลานของพระเถระ ฯ

    “เถรสฺส ภาคิเนยฺโยมฺหีติ.

    (อ.สามเณรนั้น กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เรา) เป็นหลาน ของพระเถระ ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    เราเป็นหลานของพระเถระ

  9. ๙

    ครั้งนั้น เขา ได้พาเธอนำไปวิหารแล้ว ฯ

    อถ นํ คเหตฺวา วิหารํ เนสิ.

    ครั้งนั้น (อ.คนแก่นั้น) พาเอา (ซึ่งสามเณร) นั้น นำไปแล้ว สู่วิหาร ฯ

    ขณะนั้น เขาพาเธอนำไปสู่วิหารแล้ว

  10. ๑๐

    เธอ ไหว้พระเถระแล้ว ทำวัตรปฏิบัติปรนนิบัติพระเถระอย่างดีประมาณกึ่งเดือนแล้วเรียนว่า ท่านขอรับ กุฎุมพีผู้เป็นลุงของกระผม รอคอยการกลับมาของท่าน มาเถิด ท่าน เราจะไป(ด้วยกัน) ฯ

    โส เถรํ วนฺทิตฺวา อฑฺฒมาสมตฺตํ วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา เถรํ สมฺมา ปฏิชคฺคิตฺวา “ ภนฺเต มาตุลกุฏุมฺพิโก เม ตุมฺหากํ อาคมนํ ปจฺจาสึสติ; เอถ, คจฺฉามาติ อาห.

    (อ.สามเณร) นั้น ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระ กระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ (สิ้นกาล) สักว่าเดือนด้วยทั้งกึ่ง ปฏิบัติแล้ว ซึ่งพระเถระ โดยชอบ กล่าวแล้วว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กุฎุมพีผู้เป็นลุง ของกระผม ย่อมหวังเฉพาะ ซึ่งการมา ของท่าน ท. ; (อ.ท่าน ท.) ขอจงมา, (อ.เรา ท.) จะไป ดังนี้ ฯ

    เธอไหว้พระเถระแล้วทำวัตรปฏิบัติ บำรุงพระเถระด้วยดีสักกึ่งเดือนแล้ว เรียนว่า "ท่านผู้เจริญ กุฎุมพีผู้ลุงของกระผม ต้องการให้ท่านกลับไป ขอท่านมาไปด้วยกันเถิด."

  11. ๑๑

    ถ้าอย่างนั้น เธอจงจับปลายไม้เท้าของเรา ฯ

    “เตนหิ เม ยฏฺฐิโกฏึ คณฺหาหีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เธอ) จงถือเอา ซึ่งปลายแห่งไม้เท้า ของเรา ดังนี้ ฯ

    พระเถระกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น เธอจงจับปลายไม้เท้าของเราข้า."

  12. ๑๒

    สามเณรนั้น จับปลายไม้เท้าเข้าไปภายในหมู่บ้านพร้อมกับพระเถระ ฯ

    โส ยฏฺฐิโกฏึ คเหตฺวา เถเรน สทฺธึ อนฺโตคามํ ปาวิสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งปลายแห่งไม้เท้า ได้เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน กับ ด้วยพระเถระ ฯ

    สามเณรจับปลายไม้เท้า เข้าไปภายในบ้านกับพระเถระ.

  13. ๑๓

    พวกมนุษย์นิมนต์พระเถระให้นั่งแล้วสอบถามว่า พระคุณเจ้าข้า อาการไปของพระคุณเจ้า ย่อมปรากฏหรือ ฯ

    มนุสฺสา เถรํ นิสีทาเปตฺวา “ กึ ภนฺเต คมนากาโร โว ปญฺญายตีติ ปุจฺฉึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. ยังพระเถระ ให้นั่งแล้ว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาการคือการไป แห่งท่าน ท. ย่อมปรากฏ หรือ ดังนี้ ฯ

    หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่งแล้ว เรียนถามว่า "ท่านผู้เจริญ ดูท่าทีท่านจะไปละกระมัง ?"

  14. ๑๔

    เจริญพร อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปถวายบังคมพระศาสดา ฯ

    “อาม อุปาสกา, คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. เออ (อ.อย่างนั้น), (อ.เรา) ไปแล้ว จักถวายบังคม ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พระเถระตอบว่า "เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปถวายบังคมพระศาสดา."

  15. ๑๕

    มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น อ้อนวอนโดยประการต่างๆ เมื่อไม่ได้ จึงไปส่งพระเถระได้กึ่งทางแล้วพากันเดินร้องไห้กลับมา ฯ

    เต นานปฺปกาเรน ยาจิตฺวา อลภนฺตา เถรํ อุยฺโยเชนฺตา อุปฑฺฒปถํ คนฺตฺวา โรทิตฺวา นิวตฺตึสุ.

    (อ.มนุษย์ ท.) เหล่านั้น อ้อนวอนแล้ว โดยประการต่าง ๆ เมื่อไม่ได้ ส่งไปอยู่ ซึ่งพระเถระ ไปแล้ว สิ้นหนทางเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง ร้องไห้แล้ว กลับแล้ว ฯ

    หมู่มนุษย์เหล่านั้น อ้อนวอนโดยประการต่าง ๆ เมื่อไม่ได้ (สมหวัง) ก็ไปส่งพระเถระได้กึ่งทางแล้ว พากันร้องไห้กลับมา.

  16. ๑๖

    สามเณร พาพระเถระด้วยปลายไม้เท้าไปอยู่ถึงหมู่บ้านที่พระเถระเคยเข้าไปอาศัยเมืองชื่อสังกัฏฐนครอยู่แล้ว ในดงระหว่างทาง ฯ

    สามเณโร เถรํ ยฏฺฐิโกฏิยา อาทาย คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค อฏวิยํ สงฺกฏฺฐนครํ นาม เถเรน อุปนิสฺสาย วุตฺถปุพฺพคามํ สมฺปาปุณิ.

    อ.สามเณร พาเอา ซึ่งพระเถระ ด้วยปลายแห่งไม้เท้า ไปอยู่ ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งบ้านอันอันพระเถระเคยเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว ชื่อว่า สังกัฏฐนคร ใกล้ดง ในระหว่างแห่งหนทาง ฯ

    สามเณรพาพระเถระ ด้วยปลายไม้เท้าไปอยู่ ถึงบ้านที่พระเถระเคยอาศัยเมืองชื่อสังกัฏฐะ อยู่แล้วในดงระหว่างทาง.

  17. ๑๗

    เธอได้ยินเสียงขับร้องของสตรีนางหนึ่ง ผู้ออกจากหมู่บ้านนั้นแล้วร้องเพลงพลางเก็บฟืนในป่า ถือนิมิตในเสียงแล้ว ฯ

    โส ตโต นิกฺขมิตฺวา อรญฺเญ คายิตฺวา ทารูนิ อุทฺธรนฺติยา เอกิสฺสา อิตฺถิยา คีตสทฺทํ สุตฺวา สเร นิมิตฺตํ คณฺหิ.

    (อ.สามเณร) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งเพลงขับ ของหญิง คนหนึ่ง ผู้ออกไปแล้ว (จากบ้าน) นั้น ขับแล้ว เก็บอยู่ ซึ่งฟืน ท. ในป่า ถือเอาแล้ว ซึ่งนิมิต ในเสียง ฯ

    เธอได้ยินเสียงขับของหญิงคนหนึ่ง ผู้ออกจากบ้านนั้นแล้ว ขับพลางเที่ยวเก็บฟืนพลางอยู่ในป่า ถือนิมิตในเสียงแล้ว.

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๑ หน้า ๑๔–๑๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความจริง เสียงอย่างอื่น ที่ชื่อว่าสามารถแผ่ไปสู่ร่างกายทั้งสิ้นของพวกบุรุษดำรงอยู่ได้เหมือนกับเสียงหญิงมีอยู่ก็หามิได้ ฯ

    อิตฺถีสทฺโท วิย หิ อญฺโญ สทฺโท ปุริสานํ สกลสรีรํ ผริตฺวา ฐาตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ.

    จริงอยู่ อ.เสียง อื่น ชื่อว่า สามารถ แผ่ไปแล้ว สู่สรีระทั้งสิ้น ของบุรุษ ท. เพื่ออันตั้งอยู่ ราวกะ อ.เสียงแห่งหญิง ย่อมไม่มี ฯ

    จริงอยู่ ไม่มีเสียงอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ไปทั่วสรีระของบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง.

  2. ๒

    เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นเสียงอื่น แม้สักอย่างอันจะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย ฯ

    เตนาห ภควา “ นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกสทฺทมฺปิ สมนุปสฺสามิ, โย เอวํ ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ; ยถยิทํ ภิกฺขเว อิตฺถีสทฺโทติ.

    เพราะเหตุนั้น อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.สัททชาต) นี้ คือ อ.เสียงแห่งหญิง ฉันใด, ดูก่อนภิกษุ ท., (อ.เสียง) ใด ครอบงำแล้ว ซึ่งจิต ของบุรุษ ย่อมตั้งอยู่, อ.เรา ย่อมไม่พิจารณาเห็น แม้ซึ่งเสียงอย่างหนึ่ง อื่น (นั้น) ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง อันจะยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย."

  3. ๓

    สามเณรถือเอานิมิตในเสียงนั้นแล้ว ปล่อยปลายไม้เท้าแล้ว เรียนว่า ท่านขอรับ ขอพระคุณท่านกรุณาหยุดก่อน กระผมมีกิจอยู่ ดังนี้แล้ว ไปยังสำนักของหญิงนั้น ฯ

    สามเณโร ตตฺถ นิมิตฺตํ คเหตฺวา ยฏฺฐิโกฏึ วิสฺสชฺเชตฺวา “ติฏฺฐถ ตาว ภนฺเต, กิจฺจํ เม อตฺถีติ ตสฺสา สนฺติกํ คโต.

    อ.สามเณร ถือเอาแล้ว ซึ่งนิมิต (ในเสียง) นั้น ปล่อยแล้ว ซึ่งปลายแห่งไม้เท้า (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จงหยุด ก่อน, อ.กิจ ของกระผม มีอยู่ ดังนี้ ไปแล้ว สู่สำนัก (ของหญิง) นั้น ฯ

    สามเณรถือนิมิตในเสียงนั้นแล้ว ปล่อยปลายไม้เท้าเสียแล้ว กล่าวว่า "ท่านขอรับ ขอท่านรออยู่ก่อน, กิจขอบกระผมมี" ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของหญิงนั้น.

  4. ๔

    นางเห็นสามเณรนั้นแล้วได้นิ่งเฉยแล้ว ฯ

    สา ตํ ทิสฺวา ตุณฺหี อโหสิ.

    (อ.หญิง) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งสามเณร) นั้น เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    นางเห็นเธอแล้วได้หยุดนิ่ง

  5. ๕

    สามเณรนั้น ถึงศีลวิบัติกับนางนั้นแล้ว ฯ

    โส ตาย สทฺธึ สีลวิปตฺตึ ปาปุณิ.

    (อ.สามเณร) นั้น ถึงแล้ว ซึ่งความวิบัติแห่งศีล กับ (ด้วยหญิง) นั้น ฯ

    เธอถึงสีลวิบัติกับนางแล้ว

  6. ๖

    พระเถระคิดว่า เมื่อกี้นี้เอง เราได้ยินเสียงเพลงเพลงหนึ่ง ก็แล เสียงเพลงนั้น เป็นเสียงหญิง ถึงสามเณรก็ชักช้าอยู่ เธอจักถึงศีลวิบัติเสียแน่แล้วฯ

    เถโร จินฺเตสิ “อิทาเนเวโก คีตสทฺโท สูยิตฺถ, โส จ โข อิตฺถิยา , สามเณโรปิ จิรายติ , โส สีลวิปตฺตึ ปตฺโต ภวิสฺสตีติ.

    อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.เสียงแห่งเพลงขับ เสียงหนึ่ง (อันเรา) ฟังแล้ว ในกาลนี้นั่นเทียว, ก็แล (อ.เสียงแห่งเพลงขับ) นั้น (เป็นเสียงแห่งเพลงขับ) ของหญิง (ย่อมเป็น), แม้ อ.สามเณร ประพฤติช้าอยู่, (อ.สามเณร) นั้น เป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งความวิบัติแห่งศีล จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระเถระคิดว่า "เราได้ยินเสียงขับอันหนึ่งแล้วเดี๋ยวนี้เอง, ก็แล เสียงนั้นคงเป็นเสียงหญิง, ถึงสามเณรก็ชักช้าอยู่, เธอจักถึงสีลวิบัติเสียแน่แล้ว."

  7. ๗

    ฝ่ายสามเณรนั้นทำกิจของตน สำเร็จแล้วมาเรียนว่า พวกเราไปกันเถิด ขอรับ ฯ

    โสปิ อตฺตโน กิจฺจํ นิฏฺฐาเปตฺวา อาคนฺตฺวา “คจฺฉาม ภนฺเตติ อาห.

    (อ.สามเณร) แม้นั้น ยังกิจ ของตน ให้สำเร็จแล้ว มาแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.เรา ท.) จะไป ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายสามเณรนั้น ทำกิจของตนสำเร็จแล้วมาพูดว่า "เราทั้งหลายไปกันเถิด ขอรับ."

  8. ๘

    ขณะนั้น พระเถระถามเธอว่า เธอกลายเป็นคนชั่วเสียแล้วหรือ สามเณร ฯ

    อถ นํ เถโร ปุจฺฉิ “ปาโป ชาโตสิ สามเณราติ.

    ครั้งนั้น อ.พระเถระ ถามแล้ว (ซึ่งสามเณร) นั้น ว่า ดูก่อนสามเณร (อ.เธอ) เป็นผู้ลามก เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พระเถระถามเธอว่า "สามเณร เธอกลายเป็นคนชั่วเสียแล้วหรือ ?"

  9. ๙

    สามเณรนั้นนิ่งเสีย แม้ถูกถามบ่อยๆ ก็ไม่พูดอะไร ๆ ฯ

    โส ตุณฺหี หุตฺวา ปุนปฺปุนํ ปุฏฺโฐปิ น กิญฺจิ กเถสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น เป็นผู้นิ่ง เป็น แม้ผู้อันพระเถระถามแล้ว บ่อย ๆ ไม่กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อะไร ๆ ฯ

    เธอนิ่งเสีย แม้พระเถระถามซ้ำก็ไม่พูดอะไร ๆ.

  10. ๑๐

    ลำดับนั้น พระเถระพูดกับสามเณรนั้นว่า กิจคือการจับปลายไม้เท้าของเราด้วยคนชั่วเช่นเธอ ไม่จำต้องมี ฯ

    อถ นํ เถโร อาห “ ตาทิเสน ปาเปน มม ยฏฺฐิโกฏิคฺคหณกิจฺจํ นตฺถีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระเถระ กล่าวแล้ว (กะสามเณร) นั้น ว่า อ.กิจคือการถือเอาซึ่งปลายแห่งไม้เท้า ของเรา (ด้วยบุคคล) ผู้ลามก ผู้เช่นกับด้วยเธอ ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า "ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี."

  11. ๑๑

    สามเณรนั้นถึงความสลดใจแล้วเปลื้องผ้ากาสายะออก นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์แล้ว เรียนว่า ท่านขอรับ เมื่อก่อนนี้ กระผมเป็นสามเณร แต่เดี๋ยวนี้ กระผมเป็นคฤหัสถ์แล้ว อนึ่งกระผมเมื่อบวช ก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา บวชเพราะกลัวอันตรายในหนทาง ขอท่านจงมา ไปกันเถิด ฯ

    โส สํเวคปฺปตฺโต กาสายานิ อปเนตฺวา คิหินิยาเมน ปริทหิตฺวา “ ภนฺเต อหํ ปุพฺเพ สามเณโร, อิทานิ ปนมฺหิ คิหี ชาโต; ปพฺพชนฺโตปิจาหํ น สทฺธาย ปพฺพชิโต, มคฺคปริปนฺถภเยน ปพฺพชิโต; เอถ, คจฺฉามาติ อาห.

    (อ.สามเณร) นั้น เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสลด (เป็น) นำไปปราศแล้ว ซึ่งผ้าอันบุคคลย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด ท. นุ่งห่มแล้ว โดยทำนอง แห่งคฤหัสถ์ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม เป็นสามเณร (ได้เป็นแล้ว) ในกาลก่อน, แต่ว่า อ.กระผม เป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น ในกาลนี้, เออก็ อ.กระผม เมื่อบวช เป็นผู้บวชแล้ว ด้วยศรัทธา (ย่อมเป็น) หามิได้ , อ.กระผม เป็นผู้บวชแล้ว เพราะความกลัวแต่อันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบในหนทาง (ย่อมเป็น) ; (อ.ท่าน ท.) ขอจงมา, (อ.เรา ท.) จะไป ดังนี้ ฯ

    เธอถึงซึ่งความสังเวชแล้ว เปลื้องผ้ากาสายะเสียแล้ว นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์พูดว่า "ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน กระผมเป็นสามเณร แต่เดี๋ยวนี้กระผมกลับเป็นคฤหัสถ์แล้ว, อนึ่ง กระผมเมื่อบวชก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา บวชเพราะกลัวแต่อันตรายในหนทางของท่านมาไปด้วยกันเถิด."

  12. ๑๒

    พระเถระพูดว่า คุณ คฤหัสถ์ชั่วก็ดี สมณะก็ดี ก็ชั่วเหมือนกัน เธอแม้ดำรงอยู่ในความเป็นสมณะแล้ว ก็ยังไม่สามารถบำเพ็ญเพียงศีลให้บริบูรณ์ได้ เป็นคฤหัสถ์จักทำความดีงามชื่ออะไรได้ กิจคือการจับปลายไม้เท้าของเราด้วยคนชั่วเช่นเธอ ไม่จำเป็นต้องมี ฯ

    “อาวุโส คิหิปาโปปิ สมณปาโปปิ ปาโปเยว ; ตฺวํ สมณภาเว ฐตฺวาปิ สีลมตฺตํ ปูเรตุํ นาสกฺขิ; คิหี หุตฺวา กินฺนาม กลฺยาณํ กริสฺสสิ; ตาทิเสน ปาเปน มม ยฏฺฐิโกฏิคฺคหณกิจฺจํ นตฺถีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.คฤหัสถ์ผู้ลามกก็ดี อ.สมณะผู้ลามกก็ดี เป็นผู้ลามกนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.เธอ แม้ตั้งอยู่แล้ว ในความเป็นแห่งสมณะ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังคุณ) สักว่าศีล ให้เต็ม ; (อ.เธอ) เป็นคฤหัสถ์ เป็น จักกระทำ (ซึ่งกรรม) อันงาม ชื่ออย่างไร ; อ.กิจคือการถือเอาซึ่งปลายแห่งไม้เท้า ของเรา (ด้วยบุคคล) ผู้ลามก ผู้เช่นกับด้วยเธอ ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    พระเถระพูดว่า "ผู้มีอายุ คฤหัสถ์ชั่วก็ดี สมณะชั่วก็ดี ก็ชั่วทั้งนั้น; เธอแม้ตั้งอยู่ในความเป็นสมณะแล้ว ไม่อาจเพื่อทำคุณเพียงแต่ศีลให้บริบูรณ์ เป็นคฤหัสถ์ จักทำความดีงามชื่ออะไรได้, ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี."

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑ หน้า ๑๖–๑๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ด้วยเดชแห่งศีลแม้ของพระเถระ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๑๕ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ มีสีเหมือนดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิ ยุบลงในเวลาประทับนั่งและฟูขึ้นในเวลาเสด็จลุกขึ้นเป็นปกติ แสดงอาการร้อนแล้ว ฯ

    เถรสฺสาปิ สีลเตเชน สฏฺฐิโยชนายามํ ปณฺณาสโยชนวิตฺถตํ ปณฺณรสโยชนพหลํ ชยสุมนปุปฺผวณฺณํ นิสีทนุฏฺฐหนกาเลสุ โอนมนุนฺนมนปกติกํ สกฺกสฺส เทวราชสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ.

    อ.บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักกะ ผู้พระราชาแห่งเทพ อันยาวโดยโยชน์ ๖๐ อันกว้างโดยโยชน์ ๕๐ อันหนาโดยโยชน์ ๑๕ มีสีเพียงดังสีแห่งดอกชัยพฤกษ์ มีอันยุบลงและอันฟูขึ้นเป็นปกติ ในกาลเป็นที่ประทับนั่งและเป็นที่เสด็จลุกขึ้น ท. แสดงแล้ว ซึ่งอาการอันร้อน ด้วยเดชแห่งศีล แม้ของพระเถระ ฯ

    ด้วยเดชแห่งศีลแม้ของพระเถระ (ในขณะนั้น) บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราช ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ มีสีดุจดอกชัยพฤกษ์ มีปกติยุบลงในเวลาประทับและฟูขึ้นในเวลาเสด็จลุกขึ้น แสดงอาการร้อนแล้ว.

  2. ๒

    ท้าวสักกเทวราช ตรวจดูอยู่ว่า ใครหนอแล ประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากฐานะ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระด้วยทิพยจักษุแล้ว ฯ

    สกฺโก “ โก นุ โข มํ ฐานา จาเวตุกาโมติ โอโลเกนฺโต ทิพฺเพน จกฺขุนา เถรํ อทฺทส. เตนาหุ โปราณา “สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยิ `ปาปครหี อยํ ปาโล อาชีวํ ปริโสธยิ’, สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยิ `ธมฺมครุโก อยํ ปาโล นิสินฺโน สาสเน รโตติ.

    อ.ท้าวสักกะ ทรงตรวจดูอยู่ ว่า อ.ใคร หนอ แล เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน ยังเรา ให้เคลื่อน จากที่ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ ฯ (เพราะเหตุ) นั้น อ.อาจารย์ผู้มีในกาลก่อน ท. กล่าวแล้ว ว่า อ.ท้าวสหัสสเนตร ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ทรงยังจักษุอันเป็นทิพย์ ให้หมดจดวิเศษแล้ว ว่า อ.พระเถระ ชื่อว่าปาละ นี้ ผู้ติเตียนซึ่งคนชั่วโดยปกติ ยังอาชีพ ให้หมดจดรอบแล้ว (ดังนี้), อ.ท้าวสหัสสเนตร ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ทรงยังจักษุอันเป็นทิพย์ ให้หมดจดวิเศษแล้ว ว่า อ.พระเถระชื่อว่าปาละ นี้ ผู้หนักในธรรม ยินดีแล้ว ในศาสนา นั่งแล้ว ดังนี้ (ดังนี้) ฯ

    ท้าวสักกเทวราช ทรงดำริว่า "ใครหนอแล ใคร่จะยังเราให้เคลื่อนจากสถาน" ดังนี้แล้ว ทรงเล็งลงมา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระด้วยทิพยจักษุ. เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า "ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ส่องทิพยจักษุ (ทรงทราบว่า) พระปาลเถระองค์นี้ ติเตียนคนบาป ชำระเครื่องเลี้ยงชีพให้บริสุทธิ์แล้ว, ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดาส่องทิพยจักษุ (ทรงทราบว่า) พระปาลเถระองค์นี้หนักในธรรม ยินดีในศาสนา นั่งอยู่แล้ว."

  3. ๓

    ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชนั้น ได้มีความดำรินี้ว่า ถ้าเราจักไม่ไปสำนักของพระผู้เป็นเจ้าผู้ตำหนิคนชั่ว ผู้เคารพพระธรรม แบบนี้ ศีรษะของเราก็จะพึงแตกออก ๗ เสี่ยง เราจักไปยังสำนักของพระผู้เป็นเจ้านั้น ฯ

    อถสฺส เอตทโหสิ “สจาหํ เอวรูปสฺส ปาปครหิโน ธมฺมครุกสฺส อยฺยสฺส สนฺติกํ น คมิสฺสามิ, มุทฺธา เม สตฺตธา ผเลยฺย; คมิสฺสามิสฺส สนฺติกนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความดำริ) นั่น ว่า ถ้าว่า อ.เรา จักไม่ไป สู่สำนัก ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ติเตียนซึ่งคนชั่วโดยปกติ ผู้หนักในธรรม ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ไซร้, อ.ศีรษะ ของเรา พึงแตก โดยส่วนเจ็ด; (อ.เรา) จักไป สู่สำนัก (ของพระผู้เป็นเจ้า) นั้น ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่ท้าวสักกะ) นั้น ฯ

    ขณะนั้น ท้าวเธอได้ทรงพระดำริว่า "ถ้าเราจักไม่ไปสู่สำนักของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ติเตียนคนบาป หนักในธรรม เห็นปานนั้น, ศีรษะของเราพึงแตก ๗ เสี่ยง; เราจักไปสู่สำนักของท่าน," (ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ก็เสด็จไป).

  4. ๔

    ก็แล ครั้นเข้าไปแล้ว ได้กระทำเสียงพระบาทไม่ไกลพระเถระ ฯ

    ตโต สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท เทวรชฺชสิรีธโร ตํขเณน อาคนฺตฺวา, จกฺขุปาลํ อุปาคมิ. อุปคนฺตฺวา จ ปน เถรสฺสาวิทูเร ปทสทฺทํ อกาสิ.

    ในลำดับนั้น อ.ท้าวสหัสสเนตร ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริคือความเป็นแห่งพระราชาแห่งเทพ เสด็จมาแล้ว โดยขณะนั้น, ได้เสด็จเข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าจักขุบาล ฯ ก็แล (อ.ท้าวสักกะ) ครั้นเสด็จเข้าไปใกล้แล้ว ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งเสียงแห่งพระบาท ในที่อันไม่ไกล แห่งพระเถระ ฯ

    เหตุนั้น (พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า) "ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทรงสิริของเทวราช เสด็จมาโดยขณะนั้นแล้ว เข้าไปใกล้พระจักขุปาลเถระแล้ว." ก็และครั้นเสด็จเข้าไปใกล้แล้ว ได้ทรงทำเสียงฝีพระบาทในที่ใกล้พระเถระ

  5. ๕

    ทีนั้น พระเถระถามท้าวเธอว่า นั่นใคร ฯ

    อถ นํ เถโร ปุจฺฉิ “โก เอโสติ.

    ครั้งนั้น อ.พระเถระ ถามแล้ว (ซึ่งท้าวสักกะ) นั้น ว่า อ.ใคร นั่น ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พระเถระถามท้าวเธอว่า "นั่นใคร ?"

  6. ๖

    กระผมเป็นคนเดินทาง เจ้าข้า ฯ

    “อหํ ภนฺเต อทฺธิโกติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม เป็นผู้ไปสู่หนทางไกล (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    เทวราชตรัสตอบว่า "ข้าพเจ้าคนเดินทาง เจ้าข้า ."

  7. ๗

    จะไปไหน อุบาสก ฯ

    “กุหึ ยาสิ อุปาสกาติ.

    (อ.พระเถระ ถามแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสก (อ.ท่าน) จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    ท่านจะไปไหน อุบาสก

  8. ๘

    เมืองสาวัตถี เจ้าข้า ฯ

    “สาวตฺถิยํ ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.กระผม จะไป) ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ดังนี้ ฯ

    เมืองสาวัตถี เจ้าข้า.

  9. ๙

    เชิญไปเถิดคุณ ฯ

    “ยาหิ อาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.ท่าน จงไป ดังนี้ ฯ

    ไปเถิด ท่านผู้มีอายุ.

  10. ๑๐

    ก็พระผู้เป็นเจ้าจักไปไหน ขอรับ ฯ

    “อยฺโย ปน ภนฺเต กุหึ คมิสฺสตีติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.พระผู้เป็นเจ้า จักไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า เจ้าข้า จักไปไหน ?

  11. ๑๑

    แม้อาตมา ก็จักไปเมืองสาวัตถีนั้นเหมือนกัน ฯ

    “อหํปิ ตตฺเถว คมิสฺสามีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักไป (ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี) นั้นนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ถึงเราก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน.

  12. ๑๒

    ถ้าเช่นนั้น ไปด้วยกันเถิด ขอรับ ฯ

    “เตนหิ เอกโตว คจฺฉาม ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น อ.เรา ท. จะไป โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว ดังนี้ ฯ

    ถ้าอย่างนั้น เราทั้งหลายไปด้วยกันเถิด เจ้าข้า.

  13. ๑๓

    อาตมาเป็นคนทุพพลภาพ เมื่อท่านไปกับอาตมาก็จักมีความชักช้า ฯ

    “อหํ ทุพฺพโล, มยา สทฺธึ คจฺฉนฺตสฺส ตว ปปญฺโจ ภวิสฺสตีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว (ย่อมเป็น), อ.ความเนิ่นช้า จักมี แก่ท่าน ผู้ไปอยู่ กับ ด้วยเรา ดังนี้ ฯ

    เราเป็นคนทุพพลภาพ, ความเนิ่นช้าจักมีแก่ท่านผู้ไปอยู่กับเรา.

  14. ๑๔

    กระผมไม่มีความรีบร้อน แม้เมื่อกระผมไปกับพระผู้เป็นเจ้า ก็จักได้รับบุญกิริยาวัตถุสักอย่างหนึ่ง บรรดาบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ไปด้วยกันเถิด ขอรับ ฯ

    “มยฺหํ อจฺจายิกํ นตฺถิ; อหํปิ อยฺเยน สทฺธึ คจฺฉนฺโต ทสสุ ปุญฺญกิริยาวตฺถูสุ เอกํ ลภิสฺสามิ; เอกโตว คจฺฉาม ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า อ.ความรีบร้อน ของกระผม ย่อมไม่มี; แม้ อ.กระผม ไปอยู่ กับ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า จักได้ ในบุญกิริยาวัตถุ ท. สิบหนา ซึ่งบุญกิริยาวัตถุอย่างหนึ่ง; ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.เรา ท.) จะไป โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว ดังนี้ ฯ

    กิจรีบของข้าพเจ้าไม่มี ถึงข้าพเจ้าไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า จักได้บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ สักประการหนึ่ง เราทั้งหลานไปด้วยกันเถอะ เจ้าข้า.

  15. ๑๕

    พระเถระคิดว่า ผู้นี้ จักเป็นสัปบุรุษ กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงจับปลายไม้เท้าเถิด อุบาสก ฯ

    เถโร “เอโส สปฺปุริโส ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา “เตนหิ ยฏฺฐิโกฏึ คณฺห อุปาสกาติ อาห.

    อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า (อ.บุรุษ) นั่น เป็นสัตบุรุษ จักเป็น ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนอุบาสก ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน จงจับ ซึ่งปลายแห่งไม้เท้า ดังนี้ ฯ

    พระเถระคิดว่า "นั่นจักเป็นสัตบุรุษ" จึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น จับปลายไม้เท้าเข้าถือ อุบาสก."

  16. ๑๖

    ท้าวสักกเทวราช กระทำตามแล้วย่นแผ่นดิน ให้ถึงพระเชตวันในเวลาเย็น ฯ

    สกฺโก ตถา กตฺวา ปฐวึ สงฺขิปนฺโต สายณฺหสมเย เชตวนํ สมฺปาเปสิ.

    อ.ท้าวสักกะ ทรงกระทำแล้ว อย่างนั้น ทรงย่นอยู่ ซึ่งแผ่นดิน (ทรงยังพระเถระ) ให้ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งพระเชตวัน ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ฯ

    ท้าวสักกเทวราช ทรงทำอย่างนั้นแล้ว ย่อพื้นปฐพีให้ถึงพระเชตวันในเพลาเย็น.

  17. ๑๗

    พระเถระได้ยินเสียงสังข์บัณเฑาะว์เป็นต้น ถามว่า เสียงนี้ที่ไหน ฯ

    เถโร สงฺขปณวาทิสทฺเท สุตฺวา “กตฺเถโส สทฺโทติ ปุจฺฉิ.

    อ.พระเถระ ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งดนตรีมีสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้น ท. ถามแล้ว ว่า อ.เสียงนั่น เป็นเสียง (ในที่) ไหน (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระเถระได้ฟังเสียงเครื่องประโคมมีสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้นแล้ว ถามว่า "นั่น เสียงที่ไหน ?"

  18. ๑๘

    เมืองสาวัตถี ขอรับ ฯ

    “สาวตฺถิยํ ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.เสียงนี้ เป็นเสียง) ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ในเมืองสาวัตถี เจ้าข้า.

  19. ๑๙

    ในเวลาไปอาตมาไปโดยกาลนาน ฯ

    “มยํ คมนกาเล จิเรน คมิมฺหาติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. ไปแล้ว โดยกาลนาน ในกาลเป็นที่ไป ดังนี้ ฯ

    ในเวลาไป เราไปโดยกาลช้าแล้ว

  20. ๒๐

    กระผมรู้จักทางตรง ขอรับ ฯ

    “อหํ อุชุกมคฺคํ ชานามิ ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม ย่อมรู้ ซึ่งหนทางอันตรง ดังนี้ ฯ

    ข้าพเจ้ารู้ทางตรง เจ้าข้า.

  21. ๒๑

    ในขณะนั้น พระเถระกำหนดว่า ผู้นี้ จะไม่ใช่มนุษย์ จักเป็นเทวดา ฯ

    ตสฺมึ ขเณ เถโร “ นายํ มนุสฺโส , เทวตา ภวิสฺสตีติ สลฺลกฺเขสิ.

    ในขณะนั้น อ.พระเถระ กำหนดแล้ว ว่า (อ.บุรุษ) นี้ เป็นมนุษย์ (ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.บุรุษนี้) เป็นเทวดา จักเป็น ดังนี้ ฯ

    ในขณะนั้น พระเถระกำหนดได้ว่า "ผู้นี้มิใช่มนุษย์ จักเป็นเทวดา."

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๗–๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ท้าวสักกเทวราชนั้น นำ (พระเถระ) ไปยังบรรณศาลาที่กุฎุมพีผู้น้องให้สร้างไว้เพื่อประโยชน์แก่พระเถระทีเดียว นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดานแล้ว (ตนเอง) เดินไปยังสำนักของกุฎุมพีผู้น้องนั้นด้วยเพศแห่งสหายรัก ตรัสเรียกว่า แนะปาละ เพื่อนรักฯ จุลปาละ. อะไรเล่า เพื่อน ฯ

    โส เถรสฺเสวตฺถาย กนิฏฺฐกุฏุมฺพิเกน การิตํ ปณฺณสาลํ เนตฺวา ผลเก นิสีทาเปตฺวา ปิยสหายวณฺเณน ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “สมฺม ปาลาติ ปกฺโกสิ. “กึ สมฺมาติ.

    (อ.ท้าวสักกะ) นั้น ทรงนำไปแล้ว สู่บรรณศาลา อันอันกุฎุมพีผู้น้อยที่สุด (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว เพื่อประโยชน์ แก่พระเถระนั่นเทียว (ยังพระเถระ) ให้นั่งแล้ว บนแผ่นกระดาน เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก (ของกุฎุมพี) นั้น ด้วยเพศแห่งสหายผู้เป็นที่รัก ทรงร้องเรียกแล้ว ว่า แน่ะ ปาละ ผู้สหาย ดังนี้ ฯ (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอนำพระเถระไปสู่บรรณศาลา ที่กุฎุมพีผู้น้องชายทำเพื่อประโยชน์แก่พระเถระนั่นเทียว นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดานแล้ว จำแลงเป็นสหายที่รักไปสู่สำนักของกุฎุมพีจุลปาละ ตรัสร้องเรียกว่า "แน่ะปาละผู้สหาย." กุฎีมพีจุลปาละร้องถามว่า "อะไร ? สหาย."

  2. ๒

    ท้าวสักกะ. ท่านทราบไหมว่าพระเถระมาแล้ว ฯ

    “เถรสฺส อาคตภาวํ ชานาสีติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า อ.ท่าน ย่อมรู้ ซึ่งความที่ แห่งพระเถระ เป็นผู้มาแล้ว (หรือ) ดังนี้ ฯ

    ท่านรู้ความที่พระเถระมาแล้วหรือ ?

  3. ๓

    จุลปาละ. ไม่ทราบเลย ก็พระเถระมาแล้วหรือ ฯ

    “น ชานามิ, กึ ปน เถโร อาคโตติ.

    (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมไม่รู้, ก็ อ.พระเถระ มาแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    ข้าพเจ้ายังไม่รู้, ก็พระเถระมาแล้วหรือ ?

  4. ๔

    ท้าวสักกะ. ใช่ เพื่อน เราไปวิหารเห็นพระเถระนั่งบนศาลาที่ท่านสั่งให้สร้างไว้มาแล้วเดี๋ยวนี้เอง ดังนี้แล้วเสด็จหลีกไป ฯ

    “อาม สมฺม, อิทานาหํ วิหารํ คนฺตฺวา เถรํ ตยา การิตปณฺณสาลายํ นิสินฺนกํ ทิสฺวา อาคโตมฺหีติ วตฺวา ปกฺกามิ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนสหาย เออ (อ.อย่างนั้น), ในกาลนี้ อ.เรา เป็นผู้ ไปแล้ว สู่วิหาร เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้นั่งแล้ว ในบรรณศาลา อัน อันท่าน (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    เทวราช ตรัสว่า "เออ สหาย ข้าพเจ้าไปวิหาร เห็นพระเถระนั่งอยู่ในบรรณศาลาที่ท่านทำ มาแล้วเดี๋ยวนี้เอง" ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป

  5. ๕

    ฝ่ายกุฎุมพีไปวิหารเห็นพระเถระ ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แล้วแทบเท้า (พระเถระ) กล่าวว่า ท่านขอรับ กระผมเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ (อยาก) ให้ท่านบวช ดังนี้เป็นต้นแล้ว จึงทำเด็กทาส ๒ คนให้เป็นไทย ให้บวชในสำนักพระเถระแล้วสั่งว่า ท่านทั้งสอง จงนำเอาของฉันมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นมาจากภายในบ้าน อุปัฏฐากพระเถระ ดังนี้แล้วมอบให้แล้ว ฯ

    กุฏุมฺพิโกปิ วิหารํ คนฺตฺวา เถรํ ทิสฺวา ปาทมูเล ปวฏฺเฏนฺโต โรทิตฺวา “ อิทํ ทิสฺวา อหํ ภนฺเต ตุมฺหากํ ปพฺพชิตุํ นาทาสินฺติอาทีนิ วตฺวา เทฺว ทาสทารเก ภุชิสฺเส กตฺวา เถรสฺส สนฺติเก ปพฺพาเชตฺวา “อนฺโตคามโต ยาคุภตฺตาทีนิ อาหริตฺวา เถรํ อุปฏฺฐหถาติ ปฏิปาเทสิ.

    แม้ อ.กุฎุมพี ไปแล้ว สู่วิหาร เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ร้องไห้ กลิ้งเกลือกอยู่แล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ ท.) มีคำ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม เห็นแล้ว (ซึ่งเหตุ) นี้ ไม่ได้ให้แล้ว เพื่ออันบวช แก่ท่าน ท. ดังนี้เป็นต้น กระทำแล้ว ซึ่งเด็กผู้เป็นทาส ท. ๒ ให้เป็นไท ให้บวชแล้ว ในสำนัก ของพระเถระ (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท.) นำมาแล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น จากภายในแห่งบ้าน จงบำรุง ซึ่งพระเถระ ดังนี้ (ยังข้าวต้มและข้าวสวย) ให้ถึงเฉพาะแล้ว ฯ

    ฝ่ายกุฎุมพีไปถึงวิหาร เห็นพระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ที่บาทมูล กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ เจ้าข้า ข้าพเจ้าเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ยอมให้ท่านบวช" ดังนี้เป็นต้นแล้ว ทำเด็กทาส ๒ คนให้เป็นไทย ให้บวชในสำนักของพระเถระแล้ว สั่งว่า "ท่านทั้งหลาย จงนำเอาของฉันมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น มาจากภายในบ้านอุปัฏฐากพระเถระ" ดังนี้แล้ว มอบให้แล้ว

  6. ๖

    สามเณรทั้งหลาย ก็ช่วยกันทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากพระเถระแล้ว ฯ

    สามเณรา วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา เถรํ อุปฏฺฐหึสุ.

    อ.สามเณร ท. กระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ บำรุงแล้ว ซึ่งพระเถระ ฯ

    สามเถรทั้งหลาย ก็ทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากพระเถระแล้ว.

  7. ๗

    ครั้นภายหลัง ณ วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ผู้ประจำอยู่ในทิศ มายังพระเชตวัน ด้วยหมายใจว่า จักเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วเยี่ยมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๘๐ องค์แล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในพระวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุบาลเถระแล้ว ได้มุ่งหน้าตรงต่อที่อยู่ของพระเถระนั้นในเวลาเย็น ด้วยความหวังว่า จักเยี่ยมสถานที่แม้ตรงนี้ ฯ

    อเถกทิวสํ ทิสาวาสิโน ภิกฺขู “สตฺถารํ ปสฺสิสฺสามาติ เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อสีติมหาเถเร ทิสฺวา วิหารจาริกํ จรนฺตา จกฺขุปาลตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา “อิทํปิ ปสฺสิสฺสามาติ สายํ ตทภิมุขา อเหสุํ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ มาแล้ว สู่พระเชตวัน (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่แปดสิบ ท. เที่ยวไปอยู่ สู่ที่เป็นที่เที่ยวไปในวิหาร ถึงแล้ว ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระชื่อว่าจักขุบาล เป็นผู้มีหน้าที่เฉพาะต่อที่นั้น ได้เป็นแล้ว ในเวลาเย็น (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเห็น (ซึ่งที่เป็นที่อยู่) แม้นี้ ดังนี้ ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ (ผู้อยู่ที่อื่น) มาสู่พระเชตวัน ด้วยหวังว่า "จักเฝ้าพระศาสดา" ถวายบังคมพระศาสดา เยี่ยมพระอสีติมหาเถระแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว มีหน้าตรงต่อที่นั้นในเวลาเย็น ด้วยหวังว่า "จักดูแม้ที่นี้."

  8. ๘

    ในขณะนั้น เมฆก้อนใหญ่ ตั้ง (เค้า) ขึ้นแล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ มหาเมโฆ อุฏฺฐหิ.

    ในขณะ นั้น อ.เมฆใหญ่ ตั้งขึ้นแล้ว ฯ

    ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๗–๑๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ท้าวเธอ(ท้าวสักกเทวราช) นำพระเถระไปยังบรรณศาลาที่กุฎุมพีผู้เป็นน้องชายให้สร้างไว้เพื่อประโยชน์แก่พระเถระนั่นแล นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดาน จำแลงกายเป็นเพื่อนรัก ไปสู่สำนักของกุฎุมพีจุลปาละแล้ว ตะโกนเรียกว่า ปาละ เพื่อนรัก ฯ

    โส เถรสฺเสวตฺถาย กนิฏฺฐกุฏุมฺพิเกน การิตํ ปณฺณสาลํ เนตฺวา ผลเก นิสีทาเปตฺวา ปิยสหายวณฺเณน ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “สมฺม ปาลาติ ปกฺโกสิ.

    (อ.ท้าวสักกะ) นั้น ทรงนำไปแล้ว สู่บรรณศาลา อันอันกุฎุมพีผู้น้อยที่สุด (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว เพื่อประโยชน์ แก่พระเถระนั่นเทียว (ยังพระเถระ) ให้นั่งแล้ว บนแผ่นกระดาน เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก (ของกุฎุมพี) นั้น ด้วยเพศแห่งสหายผู้เป็นที่รัก ทรงร้องเรียกแล้ว ว่า แน่ะ ปาละ ผู้สหาย ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอนำพระเถระไปสู่บรรณศาลา ที่กุฎุมพีผู้น้องชายทำเพื่อประโยชน์แก่พระเถระนั่นเทียว นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดานแล้ว จำแลงเป็นสหายที่รักไปสู่สำนักของกุฎุมพีจุลปาละ ตรัสร้องเรียกว่า "แน่ะปาละผู้สหาย."

  2. ๒

    กุฎุมพีจุลปาละร้องถามว่า อะไรหรือเพื่อน ฯ

    “กึ สมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    กุฎีมพีจุลปาละร้องถามว่า "อะไร ? สหาย."

  3. ๓

    ท้าวสักกะ. ท่านรู้ความที่พระเถระมาแล้วหรือ(ยัง) ฯ

    “เถรสฺส อาคตภาวํ ชานาสีติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า อ.ท่าน ย่อมรู้ ซึ่งความที่ แห่งพระเถระ เป็นผู้มาแล้ว (หรือ) ดังนี้ ฯ

    ท่านรู้ความที่พระเถระมาแล้วหรือ ?

  4. ๔

    กุฎุมพี. ข้าพเจ้ายังไม่รู้เลย ก็ พระเถระมาแล้วหรือ ฯ

    “น ชานามิ, กึ ปน เถโร อาคโตติ.

    (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมไม่รู้, ก็ อ.พระเถระ มาแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    ข้าพเจ้ายังไม่รู้, ก็พระเถระมาแล้วหรือ ?

  5. ๕

    ท้าวสักกะ. ใช่ เพื่อนรัก ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ไปวัด เห็นพระเถระนั่งอยู่ในบรรณศาลาที่ท่านให้สร้างไว้ (กลับ)มาเดี๋ยวนี้เอง แล้วเสด็จหลีกไป ฯ

    “อาม สมฺม, อิทานาหํ วิหารํ คนฺตฺวา เถรํ ตยา การิตปณฺณสาลายํ นิสินฺนกํ ทิสฺวา อาคโตมฺหีติ วตฺวา ปกฺกามิ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนสหาย เออ (อ.อย่างนั้น), ในกาลนี้ อ.เรา เป็นผู้ ไปแล้ว สู่วิหาร เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้นั่งแล้ว ในบรรณศาลา อัน อันท่าน (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    เทวราช ตรัสว่า "เออ สหาย ข้าพเจ้าไปวิหาร เห็นพระเถระนั่งอยู่ในบรรณศาลาที่ท่านทำ มาแล้วเดี๋ยวนี้เอง" ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป

  6. ๖

    ฝ่ายกุฎุมพีไปวัดเห็นพระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ที่แทบเท้า พูดว่า ท่านครับ กระผมเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ยอมให้ท่านบวช ดังนี้เป็นต้นแล้ว ทำ(เปลื้อง)เด็กทาส ๒ คนให้เป็นไทยให้บวชในสำนักของพระเถระแล้ว

    กุฏุมฺพิโกปิ วิหารํ คนฺตฺวา เถรํ ทิสฺวา ปาทมูเล ปวฏฺเฏนฺโต โรทิตฺวา “ อิทํ ทิสฺวา อหํ ภนฺเต ตุมฺหากํ ปพฺพชิตุํ นาทาสินฺติอาทีนิ วตฺวา เทฺว ทาสทารเก ภุชิสฺเส กตฺวา เถรสฺส สนฺติเก ปพฺพาเชตฺวา

    แม้ อ.กุฎุมพี ไปแล้ว สู่วิหาร เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ร้องไห้ กลิ้งเกลือกอยู่แล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ ท.) มีคำ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม เห็นแล้ว (ซึ่งเหตุ) นี้ ไม่ได้ให้แล้ว เพื่ออันบวช แก่ท่าน ท. ดังนี้เป็นต้น กระทำแล้ว ซึ่งเด็กผู้เป็นทาส ท. ๒ ให้เป็นไท ให้บวชแล้ว ในสำนัก ของพระเถระ (กล่าวแล้ว) ว่า

    ฝ่ายกุฎุมพีไปถึงวิหาร เห็นพระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ที่บาทมูล กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ เจ้าข้า ข้าพเจ้าเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ยอมให้ท่านบวช" ดังนี้เป็นต้นแล้ว ทำเด็กทาส ๒ คนให้เป็นไทย ให้บวชในสำนักของพระเถระแล้ว สั่งว่า

  7. ๗

    สั่งว่า เธอทั้งสอง จงนำของฉันมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นมาจากภายในบ้าน อุปัฏฐากพระเถระ(ให้ดี) ดังนี้แล้วมอบให้รับไว้ ฯ

    “อนฺโตคามโต ยาคุภตฺตาทีนิ อาหริตฺวา เถรํ อุปฏฺฐหถาติ ปฏิปาเทสิ.

    (อ.ท่าน ท.) นำมาแล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น จากภายในแห่งบ้าน จงบำรุง ซึ่งพระเถระ ดังนี้ (ยังข้าวต้มและข้าวสวย) ให้ถึงเฉพาะแล้ว ฯ

    "ท่านทั้งหลาย จงนำเอาของฉันมีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น มาจากภายในบ้านอุปัฏฐากพระเถระ" ดังนี้แล้ว มอบให้แล้ว

  8. ๘

    สามเณรทั้งสองรูป ช่วยกันทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากพระเถระแล้ว ฯ

    สามเณรา วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา เถรํ อุปฏฺฐหึสุ.

    อ.สามเณร ท. กระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ บำรุงแล้ว ซึ่งพระเถระ ฯ

    สามเถรทั้งหลาย ก็ทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากพระเถระแล้ว.

  9. ๙

    ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ในทิศ(อยู่ต่างถิ่น) มายังพระเชตวันด้วยตั้งใจว่า จักเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว เยี่ยมพระเถระผู้ใหญ่แปดสิบรูปแล้ว เที่ยวจาริกไปในวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุบาลเถระ ได้มุ่งหน้าตรงไปที่อยู่ของท่านในเวลาเย็น ด้วยหมายใจว่าจักเยี่ยมแม้ที่นี่ ฯ

    อเถกทิวสํ ทิสาวาสิโน ภิกฺขู “สตฺถารํ ปสฺสิสฺสามาติ เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อสีติมหาเถเร ทิสฺวา วิหารจาริกํ จรนฺตา จกฺขุปาลตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา “อิทํปิ ปสฺสิสฺสามาติ สายํ ตทภิมุขา อเหสุํ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ มาแล้ว สู่พระเชตวัน (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่แปดสิบ ท. เที่ยวไปอยู่ สู่ที่เป็นที่เที่ยวไปในวิหาร ถึงแล้ว ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระชื่อว่าจักขุบาล เป็นผู้มีหน้าที่เฉพาะต่อที่นั้น ได้เป็นแล้ว ในเวลาเย็น (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเห็น (ซึ่งที่เป็นที่อยู่) แม้นี้ ดังนี้ ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ (ผู้อยู่ที่อื่น) มาสู่พระเชตวัน ด้วยหวังว่า "จักเฝ้าพระศาสดา" ถวายบังคมพระศาสดา เยี่ยมพระอสีติมหาเถระแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว มีหน้าตรงต่อที่นั้นในเวลาเย็น ด้วยหวังว่า "จักดูแม้ที่นี้."

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑ หน้า ๑๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ มาสู่พระเชตวันมหาวิหารด้วยความหวังว่า จักเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว เยี่ยมพระอสีติมหาสาวกแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในพระวิหาร ถึงสถานที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว ในเวลาเย็น ได้มุ่งหน้าตรงต่อที่อยู่ของพระเถระนั้น ด้วยความหวังว่า จักดูแม้สถานที่นี้ ฯ

    อเถกทิวสํ ทิสาวาสิโน ภิกฺขู “สตฺถารํ ปสฺสิสฺสามาติ เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อสีติมหาเถเร ทิสฺวา วิหารจาริกํ จรนฺตา จกฺขุปาลตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา “อิทํปิ ปสฺสิสฺสามาติ สายํ ตทภิมุขา อเหสุํ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ มาแล้ว สู่พระเชตวัน (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่แปดสิบ ท. เที่ยวไปอยู่ สู่ที่เป็นที่เที่ยวไปในวิหาร ถึงแล้ว ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระชื่อว่าจักขุบาล เป็นผู้มีหน้าที่เฉพาะต่อที่นั้น ได้เป็นแล้ว ในเวลาเย็น (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา ท.) จักเห็น (ซึ่งที่เป็นที่อยู่) แม้นี้ ดังนี้ ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ (ผู้อยู่ที่อื่น) มาสู่พระเชตวัน ด้วยหวังว่า "จักเฝ้าพระศาสดา" ถวายบังคมพระศาสดา เยี่ยมพระอสีติมหาเถระแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในวิหาร ถึงที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว มีหน้าตรงต่อที่นั้นในเวลาเย็น ด้วยหวังว่า "จักดูแม้ที่นี้."

  2. ๒

    ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งเค้าขึ้นแล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ มหาเมโฆ อุฏฺฐหิ.

    ในขณะ นั้น อ.เมฆใหญ่ ตั้งขึ้นแล้ว ฯ

    ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว

  3. ๓

    พวกเธอคิดว่า เวลานี้ก็เย็นแล้ว และเมฆก็ตั้งเค้าขึ้นแล้ว เวลาเช้าตรู่ พวกเราจักมาดูดังนี้แล้วก็กลับไป ฯ

    เต “อิทานิ สายญฺจ, เมโฆ จ อุฏฺฐิโต, ปาโตว อาคนฺตฺวา ปสฺสิสฺสามาติ นิวตฺตึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นเวลาเย็น (ย่อมเป็น) ด้วย , อ.เมฆ ตั้งขึ้นแล้วด้วย, อ.เรา ท. มาแล้ว จักเห็น ในเวลาเช้าเทียว ดังนี้ กลับแล้ว ฯ

    พวกเธอคิดว่า "เดี๋ยวนี้ เย็นแล้ว, และเมฆก็ตั้งขึ้นแล้ว, เราจักมาดูแต่เช้าเที่ยว" ดังนี้แล้ว กลับไป

  4. ๔

    ฝนตกในปฐมยาม หยุดตกในมัชฌิมยาม ฯ

    เทโว ปฐมยาเม วสฺสิตฺวา มชฺฌิมยาเม วิคโต.

    อ.ฝน ตกแล้ว ในยามที่หนึ่ง ไปปราศแล้ว ในยามอันมีในท่ามกลาง ฯ

    ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม

  5. ๕

    พระเถระเป็นผู้ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณ เพราะฉะนั้นจึงลงสู่ที่จงกรมในเวลาปัจฉิมยาม ฯ

    เถโร อารทฺธวิริโย อาจิณฺณจงฺกมโน; ตสฺมา ปจฺฉิมยาเม จงฺกมนํ โอตริ.

    อ.พระเถระ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว เป็นผู้มีการจงกรมอันประพฤติทั่วแล้ว (ย่อมเป็น); เพราะเหตุนั้น (อ.พระเถระ) ข้ามลงแล้ว สู่ที่เป็นที่จงกรม ในยามอันมีในภายหลัง ฯ

    พระเถระเป็นผู้ (เคย) ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณ; เหตุฉะนั้น จึงลงสู่ที่กรมแล้วในปัจฉิมยาม

  6. ๖

    อนึ่ง ในกาลนั้น แมลงค่อมทองจำนวนมาก ตั้งขึ้นแล้วบนภาคพื้นที่ฝนตกใหม่ ฯ

    ตทา ปน นววุฏฺฐาย ภูมิยา พหู อินฺทโคปกา อุฏฺฐหึสุ.

    ก็ ในกาลนั้น อ.แมลงค่อมทอง ท. มาก ตั้งขึ้นแล้ว บนภาคพื้น อันอันฝนตกแล้วใหม่ ฯ

    แลในกาลนั้น ตัวแมลงค่อมทอง (หรือแมลงเม่า) เป็นอันมาก ตั้งขึ้นแล้ว บนพื้นที่ฝนตกใหม่

  7. ๗

    แมลงค่อมทองเหล่านั้น เมื่อพระเถระเดินจงกรมอยู่ ได้ถึงวิบัติแล้วโดยมาก ฯ

    เต เถเร จงฺกมนฺเต , เยภุยฺเยน วิปชฺชึสุ.

    (อ.แมลงค่อมทอง ท.) เหล่านั้น ครั้นเมื่อพระเถระ จงกรมอยู่, วิบัติแล้ว โดยมาก ฯ

    ตัวเหล่านั้น เมื่อพระเถระจงกรมอยู่ ได้วิบัติ (ตาย) โดยมาก

  8. ๘

    พวกอันเตวาสิก ยังไม่ทันได้กวาดสถานที่จงกรมของพระเถระแต่เช้าตรู่ ฯ

    อนฺเตวาสิกา เถรสฺส จงฺกมนฏฺฐานํ กาลสฺเสว น สมฺมชฺชึสุ.

    อ.อันเตวาสิก ท. ไม่กวาดแล้ว ซึ่งที่เป็นที่จงกรม ของพระเถระ ต่อกาลนั่นเทียว ฯ

    พวกอันเตวาสิก ยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระ แต่เช้าตรู่

  9. ๙

    พวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยความหวังว่า จักดูสถานที่อยู่ของพระเถระ เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า ใครจงกรม ณ สถานที่นี้ ฯ

    อิตเร ภิกฺขู “เถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปสฺสิสฺสามาติ อาคนฺตฺวา จงฺกมเน ปาณเก ทิสฺวา “ โก อิมสฺมึ จงฺกมตีติ ปุจฺฉึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านอกนี้ มาแล้ว (ด้วยความหวัง) ว่า อ.เรา ท. จักเห็น ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระ ดังนี้ เห็นแล้ว ซึ่งสัตว์มีปราณ ท. ในที่เป็นที่จงกรม ถามแล้วว่า อ.ใคร ย่อมจงกรม (ในที่เป็นที่จงกรม) นี้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระพวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า "จักดูที่อยู่ของพระเถระ" เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า "ใครจงกรมในที่นี้."

  10. ๑๐

    พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า พระอุปัชฌาย์ของพวกกระผม ขอรับ ฯ

    “อมฺหากํ อุปชฺฌาโย ภนฺเตติ.

    (อ.อันเตวาสิก ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.พระอุปัชฌาย์ ของกระผม ท. (ย่อมจงกรม ในที่เป็นที่จงกรม นี้) ดังนี้ ฯ

    พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า "อุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ."

  11. ๑๑

    ภิกษุเหล่านั้นตำหนิว่า ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของพระสมณะเถิด ในเวลามีจักษุ (ดี) ท่านนอนหลับเสีย ไม่กระทำอะไร ๆ ในเวลามีจักษุบกพร่อง บัดนี้ คิดว่า เราเดินจงกรม ดังนี้ ทำสัตว์ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว ได้กระทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ด้วยคิดว่า เราจักกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนี้ ฯ

    เต อุชฺฌายึสุ “ปสฺสถ สมณสฺส กมฺมํ; สจกฺขุกาเล นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายนฺโต กิญฺจิ อกตฺวา, อิทานิ จกฺขุวิกลกาเล `จงฺกมามีติ เอตฺตเก ปาเณ มาเรสิ; `อตฺถํ กริสฺสามีติ อนตฺถํ อกรีติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยกโทษแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จงดู ซึ่งกรรม ของสมณะ, (อ.สมณะนั้น) นอน ประพฤติหลับอยู่ ในกาลแห่งตนเป็นไปกับด้วยจักษุ ไม่กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) ไร ๆ, ยังสัตว์มีปราณ ท. มีประมาณเท่านี้ ให้ตายแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา) จะจงกรม ดังนี้ ในกาลแห่งตนมีจักษุอันวิกล ในกาลนี้; (อ.พระเถระ คิดแล้ว) ว่า (อ.เรา) จักกระทำ ซึ่งประโยชน์ ดังนี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกรรม อันมิใช่ประโยชน์ ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายติเตียนว่า "ท่านทั้งหลายดูกรรมของสมณะเถิด ในกาลมีจักษุท่านนอนหลับเสีย ไม่ทำอะไร, ในกาลมีจักษุวิกลเดี๋ยวนี้ไว้ตัวว่า 'จงกรม' ทำสัตว์มีประมาณถึงเท่านี้ให้ตายแล้ว ท่านคิดว่า 'จักทำประโยชน์' กลับทำการหาประโยชน์มิได้."

  12. ๑๒

    ต่อมา ภิกษุเหล่านั้น ไปกราบทูลพระตถาคตเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระคิดว่า เราเดินจงกรม ดังนี้ ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว ฯ

    อถ เต คนฺตฺวา ตถาคตสฺส อาโรเจสุํ “ภนฺเต จกฺขุปาลตฺเถโร `จงฺกมามีติ พหู ปาณเก มาเรสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว กราบทูลแล้ว แก่พระตถาคตเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระเถระชื่อว่าจักขุบาล ยังสัตว์มีปราณ ท. มาก ให้ตายแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา) จะจงกรม ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตแล้วในขณะนั้นว่า "พระเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระ ไว้ตัวว่า 'จงกรม' ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว."

  13. ๑๓

    ก็ท่านทั้งหลายได้เห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายอยู่หรือ ? ฯ

    “กึ ปน โส ตุมฺเหหิ มาเรนฺโต ทิฏฺโฐติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.จักขุบาล) นั้น (ยังมีสัตว์มีปราณ ท.) ให้ตายอยู่ อันเธอ ท. เห็นแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า "ท่านทั้งหลายเห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้วหรือ ?"

  14. ๑๔

    ไม่ได้เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “น ทิฏฺโฐ ภนฺเตติ.

    (อ ภิกษุ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเถระ ชื่อว่าจักขุบาลนั้น ยังสัตว์มีปราณ ท. ให้ตายอยู่ อันข้าพระองค์ ท.) ไม่เห็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า "ไม่ได้เห็น พระเจ้าข้า."

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๘–๑๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๔๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในขณะนั้น เมฆก้อนใหญ่ ตั้งเค้าขึ้นแล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ มหาเมโฆ อุฏฺฐหิ.

    ในขณะ นั้น อ.เมฆใหญ่ ตั้งขึ้นแล้ว ฯ

    ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว

  2. ๒

    ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า บัดนี้ เย็นแล้ว และเมฆ ก็ตั้งเค้าขึ้นแล้ว เราจักมาเยี่ยมแต่เช้าทีเดียว ดังนี้แล้วกลับไป ฯ

    เต “อิทานิ สายญฺจ, เมโฆ จ อุฏฺฐิโต, ปาโตว อาคนฺตฺวา ปสฺสิสฺสามาติ นิวตฺตึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นเวลาเย็น (ย่อมเป็น) ด้วย , อ.เมฆ ตั้งขึ้นแล้วด้วย, อ.เรา ท. มาแล้ว จักเห็น ในเวลาเช้าเทียว ดังนี้ กลับแล้ว ฯ

    พวกเธอคิดว่า "เดี๋ยวนี้ เย็นแล้ว, และเมฆก็ตั้งขึ้นแล้ว, เราจักมาดูแต่เช้าเที่ยว" ดังนี้แล้ว กลับไป

  3. ๓

    ฝนตกในปฐมยาม ขาดเม็ดในมัชฌิมยาม ฯ

    เทโว ปฐมยาเม วสฺสิตฺวา มชฺฌิมยาเม วิคโต.

    อ.ฝน ตกแล้ว ในยามที่หนึ่ง ไปปราศแล้ว ในยามอันมีในท่ามกลาง ฯ

    ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม

  4. ๔

    พระเถระ เป็นผู้ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณวัตร เพราะเหตุนั้น ท่านจึงลงสู่ที่
    จงกรม(อีก) ในปัจฉิมยาม ฯ

    เถโร อารทฺธวิริโย อาจิณฺณจงฺกมโน; ตสฺมา ปจฺฉิมยาเม จงฺกมนํ โอตริ.

    อ.พระเถระ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว เป็นผู้มีการจงกรมอันประพฤติทั่วแล้ว (ย่อมเป็น); เพราะเหตุนั้น (อ.พระเถระ) ข้ามลงแล้ว สู่ที่เป็นที่จงกรม ในยามอันมีในภายหลัง ฯ

    พระเถระเป็นผู้ (เคย) ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณ; เหตุฉะนั้น จึงลงสู่ที่กรมแล้วในปัจฉิมยาม

  5. ๕

    ก็ในเวลานั้น แมลงค่อมทอง(แมลงเม่า) เป็นจำนวนมาก ขึ้นมาบนภาคพื้นที่ฝนตกใหม่ ๆ พวกมัน เมื่อพระเถระเดินจงกรมอยู่ ได้วิบัติไปโดยมาก ฯ

    ตทา ปน นววุฏฺฐาย ภูมิยา พหู อินฺทโคปกา อุฏฺฐหึสุ. เต เถเร จงฺกมนฺเต , เยภุยฺเยน วิปชฺชึสุ.

    ก็ ในกาลนั้น อ.แมลงค่อมทอง ท. มาก ตั้งขึ้นแล้ว บนภาคพื้น อันอันฝนตกแล้วใหม่ ฯ (อ.แมลงค่อมทอง ท.) เหล่านั้น ครั้นเมื่อพระเถระ จงกรมอยู่, วิบัติแล้ว โดยมาก ฯ

    แลในกาลนั้น ตัวแมลงค่อมทอง (หรือแมลงเม่า) เป็นอันมาก ตั้งขึ้นแล้ว บนพื้นที่ฝนตกใหม่ ตัวเหล่านั้น เมื่อพระเถระจงกรมอยู่ ได้วิบัติ (ตาย) โดยมาก

  6. ๖

    พวกอันเตวาสิก ยังไม่ทันได้กวาดที่จงกรมของพระเถระแต่เช้าตรู่เลย ฯ

    อนฺเตวาสิกา เถรสฺส จงฺกมนฏฺฐานํ กาลสฺเสว น สมฺมชฺชึสุ.

    อ.อันเตวาสิก ท. ไม่กวาดแล้ว ซึ่งที่เป็นที่จงกรม ของพระเถระ ต่อกาลนั่นเทียว ฯ

    พวกอันเตวาสิก ยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระ แต่เช้าตรู่

  7. ๗

    พวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า จักเยี่ยม (ถึง) ที่อยู่ของพระเถระ เห็นสัตว์มีชีวิตตัวเล็ก ๆ ทั้งหลาย ในที่จงกรมแล้ว ถามว่า ใครจงกรมที่นี่ ฯ

    อิตเร ภิกฺขู “เถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปสฺสิสฺสามาติ อาคนฺตฺวา จงฺกมเน ปาณเก ทิสฺวา “ โก อิมสฺมึ จงฺกมตีติ ปุจฺฉึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านอกนี้ มาแล้ว (ด้วยความหวัง) ว่า อ.เรา ท. จักเห็น ซึ่งที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระ ดังนี้ เห็นแล้ว ซึ่งสัตว์มีปราณ ท. ในที่เป็นที่จงกรม ถามแล้วว่า อ.ใคร ย่อมจงกรม (ในที่เป็นที่จงกรม) นี้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระพวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า "จักดูที่อยู่ของพระเถระ" เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า "ใครจงกรมในที่นี้."

  8. ๘

    พวกอันเตวาสิกของท่านตอบว่า พระอุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ ฯ

    “อมฺหากํ อุปชฺฌาโย ภนฺเตติ.

    (อ.อันเตวาสิก ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.พระอุปัชฌาย์ ของกระผม ท. (ย่อมจงกรม ในที่เป็นที่จงกรม นี้) ดังนี้ ฯ

    พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า "อุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ."

  9. ๙

    เธอทั้งหลายยกโทษว่า ท่านทั้งหลายจงดูกรรมของสมณะเถิด พระเถระรูปนี้ ในเวลาที่มีจักษุ (ตายังดี) มัวนอนหลับเสีย ไม่ทำอะไรเลย ในเวลาที่ตาพิการในบัดนี้ อวดอ้างว่า จงกรม ทำสัตว์มีชีวิตประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว ตัวท่านคิดว่า จักทำประโยชน์ กลับทำการหาประโยชน์(อันใด) มิได้ ฯ

    เต อุชฺฌายึสุ “ปสฺสถ สมณสฺส กมฺมํ; สจกฺขุกาเล นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายนฺโต กิญฺจิ อกตฺวา, อิทานิ จกฺขุวิกลกาเล `จงฺกมามีติ เอตฺตเก ปาเณ มาเรสิ; `อตฺถํ กริสฺสามีติ อนตฺถํ อกรีติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยกโทษแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จงดู ซึ่งกรรม ของสมณะ, (อ.สมณะนั้น) นอน ประพฤติหลับอยู่ ในกาลแห่งตนเป็นไปกับด้วยจักษุ ไม่กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) ไร ๆ, ยังสัตว์มีปราณ ท. มีประมาณเท่านี้ ให้ตายแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา) จะจงกรม ดังนี้ ในกาลแห่งตนมีจักษุอันวิกล ในกาลนี้; (อ.พระเถระ คิดแล้ว) ว่า (อ.เรา) จักกระทำ ซึ่งประโยชน์ ดังนี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกรรม อันมิใช่ประโยชน์ ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายติเตียนว่า "ท่านทั้งหลายดูกรรมของสมณะเถิด ในกาลมีจักษุท่านนอนหลับเสีย ไม่ทำอะไร, ในกาลมีจักษุวิกลเดี๋ยวนี้ไว้ตัวว่า 'จงกรม' ทำสัตว์มีประมาณถึงเท่านี้ให้ตายแล้ว ท่านคิดว่า 'จักทำประโยชน์' กลับทำการหาประโยชน์มิได้."

  10. ๑๐

    ทีนั้น พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระจักขุบาลเถระไว้ตัวว่า จงกรม ทำสัตว์มีชีวิตเล็ก ๆ เป็นอันมากให้ตายแล้ว ฯ

    อถ เต คนฺตฺวา ตถาคตสฺส อาโรเจสุํ “ภนฺเต จกฺขุปาลตฺเถโร `จงฺกมามีติ พหู ปาณเก มาเรสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว กราบทูลแล้ว แก่พระตถาคตเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระเถระชื่อว่าจักขุบาล ยังสัตว์มีปราณ ท. มาก ให้ตายแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า (อ.เรา) จะจงกรม ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตแล้วในขณะนั้นว่า "พระเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระ ไว้ตัวว่า 'จงกรม' ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว."

  11. ๑๑

    พระบรมศาสดาตรัสถามว่า ก็ท่านกำลังทำสัตว์มีชีวิตเล็ก ๆ เป็นอันมากให้ตาย พวกเธอเห็นแล้วหรือ ฯ

    “กึ ปน โส ตุมฺเหหิ มาเรนฺโต ทิฏฺโฐติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.จักขุบาล) นั้น (ยังมีสัตว์มีปราณ ท.) ให้ตายอยู่ อันเธอ ท. เห็นแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า "ท่านทั้งหลายเห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้วหรือ ?"

  12. ๑๒

    ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

    “น ทิฏฺโฐ ภนฺเตติ.

    (อ ภิกษุ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเถระ ชื่อว่าจักขุบาลนั้น ยังสัตว์มีปราณ ท. ให้ตายอยู่ อันข้าพระองค์ ท.) ไม่เห็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า "ไม่ได้เห็น พระเจ้าข้า."

  13. ๑๓

    พระบรมศาสดา. พวกเธอไม่เห็นท่าน(ทำดังนี้) ฉันใดแล แม้ตัวท่านก็มองไม่เห็นสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น ฉันนั้น ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเจตนาเป็นเหตุฆ่าสัตว์มีชีวิตให้ตายของพระขีณาสพทั้งหลาย ไม่มี ฯ

    “ยเถว ตุมฺเห ตํ น ปสฺสถ; ตถา โสปิ เต ปาเณ น ปสฺสติ, ขีณาสวานํ มรณเจตนา นาม นตฺถิ ภิกฺขเวติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า อ.เธอ ท. ย่อมไม่เห็น (ซึ่งจักขุบาล) นั้น ฉันใดนั่นเทียว; (อ.จักขุบาลแม้) นั้น ย่อมไม่เห็น ซึ่งสัตว์มีปราณ ท. เหล่านั้น ฉันนั้น, ดูก่อนภิกษุ ท. ชื่อ อ.เจตนาเป็นเหตุตาย แห่งพระขีณาสพ ท. ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    ท่านทั้งหลายไม่เห็นเธอ (ทำดังนี้) ฉันใดแล ถึงเธอก็ไม่เห็นสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น ฉันนั้น, ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเจตนาเป็นเหตุให้ตาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย (คือบุคคลผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว) มิได้มี

ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพาราณสีครองราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี หมอคนหนึ่งเที่ยวทำเวชกรรมอยู่ ในหมู่บ้านและนิคม พบหญิงมีจักษุทุพพลภาพคนหนึ่ง จึงถามว่า ความไม่ผาสุกของเธอเป็นอย่างไร ? ฯ

    อตีเต พาราณสิยํ พาราณสีราเช รชฺชํ กาเรนฺเต, เอโก เวชฺโช คามนิคเม จริตฺวา เวชฺชกมฺมํ กโรนฺโต เอกํ จกฺขุทุพฺพลํ อิตฺถึ ทิสฺวา ปุจฺฉิ “ กินฺเต อผาสุกนฺติ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระราชาผู้เป็นใหญ่ ในเมืองชื่อว่าพาราณสี (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี , อ.หมอ คนหนึ่ง เที่ยวไปแล้ว ในบ้านและนิคม กระทำอยู่ ซึ่งเวชกรรม เห็นแล้ว ซึ่งหญิง ผู้มีจักษุมีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว คนหนึ่ง ถามแล้ว ว่า อ.ความไม่สำราญ อะไร มีอยู่ แก่เธอ ดังนี้ ฯ

    ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพาราณสี ดำรงราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี หมอผู้หนึ่งเที่ยวทำเวชกรรมอยู่ในบ้างและนิคม เห็นหญิงทุรพลด้วยจักษุคนหนึ่ง จึงถามว่า "ความไม่ผาสุกของท่านเป็นอย่างไร ?"

  2. ๒

    ฉันมองไม่เห็นด้วยดวงตา ฯ

    “อกฺขีหิ น ปสฺสามีติ.

    (อ.หญิงนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดิฉัน ย่อมไม่เห็น ด้วยนัยน์ตา ท. ดังนี้ ฯ

    หญิงนั้นตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่แลเห็นด้วยดวงตา."

  3. ๓

    ข้าพเจ้าจักทำยาให้แก่เธอ ฯ

    “เภสชฺชนฺเต กริสฺสามีติ.

    (อ.หมอนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักกระทำ ซึ่งยา แก่เธอ ดังนี้ ฯ

    หมอกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจักทำยาให้แก่ท่าน"

  4. ๔

    ขอกรุณาทำเถิด นาย ฯ

    “กโรหิ สามีติ.

    (อ.หญิงนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.ท่าน จงกระทำ ดังนี้ ฯ

    ทำเถิด นาย.

  5. ๕

    เธอจักให้อะไรเล่า แก่ข้าพเจ้า ฯ

    “กึ เม ทสฺสสีติ.

    (อ.หมอนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เธอ จักให้ (ซึ่งวัตถุ) อะไร แก่เรา ดังนี้ ฯ

    ท่านจักให้อะไรแก่ข้าพเจ้า ?

  6. ๖

    ถ้าท่านจักสามารถทำดวงตาของฉันให้เป็นปกติได้ข้าพเจ้าพร้อมกับบุตรและธิดา จักยอมเป็นทาสีของท่าน ฯ

    “สเจ เม อกฺขีนิ ปากติกานิ กาตุํ สกฺขิสฺสสิ, อหนฺเต สทฺธึ ปุตฺตธีตาหิ ทาสี ภวิสฺสามีติ.

    (อ.หญิงนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.ท่าน จักอาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งนัยน์ตา ท. ของดิฉัน ให้เป็นอวัยวะตั้งอยู่ตามปกติ ไซร้, อ.ดิฉัน กับ ด้วยบุตรและธิดา ท. เป็นทาสี ของท่าน จักเป็น ดังนี้ ฯ

    ถ้าท่านอาจกระทำดวงตาของข้าพเจ้ากลับเป็นปกติได้, ข้าพเจ้ากับบุตรและธิดา จักยอมเป็นทาสีของท่าน.

  7. ๗

    หมอคนนั้นรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว จึงปรุงยาให้แล้ว ฯ

    โส “สาธูติ เภสชฺชํ สํวิทหิ.

    (อ.หมอ) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ จัดแจงแล้ว ซึ่งยา ฯ

    รับว่า "ดีละ" ดังนี้แล้ว ประกอบยาให้แล้ว

  8. ๘

    ดวงตาได้กลับเป็นปกติด้วยยาเพียงขนานเดียวเท่านั้น ฯ

    เอกเภสชฺเชเนว อกฺขีนิ ปากติกานิ อเหสุํ.

    อ.นัยน์ตา ท. เป็นของตั้งอยู่ตามปกติ ได้เป็นแล้ว ด้วยยาขนานเดียวนั่นเทียว ฯ

    ดวงตากลับเป็นปกติ ด้วยยาขนานเดียวเท่านั้น.

  9. ๙

    หญิงคนนั้นคิดว่า เราได้ปฏิญาณแก่หมอนั้นว่า เราพร้อมกับบุตรและธิดา จักยอมเป็นทาสี (ของเขา) ก็แต่เขาจักไม่เรียกเราด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เราจักลวงเขา ดังนี้ ฯ

    สา จินฺเตสิ “อหํ เอตสฺส `สปุตฺตธีตา ทาสี ภวิสฺสามีติ ปฏิชานึ , น โข ปน มํ สณฺเหน สมุทาจริสฺสติ, วญฺเจสฺสามิ นนฺติ.

    (อ.หญิง) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.เรา ปฏิญญาแล้ว ว่า (อ.เรา) ผู้เป็นไปกับด้วยบุตรและธิดา เป็นทาสี จักเป็น ดังนี้ (แก่หมอ) นั่น, แต่ว่า (อ.หมอนั้น) จักประพฤติร้องเรียก ซึ่งเรา ด้วยคำอันอ่อนหวาน หามิได้แล, (อ.เรา) จักลวง (ซึ่งหมอ) นั้น ดังนี้ ฯ

    หญิงนั้นคิดแล้วว่า "เราได้ปฏิญญาแก่หมอนั่นไว้ว่า "จักพร้อมด้วยบุตรธิดา ยอมเป็นทาสีของเขา" ก็แต่เขาจักไม่เรียกเราด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เราจักลวงเขา."

  10. ๑๐

    หญิงคนนั้นผู้อันหมอถามว่า เป็นอย่างไร นางผู้เจริญ ตอบว่า เมื่อก่อนดวงตาของข้าพเจ้าปวดหน่อยหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ปวดมากเหลือเกิน ฯ

    สา เวชฺเชนาคนฺตฺวา “กีทิสํ ภทฺเทติ ปุฏฺฐา, “ปุพฺเพ เม อกฺขีนิ โถกํ รุชฺชึสุ, อิทานิ อติเรกตรํ รุชฺชนฺตีติ อาห.

    (อ.หญิง) นั้น ผู้อันหมอ มาแล้ว ถามแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ (อ.คู่แห่งนัยน์ตา) เป็นเช่นไร (ย่อมเป็น) ดังนี้, กล่าวแล้ว ว่า อ.นัยน์ตา ท. ของดิฉัน เสียดแทงแล้ว หน่อยหนึ่ง ในกาลก่อน, ในกาลนี้ (อ.นัยน์ตา ท.) ย่อมเสียดแทง ยิ่งเกินกว่า ดังนี้ ฯ

    นางอันหมอมาแล้ว ถามว่า "เป็นอย่างไร ? นางผู้เจริญ " ตอบว่า "เมื่อก่อน ดวงตาของข้าพเจ้าปวดน้อย เดี๋ยวนี้ปวดมากเหลือเกิน."

  11. ๑๑

    หมอคิดว่า หญิงคนนี้ประสงค์จะลวงเราแล้วไม่ให้อะไร ๆ ความต้องการด้วยค่าจ้างที่หญิงคนนี้ให้แล้วแก่เรา ย่อมไม่มี เราจักทำเธอให้เป็นคนบอดเสียในบัดนี้ ดังนี้แล้ว ไปเรือนบอกความนั้นแก่ภรรยา ฯ

    เวชฺโช “อยํ มํ วญฺเจตฺวา กิญฺจิ อทาตุกามา, น เม เอตาย ทินฺนภติยา อตฺโถ, อิทานิ ตํ อนฺธํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เคหํ คนฺตฺวา ภริยาย ตมตฺถํ อาจิกฺขิ.

    อ.หมอ คิดแล้ว ว่า (อ.หญิง) นี้ เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน ลวง ซึ่งเรา ไม่ให้ (ซึ่งวัตถุ) อะไร ๆ (ย่อมเป็น) อ.ความต้องการ ด้วยค่าจ้าง (อันหญิง) นั่น ให้แล้ว (ย่อมมี) แก่เรา หามิได้ , ในกาลนี้ (อ.เรา) จักกระทำ (ซึ่งหญิง) นั้น ให้เป็นหญิงบอด ดังนี้ ไปแล้ว สู่เรือน บอกแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น แก่ภรรยา ฯ

    หมอคิดว่า "หญิงนี้ประสงค์ลวงเราแล้วไม่ให้อะไร ความต้องการของเราด้วยค่าจ้างที่หญิงนี้ให้แก่เรามิได้มี, เราจักทำให้จักษุมืดเสียเดี๋ยวนี้" แล้วไปถึงเรือนบอกความนั้นแก่ภรรยา.

  12. ๑๒

    ภรรยานั้น ได้นิ่งเสีย ฯ

    สา ตุณฺหี อโหสิ.

    (อ.ภรรยา) นั้น เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาได้นิ่งเสีย

  13. ๑๓

    หมอนั้น ปรุงยาขนานหนึ่งแล้ว ไปยังสำนักหญิงนั้น บอกให้เธอหยอดว่า นางผู้เจริญ เธอจงหยอดยาขนานนี้เถิด ฯ

    โส เอกํ เภสชฺชํ โยเชตฺวา ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา “ภทฺเท อิมํ เภสชฺชํ อญฺชาหีติ อญฺชาเปสิ.

    (อ.หมอ) นั้น ประกอบแล้ว ซึ่งยา ขนานหนึ่ง ไปแล้ว สู่สำนัก (ของหญิง) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.เธอ จงหยอด ซึ่งยา นี้ ดังนี้ (ยังหญิงนั้น) ให้หยอดแล้ว ฯ

    หมอนั้นประกอบยาขนานหนึ่งแล้วไปสู่สำนักหญิงนั้น บอกให้หยอดว่า "นางผู้เจริญ ขอท่านจงหยอดยาขนานนี้."

  14. ๑๔

    ดวงตาทั้ง ๒ ข้างได้ดับลงแล้วเหมือนเปลวไฟดับลง ฉะนั้น ฯ

    เทฺว อกฺขีนิ ทีปสิขา วิย วิชฺฌายึสุ.

    อ.นัยน์ตา ท. ๒ ดับแล้ว ราวกะ อ.เปลวแห่งประทีป (ดับอยู่) ฯ

    ดวงตาทั้ง ๒ ข้าง ได้ดับวูบแล้วเหมือนเปลวไฟ.

  15. ๑๕

    หมอคนนั้นได้(มาเกิด) เป็นพระจักขุบาลแล้ว ฯ

    โส เวชฺโช จกฺขุปาโล อโหสิ.

    อ.หมอ นั้น เป็นจักขุบาล ได้เป็นแล้ว (ดังนี้) ฯ

    หมอนั้นได้ (มาเกิด) เป็นจักขุปาลภิกษุแล้ว.

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๑ หน้า ๒๓–๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ในพระนครสาวัตถี ได้มีพราหมณ์ชื่อว่าอทินนปุพพกะ เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เพราะเหตุนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงรู้จักเขาว่า อทินนปุพพกะ นั่นแหละ ฯ

    สาวตฺถิยํ กิร อทินฺนปุพฺพโก นาม พฺราหฺมโณ อโหสิ. เตน กสฺสจิ กิญฺจิ น ทินฺนปุพฺพํ, เตน ตํ “อทินฺนปุพฺพโกเตฺวว สญฺชานึสุ.

    ได้ยินว่า อ.พราหมณ์ ชื่อว่า อทินนปุพพกะ ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ อ.วัตถุไร ๆ (เป็นของอันพราหมณ์) นั้น ไม่เคยให้แล้ว แก่ใคร ๆ (ย่อมเป็น), (เพราะเหตุ) นั้น (อ.ชน ท.) รู้พร้อมแล้ว (ซึ่งพราหมณ์) นั้น ว่า อ.พราหมณ์ชื่อว่าอทินนปุพพกะ ดังนี้ นั่นเทียว ฯ

    ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อ อทินนปุพพกะ. เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เพราะฉะนั้น ประชุมชนจึงได้ตั้งชื่อว่า "อทินนปุพพกะ."

  2. ๒

    เขาได้มีลูกชายคนเดียวเป็นที่รักใคร่พอใจ ฯ

    ตสฺเสกปุตฺตโก อโหสิ ปิโย มนาโป.

    (อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี) เป็นบุตรน้อยคนเดียว เป็นผู้เป็นที่รัก เป็นผู้ยังใจให้เอิบอาบ (ของพราหมณ์) นั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาได้มีบุตรคนเดียว เป็นที่รักใคร่พอใจ

  3. ๓

    ต่อมาเขาต้องการจะให้ทำเครื่องประดับให้แก่ลูกชายนั้นคิดว่า ถ้าเราจักบอก (จ้าง) แก่ช่างทอง เราก็จักต้องให้ค่าจ้าง ดังนี้แล้ว จึงทุบทองคำด้วยตนเอง ทำให้เป็นตุ้มหูเกลี้ยง ๆ แล้วได้ให้ (แก่ลูกชาย) ฯ

    อถสฺส ปิลนฺธนํ กาเรตุกาโม , “ สเจ สุวณฺณการสฺสาจิกฺขิสฺสามิ, เวตนํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสตีติ สยเมว สุวณฺณํ โกฏฺเฏตฺวา มฏฺฐานิ กุณฺฑลานิ กตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.พราหมณ์นั้น) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันยังช่างให้กระทำ ซึ่งเครื่องประดับ (แก่บุตร) นั้น (เป็น) , (คิดแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.เรา จักบอก แก่บุคคลผู้กระทำซึ่งทองไซร้, อ.กำเหน็จ เป็นของ (อันเรา) พึงให้ จักเป็น ดังนี้ บุแล้ว ซึ่งทอง เองนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งต่างหู ท. อันเกลี้ยง ได้ให้แล้ว ฯ

    ภายหลัง เขาอยากจะทำเครื่องประดับให้บุตร คิดว่า "ถ้าเราจักจ้างช่างทอง ก็จะต้องให้ค่าบำเหน็จ" ดังนี้แล้ว จึงแผ่ทองคำ ทำให้เป็นตุ้มหูเกลี้ยง ๆ เสร็จแล้ว ได้ให้ (แก่บุตรของตน)

  4. ๔

    เพราะเหตุนั้น ลูกชายของเขาจึงได้ปรากฏว่า ชื่อมัฏฐกุณฑลี นั่นเอง ฯ

    เตนสฺส ปุตฺโต “มฏฺฐกุณฺฑลีเตฺวว ปญฺญายิตฺถ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.บุตร (ของพราหมณ์) นั้น ปรากฏแล้ว ว่า อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี ดังนี้นั่นเทียว ฯ

    เพราะฉะนั้น บุตรของเขาจึงได้ปรากฏโดยชื่อว่า "มัฏฐกุณฑลี."

  5. ๕

    ในเวลาที่ลูกชายนั้นมีอายุได้ ๑๖ ปี เกิดเป็นโรคผอมเหลืองขึ้น ฯ

    ตสฺส โสฬสวสฺสกาเล ปณฺฑุโรโค อุทปาทิ.

    อ.โรคผอมเหลือง ได้เกิดขึ้นแล้ว ในกาล (แห่งบุตร) นั้น มีกาลฝนสิบหก ฯ

    ในเวลาเมื่อบุตรนั้นอายุได้ ๑๖ ปี เกิดเป็นโรคผอมเหลือง

  6. ๖

    มารดามองดูลูกชายแล้วพูดว่า ท่านพราหมณ์ โรคเกิดขึ้นแก่ ลูกชายของท่านแล้ว ขอท่านจงให้หาหมอมารักษาโรคนั้นเถิด ฯ

    มาตา ปุตฺตํ โอโลเกตฺวา “พฺราหฺมณ ปุตฺตสฺส เต โรโค อุปฺปนฺโน , ติกิจฺฉาเปหิ นนฺติ อาห.

    อ.มารดา แลดูแล้ว ซึ่งบุตร กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พราหมณ์ อ.โรค เกิดขึ้นแล้ว แก่บุตร ของท่าน, อ.ท่าน (ยังหมอ) จงให้เยียวยา (ซึ่งบุตร) นั้น ดังนี้ ฯ

    มารดาแลดูบุตรแล้ว จึงพูดกะพราหมณ์ (ผู้สามี) ว่า "พราหมณ์โรคเกิดขึ้นแล้วแก่บุตรของท่าน, ขอท่านจงหามาหมอรักษาเขาเสียเถิด."

  7. ๗

    พราหมณ์พูดว่า นางผู้เจริญ ถ้าเราจักนำหมอมาไซร้ เราก็จักต้องให้ค่าจ้างและรางวัล (แก่เขา) เธอไม่มองดูความสิ้นเปลืองทรัพย์ของเรา ฯ

    “โภติ สเจ เวชฺชํ อาเนสฺสามิ, ภตฺตเวตนํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสติ; ตฺวํ มม ธนจฺเฉทํ น โอโลเกสีติ.

    (อ.พราหมณ์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะนางผู้เจริญ ถ้าว่า (อ.เรา) จักนำมา ซึ่งหมอไซร้, อ.ภัตรและกำเหน็จ เป็นของ (อันเรา) พึงให้ จักเป็น; อ.เธอ ย่อมไม่แลดู ซึ่งความขาดไปแห่งทรัพย์ ของเรา หรือ ? ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ตอบว่า "นางผู้เจริญ ถ้าเราจะหาหมอมา, เราจะต้องใช้ขวัญข้าวเขา หล่อนช่างไม่มองดูความเปลืองทรัพย์ของเรา(บ้าง)."

  8. ๘

    นางพราหมณีถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจักทำอย่างไรเล่า ฯ

    “อถ กึ กริสฺสสิ พฺราหฺมณาติ.

    (อ.นางพราหมณีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พราหมณ์ (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน) จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    นางพราหมณีถาม "เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจะทำอย่างไรเล่า ? พราหมณ์."

  9. ๙

    พราหมณ์พูดว่า ความสิ้นเปลืองทรัพย์ของเรา ย่อมไม่มี โดยประการใด เราจักทำโดยประการนั้น ฯ

    “ยถา เม ธนจฺเฉโท น โหติ; ตถา กริสฺสามีติ.

    (อ.พราหมณ์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.ความขาดไปแห่งทรัพย์ ของเรา จะไม่มี โดยประการใด; อ.เรา จักกระทำ โดยประการนั้น ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ตอบว่า "ทรัพย์ของเราจะไม่ขาดไปได้อย่างใด เราจะทำอย่างนั้น."

  10. ๑๐

    พราหมณ์นั้น ไปยังสำนักพวกหมอแล้ว ถามว่าพวกท่านปรุงยาขนานไหน ชื่อแก่โรคอย่างโน้น ฯ

    โส เวชฺชานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา “อสุกโรคสฺส นาม ตุมฺเห กึ เภสชฺชํ กโรถาติ ปุจฺฉิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของหมอ ท. ถามแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมกระทำ ซึ่งยา อะไร ชื่อ แก่โรคโน้น ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์นั้นไปยังสำนักพวกหมอแล้ว ถามว่า "พวกท่านวางยาขนานไหน ? แก่คนที่เป็นโรคชนิดโน้น."

  11. ๑๑

    ลำดับนั้น หมอเหล่านั้นก็บอกยาที่จะหาได้มีเปลือกไม้เป็นต้น แก่เขา ฯ

    อถสฺส เต ยํ วา ตํ วา รุกฺขตจาทึ อาจิกฺขนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.หมอ ท.) เหล่านั้น บอกอยู่ (ซึ่งวัตถุ) มีเปลือกแห่งต้นไม้เป็นต้น ใด หรือ หรือว่า นั้น (แก่พราหมณ์) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พวกหมอก็บอกยาเกล็ดที่เข้าเปลือกไม้เป็นต้น แก่เขา.

  12. ๑๒

    พราหมณ์นั้น นำเอายาที่พวกหมอบอกนั้นมาปรุงยาแก่ลูกชายนั้น ฯ

    โส ตํ อาหริตฺวา ปุตฺตสฺส เภสชฺชํ กโรติ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น นำมาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) นั้น ย่อมกระทำ ซึ่งยา แก่บุตร ฯ

    เขา (ไป) เอารากไม้เป็นต้นที่พวกหมอบอกให้นั้นมาแล้ว ทำยาให้แก่บุตร.

  13. ๑๓

    เมื่อพราหมณ์นั้นปรุงยานั้นอยู่นั่นแหละ โรคได้รุนแรง เข้าถึงภาวะที่ไม่อาจรักษาได้ ฯ

    ตํ กโรนฺตสฺเสวสฺส โรโค พลวา อโหสิ, อเตกิจฺฉภาวํ อุปาคมิ.

    (เมื่อพราหมณ์) นั้น กระทำอยู่ (ซึ่งยา) นั้นนั่นเทียว อ.โรค เป็นสภาพมีกำลัง ได้เป็นแล้ว, (อ.โรคนั้น) ได้เข้าถึงแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งโรคอันบุคคลไม่พึงเยียวยา ฯ

    เมื่อพราหมณ์ทำอยู่เช่นนั้นแล. โรคได้ (กำเริบ) กล้าแล้ว, (จน) เข้าถึงความไม่มีใครที่จะเยียวยาได้.

  14. ๑๔

    พราหมณ์รู้ว่าลูกชายนั้นทุพพลภาพแล้ว จึงเชิญหมอมาคนหนึ่ง ฯ

    พฺราหฺมโณ ตสฺส ทุพฺพลภาวํ ญตฺวา เอกํ เวชฺชํ ปกฺโกสิ.

    อ.พราหมณ์ รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งบุตร) นั้น เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว ร้องเรียกแล้ว ซึ่งหมอ คนหนึ่ง ฯ

    พราหมณ์รู้ว่าบุตรทุพพลภาพแล้ว จึงหาหมอมาคนหนึ่ง.

  15. ๑๕

    หมอนั้นตรวจดูแล้ว จึงพูดว่า พวกเรามีกิจอยู่อย่างหนึ่ง ท่านจงเชิญหมออื่นมาให้รักษาเถิด ดังนี้แล้ว บอก
    เลิกกะพราหมณ์นั้น ออกไปแล้ว ฯ

    โส โอโลเกตฺวา “อมฺหากํ เอกํ กิจฺจํ อตฺถิ, อญฺญํ เวชฺชํ ปกฺโกสิตฺวา ติกิจฺฉาเปหีติ ตํ ปจฺจกฺขาย นิกฺขมิ.

    (อ.หมอนั้น) ตรวจดูแล้ว (กล่าวแล้ว) ว่า อ.กิจ อย่างหนึ่ง ของเรา ท. มีอยู่, (อ.ท่าน) ร้องเรียกแล้ว ซึ่งหมอคนอื่น (ยังหมอนั้น) จงให้เยียวยา เถิด ดังนี้ บอกคืนแล้ว (ซึ่งพราหมณ์) นั้น ออกไปแล้ว ฯ

    หมอนั้น ตรวจดูแล้ว จึงพูด (เลี่ยง) ว่า "ข้าพเจ้ามีกิจอยู่อย่างหนึ่ง ท่านจงหาหมออื่นมาให้รักษาเถิด" ดังนี้แล้ว บอกเลิกกับพราหมณ์แล้ว ก็ลาไป.

  16. ๑๖

    พราหมณ์รู้เวลาว่าลูกชายนั้นใกล้จะตายแล้ว คิดว่าเหล่าชนที่มาแล้ว ๆ เพื่อต้องการเยี่ยมลูกชายนี้ จักเห็นทรัพย์สมบัติภายในเรือน เราจักทำลูกชายนั้นไว้ข้างนอก ดังนี้แล้ว นำลูกชายออกไปให้นอนที่ระเบียงเรือนภายนอก ฯ

    พฺราหฺมโณ ตสฺส มรณสมยํ ญตฺวา “อิมสฺส ทสฺสนตฺถาย อาคตาคตา อนฺโตเคเห สาปเตยฺยํ ปสฺสิสฺสนฺติ, พหิ นํ กริสฺสามีติ ปุตฺตํ นีหริตฺวา พหิ อาลินฺเท นิปชฺชาเปสิ.

    อ.พราหมณ์ รู้แล้ว ซึ่งสมัยเป็นที่ตาย (แห่งบุตร) นั้น (คิดแล้ว) ว่า (อ.ญาติ ท.) ผู้ทั้งมาแล้วทั้งมาแล้ว เพื่อต้องการแก่อันเห็น (ซึ่งบุตร) นี้ จักเห็น ซึ่งสมบัติ ในภายในแห่งเรือน, (อ.เรา) จักกระทำ (ซึ่งบุตร) นั้น ในภายนอก ดังนี้ นำออกแล้ว ซึ่งบุตร (ยังบุตร) ให้นอนแล้ว ที่ระเบียง ในภายนอก ฯ

    พราหมณ์รู้เวลาว่าบุตรจวนจะตายแล้วคิดว่า "เหล่าชนที่มาแล้ว ๆ เพื่อประโยชน์จะเยี่ยมเยียนบุตรนี้ จักเห็นทรัพย์สมบัติภายในเรือน เราจะเอาเขาไว้ข้างนอก" ดังนี้แล้ว จึงนำเอาบุตรออกมาให้นอนที่ระเบียงเรือนข้างนอก.

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๒๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ในเมืองสาวัตถี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่ออทินนปุพพกะ ฯ

    สาวตฺถิยํ กิร อทินฺนปุพฺพโก นาม พฺราหฺมโณ อโหสิ.

    ได้ยินว่า อ.พราหมณ์ ชื่อว่า อทินนปุพพกะ ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อ อทินนปุพพกะ.

  2. ๒

    เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไรๆ แก่ใครๆ เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงจำ(ชื่อ) เขาได้ว่า อทินนปุพพกะ นั่นแล ฯ

    เตน กสฺสจิ กิญฺจิ น ทินฺนปุพฺพํ, เตน ตํ “อทินฺนปุพฺพโกเตฺวว สญฺชานึสุ.

    อ.วัตถุไร ๆ (เป็นของอันพราหมณ์) นั้น ไม่เคยให้แล้ว แก่ใคร ๆ (ย่อมเป็น), (เพราะเหตุ) นั้น (อ.ชน ท.) รู้พร้อมแล้ว (ซึ่งพราหมณ์) นั้น ว่า อ.พราหมณ์ชื่อว่าอทินนปุพพกะ ดังนี้ นั่นเทียว ฯ

    เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เพราะฉะนั้น ประชุมชนจึงได้ตั้งชื่อว่า "อทินนปุพพกะ."

  3. ๓

    เขาได้มีบุตรชายคนเดียว เป็นที่รักใคร่พอใจ ฯ

    ตสฺเสกปุตฺตโก อโหสิ ปิโย มนาโป.

    (อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี) เป็นบุตรน้อยคนเดียว เป็นผู้เป็นที่รัก เป็นผู้ยังใจให้เอิบอาบ (ของพราหมณ์) นั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาได้มีบุตรคนเดียว เป็นที่รักใคร่พอใจ

  4. ๔

    ภายหลัง เขา อยากจะให้นายช่างทำเครื่องประดับให้บุตรชายนั้น คิดว่า ถ้าเราจักบอกช่างทอง ก็จักต้องให้(เสีย)ค่ากำเหน็ด จึงแผ่ทองคำ ทำให้เป็นต่างหูเกลี้ยงๆ เสียเอง แล้วได้ให้(แก่บุตรชาย) ฯ

    อถสฺส ปิลนฺธนํ กาเรตุกาโม , “ สเจ สุวณฺณการสฺสาจิกฺขิสฺสามิ, เวตนํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสตีติ สยเมว สุวณฺณํ โกฏฺเฏตฺวา มฏฺฐานิ กุณฺฑลานิ กตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.พราหมณ์นั้น) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันยังช่างให้กระทำ ซึ่งเครื่องประดับ (แก่บุตร) นั้น (เป็น) , (คิดแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.เรา จักบอก แก่บุคคลผู้กระทำซึ่งทองไซร้, อ.กำเหน็จ เป็นของ (อันเรา) พึงให้ จักเป็น ดังนี้ บุแล้ว ซึ่งทอง เองนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งต่างหู ท. อันเกลี้ยง ได้ให้แล้ว ฯ

    ภายหลัง เขาอยากจะทำเครื่องประดับให้บุตร คิดว่า "ถ้าเราจักจ้างช่างทอง ก็จะต้องให้ค่าบำเหน็จ" ดังนี้แล้ว จึงแผ่ทองคำ ทำให้เป็นตุ้มหูเกลี้ยง ๆ เสร็จแล้ว ได้ให้ (แก่บุตรของตน)

  5. ๕

    เพราะฉะนั้น บุตรชายของเขาจึงได้ปรากฏโดยชื่อว่า มัฏฐกุณฑลี นั่นแล ฯ

    เตนสฺส ปุตฺโต “มฏฺฐกุณฺฑลีเตฺวว ปญฺญายิตฺถ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.บุตร (ของพราหมณ์) นั้น ปรากฏแล้ว ว่า อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี ดังนี้นั่นเทียว ฯ

    เพราะฉะนั้น บุตรของเขาจึงได้ปรากฏโดยชื่อว่า "มัฏฐกุณฑลี."

  6. ๖

    ในเวลาที่บุตรชายนั้นอายุได้ ๑๖ ปี โรคผอมเหลืองเกิดขึ้นแล้ว ฯ

    ตสฺส โสฬสวสฺสกาเล ปณฺฑุโรโค อุทปาทิ.

    อ.โรคผอมเหลือง ได้เกิดขึ้นแล้ว ในกาล (แห่งบุตร) นั้น มีกาลฝนสิบหก ฯ

    ในเวลาเมื่อบุตรนั้นอายุได้ ๑๖ ปี เกิดเป็นโรคผอมเหลือง

  7. ๗

    มารดามองดูบุตรชายแล้วจึงพูด(กะพราหมณ์ผู้เป็นสามี) ว่า พราหมณ์ โรคเกิดขึ้นแล้วแก่บุตรชายของท่าน ขอท่านจงหาหมอมารักษาเขาฯ

    มาตา ปุตฺตํ โอโลเกตฺวา “พฺราหฺมณ ปุตฺตสฺส เต โรโค อุปฺปนฺโน , ติกิจฺฉาเปหิ นนฺติ อาห.

    อ.มารดา แลดูแล้ว ซึ่งบุตร กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พราหมณ์ อ.โรค เกิดขึ้นแล้ว แก่บุตร ของท่าน, อ.ท่าน (ยังหมอ) จงให้เยียวยา (ซึ่งบุตร) นั้น ดังนี้ ฯ

    มารดาแลดูบุตรแล้ว จึงพูดกะพราหมณ์ (ผู้สามี) ว่า "พราหมณ์โรคเกิดขึ้นแล้วแก่บุตรของท่าน, ขอท่านจงหามาหมอรักษาเขาเสียเถิด."

  8. ๘

    พราหมณ์. นางผู้เจริญ ถ้าเราจักหาหมอมา ก็จักต้องให้(เสีย)ค่าจ้าง(ค่ารักษา) หล่อนช่างมองไม่เห็นความหมดเปลืองทรัพย์ของเราบ้างเลย ฯ

    “โภติ สเจ เวชฺชํ อาเนสฺสามิ, ภตฺตเวตนํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสติ; ตฺวํ มม ธนจฺเฉทํ น โอโลเกสีติ.

    (อ.พราหมณ์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะนางผู้เจริญ ถ้าว่า (อ.เรา) จักนำมา ซึ่งหมอไซร้, อ.ภัตรและกำเหน็จ เป็นของ (อันเรา) พึงให้ จักเป็น; อ.เธอ ย่อมไม่แลดู ซึ่งความขาดไปแห่งทรัพย์ ของเรา หรือ ? ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ตอบว่า "นางผู้เจริญ ถ้าเราจะหาหมอมา, เราจะต้องใช้ขวัญข้าวเขา หล่อนช่างไม่มองดูความเปลืองทรัพย์ของเรา(บ้าง)."

  9. ๙

    นางพราหมณี. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจักทำอย่างไรเล่า พราหมณ์ ฯ

    “อถ กึ กริสฺสสิ พฺราหฺมณาติ.

    (อ.นางพราหมณีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พราหมณ์ (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน) จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    นางพราหมณีถาม "เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจะทำอย่างไรเล่า ? พราหมณ์."

  10. ๑๐

    พราหมณ์. ความหมดเปลืองไปแห่งทรัพย์ จะไม่มีแก่เราโดยประการใด เราจักทำโดยประการนั้น ฯ

    “ยถา เม ธนจฺเฉโท น โหติ; ตถา กริสฺสามีติ.

    (อ.พราหมณ์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.ความขาดไปแห่งทรัพย์ ของเรา จะไม่มี โดยประการใด; อ.เรา จักกระทำ โดยประการนั้น ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ตอบว่า "ทรัพย์ของเราจะไม่ขาดไปได้อย่างใด เราจะทำอย่างนั้น."

  11. ๑๑

    พราหมณ์นั้น ไปยังสำนักของพวกหมอแล้วถามว่า สำหรับโรคชนิดโน้น พวกท่าน จะปรุงยาชนิดไหน ฯ

    โส เวชฺชานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา “อสุกโรคสฺส นาม ตุมฺเห กึ เภสชฺชํ กโรถาติ ปุจฺฉิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของหมอ ท. ถามแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมกระทำ ซึ่งยา อะไร ชื่อ แก่โรคโน้น ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์นั้นไปยังสำนักพวกหมอแล้ว ถามว่า "พวกท่านวางยาขนานไหน ? แก่คนที่เป็นโรคชนิดโน้น."

  12. ๑๒

    ลำดับนั้น พวกหมอก็บอกยามียาที่เข้าเปลือกไม้เป็นต้น ตามมี ตามเกิด แก่พราหมณ์นั้น ฯ

    อถสฺส เต ยํ วา ตํ วา รุกฺขตจาทึ อาจิกฺขนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.หมอ ท.) เหล่านั้น บอกอยู่ (ซึ่งวัตถุ) มีเปลือกแห่งต้นไม้เป็นต้น ใด หรือ หรือว่า นั้น (แก่พราหมณ์) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พวกหมอก็บอกยาเกล็ดที่เข้าเปลือกไม้เป็นต้น แก่เขา.

  13. ๑๓

    เขานำเปลือกไม้เป็นต้นนั้นมาปรุงยา(ให้) แก่บุตรชาย ฯ

    โส ตํ อาหริตฺวา ปุตฺตสฺส เภสชฺชํ กโรติ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น นำมาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) นั้น ย่อมกระทำ ซึ่งยา แก่บุตร ฯ

    เขา (ไป) เอารากไม้เป็นต้นที่พวกหมอบอกให้นั้นมาแล้ว ทำยาให้แก่บุตร.

  14. ๑๔

    เมื่อพราหมณ์นั้น ปรุงยานั้นอยู่นั่นแล โรคได้มีกำลัง(กล้า)แล้ว เข้าถึงภาวะที่ใครๆ เยียวยาไม่ได้แล้ว ฯ

    ตํ กโรนฺตสฺเสวสฺส โรโค พลวา อโหสิ, อเตกิจฺฉภาวํ อุปาคมิ.

    (เมื่อพราหมณ์) นั้น กระทำอยู่ (ซึ่งยา) นั้นนั่นเทียว อ.โรค เป็นสภาพมีกำลัง ได้เป็นแล้ว, (อ.โรคนั้น) ได้เข้าถึงแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งโรคอันบุคคลไม่พึงเยียวยา ฯ

    เมื่อพราหมณ์ทำอยู่เช่นนั้นแล. โรคได้ (กำเริบ) กล้าแล้ว, (จน) เข้าถึงความไม่มีใครที่จะเยียวยาได้.

  15. ๑๕

    พราหมณ์ หยั่งทราบได้ถึงภาวะที่บุตรชายอ่อนกำลังแล้ว จึงหาหมอมาคนหนึ่ง ฯ

    พฺราหฺมโณ ตสฺส ทุพฺพลภาวํ ญตฺวา เอกํ เวชฺชํ ปกฺโกสิ.

    อ.พราหมณ์ รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งบุตร) นั้น เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว ร้องเรียกแล้ว ซึ่งหมอ คนหนึ่ง ฯ

    พราหมณ์รู้ว่าบุตรทุพพลภาพแล้ว จึงหาหมอมาคนหนึ่ง.

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๒ หน้า ๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เช้ามืดวันนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออกจากพระมหากรุณาสมาบัติแล้ว ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อจะทอดพระเนตรดูเหล่าสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ที่สมควรจะแนะให้ตรัสรู้ได้ ผู้มีบุญญาธิการได้กระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลายผู้มีกุศลมูลหนาแน่นขึ้นแล้ว จึงทรงแผ่ข่ายคือพระญาณไป ในหมื่นจักรวาฬ ฯ

    ตํ ทิวสํ ภควา พลวปจฺจูสสมเย มหากรุณาสมาปตฺติโต วุฏฺฐาย ปุพฺพพุทฺเธสุ กตาธิการานํ อุสฺสนฺนกุสลมูลานํ เวเนยฺยพนฺธวานํ ทสฺสนตฺถํ พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต, ทสสหสฺสจกฺกวาเฬ ญาณชาลํ ปตฺถริ.

    ในวันนั้น อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกแล้ว จากสมาบัติ อันประกอบแล้วด้วยพระกรุณาใหญ่ ในสมัยอันขจัดเฉพาะ ซึ่งความมืดอันมีกำลัง ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ด้วยจักษุของพระพุทธเจ้า เพื่ออันทอดพระเนตร ซึ่งสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งสัตว์ผู้อันพระองค์พึงทรงแนะนำ ท. ผู้มีกุศลมูลอันหนาขึ้นแล้ว ผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าในกาลก่อน ท., ทรงแผ่ไปแล้ว ซึ่งข่ายคือ พระญาณ ในจักรวาฬหมื่นหนึ่ง ฯ

    ในเวลากำลังปัจจุสสมัย (คือเวลาจวนสว่าง) วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงเล็งดูโลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทอดพระเนตรเหล่าสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์อันพระองค์พอแนะนำได้ ซึ่งมีกุศลมูลอันหนาแน่นแล้ว มีความปรารถนา ซึ่งได้ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย. ได้ทรงแผ่ตาข่ายคือพระญาณไปในหมื่นจักรวาล.

  2. ๒

    มัฏฐกุณฑลีมาณพ ได้ปรากฏภายในข่ายคือพระญาณนั้นแล้ว โดยอาการที่นอนอยู่ที่ระเบียงภายนอก ฯ

    มฏฺฐกุณฺฑลี พหิอาลินฺเท นิปนฺนากาเรเนว ตสฺส อนฺโต ปญฺญายิ.

    อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี ปรากฏแล้ว ในภายใน (แห่งข่ายคือพระญาณ) นั้น โดยอาการ (แห่งตน) นอนแล้ว ที่ระเบียง ในภายนอก นั่นเทียว ฯ

    มัฏฐกุณฑลีมาณพ ปรากฏแล้ว ณ ภายในตาข่ายคือพระญาณนั้น โดยอาการอันนอนที่ระเบียงข้างนอกอย่างนั้น.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดาครั้นทอดพระเนตรเห็นมัฏฐกุณฑลีมาณพนั้นแล้วทรงทราบว่ามัฏฐกุณฑลีมาณพนั้น ถูกบิดานำออกจากภายในเรือนให้นอนอยู่ที่ระเบียงนั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า เพราะปัจจัยที่เราไป ณ ที่นั้น จะมีประโยชน์หรือไม่หนอแล ได้ทอดพระเนตรเห็นประโยชน์ดังนี้ว่า มาณพนี้ จักทำจิตให้เลื่อมใสในเราแล้ว ถึงแก่กรรมแล้ว จักบังเกิด ณ วิมานทอง ประมาณ ๓๐ โยชน์ ในดาวดึงส์เทวโลก จักมีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร ฝ่ายพราหมณ์ก็จักเผาศพมาณพนั้นแล้ว จักเที่ยวร้องไห้ไปในป่าช้า ฯ

    สตฺถา ตํ ทิสฺวา ตสฺส อนฺโตเคหา นีหริตฺวา ตตฺถ นิปฺปชฺชาปิตภาวํ ญตฺวา “อตฺถิ นุ โข มยฺหํ เอตฺถ คตปฺปจฺจเยน อตฺโถติ อุปธาเรนฺโต, อิทํ อทฺทส “อยํ มาณโว มยิ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา, กาลํ กตฺวา, ตาวตึสเทวโลเก ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน นิพฺพตฺติสฺสติ, อจฺฉราสหสฺสปริวาโร ภวิสฺสติ,

    อ.พระศาสดา ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งมาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี) นั้น ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งมาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี) นั้น เป็นผู้ (อันบิดา) นำออกแล้ว จากภายในแห่งเรือน ให้นอนแล้ว ที่ระเบียงนั้น ทรงใคร่ครวญอยู่ ว่า อ.ประโยชน์ เพราะปัจจัย แห่งเรา ไปแล้ว ในที่นี้ มีอยู่ หรือหนอ แล ดังนี้, ได้ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งเหตุ) นี้ ทรงทราบแล้ว ว่า อ.มาณพ นี้ ยังจิต ให้เลื่อมใสแล้ว ในเรา, กระทำแล้ว ซึ่งกาละ, จักบังเกิด ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้วด้วยโยชน์สามสิบ ในเทวโลกชื่อว่าดาวดึงส์ , เป็นผู้มีพันแห่งนางอัปสรเป็นบริวาร จักเป็น,

    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ทรงทราบว่า พราหมณ์ผู้บิดานำเขาออกจากภายในเรือนแล้ว ให้นอนให้ที่นั้น ทรงดำริว่า "จะมีประโยชน์บ้างหรือไม่หนอ ด้วยปัจจัยที่เราไปในที่นั้น" กำลังทรงรำพึง (อยู่) ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า "มาณพนี้ จักทำจิตให้เลื่อมใสในเรา ทำกาละแล้ว จักเกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ในดาวดึงสเทวโลก มีนางอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง.

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๕–๒๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีมาณพ เป็นผู้ที่กำลังนอนผินหน้าไปทางข้างในเรือน ฯ

    ตสฺมึ ขเณ มฏฺฐกุณฺฑลี อนฺโตเคหาภิมุโข นิปนฺโน โหติ.

    ในขณะ นั้น อ.มาณพชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี เป็นผู้มีหน้าเฉพาะ ต่อภายในแห่งเรือน เป็นผู้นอนแล้ว ย่อมเป็น ฯ

    ในขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีมาณพ กำลังนอนผินหน้าไปข้างในเรือน.

  2. ๒

    พระบรมศาสดา ทรงทราบว่าไม่เห็นพระองค์ จึงทรงเปล่งพระรัศมีไปครั้งหนึ่ง ฯ

    สตฺถา อตฺตโน อปสฺสนภาวํ ญตฺวา, เอกํ รสฺมึ วิสฺสชฺเชสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซึ่งความเป็นคือการไม่เห็น ซึ่งพระองค์ ทรงเปล่งแล้ว ซึ่งพระรัศมี หนึ่ง ฯ

    พระศาสดาทรงทราบว่าไม่เห็นพระองค์, จึงได้เปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง.

  3. ๓

    มาณพคิดว่า นี่ ชื่อว่าแสงอะไรกัน จึงนอนพลิกกลับมาทีเดียว เห็นพระบรมศาสดาแล้ว คิดว่า เรา อาศัยบิดาอันธพาล จึงไม่ได้เพื่อที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้แล้ว ทำความขวนขวายด้วยกาย หรือถวายทาน หรือฟังธรรม เดี๋ยวนี้ แม้แต่มือสองข้างของเรา ก็ใช้การไม่ได้ กิจที่ควรทำอย่างอื่น ก็ไม่มี ดังนี้แล้ว ได้ทำใจเท่านั้นให้เลื่อมใส ฯ

    มาณโว “กึ โอภาโส นาเมโสติ ปริวตฺติตฺวา นิปฺปนฺโนว สตฺถารํ ทิสฺวา “อนฺธพาลปิตรํ นิสฺสาย เอวรูปํ พุทฺธํ อุปสงฺกมิตฺวา กายเวยฺยาวฏิกํ วา กาตุํ ทานํ วา ทาตุํ ธมฺมํ วา โสตุํ นาลตฺถํ, อิทานิ เม หตฺถาปิ อวิเธยฺยา, อญฺญํ กตฺตพฺพํ นตฺถีติ มนเมว ปสาเทสิ.

    อ.มาณพ (คิดแล้ว) ว่า ชื่อ อ.แสงสว่าง นั่น อะไร ดังนี้ นอนยังกายให้เป็นไปรอบแล้วเทียว เห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา อาศัยแล้ว ซึ่งบิดาผู้อันธพาล ไม่ได้ได้แล้ว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป เพื่ออันกระทำ ซึ่งกรรม อันประกอบแล้ว ด้วยความขวนขวายด้วยกาย หรือ หรือว่า เพื่ออันถวาย ซึ่งทาน หรือว่า เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม, ในกาลนี้ แม้ อ.มือ ท. ของเรา เป็นอวัยวะอันบุคคลไม่พึงทรงไว้ (ย่อมเป็น), (อ.กรรม) อันเป็นกุศล (อันเรา) พึงทำ อื่น ย่อมไม่มี ดังนี้ ยังใจนั่นเทียว ให้เลื่อมใสแล้ว ฯ

    มาณพคิดว่า "นี่แสงสว่างอะไร ?" จึงนอนพลิกกลับมา เห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า "เราอาศัยบิดาเป็นอันธพาล จึงไม่ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้แล้ว ทำความขวนขวายด้วยกาย หรือถวายทาน หรือฟังธรรม, เดี๋ยวนี้แม้แต่มือสองข้างของเราก็ยกไม่ไหว. กิจที่ควรทำอย่างอื่นไม่มี" ดังนี้แล้ว ได้ทำใจเท่านั้นให้เลื่อมใส.

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ทรงดำริว่า พอละ ด้วยการทำใจให้เลื่อมใสประมาณเท่านี้ของมาณพนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    สตฺถา “อลํ เอตฺตเกน อิมสฺสาติ ปกฺกามิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.พอละ (ด้วยการยังใจ ให้เลื่อมใส) อันมีประมาณเท่านี้ (ของมาณพ) นี้ ดังนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงพระดำริว่า "พอละ ด้วยการที่มาณพนี้ทำใจให้เลื่อมใส ประมาณเท่านั้น" ก็เสด็จหลีกไปแล้ว.

  5. ๕

    มาณพนั้น เมื่อพระบรมศาสดาพอละคลองจักษุ (ของตน) เท่านั้น มีใจเลื่อมใส ทำกาละแล้ว เป็นประดุจว่า หลับแล้วตื่นขึ้น บังเกิดในวิมานทอง สูงประมาณ ๓๐ โยชน์ ในเทวโลก ฯ

    โส ตถาคเต จกฺขุปถํ วิชหนฺเตเยว, ปสนฺนมโน กาลํ กตฺวา สุตฺตปฺปพุทฺโธ วิย เทวโลเก ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน นิพฺพตฺติ.

    ครั้นเมื่อพระตถาคต ทรงละอยู่ ซึ่งคลองแห่งจักษุ นั่นเทียว (อ.มาณพ) นั้น ผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ เป็นราวกะว่า ทั้งหลับแล้วทั้งตื่นขึ้นแล้ว เป็น บังเกิดแล้ว ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้วด้วยโยชน์สามสิบ ในเทวโลก ฯ

    เมื่อพระตถาคตพอกำลังเสด็จลับตาไป, มาณพนั้นมีใจเลื่อมใส ทำกาละแล้ว เป็นประดุจดังว่า หลับแล้วกลับตื่นขึ้น ไปเกิดในวิมานทองสูงประมาณ ๓๐ โยชน์ในเทวโลก.

  6. ๖

    ฝ่ายพราหมณ์ ฌาปนกิจสรีระ (สลายร่าง) ของมาณพนั้นแล้ว ได้มีแต่การร้องไห้เป็นเบื้องหน้าในป่าช้า ทุกวันไปป่าช้า ร้องไห้ (เพ้อ) ว่า เจ้าลูกชายคนเดียว (ของพ่อ) เจ้าอยู่ไหน เจ้าลูกชายคนเดียว (ของพ่อ) อยู่ไหนนะ ลูก ฯ

    พฺราหฺมโณปิสฺส สรีรํ ฌาเปตฺวา อาฬาหเน โรทนปรายโน อโหสิ, เทวสิกํ อาฬาหนํ คนฺตฺวา โรทติ “กหํ เอกปุตฺตก, กหํ เอกปุตฺตกาติ.

    แม้ อ.พราหมณ์ ยังสรีระ (ของบุตร) นั้น ให้ไหม้แล้ว เป็นผู้มี การร้องไห้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ได้เป็นแล้ว ในที่เป็นที่นำมาเผา, อ.พราหมณ์นั้น ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่นำมาเผา ทุก ๆ วัน ย่อมร้องไห้ ว่า ดูก่อนบุตรน้อยคนเดียว (อ.เจ้า ไปแล้ว ณ ที่) ไหน, ดูก่อนบุตรน้อยคนเดียว (อ.เจ้า ไปแล้ว) ณ ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพราหมณ์ทำฌาปนกิจสรีระมาณพนั้นแล้ว ได้มีแต่การร้องไห้เป็นเบื้องหน้า, ไปที่ป่าช้า (เสมอ) ทุกวัน ๆ ร้องไห้พลางบ่นพลางว่า "เจ้าลูกคนเดียวของพ่ออยู่ที่ไหน ? เจ้าลูกคนเดียวของพ่ออยู่ที่ไหน ?"

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๓๑–๓๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น เทพบุตรกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า พราหมณ์ ในเรือนของท่าน มีทรัพย์อยู่มาก ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วถวายทาน จงฟังธรรม จงถามปัญหาเถิด ดังนี้แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง ฯ

    อถ นํ เทวปุตฺโต “พฺราหฺมณ ตว เคเห พหุํ ธนํ อตฺถิ, สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ทานํ เทหิ ธมฺมํ สุณาหิ, ปญฺหํ ปุจฺฉาหีติ วตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ.

    ครั้งนั้น อ.เทพบุตร กล่าวแล้ว (กะพราหมณ์) นั้น ว่า ดูก่อนพราหมณ์ อ.ทรัพย์ อันมาก มีอยู่ ในเรือน ของท่าน , (อ.ท่าน) เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา จงถวาย ซึ่งทาน จงฟัง ซึ่งธรรม, จงทูลถาม ซึ่งปัญหา ดังนี้ หายไปแล้ว ในที่นั้นนั่นเทียว ฯ

    ลำดับนั้น เทพบุตรกล่าวกะเขาว่า "พราหมณ์ ทรัพย์ในเรือนของท่านมีมาก, ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วถวายทาน, จงฟังธรรม, จงถามปัญหา" ดังนี้แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นแล.

  2. ๒

    ฝ่ายพราหมณ์ ไปเรือนแล้วเรียกนางพราหมณีมาแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ ฉันจักนิมนต์พระสมณโคดมมาแล้วทูลถามปัญหา เธอจงกระทำเครื่องสักการะ ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ไม่ถวายบังคมพระบรมศาสดา ไม่ทำการปฏิสันถาร ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ เพื่อเสวยในวันนี้เถิด ฯ

    พฺราหฺมโณปิ เคหํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณึ อามนฺเตตฺวา “ภทฺเท อหํ สมณํ โคตมํ นิมนฺเตตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามิ; สกฺการํ กโรหีติ วตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารํ เนว อภิวาเทตฺวา น ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต “โภ โคตม อธิวาเสหิ เม อชฺชตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ อาห.

    แม้ อ.พราหมณ์ ไปแล้ว สู่เรือน เรียกมาแล้ว ซึ่งนางพราหมณี กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.เรา ทูลนิมนต์แล้ว ซึ่งพระสมณะ ผู้โคดม จักทูลถาม ซึ่งปัญหา; อ.เธอ จงกระทำ ซึ่งสักการะ ดังนี้ ไปแล้ว สู่วิหาร ไม่อภิวาทแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่นเทียว ไม่กระทำแล้ว ซึ่งปฏิสันถาร ยืนอยู่แล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ (อ.พระองค์) กับ ด้วยหมู่แห่งภิกษุ ทรงยังภัตร ของข้าพระองค์ จงให้อยู่ทับ เพื่อภัตรบริโภคอันมีในวันนี้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพราหมณ์ ไปเรือนแล้วเรียกนางพราหมณีมา พูดว่า "นางผู้เจริญ ฉันจักนิมนต์พระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหา, หล่อนจงทำสักการะ" ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ไม่ถวายบังคมพระศาสดาเลย ไม่ทำปฏิสันถาร ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า "พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารแห่งข้าพระองค์ เพื่อเสวยในวันนี้."

  3. ๓

    พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาแล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับแล้ว

  4. ๔

    เขาทราบว่า พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาแล้ว จึงรีบมา ใช้คนให้ตระเตรียมขาทนียโภชนียาหารไว้ ณ ที่อยู่ของตน ฯ

    โส สตฺถุ อธิวาสนํ วิทิตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา สกนิเวสเน ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปสิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น รู้แล้ว ซึ่งการ (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับ แห่งพระศาสดา มาแล้ว โดยเร็ว (ยังบุคคล) ให้จัดแจงแล้ว ซึ่งของอันบุคคลพึงเคี้ยว ซึ่งของอันบุคคลพึงบริโภค ในนิเวศน์อันเป็นของตน ฯ

    เขาได้ทราบว่า พระศาสดาทรงรับแล้ว จึงมาเร็ว ใช้คนให้ตกแต่งขาทนียะโภชนียาหารไว้ ในเรือนของตน.

  5. ๕

    พระบรมศาสดาผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วเสด็จไปยังเรือนของพราหมณ์นั้น ประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว ฯ

    สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ตสฺส เคหํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ.

    อ.พระศาสดา ผู้อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมแล้ว เสด็จไปแล้ว สู่เรือน (ของพราหมณ์) นั้น ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะอันบุคคล ปูลาดแล้ว ฯ

    พระศาสดาอันหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปสู่เรือนแห่งพราหมณ์นั้น ประทับนั่นบนอาสนะที่เขาแต่งไว้.

  6. ๖

    พราหมณ์อังคาสแล้ว โดยความเคารพ ฯ

    พฺราหฺมโณ สกฺกจฺจํ ปริวิสิ.

    อ.พราหมณ์ อังคาสแล้ว โดยเคารพ ฯ

    พราหมณ์อังคาสแล้ว (เลี้ยงแล้ว) โดยเคารพ.

  7. ๗

    ประชาชนจำนวนมากประชุมกันแล้ว ฯ

    มหาชโน สนฺนิปติ.

    อ.มหาชน ประชุมกันแล้ว ฯ

    มหาชนประชุมกันแล้ว.

  8. ๘

    ดังได้สดับมาว่า เมื่อพระตถาคตอันบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินิมนต์แล้ว หมู่ชน ๒ พวก ย่อมประชุมกัน คือ พวกชนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิย่อมประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า วันนี้ พวกเราจักคอยดูพระสมณโคดมถูกเบียดเบียนด้วยการถามปัญหา พวกชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิย่อมประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า วันนี้ พวกเราจักคอยดูพุทธลีลา อันเป็นพุทธวิสัย ฯ

    มิจฺฉาทิฏฺฐิเกน กิร ตถาคเต นิมนฺติเต, เทฺว ชนกายา สนฺนิปตนฺติ: มิจฺฉาทิฏฺฐิกา “ อชฺช สมณํ โคตมํ ปญฺหํ ปุจฺฉาย วิเหฐิยมานํ ปสฺสิสฺสามาติ สนฺนิปตนฺติ, สมฺมาทิฏฺฐิกา “อชฺช พุทฺธวิสยํ พุทฺธลีฬฺหํ ปสฺสิสฺสามาติ สนฺนิปตนฺติ.

    ได้ยินว่า ครั้น เมื่อพระตถาคตเจ้า (อันบุคคล) ผู้มีความเห็นผิด ทูลนิมนต์แล้ว, อ.หมู่แห่งชน ท. ๒ ย่อมประชุมกัน : (อ.ชน ท.) ผู้มีความเห็นผิด ย่อมประชุมกัน (ด้วยความคิด) ว่า ในวันนี้ (อ.เรา ท.) จักเห็น ซึ่งพระสมณะ ผู้โคดม ผู้ (อันพราหมณ์) เบียดเบียนอยู่ ด้วยการทูลถาม ซึ่งปัญหา ดังนี้ , (อ.ชน ท.) ผู้มีความเห็นชอบ ย่อมประชุมกัน (ด้วยความคิด) ว่า ในวันนี้ (อ.เรา ท.) จักเห็น ซึ่งวิสัยแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งการเยื้องกรายแห่งพระพุทธเจ้า ดังนี้ ฯ

    ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตอันพราหมณ์ผู้มิจฉาทิฏฐินิมนต์แล้ว, หมู่ชน ๒ พวกมาประชุมกัน คือพวกชนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า "วันนี้ พวกเราจักคอยดูพระสมณโคดมที่ถูกพราหมณ์เบียดเบียนอยู่ ด้วยถามปัญหา," พวกชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็ประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า "วันนี้ พวกเราจักคอยดูพุทธวิสัย พุทธลีลา."

  9. ๙

    ลำดับนั้น พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้าผู้ทรงทำภัตรกิจแล้ว นั่ง ณ อาสนะต่ำ ได้ทูลถามปัญหาว่า พระโคดมผู้เจริญ ธรรมดาชนทั้งหลาย ผู้ที่มิได้ถวายทาน มิได้ทำการบูชา มิได้ฟังธรรม ของพระองค์ มิได้รักษาอุโบสถเลย บังเกิดในสวรรค์ได้ ด้วยเหตุเพียงยังใจให้เลื่อมใส
    อย่างเดียวเท่านั้น มีอยู่หรือ ฯ

    อถ พฺราหฺมโณ กตภตฺตกิจฺจํ ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา นีจาสเน นิสินฺโน, ปญฺหํ ปุจฺฉิ “ โภ โคตม ตุมฺหากํ ทานํ อทตฺวา ปูชํ อกตฺวา ธมฺมํ อสฺสุตฺวา อุโปสถวาสํ อวสิตฺวา เกวลํ มโนปสาทมตฺเตเนว สคฺเค นิพฺพตฺตา นาม โหนฺตีติ.

    ครั้งนั้น อ.พราหมณ์ เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ผู้มีกิจด้วยภัตรอันทรงกระทำแล้ว นั่งแล้ว บนอาสนะอันต่ำ , ทูลถามแล้ว ซึ่งปัญหา ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ (อ.ชน ท.) ชื่อว่า ผู้ไม่ถวายแล้ว ซึ่งทาน ไม่กระทำแล้ว ซึ่งการบูชา แก่พระองค์ ท. ไม่ฟังแล้ว ซึ่งธรรม ไม่อยู่แล้ว อยู่ด้วยสามารถแห่งอุโบสถ บังเกิดแล้ว ในสวรรค์ (ด้วยเหตุ) สักว่าความเลื่อมใสแห่งใจ อย่างเดียวนั่นเทียว ย่อมมี หรือ ? ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นั่งบนอาสนะต่ำ ได้ทูลถามปัญหาว่า "พระโคดมผู้เจริญ มีหรือ ขึ้นชื่อว่า เหล่าชนที่ไม่ได้ถวายทานแก่พระองค์ ไม่ได้บูชาพระองค์ ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้รักษาอุโบสถเลย ได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยมาตรว่าใจเลื่อมใสอย่างเดียวเท่านั้น ?"

  10. ๑๐

    พราหมณ์ เพราะเหตุไร ท่านจึงถามเรา

    “พฺราหฺมณ กสฺมา มํ ปุจฺฉสิ,

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพราหมณ์ (อ.ท่าน) ย่อมถาม ซึ่งเรา เพราะเหตุไร,

    พราหมณ์ เหตุใดท่านมาถามเรา

  11. ๑๑

    ภาวะที่ตนยังใจให้เลื่อมใสในเราแล้วบังเกิดในสวรรค์ มัฏฐกุณฑลีผู้เป็นบุตรของท่านบอกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ฯ

    นนุ เต ปุตฺเตน มฏฺฐกุณฺฑลินา มยิ มนํ ปสาเทตฺวา อตฺตโน สคฺเค นิพฺพตฺตภาโว กถิโตติ.

    อ.ความที่ แห่งตน เป็นผู้ ยังใจ ให้เลื่อมใสแล้ว ในเรา บังเกิดแล้ว ในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลี ผู้เป็นบุตร ของท่าน บอกแล้ว (แก่ท่าน) มิใช่หรือ ดังนี้ ฯ

    ความที่ตนทำใจให้เลื่อมใสในเราแล้วเกิดในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลีผู้บุตรของท่านบอกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ?

ภาค ๑ มัฏฐกุณฑลี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓๑–๓๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพราหมณ์ ไปเรือนแล้วเรียกนางพราหมณีมา พูดว่า นางผู้เจริญ ฉันจักนิมนต์พระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหา หล่อนจงทำ(จัด)เครื่องสักการะแล้วไปวิหาร ไม่ถวายบังคมพระบรมศาสดา ไม่ทำปฏิสันถาร ยืน ณ ที่ควร
    ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์จงรับนิมนต์(ฉัน) ภัตตาหารของข้าพระองค์ เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ ฯ

    พฺราหฺมโณปิ เคหํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณึ อามนฺเตตฺวา “ภทฺเท อหํ สมณํ โคตมํ นิมนฺเตตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามิ; สกฺการํ กโรหีติ วตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารํ เนว อภิวาเทตฺวา น ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต “โภ โคตม อธิวาเสหิ เม อชฺชตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ อาห.

    แม้ อ.พราหมณ์ ไปแล้ว สู่เรือน เรียกมาแล้ว ซึ่งนางพราหมณี กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.เรา ทูลนิมนต์แล้ว ซึ่งพระสมณะ ผู้โคดม จักทูลถาม ซึ่งปัญหา; อ.เธอ จงกระทำ ซึ่งสักการะ ดังนี้ ไปแล้ว สู่วิหาร ไม่อภิวาทแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่นเทียว ไม่กระทำแล้ว ซึ่งปฏิสันถาร ยืนอยู่แล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ (อ.พระองค์) กับ ด้วยหมู่แห่งภิกษุ ทรงยังภัตร ของข้าพระองค์ จงให้อยู่ทับ เพื่อภัตรบริโภคอันมีในวันนี้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพราหมณ์ ไปเรือนแล้วเรียกนางพราหมณีมา พูดว่า "นางผู้เจริญ ฉันจักนิมนต์พระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหา, หล่อนจงทำสักการะ" ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ไม่ถวายบังคมพระศาสดาเลย ไม่ทำปฏิสันถาร ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า "พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารแห่งข้าพระองค์ เพื่อเสวยในวันนี้."

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับแล้ว

  3. ๓

    เขาได้รับทราบถึงการรับนิมนต์ของพระบรมศาสดาแล้วจึงมาโดยเร็ว ให้ตระเตรียมของเคี้ยวของฉัน(พร้อมสรรพ)ในเรือนพักของตน ฯ

    โส สตฺถุ อธิวาสนํ วิทิตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา สกนิเวสเน ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปสิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น รู้แล้ว ซึ่งการ (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับ แห่งพระศาสดา มาแล้ว โดยเร็ว (ยังบุคคล) ให้จัดแจงแล้ว ซึ่งของอันบุคคลพึงเคี้ยว ซึ่งของอันบุคคลพึงบริโภค ในนิเวศน์อันเป็นของตน ฯ

    เขาได้ทราบว่า พระศาสดาทรงรับแล้ว จึงมาเร็ว ใช้คนให้ตกแต่งขาทนียะโภชนียาหารไว้ ในเรือนของตน.

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปเรือนของพราหมณ์นั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดแต่งไว้แล้ว ฯ

    สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ตสฺส เคหํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ.

    อ.พระศาสดา ผู้อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมแล้ว เสด็จไปแล้ว สู่เรือน (ของพราหมณ์) นั้น ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะอันบุคคล ปูลาดแล้ว ฯ

    พระศาสดาอันหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปสู่เรือนแห่งพราหมณ์นั้น ประทับนั่นบนอาสนะที่เขาแต่งไว้.

  5. ๕

    พราหมณ์อังคาสแล้ว(เลี้ยงพระ)โดยเคารพ ฯ

    พฺราหฺมโณ สกฺกจฺจํ ปริวิสิ.

    อ.พราหมณ์ อังคาสแล้ว โดยเคารพ ฯ

    พราหมณ์อังคาสแล้ว (เลี้ยงแล้ว) โดยเคารพ.

  6. ๖

    มหาชน ชุมนุมกันแล้ว ฯ

    มหาชโน สนฺนิปติ.

    อ.มหาชน ประชุมกันแล้ว ฯ

    มหาชนประชุมกันแล้ว.

  7. ๗

    ฟังว่า เมื่อพระตถาคต อันพราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐินิมนต์แล้ว หมู่ชน ๒ พวก ชุมนุมกัน พวกมิจฉาทิฏฐิชุมนุมกันด้วยหมายใจว่า วันนี้ พวกเรา จักได้เห็นพระสมณโคดม ถูกพราหมณ์เบียดเบียน(รุกไล่) ด้วยการถามปัญหา (ฝ่าย)พวกสัมมาทิฏฐิ ชุมนุมกันด้วยหวังใจว่า วันนี้พวกเราจักคอยดู พุทธวิสัย พุทธลีลา ฯ

    มิจฺฉาทิฏฺฐิเกน กิร ตถาคเต นิมนฺติเต, เทฺว ชนกายา สนฺนิปตนฺติ: มิจฺฉาทิฏฺฐิกา “ อชฺช สมณํ โคตมํ ปญฺหํ ปุจฺฉาย วิเหฐิยมานํ ปสฺสิสฺสามาติ สนฺนิปตนฺติ, สมฺมาทิฏฺฐิกา “อชฺช พุทฺธวิสยํ พุทฺธลีฬฺหํ ปสฺสิสฺสามาติ สนฺนิปตนฺติ.

    ได้ยินว่า ครั้น เมื่อพระตถาคตเจ้า (อันบุคคล) ผู้มีความเห็นผิด ทูลนิมนต์แล้ว, อ.หมู่แห่งชน ท. ๒ ย่อมประชุมกัน : (อ.ชน ท.) ผู้มีความเห็นผิด ย่อมประชุมกัน (ด้วยความคิด) ว่า ในวันนี้ (อ.เรา ท.) จักเห็น ซึ่งพระสมณะ ผู้โคดม ผู้ (อันพราหมณ์) เบียดเบียนอยู่ ด้วยการทูลถาม ซึ่งปัญหา ดังนี้ , (อ.ชน ท.) ผู้มีความเห็นชอบ ย่อมประชุมกัน (ด้วยความคิด) ว่า ในวันนี้ (อ.เรา ท.) จักเห็น ซึ่งวิสัยแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งการเยื้องกรายแห่งพระพุทธเจ้า ดังนี้ ฯ

    ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตอันพราหมณ์ผู้มิจฉาทิฏฐินิมนต์แล้ว, หมู่ชน ๒ พวกมาประชุมกัน คือพวกชนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า "วันนี้ พวกเราจักคอยดูพระสมณโคดมที่ถูกพราหมณ์เบียดเบียนอยู่ ด้วยถามปัญหา," พวกชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็ประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า "วันนี้ พวกเราจักคอยดูพุทธวิสัย พุทธลีลา."

  8. ๘

    ลำดับนั้น พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้วนั่งบนอาสนะต่ำ(กว่า)ได้ทูลถามปัญหาว่า พระโคดมผู้เจริญ มีหรือ ชื่อว่าเหล่าชน ที่ไม่ได้ถวายทานแก่พระองค์ ไม่ได้บูชา ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้อยู่จำอุโบสถ ไปบังเกิดในสวรรค์ ด้วยเหตุเพียง(ทำ)ใจเลื่อมใสอย่างเดียว ฯ

    อถ พฺราหฺมโณ กตภตฺตกิจฺจํ ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา นีจาสเน นิสินฺโน, ปญฺหํ ปุจฺฉิ “ โภ โคตม ตุมฺหากํ ทานํ อทตฺวา ปูชํ อกตฺวา ธมฺมํ อสฺสุตฺวา อุโปสถวาสํ อวสิตฺวา เกวลํ มโนปสาทมตฺเตเนว สคฺเค นิพฺพตฺตา นาม โหนฺตีติ.

    ครั้งนั้น อ.พราหมณ์ เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ผู้มีกิจด้วยภัตรอันทรงกระทำแล้ว นั่งแล้ว บนอาสนะอันต่ำ , ทูลถามแล้ว ซึ่งปัญหา ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ (อ.ชน ท.) ชื่อว่า ผู้ไม่ถวายแล้ว ซึ่งทาน ไม่กระทำแล้ว ซึ่งการบูชา แก่พระองค์ ท. ไม่ฟังแล้ว ซึ่งธรรม ไม่อยู่แล้ว อยู่ด้วยสามารถแห่งอุโบสถ บังเกิดแล้ว ในสวรรค์ (ด้วยเหตุ) สักว่าความเลื่อมใสแห่งใจ อย่างเดียวนั่นเทียว ย่อมมี หรือ ? ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นั่งบนอาสนะต่ำ ได้ทูลถามปัญหาว่า "พระโคดมผู้เจริญ มีหรือ ขึ้นชื่อว่า เหล่าชนที่ไม่ได้ถวายทานแก่พระองค์ ไม่ได้บูชาพระองค์ ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้รักษาอุโบสถเลย ได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยมาตรว่าใจเลื่อมใสอย่างเดียวเท่านั้น ?"

  9. ๙

    พระบรมศาสดา. พราหมณ์ เหตุใด ท่านจึงถามเรา

    “พฺราหฺมณ กสฺมา มํ ปุจฺฉสิ,

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพราหมณ์ (อ.ท่าน) ย่อมถาม ซึ่งเรา เพราะเหตุไร,

    พราหมณ์ เหตุใดท่านมาถามเรา

  10. ๑๐

    ความที่ตนทำใจให้เลื่อมใสในเราแล้วบังเกิดในสวรรค์ มัฏฐกุณฑลีผู้เป็นบุตรของท่านบอกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ฯ

    นนุ เต ปุตฺเตน มฏฺฐกุณฺฑลินา มยิ มนํ ปสาเทตฺวา อตฺตโน สคฺเค นิพฺพตฺตภาโว กถิโตติ.

    อ.ความที่ แห่งตน เป็นผู้ ยังใจ ให้เลื่อมใสแล้ว ในเรา บังเกิดแล้ว ในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลี ผู้เป็นบุตร ของท่าน บอกแล้ว (แก่ท่าน) มิใช่หรือ ดังนี้ ฯ

    ความที่ตนทำใจให้เลื่อมใสในเราแล้วเกิดในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลีผู้บุตรของท่านบอกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ?

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๓๕–๓๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ท่านพระติสสะเถระนั้นเป็นพระโอรสของพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชในกาลเป็นคนแก่ บริโภคลาภสักการะอันเกิดขึ้นแล้วในพระพุทธศาสนา มีร่างกายอ้วนพี มีจีวรอัดทับเรียบร้อย โดยมากนั่งอยู่ที่โรงฉันท่ามกลางวิหาร ฯ

    โส กิรายสฺมา ภควโต ปิตุจฺฉาปุตฺโต มหลฺลกกาเล ปพฺพชิโต พุทฺธสาสเน อุปฺปนฺนํ ลาภสกฺการํ ปริภุญฺชนฺโต ถุลฺลสรีโร อาโกฏิตปจฺจาโกฏิเตหิ จีวเรหิ เยภุยฺเยน วิหารมชฺเฌ อุปฏฺฐานสาลายํ นิสีทติ.

    ได้ยินว่า (อ.พระติสสะ) ผู้มีอายุ นั้น เป็นโอรสแห่งพระเจ้าอา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (เป็น) บวชแล้ว ในกาล (แห่งตน) เป็นคนแก่ บริโภคอยู่ ซึ่งลาภและสักการะ อันเกิดขึ้นแล้ว ในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีสรีระอันอ้วน (เป็น) มีจีวร ท. อันบุคคลทุบทั่วแล้วและทุบทั่วเฉพาะแล้ว นั่งอยู่ ในศาลาเป็นที่บำรุง ในท่ามกลางแห่งวิหาร โดยมาก ฯ

    ดังได้สดับมา ท่านติสสเถระนั้น เป็นโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชในกาลเป็นคนแก่ บริโภคลาภสักการะอันเกิดขึ้นแล้ว ในพระพุทธศาสนา มีร่างกายอ้วนพี มีจีวรรัดเรียบร้อยแล้ว โดยมากนั่งอยู่ที่โรงฉันกลางวิหาร.

  2. ๒

    พระอาคันตุกะทั้งหลาย มาเพื่อต้องการจะเฝ้าพระตถาคตเจ้า ไปสู่สำนักของท่าน ด้วยความสำคัญว่า พระรูปนี้ จักเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงข้อวัตรปฏิบัติ ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงกิจที่ควรทำมีการนวดเท้าเป็นต้น ฯ

    ตถาคตสฺส ทสฺสนตฺถาย อาคตา อาคนฺตุกา ภิกฺขู “เอโส มหาเถโร ภวิสฺสตีติ สญฺญาย ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วตฺตํ อาปุจฺฉนฺติ, ปาทสมฺพาหนาทีนิ อาปุจฺฉนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้จรมา ผู้มาแล้ว เพื่อต้องการแก่อันเฝ้า ซึ่งพระตถาคตเจ้า ไปแล้ว สู่สำนัก (ของพระติสสะ) นั้น ด้วยสำคัญ ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จักเป็น ดังนี้ ย่อมถาม โดยเอื้อเฟื้อ ซึ่งวัตร, ย่อมถามโดยเอื้อเฟื้อ (ซึ่งกิจ ท.) มีการนวดซึ่งเท้าเป็นต้น ฯ

    ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย มาแล้วเพื่อประโยชน์จะเฝ้าพระตถาคต ไปสู่สำนักแห่งเธอ ด้วยสำคัญว่า "นี่ จักเป็นพระเถระผู้ใหญ่" ดังนี้แล้ว ถามถึงวัตร ถามถึงกิจควรทำ มีนวดเท้าเป็นต้น.

  3. ๓

    ท่านก็นิ่งเสีย ฯ

    โส ตุณฺหี โหติ.

    (อ.พระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้น เป็นผู้นิ่ง ย่อมเป็น ฯ

    เธอนิ่งเสีย.

  4. ๔

    ลำดับนั้น พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งถามท่านว่า ท่านมีพรรษาเท่าไร ? เมื่อท่านตอบว่า ยังไม่มีพรรษา ข้าพเจ้าบวชแล้วในกาลเป็นคนแก่ จึงกล่าวว่า ท่านขรัวตาผู้มีอายุ ผู้ฝึกได้ยาก ท่านไม่รู้จักประมาณตน ท่านเห็นพระเถระผู้ใหญ่มีประมาณเท่านี้แล้ว ก็ไม่ทำข้อวัตรปฏิบัติแม้เพียงสามีจิกรรม เมื่อข้อวัตรปฏิบัติอันพระเถระทั้งหลายถามอยู่ ท่านก็นิ่งเสีย แม้เพียงความรังเกียจ ก็ไม่มีแก่ท่าน ดังนี้แล้ว จึงดีดนิ้วมืออันเป็นเหตุให้รู้ตัว ฯ

    อถ นํ เอโก ทหรภิกฺขุ “กติวสฺสา ตุมฺเหติ ปุจฺฉิตฺวา “วสฺสํ นตฺถิ, มหลฺลกกาเล ปพฺพชิตา มยนฺติ วุตฺเต, “อาวุโส ทุพฺพินีต มหลฺลก อตฺตโน ปมาณํ น ชานาสิ, เอตฺตเก มหลฺลกตฺเถเร ทิสฺวา สามีจิมตฺตํปิ น กโรสิ, วตฺเต อาปุจฺฉิยมาเน, ตุณฺหี โหสิ, กุกฺกุจฺจมตฺตํปิ เต นตฺถีติ อจฺฉรํ ปหริ.

    ครั้งนั้น อ.ภิกษุหนุ่ม รูปหนึ่ง ถามแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ว่า อ.ท่าน ท. เป็นผู้มีพรรษาเท่าไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.พรรษา ย่อมไม่มี, อ.เรา ท. เป็นผู้บวชแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นคนแก่ (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระเถระ) กล่าวแล้ว, ดีดแล้ว ซึ่งนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า แน่ะคนแก่ ผู้อันบุคคลแนะนำได้โดยยากแล้ว ผู้มีอายุ (อ.ท่าน) ย่อมไม่รู้ ซึ่งประมาณ ของตน, อ.ท่าน เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระผู้แก่ ท. ผู้มีประมาณเท่านี้ ย่อมไม่กระทำ (ซึ่งวัตร) แม้สักว่าสามีจิกรรม , ครั้นเมื่อวัตร (อันเรา) ถามโดยเอื้อเฟื้ออยู่, (อ.ท่าน) เป็นผู้นิ่ง ย่อมเป็น, (อ.เหตุ) แม้สักว่าความรังเกียจ ย่อมไม่มี แก่ท่าน ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มองค์หนึ่งถามเธอว่า "ท่านมีพรรษาเท่าไร ?" เมื่อเธอตอบว่า "ยังไม่พรรษา ข้าพเจ้าบวชแล้ว ในกาลเป็นคนแก่" จึงกล่าวว่า "ท่านขรัวตาผู้มีอายุ ฝึกได้ยาก ท่านไม่รู้จักประมาณตน, ท่านเห็นพระเถระผู้ใหญ่มีประมาณเท่านี้แล้ว ไม่ทำวัตรแม้มาตรว่าสามีจิกรรม. เมื่อวัตรอันพระเถระเหล่านี้ถามโดยเอื้อเฟื้ออยู่ ท่านนิ่งเสีย, แม้มาตรว่าความรังเกียจ ก็ไม่มีแก่ท่าน" ดังนี้ จึงโบกมือ (เป็นทีรุกราย)

  5. ๕

    ท่านยังขัตติยมานะให้เกิดแล้ว ถามว่า พวกท่านมาสู่สำนักของใคร เมื่อพระอาคันตุกะเหล่านั้นตอบว่า มาสู่สำนักพระบรมศาสดา จึงกล่าวว่า ก็พวกท่านกำหนดข้าพเจ้าว่า นี่ใคร ข้าพเจ้าจักตัดมูลรากของพวกท่านเสียให้ได้ ดังนี้แล้ว ร้องไห้เป็นทุกข์ เสียใจ ได้ไปสู่สำนักพระบรมศาสดาแล้ว ฯ

    โส ขตฺติยมานํ ชเนตฺวา “ตุมฺเห กสฺส สนฺติกํ อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา, “สตฺถุ สนฺติกนฺติ วุตฺเต, “ มํ ปน `โก เอโสติ สลฺลกฺเขถ, มูลเมว โว ฉินฺทิสฺสามีติ วตฺวา รุทนฺโต ทุกฺขี ทุมฺมโน สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ยังความถือตัวว่าเป็นกษัตริย์ ให้เกิดแล้ว ถามแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว สู่สำนัก ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา ท. เป็นผู้มาแล้ว) สู่สำนัก ของพระศาสดา (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันภิกษุนั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ก็ อ.ท่าน ท. ย่อมกำหนด ซึ่งเรา ว่า อ.ใคร นั่น ดังนี้, (อ.เรา) จักตัด ซึ่งรากเหง้า ของท่าน ท. นั่นเทียว ดังนี้ ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มีทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว (เป็น) ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ฯ

    เธอยังขัตติมานะให้เกิดขึ้นแล้ว ถามว่า "พวกท่านมาสู่สำนักใคร ?" เมื่ออาคันตุกภิกษุเหล่านั้นตอบว่า "มาสู่สำนักของพระศาสดา" จึงกล่าวว่า "ก็พวกท่านคาดข้าพเจ้าว่า "นี่ใคร ?" ข้าพเจ้าจักตัดมูลของพวกท่านเสียให้ได้" ดังนี้แล้ว ร้องไห้ เป็นทุกข์ เสียใจ ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดาแล้ว.

  6. ๖

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสถามเธอว่า ติสสะ เป็นอะไรหรือ เธอจึงเป็นทุกข์ เสียใจ มีน้ำตาอาบหน้า ร้องไห้มาแล้ว ฯ

    อถ นํ สตฺถา “กินฺนุ ตฺวํ ติสฺส ทุกฺขี ทุมฺมโน อสฺสุมุโข รุทมาโน อาคโตสีติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งพระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้น ว่า ดูก่อนติสสะ อ.เธอ เป็นผู้มีทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว เป็นผู้มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา (เป็น) ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไรหนอ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า "ติสสะ เป็นอะไรหนอ ? เธอจึงเป็นทุกข์ เสียใจ มีน้ำตาอาบหน้า ร้องไห้ มาแล้ว."

  7. ๗

    ฝ่ายพระเหล่านั้นคิดว่า ภิกษุรูปนั่น พึงไปทำเรื่องที่มัวหมองอะไร ๆ ดังนี้แล้ว จึงไปกับพระติสสะนั้นทีเดียว ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วได้นั่งที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เตปิ ภิกฺขู “เอส คนฺตฺวา กิญฺจิ อาลุลิกํ กเรยฺยาติ จินฺเตตฺวา เตเนว สทฺธึ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. แม้เหล่านั้น คิดแล้ว ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น ไปแล้ว พึงกระทำ ซึ่งความวุ่นวาย อะไร ๆ ดังนี้ ไปแล้ว กับ (ด้วยพระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้นนั่นเทียว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น (คือพวกภิกษุอาคันตุกะ) คิดว่า "ภิกษุนั้น คงไปทำกรรมขุ่นมัวอะไร ๆ " ดังนี้ จึงไปกับพระติสสะนั้นทีเดียว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๓๕–๓๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังที่ได้ฟังมา ท่านพระติสสะนั้น เป็นโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชตอนแก่ บริโภคใช้สอยลาภสักการะที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ร่างกายจึงอ้วนพี มีจีวรรีดเรียบร้อย มักนั่งในโรงฉันกลางวิหารเป็นส่วนมาก ฯ

    โส กิรายสฺมา ภควโต ปิตุจฺฉาปุตฺโต มหลฺลกกาเล ปพฺพชิโต พุทฺธสาสเน อุปฺปนฺนํ ลาภสกฺการํ ปริภุญฺชนฺโต ถุลฺลสรีโร อาโกฏิตปจฺจาโกฏิเตหิ จีวเรหิ เยภุยฺเยน วิหารมชฺเฌ อุปฏฺฐานสาลายํ นิสีทติ.

    ได้ยินว่า (อ.พระติสสะ) ผู้มีอายุ นั้น เป็นโอรสแห่งพระเจ้าอา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (เป็น) บวชแล้ว ในกาล (แห่งตน) เป็นคนแก่ บริโภคอยู่ ซึ่งลาภและสักการะ อันเกิดขึ้นแล้ว ในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีสรีระอันอ้วน (เป็น) มีจีวร ท. อันบุคคลทุบทั่วแล้วและทุบทั่วเฉพาะแล้ว นั่งอยู่ ในศาลาเป็นที่บำรุง ในท่ามกลางแห่งวิหาร โดยมาก ฯ

    ดังได้สดับมา ท่านติสสเถระนั้น เป็นโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชในกาลเป็นคนแก่ บริโภคลาภสักการะอันเกิดขึ้นแล้ว ในพระพุทธศาสนา มีร่างกายอ้วนพี มีจีวรรัดเรียบร้อยแล้ว โดยมากนั่งอยู่ที่โรงฉันกลางวิหาร.

  2. ๒

    พวกภิกษุอาคันตุกะ ที่มาเพื่อต้องการเฝ้าพระตถาคต ต่างก็ไปยังที่พำนักของเธอ ด้วยเข้าใจว่า พระรูปนี้ ต้องเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงวัตร ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงกิจควรทำมีการนวดเท้า เป็นต้น ฯ

    ตถาคตสฺส ทสฺสนตฺถาย อาคตา อาคนฺตุกา ภิกฺขู “เอโส มหาเถโร ภวิสฺสตีติ สญฺญาย ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วตฺตํ อาปุจฺฉนฺติ, ปาทสมฺพาหนาทีนิ อาปุจฺฉนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้จรมา ผู้มาแล้ว เพื่อต้องการแก่อันเฝ้า ซึ่งพระตถาคตเจ้า ไปแล้ว สู่สำนัก (ของพระติสสะ) นั้น ด้วยสำคัญ ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จักเป็น ดังนี้ ย่อมถาม โดยเอื้อเฟื้อ ซึ่งวัตร, ย่อมถามโดยเอื้อเฟื้อ (ซึ่งกิจ ท.) มีการนวดซึ่งเท้าเป็นต้น ฯ

    ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย มาแล้วเพื่อประโยชน์จะเฝ้าพระตถาคต ไปสู่สำนักแห่งเธอ ด้วยสำคัญว่า "นี่ จักเป็นพระเถระผู้ใหญ่" ดังนี้แล้ว ถามถึงวัตร ถามถึงกิจควรทำ มีนวดเท้าเป็นต้น.

  3. ๓

    พระติสสะนั้นก็นิ่งเงียบ ฯ

    โส ตุณฺหี โหติ.

    (อ.พระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้น เป็นผู้นิ่ง ย่อมเป็น ฯ

    เธอนิ่งเสีย.

  4. ๔

    ขณะนั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งถามเธอว่า ท่านมีพรรษาเท่าไร เมื่อเธอตอบว่า ยังไม่มีพรรษา ข้าพเจ้าบวชตอนแก่ จึงกล่าวว่า ท่านขรัวตา แนะนำสั่งสอนยาก ไม่รู้จักประมาณตน ท่านเห็นพระเถระมีอายุพรรษามากประมาณเท่านี้แล้ว ไม่ทำแม้แต่สามีจิกรรม เมื่อพระเถระเหล่านี้ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงวัตร ท่านก็นิ่งเงียบ ท่านไม่มีแม้แต่จะรู้สึกรู้สำนึกควรไม่ควร ดังนี้ จึงโบกมือใส่ ฯ

    อถ นํ เอโก ทหรภิกฺขุ “กติวสฺสา ตุมฺเหติ ปุจฺฉิตฺวา “วสฺสํ นตฺถิ, มหลฺลกกาเล ปพฺพชิตา มยนฺติ วุตฺเต, “อาวุโส ทุพฺพินีต มหลฺลก อตฺตโน ปมาณํ น ชานาสิ, เอตฺตเก มหลฺลกตฺเถเร ทิสฺวา สามีจิมตฺตํปิ น กโรสิ, วตฺเต อาปุจฺฉิยมาเน, ตุณฺหี โหสิ, กุกฺกุจฺจมตฺตํปิ เต นตฺถีติ อจฺฉรํ ปหริ.

    ครั้งนั้น อ.ภิกษุหนุ่ม รูปหนึ่ง ถามแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ว่า อ.ท่าน ท. เป็นผู้มีพรรษาเท่าไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.พรรษา ย่อมไม่มี, อ.เรา ท. เป็นผู้บวชแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นคนแก่ (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระเถระ) กล่าวแล้ว, ดีดแล้ว ซึ่งนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า แน่ะคนแก่ ผู้อันบุคคลแนะนำได้โดยยากแล้ว ผู้มีอายุ (อ.ท่าน) ย่อมไม่รู้ ซึ่งประมาณ ของตน, อ.ท่าน เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระผู้แก่ ท. ผู้มีประมาณเท่านี้ ย่อมไม่กระทำ (ซึ่งวัตร) แม้สักว่าสามีจิกรรม , ครั้นเมื่อวัตร (อันเรา) ถามโดยเอื้อเฟื้ออยู่, (อ.ท่าน) เป็นผู้นิ่ง ย่อมเป็น, (อ.เหตุ) แม้สักว่าความรังเกียจ ย่อมไม่มี แก่ท่าน ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มองค์หนึ่งถามเธอว่า "ท่านมีพรรษาเท่าไร ?" เมื่อเธอตอบว่า "ยังไม่พรรษา ข้าพเจ้าบวชแล้ว ในกาลเป็นคนแก่" จึงกล่าวว่า "ท่านขรัวตาผู้มีอายุ ฝึกได้ยาก ท่านไม่รู้จักประมาณตน, ท่านเห็นพระเถระผู้ใหญ่มีประมาณเท่านี้แล้ว ไม่ทำวัตรแม้มาตรว่าสามีจิกรรม. เมื่อวัตรอันพระเถระเหล่านี้ถามโดยเอื้อเฟื้ออยู่ ท่านนิ่งเสีย, แม้มาตรว่าความรังเกียจ ก็ไม่มีแก่ท่าน" ดังนี้ จึงโบกมือ (เป็นทีรุกราย)

  5. ๕

    พระติสสะนั้นให้เกิดมานะว่าตัวเองเป็นกษัตริย์แล้ว ถามว่า พวกท่านมายังถิ่นพำนักใคร เมื่ออาคันตุกภิกษุเหล่านั้นตอบว่า มาที่พำนักของพระศาสดา จึงกล่าวว่า ก็พวกท่านควรกำหนดข้าพเจ้าให้ดีว่า ภิกษุรูปนี้เป็นใครกัน ข้าพเจ้าจักตัดชาติพันธุ์รากเหง้าของพวกท่าน ดังนี้แล้ว ร้องไห้ เป็นทุกข์ เสียใจ ได้ไปยังที่พำนักของพระศาสดา ฯ

    โส ขตฺติยมานํ ชเนตฺวา “ตุมฺเห กสฺส สนฺติกํ อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา, “สตฺถุ สนฺติกนฺติ วุตฺเต, “ มํ ปน `โก เอโสติ สลฺลกฺเขถ, มูลเมว โว ฉินฺทิสฺสามีติ วตฺวา รุทนฺโต ทุกฺขี ทุมฺมโน สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ยังความถือตัวว่าเป็นกษัตริย์ ให้เกิดแล้ว ถามแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว สู่สำนัก ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา ท. เป็นผู้มาแล้ว) สู่สำนัก ของพระศาสดา (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันภิกษุนั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ก็ อ.ท่าน ท. ย่อมกำหนด ซึ่งเรา ว่า อ.ใคร นั่น ดังนี้, (อ.เรา) จักตัด ซึ่งรากเหง้า ของท่าน ท. นั่นเทียว ดังนี้ ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มีทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว (เป็น) ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ฯ

    เธอยังขัตติมานะให้เกิดขึ้นแล้ว ถามว่า "พวกท่านมาสู่สำนักใคร ?" เมื่ออาคันตุกภิกษุเหล่านั้นตอบว่า "มาสู่สำนักของพระศาสดา" จึงกล่าวว่า "ก็พวกท่านคาดข้าพเจ้าว่า "นี่ใคร ?" ข้าพเจ้าจักตัดมูลของพวกท่านเสียให้ได้" ดังนี้แล้ว ร้องไห้ เป็นทุกข์ เสียใจ ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดาแล้ว.

  6. ๖

    กาลนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า ติสสะ เพราะเหตุไรหนอ เธอจึงเป็นทุกข์ เสียใจ น้ำตานองหน้า ร้องไห้มา ฯ

    อถ นํ สตฺถา “กินฺนุ ตฺวํ ติสฺส ทุกฺขี ทุมฺมโน อสฺสุมุโข รุทมาโน อาคโตสีติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งพระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้น ว่า ดูก่อนติสสะ อ.เธอ เป็นผู้มีทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว เป็นผู้มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา (เป็น) ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไรหนอ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า "ติสสะ เป็นอะไรหนอ ? เธอจึงเป็นทุกข์ เสียใจ มีน้ำตาอาบหน้า ร้องไห้ มาแล้ว."

  7. ๗

    ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น คิดว่า พระรูปนี้ คงจะไปทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล จึงไปกับพระติสสะนั้นแหละ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่เหมาะสมด้านหนึ่ง ฯ

    เตปิ ภิกฺขู “เอส คนฺตฺวา กิญฺจิ อาลุลิกํ กเรยฺยาติ จินฺเตตฺวา เตเนว สทฺธึ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. แม้เหล่านั้น คิดแล้ว ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น ไปแล้ว พึงกระทำ ซึ่งความวุ่นวาย อะไร ๆ ดังนี้ ไปแล้ว กับ (ด้วยพระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้นนั่นเทียว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น (คือพวกภิกษุอาคันตุกะ) คิดว่า "ภิกษุนั้น คงไปทำกรรมขุ่นมัวอะไร ๆ " ดังนี้ จึงไปกับพระติสสะนั้นทีเดียว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๓๖–๓๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระติสสะนั้น ถูกพระศาสดาตรัสถาม ได้กราบทูลว่า พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเหล่านี้ด่าข้าพระองค์ ฯ

    โส สตฺถารา ปุจฺฉิโต “อิเม มํ ภนฺเต ภิกฺขู อกฺโกสนฺตีติ อาห.

    (อ.พระเถระชื่อว่าติสสะ) นั้น ผู้อันพระศาสดาตรัสถามแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ภิกษุ ท. เหล่านี้ ย่อมด่า ซึ่งข้าพระองค์ ดังนี้ ฯ

    พระติสสะนั้นอันพระศาสดาตรัสถามแล้ว ได้กราบทูล "พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเหล่านี้ด่าข้าพระองค์."

  2. ๒

    พระศาสดาตรัสถามว่า ก็เธอนั่งที่ไหน ฯ

    “กหํ ปน ตฺวํ นิสินฺโนสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ อ.เธอ เป็นผู้นั่งแล้ว (ในที่) ไหน ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ก็เธอนั่งแล้วที่ไหน ?

  3. ๓

    พระติสสะกราบทูลตอบว่า ที่โรงฉัน กลางวิหาร พระเจ้าข้า ฯ

    “วิหารมชฺเฌ อุปฏฺฐานสาลายํ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์ เป็นผู้นั่งแล้ว) ในศาลาเป็นที่บำรุง ในท่ามกลางแห่งวิหาร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ที่โรงฉันกลางวิหาร พระเจ้าข้า.

  4. ๔

    พระศาสดาตรัสถามว่า ภิกษุเหล่านี้มา เธอเห็นหรือ ฯ

    “อิเม เต ภิกฺขู อาคจฺฉนฺตา ทิฏฺฐาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ภิกษุ ท. เหล่านี้ มาอยู่ อันเธอ เห็นแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ภิกษุเหล่านี้มา เธอได้เห็นหรือ?

  5. ๕

    พระติสสะกราบทูลตอบว่า เห็น พระเจ้าข้า ฯ

    “ทิฏฺฐา ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ภิกษุ ท. เหล่านี้ มาอยู่ อันข้าพระองค์) เห็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    เห็น พระเจ้าข้า.

  6. ๖

    เธอลุกขึ้นทำการต้อนรับหรือ ฯ

    “อุฏฺฐาย เต ปจฺจุคฺคมนํ กตนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.การต้อนรับ อันเธอ ลุกขึ้นแล้ว กระทำแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. เธอได้ลุกขึ้นทำการต้อนรับหรือ?

  7. ๗

    ไม่ได้ทำ พระเจ้าข้า ฯ

    “น กตํ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.การต้อนรับ อันข้าพระองค์) ไม่กระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    ไม่ได้ทำ พระเจ้าข้า

  8. ๘

    เธอได้ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงการรับบริขารของภิกษุเหล่านั้นหรือ ฯ

    “เตสํ ปริกฺขารคฺคหณํ เต อาปุจฺฉิตนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.การรับซึ่งบริขาร (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น อันเธอ ถามโดยเอื้อเฟื้อแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    เธอได้ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงเครื่องบริขาร ของภิกษุเหล่านั้นหรือ?

  9. ๙

    ข้าพระองค์ไม่ได้ถามโดยเอื้อเฟื้อ พระเจ้าข้า ฯ

    “นาปุจฺฉิตํ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.การรับซึ่งบริขาร ของภิกษุ ท. เหล่านั้น อันข้าพระองค์) ไม่ถามโดยเอื้อเฟื้อแล้ว ดังนี้ ฯ

    ข้าพระองค์ไม่ได้ถามโดยเอื้อเฟื้อ พระเจ้าข้า

  10. ๑๐

    เธอได้ถามโดยเอื้อเฟื้อถึงธรรมเนียมหรือน้ำดื่มหรือ ฯ

    “วตฺตํ วา ปานียํ วา อาปุจฺฉิตนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.วัตร หรือ หรือว่า อ.น้ำอันบุคคลพึงดื่ม (อันเธอ) ถามโดยเอื้อเฟื้อแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    เธอได้ถามโดยเอื้อเฟื้อ ถึงวัตร หรือน้ำดื่มหรือ?

  11. ๑๑

    ไม่ได้ถามโดยเอื้อเฟื้อ พระเจ้าข้า ฯ

    “นาปุจฺฉิตํ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.วัตร หรือ หรือว่า อ.น้ำอันบุคคลพึงดื่ม อันข้าพระองค์) ไม่ถามโดยเอื้อเฟื้อแล้ว ดังนี้ ฯ

    ข้าพระองค์ไม่ได้ถามโดยเอื้อเฟื้อ พระเจ้าข้า

  12. ๑๒

    เธอนำอาสนะมาแล้วทำการนวดเท้าให้หรือ ฯ

    “อาสนํ อภิหริตฺวา ปาทสมฺพาหนํ กตนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.การนำไปเฉพาะแล้ว ซึ่งอาสนะ นวดซึ่งเท้า (อันเธอ) กระทำแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    เธอนำอาสนะมาแล้ว ทำการนวดเท้าให้หรือ ?

  13. ๑๓

    ไม่ได้ทำ พระเจ้าข้า ฯ

    “น กตํ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.การนำไปเฉพาะแล้ว ซึ่งอาสนะ นวดซึ่งเท้า อันข้าพระองค์) ไม่กระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    ไม่ได้ทำ พระเจ้าข้า

  14. ๑๔

    พระศาสดา จึงตรัสว่า ติสสะ เธอควรทำวัตรทั้งปวงนั่น แก่เหล่าภิกษุผู้มีอายุพรรษามาก เธอไม่ทำวัตรนั่น นั่งอยู่กลางวิหาร ไม่สมควร เธอนั่นแหละมีความผิด เธอจงขอโทษภิกษุเหล่านี้เสีย ฯ

    “ติสฺส มหลฺลกภิกฺขูนํ สพฺพเมตํ วตฺตํ กตฺตพฺพํ, เอตํ อกโรนฺเตน วิหารมชฺเฌ นิสีทิตุํ น วฏฺฏติ; ตเวว โทโส, เอเต ภิกฺขู ขมาเปหีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนติสสะ อ.วัตร นั่น ทั้งปวง (อันเธอ) พึงกระทำ แก่ภิกษุผู้แก่ ท., อ.อัน (อันเธอ) ผู้ไม่กระทำอยู่ (ซึ่งวัตร) นั่น นั่ง ในท่ามกลางแห่งวิหาร ย่อมไม่ควร ; อ.โทษ ของเธอนั่นเทียว (มีอยู่) อ.เธอ ยังภิกษุ ท. (เหล่า) นั่น จงให้อดโทษ ดังนี้ ฯ

    ติสสะ วัตรทั้งปวงนั้น เธอควรทำแก่ภิกษุผู้แก่ การที่เธอไม่ทำวัตรทั้งปวงนั่น นั่งอยู่ในท่ามกลางวิหาร ไม่สมควร, โทษของเธอเองมี, เธอจงขอโทษภิกษุทั้งหลายนั่นเสีย.

  15. ๑๕

    พระติสสะกราบทูลว่า พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเหล่านี้ด่าข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ยอมขอโทษภิกษุเหล่านี้ ฯ

    “เอเต มํ ภนฺเต อกฺโกสึสุ, นาหํ เอเต ขมาเปมีติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ภิกษุ ท. เหล่า) นั่น ด่าแล้ว ซึ่งข้าพระองค์, อ.ข้าพระองค์ (ยังภิกษุ ท.) เหล่านั่น ย่อมให้อดโทษ หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระองค์ผู้เจริญ พวกภิกษุนี้ได้ด่าข้าพระองค์, ข้าพระองค์ไม่ยอมขอโทษเธอ.

  16. ๑๖

    พระศาสดาตรัสว่า ติสสะ อย่าทำอย่างนี้ เธอเองมีความผิด ขอโทษภิกษุเหล่านั้นเสีย ฯ

    “ติสฺส มา เอวํ กริ: ตเวว โทโส, ขมาเปหิ เนติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนติสสะ (อ.เธอ) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ; อ.โทษ ของเธอนั่นเทียว (มีอยู่), (อ.เธอ) ยังภิกษุ ท. เหล่านั้น จงให้อดโทษ ดังนี้ ฯ

    ติสสะ เธออย่าได้ทำอย่างนี้; โทษของเธอเองมี เธอจงขอโทษภิกษุเหล่านั้นเสีย.

  17. ๑๗

    พระติสสะกราบทูลว่า พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ขอโทษ ฯ

    “น ขมาเปมิ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์) (ยังภิกษุ ท.) จะให้อดโทษ หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ยอมขอโทษภิกษุเหล่านี้.

  18. ๑๘

    ทีนั้น พระศาสดา เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระติสสะนี้เป็นคนว่ายาก จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้นที่ติสสะนี้เป็นคนว่ายาก แม้ในชาติก่อน ติสสะนี้ก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทราบว่าพระติสสะนั้นเป็นคนว่ายาก เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น ในชาติที่ผ่านมา เธอได้ทำอะไรไว้บ้าง ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง ดังนี้แล้ว ได้ทรงนำเรื่องอดีตมา ฯ

    อถ สตฺถา “ทุพฺพโจ เอส ภนฺเตติ ภิกฺขูหิ วุตฺเต, “น ภิกฺขเว อิทาเนว, ปุพฺเพเปส ทุพฺพโจเยวาติ วตฺวา “อิทานิ ตาวสฺส ภนฺเต ทุพฺพจภาโว อมฺเหหิ ญาโต, อตีเต กิมกาสีติ วุตฺเต, “เตนหิ ภิกฺขเว สุณาถาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ:

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเถระชื่อว่าติสสะ) นั่น เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยยาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ อันภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.ติสสะ) นั่น (เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยยาก ย่อมเป็น) ในกาลนี้นั่นเทียว หามิได้, (อ.ติสสะ) นั่น เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยยากนั่นเทียว (ได้เป็นแล้ว) แม้ในกาลก่อน ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ความที่ (แห่งพระเถระชื่อว่าติสสะนั้น) เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยยาก อันข้าพระองค์ ท. ทราบแล้ว ในกาลนี้ ก่อน, (อ.พระเถระชื่อว่า ติสสะนั้น) ได้กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) อะไร ในกาลอันล่วงไปแล้ว ดังนี้ (อันภิกษุ ท.) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ถ้าอย่างนั้น (อ.เธอ ท.) จงฟัง ดังนี้ ทรงนำมาแล้ว ซึ่งเรื่องอันล่วงไปแล้ว ว่า:

    ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระติสสะนี้เป็นคนว่ายาก" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ติสสะนี้ มิใช่เป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน ติสสะนี้ก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน," เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทราบความที่เธอเป็นผู้ยาก แต่ในบัดนี้เท่านั้น, เธอได้ทำอะไรไว้ในอดีตกาล" ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง" ดังนี้แล้ว ได้ทรงนำเรื่องอดีตมา (ตรัสว่า)

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๑ ข้อ ๑ หน้า ๓๗–๓๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดาบสชื่อเทวละอยู่ในหิมวันตประเทศ ๘ เดือน ใคร่จะเข้าไปอาศัยพระนครอยู่ ๔ เดือน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว จึงมาจากหิมวันตประเทศ พบพวกผู้รักษาประตูพระนคร จึงถามว่า พวกนักบวชที่ถึงเมืองนี้แล้วจะอยู่ที่ไหน ฯ

    อตีเต พาราณสิยํ พาราณสีราเช รชฺชํ กาเรนฺเต, เทวโล นาม ตาปโส อฏฺฐ มาเส หิมวนฺเต วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย จตฺตาโร มาเส นครํ อุปนิสฺสาย วสิตุกาโม หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา นครทฺวารปาลเก ทิสฺวา ปุจฺฉิ “อิมํ นครํ สมฺปตฺตปพฺพชิตา กตฺถ วสนฺตีติ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระราชา ผู้เป็นใหญ่ในเมืองชื่อว่าพาราณสี (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี, อ.ดาบส ชื่อว่า เทวละ อยู่แล้ว ในป่าหิมพานต์ สิ้นเดือน ท. ๘ เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน เข้าไปอาศัย ซึ่งเมือง อยู่ ตลอดเดือน ท. ๔ เพื่อต้องการแก่อันเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยว (เป็น) มาแล้ว จากป่าหิมพานต์ เห็นแล้ว (ซึ่งชน ท.) ผู้รักษาซึ่งประตูแห่งเมือง ถามแล้ว ว่า อ.บรรพชิตผู้ถึงพร้อมแล้ว ท. ซึ่งเมือง นี้ ย่อมอยู่ (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพาราณสี เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี, ดาบสชื่อเทวละ อยู่ในหิมวันตประเทศ ๘ เดือน ใคร่จะเข้าไปอาศัยพระนครอยู่ ๔ เดือน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงมาจากหิมวันตประเทศ พบพวกคนเฝ้าประตูพระนคร จึงถามว่า "พวกบรรพชิตผู้มาถึงพระนครนี้แล้ว ย่อมพักอยู่ที่ไหนกัน ?"

  2. ๒

    พวกผู้รักษาประตูพระนครตอบว่า พวกนักบวชที่ถึงเมืองนี้แล้วอยู่ที่โรงนายช่างหม้อ ท่านผู้เจริญ ฯ

    “กุมฺภการสาลายํ ภนฺเตติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.บรรพชิต ท. ย่อมอยู่) ในโรงแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ดังนี้ ฯ

    เขาทั้งหลายบอกว่า "ที่โรงนายช่างหม้อ ขอรับ."

  3. ๓

    เทวลดาบสนั้นไปยังโรงนายช่างหม้อแล้ว ยืนอยู่ที่ประตูกล่าวว่า ถ้าความไม่หนักใจจะพึงมีแก่ท่านไซร้ เราพึงอยู่ในโรงคืนหนึ่ง ฯ

    โส กุมฺภการสาลํ คนฺตฺวา ทฺวาเร ฐตฺวา “สเจ เต อครุ , วเสยฺยาม เอกรตฺตึ สาลายนฺติ อาห.

    (อ.ดาบส) นั้น ไปแล้ว สู่โรงแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ยืนแล้ว ใกล้ประตู กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.ความไม่หนักใจ (ย่อมมี) แก่ท่านไซร้, (อ.เรา ท.) พึงอยู่ ในโรง สิ้นราตรีหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    เธอไปสู่โรงนายช่างหม้อแล้ว ยืนที่ประตูกล่าวว่า "ถ้าท่านไม่มีความหนักใจ, ข้าพเจ้าขอพักอยู่ในโรงสักราตรีหนึ่ง."

  4. ๔

    นายช่างหม้อเรียนว่า กิจการของผมในโรงในเวลากลางคืนไม่มี โรงใหญ่โต ขอพระคุณเจ้า จงอยู่ตามสบายเถิด ท่านผู้เจริญ แล้วมอบโรงให้ ฯ

    กุมฺภกาโร “ มยฺหํ รตฺตึ สาลายํ กิจฺจํ นตฺถิ, มหตี สาลา, ยถาสุขํ วสถ ภนฺเตติ สาลํ นิยฺยาเทสิ.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.กิจ ของกระผม ในโรง ในกลางคืน ย่อมไม่มี, อ.โรง หลังใหญ่, ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จงอยู่ ตามความสบาย ดังนี้ มอบถวายแล้ว ซึ่งโรง ฯ

    ช่างหม้อกล่าวว่า "กลางคืน กิจของข้าพเจ้าที่โรงไม่มี. โรงใหญ่, นิมนต์ท่านอยู่ตามสบายเถิด ขอรับ" ดังนี้แล้ว มอบโรงถวาย.

  5. ๕

    เมื่อเทวลดาบสนั้นเข้าไปนั่งแล้ว ดาบสแม้อื่นอีกชื่อนารทะ ก็มาจากหิมตประเทศ (เหมือนกัน) ขออยู่คืนหนึ่งกะนายช่างหม้อ ฯ

    ตสฺมึ ปวิสิตฺวา นิสินฺเน, อปโรปิ นารโท นาม ตาปโส หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา กุมฺภการํ เอกรตฺติวาสํ ยาจิ.

    (ครั้นเมื่อดาบส) นั้น เข้าไปแล้ว นั่งแล้ว, อ.ดาบส ชื่อว่านารทะ แม้อื่นอีก มาแล้ว จากป่าหิมพานต์ ขอแล้ว ซึ่งการอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง กะบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ฯ

    เมื่อเธอเข้าไปนั่งแล้ว, ดาบสแม้อีกองค์หนึ่ง ชื่อนารทะมาจากหิมวันตประเทศ ได้ขอพักอยู่ราตรีหนึ่งกะนายช่างหม้อ.

  6. ๖

    นายช่างหม้อดำริว่า ดาบสรูปที่มาก่อน พึงประสงค์จะอยู่ด้วยกันกับดาบสรูปนี้หรือ หรือว่าไม่พึงประสงค์จะอยู่ด้วยกันกับดาบสรูปนี้ เราจักเปลื้องตนเสีย จึงเรียนว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าดาบสรูปที่มาก่อนจักชอบใจ ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ได้ตามความชอบใจของท่านที่มาก่อนนั้นเถิด ฯ

    กุมฺภกาโร “ปฐมาคโต อิมินา สทฺธึ เอกโต วสิตุกาโม ภเวยฺย วา โน วา, อตฺตานํ ปริโมเจสฺสามีติ จินฺเตตฺวา “สเจ ภนฺเต ปฐมุปคโต โรเจสฺสติ, ตสฺส รุจิยา วสถาติ อาห.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ คิดแล้ว ว่า อ.ดาบสผู้มาแล้วก่อน เป็นผู้ใคร่เพื่ออันอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ (ด้วยดาบส) นี้ พึงเป็น หรือ หรือว่า (เป็นผู้ใคร่เพื่ออันอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ ด้วยดาบสนี้) ไม่พึงเป็น, (อ.เรา) จักเปลื้อง ซึ่งตน ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า (อ.ดาบส) ผู้เข้าไปแล้วก่อน จักชอบใจไซร้, (อ.ท่าน ท.) จงอยู่ ตามความชอบใจ (แห่งดาบส) นั้น ดังนี้ ฯ

    นายช่างหม้อคิดว่า "ดาบสองค์มาก่อน พึงเป็นผู้อยากจะอยู่ด้วยกันกับดาบสองค์นี้หรือไม่ (ก็ไม่ทราบ), เราจะปลีกตัวเสีย" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "ถ้าท่านองค์เข้าไปก่อน จักพอใจไซร้, ท่านจงพักอยู่ตามความพอในของดาบสองค์ก่อนเถิด ขอรับ."

  7. ๗

    นารทดาบสจึงเข้าไปหาเทวลดาบสนั้นเรียนว่า ท่านอาจารย์ ถ้าความไม่หนักใจจะพึงมีแก่ท่านไซร้ กระผมพึงอยู่ในโรงนี้คืนหนึ่ง

    โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา “สเจ เต อาจริย อครุ, มยเมตฺถ เอกรตฺตึ วเสยฺยามาติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่านารทะ) นั้น เข้าไปหาแล้ว (ซึ่งดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ ถ้าว่า อ.ความไม่หนักใจ (ย่อมมี) แก่ท่านไซร้ , อ.กระผม ท. พึงอยู่ (ในที่) นี้ สิ้นราตรีหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    นารทดาบสนั้น เข้าไปหาเธอแล้ว กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจ, ผมขอพักอยู่ในโรงนี้ราตรีหนึ่งเถิด"

  8. ๘

    เมื่อเทวลดาบสนั้นกล่าวว่า โรงใหญ่โต ท่านจงเข้ามาอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงเข้าไปนั่ง ณ ส่วนอื่นอีกของดาบสที่เข้าไปก่อนกว่า ฯ

    “มหตี สาลา, ปวิสิตฺวา เอกมนฺเต วสาติ วุตฺเต, ปวิสิตฺวา ปุเรตรํ ปวิฏฺฐสฺส อปรภาเค นิสีทิ.

    (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.โรง หลังใหญ่, อ.ท่าน เข้าไปแล้ว จงอยู่ ในที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนี้ (อันดาบสชื่อว่าเทวละนั้น) กล่าวแล้ว, เข้าไปแล้ว นั่งแล้ว ในส่วนอื่นอีก (แห่งดาบส) ผู้เข้าไปแล้ว ก่อนกว่า ฯ

    เมื่อเธอกล่าวว่า "โรงใหญ่, ท่านจงเข้าไปอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่งเถิด" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปนั่ง ณ ที่อีกส่วนหนึ่ง แห่งเธอผู้เข้าไปก่อน.

  9. ๙

    แม้ดาบสทั้ง ๒ รูปก็กล่าวถ้อยคำควรเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ในเวลานอน นารทดาบสกำหนดที่เป็นที่นอนของเทวลดาบสและประตูแล้วจึงนอน ฯ

    อุโภปิ สาราณียํ กถํ กเถตฺวา, สยนกาเล นารโท เทวลสฺส นิปชฺชนฏฺฐานญฺจ ทฺวารญฺจ สลฺลกฺเขตฺวา นิปชฺชิ.

    (อ.ดาบส ท.) แม้ทั้ง ๒ กล่าวแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก, ในกาลเป็นที่นอน อ.ดาบสชื่อว่านารทะ กำหนดแล้ว ซึ่งที่เป็นที่นอนแห่งดาบสชื่อว่าเทวละด้วย ซึ่งประตูด้วย นอนแล้ว ฯ

    ดาบสแม้ทั้ง ๒ รูป พูดปราศรัยชวนให้ระลึกถึงกันแล้ว, ในเวลาจะนอน. นารทดาบสกำหนดที่นอนแห่งเทวลดาบสและประตูแล้ว จึงนอน.

  10. ๑๐

    ส่วนเทวลดาบสนั้น เมื่อจะนอน หานอนในที่ตนนั่งไม่ (กลับไป) นอนขวางกลางประตู ฯ

    โส ปน เทวโล นิปชฺชมาโน อตฺตโน นิสินฺนฏฺฐาเน อนิปชฺชิตฺวา ทฺวารมชฺเฌ ติริยํ นิปชฺชิ.

    ส่วนว่า อ.ดาบสชื่อว่าเทวละนั้น เมื่อนอน ไม่นอนแล้ว ในที่แห่งตนนั่งแล้ว นอนแล้ว ขวาง ในท่ามกลางแห่งประตู ฯ

    ส่วนเทวลดาบสนั้น เมื่อจะนอน หาได้นอนในที่ของตนไม่, (ไพล่) นอนขวางที่กลางประตู.

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๓๗–๓๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาลนานมาแล้ว สมัยเมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสี เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ดาบสชื่อเทวละ อยู่ในหิมวันตประเทศ ๘ เดือน ใคร่จะเข้าไปอาศัยพระนครอยู่ ๔ เดือน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว จึงมาจากหิมวันตประเทศ พบพวกคนเฝ้าประตูพระนคร จึงถามว่า พวกนักบวชที่ถึงเมืองนี้แล้ว จะอยู่ที่ไหน ฯ

    อตีเต พาราณสิยํ พาราณสีราเช รชฺชํ กาเรนฺเต, เทวโล นาม ตาปโส อฏฺฐ มาเส หิมวนฺเต วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย จตฺตาโร มาเส นครํ อุปนิสฺสาย วสิตุกาโม หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา นครทฺวารปาลเก ทิสฺวา ปุจฺฉิ “อิมํ นครํ สมฺปตฺตปพฺพชิตา กตฺถ วสนฺตีติ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระราชา ผู้เป็นใหญ่ในเมืองชื่อว่าพาราณสี (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี, อ.ดาบส ชื่อว่า เทวละ อยู่แล้ว ในป่าหิมพานต์ สิ้นเดือน ท. ๘ เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน เข้าไปอาศัย ซึ่งเมือง อยู่ ตลอดเดือน ท. ๔ เพื่อต้องการแก่อันเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยว (เป็น) มาแล้ว จากป่าหิมพานต์ เห็นแล้ว (ซึ่งชน ท.) ผู้รักษาซึ่งประตูแห่งเมือง ถามแล้ว ว่า อ.บรรพชิตผู้ถึงพร้อมแล้ว ท. ซึ่งเมือง นี้ ย่อมอยู่ (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพาราณสี เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี, ดาบสชื่อเทวละ อยู่ในหิมวันตประเทศ ๘ เดือน ใคร่จะเข้าไปอาศัยพระนครอยู่ ๔ เดือน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงมาจากหิมวันตประเทศ พบพวกคนเฝ้าประตูพระนคร จึงถามว่า "พวกบรรพชิตผู้มาถึงพระนครนี้แล้ว ย่อมพักอยู่ที่ไหนกัน ?"

  2. ๒

    พวกคนเฝ้าประตูพระนครตอบว่า ที่โรงนายช่างหม้อ ขอรับ ฯ

    “กุมฺภการสาลายํ ภนฺเตติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.บรรพชิต ท. ย่อมอยู่) ในโรงแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ดังนี้ ฯ

    เขาทั้งหลายบอกว่า "ที่โรงนายช่างหม้อ ขอรับ."

  3. ๓

    เทวลดาบสนั้น ไปยังโรงนายช่างหม้อแล้ว ยืนอยู่ที่ประตู กล่าวว่า ถ้าความไม่หนักใจจะพึงมีแก่ท่านไซร้ เราพึงอยู่ในโรงคืนหนึ่ง ฯ

    โส กุมฺภการสาลํ คนฺตฺวา ทฺวาเร ฐตฺวา “สเจ เต อครุ , วเสยฺยาม เอกรตฺตึ สาลายนฺติ อาห.

    (อ.ดาบส) นั้น ไปแล้ว สู่โรงแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ยืนแล้ว ใกล้ประตู กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.ความไม่หนักใจ (ย่อมมี) แก่ท่านไซร้, (อ.เรา ท.) พึงอยู่ ในโรง สิ้นราตรีหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    เธอไปสู่โรงนายช่างหม้อแล้ว ยืนที่ประตูกล่าวว่า "ถ้าท่านไม่มีความหนักใจ, ข้าพเจ้าขอพักอยู่ในโรงสักราตรีหนึ่ง."

  4. ๔

    นายช่างหม้อเรียนว่า กิจการของผมในโรงในเวลากลางคืน ไม่มี โรงใหญ่โต ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ตามสบายเถิด ขอรับ แล้วมอบโรงให้ ฯ

    กุมฺภกาโร “ มยฺหํ รตฺตึ สาลายํ กิจฺจํ นตฺถิ, มหตี สาลา, ยถาสุขํ วสถ ภนฺเตติ สาลํ นิยฺยาเทสิ.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.กิจ ของกระผม ในโรง ในกลางคืน ย่อมไม่มี, อ.โรง หลังใหญ่, ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จงอยู่ ตามความสบาย ดังนี้ มอบถวายแล้ว ซึ่งโรง ฯ

    ช่างหม้อกล่าวว่า "กลางคืน กิจของข้าพเจ้าที่โรงไม่มี. โรงใหญ่, นิมนต์ท่านอยู่ตามสบายเถิด ขอรับ" ดังนี้แล้ว มอบโรงถวาย.

  5. ๕

    เมื่อเทวลดาบสนั้นเข้าไปนั่งแล้ว ดาบสแม้อีกองค์หนึ่งชื่อนารทะ ก็มาจากหิมวันตประเทศ (เหมือนกัน) ขอพักอยู่คืนหนึ่งกะนายช่างหม้อ ฯ

    ตสฺมึ ปวิสิตฺวา นิสินฺเน, อปโรปิ นารโท นาม ตาปโส หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา กุมฺภการํ เอกรตฺติวาสํ ยาจิ.

    (ครั้นเมื่อดาบส) นั้น เข้าไปแล้ว นั่งแล้ว, อ.ดาบส ชื่อว่านารทะ แม้อื่นอีก มาแล้ว จากป่าหิมพานต์ ขอแล้ว ซึ่งการอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง กะบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ฯ

    เมื่อเธอเข้าไปนั่งแล้ว, ดาบสแม้อีกองค์หนึ่ง ชื่อนารทะมาจากหิมวันตประเทศ ได้ขอพักอยู่ราตรีหนึ่งกะนายช่างหม้อ.

  6. ๖

    นายช่างหม้อดำริว่า ดาบสรูปที่มาก่อน พึงประสงค์จะอยู่ด้วยกันกับดาบสรูปนี้หรือ หรือว่าไม่พึงประสงค์จะอยู่ด้วยกันกับดาบสรูปนี้ เราจักเปลื้องตนเสีย จึงเรียนว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าดาบสรูปที่มาก่อนจักชอบใจ ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ได้ตามความชอบใจของท่านที่มาก่อนนั้นเถิด ฯ

    กุมฺภกาโร “ปฐมาคโต อิมินา สทฺธึ เอกโต วสิตุกาโม ภเวยฺย วา โน วา, อตฺตานํ ปริโมเจสฺสามีติ จินฺเตตฺวา “สเจ ภนฺเต ปฐมุปคโต โรเจสฺสติ, ตสฺส รุจิยา วสถาติ อาห.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ คิดแล้ว ว่า อ.ดาบสผู้มาแล้วก่อน เป็นผู้ใคร่เพื่ออันอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ (ด้วยดาบส) นี้ พึงเป็น หรือ หรือว่า (เป็นผู้ใคร่เพื่ออันอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ ด้วยดาบสนี้) ไม่พึงเป็น, (อ.เรา) จักเปลื้อง ซึ่งตน ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า (อ.ดาบส) ผู้เข้าไปแล้วก่อน จักชอบใจไซร้, (อ.ท่าน ท.) จงอยู่ ตามความชอบใจ (แห่งดาบส) นั้น ดังนี้ ฯ

    นายช่างหม้อคิดว่า "ดาบสองค์มาก่อน พึงเป็นผู้อยากจะอยู่ด้วยกันกับดาบสองค์นี้หรือไม่ (ก็ไม่ทราบ), เราจะปลีกตัวเสีย" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "ถ้าท่านองค์เข้าไปก่อน จักพอใจไซร้, ท่านจงพักอยู่ตามความพอในของดาบสองค์ก่อนเถิด ขอรับ."

  7. ๗

    นารทดาบสนั้น จึงเข้าไปหาเทวลดาบสนั้นแล้ว เรียนว่า ท่านอาจารย์ ถ้าความไม่หนักใจจะพึงมีแก่ท่านไซร้ กระผมพึงอยู่ในโรงนี้คืนหนึ่ง เมื่อเทวลดาบสนั้นกล่าวว่า โรงใหญ่โต ท่านจงเข้ามาอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงเข้าไปนั่ง ณ ส่วนอื่นอีกของดาบสที่เข้าไปก่อนกว่า ฯ

    โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา “สเจ เต อาจริย อครุ, มยเมตฺถ เอกรตฺตึ วเสยฺยามาติ. “มหตี สาลา, ปวิสิตฺวา เอกมนฺเต วสาติ วุตฺเต, ปวิสิตฺวา ปุเรตรํ ปวิฏฺฐสฺส อปรภาเค นิสีทิ.

    (อ.ดาบสชื่อว่านารทะ) นั้น เข้าไปหาแล้ว (ซึ่งดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ ถ้าว่า อ.ความไม่หนักใจ (ย่อมมี) แก่ท่านไซร้ , อ.กระผม ท. พึงอยู่ (ในที่) นี้ สิ้นราตรีหนึ่ง ดังนี้ ฯ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.โรง หลังใหญ่, อ.ท่าน เข้าไปแล้ว จงอยู่ ในที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนี้ (อันดาบสชื่อว่าเทวละนั้น) กล่าวแล้ว, เข้าไปแล้ว นั่งแล้ว ในส่วนอื่นอีก (แห่งดาบส) ผู้เข้าไปแล้ว ก่อนกว่า ฯ

    นารทดาบสนั้น เข้าไปหาเธอแล้ว กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจ, ผมขอพักอยู่ในโรงนี้ราตรีหนึ่งเถิด" เมื่อเธอกล่าวว่า "โรงใหญ่, ท่านจงเข้าไปอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่งเถิด" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปนั่ง ณ ที่อีกส่วนหนึ่ง แห่งเธอผู้เข้าไปก่อน.

  8. ๘

    แม้ดาบสทั้ง ๒ รูปก็กล่าวถ้อยคำควรเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ในเวลานอน นารทดาบสกำหนดที่เป็นที่นอนของเทวลดาบสและประตูแล้วจึงนอน ฯ

    อุโภปิ สาราณียํ กถํ กเถตฺวา, สยนกาเล นารโท เทวลสฺส นิปชฺชนฏฺฐานญฺจ ทฺวารญฺจ สลฺลกฺเขตฺวา นิปชฺชิ.

    (อ.ดาบส ท.) แม้ทั้ง ๒ กล่าวแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก, ในกาลเป็นที่นอน อ.ดาบสชื่อว่านารทะ กำหนดแล้ว ซึ่งที่เป็นที่นอนแห่งดาบสชื่อว่าเทวละด้วย ซึ่งประตูด้วย นอนแล้ว ฯ

    ดาบสแม้ทั้ง ๒ รูป พูดปราศรัยชวนให้ระลึกถึงกันแล้ว, ในเวลาจะนอน. นารทดาบสกำหนดที่นอนแห่งเทวลดาบสและประตูแล้ว จึงนอน.

  9. ๙

    ส่วนเทวลดาบสนั้น เมื่อจะนอน หานอนในที่ตนนั่งไม่ (กลับไป) นอนขวางกลางประตู ฯ

    โส ปน เทวโล นิปชฺชมาโน อตฺตโน นิสินฺนฏฺฐาเน อนิปชฺชิตฺวา ทฺวารมชฺเฌ ติริยํ นิปชฺชิ.

    ส่วนว่า อ.ดาบสชื่อว่าเทวละนั้น เมื่อนอน ไม่นอนแล้ว ในที่แห่งตนนั่งแล้ว นอนแล้ว ขวาง ในท่ามกลางแห่งประตู ฯ

    ส่วนเทวลดาบสนั้น เมื่อจะนอน หาได้นอนในที่ของตนไม่, (ไพล่) นอนขวางที่กลางประตู.

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๑, พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นารทดาบส เมื่อจะออกไปตอนกลางคืน ได้เหยียบที่ชฎาของเทวลดาบสนั้น ฯ

    อุโภปิ สาราณียํ กถํ กเถตฺวา, สยนกาเล นารโท เทวลสฺส นิปชฺชนฏฺฐานญฺจ ทฺวารญฺจ สลฺลกฺเขตฺวา นิปชฺชิ.

    (อ.ดาบส ท.) แม้ทั้ง ๒ กล่าวแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก, ในกาลเป็นที่นอน อ.ดาบสชื่อว่านารทะ กำหนดแล้ว ซึ่งที่เป็นที่นอนแห่งดาบสชื่อว่าเทวละด้วย ซึ่งประตูด้วย นอนแล้ว ฯ

    ดาบสแม้ทั้ง ๒ รูป พูดปราศรัยชวนให้ระลึกถึงกันแล้ว, ในเวลาจะนอน. นารทดาบสกำหนดที่นอนแห่งเทวลดาบสและประตูแล้ว จึงนอน.

  2. ๒

    เมื่อเทวลดาบสนั้นกล่าวว่า ใครเหยียบเรา นารทดาบสจึงเรียนว่า ท่านอาจารย์ ผมเอง ฯ

    โส ปน เทวโล นิปชฺชมาโน อตฺตโน นิสินฺนฏฺฐาเน อนิปชฺชิตฺวา ทฺวารมชฺเฌ ติริยํ นิปชฺชิ.

    ส่วนว่า อ.ดาบสชื่อว่าเทวละนั้น เมื่อนอน ไม่นอนแล้ว ในที่แห่งตนนั่งแล้ว นอนแล้ว ขวาง ในท่ามกลางแห่งประตู ฯ

    ส่วนเทวลดาบสนั้น เมื่อจะนอน หาได้นอนในที่ของตนไม่, (ไพล่) นอนขวางที่กลางประตู.

  3. ๓

    เทวลดาบสนั้นกล่าวว่า ชฎิลโกง ท่านมาจากป่าแล้ว เหยียบที่ชฎาของเรา ฯ

    นารโท รตฺตึ นิกฺขมนฺโต ตสฺส ชฏาสุ อกฺกมิ.

    อ.ดาบสชื่อว่านารทะ ออกไปอยู่ ในกลางคืน เหยียบแล้ว ที่ชฎา ท. (ของดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น ฯ

    นารทดาบส เมื่อออกไปในราตรี ได้เหยียบที่ชฎาของเธอ.

  4. ๔

    นารทดาบสเรียนว่า ท่านอาจารย์ ผมไม่ทราบว่าท่านนอนตรงนี้ ขอท่านจงอดโทษแก่กระผมเถิด เมื่อเทวลดาบสนั้นกำลังบ่นอยู่นั่นแล ก็ออกไปข้างนอกแล้ว ฯ

    “โก มํ อกฺกมีติ วุตฺเต, “อาจริย อหนฺติ อาห.

    (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ใคร เหยียบแล้ว ซึ่งเรา ดังนี้ (อันดาบสชื่อว่าเทวละ) กล่าวแล้ว , (อ.ดาบสชื่อว่านารทะ) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.กระผม ดังนี้ ฯ

    เมื่อเธอกล่าวว่า "ใครเหยียบเรา ?" นารทดาบสกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ผมเอง."

  5. ๕

    เทวลดาบสนอกนี้คิดว่า ดาบสรูปนี้ แม้เมื่อจะเข้ามา ก็จะพึงเหยียบเรา (อีก) จึงเปลี่ยนแปลงนอนหันศีรษะไปทางเท้า ฯ

    “กุฏชฏิล อรญฺญโต อาคนฺตฺวา มม ชฏาสุ อกฺกมสีติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนชฎิลโกง (อ.ท่าน) มาแล้ว จากป่า ย่อมเหยียบ ที่ชฎา ท. ของเรา ดังนี้ ฯ

    ชฎิลโกง ท่านมาจากป่าแล้ว เหยียบที่ชฎาของเรา.

  6. ๖

    ฝ่ายนารทดาบส เมื่อจะเข้าไป คิดว่า แม้ครั้งแรก เราก็ผิดในท่านอาจารย์ บัดนี้ เราจักเข้าไปโดยทางเท้าของท่าน ดังนี้แล้ว กำลังเดินมา ได้เหยียบที่คอ เมื่อเทวลดาบสนั้นกล่าวว่า นั่นใคร จึงเรียนว่า ผมเองครับ ท่านอาจารย์ เมื่อเทวลดาบสกล่าวว่า ชฎิลโกง ครั้งแรก ท่านเหยียบที่ชฎาแล้ว ตอนนี้เหยียบที่คอ (อีก) เราจักสาปท่าน จึงกล่าวว่า ท่านอาจารย์ โทษของผมไม่มี ผมไม่ทราบว่าท่านนอนแล้วอย่างนี้ ผมเข้ามาด้วยคิดว่า แม้ครั้งแรก ความผิดของเราก็มีอยู่ บัดนี้ เราจักเข้าไปโดยทางเท้า ดังนี้ ขอท่านจงอดโทษแก่กระผมเถิด ฯ

    “อาจริย ตุมฺหากํ อิธ นิปนฺนภาวํ น ชานามิ, ขมถ เมติ วตฺวา ตสฺส กนฺทนฺตสฺเสว, พหิ นิกฺขมิ.

    (อ.ดาบสชื่อว่านารทะ) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.กระผม) ย่อมไม่รู้ ซึ่งความที่ แห่งท่าน ท. เป็นผู้นอนแล้ว (ในที่) นี้, (อ.ท่าน ท.) ขอจงอดโทษ ต่อกระผมเถิด ดังนี้ (เมื่อดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น คร่ำครวญอยู่นั่นเทียว, ออกไปแล้ว ในภายนอก ฯ

    ท่านอาจารย์ ผมไม่ทราบว่าท่านนอกที่นี้ ขอท่านจงอดโทษแก่ผมเถิด. เมื่อเธอกำลังบ่นอยู่นั่นแล, ออกไปข้างนอกแล้ว.

  7. ๗

    เทวลดาบสตอบว่า ชฎิลโกง เราจักสาปท่าน ฯ

    อิตโร “อยํ ปวิสนฺโตปิ มํ อกฺกเมยฺยาติ ปริวตฺเตตฺวา ปาทฏฺฐาเน สีสํ กตฺวา นิปชฺชิ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละนอก) นี้ (คิดแล้ว) ว่า (อ.ดาบส) นี้ แม้เข้าไปอยู่ พึงเหยียบ ซึ่งเรา ดังนี้ เป็นไปรอบแล้ว นอนแล้ว กระทำ ซึ่งศีรษะ ในที่แห่งเท้า ฯ

    เทวลดาบสนอกนี้คิดว่า "ดาบสรูปนี้ แม้เข้ามาจะพึงเหยียบเรา (อีก)" ดังนี้แล้ว จึงได้กลับนอนหันศีรษะไปทางเท้า.

  8. ๘

    นารทดาบสจึงเรียนว่า ท่านอาจารย์ ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย ฯ

    นารโทปิ ปวิสนฺโต “ ปฐมมฺปาหํ อาจริเย อปรชฺฌึ, อิทานิสฺส ปาทปสฺเสน ปวิสิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อาคจฺฉนฺโต คีวาย อกฺกมิ, “โก เอโสติ วุตฺเต, “อหํ อาจริยาติ วตฺวา “กุฏชฏิล ปฐมํ ชฏาสุ อกฺกมิตฺวา อิทานิ คีวาย อกฺกมสิ, อภิสปิสฺสามิ ตนฺติ วุตฺเต, “อาจริย มยฺหํ โทโส นตฺถิ, อหํ ตุมฺหากํ เอวํ นิปนฺนภาวํ น ชานามิ, `ปฐมํปิ เม อปราธํ อตฺถิ, อิทานิ ปาทปสฺเสน ปวิสิสฺสามีติ ปวิฏฺโฐมฺหิ, ขมถ เมติ อาห.

    แม้ อ.ดาบสชื่อว่านารทะ เข้าไปอยู่ คิดแล้ว ว่า อ.เรา ผิดแล้ว ในอาจารย์ แม้ก่อน, ในกาลนี้ (อ.เรา) จักเข้าไป โดยข้างแห่งเท้า (ของอาจารย์) นั้น ดังนี้ มาอยู่ เหยียบแล้ว ที่คอ, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ใคร นั่น ดังนี้ (อันดาบสชื่อว่าเทวละ) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.กระผม ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนชฎิลโกง (อ.ท่าน) เหยียบแล้ว ที่ชฎา ท. ก่อน ย่อมเหยียบ ที่คอ ในกาลนี้, (อ.เรา) จักแช่ง ซึ่งท่าน ดังนี้ (อันดาบสชื่อว่าเทวละ) กล่าวแล้ว , กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.โทษ ของกระผม ย่อมไม่มี, อ.กระผม ย่อมไม่รู้ ซึ่งความที่ แห่งท่าน ท. เป็นผู้นอนแล้ว อย่างนี้, อ.กระผม เป็นผู้เข้าไปแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.ความผิด แม้ครั้งที่หนึ่ง ของเรา มีอยู่, ในกาลนี้ อ.เรา จักเข้าไป โดยข้างแห่งเท้า ดังนี้ ย่อมเป็น อ.ท่าน ท. ขอจงอดโทษ ต่อกระผมเถิด ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนารทดาบส เมื่อจะเข้าไปคิดว่า "แม้ทีแรก เราได้ผิดแล้วในท่านอาจารย์, บัดนี้ เราจะเข้าไปโดยทางเท้าของท่าน" ดังนี้แล้ว เมื่อมา ได้เหยียบที่คอแห่งเธอ, เมื่อเธอกล่าวว่า "นี่ใคร ?" จึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ผมเอง" เมื่อเธอกล่าวว่า "ชฎิลโกง ทีแรก ท่านเหยียบที่ชฎาของเราแล้ว เดี๋ยวนี้เหยียบที่คอเราอีก เราจักสาปท่าน" จึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ โทษของผมไม่มี, ผมไม่ทราบว่าท่านนอนแล้วอย่างนี้, ผมเข้ามาด้วยคิดว่า "แม้ทีแรกความผิดของเรามีอยู่, เดี๋ยวนี้ เราจักเข้าไปโดยทางเท้าท่าน" ดังนี้ ขอท่านจงอดโทษแก่ผมเถิด."

ภาค ๑ พระติสสเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๓๙–๔๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นารทดาบสเล่าเรื่องทั้งปวงถวายแล้ว ถวายพระพรว่าอาตมภาพอันดาบสรูปนี้สาปแล้วเพราะเหตุนี้เมื่อเป็นอย่างนั้น อาตมภาพจึงกล่าวสาปบ้างว่า โทษของข้าพเจ้าไม่มี โทษของผู้ใดมี ความสาปจงตกลงเบื้องบนผู้นั้นนั่นแหละ ดังนี้ ก็แล ครั้นสาปแล้ว จึงคิดว่า ความสาปจักตกลงเบื้องบนใครหนอแล เมื่อใคร่ครวญอยู่ก็เห็นว่า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของอาจารย์จักแตกออก ๗ เสี่ยง ดังนี้แล้ว อาตมภาพอาศัยความกรุณาในท่าน จึงมิให้อรุณขึ้นไป ฯ

    นารโท สพฺพํ ปวตฺตึ อาจิกฺขิตฺวา “อิมินา การเณนาหํ อิมินา อภิสปิโต, อถาหํ `มยฺหํ โทโส นตฺถิ, ยสฺส โทโส อตฺถิ; ตสฺเสว อุปริ สาโป ปตตูติ วตฺวา อภิสปึ ; อภิสปิตฺวา จ ปน `กสฺส นุโข อุปริ สาโป ปติสฺสตีติ อุปธาเรนฺโต `สุริยุคฺคมนเวลาย อาจริยสฺส มุทฺธา สตฺตธา ผลิสฺสตีติ ทิสฺวา เอตสฺมึ อนุกมฺปํ ปฏิจฺจ อรุณสฺส อุคฺคนฺตุํ น เทมีติ.

    อ.ดาบสชื่อว่านารทะ กราบทูลแล้ว ซึ่งเรื่องอันเป็นไปทั่ว ทั้งปวง (กราบทูลแล้ว) ว่า อ.อาตมภาพ เป็นผู้ (อันดาบส) นี้ แช่งแล้ว เพราะเหตุ นี้ (ย่อมเป็น), (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.อาตมภาพ กล่าวแล้ว ว่า อ.โทษ ของกระผม ย่อมไม่มี, อ.โทษ ของบุคคลใด มีอยู่; อ.ความแช่ง จงตกไป ในเบื้องบน แห่งบุคคล นั้นนั่นเทียว ดังนี้ แช่งแล้ว; ก็แล (อ.อาตมภาพ) ครั้นแช่งแล้ว ใคร่ครวญอยู่ ว่า อ.ความแช่ง จักตกไป ในเบื้องบน แห่งใคร หนอแล ดังนี้ เห็นแล้ว ว่า อ.ศีรษะ ของอาจารย์ จักแตก โดยส่วนเจ็ด ในเวลาเป็นที่ขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์ ดังนี้ อาศัยแล้ว ซึ่งความอนุเคราะห์ (ในอาจารย์) นั่น ย่อมไม่ให้ เพื่ออันขึ้นไป แห่งอรุณ ดังนี้ ฯ

    นารทดาบส เล่าเรื่องทั้งปวงถวายเสร็จแล้ว กล่าวว่า "อาตมภาพ อันดาบสรูปนี้สาปแล้วเพราะเหตุนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น อาตมาภาพจึงได้กล่าวสาปบ้างว่า "โทษของข้าพเจ้าไม่มี, โทษของผู้ใดมี; ความสาปจงตกลงในเบื้องบนแห่งผู้นั้นแล" ก็ครั้นสาปแล้ว จึงคิดว่า "ความสาปจักตกในเบื้องบนแห่งใครหนอแล ?" เมื่อใคร่ครวญไปก็เห็นว่า "ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของอาจารย์จักแตกออก ๗ เสี่ยง" ดังนี้แล้ว อาศัยความกรุณาในท่าน จึงมิให้อรุณขึ้นไป.

  2. ๒

    ท่านผู้เจริญ ก็อันตรายจะไม่พึงมีแก่ท่าน ได้อย่างไร ฯ

    “กถํ ปนสฺส ภนฺเต อนฺตราโย น ภเวยฺยาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.อันตราย ไม่พึงมี (แก่ดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น อย่างไร ดังนี้ ฯ

    ก็อย่างไร อันตรายจะไม่พึงมีแก่ท่านเล่า ขอรับ ?

  3. ๓

    ถ้าท่านพึงขอขมาโทษ อาตมภาพเสีย อันตรายก็จะไม่พึงมี ฯ

    “สเจ มํ ขมาเปยฺย, น ภเวยฺยาติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่านารทะ กราบทูลแล้ว) ว่า ถ้าว่า (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละ) ยังอาตมภาพ พึงให้อดโทษไซร้, (อ.อันตราย) ไม่พึงมี ดังนี้ ฯ

    ถ้าท่านขอโทษอาตมภาพเสีย อันตรายก็จักไม่พึงมี.

  4. ๔

    ถ้าเช่นนั้น ท่านจงขอขมาโทษเถิด ฯ ชฎิล

    “เตนหิ ขมาเปหีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน (ยังดาบสชื่อว่านารทะ) จงให้อดโทษเถิด ดังนี้ ฯ

    ถ้าอย่างนั้น ท่านจงขอโทษเสียเถิด.

  5. ๕

    นี้เหยียบอาตมภาพ ที่ชฎาและที่คอ อาตมภาพไม่ขอขมาโทษชฎิลโกงคนนี้ ฯ

    “เอโส มํ ชฏาสุ จ คีวาย จ อกฺกมิ, นาหํ เอตํ กุฏชฏิลํ ขมาเปมีติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละ กราบทูลแล้ว) ว่า (อ.ชฎิล) นั่น เหยียบแล้ว ซึ่งอาตมภาพ ที่ชฎา ท. ด้วย ที่คอ ด้วย, อ.อาตมภาพ จะไม่ยังชฎิลโกงนั่น ให้อดโทษ ดังนี้ ฯ

    ชฎิลนั่นเหยียบอาตมภาพ ที่ชฎาและที่คอ อาตมภาพไม่ยอมขอโทษชฎิลโกงนั่น.

  6. ๖

    ขอท่านจงขอขมาโทษเสียเถิด ขอรับ ท่านอย่าทำอย่างนี้เลย ฯ

    “ขมาเปหิ ภนฺเต, มา เอวํ กรีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ยังดาบสชื่อว่านารทะ จงให้อดโทษเถิด , อ.ท่าน อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    ขอท่านจงขอโทษเสียเถิด ขอรับ ท่านอย่าทำอย่างนี้.

  7. ๗

    อาตมภาพ ไม่ขอขมาโทษ แม้เมื่อพระราชาตรัสว่า ศีรษะของท่านจักแตกออก ๗ เสี่ยง ดังนี้ ก็ยังไม่ขอขมาโทษอยู่นั้นเอง ฯ

    “น ขมาเปมีติ. “มุทฺธา เต สตฺตธา ผลิสฺสตีติ วุตฺเตปิ , น ขมาเปสิเยว.

    (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละ กราบทูลแล้ว) ว่า อ.อาตมภาพ จะไม่ยังชฎิลโกง ให้อดโทษ ดังนี้ ฯ (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า อ.ศีรษะ ของท่าน จักแตก โดยส่วนเจ็ด ดังนี้ (อันพระราชา) แม้ตรัสแล้ว, (อ.ดาบสชื่อว่าเทวละ) ไม่ (ยังดาบสชื่อว่านารทะ) ให้อดโทษแล้วนั่นเทียว ฯ

    เทวลดาบาสทูลว่า "อาตมภาพ ไม่ยอมขอโทษ" เทวลดาบสทูลว่า "อาตมภาพไม่ยอมขอโทษ", แม้เมื่อพระราชา ตรัสว่า "ศีรษะของท่านจักแตกออก ๗ เสี่ยง" ดังนี้, ก็ยังไม่ยอมขอโทษอยู่นั่นเอง.

  8. ๘

    ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะเธอว่า ท่านจักไม่ขอขมาโทษตามความชอบใจของตน ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งให้ราชบุรุษจับเทวลดาบสนั้น ที่มือ เท้า ท้อง และคอ ให้ก้มลงที่บาทมูลของนารทดาบสแล้ว ฯ

    อถ นํ ราชา “น ตฺวํ อตฺตโน รุจิยา ขมาเปสฺสสีติ, หตฺถปาทกุจฺฉิคีวาสุ ตํ คาหาเปตฺวา นารทสฺส ปาทมูเล โอนมาเปสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา (ตรัสแล้ว กะดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น ว่า อ.ท่าน จักไม่ยังดาบสชื่อว่านารทะ ให้อดโทษ ตามความชอบใจ ของตน หรือ ดังนี้, (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให้จับแล้ว (ซึ่งดาบสชื่อว่าเทวละ) นั้น ที่มือและเท้าและท้องและคอ ท. (ทรงยังดาบสชื่อว่าเทวละ) ให้น้อมลงแล้ว ณ ที่ ใกล้แห่งเท้า ของดาบสชื่อว่านารทะ ฯ

    ลำดับนั้น พระราชาตรัสกับเธอว่า "ท่านจักไม่ยอมขอโทษตามชอบใจของตนหรือ ?" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งให้ราชบุรุษจับเทวลดาบสนั้นที่มือ ที่เท้า ที่ท้อง ที่คอ ให้ก้มลงที่บาทมูลแห่งนารทดาบส.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๔๒–๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา บุตรชายกุฎุมพีคนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว ทำงานทุกอย่าง ทั้งที่นา ทั้งที่บ้านด้วยตนเองทีเดียว ปฏิบัติ (ดูแล) มารดาแล้ว ฯ

    เอโก กิร กุฏุมฺพิกปุตฺโต, ปิตริ กาลกเต, เขตฺเต จ ฆเร จ สพฺพกมฺมานิ อตฺตนาว กโรนฺโต มาตรํ ปฏิชคฺคิ.

    ได้ยินว่า อ.บุตรแห่งกุฎุมพี คนหนึ่ง, ครั้นเมื่อบิดา เป็นผู้มีกาละ อันกระทำแล้ว (เป็นอยู่), กระทำอยู่ ซึ่งการงานทั้งปวง ท. ในนา ด้วย ในเรือน ด้วย ด้วยตนเทียว ปฏิบัติแล้ว ซึ่งมารดา ฯ

    ดังได้สดับมา บุตรกุฎุมพีคนหนึ่ง เมื่อบิดาทำกาละแล้ว ทำการงานทั้งปวง ทั้งที่มา ทั้งที่บ้าน ด้วยตนเอง ปฏิบัติมารดาอยู่.

  2. ๒

    ต่อมา มารดาได้บอกแก่เขาว่า พ่อคุณ แม่จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า ฯ

    อถสฺส มาตา “กุมาริกํ เต ตาต อาเนสฺสามีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.มารดา (ของบุตรของกุฎุมพี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.เรา จักนำมา ซึ่งนางกุมาริกา เพื่อเจ้า ดังนี้ ฯ

    ต่อมา มารดาได้บอกแก่เขาว่า "พ่อ แม่จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า."

  3. ๓

    บุตรชาย ตอบว่า แม่ครับ แม่อย่าพูดอย่างนี้เลย ลูกจักปฏิบัติ (เลี้ยงดู) แม่ไปจนตลอดชีวิต ฯ

    “อมฺม มา เอวํ วเทถ, อหํ ยาวชีวํ ตุมฺเห ปฏิชคฺคิสฺสามีติ.

    (อ.บุตรของกุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่ (อ.ท่าน ท.) ขอจงอย่า กล่าว อย่างนี้, อ.กระผม จักปรนนิบัติ ซึ่งท่าน ท. ตลอดกาลเพียงไรแห่งชีวิต ดังนี้ ฯ

    แม่ อย่างพูดอย่างนี้เลย, จักปฏิบัติแม่ไปจนตลอดชีวิต.

  4. ๔

    มารดา. พ่อคุณ เจ้าคนเดียวทำงานอยู่ ทั้งที่นาและที่บ้าน เหตุนั้น ความสบายใจ จึงมิได้มีแก่แม่เลย แม่จักนำ (นางกุมาริกา) มาให้เจ้า ฯ

    “ตาต เขตฺเต จ ฆเร จ กิจฺจํ ตฺวเมว กโรสิ, เตน มยฺหํ จิตฺตสุขํ นาม น โหติ, อาเนสฺสามิ เตติ.

    (อ.มารดา กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้านั่นเทียว ย่อมกระทำ ซึ่งกิจ ในนา ด้วย ในเรือน ด้วย (เพราะเหตุ) นั้น ชื่อ อ.ความสุขแห่งจิต ย่อมไม่มี แก่เรา, อ.เรา จักนำมา (นางกุมาริกา) เพื่อเจ้า ดังนี้ ฯ

    พ่อ เจ้าคนเดียวทำการงานอยู่ ทั้งที่นาและที่บ้าน, เพราะเหตุนั้น แม่จึงไม่มีความสบายใจเลย, แม่จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า.

  5. ๕

    เขา แม้ห้าม (มารดา) บ่อยครั้งแล้วได้นิ่งเสียแล้ว ฯ

    โส ปุนปฺปุนํ ปฏิกฺขิปิตฺวาปิ ตุณฺหี อโหสิ.

    (อ.บุตร) นั้น แม้ห้ามแล้ว บ่อย ๆ เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาแม้ห้าม (มารดา) หลายครั้งแล้วได้นิ่งเสีย.

  6. ๖

    มารดานั้น ได้ออกจากเรือนเพื่อไปยังตระกูลหนึ่ง ฯ

    สา เอกํ กุลํ คนฺตุํ เคหา นิกฺขมิ.

    (อ.มารดา) นั้น ออกไปแล้ว จากเรือน เพื่ออันไป สู่ตระกูล หนึ่ง ฯ

    มารดานั้นออกจากเรือน เพื่อจะไปสู่ตระกูลแห่งหนึ่ง.

  7. ๗

    ลำดับนั้น บุตรชาย ถามมารดานั้นว่า แม่จะไปตระกูลไหน เมื่อมารดาบอกว่า ตระกูลชื่อโน้น ดังนี้แล้ว จึงห้ามการที่จะไปตระกูลนั้นเสียแล้วบอกตระกูลที่ตนเองถูกใจ ฯ

    อถ นํ ปุตฺโต “กตรกุลํ คจฺฉถาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อสุกนฺนามาติ วุตฺเต, ตตฺถ คมนํ ปฏิเสเธตฺวา อตฺตโน อภิรุจิตํ กุลํ อาจิกฺขิ.

    ครั้งนั้น อ.บุตร ถามแล้ว (ซึ่งมารดา) นั้น ว่า อ.ท่าน ท. จะไป สู่ตระกูลไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา จะไป สู่ตระกูล) ชื่อโน้น ดังนี้ (อันมารดา) กล่าวแล้ว, ห้ามแล้ว ซึ่งการไป (ในตระกูล) นั้น บอกแล้ว ซึ่งตระกูล อันอันตน ชอบใจยิ่งแล้ว ฯ

    ลำดับนั้น บุตรถามมารดาว่า "แม่จะไปตระกูลไหน ?" เมื่อมารดาบอกว่า "จะไปตระกูลชื่อโน้น" ดังนี้แล้ว ห้ามการที่จะไปตระกูลนั้นเสียแล้ว บอกตระกูลที่ตนชอบใจให้.

  8. ๘

    นาง ได้ไป ณ ตระกูลนั้น สู่ขอนางกุมาริกาแล้วกำหนดวัน (แต่งงาน) นำนางกุมาริกานั้นมาแล้ว ได้แต่งไว้ในเรือนของบุตรชายนั้น ฯ

    สา ตตฺถ คนฺตฺวา กุมาริกํ วาเรตฺวา ทิวสํ ววฏฺฐเปตฺวา ตํ อาเนตฺวา ตสฺส ฆเร อกาสิ.

    (อ.มารดา) นั้น ไปแล้ว (ในตระกูล) นั้น ขอแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา กำหนดแล้ว ซึ่งวัน นำมาแล้ว (ซึ่งนางกุมาริกา) นั้น ได้กระทำแล้ว ในเรือน (เพื่อบุตร) นั้น ฯ

    มารดาได้ไปตระกูลนั้นหมั้นนางกุมาริกาไว้แล้ว กำหนดวัน (แต่งงาน) นำนางกุมาริกาคนนั้นมา ได้ทำไว้ในเรือนของบุตร.

  9. ๙

    นางกุมาริกานั้น ได้เป็นหญิงหมัน ฯ

    สา วญฺฌา อโหสิ.

    (อ.นางกุมาริกา) นั้น เป็นหญิงหมัน ได้เป็นแล้ว ฯ

    นางกุมาริกานั้น ได้เป็นหญิงหมัน.

  10. ๑๐

    ครั้งนั้น มารดาจึงพูดกะบุตรชายนั้นว่า ลูกเอ๋ย เจ้าให้แม่นำนางกุมาริกาตามใจชอบของตนมา บัดนี้ นาง เกิดเป็นหมันเสียแล้ว อันธรรมดาว่าตระกูลที่หาบุตร (สืบสกุล) ไม่ได้ พินาศ ประเพณี ไม่สืบสาย เพราะฉะนั้น แม่จักนำนางกุมาริกาคนอื่นมาให้เจ้า แม้บุตรชายนั้นจะบอกว่า อย่าเลย แม่ ก็ยังได้พูด (อย่างนั้น) บ่อยครั้ง ฯ

    อถ นํ มาตา “ปุตฺต ตฺวํ อตฺตโน รุจิยา กุมาริกํ อานาเปสิ, สา อิทานิ วญฺฌา ชาตา; อปุตฺตกญฺจ นาม กุลํ วินสฺสติ, ปเวณิ น ฆฏิยติ; เตน อญฺญํ เต กุมาริกํ อาเนสฺสามีติ, เตน “อลํ อมฺมาติ วุจฺจมานาปิ ปุนปฺปุนํ กเถสิ.

    ครั้งนั้น อ.มารดา (กล่าวแล้ว) (กะบุตร) นั้น ว่า แน่ะลูก อ.เจ้า (ยังเรา) ให้นำมาแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา ตามความชอบใจ ของตน, ในกาลนี้ (อ.นางกุมาริกา) นั้น เป็นหญิงหมัน เกิดแล้ว; ก็ อ.ตระกูล ชื่อว่า อันไม่มีบุตร ย่อมฉิบหาย, อ.เชื้อสาย (อันบุตร) ย่อมไม่สืบต่อ; (เพราะเหตุ) นั้น (อ.เรา) จักนำมา ซึ่งนางกุมาริกา คนอื่น แก่เจ้า ดังนี้ , แม้ผู้ (อันบุตร) นั้น กล่าวอยู่ ว่า ข้าแต่แม่ อ.อย่าเลย ดังนี้ กล่าวแล้ว บ่อย ๆ ฯ

    ทีนั้น มารดาจึงพูดกะบุตรว่า "พ่อ เจ้าให้แม่นำกุมาริกามาตามชอบใจของเจ้าแล้ว บัดนี้ นางกุมาริกานั้นเป็นหมัน, ก็ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมฉิบหาย, ประเพณีย่อมไม่สืบเนื่องไป, เพราะฉะนั้น แม่จักนำนางกุมาริกาคนอื่นมา (ให้เจ้า)" แม้บุตรนั้นกล่าวห้ามอยู่ว่า "อย่าเลย แม่" ดังนี้ ก็ยังได้กล่าว (อย่างนั้น) บ่อย ๆ.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๔๒–๔๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ลูกชายกุฎุมพีคนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว ทำการงานทุกอย่าง ทั้งที่นา ทั้งที่บ้าน ด้วยตนเองทีเดียว ปฏิบัติ(เลี้ยงดู)มารดาอยู่ ฯ

    เอโก กิร กุฏุมฺพิกปุตฺโต, ปิตริ กาลกเต, เขตฺเต จ ฆเร จ สพฺพกมฺมานิ อตฺตนาว กโรนฺโต มาตรํ ปฏิชคฺคิ.

    ได้ยินว่า อ.บุตรแห่งกุฎุมพี คนหนึ่ง, ครั้นเมื่อบิดา เป็นผู้มีกาละ อันกระทำแล้ว (เป็นอยู่), กระทำอยู่ ซึ่งการงานทั้งปวง ท. ในนา ด้วย ในเรือน ด้วย ด้วยตนเทียว ปฏิบัติแล้ว ซึ่งมารดา ฯ

    ดังได้สดับมา บุตรกุฎุมพีคนหนึ่ง เมื่อบิดาทำกาละแล้ว ทำการงานทั้งปวง ทั้งที่มา ทั้งที่บ้าน ด้วยตนเอง ปฏิบัติมารดาอยู่.

  2. ๒

    ต่อมา มารดาได้บอกแก่เขาว่า พ่อเอย แม่(เรา)จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า ฯ

    อถสฺส มาตา “กุมาริกํ เต ตาต อาเนสฺสามีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.มารดา (ของบุตรของกุฎุมพี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.เรา จักนำมา ซึ่งนางกุมาริกา เพื่อเจ้า ดังนี้ ฯ

    ต่อมา มารดาได้บอกแก่เขาว่า "พ่อ แม่จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า."

  3. ๓

    ลูกชายตอบว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย แม่ ฉันจักปฏิบัติ(อุปัฏฐาก)แม่ไปจนตลอดชีวิต ฯ

    “อมฺม มา เอวํ วเทถ, อหํ ยาวชีวํ ตุมฺเห ปฏิชคฺคิสฺสามีติ.

    (อ.บุตรของกุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่ (อ.ท่าน ท.) ขอจงอย่า กล่าว อย่างนี้, อ.กระผม จักปรนนิบัติ ซึ่งท่าน ท. ตลอดกาลเพียงไรแห่งชีวิต ดังนี้ ฯ

    แม่ อย่างพูดอย่างนี้เลย, จักปฏิบัติแม่ไปจนตลอดชีวิต.

  4. ๔

    แม่พูดว่า พ่อคุณ เจ้าคนเดียวทำงานอยู่ทั้งที่นา ทั้งที่บ้าน เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า ความสบายใจ ไม่มีแก่แม่เลย แม่จักหานางกุมาริกามาให้เจ้า ฯ

    “ตาต เขตฺเต จ ฆเร จ กิจฺจํ ตฺวเมว กโรสิ, เตน มยฺหํ จิตฺตสุขํ นาม น โหติ, อาเนสฺสามิ เตติ.

    (อ.มารดา กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้านั่นเทียว ย่อมกระทำ ซึ่งกิจ ในนา ด้วย ในเรือน ด้วย (เพราะเหตุ) นั้น ชื่อ อ.ความสุขแห่งจิต ย่อมไม่มี แก่เรา, อ.เรา จักนำมา (นางกุมาริกา) เพื่อเจ้า ดังนี้ ฯ

    พ่อ เจ้าคนเดียวทำการงานอยู่ ทั้งที่นาและที่บ้าน, เพราะเหตุนั้น แม่จึงไม่มีความสบายใจเลย, แม่จักนำนางกุมาริกามาให้เจ้า.

  5. ๕

    ลูกชายนั้น แม้ห้ามบ่อยครั้ง ได้นิ่งเสียแล้ว ฯ

    โส ปุนปฺปุนํ ปฏิกฺขิปิตฺวาปิ ตุณฺหี อโหสิ.

    (อ.บุตร) นั้น แม้ห้ามแล้ว บ่อย ๆ เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาแม้ห้าม (มารดา) หลายครั้งแล้วได้นิ่งเสีย.

  6. ๖

    นางได้ออกจากเรือนเพื่อไปยังตระกูลหนึ่ง ฯ

    สา เอกํ กุลํ คนฺตุํ เคหา นิกฺขมิ.

    (อ.มารดา) นั้น ออกไปแล้ว จากเรือน เพื่ออันไป สู่ตระกูล หนึ่ง ฯ

    มารดานั้นออกจากเรือน เพื่อจะไปสู่ตระกูลแห่งหนึ่ง.

  7. ๗

    ลำดับนั้น ลูกชายถามมารดาว่า แม่จะไปตระกูลไหน เมื่อมารดาตอบว่า ตระกูลชื่อโน้น จึงห้ามการไปตระกูลนั้นเสียแล้ว บอกตระกูลที่ตนพอใจ ฯ

    อถ นํ ปุตฺโต “กตรกุลํ คจฺฉถาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อสุกนฺนามาติ วุตฺเต, ตตฺถ คมนํ ปฏิเสเธตฺวา อตฺตโน อภิรุจิตํ กุลํ อาจิกฺขิ.

    ครั้งนั้น อ.บุตร ถามแล้ว (ซึ่งมารดา) นั้น ว่า อ.ท่าน ท. จะไป สู่ตระกูลไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา จะไป สู่ตระกูล) ชื่อโน้น ดังนี้ (อันมารดา) กล่าวแล้ว, ห้ามแล้ว ซึ่งการไป (ในตระกูล) นั้น บอกแล้ว ซึ่งตระกูล อันอันตน ชอบใจยิ่งแล้ว ฯ

    ลำดับนั้น บุตรถามมารดาว่า "แม่จะไปตระกูลไหน ?" เมื่อมารดาบอกว่า "จะไปตระกูลชื่อโน้น" ดังนี้แล้ว ห้ามการที่จะไปตระกูลนั้นเสียแล้ว บอกตระกูลที่ตนชอบใจให้.

  8. ๘

    นาง ได้ไปตระกูลนั้น หมั้น(ขอ)นางกุมาริกาแล้ว กำหนดวัน(แต่งงาน) นำนางกุมาริกาคนนั้นมา ได้ทำไว้ในเรือนของลูกชายนั้นแล้ว ฯ

    สา ตตฺถ คนฺตฺวา กุมาริกํ วาเรตฺวา ทิวสํ ววฏฺฐเปตฺวา ตํ อาเนตฺวา ตสฺส ฆเร อกาสิ.

    (อ.มารดา) นั้น ไปแล้ว (ในตระกูล) นั้น ขอแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา กำหนดแล้ว ซึ่งวัน นำมาแล้ว (ซึ่งนางกุมาริกา) นั้น ได้กระทำแล้ว ในเรือน (เพื่อบุตร) นั้น ฯ

    มารดาได้ไปตระกูลนั้นหมั้นนางกุมาริกาไว้แล้ว กำหนดวัน (แต่งงาน) นำนางกุมาริกาคนนั้นมา ได้ทำไว้ในเรือนของบุตร.

  9. ๙

    นางกุมาริกานั้น เป็นหมันเสียแล้ว ฯ

    สา วญฺฌา อโหสิ.

    (อ.นางกุมาริกา) นั้น เป็นหญิงหมัน ได้เป็นแล้ว ฯ

    นางกุมาริกานั้น ได้เป็นหญิงหมัน.

  10. ๑๐

    ทีนั้น มารดาจึงพูดกะลูกชายนั้นว่า ลูกเอ๋ย เจ้า ให้แม่นำนางกุมาริกามาตามความพอใจของตนแล้ว บัดนี้ นาง กลับเป็นหมัน ก็ ตระกูลที่ชื่อว่าหาบุตรมิได้(มีแต่)จะเสียหาย เชื้อสาย ไม่สืบเนื่อง เพราะฉะนั้น แม่จักหานางกุมาริกาคนอื่นมาให้เจ้า แม้ถูกลูกชายนั้นพูด(ห้าม)อยู่ว่า อย่าเลย แม่ ก็ยังพูด(รบเร้า)บ่อย ๆ ฯ

    อถ นํ มาตา “ปุตฺต ตฺวํ อตฺตโน รุจิยา กุมาริกํ อานาเปสิ, สา อิทานิ วญฺฌา ชาตา; อปุตฺตกญฺจ นาม กุลํ วินสฺสติ, ปเวณิ น ฆฏิยติ; เตน อญฺญํ เต กุมาริกํ อาเนสฺสามีติ, เตน “อลํ อมฺมาติ วุจฺจมานาปิ ปุนปฺปุนํ กเถสิ.

    ครั้งนั้น อ.มารดา (กล่าวแล้ว) (กะบุตร) นั้น ว่า แน่ะลูก อ.เจ้า (ยังเรา) ให้นำมาแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา ตามความชอบใจ ของตน, ในกาลนี้ (อ.นางกุมาริกา) นั้น เป็นหญิงหมัน เกิดแล้ว; ก็ อ.ตระกูล ชื่อว่า อันไม่มีบุตร ย่อมฉิบหาย, อ.เชื้อสาย (อันบุตร) ย่อมไม่สืบต่อ; (เพราะเหตุ) นั้น (อ.เรา) จักนำมา ซึ่งนางกุมาริกา คนอื่น แก่เจ้า ดังนี้ , แม้ผู้ (อันบุตร) นั้น กล่าวอยู่ ว่า ข้าแต่แม่ อ.อย่าเลย ดังนี้ กล่าวแล้ว บ่อย ๆ ฯ

    ทีนั้น มารดาจึงพูดกะบุตรว่า "พ่อ เจ้าให้แม่นำกุมาริกามาตามชอบใจของเจ้าแล้ว บัดนี้ นางกุมาริกานั้นเป็นหมัน, ก็ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมฉิบหาย, ประเพณีย่อมไม่สืบเนื่องไป, เพราะฉะนั้น แม่จักนำนางกุมาริกาคนอื่นมา (ให้เจ้า)" แม้บุตรนั้นกล่าวห้ามอยู่ว่า "อย่าเลย แม่" ดังนี้ ก็ยังได้กล่าว (อย่างนั้น) บ่อย ๆ.

  11. ๑๑

    หญิงหมันได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า ธรรมดาบุตร ย่อมไม่อาจก้าวล่วง(ฝ่าฝืน)คำของมารดาบิดาไปได้ บัดนี้ แม่ผัวจักนำหญิงอื่นผู้คลอดบุตรได้มาแล้วจักใช้เราด้วยการใช้เยี่ยงนางทาสี อย่ากระนั้นเลย เราพึงนำ(จัดหา)นางกุมาริกาคนหนึ่งมาเสียเอง จึงไปยังตระกูลหนึ่ง สู่ขอนางกุมาริกาเพื่อประโยชน์แก่สามีนั้น ถูกพวกคนทั้งหลายเหล่านั้นในตระกูลนั้นห้ามว่า แม่คุณ หล่อนพูดอะไรเช่นนั้น ดังนี้แล้ว จึงอ้อนวอนว่า ดิฉันเป็นหมัน ตระกูลที่ไม่มีบุตร ย่อมเสียหาย ธิดาของพวกท่าน ได้บุตรแล้ว
    จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ ขอได้ยกธิดาของพวกท่านนั้นให้แก่สามีของดิฉันเถิด ดังนี้แล้ว ให้ตระกูลนั้นยอมรับแล้ว จึงนำมาไว้ในเรือนของสามี ฯ

    วญฺฌิตฺถี ตํ กถํ สุตฺวา “ปุตฺตา นาม มาตาปิตูนํ วจนํ อติกฺกมิตุํ น สกฺโกนฺติ, อิทานิ อญฺญํ วิชายินึ อิตฺถึ อาเนตฺวา มํ ทาสีโภเคน ภุญฺชิสฺสติ, ยนฺนูนาหํ สยเมเวกํ กุมาริกํ อาเนยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา เอกํ กุลํ คนฺตฺวา ตสฺสตฺถาย กุมาริกํ วาเรตฺวา “กินฺนาเมตํ อมฺม วเทสีติ เตหิ ปฏิกฺขิตฺตา “อหํ วญฺฌา, อปุตฺตกํ กุลํ วินสฺสติ, ตุมฺหากํ ธีตา ปุตฺตํ ปฏิลภิตฺวา กุฏุมฺพสฺส สามินี ภวิสฺสติ, เทถ ตํ มยฺหํ สามิกสฺสาติ ยาจิตฺวา สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา อาเนตฺวา สามิกสฺส ฆเร อกาสิ.

    อ.หญิงหมัน ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น คิดแล้วว่า ชื่อ อ.บุตร ท. ย่อมไม่อาจ เพื่ออันก้าวล่วง ซึ่งคำของมารดาและบิดา ท., ในกาลนี้ (อ.แม่ผัว) นำมาแล้ว ซึ่งหญิง ผู้คลอดโดยปกติ อื่น จักใช้สอย ซึ่งเรา ด้วยการใช้สอยเพียงดังทาสี, ไฉนหนอ อ.เรา พึงนำมา ซึ่งนางกุมาริกา คนหนึ่ง เองนั่นเทียว ดังนี้ ไปแล้ว สู่ตระกูล หนึ่ง ขอแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา เพื่อประโยชน์ (แก่สามี) นั้น ผู้ (อันชน ท.) เหล่านั้น ห้ามแล้วว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) นั่น ชื่ออะไร ดังนี้ อ้อนวอนแล้ว ว่า อ.เรา เป็นหญิงหมัน (ย่อมเป็น), อ.ตระกูล อันไม่มีบุตร ย่อมพินาศ, อ.ธิดา ของท่าน ท. ได้เฉพาะแล้ว ซึ่งบุตร เป็นเจ้าของ แห่งขุมทรัพย์ จักเป็น, (อ.ท่าน ท.) จงให้ (ซึ่งธิดา) นั้น แก่สามี ของดิฉัน ดังนี้ (ยังชน ท. เหล่านั้น) ให้รับพร้อมเฉพาะแล้ว นำมาแล้ว ได้กระทำแล้ว ในเรือน ของสามี ฯ

    หญิงหมันได้ยินคำนั้น จึงคิดว่า "ธรรมดาบุตร ย่อมไม่เป็นหมันมาแล้ว มารดาบิดาไปได้, บัดนี้ แม่ผัวคิดจะนำหญิงอื่น ผู้ไม่เป็นหมันมาแล้ว ก็จักใช้เราอย่างทาสี, ถ้าอย่างไรเราพึงนำนางกุมาริกาคนหนึ่งมาเสียเอง" ดังนี้แล้ว จึงไปยังตระกูลแห่งหนึ่ง ขอนางกุมาริกา เพื่อประโยชน์แก่สามี, ถูกพวกชนในตระกูลห้ามว่า "หล่อนพูดอะไรเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว จึงอ้อนวอนว่า "ฉันเป็นหมัน ตระกูลที่ไม่มีบุตร ย่อมฉิบหาย บุตรีของท่านได้บุตรแล้ว จักได้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ, ขอท่านโปรดยกบุตรีนั้นให้แก่สามีของฉันเถิด" ดังนี้แล้ว ยังตระกูลนั้นให้ยอมรับแล้ว จึงนำมาไว้ในเรือนของสามี.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๔๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นางผู้เป็นหญิงหมัน ได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า ธรรมดาว่าลูกชายทั้งหลาย ย่อมไม่อาจฝ่าฝืนคำของมารดาบิดาได้ บัดนี้ แม่ผัว คิดจะนำหญิงอื่นที่คลอดบุตรได้มา จักใช้เราด้วยการใช้เยี่ยงนางทาส อย่ากระนั้นเลย เราพึงนำนางกุมาริกาคนหนึ่งมาเสียเองเลยทีเดียว จึงไปยังตระกูลหนึ่ง สู่ขอ
    นางกุมาริกา เพื่อประโยชน์แก่สามีนั้น ถูกคนทั้งหลายในตระกูลนั้นห้ามว่า แม่นาง หล่อนพูดอะไรเช่นนั้น จึงขอร้องว่า ดิฉันเป็นหมัน ตระกูลที่หาบุตร (สืบเชื้อสาย) ไม่ได้ ย่อยยับ ธิดาของพวกท่าน ได้บุตรแล้ว จัก (ได้) เป็นเศรษฐินีผู้เป็นเจ้าของขุมทรัพย์ ขอพวกท่านได้โปรดยกบุตรนั้นให้แก่สามีของดิฉันเถิด ให้ทุกคนยอมรับแล้ว จึงได้นำมาแต่งไว้ในเรือนของสามี ฯ

    วญฺฌิตฺถี ตํ กถํ สุตฺวา “ปุตฺตา นาม มาตาปิตูนํ วจนํ อติกฺกมิตุํ น สกฺโกนฺติ, อิทานิ อญฺญํ วิชายินึ อิตฺถึ อาเนตฺวา มํ ทาสีโภเคน ภุญฺชิสฺสติ, ยนฺนูนาหํ สยเมเวกํ กุมาริกํ อาเนยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา เอกํ กุลํ คนฺตฺวา ตสฺสตฺถาย กุมาริกํ วาเรตฺวา “กินฺนาเมตํ อมฺม วเทสีติ เตหิ ปฏิกฺขิตฺตา “อหํ วญฺฌา, อปุตฺตกํ กุลํ วินสฺสติ, ตุมฺหากํ ธีตา ปุตฺตํ ปฏิลภิตฺวา กุฏุมฺพสฺส สามินี ภวิสฺสติ, เทถ ตํ มยฺหํ สามิกสฺสาติ ยาจิตฺวา สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา อาเนตฺวา สามิกสฺส ฆเร อกาสิ.

    อ.หญิงหมัน ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น คิดแล้วว่า ชื่อ อ.บุตร ท. ย่อมไม่อาจ เพื่ออันก้าวล่วง ซึ่งคำของมารดาและบิดา ท., ในกาลนี้ (อ.แม่ผัว) นำมาแล้ว ซึ่งหญิง ผู้คลอดโดยปกติ อื่น จักใช้สอย ซึ่งเรา ด้วยการใช้สอยเพียงดังทาสี, ไฉนหนอ อ.เรา พึงนำมา ซึ่งนางกุมาริกา คนหนึ่ง เองนั่นเทียว ดังนี้ ไปแล้ว สู่ตระกูล หนึ่ง ขอแล้ว ซึ่งนางกุมาริกา เพื่อประโยชน์ (แก่สามี) นั้น ผู้ (อันชน ท.) เหล่านั้น ห้ามแล้วว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) นั่น ชื่ออะไร ดังนี้ อ้อนวอนแล้ว ว่า อ.เรา เป็นหญิงหมัน (ย่อมเป็น), อ.ตระกูล อันไม่มีบุตร ย่อมพินาศ, อ.ธิดา ของท่าน ท. ได้เฉพาะแล้ว ซึ่งบุตร เป็นเจ้าของ แห่งขุมทรัพย์ จักเป็น, (อ.ท่าน ท.) จงให้ (ซึ่งธิดา) นั้น แก่สามี ของดิฉัน ดังนี้ (ยังชน ท. เหล่านั้น) ให้รับพร้อมเฉพาะแล้ว นำมาแล้ว ได้กระทำแล้ว ในเรือน ของสามี ฯ

    หญิงหมันได้ยินคำนั้น จึงคิดว่า "ธรรมดาบุตร ย่อมไม่เป็นหมันมาแล้ว มารดาบิดาไปได้, บัดนี้ แม่ผัวคิดจะนำหญิงอื่น ผู้ไม่เป็นหมันมาแล้ว ก็จักใช้เราอย่างทาสี, ถ้าอย่างไรเราพึงนำนางกุมาริกาคนหนึ่งมาเสียเอง" ดังนี้แล้ว จึงไปยังตระกูลแห่งหนึ่ง ขอนางกุมาริกา เพื่อประโยชน์แก่สามี, ถูกพวกชนในตระกูลห้ามว่า "หล่อนพูดอะไรเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว จึงอ้อนวอนว่า "ฉันเป็นหมัน ตระกูลที่ไม่มีบุตร ย่อมฉิบหาย บุตรีของท่านได้บุตรแล้ว จักได้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ, ขอท่านโปรดยกบุตรีนั้นให้แก่สามีของฉันเถิด" ดังนี้แล้ว ยังตระกูลนั้นให้ยอมรับแล้ว จึงนำมาไว้ในเรือนของสามี.

  2. ๒

    ต่อมาหญิงหมันนั้น ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า ถ้านางคนนี้ จักได้บุตรหรือธิดาไซร้ นางคนนี้ผู้เดียว จักเป็นเจ้าของขุมทรัพย์ นางจะไม่ได้ทารกโดยประการใด การที่เราจะกระทำนางโดยประการนั้น สมควร ฯ

    อถสฺสา เอตทโหสิ “สจายํ ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา ลภิสฺสติ, อยเมว กุฏุมฺพสฺส สามินี ภวิสฺสติ, ยถา ทารกํ น ลภติ; ตเถว นํ กาตุํ วฏฺฏตีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความคิด) นั่น ว่า ถ้าว่า (อ.หญิง) นี้ จักได้ ซึ่งบุตร หรือ หรือว่า ซึ่งธิดา ไซร้ , (อ.หญิง) นี้นั่นเทียว เป็นเจ้าของ แห่งขุมทรัพย์ จักเป็น, (อ.หญิงนี้) จะไม่ได้ ซึ่งเด็ก โดยประการใด; อ.อัน (อันเรา) กระทำ (ซึ่งหญิง) นั้น โดยประการนั้นนั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    ต่อมา หญิงหมันนั้น ได้มีความปริวิตกว่า "ถ้านางคนนี้จักได้บุตรหรือบุตรีไซร้ จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติแต่ผู้เดียว, ควรเราจะทำนางอยู่ให้ได้ทารกเลย."

  3. ๓

    ลำดับนั้น หญิงหมัน จึงพูดกะนางว่า ครรภ์ตั้งขึ้นในท้องหล่อนเมื่อใด หล่อนพึงบอกแก่ฉัน เมื่อนั้น ฯ

    อถ นํ อาห “ยทา เต กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาติ; ตทา เม อาโรเจยฺยาสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) กล่าวแล้ว ว่า อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ย่อมตั้งอยู่เฉพาะ ในท้อง ของเธอ ในกาลใด อ.เธอ พึงบอก แก่เรา ในกาลนั้น ดังนี้ (กะหญิง) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น หญิงหมันจึงพูดกะนางนั้นว่า "ครรภ์ตั้งขึ้นในท้องหล่อนเมื่อใด ขอให้หล่อนบอกแก่ฉันเมื่อนั้น."

  4. ๔

    นางรับว่า ได้จ้ะ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว จึงได้บอกแก่หญิงหมันนั้น ฯ

    สา “สาธูติ ปฏิสุตฺวา, คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    (อ.หญิง) นั้น ฟังตอบแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้, ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว, บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    นางนั้นรับว่า "จ้ะ" เมื่อครรภ์ตั้งแล้ว ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  5. ๕

    ส่วนหญิงหมันนั้นแล ให้ข้าวต้มและข้าวสวยแก่นางนั้นประจำ ฯ

    ตสฺสา ปน สาเยว นิจฺจํ ยาคุภตฺตํ เทติ.

    ก็ (อ.หญิงหมัน) นั้นนั่นเทียว ย่อมให้ ซึ่งข้าวต้มและข้าวสวย (แก่หญิง) นั้น เนืองนิตย์ ฯ

    ส่วนหญิงหมันนั้นแล ให้ข้าวต้มและข้าวสวยแก่นางนั้นเป็นนิตย์.

  6. ๖

    ทีนั้น หญิงหมันนั้น ได้ใส่ยาสำหรับทำครรภ์ให้ตกไป (ยาทำแท้ง, ยาขับ) ปนกับอาหารนั่นแลแก่นาง ฯ

    อถสฺสา อาหาเรเนว สทฺธึ คพฺภปาตนเภสชฺชํ อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) ได้ให้แล้ว ซึ่งยาเป็นเครื่องยังสัตว์ ผู้เกิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป กับ ด้วยอาหารนั่นเทียว (แก่หญิง) นั้น ฯ

    ภายหลัง นางได้ให้ยาสำหรับทำครรภ์ให้ตก ปนกับอาหารแก่นางนั้น.

  7. ๗

    ครรภ์แท้ง ฯ

    คพฺโภ ปติ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตกไปแล้ว ฯ

    ครรภ์ก็ตก [แท้ง].

  8. ๘

    เมื่อตั้งครรภ์แม้ครั้งที่ ๒ นางก็ได้แจ้งแก่หญิงหมันนั้น ฯ

    ทุติยมฺปิ คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แม้ในครั้งที่ ๒, (อ.หญิงนั้น) บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    เมื่อครรภ์ตั้งแล้วเป็นครั้งที่ ๒ นางก็ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  9. ๙

    แม้ฝ่ายหญิงหมัน ก็ทำครรภ์ให้ตกไป (ทำแท้ง) ด้วยวิธีอย่างเดิมนั่นแล เป็นครั้งที่ ๒ ฯ

    อิตราปิ ทุติยมฺปิ ตเถว ปาเตสิ.

    (อ.หญิงหมัน) แม้นอกนี้ (ยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์) ให้ตกไปแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว แม้ครั้งที่ ๒ ฯ

    แม้หญิงหมันก็ได้ทำครรภ์ให้ตก ด้วยอุบายอย่างนั้นนั่นแล เป็นครั้งที่ ๒.

  10. ๑๐

    ต่อมา เพื่อนหญิงที่รู้จักมักคุ้น สอบถามนางว่า หญิงร่วม (เมียหลวง) ทำอันตรายหล่อนบ้างไหม ฯ

    อถ นํ ปฏิวิสฺสกิตฺถิโย ปุจฺฉึสุ “กจฺจิ เต สปตฺตี อนฺตรายํ กโรตีติ.

    ครั้งนั้น อ.หญิงผู้คุ้นเคย ท. ถามแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น ว่า อ.หญิงผู้เป็นไปกับด้วยผัว ย่อมกระทำ ซึ่งอันตราย แก่เธอ แลหรือ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พวกหญิงที่คุ้นเคยกัน ได้ถามนางนั้นว่า "หญิงร่วมสามีทำอันตรายหล่อนบ้างหรือไม่ ?"

  11. ๑๑

    นางเล่าความนั้น (ทั้งหมด) ถูกหญิงเหล่านั้นต่อว่าว่า นางโง่เขลา เพราะเหตุไร หล่อนจึงได้ทำอย่างนี้เล่า นางคนนี้ ปรุงยาทำแท้งให้แก่หล่อน เพราะกลัวหล่อนจะเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น ครรภ์ของหล่อนจึงแท้ง หล่อนอย่าทำอย่างนี้อีกนะ ดังนี้แล้ว จึงไม่บอกในวาระที่ ๓ ฯ

    สา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา, “ อนฺธพาเล กสฺมา เอวมกาสิ? อยํ ตว อิสฺสริยภเยน คพฺภปาตนเภสชฺชํ โยเชตฺวา เทติ, เตน เต คพฺโภ ปตติ, มา ปุน เอวมกาสีติ วุตฺตา, ตติยวาเร น กเถสิ.

    (อ.หญิง) นั้น บอกแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น, (ผู้อันหญิง ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว ว่า แน่ะหญิงผู้อันธพาล อ.เธอ ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร ? (อ.หญิงหมัน) นี้ ประกอบแล้ว ซึ่งยาเป็นเครื่องยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป ย่อมให้ แก่เธอ เพราะกลัวแต่ความเป็นใหญ่, (เพราะเหตุ) นั้น อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ของเธอ ย่อมตกไป, (อ.เธอ) อย่า ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ อีก ดังนี้, ไม่บอกแล้ว ในวาระที่สาม ฯ

    นางแจ้งความนั้นแล้ว ถูกหญิงเหล่านั้นกล่าวว่า "หญิงอันธพาล เหตุไร หล่อนจึงได้ทำอย่างนั้นเล่า? หญิงหมันนี้ ได้ประกอบยาสำหรับทำครรภ์ให้ตกให้แก่หล่อน เพราะกลัวหล่อนจะเป็นใหญ่, เพราะฉะนั้น ครรภ์ให้ตกให้แก่จึงตก, หล่อนอย่าได้ทำอย่างนี้อีก." ในครั้งที่ ๓ นางจึงมิได้บอก.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๔๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อมา หญิงหมันนั้นได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้านางคนนี้ จักได้บุตรหรือธิดาไซร้ นางคนนี้เท่านั้น จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ(แต่เพียงผู้เดียว) นางจะไม่ได้ทารกโดยประการใด การที่เราจะทำนาง(ให้เป็น)โดยประการนั้น ย่อมควร ฯ

    อถสฺสา เอตทโหสิ “สจายํ ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา ลภิสฺสติ, อยเมว กุฏุมฺพสฺส สามินี ภวิสฺสติ, ยถา ทารกํ น ลภติ; ตเถว นํ กาตุํ วฏฺฏตีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความคิด) นั่น ว่า ถ้าว่า (อ.หญิง) นี้ จักได้ ซึ่งบุตร หรือ หรือว่า ซึ่งธิดา ไซร้ , (อ.หญิง) นี้นั่นเทียว เป็นเจ้าของ แห่งขุมทรัพย์ จักเป็น, (อ.หญิงนี้) จะไม่ได้ ซึ่งเด็ก โดยประการใด; อ.อัน (อันเรา) กระทำ (ซึ่งหญิง) นั้น โดยประการนั้นนั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    ต่อมา หญิงหมันนั้น ได้มีความปริวิตกว่า "ถ้านางคนนี้จักได้บุตรหรือบุตรีไซร้ จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติแต่ผู้เดียว, ควรเราจะทำนางอยู่ให้ได้ทารกเลย."

  2. ๒

    ลำดับนั้น หญิงหมันจึงพูดกะนางนั้นว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ตั้งขึ้นในท้องหล่อนเมื่อใด(ขอให้)หล่อนจงบอกแก่ฉันเมื่อนั้น ฯ

    อถ นํ อาห “ยทา เต กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาติ; ตทา เม อาโรเจยฺยาสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) กล่าวแล้ว ว่า อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ย่อมตั้งอยู่เฉพาะ ในท้อง ของเธอ ในกาลใด อ.เธอ พึงบอก แก่เรา ในกาลนั้น ดังนี้ (กะหญิง) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น หญิงหมันจึงพูดกะนางนั้นว่า "ครรภ์ตั้งขึ้นในท้องหล่อนเมื่อใด ขอให้หล่อนบอกแก่ฉันเมื่อนั้น."

  3. ๓

    นางคนนั้น รับว่า ได้จ้ะ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว จึงได้บอกแก่หญิงหมันนั้น ฯ

    สา “สาธูติ ปฏิสุตฺวา, คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    (อ.หญิง) นั้น ฟังตอบแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้, ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว, บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    นางนั้นรับว่า "จ้ะ" เมื่อครรภ์ตั้งแล้ว ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  4. ๔

    ก็หญิงหมันนั้นแล จัดข้าวต้มและข้าวสวยแก่นางนั้นประจำ ฯ

    ตสฺสา ปน สาเยว นิจฺจํ ยาคุภตฺตํ เทติ.

    ก็ (อ.หญิงหมัน) นั้นนั่นเทียว ย่อมให้ ซึ่งข้าวต้มและข้าวสวย (แก่หญิง) นั้น เนืองนิตย์ ฯ

    ส่วนหญิงหมันนั้นแล ให้ข้าวต้มและข้าวสวยแก่นางนั้นเป็นนิตย์.

  5. ๕

    ภายหลัง นางได้ให้ยาสำหรับทำครรภ์ให้ตกไป(ยาทำแท้ง)ปนกับอาหารแก่นางนั้น ฯ

    อถสฺสา อาหาเรเนว สทฺธึ คพฺภปาตนเภสชฺชํ อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) ได้ให้แล้ว ซึ่งยาเป็นเครื่องยังสัตว์ ผู้เกิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป กับ ด้วยอาหารนั่นเทียว (แก่หญิง) นั้น ฯ

    ภายหลัง นางได้ให้ยาสำหรับทำครรภ์ให้ตก ปนกับอาหารแก่นางนั้น.

  6. ๖

    ครรภ์ก็ตกไป(แท้ง) ฯ

    คพฺโภ ปติ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตกไปแล้ว ฯ

    ครรภ์ก็ตก [แท้ง].

  7. ๗

    เมื่อตั้งครรภ์แม้ครั้งที่ ๒ นางก็แจ้งแก่หญิงหมันแล้ว ฯ

    ทุติยมฺปิ คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แม้ในครั้งที่ ๒, (อ.หญิงนั้น) บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    เมื่อครรภ์ตั้งแล้วเป็นครั้งที่ ๒ นางก็ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  8. ๘

    ฝ่ายหญิงหมันก็ได้ทำครรภ์ให้ตกไป เหมือนอย่างเดิมทีเดียว เป็นครั้งที่ ๒ ฯ

    อิตราปิ ทุติยมฺปิ ตเถว ปาเตสิ.

    (อ.หญิงหมัน) แม้นอกนี้ (ยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์) ให้ตกไปแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว แม้ครั้งที่ ๒ ฯ

    แม้หญิงหมันก็ได้ทำครรภ์ให้ตก ด้วยอุบายอย่างนั้นนั่นแล เป็นครั้งที่ ๒.

  9. ๙

    ลำดับนั้น พวกหญิงที่คุ้นเคยกัน ได้ถามนางนั้นว่า หญิงร่วมสามี ทำอันตรายหล่อนบ้างหรือ ฯ นางเล่าความนั้นแล้ว ฯ

    อถ นํ ปฏิวิสฺสกิตฺถิโย ปุจฺฉึสุ “กจฺจิ เต สปตฺตี อนฺตรายํ กโรตีติ.

    ครั้งนั้น อ.หญิงผู้คุ้นเคย ท. ถามแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น ว่า อ.หญิงผู้เป็นไปกับด้วยผัว ย่อมกระทำ ซึ่งอันตราย แก่เธอ แลหรือ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พวกหญิงที่คุ้นเคยกัน ได้ถามนางนั้นว่า "หญิงร่วมสามีทำอันตรายหล่อนบ้างหรือไม่ ?"

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๔๓–๔๔ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อมา หญิงหมันนั้น ได้มีความคิดนี้ว่า ถ้าหญิงนี้จักได้ลูกชายหรือลูกสาวไซร้ หญิงนี้จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติแต่ผู้เดียว ควรเราทำนางโดยประการที่จะไม่ได้ลูกเลย ฯ

    อถสฺสา เอตทโหสิ “สจายํ ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา ลภิสฺสติ, อยเมว กุฏุมฺพสฺส สามินี ภวิสฺสติ, ยถา ทารกํ น ลภติ; ตเถว นํ กาตุํ วฏฺฏตีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความคิด) นั่น ว่า ถ้าว่า (อ.หญิง) นี้ จักได้ ซึ่งบุตร หรือ หรือว่า ซึ่งธิดา ไซร้ , (อ.หญิง) นี้นั่นเทียว เป็นเจ้าของ แห่งขุมทรัพย์ จักเป็น, (อ.หญิงนี้) จะไม่ได้ ซึ่งเด็ก โดยประการใด; อ.อัน (อันเรา) กระทำ (ซึ่งหญิง) นั้น โดยประการนั้นนั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    ต่อมา หญิงหมันนั้น ได้มีความปริวิตกว่า "ถ้านางคนนี้จักได้บุตรหรือบุตรีไซร้ จักเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติแต่ผู้เดียว, ควรเราจะทำนางอยู่ให้ได้ทารกเลย."

  2. ๒

    ลำดับนั้น หญิงหมันจึงพูดกะหญิงนั้นว่า เธอตั้งท้องเมื่อใด ขอให้บอกแก่ฉันเมื่อนั้น ฯ

    อถ นํ อาห “ยทา เต กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาติ; ตทา เม อาโรเจยฺยาสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) กล่าวแล้ว ว่า อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ย่อมตั้งอยู่เฉพาะ ในท้อง ของเธอ ในกาลใด อ.เธอ พึงบอก แก่เรา ในกาลนั้น ดังนี้ (กะหญิง) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น หญิงหมันจึงพูดกะนางนั้นว่า "ครรภ์ตั้งขึ้นในท้องหล่อนเมื่อใด ขอให้หล่อนบอกแก่ฉันเมื่อนั้น."

  3. ๓

    หญิงนั้นรับว่า ได้ ฯ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว นางได้บอกหญิงหมันนั้น ฯ

    สา “สาธูติ ปฏิสุตฺวา, คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    (อ.หญิง) นั้น ฟังตอบแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้, ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว, บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    นางนั้นรับว่า "จ้ะ" เมื่อครรภ์ตั้งแล้ว ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  4. ๔

    ส่วนหญิงหมันนั้นแล ให้ข้าวต้มและข้าวสวยแก่หญิงนั้นเป็นประจำ ฯ

    ตสฺสา ปน สาเยว นิจฺจํ ยาคุภตฺตํ เทติ.

    ก็ (อ.หญิงหมัน) นั้นนั่นเทียว ย่อมให้ ซึ่งข้าวต้มและข้าวสวย (แก่หญิง) นั้น เนืองนิตย์ ฯ

    ส่วนหญิงหมันนั้นแล ให้ข้าวต้มและข้าวสวยแก่นางนั้นเป็นนิตย์.

  5. ๕

    ต่อมา หญิงหมันนั้นได้ให้ยาสำหรับแท้งลูกปนกับอาหารแก่หญิงนั้น ฯ

    อถสฺสา อาหาเรเนว สทฺธึ คพฺภปาตนเภสชฺชํ อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมันนั้น) ได้ให้แล้ว ซึ่งยาเป็นเครื่องยังสัตว์ ผู้เกิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป กับ ด้วยอาหารนั่นเทียว (แก่หญิง) นั้น ฯ

    ภายหลัง นางได้ให้ยาสำหรับทำครรภ์ให้ตก ปนกับอาหารแก่นางนั้น.

  6. ๖

    ครรภ์แท้งแล้ว ฯ

    คพฺโภ ปติ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตกไปแล้ว ฯ

    ครรภ์ก็ตก [แท้ง].

  7. ๗

    เมื่อตั้งครรภ์แม้ครั้งที่ ๒ นางได้บอกแก่หญิงหมันนั้น ฯ

    ทุติยมฺปิ คพฺเภ ปติฏฺฐิเต, ตสฺสา อาโรเจสิ.

    ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แม้ในครั้งที่ ๒, (อ.หญิงนั้น) บอกแล้ว (แก่หญิงหมัน) นั้น ฯ

    เมื่อครรภ์ตั้งแล้วเป็นครั้งที่ ๒ นางก็ได้บอกแก่หญิงหมันนั้น.

  8. ๘

    แม้หญิงหมันนอกนี้ก็ได้ทำให้แท้งลูก ด้วยวิธีการอย่างนั้นแล เป็นครั้งที่ ๒ ฯ

    อิตราปิ ทุติยมฺปิ ตเถว ปาเตสิ.

    (อ.หญิงหมัน) แม้นอกนี้ (ยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์) ให้ตกไปแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว แม้ครั้งที่ ๒ ฯ

    แม้หญิงหมันก็ได้ทำครรภ์ให้ตก ด้วยอุบายอย่างนั้นนั่นแล เป็นครั้งที่ ๒.

  9. ๙

    ทีนั้น พวกหญิงที่คุ้นเคยกัน ถามหญิงนั้นว่า หญิงร่วมสามีทำอันตรายเธอบ้างหรือไม่ ฯ

    อถ นํ ปฏิวิสฺสกิตฺถิโย ปุจฺฉึสุ “กจฺจิ เต สปตฺตี อนฺตรายํ กโรตีติ.

    ครั้งนั้น อ.หญิงผู้คุ้นเคย ท. ถามแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น ว่า อ.หญิงผู้เป็นไปกับด้วยผัว ย่อมกระทำ ซึ่งอันตราย แก่เธอ แลหรือ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พวกหญิงที่คุ้นเคยกัน ได้ถามนางนั้นว่า "หญิงร่วมสามีทำอันตรายหล่อนบ้างหรือไม่ ?"

  10. ๑๐

    นางบอกเรื่องนั้น ได้รับการบอกเล่าโดยหญิงคุ้นเคยกันเหล่านั้นว่า เธอผู้เบาปัญญาเอ๋ย เพราะเหตุไรจึงได้ทำอย่างนั้น นางผู้เป็นหมันนี้ ปรุงยาสำหรับแท้งลูกให้แก่เธอ เพราะกลัวเธอจะเป็นใหญ่ เพราะเหตุนั้น เธอจึงแท้งลูก อย่าได้ทำอย่างนั้นอีก ในครั้งที่ ๓ จึงไม่บอก ฯ

    สา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา, “ อนฺธพาเล กสฺมา เอวมกาสิ? อยํ ตว อิสฺสริยภเยน คพฺภปาตนเภสชฺชํ โยเชตฺวา เทติ, เตน เต คพฺโภ ปตติ, มา ปุน เอวมกาสีติ วุตฺตา, ตติยวาเร น กเถสิ.

    (อ.หญิง) นั้น บอกแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น, (ผู้อันหญิง ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว ว่า แน่ะหญิงผู้อันธพาล อ.เธอ ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร ? (อ.หญิงหมัน) นี้ ประกอบแล้ว ซึ่งยาเป็นเครื่องยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป ย่อมให้ แก่เธอ เพราะกลัวแต่ความเป็นใหญ่, (เพราะเหตุ) นั้น อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ของเธอ ย่อมตกไป, (อ.เธอ) อย่า ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ อีก ดังนี้, ไม่บอกแล้ว ในวาระที่สาม ฯ

    นางแจ้งความนั้นแล้ว ถูกหญิงเหล่านั้นกล่าวว่า "หญิงอันธพาล เหตุไร หล่อนจึงได้ทำอย่างนั้นเล่า? หญิงหมันนี้ ได้ประกอบยาสำหรับทำครรภ์ให้ตกให้แก่หล่อน เพราะกลัวหล่อนจะเป็นใหญ่, เพราะฉะนั้น ครรภ์ให้ตกให้แก่จึงตก, หล่อนอย่าได้ทำอย่างนี้อีก." ในครั้งที่ ๓ นางจึงมิได้บอก.

  11. ๑๑

    ทีนั้น หญิงหมันนอกนี้เห็นท้องของนางแล้วกล่าวว่า เพราะเหตุไรเธอจึงไม่บอกฉันว่าตั้งครรภ์แล้ว เมื่อนางกล่าวว่า เธอพาฉันมา ทำให้แท้งลูกไป ๒ ครั้งแล้ว ฉันจะบอกเธอทำไม จึงคิดว่า ตายละเราทีนี้ คอยดูทีเผลอของหญิงนั้นอยู่ ฯ เมื่อท้องแก่เต็มที่แล้ว จึงสบช่อง ได้ปรุงยาให้แล้ว ฯ

    อถสฺสา อิตรา อุทรํ ทิสฺวา “กสฺมา มยฺหํ คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตภาวํ น กเถสีติ วตฺวา, “ตฺวํ มํ อาเนตฺวา เทฺว วาเร คพฺภํ ปาเตสิ, กิมตฺถํ ตุยฺหํ กเถมีติ วุตฺเต, “นฏฺฐาทานิมฺหีติ จินฺเตตฺวา, ตสฺสา ปมาทํ โอโลเกนฺตี, ปริณเต คพฺเภ, โอกาสํ ลภิตฺวา เภสชฺชํ โยเชตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิงหมัน) นอกนี้ เห็นแล้ว ซึ่งท้อง (ของหญิง) นั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.เธอ ย่อมไม่บอก ซึ่งความที่แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์เป็นผู้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แก่เรา เพราะเหตุอะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ท่าน นำมาแล้ว ซึ่งดิฉัน ยังสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ให้ตกไปแล้ว สิ้นวาระ ท. ๒ , อ.ดิฉัน จะบอก แก่ท่าน เพื่อประโยชน์ อะไร ดังนี้ (อันหญิงนั้น) กล่าวแล้ว, คิดแล้ว ว่า (อ.เรา) เป็นผู้ฉิบหายแล้ว ย่อมเป็น ในกาลนี้ ดังนี้ , แลดูอยู่ ซึ่งความพลั้งเผลอ (แห่งหญิง) นั้น, ครั้นเมื่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ แก่รอบแล้ว, ได้แล้ว ซึ่งโอกาส ประกอบแล้ว ซึ่งยา ได้ให้แล้ว ฯ

    ต่อมา [ฝ่าย] หญิงหมันเห็นท้องของนางนั้นแล้วจึงกล่าวว่า "เหตุไร ? หล่อนจึงไม่บอกความที่ครรภ์ตั้งแก่ฉัน" เมื่อนางนั้นกล่าวว่า "หล่อนนำฉันมาแล้ว ทำครรภ์ให้ตกไปเสียถึง ๒ ครั้งแล้ว, ฉันจะบอกแก่หล่อนทำไม ?" จึงคิดว่า "บัดนี้ เราฉิบหายแล้ว" คอยดูแลความประมาทของนางกุมาริกานั้นอยู่, เมื่อครรภ์แก่เต็มที่แล้ว, จึงได้ช่อง ได้ประกอบยาให้แล้ว.

  12. ๑๒

    ครรภ์ไม่อาจแท้งได้เพราะแก่เต็มที่แล้ว จึงนอนขวาง ฯ

    คพฺโภ ปริณตตฺตา ปติตุํ อสกฺโกนฺโต ติริยํ นิปชฺชิ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ไม่อาจอยู่ เพื่ออันตกไป เพราะความที่แห่งครรภ์เป็นสภาพแก่รอบแล้ว นอนแล้ว ขวาง ฯ

    ครรภ์ไม่อาจตก เพราะครรภ์แก่ จึงนอนขวาง [ทวาร].

  13. ๑๓

    ได้เกิดเวทนาอย่างเหลือประมาณขึ้นแล้ว ฯ

    ติพฺพา ขรา เวทนา อุปฺปชฺชิ.

    อ.เวทนา อันกล้า อันแข็ง เกิดขึ้นแล้ว ฯ

    เวทนากล้าแข็งได้เกิดขึ้น.

  14. ๑๔

    หญิงนั้นถึงความไม่แน่ใจในชีวิต ฯ

    ชีวิตสํสยํ ปาปุณิ.

    (อ.หญิงนั้น) ถึงแล้ว ซึ่งความสงสัยในชีวิต ฯ

    นางถึงความสงสัยในชีวิต.

  15. ๑๕

    นางจึงตั้งความปรารถนาว่า เธอทำให้ฉันสูญเสียแล้ว เธอเองพาฉันมา ให้เด็กสูญเสียไป ๓ คนแล้ว บัดนี้ ฉันเองก็จะสูญเสีย ฉันตายจากโลกนี้ไปในตอนนี้ พึงเกิดเป็น
    นางยักษิณี ซึ่งสามารถที่จะกินลูกๆ ของเธอ ดังนี้แล้ว ตายไปเกิดเป็นแม่แมวในเรือนนั้นเอง ฯ

    สา “นาสิตมฺหิ ตยา, ตฺวเมว มํ อาเนตฺวา ตโย ทารเก นาเสสิ; อิทานิ สยํปิ นสฺสามิ, อิโตทานิ จุตา ยกฺขินี หุตฺวา ตว ทารเก ขาทิตุํ สมตฺถา หุตฺวา นิพฺพตฺเตยฺยนฺติ ปตฺถนํ ฐเปตฺวา กาลํ กตฺวา ตสฺมึเยว เคเห มชฺชารี หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    (อ.หญิง) นั้น ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า อ.เรา เป็นผู้อันท่านให้ฉิบหายแล้ว ย่อมเป็น, อ.ท่านนั่นเทียว นำมาแล้ว ซึ่งเรา ยังเด็ก ท. สาม ให้ฉิบหายแล้ว, ในกาลนี้ อ.เรา ย่อมฉิบหาย แม้เอง, (อ.เรา) เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นี้ ในกาลนี้ เป็นนางยักษิณี เป็น เป็นผู้สามารถ เพื่ออันเคี้ยวกิน ซึ่งเด็ก ท. ของท่าน เป็น พึงบังเกิด ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ เป็นนางแมว เป็น บังเกิดแล้ว ในเรือน นั้นนั่นเทียว ฯ

    นางตั้งความปรารถนาว่า "เราถูกมันให้ฉิบหายแล้ว, มันเองนำเรามา ทำทารกให้ฉิบหายถึง ๓ คนแล้ว, บัดนี้ เราเองก็จะฉิบหาย, บัดนี้ เราจุติจากอัตภาพนี้ พึงเกิดเป็นนางยักษิณี อาจเคี้ยวกินทารกของมันเถิด" ดังนี้แล้ว ตายไปเกิดเป็นแม่แมวในเรือนนั้นเอง.

  16. ๑๖

    สามี จับหญิงหมันแม้นอกนี้แล้ว กล่าวว่า เจ้าได้ทำตระกูลของเราให้ขาดสูญแล้ว ดังนี้แล้ว ทุบตีด้วยศอกและเข่าเป็นต้น ให้บอบช้ำแล้ว ฯ

    อิตรํปิ สามิโก คเหตฺวา “ตยา เม กุลุปจฺเฉโท กโตติ กปฺปรชนฺนุกาทีหิ สุโปถิตํ โปเถสิ.

    อ.สามี จับแล้ว (ซึ่งหญิงหมัน) แม้นอกนี้ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.การเข้าไปตัดซึ่งตระกูล ของเรา อันเจ้า กระทำแล้ว ดังนี้ โบยแล้ว โบยแล้วด้วยดี (ด้วยอวัยวะ ท.) มีศอกและเข่าเป็นต้น ฯ

    ฝ่ายสามี จับหญิงหมันแล้ว กล่าวว่า "เจ้าได้ทำการตัดกระกูลของเราให้ขาดสูญ" ดังนี้แล้ว ทุบด้วยอวัยวะทั้งหลายมีศอกและเข่าเป็นต้น ให้บอบซ้ำแล้ว.

  17. ๑๗

    หญิงหมันนั้นตายเพราะความเจ็บปวดนั้นแล เกิดเป็นแม่ไก่ในเรือนนั้นเหมือนกัน ฯ

    สา เตเนวาพาเธน กาลํ กตฺวา ตตฺเถว กุกฺกุฏี หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    (อ.หญิงหมัน) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ด้วยความเจ็บนั้นนั่นเทียว เป็นแม่ไก่ เป็น บังเกิดแล้ว (ในเรือน) นั้นนั่นเทียว ฯ

    หญิงหมันนั้นตายเพราะความเจ็บนั้นแล แล้วได้เกิดเป็นแม่ไก่ในเรือนนั้นเหมือนกัน.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๔๔–๔๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ไม่นานนัก แม่ไก่ก็ออกไข่หลายฟอง ฯ

    น จิรสฺเสว กุกฺกุฏี อณฺฑานิ วิชายิ.

    อ.แม่ไก่ ตกแล้ว ซึ่งฟองไข่ ท. ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว ฯ

    จำเนียรกาลไม่นาน แม่ไก่ได้ตกฟองหลายฟอง.

  2. ๒

    แม่แมวมากินไข่ไก่เหล่านั้น ฯ

    มชฺชารี อาคนฺตฺวา ตานิ ขาทิ.

    อ.นางแมว มาแล้ว เคี้ยวกินแล้ว (ซึ่งฟองไข่ ท.) เหล่านั้น ฯ

    แม้แมวมากิน ฟองไก่เหล่านั้นเสีย.

  3. ๓

    แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็กินเหมือนกัน ฯ

    ทุติยมฺปิ ตติยมฺปิ ขาทิเยว.

    (อ.นางแมว) เคี้ยวกินแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ นั่นเทียว ฯ

    ถึงครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ มันก็ได้กินเสียเหมือนกัน.

  4. ๔

    แม่ไก่ทำความปรารถนาว่า แมวนั้นกินไข่ของเราถึง ๓ ครั้งแล้ว ตอนนี้อยากจะกินแม้ตัวเราด้วย เราตายจากโลกนี้ไปในตอนนี้ พึงได้กินแมวนั้นพร้อมกับลูกของมัน ดังนี้แล้ว ตายจากชาติที่เป็นแม่ไก่นั้น เกิดเป็นแม่เสือเหลือง ฯ

    กุกฺกุฏี “ตโย วาเร มม อณฺฑานิ ขาทิตฺวา, อิทานิ มํปิ ขาทิตุกามาสิ; อิโตทานิ จุตา ตํ สปุตฺตกํ ขาทิตุํ ลเภยฺยนฺติ ปตฺถนํ กตฺวา ตโต จุตา ทีปินี หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    อ.แม่ไก่ กระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า (อ.ท่าน) เคี้ยวกินแล้ว ซึ่งฟองไข่ ท. ของเรา สิ้นวาระ ท. สาม, เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเคี้ยวกิน แม้ซึ่งเรา ย่อมเป็น ในกาลนี้; (อ.เรา) เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นี้ ในกาลนี้ พึงได้ เพื่ออันเคี้ยวกิน ซึ่งท่าน ผู้เป็นไปกับด้วยบุตรน้อย ดังนี้ เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น เป็นแม่เสือเหลือง เป็น บังเกิดแล้ว ฯ

    แม่ไก่ทำความปรารถนาว่า "มันกินฟองของเราถึง ๓ ครั้งแล้ว เดี๋ยวนี้มันกับลูกของมัน" ดังนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้เกิดเป็นแม่เสือเหลือง.

  5. ๕

    ฝ่ายแม่แมวนอกนี้ เกิดเป็นแม่เนื้อ ฯ

    อิตราปิ มิคี หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    (อ.นางแมว) แม้นอกนี้ เป็นแม่เนื้อ เป็น บังเกิดแล้ว ฯ

    ฝ่ายแม่แมว ได้เกิดเป็นแม่เนื้อ.

  6. ๖

    ในเวลาแม่เนื้อนั้นคลอดลูกแล้วๆ แม่เสือเหลืองก็มากินลูกๆ ถึง ๓ ครั้ง ฯ

    ตสฺสา วิชาตวิชาตกาเล ทีปินี อาคนฺตฺวา ตโย วาเร ปุตฺตเก ขาทิ.

    อ.แม่เสือเหลือง มาแล้ว เคี้ยวกินแล้ว ซึ่งลูกน้อย ท. สิ้นวาระ ท. ๓ ในกาล (แห่งแม่เนื้อ) นั้น คลอดแล้วและคลอดแล้ว ฯ

    ในเวลาแม่เนื้อนั้นคลอดลูกแล้ว ๆ แม่เสือเหลือง ก็ได้มากินลูกทั้งหลายเสียถึง ๓ ครั้ง.

  7. ๗

    เมื่อถึงคราวจะตาย แม่เนื้อทำความปรารถนาว่า พวกลูกของเรา ถูกแม่เสือเหลืองตัวนี้กินถึง ๓ ครั้งแล้ว ตอนนี้จักกินแม้ตัวเราด้วย เราตายจากโลกนี้ไปในตอนนี้ พึงได้กินเสือเหลืองนี้พร้อมกับลูกของมัน ดังนี้แล้ว ตายไปเกิดเป็นนางยักษิณี ฯ

    มิคี มรณกาเล “อิมาย เม ติกฺขตฺตุํ ปุตฺตา ขาทิตา, อิทานิ มํปิ ขาทิสฺสติ; อิโตทานิ จุตา เอตํ สปุตฺตกํ ขาทิตุํ ลเภยฺยนฺติ ปตฺถนํ กตฺวา กาลํ กตฺวา ยกฺขินี หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    อ.แม่เนื้อ กระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา ในกาลเป็นที่ตาย ว่า อ.ลูก ท. ของเรา (อันแม่เสือเหลือง) นี้ เคี้ยวกินแล้ว ๓ ครั้ง, (อ.แม่เสือเหลืองนั้น) จักเคี้ยวกิน แม้ซึ่งเรา ในกาลนี้; (อ.เรา) เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นี้ ในกาลนี้ พึงได้ เพื่ออันเคี้ยวกิน (ซึ่งแม่เสือเหลือง) นั่น ผู้เป็นไปกับด้วยบุตรน้อย ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ เป็นนางยักษิณี เป็น บังเกิดแล้ว ฯ

    เมื่อเวลาจะตาย แม่เนื้อทำความปรารถนาว่า "พวกลูกของเรา แม่เสือเหลืองตัวนี้กินเสียถึง ๓ ครั้งแล้ว เดี๋ยวนี้มันจักกินตัวเราด้วย, เดี๋ยวนี้เราจุติจากอัตภาพนี้แล้ว พึงได้กินมันกับลูกของมันเถิด" ดังนี้แล้ว ได้ตายไปเกิดเป็นนางยักษิณี.

  8. ๘

    ฝ่ายแม่เสือเหลือง ตายจากชาตินั้น เกิดเป็นกุลธิดาในกรุงสาวัตถี ฯ

    ทีปินีปิ ตโต จุตา สาวตฺถิยํ กุลธีตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    แม้ อ.แม่เสือเหลือง เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น เป็นกุลธิดา เป็น บังเกิดแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ฝ่ายแม่เสือเหลือง จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นกุลธิดาในเมืองสาวัตถี.

  9. ๙

    นางเจริญวัยแล้ว ได้ไปสู่ตระกูลสามีในหมู่บ้านใกล้ประตู ฯ

    สา วุฑฺฒิปฺปตฺตา ทฺวารคาเม ปติกุลํ อคมาสิ.

    (อ.กุลธิดา) นั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งความเจริญ ได้ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งผัว ในบ้านใกล้ประตู ฯ

    นางถึงความเจริญแล้ว ได้ไปสู่ตระกูลสามีในบ้านริมประตู เมือง.

  10. ๑๐

    ในกาลต่อมา นางคลอดบุตรแล้ว ฯ

    อปรภาเค ปุตฺตํ วิชายิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก (อ.กุลธิดานั้น) คลอดแล้ว ซึ่งบุตร ฯ

    ในกาลต่อมา นางได้คลอดบุตรคนหนึ่ง.

  11. ๑๑

    นางยักษิณีจำแลงตัวเป็นหญิงสหายที่รักของนาง มาแล้ว ถามว่า หญิงสหายของฉันอยู่ไหน ฯ

    ยกฺขินี ตสฺสา ปิยสหายิกาวณฺเณน อาคนฺตฺวา “ กุหึ เม สหายิกาติ ปุจฺฉิ.

    อ.นางยักษิณี มาแล้ว ด้วยเพศแห่งหญิงสหายผู้เป็นที่รัก (ของกุลธิดา) นั้น ถามแล้ว ว่า อ.หญิงสหาย ของดิฉัน (ย่อมอยู่) (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    นางยักษิณี จำแลงตัวเป็นหญิงสหายที่รักของเขามาแล้ว ถามว่า "หญิงสหายของฉันอยู่ที่ไหน ?"

  12. ๑๒

    พวกชาวบ้านบอกว่า เขาคลอดลูกอยู่ในห้อง ฯ

    “อนฺโตคพฺเภ วิชาตาติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) กล่าวแล้ว ว่า (อ.หญิงสหาย ของท่าน) คลอดแล้ว ในภายในแห่งห้อง ดังนี้ ฯ

    พวกชาวบ้านได้บอกว่า "เขาคลอดบุตรอยู่ในห้อง."

  13. ๑๓

    นางยักษิณีได้ยินคำบอกนั้น กล่าวว่า หญิงสหายของฉันคลอดลูกเป็นชายหรือหญิงหนอ ขอดูเด็กนั้นหน่อย ดังนี้แล้ว เข้าไปทำทีเป็นแลดู จับเด็กกินแล้วไป ฯ

    สา ตํ สุตฺวา “ปุตฺตํ นุ โข วิชาตา อุทาหุ ธีตรํ, ปสฺสิสฺสามิ นนฺติ, ปวิสิตฺวา ปสฺสนฺตี วิย ทารกํ คเหตฺวา ขาทิตฺวา คตา.

    (อ.นางยักษิณี) นั้น ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.หญิงสหาย) คลอดแล้ว ซึ่งลูกชาย หรือหนอ แล หรือว่า (อ.หญิงสหาย คลอดแล้ว) ซึ่งลูกสาว, อ.เรา จักเห็น (ซึ่งเด็ก) นั้น ดังนี้, เข้าไปแล้ว เป็นราวกะว่า ดูอยู่ (เป็น) จับแล้ว ซึ่งเด็ก เคี้ยวกินแล้ว ไปแล้ว ฯ

    นางยักษิณีฟังคำนั้น แสร้งพูดว่า "หญิงสหายของฉันคลอดลูกเป็นชายหรือหญิงหนอ, ฉันจักดูเด็กนั้น" ดังนี้แล้ว เข้าไปทำเป็นแลดูอยู่ จับทารกกินแล้วก็ไป.

ภาค ๑ นางกาลียักษิณี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑ หน้า ๔๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมัยนั้น พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่ ณ ท่ามกลางบริษัท ฯ

    ตสฺมึ สมเย สตฺถา ปริสมชฺเฌ ธมฺมํ เทเสติ.

    ในสมัย นั้น อ.พระศาสดา ทรงแสดงอยู่ ซึ่งธรรม ในท่ามกลางแห่งบริษัท ฯ

    ในสมัยนั้น พระศาสดา ทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท.

  2. ๒

    นางกุลธิดานั้นให้ลูกนอนลงบนหลังพระบาทพระตถาคตเจ้าแล้ว กราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายลูกคนนี้แด่พระองค์ ขอพระองค์ ทรงโปรดประทานชีวิต แก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด ฯ

    สา ปุตฺตํ ตถาคตสฺส ปาทปิฏฺเฐ นิปชฺชาเปตฺวา “ ตุมฺหากํ มยา เอส ทินฺโน , ปุตฺตสฺส เม ชีวิตํ เทถาติ อาห.

    (อ.กุลธิดา) นั้น ยังบุตร ให้นอนแล้ว ที่หลังแห่งพระบาท ของพระตถาคตเจ้า กราบทูลแล้ว ว่า (อ.บุตร) นั่น อันหม่อมฉัน ถวายแล้ว แก่พระองค์ ท., (อ.พระองค์ ท.) ขอจงประทาน ซึ่งชีวิต แก่บุตร ของหม่อมฉัน เถิด ดังนี้ ฯ

    นางกุลธิดานั้น ให้บุตรนอนลงเคียงหลังพระบาทแห่งพระตถาคตเจ้าแล้ว กราบทูลว่า "บุตรคนนี้ ข้าพระองค์ถวายแด่พระองค์แล้ว ขอพระองค์ประทานชีวิตแก่บุตรข้าพระองค์เถิด."

  3. ๓

    เทพผู้มีใจดีซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ซุ้มประตู ไม่ยอมให้นางยักษิณีเข้าไปข้างใน ฯ

    ทฺวารโกฏฺฐเก อธิวตฺโถ สุมนเทโว ยกฺขินิยา อนฺโต ปวิสิตุํ นาทาสิ.

    อ.สุมนเทพ ผู้สิงอยู่แล้ว ที่ซุ้มแห่งประตู ไม่ได้ให้แล้ว เพื่ออันเข้าไป ในภายใน แก่นางยักษิณี ฯ

    สุมนเทพ ผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตู ไม่ยอมให้นางยักษิณีเข้าไปข้างใน.

  4. ๔

    พระบรมศาสดาทรงรับสั่งเรียกพระอานนทเถระมาแล้ว ตรัสว่า อานนท์ เธอจงไปเรียกนางยักษิณีนั้นมาเถิด ฯ

    สตฺถา อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตตฺวา “คจฺฉานนฺท ตํ ยกฺขินึ ปกฺโกสาติ อาห.

    อ.พระศาสดา ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ ตรัสแล้วว่า ดูก่อนอานนท์ (อ.เธอ) จงไป (อ.เธอ) จงร้องเรียก ซึ่งนางยักษิณี นั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดารับสั่งเรียกพระอานนทเถระมาแล้ว ตรัสว่า "อานนท์ เธอจงไปเรียกนางยักษิณีนั้นมา."

  5. ๕

    พระเถระเรียกนางยักษิณีนั้นมาแล้ว ฯ

    เถโร ตํ ปกฺโกสิ.

    อ.พระเถระ ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งนางยักษิณี) นั้น ฯ

    พระเถระเรียกนางยักษิณีมาแล้ว.

  6. ๖

    นางกุลธิดานอกนี้ กราบทูลว่า นางยักษิณีตนนี้ กำลังเดินมา พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    อิตรา “อยํ ภนฺเต อาคจฺฉตีติ อาห.

    (อ.กุลธิดา) นอกนี้ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.นางยักษิณี) นี้ ย่อมมา ดังนี้ ฯ

    นางกุลธิดา กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางยักษิณีมา."

  7. ๗

    พระบรมศาสดาตรัสว่า นางยักษิณีจงมาเถิด เธออย่าส่งเสียงดังไปเลย ดังนี้แล้ว ได้ตรัสกะนางยักษิณีนั้นผู้มายืนอยู่ว่า เพราะเหตุไร เธอจึงทำอย่างนี้ ก็ถ้าพวกเธอจักไม่มาสู่ภาพเฉพาะหน้าพระพุทธเจ้าผู้เช่นเราแล้วไซร้ เวรของพวกเธอ จักตั้งอยู่ชั่วกัลป์ เหมือนเวรของงูกับพังพอน เหมือนเวรของหมีกับไม้สะคร้อ และเหมือนเวรของกากับนกเค้า ฉะนั้น เพราะเหตุไร พวกเธอจึงก่อเวรและเวรตอบสนองกัน เพราะเหตุว่าเวรย่อมสงบระงับได้ ด้วยความไม่มีเวร หาสงบระงับได้ด้วยเวรไม่ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา “เอตุ, มา สทฺทํ อกาสีติ วตฺวา, ตํ อาคนฺตฺวา ฐิตํ “กสฺมา เอวํ กโรสิ? สเจ หิ ตุมฺเห มาทิสสฺส พุทฺธสฺส สมฺมุขีภาวํ นาคมิสฺสถ, อหินกุลานํ วิย เวรํ อจฺฉผนฺทนานํ วิย กาโกฬุกานํ วิย จ กปฺปฏฺฐิติกํ โว เวรํ อภวิสฺส, กสฺมา เวรปฏิเวรํ กโรถ? เวรํ หิ อเวเรน อุปสมฺมติ, โน เวเรนาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า (อ.นางยักษิณีนั่น) จงมาเถิด, (อ.เธอ) อย่า ได้กระทำแล้ว ซึ่งเสียง ดังนี้, ตรัสแล้ว (กะนางยักษิณี) นั้น ผู้มาแล้ว ยืนแล้ว ว่า (อ.เธอ) ย่อมกระทำ อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร ? ก็ ถ้าว่า อ.เธอ ท. จักไม่มาแล้ว สู่ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีหน้าพร้อม ต่อพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับด้วยเราไซร้ , อ.เวร ของเธอ ท. เป็นเวรตั้งอยู่ตลอดกัป จักได้เป็นแล้ว ราวกะ อ.เวร ของงูเห่าและพังพอน ท. ด้วย ราวกะ (อ.เวร) ของหมีและไม้สะคร้อ ท. (ด้วย) ราวกะ (อ.เวร) ของกาและนกเค้า ท. ด้วย, (อ.เธอ ท.) ย่อมกระทำ ซึ่งเวรและเวรตอบ เพราะเหตุอะไร ? เพราะว่า อ.เวร ย่อมเข้าไปสงบ ด้วยความไม่มีเวร, (อ.เวร) ย่อมไม่เข้าไปสงบ ด้วยเวร ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า "นางยักษิณีจงมาเถิด, เจ้าอย่าได้ร้องไปเลย" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสกะนางยักษิณีผู้มายืนอยู่แล้วว่า "เหตุไร ? เจ้าจึงทำอย่างนั้น ก็ถ้าพวกเจ้าไม่มาสู่เฉพาะหน้าพระพุทธเจ้า ผู้เช่นเราแล้ว เวรของพวกเจ้า จักได้เป็นกรรมตั้งอยู่ชั่วกัลป์ เหมือนเวรของงูกับพังพอน, ของหมีกับไม้สะคร้อ และของกากับนกเค้า, เหตุไฉน พวกเจ้าจึงทำเวรและเวรตอบแก่กัน ? เพราะเวรย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร หาระงับได้ด้วยเวรไม่" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

  8. ๘

    ก็เวรทั้งหลายในโลกนี้ ในกาลไหน ๆ ย่อมไม่สงบระงับได้ด้วยเวรเลย

    “น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ.

    ก็ อ.เวร ท. ในโลกนี้ ย่อมไม่สงบ ด้วยเวร ในกาลไหน ๆ ฯ

    "ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็

  9. ๙

    แต่ย่อมสงบระงับได้ ด้วยความไม่มีเวร ธรรมข้อนี้ เป็นของเก่า ดังนี้ ฯ

    อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโนติ.

    แต่ว่า (อ.เวร ท.) ย่อมสงบ ด้วยความไม่มีแห่งเวร อ.ธรรม นั่น เป็นธรรมเก่า (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร, ธรรมนี้เป็นของเก่า."

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๒ หน้า ๔๙–๕๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธร ๑ พระธรรมกถึก ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ อยู่ในโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ฯ

    โกสมฺพิยํ หิ โฆสิตาราเม ปญฺจสตปญฺจสตปริวารา เทฺว ภิกฺขู วิหรึสุ: วินยธโร จ ธมฺมกถิโก จ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.ภิกษุ ท. ๒ คือ อ.พระวินัยธร ด้วย อ.พระธรรมกถึก ด้วย ผู้มีภิกษุมีร้อยห้าและร้อยห้าเป็นประมาณเป็นบริวาร อยู่แล้ว ในโฆสิตาราม ใกล้เมืองชื่อว่าโกสัมพี ฯ

    ความพิสดารว่า ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธรรูป ๑ พระธรรมกถึกรูป ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้อยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี.

  2. ๒

    บรรดาพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น วันหนึ่ง พระธรรมกถึก ถ่ายอุจจาระ เก็บน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ้มน้ำ ออกไปแล้ว ฯ

    เตสุ ธมฺมกถิโก เอกทิวสํ สรีรวลญฺชํ กตฺวา อุทกโกฏฺฐเก อาจมนอุทกาวเสสํ ภาชเน ฐเปตฺวา นิกฺขมิ.

    (ในภิกษุ ท. ๒) เหล่านั้นหนา อ.พระธรรมกถึก กระทำแล้ว ซึ่งวลัญชะในสรีระ เหลือไว้แล้ว ซึ่งน้ำเป็นเครื่องชำระอันเหลือลง ในภาชนะ ในซุ้มแห่งน้ำ ออกไปแล้ว ในวันหนึ่ง ฯ

    วันหนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนั้น พระธรรมกถึก ไปฐานแล้ว เว้นน้ำชำระ ที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ่มน้ำแล้ว ก็ออกมา.

  3. ๓

    ภายหลัง พระวินัยธรเข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้นแล้ว ออกไปถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า ผู้มีอายุคุณเหลือน้ำไว้ หรือ ฯ

    ปจฺฉา วินยธโร ตตฺถ ปวิฏฺโฐ ตํ อุทกํ ทิสฺวา นิกฺขมิตฺวา อิตรํ ปุจฺฉิ “อาวุโส ตยา อุทกํ ฐปิตนฺติ.

    อ.พระวินัยธร เข้าไปแล้ว (ในซุ้มแห่งน้ำ) นั้น ในภายหลัง เห็นแล้ว ซึ่งน้ำ นั้น ออกไปแล้ว ถามแล้ว (ซึ่งพระธรรมกถึก) นอกนี้ ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.น้ำ อันท่าน เหลือไว้แล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    ภายหลัง พระวินัยธรเข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้น ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า "ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำไว้หรือ ?"

  4. ๔

    ขอรับ ท่านผู้มีอายุ ฯ

    “อาม อาวุโสติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    ขอรับ ผู้มีอายุ.

  5. ๕

    ก็คุณไม่รู้ว่าเป็นอาบัติในข้อนี้ดอกหรือ ฯ

    “กึ ปเนตฺถ อาปตฺติภาวํ น ชานาสีติ.

    (อ.พระวินัยธร ถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.ท่าน) ย่อมไม่รู้ ซึ่งความเป็นแห่งอาบัติ (ในเพราะเรื่อง) นี้ หรือ ดังนี้ ฯ

    ก็ท่านไม่รู้ว่าอาบัติ ในเพราะการเหลือน้ำไว้นี้หรือ ?

  6. ๖

    ไม่รู้ ขอรับ ฯ

    “อาม น ชานามีติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า เออ อ.ข้าพเจ้า ย่อมไม่รู้ ดังนี้ ฯ

    ขอรับ ผมไม่ทราบ.

  7. ๗

    ช่างเถิด ผู้มีอายุ แต่ก็ต้องอาบัติในข้อนี้ ฯ

    “โหตาวุโส, เอตฺถ อาปตฺตีติ.

    (อ.พระวินัยธร กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.เรื่อง นั้น) จงมีเถิด, อ.อาบัติ (ย่อมมี) (ในเพราะเรื่อง) นี้ ดังนี้ ฯ

    ไม่รู้ก็ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้.

  8. ๘

    ถ้าเช่นนั้น กระผมจักกระทำคืนอาบัตินั้น ฯ

    “เตนหิ ปฏิกฺกริสฺสามิ นนฺติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ข้าพเจ้า จักกระทำคืน (ซึ่งอาบัติ) นั้นดังนี้ ฯ

    ถ้าอย่างนั้น ผมจักทำคืนอาบัตินั้นเสีย.

  9. ๙

    ผู้มีอายุ ก็ถ้าคุณไม่แกล้งล่วงละเมิด เพราะขาดสติ ก็ไม่มีอาบัติ ฯ

    “สเจ ปน เต อาวุโส อสญฺจิจฺจ อสติยา กตํ, นตฺถิ อาปตฺตีติ.

    (อ.พระวินัยธร กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ ถ้าว่า (อ.วีติกกมนะ) อันท่าน ไม่แกล้งแล้ว กระทำแล้ว เพราะความระลึก ไม่ได้ไซร้, อ.อาบัติ ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่าข้อนั้นท่านไม่แกล้งทำ เพราะความไม่มีสติ, อาบัติไม่มี.

  10. ๑๐

    พระธรรมกถึกนั้น ได้เป็นผู้เห็นอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ ฯ

    โส ตสฺสา อาปตฺติยา อนาปตฺติทิฏฺฐิ อโหสิ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น เป็นผู้มีความเห็น (ซึ่งอาบัติ) นั้น ว่าไม่เป็นอาบัติ ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระธรรมกถึกนั้น ได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่ามิใช่อาบัติ.

  11. ๑๑

    แม้พระวินัยธร ก็บอกแก่เหล่าภิกษุผู้เป็นนิสิตของของตนว่า พระธรรมกถึกนี้ แม้ต้องอาบัติอยู่ก็ไม่รู้ ฯ

    วินยธโรปิ อตฺตโน นิสฺสิตกานํ “อยํ ธมฺมกถิโก อาปตฺตึ อาปชฺชมาโนปิ น ชานาตีติ อาโรเจสิ.

    แม้ อ.พระวินัยธร บอกแล้ว แก่นิสิต ท. ของตน ว่า (อ.พระธรรมกถึก) นี้ แม้ต้องอยู่ ซึ่งอาบัติ ย่อมไม่รู้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระวินัยธร ได้บอกแก่พวกนิสิตของตนว่า "พระธรรมกถึกรูปนี้ แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้"

  12. ๑๒

    ภิกษุเหล่านั้นเห็นเหล่าภิกษุผู้เป็นนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นพากันพูดว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ ฯ

    เต ตสฺส นิสฺสิตเก ทิสฺวา “ตุมฺหากํ อุปชฺฌาโย อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวาปิ อาปตฺติภาวํ น ชานาตีติ อาหํสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น เห็นแล้ว ซึ่งนิสิต ท. (ของพระธรรมกถึก) นั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.อุปัชฌาย์ ของท่าน ท. แม้ต้องแล้ว ซึ่งอาบัติ ย่อมไม่รู้ ซึ่งความเป็นแห่งอาบัติ ดังนี้ ฯ

    พวกนิสิตพระวินัยธรนั้น เห็นพวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า "พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ."

  13. ๑๓

    ภิกษุเหล่านั้น พากันไปบอกแก่อุปัชฌาย์ของตนแล้ว ฯ

    เต คนฺตฺวา อตฺตโน อุปชฺฌายสฺส อาโรเจสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว บอกแล้ว แก่อุปัชฌาย์ ของตน ฯ

    พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้น ไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว.

  14. ๑๔

    พระธรรมกถึกนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า พระวินัยธรนี้ เมื่อก่อนกล่าวว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่มาบัดนี้กลับพูดว่า เป็นอาบัติ พระวินัยธรนี้ มีปกติพูดเท็จ ฯ

    โส เอวมาห “อยํ วินยธโร ปุพฺเพ “อนาปตฺตีติ วตฺวา อิทานิ `อาปตฺตีติ วทติ, มุสาวาที เอโสติ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.พระวินัยธร นี้ กล่าวแล้ว ว่า ไม่เป็นอาบัติ ดังนี้ ในกาลก่อน ย่อมกล่าว ว่า เป็นอาบัติ ดังนี้ ในกาลนี้, (อ.พระวินัยธร) นั่น เป็นผู้กล่าวเท็จโดยปกติ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระธรรมกถึกนั้น พูดอย่างนี้ว่า "พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อน พูดว่า "ไม่เป็นอาบัติ," เดี๋ยวนี้ พูดว่า "เป็นอาบัติ;" พระวินัยธรนั่น พุดมุสา."

  15. ๑๕

    ภิกษุเหล่านั้นไปพูดว่า อุปัชฌาย์ของท่าน พูดเท็จ ฯ

    เต คนฺตฺวา “ตุมฺหากํ อุปชฺฌาโย มุสาวาทีติ กถยึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว กล่าวแล้ว ว่า อ.อุปัชฌาย์ ของท่าน ท. เป็นผู้กล่าวเท็จโดยปกติ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปกล่าวว่า "พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน พูดมุสา."

  16. ๑๖

    ภิกษุเหล่านั้น ก่อความทะเลาะกันให้ขยายออกไป ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

    เต เอวํ อญฺญมญฺญํ กลหํ วฑฺฒยึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยังความทะเลาะ ซึ่งกันและกัน ให้เจริญแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พวกนิสิตของพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น ทำความทะเลาะกันและกันให้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๔๙–๕๐ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธรรูป ๑ พระธรรมกถึกรูป ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้พำนักอยู่ในโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ฯ

    โกสมฺพิยํ หิ โฆสิตาราเม ปญฺจสตปญฺจสตปริวารา เทฺว ภิกฺขู วิหรึสุ: วินยธโร จ ธมฺมกถิโก จ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.ภิกษุ ท. ๒ คือ อ.พระวินัยธร ด้วย อ.พระธรรมกถึก ด้วย ผู้มีภิกษุมีร้อยห้าและร้อยห้าเป็นประมาณเป็นบริวาร อยู่แล้ว ในโฆสิตาราม ใกล้เมืองชื่อว่าโกสัมพี ฯ

    ความพิสดารว่า ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธรรูป ๑ พระธรรมกถึกรูป ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้อยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี.

  2. ๒

    ในทั้ง ๒ รูปนั้น วันหนึ่ง พระธรรมกถึก ถ่ายอุจจาระแล้ว คงน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะเอาไว้ที่ซุ้มน้ำแล้วออกไป ฯ

    เตสุ ธมฺมกถิโก เอกทิวสํ สรีรวลญฺชํ กตฺวา อุทกโกฏฺฐเก อาจมนอุทกาวเสสํ ภาชเน ฐเปตฺวา นิกฺขมิ.

    (ในภิกษุ ท. ๒) เหล่านั้นหนา อ.พระธรรมกถึก กระทำแล้ว ซึ่งวลัญชะในสรีระ เหลือไว้แล้ว ซึ่งน้ำเป็นเครื่องชำระอันเหลือลง ในภาชนะ ในซุ้มแห่งน้ำ ออกไปแล้ว ในวันหนึ่ง ฯ

    วันหนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนั้น พระธรรมกถึก ไปฐานแล้ว เว้นน้ำชำระ ที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ่มน้ำแล้ว ก็ออกมา.

  3. ๓

    ภายหลัง พระวินัยธร เข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้นแล้ว ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า ผู้มีอายุ คุณเหลือน้ำไว้หรือ ฯ

    ปจฺฉา วินยธโร ตตฺถ ปวิฏฺโฐ ตํ อุทกํ ทิสฺวา นิกฺขมิตฺวา อิตรํ ปุจฺฉิ “อาวุโส ตยา อุทกํ ฐปิตนฺติ.

    อ.พระวินัยธร เข้าไปแล้ว (ในซุ้มแห่งน้ำ) นั้น ในภายหลัง เห็นแล้ว ซึ่งน้ำ นั้น ออกไปแล้ว ถามแล้ว (ซึ่งพระธรรมกถึก) นอกนี้ ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.น้ำ อันท่าน เหลือไว้แล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    ภายหลัง พระวินัยธรเข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้น ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า "ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำไว้หรือ ?"

  4. ๔

    พระธรรมกถึก. ใช่ครับ ท่านผู้มีอายุ ฯ

    “อาม อาวุโสติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    ขอรับ ผู้มีอายุ.

  5. ๕

    พระวินัยธร. ก็ คุณไม่รู้ถึงความเป็นอาบัติในข้อนี้เลยหรือ ฯ

    “กึ ปเนตฺถ อาปตฺติภาวํ น ชานาสีติ.

    (อ.พระวินัยธร ถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.ท่าน) ย่อมไม่รู้ ซึ่งความเป็นแห่งอาบัติ (ในเพราะเรื่อง) นี้ หรือ ดังนี้ ฯ

    ก็ท่านไม่รู้ว่าอาบัติ ในเพราะการเหลือน้ำไว้นี้หรือ ?

  6. ๖

    พระธรรมกถึก. ใช่ครับ ผมไม่รู้เลย ฯ

    “อาม น ชานามีติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า เออ อ.ข้าพเจ้า ย่อมไม่รู้ ดังนี้ ฯ

    ขอรับ ผมไม่ทราบ.

  7. ๗

    พระวินัยธร. ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้ ฯ

    “โหตาวุโส, เอตฺถ อาปตฺตีติ.

    (อ.พระวินัยธร กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.เรื่อง นั้น) จงมีเถิด, อ.อาบัติ (ย่อมมี) (ในเพราะเรื่อง) นี้ ดังนี้ ฯ

    ไม่รู้ก็ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้.

  8. ๘

    พระธรรมกถึก. ถ้าเช่นนั้น ผมจักปลงอาบัตินั้น ฯ

    “เตนหิ ปฏิกฺกริสฺสามิ นนฺติ.

    (อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ข้าพเจ้า จักกระทำคืน (ซึ่งอาบัติ) นั้นดังนี้ ฯ

    ถ้าอย่างนั้น ผมจักทำคืนอาบัตินั้นเสีย.

  9. ๙

    พระวินัยธร. ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่า ข้อนั้น คุณมิได้แกล้ง ทำ(ล่วงละเมิด)ลงไปเพราะขาดสติ อาบัติก็ไม่มี ฯ

    “สเจ ปน เต อาวุโส อสญฺจิจฺจ อสติยา กตํ, นตฺถิ อาปตฺตีติ.

    (อ.พระวินัยธร กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ ถ้าว่า (อ.วีติกกมนะ) อันท่าน ไม่แกล้งแล้ว กระทำแล้ว เพราะความระลึก ไม่ได้ไซร้, อ.อาบัติ ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่าข้อนั้นท่านไม่แกล้งทำ เพราะความไม่มีสติ, อาบัติไม่มี.

  10. ๑๐

    พระธรรมกถึกนั้น ได้เป็นผู้เห็นอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติแล้ว ฯ

    โส ตสฺสา อาปตฺติยา อนาปตฺติทิฏฺฐิ อโหสิ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น เป็นผู้มีความเห็น (ซึ่งอาบัติ) นั้น ว่าไม่เป็นอาบัติ ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระธรรมกถึกนั้น ได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่ามิใช่อาบัติ.

  11. ๑๑

    ฝ่ายพระวินัยธร ได้บอกแก่พวกลูกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกรูปนี้ แม้ต้องอาบัติอยู่ ก็ไม่รู้ ฯ

    วินยธโรปิ อตฺตโน นิสฺสิตกานํ “อยํ ธมฺมกถิโก อาปตฺตึ อาปชฺชมาโนปิ น ชานาตีติ อาโรเจสิ.

    แม้ อ.พระวินัยธร บอกแล้ว แก่นิสิต ท. ของตน ว่า (อ.พระธรรมกถึก) นี้ แม้ต้องอยู่ ซึ่งอาบัติ ย่อมไม่รู้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระวินัยธร ได้บอกแก่พวกนิสิตของตนว่า "พระธรรมกถึกรูปนี้ แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้"

  12. ๑๒

    ลูกศิษย์ของพระวินัยธรเหล่านั้น พบพวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ก็พากันพูดขึ้นว่า พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ ฯ

    เต ตสฺส นิสฺสิตเก ทิสฺวา “ตุมฺหากํ อุปชฺฌาโย อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวาปิ อาปตฺติภาวํ น ชานาตีติ อาหํสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น เห็นแล้ว ซึ่งนิสิต ท. (ของพระธรรมกถึก) นั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.อุปัชฌาย์ ของท่าน ท. แม้ต้องแล้ว ซึ่งอาบัติ ย่อมไม่รู้ ซึ่งความเป็นแห่งอาบัติ ดังนี้ ฯ

    พวกนิสิตพระวินัยธรนั้น เห็นพวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า "พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ."

  13. ๑๓

    เหล่าศิษย์ของพระธรรมกถึกนั้น พากันไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว ฯ

    เต คนฺตฺวา อตฺตโน อุปชฺฌายสฺส อาโรเจสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว บอกแล้ว แก่อุปัชฌาย์ ของตน ฯ

    พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้น ไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว.

  14. ๑๔

    พระธรรมกถึกนั้น พูดขึ้นอย่างนี้ว่า พระวินัยธรรูปนี้ ครั้งก่อนพูดว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่มาบัดนี้ กลับพูดว่า เป็นอาบัติ พระวินัยธรนั่น พูดเท็จ ฯ

    โส เอวมาห “อยํ วินยธโร ปุพฺเพ “อนาปตฺตีติ วตฺวา อิทานิ `อาปตฺตีติ วทติ, มุสาวาที เอโสติ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.พระวินัยธร นี้ กล่าวแล้ว ว่า ไม่เป็นอาบัติ ดังนี้ ในกาลก่อน ย่อมกล่าว ว่า เป็นอาบัติ ดังนี้ ในกาลนี้, (อ.พระวินัยธร) นั่น เป็นผู้กล่าวเท็จโดยปกติ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระธรรมกถึกนั้น พูดอย่างนี้ว่า "พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อน พูดว่า "ไม่เป็นอาบัติ," เดี๋ยวนี้ พูดว่า "เป็นอาบัติ;" พระวินัยธรนั่น พุดมุสา."

  15. ๑๕

    พวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกนั้น ก็ไปพูด(โต้ตอบ)ว่า พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน พูดเท็จ ฯ

    เต คนฺตฺวา “ตุมฺหากํ อุปชฺฌาโย มุสาวาทีติ กถยึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว กล่าวแล้ว ว่า อ.อุปัชฌาย์ ของท่าน ท. เป็นผู้กล่าวเท็จโดยปกติ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปกล่าวว่า "พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน พูดมุสา."

  16. ๑๖

    ภิกษุทั้งสองฝ่ายเหล่านั้น ก่อความทะเลาะกันให้ขยายตัวออกไป ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เต เอวํ อญฺญมญฺญํ กลหํ วฑฺฒยึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ยังความทะเลาะ ซึ่งกันและกัน ให้เจริญแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พวกนิสิตของพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น ทำความทะเลาะกันและกันให้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๒ หน้า ๕๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าเฝ้าพระตถาคต กราบทูลซึ่งความยึดถือของพวกภิกษุผู้ยกวัตรว่า พระธรรมกถึกรูปนี้ อันสงฆ์ยกแล้ว ด้วยกรรมอันประกอบด้วยธรรมแท้ ดังนี้ ซึ่งความยึดถือของพวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้อันสงฆ์ยกวัตรว่า (พระอุปัชฌาย์ของพวกเรา) อันสงฆ์ยกแล้ว ด้วยกรรมอันไม่ประกอบด้วยธรรม ดังนี้ และซึ่งความที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรเหล่านั้น แม้ผู้อันพวกภิกษุผู้ยกวัตรห้ามอยู่ ก็ยังเที่ยวตามแวดล้อมพระธรรมกถึกนั้น ฯ

    อเถโก ภิกฺขุ ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา อุกฺเขปกานํ “ ธมฺมิเกเนวายํ กมฺเมน อุกฺขิตฺโตติ ลทฺธึ อุกฺขิตฺตานุวตฺตกานํ “อธมฺมิเกน กมฺเมน อุกฺขิตฺโตติ ลทฺธึ อุกฺเขปเกหิ วาริยมานานํปิ จ เตสํ ตํ อนุปริวาเรตฺวา วิจรณภาวํ อาโรเจสิ.

    ครั้งนั้น อ.ภิกษุ รูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า กราบทูลแล้ว ซึ่งลัทธิ ว่า (อ.พระธรรมกถึก) นี้ (อันสงฆ์) ยกวัตรแล้ว ด้วยกรรม อันประกอบแล้วด้วยธรรมนั่นเทียว ดังนี้ (แห่งภิกษุ ท.) ผู้ยกวัตร (ด้วย) ซึ่งลัทธิ ว่า (อ.พระอุปัชฌาย์ ของเรา ท. อันสงฆ์) ยกวัตรแล้ว ด้วยกรรม อันไม่ประกอบแล้วด้วยธรรม ดังนี้ (แห่งภิกษุ ท. ) ผู้ประพฤติตามซึ่งพระธรรมกถึกผู้อันสงฆ์ยกวัตรแล้ว (ด้วย) ซึ่งความเป็นคือ อันตามแวดล้อม (ซึ่งพระธรรมกถึก) นั้น เที่ยวไป (แห่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น แม้ผู้ (อันภิกษุ ท.) ผู้ยกวัตร ห้ามอยู่ ด้วย ฯ

    ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า กราบทูลการที่พวกภิกษุผู้ยกวัตรถือว่า "พระธรรมกถึกรูปนี้ สงฆ์ยกเสียแล้วด้วยกรรมที่ประกอบด้วยธรรมแท้," และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ที่สงฆ์ยกเสียแล้วถือว่า "พระอุปัชฌาย์ของพวกเรา สงฆ์ยกเสียแล้ว ด้วยกรรมซึ่งมิได้ประกอบด้วยธรรม," และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึก ผู้ที่สงฆ์ยกวัตรเหล่านั้น แม้อันพวกภิกษุผู้ยกวัตรห้ามอยู่ ก็ยังขืนเที่ยวตามห้อมล้อมพระธรรมกถึกนั้น.

  2. ๒

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่ง (พระพุทธโอวาท) ไปว่า นัยว่า (ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทั้งหลาย) จงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเถิด ดังนี้ ถึง ๒ ครั้ง ทรงสดับว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี) ไม่ปรารถนาจะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ดังนี้ ในครั้งที่ ๓ ทรงสดับว่า ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ดังนี้ จึงเสด็จไปยังสำนักภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ตรัสโทษ ในเพราะการยกวัตร ของพวกภิกษุผู้ยกวัตร และในเพราะไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอกนี้ แล้วทรงอนุญาตสังฆกรรมทั้งหลายมีอุโบสถเป็นต้น ในสีมาเดียวกัน ณ โฆสิตารามนั้นนั่นเอง แก่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้นอีก แล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเถิด อย่าวิวาทกันเลย เพราะว่า แม้นกกระจาบหลายพันตัวได้ถึงความสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็เพราะอาศัยความวิวาทกัน ดังนี้ แล้วได้ตรัส (เล่าเรื่อง) วัฏฏกชาดก ฯ

    ภควา “สมคฺคา กิร โหนฺตูติ เทฺว วาเร เปเสตฺวา “น อิจฺฉนฺติ ภนฺเต สมคฺคา ภวิตุนฺติ สุตฺวา ตติยวาเร “ภินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆ, ภินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆติ สุตฺวา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา,

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งไปแล้ว (ซึ่งพระโอวาท) ว่า ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท.) เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน จงเป็น ดังนี้ สิ้นวาระ ท. ๒ ทรงสดับแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ภิกษุ ท.) ย่อมไม่ปรารถนา เพื่ออันเป็น ผู้พร้อมเพรียงกัน เป็น ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ว่า อ.หมู่แห่งภิกษุ แตกกันแล้ว, อ.หมู่แห่งภิกษุ แตกกันแล้ว ดังนี้ ในวาระที่ ๓ เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น

    พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งโอวาทไปว่า "นัยว่า ภิกษุทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกัน" ถึง ๒ ครั้ง ทรงสดับว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน," ครั้นหนที่ ๓ ทรงสดับว่า "ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว" ดังนี้ จึงเสด็จไปสู่สำนักของเธอทั้งหลายแล้ว

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๕๒–๕๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกอุบาสกอุบาสิกา แม้ชาวเมืองโกสัมพีแล ไปวิหาร ไม่พบพระศาสดาจึงถามว่า ท่านขอรับ พระศาสดาเสด็จไปไหน ฯ

    โกสมฺพีวาสิโนปิ โข อุปาสกา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารํ อปสฺสนฺตา “กุหึ ภนฺเต สตฺถาติ ปุจฺฉึสุ.

    อ.อุบาสกและอุบาสิกา ท. แม้ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพีโดยปกติ แล ไปแล้ว สู่วิหาร ไม่เห็นอยู่ ซึ่งพระศาสดา ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.พระศาสดา (เสด็จไปแล้ว) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพวกอุบาสกอุบาสิกา ผู้อยู่ในเมืองโกสัมพีแล ไปสู่วิหาร ไม่เห็นพระศาสดา จึงถามว่า "พระศาสดาเสด็จอยู่ที่ไหน ? ขอรับ."

  2. ๒

    ภิกษุพวกนั้นตอบว่า พระองค์เสด็จไปราวป่าปาริเลยยกะเสียแล้ว ฯ

    เต ภิกฺขู อาหํสุ “ปาริเลยฺยกวนสณฺฑํ คโตติ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.พระศาสดา) เสด็จไปแล้ว สู่ชัฏแห่งป่าชื่อว่าปาริไลยก์ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า "พระองค์ทรงเสด็จไปสู่ราวป่าปาริเลยยกะเสียแล้ว."

  3. ๓

    อุบาสกอุบาสิกา. เพราะเหตุไร จึงเสด็จไปเล่าขอรับ ฯ

    “กึการณา ภนฺเตติ.

    (อ.อุบาสกและอุบาสิกา ท. ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.พระศาสดา เสด็จไปแล้ว) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    เพราะเหตุอะไร ? ขอรับ.

  4. ๔

    พวกภิกษุ. (เพราะ) พระองค์พยายามจะทำพวกอาตมาให้ปรองดองกัน แต่พวกอาตมาหาได้เป็นผู้ปรองดองกันไม่ ฯ

    “อมฺเห สมคฺเค กาตุํ วายมิ, มยํ ปน น สมคฺคา อหุมฺหาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า (อ.พระศาสดา) ทรงพยายามแล้ว เพื่ออันกระทำ ซึ่งเรา ท. ให้เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน, แต่ว่า อ.เรา ท. เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ได้เป็นแล้ว หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระองค์ทรงพยายามจะทำพวกเราให้พร้อมเพรียงกัน, แต่พวกเราหาได้เป็นผู้พร้อมเพรียงกันไม่.

  5. ๕

    อุบาสกอุบาสิกา. พระคุณเจ้าข้า ท่านทั้งหลายบวชในสำนักพระศาสดาแล้ว เมื่อพระองค์ แม้ทรงทำ (ให้) ปรองดองกันอยู่ ก็ไม่ยอมปรองดองกันหรือ ฯ

    “ภนฺเต ตุมฺเห สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา, ตสฺมึ สามคฺคึ กโรนฺเตปิ, สมคฺคา น อหุวตฺถาติ.

    (อ.อุบาสกและอุบาสิกา ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. บวชแล้ว ในสำนัก ของพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระศาสดา) นั้น แม้ทรงกระทำอยู่ ซึ่งความสามัคคี, เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ได้เป็นแล้ว หามิได้ หรือ ดังนี้ ฯ

    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายบวชใจสำนักของพระศาสดาแล้ว, ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคี, ไม่ได้เป็นผู้สามัคคีกันแล้วหรือ ?

  6. ๖

    พวกภิกษุ. อย่างนั้น ญาติโยมผู้มีอายุทั้งหลาย ฯ

    “เอวมาวุโสติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.อย่างนั้น ดังนี้ ฯ

    อย่างนั้นแล ผู้มีอายุ.

  7. ๗

    พวกมนุษย์ปรึกษากันว่า ภิกษุพวกนี้ บวชในสำนักพระศาสดา เมื่อพระองค์ แม้ทรงทำ (ให้) ปรองดองกันอยู่ กลับกลายเป็นผู้ปรองดองกันไม่ได้ พวกเราไม่ได้เฝ้าพระศาสดา เพราะอาศัยภิกษุพวกนี้ พวกเรา จักไม่ให้ที่นั่งแก่ภิกษุพวกนี้ทีเดียว จักไม่ทำสามีจิกรรมมีการกราบไหว้เป็นต้น แก่ภิกษุพวกนี้ จำเดิมแต่นั้นมา ก็ไม่ทำแม้มาตรว่าสามีจิกรรมแก่ภิกษุพวกนั้น ฯ

    มนุสฺสา “อิเม สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา, ตสฺมึ สามคฺคึ กโรนฺเตปิ, สมคฺคา น ชาตา; มยํ อิเม นิสฺสาย สตฺถารํ ทฏฺฐุํ น ลภิมฺหา; อิเมสํ เนว อาสนํ ทสฺสาม, น อภิวาทนาทีนิ กริสฺสามาติ ตโต ปฏฺฐาย เตสํ สามีจิมตฺตกํปิ น กรึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านี้ บวชแล้ว ในสำนัก ของพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระศาสดา) นั้น แม้ทรงกระทำอยู่ ซึ่งความสามัคคี, เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เกิดแล้ว หามิได้; อ.เรา ท. อาศัยแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านี้ ไม่ได้แล้ว เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา; (อ.เรา ท.) จักไม่ถวาย ซึ่งอาสนะ (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านี้ นั่นเทียว , จักไม่กระทำ (ซึ่งสามีจิกรรม ท.) มีการกราบไหว้เป็นต้น (แก่ภิกษุ ท. เหล่านี้) ดังนี้ ไม่กระทำแล้ว (ซึ่งกิจ) แม้สักว่าสามีจิกรรม (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น จำเดิม (แต่กาล) นั้น ฯ

    พวกมนุษย์คิดกันว่า "ภิกษุพวกนี้ บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคีอยู่, ก็ไม่สามัคคีกันแล้ว; พวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา เพราะอาศัยภิกษุพวกนี้; พวกเราจักไม่ถวายอาสนะ จักไม่ทำสามีจิกรรมมีการไหว้เป็นต้นแก่ภิกษุพวกนั้น:" จำเดิมแต่นั้นมา ก็ไม่ทำแม้สักว่าสามีจิกรรมแก่ภิกษุพวกนั้น.

  8. ๘

    เธอทั้งหลายซูบผอมลงอยู่เพราะมีอาหารน้อย โดยสองสามวัน (ผ่านไป) เท่านั้น ก็ (กลาย) เป็นคนตรง แสดงโทษที่ล่วงเกินต่อกันแล้ว ต่างรูปต่างขอขมากันแล้วกล่าวว่า ประสกสีกาทั้งหลาย พวกอาตมา กลับเป็นผู้สามัคคีกันแล้ว ฝ่ายพวกท่าน ขอ (ให้) เป็นเช่นดังครั้งก่อนสำหรับพวกอาตมา เถิด ฯ

    เต อปฺปาหารตาย สุสฺสมานา กติปาเหเนว อุชุกา หุตฺวา อญฺญมญฺญํ อจฺจยํ เทเสตฺวา ขมาเปตฺวา “อุปาสกา มยํ สมคฺคา ชาตา, ตุมฺเหปิ โน ปุริมสทิสาว โหถาติ อาหํสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ซูบผอมอยู่ เพราะความที่แห่งตน เป็นผู้มีอาหารน้อย เป็นผู้ตรง เป็น โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว แสดงแล้ว ซึ่งโทษล่วงเกิน ซึ่งกันและกัน (ยังกันและกัน) ให้อดโทษแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. อ.เรา ท. เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้เกิดแล้ว (ย่อมเป็น), แม้ อ.ท่าน ท. เป็นเช่นกับด้วยบุคคลผู้มีในก่อน เทียว จงเป็น แก่เรา ท. ดังนี้ ฯ

    เธอทั้งหลายซูบซีดเพราะมีอาหารน้อย, โดยสองสามวันเท่านั้นก็เป็นคนตรง แสดงโทษที่ล่วงเกินแก่กันและกัน ต่างรูปต่างขอขมากันแล้ว กล่าวว่า "อุบาสกทั้งหลาย พวกเราพร้อมเพรียงกันแล้ว, ฝ่ายพวกท่าน ขอให้เป็นพวกเราเหมือนกันอย่างก่อน."

  9. ๙

    อุบาสกอุบาสิกา. ท่านเจ้าข้า พระศาสดา พวกท่าน ทูลขอให้ยกโทษแล้วหรือ ฯ

    “ขมาปิโต ปน โว ภนฺเต สตฺถาติ.

    (อ.มนุษย์ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.พระศาสดา อันท่าน ท. ให้ทรงอดโทษแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    พวกท่านทูลขมาพระศาสดาแล้วหรือ ? ขอรับ.

  10. ๑๐

    พวกภิกษุ. ยังมิได้ทูลขอให้ยกโทษเลย ญาติโยมผู้มีอายุทั้งหลาย ฯ

    “น ขมาปิโต อาวุโสติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.พระศาสดา อันเรา ท.) ไม่ทรงให้อดโทษแล้ว ดังนี้ ฯ

    ยังไม่ได้ทูลขอขมา ผู้มีอายุ.

  11. ๑๑

    อุบาสกอุบาสิกา. ถ้าอย่างนั้น พวกท่าน จงทูลขอพระศาสดาให้ยกโทษเสีย ในเวลาที่พวกท่านทูลขอพระศาสดาให้ยกโทษแล้ว ฝ่ายพวกกระผม จัก (กลับ) ไปเป็นเช่นดังครั้งก่อนสำหรับพวกท่าน ฯ

    “เตนหิ สตฺถารํ ขมาเปถ, สตฺถุ ขมาปิตกาเล มยํปิ ตุมฺหากํ ปุริมสทิสา ภวิสฺสามาติ.

    (อ.มนุษย์ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน ท.) ขอจง ยังพระศาสดา ให้ทรงอดโทษเถิด, แม้ อ.กระผม ท. เป็นเช่นกับด้วยบุคคลผู้มีในก่อน จักเป็น แก่ท่าน ท. ในกาล แห่งพระศาสดา อันท่าน ท. ให้ทรงอดโทษแล้ว ดังนี้ ฯ

    ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาเสีย, ฝ่ายพวกข้าพเจ้าจักเป็นพวกท่านเหมือนอย่างก่อน ในกาลเมื่อพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้ว.

  12. ๑๒

    ภิกษุพวกนั้น ไม่กล้าไปสำนักพระศาสดา เพราะเป็นภายในพรรษา ให้ภายในพรรษานั้นผ่านพ้นไปได้โดยยาก ฯ

    เต อนฺโตวสฺสภาเวน สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตุํ อวิสหนฺตา ทุกฺเขน ตํ อนฺโตวสฺสํ วีตินาเมสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันไป สู่สำนัก ของพระศาสดา เพราะความเป็นแห่งภายในแห่งพรรษา ยังภายในแห่งพรรษา นั้น ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว โดยยาก ฯ

    เธอทั้งหลายไม่สามารถจะไปสู่สำนักของพระศาสดา เพราะเป็นภายในพรรษา ยังภายในพรรษานั้น ให้ล่วงไปได้ด้วยยาก.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๕๓–๕๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้นแล พระยาช้างนั้น หลีกออกจากโขลง เข้าไปโดยทิศทางที่บ้านปาริเลยยกะ รักขิตวันไพรสณฑ์ ควงไม้สาละงาม ( และ ) พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ก็แล ครั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มองดูอยู่ ไม่เห็นอะไร ๆ อื่น จึงกระทืบควงไม้สาละงามด้วยเท้า ถาก ถือกิ่งไม้ด้วยงวง กวาดแล้ว ตั้งแต่นั้น พระยาช้าง จับหม้อน้ำด้วยงวงเข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ เมื่อ (พระองค์) มีความต้องการด้วยน้ำร้อน ก็จัดเตรียมน้ำร้อนไว้ ฯ

    อถโข โส หตฺถินาโค ยูถา อปกฺกมฺม, เยน ปาริเลยฺยกํ รกฺขิตวนสณฺโฑ ภทฺทสาลมูลํ เยน ภควา, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา จ ปน ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา โอโลเกนฺโต อญฺญํ กิญฺจิ อทิสฺวา ภทฺทสาลมูลํ ปาเทน ปหรนฺโต ตจฺเฉตฺวา โสณฺฑาย สาขํ คเหตฺวา สมฺมชฺชิ; ตโต ปฏฺฐาย โสณฺฑาย ฆฏํ คเหตฺวา ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐเปติ; อุณฺโหทเกน อตฺเถ สติ, อุณฺโหทกํ ปฏิยาเทติ.

    ครั้งนั้นแล อ.ช้างตัวประเสริฐ นั้น หลีกออกแล้ว จากโขลง, อ.ป่าชื่อว่าปาริไลยก์ อ.ชัฏชื่อว่ารักขิตวัน อ.โคนแห่งต้นรังอันเจริญ (มีอยู่) โดยส่วนแห่งทิศใด, อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (ย่อมประทับอยู่) โดยส่วนแห่งทิศใด, เข้าไปเฝ้าแล้ว (โดยส่วนแห่งทิศ) นั้น; ก็แล (อ.ช้างนั้น) ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แลดูอยู่ ไม่เห็นแล้ว (ซึ่งวัตถุ) อะไร ๆ อื่น กระทืบอยู่ ซึ่งโคนแห่งต้นสาละอันเจริญ ด้วยเท้า ถากแล้ว จับแล้ว ซึ่งกิ่งไม้ ด้วยงวง กวาดแล้ว; (อ.ช้าง) จับแล้ว ซึ่งหม้อ ด้วยงวง ย่อมเข้าไปตั้งไว้ ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงใช้สอย จำเดิม (แต่กาล) นั้น; ครั้นเมื่อความต้องการ ด้วยน้ำอันร้อน มีอยู่, (อ.ช้าง) ย่อมจัดแจง ซึ่งน้ำอันร้อน ฯ

    ครั้งนั้นแล พระยาช้างนั้น หลีกออกจากโขลง เข้าไป ณ บ้านปาริเลยยกะ ราวป่ารักขิตวัน ควงไม้สาละใหญ่ (และ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า แลดูอยู่แล้ว; ก็และครั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ ไม่เห็นวัตถุอะไร ๆ อื่น จึงกระทืบควงไม้สาละใหญ่ด้วยเท้า ถาก (ให้เรียบ) ถือกิ่งไม้ด้วยงวงกวาด. ตั้งแต่นั้นมา พระยาช้างนั้นจับหม้อด้วยงวง ตักน้ำฉันน้ำใช้มาตั้งไว้, เมื่อทรงพระประสงค์ด้วยน้ำร้อน, ก็จัดน้ำร้อนถวาย.

  2. ๒

    พระยาช้าง จัดเตรียมน้ำร้อนอย่างไร ฯ

    กถํ?

    (อ.อันถาม) ว่า (อ.ช้าง ย่อมจัดแจง) อย่างไร ? (ดังนี้)

    พระยาช้างนั้นจัดน้ำร้อนได้อย่างไร ?

  3. ๓

    พระยาช้าง สีไม้แห้งด้วยงวง ให้ไฟพร้อมใช้ ใส่ฟืนให้ไฟนั้นลุกโชน เผาก้อนหินหลายก้อน ในกองไฟนั้น กลิ้งก้อนหินด้วยท่อนไม้ ใส่เข้าไปในแอ่งน้ำขนาดเล็กที่ตนกำหนดไว้ จากนั้น หย่อนงวงลงไป รู้ว่าน้ำร้อนแล้ว จึงไปถวายบังคมพระศาสดา ฯ

    หตฺเถน กฏฺฐานิ ฆํสิตฺวา อคฺคึ สมฺปาเทติ, ตํ ทารูนิ ปกฺขิปนฺโต ชาเลตฺวา ตตฺถ ปาสาเณ ปจิตฺวา ทารุทณฺฑเกน ปวฏฺเฏตฺวา ปริจฺฉินฺนาย ขุทฺทกโสณฺฑิยํ ขิปติ; ตโต หตฺถํ โอตาเรตฺวา อุทกสฺส ตตฺตภาวํ ชานิตฺวา คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทติ.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.ช้าง) สีแล้ว ซึ่งไม้แห้ง ท. ด้วยงวง ยังไฟ ย่อมให้ถึงพร้อม, (อ.ช้าง) ใส่เข้าอยู่ ซึ่งฟืน ท. (ยังไฟ) นั้น ให้โพลงแล้ว เผาแล้ว ซึ่งแผ่นหิน ท. (ในไฟ) นั้น เขี่ยแล้ว ด้วยท่อนแห่งไม้ ย่อมซัดไป ในลำรางน้อย อัน (อันตน) กำหนดแล้ว; (ดังนี้) ในลำดับนั้น (อ.ช้าง) ยังงวง ให้ข้ามลงแล้ว รู้แล้ว ซึ่งความที่แห่งน้ำเป็นของร้อนแล้ว ไปแล้ว ย่อมจบ ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พระยาช้างนั้นสีไม้แห้งด้วยงวงให้ไฟเกิด, ใส่ฟืนให้ไฟลุกขึ้น เผาศิลาในกองไฟนั้นแล้ว กลิ้งก้อนศิลาเหล่านั้นไปด้วยท่อนไม้ ทิ้งลงในสะพังน้อยที่ตัวกำหนดหมายไว้, ลำดับนั้น หย่อนงวงลงไป รู้ว่าน้ำร้อนแล้ว, จึงไปถวายบังคมพระศาสดา.

  4. ๔

    พระศาสดาตรัสว่า ปาริเลยยกะ น้ำเจ้าต้มให้ร้อนแล้วหรือ เสด็จไปสรงในที่นั้น ฯ

    สตฺถา “อุทกํ เต ตาปิตํ ปาริเลยฺยกาติ วตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา นหายติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ อ.น้ำ อันเจ้า ให้ร้อนแล้ว หรือ ดังนี้ เสด็จไปแล้ว ในที่นั้น ย่อมทรงสนาน ฯ

    พระศาสดาตรัสว่า "ปาริเลยยกะ น้ำเจ้าต้มแล้วหรือ ?" ดังนี้แล้ว เสด็จไปสรงในที่นั้น.

  5. ๕

    ครั้งนั้น พระยาช้างได้นำผลไม้ต่าง ๆ อย่าง มาถวายพระองค์ ฯ

    อถสฺส นานาวิธานิ ผลานิ อาหริตฺวา เทติ.

    ครั้งนั้น (อ.ช้าง) นำมาแล้ว ซึ่งผลไม้ ท. อันมีอย่างต่าง ๆ ย่อมถวาย (แก่พระศาสดา) นั้น ฯ

    ในกาลนั้น พระยาช้างนั้นนำผลไม้ต่างอย่างถวายแด่พระศาสดา.

  6. ๖

    พระศาสดาเสด็จไปถึงถิ่นใกล้บ้าน รับสั่งว่า ปาริเลยยกะ ตั้งแต่ที่ตรงนี้ไป เจ้าไม่อาจไปได้ จงนำบาตรและจีวรของเรามา ให้พระยาช้างนำบาตรและจีวรมาแล้ว เสด็จเข้าบ้านไปบิณฑบาต ฯ

    ยทา ปน สตฺถา คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ; ตทา สตฺถุ ปตฺตจีวรมาทาย กุมฺเภ ปติฏฺฐาเปตฺวา สตฺถารา สทฺธึเยว คจฺฉติ. สตฺถา คามูปจารํ ปตฺวา “ปาริเลยฺยก อิโต ปฏฺฐาย ตยา คนฺตุํ น สกฺกา, อาหร เม ปตฺตจีวรนฺติ อาหราเปตฺวา คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ.

    ก็ ในกาลใด อ.พระศาสดา ย่อมเสด็จเข้าไป สู่บ้าน เพื่อก้อนข้าว; ในกาลนั้น (อ.ช้าง) ถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ของพระศาสดา (ยังบาตรและจีวร) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว บนกระพอง ย่อมไป กับ ด้วยพระศาสดานั่นเทียว ฯ อ.พระศาสดา เสด็จถึงแล้ว ซึ่งอุปจารแห่งบ้าน (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ อันเจ้า ไม่อาจ เพื่ออันไป จำเดิม แต่ที่นี้, อ.เจ้า จงนำมา ซึ่งบาตรและจีวร ของเรา ดังนี้ (ทรงยังช้าง) ให้นำมาแล้ว ย่อมเสด็จเข้าไป สู่บ้าน เพื่อก้อนข้าว ฯ

    ก็เมื่อพระศาสดาจะเสด็จเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต พระยาช้างนั้นถือบาตรจีวรวางไว้บนตระพอง ตามเสด็จพระศาสดาไป. พระศาสดาเสร็จถึงแดนบ้านแล้ว รับสั่งว่า "ปาริเลยยกะ ตั้งแต่ที่นี้ เจ้าไม่อาจไปได้, เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา" ดังนี้แล้ว ให้พระยาช้างนั้นเอาบาตรจีวรมาถวายแล้ว เสด็จเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต.

  7. ๗

    พระยาช้างยืน (รอ) ณ ที่ตรงนั้นแล จนกว่าพระศาสดาจะเสด็จออกมา ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จมา กระทำการต้อนรับ รับบาตรและจีวรโดยนัยก่อนนั่นแล ให้หยั่งลงตรงที่ประทับ แสดงวัตรพัดด้วยกิ่งไม้อยู่กลางคืน พระยาช้างนั้น ถือท่อนไม้ใหญ่ด้วยงวง เที่ยวไปในระหว่าง ๆ ไพรสณฑ์จนกว่าอรุณจะขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย ด้วยหมายใจว่า เรา จักอารักขาพระศาสดา ฯ

    โสปิ ยาว สตฺถุ นิกฺขมนา ตตฺเถว ฐตฺวา สตฺถุ อาคมนกาเล ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ปุริมนเยเนว ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา วสนฏฺฐาเน โอตาเรตฺวา วตฺตํ ทสฺเสตฺวา สาขาย วีชติ, รตฺตึ วาลมิคปริปนฺถนิวารณตฺถํ มหนฺตํ ทณฺฑํ โสณฺฑาย คเหตฺวา “สตฺถารํ รกฺขิสฺสามีติ ยาว อรุณุคฺคมนา วนสณฺฑสฺส อนฺตรนฺตเร วิจรติ.

    (อ.ช้าง) แม้นั้น ยืนแล้ว (ในที่) นั้นนั่นเทียว เพียงใด แต่อันเสด็จออก แห่งพระศาสดา กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ ในกาลเป็นที่เสด็จมา แห่งพระศาสดา รับแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร โดยนัยอันมีในก่อนนั่นเทียว (ยังบาตรและจีวร) ให้ข้ามลงแล้ว ในที่เป็นที่ประทับอยู่ แสดงแล้ว ซึ่งวัตร ย่อมพัด ด้วยกิ่งไม้, ในเวลากลางคืน (อ.ช้าง) ถือเอาแล้ว ซึ่งท่อนไม้ อันใหญ่ ด้วยงวง เพื่ออันห้ามซึ่งอันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบแต่เนื้อร้าย ย่อมเที่ยวไป ในระหว่างและระหว่าง แห่งชัฏแห่งป่า เพียงใด แต่อันขึ้นไปแห่งอรุณ (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา) จักรักษา ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    ส่วนพระยาช้างนั้นยืนอยู่ที่นั้นเอง จนกว่าพระศาสดาจะเสด็จออกมา ในเวลาพระศาสดาเสด็จมา ทำการต้อนรับแล้ว ถือบาตรจีวรโดยนัยก่อน (นำไป) ปลง ณ ที่ประทับอยู่แล้ว ถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ แสดงวัตรอยู่. ในราตรี พระยาช้างนั้นถือท่อนไม้ใหญ่ด้วยงวง เที่ยวไปในระหว่าง ๆ แห่งราวป่ากว่าอรุณจะขึ้น เพื่อกันอันตรายอันจะมีแต่เนื้อร้าย ด้วยตั้งใจว่า "จักรักษาพระศาสดา."

  8. ๘

    นัยว่า ตั้งแต่นั้น(มา)ทีเดียว ราวป่านั้น กลายเป็นชื่อว่ารักขิตวันไพรสณฑ์ ฯ

    ตโต ปฏฺฐายเยว กิร โส วนสณฺโฑ รกฺขิตวนสณฺโฑ นาม ชาโต.

    ได้ยินว่า อ.ชัฏแห่งป่านั้น ชื่อ เป็นชัฏชื่อว่ารักขิตวัน เกิดแล้ว จำเดิม (แต่กาล) นั้นนั่นเทียว ฯ

    ได้ยินว่า ราวป่านั้นชื่อว่ารักขิตวันสัณฑะ จำเดิมแต่กาลนั้นมา.

  9. ๙

    ครั้นอรุณขึ้นแล้ว พระยาช้างนั้น กระทำวัตรทุกอย่าง โดยอุบายนั้นนั่นแล เริ่มต้นแต่ถวายน้ำสรงพระพักตร์ ฯ

    อรุเณ อุคฺคเต, มุโขทกทานํ อาทึ กตฺวา เตเนว อุปาเยน สพฺพวตฺตานิ กโรติ.

    ครั้นเมื่ออรุณ ขึ้นไปแล้ว, (อ.ช้าง) ย่อมกระทำ ซึ่งวัตรทั้งปวง ท. โดยอุบาย นั้นนั่นเทียว กระทำ ซึ่งการถวายซึ่งน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งพระพักตร์ ให้เป็นต้น ฯ

    ครั้นอรุณขึ้นแล้ว, พระยาช้างนั้นทำวัตรปวง โดยอุบายนั้นนั่นแล ตั้งต้นแต่ถวายน้ำสรงพระพักตร์.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๕๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น ลิงตัวหนึ่งเห็นช้างเชือกนั้นผลุดลุกผลุดนั่งแล้ว กระทำอภิสมาจาริกวัตรแก่พระตถาคตเจ้าอยู่ คิดว่า แม้เราก็จักกระทำอะไร ๆ ถวายบ้าง เที่ยวไปอยู่วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งที่กิ่งไม้หาตัวแก่มิได้ หักกิ่งไม้แล้ว นำรวงผึ้งพร้อมทั้งกิ่งไม้นั่นแหละ ไปสู่สำนักพระบรมศาสดา เด็ดใบตอง วาง (รวงผึ้ง) ลงบนใบตองนั้น ได้ถวายแล้ว ฯ

    อเถโก มกฺกโฏ ตํ หตฺถึ อุฏฺฐาย สมุฏฺฐาย ตถาคตสฺส อภิสมาจาริกํ กโรนฺตํ ทิสฺวา “อหํปิ กิญฺจิเทว กริสฺสามีติ วิจรนฺโต เอกทิวสํ นิมฺมกฺขิกํ ทณฺฑกมธุปฏลํ ทิสฺวา ทณฺฑกํ ภญฺชิตฺวา ทณฺฑเกเนว สทฺธึ มธุปฏลํ สตฺถุ สนฺติกํ หริตฺวา กทลิปตฺตํ ฉินฺทิตฺวา ตตฺถ ฐเปตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น อ.ลิง ตัวหนึ่ง เห็นแล้ว (ซึ่งช้าง) นั้น ตัวลุกขึ้นแล้ว ลุกขึ้นพร้อมแล้ว กระทำอยู่ ซึ่งอภิสมาจาริกวัตร แก่พระตถาคตเจ้า (คิดแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักกระทำ ซึ่งวัตรบางอย่างนั่นเทียว ดังนี้ เที่ยวไปอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งรวงแห่งผึ้งที่ท่อนไม้ อันมีตัวผึ้งออกแล้ว ในวันหนึ่ง หักแล้ว ซึ่งท่อนไม้ นำไปแล้ว ซึ่งรวงแห่งผึ้ง กับ ด้วยท่อนไม้นั่นเทียว สู่สำนัก ของพระศาสดา ตัดแล้ว ซึ่งใบแห่งกล้วย วางไว้แล้ว (บนใบแห่งกล้วย) นั้น ได้ถวายแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น วานรตัวหนึ่ง เห็นช้างนั้นลุกขึ้นแล้ว ๆ ทำอภิสมาจาริกวัตร (คือการปฏิบัติ) แด่พระตถาคตเจ้าแล้ว คิดว่า "เราก็จักทำอะไร ๆ ถวายบ้าง" เที่ยวไปอยู่, วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งที่กิ่งไม้หาตัวมิได้ หักกิ่งไม้แล้ว นำรวงผึ้งพร้อมทั้งกิ่งไม้ไปสู่สำนักพระศาสดาได้เด็ดใบตองรองถวาย

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรงรับแล้ว ฯ

    สตฺถา คณฺหิ.

    อ.พระศาสดา ทรงรับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับแล้ว.

  3. ๓

    ลิงคอยดูอยู่ด้วยคิดว่า พระบรมศาสดาจักทรงกระทำการบริโภคหรือไม่หนอแล เห็นพระบรมศาสดาทรงรับแล้วประทับนั่ง (นิ่ง) แล้ว คิดว่า อะไรหนอแล จึงจับปลายกิ่งไม้พลิกพิจารณาดูอยู่ ก็เห็นตัวอ่อนแล้ว จึงค่อย ๆ นำตัวอ่อนเหล่านั้นออกแล้ว ได้ถวายอีกครั้ง ฯ

    มกฺกโฏ “กริสฺสติ นุ โข ปริโภคํ น กริสฺสตีติ โอโลเกนฺโต คเหตฺวา นิสินฺนํ ทิสฺวา “กึ นุ โขติ จินฺเตตฺวา ทณฺฑโกฏึ คเหตฺวา ปริวตฺเตตฺวา อุปธาเรนฺโต อณฺฑกานิ ทิสฺวา ตานิ สณิกํ อปเนตฺวา ปุน อทาสิ.

    อ.ลิง แลดูอยู่ (ด้วยความคิด) ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงกระทำ (ซึ่งการเสวย) หรือ หนอ แล (หรือว่า อ.พระศาสดา) จักไม่ทรงกระทำ ซึ่งการเสวย ดังนี้ เห็นแล้ว (ซึ่งพระศาสดา) ผู้ทรงรับแล้ว ประทับนั่งแล้ว คิดแล้ว ว่า อ.อะไร หนอแล ดังนี้ จับแล้ว ซึ่งปลายแห่งท่อนไม้ (ยังปลายแห่งท่อนไม้) ให้เป็นไปรอบแล้ว ใคร่ครวญอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งตัวอ่อน ท. นำไปปราศแล้ว (ซึ่งตัวอ่อน ท.) เหล่านั้น ค่อย ๆ ได้ถวายแล้ว อีก ฯ

    วานรแลดูอยู่ ด้วยคิดว่า "พระศาสดาจักทรงทำบริโภคหรือไม่ ?" เห็นพระศาสดาทรงรับแล้วนั่งเฉยอยู่ คิดว่า "อะไรหนอแล" จึงจับปลายกิ่งไม้พลิกพิจารณาดู เห็นตัวอ่อนแล้ว จึงค่อย ๆ นำตัวอ่อนเหล่านั้นออกเสียแล้ว จึงได้ถวายใหม่.

  4. ๔

    พระบรมศาสดาได้ทรงกระทำการเสวยแล้ว ฯ

    สตฺถา ปริโภคมกาสิ.

    อ.พระศาสดา ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการเสวย ฯ

    พระศาสดาทรงบริโภคแล้ว.

  5. ๕

    ลิงนั้นมีใจยินดีแล้ว ได้จับกิ่งไม้นั้น ๆ ยืนฟ้อนรำอยู่ ฯ

    โส ตุฏฺฐมานโส ตํ ตํ สาขํ คเหตฺวา นจฺจนฺโต อฏฺฐาสิ.

    (อ.ลิง) นั้น ตัวมีใจยินดีแล้ว จับแล้ว ซึ่งกิ่งไม้ นั้น ๆ ได้ยืนฟ้อนอยู่แล้ว ฯ

    วานรนั้นมีใจยินดี ได้จับกิ่งไม้นั้น ๆ ยืนฟ้อนอยู่.

  6. ๖

    ครั้งนั้น กิ่งไม้ที่ลิงนั้นจับอยู่แล้วก็ดี กิ่งไม้ที่ลิงนั้นเหยียบแล้วก็ดี หักลงแล้ว ฯ

    อถสฺส คหิตสาขาปิ อกฺกนฺตสาขาปิ ภิชฺชิ.

    ครั้งนั้น อ.กิ่งไม้ (อันลิง) นั้น จับแล้วก็ดี อ.กิ่งไม้ (อันลิงนั้น) เหยียบแล้วก็ดี หักแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น กิ่งไม้ที่วานรนั้นจับแล้วก็ดี กิ่งไม้ที่วานรนั้นเหยียบแล้วก็ดี หักแล้ว.

  7. ๗

    ลิงนั้น ตกลงที่ปลายตออันหนึ่ง มีตัวอันปลายตอเสียบแทงแล้ว มีจิตเลื่อมใสนั่นแหละ ทำกาละแล้ว บังเกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ ได้มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร ฯ

    โส เอกสฺมึ ขาณุมตฺถเก ปติตฺวา, นิพฺพิทฺธคตฺโต ปสนฺเนเนว จิตฺเตน กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน นิพฺพตฺติ, อจฺฉราสหสฺสปริวาโร อโหสิ.

    (อ.ลิง) นั้น ตกไปแล้ว บนที่สุดแห่งตอไม้ แห่งหนึ่ง, เป็นสัตว์มีตัวอันตอไม้แทงแล้ว (เป็น) มีจิต อันเลื่อมใสแล้วนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ ๓๐ ในภพชื่อว่าดาวดึงส์, เป็นผู้มีพันแห่งนางอัปสรเป็นบริวาร ได้เป็นแล้ว ฯ

    วานรนั้นตกลงที่ปลายตออันหนึ่ง มีตัวอันปลายตอแทงแล้ว มีจิตเลื่อมใส ทำกาลกิริยาแล้ว เกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๕๕ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น ลิงตัวหนึ่งเห็นช้างเชือกนั้นผุดลุกผุดนั่ง ทำวัตรปฏิบัติอันดีงามแก่พระตถาคตเจ้า คิดว่า แม้เราก็จักทำอะไรถวายบ้างเหมือนกัน ดังนี้ จึงเที่ยวไป วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งที่กิ่งไม้ไม่มีตัวผึ้ง หักกิ่งไม้ นำรวงผึ้งพร้อมทั้งกิ่งไม้นั่นแหละ ไปสำนักพระศาสดา เด็ดใบตอง วางลงบนใบตองนั้น ได้ถวายแล้ว ฯ

    อเถโก มกฺกโฏ ตํ หตฺถึ อุฏฺฐาย สมุฏฺฐาย ตถาคตสฺส อภิสมาจาริกํ กโรนฺตํ ทิสฺวา “อหํปิ กิญฺจิเทว กริสฺสามีติ วิจรนฺโต เอกทิวสํ นิมฺมกฺขิกํ ทณฺฑกมธุปฏลํ ทิสฺวา ทณฺฑกํ ภญฺชิตฺวา ทณฺฑเกเนว สทฺธึ มธุปฏลํ สตฺถุ สนฺติกํ หริตฺวา กทลิปตฺตํ ฉินฺทิตฺวา ตตฺถ ฐเปตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น อ.ลิง ตัวหนึ่ง เห็นแล้ว (ซึ่งช้าง) นั้น ตัวลุกขึ้นแล้ว ลุกขึ้นพร้อมแล้ว กระทำอยู่ ซึ่งอภิสมาจาริกวัตร แก่พระตถาคตเจ้า (คิดแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักกระทำ ซึ่งวัตรบางอย่างนั่นเทียว ดังนี้ เที่ยวไปอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งรวงแห่งผึ้งที่ท่อนไม้ อันมีตัวผึ้งออกแล้ว ในวันหนึ่ง หักแล้ว ซึ่งท่อนไม้ นำไปแล้ว ซึ่งรวงแห่งผึ้ง กับ ด้วยท่อนไม้นั่นเทียว สู่สำนัก ของพระศาสดา ตัดแล้ว ซึ่งใบแห่งกล้วย วางไว้แล้ว (บนใบแห่งกล้วย) นั้น ได้ถวายแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น วานรตัวหนึ่ง เห็นช้างนั้นลุกขึ้นแล้ว ๆ ทำอภิสมาจาริกวัตร (คือการปฏิบัติ) แด่พระตถาคตเจ้าแล้ว คิดว่า "เราก็จักทำอะไร ๆ ถวายบ้าง" เที่ยวไปอยู่, วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งที่กิ่งไม้หาตัวมิได้ หักกิ่งไม้แล้ว นำรวงผึ้งพร้อมทั้งกิ่งไม้ไปสู่สำนักพระศาสดาได้เด็ดใบตองรองถวาย

  2. ๒

    พระศาสดาทรงรับถวาย ฯ

    สตฺถา คณฺหิ.

    อ.พระศาสดา ทรงรับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับแล้ว.

  3. ๓

    ลิงคอยมองดูด้วยคิดว่า พระศาสดาจักทรงกระทำการบริโภคหรือไม่หนอแล เห็นพระศาสดาทรงรับแล้วประทับนั่งคิดว่า มีอะไรอีกหนอ จึงจับปลายกิ่งไม้พลิกพิจารณาดู เห็นตัวอ่อนจึงค่อย ๆ นำตัวอ่อนเหล่านั้นออกแล้ว ได้ถวายอีกครั้ง ฯ

    มกฺกโฏ “กริสฺสติ นุ โข ปริโภคํ น กริสฺสตีติ โอโลเกนฺโต คเหตฺวา นิสินฺนํ ทิสฺวา “กึ นุ โขติ จินฺเตตฺวา ทณฺฑโกฏึ คเหตฺวา ปริวตฺเตตฺวา อุปธาเรนฺโต อณฺฑกานิ ทิสฺวา ตานิ สณิกํ อปเนตฺวา ปุน อทาสิ.

    อ.ลิง แลดูอยู่ (ด้วยความคิด) ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงกระทำ (ซึ่งการเสวย) หรือ หนอ แล (หรือว่า อ.พระศาสดา) จักไม่ทรงกระทำ ซึ่งการเสวย ดังนี้ เห็นแล้ว (ซึ่งพระศาสดา) ผู้ทรงรับแล้ว ประทับนั่งแล้ว คิดแล้ว ว่า อ.อะไร หนอแล ดังนี้ จับแล้ว ซึ่งปลายแห่งท่อนไม้ (ยังปลายแห่งท่อนไม้) ให้เป็นไปรอบแล้ว ใคร่ครวญอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งตัวอ่อน ท. นำไปปราศแล้ว (ซึ่งตัวอ่อน ท.) เหล่านั้น ค่อย ๆ ได้ถวายแล้ว อีก ฯ

    วานรแลดูอยู่ ด้วยคิดว่า "พระศาสดาจักทรงทำบริโภคหรือไม่ ?" เห็นพระศาสดาทรงรับแล้วนั่งเฉยอยู่ คิดว่า "อะไรหนอแล" จึงจับปลายกิ่งไม้พลิกพิจารณาดู เห็นตัวอ่อนแล้ว จึงค่อย ๆ นำตัวอ่อนเหล่านั้นออกเสียแล้ว จึงได้ถวายใหม่.

  4. ๔

    พระศาสดาได้ทรงกระทำการเสวย ฯ

    สตฺถา ปริโภคมกาสิ.

    อ.พระศาสดา ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการเสวย ฯ

    พระศาสดาทรงบริโภคแล้ว.

  5. ๕

    ลิงนั้นดีใจ ได้จับกิ่งไม้นั้นกิ่งไม้นี้ ยืนฟ้อนรำอยู่ ฯ

    โส ตุฏฺฐมานโส ตํ ตํ สาขํ คเหตฺวา นจฺจนฺโต อฏฺฐาสิ.

    (อ.ลิง) นั้น ตัวมีใจยินดีแล้ว จับแล้ว ซึ่งกิ่งไม้ นั้น ๆ ได้ยืนฟ้อนอยู่แล้ว ฯ

    วานรนั้นมีใจยินดี ได้จับกิ่งไม้นั้น ๆ ยืนฟ้อนอยู่.

  6. ๖

    กิ่งไม้ที่ลิงนั้นจับก็ดี กิ่งไม้ที่ลิงนั้นเหยียบก็ดีในขณะนั้น หักแล้ว ฯ

    อถสฺส คหิตสาขาปิ อกฺกนฺตสาขาปิ ภิชฺชิ.

    ครั้งนั้น อ.กิ่งไม้ (อันลิง) นั้น จับแล้วก็ดี อ.กิ่งไม้ (อันลิงนั้น) เหยียบแล้วก็ดี หักแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น กิ่งไม้ที่วานรนั้นจับแล้วก็ดี กิ่งไม้ที่วานรนั้นเหยียบแล้วก็ดี หักแล้ว.

  7. ๗

    ลิงนั้น ตกลงที่ปลายตอไม้หนึ่ง ถูกปลายตอเสียบเข้าที่ตัว ตายไปด้วยจิตที่เลื่อมใสทีเดียว เกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ ได้มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร ฯ

    โส เอกสฺมึ ขาณุมตฺถเก ปติตฺวา, นิพฺพิทฺธคตฺโต ปสนฺเนเนว จิตฺเตน กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน นิพฺพตฺติ, อจฺฉราสหสฺสปริวาโร อโหสิ.

    (อ.ลิง) นั้น ตกไปแล้ว บนที่สุดแห่งตอไม้ แห่งหนึ่ง, เป็นสัตว์มีตัวอันตอไม้แทงแล้ว (เป็น) มีจิต อันเลื่อมใสแล้วนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ ๓๐ ในภพชื่อว่าดาวดึงส์, เป็นผู้มีพันแห่งนางอัปสรเป็นบริวาร ได้เป็นแล้ว ฯ

    วานรนั้นตกลงที่ปลายตออันหนึ่ง มีตัวอันปลายตอแทงแล้ว มีจิตเลื่อมใส ทำกาลกิริยาแล้ว เกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร.

  8. ๘

    ภาพพระตถาคตอันพญาช้างอุปัฏฐากประทับอยู่ ณ ป่ารักขิตวันไพรสณฑ์นั้น ได้ปรากฏทั่วชมพูทวีปแล้ว ฯ

    ตถาคตสฺส ตตฺถ หตฺถินาเคน อุปฏฺฐิยมานสฺส วสนภาโว สกลชมฺพุทีเป ปากโฏ อโหสิ.

    อ.ความเป็นคืออันประทับอยู่ แห่งพระตถาคตเจ้า ผู้อันช้างตัวประเสริฐ บำรุงอยู่ (ในป่า) นั้น เป็นสภาพปรากฏแล้ว ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    การที่พระตถาคตเจ้า อันพระยาช้างอุปัฏฐาก ประทับอยู่ในราวป่ารักขิตวันนั้น ได้ปรากฏในชมพูทวีปทั้งสิ้น.

  9. ๙

    ตระกูลใหญ่ทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี วิสาขามหาอุบาสิกา ส่งข่าวจากพระนครสาวัตถีแก่พระอานนทเถระว่า พระคุณเจ้าข้า ขอได้โปรดแสดงพระศาสดาแก่พวกเราด้วยเถิด ฯ

    สาวตฺถีนครโต “ อนาถปิณฺฑิโก วิสาขา มหาอุปาสิกาติ เอวมาทีนิ มหากุลานิ อานนฺทตฺเถรสฺส สาสนํ ปหิณึสุ “สตฺถารํ โน ภนฺเต ทสฺเสถาติ.

    อ.ตระกูลใหญ่ ท. มีอย่างนี้ คือ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ อ.นางวิสาขา ผู้มหาอุบาสิกา เป็นต้น ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร แก่พระเถระชื่อว่าอานนท์ จากเมืองชื่อว่าสาวัตถี (มีอันให้รู้ว่า) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงแสดง ซึ่ง พระศาสดา แก่เรา ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ตระกูลใหญ่ ๆ คือ ท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขามหาอุบาสิกา อย่างนี้เป็นต้น ได้ส่งสาส์นจากนครสาวัตถี ไปถึงพระอานนทเถระว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสนาแก่พวกข้าพเจ้า."

  10. ๑๐

    ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูปที่พำนักอยู่ในทิศทั้งหลาย ออกพรรษาแล้ว พากันไปหาพระอานนทเถระ ร้องขอว่า ท่านอานนท์ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราได้ฟังมานานแล้ว ขอโอกาสเถิดท่านอานนท์ พวกเราพึงได้ฟังธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ

    ทิสาวาสิโนปิ ปญฺจสตา ภิกฺขู วุตฺถวสฺสา อานนฺทตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา “จิรสฺสุตา โน อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถา; สาธุ มยํ อาวุโส อานนฺท ลเภยฺยาม ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถํ สวนายาติ ยาจึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้มีร้อยห้าเป็นประมาณ แม้ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ ผู้มีกาลฝนอันอยู่แล้ว เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ อ้อนวอนแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเรา ท. ฟังแล้วสิ้นกาลนาน ; ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ ดังเรา ท. ขอโอกาส อ.เรา ท. พึงได้ เพื่ออันฟัง ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในทิศ จำพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระอานนทเถระ วอนขอว่า "อานนท์ผู้มีอายุ ธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังนานมาแล้ว ; อานนท์ผู้มีอายุ ดีละ ข้าพเจ้าทั้งหลาย พึงได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด."

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๑ หน้า ๕๕–๕๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภาพ (พจน์) ว่าพระตถาคตเจ้าอันพญาช้างอุปัฏฐาก ประทับอยู่ ณ ป่ารักขิตวันนั้น ได้มีปรากฏทั่วชมพูทวีปแล้ว ฯ

    ตถาคตสฺส ตตฺถ หตฺถินาเคน อุปฏฺฐิยมานสฺส วสนภาโว สกลชมฺพุทีเป ปากโฏ อโหสิ.

    อ.ความเป็นคืออันประทับอยู่ แห่งพระตถาคตเจ้า ผู้อันช้างตัวประเสริฐ บำรุงอยู่ (ในป่า) นั้น เป็นสภาพปรากฏแล้ว ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    การที่พระตถาคตเจ้า อันพระยาช้างอุปัฏฐาก ประทับอยู่ในราวป่ารักขิตวันนั้น ได้ปรากฏในชมพูทวีปทั้งสิ้น.

  2. ๒

    ตระกูลใหญ่เป็นต้นอย่างนี้ คือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี วิสาขามหาอุบาสิกา ได้ส่งสาสน์จากพระนครสาวัตถีไปถวายพระอานนทเถระว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอท่านได้โปรดแสดงสมเด็จพระบรมศาสดาแก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด ฯ

    สาวตฺถีนครโต “ อนาถปิณฺฑิโก วิสาขา มหาอุปาสิกาติ เอวมาทีนิ มหากุลานิ อานนฺทตฺเถรสฺส สาสนํ ปหิณึสุ “สตฺถารํ โน ภนฺเต ทสฺเสถาติ.

    อ.ตระกูลใหญ่ ท. มีอย่างนี้ คือ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ อ.นางวิสาขา ผู้มหาอุบาสิกา เป็นต้น ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร แก่พระเถระชื่อว่าอานนท์ จากเมืองชื่อว่าสาวัตถี (มีอันให้รู้ว่า) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงแสดง ซึ่ง พระศาสดา แก่เรา ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ตระกูลใหญ่ ๆ คือ ท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขามหาอุบาสิกา อย่างนี้เป็นต้น ได้ส่งสาส์นจากนครสาวัตถี ไปถึงพระอานนทเถระว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสนาแก่พวกข้าพเจ้า."

  3. ๓

    แม้พระผุ้อยุ่ในทิศประมาณ ๕๐๐ รูปอยู่จำพรรษาแล้วก็พากันไปหาพระอานนทเถระวิงวอนว่า ท่านอานนท์ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพเจ้าได้สดับนานมาแล้ว ท่านอานนท์ ขอโอกาส พวกข้าพเจ้า พึงได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเถิด ฯ

    ทิสาวาสิโนปิ ปญฺจสตา ภิกฺขู วุตฺถวสฺสา อานนฺทตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา “จิรสฺสุตา โน อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถา; สาธุ มยํ อาวุโส อานนฺท ลเภยฺยาม ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถํ สวนายาติ ยาจึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้มีร้อยห้าเป็นประมาณ แม้ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ ผู้มีกาลฝนอันอยู่แล้ว เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ อ้อนวอนแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเรา ท. ฟังแล้วสิ้นกาลนาน ; ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ ดังเรา ท. ขอโอกาส อ.เรา ท. พึงได้ เพื่ออันฟัง ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในทิศ จำพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระอานนทเถระ วอนขอว่า "อานนท์ผู้มีอายุ ธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังนานมาแล้ว ; อานนท์ผู้มีอายุ ดีละ ข้าพเจ้าทั้งหลาย พึงได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด."

  4. ๔

    พระเถระพาพระเหล่านั้นไป ณ ป่ารักขิตวันนั้นแล้วคิดว่า การที่พวกเราพร้อมกับพระทั้งหลายมีประมาณเท่านี้จะเข้าไปยังสำนักพระตถาคตเจ้าผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดไตรมาส หาสมควรไม่ จึงพักพระเหล่านั้นไว้ข้างนอก เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาเพียงผู้เดียว ฯ

    เถโร เต ภิกฺขู อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา “ เตมาสํ เอกวิหาริโน ตถาคตสฺส สนฺติกํ เอตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อุปสงฺกมิตุํ อยุตฺตนฺติ จินฺเตตฺวา เต ภิกฺขู พหิ ฐเปตฺวา เอกโกว สตฺถารํ อุปสงฺกมิ.

    อ.พระเถระ พาเอา ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ไปแล้ว (ในที่) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.อัน (อันเรา) เข้าไป สู่สำนัก ของพระตถาคตเจ้า ผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวโดยปกติ ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม กับ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่านี้ ไม่ควรแล้ว ดังนี้ พักไว้แล้ว ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ในภายนอก ผู้ผู้เดียวเทียว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ที่นั้นแล้ว คิดว่า "การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จอยู่พระองค์เดียว ตลอดไตรมาส พร้อมกับภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ หาควรไม่" ดังนี้แล้ว จึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแต่รูปเดียวเท่านั้น.

  5. ๕

    พญาช้างปาริไลยกะเห็นพระเถระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งแล่นเข้าไปแล้ว ฯ

    ปาริเลยฺยโก ตํ ทิสฺวา ทณฺฑกํ อาทาย ปกฺขนฺทิ.

    อ.ช้างชื่อว่าปาริไลยก์ เห็นแล้ว (ซึ่งพระอานนท์) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งท่อนไม้ แล่นไปแล้ว ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะ เห็นพระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งไป.

  6. ๖

    สมเด็จพระบรมศาสดาทอดพระเนตรแล้ว ตรัสว่า จงหลีกไป ปาริไลยกะ อย่าห้ามเลย นั่นเป็นเป็นพุทธอุปัฏฐาก ฯ

    สตฺถา โอโลเกตฺวา “อเปหิ ปาริเลยฺยก, มา นิวารยิ; พุทฺธุปฏฺฐาโก เอโสติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงแลดูแล้ว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ อ.เจ้า จงหลีกไป, อ.เจ้า อย่า ห้ามแล้ว ; (อ.ภิกษุ) นั่น เป็นผู้บำรุงซึ่งพระพุทธเจ้า (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า "หลีกไปเสีย ปาริเลยยกะ อย่าห้ามเลย, ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก."

  7. ๗

    พญาช้างปาริไลยกะนั้น จึงทิ้งท่อนไม้ไว้ ณ ที่นั้นเองได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวรแล้ว ฯ

    โส ตตฺเถว ทณฺฑํ ฉฑฺเฑตฺวา ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ อาปุจฺฉิ.

    (อ.ช้าง) นั้น ทิ้งแล้ว ซึ่งท่อนไม้ (ในที่) นั้นนั่นเทียว ถามโดย เอื้อเฟื้อแล้ว ซึ่งการรับเฉพาะซึ่งบาตรและจีวร ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเองแล้ว ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรจีวร.

  8. ๘

    พระเถระมิได้ให้แล้ว ฯ

    เถโร นาทาสิ.

    อ.พระเถระ ไม่ได้ให้แล้ว ฯ

    พระเถระมิได้ให้แล้ว.

  9. ๙

    พญาช้างคิดว่า ถ้าพระรูปนี้ได้ศึกษาวัตรปฏิบัติแล้วไซร้ จักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับนั่งของสมเด็จพระบรมศาสดา ฯ

    นาโค “ สเจ อุคฺคหิตวตฺโต ภวิสฺสติ, สตฺถุ นิสีทนปาสาณผลเก อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ คิดแล้ว ว่า ถ้าว่า (อ.ภิกษุนี้) เป็นผู้มีวัตรอันเรียนเอาแล้ว จักเป็นไซร้, (อ.ภิกษุนี้) จักไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนแผ่นแห่งหินเป็นที่ประทับนั่ง ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พระยาช้างได้คิดว่า "ถ้าภิกษุรูปนี้จักมีวัตรอันได้เรียนแล้ว. ท่านคงจักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับของพระศาสดา."

  10. ๑๐

    พระเถระวางบาตรและจีวรไว้ ณ ภาคพื้นดินแล้ว ฯ

    เถโร ปตฺตจีวรํ ภูมิยํ ฐเปสิ.

    อ.พระเถระ วางแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร บนภาคพื้น ฯ

    พระเถระได้วางบาตรจีวรไว้ที่พื้นแล้ว.

  11. ๑๑

    ความจริง บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้ บนที่นั่ง หรือบนที่นอนของท่านที่ควรเคารพทั้งหลาย ฯ

    วตฺตสมฺปนฺนา หิ ครูนํ อาสเน วา สยเน วา อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปนฺติ.

    จริงอยู่ (อ.ชน ท.) ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนที่เป็นที่นั่ง หรือ หรือว่า บนที่เป็นที่นอน ของครู ท. ฯ

    จริงอยู่ ชนผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือบนที่นอนของครู.

  12. ๑๒

    พญาช้างนั้นเห็นกิริยาอาการนั้น ได้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ฯ

    โส ตํ ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺโต อโหสิ.

    (อ.ช้าง) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งอาการ) นั้น เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระยาช้างนั้น เห็นอาการนั้น ได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว.

  13. ๑๓

    พระเถระถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เถโร สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    อ.พระเถระ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    พระเถระอภิวาทพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๕๕–๕๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๓๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภายหลัง พระวินัยธรสบโอกาส จึงได้ลงอุกเขปนียกรรมแก่พระธรรมกถึก ในข้อหาที่มองไม่เห็นอาบัติ ฯ นับแต่นั้นมา แม้พวกญาติโยมอุปัฏฐาก ผู้ถวายปัจจัยแก่ท่านทั้งสองนั้น ก็ได้(แบ่งกัน)เป็น ๒ ฝ่ายแล้ว ฯ
    พวกนางภิกษุณีผู้รับโอวาทก็ดี พวกเทพยดาผู้ปกปักรักษาก็ดี พวกเทพยดาผู้สถิตอยู่ในอากาศ ผู้เป็นเพื่อนร่วมเห็นเพื่อนร่วมคบ ของเทพยดาเหล่านั้นก็ดี พวกปุถุชนทุกจำพวก ตลอดจนถึงแม้พรหมโลก ได้ (แบ่ง) เป็น ๒ ฝ่ายแล้ว ฯ ความโกลาหล อึกทึกกึกโกรมเป็นเสียงเดียวกัน ได้ขยายไปจนถึงอกนิฏฐภพ ฯ
    ภาพพระตถาคตอันพญาช้างอุปัฏฐากอยู่ ประทับอยู่ ณ ป่ารักขิตวันไพรสณฑ์นั้น ได้แพร่หลายทั่วชมพูทวีปแล้ว ฯ

    ตถาคตสฺส ตตฺถ หตฺถินาเคน อุปฏฺฐิยมานสฺส วสนภาโว สกลชมฺพุทีเป ปากโฏ อโหสิ.

    อ.ความเป็นคืออันประทับอยู่ แห่งพระตถาคตเจ้า ผู้อันช้างตัวประเสริฐ บำรุงอยู่ (ในป่า) นั้น เป็นสภาพปรากฏแล้ว ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    การที่พระตถาคตเจ้า อันพระยาช้างอุปัฏฐาก ประทับอยู่ในราวป่ารักขิตวันนั้น ได้ปรากฏในชมพูทวีปทั้งสิ้น.

  2. ๒

    ตระกูลใหญ่ ๆ เป็นต้นอย่างนี้ คือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี วิสาขามหาอุบาสิกา ส่งข่าวจากพระนครสาวัตถี ถึงพระอานนท์เถระว่า พระคุณเจ้าข้า ขอได้โปรดแสดงพระบรมศาสดาแก่พวกเราด้วยเถิด ฯ

    สาวตฺถีนครโต “ อนาถปิณฺฑิโก วิสาขา มหาอุปาสิกาติ เอวมาทีนิ มหากุลานิ อานนฺทตฺเถรสฺส สาสนํ ปหิณึสุ “สตฺถารํ โน ภนฺเต ทสฺเสถาติ.

    อ.ตระกูลใหญ่ ท. มีอย่างนี้ คือ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ อ.นางวิสาขา ผู้มหาอุบาสิกา เป็นต้น ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร แก่พระเถระชื่อว่าอานนท์ จากเมืองชื่อว่าสาวัตถี (มีอันให้รู้ว่า) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงแสดง ซึ่ง พระศาสดา แก่เรา ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ตระกูลใหญ่ ๆ คือ ท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขามหาอุบาสิกา อย่างนี้เป็นต้น ได้ส่งสาส์นจากนครสาวัตถี ไปถึงพระอานนทเถระว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสนาแก่พวกข้าพเจ้า."

  3. ๓

    ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้อยู่ในทิศ (ต่าง ๆ) ออกพรรษาแล้ว ก็พากันไปหาพระอานนท์เถระ ร้องขอว่า ท่านอานนท์ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราได้สดับมานานนักแล้ว ขอโอกาสเถิด ท่านอานนท์ พวกเราพึงได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิด ฯ

    ทิสาวาสิโนปิ ปญฺจสตา ภิกฺขู วุตฺถวสฺสา อานนฺทตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา “จิรสฺสุตา โน อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถา; สาธุ มยํ อาวุโส อานนฺท ลเภยฺยาม ภควโต สมฺมุขา ธมฺมีกถํ สวนายาติ ยาจึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้มีร้อยห้าเป็นประมาณ แม้ผู้อยู่ในทิศโดยปกติ ผู้มีกาลฝนอันอยู่แล้ว เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ อ้อนวอนแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเรา ท. ฟังแล้วสิ้นกาลนาน ; ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ ดังเรา ท. ขอโอกาส อ.เรา ท. พึงได้ เพื่ออันฟัง ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในทิศ จำพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระอานนทเถระ วอนขอว่า "อานนท์ผู้มีอายุ ธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังนานมาแล้ว ; อานนท์ผู้มีอายุ ดีละ ข้าพเจ้าทั้งหลาย พึงได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด."

  4. ๔

    พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ รักขิตวันไพรสณฑ์นั้นแล้ว ฉุกคิดว่า การที่เราพร้อมกับภิกษุประมาณเท่านี้ เข้าไปเฝ้า ยังสำนักพระตถาคตเจ้า ผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดไตรมาส ไม่ (เป็นการ) สมควรเลย ดังนี้แล้วจึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอก เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาลำพังผู้เดียว ฯ

    เถโร เต ภิกฺขู อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา “ เตมาสํ เอกวิหาริโน ตถาคตสฺส สนฺติกํ เอตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อุปสงฺกมิตุํ อยุตฺตนฺติ จินฺเตตฺวา เต ภิกฺขู พหิ ฐเปตฺวา เอกโกว สตฺถารํ อุปสงฺกมิ.

    อ.พระเถระ พาเอา ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ไปแล้ว (ในที่) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.อัน (อันเรา) เข้าไป สู่สำนัก ของพระตถาคตเจ้า ผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวโดยปกติ ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม กับ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่านี้ ไม่ควรแล้ว ดังนี้ พักไว้แล้ว ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ในภายนอก ผู้ผู้เดียวเทียว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ที่นั้นแล้ว คิดว่า "การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จอยู่พระองค์เดียว ตลอดไตรมาส พร้อมกับภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ หาควรไม่" ดังนี้แล้ว จึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแต่รูปเดียวเท่านั้น.

  5. ๕

    พญาช้างปาริไลยกะ เห็นพระอานนท์เถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งแล่นเข้าไปแล้ว ฯ

    ปาริเลยฺยโก ตํ ทิสฺวา ทณฺฑกํ อาทาย ปกฺขนฺทิ.

    อ.ช้างชื่อว่าปาริไลยก์ เห็นแล้ว (ซึ่งพระอานนท์) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งท่อนไม้ แล่นไปแล้ว ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะ เห็นพระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งไป.

  6. ๖

    พระบรมศาสดา ทอดพระเนตรแล้ว ตรัสว่า หลีกไป ปาริไลยกะ อย่าห้ามเลย ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก ฯ

    สตฺถา โอโลเกตฺวา “อเปหิ ปาริเลยฺยก, มา นิวารยิ; พุทฺธุปฏฺฐาโก เอโสติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงแลดูแล้ว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ อ.เจ้า จงหลีกไป, อ.เจ้า อย่า ห้ามแล้ว ; (อ.ภิกษุ) นั่น เป็นผู้บำรุงซึ่งพระพุทธเจ้า (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า "หลีกไปเสีย ปาริเลยยกะ อย่าห้ามเลย, ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก."

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๕๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๓, พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ รักขิตวันไพรสณฑ์นั้นแล้ว คิดว่า การที่เราพร้อมกับภิกษุประมาณเท่านี้ เข้าไปเฝ้ายังสำนักพระตถาคตเจ้า ผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดไตรมาส ไม่สมควรเลย ดังนี้ จึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอก เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ลำพังผู้เดียว ฯ

    เถโร เต ภิกฺขู อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา “ เตมาสํ เอกวิหาริโน ตถาคตสฺส สนฺติกํ เอตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อุปสงฺกมิตุํ อยุตฺตนฺติ จินฺเตตฺวา เต ภิกฺขู พหิ ฐเปตฺวา เอกโกว สตฺถารํ อุปสงฺกมิ.

    อ.พระเถระ พาเอา ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ไปแล้ว (ในที่) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.อัน (อันเรา) เข้าไป สู่สำนัก ของพระตถาคตเจ้า ผู้ประทับอยู่พระองค์เดียวโดยปกติ ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม กับ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่านี้ ไม่ควรแล้ว ดังนี้ พักไว้แล้ว ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ในภายนอก ผู้ผู้เดียวเทียว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ที่นั้นแล้ว คิดว่า "การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จอยู่พระองค์เดียว ตลอดไตรมาส พร้อมกับภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ หาควรไม่" ดังนี้แล้ว จึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแต่รูปเดียวเท่านั้น.

  2. ๒

    พญาช้างปาริไลยยกะเห็นพระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้ วิ่งแล่นเข้าไปหา ฯ

    ปาริเลยฺยโก ตํ ทิสฺวา ทณฺฑกํ อาทาย ปกฺขนฺทิ.

    อ.ช้างชื่อว่าปาริไลยก์ เห็นแล้ว (ซึ่งพระอานนท์) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งท่อนไม้ แล่นไปแล้ว ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะ เห็นพระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งไป.

  3. ๓

    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสว่า หลีกไป ปาริไลยยกะ อย่าห้ามเลย ภิกษุนั่นเป็นพุทธอุปัฏฐาก ฯ

    สตฺถา โอโลเกตฺวา “อเปหิ ปาริเลยฺยก, มา นิวารยิ; พุทฺธุปฏฺฐาโก เอโสติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงแลดูแล้ว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ อ.เจ้า จงหลีกไป, อ.เจ้า อย่า ห้ามแล้ว ; (อ.ภิกษุ) นั่น เป็นผู้บำรุงซึ่งพระพุทธเจ้า (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า "หลีกไปเสีย ปาริเลยยกะ อย่าห้ามเลย, ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก."

  4. ๔

    พญาช้างปาริไลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้ที่ตรงนั้นแหละ ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวร ฯ

    โส ตตฺเถว ทณฺฑํ ฉฑฺเฑตฺวา ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ อาปุจฺฉิ.

    (อ.ช้าง) นั้น ทิ้งแล้ว ซึ่งท่อนไม้ (ในที่) นั้นนั่นเทียว ถามโดย เอื้อเฟื้อแล้ว ซึ่งการรับเฉพาะซึ่งบาตรและจีวร ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเองแล้ว ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรจีวร.

  5. ๕

    พระเถระมิได้ให้ ฯ

    เถโร นาทาสิ.

    อ.พระเถระ ไม่ได้ให้แล้ว ฯ

    พระเถระมิได้ให้แล้ว.

  6. ๖

    พญาช้างคิดว่า ถ้าพระเถระรูปนี้ จักเป็นผู้ที่ได้เรียนวัตรปฏิบัติแล้วไซร้ จักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับนั่งของพระศาสดา ฯ

    นาโค “ สเจ อุคฺคหิตวตฺโต ภวิสฺสติ, สตฺถุ นิสีทนปาสาณผลเก อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ คิดแล้ว ว่า ถ้าว่า (อ.ภิกษุนี้) เป็นผู้มีวัตรอันเรียนเอาแล้ว จักเป็นไซร้, (อ.ภิกษุนี้) จักไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนแผ่นแห่งหินเป็นที่ประทับนั่ง ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พระยาช้างได้คิดว่า "ถ้าภิกษุรูปนี้จักมีวัตรอันได้เรียนแล้ว. ท่านคงจักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับของพระศาสดา."

  7. ๗

    พระเถระ ได้วางบาตรและจีวรไว้บนพื้นดิน ฯ

    เถโร ปตฺตจีวรํ ภูมิยํ ฐเปสิ.

    อ.พระเถระ วางแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร บนภาคพื้น ฯ

    พระเถระได้วางบาตรจีวรไว้ที่พื้นแล้ว.

  8. ๘

    เป็นธรรมดา บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้ บนที่นั่งหรือที่นอน ของครูทั้งหลาย ฯ

    วตฺตสมฺปนฺนา หิ ครูนํ อาสเน วา สยเน วา อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปนฺติ.

    จริงอยู่ (อ.ชน ท.) ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนที่เป็นที่นั่ง หรือ หรือว่า บนที่เป็นที่นอน ของครู ท. ฯ

    จริงอยู่ ชนผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือบนที่นอนของครู.

  9. ๙

    พญาช้างนั้น เห็นกิริยานั้นได้มีจิตเลื่อมใส ฯ

    โส ตํ ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺโต อโหสิ.

    (อ.ช้าง) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งอาการ) นั้น เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระยาช้างนั้น เห็นอาการนั้น ได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว.

  10. ๑๐

    พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งในที่เหมาะสมด้านหนึ่ง ฯ

    เถโร สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    อ.พระเถระ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    พระเถระอภิวาทพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

  11. ๑๑

    พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ เธอมาผู้เดียวเท่านั้นหรือ ทรงสดับว่า พระเถระมาพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ตรัสว่า ก็ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เมื่อพระเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ทราบน้ำพระทัยของพระองค์ จึงพักเธอทั้งหลายไว้ข้างนอกแล้วจึงมา จึงตรัสว่า เรียกเธอเหล่านั้นมาเถิด ฯ

    สตฺถา “อานนฺท เอกโกว อาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา ปญฺจสเตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อาคตภาวํ สุตฺวา “กุหึ ปน เตติ วตฺวา, “ตุมฺหากํ จิตฺตํ อชานนฺโต พหิ ฐเปตฺวา อาคโตมฺหีติ วุตฺเต, “ปกฺโกสาหิ เตติ อาห.

    อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ อ.เธอ ผู้ผู้เดียวเทียว เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระเถระ) เป็นผู้มาแล้ว กับ ด้วยภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ตรัสแล้ว ว่า ก็ (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ย่อมอยู่) (ในที่) ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์) ไม่ทราบอยู่ ซึ่งพระทัย ของพระองค์ ท. พักไว้แล้ว (ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น) ในภายนอก เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ (อันพระเถระ) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า (อ.เธอ) จงเรียก (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า "อานนท์ เธอมาผู้เดียวเท่านั้น หรือ ?" ทรงสดับความที่พระเถระเป็นผู้มาพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ แล้ว ตรัสว่า "ก็ภิกษุเหล่านั้น อยู่ที่ไหน ?" เมื่อพระเถระทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบน้ำพระทัยของพระองค์ จึงพักเธอทั้งหลายไว้ข้างนอก มาแล้ว (แต่รูปเดียว)" ตรัสว่า "เรียกเธอทั้งหลายมาเถิด"

  12. ๑๒

    พระเถระได้กระทำตามรับสั่งแล้ว ฯ

    เถโร ตถา อกาสิ.

    อ.พระเถระ ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    พระเถระได้ทำตามรับสั่งแล้ว.

  13. ๑๓

    ภิกษุเหล่านั้นมาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่งในที่เหมาะสมด้านหนึ่ง ฯ

    เต ภิกฺขู อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น มาแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๕๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๓, พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระยาช้างปาริเลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้ในที่นั้นนั่นแล ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรและจีวร ฯ

    โส ตตฺเถว ทณฺฑํ ฉฑฺเฑตฺวา ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ อาปุจฺฉิ.

    (อ.ช้าง) นั้น ทิ้งแล้ว ซึ่งท่อนไม้ (ในที่) นั้นนั่นเทียว ถามโดย เอื้อเฟื้อแล้ว ซึ่งการรับเฉพาะซึ่งบาตรและจีวร ฯ

    พระยาช้างปาริเลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเองแล้ว ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรจีวร.

  2. ๒

    พระเถระมิได้ให้แล้ว ฯ

    เถโร นาทาสิ.

    อ.พระเถระ ไม่ได้ให้แล้ว ฯ

    พระเถระมิได้ให้แล้ว.

  3. ๓

    พระยาช้างคิดว่า ถ้าพระเถระรูปนี้ จักเป็นผู้มีวัตรอันได้เรียนแล้วไซร้ พระรูปนี้ จักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับนั่งของพระศาสดา ฯ

    นาโค “ สเจ อุคฺคหิตวตฺโต ภวิสฺสติ, สตฺถุ นิสีทนปาสาณผลเก อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ คิดแล้ว ว่า ถ้าว่า (อ.ภิกษุนี้) เป็นผู้มีวัตรอันเรียนเอาแล้ว จักเป็นไซร้, (อ.ภิกษุนี้) จักไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนแผ่นแห่งหินเป็นที่ประทับนั่ง ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พระยาช้างได้คิดว่า "ถ้าภิกษุรูปนี้จักมีวัตรอันได้เรียนแล้ว. ท่านคงจักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับของพระศาสดา."

  4. ๔

    พระเถระ ได้วางบาตรและจีวรไว้บนพื้นดินแล้ว ฯ

    เถโร ปตฺตจีวรํ ภูมิยํ ฐเปสิ.

    อ.พระเถระ วางแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร บนภาคพื้น ฯ

    พระเถระได้วางบาตรจีวรไว้ที่พื้นแล้ว.

  5. ๕

    ความจริง บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือที่นอน ของครูทั้งหลาย ฯ

    วตฺตสมฺปนฺนา หิ ครูนํ อาสเน วา สยเน วา อตฺตโน ปริกฺขารํ น ฐเปนฺติ.

    จริงอยู่ (อ.ชน ท.) ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วาง ซึ่งบริขาร ของตน บนที่เป็นที่นั่ง หรือ หรือว่า บนที่เป็นที่นอน ของครู ท. ฯ

    จริงอยู่ ชนผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือบนที่นอนของครู.

  6. ๖

    พระยาช้างนั้น เห็นกิริยานั้นแล้วได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ฯ

    โส ตํ ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺโต อโหสิ.

    (อ.ช้าง) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งอาการ) นั้น เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระยาช้างนั้น เห็นอาการนั้น ได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว.

  7. ๗

    พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เถโร สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    อ.พระเถระ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    พระเถระอภิวาทพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

  8. ๘

    พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ เธอมาผู้เดียวเท่านั้นหรือ ทรงสดับความที่พระเถระมาพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูปแล้วตรัสว่า ก็ ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เมื่อพระเถระทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ทราบน้ำพระทัยของพระองค์ จึงพักเธอทั้งหลายไว้ภายนอก มาแล้ว ตรัสว่า เรียกเธอทั้งหมดมาเถิด ฯ

    สตฺถา “อานนฺท เอกโกว อาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา ปญฺจสเตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อาคตภาวํ สุตฺวา “กุหึ ปน เตติ วตฺวา, “ตุมฺหากํ จิตฺตํ อชานนฺโต พหิ ฐเปตฺวา อาคโตมฺหีติ วุตฺเต, “ปกฺโกสาหิ เตติ อาห.

    อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ อ.เธอ ผู้ผู้เดียวเทียว เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระเถระ) เป็นผู้มาแล้ว กับ ด้วยภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ตรัสแล้ว ว่า ก็ (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ย่อมอยู่) (ในที่) ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์) ไม่ทราบอยู่ ซึ่งพระทัย ของพระองค์ ท. พักไว้แล้ว (ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น) ในภายนอก เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ (อันพระเถระ) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า (อ.เธอ) จงเรียก (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า "อานนท์ เธอมาผู้เดียวเท่านั้น หรือ ?" ทรงสดับความที่พระเถระเป็นผู้มาพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ แล้ว ตรัสว่า "ก็ภิกษุเหล่านั้น อยู่ที่ไหน ?" เมื่อพระเถระทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบน้ำพระทัยของพระองค์ จึงพักเธอทั้งหลายไว้ข้างนอก มาแล้ว (แต่รูปเดียว)" ตรัสว่า "เรียกเธอทั้งหลายมาเถิด"

  9. ๙

    พระเถระได้กระทำตามรับสั่งแล้ว ฯ

    เถโร ตถา อกาสิ.

    อ.พระเถระ ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    พระเถระได้ทำตามรับสั่งแล้ว.

  10. ๑๐

    ภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เต ภิกฺขู อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น มาแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

  11. ๑๑

    พระศาสดา ทรงกระทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นแล้ว เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าผู้ละเอียดอ่อน เป็นพระมหากษัตริย์ผู้สุขุมาลชาติ พระองค์ ประทับยืนและประทับนั่ง ตลอดไตรมาสพระองค์เดียว กระทำสิ่งที่ทำได้ยาก แม้ผู้กระทำวัตรและวัตรอาศัย ทั้งผู้ถวายน้ำสรงน้ำพระพักตร์ เห็นจะมิได้มี จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย หน้าที่ทุกประการของเราช้างปาริเลยยกะทำ (ให้) แล้ว อันที่จริงบุคคลเมื่อได้สหายเห็นปานนี้ อยู่ด้วยกัน สมควรแล้ว (แต่) เมื่อไม่ได้(สหายเห็นปานนี้) การที่จะเที่ยวไปคนเดียวแล ประเสริฐกว่า จึงตรัสคาถา ๓ คาถา เหล่านี้ ในนาควรรค ฯ

    สตฺถา เตหิ สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา, เตหิ ภิกฺขูหิ “ภนฺเต ภควา พุทฺธสุขุมาโล เจว ขตฺติยสุขุมาโล จ, ตุมฺเหหิ เตมาสํ เอกเกหิ ติฏฺฐนฺเตหิ นิสีทนฺเตหิ จ ทุกฺกรํ กตํ; วตฺตปฏิวตฺตการโกปิ มุโขทกทายโกปิ นาโหสิ มญฺเญติ วุตฺเต, “ภิกฺขเว ปาริเลยฺยกหตฺถินา มม สพฺพกิจฺจานิ กตานิ, เอวรูปํ หิ สหายกํ ลภนฺเตน เอกโต วสิตุํ ยุตฺตํ , อลภนฺตสฺส เอกจาริกภาโวว เสยฺโยติ วตฺวา อิมา นาควคฺเค ติสฺโส คาถาโย อภาสิ

    อ.พระศาสดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งปฏิสันถาร กับ (ด้วยภิกษุ ท.) เหล่านั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าผู้ละเอียดอ่อน ด้วยนั่นเทียว เป็นกษัตริย์ผู้ละเอียดอ่อน ด้วย (ย่อมเป็น), (อ.กรรม) อันอันบุคคลกระทำได้โดยยาก อันพระองค์ ท. ผู้พระองค์เดียว ผู้ประทับยืนอยู่ด้วย ผู้ประทับนั่งอยู่ ด้วย ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม ทรงกระทำแล้ว ; (อ.บุคคล) ผู้กระทำซึ่งวัตรและวัตรตอบก็ดี ผู้ถวายซึ่งน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งพระพักตร์ก็ดี เห็นจะ ไม่ได้มีแล้ว ดังนี้ อันภิกษุ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.กิจทั้งปวง ท. ของเรา อันช้างชื่อว่าปาริไลยก์ กระทำแล้ว, จริงอยู่ อ.อัน (อันบุคคล) ผู้ได้อยู่ ซึ่งสหาย ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป อยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน ควรแล้ว, อ.ความที่ (แห่งบุคคล) ผู้ไม่ได้อยู่ (ซึ่งสหาย ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป) เป็นผู้มีการเที่ยวไปแห่งบุคคลคนเดียวเป็นปกติเทียว เป็นอาการประเสริฐกว่า (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. ๓ ในนาควรรค เหล่านี้ ว่า

    พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเธอทั้งหลายแล้ว, เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าอันสุขุม และเป็นกษัตริย์อันสุขุม พระองค์เสด็จยืนและประทับนั่งพระองค์เดียวตลอดไตรมาส ทำกิจที่ทำได้ด้วยยาก, ผู้ทำวัตรและปฏิวัตรก็ดี ผู้ถวายน้ำสรงพระพักตร์ก็ดี ชะรอยจะมิได้แล้ว," ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพระยาช้างปาริเลยยกะทำแล้ว ก็อันบุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนี้ อยู่ด้วยกันควรแล้ว, เมื่อไม้ได้สหาย (เห็นปานนี้) ความเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า" ดังนี้แล้ว ได้ภาษิต ๓ คาถาในนาควรรค เหล่านี้ว่า :-

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๕๗–๕๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระอานนท์เถระ ทูลแจ้งข่าวสาส์นที่คนสำคัญทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้นส่งมาแล้วกราบทูลว่า พระเจ้าข้า อริยสาวก ๕ โกฏิมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นหัวหน้า หวัง(รอคอย)การเสด็จมาของพระองค์อยู่ ฯ

    อานนฺทตฺเถโร อนาถปิณฺฑิกาทีหิ เปสิตํ สาสนํ อาโรเจตฺวา “ภนฺเต อนาถปิณฺฑิกปมุขา ปญฺจ อริยสาวกโกฏิโย ตุมฺหากํ อาคมนํ ปจฺจาสึสนฺตีติ อาห.

    อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาร อัน (อันชน ท.) มีเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะเป็นต้น ส่งไปแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.โกฏิแห่งอริยสาวก ท. ๕ มีเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะเป็นประมุข ย่อมหวังเฉพาะ ซึ่งการเสด็จมา แห่งพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ

    พระอานนทเถระกราบทูลสาส์นที่ตระกูลใหญ่ ๆ มีท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นต้นส่งมาแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอริยสาวก ๕ โกฏิ มีท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นหัวหน้า หวังความเสด็จมาของพระองค์อยู่."

  2. ๒

    พระบรมศาสดาตรัสว่า เธอจงรับบาตรและจีวร ดังนี้แล้วให้พระเถระถือบาตรและจีวรแล้วเสด็จออกไป ฯ

    สตฺถา “เตนหิ คณฺหาหิ ปตฺตจีวรนฺติ ปตฺตจีวรํ คาหาเปตฺวา นิกฺขมิ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เธอ) จงถือเอา ซึ่งบาตรและจีวร ดังนี้ (ยังพระเถระ) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร เสด็จออกไปแล้ว ฯ

    พระศาสดาตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอจงรับบาตรจีวร" ดังนี้แล้ว ให้พระเถระรับบาตรจีวรแล้ว เสด็จออกไป.

  3. ๓

    ช้างตัวประเสริฐ ได้ไปยืนขวางทางแล้ว ฯ

    นาโค คนฺตฺวา มคฺเค ติริยํ อฏฺฐาสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ ไปแล้ว ได้ยืนแล้ว ขวาง ในหนทาง ฯ

    พระยาช้างได้ไปยืนขวางทางไว้.

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลายเห็นช้างนั้นแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ช้างทำอะไร ฯ

    ภิกฺขู ตํ ทิสฺวา ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ “กึ กโรติ ภนฺเตติ.

    อ.ภิกษุ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งช้าง) นั้น ทูลถามแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ช้าง) จะกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระยาช้างทำอะไร ?"

  5. ๕

    พระบรมศาสดาตรัสว่า ช้างหวังจะถวายภิกษาแก่พวกเธอ ก็แลช้างนี้เป็นผู้มีอุปการคุณแก่เราเป็นเวลานาน การจะให้จิตใจของช้างนั้นถูกกระทบกระเทือน ไม่ควร พากันกลับไปก่อนเถิด ภิกษุทั้งหลาย ฯ

    “ตุมฺหากํ ภิกฺขเว ภิกฺขํ ทาตุํ ปจฺจาสึสติ, ทีฆรตฺตํ โข ปนายํ มยฺหํ อุปการโก, นาสฺส จิตฺตํ โกเปตุํ วฏฺฏติ, นิวตฺตถ ภิกฺขเวติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.ช้าง) ย่อมหวังเฉพาะ เพื่ออันถวาย ซึ่งภิกษา แก่เธอ ท., ก็ อ.ช้างนี้ เป็นผู้กระทำซึ่งอุปการะ แก่เรา สิ้นราตรีนาน แล (ย่อมเป็น), อ.อัน (อันเรา) ยัง จิต (ของช้าง) นั้น ให้กำเริบ ย่อมไม่ควร, ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จงกลับ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ช้างหวังจะถวายภิกขาแก่เธอทั้งหลาย, ก็แลช้างนี้ได้ทำอุปการะแก่เราตลอดราตรีนาน, การยังจิตของช้างนี้ให้ขัดเคืองไม่ควร, ภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายกลับเถิด."

  6. ๖

    พระบรมศาสดาทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับแล้ว ฯ

    สตฺถา ภิกฺขู คเหตฺวา นิวตฺติ.

    อ.พระศาสดา ทรงพาเอา ซึ่งภิกษุ ท. เสด็จกลับแล้ว,

    พระศาสดาทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับแล้ว.

  7. ๗

    ฝ่ายช้างเข้าไปยังไพรสณฑ์แล้ว รวบรวมผลไม้ต่าง ๆ มีผลขนุนและกล้วยเป็นต้นทำให้เป็นกองไว้แล้ว วันรุ่งขึ้นได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว ฯ

    หตฺถีปิ วนสณฺฑํ ปวิสิตฺวา ปนสกทลิผลาทีนิ นานาผลานิ สํหริตฺวา ราสึ กตฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขูนํ อทาสิ.

    แม้ อ.ช้าง เข้าไปแล้ว สู่ชัฏแห่งป่า รวบรวมแล้ว ซึ่งผลไม้ต่าง ๆ ท. มีผลแห่งขนุนและกล้วยเป็นต้น กระทำแล้ว ให้เป็นกอง ได้ถวายแล้ว แก่ภิกษุ ท. ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ฝ่ายช้างเข้าไปสู่ราวป่าแล้ว รวบรวมผลไม้ต่าง ๆ มีผลขนุนและ กล้วยเป็นต้นมาทำให้เป็นกองไว้. ในวันรุ่งขึ้น ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย.

  8. ๘

    ภิกษุ ๕๐๐ รูปไม่สามารถจะฉันผลไม้ทุกอย่างให้หมดสิ้นได้ ฯ

    ปญฺจสตา ภิกฺขู สพฺพานิ เขเปตุํ นาสกฺขึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังผลไม้ ท.) ทั้งปวง ให้สิ้นไป ฯ

    ภิกษุ ๕๐๐ รูปไม่อาจฉันผลไม้ทั้งหลายให้หมดสิ้น.

  9. ๙

    ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระบรมศาสดาทรงถือบาตรและจีวรเสด็จออกไปแล้ว ฯ

    ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน สตฺถา ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา นิกฺขมิ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งกิจด้วยภัตร อ.พระศาสดา ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร เสด็จออกไปแล้ว ฯ

    ในกาลเสร็จภัตกิจ พระศาสดาทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไปแล้ว.

  10. ๑๐

    ช้างตัวประเสริฐ เดินไประหว่าง ๆ ภิกษุทั้งหลาย ได้ยืนขวางเบื้องพระพักตร์พระบรมศาสดา ฯ

    นาโค ภิกฺขูนํ อนฺตรนฺตเรน คนฺตฺวา สตฺถุ ปุรโต ติริยํ อฏฺฐาสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ ไปแล้ว โดยระหว่างและระหว่าง แห่งภิกษุ ท. ได้ยืนแล้ว ขวาง ข้างพระพักตร์ ของพระศาสดา ฯ

    พระยาช้างไปตามระหว่าง ๆ แห่งภิกษุทั้งหลาย ยืนขวางพระพักตร์พระศาสดาไว้.

  11. ๑๑

    ภิกษุทั้งหลายเห็นกิริยานั้นแล้ว จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ช้างทำอะไร ฯ

    ภิกฺขู ตํ ทิสฺวา ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ “กึ กโรติ ภนฺเตติ.

    อ.ภิกษุ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งช้าง) นั้น ทูลถามแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ช้าง) จะกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนี้ทำอะไร ?"

  12. ๑๒

    พระบรมศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้ ส่งพวกเธอแล้วชวนให้เรากลับ ฯ

    “อยํ ภิกฺขเว ตุมฺเห เปเสตฺวา มํ นิวตฺเตตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.ช้าง) นี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งเธอ ท. ยังเรา จะให้กลับ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้จะส่งพวกเธอไปแล้ว ชวนให้เรากลับ.

  13. ๑๓

    ภิกษุทั้งหลาย. อย่างนั้นหรือพระเจ้าข้า ฯ

    “เอวํ ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    อย่างนั้นหรือ ? พระองค์ผู้เจริญ.

  14. ๑๔

    พระบรมศาสดา. ใช่ ภิกษุทั้งหลาย ฯ

    “อาม ภิกฺขเวติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.

  15. ๑๕

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสกะช้างนั้นว่า ปาริเลยยกะ การไป(ครั้ง)นี้ เป็นการไปไม่กลับของเรา ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคและผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้า โดยอัตภาพนี้ เจ้าจงหยุดเถิด ฯ

    อถ นํ สตฺถา “ปาริเลยฺยก อิทํ มม อนิวตฺตคมนํ, ตว อิมินา อตฺตภาเวน ฌานํ วา วิปสฺสนํ วา มคฺคผลํ วา นตฺถิ, ติฏฺฐ ตฺวนฺติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะช้าง) นั้น ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ (อ.การไป) นี้ เป็นการไปไม่กลับแล้ว ของเรา (ย่อมเป็น), อ.ฌาน หรือ หรือว่า อ.วิปัสสนา หรือว่า อ.มรรคและผล ย่อมไม่มี แก่เจ้า ด้วยอัตภาพนี้, อ.เจ้า จงหยุดเถิด ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะช้างนั้นว่า "ปาริเลยยกะ นี้ความไปไม่กลับของเรา, ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคและผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้, เจ้าหยุดอยู่เถิด."

  16. ๑๖

    ช้างตัวประเสริฐ ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าไปในปาก ร้องไห้อยู่ ได้เดินตามไปข้างหลังๆ แล้ว ฯ

    ตํ สุตฺวา นาโค มุเข โสณฺฑํ ปกฺขิปิตฺวา โรทนฺโต ปจฺฉโต ปจฺฉโต อคมาสิ.

    อ.ช้างตัวประเสริฐ ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น ใส่เข้าแล้ว ซึ่งงวง ในปาก ร้องไห้อยู่ ได้ไปแล้ว ข้างหลัง ๆ ฯ

    พระยาช้างได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าปากร้องไห้ เดินตามไปข้างหลัง ๆ. ก็พระยา

  17. ๑๗

    ก็ช้างตัวประเสริฐนั้น เมื่อทูลเชิญให้เสด็จกลับได้ ก็จะพึงปฏิบัติโดยทำนองนั้นนั่นแลจนตลอดชีวิต ฯ

    โส หิ สตฺถารํ นิวตฺเตตุํ ลภนฺโต เตเนว นิยาเมน ยาวชีวํ ปฏิชคฺเคยฺย.

    ก็ (อ.ช้างตัวประเสริฐ) นั้น เมื่อได้ เพื่ออันยังพระศาสดาให้เสด็จกลับ พึงปฏิบัติ โดยทำนอง นั้นนั่นเทียว สิ้นกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต ฯ

    ช้างนั้น เมื่อเชิญพระศาสดาให้กลับได้ พึงปฏิบัติโดยอาการนั้นแล จนตลอดชีวิต.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๕๘–๕๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ พระยาช้างนั้น เมื่อนิมนต์พระศาสดาให้กลับได้ (ก็จะ) พึงปฏิบัติโดยทำนองนั้นแลตลอดชีวิต ฯ

    โส หิ สตฺถารํ นิวตฺเตตุํ ลภนฺโต เตเนว นิยาเมน ยาวชีวํ ปฏิชคฺเคยฺย.

    ก็ (อ.ช้างตัวประเสริฐ) นั้น เมื่อได้ เพื่ออันยังพระศาสดาให้เสด็จกลับ พึงปฏิบัติ โดยทำนอง นั้นนั่นเทียว สิ้นกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต ฯ

    ช้างนั้น เมื่อเชิญพระศาสดาให้กลับได้ พึงปฏิบัติโดยอาการนั้นแล จนตลอดชีวิต.

  2. ๒

    ฝ่ายพระบรมศาสดา เมื่อเสด็จถึงแดนใกล้บ้านนั้นแล้ว ตรัสว่า ปาริเลยยกะ จำเดิมแต่นี้ไป มิใช่พื้นที่ของเจ้า ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ มีอันตรายอยู่รอบด้าน เจ้าจงหยุดอยู่ (ตรงนี้แหละ) ฯ

    สตฺถา ปน ตํ คามูปจารํ ปตฺวา “ปาริเลยฺยก อิโต ปฏฺฐาย ตว อภูมิ, มนุสฺสาวาโส สปริปนฺโถ, ติฏฺฐ ตฺวนฺติ อาห.

    ส่วนว่า อ.พระศาสดา เสด็จถึงแล้ว ซึ่งอุปจารแห่งบ้าน นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ (อ.ภาคพื้นนี้) เป็นที่มิใช่ภาคพื้น ของเจ้า (ย่อมเป็น) จำเดิม (แต่ที่) นี้, (อ.ประเทศ) อันเป็นที่อยู่อาศัยแห่งมนุษย์ เป็นประเทศเป็นไปกับด้วยอันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบ (ย่อมเป็น), อ.เจ้า จงหยุด ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระศาสดาเสด็จถึงแดนบ้านนั้นแล้ว ตรัสว่า "ปาริเลยยกะ จำเดิมแต่นี้ไป มิใช่ที่ของเจ้า, เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์ มีอันตรายเบียดเบียนอยู่รอบข้าง, เจ้าจงหยุดอยู่เถิด."

  3. ๓

    ช้างนั้น ยืนร้องไห้อยู่ ณ ที่ตรงนั้น ครั้นเมื่อพระศาสดา ทรงละคลองจักษุไป มีหัวใจสลายแล้ว ทำกาละแล้ว (ไป) บังเกิดในท่ามกลางนางเทพอัปสรหนึ่งพันในวิมานทอง (สูง) ๓๐ โยชน์ ในดาวดึงส์พิภพ เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา ฯ

    โส โรทมาโน ตตฺถ ฐตฺวา, สตฺถริ จกฺขุปถํ วิชหนฺเต, หทเยน ผลิเตน กาลํ กตฺวา สตฺถริ ปสาเทน ตาวตึสภวเน ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน อจฺฉราสหสฺสมชฺเฌ นิพฺพตฺติ.

    (อ.ช้าง) นั้น ยืนร้องไห้อยู่แล้ว (ในที่) นั้น ครั้นเมื่อพระศาสดา ทรงละอยู่ ซึ่งคลองแห่งจักษุ, มีหทัย อันแตกแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในท่ามกลางแห่งพันแห่งนางอัปสร ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๓๐ ในภพชื่อว่าดาวดึงส์ เพราะความเลื่อมใส ในพระศาสดา ฯ

    ช้างนั้นยืนร้องไห้อยู่ในที่นั้น, ครั้นเมื่อพระศาสดาทรงละคลองจักษุไป, มีหัวใจแตกทำกาละแล้ว เกิดในท่ามกลางนางเทพอัปสรพันหนึ่ง ในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา.

  4. ๔

    เทพบุตรนั้น ได้มีชื่อว่า ปาริเลยยกเทพบุตรแล ฯ

    “ปาริเลยฺยกเทวปุตฺโตเตฺววสฺส นามํ อโหสิ.

    (อ.คำ) ว่า อ.เทพบุตรชื่อว่าปาริไลยก์ ดังนี้นั่นเทียว เป็นชื่อ ของเทพบุตรนั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    ชื่อของเทพบุตรนั้นว่า "ปาริเลยยกเทพบุตร."

  5. ๕

    ฝ่ายพระศาสดาได้เสด็จถึงพระเชตวันแล้วโดยลำดับ ฯ

    สตฺถาปิ อนุปุพฺเพน เชตวนํ อคมาสิ.

    แม้ อ.พระศาสดา ได้เสด็จถึงแล้ว ซึ่งพระเชตวัน ตามลำดับ ฯ

    ฝ่ายพระศาสดาได้เสด็จถึงพระเชตวันแล้วโดยลำดับ.

  6. ๖

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทั้งหลาย ฟังว่า ข่าวว่า พระบรมศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะขอขมาพระบรมศาสดา ฯ

    โกสมฺพิกา ภิกฺขู “สตฺถา กิร สาวตฺถึ อาคโตติ สุตฺวา สตฺถารํ ขมาเปตุํ ตตฺถ อคมํสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี ดังนี้ ได้ไปแล้ว (ในที่) นั้น เพื่ออันยังพระศาสดาให้ทรงอดโทษ ฯ

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว," ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะกราบทูลขอขมาพระศาสดา.

  7. ๗

    พระเจ้าโกศลทรงสดับว่า นัยว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้ก่อความแตกร้าวเหล่านั้นกำลังมา จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลว่า พระเจ้าข้า หม่อมฉัน จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉัน ฯ

    โกสลราชา “เต กิร โกสมฺพิกา ภณฺฑนการกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺตีติ สุตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา “อหํ ภนฺเต เตสํ มม วิชิตํ ปวิสิตุํ น ทสฺสามีติ อาห.

    อ.พระราชาพระนามว่าโกศล ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.ภิกษุ ท. ผู้กระทำซึ่งความแตกร้าว ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้น มาอยู่ ดังนี้ เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน จักไม่ให้ เพื่ออันเข้าไป สู่แว่นแคว้น ของหม่อมฉัน (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    พระเจ้าโกศล ทรงสดับว่า "ได้ยินว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้นมาอยู่ " จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อนฉันจักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อนฉัน."

  8. ๘

    พระบรมศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีศีล เพียงแต่ไม่เชื่อถือคำของอาตมภาพ เพราะทะเลาะวิวาทกันและกันเท่านั้น บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ (อนุญาตให้) เธอทั้งหลายมาเถิด มหาบพิตร ฯ

    “มหาราช สีลวนฺตา เต ภิกฺขู, เกวลํ อญฺญมญฺญํ วิวาเทน มม วจนํ น คณฺหึสุ; อิทานิ มํ ขมาเปตุํ อาคจฺฉนฺติ: อาคจฺฉนฺตุ มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น ผู้มีศีล, ไม่ถือเอาแล้ว ซึ่งคำ ของอาตมภาพ เพราะความวิวาท ซึ่งกันและกัน อย่างเดียว ; ในกาลนี้ (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมมา เพื่ออันยังอาตมภาพให้อดโทษ : ดูก่อนมหาบพิตร (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จงมา ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสตอบว่า "ดูก่อนมหาราช ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ศีล, แต่ไม่ถือเอาคำของอาตมภาพ เพราะวิวาทกันและกันเท่านั้น, บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ, ดูก่อนมหาราช ขอภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิด."

  9. ๙

    ฝ่ายอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ ก็จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าวัด ดังนี้ ถูกพระบรมศาสดาตรัสห้ามเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน ได้นิ่งแล้ว ฯ

    อนาถปิณฺฑิโกปิ “ภนฺเต อหํ เตสํ วิหารํ ปวิสิตุํ น ทสฺสามีติ วตฺวา ตเถว ภควตา ปฏิกฺขิตฺโต ตุณฺหี อโหสิ.

    แม้ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ จักไม่ให้ เพื่ออันเข้าไป สู่วิหาร (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ฝ่ายท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่วิหาร" ดังนี้แล้ว ถูกพระศาสดาทรงห้ามเสียเหมือนอย่างนั้น ได้นิ่งแล้ว.

  10. ๑๐

    ก็ เมื่อภิกษุเหล่านั้น ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งให้ประทานเสนาสนะ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ให้ทำให้เป็นที่สงัดแก่เธอทั้งหลาย ฯ

    สาวตฺถิยํ อนุปฺปตฺตานํ ปน เตสํ ภควา เอกมนฺเต วิวิตฺตํ การาเปตฺวา เสนาสนํ ทาเปสิ.

    ก็ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว (ซึ่งที่) อันสงัดแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง (ทรงยังบุคคล) ให้ถวายแล้ว ซึ่งเสนาสนะ (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ผู้ถึงโดยลำดับแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้น ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งให้ประทานเสนาสนะ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำให้เป็นที่สงัดแก่เธอทั้งหลาย.

  11. ๑๑

    ภิกษุเหล่าอื่นไม่ (ยอม) นั่งร่วม ไม่ (ยอม) ยืนร่วมกับภิกษุเหล่านั้น ฯ

    อญฺเญ ภิกฺขู เตหิ สทฺธึ เนว เอกโต นิสีทนฺติ น ติฏฺฐนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่าอื่น ย่อมไม่นั่งนั่นเทียว ย่อมไม่ยืน โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ (ด้วยภิกษุ ท.) เหล่านั้น ฯ

    ภิกษุเหล่าอื่นไม่นั่ง ไม่ยืน ร่วมกับภิกษุพวกนั้น.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๕๘–๕๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระบรมศาสดา เสด็จถึงเขตแดน (อุปจาร) บ้านนั้นแล้ว รับสั่งว่า ปาริเลยยกะ จำเดิมแต่นี้ไปมิใช่พื้นที่ของเจ้า ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ มีอันตรายเบียดเบียนรอบด้าน เจ้าจงหยุดเถิด ฯ

    สตฺถา ปน ตํ คามูปจารํ ปตฺวา “ปาริเลยฺยก อิโต ปฏฺฐาย ตว อภูมิ, มนุสฺสาวาโส สปริปนฺโถ, ติฏฺฐ ตฺวนฺติ อาห.

    ส่วนว่า อ.พระศาสดา เสด็จถึงแล้ว ซึ่งอุปจารแห่งบ้าน นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนปาริไลยก์ (อ.ภาคพื้นนี้) เป็นที่มิใช่ภาคพื้น ของเจ้า (ย่อมเป็น) จำเดิม (แต่ที่) นี้, (อ.ประเทศ) อันเป็นที่อยู่อาศัยแห่งมนุษย์ เป็นประเทศเป็นไปกับด้วยอันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบ (ย่อมเป็น), อ.เจ้า จงหยุด ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระศาสดาเสด็จถึงแดนบ้านนั้นแล้ว ตรัสว่า "ปาริเลยยกะ จำเดิมแต่นี้ไป มิใช่ที่ของเจ้า, เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์ มีอันตรายเบียดเบียนอยู่รอบข้าง, เจ้าจงหยุดอยู่เถิด."

  2. ๒

    ช้างนั้น ยืนร้องไห้อยู่ในที่นั้น ครั้นเมื่อพระบรมศาสดาละคลองจักษุไปแล้ว มีหัวใจสลายแล้ว กระทำกาละ บังเกิดในท่ามกลางนางอัปสรพันหนึ่งในวิมานทอง (สูง) ๓๐ โยชน์ในดาวดึงส์พิภพ เพราะความเลื่อมใสในพระบรมศาสดา ฯ

    โส โรทมาโน ตตฺถ ฐตฺวา, สตฺถริ จกฺขุปถํ วิชหนฺเต, หทเยน ผลิเตน กาลํ กตฺวา สตฺถริ ปสาเทน ตาวตึสภวเน ตึสโยชนิเก กนกวิมาเน อจฺฉราสหสฺสมชฺเฌ นิพฺพตฺติ.

    (อ.ช้าง) นั้น ยืนร้องไห้อยู่แล้ว (ในที่) นั้น ครั้นเมื่อพระศาสดา ทรงละอยู่ ซึ่งคลองแห่งจักษุ, มีหทัย อันแตกแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในท่ามกลางแห่งพันแห่งนางอัปสร ในวิมานอันเป็นวิการแห่งทอง อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๓๐ ในภพชื่อว่าดาวดึงส์ เพราะความเลื่อมใส ในพระศาสดา ฯ

    ช้างนั้นยืนร้องไห้อยู่ในที่นั้น, ครั้นเมื่อพระศาสดาทรงละคลองจักษุไป, มีหัวใจแตกทำกาละแล้ว เกิดในท่ามกลางนางเทพอัปสรพันหนึ่ง ในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา.

  3. ๓

    ชื่อของเทพบุตรนั้นได้มีว่า ปาริเลยยกเทพบุตร ฯ

    “ปาริเลยฺยกเทวปุตฺโตเตฺววสฺส นามํ อโหสิ.

    (อ.คำ) ว่า อ.เทพบุตรชื่อว่าปาริไลยก์ ดังนี้นั่นเทียว เป็นชื่อ ของเทพบุตรนั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    ชื่อของเทพบุตรนั้นว่า "ปาริเลยยกเทพบุตร."

  4. ๔

    เหล่าภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ฟังว่า ข่าวว่า พระบรมศาสดาเสด็จถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้ไป ณ ที่นั้น เพื่อจะขอขมาพระบรมศาสดา ฯ

    สตฺถาปิ อนุปุพฺเพน เชตวนํ อคมาสิ. โกสมฺพิกา ภิกฺขู “สตฺถา กิร สาวตฺถึ อาคโตติ สุตฺวา สตฺถารํ ขมาเปตุํ ตตฺถ อคมํสุ.

    แม้ อ.พระศาสดา ได้เสด็จถึงแล้ว ซึ่งพระเชตวัน ตามลำดับ ฯ อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี ดังนี้ ได้ไปแล้ว (ในที่) นั้น เพื่ออันยังพระศาสดาให้ทรงอดโทษ ฯ

    ฝ่ายพระศาสดาได้เสด็จถึงพระเชตวันแล้วโดยลำดับ. ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว," ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะกราบทูลขอขมาพระศาสดา.

  5. ๕

    พระเจ้าโกศลทรงสดับว่า นัยว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อความร้าวฉานเหล่านั้น กำลังมา จึงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลว่า พระเจ้าข้า หม่อมฉันจักไม่(ยินยอม)ให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉัน ฯ

    โกสลราชา “เต กิร โกสมฺพิกา ภณฺฑนการกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺตีติ สุตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา “อหํ ภนฺเต เตสํ มม วิชิตํ ปวิสิตุํ น ทสฺสามีติ อาห.

    อ.พระราชาพระนามว่าโกศล ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.ภิกษุ ท. ผู้กระทำซึ่งความแตกร้าว ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้น มาอยู่ ดังนี้ เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน จักไม่ให้ เพื่ออันเข้าไป สู่แว่นแคว้น ของหม่อมฉัน (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    พระเจ้าโกศล ทรงสดับว่า "ได้ยินว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้นมาอยู่ " จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อนฉันจักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อนฉัน."

  6. ๖

    พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีศีล เพียงแต่ไม่ถือเอาคำของอาตมา เพราะวิวาทกันและกันอย่างเดียว บัดนี้ภิกษุเหล่านั้นมาเพื่อขอขมาอาตมา ดูกรมหาบพิตร ขอภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิด ฯ

    “มหาราช สีลวนฺตา เต ภิกฺขู, เกวลํ อญฺญมญฺญํ วิวาเทน มม วจนํ น คณฺหึสุ; อิทานิ มํ ขมาเปตุํ อาคจฺฉนฺติ: อาคจฺฉนฺตุ มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น ผู้มีศีล, ไม่ถือเอาแล้ว ซึ่งคำ ของอาตมภาพ เพราะความวิวาท ซึ่งกันและกัน อย่างเดียว ; ในกาลนี้ (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมมา เพื่ออันยังอาตมภาพให้อดโทษ : ดูก่อนมหาบพิตร (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จงมา ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสตอบว่า "ดูก่อนมหาราช ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ศีล, แต่ไม่ถือเอาคำของอาตมภาพ เพราะวิวาทกันและกันเท่านั้น, บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ, ดูก่อนมหาราช ขอภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิด."

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๒ หน้า ๕๘–๕๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีสดับว่า ได้ยินว่า พระบรมศาสดามาถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้ไป ณ สถานที่นั้น เพื่อจะทูลขอขมาพระบรมศาสดา ฯ

    โกสมฺพิกา ภิกฺขู “สตฺถา กิร สาวตฺถึ อาคโตติ สุตฺวา สตฺถารํ ขมาเปตุํ ตตฺถ อคมํสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี ดังนี้ ได้ไปแล้ว (ในที่) นั้น เพื่ออันยังพระศาสดาให้ทรงอดโทษ ฯ

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว," ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะกราบทูลขอขมาพระศาสดา.

  2. ๒

    พระเจ้าโกศลทรงสดับว่า ได้ยินว่าพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น กำลังมา ดังนี้ จึงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้น ของข้าพระองค์ ฯ

    โกสลราชา “เต กิร โกสมฺพิกา ภณฺฑนการกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺตีติ สุตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา “อหํ ภนฺเต เตสํ มม วิชิตํ ปวิสิตุํ น ทสฺสามีติ อาห.

    อ.พระราชาพระนามว่าโกศล ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.ภิกษุ ท. ผู้กระทำซึ่งความแตกร้าว ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้น มาอยู่ ดังนี้ เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน จักไม่ให้ เพื่ออันเข้าไป สู่แว่นแคว้น ของหม่อมฉัน (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    พระเจ้าโกศล ทรงสดับว่า "ได้ยินว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้นมาอยู่ " จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อนฉันจักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อนฉัน."

  3. ๓

    พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีศีล ไม่ถือเอาคำของอาตมภาพ เพราะขัดแย้งกันและกันเท่านั้น บัดนี้ เธอกำลังมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ ภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิดมหาบพิตร ฯ

    “มหาราช สีลวนฺตา เต ภิกฺขู, เกวลํ อญฺญมญฺญํ วิวาเทน มม วจนํ น คณฺหึสุ; อิทานิ มํ ขมาเปตุํ อาคจฺฉนฺติ: อาคจฺฉนฺตุ มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น ผู้มีศีล, ไม่ถือเอาแล้ว ซึ่งคำ ของอาตมภาพ เพราะความวิวาท ซึ่งกันและกัน อย่างเดียว ; ในกาลนี้ (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมมา เพื่ออันยังอาตมภาพให้อดโทษ : ดูก่อนมหาบพิตร (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จงมา ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสตอบว่า "ดูก่อนมหาราช ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ศีล, แต่ไม่ถือเอาคำของอาตมภาพ เพราะวิวาทกันและกันเท่านั้น, บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ, ดูก่อนมหาราช ขอภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิด."

  4. ๔

    ฝ่ายอนาถปิณฑิกะเศรษฐีก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปสู่พระวิหาร ดังนี้แล้ว ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเสียอย่างนั้นเหมือนกัน จึงได้นิ่งเฉยเสีย ฯ

    อนาถปิณฺฑิโกปิ “ภนฺเต อหํ เตสํ วิหารํ ปวิสิตุํ น ทสฺสามีติ วตฺวา ตเถว ภควตา ปฏิกฺขิตฺโต ตุณฺหี อโหสิ.

    แม้ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ จักไม่ให้ เพื่ออันเข้าไป สู่วิหาร (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ฝ่ายท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่วิหาร" ดังนี้แล้ว ถูกพระศาสดาทรงห้ามเสียเหมือนอย่างนั้น ได้นิ่งแล้ว.

  5. ๕

    ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้นถึงพระนครสาวัตถีตามลำดับแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประทานเสนาสนะ ณ ส่วนข้างหนึ่งทำให้เป็นสถานที่สงัดแก่เธอทั้งหลาย ฯ

    สาวตฺถิยํ อนุปฺปตฺตานํ ปน เตสํ ภควา เอกมนฺเต วิวิตฺตํ การาเปตฺวา เสนาสนํ ทาเปสิ.

    ก็ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว (ซึ่งที่) อันสงัดแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง (ทรงยังบุคคล) ให้ถวายแล้ว ซึ่งเสนาสนะ (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ผู้ถึงโดยลำดับแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้น ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งให้ประทานเสนาสนะ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำให้เป็นที่สงัดแก่เธอทั้งหลาย.

  6. ๖

    ภิกษุเหล่าอื่น ไม่นั่ง ไม่ยืนร่วมกับภิกษุพวกนั้น ฯ

    อญฺเญ ภิกฺขู เตหิ สทฺธึ เนว เอกโต นิสีทนฺติ น ติฏฺฐนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. เหล่าอื่น ย่อมไม่นั่งนั่นเทียว ย่อมไม่ยืน โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ (ด้วยภิกษุ ท.) เหล่านั้น ฯ

    ภิกษุเหล่าอื่นไม่นั่ง ไม่ยืน ร่วมกับภิกษุพวกนั้น.

  7. ๗

    พวกประชาชนผู้มาแล้ว ๆ กราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุพวกไหน คือภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้ก่อการแตกร้าว เหล่านั้น ฯ

    อาคตาคตา สตฺถารํ ปุจฺฉนฺติ “กตเม เต ภนฺเต ภณฺฑนการกา โกสมฺพิกา ภิกฺขูติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้มาแล้วและมาแล้ว ย่อมทูลถาม ซึ่งพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ภิกษุ ท.) เหล่าไหน เป็นภิกษุ ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี ผู้กระทำซึ่งความแตกร้าว เหล่านั้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหน ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น?"

  8. ๘

    พระบรมศาสดาทรงแสดงว่า พวกนั่น ฯ

    สตฺถา “เอเตติ ทสฺเสติ.

    อ.พระศาสดา ทรงแสดงอยู่ ว่า อ.ภิกษุ ท. เหล่านั่น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงแสดงว่า "พวกนั้น."

  9. ๙

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ถูกประชาชนผู้มาแล้ว ๆ ชี้นิ้วว่า ได้ยินว่า ภิกษุพวกนี้ คือภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น ได้ยินว่า ภิกษุพวกนี้ คือภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น ดังนี้ ไม่อาจโงศีรษะขึ้นได้ หมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฯ

    เต “เอเต กิร เต, เอเต กิร เตติ อาคตาคเตหิ องฺคุลิยา ทสฺสิยมานา ลชฺชาย สีสํ อุกฺขิปิตุํ อสกฺโกนฺตา ภควโต ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา ภควนฺตํ ขมาเปสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ผู้อันชน ท.) ผู้ทั้งมาแล้วทั้งมาแล้ว แสดงอยู่ ด้วยนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั่น (เป็นภิกษุ ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้น ย่อมเป็น), ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั่น (เป็นภิกษุผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้นย่อมเป็น) ดังนี้ (เป็นเหตุ) ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยกขึ้น ซึ่งศีรษะ เพราะความละอาย หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงอดโทษแล้ว ฯ

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ถูกพวกชนผู้มาแล้ว ๆ ชี้นิ้วว่า "ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น , ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อนการแตกร้าวเหล่านั้น" ดังนี้ ไม่อาจยกศีรษะขึ้น เพราะความอาย ฟุบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

ภาค ๑ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๕๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เหล่าคนที่มาแล้วมาแล้ว พากันทูลถามพระบรมศาสดาว่า พระเจ้าข้า พวกไหน ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อความแตกแยกกันเหล่านั้น ฯ

    อาคตาคตา สตฺถารํ ปุจฺฉนฺติ “กตเม เต ภนฺเต ภณฺฑนการกา โกสมฺพิกา ภิกฺขูติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้มาแล้วและมาแล้ว ย่อมทูลถาม ซึ่งพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ภิกษุ ท.) เหล่าไหน เป็นภิกษุ ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี ผู้กระทำซึ่งความแตกร้าว เหล่านั้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหน ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น?"

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรงแสดงว่า พวกนั่นละ ฯ

    สตฺถา “เอเตติ ทสฺเสติ.

    อ.พระศาสดา ทรงแสดงอยู่ ว่า อ.ภิกษุ ท. เหล่านั่น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงแสดงว่า "พวกนั้น."

  3. ๓

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ถูกพวกคนที่มาแล้วมาแล้วชี้นิ้วว่า นัยว่า นั่นละคือภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น นัยว่า นั่นละคือภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ไม่อาจจะยกศีรษะขึ้นเพราะความอาย หมอบลงแทบเบื้องพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฯ

    เต “เอเต กิร เต, เอเต กิร เตติ อาคตาคเตหิ องฺคุลิยา ทสฺสิยมานา ลชฺชาย สีสํ อุกฺขิปิตุํ อสกฺโกนฺตา ภควโต ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา ภควนฺตํ ขมาเปสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ผู้อันชน ท.) ผู้ทั้งมาแล้วทั้งมาแล้ว แสดงอยู่ ด้วยนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั่น (เป็นภิกษุ ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้น ย่อมเป็น), ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั่น (เป็นภิกษุผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าโกสัมพี เหล่านั้นย่อมเป็น) ดังนี้ (เป็นเหตุ) ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยกขึ้น ซึ่งศีรษะ เพราะความละอาย หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงอดโทษแล้ว ฯ

    ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ถูกพวกชนผู้มาแล้ว ๆ ชี้นิ้วว่า "ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น , ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อนการแตกร้าวเหล่านั้น" ดังนี้ ไม่อาจยกศีรษะขึ้น เพราะความอาย ฟุบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

  4. ๔

    พระบรมศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กรรมหนักพวกเธอทำแล้ว ชื่อว่าเธอทั้งหลาย แม้บวชแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้เช่นเรา เมื่อเรากระทำความปรองดองอยู่ (กลับ) ไม่ยอมทำตามคำของเรา แม้บัณฑิตในปางก่อน สดับโอวาทของบิดามารดาผู้ต้อง (ถูก) ประหารชีวิต เมื่อท่านทั้งสองนั้น แม้กำลังถูกปลิดชีพก็ไม่ก้าวล่วงโอวาทนั้น ภายหลังได้ขึ้นครองราชย์ ๒ แคว้น ดังนี้แล้ว ทรงเล่าถึงทีฆาวุกุมารชาดก ซ้ำอีกครั้งแล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ทีฆาวุกุมาร ถึงเมื่อพระชนกและพระชนนี ถูกปลิดพระชนม์ชีพอย่างนั้น ก็ไม่ก้าวล่วงโอวาทของท่านทั้งสอง ภายหลังได้พระธิดาของพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในแคว้นกาสีและแคว้นโกศลทั้งสองแคว้น ส่วนพวกเธอทั้งหลาย ไม่ทำตามคำของเรา (ชื่อว่า) ทำกรรมหนักแล้ว ตรัสพระคาถานี้ ฯ

    สตฺถา “ภาริยํ โว ภิกฺขเว กตํ; ตุมฺเห นาม มาทิสสฺส พุทฺธสฺส สนฺติเก ปพฺพชิตฺวาปิ, มยิ สามคฺคึ กโรนฺเต, มม วจนํ น กริตฺถ, โปราณกปณฺฑิตาปิ วชฺฌปฺปตฺตานํ มาตาปิตูนํ โอวาทํ สุตฺวา, เตสุ ชีวิตา โวโรปิยมาเนสุปิ, ตํ อนติกฺกมิตฺวา ปจฺฉา ทฺวีสุ รฏฺเฐสุ รชฺชํ การยึสูติ วตฺวา ปุนเทว ทีฆาวุกุมารชาตกํ กเถตฺวา “เอวํ ภิกฺขเว ทีฆาวุกุมาโร มาตาปิตูสุ ชีวิตา โวโรปิยมาเนสุปิ, เตสํ โอวาทํ อนติกฺกมิตฺวา ปจฺฉา พฺรหฺมทตฺตสฺส ธีตรํ ลภิตฺวา ทฺวีสุ กาสิโกสลรฏฺเฐสุ รชฺชํ กาเรสิ, ตุมฺเหหิ ปน มม วจนํ อกโรนฺเตหิ ภาริยํ กตนฺติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.กรรม) อันหนัก อันเธอ ท. กระทำแล้ว ; ชื่อ อ.เธอ ท. แม้บวชแล้ว ในสำนัก ของพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับด้วยเรา, ครั้นเมื่อเรา กระทำอยู่ ซึ่งความสามัคคี, ไม่กระทำแล้ว ซึ่งคำ ของเรา, แม้ อ.บัณฑิต ผู้มีในก่อน ท. ฟังแล้ว ซึ่งโอวาท ของมารดาและบิดา ท. ผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้อันบุคคลพึงฆ่า, (ครั้นเมื่อมารดาและบิดา ท.) เหล่านั้น (อันชน ท.) แม้ปลงลงอยู่ จากชีวิต, ไม่ก้าวล่วงแล้ว (ซึ่งโอวาท) นั้น (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในแว่นแคว้น ท. ๒ ในภายหลัง ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งทีฆาวุกุมารชาดก อีกนั่นเทียว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.พระกุมารพระนามว่าทีฆาวุ ครั้นเมื่อพระมารดาและพระบิดา ท. (อันชน ท.) แม้ปลงลงอยู่ จากพระชนม์ชีพ อย่างนี้, ไม่ทรงก้าวล่วงแล้ว ซึ่งพระโอวาท (ของพระมารดาและพระบิดา ท.) เหล่านั้น ทรงได้แล้ว ซึ่งพระธิดา ของพระเจ้าพรหมทัต ในภายหลัง (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในแว่นแคว้นชื่อว่ากาสีและแว่นแคว้นชื่อว่าโกศล ท. ๒, ส่วนว่า (อ.กรรม) อันหนัก อันเธอ ท. ผู้ไม่กระทำอยู่ ซึ่งคำ ของเรา กระทำแล้ว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายทำกรรมหนักแล้ว, ชื่อว่าเธอทั้งหลายแม้บวชแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้เช่นเรา, เมื่อเราทำความสามัคคีอยู่, ไม่ทำ (ตาม) คำของเรา, ฝ่ายบัณฑิตอันมีในปางก่อน สดับโอวาทของมารดาและบิดาผู้ต้องประหารชีวิต, เมื่อบิดามารดานั้นแม้ถูกปลงชีวิตอยู่, ก็ไม่ล่วงโอวาทนั้น ภายหลังได้ครองราชสมบัติใน ๒ แว่นแคว้น" ดังนี้แล้ว ตรัสทีฆาวุกุมารชาดก อีกเหมือนกัน แล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ทีฆาวุกุมาร ถึงเมื่อพระชนนีและพระชนกถูกปลงชีวิตอยู่, ก็ไม่ล่วงโอวาทนั้น ภายพระชนนีและพระชนกเหล่านั้นแล้ว ภายหลังได้ธิดาของพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในแว่นแคว้นกาสีและแว่นแคว้นโกศลทั้ง ๒ แล้ว, ส่วนพวกเธอทั้งหลายไม่ทำ (ตาม) คำของเรา ทำกรรมหนัก" ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

ภาค ๑ จุลกาลและมหากาล

ภาค ๑ จุลกาลและมหากาล

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๖๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า กุฎุมพีชาวเมืองเสตัพยะ ๓ พี่น้อง คือ จุลลกาล ๑ มัชฌิมกาล ๑ มหากาล ๑ ฯ

    เสตพฺยนครวาสิโน หิ “จุลฺลกาโล มชฺฌิมกาโล มหากาโล จาติ ตโย ภาตโร กุฏุมฺพิกา.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.กุฎุมพี ท. ผู้เป็นพี่น้องชายกัน ๓ คือ อ.จุลกาล (ด้วย) อ.มัชฌิมกาล (ด้วย) อ.มหากาล ด้วย ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าเสตัพยะโดยปกติ (ได้มีแล้ว) ฯ

    ความพิสดารว่า กุฎุมพีชาวเสตัพยนคร ๓ พี่น้อง คือ จุลกาล ๑ มัชฌิมกาล ๑ มหากาล ๑.

  2. ๒

    ใน ๓ พี่น้องนั้น พี่ชายคนหัวปีและน้องชายคนสุดท้อง เที่ยวไปในทิศทั้งหลายนำ(บรรทุก)สินค้ามาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ฯ

    เตสุ เชฏฺฐกนิฏฺฐา ทิสาสุ วิจริตฺวา ปญฺจหิ สกฏสเตหิ ภณฺฑํ อาหรนฺติ.

    (ในกุฎุมพี ท. ๓) เหล่านั้นหนา อ.พี่ชายผู้เจริญที่สุดและน้องชายผู้น้อยที่สุด ท. เที่ยวไปแล้ว ในทิศ ท. ย่อมนำมา ซึ่งสิ่งของ ด้วยร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ ฯ

    บรรดาพี่น้อง ๓ คนนั้น พี่ชายใหญ่และน้องชายน้องเที่ยวไปในทิศทั้งหลาย นำสิ่งของมาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม

  3. ๓

    นายกาลชายกลาง ขายสินค้าที่พี่ชายและน้องชายนำมา ฯ

    มชฺฌิมกาโล อาภตํ วิกฺกีณาติ.

    อ.กุฎุมพีชื่อว่ามัชฌิมกาล ย่อมขาย (ซึ่งสิ่งของ) อัน (อันชน ท. เหล่านั้น) นำมาแล้ว ฯ

    มัชฌิมกาล ขายสิ่งของที่พี่และน้องทั้ง ๒ นำมา.

  4. ๔

    ครั้นต่อมาสมัยหนึ่ง พี่น้องแม้ทั้ง ๒ นั้น นำพา(บรรทุก)สินค้าต่าง ๆ ไปพระนครสาวัตถีด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ปลดเกวียนทั้งหลายระหว่าง(รอยต่อ)พระนครสาวัตถีและพระเชตวัน ฯ

    อเถกสฺมึ สมเย เต อุโภปิ ภาตโร ปญฺจหิ สกฏสเตหิ นานาภณฺฑํ คเหตฺวา สาวตฺถึ คนฺตฺวา สาวตฺถิยา จ เชตวนสฺส จ อนฺตเร สกฏานิ โมจยึสุ.

    ครั้งนั้น ในสมัย หนึ่ง อ.พี่น้องชาย ท. แม้ทั้ง ๒ เหล่านั้น ถือเอา ซึ่งสิ่งของต่าง ๆ ด้วยร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ ไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี แก้แล้ว ซึ่งเกวียน ท. ในระหว่าง แห่งเมืองชื่อว่า สาวัตถี ด้วย แห่งพระเชตวัน ด้วย ฯ

    ต่อมาสมัยหนึ่ง พี่น้องทั้ง ๒ นั้น บรรทุกสิ่งของต่าง ๆ ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มไปสู่กรุงสาวัตถี ปลดเกวียนทั้งหลายในระหว่างกรุงสาวัตถีและพระเชตวัน (ต่อกัน).

  5. ๕

    ใน ๒ ศรีพี่น้องนั้น มหากาลเห็นอริยสาวกทั้งหลายชาวเมืองสาวัตถีต่างมีมือถือระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้น กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรมในเวลาเย็น จึงถามว่า คนพวกนี้ จะไปไหนกัน ฟังข้อความนั้นแล้วคิดว่า แม้เราก็จักไปบ้าง จึงเรียกน้องชายมาบอกว่า พ่อคุณ พ่อจงเป็นผู้ไม่ประมาทในเกวียนทั้งหลาย ฝ่ายเราจักไปฟังธรรม จึงไปถวายบังคมพระตถาคต นั่ง ณ ที่ท้ายสุดบริษัท ฯ

    เตสุ มหากาโล สายณฺหสมเย มาลาคนฺธาทิหตฺเถ สาวตฺถีวาสิโน อริยสาวเก ธมฺมสฺสวนาย คจฺฉนฺเต ทิสฺวา “กุหึ อิเม คจฺฉนฺตีติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา “อหํปิ คมิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา กนิฏฺฐํ อามนฺเตตฺวา “ตาต สกเฏสุ อปฺปมตฺโต โหหิ, อหํปิ ธมฺมํ โสตุํ คมิสฺสามีติ วตฺวา คนฺตฺวา ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสีทิ.

    (ในกุฎุมพี ท. ๒) เหล่านั้นหนา อ.กุฎุมพี ชื่อว่ามหากาล เห็นแล้ว ซึ่งอริยสาวก ท. ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าสาวัตถีโดยปกติ ผู้มีวัตถุมีระเบียบและของหอมเป็นต้นในมือ ผู้ไปอยู่ เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ถามแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) เหล่านี้ จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฟังแล้ว ซึ่งเนื้อความ นั้น คิดแล้ว ว่า แม้ อ.เรา จักไป ดังนี้ เรียกมาแล้ว ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด กล่าวแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้า เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ในเกวียน ท. จงเป็น, แม้ อ.เรา จักไป เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม ดังนี้ ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า นั่งแล้ว ในที่สุดรอบแห่งบริษัท ฯ

    ในพี่น้อง ๒ คนนั้น มหากาลเห็นอริยสาวกทั้งหลายชาวกรุงสาวัตถี มีมือถือระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรม ในเวลาเย็น จึงถามว่า "ชนเหล่านี้ไปไหนกัน ?" ได้ฟังความนั้นแล้ว คิดว่า "แม้เราก็จักไป" เรียกน้องชายมาแล้วบอกว่า "พ่อ ! เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทในเกวียนงหลาย, ฝ่ายเราจักไปฟังธรรม" ดังนี้แล้ว ไปถวายบังคมพระตถาคต นั่งที่สุดบริษัทแล้ว.

  6. ๖

    วันนั้น พระบรมศาสดา เมื่อจะตรัสอนุปุพพิกถาตามอัธยาศัยมหากาลนั้น จึงตรัสโทษ ความต่ำช้า และความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย โดยปริยายมิใช่น้อย ด้วยสามารถแห่งสูตรมีทุกขักขันธสูตรเป็นต้น ฯ

    สตฺถา ตํทิวสํ ตสฺส อชฺฌาสเยน อนุปุพฺพีกถํ กเถนฺโต ทุกฺขกฺขนฺธสุตฺตาทิวเสน อเนกปริยาเยน กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสญฺจ กเถสิ.

    ในวันนั้น อ.พระศาสดา เมื่อตรัส ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ตามอัธยาศัย (แห่งกุฎุมพีชื่อว่ามหากาล) นั้น ตรัสแล้ว ซึ่งโทษด้วย ซึ่งการกระทำต่ำด้วย ซึ่งความเศร้าหมองพร้อมด้วย แห่งกาม ท. โดยปริยายมิใช่หนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งสูตรมีทุกขักขันธสูตร เป็นต้น ฯ

    วันนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสอนุปุพพีกถา ตามอัธยาศัยของมหากาลนั้น จึงตรัสโทษ ความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย โดยปริยายเป็นอันมาก ด้วยสามารถแห่งสูตรมีทุกขักขันธสูตรเป็นอาทิ.

ภาค ๑ จุลกาลและมหากาล

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๖๑–๖๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    มหากาลฟังอนุปุพพิกถานั้นแล้วดำริว่า นัยว่า คนเรา จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป โภคะทั้งหลาย ก็ตามติดไม่ได้ เหล่าญาติก็ติดตามไม่ได้ ท่านผู้ไปสู่ปรโลก ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช เมื่อมหาชนพากันถวายบังคม(พระบรมศาสดา) หลีกไปแล้วจึงทูลขอบวชกะพระบรมศาสดา เมื่อพระบรมศาสดาตรัส(ถาม)ว่า ไม่มีหรือใคร ๆ ที่ท่าน
    จะพึงบอกลา จึงกราบทูลว่า น้องชายของข้าพระองค์มีอยู่ พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสว่า ถ้ากระนั้น เธอจงบอกลาเขาเสีย จึงทูลว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วกลับมาบอกข้อความนั่นกะน้องชายว่า พ่อ เจ้าจงปกครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้เถิด ฯ

    ตํ สุตฺวา มหากาโล “ สพฺพํ กิร ปหาย คนฺตพฺพํ, ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ เนว โภคา น ญาตโย อนุคจฺฉนฺติ, กึ เม ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา, มหาชเน วนฺทิตฺวา ปกฺกนฺเต, สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา, สตฺถารา “นตฺถิ เต โกจิ อปโลเกตพฺโพติ วุตฺเต, “กนิฏฺโฐ เม อตฺถิ ภนฺเตติ วตฺวา, “เตนหิ อปโลเกหิ นนฺติ วุตฺเต, “สาธุ ภนฺเตติ อาคนฺตฺวา กนิฏฺฐํ เอตทโวจ “ตาต อิมํ สพฺพํ สาปเตยฺยํ ปฏิปชฺชาติ.

    อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหากาล ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น คิดแล้ว ว่า ได้ยินว่า (อันบุคคล) ละแล้ว (ซึ่งวัตถุ) ทั้งปวง พึงไป, อ.โภคะ ท. ย่อมไม่ไปตามนั่นเทียว อ.ญาติ ท. ย่อมไม่ไปตาม (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ด้วยการอยู่ครอง ซึ่งเรือน, (อ.เรา) จักบวช ดังนี้, ครั้นเมื่อมหาชน ถวายบังคมแล้ว หลีกไปแล้ว, ทูลขอแล้ว ซึ่งการบวช กะพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า อ.ใคร ๆ ผู้อันท่าน พึงอำลา ย่อมไม่มี หรือ ดังนี้ อันพระศาสดา ตรัสแล้ว, กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด ของข้าพระองค์ มีอยู่ ดังนี้, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงอำลา (ซึ่งน้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว , (รับพร้อมแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ มาแล้ว ได้กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) นั่น กะน้องชายผู้น้อยที่สุด ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) จงครอบครอง ซึ่งสมบัติ ทั้งปวง นี้ ดังนี้ ฯ

    มหากาลได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงคิดว่า "นัยว่า คนเราจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป, โภคะ (และ) ญาติทั้งหลาย ย่อมไม่ติดตามบุคคลผู้ไปปรโลกเลย,เราจะต้องการอะไรด้วยการครองเรือน, เราจักบวชละ," เมื่อมหาชนถวายบังคมแล้วหลีกไป, ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา, เมื่อพระศาสดารับสั่งว่า "ผู้ที่ท่านควรลาไร ๆ ไม่มีหรือ ?" ทูลว่า "น้องชายของข้าพระองค์มีพระเจ้าข้า" เมื่อพระองค์ตรัสว่า "ถ้ากระนั้น เธอจงลาเขาเสีย," ทูลรับว่า "ดีละ พระเจ้าข้า" กลับมาบอกน้องชาย ด้งนี้ว่า "พ่อ เจ้าจงปกครองสมบัติทั้งหมดนี้เถิด."

  2. ๒

    จุลลกาลถามว่า ก็พี่เล่า ขอรับ ฯ

    “ตุมฺเห ปน ภาติกาติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุดนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พี่ ก็ อ.ท่าน ท. เล่า ? ดังนี้ ฯ

    ก็พี่เล่า ? ขอรับ.

  3. ๓

    มหากาลตอบว่า พี่จักบวชในสำนักพระบรมศาสดา ฯ

    “อหํ สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ.

    (อ.กุฎุมพีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักบวช ในสำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พี่จักบวชในสำนักของพระศาสดา.

  4. ๔

    เขาอ้อนวอนพี่ชายนั้นด้วยประการต่าง ๆ ก็ไม่สามารถให้กลับ(ใจ)ได้ จึงพูดว่า ดีละ พี่ ขอพี่จงทำตามอัธยาศัยเถิด ฯ

    โส ตํ นานปฺปกาเรหิ ยาจิตฺวา นิวตฺเตตุํ อสกฺโกนฺโต “สาธุ สามิ ยถาชฺฌาสยํ กโรถาติ อาห.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น อ้อนวอนแล้ว (ซึ่งกุฎุมพี) นั้น โดยประการต่าง ๆ ท. ไม่อาจอยู่ เพื่ออัน (ยังกุฎุมพี) ให้กลับได้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.ดีละ , (อ.ท่าน ท.) จงกระทำ ตามอัธยาศัย ดังนี้ ฯ

    เขาอ้อนวอนพี่ชายนั้นด้วยประการต่าง ๆ ก็ไม่อาจให้กลับได้, จึงกล่าวว่า "ดีละพี่ ขอพี่จงทำตามอัธยาศัยเถิด."

  5. ๕

    มหากาลไปบวชในสำนักของพระบรมศาสดาแล้ว ฯ

    มหากาโล คนฺตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิ.

    อ.มหากาล ไปแล้ว บวชแล้ว ในสำนัก ของพระศาสดา ฯ

    มหากาลไปบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว.

  6. ๖

    ฝ่ายจุลลกาลก็(ไป)บวชด้วยหมายใจว่า เราจักชวนพี่ชายสึกเทียวละ ฯ

    “ อหํ ภาติกํ คเหตฺวาว อุปฺปพฺพชิสฺสามีติ จุลฺลกาโลปิ ปพฺพชิ.

    แม้ อ.จุลกาล บวชแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา พาเอาแล้ว ซึ่งพี่ชาย เทียว จักสึก ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายจุลกาลก็ (ไป) บวช ด้วยตั้งในว่า "เราจักชวนพี่ชายสึก."

  7. ๗

    ในกาลต่อมา มหากาล ครั้นได้อุปสมบทแล้ว เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลถามถึงธุระในพระศาสนา เมื่อพระบรมศาสดาตรัสบอกถึงธุระ ๒ อย่างแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถบำเพ็ญคันถธุระได้ เพราะข้าพระองค์บวชเมื่อแก่ แต่จักสามารถบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์ได้ ทูลขอให้พระองค์ตรัสบอกโสสานิกธุดงค์จนถึงความเป็นพระอรหันต์ ครั้นล่วงปฐมยาม เมื่อชนนอนหลับหมดทุกคนแล้ว ไปยังป่าช้า เวลาใกล้รุ่ง เมื่อชนทั้งหมดยังไม่ทันลุกขึ้นเลย ก็กลับมายังวิหาร ฯ

    อปรภาเค มหากาโล อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา สาสเน ธุรานิ ปุจฺฉิตฺวา, สตฺถารา ทฺวีสุ ธุเรสุ กถิเตสุ , “อหํ ภนฺเต มหลฺลกกาเล ปพฺพชิตตฺตา คนฺถธุรํ ปูเรตุํ น สกฺขิสฺสามิ, วิปสฺสนาธุรํ ปน ปูเรสฺสามีติ ยาว อรหตฺตา โสสานิกธุตงฺคํ กถาเปตฺวา, ปฐมยามาติกฺกเม สพฺเพสุ นิทฺทํ โอกฺกนฺเตสุ, สุสานํ คนฺตฺวา ปจฺจูสกาเล สพฺเพสุ อนุฏฺฐิเตสุเยว, วิหารํ อาคจฺฉติ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.มหากาล ได้แล้ว ซึ่งการอุปสมบท เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลถามแล้ว ซึ่งธุระ ท. ในศาสนา, ครั้นเมื่อธุระ ท. ๒ อันพระศาสดา ตรัสแล้ว (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ จักไม่อาจ เพื่ออันยังคันถธุระให้เต็ม เพราะความที่ (แห่งข้าพระองค์) เป็นผู้บวชแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นคนแก่, แต่ว่า อ.ข้าพระองค์ ยังวิปัสสนาธุระ จักให้เต็ม ดังนี้ (ยังพระศาสดา) ให้ตรัสบอกแล้ว ซึ่งธุดงค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าช้าเป็นปกติ เพียงใด แต่พระอรหัต, (ครั้นเมื่อชน ท.) ทั้งปวง ก้าวลงแล้ว สู่ความหลับ ในกาลเป็นที่ก้าวล่วง ซึ่งยามที่หนึ่ง, ไปแล้ว สู่ป่าช้า (ครั้นเมื่อชน ท.) ทั้งปวง ไม่ลุกขึ้นแล้วนั่นเทียว ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งความมืด, ย่อมมา สู่วิหาร ฯ

    ในกาลต่อมา มหากาลได้อุปสมบทแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามถึงธุระในพระศาสนา, เมื่อพระศาสดาตรัสบอกธุระ ๒ อย่างแล้ว, ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่สามารถบำเพ็ญคันถธุระได้ เพราะข้าพระองค์บวชในกาลเป็นคนแก่, แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์" ทูลให้พระองค์ตรัสบอกโสสานิกธุดงค์ จนถึงพระอรหัต, ครั้นล่วงปฐมยาม เมื่อชนนอนหลับหมดทุกคนแล้ว, ไปสู่ป่าช้า เวลาจวนรุ่ง เมื่อชาวทั้งหมด ยังไม่ทันลุกขึ้น(ตื่น) เลย กลับมายังวิหาร.

ภาค ๑ จุลกาลและมหากาล

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๖๔–๖๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระเถระพิจารณาว่า สรีระนี้ เป็นสิ่งกระทำกิเลสไม่ให้มีที่สิ้นสุดแก่ผู้ที่แลดูอยู่ ในบัดเดี๋ยวนี้เอง ถึงความสิ้นไป ถึงความเสื่อมไปแล้ว จึง (กลับ) ไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นไปความเสื่อมไปอยู่ กล่าวคาถาว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่ง สังขารเหล่านั้นเป็นสุขเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ฯ

    เถโร “อิทํ สรีรํ อิทาเนว โอโลเกนฺตานํ อปริยนฺตีกรํ หุตฺวา อิทาเนว ขยปฺปตฺตํ วยปฺปตฺตนฺติ รตฺติฏฺฐานํ คนฺตฺวา นิสีทิตฺวา ขยวยํ สมฺปสฺสมาโน “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน, อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ คาถํ วตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ.

    อ.พระเถระ (กระทำไว้ในใจแล้ว) ว่า อ.สรีระ นี้ เป็นสรีระกระทำซึ่งกิเลสให้เป็นสภาพไม่มีที่สุดรอบ เป็น (แก่ชน ท.) ผู้แลดูอยู่ ในกาลนี้นั่นเทียว เป็นสรีระถึงแล้วซึ่งความสิ้นไป เป็นสรีระถึงแล้วซึ่งความเสื่อมไป (ย่อมเป็น) ในกาลนี้นั่นเทียว ดังนี้ ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่พักในเวลากลางคืน นั่งพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป กล่าวแล้ว ซึ่งคาถา ว่า อ.สังขาร ท. เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง หนอ เป็นธรรมชาติมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา (ย่อมเป็น), อ.สังขาร ท. เหล่าใด เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป, อ.ความเข้าไปสงบวิเศษ แห่งสังขาร ท. เหล่านั้น เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท. ฯ

    พระเถระพิจารณาว่า "สรีระนี้เป็นธรรมชาติทำให้ไม่วายกระสันแก่บุคคลผู้ดูแลอยู่ในบัดเดี๋ยวนี้เอง, แต่บัดนี้ (กลับ) ถึงความสิ้นถึงความเสื่อมไปแล้ว," กลับไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นและความเสื่อมอยู่ กล่าวคาถาว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา, เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข" เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.

  2. ๒

    เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดา มีพระภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จจาริกไปถึงเสตัพยนคร เสด็จเข้าไปยังป่าไม้ประดู่ลาย ฯ

    ตสฺมึ อรหตฺตํ ปตฺเต, สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต จาริกญฺจรมาโน เสตพฺยนครํ คนฺตฺวา สึสปาวนํ ปาวิสิ.

    (ครั้นเมื่อพระเถระชื่อว่ามหากาล) นั้น บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต , อ.พระศาสดา ผู้อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมแล้ว เสด็จเที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริก เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าเสตัพยะ ได้เสด็จเข้าไปแล้ว สู่ป่าแห่งไม้สีเสียด ฯ

    เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว, พระศาสดามีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จจาริกไปยังเสตัพยนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ป่าไม้ประดู่ลาย.

  3. ๓

    พวกภริยาของพระจุลลกาล ได้ยินว่า ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว จึงคิดกันว่า พวกเราจักจับสามีของพวกเรา ดังนี้แล้ว จึงส่ง(คน) ให้ไปทูลนิมนต์พระศาสดา ฯ

    จุลฺลกาลสฺส ภริยาโย “สตฺถา กิร อนุปฺปตฺโตติ สุตฺวา “อมฺหากํ สามิกํ คณฺหิสฺสามาติ เปเสตฺวา สตฺถารํ นิมนฺตาเปสุํ.

    อ.ภรรยา ท. ของพระจุลกาล ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จถึงโดยลำดับแล้ว ดังนี้ (คิดกันแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จักจับ ซึ่งสามี ของเรา ท. ดังนี้ ส่งไปแล้ว (ซึ่งบุรุษ) (ยังบุรุษ) ให้ทูลนิมนต์แล้ว ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พวกภรรยาของพระจุลกาล ได้ยินว่า "ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว," คิดว่า "พวกเราจัก (ช่วยกัน) จับสามีของพวกเรา" ดังนี้แล้ว ส่ง (คน) ไปให้ทูลอาราธนาพระศาสดา.

  4. ๔

    ก็ในสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงคุ้นเคย ควรที่ภิกษุรูปหนึ่งผู้บอกการปูอาสนะจะต้องล่วงหน้าไปก่อน ฯ

    พุทฺธานํ ปน อปริจิตฏฺฐาเน อาสนปญฺญตฺตึ อาจิกฺขนฺเตน เอเกน ภิกฺขุนา ปฐมตรํ คนฺตุํ วฏฺฏติ.

    ก็ อ.อัน อันภิกษุ รูปหนึ่ง ผู้บอกอยู่ ซึ่งการปูลาดซึ่งอาสนะ ไป ก่อนกว่า ในที่ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ไม่ทรงคุ้นเคยแล้ว ย่อมควร ฯ

    ก็ในสถานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงคุ้นเคย ควรที่ภิกษุรูปหนึ่งผู้บอกการปูอาสนะจะต้องล่วงหน้าไปก่อน.

  5. ๕

    เพราะฉะนั้น พระมหากาลเถระ ยืนอยู่ในที่ห่มจีวร จึงส่งพระจุลลกาลไปด้วยสั่งว่า เธอจงล่วงหน้าไปบอกการปูอาสนะ ฯ

    พุทฺธานํ หิ มชฺฌิมฏฺฐาเน อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ตสฺส ทกฺขิณโต สารีปุตฺตตฺเถรสฺส วามโต มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรสฺส ตโต ปฏฺฐาย อุโภสุ ปสฺเสสุ ภิกฺขุสงฺฆสฺส อาสนํ ปญฺญาเปตพฺพํ โหติ; ตสฺมา มหากาลตฺเถโร จีวรปารุปนฏฺฐาเน ฐตฺวา “ตฺวํ ปุรโต คนฺตฺวา อาสนปญฺญตฺตึ อาจิกฺขาหีติ จุลฺลกาลํ เปเสสิ.

    จริงอยู่ อ.อาสนะ เป็นอาสนะ (อันบุคคล) ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะ ในที่อันมีในท่ามกลาง แก่พระพุทธเจ้า ท. พึงปูลาด แก่พระเถระ ชื่อว่าสารีบุตร ข้างขวา (แห่งอาสนะ) นั้น แก่พระเถระชื่อว่ามหาโมคคัลลานะ ข้างซ้าย (แห่งอาสนะ นั้น) แก่หมู่แห่งภิกษุ ในข้าง ท. ทั้ง ๒ จำเดิม (แต่อาสนะ) นั้น ย่อมเป็น ; เพราะเหตุนั้น อ.พระเถระชื่อว่ามหากาล ยืนแล้ว ในที่เป็นที่ห่มซึ่งจีวร ส่งไปแล้ว ซึ่งพระจุลกาล (ด้วยคำ) ว่า อ.ท่าน ไปแล้ว ข้างหน้า จงบอก ซึ่งการปูลาดซึ่งอาสนะ ดังนี้ ฯ

    ก็อาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงให้ปูในที่ท่ามกลาง. อาสนะสำหรับพระสารีบุตรเถระ พึงให้ปูข้างขวา, อาสนะสำหรับพระมหาโมคคัลลานเถระ พึงให้ปูข้างซ้ายแห่งอาสนะของพระพุทธเจ้านั้น, อาสนะสำหรับภิกษุสงฆ์ พึงให้ปูในข้างทั้ง ๒ ถัดจากที่นั้นไป. เพราะฉะนั้น พระมหากาลเถระพักอยู่ในที่ห่มจีวร ส่งพระจุลกาลไปว่า "เธอจงล่วงหน้าไปบอกการปูอาสนะ."

  6. ๖

    พวกคนในเรือน ทำการหัวเราะเล่นกับท่าน จำเดิมแต่เวลาที่พวกเขาเห็นท่าน (แกล้ง) ปูอาสนะต่ำในที่สุดพระสังฆเถระ ลาดอาสนะสูงในที่สุดแห่งพระสังฆนวกะ ฯ

    ตสฺส ทิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย เคหชนา เตน สทฺธึ ปริหาสํ กโรนฺตา นีจาสนานิ สงฺฆตฺเถรโกฏิยํ อตฺถรนฺติ, อุจฺจาสนานิ สงฺฆนวกโกฏิยํ.

    อ.ชนในเรือน ท. กระทำอยู่ ซึ่งการหัวเราะ กับ (ด้วยพระจุลกาล) นั้น ย่อมลาด ซึ่งอาสนะอันต่ำ ท. ในที่สุดแห่งพระเถระในสงฆ์, (ย่อมลาด) ซึ่งอาสนะอันสูง ท. ในที่สุดแห่งภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ จำเดิม แต่กาล (แห่งพระจุลกาล) นั้น (อันชน ท. เหล่านั้น) เห็นแล้ว ฯ

    พวกชนในเรือน ทำการเสสรวลกับท่าน จำเดิมแต่กาลที่พวกเขาเห็นท่าน (แกล้ง) ปูอาสนะต่ำในที่สุดพระสงฆเถระ ปูอาสนะสูงในที่สุดของสังฆนวกะ

  7. ๗

    ฝ่ายพระจุลลกาล ชี้แจงว่า พวกท่านอย่าทำอย่างนี้ จงปูอาสนะสูงในที่สูง จงปูอาสนะต่ำในที่ต่ำ ฯ

    อิตโร “มา เอวํ กโรถ, อุจฺจาสนานิ อุปริ ปญฺญาเปถ, นีจาสนานิ เหฏฺฐาติ อาห.

    (อ.พระจุลกาล) นอกนี้ กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จงอย่า กระทำ อย่างนี้, (อ.ท่าน ท.) จงปูลาด ซึ่งอาสนะอันสูง ท. ในเบื้องบน, (อ.ท่าน ท. จงปูลาด) ซึ่งอาสนะต่ำ ท. ในภายใต้ ดังนี้ ฯ

    พระจุลกาลนอกนี้ ชี้แจงว่า "พวกเจ้าจงอย่าทำอย่างนั้น, จงปูอาสนะสูงในที่สูง ปูอาสนะต่ำในที่ต่ำ."

  8. ๘

    พวกผู้หญิง ทำทีเป็นไม่ได้ยินคำพูดของท่าน (รุมกัน) พูดว่า ท่านเที่ยวไปทำอะไรอยู่ ไม่ควรเลยใช่ไหม (กับ) การปูลาดอาสนะสำหรับท่าน ท่านลาใครบวช ท่านเป็นผู้ที่ใครอนุญาตให้บวช เพราะเหตุไร ท่านจึงมา ณ ที่นี้ แล้วช่วยกันชิง(ฉุด) ผ้านุ่งผ้าห่ม(สบงและจีวร) ออก ให้นุ่งผ้าขาวแล้ววาง (สวม) เทริดมาลาบนศีรษะแล้วส่งไปด้วยสั่งว่า
    ท่านจงไปนำพระศาสดามา พวกเราจักปูลาด (เอง) ฯ

    อิตฺถิโย ตสฺส วจนํ อสุณนฺติโย วิย “ตฺวํ กึ กโรนฺโต วิจรสิ? กึ ตว อาสนานิ ปญฺญาเปตุํ น วฏฺฏติ? ตฺวํ กํ อาปุจฺฉิตฺวา ปพฺพชิโต? เกน ปพฺพชาปิโตสิ? กสฺมา อิธาคโตสีติ วตฺวา นิวาสนปารุปนํ อจฺฉินฺทิตฺวา เสตกานิ วตฺถานิ นิวาเสตฺวา สีเส มาลาจุมฺพฏกํ ฐเปตฺวา “คจฺฉ ตฺวํ, สตฺถารํ อาเนหิ; มยํ อาสนานิ ปญฺญาเปสฺสามาติ ปหิณึสุ.

    อ.หญิง ท. เป็นราวกะว่า ไม่ฟังอยู่ ซึ่งคำ (ของพระจุลกาล) นั้น เป็น กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ย่อมเที่ยวไป กระทำอยู่ ซึ่งอะไร ? อ.อัน อันท่าน ปูลาด ซึ่งอาสนะ ท. ย่อมไม่ควร หรือ ? อ.ท่าน อำลาแล้ว ซึ่งใคร เป็นผู้บวชแล้ว (ย่อมเป็น) ? อ.ท่าน เป็นผู้ อันใคร ให้บวชแล้ว ย่อมเป็น ? อ.ท่าน เป็นผู้มาแล้ว (ในที่) นี้ ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ แย่งชิงเอาแล้ว ซึ่งผ้าเป็นเครื่องนุ่งและผ้าเป็นเครื่องห่ม (ยังพระจุลกาล) ให้นุ่งแล้ว ซึ่งผ้า ท. อันขาว วางแล้ว ซึ่งเทริดอันเป็นวิการแห่งระเบียบ บนศีรษะ ส่งไปแล้ว (ด้วยคำ) ว่า อ.ท่าน จงไป, (อ.ท่าน) จงนำมา ซึ่งพระศาสดา ; อ.เรา ท. จักปูลาด ซึ่งอาสนะ ท. ดังนี้ ฯ

    พวกหญิง ทำทีเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของท่าน รุมกันว่า "ท่านเที่ยวทำอะไรอยู่ ? หน้าที่ให้ปูอาสนะไม่สมควรแก่ท่านหรือ ? ท่านลาใครบวช ? ท่าน ใครเป็นผู้ยอมให้บวช ? มาในที่นี้ทำไม ? ดังนี้แล้ว ช่วยกันฉุดสบงและจีวรออกแล้ว ให้นุ่งผ้าขาว สวมเทริดมาลาบนศีรษะแล้วส่งไปด้วยคำว่า "เธอจงไปนำเสด็จพระศาสดามา, พวกข้าพเจ้าจะปูอาสนะ."

  9. ๙

    จุลลกาลนั้น ดำรงอยู่ในความเป็นภิกษุไม่นานนัก ยังไม่ได้พรรษาเลย ก็สึก จึงไม่รู้สึกละอาย เพราะฉะนั้น เขาจึงมิได้มีความรังเกียจด้วยอากัปกิริยานั้นเลย ไปถวายบังคมพระศาสดาพาภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมา ฯ

    โส นจิรํ ภิกฺขุภาเว ฐตฺวา อวสฺสิโกว อุปฺปพฺพชิตฺวา ลชฺชิตุํ น ชานาติ; ตสฺมา เตน อากปฺเปน นิราสงฺโกว คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ อาทาย อาคโต.

    (อ.พระจุลกาล) นั้น ดำรงอยู่แล้ว ในความเป็นแห่งภิกษุ สิ้นกาลไม่นาน ผู้ไม่มีกาลฝนเทียว สึกแล้ว ย่อมไม่รู้ เพื่ออันละอาย ; เพราะเหตุนั้น (อ.จุลกาลนั้น) ผู้มีความรังเกียจออกแล้ว ด้วยมรรยาท นั้น เทียว ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา พาเอาแล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข มาแล้ว ฯ

    จุลกาล ดำรงอยู่ในภาวะแห่งภิกษุ สิ้นกาลไม่นาน ยังไม่ทันได้พรรษา ก็สึก จึงไม่รู้สึกอาย, เพราะฉะนั้น เขาจึงหมดความรังเกียจ ด้วยอากัปปะนั้นเสียทีเดียว ไปถวายบังคมพระศาสดาแล้วพาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมา.

  10. ๑๐

    ก็ในเวลาเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ พวกภริยาของพระมหากาลคิดกันว่า หญิงพวกนี้รุมจับ(สึก) สามีของตนได้ พวกเราก็จักจับ(สึก) สามีของเราบ้าง จึงนิมนต์พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปน ภตฺตกิจฺจาวสาเน มหากาลสฺส ภริยาโย “อิมาหิ อตฺตโน สามิโก คหิโต, มยํปิ อมฺหากํ สามิกํ คณฺหิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา ปุนทิวสตฺถาย สตฺถารํ นิมนฺตยึสุ.

    ก็ ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร ของหมู่แห่งภิกษุ อ.ภรรยา ท. ของพระเถระชื่อว่ามหากาล คิดแล้ว ว่า อ.สามี ของตน อันหญิง ท. เหล่านี้ จับแล้ว, แม้ อ.เรา ท. จักจับ ซึ่งสามี ของเรา ท. ดังนี้ ทูลนิมนต์แล้ว ซึ่งพระศาสดา เพื่อประโยชน์ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ก็ในกาลเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ พวกภรรยาของพระมหากาลคิดกันว่า "หญิงพวกนี้ รุมจับสามีของตนได้ พวกเราก็จักจับสามีของพวกเราบ้าง" จึงให้นิมนต์พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น.

ภาค ๑ จุลกาลและมหากาล

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๖๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ในกาลนั้น ภิกษุรูปอื่น ได้ไปเพื่อจัดให้ปูลาดอาสนะ ฯ

    ตทา ปน อาสนปญฺญาปนตฺถํ อญฺโญ ภิกฺขุ อคมาสิ.

    ก็ ในกาลนั้น อ.ภิกษุ รูปอื่น ได้ไปแล้ว เพื่ออันปูลาดซึ่งอาสนะ ฯ

    ก็ในกาลนั้น ภิกษุรูปอื่นได้ไป (ชี้แจง) ให้ปูอาสนะ.

  2. ๒

    พวกนางหาโอกาสไม่ได้ในขณะนั้น นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้นั่งแล้ว ได้ถวายภิกษา ฯ

    ตา ตสฺมึ ขเณ โอกาสํ อลภิตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ อทํสุ.

    (อ.หญิง ท.) เหล่านั้น ไม่ได้แล้ว ซึ่งโอกาส ในขณะ นั้น ยังหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ได้ถวายแล้ว ซึ่งภิกษา ฯ

    หญิงเหล่านั้นไม่ได้โอกาสในขณะนั้น อาราธนาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้นั่งแล้ว ได้ถวายภิกษา.

  3. ๓

    ก็จุลลกาลมีภรรยา ๒ คน มัชฌิมกาลมี ๔ คน มหากาลมี ๘ คน ฯ

    จุลฺลกาลสฺส ปน เทฺว ภริยาโย, มชฺฌิมกาลสฺส จตสฺโส, มหากาลสฺส อฏฺฐ.

    ก็ อ.ภรรยา ท. ๒ ของจุลกาล (มีอยู่), อ.ภรรยา ท. ๔ ของมัชฌิมกาล (มีอยู่), อ.ภรรยา ท. ๘ ของพระเถระชื่อว่ามหากาล (มีอยู่) ฯ

    ก็จุลกาลมีภรรยา ๒ คน มัชฌิมกาลมี ๔ คน, มหากาลมี ๘ คน.

  4. ๔

    ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย ใคร่จะทำภัตกิจ ได้นั่งทำภัตกิจแล้ว (พวก) ที่ปรารถนาจะไปภายนอก ก็ได้ลุกไปแล้ว ฯ

    ภิกฺขูปิ ภตฺตกิจฺจํ กาตุกามา นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจมกํสุ, พหิ คนฺตุกามา อุฏฺฐาย อคมํสุ.

    แม้ อ.ภิกษุ ท. ผู้ใคร่เพื่ออันกระทำ ซึ่งกิจด้วยภัตร นั่งแล้ว ได้กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร , (อ.ภิกษุ ท.) ผู้ใคร่เพื่ออันไป ในภายนอก ลุกขึ้นแล้ว ได้ไปแล้ว ฯ

    ฝ่ายภิกษุทั้งหลายใคร่ทำภัตกิจ ได้นั่งทำภัตกิจแล้ว. พวกที่ใคร่ไปภายนอก ก็ได้ลุกไปแล้ว.

  5. ๕

    ส่วน พระศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจ ฯ

    สตฺถา ปน นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กริ.

    ส่วนว่า อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ทรงกระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ฯ

    ส่วนพระศาสดาประทับนั่งทรงทำภัตกิจ.

  6. ๖

    ในกาลเสร็จภัตกิจของพระองค์ หญิงเหล่านั้นทูลว่า พระเจ้าข้า พระมหากาล (อยู่) ทำอนุโมทนาแก่พวกข้าพระองค์ (เสร็จ) แล้วจึงจักไป ขอพระองค์เสด็จล่วงหน้าไปก่อนเถิด ฯ

    ตสฺส ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ตา อิตฺถิโย “ภนฺเต มหากาโล อมฺหากํ อนุโมทนํ กตฺวา คมิสฺสติ, ตุมฺเห ปุรโต คจฺฉถาติ วทึสุ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งกิจด้วยภัตร (ของพระศาสดา) นั้น อ.หญิง ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระเถระชื่อว่ามหากาล กระทำแล้ว ซึ่งอนุโมทนา แก่หม่อมฉัน ท. จักไป, อ.พระองค์ ท. ขอจงเสด็จไป ข้างหน้า ดังนี้ ฯ

    ในกาลเสร็จภัตกิจของพระองค์ หญิงเหล่านั้น ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหากาลทำอนุโมทนาแก่พวกข้าพระองค์แล้ว จึงจักไป, ขอพระองค์เสด็จไปก่อนเถิด."

  7. ๗

    พระศาสดาตรัสว่า ดีละ ได้เสด็จล่วงหน้าไปแล้ว ฯ

    สตฺถา “สาธูติ วตฺวา ปุรโต อคมาสิ.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ได้เสด็จไปแล้ว ข้างหน้า ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า ได้ละ ได้เสด็จล่วงหน้าไปแล้ว.

  8. ๘

    ภิกษุสงฆ์ พอถึงประตูบ้านก็ยกโทษว่า ชื่อไฉน พระศาสดาทรงทำเช่นนี้นี่ พระองค์ทรงทราบแล้วจึงทำหรือหนอ หรือว่า ไม่ทรงทราบแล้วทำลงไป วันวาน อันตรายแห่งบรรพชาเกิดแล้วแก่จุลลกาล เพราะท่านล่วงหน้าไปก่อน วันนี้ อันตรายมิได้มี เพราะรูปอื่นล่วงหน้าไป บัดนี้ รับสั่งให้พระมหากาลกลับไปแล้วเสด็จมา ก็แล ภิกษุ ผู้มีศีล เพียบพร้อมด้วยอาจาระเหล่านางจักกระทำอันตรายแห่งบรรพชาแก่ท่านเสียละกระมัง ฯ

    คามทฺวารํ ปตฺวา ภิกฺขุสงฺโฆ อุชฺฌายิ “กินฺนาเมตํ สตฺถารา กตํ, ญตฺวา นุ โข กตํ อุทาหุ อชานิตฺวา?, หิยฺโย จุลฺลกาลสฺส ปุรโต คตตฺตา ปพฺพชฺชนฺตราโย ชาโต, อชฺช อญฺญสฺส ปุรโต คตตฺตา อนฺตราโย นาโหสิ, อิทานิ สตฺถา มหากาลํ นิวตฺเตตฺวา อาคโต, สีลวา โข ปน ภิกฺขุ อาจารสมฺปนฺโน; กริสฺสนฺติ นุ โข ตสฺส ปพฺพชฺชนฺตรายนฺติ.

    อ.หมู่แห่งภิกษุ ถึงแล้ว ซึ่งประตูแห่งบ้าน ยกโทษแล้ว ว่า (อ.กรรม) นั่น ชื่อ อะไร อันพระศาสดา ทรงกระทำแล้ว, (อ.กรรมนั่น อันพระศาสดา) ทรงทราบแล้ว ทรงกระทำแล้ว หรือหนอ แล หรือว่า (อ.กรรม นั่น อันพระศาสดา) ไม่ทรงทราบแล้ว (ทรงกระทำแล้ว) ?, อ.อันตรายแห่งการบวช เกิดแล้ว ในวันวาน เพราะความที่ แห่ง จุลกาล เป็นผู้ไปแล้ว ข้างหน้า , ในวันนี้ อ.อันตราย ไม่ได้มีแล้ว เพราะความที่ (แห่งภิกษุ) รูปอื่น เป็นผู้ไปแล้ว ข้างหน้า, ในกาลนี้ อ.พระศาสดา ทรงยัง พระเถระชื่อว่ามหากาล ให้กลับแล้ว เสด็จมาแล้ว, ก็ อ.ภิกษุ เป็นผู้มีศีล แล เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยมรรยาท (ย่อมเป็น) ; (อ.หญิง ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ซึ่งอันตรายแห่งการบวช (แก่พระเถระชื่อว่ามหากาล) นั้น หรือหนอ แล ดังนี้ ฯ

    ครั้นถึงประตูบ้าน ภิกษุสงฆ์ ก็ยกโทษว่า "ทำไม พระศาสดา จึงทรงทำเช่นนี้นี่ ? พระองค์ทรงทราบแล้ว จึงทรงทำ หรือไม่ทรงทราบแล้วทรงทำหนอ ? วานนี้ อันตรายแห่งบรรพชา เกิดขึ้นแก่จุลกาล เพราะการล่วงหน้าไปก่อน, วันนี้ อันตรายมิได้มี เพราะภิกษุอื่นล่วงหน้าไปก่อน , บัดนี้ พระศาสดา รับสั่งให้พระมหากาลยับยั้งอยู่แล้ว เสด็จมา, ก็ภิกษุผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระ หญิงเหล่านั้นจักทำอันตรายแห่งบรรพชา แก่พระมหากาลนั้นได้ละหรือ ?"

ภาค ๑ พระเทวทัต

ภาค ๑ พระเทวทัต

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๒ หน้า ๗๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระอัครสาวกทั้ง ๒ พาบริวารของตน องค์ละ ๕๐๐ รูป ไปกราบทูลลาพระบรมศาสดาแล้ว ได้ไปจากพระเชตวันมหาวิหาร สู่พระนครราชคฤห์ ฯ

    เอกสฺมึ หิ สมเย เทฺว อคฺคสาวกา ปญฺจสเต ปญฺจสเต อตฺตโน ปริวาเร อาทาย สตฺถารํ อาปุจฺฉิตฺวา เชตวนโต ราชคหํ อคมํสุ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในสมัย หนึ่ง อ.พระอัครสาวก ท. ๒ พาเอาแล้ว ซึ่งบริวาร ท. ของตน ผู้มีร้อยห้าเป็นประมาณ ผู้มีร้อยห้าเป็นประมาณ ทูลลาแล้ว ซึ่งพระศาสดา ได้ไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ จากพระเชตวัน ฯ

    ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระอัครสาวกทั้ง ๒ พาบริวารของตน องค์ละ ๕๐๐ รูป ไปทูลลาพระศาสดาแล้ว ได้ไปจากพระเชตวันสู่กรุงราชคฤห์.

  2. ๒

    ชาวพระนครราชคฤห์รวมกัน ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง มากคนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว ฯ

    ราชคหวาสิโน เทฺวปิ ตโยปิ พหูปิ เอกโต หุตฺวา อาคนฺตุกทานํ อทํสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์โดยปกติ ๒ บ้าง ๓ บ้าง มากบ้าง เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน เพื่อภิกษุผู้จรมา ฯ

    ชาวกรุงราชคฤห์ รวมเป็นพวกเดียวกัน ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง หลายคนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทาน.

  3. ๓

    ต่อมาวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะทำการอนุโมทนา ได้แสดง
    ธรรมอย่างนี้ว่า อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนย่อมถวายทานด้วยตนเอง (แต่) ไม่ชักชวนคนอื่น บุคคลผู้นั้นย่อมได้โภคสมบัติ (แต่) ย่อมไม่ได้บริวารสมบัติในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ บุคคลบางคนย่อมชักชวนคนอื่น (แต่)ตนเองไม่ถวายทาน บุคคลผู้นั้น ย่อมได้บริวารสมบัติ (แต่)ย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ บุคคลบางคนทั้งตนเองก็ไม่ถวายทาน ทั้งคนอื่นก็ไม่ชักชวน บุคคลผู้นั้น ย่อมไม่ได้อาหารแม้เพียงข้าวปลายเกรียนพออิ่มท้อง เป็นคนอนาถา หาผู้ช่วยเหลือมิได้ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ บุคคลบางคนทั้งตนเองก็ถวายทาน ทั้งชักชวนคนอื่น บุคคลผู้นั้น ย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ทั้งบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ ใน ๑๐๐ อัตภาพบ้าง ใน ๑,๐๐๐ อัตภาพบ้าง ใน ๑๐๐,๐๐๐ อัตภาพบ้าง ฯ

    อเถกทิวสํ อายสฺมา สารีปุตฺโต อนุโมทนํ กโรนฺโต “อุปาสกา เอโก สยํ ทานํ เทติ, ปรํ น สมาทเปติ; โส นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทํ ลภติ, โน ปริวารสมฺปทํ, เอโก ปรํ สมาทเปติ, สยํ น เทติ; นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน ปริวารสมฺปทํ ลภติ, โน โภคสมฺปทํ, เอโก สยํปิ น เทติ, ปรํปิ น สมาทเปติ; โส นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน กญฺชิกมตฺตํปิ กุจฺฉิปูรํ น ลภติ, อนาโถ โหติ นิปฺปจฺจโย, เอโก สยํปิ เทติ, ปรํปิ สมาทเปติ; โส นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน อตฺตภาวสเตปิ อตฺตภาวสหสฺเสปิ อตฺตภาวสตสหสฺเสปิ โภคสมฺปทญฺเจว ปริวารสมฺปทญฺจ ลภตีติ เอวํ ธมฺมํ เทเสสิ.

    ครั้งนั้นในวันหนึ่ง อ.พระสารีบุตร ผู้มีอายุ เมื่อกระทำ ซึ่งการอนุโมทนา แสดงแล้ว ซึ่งธรรม อย่างนี้ ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. (อ.บุคคล) คนหนึ่ง ย่อมถวาย ซึ่งทาน เอง, ย่อมไม่ชักชวน (ซึ่งบุคคล) อื่น; (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมด้วยโภคะ, ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมด้วยบริวาร ในที่แห่งตนทั้งบังเกิดแล้วทั้งบังเกิดแล้ว, (อ.บุคคล) คนหนึ่ง ย่อมชักชวน (ซึ่งบุคคล) อื่น, ย่อมไม่ถวาย เอง, (อ.บุคคลนั้น) ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมด้วยบริวาร, ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมด้วยโภคะ ในที่แห่งตนทั้งบังเกิดแล้วทั้งบังเกิดแล้ว, (อ.บุคคล) คนหนึ่ง ย่อมไม่ถวาย แม้เอง, ย่อมไม่ชักชวน (ซึ่งบุคคล) แม้อื่น; (อ.บุคคล) นั้น ย่อมไม่ได้ (ซึ่งวัตถุ) อันยังท้องให้เต็ม แม้สักว่าข้าวปลายเกรียน, เป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง เป็นผู้มีปัจจัยออกแล้ว ย่อมเป็น ในที่แห่งตนทั้งบังเกิดแล้วทั้งบังเกิดแล้ว, (อ.บุคคล) คนหนึ่ง ย่อมถวาย แม้เอง, ย่อมชักชวน (ซึ่งบุคคล) แม้อื่น; (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมด้วยโภคะด้วยนั่นเทียว ซึ่งความถึงพร้อมด้วยบริวารด้วย ในร้อยแห่งอัตภาพบ้าง ในพันแห่งอัตภาพบ้าง ในแสนแห่งอัตภาพบ้าง ในที่ (แห่งตน) ทั้งบังเกิดแล้วทั้งบังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรเมื่อจะทำอนุโมทนา แสดงธรรมอย่างนี้ว่า "อุบาสิกาทั้งหลาย ทายกคนหนึ่งถวายทานด้วยตนเอง (แต่) ไม่ชักชวนคนอื่น, ทายกนั้น ย่อมได้โภคสมบัติในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ, (แต่) ไม่ได้บริวารสมบัติ, คนหนึ่งชักชวนคนอื่น, ส่วนตนเองไม่ถวาย, ผู้นั้น ย่อมได้บริวารสมบัติในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ, (แต่) ไม่ได้โภคสมบัติ , คนหนึ่งแม้ตนเองก็ไม่ได้ถวาย, แม้คนอื่นก็ไม่ชักชวน, ผู้นั้น ย่อมไม่ได้แม้วัตถุมาตาว่าข้าวปลายเกรียนพออิ่มท้อง ย่อมเป็นอนาถา หาปัจจัยมิได้ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ, คนหนึ่งทั้งตนเองก็ถวาย, ทั้งชักชวนคนอื่น, ผู้นั้น ย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ทั้งบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ สิ้นร้อยอัตภาพบ้าง พันอัตภาพบ้าง แสนอัตภาพบ้าง."

  4. ๔

    ชายผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง ฟังธรรมเทศนานั้นแล้วคิดว่า ธรรมเทศนานี้ น่าอัศจรรย์แท้พระสารีบุตรผู้เป็นเจ้า กล่าวเหตุแห่งความสุขแล้ว เราสมควรทำกรรมที่ให้สำเร็จสมบัติ ๒ ประการเหล่านี้ ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระเถระว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญวันพรุ่งนี้ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรับภิกษาของกระผมด้วยเถิด ฯ

    ตเมโก ปณฺฑิตปุริโส สุตฺวา “อจฺฉริยา วต โภ ธมฺมเทสนา, สุขการณํ กถิตํ; มยา อิมาสํ ทฺวินฺนํ สมฺปตฺตีนํ นิปฺผาทนกกมฺมํ กาตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา “ ภนฺเต เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ เถรํ นิมนฺเตสิ.

    อ.บุรุษผู้ฉลาด คนหนึ่ง ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น คิดแล้ว ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ อ.พระธรรมเทศนา น่าอัศจรรย์ หนอ, อ.เหตุแห่งความสุข (อันพระเถระ) กล่าวแล้ว, อ.อัน อันเรา กระทำ ซึ่งกรรมเป็นเหตุยัง สมบัติ ท. ๒ เหล่านี้ ให้สำเร็จ ย่อมควร ดังนี้ นิมนต์แล้ว ซึ่งพระเถระ (ด้วยคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงรับ ซึ่งภิกษา ของกระผม ในวันพรุ่ง ดังนี้ ฯ

    บุรุษผู้บัณฑิตคนหนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า "ท่านผู้เจริญ พระธรรมเทศนาน่าอัศจรรย์นัก, พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตร กล่าวเหตุแห่งความสุข, เราทำกรรมอันยังสมบัติทั้ง ๒ เหล่านี้ให้สำเร็จ ย่อมสมควร" ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระเถระว่า "ท่านขอรับ พรุ่งนี้ ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายรับภิกษาของผมเถิด."

ภาค ๑ พระเทวทัต

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๑ หน้า ๗๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสกพูดว่า ถ้ากระนั้น พวกเราจักประชุมหุงต้มรวมกันในที่แห่งเดียวกัน ขอทุก ๆ คนจงรวบรวมวัตถุต่างๆ มีน้ำมัน งา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อยเป็นต้น ดังนี้แล้วให้รวม (สิ่งของ) ไว้ในที่แห่งเดียวกัน ฯ

    อุปาสโก “เตนหิ เอกสฺมึ ฐาเน สมาคมํ กตฺวา เอกโตว ปจิสฺสาม, สพฺเพ เตลติลตณฺฑุลสปฺปิผาณิตาทีนิ สมาหรถาติ เอกสฺมึ ฐาเน สมาหราเปสิ.

    อ.อุบาสก (กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.เรา ท. กระทำแล้ว ซึ่งการมาพร้อมกัน ในที่ แห่งหนึ่ง จักหุงต้ม โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว , (อ.ท่าน ท.) ทั้งปวง จงนำมาพร้อม (ซึ่งวัตถุ ท.) มีน้ำมันและงาและข้าวสารและเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ดังนี้ (ยังมนุษย์ ท.) ให้นำมาพร้อมแล้ว ในที่ แห่งหนึ่ง ฯ

    อุบาสกกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น เราทั้งหลาย จักประชุมหุงต้มรวมกันในที่แห่งเดียว, ขอท่านทุก ๆ คน จงรวบรวมวัตถุต่าง ๆ มีน้ำมัน งา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อยเป็นต้น" ดังนี้แล้ว ให้รวม (สิ่งของ) ไว้ในที่แห่งหนึ่ง.

  2. ๒

    ทีนั้น กุฎุมพีผู้หนึ่งให้ผ้ากาสาวะอันนำมาจากแคว้นคันธาระซึ่งมีค่าแสนหนึ่งแก่อุบาสกนั้นแล้ว สั่งว่า ถ้าทานวัฏฏ์ของท่านยังไม่เพียงพอไซร้ ท่านพึงจำหน่ายผ้าผืนนี้ให้ครบส่วนที่บกพร่อง ถ้าเพียงพอ ท่านพึงถวาย (ผ้าผืนนี้) แก่ภิกษุรูปที่ท่านปรารถนา ฯ

    อถสฺส เอโก กุฏุมฺพิโก สตสหสฺสคฺฆนกํ คนฺธารกาสาววตฺถํ ทตฺวา “สเจ เต ทานวฏฺฏํ นปฺปโหติ, อิทํ วิสฺสชฺเชตฺวา, ยทูนํ, ตํ ปูเรยฺยาสิ; สเจ ปโหติ, ยสฺส อิจฺฉสิ; ตสฺส ภิกฺขุโน ทเทยฺยาสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.กุฎุมพี คนหนึ่ง ให้แล้ว ซึ่งผ้าอันบุคคลย้อมแล้วด้วยน้ำฝาดอันบุคคลนำมาแล้ว จากแคว้นชื่อว่า คันธาระ อันมีแสนหนึ่งเป็นราคา (แก่อุบาสก) นั้น กล่าวแล้วว่า ถ้าว่า (อ.วัตถุ) อันเป็นไปในทาน ของท่าน ย่อมไม่เพียงพอ ไซร้, (อ.ท่าน) สละแล้ว (ซึ่งผ้าอันบุคคลย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด) นี้, อ.วัตถุใด เป็นของพร่อง ย่อมเป็น, (ยังวัตถุ) นั้น พึงให้เต็ม; ถ้าว่า (อ.วัตถุ อันเป็นไปในทาน) ย่อมเพียงพอ ไซร้, (อ.ท่าน) ย่อมปรารถนา (เพื่ออันถวาย) (แก่ภิกษุ) รูปใด พึงถวาย (แก่ภิกษุ) (รูป) นั้น ดังนี้ ฯ

    ที่นั้น กุฎุมพีผู้หนึ่ง ให้ผ้ากาสาวะอันนำมาจากแคว้นคันธาระซึ่งมีค่าแสนหนึ่ง แก่อุบาสกนั้นแล้ว สั่งว่า "ถ้าทานวัตรของท่านยังไม่เพียงพอไซร้, ท่านพึงจ่ายผ้าผืนนี้ให้ครบส่วนที่บกพร่อง, ถ้าทานวัตรของท่านเพียงพอไซร้ ท่านพึงถวาย (ผ้าผืนนี้) แก่ภิกษุรูปที่ท่านปรารถนา."

  3. ๓

    ในกาลนั้น ทานวัฏฏ์ทุก ๆ อย่างของอุบาสกนั้นเพียงพอแล้ว อะไร ๆ ชื่อว่าบกพร่องมิได้มีแล้ว ฯ

    ตทา ตสฺส สพฺพํ ทานวฏฺฏํ ปโหสิ, กิญฺจิ อูนนฺนาม นาโหสิ.

    ในกาลนั้น อ.วัตถุอันเป็นไปในทาน ทั้งปวง (ของอุบาสก) นั้น เพียงพอแล้ว, (อ.วัตถุ) อะไร ๆ ชื่อว่า เป็นของพร่อง ไม่ได้มีแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น ทานวัตรทุก ๆ อย่างของอุบาสกนั้นเพียงพอแล้ว, อะไร ๆ ชื่อว่าบกพร่องมิได้มี,

  4. ๔

    อุบาสกนั้นจึงถามมนุษย์ทั้งหลายว่า ผ้ากาสาวะอันหาค่ามิได้ผืนนี้ อันกุฎุมพีผู้หนึ่งกล่าวอย่างนี้มอบให้ไว้ ทานวัฏฏ์ก็มีเหลือเฟือแล้ว พวกเราจะถวายผ้ากาสาวะผืนนี้แก่ท่านรูปไหนเล่า ? บางพวกบอกว่า ถวายแก่พระสารีบุตรเถระ ฯ

    โส มนุสฺเส ปุจฺฉิ “อิทํ อนคฺฆกาสาวํ เอเกน กุฏุมฺพิเกน เอวํ นาม วตฺวา ทินฺนํ, ทานวฏฺฏํ อติเรกํ ชาตํ, กสฺสิทํ เทมาติ. เอกจฺเจ “สารีปุตฺตตฺเถรสฺสาติ อาหํสุ.

    (อ.อุบาสก) นั้น ถามแล้ว ซึ่งมนุษย์ ท. ว่า อ.ผ้ากาสาวะอันมีค่าหามิได้ นี้ อันกุฎุมพี คนหนึ่ง กล่าวแล้ว ชื่อ อย่างนี้ ให้แล้ว, (อ.วัตถุ) อันเป็นไปในทาน เป็นของยิ่งเกิน เกิดแล้ว, อ.เรา ท. จะถวาย ซึ่งผ้านี้ แก่ใคร ดังนี้ ฯ (อ.ชน ท.) บางพวก กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา ท. จะถวาย ซึ่งผ้านี้) แก่พระเถระชื่อว่าสารีบุตร ดังนี้ ฯ

    อุบาสกนั้นจึงถามมนุษย์ทั้งหลายว่า "ผ้ากาสาวะอันหาค่ามิได้ผืนนี้ อันกุฎุมพีผู้หนึ่ง กล่าวอย่างนี้แล้วมอบให้ไว้, ทานวัตร (ของพวกเรา) ก็มีเหลือเฟือแล้ว, เราทั้งหลายจะถวายผ้ากาสาวะผืนนี้แก่ท่านรูปไหนเล่า ?" บางพวกกล่าวว่า "ถวายแก่พระสารีบุตรเถระ."

  5. ๕

    บางพวกพูดว่า พระเถระมักมาในเวลาข้าวกล้าแก่แล้วก็ไป พระเทวทัตเป็นสหายในกาลมงคลและอวมงคลทั้งหลายของพวกเรา ดำรงอยู่เป็นนิตย์เหมือนหม้อน้ำ พวกเราจะถวายผ้าผืนนี้แก่ท่าน ฯ

    เอกจฺเจ “เถโร สสฺสปริปากสมเย อาคนฺตฺวา คมนสีโล; เทวทตฺโต อมฺหากํ มงฺคลามงฺคเลสุ สหาโย อุทกมณิโก วิย นิจฺจํ ปติฏฺฐิโต, ตสฺส ตํ เทมาติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) บางพวก กล่าวแล้ว ว่า อ.พระเถระ เป็นผู้มีการ มาแล้ว ในสมัยเป็นที่แก่รอบแห่งข้าวกล้า ไปเป็นปกติ (ย่อมเป็น); อ.พระเทวทัต เป็นสหาย ในงานมงคลและมิใช่มงคล ท. ของเรา ท. (เป็น) ดำรงอยู่แล้ว เนืองนิตย์ ราวกะ อ.หม้อแห่งน้ำ, (อ.เรา ท.) จะถวาย (ซึ่งผ้า) นั้น (แก่พระเทวทัต) นั้น ดังนี้ ฯ

    บางพวกกล่าวว่า "พระเถระมักมาในเวลาข้าวกล้าแก่ แล้วก็ไป, พระเทวทัตเป็นสหายในการมงคลและอวมงคลทั้งหลายของพวกเรา ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เหมือนหม้อน้ำ, พวกเราจะถวายผ้าผืนนั้นแก่ท่าน,"

  6. ๖

    แม้เมื่อถ้อยคำเป็นไปหลายทาง พวกที่กล่าวว่า ควรถวายแก่พระเทวทัต ได้มีจำนวนมากกว่า ฯ

    สมฺพหุลิกาย กถายปิ “เทวทตฺตสฺส ทาตพฺพนฺติ วตฺตาโร พหุตรา อเหสุํ.

    แม้ครั้นเมื่อวาจาเป็นเครื่องกล่าว เป็นวาจามีมากพร้อม (มีอยู่) (อ.ชน ท.) ผู้กล่าว ว่า (อ.ผ้า อันเรา ท.) ควรถวาย แก่พระเทวทัต ดังนี้ เป็นผู้มากกว่า ได้เป็นแล้ว ฯ

    แม้เมื่อถ้อยคำเป็นไปหลายทาง (อย่างนั้น), พวกที่กล่าวว่า "ควรถวายแก่พระเทวทัต" ได้มีจำนวนมากกว่า.

  7. ๗

    เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเขาจึงได้ถวายผ้ากาสาวะผืนนั้นแก่พระเทวทัต ฯ

    อถ นํ เทวทตฺตสฺส อทํสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) ได้ถวายแล้ว (ซึ่งผ้า) นั้น แก่พระเทวทัต ฯ

    เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเขาจึงได้ถวายผ้ากาสาวะนั้นแก่พระเทวทัต.

  8. ๘

    พระเทวทัตนั้นตัดผ้านั้นแล้ว เย็บ ย้อม นุ่งห่มเที่ยวไป ฯ

    โส ตํ ฉินฺทิตฺวา สิพฺพิตฺวา รชิตฺวา นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา วิจรติ.

    (อ.พระเทวทัต) นั้น ตัดแล้ว (ซึ่งผ้า) นั้น เย็บแล้ว ย้อมแล้ว นุ่งแล้ว ห่มแล้ว ย่อมเที่ยวไป ฯ

    พระเทวทัตนั้น ตัดผ้านั้นแล้ว เย็บ ย้อม นุ่งห่มเที่ยวไป

  9. ๙

    พวกมนุษย์เห็นท่านแล้วจึงพูดว่า ผ้าผืนนี้หาสมควรแก่พระเทวทัตไม่ ควรแก่พระสารีบุตรเถระ พระเทวทัตนุ่งห่มผ้าอันไม่สมควรแก่ตนเที่ยวไป ฯ

    มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา “นยิทํ เทวทตฺตสฺส อนุจฺฉวิกํ; สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อนุจฺฉวิกํ ; เทวทตฺโต อตฺตโน อนนุจฺฉวิกํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา วิจรตีติ วทึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งพระเทวทัต) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ผ้า) นี้ เป็นผ้าสมควร แก่พระเทวทัต (ย่อมเป็น) หามิได้ ; (อ.ผ้านี้) เป็นผ้าสมควร แก่พระเถระชื่อว่าสารีบุตร (ย่อมเป็น) ; อ.พระเทวทัต นุ่งแล้ว ห่มแล้ว (ซึ่งผ้า) อันไม่สมควร แก่ตน ย่อมเที่ยวไป ดังนี้ ฯ

    พวกมนุษย์เห็นท่านแล้ว จึงพูดกันว่า "ผ้าผืนนี้หาสมควรแก่พระเทวทัตไม่ ควรแก่พระสารีบุตรเถระ, พระเทวทัตนุ่งห่มผ้าอันไม่สมควรแก่ตนเที่ยวไป."

ภาค ๑ พระเทวทัต

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๗๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทีนั้น กุฎุมพีผู้หนึ่ง ให้ผ้ากาสาวะอันนำมาจากแคว้นคันธาระซึ่งมีราคาแสนหนึ่ง แก่อุบาสกแล้วสั่งว่า ถ้าทานวัฏฏ์(ของทำบุญ)ของท่านยังไม่เพียงพอไซร้ ท่านพึงจำหน่ายผ้าผืนนี้ เติมเต็ม(ให้ครบ)ส่วนที่บกพร่อง ถ้าเพียงพอ ประสงค์จะถวายรูปใด ก็พึงถวายแก่รูปนั้นเถิด ฯ

    อถสฺส เอโก กุฏุมฺพิโก สตสหสฺสคฺฆนกํ คนฺธารกาสาววตฺถํ ทตฺวา “สเจ เต ทานวฏฺฏํ นปฺปโหติ, อิทํ วิสฺสชฺเชตฺวา, ยทูนํ, ตํ ปูเรยฺยาสิ; สเจ ปโหติ, ยสฺส อิจฺฉสิ; ตสฺส ภิกฺขุโน ทเทยฺยาสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.กุฎุมพี คนหนึ่ง ให้แล้ว ซึ่งผ้าอันบุคคลย้อมแล้วด้วยน้ำฝาดอันบุคคลนำมาแล้ว จากแคว้นชื่อว่า คันธาระ อันมีแสนหนึ่งเป็นราคา (แก่อุบาสก) นั้น กล่าวแล้วว่า ถ้าว่า (อ.วัตถุ) อันเป็นไปในทาน ของท่าน ย่อมไม่เพียงพอ ไซร้, (อ.ท่าน) สละแล้ว (ซึ่งผ้าอันบุคคลย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด) นี้, อ.วัตถุใด เป็นของพร่อง ย่อมเป็น, (ยังวัตถุ) นั้น พึงให้เต็ม; ถ้าว่า (อ.วัตถุ อันเป็นไปในทาน) ย่อมเพียงพอ ไซร้, (อ.ท่าน) ย่อมปรารถนา (เพื่ออันถวาย) (แก่ภิกษุ) รูปใด พึงถวาย (แก่ภิกษุ) (รูป) นั้น ดังนี้ ฯ

    ที่นั้น กุฎุมพีผู้หนึ่ง ให้ผ้ากาสาวะอันนำมาจากแคว้นคันธาระซึ่งมีค่าแสนหนึ่ง แก่อุบาสกนั้นแล้ว สั่งว่า "ถ้าทานวัตรของท่านยังไม่เพียงพอไซร้, ท่านพึงจ่ายผ้าผืนนี้ให้ครบส่วนที่บกพร่อง, ถ้าทานวัตรของท่านเพียงพอไซร้ ท่านพึงถวาย (ผ้าผืนนี้) แก่ภิกษุรูปที่ท่านปรารถนา."

  2. ๒

    ในเวลานั้น ของทำบุญทุกอย่างของอุบาสกนั้นเพียงพอแล้ว อะไร ๆ ชื่อว่าบกพร่อง มิได้มีแล้ว ฯ

    ตทา ตสฺส สพฺพํ ทานวฏฺฏํ ปโหสิ, กิญฺจิ อูนนฺนาม นาโหสิ.

    ในกาลนั้น อ.วัตถุอันเป็นไปในทาน ทั้งปวง (ของอุบาสก) นั้น เพียงพอแล้ว, (อ.วัตถุ) อะไร ๆ ชื่อว่า เป็นของพร่อง ไม่ได้มีแล้ว ฯ

    ในกาลนั้น ทานวัตรทุก ๆ อย่างของอุบาสกนั้นเพียงพอแล้ว, อะไร ๆ ชื่อว่าบกพร่องมิได้มี,

  3. ๓

    โยมผู้นั้น จึงถามมนุษย์ทั้งหลายว่า ผ้ากาสาวะอันหาค่ามิได้ผืนนี้ กุฎุมพีผู้หนึ่งบอกไว้ชื่ออย่างนี้ถวายไว้ ของทำบุญเกิดมีเหลือเฟือแล้ว พวกเราจักถวายผ้าผืนนี้แก่พระคุณเจ้ารูปไหน(ดี)เล่า ฯ

    โส มนุสฺเส ปุจฺฉิ “อิทํ อนคฺฆกาสาวํ เอเกน กุฏุมฺพิเกน เอวํ นาม วตฺวา ทินฺนํ, ทานวฏฺฏํ อติเรกํ ชาตํ, กสฺสิทํ เทมาติ.

    (อ.อุบาสก) นั้น ถามแล้ว ซึ่งมนุษย์ ท. ว่า อ.ผ้ากาสาวะอันมีค่าหามิได้ นี้ อันกุฎุมพี คนหนึ่ง กล่าวแล้ว ชื่อ อย่างนี้ ให้แล้ว, (อ.วัตถุ) อันเป็นไปในทาน เป็นของยิ่งเกิน เกิดแล้ว, อ.เรา ท. จะถวาย ซึ่งผ้านี้ แก่ใคร ดังนี้ ฯ

    อุบาสกนั้นจึงถามมนุษย์ทั้งหลายว่า "ผ้ากาสาวะอันหาค่ามิได้ผืนนี้ อันกุฎุมพีผู้หนึ่ง กล่าวอย่างนี้แล้วมอบให้ไว้, ทานวัตร (ของพวกเรา) ก็มีเหลือเฟือแล้ว, เราทั้งหลายจะถวายผ้ากาสาวะผืนนี้แก่ท่านรูปไหนเล่า ?"

  4. ๔

    บางพวกเสนอว่า ถวายแก่พระสารีบุตรเถิด ฯ

    เอกจฺเจ “สารีปุตฺตตฺเถรสฺสาติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) บางพวก กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา ท. จะถวาย ซึ่งผ้านี้) แก่พระเถระชื่อว่าสารีบุตร ดังนี้ ฯ

    บางพวกกล่าวว่า "ถวายแก่พระสารีบุตรเถระ."

  5. ๕

    บางพวกพูด(แย้ง)ว่า พระเถระ มักมาในเวลาข้าวกล้าแก่แล้วก็ไป พระเทวทัต เป็นสหาย(ทั้ง)ในกาลอันเป็นมงคลและอวมงคลทั้งหลายของพวกเรา มั่นคง(ไว้วางใจได้)ตลอดเวลา เหมือนหม้อน้ำ พวกเราจะถวายผ้าผืนนี้แก่ท่าน ฯ

    เอกจฺเจ “เถโร สสฺสปริปากสมเย อาคนฺตฺวา คมนสีโล; เทวทตฺโต อมฺหากํ มงฺคลามงฺคเลสุ สหาโย อุทกมณิโก วิย นิจฺจํ ปติฏฺฐิโต, ตสฺส ตํ เทมาติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) บางพวก กล่าวแล้ว ว่า อ.พระเถระ เป็นผู้มีการ มาแล้ว ในสมัยเป็นที่แก่รอบแห่งข้าวกล้า ไปเป็นปกติ (ย่อมเป็น); อ.พระเทวทัต เป็นสหาย ในงานมงคลและมิใช่มงคล ท. ของเรา ท. (เป็น) ดำรงอยู่แล้ว เนืองนิตย์ ราวกะ อ.หม้อแห่งน้ำ, (อ.เรา ท.) จะถวาย (ซึ่งผ้า) นั้น (แก่พระเทวทัต) นั้น ดังนี้ ฯ

    บางพวกกล่าวว่า "พระเถระมักมาในเวลาข้าวกล้าแก่ แล้วก็ไป, พระเทวทัตเป็นสหายในการมงคลและอวมงคลทั้งหลายของพวกเรา ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เหมือนหม้อน้ำ, พวกเราจะถวายผ้าผืนนั้นแก่ท่าน,"

  6. ๖

    แม้เมื่อถ้อยคำเป็นไปหลายหลาก พวกที่เสนอว่า ควรถวายแก่พระเทวทัต ได้มีจำนวนมากกว่า ฯ

    สมฺพหุลิกาย กถายปิ “เทวทตฺตสฺส ทาตพฺพนฺติ วตฺตาโร พหุตรา อเหสุํ.

    แม้ครั้นเมื่อวาจาเป็นเครื่องกล่าว เป็นวาจามีมากพร้อม (มีอยู่) (อ.ชน ท.) ผู้กล่าว ว่า (อ.ผ้า อันเรา ท.) ควรถวาย แก่พระเทวทัต ดังนี้ เป็นผู้มากกว่า ได้เป็นแล้ว ฯ

    แม้เมื่อถ้อยคำเป็นไปหลายทาง (อย่างนั้น), พวกที่กล่าวว่า "ควรถวายแก่พระเทวทัต" ได้มีจำนวนมากกว่า.

  7. ๗

    เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเขา จึงได้ถวายผ้ากาสาวะผืนนั้นแก่พระเทวทัต ฯ

    อถ นํ เทวทตฺตสฺส อทํสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) ได้ถวายแล้ว (ซึ่งผ้า) นั้น แก่พระเทวทัต ฯ

    เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเขาจึงได้ถวายผ้ากาสาวะนั้นแก่พระเทวทัต.

  8. ๘

    พระเทวทัตนั้น ตัดผ้าผืนนั้นแล้ว เย็บ ย้อม นุ่งห่ม เที่ยวไป ฯ

    โส ตํ ฉินฺทิตฺวา สิพฺพิตฺวา รชิตฺวา นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา วิจรติ.

    (อ.พระเทวทัต) นั้น ตัดแล้ว (ซึ่งผ้า) นั้น เย็บแล้ว ย้อมแล้ว นุ่งแล้ว ห่มแล้ว ย่อมเที่ยวไป ฯ

    พระเทวทัตนั้น ตัดผ้านั้นแล้ว เย็บ ย้อม นุ่งห่มเที่ยวไป

  9. ๙

    พวกมนุษย์เห็นท่านแล้ว จึงพูดกันว่า ผ้าผืนนี้ หาสมควรแก่พระเทวทัตไม่ เหมาะสมแก่พระสารีบุตรเถระ(มากกว่า) พระเทวทัตนุ่งห่มผ้าอันไม่สมควรแก่ตนเที่ยวไป ฯ

    มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา “นยิทํ เทวทตฺตสฺส อนุจฺฉวิกํ; สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อนุจฺฉวิกํ ; เทวทตฺโต อตฺตโน อนนุจฺฉวิกํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา วิจรตีติ วทึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งพระเทวทัต) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ผ้า) นี้ เป็นผ้าสมควร แก่พระเทวทัต (ย่อมเป็น) หามิได้ ; (อ.ผ้านี้) เป็นผ้าสมควร แก่พระเถระชื่อว่าสารีบุตร (ย่อมเป็น) ; อ.พระเทวทัต นุ่งแล้ว ห่มแล้ว (ซึ่งผ้า) อันไม่สมควร แก่ตน ย่อมเที่ยวไป ดังนี้ ฯ

    พวกมนุษย์เห็นท่านแล้ว จึงพูดกันว่า "ผ้าผืนนี้หาสมควรแก่พระเทวทัตไม่ ควรแก่พระสารีบุตรเถระ, พระเทวทัตนุ่งห่มผ้าอันไม่สมควรแก่ตนเที่ยวไป."

ภาค ๑ พระเทวทัต

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อ ๑ หน้า ๗๒–๗๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาลนานมาแล้ว สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี นายพรานช้างชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ล้มช้างแล้ว นำงา หนัง ไส้ใหญ่และเนื้อสัน มาขายเลี้ยงชีวิต ฯ

    อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต, พาราณสีวาสี เอโก หตฺถิมารโก หตฺถึ มาเรตฺวา ทนฺเต จ ตเจ จ อนฺตานิ จ ฆนมํสญฺจ อาหริตฺวา วิกฺกีณนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัต (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี, (อ.บุคคล) ผู้ยังช้างให้ตาย คนหนึ่ง ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าพาราณสีโดยปกติ ยังช้าง ให้ตายแล้ว นำมาแล้ว ซึ่งงา ท. ด้วย ซึ่งหนัง ท. ด้วย ซึ่งไส้ใหญ่ ท. ด้วย ซึ่งเนื้อล่ำด้วย ขายอยู่ สำเร็จแล้ว ซึ่งชีวิต ฯ

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี, นายพรานช้าง ชาวพระนครพาราณสีผู้หนึ่ง ล้มช้างแล้วนำงา หนัง ไส้ใหญ่และเนื้อลำมาแล้วขายเลี้ยงชีวิต.

  2. ๒

    ครั้งนั้นในป่าแห่งหนึ่ง ช้างหลายพันเชือก เดินไปหากินอยู่ พบพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งแต่วันนั้นไป เมื่อเดินไปคุกเข่าแล้วจบ ในเวลาที่ไปและมา แล้วจึงหลีกไป ฯ

    อเถกสฺมึ อรญฺเญ อเนกสหสฺสา หตฺถี โคจรํ คเหตฺวา คจฺฉนฺตา ปจฺเจกพุทฺเธ ทิสฺวา ตโต ปฏฺฐาย คจฺฉมานา คมนาคมนกาเล ชนฺนุเกหิ นิปติตฺวา วนฺทิตฺวา ปกฺกมนฺติ.

    ครั้งนั้น อ.ช้าง ท. ตัวมีพันมิใช่หนึ่ง ในป่า แห่งหนึ่ง ถือเอาแล้ว ซึ่งที่หากิน ไปอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เมื่อไป จำเดิม (แต่กาล) นั้น หมอบลงแล้ว ด้วยเข่า ท. จบแล้ว ในกาลเป็นที่ไปและเป็นที่มา ย่อมหลีกไป ฯ

    ครั้งนั้นช้างหลายพันเชือกเดินหากินอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พบพระปัจเจกพุทธะหลายองค์ จำเดิมแต่กาลนั้น เมื่อไป หมอบลงด้วยเข่าทั้ง ๒ แล้วจบ ในกาลที่ไปและมา (ทุกครั้ง) แล้วจึงผ่านไป.

  3. ๓

    ณ วันหนึ่ง นายพรานช้างเห็นการกระทำนั้น ครุ่นคิดว่า เราล้มช้างเหล่านี้ได้ยาก และช้างเหล่านี้ ย่อมจบพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งในเวลาไปและมา พวกมันเห็นอะไรหนอแล จึงพากันจบ กำหนดได้ว่า ผ้ากาสาวะ จึงคิดต่อไปว่า บัดนี้ แม้เราก็ควรจะได้ผ้ากาสาวะไว้ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ลงสู่ชาตสระอาบน้ำอยู่ จึงขโมยจีวร ในบรรดาผ้ากาสาวะหลายผืน ที่วางไว้ริมตลิ่ง ถือหอก นั่งคลุมโปงอยู่ใกล้ทางเดินไปมา ของช้างเหล่านั้น ฯ

    เอกทิวสํ หตฺถิมารโก ตํ กิริยํ ทิสฺวา “อหํ อิเม กิจฺเฉน มาเรมิ, อิเม จ คมนาคมนกาเล ปจฺเจกพุทฺเธ วนฺทนฺติ, กินฺนุ โข ทิสฺวา วนฺทนฺตีติ จินฺเตนฺโต “กาสาวนฺติ สลฺลกฺเขตฺวา “มยาปิ อิทานิ กาสาวํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา เอกสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ชาตสฺสรํ โอรุยฺห นหายนฺตสฺส ตีเร ฐปิเตสุ กาสาเวสุ จีวรํ เถเนตฺวา เตสํ หตฺถีนํ คมนาคมนมคฺเค สตฺตึ คเหตฺวา สสีสํ ปารุปิตฺวา นิสีทติ.

    ในวันหนึ่ง (อ.บุคคล) ผู้ยังช้างให้ตาย เห็นแล้ว ซึ่งกิริยา นั้น คิดอยู่ ว่า อ.เรา (ยังช้าง ท.) เหล่านี้ ย่อมให้ตาย โดยยาก, ก็ (อ.ช้าง ท.) เหล่านี้ ย่อมจบ ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ในกาล เป็นที่ไปและเป็นที่มา, (อ.ช้าง ท.) เห็นแล้ว ซึ่งอะไรหนอ แล ย่อมจบ ดังนี้ กำหนดแล้ว ว่า (อ.ช้าง ท. เห็นแล้ว) ซึ่งผ้ากาสาวะ (ย่อมจบ) ดังนี้ คิดแล้ว ว่า อ.อัน แม้อันเรา ได้ ซึ่งผ้ากาสาวะ ย่อมควร ในกาลนี้ ดังนี้ ลักแล้ว ในผ้ากาสาวะ ท. อัน อันพระปัจเจกพุทธเจ้า รูปหนึ่ง ผู้ลงแล้ว สู่สระอันเกิดแล้ว สรงอยู่ วางไว้แล้ว ที่ฝั่ง หนา ซึ่งจีวร ถือเอาแล้ว ซึ่งหอก ย่อมนั่ง คลุม (ซึ่งอวัยวะ) อันเป็นไปกับด้วยศีรษะ ใกล้หนทางเป็นที่ไปและเป็นที่มา แห่งช้าง ท. เหล่านั้น ฯ

    วันหนึ่ง นายพรานช้างเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า "เราล้มช้างเหล่านี้ได้โดยยาก, ก็ในกาลไปและมา ช้างเหล่านี้ย่อมจบพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย, มันเห็นอะไรหนอ ? จึงจบ," กำหนดได้ว่า "เห็นผ้ากาสาวะ" ดังนี้แล้ว ดำริว่า "บัดนี้ แม้เราได้ผ้ากาสาวะย่อมควร," เมื่อพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งลงไปสู่ชาติสระสรงน้ำอยู่ วางผ้ากาสาวะทั้งหลายไว้ที่ริมฝั่ง, จึงลักจีวรไป จับหอกนั่งคลุมโปงอยู่ริมหนทางที่ช้างเหล่านั้นไปมา.

  4. ๔

    พวกช้างเห็นนายพรานนั้นแล้ว ด้วยสำคัญว่า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงพากันจบแล้วหลีกไป ฯ

    หตฺถี ตํ ทิสฺวา “ปจฺเจกพุทฺโธติ สญฺญาย วนฺทิตฺวา ปกฺกมนฺติ.

    อ.ช้าง ท. เห็นแล้ว (ซึ่งพราน) นั้น จบแล้ว ด้วยความสำคัญ ว่า อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนี้ ย่อมหลีกไป ฯ

    หมู่ช้างเห็นเขาแล้วจึงจบ ด้วยสำคัญว่า "พระปัจเจกพุทธะ" แล้วก็ผ่านไป.

  5. ๕

    นายพรานช้างนั้น เอาหอกแทงช้างที่ไปข้างหลังแห่งช้างทั้งหมดเหล่านั้น ให้ล้มแล้ว ถือเอางาเป็นต้น ฝังส่วนที่เหลือไว้ในแผ่นดินแล้ว จึงไป ฯ

    โส เตสํ สพฺพปจฺฉโต คจฺฉนฺตํ สตฺติยา ปหริตฺวา มาเรตฺวา ทนฺตาทีนิ คเหตฺวา เสสํ ภูมิยํ นิขนิตฺวา คจฺฉติ.

    (อ.พราน) นั้น ประหารแล้ว (ซึ่งช้าง) ตัวไปอยู่ ข้างหลังแห่งช้างทั้งปวง (แห่งช้าง ท.) เหล่านั้น ด้วยหอก (ยังช้างนั้น) ให้ตายแล้ว ถือเอาแล้ว (ซึ่งอวัยวะ ท.) มีงาเป็นต้น ฝังแล้ว (ซึ่งอวัยวะ) อันเหลือ ในแผ่นดิน ย่อมไป ฯ

    นายพรายช้างนั้นเอาหอกพุ่งถูกช้างตัวไปข้างหลังช้างเหล่านั้นทั้งหมดให้ตายแล้ว ถือเอาส่วนต่าง ๆ มีงาเป็นต้น ฝังส่วนที่เหลือในแผ่นดินแล้วไป.

  6. ๖

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้าง ได้เป็นนายโขลงหัวหน้าช้าง ฯ

    อปรภาเค โพธิสตฺโต หตฺถิโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา หตฺถิเชฏฺฐโก ยูถปติ อโหสิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระโพธิสัตว์ ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในกำเนิดแห่งช้าง เป็นช้างตัวเจริญที่สุด เป็นเจ้าแห่งโขลง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้าง ได้เป็นหัวหน้าช้าง เป็นนายโขลง.

  7. ๗

    แม้กาลนั้น นายพรานช้างนั้นก็ได้กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    ตทาปิ โส ตเถว กโรติ.

    แม้ในกาลนั้น (อ.พราน) นั้น ย่อมกระทำ อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    ถึงในกาลนั้น นายพรายช้างนั้น ก็คงทำอยู่อย่างนั้น.

  8. ๘

    พระมหาบุรุษ รู้ว่าบริษัทของตนถอยลง จึงถามว่า ช้างเหล่านี้ไปไหนจึงน้อยไป เมื่อพวกช้างตอบว่า ไม่รู้ นาย จึงคิดว่า ช้างเหล่านี้ เมื่อจะไป ไม่บอกลาเราก่อน จักไม่ไป ชะรอยจะพึงมีอันตราย คิดระแวงว่า ชะรอยจะพึงมีอันตราย จากสำนักของบุคคลผู้ห่มผ้ากาสาวะ นั่งแล้ว ณ ที่แห่งหนึ่ง เพื่อจะคอยจับบุคคลนั้น จึงต้อนช้างทั้งหมด ให้ไปข้างหน้า ตนเองเดินมาล้าหลัง ฯ

    มหาปุริโส อตฺตโน ปริสาย ปริหานึ ญตฺวา “กุหึ อิเม หตฺถี คตา มนฺทา ชาตาติ ปุจฺฉิตฺวา, “น ชานาม สามีติ วุตฺเต, “กุหึ คจฺฉนฺตา มํ อนาปุจฺฉา น คมิสฺสนฺติ, ปริปนฺเถน ภวิตพฺพนฺติ จินฺเตตฺวา “เอกสฺมึ ฐาเน กาสาวํ ปารุปิตฺวา นิสินฺนสฺส สนฺติกา ปริปนฺเถน ภวิตพฺพนฺติ ปริสงฺกิตฺวา ตํ ปริคฺคณฺหิตุํ สพฺเพ หตฺถี ปุรโต เปเสตฺวา สยํ ปจฺฉโต วิลมฺพมาโน อาคจฺฉติ.

    อ.พระมหาบุรุษ ทราบแล้ว ซึ่งความเสื่อมรอบ แห่งบริษัท ของตน ถามแล้ว ว่า อ.ช้าง ท. เหล่านี้ ไปแล้ว (ในที่) ไหน เป็นสัตว์น้อย เกิดแล้ว ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่นาย อ.เรา ท. ย่อมไม่รู้ ดังนี้ (อันช้าง ท.) กล่าวแล้ว, คิดแล้ว ว่า (อ.ช้าง ท.) เมื่อไป ในที่ไหน ไม่อำลาแล้ว ซึ่งเรา จักไม่ไป, อันอันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบ พึงมี ดังนี้ ระแวงแล้ว ว่า อันอันตรายเป็นเครื่องเบียดเบียนรอบ พึงมี จากสำนัก ของบุรุษ ผู้นั่ง คลุมแล้ว ซึ่งผ้ากาสาวะ ในที่ แห่งหนึ่ง ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งช้าง ท. ทั้งปวง ข้างหน้า ย่อมมา ล้าอยู่ ข้างหลัง เอง เพื่ออันกำหนดจับ (ซึ่งบุรุษ) นั้น ฯ

    พระมหาบุรุษทราบความหมดสิ้นไปแห่งบริษัทของตน จึงถามว่า "ช้างเหล่านี้ไปไหน ? จึงเบาบางไป," เมื่อเหล่าช้างนั้น ตอบว่า "ไม่ทราบ นาย" คิดว่า "ช้างทั้งหลายจะไปไหนไม่บอกเรา (ก่อน) จักไม่ไป, อันตรายพึงมี" นึกสงสัยว่า "อันตรายพึงมีแต่สำนักแห่งบุรุษผู้นั่งคลุมผ้ากาสาวะในที่แห่งหนึ่ง," เพื่อจะจับบุรุษนั้น จึงส่งช้างทั้งหมดล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนมาล้าหลัง.

ภาค ๑ พระเทวทัต

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๒ หน้า ๗๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี นายพรานช้างคนหนึ่งชาวพระนครพาราณสีล้มช้างแล้วนำ งา หนัง ไส้ใหญ่และเนื้อสันมาแล้วขายเลี้ยงชีพ ฯ

    อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต, พาราณสีวาสี เอโก หตฺถิมารโก หตฺถึ มาเรตฺวา ทนฺเต จ ตเจ จ อนฺตานิ จ ฆนมํสญฺจ อาหริตฺวา วิกฺกีณนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัต (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี, (อ.บุคคล) ผู้ยังช้างให้ตาย คนหนึ่ง ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าพาราณสีโดยปกติ ยังช้าง ให้ตายแล้ว นำมาแล้ว ซึ่งงา ท. ด้วย ซึ่งหนัง ท. ด้วย ซึ่งไส้ใหญ่ ท. ด้วย ซึ่งเนื้อล่ำด้วย ขายอยู่ สำเร็จแล้ว ซึ่งชีวิต ฯ

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี, นายพรานช้าง ชาวพระนครพาราณสีผู้หนึ่ง ล้มช้างแล้วนำงา หนัง ไส้ใหญ่และเนื้อลำมาแล้วขายเลี้ยงชีวิต.

  2. ๒

    ครั้งนั้น ช้างหลายพันเชือกเดินหากินอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พบพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์ ตั้งแต่นั้น เมื่อไป หมอบลงด้วยเข่าทั้งสองแล้วจบในเวลาไปและมาแล้วจึงผ่านไป ฯ

    อเถกสฺมึ อรญฺเญ อเนกสหสฺสา หตฺถี โคจรํ คเหตฺวา คจฺฉนฺตา ปจฺเจกพุทฺเธ ทิสฺวา ตโต ปฏฺฐาย คจฺฉมานา คมนาคมนกาเล ชนฺนุเกหิ นิปติตฺวา วนฺทิตฺวา ปกฺกมนฺติ.

    ครั้งนั้น อ.ช้าง ท. ตัวมีพันมิใช่หนึ่ง ในป่า แห่งหนึ่ง ถือเอาแล้ว ซึ่งที่หากิน ไปอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เมื่อไป จำเดิม (แต่กาล) นั้น หมอบลงแล้ว ด้วยเข่า ท. จบแล้ว ในกาลเป็นที่ไปและเป็นที่มา ย่อมหลีกไป ฯ

    ครั้งนั้นช้างหลายพันเชือกเดินหากินอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พบพระปัจเจกพุทธะหลายองค์ จำเดิมแต่กาลนั้น เมื่อไป หมอบลงด้วยเข่าทั้ง ๒ แล้วจบ ในกาลที่ไปและมา (ทุกครั้ง) แล้วจึงผ่านไป.

  3. ๓

    วันหนึ่ง นายพรานช้างเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า เราล้มช้างเหล่านี้ได้ยาก ก็ในกาลไปและมา ช้างเหล่านี้ย่อมจบพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มันเห็นอะไรหนอ? จึงจบ กำหนดได้ว่า เห็นผ้ากาสาวะ ดังนี้ แล้วดำริว่า บัดนี้ แม้เราได้ผ้ากาสาวะย่อมควร จึงลักจีวร (ผืนหนึ่ง) ในบรรดาผ้ากาสาวะทั้งหลายซึ่งวางไว้ที่ริมฝั่ง ของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งผู้ลงสู่ชาตสระสรงน้ำอยู่ นั่งถือหอกคลุมโปงอยู่ใกล้ทางที่ช้างเหล่านั้นไปมา ฯ

    เอกทิวสํ หตฺถิมารโก ตํ กิริยํ ทิสฺวา “อหํ อิเม กิจฺเฉน มาเรมิ, อิเม จ คมนาคมนกาเล ปจฺเจกพุทฺเธ วนฺทนฺติ, กินฺนุ โข ทิสฺวา วนฺทนฺตีติ จินฺเตนฺโต “กาสาวนฺติ สลฺลกฺเขตฺวา “มยาปิ อิทานิ กาสาวํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา เอกสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ชาตสฺสรํ โอรุยฺห นหายนฺตสฺส ตีเร ฐปิเตสุ กาสาเวสุ จีวรํ เถเนตฺวา เตสํ หตฺถีนํ คมนาคมนมคฺเค สตฺตึ คเหตฺวา สสีสํ ปารุปิตฺวา นิสีทติ.

    ในวันหนึ่ง (อ.บุคคล) ผู้ยังช้างให้ตาย เห็นแล้ว ซึ่งกิริยา นั้น คิดอยู่ ว่า อ.เรา (ยังช้าง ท.) เหล่านี้ ย่อมให้ตาย โดยยาก, ก็ (อ.ช้าง ท.) เหล่านี้ ย่อมจบ ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ในกาล เป็นที่ไปและเป็นที่มา, (อ.ช้าง ท.) เห็นแล้ว ซึ่งอะไรหนอ แล ย่อมจบ ดังนี้ กำหนดแล้ว ว่า (อ.ช้าง ท. เห็นแล้ว) ซึ่งผ้ากาสาวะ (ย่อมจบ) ดังนี้ คิดแล้ว ว่า อ.อัน แม้อันเรา ได้ ซึ่งผ้ากาสาวะ ย่อมควร ในกาลนี้ ดังนี้ ลักแล้ว ในผ้ากาสาวะ ท. อัน อันพระปัจเจกพุทธเจ้า รูปหนึ่ง ผู้ลงแล้ว สู่สระอันเกิดแล้ว สรงอยู่ วางไว้แล้ว ที่ฝั่ง หนา ซึ่งจีวร ถือเอาแล้ว ซึ่งหอก ย่อมนั่ง คลุม (ซึ่งอวัยวะ) อันเป็นไปกับด้วยศีรษะ ใกล้หนทางเป็นที่ไปและเป็นที่มา แห่งช้าง ท. เหล่านั้น ฯ

    วันหนึ่ง นายพรานช้างเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า "เราล้มช้างเหล่านี้ได้โดยยาก, ก็ในกาลไปและมา ช้างเหล่านี้ย่อมจบพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย, มันเห็นอะไรหนอ ? จึงจบ," กำหนดได้ว่า "เห็นผ้ากาสาวะ" ดังนี้แล้ว ดำริว่า "บัดนี้ แม้เราได้ผ้ากาสาวะย่อมควร," เมื่อพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งลงไปสู่ชาติสระสรงน้ำอยู่ วางผ้ากาสาวะทั้งหลายไว้ที่ริมฝั่ง, จึงลักจีวรไป จับหอกนั่งคลุมโปงอยู่ริมหนทางที่ช้างเหล่านั้นไปมา.

  4. ๔

    หมู่ช้าง เห็นเขาแล้วจึงจบด้วยสำคัญว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็ผ่านไป ฯ

    หตฺถี ตํ ทิสฺวา “ปจฺเจกพุทฺโธติ สญฺญาย วนฺทิตฺวา ปกฺกมนฺติ.

    อ.ช้าง ท. เห็นแล้ว (ซึ่งพราน) นั้น จบแล้ว ด้วยความสำคัญ ว่า อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนี้ ย่อมหลีกไป ฯ

    หมู่ช้างเห็นเขาแล้วจึงจบ ด้วยสำคัญว่า "พระปัจเจกพุทธะ" แล้วก็ผ่านไป.

  5. ๕

    นายพรานช้างนั้นเอาหอกพุ่งถูกช้างเชือกไปข้างหลังช้างเหล่านั้นทั้งหมดให้ตายแล้ว ถือเอาส่วนต่าง ๆ มีงาเป็นต้น ฝังส่วนที่เหลือในแผ่นดินแล้วไป ฯ

    โส เตสํ สพฺพปจฺฉโต คจฺฉนฺตํ สตฺติยา ปหริตฺวา มาเรตฺวา ทนฺตาทีนิ คเหตฺวา เสสํ ภูมิยํ นิขนิตฺวา คจฺฉติ.

    (อ.พราน) นั้น ประหารแล้ว (ซึ่งช้าง) ตัวไปอยู่ ข้างหลังแห่งช้างทั้งปวง (แห่งช้าง ท.) เหล่านั้น ด้วยหอก (ยังช้างนั้น) ให้ตายแล้ว ถือเอาแล้ว (ซึ่งอวัยวะ ท.) มีงาเป็นต้น ฝังแล้ว (ซึ่งอวัยวะ) อันเหลือ ในแผ่นดิน ย่อมไป ฯ

    นายพรายช้างนั้นเอาหอกพุ่งถูกช้างตัวไปข้างหลังช้างเหล่านั้นทั้งหมดให้ตายแล้ว ถือเอาส่วนต่าง ๆ มีงาเป็นต้น ฝังส่วนที่เหลือในแผ่นดินแล้วไป.

  6. ๖

    ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้าง ได้เป็นหัวหน้าช้าง เป็นนายโขลง ฯ

    อปรภาเค โพธิสตฺโต หตฺถิโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา หตฺถิเชฏฺฐโก ยูถปติ อโหสิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระโพธิสัตว์ ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในกำเนิดแห่งช้าง เป็นช้างตัวเจริญที่สุด เป็นเจ้าแห่งโขลง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้าง ได้เป็นหัวหน้าช้าง เป็นนายโขลง.

  7. ๗

    ถึงในกาลนั้น นายพรานช้างนั้น ก็คงทำอยู่อย่างนั้น ฯ

    ตทาปิ โส ตเถว กโรติ.

    แม้ในกาลนั้น (อ.พราน) นั้น ย่อมกระทำ อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    ถึงในกาลนั้น นายพรายช้างนั้น ก็คงทำอยู่อย่างนั้น.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๑ หน้า ๗๕–๗๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย นับแต่ภัทรกัปนี้ไปในที่สุด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ทรงเป็นพราหมณ์กุมาร นามว่าสุเมธ ในพระนครอมรวดี สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง โดยที่บิดามารดาล่วงลับไป ได้บริจาคทรัพย์นับได้หลายโกฏิ แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว กำลังเหาะไปแลเห็นหนทางที่ประชาชนกำลังแผ้วถางอยู่เพื่อประโยชน์เป็นทางเสด็จจากสุทัสสนวิหารเข้าสู่พระนครอมรวดี แห่งพระทศพลพระนามว่าทีปังกร แม้ตนเองก็ถือเอาประเทศแห่งหนึ่ง เมื่อประเทศนั้นยังไม่ทันเสร็จเลย จึงลาดหนังเสือเหลืองลงบนเปือกตมแล้ว นอนทอดตนเป็นสะพาน เพื่อสมเด็จพระบรมศาสดาผู้เสด็จมาถึงแล้ว โดยตั้งใจว่ามั่นว่า ขอสมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมกับพระสงฆ์สาวก อย่าทรงเหยียบเปือกตม ขอทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด เป็นผู้ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทันทีที่ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงพยากรณ์ว่า ผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูรในอนาคต จักเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ในที่สุด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป

    ตตฺรายํ อนุปุพฺพีกถา: อมฺหากํ หิ สตฺถา อิโต กปฺปสตสหสฺสาธิกานํ จตุนฺนํ อสงฺเขยฺยานํ มตฺถเก อมรวตีนคเร สุเมโธ นาม พฺราหฺมณกุมาโร หุตฺวา สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต มาตาปิตูนํ อจฺจเยน อเนกโกฏิสงฺขฺยํ ธนํ ปริจฺจชิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺเต วสนฺโต ฌานาภิญฺญาโย นิพฺพตฺเตตฺวา อากาเสน คจฺฉนฺโต ทีปงฺกรทสพลสฺส สุทสฺสนวิหารโต อมรวตีนครํ ปวิสนตฺถาย มคฺคํ โสธิยมานํ ทิสฺวา สยํปิ เอกํ ปเทสํ คเหตฺวา, ตสฺมึ อนิฏฺฐิเตเยว อาคตสฺส สตฺถุโน อตฺตานํ เสตุํ กตฺวา อชินิจมฺมํ กลเล อตฺถริตฺวา “สตฺถา สสาวกสงฺโฆ กลลํ อนกฺกมิตฺวา มํ อกฺกมนฺโต คจฺฉตูติ นิปนฺโน, สตฺถารา ทิสฺวาว “พุทฺธงฺกุโร เอส อนาคเต กปฺปสตสหสฺสาธิกานํ จตุนฺนํ อสงฺเขยฺยานํ ปริโยสาเน โคตโม นาม พุทฺโธ ภวิสฺสตีติ พฺยากโต,

    อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ในเรื่องนั้น นี้ : ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.พระศาสดา ของเรา ท. เป็นกุมารของ พราหมณ์ ชื่อว่า สุเมธ ในเมืองชื่อว่าอมรวดี ในที่สุด แห่งอสงไขย ท. ๔ อันยิ่งด้วยแสนแห่งกัป (แต่ภัทรกัป) นี้ เป็น ถึงแล้ว ซึ่งความสำเร็จ แห่งศิลปะทั้งปวง ท. บริจาคแล้ว ซึ่งทรัพย์ อันอันบุคคลพึงนับพร้อมด้วยโกฏิมิใช่หนึ่ง โดยอันล่วงไป แห่งมารดาและบิดา ท. บวชแล้ว บวชโดยความเป็นฤาษี อยู่อยู่ ในป่าหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญา ท. ให้บังเกิดแล้ว ไปอยู่ โดยอากาศ เห็นแล้ว ซึ่งหนทาง อัน (อันบุคคล) ชำระอยู่ เพื่อประโยชน์แก่การเสด็จเข้าไป สู่เมืองชื่อว่าอมรวดี จากวิหารชื่อว่าสุทัศน์ แห่งพระทศพลพระนามว่า ทีปังกร ถือเอาแล้ว ซึ่งประเทศ แห่งหนึ่ง แม้เอง, (ครั้นเมื่อ ประเทศ) นั้น ไม่สำเร็จแล้วนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งตน ให้เป็นสะพาน เพื่อพระศาสดา ผู้เสด็จมาแล้ว ลาดแล้ว ซึ่งแผ่นหนังของเสือเหลือง บนเปือกตม นอนแล้ว (ด้วยความประสงค์) ว่า อ.พระศาสดา ผู้เป็นไปกับด้วยหมู่แห่งพระสาวก ไม่ทรงเหยียบแล้ว ซึ่งเปือกตม ทรงเหยียบอยู่ ซึ่งเรา ขอจงเสด็จไป ดังนี้, ผู้อันพระศาสดา ทรงเห็นแล้วเทียว ทรงพยากรณ์แล้ว ว่า (อ.บุรุษ) นั่น ผู้เป็นหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม จักเป็น ในกาลเป็นที่สุดลงรอบ แห่งอสงไขย ท. ๔ อันยิ่งด้วยแสนแห่งกัป ในกาลอันไม่มาแล้ว ดังนี้,

    อนุปุพพีกถา ในเรื่องสญชัยนั้น ดังต่อไปนี้ความพิสดารว่า ในที่สุด ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ไป พระศาสดาของเราทั้งหลาย เป็นกุมารของพราหมณ์นามว่าสุเมธะ ในอมรวดีนคร ถึงความสำเร็จศิลปะทุกอย่างแล้ว โดยกาลล่วงไปแห่งมารดาและบิดา ทรงบริจาคทรัพย์นับได้หลายโกฏิ บวชเป็นฤษีอยู่ในหิมวันตประเทศ ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ไปโดยอากาศเห็นคนถางทางอยู่เพื่อประโยชน์เสด็จ (ออก) จากสุทัศนวิหาร เข้าไปสู่อมรวดีนคร แห่งพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร แม้ตนเองก็ถือเอาประเทศแห่งหนึ่ง, เมื่อประเทศนั้น ยังไม่ทันเสร็จ, นอนทอดตนให้เป็นสะพาน ลาดหนังเสือเหลืองบนเปือกตม เพื่อพระศาสดาผู้เสด็จมาแล้ว ด้วยประสงค์ว่า "ขอพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก ไม่ต้องทรงเหยียบเปือกตม จงทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด" แต่พอพระศาสดาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงพยากรณ์ว่า"ผู้นี้เป็นพุทธังกูร จักเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโดดม ในที่สุด ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัลป์ในอนาคต,"

  2. ๒

    ในกาลต่อมาแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาพระองค์นั้น ก็ได้รับพยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้เสด็จ อุบัติขึ้นส่องโลกให้สว่างไสว ๒๓ พระองค์เหล่านี้ คือ พระโกณฑัญญะ ๑ พระสุมังคละ ๑ พระสุมนะ ๑ พระเรวตะ ๑ พระโสภิตะ ๑ พระอโนมทัสสี ๑ พระสุมนะ ๑ พระนารทะ ๑ พระปทุมุตตระ ๑ พระสุเมธะ ๑ พระสุชาตะ ๑ พระปิยทัสสี ๑ พระอัตถทัสสี ๑ พระธรรมทัสสี ๑ พระสิทธัตถะ ๑ พระติสสะ ๑ พระปุสสะ ๑ พระวิปัสสี ๑ พระสิขี ๑ พระเวสสภู ๑ พระกกุสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑ ทรงบำเพ็ญพระบารมีครบถ้วน ๓๐ ประการคือ พระบารมี ๑๐ พระอุปบารมี ๑๐ พระปรมัตถบารมี ๑๐ ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้
    แผ่นดินให้ไหว ๗ ครั้ง บริจาคพระโอรสและพระชายา เมื่อสิ้นพระชนมายุ ก็บังเกิดในดุสิตบุรี ได้ดำรงอยู่ในดุสิตบุรีนั้นจนตลอดพระชนมายุแล้ว ฯ

    ตสฺส สตฺถุโน อปรภาเค “โกณฺฑญฺโญ สุมงฺคโล สุมโน เรวโต โสภิโต อโนมทสฺสี ปทุโม นารโท ปทุมุตฺตโร สุเมโธ สุชาโต ปิยทสฺสี อตฺถทสฺสี ธมฺมทสฺสี สิทฺธตฺโถ ติสฺโส ปุสฺโส วิปสฺสี สิขี เวสฺสภู กกุสนฺโธ โกนาคมโน กสฺสโป จาติ โลกํ โอภาเสตฺวา อุปฺปนฺนานํ อิเมสํปิ เตวีสติยา พุทฺธานํ สนฺติเก ลทฺธพฺยากรโณ “ทส ปารมิโย ทส อุปปารมิโย ทส ปรมตฺถปารมิโยติ สมตึสปารมิโย ปูเรตฺวา เวสฺสนฺตรตฺตภาเว ฐิโต สตฺตกฺขตฺตุํ ปฐวีกมฺปนานิ มหาทานานิ ทตฺวา ปุตฺตทารํ ปริจฺจชิตฺวา อายุปริโยสาเน ตุสิตปุเร นิพฺพตฺติตฺวา ตตฺถ ยาวตายุกํ ฐตฺวา, ทสสหสฺสจกฺกวาฬเทวตาหิ สนฺนิปติตฺวา

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก แห่งพระศาสดา (พระองค์) นั้น ผู้มีพยากรณ์อันได้แล้ว ในสำนัก ของพระพุทธเจ้า ท. ๒๓ พระองค์ แม้เหล่านี้ ผู้เสด็จอุบัติแล้ว ยังโลก ให้สว่าง คือ อ.พระโกณฑัญญะด้วย อ.พระสุมังคละด้วย อ.พระสุมนะด้วย อ.พระเรวตะด้วย อ.พระโสภิตะด้วย อ.พระอโนมทัสสีด้วย อ.พระปทุมะด้วย อ.พระนารทะด้วย อ.พระปทุมุตตระด้วย อ.พระสุเมธะด้วย อ.พระสุชาตะด้วย อ.พระปิยทัสสีด้วย อ.พระอัตถทัสสีด้วย อ.พระธรรมทัสสีด้วย อ.พระสิทธัตถะด้วย อ.พระติสสะด้วย อ.พระปุสสะด้วย อ.พระวิปัสสีด้วย อ.พระสิขีด้วย อ.พระเวสสภูด้วย อ.พระกกุสันธะด้วย อ.พระโกนาคมนะด้วย อ.พระกัสสปะ ด้วย ทรงยัง บารมี ๓๐ อันเสมอ ท. คือ อ.บารมี ท. ๑๐ อ.อุปบารมี ท. ๑๐ อ.ปรมัตถบารมี ท. ๑๐ ให้เต็มแล้ว ทรงดำรงอยู่แล้ว ในอัตภาพแห่งพระเวสสันดร ทรงถวายแล้ว ซึ่งทานอันใหญ่ ท. อันเป็นเหตุหวั่นไหวแห่งแผ่นดิน เจ็ดครั้ง ทรงบริจาคแล้ว ซึ่งพระโอรสและพระชายา ทรงบังเกิดแล้ว ในบุรีชื่อว่าดุสิต ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งอายุ ทรงดำรงอยู่แล้ว (ในบุรีชื่อว่าดุสิต) นั้น สิ้นกาลกำหนดเพียงใดแห่งอายุ, อันเทวดาในจักรวาลหมื่นหนึ่ง ท. ประชุมกันแล้ว

    ในสมัยต่อมาแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น ก็ได้รับพยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์ ซึ่งเสด็จอุบัติส่องโลกให้สว่างแม้เหล่านี้ คือ พระโกณฑัญญะ ๑ พระสุมังคละ ๑ พระสุมนะ ๑ พระเรวตะ พระโสภิตะ ๑ พระอโนมทัสสี ๑ พระสุมนะ ๑ พระนารทะ ๑ พระปทุมุตตระ ๑ พระสุเมธะ ๑ พระสุชาตะ ๑ พระปิยทัสสี ๑ พระอัตถทัสสี ๑ พระธรรมทัสสี ๑ พระสิทธัตถะ ๑ พระติสสะ ๑ พระปุสสะ ๑ พระวิปัสสี ๑ พระสิขี ๑ พระเวสสภู ๑ พระกกุสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑" ทรงบำเพ็ญบารมีครบ ๓๐ คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐, (ครั้ง) ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ให้มหาทาน อันทำแผ่นดินให้ไหว ๘ ครั้ง ทรงบริจาคพระโอรสและพระชายา, ในที่สุดพระชนมายุ , ก็ทรงอุบัติในดุสิตบุรี ดำรงอยู่ในดุสิตบุรีนั้น ตลอดพระชนมายุ, เมื่อเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมกัน อาราธนาว่า

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒ หน้า ๗๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อพระอรหันต์เกิดในโลก ๖๑ องค์แล้วด้วยประการฉะนี้ พระบรมศาสดาทรงอยู่จำพรรษาปวารณาแล้ว ทรงส่งพระ ๖๐ องค์ไปในทิศทั้งหลาย ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเถิด ดังนี้เป็นต้น พระองค์เองเสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศในระหว่างทาง ได้ทรงแนะนำภัทรวัคคีย์กุมาร ๓๐ คน ณ ราวป่าฝ้าย ฯ

    เอวํ โลเก เอกสฏฺฐิยา อรหนฺเตสุ ชาเตสุ, วุตฺถวสฺโส ปวาเรตฺวา “จรถ ภิกฺขเว จาริกนฺติ สฏฺฐิภิกฺขู ทิสาสุ เปเสตฺวา สยํ อุรุเวลํ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค กปฺปาสิกวนสณฺเฑ ตึสชเน ภทฺทวคฺคิยกุมาเร วิเนสิ.

    ครั้นเมื่อ พระอรหันต์ ท. ๖๑ เกิดแล้ว ในโลก อย่างนี้, (อ.พระศาสดา) ผู้มีกาลฝนอันประทับอยู่แล้ว ทรงปวารณาแล้ว ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งภิกษุ ๖๐ ท. ในทิศ ท. (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จงเที่ยวไป สู่ที่จาริก ดังนี้เป็นต้น เสด็จไปอยู่ สู่ประเทศชื่อว่าอุรุเวลา เอง ทรงแนะนำแล้ว ซึ่งกุมารผู้นับเนื่องแล้วในพวกอันเจริญ ท. ผู้เป็นชน ๓๐ ในชัฏแห่งป่าฝ้าย ในระหว่างแห่งหนทาง ฯ

    เมื่อพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ พระองค์ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว, พระศาสดาเสด็จอยู่จำพรรษาปวารณาแล้ว ทรงส่งภิกษุ ๖๐ รูปไปในทิศทั้งหลายด้วยพระพุทธดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเถิด" ดังนี้เป็นต้น, ส่วนพระองค์เสด็จไปอุรุเวลาประเทศ ในระหว่างทาง ได้ทรงแนะนำภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คน ณ ราวป่ากัปปาสิกวัน.

  2. ๒

    บรรดาภัทรวัคคีย์เหล่านั้นอย่างต่ำกว่าเขาทั้งหมด ได้เป็นพระโสดาบัน อย่างสูงกว่าเขาทั้งหมดได้เป็นพระอนาคามี ฯ

    เตสุ สพฺพปจฺฉิมโก โสตาปนฺโน, สพฺพุตฺตโม อนาคามี อโหสิ.

    (ในกุมาร ท.) เหล่านั้นหนา (อ.กุมาร) ผู้เกิดแล้วในภายหลังแห่งกุมารทั้งปวง เป็นพระโสดาบัน (ได้เป็นแล้ว) , (อ.กุมาร) ผู้สูงสุดแห่งกุมารทั้งปวง เป็นพระอนาคามี ได้เป็นแล้ว ฯ

    บรรดาภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คนนั้น อย่างต่ำกว่าเขาทั้งหมด ได้เป็นโสดาบัน, สูงกว่าเขาทั้งหมด ได้เป็นพระอนาคามี.

  3. ๓

    พระพุทธองค์ทรงให้ภัทรวัคคียแม้เหล่านั้นทั้งหมดบวชโดยความเป็นเอหิภิกขุอย่างเดียวกันแล้ว ทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย พระองค์เองเสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ อย่าง แนะนำชฎิล ๓ พี่น้อง มีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น ซึ่งมีชฎิล ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร ให้บวชโดยความเป็นเอหิภิกขุ เช่นเดียวกันแล้ว ให้นั่งประชุมกันที่คยาสีสะประเทศ ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตด้วยเทศนา อาทิตตปริยายสูตรแล้ว ผู้อันพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์นั้นแวดล้อม ทรงพระดำริว่า เราจักเปลื้องปฏิญญาที่ถวายไว้แก่พระเจ้าพิมพิสาร ดังนี้ จึงเสด็จไปยังอุทยานสวนตาลหนุ่มใกล้ แดนพระนครราชคฤห์ ตรัสพระธรรมกถาอันไพเราะแด่พระราชาผู้ทรงสดับข่าวว่า ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ดังนี้ จึงเสด็จมาพร้อมกับพราหมณ์และคฤหบดี ๑๒ นหุต ทรงให้พระราชาพร้อมกับพราหมณ์และคฤหบดี ๑๑ นหุต ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อีกนหุตหนึ่งให้ดำรงอยู่ในสรณะทั้งหลาย วันรุ่งขึ้น ผู้มีพระคุณอันท้าวสักกเทวราช ซึ่งแปลงเพศเป็นมาณพน้อยชมเชยแล้ว เสด็จเข้าไปยังพระนครราชคฤห์ ทรงทำภัตกิจในพระราชนิเวศน์แล้ว ทรงรับพระเวฬุวนารามแล้ว สำเร็จการประทับอยู่ ณ พระเวฬุวนารามนั้นแล ฯ

    เตปิ สพฺเพ เอหิภิกฺขุภาเวเนว ปพฺพาเชตฺวา ทิสาสุ เปเสตฺวา สยํ อุรุเวลํ คนฺตฺวา อฑฺฒุฑฺฒานิ ปาฏิหาริยสหสฺสานิ ทสฺเสตฺวา อุรุเวลกสฺสปาทโย สหสฺสชฏิลปริวาเร เตภาติกชฏิเล วิเนตฺวา เอหิภิกฺขุภาเวเนว ปพฺพาเชตฺวา คยาสีเส นิสีทาเปตฺวา อาทิตฺตปริยายเทสนาย อรหตฺเต ปติฏฺฐาเปตฺวา เตน อรหนฺตสหสฺเสน ปริวุโต “พิมฺพิสารรญฺโญ ทินฺนํ ปฏิญฺญํ โมเจสฺสามีติ ราชคหนครุปจาเร ลฏฺฐิวนุยฺยานํ คนฺตฺวา “สตฺถา กิร อาคโตติ สุตฺวา ทฺวาทสนหุเตหิ พฺราหฺมณคหปติเกหิ สทฺธึ อาคตสฺส รญฺโญ มธุรธมฺมกถํ กเถนฺโต ราชานํ เอกาทสหิ นหุเตหิ สทฺธึ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปตฺวา เอกํ นหุตํ สรเณสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ปุนทิวเส สกฺเกน เทวรญฺญา มาณวกวณฺณํ คเหตฺวา อภิตฺถุตคุโณ ราชคหนครํ ปวิสิตฺวา ราชนิเวสเน กตภตฺตกิจฺโจ เวฬุวนารามํ ปฏิคฺคเหตฺวา ตตฺเถว วาสํ กปฺเปสิ.

    (อ.พระศาสดา) (ทรงยังกุมาร ท.) ทั้งปวง แม้เหล่านั้น ให้บวชแล้ว ด้วยความเป็นแห่งเอหิภิกขุนั่นเทียว ทรงส่งไปแล้ว ในทิศ ท. เสด็จไปแล้ว สู่ประเทศชื่อว่าอุรุเวลา เอง ทรงแสดงแล้ว ซึ่งพันแห่งปาฏิหาริย์ ท. ที่ ๔ ด้วยทั้งกึ่ง ทรงแนะนำแล้ว ซึ่งชฎิลพี่น้องชาย ๓ ท. มีชฎิลพันหนึ่งเป็นบริวาร มีชฎิลชื่อว่าอุรุเวลากัสสปะเป็นต้น (ทรงยังชฎิล ท. เหล่านั้น) ให้บวชแล้ว ด้วยความเป็นแห่งเอหิภิกขุนั่นเทียว ทรงให้นั่งแล้ว ณ ประเทศชื่อว่าคยาสีสะ ทรงให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในพระอรหัต ด้วยเทศนาคืออาทิตตปริยายสูตร ผู้อัน พันแห่งพระอรหันต์ นั้น แวดล้อมแล้ว (ทรงดำริแล้ว) ว่า (อ.เรา) จักเปลื้อง ซึ่งปฏิญญา อัน (อันเรา) ให้แล้ว แก่พระราชาพระนามว่าพิมพิสาร ดังนี้ เสด็จไปแล้ว สู่สวนชื่อว่าลัฏฐิวัน ใกล้อุปจารแห่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ตรัสอยู่ ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรมอันไพเราะ แก่พระราชา ผู้ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ดังนี้ เสด็จมาแล้ว กับ ด้วยพราหมณ์และคฤหบดี ท. มีหมื่นสิบสองเป็นประมาณ ทรงยัง พระราชา กับ ด้วยนหุต ท. ๑๑ ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล ทรงยังนหุตหนึ่ง ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในสรณะ ท. ผู้มีพระคุณอัน ท้าวสักกะ ผู้พระราชาแห่งเทพ ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งเพศแห่งมาณพ ทรงชมเชยแล้ว เสด็จเข้าไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ ในวันรุ่งขึ้น ผู้มีกิจด้วยภัตรอันทรงกระทำแล้ว ในพระราชนิเวศน์ ทรงรับเฉพาะแล้ว ซึ่งอารามชื่อว่าเวฬุวัน ทรงสำเร็จแล้ว ซึ่งการประทับอยู่ (ในอาราม) นั้นนั่นเทียว ฯ

    พระองค์ทรงให้ภัทวัคคีย์ทั้งหมดแม้นั้น บรรพชาด้วยเอหิภิกขุภาวะอย่างเดียวกันแล้ว ทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย, ส่วนพระองค์เสด็จไปอุรุเวลาประเทศ ทรงแสดงปาฏิหาริย์สามพันห้าร้อยอย่าง แนะนำชฏิล ๓ พี่น้อง ซึ่งมีชฎิลพันคนเป็นบริวาร มีอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น ให้บรรพชาด้วยเอหิภิกขุภาวะเช่นเดียวกันแล้ว ให้ประชุมกันที่คยาสีสประเทศ ให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต ด้วยอาทิตตปริยายเทศนาแวดล้อมด้วยพระอรหันต์พันองค์นั้น เสด็จไปสู่อุทยานลัฏฐิวัน ใกล้แดนพระนครราชคฤห์ ด้วยทรงพระดำริว่า "จักเปลื้องปฏิญญา ที่ถวายไว้แก่พระเจ้าพิมพิสาร" ตรัสพระธรรมกถา อันไพเราะแด่พระราชา ผู้ทรงสดับข่าวว่า "ทราบว่า พระศาสดา เสด็จมาแล้ว" เสด็จมาเฝ้า พร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดี ๑๒ นหุต ยังพระราชากับพราหมณ์และคฤหบดี ๑๑ นหุต ให้ตั้งอยู่ในพระโสดาปัตติผล อีกนหุตหนึ่งให้ตั้งอยู่ในสรณะ ๓, วันรุ่งขึ้น มีพระคุณอันท้าวสักกเทวราชทรงแปลงเพศเป็นมาณพชมเชยแล้ว เสด็จเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ ทรงทำภัตกิจในพระราชนิเวศน์ ทรงรับเวฬุวนาราม ประทับอยู่ในเวฬุวนารามนั้นนั่นแล.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๘๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงอุบัติแล้วนั่นแล ได้มีบ้านพราหมณ์ ๒ หมู่บ้าน คืออุปติสสคาม ๑ โกลิตคาม ๑ (อยู่)ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์นัก ฯ

    ตตฺรายํ อนุปุพฺพีกถา: อนุปฺปนฺเนเยว หิ พุทฺเธ, ราชคหโต อวิทูเร “อุปติสฺสคาโม จ โกลิตคาโม จาติ เทฺว พฺราหฺมณคามา อเหสุํ.

    อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าว โดยลำดับ ในเรื่องนั้น นี้ : ก็ ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้า ไม่เสด็จอุบัติแล้วนั่นเทียว , อ.บ้าน แห่งพราหมณ์ ท. ๒ คือ อ.อุปติสสคาม ด้วย อ.โกลิตคาม ด้วย ได้มีแล้ว ในที่อันไม่ไกล จากเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ฯ

    อนุปุพพีกถาในเรื่องพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะนั้น ดังต่อไปนี้ :- ความพิสดารว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติแล้วนั่งแล. ได้มีบ้านพราหมณ์ ๒ ตำบล คือ อุปติสสคาม ๑ โกลิตคาม ๑ ในที่ไม่ไกล แต่กรุงราชคฤห์.

  2. ๒

    ใน ๒ หมู่บ้านนั้น ในวันที่นางพราหมณีนามว่าสารีในอุปติสคามตั้งครรภ์นั่นแล แม้นางพราหมณีนามว่าโมคคัลลี ในโกลิตคามก็ตั้งครรภ์ด้วย ฯ

    เตสุ อุปติสฺสคาเม สาริยา นาม พฺราหฺมณิยา คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตทิวเสเยว โกลิตคาเม โมคฺคลฺลิยา นาม พฺราหฺมณิยาปิ คพฺโภ ปติฏฺฐหิ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แม้แก่นางพราหมณี ชื่อว่า โมคคัลลี ในโกลิตคาม ในวัน แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว แก่นางพราหมณี ชื่อว่า สารี นั่นเทียว (ในบ้านแห่งพราหมณ์ ท. ๒) เหล่านั้นหนา ในอุปติสสคาม ฯ

    ใน ๒ บ้านนั้น ในวันที่นางพราหมณีชื่อสารี ในอุปติสสคามตั้งครรภ์นั่นแล แม้นางพราหมณี ชื่อโมคคัลลีในโกลิตคาม ก็ตั้งครรภ์.

  3. ๓

    เล่ากันมาว่า ทั้ง ๒ ตระกูลนั้น ได้เป็นสหายเกี่ยวพันสืบเนื่องถึงกันมาถึง ๗ ชั่วเครือสกุลทีเดียว ฯ

    ตานิ กิร เทฺวปิ กุลานิ ยาว สตฺตมา กุลปริวฏฺฏา อาพทฺธปฏิพทฺธสหายกาเนว.

    ได้ยินว่า อ.ตระกูล ท. แม้ ๒ เหล่านั้น เป็นสหายผู้ทั้งเนื่องกันทั่วแล้วทั้งเนื่องเฉพาะแล้วนั่นเทียว เพียงใดแต่ อันเวียนรอบ แห่งตระกูล ที่ ๗ (ได้เป็นแล้ว) ฯ

    ได้ยินว่า ตระกูลทั้ง ๒ นั้น ได้เป็นสหาย เกี่ยวพันสืบเนื่องกันมาถึง ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว.

  4. ๔

    พราหมณ์ผู้สามีได้ให้ปัจจัยเครื่องบริหารครรภ์ แก่นางพราหมณีทั้ง ๒ นางนั้น ในวันเดียวกันเหมือนกัน ฯ

    ตาสํ ทฺวินฺนํปิ เอกทิวสเมว คพฺภปริหารํ อทํสุ.

    (อ.ญาติ ท.) ได้ให้แล้ว ซึ่งวัตถุเป็นเครื่องบริหารซึ่งครรภ์ (แก่พราหมณี ท.) แม้ ๒ เหล่านั้น ในวันเดียวกันนั่นเทียว ฯ

    พราหมณ์ผู้สามีได้ ให้พิธีบริหารครรภ์แก่พราหมณีทั้ง ๒ นั้น ในวันเดียวกันเหมือนกัน.

  5. ๕

    ล่วงไปได้ ๑๐ เดือน ทั้ง ๒ นางนั้น ก็คลอดบุตร ฯ

    ตา อุโภปิ ทสมาสจฺจเยน ปุตฺเต วิชายึสุ.

    (อ.พราหมณี ท.) แม้ทั้ง ๒ เหล่านั้น คลอดแล้ว ซึ่งบุตร ท. โดยอันล่วงไปแห่งเดือน ๑๐ ฯ

    โดยกาลล่วงไป ๑๐ เดือน นางพราหมณีทั้ง ๒ นั้นก็คลอดบุตร.

  6. ๖

    ในวันตั้งชื่อ พวกญาติตั้งชื่อบุตรของนางสารีพราหมณีว่า อุปติสสะ เพราะเป็นลูกชายของตระกูลนายบ้านในอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณีนอกนี้ว่า โกลิตะเพราะเป็นลูกชายของตระกูลนายบ้านในโกลิตคาม ฯ

    นามคฺคหณทิวเส สาริยา พฺราหฺมณิยา ปุตฺตสฺส อุปติสฺสคามเก เชฏฺฐกุลสฺส ปุตฺตตฺตา “อุปติสฺโสติ นามํ อกํสุ. อิตรสฺส โกลิตคาเม เชฏฺฐกุลสฺส ปุตฺตตฺตา “โกลิโตติ นามํ อกํสุ.

    ในวันเป็นที่ถือเอาซึ่งชื่อ (อ.ญาติ ท.) ได้กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.อุปติสสะ ดังนี้ ให้เป็นชื่อ ของบุตร ของพราหมณี ชื่อว่าสารี เพราะความที่ (แห่งเด็กนั้น) เป็นบุตร ของตระกูลอันเจริญที่สุด ในอุปติสสคาม ฯ (อ.ญาติ ท.) ได้กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.โกลิตะ ดังนี้ ให้เป็นชื่อ (ของบุตร ของพราหมณี ชื่อว่าโมคคัลลี) นอกนี้ เพราะความที่ (แห่งเด็กนั้น) เป็นบุตร ของตระกูลอันเจริญที่สุด ในโกลิตคาม ฯ

    ในวันขนานชื่อ พวกญาติตั้งชื่อบุตรของสารีพราหมณีว่า "อุปติสสะ" เพราะเป็นบุตรของตระกูลนายบ้าน ในตำบลอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรของโมคคัลลีพราหมณีว่า "โกลิตะ" เพราะเป็นบุตรของตระกูลนายบ้านในตำบลโกลิตคามนอกนี้.

  7. ๗

    เด็กทั้ง ๒ คนนั้น เจริญเติบโตแล้ว ได้ถึงฝั่ง(ความสำเร็จ)แห่งศิลปะทุกแขนง ฯ

    เต อุโภปิ วุฑฺฒิมนฺวาย สพฺพสิปฺปานํ ปารํ อคมํสุ.

    (อ.เด็ก ท.) แม้ทั้ง ๒ เหล่านั้น อาศัยแล้ว ซึ่งความเจริญ ได้ถึงแล้ว ซึ่งฝั่ง แห่งศิลปะทั้งปวง ท. ฯ

    เด็กนี้ ๒ นั้นถึงความเจริญแล้ว ได้ถึงความสำเร็จแห่งศิลปะทุกอย่าง.

  8. ๘

    ในเวลาไปแม่น้ำหรือสวนเพื่อประสงค์จะเล่น อุปติสสมาณพ มีเสลี่ยงทองคำ ๕๐๐ เป็นเครื่องแห่แหน(บริวาร) โกลิตมาณพ มีรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๕๐๐ เป็นเครื่องแห่แหน(บริวาร) ฯ

    อุปติสฺสมาณวสฺส กีฬนตฺถาย นทึ วา อุยฺยานํ วา คมนกาเล ปญฺจ สุวณฺณสิวิกาสตานิ ปริวารานิ โหนฺติ, โกลิตมาณวสฺส ปญฺจ อาชญฺญรถสตานิ.

    ในกาลเป็นที่ไป สู่แม่น้ำ หรือ หรือว่า สู่สวน เพื่อประโยชน์แก่การเล่น อ.ร้อยแห่งวออันเป็นวิการแห่งทอง ท. ๕ เป็นบริวาร ของมาณพชื่อว่าอุปติสสะ ย่อมเป็น, อ.ร้อยแห่งรถอันเทียมแล้วด้วยม้าอาชาไนย ท. ๕ (เป็นบริวาร) ของมาณพชื่อว่าโกลิตะ (ย่อมเป็น) ฯ

    ในเวลาไปสู่แม่น้ำหรือสวนเพื่อประโยชน์จะเล่น อุปติสสมาณพมีเสลี่ยงทองคำ ๕๐๐ เป็นเครื่องแห่แหน, โกลิตมาณพมีรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๕๐๐ เป็นเครื่องแห่แหน.

  9. ๙

    ชน ทั้ง ๒ คน มีมาณพเป็นบริวารคนละ ๕๐๐ ฯ

    เทฺวปิ ชนา ปญฺจปญฺจมาณวสตปริวารา โหนฺติ.

    อ.ชน ท. แม้ ๒ เป็นผู้มีร้อยแห่งมาณพห้าห้าเป็นบริวาร ย่อมเป็น ฯ

    ชนทั้ง ๒ มีมาณพเป็นบริวารคนละ ๕๐๐.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๘๐–๘๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ ในกรุงราชคฤห์ มีมหรสพบนยอดเขา(ประจำ)ทุกปี ฯ

    ราชคเห จ อนุสํวจฺฉเร คิรคฺคสมชฺโช นาม โหติ.

    ก็ ชื่อ อ.มหรสพอันบุคคลพึงเล่นบนยอดแห่งภูเขา ในปีตามลำดับ ย่อมมี ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ฯ

    ก็ในกรุงราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขาทุก ๆ ปี.

  2. ๒

    พวกญาติได้ผูกเตียงซ้อนกันในที่เดียวกันนั่นแล เพื่อกุมารแม้ทั้ง ๒ นั้น ฯ

    เตสํ ทฺวินฺนํปิ เอกฏฺฐาเนเยว มญฺจาติมญฺจํ พนฺธนฺติ.

    (อ.บริวาร ท.) ย่อมผูก ซึ่งเตียงและเตียงเกิน ในที่แห่งเดียวกันนั่นเทียว (เพื่อชน ท.) แม้ ๒ เหล่านั้น ฯ

    หมู่ญาติได้ยกเตียงซ้อนกันเพื่อกุมารทั้ง ๒ นั้น ในที่เดียวกันนั่นเอง.

  3. ๓

    แม้ทั้ง ๒ กุมาร ก็นั่งดูมหรสพร่วมกัน ย่อมหัวเราะ ในฐานะอันควรหัวเราะ ย่อมถึงความสลดใจ ในฐานะควรสลดใจ (หรือ) ย่อมให้(ตก)รางวัล ในฐานะอันควรเพื่อตกรางวัล ฯ

    เทฺวปิ เอกโตว นิสีทิตฺวา สมชฺชํ ปสฺสนฺตา หสิตพฺพฏฺฐาเน หสนฺติ, สํเวคฏฺฐาเน สํเวคํ อาปชฺชนฺติ, ทายํ ทาตุํ ยุตฺตฏฺฐาเน ทายํ เทนฺติ.

    (อ.ชน ท.) แม้ ๒ นั่ง ดูอยู่ ซึ่งมหรสพ โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว ย่อมหัวเราะ ในที่อันตนควรหัวเราะ, ย่อมถึงทั่ว ซึ่งความสลด ในที่เป็นที่ตั้งแห่งความสลด, ย่อมให้ ซึ่งรางวัล ในที่อันควรแล้ว เพื่ออันให้ ซึ่งรางวัล ฯ

    แม้กุมารทั้ง ๒ ก็นั่งดูมหรสพร่วมกัน ย่อมหัวเราะในฐานะควรหัวเราะ ย่อมถึงความสังเวช ในฐานะที่ควรสังเวช ย่อมตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล.

  4. ๔

    วันหนึ่ง เมื่อกุมารทั้ง ๒ เหล่านั้น ชมมหรสพโดยทำนองนี้ การหัวเราะเป็นฐานะอันควรหัวเราะ ความสลดใจในฐานะอันควรสลดใจหรือการตกรางวัล ในฐานะที่ควรเพื่อตกรางวัล มิได้มีแล้วเหมือนในวันก่อน ๆ
    เพราะญาณถึงความแก่กล้าแล้ว ฯ

    เตสํ อิมินา นิยาเมน เอกทิวสํ สมชฺชํ ปสฺสนฺตานํ ปริปากคตตฺตา ญาณสฺส ปุริมทิวเสสุ วิย หสิตพฺพฏฺฐาเน หาโส วา สํเวคฏฺฐาเน สํเวโค วา ทายํ ทาตุํ ยุตฺตฏฺฐาเน ทายํ วา นาโหสิ.

    (เมื่อชน ท. ๒) เหล่านั้น ดูอยู่ ซึ่งมหรสพ ในวันหนึ่ง โดยทำนอง นี้ อ.การหัวเราะ ในที่อันตนควรหัวเราะหรือ หรือว่า อ.ความสลด ในที่เป็นที่ตั้งแห่งความสลด หรือว่า อ.รางวัล ในที่อันควรแล้ว เพื่ออันให้ ซึ่งรางวัล ราวกะ (อ.การหัวเราะ ในที่อันตนควรหัวเราะหรือ หรือว่า อ.ความสลด ในที่เป็นที่ตั้งแห่งความสลด หรือว่า อ.รางวัล ในที่อันควรแล้ว เพื่ออันให้ ซึ่งรางวัล) ในวันอันมีในก่อน ท. ไม่ได้มีแล้ว เพราะความที่ แห่งญาณ เป็นคุณชาตถึงแล้ว ซึ่งความแก่รอบ ฯ

    วันหนึ่ง เมื่อกุมารทั้ง ๒ เหล่านั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้ ความหัวเราะในฐานะที่ควรหัวเราะ หรือความสังเวชในฐานะที่ควรสังเวช หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล มิได้มีแล้วเหมือนในวันก่อน ๆ เพราะญาณถึงความแก่รอบแล้ว.

  5. ๕

    ก็ ทั้ง ๒ คน คิดกันอย่างนี้ว่า จะมีอะไรเล่าที่น่าดูในการนี้ คนแม้ทั้งหมดนี้ เมื่อยังไม่ถึง ๑๐๐ ปีเลย ก็จักถึงความเป็นสภาพที่หาบัญญัติไม่ได้ ก็ การที่เราทั้ง ๒ แสวงหาโมกษธรรม(ธรรมเครื่องหลุดพ้น) ชนิดเอก จึงควร(แท้) ดังนี้แล้ว จึงกำหนดถือเอาเป็นอารมณ์นั่งอยู่แล้ว ฯ

    เทฺว ปน ชนา เอวํ จินฺตยึสุ “ กึ เอตฺถ โอโลเกตพฺพํ อตฺถิ, สพฺเพปิเม อปฺปตฺเต วสฺสสเต อปณฺณตฺติกภาวํ คมิสฺสนฺติ, อมฺเหหิ ปน เอกํ โมกฺขธมฺมํ ปริเยสิตุํ วฏฺฏตีติ อารมฺมณํ คเหตฺวา นิสีทึสุ.

    ก็ อ.ชน ท. ๒ คิดแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.อะไร อัน (อันเรา ท.) พึงแลดู (ในมหรสพ) นี้ มีอยู่, (อ.ชน ท.) เหล่านี้ แม้ทั้งปวง ครั้นเมื่อ ร้อยแห่งปี ไม่ถึงแล้ว จักถึง ซึ่งความเป็นแห่งบุคคลผู้มีบัญญัติ หามิได้, ก็ อ.อัน อันเรา ท. แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น อย่างหนึ่ง ย่อมควร ดังนี้ นั่ง ถือเอาแล้ว (กระทำ) ให้เป็นอารมณ์ ฯ

    ก็ชนทั้ง ๒ คิดกันอย่างนี้ว่า "จะมีอะไรเล่า ? ที่น่าดูในการนี้, ชนทั้งหมดแม้นี้ เมื่อยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี, ก็จักถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติได้, ก็เราทั้ง ๒ ควรแสวงหาธรรมเครื่องพ้นอย่างเอก" ดังนี้แล้ว ถือเอาเป็นอารมณ์นั่งอยู่แล้ว.

  6. ๖

    ลำดับนั้น โกลิตะจึงพูดกับอุปติสสะว่า อุปติสสะ เพื่อนรัก ไฉนท่านจึงไม่หัวเราะรื่นเริงเหมือนในวันอื่น ๆ เล่า บัดนี้(เวลานี้) ท่าน (ดูจะ) เป็นคนค่อนข้างมีใจไม่เบิกบาน อะไรหรือที่ท่านกำหนดได้ ฯ

    ตโต โกลิโต อุปติสฺสํ อาห “สมฺม อุปติสฺส ตฺวํ น อญฺเญสุ ทิวเสสุ วิย หฏฺฐปหฏฺโฐ, อิทานิ อนตฺตมนธาตุโกสิ, กินฺเต สลฺลกฺขิตนฺติ.

    ในลำดับนั้น อ.โกลิตะ กล่าวแล้ว กะอุปติสสะ ว่า แน่ะอุปติสสะ ผู้สหาย อ.ท่าน เป็นผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งร่าเริงทั่วแล้ว ราวกะว่า (ผู้ร่าเริงแล้วและร่าเริงทั่วแล้ว) ในวัน ท. เหล่าอื่น (ย่อมเป็น) หามิได้, ในกาลนี้ (อ.ท่าน) เป็นผู้มีธาตุของบุคคลผู้มีใจมิใช่เป็นของมีอยู่แห่งตน ย่อมเป็น, อ.อะไร อันท่าน กำหนดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น โกลิตะพูดกะ อุปติสสะว่า "อุปติสสะผู้สหาย ไฉน ? ท่านจึงไม่หัวเราะรื่นเริงเหมือนในวันอื่น ๆ, วันนี้ ท่านมีใจไม่เบิกบาน ท่านกำหนดอะไรได้หรือ ?"

  7. ๗

    อุปติสสะนั้นกล่าวว่า โกลิตะ เพื่อนรัก เรา เป็นผู้นั่งคิดถึงเหตุนี้ว่า ในการดูของคนเหล่านี้สาระไม่มีเลย(หาสาระไม่ได้เลย) การดูนั่น ไร้ประโยชน์ การที่เราแสวงหาโมกษธรรมเพื่อตน สมควร(อย่างยิ่ง) ก็ ท่านเล่า เพราะเหตุไร จึง(ดู)เป็นผู้ไม่เบิกบาน (เช่นกัน) ฯ

    โส อาห “สมฺม โกลิต `เอเตสํ โอโลกเน สาโร นตฺถิ, นิรตฺถกเมตํ, อตฺตโน โมกฺขธมฺมํ คเวสิตุํ วฏฺฏตีติ อิทํ จินฺตยนฺโต นิสินฺโนมฺหิ, ตฺวํ ปน กสฺมา อนตฺตมโนสีติ.

    (อ.อุปติสสะ) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะโกลิตะ ผู้สหาย (อ.เรา) เป็นผู้นั่ง คิดอยู่แล้ว (ซึ่งเหตุ) นี้ ว่า อ.สาระ ในการแลดู (ซึ่งชน ท.) เหล่านั่น ย่อมไม่มี, (อ.การแลดู) นั่น เป็นของมีประโยชน์ออกแล้ว (ย่อมเป็น), อ.อัน (อันเรา ท.) แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น เพื่อตน ย่อมควร ดังนี้ ย่อมเป็น, ก็ อ.ท่าน เป็นผู้ มีใจมิใช่เป็นของมีอยู่แห่งตน ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    อุปติสสะนั้นกล่าวว่า "โกลิตะผู้สหาย เรานั่งคิดถึงเหตุนี้ว่า "ในการดูคนเหล่านี้ หาสาระมิได้, การดูนี้ไม่มีประโยชน์, เราควรแสวงหาโมกขธรรมเพื่อตน," ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไร ? จึงไม่เบิกบาน."

  8. ๘

    แม้โกลิตะนั้น ก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    โสปิ ตเถวาห.

    (อ.โกลิตะ) แม้นั้น กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    แม้โกลิตะนั้น ก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน.

  9. ๙

    ลำดับนั้นอุปติสสะทราบ ความที่โกลิตะนั้นเป็นผู้มีอัธยาศัยเช่นเดียวกันกับตน จึงกล่าวว่า เพื่อนรัก เราทั้ง ๒ คิดกันดีแล้ว ก็ การที่เราแสวงหาโมกษธรรม สมควร อันธรรมดาผู้กำลังแสวงหา ได้การบรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงควร พวกเราจะบรรพชา ในสำนักของใคร ฯ

    อถสฺส อตฺตนา สทฺธึ เอกชฺฌาสยตํ ญตฺวา อุปติสฺโส อาห “สมฺม อมฺหากํ อุภินฺนํปิ สุจินฺติตํ, โมกฺขธมฺมํ ปน คเวสิตุํ วฏฺฏติ, คเวสนฺเตหิ นาม เอกํ ปพฺพชฺชํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ, กสฺส สนฺติเก ปพฺพชามาติ.

    ครั้งนั้น อ.อุปติสสะ รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งโกลิตะ) นั้น เป็นผู้มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกัน กับ ด้วยตน กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสหาย (อ.เหตุ) อันเรา ท. แม้ทั้ง ๒ คิดกันดีแล้ว, ก็ อ.อัน (อันเรา ท.) แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ย่อมควร, อ.อัน (อันชน ท.) ชื่อว่า ผู้แสวงหาอยู่ ได้ ซึ่งการบวช อย่างหนึ่ง ย่อมควร, (อ.เรา ท.) จะบวช ในสำนัก ของใคร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น อุปติสสะ ทราบความที่โกลิตะนั้นมีอัธยาศัยเช่นเดียวกันกับตน จึงกล่าวว่า "สหายเอ๋ย เราทั้ง ๒ คือกันดีแล้ว, ก็เราควรแสดงหาโมกขธรรม, ธรรมดาผู้แสวงหา ต้องได้บรรพชาชนิดหนึ่งจึงควร, เราทั้ง ๒ จะบรรพชาในสำนักใครเล่า ?"

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๒ หน้า ๘๑–๘๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ชนทั้ง ๒ คน คิดกันอย่างนี้ว่า ในการเล่นนี้ มีอะไรเล่าที่น่าดู คนพวกนี้แม้ทั้งหมด เมื่อยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็จักถึงความหาบัญญัติมิได้ ก็พวกเราสมควรแสวงหาโมกษธรรมสักอย่างหนึ่ง แล้วยึด (ความคิดนั้น) เป็นอารมณ์นั่งอยู่แล้ว ฯ

    เทฺว ปน ชนา เอวํ จินฺตยึสุ “ กึ เอตฺถ โอโลเกตพฺพํ อตฺถิ, สพฺเพปิเม อปฺปตฺเต วสฺสสเต อปณฺณตฺติกภาวํ คมิสฺสนฺติ, อมฺเหหิ ปน เอกํ โมกฺขธมฺมํ ปริเยสิตุํ วฏฺฏตีติ อารมฺมณํ คเหตฺวา นิสีทึสุ.

    ก็ อ.ชน ท. ๒ คิดแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.อะไร อัน (อันเรา ท.) พึงแลดู (ในมหรสพ) นี้ มีอยู่, (อ.ชน ท.) เหล่านี้ แม้ทั้งปวง ครั้นเมื่อ ร้อยแห่งปี ไม่ถึงแล้ว จักถึง ซึ่งความเป็นแห่งบุคคลผู้มีบัญญัติ หามิได้, ก็ อ.อัน อันเรา ท. แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น อย่างหนึ่ง ย่อมควร ดังนี้ นั่ง ถือเอาแล้ว (กระทำ) ให้เป็นอารมณ์ ฯ

    ก็ชนทั้ง ๒ คิดกันอย่างนี้ว่า "จะมีอะไรเล่า ? ที่น่าดูในการนี้, ชนทั้งหมดแม้นี้ เมื่อยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี, ก็จักถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติได้, ก็เราทั้ง ๒ ควรแสวงหาธรรมเครื่องพ้นอย่างเอก" ดังนี้แล้ว ถือเอาเป็นอารมณ์นั่งอยู่แล้ว.

  2. ๒

    ลำดับนั้นโกลิตมาณพพูดกะอุปติสสมาณพว่า สหาย อุปติสสะ เพื่อนไม่หัวเราะร่าเริงเหมือนวันอื่น ๆ เพื่อนกำหนดอะไรหรือ ฯ

    ตโต โกลิโต อุปติสฺสํ อาห “สมฺม อุปติสฺส ตฺวํ น อญฺเญสุ ทิวเสสุ วิย หฏฺฐปหฏฺโฐ, อิทานิ อนตฺตมนธาตุโกสิ, กินฺเต สลฺลกฺขิตนฺติ.

    ในลำดับนั้น อ.โกลิตะ กล่าวแล้ว กะอุปติสสะ ว่า แน่ะอุปติสสะ ผู้สหาย อ.ท่าน เป็นผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งร่าเริงทั่วแล้ว ราวกะว่า (ผู้ร่าเริงแล้วและร่าเริงทั่วแล้ว) ในวัน ท. เหล่าอื่น (ย่อมเป็น) หามิได้, ในกาลนี้ (อ.ท่าน) เป็นผู้มีธาตุของบุคคลผู้มีใจมิใช่เป็นของมีอยู่แห่งตน ย่อมเป็น, อ.อะไร อันท่าน กำหนดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น โกลิตะพูดกะ อุปติสสะว่า "อุปติสสะผู้สหาย ไฉน ? ท่านจึงไม่หัวเราะรื่นเริงเหมือนในวันอื่น ๆ, วันนี้ ท่านมีใจไม่เบิกบาน ท่านกำหนดอะไรได้หรือ ?"

  3. ๓

    อุปติสสมาณพพูดว่า สหาย โกลิตะ เรานั่งคิดถึงเหตุนี้ว่า ในการดูนักแสดงเหล่านี้ หาสาระมิได้ การดูการเล่นนี้ไร้ประโยชน์ เราสมควรแสวงหาโมกษธรรมเพื่อตน ฝ่ายเพื่อนเล่า เพราะเหตุไร จึงมีใจไม่เบิกบาน ฯ

    โส อาห “สมฺม โกลิต `เอเตสํ โอโลกเน สาโร นตฺถิ, นิรตฺถกเมตํ, อตฺตโน โมกฺขธมฺมํ คเวสิตุํ วฏฺฏตีติ อิทํ จินฺตยนฺโต นิสินฺโนมฺหิ, ตฺวํ ปน กสฺมา อนตฺตมโนสีติ.

    (อ.อุปติสสะ) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะโกลิตะ ผู้สหาย (อ.เรา) เป็นผู้นั่ง คิดอยู่แล้ว (ซึ่งเหตุ) นี้ ว่า อ.สาระ ในการแลดู (ซึ่งชน ท.) เหล่านั่น ย่อมไม่มี, (อ.การแลดู) นั่น เป็นของมีประโยชน์ออกแล้ว (ย่อมเป็น), อ.อัน (อันเรา ท.) แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น เพื่อตน ย่อมควร ดังนี้ ย่อมเป็น, ก็ อ.ท่าน เป็นผู้ มีใจมิใช่เป็นของมีอยู่แห่งตน ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    อุปติสสะนั้นกล่าวว่า "โกลิตะผู้สหาย เรานั่งคิดถึงเหตุนี้ว่า "ในการดูคนเหล่านี้ หาสาระมิได้, การดูนี้ไม่มีประโยชน์, เราควรแสวงหาโมกขธรรมเพื่อตน," ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไร ? จึงไม่เบิกบาน."

  4. ๔

    แม้โกลิตมาณพนั้นก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    โสปิ ตเถวาห.

    (อ.โกลิตะ) แม้นั้น กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    แม้โกลิตะนั้น ก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน.

  5. ๕

    ลำดับนั้นอุปติสสมาณพ รู้ว่าโกลิตมาณพมีอัธยาศัยอย่างเดียวกับตน จึงกล่าวว่า สหาย เราแม้ทั้ง ๒ คนคิดถูกแล้ว ก็เราสมควรแสวงหาโมกษธรรม ธรรมดา พวกคนผู้แสวงหา(โมกษธรรม) สมควรได้การบวชสักแบบหนึ่ง เราจักบวชสำนักใครเล่า ฯ

    อถสฺส อตฺตนา สทฺธึ เอกชฺฌาสยตํ ญตฺวา อุปติสฺโส อาห “สมฺม อมฺหากํ อุภินฺนํปิ สุจินฺติตํ, โมกฺขธมฺมํ ปน คเวสิตุํ วฏฺฏติ, คเวสนฺเตหิ นาม เอกํ ปพฺพชฺชํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ, กสฺส สนฺติเก ปพฺพชามาติ.

    ครั้งนั้น อ.อุปติสสะ รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งโกลิตะ) นั้น เป็นผู้มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกัน กับ ด้วยตน กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสหาย (อ.เหตุ) อันเรา ท. แม้ทั้ง ๒ คิดกันดีแล้ว, ก็ อ.อัน (อันเรา ท.) แสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ย่อมควร, อ.อัน (อันชน ท.) ชื่อว่า ผู้แสวงหาอยู่ ได้ ซึ่งการบวช อย่างหนึ่ง ย่อมควร, (อ.เรา ท.) จะบวช ในสำนัก ของใคร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น อุปติสสะ ทราบความที่โกลิตะนั้นมีอัธยาศัยเช่นเดียวกันกับตน จึงกล่าวว่า "สหายเอ๋ย เราทั้ง ๒ คือกันดีแล้ว, ก็เราควรแสดงหาโมกขธรรม, ธรรมดาผู้แสวงหา ต้องได้บรรพชาชนิดหนึ่งจึงควร, เราทั้ง ๒ จะบรรพชาในสำนักใครเล่า ?"

  6. ๖

    อุปติสสมาณพกับโกลิตมาณพทั้ง ๒ นั้น ตกลงกันว่า จักบวชสำนักสญชัยปริพาชกนั้นแล้ว จึงส่งมาณพ ๕๐๐ คนไปโดยสั่งว่า พวกท่านจงพาเอาวอและรถ (กลับ) ไปเถิด แล้วพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คนบวชสำนักสญชัยปริพาชก ฯ

    เตน โข ปน สมเยน สญฺชโย ปริพฺพาชโก ราชคเห ปฏิวสติ มหติยา ปริพฺพาชกปริสาย สทฺธึ. เต “ ตสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามาติ ปญฺจมาณวกสตานิ “สิวิกาโย จ รเถ จ คเหตฺวา คจฺฉถาติ อุยฺโยเชตฺวา ปญฺจหิ มาณวกสเตหิ สทฺธึ สญฺชยสฺส สนฺติเก ปพฺพชึสุ.

    ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.ปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ย่อมอยู่เฉพาะ ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์ กับ ด้วยบริษัทคือปริพาชก หมู่ใหญ่ ฯ (อ.ชน ท.) เหล่านั้น (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) จักบวช ในสำนัก (ของปริพาชก) นั้น ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งร้อยแห่งมาณพห้า ท. (ด้วยคำ) ว่า (อ.ท่าน ท.) ถือเอา ซึ่งวอ ท. ด้วย ซึ่งรถ ท. ด้วย จงไปเถิด ดังนี้ บวชแล้ว ในสำนัก ของปริพาชกชื่อว่าสญชัย กับ ด้วยร้อยแห่งมาณพ ท. ๕ ฯ

    ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชก อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่. สารีบุตรและโมคคัลลานะทั้ง ๒ นั้น ตกลงกันว่า "เราจักบวชในสำนักท่านสญชัยนั้น," ต่างมาณพ ๕๐๐ ไป ด้วยคำว่า "ท่านทั้งหลายจงเอาเสลี่ยงและรถไปเถิด," พร้อมด้วยมาณพ ๕๐๐ บวชแล้วในสำนักของสญชัย.

  7. ๗

    เพียง ๒๓ วันเท่านั้น ทั้ง ๒ คนนั้นก็เรียนจบลัทธิของสญชัยปริพาชกแล้ว จึงถามว่าท่านอาจารย์ ลัทธิที่ท่านรู้มีเพียงเท่านี้ หรือมีแม้ยิ่งกว่านี้ ฯ สญชัยปริพาชกตอบว่า มีเพียงเท่านี้ พวกเธอรู้จบหมดแล้ว ฯ

    เตสํ ปพฺพชิตกาลโต ปฏฺฐาย สญฺชโย อติเรกลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต อโหสิ. เต กติปาเหเนว สพฺพํ สญฺชยสฺส สมยํ ปริคฺคณฺหิตฺวา “อาจริย ตุมฺหากํ ชานนสมโย เอตฺตโกว อุทาหุ อุตฺตรึปิ อตฺถีติ ปุจฺฉึสุ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งลาภอันเลิศและยศอันเลิศยิ่งเกิน ได้เป็นแล้ว จำเดิม แต่กาล (แห่งชน ท.) ๒ เหล่านั้น บวชแล้ว ฯ (อ.ชน ท. ๒) เหล่านั้น เรียนเอาแล้ว ซึ่งลัทธิ ของปริพาชกชื่อว่าสญชัย ทั้งปวง โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.ลัทธิเป็นเหตุรู้ ของท่าน ท. เป็นลัทธิมีประมาณเท่านี้เทียว (ย่อมเป็น หรือ) หรือว่า อ.ลัทธิเป็นเหตุรู้ ของท่าน ท. มีอยู่ แม้ยิ่ง ดังนี้ ฯ

    จำเดิมแต่เขาทั้ง ๒ บวชแล้วสญชัยก็ได้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศอย่างเหลือเฟือ. ทั้ง ๒ เรียนจบลัทธิสมัยของสญชัยโดยสองสามวันเท่านั้น จึงถามว่า "ท่านอาจารย์ ลัทธิที่ท่านรู้ มีเพียงเท่านี้ หรือมีแม้ยิ่งกว่านี้ ?" เมื่อสญชัยตอบว่า "มีเพียงเท่านี้แหละ, เธอทั้ง ๒ รู้จงหมดแล้ว."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๘๑–๘๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชก อยู่อาศัยในกรุงราชคฤห์กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ ฯ

    เตน โข ปน สมเยน สญฺชโย ปริพฺพาชโก ราชคเห ปฏิวสติ มหติยา ปริพฺพาชกปริสาย สทฺธึ.

    ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.ปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ย่อมอยู่เฉพาะ ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์ กับ ด้วยบริษัทคือปริพาชก หมู่ใหญ่ ฯ

    ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชก อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่.

  2. ๒

    สารีบุตรและโมคคัลลานะทั้ง ๒ นั้น ตกลงกันว่า พวกเราจักบวชในสำนักของท่านสญชัยนั้น ต่างส่งมาณพ ๕๐๐ คนไปด้วยสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงเอาเสลี่ยงและรถไปเถิด บวชในสำนักของสญชัยพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน ฯ

    เต “ ตสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามาติ ปญฺจมาณวกสตานิ “สิวิกาโย จ รเถ จ คเหตฺวา คจฺฉถาติ อุยฺโยเชตฺวา ปญฺจหิ มาณวกสเตหิ สทฺธึ สญฺชยสฺส สนฺติเก ปพฺพชึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) จักบวช ในสำนัก (ของปริพาชก) นั้น ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งร้อยแห่งมาณพห้า ท. (ด้วยคำ) ว่า (อ.ท่าน ท.) ถือเอา ซึ่งวอ ท. ด้วย ซึ่งรถ ท. ด้วย จงไปเถิด ดังนี้ บวชแล้ว ในสำนัก ของปริพาชกชื่อว่าสญชัย กับ ด้วยร้อยแห่งมาณพ ท. ๕ ฯ

    สารีบุตรและโมคคัลลานะทั้ง ๒ นั้น ตกลงกันว่า "เราจักบวชในสำนักท่านสญชัยนั้น," ต่างมาณพ ๕๐๐ ไป ด้วยคำว่า "ท่านทั้งหลายจงเอาเสลี่ยงและรถไปเถิด," พร้อมด้วยมาณพ ๕๐๐ บวชแล้วในสำนักของสญชัย.

  3. ๓

    จำเดิม (นับ) แต่เวลาที่ทั้ง ๒ นั้นบวชแล้ว สญชัย ได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศอย่างเหลือหลาย ฯ

    เตสํ ปพฺพชิตกาลโต ปฏฺฐาย สญฺชโย อติเรกลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต อโหสิ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งลาภอันเลิศและยศอันเลิศยิ่งเกิน ได้เป็นแล้ว จำเดิม แต่กาล (แห่งชน ท.) ๒ เหล่านั้น บวชแล้ว ฯ

    จำเดิมแต่เขาทั้ง ๒ บวชแล้วสญชัยก็ได้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศอย่างเหลือเฟือ.

  4. ๔

    ทั้ง ๒ เรียนจบลัทธิสมัยของสญชัยทุกอย่าง โดยระยะเวลาเพียงสองสามวันเท่านั้น แล้วจึงถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิสมัยที่เป็น(องค์)ความรู้ของท่าน มีเพียงเท่านี้เท่านั้นหรือ หรือว่ามี(พิสดาร) ยิ่งไปกว่านี้ ฯ

    เต กติปาเหเนว สพฺพํ สญฺชยสฺส สมยํ ปริคฺคณฺหิตฺวา “อาจริย ตุมฺหากํ ชานนสมโย เอตฺตโกว อุทาหุ อุตฺตรึปิ อตฺถีติ ปุจฺฉึสุ.

    (อ.ชน ท. ๒) เหล่านั้น เรียนเอาแล้ว ซึ่งลัทธิ ของปริพาชกชื่อว่าสญชัย ทั้งปวง โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.ลัทธิเป็นเหตุรู้ ของท่าน ท. เป็นลัทธิมีประมาณเท่านี้เทียว (ย่อมเป็น หรือ) หรือว่า อ.ลัทธิเป็นเหตุรู้ ของท่าน ท. มีอยู่ แม้ยิ่ง ดังนี้ ฯ

    ทั้ง ๒ เรียนจบลัทธิสมัยของสญชัยโดยสองสามวันเท่านั้น จึงถามว่า "ท่านอาจารย์ ลัทธิที่ท่านรู้ มีเพียงเท่านี้ หรือมีแม้ยิ่งกว่านี้ ?" เมื่อสญชัยตอบว่า "มีเพียงเท่านี้แหละ, เธอทั้ง ๒ รู้จงหมดแล้ว."

  5. ๕

    เมื่อสญชัยตอบว่า มีเพียงเท่านี้เท่านั้นแหละ เธอทั้ง ๒ เรียนรู้(จบหลักสูตร)หมดสิ้นแล้ว เขาทั้ง ๒ จึงคิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของท่านอาจารย์ผู้นี้ ก็ไร้ประโยชน์ เราทั้ง ๒ พากันออกมาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม โมกขธรรมนั้น เราไม่สามารถ(ทำ) ให้เกิดขึ้นได้ในสำนักของท่านผู้นี้ อันชมพูทวีปใหญ่โตนัก พวกเราเที่ยวไปยังคามนิคมชนบทและราชธานีทั้งหลาย คงจักได้อาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมสักคนเป็นแน่ ฯ

    “เอตฺตโกว, สพฺพํ ตุมฺเหหิ ญาตนฺติ วุตฺเต, เต จินฺตยึสุ “เอวํ สติ, อิมสฺส สนฺติเก พฺรหฺมจริยวาโส นิรตฺถโก, มยํ โมกฺขธมฺมํ คเวสิตุํ นิกฺขนฺตา, โส อิมสฺส สนฺติเก อุปฺปาเทตุํ น สกฺกา, มหา โข ปน ชมฺพุทีโป, คามนิคมชนปทราชธานิโย จรนฺตา อทฺธา โมกฺขธมฺมเทสกํ กญฺจิ อาจริยํ ลภิสฺสามาติ.

    (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ลัทธิเป็นเหตุรู้ ของเรา) เป็นลัทธิมีประมาณเท่านี้เทียว (ย่อมเป็น), (อ.ความรู้) ทั้งปวง อันท่าน ท. รู้แล้ว ดังนี้ (อันปริพาชกชื่อว่าสญชัย) กล่าวแล้ว, (อ.สหาย ท. ๒) เหล่านั้น คิดแล้ว ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่), อ.การอยู่ เพื่อพรหมจรรย์ ในสำนัก (ของอาจารย์) นี้ เป็นสภาพมีประโยชน์ออกแล้ว (ย่อมเป็น), อ.เรา ท. เป็นผู้ออกไป แล้ว เพื่ออันแสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น (ย่อมเป็น), (อ.ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น) นั้น (อันเรา ท.) ไม่อาจ เพื่ออันให้เกิดขึ้น ในสำนัก (ของอาจารย์) นี้ , ก็ อ.ชมพูทวีป เป็นทวีปใหญ่ แล (ย่อมเป็น), อ.เรา ท. เที่ยวไปอยู่ สู่บ้านและนิคมและชนบทและราชธานี ท. จักได้ ซึ่งอาจารย์ บางคน ผู้แสดงซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น แน่แท้ ดังนี้ ฯ

    เขาทั้ง ๒ จึงคิดกันว่า "เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจารย์ ในสำนักของท่านผู้นี้ก็ไม่มีประโยชน์ เราทั้ง ๒ ออกมาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม, โมกขธรรมนั้นเราไม่สามารถให้เกิดขึ้นได้ในสำนักของท่านผู้นี้, อันชมพูทวีปใหญ่นัก, เราเที่ยวไปยังคามนิคมชนบท และราชธานี คงจักได้อาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมสักคนเป็นแน่."

  6. ๖

    ตั้งแต่นั้นมา ใครพูดว่า สมณพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต มีอยู่ ในที่ใด ๆ เขาทั้ง ๒ ไปทำการสนทนาธรรม(สากัจฉา) ในที่นั้น ๆ ฯ

    ตโต ปฏฺฐาย “ยตฺถ ยตฺถ ปณฺฑิตา สมณพฺราหฺมณา สนฺตีติ วทนฺติ; ตตฺถ ตตฺถ คนฺตฺวา สากจฺฉํ กโรนฺติ.

    (อ.ชน ท.) ย่อมกล่าว ว่า อ.สมณะและพราหมณ์ ท. ผู้ฉลาด มีอยู่ (ในที่) ใด ๆ ดังนี้; (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น) ไปแล้ว (ในที่) นั้น ๆ ย่อมกระทำ ซึ่งการสนทนา จำเดิม (แต่กาล) นั้น ฯ

    ตั้งแต่นั้น ใครพูด ในที่ใด ๆ ว่า "สมณพราหมณ์ผู้บัณฑิต มีอยู่ " เขาทั้ง ๒ ย่อมไปทำสากัจฉาในที่นั้น ๆ.

  7. ๗

    อาจารย์ท่านอื่น ๆ ไม่สามารถจะกล่าวแก้ปัญหาที่เขาทั้ง ๒ นั้นถามได้ แต่เขาทั้ง ๒ ย่อมกล่าวแก้ปัญหาของอาจารย์เหล่าอื่นนั้นได้ ฯ

    เตหิ ปุฏฺฐปญฺหํ อญฺเญ กเถตุํ น สกฺโกนฺติ, เต ปน เตสํ ปญฺหํ วิสฺสชฺเชนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่าอื่น ย่อมไม่อาจ เพื่ออันกล่าว ซึ่งปัญหา (อันสหาย ท. ๒) เหล่านั้นถามแล้ว, แต่ว่า อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น ย่อมแก้ ซึ่งปัญหา (ของชน ท.) เหล่านั้น ฯ

    ปัญหาที่เขาทั้ง ๒ ถามไป อาจารย์เหล่าอื่นหาอาจตอบได้ไม่, แต่เขาทั้ง ๒ ย่อมแก้ปัญหาของอาจารย์เหล่านั้นได้.

  8. ๘

    เขาทั้ง ๒ ตรวจสอบทั่วชมพูทวีปอย่างนี้แล้ว จึงกลับมายังที่อยู่ของตนตามเดิมแล้วได้บันทึกข้อตกลง(ทำกติกา) กันว่า โกลิตะ สหายรัก ในเราทั้ง ๒ คน ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอก(แก่อีกคนหนึ่ง) ด้วย ฯ

    เอวํ สกลชมฺพุทีปํ ปริคฺคณฺหิตฺวา นิวตฺติตฺวา สกฏฺฐานเมว อาคนฺตฺวา “สมฺม โกลิต อมฺเหสุ โย ปฐมํ อมตํ อธิคจฺฉติ, โส อาโรเจตูติ กติกํ อกํสุ.

    (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น) กำหนดถือเอาแล้ว ซึ่งชมพูทวีป ทั้งสิ้น อย่างนี้ กลับแล้ว มาแล้ว สู่ที่อันเป็นของตนนั่นเทียว ได้กระทำแล้ว ซึ่งกติกา ว่า แน่ะโกลิตะ ผู้สหาย ในเรา ท. หนา อ.บุคคลใด ย่อมถึงทับ (ซึ่งธรรม) อันไม่ตายแล้ว ก่อน, (อ.บุคคล) นั้น จงบอก ดังนี้ ฯ

    เขาสอบสวนทั่วชมพูทวีปอย่างนั้นแล้ว กลับมายังที่อยู่ของตนจึงทำกติกากันว่า "โกลิตะผู้สหาย ในเรา ๒ คน ผู้ใดได้บรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอก (แก่กัน)."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๑ ข้อ ๒ หน้า ๘๒–๘๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อปริพพาชกทั้งสองเหล่านั้นครั้นกระทำข้อตกลงกันอย่างนั้นอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จถึงพระนครราชคฤห์ ทรงรับ (ถวาย) สวนไม้ไผ่แล้ว ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ตามลำดับความดังกล่าวแล้ว ฯ

    เอวํ เตสุ กติกํ กตฺวา วิหรนฺเตสุ, สตฺถา วุตฺตานุกฺกเมน ราชคหํ ปตฺวา เวฬุวนํ ปฏิคฺคเหตฺวา เวฬุวเน วิหรติ.

    (ครั้นเมื่อสหาย ท. ๒) เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งกติกา อยู่อยู่ อย่างนี้, อ.พระศาสดา เสด็จถึงแล้ว ซึ่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ตามลำดับ (แห่งคำอันข้าพเจ้า) กล่าวแล้ว ทรงรับเฉพาะแล้ว ซึ่งพระเวฬุวัน ประทับอยู่อยู่ ในพระเวฬุวัน ฯ

    เมื่อเขาทั้ง ๒ ทำกติกากันอย่างนั้นอยู่ พระศาสดาเสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ดังที่กล่าวแล้ว ทรงรับเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในเวฬุวัน.

  2. ๒

    ในกาลนั้น พระเถระนามว่าอัสสชิ ในภายในพระเถระผู้มีพวก ๕ ในระหว่างพระอรหันต์ ๖๑ รูป ซึ่งพระศาสดาทรงส่งไปเพื่อประกาศพระคุณของพระรัตนะทั้ง ๓ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก ดังนี้เป็นต้น กลับมายังพระนครราชคฤห์แล้ว วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังพระนครราชคฤห์ ฯ

    ตทา “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายาติ รตนตฺตยคุณปฺปกาสนตฺถํ อุยฺโยชิตานํ เอกสฏฺฐิยา อรหนฺตานํ อนฺตเร ปญฺจวคฺคิยานํ อพฺภนฺตเร อสฺสชิตฺเถโร ปฏินิวตฺติตฺวา ราชคหํ อาคโต ปุนทิวเส ปาโตว ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

    ในกาลนั้น อ.พระเถระชื่อว่าอัสสชิ ในภายใน แห่งภิกษุ ท. ผู้นับเนื่องแล้วในพวก ๕ ในระหว่าง แห่งพระอรหันต์ ท. ๖๑ ผู้ (อันพระศาสดา) ทรงส่งไปแล้ว เพื่ออันประกาศซึ่งพระคุณแห่งพระรัตนตรัย (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จงเที่ยวไป สู่ที่จาริก เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนมาก ดังนี้เป็นต้น กลับเฉพาะแล้ว มาแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ ถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ได้เข้าไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ เพื่อก้อนข้าว ในเวลาเช้าเทียว ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ในกาลนั้น พระอัสสชิเถระ ในจำนวนพระปัญจวัคคีย์ระหว่างพระอรหันต์ ๖๑ องค์ ที่พระศาสดาทรงส่งไปเพื่อประกาศคุณพระรัตนตรัย ด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเถิด," กลับมายังกรุงราชคฤห์แล้วในวันรุ่งขึ้น ท่านถือบาตรจีวรไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่.

  3. ๓

    สมัยนั้น ปริพพาชกชื่อว่าอุปติสสะ กระทำกิจด้วยภัตรแต่เช้าตรู่ เดินไปยังอารามของปริพพาชกพบพระเถระแล้วดำริว่า นักบวชชื่อว่ามีรูปอย่างนี้ เราไม่เคยเห็นมาเลยทีเดียว พระอรหันต์หรือท่านผู้ถึงทางแห่งความเป็นพระอรหันต์เหล่าใดในโลกภิกษุรูปนี้ พึงเป็นองค์ใดองค์หนึ่งบรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ถึงทางแห่งความเป็นพระอรหันต์เหล่านั้น ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปถามภิกษุรูปนี้ดูก่อนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศใคร หรือว่าใครเป็นครูของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    ตสฺมึ สมเย อุปติสฺสปริพฺพาชโก ปาโตว ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ปริพฺพาชการามํ คจฺฉนฺโต เถรํ ทิสฺวา จินฺเตสิ “มยา เอวรูโป นาม ปพฺพชิโต น ทิฏฺฐปุพฺโพเยว, เย โลเก อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา, อยํ เตสํ ภิกฺขุ อญฺญตโร; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยํ `กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต, โก วา เต สตฺถา, กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสีติ.

    ในสมัย นั้น อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ในเวลาเช้าเทียว ไปอยู่ สู่อารามของปริพาชก เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.บรรพชิต ชื่อ มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้ อันเรา ไม่เคยเห็นแล้วนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.พระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า (อ.บุคคล ท.) ผู้บรรลุแล้ว ซึ่งอรหัตตมรรค เหล่าใด (มีอยู่) ในโลก, อ.ภิกษุ นี้ เป็น (แห่งพระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า แห่งบุคคล ท. ผู้บรรลุแล้วซึ่งอรหัตตมรรค) เหล่านั้นหนา รูปใดรูปหนึ่ง (ย่อมเป็น); กระไรหนอ อ.เรา เข้าไปหาแล้ว ซึ่งภิกษุ นี้ พึงถาม ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อ.ท่าน เป็นผู้บวชแล้ว เจาะจง ซึ่งใคร ย่อมเป็น, อ.ใคร เป็นครู ของท่าน (ย่อมเป็น) หรือ, หรือว่า อ.ท่าน ย่อมชอบใจ ซึ่งธรรม ของใคร (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    สมัยนั้น อุปติสสปริพาชก ทำภัตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว ไปยังอารามของปริพาชก พบพระเถระ จึงคิดว่า "อันนักบวชเห็นปานนี้ เรายังไม่เคยพบเลย, ภิกษุรูปนี้ (คง) จะเป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้ที่เป็นพระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคในโลก, ไฉนหนอเราพึงเข้าไป หาภิกษุนี้แล้ว ถามว่า "ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ?"

  4. ๔

    ลำดับนั้น ความปริวิตกอันนี้ได้มีแก่ปริพพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้นว่า กาลไม่ควรแล เพื่อจะถามปัญหากะภิกษุองค์นี้ ภิกษุองค์นี้เข้าไปสู่ระหว่างเรือนเพื่อบิณฑบาตอยู่ ไฉนหนอ เราแสวงหาสิ่งอันพวกมีความต้องการเข้าไปรู้ พึงติดตามภิกษุองค์นี้ไปข้างหลัง ๆ ฯ

    อถสฺส เอตทโหสิ “อกาโล โข อิมํ ภิกฺขุํ ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ, อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ ปิณฺฑาย จรติ; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺเธยฺยํ, อตฺถิเกหิ อุปญาตํ มคฺคนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความปริวิตก) นั่น ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่กาล แล เพื่ออันถาม ซึ่งปัญหา กะภิกษุ นี้ (ย่อมเป็น), (อ.ภิกษุนี้) เข้าไปแล้ว สู่ระหว่างแห่งเรือน ย่อมเที่ยวไป เพื่อบิณฑะ; กระไรหนอ อ.เรา แสวงหาอยู่ (ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น) อัน (อันชน ท.) ผู้มีความต้องการ เข้าไปรู้แล้ว พึงติดตาม ซึ่งภิกษุ นี้ ข้างหลัง ข้างหลัง ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น ฯ

    ทีนั้น ความปริวิตกนี้ได้มีแก่เขาว่า "กาลนี้มิใช่กาลควรถามปัญหากะภิกษุนี้แล, ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ถ้ากระไร เราเมื่อแสวงหาโมกขธรรมที่คนผู้ต้องการรู้แล้ว ควรติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ."

  5. ๕

    ปริพพาชกชื่ออุปติสสะนั้นเห็นพระเถระมีบิณฑบาตอันได้แล้ว กำลังไปยังโอกาสแห่งหนึ่ง และรู้ความที่พระเถระนั้นใคร่จะนั่ง จึงลาดตั่งของปริพพาชกของตน ได้ถวายแล้วฯ

    โส เถรํ ลทฺธปิณฺฑปาตํ อญฺญตรํ โอกาสํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา นิสีทิตุกามตญฺจสฺส ญตฺวา อตฺตโน ปริพฺพาชกปีฐกํ ปญฺญาเปตฺวา อทาสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้มีบิณฑบาตอันได้แล้ว ผู้ไปอยู่ สู่โอกาส โอกาสใดโอกาสหนึ่งด้วย ทราบแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระเถระ) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันนั่งด้วย ได้ตั้ง ซึ่งตั่งแห่งปริพาชก ของตน ถวายแล้ว ฯ

    เขาเห็นพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปสู่โอกาสแห่งใดแห่งหนึ่ง และทราบความที่พระเถระนั้นประสงค์จะนั่งจึงได้จัดตั่งของปริพาชกสำหรับตนถวาย.

  6. ๖

    แม้ในเวลาเสร็จภัตกิจแล้ว ปริพพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น ก็ได้ถวายน้ำในลักจั่นน้ำของตนแก่พระเถระนั้นแล้ว ฯ

    ภตฺตกิจฺจปริโยสาเนปิสฺส อตฺตโน กุณฺฑิกาย อุทกํ อทาสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) ได้ถวายแล้ว ซึ่งน้ำ ในลักจั่น ของตน (แก่พระเถระ) นั้น แม้ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งกิจ ด้วยภัตร ฯ

    แม้ในเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ก็ได้ถวายน้ำในกุณโฑของตนแด่พระถวาย.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๘๒–๘๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อเขาทั้ง ๒ บันทึกข้อตกลงอย่างนั้นอยู่ พระศาสดาเสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับตามที่กล่าวแล้ว ทรงรับเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในเวฬุวัน ฯ

    เอวํ เตสุ กติกํ กตฺวา วิหรนฺเตสุ, สตฺถา วุตฺตานุกฺกเมน ราชคหํ ปตฺวา เวฬุวนํ ปฏิคฺคเหตฺวา เวฬุวเน วิหรติ.

    (ครั้นเมื่อสหาย ท. ๒) เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งกติกา อยู่อยู่ อย่างนี้, อ.พระศาสดา เสด็จถึงแล้ว ซึ่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ตามลำดับ (แห่งคำอันข้าพเจ้า) กล่าวแล้ว ทรงรับเฉพาะแล้ว ซึ่งพระเวฬุวัน ประทับอยู่อยู่ ในพระเวฬุวัน ฯ

    เมื่อเขาทั้ง ๒ ทำกติกากันอย่างนั้นอยู่ พระศาสดาเสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ดังที่กล่าวแล้ว ทรงรับเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในเวฬุวัน.

  2. ๒

    ในกาลนั้น พระอัสสชิเถระ กลับมายังกรุงราชคฤห์ วันรุ่งขึ้นถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์แต่เช้าตรู่ ฯ

    ตทา “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายาติ รตนตฺตยคุณปฺปกาสนตฺถํ อุยฺโยชิตานํ เอกสฏฺฐิยา อรหนฺตานํ อนฺตเร ปญฺจวคฺคิยานํ อพฺภนฺตเร อสฺสชิตฺเถโร ปฏินิวตฺติตฺวา ราชคหํ อาคโต ปุนทิวเส ปาโตว ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

    ในกาลนั้น อ.พระเถระชื่อว่าอัสสชิ ในภายใน แห่งภิกษุ ท. ผู้นับเนื่องแล้วในพวก ๕ ในระหว่าง แห่งพระอรหันต์ ท. ๖๑ ผู้ (อันพระศาสดา) ทรงส่งไปแล้ว เพื่ออันประกาศซึ่งพระคุณแห่งพระรัตนตรัย (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จงเที่ยวไป สู่ที่จาริก เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนมาก ดังนี้เป็นต้น กลับเฉพาะแล้ว มาแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ ถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ได้เข้าไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ เพื่อก้อนข้าว ในเวลาเช้าเทียว ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ในกาลนั้น พระอัสสชิเถระ ในจำนวนพระปัญจวัคคีย์ระหว่างพระอรหันต์ ๖๑ องค์ ที่พระศาสดาทรงส่งไปเพื่อประกาศคุณพระรัตนตรัย ด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเถิด," กลับมายังกรุงราชคฤห์แล้วในวันรุ่งขึ้น ท่านถือบาตรจีวรไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่.

  3. ๓

    สมัยนั้น อุปติสสปริพาชก ทำภัตตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว กำลังเดินไปยังอารามปริพาชก พบพระเถระ จึงคิดว่า บรรพชิต ชื่อเห็นปานนี้ เรายังไม่เคยพบเลยเทียวละคนเหล่าใด(ที่ชื่อว่า) เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้บรรลุอรหัตตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้(คง) จะเป็นผู้ใดผู้หนึ่งบรรดาคนเหล่านั้น อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้แล้วถามว่า ท่านครับ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่านหรือ หรือว่า ท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    ตสฺมึ สมเย อุปติสฺสปริพฺพาชโก ปาโตว ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ปริพฺพาชการามํ คจฺฉนฺโต เถรํ ทิสฺวา จินฺเตสิ “มยา เอวรูโป นาม ปพฺพชิโต น ทิฏฺฐปุพฺโพเยว, เย โลเก อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา, อยํ เตสํ ภิกฺขุ อญฺญตโร; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยํ `กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต, โก วา เต สตฺถา, กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสีติ.

    ในสมัย นั้น อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ในเวลาเช้าเทียว ไปอยู่ สู่อารามของปริพาชก เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.บรรพชิต ชื่อ มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้ อันเรา ไม่เคยเห็นแล้วนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.พระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า (อ.บุคคล ท.) ผู้บรรลุแล้ว ซึ่งอรหัตตมรรค เหล่าใด (มีอยู่) ในโลก, อ.ภิกษุ นี้ เป็น (แห่งพระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า แห่งบุคคล ท. ผู้บรรลุแล้วซึ่งอรหัตตมรรค) เหล่านั้นหนา รูปใดรูปหนึ่ง (ย่อมเป็น); กระไรหนอ อ.เรา เข้าไปหาแล้ว ซึ่งภิกษุ นี้ พึงถาม ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อ.ท่าน เป็นผู้บวชแล้ว เจาะจง ซึ่งใคร ย่อมเป็น, อ.ใคร เป็นครู ของท่าน (ย่อมเป็น) หรือ, หรือว่า อ.ท่าน ย่อมชอบใจ ซึ่งธรรม ของใคร (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    สมัยนั้น อุปติสสปริพาชก ทำภัตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว ไปยังอารามของปริพาชก พบพระเถระ จึงคิดว่า "อันนักบวชเห็นปานนี้ เรายังไม่เคยพบเลย, ภิกษุรูปนี้ (คง) จะเป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้ที่เป็นพระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคในโลก, ไฉนหนอเราพึงเข้าไป หาภิกษุนี้แล้ว ถามว่า "ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ?"

  4. ๔

    ทีนั้น เขาได้มีความปริวิตกนี้ว่า ยังมิใช่เวลาเพื่อจะถามปัญหากะภิกษุรูปนี้ ภิกษุรูปนี้กำลังเข้าไปละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต อย่ากระนั้นเลย เราเมื่อแสวงหาหนทาง(โมกขธรรม)ที่คนผู้ต้องการเข้าไปรู้แล้ว พึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ ฯ

    อถสฺส เอตทโหสิ “อกาโล โข อิมํ ภิกฺขุํ ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ, อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ ปิณฺฑาย จรติ; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺเธยฺยํ, อตฺถิเกหิ อุปญาตํ มคฺคนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความปริวิตก) นั่น ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่กาล แล เพื่ออันถาม ซึ่งปัญหา กะภิกษุ นี้ (ย่อมเป็น), (อ.ภิกษุนี้) เข้าไปแล้ว สู่ระหว่างแห่งเรือน ย่อมเที่ยวไป เพื่อบิณฑะ; กระไรหนอ อ.เรา แสวงหาอยู่ (ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น) อัน (อันชน ท.) ผู้มีความต้องการ เข้าไปรู้แล้ว พึงติดตาม ซึ่งภิกษุ นี้ ข้างหลัง ข้างหลัง ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น ฯ

    ทีนั้น ความปริวิตกนี้ได้มีแก่เขาว่า "กาลนี้มิใช่กาลควรถามปัญหากะภิกษุนี้แล, ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ถ้ากระไร เราเมื่อแสวงหาโมกขธรรมที่คนผู้ต้องการรู้แล้ว ควรติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๘๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๑, พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมัยนั้น อุปติสสปริพพาชกทำภัตตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว ไปยังอารามของปริพพาชก พบพระเถระจึงคิดว่า ธรรมดานักบวชแบบนี้ เรายังไม่เคยพบเห็นเลย ภิกษุรูปนี้จะเป็นผู้หนึ่ง บรรดาผู้ที่เป็นพระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคในโลก
    ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้บวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    ตสฺมึ สมเย อุปติสฺสปริพฺพาชโก ปาโตว ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ปริพฺพาชการามํ คจฺฉนฺโต เถรํ ทิสฺวา จินฺเตสิ “มยา เอวรูโป นาม ปพฺพชิโต น ทิฏฺฐปุพฺโพเยว, เย โลเก อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา, อยํ เตสํ ภิกฺขุ อญฺญตโร; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยํ `กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต, โก วา เต สตฺถา, กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสีติ.

    ในสมัย นั้น อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ในเวลาเช้าเทียว ไปอยู่ สู่อารามของปริพาชก เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.บรรพชิต ชื่อ มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้ อันเรา ไม่เคยเห็นแล้วนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.พระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า (อ.บุคคล ท.) ผู้บรรลุแล้ว ซึ่งอรหัตตมรรค เหล่าใด (มีอยู่) ในโลก, อ.ภิกษุ นี้ เป็น (แห่งพระอรหันต์ ท. หรือ หรือว่า แห่งบุคคล ท. ผู้บรรลุแล้วซึ่งอรหัตตมรรค) เหล่านั้นหนา รูปใดรูปหนึ่ง (ย่อมเป็น); กระไรหนอ อ.เรา เข้าไปหาแล้ว ซึ่งภิกษุ นี้ พึงถาม ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อ.ท่าน เป็นผู้บวชแล้ว เจาะจง ซึ่งใคร ย่อมเป็น, อ.ใคร เป็นครู ของท่าน (ย่อมเป็น) หรือ, หรือว่า อ.ท่าน ย่อมชอบใจ ซึ่งธรรม ของใคร (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    สมัยนั้น อุปติสสปริพาชก ทำภัตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว ไปยังอารามของปริพาชก พบพระเถระ จึงคิดว่า "อันนักบวชเห็นปานนี้ เรายังไม่เคยพบเลย, ภิกษุรูปนี้ (คง) จะเป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้ที่เป็นพระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคในโลก, ไฉนหนอเราพึงเข้าไป หาภิกษุนี้แล้ว ถามว่า "ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ?"

  2. ๒

    ทีนั้น ความปริวิตกดังนี้ได้เกิดขึ้นแก่อุปติสสปริพพาชกนั้นว่า กาลนี้มิใช่กาล ควรถามปัญหากะภิกษุนี้แล ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ถ้ากระไร เมื่อเราแสวงหาโมกขธรรมที่คนทั้งหลายต้องการรู้แล้ว ควรติดตามภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ ฯ

    อถสฺส เอตทโหสิ “อกาโล โข อิมํ ภิกฺขุํ ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ, อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ ปิณฺฑาย จรติ; ยนฺนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺเธยฺยํ, อตฺถิเกหิ อุปญาตํ มคฺคนฺติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความปริวิตก) นั่น ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่กาล แล เพื่ออันถาม ซึ่งปัญหา กะภิกษุ นี้ (ย่อมเป็น), (อ.ภิกษุนี้) เข้าไปแล้ว สู่ระหว่างแห่งเรือน ย่อมเที่ยวไป เพื่อบิณฑะ; กระไรหนอ อ.เรา แสวงหาอยู่ (ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น) อัน (อันชน ท.) ผู้มีความต้องการ เข้าไปรู้แล้ว พึงติดตาม ซึ่งภิกษุ นี้ ข้างหลัง ข้างหลัง ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น ฯ

    ทีนั้น ความปริวิตกนี้ได้มีแก่เขาว่า "กาลนี้มิใช่กาลควรถามปัญหากะภิกษุนี้แล, ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ถ้ากระไร เราเมื่อแสวงหาโมกขธรรมที่คนผู้ต้องการรู้แล้ว ควรติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ."

  3. ๓

    เขาเห็นพระเถระผู้ได้บิณฑบาตแล้ว ไปสู่โอกาสแห่งใดแห่งหนึ่ง และรู้ว่าพระเถระนั้นต้องการจะนั่ง จึงได้จัดตั่งปริพพาชกของตนถวาย ฯ

    โส เถรํ ลทฺธปิณฺฑปาตํ อญฺญตรํ โอกาสํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา นิสีทิตุกามตญฺจสฺส ญตฺวา อตฺตโน ปริพฺพาชกปีฐกํ ปญฺญาเปตฺวา อทาสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้มีบิณฑบาตอันได้แล้ว ผู้ไปอยู่ สู่โอกาส โอกาสใดโอกาสหนึ่งด้วย ทราบแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระเถระ) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันนั่งด้วย ได้ตั้ง ซึ่งตั่งแห่งปริพาชก ของตน ถวายแล้ว ฯ

    เขาเห็นพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปสู่โอกาสแห่งใดแห่งหนึ่ง และทราบความที่พระเถระนั้นประสงค์จะนั่งจึงได้จัดตั่งของปริพาชกสำหรับตนถวาย.

  4. ๔

    แม้ในเวลาเสร็จภัตตกิจแล้ว ก็ได้ถวายน้ำในลักจั่นของตนแก่พระเถระ ฯ

    ภตฺตกิจฺจปริโยสาเนปิสฺส อตฺตโน กุณฺฑิกาย อุทกํ อทาสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) ได้ถวายแล้ว ซึ่งน้ำ ในลักจั่น ของตน (แก่พระเถระ) นั้น แม้ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งกิจ ด้วยภัตร ฯ

    แม้ในเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ก็ได้ถวายน้ำในกุณโฑของตนแด่พระถวาย.

  5. ๕

    ครั้นทำอาจริยวัตรอย่างนั้นแล้ว จึงทำปฏิสัณฐานอย่างจับใจกับพระเถระผู้ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว กราบเรียนอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสนักแล ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้บวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    เอวํ อาจริยวตฺตํ กตฺวา กตภตฺตกิจฺเจน เถเรน สทฺธึ มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอวมาห “วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อินฺทฺริยานิ, ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต; กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต, โก วา เต สตฺถา, กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสีติ ปุจฺฉิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) ครั้นกระทำแล้ว ซึ่งวัตรเพื่ออาจารย์ อย่างนี้ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับอันมีรสหวาน กับ ด้วยพระเถระ ผู้มีกิจด้วยภัตรอันกระทำแล้ว กล่าวแล้ว อย่างนี้ ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อ.อินทรีย์ ท. ของท่าน ผ่องใสแล้วแล, อ.สีแห่งผิว หมดจดรอบแล้ว ผุดผ่องรอบแล้ว; ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ อ.ท่าน เป็นผู้บวชแล้ว เจาะจง ซึ่งใคร ย่อมเป็น, อ.ใคร เป็นครู ของท่าน (ย่อมเป็น) หรือ, หรือว่า อ.ท่าน ย่อมชอบใจ ซึ่งธรรม ของใคร ดังนี้ ฯ

    ครั้นทำอาจริยวัตรอย่างนั้นแล้ว จึงทำปฏิสันถารอย่างจับใจกับพระเถระ ซึ่งฉันเสร็จแล้วเรียนถามอย่างนี้ว่า "ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก, ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง, ผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือท่านชอบในธรรมของใคร ?"

  6. ๖

    พระเถระคิดว่า ธรรมดาปริพพาชกเหล่านี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนานี้แก่ปริพพาชกนี้ ดังนี้ เมื่อจะแสดงว่าตนเป็นผู้ใหม่ จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ อาตมาแลเป็นผู้บวชใหม่ บวชแล้วไม่นาน พึ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ อาตมาจักไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิศดารก่อน ฯ

    เถโร จินฺเตสิ “ อิเม ปริพฺพาชกา นาม สาสนสฺส ปฏิปกฺขภูตา, อิมสฺส สาสเน คมฺภีรตํ ทสฺเสสฺสามีติ อตฺตโน นวกภาวํ ทสฺเสนฺโต อาห “อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ, น ตาว สกฺขิสฺสามิ วิตฺถาเรน ธมฺมํ เทเสตุนฺติ.

    อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า ชื่อ อ.ปริพาชก ท. เหล่านี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนาเป็นแล้ว (ย่อมเป็น), อ.เรา จักแสดง ซึ่งความที่ (แห่งธรรม) ในพระศาสนา เป็นสภาพลึกซึ้ง (แก่ปริพาชก) นี้ ดังนี้ เมื่อแสดง ซึ่งความที่แห่งตนเป็นผู้ใหม่ กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.เรา แล เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้บวชแล้วสิ้นกาลไม่นาน เป็นผู้มาแล้ว สู่พระธรรมและพระวินัย นี้ โดยกาลไม่นาน (ย่อมเป็น), (อ.เรา) จักไม่อาจ เพื่ออันแสดง ซึ่งธรรม โดยพิสดาร ก่อน ดังนี้ ฯ

    พระเถระคิดว่า "ธรรมดาปริพาชกเหล่านี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา, เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้, "เมื่อจะแสดงความที่ตนบวชใหม่ จึงกล่าวว่า "ผู้มีอายุ เราแลเป็นผู้ใหม่ บวชแล้วไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้, เราจักไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารก่อน."

  7. ๗

    ปริพพาชกกล่าวว่า ข้าพเจ้าชื่อว่าอุปติสสะ ขอพระคุณเจ้ากล่าวตามความสามารถเถิด จะน้อยหรือมากก็ตาม ข้อนั้นเป็นภาระของข้าพเจ้า เพื่อแทงตลอดได้ด้วย ๑๐๐ นัย ๑,๐๐๐ นัย ดังนี้ ฯ

    ปริพฺพาชโก “อหํ อุปติสฺโส นาม, ตฺวํ ยถาสตฺติยา อปฺปํ วา พหุํ วา วท, เอตํ นยสเตน นยสหสฺเสน ปฏิวิชฺฌิตุํ มยฺหํ ภาโรติ วตฺวา อาห

    อ.ปริพาชก กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา เป็นผู้ชื่อว่า อุปติสสะ (ย่อมเป็น), อ.ท่าน จงกล่าว (ซึ่งธรรม) อันน้อย หรือ หรือว่า อันมาก ตามความสามารถอย่างไร, อ.อันรู้ตลอด (ซึ่งธรรม) นั่น ด้วยร้อยแห่งนัย ด้วยพันแห่งนัย เป็นภาระ ของเรา (ย่อมเป็น) ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า

    ปริพาชกเรียนว่า "ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ, ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากก็ตาม ข้อนั้นเป็นภาระของข้าพเจ้าเพื่อแทงตลอดด้วย ๑๐๐ นัย ๑,๐๐๐ นัย" ดังนี้แล้วเรียนว่า

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๘๔–๘๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ปริพพาชก ฟังเพียง ๒ บทแรกเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่งแล้ว ฯ

    ปริพฺพาชโก ปฐมปททฺวยเมว สุตฺวา สหสฺสนยสมฺปนฺเน โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ.

    อ.ปริพาชก ฟังแล้ว ซึ่งหมวดสองแห่งบทที่หนึ่งนั่นเทียว ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล อันถึงพร้อมแล้วด้วยนัยพันหนึ่ง ฯ

    ปริพาชก ฟังเพียง ๒ บทต้นเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่ง.

  2. ๒

    พระเถระยัง ๒ บทนอกนี้ให้จบลงในเวลาเขาเป็นพระโสดาบันแล้ว ฯ

    อิตรํ ปททฺวยํ โสตาปนฺนกาเล นิฏฺฐาเปสิ.

    (อ.พระเถระ) ยังหมวดสองแห่งบท นอกนี้ ให้จบแล้ว ในกาล (แห่งปริพาชก) เป็นพระโสดาบัน ฯ

    พระเถระยัง ๒ บทนอกนี้ให้จบลง ในเวลาเขาเป็นพระโสดาบัน.

  3. ๓

    เขา เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูง ยังไม่เป็นไปอยู่ ก็คาดว่า ในข้อนี้จัก(ต้อง)มีเหตุ จึงเรียนกะพระเถระว่า ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนายิ่งขึ้นไป เพียงเท่านี้ก็พอ พระบรมศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน ฯ

    โส โสตาปนฺโน หุตฺวา อุปริวิเสเส อปฺปวตฺตนฺเต “ภวิสฺสติ เอตฺถ การณนฺติ สลฺลกฺเขตฺวา เถรํ อาห “ภนฺเต มา อุปริ ธมฺมเทสนํ วฑฺฒยิตฺถ, เอตฺตกเมว โหตุ, กุหึ อมฺหากํ สตฺถา วสตีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น เป็นพระโสดาบัน เป็น ครั้นเมื่อคุณวิเศษ ในเบื้องบน ไม่เป็นไปทั่วอยู่ กำหนดแล้ว ว่า อ.เหตุ (ในเรื่อง) นี้ จักมี ดังนี้ กล่าวแล้ว กะพระเถระ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) อย่า ยังธรรมเทศนา ให้เจริญแล้ว ในเบื้องบน, (อ.คำ) อันมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว จงมีเถิด, อ.พระศาสดา ของเรา ท. ย่อมประทับอยู่ (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    เขาเป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เป็นไปอยู่, ก็คาดว่า "เหตุในสิ่งนี้จักมี" จึงเรียนกะพระเถระว่า "ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนายิ่งขึ้นไป, เพียงเท่านี้ก็พอ, พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน ?"

  4. ๔

    พระเถระตอบว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน คุณ ฯ

    “เวฬุวเน อาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.พระศาสดา ย่อมประทับอยู่) ในพระเวฬุวัน ดังนี้ ฯ

    พระเถระตอบว่า "ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ผู้มีอายุ."

  5. ๕

    เขาเรียนว่า ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น ขอท่านล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีเพื่อนอีกคนหนึ่ง และข้าพเจ้าทั้ง ๒ ได้ทำกติกากะกันและกันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกกัน ข้าพเจ้าเปลื้องปฏิญญานั้นแล้วจักพาสหายไปสำนักพระบรมศาสดาตามทางที่ท่านไปแล้วนั่นแล ดังนี้ แล้วหมอบลงแทบเท้าทั้ง ๒ ของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ ๓ รอบ ส่งพระเถระไปแล้ว ได้บ่ายหน้าไปสู่อารามของปริพาชกแล้ว ฯ

    “เตนหิ ภนฺเต ตุมฺเห ปุรโต ยาถ; มยฺหํ เอโก สหายโก อตฺถิ, อมฺเหหิ จ อญฺญมญฺญํ กติกา กตา `โย ปฐมํ อมตํ อธิคจฺฉติ, โส อาโรเจตูติ อหนฺตํ ปฏิญฺญํ โมเจตฺวา สหายกํ คเหตฺวา ตุมฺหากํ คตมคฺเคเนว สตฺถุ สนฺติกํ อาคมิสฺสามีติ ปญฺจปฺปติฏฺฐิเตน เถรสฺส ปาเทสุ นิปติตฺวา ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา เถรํ อุยฺโยเชตฺวา ปริพฺพาชการามาภิมุโข อคมาสิ.

    (อ.ปริพาชก กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน ท. ขอจงไป ข้างหน้า; อ.สหาย คนหนึ่ง ของกระผม มีอยู่, ก็ อ.กติกา ว่า (อ.บุคคล) ใด ย่อมถึงทับ ซึ่งธรรมอันไม่ตายแล้ว ก่อน, (อ.บุคคล) นั้น จงบอก ดังนี้ อันเรา ท. กระทำแล้ว ซึ่งกันและกัน อ.กระผม เปลื้องแล้ว ซึ่งปฏิญญานั้น พาเอา ซึ่งสหาย จักมา สู่สำนัก ของพระศาสดา ตามหนทาง แห่งท่าน ท. ไปแล้วนั่นเทียว ดังนี้ หมอบลงแล้ว ใกล้เท้า ท. ของพระเถระ ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ห้า กระทำแล้ว ซึ่งประทักษิณ ๓ ครั้ง ส่งไปแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้มีหน้าเฉพาะต่ออารามของปริพาชก ได้ไปแล้ว ฯ

    เราเรียนว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอท่านโปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด, ข้าพเจ้า มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง และข้าพเจ้าทั้ง ๒ ได้ทำกติกากะกันและกันไว้ว่า "ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกกัน," ข้าพเจ้าเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จักพาสหายไปสำนักพระศาสดา ตามทางที่ท่านไปแล้วนั้นแล," ดังนี้แล้ว หมอลงแทบเท้าทั้ง ๒ ของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ ๓ รอบ ส่งพระเถระไปแล้ว ได้บ่ายหน้าไปสู่อารามของปริพาชกแล้ว.

  6. ๖

    โกลิตปริพพาชก เห็นเขาเดินมาแต่ไกลเทียว คิดว่า วันนี้ สีหน้าของสหายของเราไม่เหมือนในวันอื่น ๆ อมตธรรม คงจักเป็นสิ่งที่สหายของเราบรรลุแล้วแน่แท้ จึงสอบถามการบรรลุอมตธรรม ฯ

    โกลิตปริพฺพาชโก ตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา “ อชฺช มยฺหํ สหายกสฺส มุขวณฺโณ น อญฺญทิวเสสุ วิย, อทฺธาเนน อมตํ อธิคตํ ภวิสฺสตีติ อมตาธิคมํ ปุจฺฉิ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าโกลิตะ เห็นแล้ว (ซึ่งปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) นั้น ผู้มาอยู่ แต่ไกล เทียว (คิดแล้ว) ว่า ในวันนี้ อ.สีแห่งหน้า ของสหาย ของเรา เป็นราวกะว่า (สีแห่งหน้า) ในวันอื่น ท. (ย่อมเป็น) หามิได้, อ.อมตะ เป็นคุณชาต (อันสหาย) นี้ ถึงทับแล้ว จักเป็น แน่แท้ ดังนี้ ถามแล้ว ซึ่งการบรรลุซึ่งอมตะ ฯ

    โกลิตปริพาชกเห็นเขามาแต่ไกล คิดว่า "วันนี้ สีหน้าสหายของเราไม่เหมือนในวันอื่น ๆ เขาคงได้บรรลุอมตะ โดยแน่แท้," จึงถามถึงการบรรลุอมตะ.

  7. ๗

    แม้อุปติสสปริพพาชกนั้นก็ยอมรับว่า เออ ผู้มีอายุ อมตธรรม เราได้บรรลุแล้ว ได้ภาษิตคาถานั้นนั่นแลแก่โกลิตปริพพาชกนั้น ฯ

    โสปิสฺส “อามาวุโส อมตํ อธิคตนฺติ ปฏิชานิตฺวา ตเมว คาถํ อภาสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ) แม้นั้น ปฏิญญาแล้ว ว่า แน่ะท่านผู้มีอายุ เออ อ.อมตะ (อันเรา) ถึงทับแล้ว ดังนี้ ได้กล่าวแล้ว ซึ่งคาถา นั้นนั่นเทียว (แก่ปริพาชกชื่อว่าโกลิตะ) นั้น ฯ

    แม้อุปติสสปริพาชกนั้นก็รับว่า "เออ ผู้มีอายุ อมตะเราได้บรรลุแล้ว," ได้ภาษิตคาถานั้นนั่นแลแก่โกลิตปริพาชกนั้น.

  8. ๘

    ในเวลาจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงกล่าวว่า สหาย นัยว่า พระบรมศาสดาของพวกเรา ประทับอยู่ ณ ที่ไหน ฯ

    คาถาปริโยสาเน โกลิโต โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิตฺวา อาห “กุหึ กิร สมฺม อมฺหากํ สตฺถา วสตีติ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งคาถา อ.ปริพาชกชื่อว่าโกลิตะ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสหาย ได้ยินว่า อ.พระศาสดา ของเรา ท. ย่อมประทับอยู่ (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    ในกาลจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงกล่าวว่า "สหาย ข่าวว่า พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน ?"

  9. ๙

    อุปติสสะตอบว่า ข่าวว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน สหาย ข่าวนี้ ท่านพระอัสสชิเถระ พระอาจารย์ของพวกเราบอกไว้ ฯ

    “เวฬุวเน กิร สมฺม, เอวํ โน อาจริเยน อสฺสชิตฺเถเรน กถิตนฺติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย ได้ยินว่า (อ.พระศาสดา ของเรา ท. ย่อมประทับอยู่) ในพระเวฬุวัน, (อ.คำ) อย่างนี้ อันพระเถระชื่อว่าอัสสชิ ผู้เป็นอาจารย์ ของเรา ท. บอกแล้ว ดังนี้ ฯ

    อุ. ข่าวว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน สหาย ข่าวนี้ ท่านอัสสชิเถระ พระอาจารย์ของเราบอกไว้แล้ว.

  10. ๑๐

    โกลิตะตอบว่า สหาย ถ้ากระนั้น พวกเราไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดากันเถิด ฯ

    “เตนหิ สมฺม อายาม, สตฺถารํ ปสฺสิสฺสามาติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าโกลิตะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย ถ้าอย่างนั้น (อ.เรา ท.) จงมา, (อ.เรา ท.) จักเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    ก. สหาย ถ้ากระนั้น เราไปเฝ้าพระศาสดาเถิด.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๘๕–๘๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนั่น เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อเทียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า เพื่อน พวกเราจักบอกสิ่งอันเป็นอมตะที่พวกเราได้บรรลุแล้ว แก่สญชัยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์ของพวกเราบ้าง ท่านรู้อยู่ จักแทงตลอดได้ เมื่อไม่แทงตลอด เชื่อพวกเราแล้ว จักไปสำนักพระศาสดา สดับเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว จักกระทำการแทงตลอดมรรคผลได้ ฯ

    สารีปุตฺตตฺเถโร จ นาเมส สทาปิ อาจริยปูชโก ว; ตสฺมา สหายกํ เอวมาห “สมฺม อมฺเหหิ อธิคตํ อมตํ อมฺหากํ อาจริยสฺส สญฺชยปริพฺพาชกสฺสาปิ กเถสฺสาม , พุชฺฌมาโน ปฏิวิชฺฌิสฺสติ, อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต อมฺหากํ สทฺทหิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสติ, พุทฺธานํ เทสนํ สุตฺวา มคฺคผลปฏิเวธํ กริสฺสตีติ.

    ก็ ชื่อ อ.พระเถระชื่อว่าสารีบุตร นั่น เป็นผู้บูชาซึ่งอาจารย์ เทียว (ย่อมเป็น) แม้ในกาลทุกเมื่อ; เพราะเหตุนั้น (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะสหาย ว่า แน่ะสหาย (อ.เรา ท.) จักบอก ซึ่งอมตะ อันอันเรา ท. ถึงทับแล้ว แม้แก่ปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ผู้เป็นอาจารย์ ของเรา ท., (อ.อาจารย์) รู้อยู่ จักรู้ตลอด, เมื่อไม่รู้ตลอด เชื่อแล้ว ต่อเรา ท. จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา, ฟังแล้ว ซึ่งเทศนา ของพระพุทธเจ้า ท. จักกระทำ ซึ่งการรู้ตลอดซึ่งมรรคและผล ดังนี้ ฯ

    ก็ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนี้ ย่อมเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อเทียว เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า "สหาย เราจักบอกอมตะที่เราทั้ง ๒ บรรลุ แก่สญชัยปริพาชกผู้อาจารย์ของเราบ้าง, ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด, เมื่อไม่แทงตลอด, เชื่อพวกเราแล้ว จักไปยังสำนักพระศาสดา, สดับเทศนาของพุทธบุคคลทั้งหลายแล้ว จักทำการแทงตลอดซึ่งมรรคและผล."

  2. ๒

    ลำดับนั้น แม้ทั้ง ๒ คน ก็ได้ไปยังสำนักสญชัย ฯ

    ตโต เทฺวปิ ชนา สญฺชยสฺส สนฺติกํ อคมํสุ.

    ในลำดับนั้น อ.ชน ท. แม้ ๒ ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ฯ

    ลำดับนั้น ทั้ง ๒ คน ก็ได้ไปสู่สำนักของท่านสญชัย.

  3. ๓

    สญชัยเห็นสหายทั้ง ๒ นั้น จึงถามว่า พ่อทั้ง ๒ ใคร ๆ ที่แสดงทางอมตะ พวกพ่อได้ (พบ) แล้วหรือ ฯ

    สญฺชโย เต ทิสฺวา “ กึ ตาตา โกจิ โว อมตมคฺคเทสโก ลทฺโธติ ปุจฺฉิ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย เห็นแล้ว (ซึ่งสหาย ท. ๒) เหล่านั้น ถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ใคร ๆ ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันท่าน ท. ได้แล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    สญชัยพอเห็นเขาจึงถามว่า "พ่อทั้ง ๒ พวกพ่อ ได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ ?"

  4. ๔

    สหายทั้ง ๒ เรียนว่า ขอรับ ท่านอาจารย์ ได้ (พบ) แล้ว
    พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกแล้ว พระธรรมก็บังเกิดแล้ว พระสงฆ์บังเกิดแล้ว ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมว่างเปล่า หาสาระมิได้ มาเถิด พวกเราจักไปยังสำนักพระศาสดา ฯ

    “อาม อาจริย ลทฺโธ; พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน, ธมฺโม อุปฺปนฺโน, สงฺโฆ อุปฺปนฺโน; ตุมฺเห ตุจฺเฉ อสาเร วิจรถ, เอถ, สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.สหาย ท.๒ เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ ขอรับ (อ.บุคคล ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันกระผม ท.) ได้แล้ว; อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, อ.พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว, อ.พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว; (อ.ท่าน ท.) ย่อมประพฤติ (ซึ่งธรรม ท.) อันไม่มีสาระ อันเปล่า, (อ.ท่าน ท.) จงมา, (อ.เรา ท.) จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    สหายทั้ง ๒ จึงเรียนว่า "ได้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็อุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว, ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านมาเถิด เราทั้งหลายจักไปยังสำนักพระศาสดา."

  5. ๕

    พวกเธอไปเถิด เราจักไม่สามารถ (ไปได้) ฯ

    “คจฺฉถ ตุมฺเห, อหํ น สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ท่านทั้ง ๒ ไปเถิด, ข้าพเจ้าไม่สามารถ.

  6. ๖

    เพราะเหตุไร ฯ

    “กึการณาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท. จักไม่อาจ) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    สห. เพราะเหตุไร ?

  7. ๗

    ตัวเรา เที่ยวไปเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว การอยู่ (อย่าง) เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เป็นเช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม เราจักไม่อาจอยู่อย่างเป็นอันเตวาสิกได้ ฯ

    “อหํ มหาชนสฺส อาจริโย หุตฺวา วิจรึ, ตสฺส เม อนฺเตวาสิกวาโส จาฏิยา อุทกจลนภาวุปฺปตฺติสทิโส, น สกฺขิสฺสามหํ อนฺเตวาสิกวาสํ วสิตุนฺติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เป็นอาจารย์ ของมหาชน เป็น เที่ยวไปแล้ว, อ.การอยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก แห่งเรา นั้น เป็นเช่นกับด้วยการเกิดขึ้นแห่งความเป็นคืออันไหวแห่งน้ำ ในตุ่ม (ย่อมเป็น), อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันอยู่ อยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก ดังนี้ ฯ

    ส. เราเที่ยวเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว, การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม, เราไม่สามารถอยู่เป็นอันเตวาสิกได้.

  8. ๘

    อย่าทำอย่างนี้เลย ท่านอาจารย์ ฯ

    “มา เอวํ กริตฺถ อาจริยาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.ท่าน ท.) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    สห. อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์.

  9. ๙

    ช่างเถอะ พ่อ ท่านทั้ง ๒ ไปเถิด เราไม่อาจ (จะไปได้) ฯ

    “โหตุ ตาตา, คจฺฉถ ตุมฺเห, นาหํ สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ช่างเถอะ พ่อ พ่อพากันไปเถอะ, เราจักไม่สามารถ.

  10. ๑๐

    ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก มหาชนมีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นจักไปบูชาพระพุทธองค์นั้นเท่านั้น แม้กระผมทั้ง ๒ คน ก็จักไปในที่นั้นเช่นกัน ท่านอาจารย์จักกระทำอย่างไร ฯ

    “อาจริย โลเก พุทฺธสฺส อุปฺปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย มหาชโน คนฺธมาลาทิหตฺโถ คนฺตฺวา ตเมว ปูเชสฺสติ, มยํปิ ตตฺเถว คมิสฺสาม, ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.มหาชน มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ไปแล้ว จักบูชา (ซึ่งพระพุทธเจ้า) นั้น นั่นเทียว จำเดิม แต่กาล แห่งพระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, แม้ อ.เรา ท. จักไป (ในที่) นั้นนั่นเทียว, อ.ท่าน ท. จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    สห. ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาชนมีของหอมระเบียงดอกไม้เป็นต้นในมือไปบูชาพระองค์เท่านั้น, แม้กระผมทั้ง ๒ ก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน. ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร ?

  11. ๑๑

    พ่อ ในโลกนี้ คนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก ฯ

    “ตาตา กินฺนุ โข อิมสฺมึ โลเก ทนฺธา พหู, อุทาหุ ปณฺฑิตาติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.คนโง่ ท. ในโลก นี้ เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น) หรือหนอแล, หรือว่า อ.คนฉลาด ท. (เป็นผู้มาก ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ส. พ่อทั้ง ๒ ในโลกนี้ มีคนเขลามากหรือมีคนฉลาดมากเล่า ?

  12. ๑๒

    คนโง่มากขอรับ ท่านอาจารย์ ชื่อว่าคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย ฯ

    “ทนฺธา อาจริย พหู, ปณฺฑิตา นาม กติปยาเอว โหนฺตีติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.คนโง่ ท. เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น), ชื่อ อ.คนฉลาด ท. เป็นผู้เล็กน้อยนั่นเทียว ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    สห. คนเขลามากขอรับ ท่านอาจารย์ อันคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย.

  13. ๑๓

    พ่อทั้ง ๒ ถ้ากระนั้น พวกคนฉลาด ๆ จักไปสำนักพระสมณโคดม พวกคนโง่ ๆ จักมาสำนักเรา พ่อทั้ง ๒ ไปเถิด เราจักไม่ไปละ ฯ

    “เตนหิ ตาตา ปณฺฑิตา ปณฺฑิตา สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ คมิสฺสนฺติ, ทนฺธา ทนฺธา มม สนฺติกํ อาคมิสฺสนฺติ; คจฺฉถ ตุมฺเห, นาหํ คมิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ถ้าอย่างนั้น อ.คนฉลาด ท. อ.คนฉลาด ท. จักไป สู่สำนัก ของพระสมณะ ผู้โคดม, อ.คนโง่ ท. อ.คนโง่ ท. จักมา สู่สำนัก ของเรา; อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่ไป ดังนี้ ฯ

    ส. พ่อทั้ง ๒ ถ้ากระนั้น พวกคนฉลาด ๆ จักไปสู่สำนักพระสมณโคดม, พวกคนเขลา ๆ จักมาสำนักเรา พ่อไปกันเถิด เราจักไม่ไป.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๘๕–๘๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนั่น เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อทีเดียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า เพื่อนเอย พวกเรา จักบอกอมตธรรมที่พวกเราบรรลุ แก่สญชัยปริพาชก ผู้เป็นอาจารย์ของเราบ้าง ท่านรู้อยู่ จักแทงตลอดได้ เมื่อไม่แทงตลอด เชื่อพวกเรา จักไปสำนักพระศาสดา สดับเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วจักทำการแทงตลอดมรรคผลได้ ฯ

    สารีปุตฺตตฺเถโร จ นาเมส สทาปิ อาจริยปูชโก ว; ตสฺมา สหายกํ เอวมาห “สมฺม อมฺเหหิ อธิคตํ อมตํ อมฺหากํ อาจริยสฺส สญฺชยปริพฺพาชกสฺสาปิ กเถสฺสาม , พุชฺฌมาโน ปฏิวิชฺฌิสฺสติ, อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต อมฺหากํ สทฺทหิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสติ, พุทฺธานํ เทสนํ สุตฺวา มคฺคผลปฏิเวธํ กริสฺสตีติ.

    ก็ ชื่อ อ.พระเถระชื่อว่าสารีบุตร นั่น เป็นผู้บูชาซึ่งอาจารย์ เทียว (ย่อมเป็น) แม้ในกาลทุกเมื่อ; เพราะเหตุนั้น (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะสหาย ว่า แน่ะสหาย (อ.เรา ท.) จักบอก ซึ่งอมตะ อันอันเรา ท. ถึงทับแล้ว แม้แก่ปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ผู้เป็นอาจารย์ ของเรา ท., (อ.อาจารย์) รู้อยู่ จักรู้ตลอด, เมื่อไม่รู้ตลอด เชื่อแล้ว ต่อเรา ท. จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา, ฟังแล้ว ซึ่งเทศนา ของพระพุทธเจ้า ท. จักกระทำ ซึ่งการรู้ตลอดซึ่งมรรคและผล ดังนี้ ฯ

    ก็ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนี้ ย่อมเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อเทียว เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า "สหาย เราจักบอกอมตะที่เราทั้ง ๒ บรรลุ แก่สญชัยปริพาชกผู้อาจารย์ของเราบ้าง, ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด, เมื่อไม่แทงตลอด, เชื่อพวกเราแล้ว จักไปยังสำนักพระศาสดา, สดับเทศนาของพุทธบุคคลทั้งหลายแล้ว จักทำการแทงตลอดซึ่งมรรคและผล."

  2. ๒

    ลำดับนั้น แม้ทั้งสองคน ได้ไปยังสำนักสญชัย ฯ

    ตโต เทฺวปิ ชนา สญฺชยสฺส สนฺติกํ อคมํสุ.

    ในลำดับนั้น อ.ชน ท. แม้ ๒ ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ฯ

    ลำดับนั้น ทั้ง ๒ คน ก็ได้ไปสู่สำนักของท่านสญชัย.

  3. ๓

    สญชัย เห็นเขาทั้งสองแล้ว จึงสอบถามว่า พ่อทั้งสอง ใคร ๆ ผู้แสดงทางอมตธรรม พวกพ่อได้ (พบ) แล้วหรือ ฯ

    สญฺชโย เต ทิสฺวา “ กึ ตาตา โกจิ โว อมตมคฺคเทสโก ลทฺโธติ ปุจฺฉิ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย เห็นแล้ว (ซึ่งสหาย ท. ๒) เหล่านั้น ถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ใคร ๆ ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันท่าน ท. ได้แล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    สญชัยพอเห็นเขาจึงถามว่า "พ่อทั้ง ๒ พวกพ่อ ได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ ?"

  4. ๔

    สหายทั้งสองตอบว่า ได้ (พบ) แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก พระธรรมก็อุบัติแล้ว พระสงฆ์ก็อุบัติแล้ว ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า (ประโยชน์) หาสาระมิได้ มาเถิด พวกเราจักไปยังสำนักพระศาสดากัน ฯ

    “อาม อาจริย ลทฺโธ; พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน, ธมฺโม อุปฺปนฺโน, สงฺโฆ อุปฺปนฺโน; ตุมฺเห ตุจฺเฉ อสาเร วิจรถ, เอถ, สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.สหาย ท.๒ เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ ขอรับ (อ.บุคคล ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันกระผม ท.) ได้แล้ว; อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, อ.พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว, อ.พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว; (อ.ท่าน ท.) ย่อมประพฤติ (ซึ่งธรรม ท.) อันไม่มีสาระ อันเปล่า, (อ.ท่าน ท.) จงมา, (อ.เรา ท.) จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    สหายทั้ง ๒ จึงเรียนว่า "ได้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็อุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว, ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านมาเถิด เราทั้งหลายจักไปยังสำนักพระศาสดา."

  5. ๕

    พวกท่านไปเถิด ตัวเราจักไม่สามารถ (ไปได้) ฯ

    “คจฺฉถ ตุมฺเห, อหํ น สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ท่านทั้ง ๒ ไปเถิด, ข้าพเจ้าไม่สามารถ.

  6. ๖

    ไม่สามารถเพราะเหตุไรเล่า ฯ

    “กึการณาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท. จักไม่อาจ) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    สห. เพราะเหตุไร ?

  7. ๗

    ตัวเราเที่ยวไปเป็นอาจารย์ของมหาชนเสียแล้ว การอยู่อย่างเป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เป็นเช่นกับเกิดภาวะกระเพื่อมแห่งน้ำในตุ่ม เราจักไม่สามารถอยู่อย่างเป็นอันเตวาสิกได้ ฯ

    “อหํ มหาชนสฺส อาจริโย หุตฺวา วิจรึ, ตสฺส เม อนฺเตวาสิกวาโส จาฏิยา อุทกจลนภาวุปฺปตฺติสทิโส, น สกฺขิสฺสามหํ อนฺเตวาสิกวาสํ วสิตุนฺติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เป็นอาจารย์ ของมหาชน เป็น เที่ยวไปแล้ว, อ.การอยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก แห่งเรา นั้น เป็นเช่นกับด้วยการเกิดขึ้นแห่งความเป็นคืออันไหวแห่งน้ำ ในตุ่ม (ย่อมเป็น), อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันอยู่ อยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก ดังนี้ ฯ

    ส. เราเที่ยวเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว, การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม, เราไม่สามารถอยู่เป็นอันเตวาสิกได้.

  8. ๘

    อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์ ฯ

    “มา เอวํ กริตฺถ อาจริยาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.ท่าน ท.) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    สห. อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์.

  9. ๙

    ช่างเถอะพ่อ พวกพ่อไปเถิด ตัวเราจักไม่สามารถไปได้ ฯ

    “โหตุ ตาตา, คจฺฉถ ตุมฺเห, นาหํ สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ช่างเถอะ พ่อ พ่อพากันไปเถอะ, เราจักไม่สามารถ.

  10. ๑๐

    ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่เวลาแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกแล้ว มหาชนต่างมีมือถือของหอมและพวงมาลัยเป็นต้น จักไปบูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเท่านั้น แม้พวกกระผม ก็จักไปที่นั้นเช่นกัน ท่านอาจารย์จักทำอย่างไร ฯ

    “อาจริย โลเก พุทฺธสฺส อุปฺปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย มหาชโน คนฺธมาลาทิหตฺโถ คนฺตฺวา ตเมว ปูเชสฺสติ, มยํปิ ตตฺเถว คมิสฺสาม, ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.มหาชน มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ไปแล้ว จักบูชา (ซึ่งพระพุทธเจ้า) นั้น นั่นเทียว จำเดิม แต่กาล แห่งพระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, แม้ อ.เรา ท. จักไป (ในที่) นั้นนั่นเทียว, อ.ท่าน ท. จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    สห. ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาชนมีของหอมระเบียงดอกไม้เป็นต้นในมือไปบูชาพระองค์เท่านั้น, แม้กระผมทั้ง ๒ ก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน. ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร ?

  11. ๑๑

    พ่อทั้งสอง ในโลกนี้มีคนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก ฯ

    “ตาตา กินฺนุ โข อิมสฺมึ โลเก ทนฺธา พหู, อุทาหุ ปณฺฑิตาติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.คนโง่ ท. ในโลก นี้ เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น) หรือหนอแล, หรือว่า อ.คนฉลาด ท. (เป็นผู้มาก ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ส. พ่อทั้ง ๒ ในโลกนี้ มีคนเขลามากหรือมีคนฉลาดมากเล่า ?

  12. ๑๒

    ท่านอาจารย์ คนโง่มีมาก ชื่อว่าคนฉลาด มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฯ

    “ทนฺธา อาจริย พหู, ปณฺฑิตา นาม กติปยาเอว โหนฺตีติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.คนโง่ ท. เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น), ชื่อ อ.คนฉลาด ท. เป็นผู้เล็กน้อยนั่นเทียว ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    สห. คนเขลามากขอรับ ท่านอาจารย์ อันคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย.

  13. ๑๓

    พ่อทั้งสอง ถ้ากระนั้น คนฉลาด ๆ จักไปสำนักพระสมณโคดม พวกคนโง่ ๆ จักมาสำนักเรา พวกพ่อไปเถิด ตัวเราจักไม่ไป ฯ

    “เตนหิ ตาตา ปณฺฑิตา ปณฺฑิตา สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ คมิสฺสนฺติ, ทนฺธา ทนฺธา มม สนฺติกํ อาคมิสฺสนฺติ; คจฺฉถ ตุมฺเห, นาหํ คมิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ถ้าอย่างนั้น อ.คนฉลาด ท. อ.คนฉลาด ท. จักไป สู่สำนัก ของพระสมณะ ผู้โคดม, อ.คนโง่ ท. อ.คนโง่ ท. จักมา สู่สำนัก ของเรา; อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่ไป ดังนี้ ฯ

    ส. พ่อทั้ง ๒ ถ้ากระนั้น พวกคนฉลาด ๆ จักไปสู่สำนักพระสมณโคดม, พวกคนเขลา ๆ จักมาสำนักเรา พ่อไปกันเถิด เราจักไม่ไป.

  14. ๑๔

    สหายทั้งสองนั้นจึงกล่าวว่า ท่านอาจารย์ ท่านจักปรากฏเองแล้ว พากันหลีกไป ฯ

    เต “ปญฺญายิสฺสถ ตุมฺเห อาจริยาติ ปกฺกมึสุ.

    (อ.สหาย ท. ๒) เหล่านั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.ท่าน ท. จักปรากฏ ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    สหายทั้ง ๒ นั้นจึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ท่านจักปรากฏเอง" ดังนี้แล้ว หลีกไป.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๘๕ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ธรรมดา พระสารีบุตรเถระนั่น เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อเทียว ฯ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า เพื่อนรักเอย เราจักบอกอมตธรรมที่เราทั้ง ๒ บรรลุแล้วแก่สญชัยปริพพาชกผู้เป็นอาจารย์ของเราบ้าง ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอดได้ เมื่อไม่แทงตลอด (แต่ยัง)เชื่อพวกเราแล้วจักไปยังสำนักพระบรมศาสดา สดับเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วจักทำการแทงตลอดมรรคและผลได้ ฯ

    สารีปุตฺตตฺเถโร จ นาเมส สทาปิ อาจริยปูชโก ว; ตสฺมา สหายกํ เอวมาห “สมฺม อมฺเหหิ อธิคตํ อมตํ อมฺหากํ อาจริยสฺส สญฺชยปริพฺพาชกสฺสาปิ กเถสฺสาม , พุชฺฌมาโน ปฏิวิชฺฌิสฺสติ, อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต อมฺหากํ สทฺทหิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสติ, พุทฺธานํ เทสนํ สุตฺวา มคฺคผลปฏิเวธํ กริสฺสตีติ.

    ก็ ชื่อ อ.พระเถระชื่อว่าสารีบุตร นั่น เป็นผู้บูชาซึ่งอาจารย์ เทียว (ย่อมเป็น) แม้ในกาลทุกเมื่อ; เพราะเหตุนั้น (อ.ปริพาชกชื่อว่าอุปติสสะนั้น) กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะสหาย ว่า แน่ะสหาย (อ.เรา ท.) จักบอก ซึ่งอมตะ อันอันเรา ท. ถึงทับแล้ว แม้แก่ปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ผู้เป็นอาจารย์ ของเรา ท., (อ.อาจารย์) รู้อยู่ จักรู้ตลอด, เมื่อไม่รู้ตลอด เชื่อแล้ว ต่อเรา ท. จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา, ฟังแล้ว ซึ่งเทศนา ของพระพุทธเจ้า ท. จักกระทำ ซึ่งการรู้ตลอดซึ่งมรรคและผล ดังนี้ ฯ

    ก็ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนี้ ย่อมเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อเทียว เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า "สหาย เราจักบอกอมตะที่เราทั้ง ๒ บรรลุ แก่สญชัยปริพาชกผู้อาจารย์ของเราบ้าง, ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด, เมื่อไม่แทงตลอด, เชื่อพวกเราแล้ว จักไปยังสำนักพระศาสดา, สดับเทศนาของพุทธบุคคลทั้งหลายแล้ว จักทำการแทงตลอดซึ่งมรรคและผล."

  2. ๒

    ลำดับนั้น แม้ทั้ง ๒ คน ได้ไปยังสำนักของสญชัยปริพพาชกแล้ว ฯ

    ตโต เทฺวปิ ชนา สญฺชยสฺส สนฺติกํ อคมํสุ.

    ในลำดับนั้น อ.ชน ท. แม้ ๒ ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของปริพาชก ชื่อว่าสญชัย ฯ

    ลำดับนั้น ทั้ง ๒ คน ก็ได้ไปสู่สำนักของท่านสญชัย.

  3. ๓

    สญชัยปริพพาชก เห็นสหายทั้ง ๒ นั้นแล้วจึงถามว่า พ่อคุณทั้ง ๒ ใคร ๆ ที่แสดงอมตธรรม พวกท่าน(หา)ได้แล้วหรือ ฯ

    สญฺชโย เต ทิสฺวา “ กึ ตาตา โกจิ โว อมตมคฺคเทสโก ลทฺโธติ ปุจฺฉิ.

    อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย เห็นแล้ว (ซึ่งสหาย ท. ๒) เหล่านั้น ถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ใคร ๆ ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันท่าน ท. ได้แล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    สญชัยพอเห็นเขาจึงถามว่า "พ่อทั้ง ๒ พวกพ่อ ได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ ?"

  4. ๔

    สหายทั้ง ๒ จึงเรียนว่า (หา)ได้แล้ว ขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก พระธรรมก็อุบัติแล้ว พระสงฆ์ก็อุบัติแล้ว ท่าน ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านมาเถิด พวกเราจักไปสำนักพระบรมศาสดากัน ฯ

    “อาม อาจริย ลทฺโธ; พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน, ธมฺโม อุปฺปนฺโน, สงฺโฆ อุปฺปนฺโน; ตุมฺเห ตุจฺเฉ อสาเร วิจรถ, เอถ, สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.สหาย ท.๒ เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ ขอรับ (อ.บุคคล ผู้แสดงซึ่งทางแห่งอมตะ อันกระผม ท.) ได้แล้ว; อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, อ.พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว, อ.พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว; (อ.ท่าน ท.) ย่อมประพฤติ (ซึ่งธรรม ท.) อันไม่มีสาระ อันเปล่า, (อ.ท่าน ท.) จงมา, (อ.เรา ท.) จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    สหายทั้ง ๒ จึงเรียนว่า "ได้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็อุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว, ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านมาเถิด เราทั้งหลายจักไปยังสำนักพระศาสดา."

  5. ๕

    สญชัยปริพพาชก ตอบว่า พวกท่านไปกันเถิด ตัวเราจักไม่อาจ ฯ

    “คจฺฉถ ตุมฺเห, อหํ น สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ท่านทั้ง ๒ ไปเถิด, ข้าพเจ้าไม่สามารถ.

  6. ๖

    สหายทั้ง ๒ ถามว่า ท่านจักไม่สามารถไปเพราะเหตุไร ฯ

    “กึการณาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท. จักไม่อาจ) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    สห. เพราะเหตุไร ?

  7. ๗

    สญชัยปริพพาชก ตอบว่า ตัวเรา เป็นอาจารย์ของคนหมู่มากเที่ยวไปแล้ว การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เป็นเช่นกับเกิดความไหว(กระเพื่อม)แห่งน้ำในตุ่ม เราไม่สามารถจะอยู่อย่างเป็นอันเตวาสิกได้ ฯ

    “อหํ มหาชนสฺส อาจริโย หุตฺวา วิจรึ, ตสฺส เม อนฺเตวาสิกวาโส จาฏิยา อุทกจลนภาวุปฺปตฺติสทิโส, น สกฺขิสฺสามหํ อนฺเตวาสิกวาสํ วสิตุนฺติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เป็นอาจารย์ ของมหาชน เป็น เที่ยวไปแล้ว, อ.การอยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก แห่งเรา นั้น เป็นเช่นกับด้วยการเกิดขึ้นแห่งความเป็นคืออันไหวแห่งน้ำ ในตุ่ม (ย่อมเป็น), อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันอยู่ อยู่โดยความเป็นอันเตวาสิก ดังนี้ ฯ

    ส. เราเที่ยวเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว, การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม, เราไม่สามารถอยู่เป็นอันเตวาสิกได้.

  8. ๘

    สหายทั้ง ๒ เรียนว่า อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์ ฯ

    “มา เอวํ กริตฺถ อาจริยาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.ท่าน ท.) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    สห. อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์.

  9. ๙

    สญชัยปริพพาชก กล่าวว่า ช่างเถอะ พ่อคุณ พวกท่านไปกันเถิด เราจักไม่อาจ ฯ

    “โหตุ ตาตา, คจฺฉถ ตุมฺเห, นาหํ สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, อ.ท่าน ท. จงไป, อ.เรา จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ส. ช่างเถอะ พ่อ พ่อพากันไปเถอะ, เราจักไม่สามารถ.

  10. ๑๐

    สหายทั้ง ๒ เรียนว่า ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่เวลาแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกแล้ว มหาชน(ต่าง)มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือ จักไปบูชาพระพุทธองค์นั้นเท่านั้น แม้พวกกระผมทั้ง ๒ ก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน ท่านอาจารย์จักกระทำอย่างไร ฯ

    “อาจริย โลเก พุทฺธสฺส อุปฺปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย มหาชโน คนฺธมาลาทิหตฺโถ คนฺตฺวา ตเมว ปูเชสฺสติ, มยํปิ ตตฺเถว คมิสฺสาม, ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ.

    (อ.สหาย ท. ๒ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.มหาชน มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ไปแล้ว จักบูชา (ซึ่งพระพุทธเจ้า) นั้น นั่นเทียว จำเดิม แต่กาล แห่งพระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, แม้ อ.เรา ท. จักไป (ในที่) นั้นนั่นเทียว, อ.ท่าน ท. จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    สห. ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาชนมีของหอมระเบียงดอกไม้เป็นต้นในมือไปบูชาพระองค์เท่านั้น, แม้กระผมทั้ง ๒ ก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน. ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร ?

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๘๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อทั้งสองคนนั้น กำลัง (เดินทาง) ไป บริษัทของสญชัยแตกกันแล้ว ฯ

    เตสุ คจฺฉนฺเตสุ, สญฺชยสฺส ปริสา ภิชฺชิ.

    (ครั้นเมื่อสหาย ท. ๒) เหล่านั้น ไปอยู่, อ.บริษัท ของปริพาชก ชื่อว่าสญชัย แตกกันแล้ว ฯ

    เมื่อสหายทั้ง ๒ นั้นไปอยู่, บริษัทของสญชัยแตกกันแล้ว.

  2. ๒

    ขณะนั้น อารามได้ว่างเปล่า ฯ

    ตสฺมึ ขเณ อาราโม ตุจฺโฉ อโหสิ.

    ในขณะ นั้น อ.อาราม เป็นสภาพเปล่า ได้เป็นแล้ว ฯ

    ขณะนั้นอารามได้ว่างลง.

  3. ๓

    สญชัยนั้นเห็นอารามว่างเปล่า ก็กระอักโลหิตอุ่นออกมา ฯ

    โส ตุจฺฉํ อารามํ ทิสฺวา อุณฺหํ โลหิตํ ฉฑฺเฑสิ.

    (อ.ปริพาชกชื่อว่าสญชัย) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งอาราม อันเปล่า สำรอกแล้ว ซึ่งเลือด อันร้อน ฯ

    สญชัยนั้นเห็นอารามว่างแล้ว ก็อาเจียนออกเป็นโลหิตอุ่น.

  4. ๔

    บรรดาปริพาชก ๕๐๐ คน ซึ่งไปกับสหายทั้งสองคนแม้นั้น บริษัทของสญชัย ๒๕๐ คน กลับแล้ว ฯ

    เตหิปิ สทฺธึ คจฺฉนฺเตสุ ปญฺจสุ ปริพฺพาชกสเตสุ, สญฺชยสฺส ปริสาย อฑฺฒเตยฺยสตานิ นิวตฺตึสุ.

    ในร้อยแห่งปริพาชก ท. ๕ ผู้ไปอยู่ กับ (ด้วยสหาย ท. ๒) แม้เหล่านั้นหนา อ.ร้อยที่สามด้วยทั้งกึ่ง ท. แห่งบริษัท ของปริพาชก ชื่อว่าสญชัย กลับแล้ว ฯ

    ในปริพาชก ๕๐๐ คน ซึ่งไปกับสหายทั้ง ๒ นั้น บริษัทของสญชัย ๒๕๐ คนกลับแล้ว.

  5. ๕

    สหายทั้งสองพร้อมด้วยปริพาชก ๒๕๐ คน ผู้เป็นอันเตวาสิกของตน ได้ไปยังพระเวฬุวัน ฯ

    อตฺตโน อนฺเตวาสิเกหิ อฑฺฒเตยฺเยหิ ปริพฺพาชกสเตหิ สทฺธึ เวฬุวนํ อคมํสุ.

    (อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั้น) ได้ไปแล้ว สู่พระเวฬุวัน กับ ด้วยร้อยแห่งปริพาชก ท. ที่สามด้วยทั้งกึ่ง ผู้เป็นอันเตวาสิก ของตน ฯ

    สหายทั้ง ๒ ได้ไปสู่พระเวฬุวัน พร้อมด้วยปริพาชก ๒๕๐ คน ผู้เป็นอันเตวาสิกของตน.

  6. ๖

    พระศาสดา ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔ ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกทั้งสองคนนั้นแต่ไกลทีเดียว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สองสหายนั่นคือ โกลิตะกับอุปติสสะกำลังมา ทั้งสองนั่น จักเป็นคู่สาวกคู่ที่ดีเลิศของเรา ฯ

    สตฺถา จตุปริสมชฺเฌ นิสินฺโน ธมฺมํ เทเสนฺโต เต ทูรโต ว ทิสฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “เอเต ภิกฺขเว เทฺว สหายกา อาคจฺฉนฺติ โกลิโต จ อุปติสฺโส จ, เอตํ เม สาวกยุคํ ภวิสฺสติ อคฺคํ ภทฺทยุคนฺติ.

    อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ในท่ามกลางแห่งบริษัท ๔ เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งสหาย ท. ๒) เหล่านั้น แต่ที่ไกล เทียว ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.สหาย ท. ๒ เหล่านั่น คือ อ.โกลิตะ ด้วย คือ อ.อุปติสสะ ด้วย ย่อมมา, (อ.คู่แห่งสหาย) นั่น เป็นคู่แห่งสาวก เป็นคู่อันเลิศ เป็นคู่อันเจริญ ของเรา จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ประทับนั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔ ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกเหล่านั้นแต่ไกลเทียว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สองสหายนั่นกำลังมา คือโกลิตะ และอุปติสสะ ทั้ง ๒ นั่นจักเป็นคู่สาวกที่ดีเลิศของเรา."

  7. ๗

    สองสหายนั้นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เต สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    (อ.สหาย ท. ๒) เหล่านั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    สองหายนั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

  8. ๘

    สหายทั้งสองนั้น ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ควรได้บรรพชาในสำนักพระผู้มีพระภาค ควรได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค ฯ

    เต ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ; ลเภยฺยาม อุปสมฺปทนฺติ.

    (อ.สหาย ท. ๒) เหล่านั้น ได้กราบทูลแล้ว (ซึ่งคำ) นั่น กะพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ ท. พึงได้ ซึ่งการบวช พึงได้ ซึ่งการอุปสมบท ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ฯ

    เขาทั้ง ๒ ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิดพระเจ้าข้า."

  9. ๙

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัส (ต่อไป) ว่า ธรรมเรากล่าวดีแล้ว พวกท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกระทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ฯ

    “เอถ ภิกฺขโวติ ภควา อโวจ, “สฺวากฺขาโต ธมฺโม, จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ.

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแล้ว ว่า (อ.เธอ ท.) เป็นภิกษุ (เป็น) จงมา ดังนี้, (ตรัสแล้ว) ว่า อ.ธรรม อันเรา กล่าวดีแล้ว, อ.เธอ ท. จงประพฤติ ซึ่งพรหมจรรย์ เพื่ออันกระทำซึ่งที่สุด แห่งทุกข์ โดยชอบ ดังนี้ ฯ

    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด, ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด."

  10. ๑๐

    แม้ปริพาชกทั้งหมดก็ทรงบาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ฯ

    สพฺเพปิ อิทฺธิมยปตฺตจีวรธรา วสฺสสติกตฺเถรา วิย อเหสุํ.

    (อ.ชน ท.) แม้ทั้งปวง เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ เป็นราวกะว่า พระเถระผู้ประกอบแล้วด้วยร้อยแห่งกาลฝน ได้เป็นแล้ว ฯ

    คนทั้งหมดได้เป็นผู้ทรงบาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ราวกะว่าพระเถระ ๑๐๐ พรรษา.

  11. ๑๑

    ลำดับนั้น พระศาสดาทรงขยายพระธรรมเทศนาด้วยอำนาจจริยา แก่บริษัทของสหายทั้งสองนั้น ฯ

    อถ เนสํ ปริสาย จริยาวเสน สตฺถา ธมฺมเทสนํ วฑฺเฒสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงยัง ธรรมเทศนา ให้เจริญแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติ แห่งบริษัท (ของภิกษุ ท.) เหล่านั้น ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงขยายพระธรรมเทศนาด้วยอำนาจจริยาแก่บริษัทของทั้ง ๒ สหายนั้น

  12. ๑๒

    ยกเว้นพระอัครสาวกทั้ง ๒ รูปเสีย ส่วนที่เหลือ บรรลุพระอรหัตสิ้น ฯ

    ฐเปตฺวา เทฺว อคฺคสาวเก อวเสสา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) ผู้เหลือลง เว้น ซึ่งพระอัครสาวก ท. ๒ บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ฯ

    เว้นพระอัครสาวกทั้ง ๒ เสีย ,ชนที่เหลือ บรรลุพระอรหัตแล้ว.

  13. ๑๓

    ก็ กิจด้วยมรรคเบื้องสูงของพระอัครสาวกทั้งสอง ยังไม่สำเร็จ ฯ

    อคฺคสาวกานํ ปน อุปริมคฺคกิจฺจํ น นิฏฺฐาสิ.

    ก็ อ.กิจด้วยมรรคในเบื้องบน ของพระอัครสาวก ท. ไม่สำเร็จแล้ว ฯ

    ก็กิจด้วยมรรคเบื้องสูงของพระอัครสาวกทั้ง ๒ มิได้สำเร็จแล้ว.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ หน้า ๘๖–๘๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อมาในวันที่ ๗ แต่วันที่บวชแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปอาศัยหมู่บ้านกัลลวาละ อยู่ในแคว้นมคธ เมื่อถีนมิทธะครอบงำแล้ว ผู้อันพระบรมศาสดาให้สลดใจแล้ว บรรเทาถีนมิทธะได้แล้ว สดับพระธาตุกัมมัฏฐานที่พระตถาคตทรงประทานอยู่นั่นเอง ยังกิจในมรรค ๓ เบื้องบนให้สำเร็จ บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณแล้ว ฯ ฝ่ายพระสารีบุตรเถระ ล่วงไปได้กึ่งเดือนแต่วันที่บวชแล้ว เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นแหละ อยู่ในถ้ำสุกรขาตะพร้อมกับพระศาสดา เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพพาชกผู้เป็นหลานของตนอยู่ ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระสูตรก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนผู้ที่บริโภคภัตตาหารที่เขาจัดแจงเพื่อผู้อื่น ฉะนั้น ฯ

    สาวกปารมีญาณสฺส มหนฺตตาย. อถายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปพฺพชิตทิวสโต สตฺตเม ทิวเส มคธรฏฺเฐ กลฺลวาลคามกํ อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต, ถีนมิทฺเธ โอกฺกมนฺเต, สตฺถารา สํเวชิโต ถีนมิทฺธํ วิโนเทตฺวา ตถาคเตน ทินฺนํ ธาตุกมฺมฏฺฐานํ สุณนฺโตว อุปริมคฺคตฺตยกิจฺจํ นิฏฺฐาเปตฺวา สาวกปารมีญาณสฺส มตฺถกํ ปตฺโต, สารีปุตฺตตฺเถโรปิ ปพฺพชิตทิวสโต อฑฺฒมาสํ อติกฺกมิตฺวา สตฺถารา สทฺธึ ตเมว ราชคหํ อุปนิสฺสาย สูกรขาตเลเณ วิหรนฺโต, อตฺตโน ภาคิเนยฺยสฺส ทีฆนขปริพฺพาชกสฺส เวทนาปริคฺคหสุตฺตนฺเต เทสิยมาเน, สุตฺตานุสาเรน ญาณํ เปเสตฺวา ปรสฺส วฑฺฒิตํ ภตฺตํ ภุญฺชนฺโต วิย สาวกปารมีญาณสฺส มตฺถกํ ปตฺโต.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.กิจ ด้วยมรรคในเบื้องบน ของพระอัครสาวก ท. ไม่สำเร็จแล้ว) เพราะความที่ แห่งสาวกบารมีญาณ เป็นคุณชาตใหญ่ (ดังนี้) ฯ ครั้งนั้น อ.พระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีอายุ เข้าไปอาศัยแล้ว ซึ่งบ้านชื่อว่ากัลลวาละ ในแว่นแคว้นชื่อว่ามคธ อยู่อยู่ ในวัน ที่ ๗ แต่วัน (แห่งตน) บวชแล้ว, ครั้นเมื่อความท้อแท้และความง่วง ครอบงำอยู่, ผู้อันพระศาสดาทรงให้สลดแล้ว บรรเทาแล้ว ซึ่งความท้อแท้และความง่วง ฟังอยู่ ซึ่งกัมมัฏฐานมีธาตุเป็นอารมณ์ อันอันพระตถาคตเจ้าประทานแล้วเทียว ยัง กิจในหมวดสามแห่งมรรค ในเบื้องบน ให้สำเร็จแล้ว ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด แห่งสาวกบารมีญาณ, แม้ อ.พระเถระชื่อว่าสารีบุตร เข้าไปอาศัย ซึ่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ นั้นนั่นเทียว อยู่อยู่ ในถ้ำชื่อว่าสุกรขาตา กับ ด้วย พระศาสดา ก้าวล่วง ซึ่งเดือนด้วยทั้งกึ่ง แต่วัน (แห่งตน) บวชแล้ว, ครั้นเมื่อเวทนาปริคคหสูตร (อันพระศาสดา) ทรงแสดงอยู่ แก่ปริพาชก ชื่อว่าทีฆนขะ ผู้เป็นหลาน ของตน, ส่งไปแล้ว ซึ่งญาณ ตามแนวแห่งพระสูตร ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด แห่งสาวกบารมีญาณ ราวกะ (อ.บุคคล) ผู้บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวสวย อัน (อันบุคคล) ให้เจริญแล้ว แก่บุคคลอื่น ฯ

    แก้ว่า "เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่." ต่อมาในวันที่ ๗ แต่วันบวชแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปอาศัยหมู่บ้านกัลลวาละ ในแคว้นมคธอยู่, เมื่อถีนมิทธะครอบงำ อันพระศาสดาทรงให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะได้ กำลังฟังพระธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทานแล้ว ได้ยังกิจในมรรค ๓ เบื้องบนให้สำเร็จ บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณแล้ว. ฝ่ายพระสารีบุตร ล่วงได้กึ่งเดือนแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแหละ อยู่ในถ้ำสุกรขาตา กับด้วยพระศาสดา, เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกผู้หลายของตน,ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระสูตร ก็ได้บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณเหมือนผู้ที่บริโภคภัตรที่เขาคดให้ผู้อื่น.

  2. ๒

    มีคำถามว่า ก็ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีอายุ เป็นผู้มีปัญญามาก มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงบรรลุสาวกบารมีญาณ โดยกาลช้ากว่าพระโมคคัลลานะ ฯ

    “นนุ จายสฺมา มหาปญฺโญ, อถ กสฺมา มหาโมคฺคลฺลานโต จิรตเรน สาวกปารมีญาณํ ปาปุณีติ.

    (อ.อันถาม) ว่า ก็ (อ.พระสารีบุตร) ผู้มีอายุ เป็นผู้มีปัญญามาก (ย่อมเป็น) มิใช่หรือ, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.พระสารีบุตร) ถึงแล้ว ซึ่งสาวกบารมีญาณ โดยกาลนานกว่า กว่าพระมหาโมคคัลลานะ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    มีคำถามว่า "ก็ท่านพระสารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก มิใช่หรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงบรรลุสาวกบารมีญาณช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะ."

  3. ๓

    ตอบว่า เพราะมีบริกรรมมาก ฯ

    ปริกมฺมมหนฺตตาย.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.พระสารีบุตร ถึงแล้ว ซึ่งสาวกบารมีญาณ โดยกาลนานกว่า กว่าพระมหาโมคคัลลานะ) เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีบริกรรมใหญ่ (ดังนี้) ฯ

    แก้ว่า "เพราะมีบริกรรมมาก."

  4. ๔

    เปรียบเหมือนอย่างพวกมนุษย์เข็ญใจประสงค์จะไป ณ ที่ไหน ๆ ก็ออกไปได้อย่างรวดเร็วทันที ส่วนพวกพระราชาสมควรได้บริกรรมมาก มีการตระเตรียมช้างและราชพาหนะเป็นต้น ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ พึงทราบ ฉันนั้น ฯ

    ยถา หิ ทุคฺคตมนุสฺสา กตฺถจิ คนฺตุกามา ขิปฺปเมว นิกฺขมนฺติ, ราชูนํ ปน หตฺถิวาหนกปฺปนาทึ มหนฺตํ ปริกมฺมํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ; เอวํ สมฺปทมิทํ เวทิตพฺพํ.

    เหมือนอย่าง ว่า อ.มนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ท. ผู้ใคร่เพื่ออันไป ในที่ไหน ๆ ย่อมออกไป พลันนั่นเทียว, ส่วนว่า อ.อัน อันพระราชา ท. ทรงได้ ซึ่งบริกรรม ใหญ่ มีความสำเร็จแห่งพาหนะคือช้างเป็นต้น ย่อมควร ฉันใด ; อ.คำเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อม นี้ (อันบัณฑิต) พึงทราบ ฉันนั้น ฯ

    เหมือนอย่างว่า พวกคนเข็ญใจประสงค์จะไปในที่ไหน ๆ ก็ออกไปได้รวดเร็ว, ส่วนพระราชาต้องได้ตระเตรียมมาก มีการตระเตรียมช้างพระราชพาหนะเป็นต้น จึงสมควรฉันใด, อุปไมยนี้ พึงทราบฉันนั้น.

  5. ๕

    ก็ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระบรมศาสดาทรงทำการประชุมพระสาวก ที่พระเวฬุวันวิหาร ทรงประทานตำแหน่งพระอัครสาวก แก่พระเถระ ๒ องค์ แล้วทรงแสดงพระปาฏิโมกข์ ฯ

    ตํทิวสเมว ปน สตฺถา วฑฺฒมานกจฺฉายาย เวฬุวเน สาวกสนฺนิปาตํ กตฺวา ทฺวินฺนํ เถรานํ อคฺคสาวกฏฺฐานํ ทตฺวา ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสิ.

    ก็ ในวันนั้นนั่นเทียว อ.พระศาสดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการประชุมแห่งสาวก ในพระเวฬุวัน ในเวลามีเงาอันเจริญอยู่ ประทานแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งพระอัครสาวก แก่พระเถระ ท. ๒ ทรงสวดแล้ว ซึ่งพระปาฏิโมกข์ ฯ

    ก็ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดา ทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้ง ๒ แล้วทรงแสดงพระปาติโมกข์.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๘๖–๘๗ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระสารีบุตรเถระล่วงไปได้กึ่งเดือนแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแหละ อยู่ในถ้ำสุกรขาตาพร้อมกับพระศาสดา เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตนอยู่ ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระสูตร ก็ได้บรรลุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ เหมือนผู้ที่บริโภคภัตตาหารที่เขาจัดแจงเพื่อผู้อื่น ฉะนั้น ฯ

    สาวกปารมีญาณสฺส มหนฺตตาย. อถายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปพฺพชิตทิวสโต สตฺตเม ทิวเส มคธรฏฺเฐ กลฺลวาลคามกํ อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต, ถีนมิทฺเธ โอกฺกมนฺเต, สตฺถารา สํเวชิโต ถีนมิทฺธํ วิโนเทตฺวา ตถาคเตน ทินฺนํ ธาตุกมฺมฏฺฐานํ สุณนฺโตว อุปริมคฺคตฺตยกิจฺจํ นิฏฺฐาเปตฺวา สาวกปารมีญาณสฺส มตฺถกํ ปตฺโต, สารีปุตฺตตฺเถโรปิ ปพฺพชิตทิวสโต อฑฺฒมาสํ อติกฺกมิตฺวา สตฺถารา สทฺธึ ตเมว ราชคหํ อุปนิสฺสาย สูกรขาตเลเณ วิหรนฺโต, อตฺตโน ภาคิเนยฺยสฺส ทีฆนขปริพฺพาชกสฺส เวทนาปริคฺคหสุตฺตนฺเต เทสิยมาเน, สุตฺตานุสาเรน ญาณํ เปเสตฺวา ปรสฺส วฑฺฒิตํ ภตฺตํ ภุญฺชนฺโต วิย สาวกปารมีญาณสฺส มตฺถกํ ปตฺโต.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.กิจ ด้วยมรรคในเบื้องบน ของพระอัครสาวก ท. ไม่สำเร็จแล้ว) เพราะความที่ แห่งสาวกบารมีญาณ เป็นคุณชาตใหญ่ (ดังนี้) ฯ ครั้งนั้น อ.พระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีอายุ เข้าไปอาศัยแล้ว ซึ่งบ้านชื่อว่ากัลลวาละ ในแว่นแคว้นชื่อว่ามคธ อยู่อยู่ ในวัน ที่ ๗ แต่วัน (แห่งตน) บวชแล้ว, ครั้นเมื่อความท้อแท้และความง่วง ครอบงำอยู่, ผู้อันพระศาสดาทรงให้สลดแล้ว บรรเทาแล้ว ซึ่งความท้อแท้และความง่วง ฟังอยู่ ซึ่งกัมมัฏฐานมีธาตุเป็นอารมณ์ อันอันพระตถาคตเจ้าประทานแล้วเทียว ยัง กิจในหมวดสามแห่งมรรค ในเบื้องบน ให้สำเร็จแล้ว ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด แห่งสาวกบารมีญาณ, แม้ อ.พระเถระชื่อว่าสารีบุตร เข้าไปอาศัย ซึ่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ นั้นนั่นเทียว อยู่อยู่ ในถ้ำชื่อว่าสุกรขาตา กับ ด้วย พระศาสดา ก้าวล่วง ซึ่งเดือนด้วยทั้งกึ่ง แต่วัน (แห่งตน) บวชแล้ว, ครั้นเมื่อเวทนาปริคคหสูตร (อันพระศาสดา) ทรงแสดงอยู่ แก่ปริพาชก ชื่อว่าทีฆนขะ ผู้เป็นหลาน ของตน, ส่งไปแล้ว ซึ่งญาณ ตามแนวแห่งพระสูตร ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด แห่งสาวกบารมีญาณ ราวกะ (อ.บุคคล) ผู้บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวสวย อัน (อันบุคคล) ให้เจริญแล้ว แก่บุคคลอื่น ฯ

    แก้ว่า "เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่." ต่อมาในวันที่ ๗ แต่วันบวชแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปอาศัยหมู่บ้านกัลลวาละ ในแคว้นมคธอยู่, เมื่อถีนมิทธะครอบงำ อันพระศาสดาทรงให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะได้ กำลังฟังพระธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทานแล้ว ได้ยังกิจในมรรค ๓ เบื้องบนให้สำเร็จ บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณแล้ว. ฝ่ายพระสารีบุตร ล่วงได้กึ่งเดือนแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแหละ อยู่ในถ้ำสุกรขาตา กับด้วยพระศาสดา, เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกผู้หลายของตน,ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระสูตร ก็ได้บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณเหมือนผู้ที่บริโภคภัตรที่เขาคดให้ผู้อื่น.

  2. ๒

    มีคำถามว่า ก็ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีอายุ เป็นผู้มีปัญญามาก มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงบรรลุสาวกบารมีญาณ โดยกาลช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะ ฯ

    “นนุ จายสฺมา มหาปญฺโญ, อถ กสฺมา มหาโมคฺคลฺลานโต จิรตเรน สาวกปารมีญาณํ ปาปุณีติ.

    (อ.อันถาม) ว่า ก็ (อ.พระสารีบุตร) ผู้มีอายุ เป็นผู้มีปัญญามาก (ย่อมเป็น) มิใช่หรือ, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.พระสารีบุตร) ถึงแล้ว ซึ่งสาวกบารมีญาณ โดยกาลนานกว่า กว่าพระมหาโมคคัลลานะ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    มีคำถามว่า "ก็ท่านพระสารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก มิใช่หรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงบรรลุสาวกบารมีญาณช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะ."

  3. ๓

    ตอบว่า เพราะมีบริกรรมมาก ฯ

    ปริกมฺมมหนฺตตาย.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.พระสารีบุตร ถึงแล้ว ซึ่งสาวกบารมีญาณ โดยกาลนานกว่า กว่าพระมหาโมคคัลลานะ) เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีบริกรรมใหญ่ (ดังนี้) ฯ

    แก้ว่า "เพราะมีบริกรรมมาก."

  4. ๔

    เปรียบเสมือนอย่างพวกมนุษย์เข็ญใจประสงค์จะไป ณ ที่ไหน ๆ ก็ออกไปได้อย่างรวดเร็วทันที ส่วนพระราชาทั้งหลาย สมควรได้บริกรรมมากมีการตระเตรียมช้างและราชยานเป็นต้น ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ พึงทราบ ฉันนั้น ฯ

    ยถา หิ ทุคฺคตมนุสฺสา กตฺถจิ คนฺตุกามา ขิปฺปเมว นิกฺขมนฺติ, ราชูนํ ปน หตฺถิวาหนกปฺปนาทึ มหนฺตํ ปริกมฺมํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ; เอวํ สมฺปทมิทํ เวทิตพฺพํ.

    เหมือนอย่าง ว่า อ.มนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ท. ผู้ใคร่เพื่ออันไป ในที่ไหน ๆ ย่อมออกไป พลันนั่นเทียว, ส่วนว่า อ.อัน อันพระราชา ท. ทรงได้ ซึ่งบริกรรม ใหญ่ มีความสำเร็จแห่งพาหนะคือช้างเป็นต้น ย่อมควร ฉันใด ; อ.คำเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อม นี้ (อันบัณฑิต) พึงทราบ ฉันนั้น ฯ

    เหมือนอย่างว่า พวกคนเข็ญใจประสงค์จะไปในที่ไหน ๆ ก็ออกไปได้รวดเร็ว, ส่วนพระราชาต้องได้ตระเตรียมมาก มีการตระเตรียมช้างพระราชพาหนะเป็นต้น จึงสมควรฉันใด, อุปไมยนี้ พึงทราบฉันนั้น.

  5. ๕

    ก็ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระบรมศาสดา ทรงทำการประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวันวิหาร ทรงประทานตำแหน่งพระอัครสาวก แก่พระเถระ ๒ องค์แล้ว ทรงแสดงพระปาฏิโมกข์ ฯ

    ตํทิวสเมว ปน สตฺถา วฑฺฒมานกจฺฉายาย เวฬุวเน สาวกสนฺนิปาตํ กตฺวา ทฺวินฺนํ เถรานํ อคฺคสาวกฏฺฐานํ ทตฺวา ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสิ.

    ก็ ในวันนั้นนั่นเทียว อ.พระศาสดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการประชุมแห่งสาวก ในพระเวฬุวัน ในเวลามีเงาอันเจริญอยู่ ประทานแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งพระอัครสาวก แก่พระเถระ ท. ๒ ทรงสวดแล้ว ซึ่งพระปาฏิโมกข์ ฯ

    ก็ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดา ทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้ง ๒ แล้วทรงแสดงพระปาติโมกข์.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๘๗–๘๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุทั้งหลาย ยกโทษกล่าวว่า พระบรมศาสดาประทาน (ตำแหน่ง) แก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะเห็นแก่หน้า อันพระองค์ชื่อเมื่อจะประทานตำแหน่งพระอัครสาวก ควรประทานแก่ปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน เมื่อไม่เหลียวแลพระปัญจวัคคีย์เหล่านั่น สมควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป ซึ่งมีพระยสเถระเป็นประธาน เมื่อไม่เหลียวแลภิกษุเหล่านั่น ก็ควรประทานแก่พระภัททวัคคีย์ทั้งหลาย เมื่อไม่เหลียวแลพระภัททวัคคีย์ทั้งหลาย ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น

    ภิกฺขู อุชฺฌายึสุ “สตฺถา มุโขโลกเนน ภิกฺขูนํ เทติ, อคฺคสาวกฏฺฐานํ เทนฺเตน นาม ปฐมํ ปพฺพชิตานํ ปญฺจวคฺคิยานํ ทาตุํ วฏฺฏติ, เอเต อโนโลเกนฺเตน ยสตฺเถรปฺปมุขานํ ปญฺจปญฺญาสาย ภิกฺขูนํ ทาตุํ วฏฺฏติ, เอเต อโนโลเกนฺเตน ภทฺทวคฺคิยานํ, เอเต อโนโลเกนฺเตน อุรุเวลกสฺสปาทีนํ เตภาติกานํ;

    อ.ภิกษุ ท. ยกโทษแล้วกล่าวแล้ว ว่า อ.พระศาสดา ย่อมประทาน แก่ภิกษุ ท. ด้วยการทรงแลดูซึ่งหน้า, อ.อัน (อันพระศาสดา) ชื่อ ผู้ เมื่อประทาน ซึ่งตำแหน่งแห่งพระอัครสาวก ประทาน (แก่ภิกษุ ท.) ผู้นับเนื่องแล้วในพวกห้า ผู้บวชแล้ว ก่อน ย่อมควร, อ.อัน (อันพระศาสดา) ผู้ไม่ทรงแลดูอยู่ (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั่น ประทาน แก่ภิกษุ ท. ๕๕ มีพระเถระชื่อว่ายสะเป็นประมุข ย่อมควร, (อ.อัน อันพระศาสดา) ผู้ไม่ทรงแลดูอยู่ (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั่น (ประทาน แก่ภิกษุ ท.) ผู้นับเนื่องแล้วในพวกอันเจริญ (ย่อมควร), (อ.อัน อันพระศาสดา) ผู้ไม่ทรงแลดูอยู่ (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั่น (ประทาน) (แก่ภิกษุ ท.) ผู้พี่น้องชาย ๓ รูป มีพระอุรุเวลากัสสปะเป็นต้น (ย่อมควร);

    พวกภิกษุ ติเตียนกล่าวว่า "พระศาสดา ประทาน [ตำแหน่ง] แก่ภิกษุทั้งหลาย โดยเห็นแก่หน้า, อันพระองค์เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน, เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระปัญจวัคคีย์เหล่านั่น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป มีพระยสเถระเป็นประมุข, เมื่อไม่เหลียวแลถึงภิกษุเหล่านั่น ก็ควรประทานแก่พระพวกภัทรวัคคีย์, เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระพวกภัทรวัคคีย์เหล่านั่น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น,

  2. ๒

    แต่พระบรมศาสดา ทรงละเลยภิกษุเหล่านั้น มีประมาณถึงเพียงนี้ เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเห็นแก่หน้า
    ประทานแก่ภิกษุผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด ฯ

    เอเต ปน เอตฺตเก ปหาย สพฺพปจฺฉา ปพฺพชิตานํ อคฺคสาวกฏฺฐานํ เทนฺเตน มุขํ โอโลเกตฺวา ทินฺนนฺติ วทึสุ.

    แต่ว่า อ.ตำแหน่งแห่งพระอัครสาวก (อันพระศาสดา) ผู้เมื่อ ทรงละแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั่น ผู้มีประมาณเท่านี้ ประทาน (แก่ภิกษุ ท.) ผู้บวชแล้ว ในภายหลังแห่งภิกษุทั้งปวง ทรงแลดู ซึ่งหน้า ประทานแล้ว ดังนี้ ฯ

    แต่พระศาสดา ทรงละเลยภิกษุเหล่านั้นมีประมาณถึงเพียงนี้ เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเลือกหน้าประทานแก่ผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด."

  3. ๓

    พระศาสดาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดเรื่องอะไรกัน เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า เรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เรามิได้เห็นแก่หน้าให้ (ตำแหน่ง) แก่ภิกษุทั้งหลาย เราให้ตำแหน่งที่ตน ๆ ปรารถนาแล้ว ๆ นั่นแล แก่ภิกษุทั้งหลาย ก็อัญญาโกณฑัญญะ เมื่อถวายทานเนื่องด้วยข้าวกล้าชั้นดี ๙ ครั้ง ในคราวข้าวกล้าคราวหนึ่ง หาได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกถวายไม่ แต่ได้ปรารถนาเพื่อจะแทงตลอดพระอรหัต อันเป็นธรรมอันเลิศก่อนใครทั้งหมด ถวายแล้ว ฯ

    สตฺถา “ กึ กเถถ ภิกฺขเวติ ปุจฺฉิตฺวา, “ อิทํ นามาติ วุตฺเต, “นาหํ ภิกฺขเว มุขํ โอโลเกตฺวา ภิกฺขูนํ เทมิ, เอเตสํ ปน อตฺตนา อตฺตนา ปตฺถิตปตฺถิตเมว เทมิ; อญฺญาโกณฺฑญฺโญ หิ เอกสฺมึ สสฺเส นว อคฺคสสฺสทานานิ เทนฺโต น อคฺคสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถตฺวา อทาสิ, อคฺคธมฺมํ ปน อรหตฺตํ สพฺพปฐมํ ปฏิวิชฺฌิตุํ ปตฺเถตฺวา อทาสีติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) ย่อมกล่าว (ซึ่งเรื่อง) อะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. ย่อมกล่าว ซึ่งเรื่อง) ชื่อ นี้ ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เรา ย่อมให้ แก่ภิกษุ ท. เพราะแลดู ซึ่งหน้า หามิได้, แต่ว่า (อ.เรา) ย่อมให้ (ซึ่งตำแหน่ง) อัน อันตน ๆ ทั้งปรารถนาแล้วทั้งปรารถนาแล้วนั่นเทียว (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั่น; ด้วยว่า อ.อัญญาโกณฑัญญะ เมื่อถวาย ซึ่งทานในเพราะข้าวกล้าอันเลิศ ท. ๙ ในเพราะข้าวกล้า ครั้งหนึ่ง ปรารถนาแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งอัครสาวก ได้ถวายแล้ว หามิได้ , แต่ว่า (อ.อัญญาโกณฑัญญะ) ปรารถนาแล้ว เพื่ออันรู้ตลอด ซึ่งพระอรหัต อันเป็นธรรมอันเลิศ ก่อนกว่าชนทั้งปวง ได้ถวายแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน ?" เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า "เรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราหาเลือกหน้าให้ (ตำแหน่ง) แก่พวกภิกษุไม่, แต่เราให้ตำแหน่งที่ตน ๆ ปรารถนาแล้ว ๆ นั่นแล แก่ภิกษุเหล่านี้; ก็อัญญาโกณฑัญญะ เมื่อถวายทานเนื่องด้วยข้าวกล้าอันเลิศ ๙ ครั้งในคราวข้าวกล้าคราวหนึ่ง ก็หาได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกถวายไม่แต่ได้ปรารถนาเพื่อแทงตลอดพระอรหัต อันเป็นธรรมเลิศก่อนสาวกทั้งหมด แล้วถวาย."

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลาย. เมื่อไร พระเจ้าข้า ฯ

    “กทา ภควาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า (อ.พระอัญญาโกณฑัญญะ ปรารถนาแล้ว เพื่ออันรู้ตลอด ซึ่งพระอรหัต อันเป็นธรรมอันเลิศ ก่อนกว่าชนทั้งปวง ได้ถวายแล้ว) ในกาลไร ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามว่า "เมื่อไร ? พระเจ้าข้า."

  5. ๕

    พระบรมศาสดา. พวกเธอจักฟังหรือ ภิกษุทั้งหลาย ฯ

    “สุณิสฺสถ ภิกฺขเวติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จักฟังหรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงย้อนถามว่า "พวกเธอจักฟังหรือ ? ภิกษุทั้งหลาย."

  6. ๖

    ภิกษุทั้งหลาย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จักฟัง ฯ

    “อาม ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.ข้าพระองค์ ท. จักฟัง) ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า "ฟัง พระเจ้าข้า."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๙๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามว่า ชน ๕๕ คน มียสกุลบุตรเป็นหัวหน้า ทำกรรมอะไรไว้ พระเจ้าข้า ฯ พระบรมศาสดา ตรัสว่า ชนทั้ง ๕๕ คนนั่น ปรารถนาความเป็นพระอรหันต์ ในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งอยู่ ทำกรรมที่เป็นบุญไว้มากแล้ว ภายหลัง เมื่อพระพุทธเจ้า ยังไม่อุบัติ เป็นสหายกัน ทำบุญทั้งหลาย โดยรวมตัวกันเป็นพวก เที่ยวจัดแจงร่างศพคนอนาถา ฯ

    “เอเตปิ เอกสฺส พุทฺธสฺส สนฺติเก อรหตฺตํ ปตฺเถนฺตา พหุํ ปุญฺญกมฺมํ กตฺวา, อปรภาเค อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ, สหายกา หุตฺวา วคฺคพนฺเธน ปุญฺญานิ กโรนฺตา อนาถสรีรานิ ปฏิชคฺคนฺตา วิจรึสุ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ชน ท.) แม้เหล่านั่น ปรารถนาอยู่ ซึ่งพระอรหัต ในสำนัก ของพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง กระทำแล้ว ซึ่งกรรมคือบุญ อันมาก, ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก ครั้นเมื่อ พระพุทธเจ้า ไม่เสด็จอุบัติแล้ว, เป็นสหายกัน เป็น กระทำอยู่ ซึ่งบุญ ท. ด้วยการผูกกันเป็นพวก เที่ยวปฏิบัติอยู่แล้ว ซึ่งสรีระแห่งบุคคลผู้มีที่พึ่งหามิได้ ท. ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "แม้ชน ๕๕ นั้น ปรารถนาพระอรหัต ในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทำกรรมที่เป็นบุญไว้มากแล้วภายหลัง เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น, เป็นสหายกัน ทำบุญร่วมเป็นพวกกัน เที่ยวจัดแจงศพคนไร้ที่พึง.

  2. ๒

    วันหนึ่ง พวกเขาพบ(ศพ) หญิงตายทั้งที่ยังมีครรภ์(ตายทั้งกลม) ตกลงกันว่า จักเผา จึงหามไปป่าช้า ฯ

    เต เอกทิวสํ สคพฺภํ อิตฺถึ กาลกตํ ทิสฺวา “ฌาเปสฺสามาติ สุสานํ หรึสุ.

    ในวันหนึ่ง (อ.ชน ท.) เหล่านั้น เห็นแล้ว ซึ่งหญิง ผู้เป็นไป กับด้วยครรภ์ ผู้มีกาละอันกระทำแล้ว (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.เรา ท. ยังสรีระ) จักให้ไหม้ ดังนี้ นำไปแล้ว สู่ป่าช้า ฯ

    วันหนึ่ง พวกเขาพบหญิงตายทั้งกลม ตกลงว่า "จักเผา" จึงนำไปป่าช้า.

  3. ๓

    ในคนเหล่านั้น (เฉพาะ) ที่พักไว้ในป่าช้า ๕ คนด้วยคำสั่งว่า พวกท่านจงเผา ที่เหลือพากันไป(กลับ)บ้าน ฯ

    เตสุ ปญฺจ ชเน “ตุมฺเห ฌาเปถาติ สุสาเน ฐเปตฺวา เสสา คามํ ปวิฏฺฐา.

    (ในชน ท.) เหล่านั้นหนา (อ.ชน ท.) ผู้เหลือ เว้น ซึ่งชน ท. ๕ ในป่าช้า (กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. (ยังสรีระ) จงให้ไหม้ ดังนี้ เข้าไปแล้ว สู่บ้าน ฯ

    ในชนเหล่านั้นพักไว้ในป่าช้า ๕ คนด้วยสั่งว่า "พวกท่านจงเผา" ที่เหลือเข้าไปบ้าน.

  4. ๔

    หนุ่มน้อยยสะ เอาหลาวแทงศพนั้น พลิกกลับไปกลับมา เผาอยู่กลับได้อสุภสัญญาแล้ว ฯ

    ยสทารโก ตํ สรีรํ สูเลหิ วิชฺฌิตฺวา ปริวตฺเตตฺวา ปริวตฺเตตฺวา ฌาเปนฺโต อสุภสญฺญํ ปฏิลภิ.

    อ.เด็กชื่อว่ายสะ แทงแล้ว ซึ่งสรีระ นั้น ด้วยหลาว ท. (ยังสรีระ) ให้เป็นไปรอบแล้ว ๆ ให้ไหม้อยู่ ได้เฉพาะแล้ว ซึ่งอสุภสัญญา ฯ

    นายยสเอาหลาวแทงศพนั้น พลิกกลับไปกลับมาเผาอยู่ ได้อสุภสัญญาแล้ว.

  5. ๕

    นายยสะผู้ทรามวัยนั้น แสดง(ร่างศพ) แก่สหาย ๔ คน แม้นอกนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านจงดู ศพนี้ มีหนังลอกแล้ว ตรงที่นั้น ๆ ดุจรูปร่างโคด่าง ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ฯ

    อิตเรสํปิ จตุนฺนํ ชนานํ “ปสฺสถ โภ อิมํ สรีรํ ตตฺถ ตตฺถ วิทฺธสฺตจมฺมํ กพรโครูปํ วิย อสุจึ ทุคฺคนฺธํ ปฏิกูลนฺติ ทสฺเสสิ.

    (อ.ยสะ) แสดงแล้ว แก่ชน ท. ๔ แม้เหล่านอกนี้ (ด้วยคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท. (อ.ท่าน ท. ) จงเห็น ซึ่งสรีระ นี้ อันมีหนังอันไฟขจัดแล้ว (ในที่) นั้น ๆ ราวกะว่า แม่โคด่าง อันไม่สะอาด อันมีกลิ่นชั่ว อันสกปรก ดังนี้ ฯ

    เขาแสดงแก่สหาย ๔ คนแม้นอกนี้ว่า "ท่านผู้เจริญพวกท่านจงดูศพนี้ มีหนังลอกแล้วในที่นั้น ๆ ดุจรูปโคด่าง ไม่สะอาด เหม็น น่าเกลียด."

  6. ๖

    เพื่อนทั้ง ๔ คนแม้นั้น ก็กลับได้อสุภสัญญาในศพนั้น(เช่นกัน) ฯ

    เตปิ ตตฺถ อสุภสญฺญํ ปฏิลภึสุ.

    (อ.ชน ท.) แม้เหล่านั้น ได้เฉพาะแล้ว ซึ่งอสุภสัญญา (ในสรีระ) นั้น ฯ

    ทั้ง ๔ คนนั้นก็ได้อสุภสัญญาในศพนั้น.

  7. ๗

    ทั้ง ๕ คนนั้น ไปบ้านบอกแก่สหายที่เหลือ ฯ

    เต ปญฺจ ชนา คามํ คนฺตฺวา เสสสหายกานํ กถยึสุ.

    อ.ชน ท. ๕ เหล่านั้น ไปแล้ว สู่บ้าน บอกแล้ว แก่สหายผู้เหลือ ท. ฯ

    เขา ๕ คนไปบ้านบอกแก่สหายที่เหลือ.

  8. ๘

    ส่วนนายยสะผู้ทรามวัย กลับไปเรือนแล้วบอกแก่มารดาบิดาและภริยา ฯ

    ยโส ปน ทารโก เคหํ คนฺตฺวา มาตาปิตูนญฺจ ภริยาย จ กเถสิ.

    ส่วนว่า อ.เด็ก ชื่อว่ายสะ ไปแล้ว สู่เรือน บอกแล้ว แก่มารดาและบิดา ท. ด้วย แก่ภรรยา ด้วย ฯ

    ส่วนนายยสไปเรือนแล้วได้บอกแก่มารดาบิดาและภรรยา.

  9. ๙

    คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเจริญอสุภสัญญาแล้ว ฯ

    เต สพฺเพปิ อสุภํ ภาวยึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ยังอสุภกรรมฐาน ให้เจริญแล้ว ฯ

    คนทั้งหมดนั้นก็เจริญอสุภสัญญาแล้ว

  10. ๑๐

    นี่เป็นบุรพกรรมของคน ๕๕ คน มียสกุลบุตรเป็นหัวหน้านั้น ฯ

    อิทเมเตสํ ปุพฺพกมฺมํ.

    (อ.กรรม) นี้ เป็นกรรมในกาลก่อน (ของชน ท.) เหล่านั่น (ย่อมเป็น) ฯ

    นี้เป็นบุรพกรรมของคน ๕๕ มียสกุลบุตรเป็นประมุขนั้น.

  11. ๑๑

    เพราะฉะนั้นแล ความสำคัญในเรือนที่คราคร่ำไปด้วยสตรีว่าเป็นดุจป่าช้าจึงเกิดแก่ยสะ ฯ

    เตเนว ยสสฺส อิตฺถาคาเร สุสานสญฺญา อุปฺปชฺชิ.

    (เพราะเหตุ) นั้นนั่นเทียว อ.ความสำคัญว่าป่าช้า ในเรือน อันเต็มแล้วด้วยหญิง เกิดขึ้นแล้ว แก่ยสะ ฯ

    เพราะฉะนั้นแล ความสำคัญในเรือนอันเกลื่อนด้วยสตรีเป็นดุจป่าช้าจึงเกิดแก่นายยส.

  12. ๑๒

    แลด้วยอุปนิสัยสมบัตินั้น การบรรลุคุณวิเศษ จึงบังเกิดแก่พวกเขาทุกคน ฯ

    ตาย จ อุปนิสฺสยสมฺปตฺติยา สพฺเพสํ วิเสสาธิคโม นิพฺพตฺติ.

    ก็ อ.การถึงทับซึ่งคุณวิเศษ บังเกิดแล้ว (แก่ชน ท.) ทั้งปวง เพราะความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัย นั้น ฯ

    แลด้วยอุปนิสัยสมบัตินั้น การบรรลุคุณวิเศษจึงเกิดขึ้นแก่พวกเขาทั้งหมด.

  13. ๑๓

    คนเหล่านั้น ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วเหมือนกัน ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

    เอวํ อิเม อตฺตนา ปตฺถิตเมว ลภึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท. ๕๕) เหล่านี้ ได้แล้ว (ซึ่งตำแหน่ง) อันอันตนปรารถนาแล้วนั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    คนเหล่านี้ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วเหมือนกัน ด้วยประการอย่างนี้.

  14. ๑๔

    หาใช่เราเห็นแก่หน้าให้ไม่ ดังนี้ ฯ

    นาหํ มุขํ โอโลเกตฺวา ทมฺมีติ.

    อ.เรา ย่อมให้ เพราะแลดู ซึ่งหน้า หามิได้ ดังนี้ ฯ

    หาใช่เราเลือกหน้าให้ไม่."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๙๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า พระเจ้าข้า ก็ พระกัสสปเถระทั้ง ๓ มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น ทำกรรมอะไรไว้ ฯ พระบรมศาสดา ตรัสว่า พระกัสสปเถระทั้ง ๓ ปรารถนาความเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ทำบุญแล้ว ฯ

    “อรหตฺตเมว ปตฺเถตฺวา ปุญฺญานิ กรึสุ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ปรารถนาแล้ว ซึ่งพระอรหัตนั่นเทียว กระทำแล้ว ซึ่งบุญ ท. ฯ

    พระองค์ตรัสว่า "เขาปรารถนาพระอรหัตเหมือนกัน ทำบุญแล้ว.

  2. ๒

    ก็ (นับ)แต่นี้ไป ๙๒ กัลป์ พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระติสสพุทธเจ้า
    พระผุสสพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ฯ

    อิโต หิ เทฺวนวุติกปฺเป `ติสฺโส ผุสฺโสติ เทฺว พุทฺธา อุปฺปชฺชึสุ.

    ดังจะกล่าวโดยย่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. ๒ คือ อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ เสด็จอุบัติแล้ว ในกัป ๙๒ (แต่ภัทรกัป) นี้ ฯ

    ก็ใน ๙๒ กัลป์แต่นี้ไป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระติสสะ พระผุสสะ เสด็จอุบัติแล้ว

  3. ๓

    พระราชา พระนามว่ามหินทะ ได้เป็นพระชนกของพระผุสสพุทธเจ้า ฯ

    ผุสฺสพุทฺธสฺส มหินฺโท นาม ราชา ปิตา อโหสิ.

    อ.พระราชา พระนามว่า มหินทะ เป็นพระบิดา ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระราชาพระนามว่ามหินท์ได้เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าผุสสะ.

  4. ๔

    ก็เมื่อพระองค์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว พระโอรสองค์เล็กของพระราชา ได้เป็นพระอัครสาวก บุตรของปุโรหิตได้เป็นพระสาวกองค์รอง(สาวกที่ ๒) ฯ

    ตสฺมึ ปน สมฺโพธึ ปตฺเต, รญฺโญ กนิฏฺฐปุตฺโต อคฺคสาวโก, ปุโรหิตปุตฺโต ทุติยสาวโก อโหสิ.

    ก็ (ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้า) นั้น ทรงบรรลุแล้ว ซึ่งพระญาณ เป็นเครื่องตรัสรู้พร้อม, อ.พระโอรสผู้น้อยที่สุด ของพระราชา เป็นสาวกผู้เลิศ (ได้เป็นแล้ว), อ.บุตรของปุโรหิต เป็นสาวกที่สอง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ก็เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระสัมโพธิแล้ว, พระโอรสองค์เล็กของพระราชาได้เป็นพระอัครสาวก บุตรปุโรหิตได้เป็นพระสาวกที่ ๒.

  5. ๕

    พระราชาเสด็จไปสำนักพระบรมศาสดา ทรงตรวจดูชนเหล่านั้นว่า โอรสองค์โตของเรา เป็นพระพุทธเจ้า โอรสองค์เล็กเป็นพระอัครสาวก บุตรชายของปุโรหิต เป็นสาวกองค์รอง แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า พระพุทธเจ้า ของเราเทียวละ พระธรรม(ก็) ของเราดุจเดียวกัน พระสงฆ์(ก็) ของเราเช่นกัน ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบเบื้องพระบาทพระบรมศาสดา ทรงรับปฏิญญาว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ เป็นดุจเวลาที่หม่อมฉันนั่งหลับ ในที่สุดแห่งอายุประมาณเก้าหมื่นปี ขอพระองค์อย่าเสด็จไปประตูเรือนของคนเหล่าอื่น จงทรงรับปัจจัย ๔ ของหม่อมฉันตราบเท่าที่หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้แล้วทรงกระทำพุทธอุปัฏฐากเป็นประจำ ฯ

    ราชา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา “เชฏฺฐปุตฺโต เม พุทฺโธ, กนิฏฺฐปุตฺโต อคฺคสาวโก, ปุโรหิตปุตฺโต ทุติยสาวโกติ เต โอโลเกตฺวา “มเมว พุทฺโธ, มเมว ธมฺโม, มเมว สงฺโฆ; นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสาติ ติกฺขตฺตุํ อุทานํ อุทาเนตฺวา สตฺถุ ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “ภนฺเต อิทานิ เม นวุติวสฺสสหสฺสปริมาณสฺส อายุโน โกฏิยํ นิสีทิตฺวา นิทฺทายนกาโล วิย, อญฺเญสํ เคหทฺวารํ อคนฺตฺวา, ยาวาหํ ชีวามิ, ตาว เม จตฺตาโร ปจฺจเย อธิวาเสถาติ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา นิพทฺธํ พุทฺธุปฏฺฐานํ กโรติ.

    อ.พระราชา เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ทรงแลดูแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ด้วยอันทรงดำริ) ว่า อ.บุตรผู้เจริญที่สุด ของเรา เป็นพระพุทธเจ้า (ย่อมเป็น), อ.บุตรผู้น้อยที่สุด เป็นสาวกผู้เลิศ (ย่อมเป็น), อ.บุตรของปุโรหิต เป็นสาวกที่สอง (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทรงเปล่งแล้ว ซึ่งอุทาน ๓ ครั้ง ว่า อ.พระพุทธเจ้า ของเรานั่นเทียว, อ.พระธรรม ของเรานั่นเทียว, อ.พระสงฆ์ ของเรา นั่นเทียว; อ.ความนอบน้อม (จงมี) แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า (พระองค์) นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ ดังนี้เป็นต้น ทรงหมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระศาสดา ทรงรับแล้ว ซึ่งปฏิญญา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.กาลนี้ เป็นราวกะว่ากาลเป็นที่นั่งประพฤติหลับ ในที่สุด แห่งอายุ มีพันแห่งปีเก้าสิบเป็นประมาณ ของหม่อมฉัน (ย่อมเป็น), (อ.พระองค์) ไม่เสด็จไปแล้ว สู่ประตูแห่งเรือน (ของชน ท.) เหล่าอื่น, อ.หม่อมฉัน ย่อมเป็นอยู่ เพียงใด, ทรงยัง ปัจจัย ท. ๔ ของหม่อมฉัน จงให้อยู่ทับ เพียงนั้น ดังนี้ ย่อมทรงกระทำ ซึ่งการบำรุงซึ่งพระพุทธเจ้า เนืองนิตย์ ฯ

    พระราชาได้เสด็จไปยังสำนักพระศาสดา ทรงตรวจดูชนเหล่านั้นว่า "ราชโอรสองค์ใหญ่ของเราเป็นพระพุทธเจ้า, ราชโอรสองค์เล็กเป็นอัครสาวก, บุตรปุโรหิตเป็นพระสาวกที่ ๒" ทรงเปล่งพระอุทาน ๓ ครั้งว่า "พระพุทธเจ้าของข้าพเจ้า,พระธรรมของข้าพเจ้า, พระสงฆ์ของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองพระองค์นั้น" ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา ทรงรับปฏิญญาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้เป็นดุจเวลาที่หม่อมฉันนั่งหลับ ในที่สุดอายุประมาณเก้าหมื่นปี, ของพระองค์อย่าเสด็จไปสู่ประตูเรือนของชนเหล่าอื่น จงทรงรับปัจจัย ๔ ของหม่อมฉัน ตลอดเวลาที่หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่" ดังนี้แล้ว ทรงทำพุทธอุปัฏฐากเป็นประจำ.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๑ หน้า ๙๑–๙๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็พระราชาทรงมีพระโอรสแม้อื่นอีก ๓ พระองค์ ฯ

    รญฺโญ ปน อปเรปิ ตโย ปุตฺตา อเหสุํ.

    ก็ อ.พระโอรส ท. สาม แม้เหล่าอื่นอีก ของพระราชา ได้มีแล้ว ฯ

    อนึ่ง พระราชาทรงมีพระราชโอรสอื่นอีก ๓ พระองค์.

  2. ๒

    ใน ๓ พระองค์นั้น องค์ที่เป็นหัวปี มีทหาร ๕๐๐ คนเป็นบริวาร พระองค์กลางมี ๓๐๐ คน องค์สุดท้องมี ๒๐๐ คน ฯ

    เตสุ เชฏฺฐสฺส ปญฺจ โยธสตานิ ปริวาโร, มชฺฌิมสฺส ตีณิ, กนิฏฺฐสฺส เทฺว.

    (ในพระโอรส ท. ๓) เหล่านั้นหนา อ.ร้อยแห่งทหาร ท. ๕ เป็นบริวาร ของพระโอรสผู้เจริญที่สุด (ได้เป็นแล้ว), (อ.ร้อยแห่งทหาร ท.) ๓ (เป็นบริวาร) (ของพระโอรส) ผู้มีในท่ามกลาง (ได้เป็นแล้ว), (อ.ร้อยแห่งทหาร ท.) ๒ (เป็นบริวาร) ของพระโอรสผู้น้อยที่สุด (ได้เป็นแล้ว) ฯ

    บรรดาพระราชโอรส ๓ พระองค์เหล่านั้น พระองค์ใหญ่มีนักรบเป็นบริวาร ๕๐๐, พระองค์กลางมี ๓๐๐, พระองค์เล็กมี ๒๐๐.

  3. ๓

    ทั้ง ๓ พระองค์นั้น ทรงปรึกษากันว่า แม้พวกเราจักนิมนต์พระเจ้าพี่เสวยบ้าง จึงทรงขอโอกาสพระบิดา แม้ทรงขออยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ได้ ครั้นเมื่ออาณาเขตชายแดนอันพวกโจรให้กำเริบแล้ว ถูกพระราชบิดาทรงส่งไป เพื่อประโยชน์แก่ความสงบราบคาบของอาณาเขตชายแดนนั้น ครั้นให้อาณาเขตชายแดนสงบราบคาบแล้ว จึง(กลับ)มายังสำนักพระบิดา ฯ

    เต “มยมฺปิ ภาติกํ โภเชสฺสามาติ ปิตรํ โอกาสํ ยาจิตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจนฺตาปิ อลภิตฺวา, ปจฺจนฺเต กุปิเต, ตสฺส วูปสมนตฺถาย เปสิตา ปจฺจนฺตํ วูปสเมตฺวา ปิตุ สนฺติกํ อาคมึสุ.

    (อ.พระโอรส ท. ๓) เหล่านั้น (ทรงปรึกษากันแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา ท. ยังพระเจ้าพี่ จักให้เสวย ดังนี้ ทรงขอแล้ว ซึ่งโอกาส กะพระบิดา แม้ทรงขออยู่ บ่อย ๆ ไม่ทรงได้แล้ว, ครั้นเมื่อประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ (อันโจร ท.) ให้กำเริบแล้ว, ผู้อันพระบิดา ทรงส่งไปแล้ว เพื่อประโยชน์ แก่ความเข้าไปสงบวิเศษ (แห่งประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ) นั้น ครั้นทรง ยังประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ ให้เข้าไปสงบวิเศษแล้ว เสด็จมาแล้ว สู่สำนัก ของพระบิดา ฯ

    พระราชโอรส ๓ พระองค์เหล่านั้น ทูลขอโอกาสกะพระบิดาว่า "แม้หม่อนฉันทั้งหลายจักนิมนต์พระเจ้าพี่เสวย," แม้ทูลอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ได้, เมื่อปัจจันตชนบทกำเริบแล้ว, ถูกส่งไปเพื่อประโยชน์ระงับปัจจันตชนบทนั้น ปราบปัจจันตชนบทให้ราบคาบแล้ว มาสู่สำนักพระราชบิดา.

  4. ๔

    ลำดับนั้น พระบิดาทรงสวมกอดพระโอรสเหล่านั้นแล้ว ทรงจุมพิตที่พระเศียรตรัสว่า พ่อทั้งหลาย พ่อให้พรแก่พวกลูก ๆ ฯ

    อถ เน ปิตา อาลิงฺคิตฺวา สีเส จุมฺพิตฺวา “วรํ โว ตาตา ทมฺมีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระบิดา ทรงสวมกอดแล้ว (ซึ่งพระโอรส ท.) เหล่านั้น ทรงจุมพิตแล้ว ที่พระเศียร ตรัสแล้ว ว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เรา) จะให้ ซึ่งพร แก่เจ้า ท. ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระบิดาทรงสวมกอดพระโอรสทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้ว จุมพิตที่ศีรษะ ตรัสว่า "พ่อทั้งหลายบิดาให้พระแก่พวกเจ้า".

  5. ๕

    พระโอรสเหล่านั้น กระทำพรให้เป็นพรที่ตนรับแล้วด้วยกราบทูลว่า ดีละ ข้าแต่สมมติเทพ โดยล่วงไป ๒๓ วัน อันพระบิดาตรัสอีกว่า พ่อทั้งหลาย พวกลูกจงถือซึ่งพรเถิด จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยสิ่งไร ๆ อื่น ตั้งแต่นี้ไป พวกข้าพระองค์จักให้พระเจ้าพี่เสวย ขอพระองค์จงราชทานพรนี้แก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด ฯ

    เต “สาธุ เทวาติ วรํ คหิตกํ กตฺวา ปุน กติปาหจฺจเยน ปิตรา “คณฺหถ ตาตา วรนฺติ วุตฺตา “เทว อมฺหากํ อญฺเญน เกนจิ อตฺโถ นตฺถิ, อิโต ปฏฺฐาย มยํ ภาติกํ โภเชสฺสาม, อิมํ โน วรํ เทหีติ อาหํสุ.

    (อ.พระโอรส ท.) เหล่านั้น (ทรงรับพร้อมแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ อ.ดีละ ดังนี้ ทรงกระทำแล้ว ซึ่งพร ให้เป็นพร (อันพระองค์) ทรงรับเอาแล้ว ผู้อันพระบิดาตรัสแล้วว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เจ้า ท.) จงรับ ซึ่งพร ดังนี้ โดยอันล่วงไปแห่งวันเล็กน้อย อีก กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ความต้องการ (ด้วยวัตถุ) อะไร ๆ อื่น ย่อมไม่มี แก่หม่อมฉัน ท., อ.หม่อมฉัน ท. ยังพระเจ้าพี่ จักให้เสวย จำเดิม แต่กาลนี้, อ.พระองค์ ขอจงพระราชทาน ซึ่งพร นี้ แก่หม่อมฉัน ท. ดังนี้ ฯ

    พระโอรสทั้ง ๓ นั้นทูลว่า "ดีละ พระเจ้าข้า," ทำพระพรให้เป็นอันถือเอาแล้ว, โดยกาลล่วงไปสองสามวัน พระบิดาตรัสอีกว่า "พ่อทั้งหลายพวกเจ้าจงรับพรเสียเถิด," กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ความประสงค์ด้วยสิ่งไร ๆ อื่นของหม่อนฉันไม่มี, ตั้งแต่บัดนี้ หม่อนฉันจักนิมนต์พระเจ้าพี่เสวย, ขอพระราชาทานพรนี้แก่หม่อมฉันเถิด."

  6. ๖

    พระราชาตรัสว่า พ่อทั้งหลาย พ่อให้ไม่ได้ ฯ

    “น เทมิ ตาตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.เรา ย่อมไม่ให้ ดังนี้ ฯ

    ร. ให้ไม่ได้ พ่อ.

  7. ๗

    พวกพระราชโอรสกราบทูลว่า พระองค์เมื่อพระราชทานตลอดกาลเป็นนิตย์ไม่ได้ ขอพระราชทาน (เพียง) ๗ ปี ฯ

    “นิจฺจกาลํ อเทนฺตา สตฺต สํวจฺฉรานิ เทถาติ.

    (อ.พระโอรส ท. กราบทูลแล้ว) ว่า (อ.พระองค์ ท.) เมื่อไม่พระราชทาน ตลอดกาลเนืองนิตย์ ขอจงพระราชทาน สิ้นปี ท. ๗ ดังนี้ ฯ

    อ. เมื่อไม่พระราชทานเสมอไป ก็พระราชทานเพียง ๗ ปี.

  8. ๘

    พ่อทั้งหลาย พ่อให้ไม่ได้ ฯ

    “น เทมิ ตาตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.เรา ย่อมไม่ให้ ดังนี้ ฯ

    ร. ให้ไม่ได้ พ่อ.

  9. ๙

    ถ้าเช่นนั้น ขอพระราชทาน (เพียง) ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ฯ

    “เตนหิ ฉ ปญฺจ จตฺตาริ ตีณิ เทฺว เอกํ สํวจฺฉรํ สตฺต มาเส ฉ มาเส ปญฺจ มาเส จตฺตาโร มาเส ตโย มาเส เทถาติ.

    (อ.พระโอรส ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.พระองค์ ท.) ขอจงพระราชทาน (สิ้นปี ท.) ๖ (สิ้นปี ท.) ๕ (สิ้นปี ท.) ๔ (สิ้นปี ท.) ๓ (สิ้นปี ท.) ๒ สิ้นปี หนึ่ง สิ้นเดือน ท. ๗ สิ้นเดือน ท. ๖ สิ้นเดือน ท. ๕ สิ้นเดือน ท. ๔ สิ้นเดือน ท. ๓ ดังนี้ ฯ

    อ. ถ้ากระนั้น ก็พระราชทานเพียง ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน.

  10. ๑๐

    พ่อทั้งหลาย พ่อให้ไม่ได้ ฯ

    “น เทมิ ตาตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.เรา ย่อมไม่ให้ ดังนี้ ฯ

    ร. ให้ไม่ได้ พ่อ.

  11. ๑๑

    ช่างเถิด สมมติเทพ ขอพระองค์พระราชทาน(สัก) ๓ เดือน แก่พวกข้าพระองค์ กระทำให้เป็นเดือนหนึ่ง ๆ แก่คนหนึ่ง ๆ ฯ

    “โหตุ เทว, เอเกกสฺส โน เอเกกํ มาสํ กตฺวา ตโย มาเส เทถาติ.

    (อ.พระโอรส ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, (อ.พระองค์ ท.) ขอจงพระราชทาน สิ้นเดือน ท. ๓ กระทำ ให้เป็นเดือน หนึ่ง ๆ แห่งหม่อมฉัน ท. หนา (แก่หม่อมฉัน) คนหนึ่ง ๆ ดังนี้ ฯ

    อ. ช่างเถิด พระเจ้าข้า, ขอจงพระราชาทานสัก ๓ เดือน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย คนละเดือน ๆ.

  12. ๑๒

    ดีละ พ่อทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกลูกจงให้พระเจ้าพี่เสวยตลอด ๓ เดือนเถิด ฯ

    “สาธุ ตาตา, เตนหิ ตโย มาเส โภเชถาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.ดีละ, ถ้าอย่างนั้น อ.เจ้า ท. (ยังพระเจ้าพี่) จงให้เสวย สิ้นเดือน ท. ๓ ดังนี้ ฯ

    ร. ดีละ พ่อ, ถ้ากระนั้น เจ้าจงนิมนต์ให้เสวยได้ ๓ เดือน.

  13. ๑๓

    ก็ขุนคลังของพระโอรสแม้ทั้ง ๓ นั้น ก็คนเดียวกัน นายเสมียน ก็คนเดียวกัน ฯ

    เตสํ ปน ติณฺณมฺปิ เอโก ว โกฏฺฐาคาริโก, เอโก ว อายุตฺตโก.

    ก็ (อ.บุคคล) ผู้ประกอบแล้วในเรือนคลัง (ของพระโอรส ท.) แม้ ๓ เหล่านั้น คนเดียวกันเทียว, อ.นายเสมียน คนเดียวกัน เทียว ฯ

    ก็ขุนคลังของพระราชบุตรทั้ง ๓ นั้นคนเดียวกัน, สมุห์บัญชีก็คนเดียวกัน,

  14. ๑๔

    พระโอรสทั้ง ๓ นั้น มีบริวาร ๑๒ นหุต ฯ

    เต ทฺวาทสนหุตปุริสปริวารา.

    (อ.พระโอรส ท. ๓) เหล่านั้น เป็นผู้มีบุรุษมีนหุต ๑๒ เป็นประมาณเป็นบริวาร (ย่อมเป็น) ฯ

    ท่านทั้ง ๓ พระองค์นั้น มีบุรุษ ๑๒ นหุตเป็นบริวาร.

  15. ๑๕

    พระโอรสทั้ง ๓ รับสั่งให้เรียกคนเหล่านั้นมาแล้ว
    รับสั่งว่า พวกเราจักรับศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ๒ ผืน อยู่ร่วมกับพระศาสดาตลอด ๓ เดือนนี้ พวกท่านพึงรับค่าใช้จ่ายเพื่อทานชื่อมีประมาณเท่านี้ แล้วยังของควรเคี้ยว และของควรบริโภคทุกอย่างให้เป็นไปอย่างดีแก่ภิกษุเก้าหมื่นรูป และทหารพันหนึ่งของพวกเรา เพราะว่า ตั้งแต่นี้ไป พวกเราจักไม่พูดอะไร ๆ ฯ

    เต ปกฺโกสาเปตฺวา “มยํ อิมํ เตมาสํ ทส สีลานิ คเหตฺวา เทฺว กาสายานิ นิวาเสตฺวา สตฺถารา สหวาสํ วสิสฺสาม, ตุมฺเห เอตฺตกํ นาม ทานวฏฺฏํ คเหตฺวา เทวสิกํ นวุติสหสฺสานํ ภิกฺขูนํ โยธสหสฺสสฺส จ โน สพฺพํ ขาทนียโภชนียํ สํวตฺเตยฺยาถ, มยํ หิ อิโต ปฏฺฐาย น กิญฺจิ วกฺขามาติ วทึสุ.

    (อ.พระโอรส ท. ๓ ทรงยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งบุรุษ ท.) เหล่านั้น (ตรัสแล้ว) ว่า อ.เรา ท. รับแล้ว ซึ่งศีล ท. ๑๐ นุ่งแล้ว ซึ่งผ้ากาสายะ ท. ๒ จักอยู่ อยู่กับ ด้วยพระศาสดา ตลอดประชุมแห่งเดือนสาม นี้, อ.ท่าน ท. ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นไปในทาน ชื่อ อันมีประมาณเท่านี้ ยังของอันบุคคลพึงเคี้ยวและของอันบุคคลพึงบริโภค ทั้งปวง พึงให้เป็นไปพร้อม แก่ภิกษุ ท. เก้าหมื่นรูป (ด้วย) แก่พันแห่งทหาร ของเรา ท. ด้วย ทุก ๆ วัน, เพราะว่า อ.เรา ท. จักไม่กล่าว (ซึ่งคำ) อะไร ๆ จำเดิม (แต่กาล) นี้ ดังนี้ ฯ

    พระราชโอรสทั้ง ๓ รับสั่งให้เรียกบริวารเหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า "เราทั้ง ๓ จักรับศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้ากาสายะ ๒ ผืน อยู่ร่วมด้วยพระศาสดา ตลอดไตรมาสนี้, พวกท่านพึงรับค่าใช้จ่ายมีประมาณเท่านี้ ยังของเคี้ยวของบริโภคทุกอย่างให้เป็นไปทั่วถึงแก่ภิกษุเก้าหมื่นรูป และนักรบของเราพันหนึ่ง, เพราะแต่นี้ไป พวกเราจักไม่พูดอะไร ๆ."

  16. ๑๖

    พระโอรสแม้ทั้ง ๓ นั้นพาบุรุษที่เป็นบริวารหนึ่งพัน สมาทานศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด อยู่ในวิหารเท่านั้น ฯ

    เต ตโยปิ ปริวารกปุริสสหสฺสํ คเหตฺวา ทส สีลานิ สมาทาย กาสายวตฺถานิ นิวาเสตฺวา วิหาเรเยว วสึสุ.

    (อ.พระโอรส ท.) แม้สาม เหล่านั้น ทรงพาเอาแล้ว ซึ่งพันแห่งบุรุษผู้เป็นบริวาร ทรงสมาทานแล้ว ซึ่งศีล ท. ๑๐ ทรงนุ่งแล้ว ซึ่งผ้ากาสายะ ท. ประทับอยู่แล้ว ในวิหารนั่นเทียว ฯ

    พระราชโอรสทั้ง ๓ นั้น พาบุรุษบริวารพันหนึ่งสมาทานศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้ากาสายะ อยู่แต่ในวิหาร.

  17. ๑๗

    ขุนคลังและนายเสมียน ได้เป็นหนึ่งอันเดียวกัน รับค่าใช้จ่ายจากเรือนคลังทั้งหลายของพระโอรสทั้ง ๓ พี่น้อง ตามคราว ๆ ถวายทานอยู่ ฯ

    โกฏฺฐาคาริโก จ อายุตฺตโก จ เอกโต หุตฺวา ติณฺณํ ภาติกานํ โกฏฺฐาคาเรหิ วาเรน วาเรน วฏฺฏํ คเหตฺวา ทานํ เทนฺติ.

    (อ.บุคคล) ผู้ประกอบแล้วในเรือนคลัง ด้วย อ.นายเสมียน ด้วย เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นไป ตามวาระ ๆ จากเรือนคลัง ท. ของพระโอรสผู้พี่น้องชาย ท. ๓ ย่อมถวาย ซึ่งทาน ฯ

    ขุนคลังและสมุห์บัญชี ได้ร่วมกัน เบิกเสบียงตามวาระ ๆ จากเรือนคลังทั้งหลายของพระพี่น้องทั้ง ๓ ถวายทานอยู่.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๒ หน้า ๙๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็พวกลูกชายของพวกคนงานร้องไห้เพื่อต้องการข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น ฯ

    กมฺมกรานํ ปน ปุตฺตา ยาคุภตฺตาทีนํ อตฺถาย โรทนฺติ.

    ก็ อ.บุตร ท. (ของชน ท.) ผู้กระทำซึ่งการงาน ย่อมร้องไห้ เพื่อประโยชน์ (แก่วัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น ฯ

    ก็บุตรของพวกกรรมกร ร้องไห้ต้องการข้าวยาคูและภัตรเป็นต้น.

  2. ๒

    คนงานพวกนั้น เมื่อภิกษุสงฆ์ยังไม่มาทีเดียว ให้ข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นแก่พวกลูกชายนั้น ฯ

    เต เตสํ, ภิกฺขุสงฺเฆ อนาคเตเยว, ยาคุภตฺตาทีนิ เทนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น, ครั้นเมื่อหมู่แห่งภิกษุ ไม่มาแล้วนั่นเทียว, ย่อมให้ (ซึ่งวัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น (แก่บุตร ท.) เหล่านั้น ฯ

    กรรมกรเหล่านั้น เมื่อภิกษุสงฆ์ยังไม่ทันมา ก็ให้วัตถุมีข้าวยาคูและภัตรเป็นต้นแก่บุตรเหล่านั้น.

  3. ๓

    ในเวลาเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ อะไร ๆ ไม่เคยมีเหลือเลย ฯ

    ภิกฺขุสงฺฆสฺส ภตฺตกิจฺจาวสาเน กิญฺจิ อติเรกํ น ภูตปุพฺพํ.

    (อ.วัตถุ) อันยิ่งเกิน อะไร ๆ เป็นของไม่เคยมีแล้ว ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร แห่งหมู่แห่งภิกษุ (ย่อมเป็น) ฯ

    ในเวลาที่ภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จแล้วไม่เคยมีของอะไรเหลือเลย.

  4. ๔

    ในกาลต่อมา พวกคนงานนั้น บอกว่า พวกเราจะให้แก่พวกเด็ก ๆ (แต่) รับไปเคี้ยวกินแม้ด้วยตน ฯ เห็นอาหารแม้ที่น่าฟูใจแล้ว ก็ไม่อาจเพื่อจะให้ความฟูใจอยู่ทับได้ ฯ

    เต อปรภาเค “ทารกานํ เทมาติ อตฺตนาปิ คเหตฺวา ขาทึสุ, มนุญฺญํปิ อาหารํ ทิสฺวา อธิวาเสตุํ นาสกฺขึสุ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก (อ.ชน ท.) เหล่านั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จะให้ แก่เด็ก ท. ดังนี้ ถือเอาแล้ว แม้ด้วยตน เคี้ยวกินแล้ว, เห็นแล้ว ซึ่งอาหาร แม้อันเป็นที่ฟูแห่งใจ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังความอยาก) ให้อยู่ทับ ฯ

    ในกาลต่อมา พวกกรรมกรเหล่านี้ พูดอ้างว่า "เราจะให้แก่พวกเด็ก" ดังนี้แล้ว รับไปกินเสียเอง, เห็นอาหารแม้ที่ชอบใจก็ไม่สามารถจะอดกลั้นได้.

  5. ๕

    ก็พวกเขาได้มีประมาณแปดหมื่นสี่พันคน ฯ

    เต ปน จตุราสีติสหสฺสา อเหสุํ.

    ก็ (อ.ชน ท.) เหล่านั้น เป็นผู้มีพันแปดสิบสี่เป็นประมาณ ได้เป็นแล้ว ฯ

    ก็พวกเขาได้มีประมาณแปดหมื่นสี่พันคน.

  6. ๖

    พวกเขาเคี้ยวกินค่าใช้จ่ายที่ถวายสงฆ์ เพราะกายแตกทำลายไป เกิดในเปรตวิสัยแล้ว ฯ

    เต สงฺฆสฺส ทินฺนํ วฏฺฏํ ขาทิตฺวา กายสฺส เภทา เปตฺติวิสเย นิพฺพตฺตึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น เคี้ยวกินแล้ว, (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นไป อัน (อันบุคคล) ถวายแล้ว แก่สงฆ์ บังเกิดแล้ว ในวิสัยแห่งเปรต เพราะความแตกไป แห่งกาย ฯ

    พวกเขากินอาหารที่ถวายสงฆ์แล้ว เพราะกายแตกได้เกิดในเปตวิสัยแล้ว.

  7. ๗

    ส่วนพระโอรส ๓ พี่น้องนั้น พร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง ทำกาละแล้วเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวจากเทวโลกสู่เทวโลก ให้ ๙๒ กัลป์สิ้นไปแล้ว ฯ

    เต ภาติกา ปน ปุริสสหสฺเสน สทฺธึ กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติตฺวา เทวโลกา เทวโลกํ สํสรนฺตา เทฺวนวุติกปฺเป เขเปสุํ.

    ส่วนว่า อ.พระโอรส ท. ผู้เป็นพี่น้องกัน เหล่านั้น กับ ด้วยพันแห่งบุรุษ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในเทวโลก ท่องเที่ยวไปอยู่ สู่เทวโลก จากเทวโลก ยังกัป ๙๒ ท. ให้สิ้นไปแล้ว ฯ

    ฝ่ายพระราชโอรส ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง ทำกาละแล้วเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวจากเทวโลกสู่เทวโลก ยังกาลให้สิ้นไป ๙๒ กัลป์.

  8. ๘

    พระโอรส ๓ พี่น้องนั้น ปรารถนาพระอรหัตต์ กระทำกรรมมีคุณที่บัณฑิตพึงนับในคราวนั้น ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

    เอวํ เต ตโย ภาตโร อรหตฺตํ ปตฺเถนฺตา ตทา กลฺยาณกมฺมํ กรึสุ.

    อ.พระโอรส ท. ผู้เป็นพี่น้องกัน ๓ เหล่านั้น ปรารถนาอยู่ ซึ่งพระอรหัต กระทำแล้ว ซึ่งกรรมอันงาม ในกาลนั้น ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พระราชาโอรส ๓ พี่น้องนั้น ปรารถนาพระอรหัต ทำกัลยาณกรรมในกาลนั้น ด้วยประการอย่างนี้.

  9. ๙

    ชฎิล ๓ พี่น้องนั้น ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วนั่นเทียว ฯ

    เต อตฺตนา ปตฺถิตเมว ลภึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท. ผู้เป็นพี่น้องกัน ๓) เหล่านั้น ได้แล้ว (ซึ่งตำแหน่ง) อันอันตนปรารถนาแล้วนั่นเทียว ฯ

    ชฎิล ๓ พี่น้องนั้น ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วเหมือนกัน.

  10. ๑๐

    ตถาคตมิใช่ให้เพราะเห็นแก่หน้า ดังนี้ ฯ

    นาหํ มุขํ โอโลเกตฺวา ทมฺมีติ.

    อ.เรา ย่อมให้ เพราะแลดู ซึ่งหน้า หามิได้ ดังนี้ ฯ

    เราจะได้เลือกหน้าให้หามิได้."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๑ หน้า ๙๓–๙๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ส่วนสมุห์บัญชีของพระราชโอรส ๓ พระองค์นั้น ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร ขุนคลัง ได้เป็นวิสาขอุบาสก ฯ

    ” ตทา ปน เตสํ อายุตฺตโก พิมฺพิสาโร อโหสิ, โกฏฺฐาคาริโก วิสาโข อุปาสโก.

    ก็ อ.นายเสมียน (ของพระโอรส ท. ผู้เป็นพี่น้องกัน ๓) เหล่านั้น ในกาลนั้น เป็นพระเจ้าพิมพิสาร ได้เป็นแล้ว (ในกาลนี้), อ.บุคคลผู้ประกอบแล้วในเรือนคลัง (ในกาลนั้น) เป็นอุบาสก ชื่อว่าวิสาขะ (ได้เป็นแล้ว ในกาลนี้) ฯ

    ส่วนสมุห์บัญชีของพระราชโอรส ๓ พระองค์นั้น ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร. ขุนคลังได้เป็นวิสาขอุบาสก.

  2. ๒

    พวกกรรมกรของพระราชโอรส ๓ พระองค์นั้น ในกาลนั้น ได้บังเกิดในพวกเปรตแล้ว ท่องเที่ยวไปด้วยอำนาจสุคติและทุคติ ในกัลป์นี้ ได้บังเกิดเฉพาะในโลกของเปรต ตลอด ๔ พุทธันดร ฯ

    เตสํ กมฺมกรา ตทา เปเตสุ นิพฺพตฺติตฺวา สุคติทุคฺคติวเสน สํสรนฺตา อิมสฺมึ กปฺเป จตฺตาริ พุทฺธนฺตรานิ เปตโลเกเยว นิพฺพตฺตึสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้กระทำซึ่งการงาน (ของพระโอรส ท. ๓) เหล่านั้น บังเกิดแล้ว ในเปรต ท. ในกาลนั้น ท่องเที่ยวไปอยู่ ด้วยอำนาจ แห่งสุคติและทุคติ บังเกิดแล้ว ในโลกแห่งเปรตนั่นเทียว สิ้นพุทธันดร ท. ๔ ในกัป นี้ ฯ

    กรรมกรของท่านทั้ง ๓ นั้น เกิดแล้วในพวกเปรต ในกาลนั้น ท่องเที่ยวอยู่ด้วยสามารถแห่งสุคติและทุคติ ในกัลป์นี้ เกิดในเปตโลกนั่นแล สิ้น ๔ พุทธันดร.

  3. ๓

    พวกเปรตเหล่านั้น พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้มีพระชนมายุ ๔๐,๐๐๐ ปี ผู้เสด็จอุบัติขึ้นก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในกัลป์นี้ ทูลถามว่า ขอพระองค์ทรงโปรดตรัสบอกกาลเป็นที่ได้อาหารของพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด ดังนี้ ฯ

    เต อิมสฺมึ กปฺเป สพฺพปฐมํ อุปฺปนฺนํ จตฺตาฬีสวสฺสสหสฺสายุกํ กกุสนฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา “อมฺหากํ อาหารํ ลภนกาลํ อาจิกฺขถาติ ปุจฺฉึสุ.

    (อ.เปรต ท.) เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ผู้ทรงมีอายุมีพันแห่งปี ๔๐ เป็นประมาณ ผู้เสด็จอุบัติแล้ว ก่อนกว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวง ในกัป นี้ ทูลถามแล้ว ว่า (อ.พระองค์ ท.) ขอจงตรัสบอก ซึ่งกาลเป็นที่ได้ ซึ่งอาหาร แก่ข้าพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ

    เปรตเหล่านั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้ทรงพระชนมายุได้สี่หมื่นปี เสด็จอุบัติขึ้นก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในกัลป์นี้ ทูลว่า "ขอพระองค์โปรดบอกกาลเป็นที่ได้อาหารแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย."

  4. ๔

    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า พวกเธอจักยังไม่ได้อาหารในกาลของเราก่อน ภายหลังแห่งเราไป เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณโยชน์ ๑ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ จักเสด็จอุบัติขึ้น พวกเธอพึงทูลถามพระองค์เถิด ฯ

    “มม ตาว กาเล น ลภิสฺสถ, มม ปจฺฉโต มหาปฐวิยา โยชนมตฺตํ อภิรุฬฺหาย โกนาคมนพุทฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ, ตํ ปุจฺเฉยฺยาถาติ อาห.

    (อ.พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ) ตรัสแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จักไม่ได้ ในกาล ของเรา ก่อน, ครั้นเมื่อแผ่นดินใหญ่ งอกขึ้นยิ่งแล้ว (สิ้นที่) อันมีโยชน์เป็นประมาณ อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมน์ จักเสด็จอุบัติ ข้างหลัง ของเรา, (อ.ท่าน ท.) พึงทูลถาม (ซึ่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ) นั้น ดังนี้ ฯ

    พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า "พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเราก่อน, แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้โยชน์ ๑ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ จักอุบัติขึ้น. พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด."

  5. ๕

    พวกเปรตเหล่านั้น ยังกาลประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะพระองค์นั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้ทูลถามพระองค์ ฯ

    เต ตตฺตกํ กาลํ เขเปตฺวา, ตสฺมึ อุปฺปนฺเน, ตํ ปุจฺฉึสุ.

    (อ.เปรต ท.) เหล่านั้น ยังกาล อันมีประมาณเท่านั้น ให้สิ้นไปแล้ว, (ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ) นั้น เสด็จอุบัติแล้ว, ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระพุทธเจ้า) พระองค์นั้น ฯ

    เปรตเหล่านั้น ยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว, เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมนะนั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว, จึงได้ทูลถามพระองค์.

  6. ๖

    แม้พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะพระองค์นั้นก็ตรัสบอกว่า พวกเธอจักยังไม่ได้อาหารในกาลของเรา ภายหลังแห่งเราไป เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณโยชน์ ๑ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะจักเสด็จอุบัติขึ้น พวกเธอพึงทูลถามพระองค์เถิด ฯ

    โสปิ “มม กาเล น ลภิสฺสถ, มม ปจฺฉโต มหาปฐวิยา โยชนมตฺตํ อภิรุฬฺหาย กสฺสปพุทฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ, ตํ ปุจฺเฉยฺยาถาติ อาห.

    (อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ) แม้นั้น ตรัสแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จักไม่ได้ ในกาล ของเรา, ครั้นเมื่อแผ่นดินใหญ่ งอกขึ้นยิ่งแล้ว (สิ้นที่) มีโยชน์เป็นประมาณ อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ จักเสด็จอุบัติ ข้างหลัง ของเรา, (อ.ท่าน ท.) พึงทูลถาม (ซึ่งพระพุทธเจ้า) พระองค์นั้น ดังนี้ ฯ

    แม้พระพุทธเจ้าองค์นั้น ก็ตรัสว่า "พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเรา, แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้น ประมาณได้โยชน์ ๑. พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะจักอุบัติขึ้น พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด."

  7. ๗

    พวกเปรตเหล่านั้น ให้กาลมีประมาณเท่านั้นสิ้นไป เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะพระองค์นั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้ทูลถามพระองค์ ฯ

    เต ตตฺตกํ กาลํ เขเปตฺวา, ตสฺมึ อุปฺปนฺเน, ตํ ปุจฺฉึสุ.

    (อ.เปรต ท.) เหล่านั้น ยังกาล อันมีประมาณเท่านั้น ให้สิ้นไปแล้ว, (ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ) นั้น เสด็จอุบัติแล้ว, ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระพุทธเจ้า) พระองค์นั้น ฯ

    เปรตเหล่านั้น ยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว, เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะนั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว, จึงทูลถามพระองค์.

  8. ๘

    แม้พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะพระองค์นั้นก็ตรัสบอกว่า พวกเธอจักยังไม่ได้อาหารในกาลแห่งเรา ภายหลังแห่งเราไป เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณโยชน์ ๑ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะจักทรงอุบัติขึ้น ในกาลนั้น ญาติของพวกเธอจักเป็นพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารพระองค์นั้น จักถวายทานแก่พระศาสดาแล้วให้ส่วนกุศลแก่พวกเธอ พวกเธอจักได้อาหารในกาลนั้น ฯ

    โสปิ “มม กาเล น ลภิสฺสถ, มม ปจฺฉโต มหาปฐวิยา โยชนมตฺตํ อภิรุฬฺหาย โคตมพุทฺโธ นาม อุปฺปชฺชิสฺสติ, ตทา ตุมฺหากํ ญาตโก พิมฺพิสาโร นาม ราชา ภวิสฺสติ, โส สตฺถุ ทานํ ทตฺวา ตุมฺหากํ ปาเปสฺสติ, ตทา ลภิสฺสถาติ อาห.

    (อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ) แม้นั้น ตรัสแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) จักไม่ได้ ในกาล ของเรา, ครั้นเมื่อแผ่นดินใหญ่ งอกขึ้นยิ่งแล้ว (สิ้นที่) มีโยชน์เป็นประมาณ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักเสด็จอุบัติ ข้างหลัง ของเรา , ในกาลนั้น อ.ญาติ ของท่าน ท. เป็นพระราชา พระนามว่า พิมพิสาร จักเป็น, (อ.พระราชา) นั้น ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่พระศาสดา (ทรงยังทาน) จักให้ถึง แก่ท่าน ท., (อ.ท่าน ท.) จักได้ ในกาลนั้น ดังนี้ ฯ

    แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ตรัสว่า "พวกเจ้าจักยังไม่ได้ในกาลของเรา, แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้น ประมาณได้โยชน์ ๑ พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้น, ในกาลนั้น ญาติของพวกเจ้าจักเป็นพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารนั้น ถวายทานแด่พระศาสดาแล้ว จักให้ส่วนกุศลทาน ถึงแก่พวกเจ้า, พวกเจ้าจักได้ (อาหาร) ในคราวนั้น."

  9. ๙

    พุทธันดร ๑ ได้ปรากฏแก่พวกเปรตเหล่านั้นเหมือนวันพรุ่งนี้ ฯ

    เตสํ เอกํ พุทฺธนฺตรํ เสฺวทิวสํ วิย อโหสิ.

    อ.พุทธันดร หนึ่ง เป็นราวกะว่า วันพรุ่ง ได้มีแล้ว (แก่เปรต ท.) เหล่านั้น ฯ

    พุทธันดร ๑ ได้ปรากฏแก่เปรตเหล่านี้เหมือนวันพรุ่งนี้.

  10. ๑๐

    พวกเปรตเหล่านั้นเมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานวันแรกได้เปล่งเสียงน่าสะพรึงกลัวแสดงตนแก่พระราชาในเวลาค่ำคืนแล้ว ฯ

    เต, ตถาคเต อุปฺปนฺเน, พิมฺพิสารรญฺญา ปฐมทิวสํ ทาเน ทินฺเน, รตฺติภาเค เภรวสทฺทํ กตฺวา รญฺโญ อตฺตานํ ทสฺสยึสุ.

    (อ.เปรต ท.) เหล่านั้น, ครั้นเมื่อพระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว, ครั้นเมื่อทาน อันพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร ทรงถวายแล้ว ในวันที่หนึ่ง, กระทำแล้ว ซึ่งเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งความกลัว แสดงแล้ว ซึ่งตน แก่พระราชา ในส่วนแห่งราตรี ฯ

    เปรตเหล่านั้น เมื่อพระตถาคตเสร็จอุบัติแล้ว, เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานในวันต้น, เปล่งเสียงอย่างน่ากลัว แสดงตนแก่พระราชา ในส่วนราตรีแล้ว

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๑ หน้า ๙๔–๙๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    วันรุ่งขึ้น พระเจ้าพิมพิสารเสด็จมายังพระเวฬุวันวิหาร กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคตเจ้าแล้ว ฯ พระบรมศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในที่สุด ๙๒ กัลป์แต่กัลป์นี้ไป ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าผุสสะ เปรตเหล่านี้เป็นพระญาติของพระองค์ กินของควรเคี้ยวและควรบริโภคที่เขาถวายภิกษุสงฆ์ แล้วบังเกิดในโลกของเปรต ท่องเที่ยวอยู่ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้น มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะเป็นต้น อันพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสบอกคำนี้และคำนี้แล้ว มุ่งหวังอยู่เฉพาะทานของพระองค์ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เมื่อวานนี้ เมื่อพระองค์ทรงถวายทานแล้วไม่ได้รับส่วนบุญ จึงได้ทำอย่างนั้น ฯ

    สตฺถา “มหาราช อิโต เทฺวนวุติกปฺปมตฺถเก ผุสฺสพุทฺธกาเล เอเต ตว ญาตกา ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทินฺนํ วฏฺฏํ ขาทิตฺวา เปตโลเก นิพฺพตฺติตฺวา สํสรนฺตา กกุสนฺธาทโย พุทฺเธ อุปฺปนฺเน ปุจฺฉิตฺวา เตหิ อิทญฺจิทญฺจ วุตฺตา เอตฺตกํ กาลํ ตว ทานํ ปจฺจาสึสมานา, หิยฺโย ตยา ทาเน ทินฺเน, ปตฺตึ อลภมานา เอวมกํสูติ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.เปรต ท. เหล่า) นั่น เป็นญาติ ของพระองค์ (เป็น) เคี้ยวกินแล้ว (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นไป อัน (อันบุคคล) ถวายแล้ว แก่หมู่แห่งภิกษุ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ในที่สุดแห่งกัป ๙๒ (แต่ภัทรกัป) นี้ บังเกิดแล้ว ในโลกแห่งเปรต ท่องเที่ยวไปอยู่ ทูลถามแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้า ท. มีพระกกุสันธะเป็นต้น ผู้เสด็จอุบัติแล้ว ผู้ (อันพระพุทธเจ้า ท.) เหล่านั้น ตรัสแล้ว ซึ่ง (พระดำรัส) นี้ด้วย ๆ หวังเฉพาะอยู่ ซึ่งทาน ของพระองค์ สิ้นกาล อันมีประมาณเท่านี้, ครั้นเมื่อทาน อันพระองค์ ทรงถวายแล้ว ในวันวาน, ไม่ได้อยู่ ซึ่งส่วนบุญ ได้กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "มหาบพิตร ในที่สุด ๙๒ กัลป์ แต่กัลป์นี้ไป ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ พวกเปรตนั่นเป็นพระญาติของพระองค์ กินอาหารที่เขาถวายภิกษุสงฆ์ เกิดในเปตโลกแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้น มีพระกกุสันธะเป็นอาทิ อันพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสบอกคำนี้ ๆ แล้ว หวังเฉพาะทานของพระองค์ตลอดกาลเท่านี้, วานนี้ เมื่อพระองค์ทรงถวายทานแล้ว, ไม่ได้รับส่วนบุญ จึงได้ทำอย่างนั้น."

  2. ๒

    พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อหม่อมฉันถวายทานแม้ในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจักได้รับหรือ ฯ

    “กึ ปน ภนฺเต อิทานิปิ ทินฺเน ลภิสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ (ครั้นเมื่อทาน อันหม่อมฉัน) ถวายแล้ว แม้ในกาลนี้ (อ.เปรต ท.) จักได้ หรือ ดังนี้ ฯ

    พระราชาทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อหม่อนฉันถวายทานแม้ในบัดนี้, เปรตเหล่านั้น จักได้รับหรือ ?"

  3. ๓

    พระบรมศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ฯ

    “อาม มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอถวายพระพร (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "ได้ มหาบพิตร."

  4. ๔

    พระราชาทรงนิมนต์หมู่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว วันรุ่งขึ้น ทรงถวายมหาทานแล้วได้พระราชทานส่วนบุญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าวและน้ำทิพย์จงสำเร็จ แก่พวกเปรตเหล่านั้น จากมหาทานนี้เถิด ฯ

    ราชา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิมนฺเตตฺวา ปุนทิวเส มหาทานํ ทตฺวา “ภนฺเต อิโต เตสํ เปตานํ ทิพฺพนฺนปานํ สมฺปชฺชตูติ ปตฺตึ อทาสิ.

    อ.พระราชา ทรงนิมนต์แล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายแล้ว ซึ่งทานใหญ่ ในวันรุ่งขึ้น ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งส่วนบุญ (ด้วยพระดำรัส) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าวและน้ำอันบุคคลพึงดื่มอันเป็นทิพย์ จงถึงพร้อม แก่เปรต ท. เหล่านั้น (แต่มหาทาน) นี้ ดังนี้ ฯ

    พระราชา ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้นแล้วได้พระราชทานส่วนบุญว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ จงสำเร็จแก่พวกเปรตเหล่านั้น แต่มหาทานนี้."

  5. ๕

    ข้าวและน้ำทิพย์บังเกิดแล้วอย่างนั้นทีเดียว แก่พวกเปรตเหล่านั้น ฯ

    เตสํ ตเถว นิพฺพตฺติ.

    (อ.ข้าวและน้ำอันบุคคลพึงดื่มอันเป็นทิพย์) บังเกิดแล้ว (แก่เปรต ท.) เหล่านั้น อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    ข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เกิดแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เช่นนั้นเทียว.

  6. ๖

    วันรุ่งขึ้น พวกเปรตเหล่านั้น ได้แสดงตนเป็นผู้เปลือยแล้ว ฯ

    ปุนทิวเส นคฺคา หุตฺวา อตฺตานํ ทสฺเสสุํ.

    ในวันรุ่งขึ้น (อ.เปรต ท.) เป็นผู้เปลือย เป็น แสดงแล้ว ซึ่งตน ฯ

    รุ่งขึ้น เปรตเหล่านั้นเปลือยกายแสดงตนแล้ว.

  7. ๗

    พระราชากราบทูลว่า วันนี้พวกเปรตได้แสดงตนเป็นผู้เปลือยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    ราชา “อชฺช ภนฺเต นคฺคา หุตฺวา อตฺตานํ ทสฺเสสุนฺติ อาโรเจสิ.

    อ.พระราชา ทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันนี้ (อ.เปรต ท.) เป็นผู้เปลือย เป็น แสดงแล้ว ซึ่งตน ดังนี้ ฯ

    พระราชาทูลว่า "วันนี้ พวกเปรตเปลือยกายแสดงตน พระเจ้าข้า."

  8. ๘

    พระบรมศาสดาตรัสว่า มหาบพิตรยังมิได้ถวายผ้าทั้งหลาย ขอถวายพระพร ฯ

    “วตฺถานิ เต น ทินฺนานิ มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ผ้า ท. อันพระองค์ ไม่ทรงถวายแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "มหาบพิตร พระองค์มิได้ถวายผ้า."

  9. ๙

    วันรุ่งขึ้นพระราชาถวายผ้าจีวรทั้งหลายแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วทรงให้ส่วนบุญถึงว่า ขอผ้าทิพย์ทั้งหลาย จงสำเร็จ แก่พวกเปรตเหล่านั้น จากจีวรทานนี้เถิด ฯ

    ปุนทิวเส พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส จีวรานิ ทตฺวา “อิโต เตสํ ทิพฺพวตฺถานิ โหนฺตูติ ปาเปสิ.

    ในวันรุ่งขึ้น (อ.พระราชา) ทรงถวายแล้ว ซึ่งจีวร ท. แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข (ทรงยังส่วนบุญ) ให้ถึงแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ.ผ้าอันเป็นทิพย์ ท. จงมี (แก่เปรต ท.) เหล่านั้น (แต่ทาน) นี้ ดังนี้ ฯ

    รุ่งขึ้น พระราชาถวายผ้าจีวรทั้งหลาย แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ทรงให้ส่วนบุญว่า "ขอผ้าอันเป็นทิพย์ทั้งหลายจงสำเร็จ แก่เปรตเหล่านั้น แต่จีวรทานนี้เถิด."

  10. ๑๐

    ในขณะนั้นนั่นเอง ผ้าทิพย์ทั้งหลาย เกิดขึ้นแก่พวกเปรตเหล่านั้นแล้ว ฯ

    ตํขณญฺเญว เตสํ ทิพฺพวตฺถานิ อุปฺปชฺชึสุ.

    อ.ผ้าอันเป็นทิพย์ ท. เกิดขึ้นแล้ว (แก่เปรต ท.) เหล่านั้น ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    ในขณะนั้นเอง ผ้าทิพย์เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้นแล้ว.

  11. ๑๑

    พวกเปรตเหล่านั้น ละอัตภาพเปรตแล้ว ดำรงอยู่ด้วยอัตภาพทิพย์ ฯ

    เต เปตตฺตภาวํ วิชหิตฺวา ทิพฺพตฺตภาเวน สณฺฐหึสุ.

    (อ.เปรต ท.) เหล่านั้น, ละแล้ว ซึ่งอัตภาพแห่งเปรต ตั้งอยู่พร้อมแล้ว โดยอัตภาพอันเป็นทิพย์ ฯ

    เปรตเหล่านั้นละอัตภาพของเปรต ดำรงอยู่โดยอัตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑ หน้า ๙๕–๙๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามว่า ส่วนพระอัครสาวกทั้ง ๒ ได้กระทำกรรมอะไรไว้เล่า พระเจ้าข้า ฯ

    “อคฺคสาวกา ปน ภนฺเต กึ กรึสูติ.

    (อ.ภิกษุ ท. ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.พระอัครสาวก ท. กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) อะไร ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า "ก็พระอัครสาวกทั้ง ๒ ได้ทำกรรมอะไรไว้ ? พระเจ้าข้า."

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า ได้กระทำความปรารถนาเพื่อความเป็นอัครสาวกไว้ ความย่อว่า

    “อคฺคสาวกภาวาย ปตฺถนํ กรึสุ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.อัครสาวก ท.) กระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา เพื่อความเป็นแห่งสาวกผู้เลิศ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "อัครสาวกทั้ง ๒ ทำความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวก.

  3. ๓

    ในที่สุดอสงไขยกัลป์ยิ่งด้วย ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์ แต่กัลป์นี้ไป สารีบุตรบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล มีนามว่าสรทมาณพ ฯ

    อิโต กปฺปสตสหสฺสาธิกสฺส หิ กปฺปานํ อสงฺเขยฺยสฺส มตฺถเก สารีปุตฺโต พฺราหฺมณมหาสาลกุเล นิพฺพตฺติ, นาเมน สรทมาณโว นาม อโหสิ.

    ดังจะกล่าวโดยย่อ อ.สารีบุตร บังเกิดแล้ว ในตระกูล แห่งพราหมณ์ผู้มหาศาล ในที่สุด แห่งอสงไขย แห่งกัป ท. อันยิ่งด้วยแสนแห่งกัป (แต่ภัทรกัป) นี้, เป็นผู้ชื่อว่าสรทมาณพ โดยชื่อ ได้เป็นแล้ว ฯ

    จริงอยู่ ในที่สุดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่นี้ไป สารีบุตรเกิดในสกุลพราหมณมหาศาล ได้มีนามว่าสรทมาณพ.

  4. ๔

    โมคคัลลานะบังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล มีนามว่า สิริวัฑฒกุฎุมพี ฯ

    โมคฺคลฺลาโน คหปติมหาสาลกุเล นิพฺพตฺติ, นาเมน สิริวฑฺฒกุฏุมฺพิโก นาม อโหสิ.

    อ.โมคคัลลานะ บังเกิดแล้ว ในตระกูลแห่งคฤหบดี ผู้มหาศาล, เป็นผู้ชื่อว่าสิริวัฑฒกุฎุมพี โดยชื่อ ได้เป็นแล้ว ฯ

    โมคคัลลานะ เกิดในสกุลคฤหบดีมหาศาล ได้มีนามว่า สิริวัฑฒกุฎุมพี.

  5. ๕

    มาณพทั้ง ๒ เหล่านั้นได้เป็นสหายเล่นฝุ่นร่วมกัน ฯ

    เต อุโภปิ สหปํสุกีฬกา สหายกา อเหสุํ.

    อ.ชน ท. แม้ทั้ง ๒ เหล่านั้น เป็นเพื่อน ผู้เล่นซึ่งฝุ่นพร้อมกัน ได้เป็นแล้ว ฯ

    มาณพทั้ง ๒ นั้น ได้เป็นสหายเล่นฝุ่นร่วมกัน.

  6. ๖

    โดยกาลที่บิดาล่วงลับไป สรทมาณพก็ได้ครอบครองทรัพย์เป็นอันมากอันเป็นมรดกที่มีอยู่ของตระกูล วันหนึ่ง อยู่ในที่รโหฐานคิดว่า เรารู้เฉพาะอัตภาพในโลกนี้เท่านั้น หารู้ถึงอัตภาพในปรโลกไม่ อันธรรมดาว่าความตายของเหล่าสัตว์ผู้เกิดแล้ว เป็นเรื่องเที่ยงแท้ เราควรบวชสักอย่างหนึ่งแล้ว ทำการแสวงหาโมกขธรรม ฯ

    สรทมาณโว ปิตุอจฺจเยน กุลสนฺตกํ มหาธนํ ปฏิปชฺชิตฺวา เอกทิวสํ รโหคโต จินฺเตสิ “อหํ อิธโลกตฺตภาวเมว ชานามิ, โน ปรโลกตฺตภาวํ; ชาตสตฺตานญฺจ มรณํ นาม ธุวํ, มยา เอกํ ปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา โมกฺขธมฺมคเวสนํ กาตุํ วฏฺฏตีติ.

    อ.มาณพชื่อว่าสรทะ ครอบครองแล้ว ซึ่งทรัพย์อันมาก อันเป็นของมีอยู่แห่งตระกูล โดยอันล่วงไปแห่งบิดา ผู้ไปแล้วในที่ลับ ในวันหนึ่ง คิดแล้ว ว่า อ.เรา ย่อมรู้ ซึ่งอัตภาพ ในโลกนี้นั่นเทียว, (อ.เรา) ย่อมไม่รู้ ซึ่งอัตภาพในโลกอื่น, ก็ ชื่อ อ.ความตาย แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้ว ท. เป็นธรรมชาตยั่งยืน (ย่อมเป็น), อ.อัน (อันเรา) บวชแล้ว บวช อย่างหนึ่ง กระทำ ซึ่งการแสวงหาซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    สรทมาณพโดยล่วงไปแห่งบิดา ได้ครอบครองทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นมรดกของสกุล. ในวันหนึ่ง อยู่ในที่ลับคิดว่า "เราย่อมรู้อัตภาพในโลกนี้เท่านั้น, หารู้จักอัตภาพในโลกหน้าไม่ อันธรรมดาความตายของสัตว์เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นของเที่ยง. ควรที่เราบวชเป็นบรรพชิตอย่างหนึ่ง ทำการแสวงหาโมกขธรรม."

  7. ๗

    สรทมาณพนั้นเข้าไปหาสหายแล้วพูดว่า สิริวัฑฒะผู้เป็นสหาย เราจักบวชแสวงหาโมกขธรรม เพื่อนจักอาจบวชพร้อมกับเราหรือไม่เล่า ฯ

    โส สหายกํ อุปสงฺกมิตฺวา อาห “สมฺม สิริวฑฺฒ อหํ ปพฺพชิตฺวา โมกฺขธมฺมํ คเวสิสฺสามิ, ตฺวํ มยา สทฺธึ ปพฺพชิตุํ สกฺขิสฺสสิ, น สกฺขิสฺสสีติ.

    (อ.มาณพชื่อว่าสรทะ) นั้น เข้าไปหาแล้ว ซึ่งสหาย กล่าวแล้ว ว่า แน่ะ สิริวัฑฒ์ ผู้สหาย อ.เรา บวชแล้ว จักแสวงหา ซึ่งธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น, อ.ท่าน จักอาจ เพื่ออันบวช กับ ด้วยเรา (หรือ, หรือว่า อ.ท่าน) จักไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    สรทมาณพนั้น เข้าไปหาสหายแล้วพูดว่า "สิริวัฑฒะผู้สหาย ข้าพเจ้าจักบวชแสวงหาโมกขธรรม. ท่านจักอาจบวชกับเราหรือไม่อาจ."

  8. ๘

    เรา ไม่อาจจักบวชได้ สหาย เพื่อนจงบวชตามลำพังเถิด ฯ

    “น สกฺขิสฺสามิ สมฺม, ตฺวํเยว ปพฺพชาหีติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย (อ.เรา) จักไม่อาจ, อ.ท่านนั่นเทียว จงบวช ดังนี้ ฯ

    สิริวัฑฒะตอบว่า "ข้าพเจ้าจักไม่อาจ สหาย ท่านบวชคนเดียวเถิด."

  9. ๙

    สรทมาณพนั้นคิดว่า ธรรมดาผู้ไปสู่ปรโลกจะพาสหายหรือพวกญาติมิตร ไปได้ ย่อมไม่มี กรรมที่ตนทำแล้ว ย่อมเป็นของตนเท่านั้น ฯ

    โส จินฺเตสิ “ปรโลกํ คจฺฉนฺโต สหายํ วา ญาติมิตฺเต วา คเหตฺวา คโต นาม นตฺถิ, อตฺตนา กตํ อตฺตโนว โหตีติ.

    (อ.มาณพชื่อว่าสรทะ) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.บุคคล ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น ชื่อว่า ผู้ พาเอา ซึ่งสหาย หรือ หรือว่า ซึ่งญาติและมิตร ท. ไปแล้ว ย่อมไม่มี, (อ.กรรม) อันอันตนกระทำแล้ว ย่อมมี แก่ตนเทียว ดังนี้ ฯ

    สรทมาณพนั้น คิดว่า "ธรรมดาผู้ไปสู่ปรโลกพาสหาย หรือญาติมิตรไปด้วยไม่มี, กรรมที่ตนทำแล้วย่อมเป็นของตนเอง."

  10. ๑๐

    แต่นั้น สรทมาณพนั้น จึงให้เปิดเรือนคลังแก้วออกแล้ว ให้ทานจำนวนมากแก่คนกำพร้า คนเดินทาง คนวณิพก และคนยากจนทั้งหลายแล้วเข้าสู่เชิงเขา บวชเป็นฤษี ฯ

    ตโต รตนโกฏฺฐาคารํ วิวราเปตฺวา กปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานํ มหาทานํ ทตฺวา ปพฺพตปาทํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ.

    ในลำดับนั้น (อ.มาณพชื่อว่าสรทะ) (ยังบุคคล) ให้เปิดแล้ว ซึ่งเรือนคลังแห่งรัตนะ ให้แล้ว ซึ่งทานใหญ่ แก่คนกำพร้าและ คนผู้ไปสู่ทางไกลและวณิพกและคนขอ ท. เข้าไปแล้ว สู่เชิงแห่งภูเขา บวชแล้ว บวชโดยความเป็นฤาษี ฯ

    แต่นั้น สรทมาณพ จึงให้เปิดเรือนคลังแก้วออก ให้มหาทานแก่คนกำพร้าคนเกิดทางวณิพกและยาจกทั้งหลายแล้ว เข้าไปสู่เชิงเขา บวชเป็นฤษีแล้ว.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑ หน้า ๙๖–๙๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฯ

    เตน สมเยน อโนมทสฺสี นาม พุทฺโธ โลเก อุทปาทิ.

    โดยสมัย นั้น อ.พระพุทธเจ้า พระนามว่า อโนมทัสสี ได้เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก ฯ

    โดยสมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก.

  2. ๒

    ได้มีพระชนมายุถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี ได้มีพระสรีระสูงถึง ๕๘ ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไปตลอด ๑๒ โยชน์ ได้มีพระภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร ฯ

    นครํ จนฺทวตี นาม อโหสิ. ปิตา ยสวนฺโต นาม ขตฺติโย, มาตา ยโสธรา นาม เทวี, โพธิ อชฺชุนรุกฺโข, นิสโภ จ อโนโม จ เทฺว อคฺคสาวกา, วรุโณ นาม อุปฏฺฐาโก, สุนฺทรา จ สุมนา จ เทฺว อคฺคสาวิกา; อายุ วสฺสสตสหสฺสํ อโหสิ, สรีรํ อฏฺฐปญฺญาสหตฺถุพฺเพธํ, สรีรปฺปภา ทฺวาทสโยชนํ ผริ, ภิกฺขุสตสหสฺสํ ปริวาโร อโหสิ.

    อ.เมือง เป็นเมืองชื่อว่าจันทวดี ได้เป็นแล้ว ฯ อ.พระบิดา เป็นกษัตริย์ พระนามว่า ยัสวันต์ (ได้เป็นแล้ว), อ.พระมารดา เป็นพระเทวี พระนามว่า ยโสธรา (ได้เป็นแล้ว), อ.ต้นรกฟ้า เป็นต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ (ได้เป็นแล้ว), (อ.พระเถระ ท.) ๒ คือ อ.พระนิสภะ ด้วย คือ อ.พระอโนมะ ด้วย เป็นอัครสาวก (ได้เป็นแล้ว), อ.ภิกษุผู้อุปัฏฐาก เป็นผู้ชื่อว่า วรุณะ (ได้เป็นแล้ว), (อ.พระเถรี ท.) ๒ คือ อ.นางสุนทรา ด้วย คือ อ.นางสุมนา ด้วย เป็นอัครสาวิกา (ได้เป็นแล้ว) ; อ.แสนแห่งปี เป็นอายุ ได้เป็นแล้ว, อ.พระสรีระ เป็นสรีระอันสูงโดยศอก ๕๘ (ได้เป็นแล้ว), อ.แสงสว่างแห่งพระสรีระ แผ่ไปแล้ว ตลอดโยชน์ ๑๒, อ.แสนแห่งภิกษุ เป็นบริวาร ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระนครได้มีชื่อว่า จันทวดี, กษัตริย์พระนามว่ายสวันตะ เป็นพระบิดา, พระเทวีพระนามว่ายโสธรา เป็นพระมารดา, ไม้รกฟ้าเป็นที่ตรัสรู้, พระอัครสาวกทั้ง ๒ ชื่อ นิสภะ ๑ ชื่ออโนมะ ๑, อุปัฏฐากชื่อวรุณะ, อัครสาวิกา ๒ นามว่า สุนทรา ๑ สุมนา ๑, พระชนมายุได้มีถึงแสนปี, พระสรีระสูงถึง ๕๘ ศอก, พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไปตลอด ๑๒ โยชน์, ภิกษุแสนหนึ่งเป็นบริวาร.

  3. ๓

    วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสีพระองค์นั้น เสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงพิจารณาดูสัตว์โลกอยู่ทอดพระเนตรเห็นสรทดาบสแล้ว ทรงพระดำริว่า เพราะเราไปสู่สำนักสรทดาบสในวันนี้ เป็นปัจจัย พระธรรมเทศนาจักมีคุณยิ่งใหญ่ สรทดาบสนั้นจักปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวก สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้เป็นสหายของสรทดาบสนั้นจักปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกที่ ๒ และในเวลาจบเทศนา ชฎิล ๗๔,๐๐๐ คนผู้เป็นบริวารของสรทดาบสนั้น จักบรรลุพระอรหัต เราควรไปในที่นั้น ดังนี้แล้ว ทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่ตรัสเรียกใคร ๆ อื่น เสด็จไปพระองค์เดียวเหมือนพญาราชสีห์ ฉะนั้น เมื่อพวกอันเตวาสิกของสรทดาบสพากันไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่ ทรงอธิษฐานว่า ขอสรทดาบสจงทราบว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าเถิด ดังนี้ เมื่อสรทดาบสมองเห็นอยู่นั้นแหละ เสด็จลงจากอากาศประทับยืนอยู่บนแผ่นดินแล้ว ฯ

    โส เอกทิวสํ ปจฺจูสกาเล มหากรุณาสมาปตฺติโต วุฏฺฐาย โลกํ โวโลเกนฺโต สรทตาปสํ ทิสฺวา “อชฺช มยฺหํ สรทตาปสสฺส สนฺติกํ คตปจฺจเยน ธมฺมเทสนา จ มหตี ภวิสฺสติ, โส จ อคฺคสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถสฺสติ, ตสฺส สหายโก สิริวฑฺฒกุฏุมฺพิโก ทุติยสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถสฺสติ, เทสนาปริโยสาเน จสฺส ปริวารา จตุสตฺตติสหสฺสชฏิลา อรหตฺตํ ปาปุณิสฺสนฺติ; มยา ตตฺถ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อตฺตโน ปตฺตจีวรมาทาย อญฺญํ กญฺจิ อนามนฺเตตฺวา สีโห วิย เอกจโร หุตฺวา, สรทตาปสสฺส อนฺเตวาสิเกสุ ผลาผลตฺถาย คเตสุ, “พุทฺธภาวํ เม ชานาตูติ, ปสฺสนฺตสฺเสว สรทตาปสสฺส, อากาสโต โอตริตฺวา ปฐวิยํ ปติฏฺฐาสิ.

    ในวันหนึ่ง (อ.พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี) นั้น เสด็จออกแล้ว จากสมาบัติอันประกอบแล้วด้วยพระกรุณาใหญ่ ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ทรงเห็นแล้ว ซึ่งดาบสชื่อว่าสรทะ (ทรงดำริแล้ว) ว่า ในวันนี้ อ.ธรรมเทศนา เป็นเทศนาใหญ่ จักเป็น เพราะปัจจัยแห่งเราผู้ไปแล้วสู่สำนัก ของดาบสชื่อว่าสรทะด้วย, (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) นั้น จักปรารถนา ซึ่งตำแหน่งแห่งอัครสาวกด้วย, อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ ผู้เป็นสหาย (ของดาบสชื่อว่าสรทะ) นั้น จักปรารถนา ซึ่งตำแหน่งแห่งสาวกที่สองด้วย, อ.ชฎิลมีพัน ๗๔ เป็นประมาณ ท. ผู้เป็นบริวาร (ของดาบสชื่อว่าสรทะ) นั้น จักบรรลุ ซึ่งพระอรหัต ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนาด้วย, อ.อัน อันเรา ไป (ในที่) นั้น ย่อมควร ดังนี้ ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ของพระองค์ ไม่ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งใคร ๆ อื่น เป็นผู้เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว ราวกะ อ.สีหะ เป็น, ครั้นเมื่ออันเตวาสิก ท. ของดาบสชื่อว่าสรทะ ไปแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ผลและผลอันเจริญ, (ทรงอธิษฐานแล้ว) ว่า (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) จงรู้ ซึ่งความที่แห่งเรา เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้, เมื่อดาบสชื่อว่าสรทะ เห็นอยู่ นั่นเทียว, เสด็จข้ามลงแล้ว จากอากาศ ประทับยืนแล้ว บนแผ่นดิน,

    วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสีนั้น เสด็จออกจากมหากรุณาสมบัติ ทรงพิจารณาดูสัตวโลกอยู่ ทอดพระเนตรเห็นสรทดาบสแล้ว ทรงพระดำริว่า "เพราะเราไปสู่สำนักสรทดาบสในวันนี้เป็นปัจจัย พระธรรมเทศนาจักมีคุณใหญ่ และสรทดาบสนั้น จักปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวก, สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหายดาบสนั้น จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒ ทั้งในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบริวารของดาบสนั้น จักบรรลุพระอรหัต; เราควรไปในที่นั้น," ดังนี้แล้ว ถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่ตรัสเรียกใคร ๆ อื่น เสด็จไปพระองค์เดียวเหมือนพระยาราชสีห์ เมื่ออันเตวาสิกทั้งหลายของสรทดาบสไปแล้วเพื่อต้องการผลาผล, ทรงอธิษฐานว่า "ขอสรทดาบสจงทราบความที่เราเป็นพระพุทธเจ้า," เมื่อสรทดาบสเห็นอยู่นั่นเที่ยว, เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนแผ่นดินแล้ว.

  4. ๔

    สรทดาบสเห็นพระพุทธานุภาพและความสำเร็จพระสรีระแล้วใคร่ครวญมนต์เป็นเครื่องทำนายลักษณะแล้ว ก็ทราบได้ว่า ธรรมดาท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ท่ามกลางเรือนย่อมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เมื่อออกบวช ย่อมเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า มีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้วในโลก บุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย จึงทำการต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ปูลาดอาสนะถวายแล้ว ฯ

    สรทตาปโส พุทฺธานุภาวญฺเจว สรีรนิปฺผตฺติญฺจ ทิสฺวา ลกฺขณมนฺเต สมฺมสิตฺวา “อิเมหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต นาม อคารมชฺเฌ วสนฺโต ราชา โหติ จกฺกวตฺตี, ปพฺพชนฺโต โลเก วิวฏจฺฉโท สพฺพญฺญุพุทฺโธ โหติ; อยํ ปุริโส นิสฺสํสยํ พุทฺโธติ ชานิตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา อทาสิ.

    อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ เห็นแล้ว ซึ่งอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าด้วยนั่นเทียว ซึ่งความสำเร็จแห่งพระสรีระด้วย พิจารณาแล้ว ซึ่งมนต์เป็นเครื่องทำนายซึ่งลักษณะ ท. รู้แล้ว ว่า (อ.บุคคล) ชื่อว่า ผู้มาตามพร้อมแล้ว ด้วยลักษณะ ท. เหล่านี้ อยู่อยู่ ในท่ามกลางแห่งเรือน เป็นพระราชา ผู้จักรพรรดิ ย่อมเป็น , เมื่อบวช เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้มีกิเลสเพียงดังเครื่องมุงบังอันเปิดแล้ว ในโลก ย่อมเป็น ; อ.บุรุษ นี้ เป็นพระพุทธเจ้า (ย่อมเป็น) โดยความไม่มีแห่งความสงสัย ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ ถวายบังคมแล้ว ด้วยการตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ ๕ ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะ ได้ถวายแล้ว ฯ

    สรทดาบส เห็นพระพุทธานุภาพและความสำเร็จแห่งพระสรีระ สอบสวนมนต์สำหรับทำนายลักษณะ ก็ทราบได้ว่า "อันผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ในท่ามกลางเรือนย่อมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ, เมื่อออกบวช ย่อมเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า มีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้วในโลก, บุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย" จึงทำการต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้จัดอาสนะถวายแล้ว.

  5. ๕

    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดแล้ว ฯ

    นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺตาสเน.

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ (อันดาบส) ปูลาดแล้ว ฯ

    พระผู้มีพระภาค ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้.

  6. ๖

    แม้สรทดาบสก็ถือเอาอาสนะอันสมควรแก่ตนแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    สรทตาปโสปิ อตฺตโน อนุจฺฉวิกํ อาสนํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    แม้ อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ถือเอาแล้ว ซึ่งอาสนะ อันสมควร แก่ตน นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    แม้สรทดาบส ถืออาสนะอันสมควรแก่ตนแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒ หน้า ๙๗–๙๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในสมัยนั้น พวกชฎิล ๗๔,๐๐๐ คน ถือผลาผลทั้งหลายที่ประณีตมีรสอร่อยมาถึงสำนักอาจารย์แล้ว มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับและที่อาจารย์นั่งแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ครับ พวกกระผมเที่ยวไปด้วยคิดว่า ในโลกนี้ ไม่มีใครใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ก็ชายผู้นี้ เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ฯ

    ตสฺมึ สมเย จตุสตฺตติสหสฺสา ชฏิลา ปณีตปณีตานิ โอชวนฺตานิ ผลาผลานิ คเหตฺวา อาจริยสฺส สนฺติกํ สมฺปตฺตา, พุทฺธานญฺเจว อาจริยสฺส จ นิสินฺนาสนํ โอโลเกตฺวา อาหํสุ “อาจริย มยํ `อิมสฺมึ โลเก ตุมฺเหหิ มหนฺตตโร นตฺถีติ วิจราม, อยํ ปน ปุริโส ตุมฺเหหิ มหนฺตตโร มญฺเญติ.

    ในสมัย นั้น อ.ชฎิล ท. มีพัน ๗๔ เป็นประมาณ ถือเอาแล้ว ซึ่งผลและผลอันเจริญ ท. ทั้งประณีต ๆ อันมีโอชะ ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งสำนัก ของอาจารย์, แลดูแล้ว ซึ่งอาสนะ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ด้วยนั่นเทียว แห่งอาจารย์ ด้วย นั่งแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.เรา ท. ย่อมเที่ยวไป (ด้วยความคิด) ว่า (อ.บุคคล) ผู้ใหญ่กว่า กว่าท่าน ท. ย่อมไม่มี ในโลก นี้ ดังนี้, ก็ อ.บุรุษ นี้ เห็นจะ เป็นผู้ใหญ่กว่า กว่าท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ในสมัยนั้น ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พัน ถือผลาผลทั้งหลายที่ประณีต ๆ อันมีโอชะ มาถึงสำนักอาจารย์แล้ว แลดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับอาจารย์นั่งแล้ว, จึงพูดว่า "ท่านอาจารย์ พวกกระผมเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า " ในโลกนี้ ผู้เป็นใหญ่กว่าอาจารย์ย่อมไม่มี, ก็บุรุษผู้นี้ เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ?"

  2. ๒

    สรทดาบสนั้นตอบว่า พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าพูดอะไรกัน พวกเจ้าต้องการทำภูเขาพระสุเมรุสูง ๖,๘๐๐,๐๐๐ โยชน์ ให้เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด พวกเจ้าอย่าทำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย ลูกทั้งหลาย ฯ

    “ ตาตา กึ วเทถ , สาสเปน สทฺธึ อฏฺฐสฏฺฐิโยชนสตสหสฺสุพฺเพธํ สิเนรุํ สมํ กาตุํ อิจฺฉถ, สพฺพญฺญุพุทฺเธน สทฺธึ มม อุปมํ มา กริตฺถ ปุตฺตกาติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.เจ้า ท. ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร, (อ.เจ้า ท.) ย่อมปรารถนา เพื่ออันกระทำ ซึ่งภูเขาชื่อว่าสิเนรุ อันสูงโดยแสนแห่งโยชน์ ๖๘ ให้เสมอ กับ ด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด หรือ, แน่ะลูก ท. อ.เจ้า ท. อย่า กระทำแล้ว ซึ่งการเปรียบ ซึ่งเรา กับ ด้วยพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ดังนี้ ฯ

    สรทดาบส ตอบว่า "พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าพูดอะไร , พวกเจ้าปรารถนาเพื่อทำเขาสิเนรุซึ่งสูงหกสิบแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด (กระนั้นหรือ ?) ลูกทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าทำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย."

  3. ๓

    ครั้งนั้น พวกดาบสเหล่านั้นพากันคิดว่า ถ้าชายนี้จักเป็นสัตว์ต่ำต้อยแล้วไซร้ ท่านอาจารย์ของพวกเราจักไม่นำข้อเปรียบเทียบแบบนี้มา ชายนี้ใหญ่เพียงไหนหนอ ดังนี้แล้ว ทั้งหมดพากันหมอบลงถวายบังคมแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว ฯ

    อถ เต ตาปสา “สจายํ ปุริโส อิตฺตรสตฺโต อภวิสฺส, น อมฺหากํ อาจริโย เอวรูปํ อุปมํ อาหริสฺสติ, ยาว มหา วตายํ ปุริโสติ สพฺเพว ปาเทสุ ปติตฺวา สิรสา วนฺทึสุ.

    ครั้งนั้น อ.ดาบส ท. เหล่านั้น (คิดแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.บุรุษนี้ เป็นสัตว์เล็กน้อย จักได้เป็นแล้วไซร้, อ.อาจารย์ ของเรา ท. จักไม่นำมา ซึ่งการเปรียบ อันมีอย่างนี้เป็นรูป อ.บุรุษ นี้ เป็นผู้ใหญ่ เพียงใด หนอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทั้งปวงเทียว หมอบแล้ว ใกล้พระบาท ท. ถวายบังคมแล้ว ด้วยศีรษะ ฯ

    ครั้งนั้น ดาบสเหล่านั้น คิดว่า "ถ้าบุรุษผู้นี้จักได้เป็นคนเล็กน้อยไซร้, ท่านอาจารย์ของพวกเราคงไม่ชักสิ่งเห็นปานนี้มาอุปมา, บุรุษผู้นี้จะใหญ่เพียงไรหนอ," ดังนี้แล้ว ทั้งหมดเดียว หมอบลงแทบพระบาททั้ง ๒ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว.

  4. ๔

    ครั้งนั้น อาจารย์พูดกับพวกศิษย์เหล่านั้นว่า พ่อทั้งหลาย ไทยธรรมที่เหมาะสมแก่พระพุทธเจ้าของพวกเราไม่มี และพระศาสดาก็เสด็จมา ณ ที่นี้ ในเวลาภิกขาจาร พวกเราจักถวายไทยธรรมตามความสามารถตามกำลัง ผลาผลใด ๆ ที่ประณีต พวกเธอจงนำผลาผลนั้น ๆ มาเถิด ครั้นให้นำมาแล้ว ก็ล้างมือ ให้ประดิษฐานไว้ในบาตรของพระตถาคตเจ้าด้วยตนเอง ฯ

    อถ เน อาจริโย อาห “ตาตา อมฺหากํ พุทฺธานํ อนุจฺฉวิโก เทยฺยธมฺโม นตฺถิ, สตฺถา จ ภิกฺขาจารเวลายํ อิธาคโต, มยํ ยถาสตฺติ ยถาพลํ เทยฺยธมฺมํ ทสฺสาม; ตุมฺเห ยํ ยํ ปณีตํ ผลาผลํ, ตํ ตํ อาหรถาติ อาหราเปตฺวา หตฺเถ โธวิตฺวา สยํ ตถาคตสฺส ปตฺเต ปติฏฺฐาเปสิ.

    ครั้งนั้น อ.อาจารย์ กล่าวแล้ว (กะดาบส ท.) เหล่านั้น ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.ไทยธรรม อันสมควร แก่พระพุทธเจ้า ท. ของเรา ท. ย่อมไม่มี, อนึ่ง อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว (ในที่) นี้ ในเวลาเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา, อ.เรา ท. จักถวาย ซึ่งไทยธรรม ตามความสามารถ ตามกำลัง ; อ.ผลและผลอันเจริญ อันประณีต ใด ๆ (มีอยู่) , อ.เจ้า ท. จงนำมา (ซึ่งผลและผลอันเจริญ) นั้น ๆ ดังนี้ (ยังดาบส ท. เหล่านั้น) ให้นำมาแล้ว ล้างแล้ว ซึ่งมือ ท. (ยังผลและผลอันเจริญ) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในบาตร ของพระตถาคตเจ้า เอง ฯ

    ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า "พ่อทั้งหลาย ไทยธรรมที่สมควรแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี, และพระศาสดาก็เสด็จมาในที่นี้ในเวลาภิกษาจาร, พวกเราจักถวายไทยธรรม ตามสัตติ ตามกำลัง พวกเจ้าจงนำผลาผลประณีตที่มีอยู่มา" ดังนี้, ครั้นให้นำมาแล้ว ล้างมือทั้ง ๒แล้ว ตั้งไว้ในบาตรขอพระตถาคตด้วยตนเอง.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๙๗–๙๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในสมัยนั้น ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันคน ต่างถือเอาผลไม้น้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่ประณีต ๆ มีโอชะ มาถึงสำนักอาจารย์แล้ว มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับและอาจารย์นั่งแล้ว จึงพูดขึ้นว่า ท่านอาจารย์ พวกกระผมเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า ในโลกนี้ ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์(อีกแล้ว) ก็บุรุษผู้นี้เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่าน กระมัง ฯ

    ตสฺมึ สมเย จตุสตฺตติสหสฺสา ชฏิลา ปณีตปณีตานิ โอชวนฺตานิ ผลาผลานิ คเหตฺวา อาจริยสฺส สนฺติกํ สมฺปตฺตา, พุทฺธานญฺเจว อาจริยสฺส จ นิสินฺนาสนํ โอโลเกตฺวา อาหํสุ “อาจริย มยํ `อิมสฺมึ โลเก ตุมฺเหหิ มหนฺตตโร นตฺถีติ วิจราม, อยํ ปน ปุริโส ตุมฺเหหิ มหนฺตตโร มญฺเญติ.

    ในสมัย นั้น อ.ชฎิล ท. มีพัน ๗๔ เป็นประมาณ ถือเอาแล้ว ซึ่งผลและผลอันเจริญ ท. ทั้งประณีต ๆ อันมีโอชะ ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งสำนัก ของอาจารย์, แลดูแล้ว ซึ่งอาสนะ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ด้วยนั่นเทียว แห่งอาจารย์ ด้วย นั่งแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ อ.เรา ท. ย่อมเที่ยวไป (ด้วยความคิด) ว่า (อ.บุคคล) ผู้ใหญ่กว่า กว่าท่าน ท. ย่อมไม่มี ในโลก นี้ ดังนี้, ก็ อ.บุรุษ นี้ เห็นจะ เป็นผู้ใหญ่กว่า กว่าท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ในสมัยนั้น ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พัน ถือผลาผลทั้งหลายที่ประณีต ๆ อันมีโอชะ มาถึงสำนักอาจารย์แล้ว แลดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับอาจารย์นั่งแล้ว, จึงพูดว่า "ท่านอาจารย์ พวกกระผมเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า " ในโลกนี้ ผู้เป็นใหญ่กว่าอาจารย์ย่อมไม่มี, ก็บุรุษผู้นี้ เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ?"

  2. ๒

    สรทดาบสตอบว่า พ่อคุณทั้งหลาย พวกเจ้าพูดอะไรนี่ พวกเจ้าปรารถนาเพื่อทำเขาสิเนรุซึ่งสูงหกล้านแปดแสนโยชน์ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด(กระนั้นหรือ) ลูกทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าทำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย ฯ

    “ ตาตา กึ วเทถ , สาสเปน สทฺธึ อฏฺฐสฏฺฐิโยชนสตสหสฺสุพฺเพธํ สิเนรุํ สมํ กาตุํ อิจฺฉถ, สพฺพญฺญุพุทฺเธน สทฺธึ มม อุปมํ มา กริตฺถ ปุตฺตกาติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.เจ้า ท. ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร, (อ.เจ้า ท.) ย่อมปรารถนา เพื่ออันกระทำ ซึ่งภูเขาชื่อว่าสิเนรุ อันสูงโดยแสนแห่งโยชน์ ๖๘ ให้เสมอ กับ ด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด หรือ, แน่ะลูก ท. อ.เจ้า ท. อย่า กระทำแล้ว ซึ่งการเปรียบ ซึ่งเรา กับ ด้วยพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ดังนี้ ฯ

    สรทดาบส ตอบว่า "พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าพูดอะไร , พวกเจ้าปรารถนาเพื่อทำเขาสิเนรุซึ่งสูงหกสิบแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด (กระนั้นหรือ ?) ลูกทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าทำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย."

  3. ๓

    ครั้งนั้น ดาบสเหล่านั้นคิดว่า ถ้า บุรุษท่านนี้ จักได้เป็นคนต่ำต้อยกว่า อาจารย์ของเรา คงจักไม่นำสิ่งเห็นปานนี้มาอุปมา บุรุษท่านนี้ จะ(ยิ่ง)ใหญ่เพียงไรหนอ ดังนี้แล้ว ทั้งหมดนั่นแล จึงพากันหมอบลงแทบพระบาททั้ง ๒ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้า ฯ

    อถ เต ตาปสา “สจายํ ปุริโส อิตฺตรสตฺโต อภวิสฺส, น อมฺหากํ อาจริโย เอวรูปํ อุปมํ อาหริสฺสติ, ยาว มหา วตายํ ปุริโสติ สพฺเพว ปาเทสุ ปติตฺวา สิรสา วนฺทึสุ.

    ครั้งนั้น อ.ดาบส ท. เหล่านั้น (คิดแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.บุรุษนี้ เป็นสัตว์เล็กน้อย จักได้เป็นแล้วไซร้, อ.อาจารย์ ของเรา ท. จักไม่นำมา ซึ่งการเปรียบ อันมีอย่างนี้เป็นรูป อ.บุรุษ นี้ เป็นผู้ใหญ่ เพียงใด หนอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทั้งปวงเทียว หมอบแล้ว ใกล้พระบาท ท. ถวายบังคมแล้ว ด้วยศีรษะ ฯ

    ครั้งนั้น ดาบสเหล่านั้น คิดว่า "ถ้าบุรุษผู้นี้จักได้เป็นคนเล็กน้อยไซร้, ท่านอาจารย์ของพวกเราคงไม่ชักสิ่งเห็นปานนี้มาอุปมา, บุรุษผู้นี้จะใหญ่เพียงไรหนอ," ดังนี้แล้ว ทั้งหมดเดียว หมอบลงแทบพระบาททั้ง ๒ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว.

  4. ๔

    ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า พ่อทั้งหลาย ไทยธรรมที่เหมาะสมแด่พระพุทธเจ้าของพวกเราก็ไม่มี และพระบรมศาสดาก็เสด็จมาในที่นี้ในเวลาภิกขาจาร พวกเราจักถวายไทยธรรม ตามความสามารถ ตามกำลัง ผลาผลใด ๆ ที่ประณีตซึ่งพอมีอยู่ พวกท่านจงนำผลาผลนั้น ๆ มาเถิด ดังนี้ แล้วให้ช่วยกันนำมา ล้างมือทั้ง ๒ (จัดถวาย) ให้ตั้งไว้เฉพาะในบาตรของพระตถาคตเจ้าด้วยตนเองแล้ว ฯ

    อถ เน อาจริโย อาห “ตาตา อมฺหากํ พุทฺธานํ อนุจฺฉวิโก เทยฺยธมฺโม นตฺถิ, สตฺถา จ ภิกฺขาจารเวลายํ อิธาคโต, มยํ ยถาสตฺติ ยถาพลํ เทยฺยธมฺมํ ทสฺสาม; ตุมฺเห ยํ ยํ ปณีตํ ผลาผลํ, ตํ ตํ อาหรถาติ อาหราเปตฺวา หตฺเถ โธวิตฺวา สยํ ตถาคตสฺส ปตฺเต ปติฏฺฐาเปสิ.

    ครั้งนั้น อ.อาจารย์ กล่าวแล้ว (กะดาบส ท.) เหล่านั้น ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.ไทยธรรม อันสมควร แก่พระพุทธเจ้า ท. ของเรา ท. ย่อมไม่มี, อนึ่ง อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว (ในที่) นี้ ในเวลาเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา, อ.เรา ท. จักถวาย ซึ่งไทยธรรม ตามความสามารถ ตามกำลัง ; อ.ผลและผลอันเจริญ อันประณีต ใด ๆ (มีอยู่) , อ.เจ้า ท. จงนำมา (ซึ่งผลและผลอันเจริญ) นั้น ๆ ดังนี้ (ยังดาบส ท. เหล่านั้น) ให้นำมาแล้ว ล้างแล้ว ซึ่งมือ ท. (ยังผลและผลอันเจริญ) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในบาตร ของพระตถาคตเจ้า เอง ฯ

    ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า "พ่อทั้งหลาย ไทยธรรมที่สมควรแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี, และพระศาสดาก็เสด็จมาในที่นี้ในเวลาภิกษาจาร, พวกเราจักถวายไทยธรรม ตามสัตติ ตามกำลัง พวกเจ้าจงนำผลาผลประณีตที่มีอยู่มา" ดังนี้, ครั้นให้นำมาแล้ว ล้างมือทั้ง ๒แล้ว ตั้งไว้ในบาตรขอพระตถาคตด้วยตนเอง.

  5. ๕

    พอเมื่อพระบรมศาสดาทรงรับประเคนผลาผลแล้ว เทพยดาทั้งหลายก็โปรยโอชะอันเป็นทิพย์ลง ฯ

    สตฺถารา ผลาผเล ปฏิคฺคหิตมตฺเต, เทวตา ทิพฺโพชํ ปกฺขิปึสุ.

    ครั้นเมื่อ ผลและผลอันเจริญ เป็นผลไม้สักว่า อันพระศาสดา ทรงรับเฉพาะแล้ว (มีอยู่) , อ.เทวดา ท. ใส่เข้าแล้ว ซึ่งโอชะอันเป็นทิพย์ ฯ

    พอเมื่อพระศาสดาทรงรับผลาผล. เทวดาทั้งหลายก็โปรยโอชะอันเป็นทิพย์ลง.

  6. ๖

    ดาบสนั้น ได้กรองแม้ซึ่งน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว ฯ

    โส ตาปโส อุทกํปิ สยเมว ปริสฺสาเวตฺวา อทาสิ.

    อ.ดาบส นั้น กรองแล้ว แม้ซึ่งน้ำ ได้ถวายแล้ว เองนั่นเทียว ฯ

    ดาบสนั้นได้กรองแม้ซึ่งน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว.

  7. ๗

    ต่อนั้น เมื่อพระบรมศาสดาทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้วประทับนั่งอยู่แล้ว ดาบส เรียกอันเตวาสิกทั้งหมดมาแล้ว นั่งเจรจาสาราณียกถาในที่ใกล้พระบรมศาสดา ฯ

    ตโต ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา นิสินฺเน สตฺถริ, สพฺเพ อนฺเตวาสิเก ปกฺโกสิตฺวา สตฺถุ สนฺติเก สาราณียกถํ กเถนฺโต นิสีทิ.

    ในลำดับนั้น ครั้นเมื่อพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ทรงกระทำ ซึ่งกิจด้วยภัตร, (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) ร้องเรียกแล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. ทั้งปวง นั่ง กล่าวอยู่แล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง ในสำนัก ของพระศาสดา ฯ

    ต่อนั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจแล้ว, ดาบสนั้นเรียกอันเตวาสิกทั้งสิ้นมาแล้ว นั่งกล่าวสาราณียกถาในที่ใกล้พระศาสดา.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๒ หน้า ๙๘–๙๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อจากนั้น เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจแล้ว ดาบสนั้นเรียกอันเตวาสิกทั้งหมดมาแล้ว นั่งกล่าวสาราณียกถาอยู่ ในที่ใกล้พระบรมศาสดา ฯ

    ตโต ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา นิสินฺเน สตฺถริ, สพฺเพ อนฺเตวาสิเก ปกฺโกสิตฺวา สตฺถุ สนฺติเก สาราณียกถํ กเถนฺโต นิสีทิ.

    ในลำดับนั้น ครั้นเมื่อพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ทรงกระทำ ซึ่งกิจด้วยภัตร, (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) ร้องเรียกแล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. ทั้งปวง นั่ง กล่าวอยู่แล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง ในสำนัก ของพระศาสดา ฯ

    ต่อนั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจแล้ว, ดาบสนั้นเรียกอันเตวาสิกทั้งสิ้นมาแล้ว นั่งกล่าวสาราณียกถาในที่ใกล้พระศาสดา.

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรง พระดำริว่า ขอพระอัครสาวกทั้ง ๒ จงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์เถิด ฯ

    สตฺถา “เทฺว อคฺคสาวกา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ อาคจฺฉนฺตูติ จินฺเตสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงดำริแล้ว ว่า อ.อัครสาวก ท. ๒ จงมา กับ ด้วยหมู่แห่งภิกษุ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงดำริว่า "ขออัครสาวกทั้ง ๒ จงมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์."

  3. ๓

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์นั้น ทราบพระดำริของพระบรมศาสดาแล้ว มีพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร มาถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เต สตฺถุ จิตฺตํ ญตฺวา สตสหสฺสขีณาสวปริวารา อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ.

    (อ.พระอัครสาวก ท.) เหล่านั้น ทราบแล้ว ซึ่งพระดำริ แห่งพระศาสดา ผู้มีพระขีณาสพแสนหนึ่งเป็นบริวาร มาแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ นั้นทราบพระดำริของพระศาสดาแล้ว มีพระขีณาสพแสนรูปเป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

  4. ๔

    ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกพวกอันเตวาสิกมาแล้วกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ก็ยังต่ำ แม้อาสนะสำหรับพระสมณะ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ก็ยังไม่มี วันนี้ พวกเธอควรทำสักการะพระพุทธเจ้าอย่างโอฬาร จงนำดอกไม้ทั้งหลายที่เพียบพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขาเถิด ฯ

    ตโต สรทตาปโส อนฺเตวาสิเก อามนฺเตสิ “ตาตา พุทฺธานํ นิสินฺนาสนมฺปิ นีจํ, สมณสตสหสฺสสฺสาปิ อาสนํ นตฺถิ, ตุมฺเหหิ อชฺช อุฬารํ พุทฺธสกฺการํ กาตุํ วฏฺฏติ, ปพฺพตปาทโต วณฺณคนฺธสมฺปนฺนานิ ปุปฺผานิ อาหรถาติ.

    ในลำดับนั้น อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ เรียกมาแล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. (ด้วยคำ) ว่า แน่ะพ่อ ท. แม้ อ.อาสนะ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ประทับนั่งแล้ว เป็นอาสนะต่ำ (ย่อมเป็น) , อ.อาสนะ ย่อมไม่มี แม้เพื่อแสนแห่งสมณะ, อ.อัน อันเจ้า ท. กระทำ ซึ่งสักการะ แก่พระพุทธเจ้า อันโอฬาร ในวันนี้ ย่อมควร, (อ.เจ้า ท.) จงนำมา ซึ่งดอกไม้ ท. อันถึงพร้อมแล้วด้วยสีและกลิ่น จากเชิงแห่งภูเขา ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า "พ่อทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ต่ำ, ซ้ำอาสนะสำหรับสมณะตั้งแสน ก็ไม่มี, พวกเจ้า ควรจะพุทธสักการะให้โอฬาร ในวันนี้ จงนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแต่เชิงเขา."

  5. ๕

    กาลที่พูด ย่อมเป็นเสมือนเนิ่นช้า แต่วิสัยแห่งฤทธิ์ ของท่านผู้มีฤทธิ์ ย่อมเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ไม่ควรคิด เพราะเหตุนั้น โดยกาลเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ดาบสเหล่านั้น ก็นำดอกไม้ทั้งหลายที่เพียบพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแล้ว ตบแต่งอาสนะประมาณ ๑ โยชน์สำหรับพระพุทธเจ้า ประมาณ ๓ คาวุตสำหรับพระอัครสาวกทั้ง ๒ ประมาณต่างกันมีประมาณกึ่งโยชน์สำหรับพระทั้งหลายที่เหลือ มีประมาณอสุภะหนึ่งสำหรับพระผู้ใหม่ในสงฆ์ ฯ

    กถนกาโล ปปญฺโจ วิย โหติ, อิทฺธิมโต ปน อิทฺธิวิสโย อจินฺเตยฺโยติ. มุหุตฺตมตฺเตเนว เต ตาปสา วณฺณคนฺธสมฺปนฺนานิ ปุปฺผานิ อาหริตฺวา พุทฺธานํ โยชนปฺปมาณํ ปุปฺผาสนํ ปญฺญาเปสุํ. อุภินฺนํ อคฺคสาวกานํ ติคาวุตํ, เสสานํ ภิกฺขูนํ อฑฺฒโยชนิกาทิเภทํ, สงฺฆนวกสฺส อุสภมตฺตํ อโหสิ.

    อ.กาลเป็นที่กล่าว เป็นราวกะว่า เนิ่นช้า ย่อมเป็น, แต่ว่า อ.วิสัยแห่งฤทธิ์ (ของบุคคล) ผู้มีฤทธิ์ เป็นสภาพอันใคร ๆ ไม่ควรคิด (ย่อมเป็น) ดังนี้แล ฯ อ.ดาบส ท. เหล่านั้น นำมาแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. อันถึงพร้อมแล้ว ด้วยสีและกลิ่น โดยกาลสักว่าครู่เดียวนั่นเทียว ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ มีโยชน์เป็นประมาณ เพื่อพระพุทธเจ้า ท. ฯ (อ.อาสนะ) อันมีคาวุต ๓ เป็นประมาณ (ได้มีแล้ว) เพื่อพระอัครสาวก ท. ทั้ง ๒, (อ.อาสนะ) อันต่างด้วยอาสนะมีอาสนะอันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ด้วยทั้งกึ่งเป็นต้น (ได้มีแล้ว) เพื่อภิกษุ ท. ผู้เหลือ, (อ.อาสนะ) มีอุสภะเป็นประมาณ ได้มีแล้ว (เพื่อภิกษุ) ผู้ใหม่ในสงฆ์ ฯ

    เวลาที่พูด ย่อมเป็นเหมือนเนิ่นช้า, แต่วิสัยฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์ อันบุคคลไม่ควรคิด, เพราะฉะนั้น โดยกาลเพียงครู่เดียวเท่านั้น ดาบสนั้นนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแล้ว ตบแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประมาณได้โยชน์ ๑ สำหรับพระอัครสาวกทั้ง ๒ ประมาณ ๓ คาพยุต, สำหรับภิกษุที่เหลือมีประมาณแตกต่างกัน มีประมาณกึ่งโยชน์เป็นต้น, สำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์มีประมาณอุสภะ ๑.

  6. ๖

    ใคร ๆ ไม่ควรคิดว่า ในอาศรมบทแห่งเดียว จะตบแต่งอาสนะใหญ่โตถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ฯ

    “กถํ เอกสฺมึ อสฺสมปเท ตาวมหนฺตานิ อาสนานิ ปญฺญตฺตานีติ น จินฺเตตพฺพํ.

    (อันใคร ๆ) ไม่ควรคิด ว่า อ.อาสนะ ท. อันใหญ่เพียงนั้น (อันดาบส ท.) ปูลาดแล้ว ในอาศรมบท แห่งหนึ่ง อย่างไร ดังนี้ ฯ

    ใคร ๆ ไม่พึงคิดว่า "ในอาศรมบทแห่งเดียวจะตบแต่งอาสนะใหญ่โตถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ?"

  7. ๗

    เพราะว่า เรื่องนี้เป็นวิสัยแห่งฤทธิ์ ฯ

    อิทฺธิวิสโย เหส.

    เพราะว่า อ.วิสัยนั่น เป็นวิสัยแห่งฤทธิ์ (ย่อมเป็น) ฯ

    เพราะว่า นี้เป็นวิสัยของฤทธิ์,

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๙๘–๙๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดา ทรงดำริว่า ขออัครสาวกทั้ง ๒ จงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ฯ

    สตฺถา “เทฺว อคฺคสาวกา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ อาคจฺฉนฺตูติ จินฺเตสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงดำริแล้ว ว่า อ.อัครสาวก ท. ๒ จงมา กับ ด้วยหมู่แห่งภิกษุ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงดำริว่า "ขออัครสาวกทั้ง ๒ จงมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์."

  2. ๒

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ นั้นทราบพระดำริของพระบรมศาสดาแล้ว มีพระขีณาสพบริวารแสนรูป มาถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เต สตฺถุ จิตฺตํ ญตฺวา สตสหสฺสขีณาสวปริวารา อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ.

    (อ.พระอัครสาวก ท.) เหล่านั้น ทราบแล้ว ซึ่งพระดำริ แห่งพระศาสดา ผู้มีพระขีณาสพแสนหนึ่งเป็นบริวาร มาแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ นั้นทราบพระดำริของพระศาสดาแล้ว มีพระขีณาสพแสนรูปเป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

  3. ๓

    ลำดับนั้น สรทดาบส เรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว (โดยบอก) ว่า พ่อคุณทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ต่ำนัก ซ้ำอาสนะสำหรับสมณะแสนรูป ก็ไม่มี การที่พวกท่านทำสักการะ(ถวาย) แด่พระพุทธเจ้าให้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เหมาะสมนัก ท่านทั้งหลายจงนำดอกไม้ที่สวยทั้งสีดีทั้งกลิ่นมาจากเชิงเขาเถิด ฯ

    ตโต สรทตาปโส อนฺเตวาสิเก อามนฺเตสิ “ตาตา พุทฺธานํ นิสินฺนาสนมฺปิ นีจํ, สมณสตสหสฺสสฺสาปิ อาสนํ นตฺถิ, ตุมฺเหหิ อชฺช อุฬารํ พุทฺธสกฺการํ กาตุํ วฏฺฏติ, ปพฺพตปาทโต วณฺณคนฺธสมฺปนฺนานิ ปุปฺผานิ อาหรถาติ.

    ในลำดับนั้น อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ เรียกมาแล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. (ด้วยคำ) ว่า แน่ะพ่อ ท. แม้ อ.อาสนะ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ประทับนั่งแล้ว เป็นอาสนะต่ำ (ย่อมเป็น) , อ.อาสนะ ย่อมไม่มี แม้เพื่อแสนแห่งสมณะ, อ.อัน อันเจ้า ท. กระทำ ซึ่งสักการะ แก่พระพุทธเจ้า อันโอฬาร ในวันนี้ ย่อมควร, (อ.เจ้า ท.) จงนำมา ซึ่งดอกไม้ ท. อันถึงพร้อมแล้วด้วยสีและกลิ่น จากเชิงแห่งภูเขา ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า "พ่อทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ต่ำ, ซ้ำอาสนะสำหรับสมณะตั้งแสน ก็ไม่มี, พวกเจ้า ควรจะพุทธสักการะให้โอฬาร ในวันนี้ จงนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแต่เชิงเขา."

  4. ๔

    เวลาที่บอก เป็นประหนึ่งว่าเป็น (เหตุให้เกิด) การชักช้า(ด้วยซ้ำไป) แต่วิสัยแห่งฤทธิ์ ของท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด (เหนือการคาดเดา) ฯ

    กถนกาโล ปปญฺโจ วิย โหติ, อิทฺธิมโต ปน อิทฺธิวิสโย อจินฺเตยฺโยติ.

    อ.กาลเป็นที่กล่าว เป็นราวกะว่า เนิ่นช้า ย่อมเป็น, แต่ว่า อ.วิสัยแห่งฤทธิ์ (ของบุคคล) ผู้มีฤทธิ์ เป็นสภาพอันใคร ๆ ไม่ควรคิด (ย่อมเป็น) ดังนี้แล ฯ

    เวลาที่พูด ย่อมเป็นเหมือนเนิ่นช้า, แต่วิสัยฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์ อันบุคคลไม่ควรคิด,

  5. ๕

    โดยเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น ดาบสเหล่านั้น มาแล้ว นำมวลบุปผาชาติที่สวยทั้งสีดีทั้งกลิ่น ตกแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับพระพุทธเจ้า ประมาณ ๑ โยชน์ ฯ

    มุหุตฺตมตฺเตเนว เต ตาปสา วณฺณคนฺธสมฺปนฺนานิ ปุปฺผานิ อาหริตฺวา พุทฺธานํ โยชนปฺปมาณํ ปุปฺผาสนํ ปญฺญาเปสุํ. อุภินฺนํ อคฺคสาวกานํ ติคาวุตํ, เสสานํ ภิกฺขูนํ อฑฺฒโยชนิกาทิเภทํ, สงฺฆนวกสฺส อุสภมตฺตํ อโหสิ.

    อ.ดาบส ท. เหล่านั้น นำมาแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. อันถึงพร้อมแล้ว ด้วยสีและกลิ่น โดยกาลสักว่าครู่เดียวนั่นเทียว ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ มีโยชน์เป็นประมาณ เพื่อพระพุทธเจ้า ท. ฯ (อ.อาสนะ) อันมีคาวุต ๓ เป็นประมาณ (ได้มีแล้ว) เพื่อพระอัครสาวก ท. ทั้ง ๒, (อ.อาสนะ) อันต่างด้วยอาสนะมีอาสนะอันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ด้วยทั้งกึ่งเป็นต้น (ได้มีแล้ว) เพื่อภิกษุ ท. ผู้เหลือ, (อ.อาสนะ) มีอุสภะเป็นประมาณ ได้มีแล้ว (เพื่อภิกษุ) ผู้ใหม่ในสงฆ์ ฯ

    เพราะฉะนั้น โดยกาลเพียงครู่เดียวเท่านั้น ดาบสนั้นนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแล้ว ตบแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประมาณได้โยชน์ ๑ สำหรับพระอัครสาวกทั้ง ๒ ประมาณ ๓ คาพยุต, สำหรับภิกษุที่เหลือมีประมาณแตกต่างกัน มีประมาณกึ่งโยชน์เป็นต้น, สำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์มีประมาณอุสภะ ๑.

  6. ๖

    ใคร ๆ ไม่ควรคิดว่า ในอาศรมบทแห่งเดียว จะตกแต่งอาสนะใหญ่โตถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ฯ

    “กถํ เอกสฺมึ อสฺสมปเท ตาวมหนฺตานิ อาสนานิ ปญฺญตฺตานีติ น จินฺเตตพฺพํ.

    (อันใคร ๆ) ไม่ควรคิด ว่า อ.อาสนะ ท. อันใหญ่เพียงนั้น (อันดาบส ท.) ปูลาดแล้ว ในอาศรมบท แห่งหนึ่ง อย่างไร ดังนี้ ฯ

    ใคร ๆ ไม่พึงคิดว่า "ในอาศรมบทแห่งเดียวจะตบแต่งอาสนะใหญ่โตถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ?"

  7. ๗

    เพราะว่า นั่นเป็นวิสัยแห่งฤทธิ์ ฯ

    อิทฺธิวิสโย เหส.

    เพราะว่า อ.วิสัยนั่น เป็นวิสัยแห่งฤทธิ์ (ย่อมเป็น) ฯ

    เพราะว่า นี้เป็นวิสัยของฤทธิ์,

  8. ๘

    เมื่อตกแต่งอาสนะเสร็จแล้วอย่างนี้ สรทดาบส ยืนประคองอัญชลีเบื้องพระพักตร์ของพระตถาคตเจ้าแล้ว ทูลว่า ขอพระองค์เสด็จขึ้นสู่อาสนะบุปผาชาตินี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลยืดยาวนานด้วยเถิด พระเจ้าข้า ฯ

    เอวํ ปญฺญตฺเตสุ อาสเนสุ, สรทตาปโส ตถาคตสฺส ปุรโต อญฺชลึ ปคฺคยฺห ฐิโต “ภนฺเต มยฺหํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย อิมํ ปุปฺผาสนํ อภิรุหถาติ อาห.

    ครั้นเมื่ออาสนะ ท. (อันดาบส ท.) ปูลาดแล้ว อย่างนี้, อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ยืน ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี ข้างพระพักตร์ ของพระตถาคตเจ้า กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงเสด็จขึ้นเฉพาะ สู่อาสนะอันเป็นวิการ แห่งดอกไม้ นี้ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ สิ้นราตรีนาน เถิด ดังนี้ ฯ

    เมื่อตบแต่งอาสนะเสร็จแล้วอย่างนั้น, สทดาบส ยืนประคองอัญชลีเบื้องพระพักตร์ของพระตถาคตแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์เสด็จขึ้นสู่อาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดราตรีนาน."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒ หน้า ๙๙–๑๐๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา ประทับนั่งแล้วอย่างนั้น พระอัครสาวกทั้ง ๒ และพระภิกษุที่เหลือทั้งหลายก็นั่ง ณ อาสนะที่ถึงแก่ตน ๆ แล้ว ฯ

    เอวํ นิสินฺเน สตฺถริ, เทฺว อคฺคสาวกา เสสภิกฺขู จ อตฺตโน อตฺตโน ปตฺตาสเน นิสีทึสุ.

    ครั้นเมื่อพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว อย่างนี้, อ.พระอัครสาวก ท. ๒ ด้วย อ.ภิกษุผู้เหลือ ท. ด้วย นั่งแล้ว บนอาสนะอันถึงแล้ว แก่ตน ๆ ฯ

    เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนั้น, พระอัครสาวกทั้ง ๒ และภิกษุที่เหลือนั่งแล้ว บนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ.

  2. ๒

    สรทดาบสได้ยืนถือฉัตร ดอกไม้ใหญ่กั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคตเจ้า ฯ

    สรทตาปโส มหนฺตํ ปุปฺผจฺฉตฺตํ คเหตฺวา ตถาคตสฺส มตฺถเก ธาเรนฺโต อฏฺฐาสิ.

    อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ถือเอาแล้ว ซึ่งฉัตรอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ อันใหญ่ ได้ยืน กั้นอยู่แล้ว เหนือพระเศียร ของพระตถาคตเจ้า ฯ

    สรทดาบสได้ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคต.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงอธิษฐานว่า ขอสักการะของพวกชฎิลนี้ จงมีผลมากเถิด แล้วทรงเข้านิโรธสมาบัติ ฯ

    สตฺถา “ชฏิลานํ อยํ สกฺกาโร มหปฺผโล โหตูติ นิโรธสมาปตฺตึ สมาปชฺชิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงอธิษฐานแล้ว) ว่า อ.สักการะ นี้ ของชฎิล ท. เป็นสภาพมีผลใหญ่ จงเป็น ดังนี้ ทรงเข้าแล้ว ซึ่งนิโรธสมาบัติ ฯ

    พระศาสดา ทรงอธิษฐานว่า "ขอสักการะของพวกชฎิลนี้ จงมีผลใหญ่"ดังนี้แล้ว ทรงเข้านิโรธสมาบัติ.

  4. ๔

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ ก็ดี ภิกษุที่เหลือทั้งหลายก็ดี ทราบว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติแล้ว จึงได้เข้านิโรธสมาบัติ ฯ

    สตฺถุ สมาปตฺตึ สมาปนฺนภาวํ ญตฺวา เทฺว อคฺคสาวกาปิ เสสภิกฺขูปิ สมาปตฺตึ สมาปชฺชึสุ.

    อ.พระอัครสาวก ท. ๒ ก็ดี อ.ภิกษุผู้เหลือ ท. ก็ดี รู้แล้ว ซึ่งความที่แห่งพระศาสดาเป็นผู้ทรงเข้าแล้ว ซึ่งสมาบัติ เข้าแล้ว ซึ่งสมาบัติ ฯ

    สองพระอัครสาวกก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่าพระศาสดาทรงเข้าสมาบัติแล้ว ก็เข้าสมาบัติ.

  5. ๕

    เมื่อพระตถาคตเจ้าประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วันแล้วพวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาเที่ยวภิกขาจาร บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ก็ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าตลอดกาลที่เหลือ ฯ

    ตถาคเต สตฺตาหํ นิโรธสมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา นิสินฺเน, อนฺเตวาสิกา, ภิกฺขาจารกาเล สมฺปตฺเต, วนมูลผลาผลํ ปริภุญฺชิตฺวา เสสกาลํ พุทฺธานํ อญฺชลึ ปคฺคยฺห ติฏฺฐนฺติ.

    ครั้นเมื่อพระตถาคตเจ้า ประทับนั่ง เข้าแล้ว ซึ่งนิโรธสมาบัติ ตลอดวันเจ็ด, อ.อันเตวาสิก ท., ครั้นเมื่อกาลเป็นที่เที่ยวไป เพื่อภิกษา ถึงพร้อมแล้ว, บริโภคแล้ว ซึ่งรากไม้และผลและผลอันเจริญ ในป่า ย่อมยืน ประคอง ซึ่งอัญชลี ต่อพระพุทธเจ้า ท. ตลอดกาล อันเหลือ ฯ

    เมื่อพระตถาคตประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน, พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาเที่ยวไปภิกษา, บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้วยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลที่เหลือ.

  6. ๖

    ฝ่ายสรทดาบสไม่ไปแม้สู่ที่ภิกขาจาร กั้นฉัตรดอกไม้อยู่นั่นเอง ให้เวลาล่วงไปด้วยปีติและสุขตลอด ๗ วัน ฯ

    สรทตาปโส ปน ภิกฺขาจารมฺปิ อคนฺตฺวา ปุปฺผจฺฉตฺตํ ธารยมาโนว สตฺตาหํ ปีติสุเขน วีตินาเมสิ.

    ส่วนว่า อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ไม่ไปแล้ว แม้สู่ที่เป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา กั้นอยู่ ซึ่งฉัตรอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ เทียว (ยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว ด้วยสุขอันเกิดแล้วจากปีติ ตลอดวันเจ็ด ฯ

    ฝ่ายสรทดาบสไม่ไปแม้สู่ที่ภิกษาจาร กั้นฉัตรดอกไม้อยู่เทียว ให้เวลาล่วงไปด้วยปีติและสุขตลอด ๗ วัน.

  7. ๗

    สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้วตรัสเรียกพระนิสภเถระผู้เป็นอัครสาวกซึ่งนั่งอยู่เบื้องขวา ด้วยพระพุทธดำรัสว่า นิสภะ เธอจงกระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ แก่ดาบสทั้งหลายผู้ทำสักการะเถิด ฯ

    สตฺถา นิโรธโต วุฏฺฐาย ทกฺขิณปสฺเส นิสินฺนํ อคฺคสาวกํ นิสภตฺเถรํ อามนฺเตสิ “นิสภ สกฺการการกานํ ตาปสานํ ปุปฺผาสนานุโมทนํ กโรหีติ.

    อ.พระศาสดา เสด็จออกแล้ว จากนิโรธ ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวก ผู้นั่งแล้ว ณ ข้างเบื้องขวา (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนนิสภะ อ.เธอ จงกระทำ ซึ่งการอนุโมทนาในเพราะอาสนะอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ แก่ดาบส ท. ผู้กระทำ ซึ่งสักการะ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระพระอัครสาวกผู้นั่งข้างพระปรัศเบื้องขวา ด้วยรับสั่งว่า "นิสภะ เธอจงทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายผู้ทำสักการะ"

  8. ๘

    พระเถระมีใจยินดีเสมือนแม่ทัพใหญ่ประสบลาภใหญ่จากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิราช ฉะนั้น ดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แล้ว ฯ

    เถโร จกฺกวตฺติรญฺโญ สนฺติกา ปฏิลทฺธมหาลาโภ มหาโยโธ วิย ตุฏฺฐมานโส สาวกปารมีญาเณ ฐตฺวา ปุปฺผาสนานุโมทนํ อารภิ.

    อ.พระเถระ ผู้มีใจยินดีแล้ว ราวกะ อ.นักรบใหญ่ ผู้มีลาภใหญ่ อันได้เฉพาะแล้ว จากสำนัก ของพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่แล้ว ในสาวกบารมีญาณ เริ่มแล้ว ซึ่งการอนุโมทนาในเพราะอาสนะ อันเป็นวิการแห่งดอกไม้ ฯ

    พระเถระมีใจยินดีประดุจแม่ทัพใหญ่ประสบลาภใหญ่ จากสำนักของพระเจ้าจักพรรดิ ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แล้ว,

  9. ๙

    ในที่สุดเทศนาของพระนิสภเถระนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเรียกพระอัครสาวกองค์ที่ ๒ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรมเถิด ฯ

    ตสฺส เทสนาวสาเน ทุติยสาวกํ อามนฺเตสิ “ตฺวํปิ ภิกฺขุ ธมฺมํ เทเสหีติ.

    (อ.พระศาสดา) ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระสาวกที่ ๒ ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งเทศนา (ของพระนิสภะ) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ อ.เธอ จงแสดง ซึ่งธรรม ดังนี้ ฯ

    ในที่สุดเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดา ตรัสเรียกพระสาวกองค์ที่ ๒ ด้วยรับสั่งว่า "ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรม."

  10. ๑๐

    พระอโนมเถระพิจารณาพระพุทธวจนะ คือ พระไตรปิฎกแล้วจึงแสดงธรรม ฯ

    อโนมตฺเถโร เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ สมฺมสิตฺวา ธมฺมํ กเถสิ.

    อ.พระเถระชื่อว่าอโนมะ พิจารณาแล้ว ซึ่งพระพุทธพจน์ คือ ซึ่งประชุมแห่งปิฎกสาม กล่าวแล้ว ซึ่งธรรม ฯ

    พระอโนมเถระ พิจารณาพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกกล่าวธรรมแล้ว.

  11. ๑๑

    ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้ง ๒ ไม่ได้มีความตรัสรู้แก่ดาบสแม้สักรูปหนึ่ง ฯ

    ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ เทสนาย เอกสฺสาปิ อภิสมโย นาโหสิ.

    อ.อันรู้เฉพาะ ไม่ได้มีแล้ว (แก่ดาบส) แม้รูปหนึ่ง ด้วยเทศนา ของพระอัครสาวก ท. ๒ ฯ

    ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้ง ๒ การตรัสรู้มิได้มีแล้วแม้แก่ดาบสรูปหนึ่ง.

  12. ๑๒

    ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยหาประมาณมิได้ ทรงเริ่มแสดงธรรม ฯ

    อถ สตฺถา อปริมาเณ พุทฺธวิสเย ฐตฺวา ธมฺมเทสนํ อารภิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงตั้งอยู่แล้ว ในวิสัยของพระพุทธเจ้า อันไม่มีประมาณ ทรงเริ่มแล้ว ซึ่งการแสดงซึ่งธรรม ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยไม่มีปริมาณ ทรงเริ่มพระธรรมเทศนาแล้ว.

  13. ๑๓

    ในเวลาจบเทศนา ยกเว้นสรทดาบสเสียชฎิล ๗๔,๐๐๐ รูปแม้ทั้งหมด ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ฯ

    เทสนาปริโยสาเน ฐเปตฺวา สรทตาปสํ สพฺเพปิ จตุสตฺตติสหสฺสชฏิลา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนา อ.ชฎิล มีพัน ๗๔ เป็นประมาณ ท. แม้ทั้งปวง เว้น ซึ่งดาบสชื่อว่าสรทะ บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ฯ

    ในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันยกสรทดาบสเสีย ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว.

  14. ๑๔

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ฯ

    สตฺถา “ เอถ ภิกฺขโวติ หตฺถํ ปสาเรสิ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า (อ.เธอ ท.) เป็นภิกษุ (เป็น) จงมา ดังนี้ ทรงเหยียดออกแล้ว ซึ่งพระหัตถ์ ฯ

    พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสว่า "เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๙๙–๑๐๐ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา ประทับนั่งแล้วอย่างนั้น พระอัครสาวกทั้ง ๒ และพระภิกษุที่เหลือทั้งหลายก็นั่ง ณ อาสนะที่ถึงแก่ตน ๆ แล้ว ฯ

    เอวํ นิสินฺเน สตฺถริ, เทฺว อคฺคสาวกา เสสภิกฺขู จ อตฺตโน อตฺตโน ปตฺตาสเน นิสีทึสุ.

    ครั้นเมื่อพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว อย่างนี้, อ.พระอัครสาวก ท. ๒ ด้วย อ.ภิกษุผู้เหลือ ท. ด้วย นั่งแล้ว บนอาสนะอันถึงแล้ว แก่ตน ๆ ฯ

    เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนั้น, พระอัครสาวกทั้ง ๒ และภิกษุที่เหลือนั่งแล้ว บนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ.

  2. ๒

    สรทดาบสถือฉัตรดอกไม้ใหญ่แล้ว ได้ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคตเจ้า ฯ

    สรทตาปโส มหนฺตํ ปุปฺผจฺฉตฺตํ คเหตฺวา ตถาคตสฺส มตฺถเก ธาเรนฺโต อฏฺฐาสิ.

    อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ถือเอาแล้ว ซึ่งฉัตรอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ อันใหญ่ ได้ยืน กั้นอยู่แล้ว เหนือพระเศียร ของพระตถาคตเจ้า ฯ

    สรทดาบสได้ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคต.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงอธิษฐานว่า ขอสักการะนี้ของพวกชฎิล จงมีผลมากเถิด แล้วทรงเข้านิโรธสมาบัติ ฯ

    สตฺถา “ชฏิลานํ อยํ สกฺกาโร มหปฺผโล โหตูติ นิโรธสมาปตฺตึ สมาปชฺชิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงอธิษฐานแล้ว) ว่า อ.สักการะ นี้ ของชฎิล ท. เป็นสภาพมีผลใหญ่ จงเป็น ดังนี้ ทรงเข้าแล้ว ซึ่งนิโรธสมาบัติ ฯ

    พระศาสดา ทรงอธิษฐานว่า "ขอสักการะของพวกชฎิลนี้ จงมีผลใหญ่"ดังนี้แล้ว ทรงเข้านิโรธสมาบัติ.

  4. ๔

    พระอัครสาวกทั้ง ๒ ก็ดี ภิกษุที่เหลือทั้งหลายก็ดี ทราบว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติแล้ว จึงได้เข้านิโรธสมาบัติ ฯ

    สตฺถุ สมาปตฺตึ สมาปนฺนภาวํ ญตฺวา เทฺว อคฺคสาวกาปิ เสสภิกฺขูปิ สมาปตฺตึ สมาปชฺชึสุ.

    อ.พระอัครสาวก ท. ๒ ก็ดี อ.ภิกษุผู้เหลือ ท. ก็ดี รู้แล้ว ซึ่งความที่แห่งพระศาสดาเป็นผู้ทรงเข้าแล้ว ซึ่งสมาบัติ เข้าแล้ว ซึ่งสมาบัติ ฯ

    สองพระอัครสาวกก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่าพระศาสดาทรงเข้าสมาบัติแล้ว ก็เข้าสมาบัติ.

  5. ๕

    เมื่อพระตถาคตเจ้าประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วันแล้ว พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาเที่ยวภิกขาจาร บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ก็ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าตลอดกาลที่เหลือ ฯ

    ตถาคเต สตฺตาหํ นิโรธสมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา นิสินฺเน, อนฺเตวาสิกา, ภิกฺขาจารกาเล สมฺปตฺเต, วนมูลผลาผลํ ปริภุญฺชิตฺวา เสสกาลํ พุทฺธานํ อญฺชลึ ปคฺคยฺห ติฏฺฐนฺติ.

    ครั้นเมื่อพระตถาคตเจ้า ประทับนั่ง เข้าแล้ว ซึ่งนิโรธสมาบัติ ตลอดวันเจ็ด, อ.อันเตวาสิก ท., ครั้นเมื่อกาลเป็นที่เที่ยวไป เพื่อภิกษา ถึงพร้อมแล้ว, บริโภคแล้ว ซึ่งรากไม้และผลและผลอันเจริญ ในป่า ย่อมยืน ประคอง ซึ่งอัญชลี ต่อพระพุทธเจ้า ท. ตลอดกาล อันเหลือ ฯ

    เมื่อพระตถาคตประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน, พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาเที่ยวไปภิกษา, บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้วยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลที่เหลือ.

  6. ๖

    ฝ่ายสรทดาบสไม่ไปแม้สู่ที่ภิกขาจาร กั้นฉัตรดอกไม้อยู่นั่นเอง ให้เวลาล่วงไปด้วยปีติและสุขตลอด ๗ วัน ฯ

    สรทตาปโส ปน ภิกฺขาจารมฺปิ อคนฺตฺวา ปุปฺผจฺฉตฺตํ ธารยมาโนว สตฺตาหํ ปีติสุเขน วีตินาเมสิ.

    ส่วนว่า อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ไม่ไปแล้ว แม้สู่ที่เป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา กั้นอยู่ ซึ่งฉัตรอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ เทียว (ยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว ด้วยสุขอันเกิดแล้วจากปีติ ตลอดวันเจ็ด ฯ

    ฝ่ายสรทดาบสไม่ไปแม้สู่ที่ภิกษาจาร กั้นฉัตรดอกไม้อยู่เทียว ให้เวลาล่วงไปด้วยปีติและสุขตลอด ๗ วัน.

  7. ๗

    สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระผู้เป็นอัครสาวกซึ่งนั่งอยู่เบื้องขวา ด้วยพระพุทธดำรัสว่า นิสภะ เธอจงกระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ แก่ดาบสทั้งหลายผู้ทำสักการะเถิด ฯ

    สตฺถา นิโรธโต วุฏฺฐาย ทกฺขิณปสฺเส นิสินฺนํ อคฺคสาวกํ นิสภตฺเถรํ อามนฺเตสิ “นิสภ สกฺการการกานํ ตาปสานํ ปุปฺผาสนานุโมทนํ กโรหีติ.

    อ.พระศาสดา เสด็จออกแล้ว จากนิโรธ ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวก ผู้นั่งแล้ว ณ ข้างเบื้องขวา (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนนิสภะ อ.เธอ จงกระทำ ซึ่งการอนุโมทนาในเพราะอาสนะอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ แก่ดาบส ท. ผู้กระทำ ซึ่งสักการะ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระพระอัครสาวกผู้นั่งข้างพระปรัศเบื้องขวา ด้วยรับสั่งว่า "นิสภะ เธอจงทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายผู้ทำสักการะ"

  8. ๘

    พระเถระ มีใจยินดี ดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แล้ว ฯ

    เถโร จกฺกวตฺติรญฺโญ สนฺติกา ปฏิลทฺธมหาลาโภ มหาโยโธ วิย ตุฏฺฐมานโส สาวกปารมีญาเณ ฐตฺวา ปุปฺผาสนานุโมทนํ อารภิ.

    อ.พระเถระ ผู้มีใจยินดีแล้ว ราวกะ อ.นักรบใหญ่ ผู้มีลาภใหญ่ อันได้เฉพาะแล้ว จากสำนัก ของพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่แล้ว ในสาวกบารมีญาณ เริ่มแล้ว ซึ่งการอนุโมทนาในเพราะอาสนะ อันเป็นวิการแห่งดอกไม้ ฯ

    พระเถระมีใจยินดีประดุจแม่ทัพใหญ่ประสบลาภใหญ่ จากสำนักของพระเจ้าจักพรรดิ ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แล้ว,

  9. ๙

    ในที่สุดเทศนาของพระนิสภเถระนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเรียกพระอัครสาวกองค์ที่ ๒ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรมเถิด ฯ

    ตสฺส เทสนาวสาเน ทุติยสาวกํ อามนฺเตสิ “ตฺวํปิ ภิกฺขุ ธมฺมํ เทเสหีติ.

    (อ.พระศาสดา) ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระสาวกที่ ๒ ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งเทศนา (ของพระนิสภะ) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ อ.เธอ จงแสดง ซึ่งธรรม ดังนี้ ฯ

    ในที่สุดเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดา ตรัสเรียกพระสาวกองค์ที่ ๒ ด้วยรับสั่งว่า "ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรม."

  10. ๑๐

    พระอโนมเถระพิจารณาพระพุทธวจนะ คือ พระไตรปิฎกแล้ว จึงแสดงธรรม ฯ

    อโนมตฺเถโร เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ สมฺมสิตฺวา ธมฺมํ กเถสิ.

    อ.พระเถระชื่อว่าอโนมะ พิจารณาแล้ว ซึ่งพระพุทธพจน์ คือ ซึ่งประชุมแห่งปิฎกสาม กล่าวแล้ว ซึ่งธรรม ฯ

    พระอโนมเถระ พิจารณาพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกกล่าวธรรมแล้ว.

  11. ๑๑

    ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้ง ๒ ไม่ได้มีความตรัสรู้แก่ดาบสแม้สักรูปหนึ่ง ฯ

    ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ เทสนาย เอกสฺสาปิ อภิสมโย นาโหสิ.

    อ.อันรู้เฉพาะ ไม่ได้มีแล้ว (แก่ดาบส) แม้รูปหนึ่ง ด้วยเทศนา ของพระอัครสาวก ท. ๒ ฯ

    ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้ง ๒ การตรัสรู้มิได้มีแล้วแม้แก่ดาบสรูปหนึ่ง.

  12. ๑๒

    ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัย หาประมาณมิได้ ทรงเริ่มแสดงธรรม ฯ

    อถ สตฺถา อปริมาเณ พุทฺธวิสเย ฐตฺวา ธมฺมเทสนํ อารภิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงตั้งอยู่แล้ว ในวิสัยของพระพุทธเจ้า อันไม่มีประมาณ ทรงเริ่มแล้ว ซึ่งการแสดงซึ่งธรรม ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยไม่มีปริมาณ ทรงเริ่มพระธรรมเทศนาแล้ว.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๐–๑๐๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในเวลาจบเทศนา ยกเว้นสรทดาบสเสีย ชฎิล ๗๔,๐๐๐ รูปแม้ทั้งหมด ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ฯ

    เทสนาปริโยสาเน ฐเปตฺวา สรทตาปสํ สพฺเพปิ จตุสตฺตติสหสฺสชฏิลา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนา อ.ชฎิล มีพัน ๗๔ เป็นประมาณ ท. แม้ทั้งปวง เว้น ซึ่งดาบสชื่อว่าสรทะ บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ฯ

    ในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันยกสรทดาบสเสีย ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว.

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงเหยียดพระหัตถ์ด้วยตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ฯ

    สตฺถา “ เอถ ภิกฺขโวติ หตฺถํ ปสาเรสิ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า (อ.เธอ ท.) เป็นภิกษุ (เป็น) จงมา ดังนี้ ทรงเหยียดออกแล้ว ซึ่งพระหัตถ์ ฯ

    พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสว่า "เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด."

  3. ๓

    ทันใดนั้นเอง ผมและหนวดของชฎิลเหล่านั้นได้อันตรธานไปแล้ว ฯ

    เตสํ ตาวเทว เกสมสฺสูนิ อนฺตรธายึสุ.

    อ.ผมและหนวด ท. (ของดาบส ท.) เหล่านั้น หายไปแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    ทันใดนั้นเอง ผลและหนวดของชฎิลเหล่านั้นได้อันตรธานไปแล้ว.

  4. ๔

    บริขาร ๘ ได้สวมเข้าในกายแล้วเทียว ฯ

    อฏฺฐ ปริกฺขารา กาเย ปฏิมุกฺกาว อเหสุํ.

    อ.บริขาร ท. ๘ เป็นของสวมเข้าแล้ว ที่กาย เทียว ได้เป็นแล้ว ฯ

    บริขาร ๘ ได้สวมกายแล้วเทียว.

  5. ๕

    ได้สดับมาว่า จำเดิมแต่กาลที่สรทดาบสนั้นเริ่มฟังธรรมเทศนาของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่ ๒ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ แล้วแสดงธรรมอยู่ ท่านเกิดความคิดขึ้นว่า โอหนอ แม้เราก็ควรได้ธุระที่พระสาวกรูปนี้ได้เฉพาะแล้ว ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะทรงอุบัติในกาลอันยังไม่มาถึง ฯ สรทดาบสนั้นไม่ได้อาจกระทำการแทงตลอดมรรคผล เพราะความปริวิตกนั้น ฯ

    “สรทตาปโส กสฺมา อรหตฺตํ น ปตฺโตติ. วิกฺขิตฺตจิตฺตตฺตา. ตสฺส กิร พุทฺธานํ ทุติยาสเน นิสีทิตฺวา สาวกปารมีญาเณ ฐตฺวา ธมฺมํ เทสยโต อคฺคสาวกสฺส ธมฺมเทสนํ โสตุํ อารทฺธกาลโต ปฏฺฐาย “อโห วตาหํปิ อนาคเต อุปฺปชฺชนกสฺส พุทฺธสฺส สาสเน อิมินา สาวเกน ปฏิลทฺธํ ธุรํ ลเภยฺยนฺติ จิตฺตํ อุปฺปาเทสิ. โส เตน ปริวิตกฺเกน มคฺคผลปฺปฏิเวธํ กาตุํ นาสกฺขิ.

    (อ.อันถาม) ว่า อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ไม่บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ (อ.อันแก้ ว่า อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ไม่บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต) เพราะความที่แห่งตนเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านแล้ว (ดังนี้) ฯ ได้ยินว่า (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะนั้น) ยังความคิด ให้เกิดขึ้นแล้ว ว่า โอ ! หนอ แม้ อ.เรา พึงได้ ซึ่งธุระ อันอันพระสาวก นี้ ได้เฉพาะแล้ว ในศาสนา ของพระพุทธเจ้า ผู้เสด็จอุบัติ ในกาลอันไม่มาแล้ว ดังนี้ จำเดิม แต่กาล (แห่งดาบสชื่อว่าสรทะนั้น) เริ่มแล้ว เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรมเทศนา ของพระอัครสาวก นั้น ผู้นั่งแล้ว บนอาสนะที่สอง ของพระพุทธเจ้า ท. ตั้งอยู่แล้ว ในสาวกบารมีญาณ แสดงอยู่ ซึ่งธรรม ฯ (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) นั้น ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกระทำ ซึ่งการรู้ตลอดซึ่งมรรคและผล เพราะความปริวิตก นั้น ฯ

    มีคำถามสอดเข้ามาว่า "เพราะเหตุไร ? สรทดาบสจึงไม่ได้บรรลุพระอรหัต." แก้ว่า "เพราะความเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน." ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลที่สรทดาบสนั้น เริ่มฟังธรรมเทศนาของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่ ๒ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู่ เกิดความคิดขึ้นว่า "โอหนอ! แม้เราพึงได้รับธุระที่พระสาวกรูปนี้ได้รับในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้จะบังเกิดในอนาคต." ด้วยปริวิตกนั้น สรทดาบสนั้นจึงไม่ได้อาจเพื่อทำการแทงตลอดมรรคผลได้.

  6. ๖

    ก็ท่านถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยืนในที่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ภิกษุผู้นั่งเหนืออาสนะไม่มีระหว่างคั่นของพระองค์ เป็นผู้มีชื่ออะไร ในพระศาสนาของพระองค์ ฯ

    ตถาคตํ ปน วนฺทิตฺวา สมฺมุเข ฐตฺวา อาห “ภนฺเต ตุมฺหากํ อนนฺตราสเน นิสินฺโน ภิกฺขุ ตุมฺหากํ สาสเน โก นาม โหตีติ.

    ก็ (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ยืนแล้ว ในที่พร้อมหน้า กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ภิกษุ ผู้นั่งแล้ว บนอาสนะอันเป็นลำดับ แห่งพระองค์ ท. เป็นผู้ชื่อว่า อะไร ในศาสนา ของพระองค์ ท. ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ก็ท่านยืนถวายบังคมพระตถาคตเจ้าแล้วในที่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ภิกษุที่นั่งบนอาสนะลำดับพระองค์ มีชื่อว่ากระไร ? ในศาสนาของพระองค์.

  7. ๗

    สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า ภิกษุผู้ยังจักรคือธรรมอันเราให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามอยู่ บรรลุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ แทงตลอดปัญญา ๑๖ ประการตั้งอยู่ ภิกษุนั้นชื่อว่าอัครสาวกในศาสนาของเรา ฯ

    “ มยา ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ อนุปวตฺเตนฺโต สาวกปารมีญาณสฺส โกฏิปฺปตฺโต โสฬส ปญฺญา ปฏิวิชฺฌิตฺวา ฐิโต มยฺหํ สาสเน อคฺคสาวโก นาม เอโสติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ) ผู้ยังจักรคือธรรม อันอันเรา ให้เป็นไปทั่วแล้ว ให้เป็นไปทั่วตามอยู่ ผู้บรรลุแล้วซึ่งที่สุด แห่งสาวกบารมีญาณ รู้ตลอดแล้ว ซึ่งปัญญา ท. ๑๖ ดำรงอยู่แล้ว, อ.ภิกษุนั่น ชื่อว่า เป็นอัครสาวก ในศาสนา ของเรา ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุผู้ยังธรรมจักรอันเราให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ แทงตลอดปัญญา ๑๖ อย่างตั้งอยู่, ผู้นี้ชื่อว่าอัครสาวกในศาสนาของเรา."

  8. ๘

    สรทดาบสนั้น ได้กระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งสักการะที่ข้าพระองค์กั้นร่มดอกไม้ตลอด ๗ วันกระทำแล้วนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะหรือความเป็นพรหมอย่างอื่น แต่ข้าพระองค์ พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในกาลที่ยังไม่มาถึง เหมือนดังพระนิสภเถระองค์นี้ ฯ
    --------------------ให้เวลา ๔ ชั่วโมง กับ ๑๕ นาที.

    “ภนฺเต ยฺวายํ มยา สตฺตาหํ ปุปฺผจฺฉตฺตํ ธาเรนฺเตน สกฺกาโร กโต อหํ อิมสฺส ผเลน อญฺญํ สกฺกตฺตํ วา พฺรหฺมตฺตํ วา น ปตฺเถมิ, อนาคเต ปน อยํ นิสภตฺเถโร วิย เอกสฺส พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก ภเวยฺยนฺติ ปตฺถนํ อกาสิ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) ได้กระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.สักการะ นี้ ใด อันข้าพระองค์ ผู้กั้นอยู่ ซึ่งฉัตรอันเป็นวิการแห่งดอกไม้ ตลอดวันเจ็ด กระทำแล้ว , อ.ข้าพระองค์ ย่อมไม่ปรารถนา ซึ่งความเป็นแห่งท้าวสักกะ หรือ หรือว่า ซึ่งความเป็นแห่งพรหม อื่น ด้วยผล (แห่งสักการะ) นี้, แต่ว่า (อ.ข้าพระองค์) เป็นอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง พึงเป็น ในกาลอันไม่มาแล้ว ราวกะ อ.พระเถระชื่อว่านิสภะ นี้ ดังนี้ ฯ

    ท่านได้ทำความปรารถนาว่า "พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งสักการะที่ข้าพระองค์กั้นฉัตรดอกไม้ทำแล้วตลอด ๗ วันนี้ ข้าองค์มิได้ปรารถนาความเป็น ท้าวสักกะหรือความเป็นพรหมอย่างอื่น, แต่ขอข้าพระองค์ พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนพระนิสภเถระองค์นี้."

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๑–๑๐๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายสรทดาบส ไปยังสำนักของพระเถระผู้เป็นอันเตวาสิกทั้งหลายส่งข่าวถึงสิริวัฑฒกุฎุมพี ผู้เป็นสหายว่า ท่านเจ้าข้า ขอพวกท่านจงบอกแก่สหายของกระผมว่า ตำแหน่งพระอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม ผู้ซึ่งจะทรงอุบัติขึ้นในอนาคต สรทดาบสผู้เป็นสหายของท่าน ได้ปรารถนาแล้วแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ท่านจงปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒ ฯ

    สรทตาปโสปิ อนฺเตวาสิกตฺเถรานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา สหายกสฺส สิริวฑฺฒกุฏุมฺพิกสฺส สาสนํ เปเสสิ “ภนฺเต มม สหายกสฺส วเทถ `สหายเกน เต สรทตาปเสน อโนมทสฺสิสฺส พุทฺธสฺส ปาทมูเล อนาคเต อุปฺปชฺชนกสฺส โคตมพุทฺธสฺส สาสเน อคฺคสาวกฏฺฐานํ ปตฺถิตํ, ตฺวํ ทุติยสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถหีติ.

    แม้ อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเถระ ผู้เป็นอันเตวาสิก ท. ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร แก่กุฎุมพีชื่อว่า สิริวัฑฒ์ ผู้เป็นสหาย (มีอันให้รู้) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) จงบอก แก่สหาย ของเรา ว่า อ.ตำแหน่งแห่งอัครสาวก ในศาสนา ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เสด็จอุบัติ ในกาลอันไม่มาแล้ว อันดาบสชื่อว่าสรทะ ผู้เป็นสหาย ของท่าน ปรารถนาแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอโนมทัสสี, อ.ท่าน จงปรารถนา ซึ่งตำแหน่งแห่งสาวกที่สอง ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ฝ่ายสรทดาบส ไปยังสำนักพวกพระเถระผู้อันเตวาสิกแล้วส่งข่าวไปแก่สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหายว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงบอกแก่สหายของข้าพเจ้าว่า "สรทดาบสผู้สหายของท่าน ได้ปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมซึ่งจะทรงอุบัติขึ้นในอนาคต แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีแล้ว, ท่านจงปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกที่ ๒."

  2. ๒

    ก็แล สรทดาบสครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ได้(รีบรุด)ไปโดยข้างข้างหนึ่งก่อนกว่าพระเถระทั้งหลายทีเดียว ได้ยืนอยู่ที่(หน้า)ประตูนิวาสน์สถานของสิริวัฑฒกุฎุมพีแล้ว ฯ

    เอวญฺจ ปน วตฺวา เถเรหิ ปุเรตรเมว เอกปสฺเสน คนฺตฺวา สิริวฑฺฒสฺส นิเวสนทฺวาเร อฏฺฐาสิ.

    ก็แล (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ) ครั้นกล่าวแล้ว อย่างนี้ ไปแล้ว โดยข้างข้างหนึ่ง ก่อนกว่า กว่าพระเถระ ท. นั่นเทียว ได้ยืนแล้ว ใกล้ประตูแห่งนิเวศน์ ของกุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ ฯ

    ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ได้ไปโดยข้างหนึ่งก่อนกว่าพระเถระทั้งหลายเทียว ได้ยืนอยู่ริมประตูเรือนของสิริวัฑฒะแล้ว

  3. ๓

    สิริวัฑฒกุฎุมพีทักทายว่า นานนักหนอ พระคุณเจ้าของเราจึงมา(โปรด) ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะแล้วตนเองนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่าเรียนถามว่า พระคุณเจ้าข้า ก็(ทำไม)อันเตวาสิกบริษัทของพระคุณเจ้าจึงไม่ปรากฏเลย ฯ

    สิริวฑฺโฒ “จิรสฺสํ วต เม อยฺโย อาคโตติ อาสเน นิสีทาเปตฺวา อตฺตนา นีจตเร อาสเน นิสินฺโน “อนฺเตวาสิกปริสา ปน โว ภนฺเต น ปญฺญายนฺตีติ ปุจฺฉิ,

    อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ของเรา มาแล้ว สิ้นกาลนาน หนอ ดังนี้ (ยังดาบสชื่อว่าสรทะ) ให้นั่งแล้ว บนอาสนะ นั่งแล้ว บนอาสนะ อันต่ำกว่า ด้วยตน ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.บริษัทคืออันเตวาสิก ท. ของท่าน ท. ย่อมไม่ปรากฏ หรือ ดังนี้ ฯ

    สิริวัฑฒะกล่าวว่า "นานหนอพระคุณเจ้าของเราจึงมา" ดังนี้แล้ว. นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ ตนนั่งบนอาสนะต่ำกว่าแล้ว เรียนถามว่า "(ทำไม ?) อันเตวาสิก บริษัทของพระคุณเจ้าจึงหายไปเจ้าข้า."

  4. ๔

    สรทดาบสตอบว่า ถูกต้อง สหาย พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีเสด็จมายังอาศรมของเราทั้งหลาย พวกเราทำสักการะแด่พระองค์ตามกำลังของตน พระบรมศาสดาแสดงธรรมโปรดพวกเราทุก ๆ คน ในเวลาจบเทศนาเว้นข้าพเจ้าคนเดียว ที่เหลือบรรลุพระอรหัตแล้ว(ขอ)บวช ข้าพเจ้าเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพระบรมศาสดาจึงปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคตกาลแม้ท่านจงปรารถนาตำแหน่งพระสาวกที่ ๒ ในพระศาสนาของพระองค์ท่าน ฯ

    “อาม สมฺม, อมฺหากํ อสฺสมํ อโนมทสฺสี พุทฺโธ อาคโต, มยํ ตสฺส อตฺตโน พเลน สกฺการํ กริมฺหา, สตฺถา สพฺเพสํ ธมฺมํ เทเสสิ, เทสนาปริโยสาเน ฐเปตฺวา มํ เสสา อรหตฺตํ ปตฺตา ปพฺพชึสุ, อหํ สตฺถุ อคฺคสาวกํ นิสภตฺเถรํ ทิสฺวา อนาคเต อุปฺปชฺชนกสฺส โคตมพุทฺธสฺส นาม สาสเน อคฺคสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถสึ, ตฺวํปิ ตสฺส สาสเน ทุติยสาวกฏฺฐานํ ปตฺเถหีติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ กล่าวแล้ว) ว่าดูก่อนสหาย เออ (อ.อย่างนั้น), อ.พระพุทธเจ้า พระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จมาแล้ว สู่อาศรม ของเรา ท., อ.เรา ท. กระทำแล้ว ซึ่งสักการะ (แก่พระพุทธเจ้า) นั้น ตามกำลัง ของตน, อ.พระศาสดา ทรงแสดงแล้ว ซึ่งธรรม แก่เรา ท. ทั้งปวง, ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งเทศนา (อ.ดาบส ท.) ผู้เหลือ เว้น ซึ่งเรา บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต บวชแล้ว, อ.เรา เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวก ของพระศาสดา ปรารถนาแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งอัครสาวก ในศาสนา ชื่อ ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เสด็จอุบัติ ในกาลอันไม่มาแล้ว, แม้ อ.ท่าน จงปรารถนา ซึ่งตำแหน่งแห่งสาวกที่สอง ในศาสนา (ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม) นั้น ดังนี้ ฯ

    สรทะ. อย่างนั้น สหาย พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี เสด็จมายังอาศรมของข้าพเจ้าทั้งหลาย, พวกข้าพเจ้าทำสักการะแด่พระองค์ตามกำลังของตน, พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดพวกข้าพเจ้าทุก ๆ คน, ในกาลจบเทศนา เว้นข้าพเจ้าคนเดียว ที่เหลือบรรลุพระอรหัตแล้วบวช, ข้าพเจ้าเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพรศาสดา จึงปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต, แม้เธอก็จงปรารถนาตำแหน่งสาวกที่ ๒ ในศาสนาของพระองค์ท่าน."

  5. ๕

    สิริวัฑฒกุฎุมพี ปรารภว่า ข้าพเจ้าไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าเสียเลยนะพระคุณเจ้า ฯ

    “มยฺหํ พุทฺเธหิ สทฺธึ ปริจโย นตฺถิ ภนฺเตติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ความคุ้นเคย กับ ด้วยพระพุทธเจ้า ท. แห่งข้าพเจ้า ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    สิริวัฑฒะ. ข้าพเจ้าไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเสียเลย ขอรับ.

  6. ๖

    สรทดาบส บอกว่า การทูลกับพระพุทธเจ้า ขอจงเป็นภาระของข้าพเจ้าเอง ท่านจงตระเตรียมเครื่องสักการะเฉพาะอันยิ่งใหญ่เอาไว้ ฯ

    “พุทฺเธหิ สทฺธึ กถนํ มยฺหํ ภาโร โหตุ, ตฺวํ มหนฺตํ อภิสกฺการํ สชฺเชหีติ.

    (อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ กล่าวแล้ว) ว่า อ.การกราบทูล กับ ด้วยพระพุทธเจ้า ท. เป็นภาระ ของเรา จงเป็น, อ.ท่าน จงจัดแจง ซึ่งสักการะ อันยิ่งใหญ่เถิด ดังนี้ ฯ

    สรทะ. เรื่องที่จะทูลกับพระพุทธเจ้า เป็นภาระข้าพเจ้าเอง, เธอจงจัดสักการะยิ่งใหญ่ไว้เถอะ.

ภาค ๑ สัญชัยปริพาชก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๒–๑๐๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สิริวัฑฒกุฎุมพี ฟังคำของสรทดาบสนั้นแล้ว ให้ทำสถานที่ประมาณ ๘ กรีส โดยมาตรหลวง ที่ประตูเรือนของตนให้มีพื้นเสมอกัน โปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้ทำมณฑปที่มุงด้วยดอกอุบลเขียว ปูลาดพุทธอาสน์ จัดแจงอาสน์แม้เพื่อภิกษุที่เหลือ ตระเตรียมเครื่องสักการะและเครื่องต้อนรับเป็นอันมากแล้ว ได้ให้สัญญาแก่สรทดาบส เพื่อประโยชน์แก่การนิมนต์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ

    สิริวฑฺโฒ ตสฺส วจนํ สุตฺวา อตฺตโน นิเวสนทฺวาเร ราชมาเนน อฏฺฐกรีสมตฺตํ ฐานํ สมตลํ กาเรตฺวา วาลิกํ โอกิริตฺวา ลาชปญฺจมานิ ปุปฺผานิ วิกฺกิริตฺวา นีลุปฺปลจฺฉทนํ มณฺฑปํ การาเปตฺวา พุทฺธาสนํ ปญฺญาเปตฺวา เสสภิกฺขูนํปิ อาสนานิ ปฏิยาเทตฺวา มหนฺตํ สกฺการสมฺมานํ สชฺเชตฺวา พุทฺธานํ นิมนฺตนตฺถาย สรทตาปสสฺส สญฺญํ อทาสิ.

    อ.กุฎุมพีสิริวัฑฒ์ ฟังแล้ว ซึ่งคำ (ของดาบสชื่อว่าสรทะ) นั้น ยังบุคคลให้กระทำแล้ว ซึ่งที่ อันมีกรีสแปดเป็นประมาณ โดยเครื่องวัดของพระราชา ใกล้ประตูแห่งนิเวศน์ ของตน ให้เป็น ที่มีพื้นเสมอ เกลี่ยลงแล้ว ซึ่งทราย เรี่ยรายแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งปะรำ มีดอกอุบลเขียวเป็นเครื่องมุง (ยังบุคคล) ให้ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะของพระพุทธเจ้า ตกแต่งแล้ว ซึ่งอาสนะ ท. แม้แก่ภิกษุผู้เหลือ ท. จัดแจงแล้ว ซึ่งสักการะและสัมมานะ อันใหญ่ ได้ให้แล้ว ซึ่งสัญญา แก่ดาบสชื่อว่าสรทะ เพื่อประโยชน์แก่การทูลนิมนต์ ซึ่งพระพุทธเจ้า ท. ฯ

    สิริวัฑฒะ ฟังคำของสรทดาบสนั้นแล้ว ให้ทำสถานที่ประมาณ ๘ กรีส โดยมาตราหลวง ที่ประตูเรือนของตนให้มีพื้นเสมอแล้วเกลี่ยทรายโปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้ทำมณฑปมุงด้วยดอกอุบลเขียว ตบแต่งพุทธอาสน์ จัดอาสนะแม้แก่ภิกษุที่เหลือ จัดสักการะและเครื่องต้อนรับเป็นอันมากแล้ว ได้ให้สัญญาแก่สรทดาบสเพื่อ ประโยชน์นิมนต์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

  2. ๒

    สรทดาบส ได้พาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานไปยังนิเวสน์ของสิริวัฑฒกุฎุมพีนั้นแล้ว ฯ

    ตาปโส พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ คเหตฺวา ตสฺส นิเวสนํ อคมาสิ.

    อ.ดาบส พาเอา ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ไปแล้ว สู่นิเวศน์ (ของกุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์) นั้น ฯ

    พระดาบส ได้พาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปที่อยู่ของสิริวัฑฒกุฎุมพีนั้นแล้ว.

  3. ๓

    ฝ่ายสิริวัฑฒกุฎุมพี ทำการต้อนรับ รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคตเชิญเสด็จให้เข้าไปสู่มณฑป ถวายน้ำทักษิโณทกแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ซึ่งนั่งบนอาสนะที่จัดแต่งไว้แล้ว อังคาสด้วยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้ครองผ้าอันมีราคาแพง กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ความริเริ่มนี้ มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งเล็กน้อย ขอพระองค์ได้โปรดกระทำความอนุเคราะห์โดยทำนองนี้ตลอด ๗ วัน ฯ

    สิริวฑฺโฒปิ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ตถาคตสฺส หตฺถโต ปตฺตํ คเหตฺวา มณฺฑปํ ปเวเสตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสินฺนสฺส พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปณีตโภชเนน ปริวิสิตฺวา ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ มหารเหหิ วตฺเถหิ อจฺฉาเทตฺวา “ภนฺเต นายํ อารมฺโภ อปฺปมตฺตกฏฺฐานตฺถาย, อิมินาว นิยาเมน สตฺตาหํ อนุกมฺปํ กโรถาติ อาห.

    แม้ อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ รับแล้ว ซึ่งบาตร จากพระหัตถ์ ของพระตถาคตเจ้า (ยังพระศาสดา) ให้เสด็จเข้าไปแล้ว สู่ปะรำ ถวายแล้ว ซึ่งน้ำเพื่อทักษิณา แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ผู้นั่งแล้ว บนอาสนะอันบุคคลปูลาดแล้ว อังคาสแล้ว ด้วยโภชนะอันประณีต ยังหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้ห่มแล้ว ด้วยผ้า ท. อันควรแก่ค่ามาก ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่ง กิจด้วยภัตร กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ความริเริ่ม นี้ (ย่อมเป็นไป) เพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งอันมีประมาณน้อย หามิได้, อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงกระทำ ซึ่งความอนุเคราะห์ ตลอดวันเจ็ด โดยทำนอง นี้เทียว ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายสิริวัฑฒกุฎุมพี ทำการต้อนรับ รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต เชิญเสด็จให้เข้าไปสู่มณฑป ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งนั่งบนอาสนะที่แต่งไว้ อังคาสด้วยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจ นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ครองผ้าอันมีค่ามากแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความริเริ่มนี้มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งมีประมาณน้อย ขอพระองค์ทรงทำความอนุเคราะห์โดยทำนองนี้แล ตลอด ๗ วัน."

  4. ๔

    พระศาสดา ทรงรับนิมนต์แล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดา ทรงรับแล้ว.

  5. ๕

    สิริวัฑฒกุฎุมพีนั้น ยังมหาทานให้เป็นไปโดยทำนองนั้นนั่นแลตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระผู้มีพระเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า สรทดาบส สหายของข้าพระองค์ปรารถนาว่า เราพึงเป็นอัครสาวกของพระบรมศาสดาพระองค์ใด ข้าพระองค์พึงเป็นพระสาวกที่ ๒ ของพระบรมศาสดาพระองค์นั้นเหมือนกัน ฯ

    โส เตเนว นิยาเมน สตฺตาหํ มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห ฐิโต อาห “ภนฺเต มม สหาโย สรทตาปโส `ยสฺส สตฺถุ อคฺคสาวโก ภเวยฺยนฺติ ปตฺเถสิ, อหํ ตสฺเสว ทุติยสาวโก ภเวยฺยนฺติ.

    (อ.กุฎุมพีชื่อว่าสิริวัฑฒ์) นั้น ยังทานใหญ่ ให้เป็นไปทั่วแล้ว ตลอดวันเจ็ด โดยทำนอง นั้นนั่นเทียว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืน ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ดาบสชื่อว่าสรทะ ผู้เป็นสหาย ของข้าพระองค์ ปรารถนาแล้ว ว่า (อ.เรา) เป็นอัครสาวก ของพระศาสดา พระองค์ใด พึงเป็น ดังนี้, อ.ข้าพระองค์ เป็นสาวกที่ ๒ ของพระศาสดา พระองค์นั้นนั่นเทียว พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    เขายังมหาทานให้เป็นไปโดยทำนองนั้นนั่นแล ตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลี กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า สรทดาบสสหายของข้าพระองค์ปรารถนาว่า "เราพึงเป็นพระอัครสาวกของพระศาสดาพระองค์ใด," ข้าพระองค์พึงเป็นพระสาวกที่ ๒ ของพระศาสดาพระองค์นั้นเหมือนกัน."

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๕–๑๐๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิศดารว่า พระศาสดาทรงมีพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร บรรดาทูต ๑๐ คนมีบริวารคนละพัน อันพระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไป ด้วยรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงนำบุตรมาแสดงแก่เราเถิด ดังนี้ พระกาฬุทายีเถระไปทีหลังทูตทั้งหมด บรรลุพระอรหัตแล้ว ทราบกาลเป็นที่เสด็จมาแล้ว พรรณนาหนทางด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา นำเสด็จ (พระศาสดา) ผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นองค์แวดล้อม ไปสู่เมืองกบิลพัสดุ์

    สตฺถา หิ ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺโก ราชคหํ คนฺตฺวา เวฬุวเน วิหรนฺโต, “ปุตฺตํ เม อาเนตฺวา ทสฺเสถาติ สุทฺโธทนมหาราเชน เปสิตานํ สหสฺสสหสฺสปริวารานํ ทสนฺนํ ทูตานํ สพฺพปจฺฉโต คนฺตฺวา อรหตฺตํ ปตฺเตน กาฬุทายิตฺเถเรน อาคมนกาลํ ญตฺวา สฏฺฐิมตฺตาย คาถาย มคฺควณฺณํ วณฺเณตฺวา วีสติสหสฺสขีณาสวปริวุโต กปิลวตฺถุปุรํ นีโต,

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.พระศาสดา ผู้มีจักรคือธรรม อันประเสริฐอันทรงให้เป็นไปทั่วแล้ว เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่า ราชคฤห์ ประทับอยู่อยู่ ในพระเวฬุวัน, ผู้อัน แห่งทูต ท. ๑๐ ผู้มีบุรุษ มีพันหนึ่ง ๆ เป็นประมาณเป็นบริวาร ผู้อันพระเจ้าสุทโธทนะ มหาราช ทรงส่งไปแล้ว ด้วยพระดำรัส ว่า (อ.ท่าน ท.) นำมาแล้ว ซึ่งบุตร ของเรา จงแสดงแก่เรา ดังนี้ หนาพระเถระชื่อว่ากาฬุทายี ผู้ไปแล้ว แต่ภายหลังแห่งทูตทั้งปวง บรรลุแล้ว ซึ่งความเป็น แห่งพระอรหันต์ ทราบแล้ว ซึ่งกาลเป็นที่เสด็จมา พรรณนาแล้ว พรรณนาซึ่งหนทาง ด้วยคาถา มีคาถาหกสิบเป็นประมาณ ผู้อันพระขีณาสพมีพันยี่สิบเป็นประมาณแวดล้อมแล้ว นำไปแล้ว สู่บุรีชื่อว่ากบิลพัสดุ,

    ความพิสดารว่า พระศาสดา ทรงมีพระธรรมจักรบวชให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน, บรรดาทูต ๑๐ คน มีบริวาร คนละพัน อันพระเจ้าสุทโธทนามหาราชทรงส่งไปด้วยรับสั่งว่า "ท่านทั้งหลาย จงนำบุตรมาแสดงแก่เราเถิด," พระกาฬุทายีเถระ ไปทีหลังกว่าทูตทั้งหมด บรรลุพระอรหัตแล้ว ทราบกาลเป็นที่เสด็จมาแล้ว พรรณนาหนทางด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถานำเสด็จ [พระศาสดา] ผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อมแล้ว ไปสู่กลิบพัสดุ์บุรี,

  2. ๒

    ทรงทำฝนโปกขรพัสให้เป็นเหตุเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ตรัสมหาเวสสันดรชาดก ในสมาคมพระญาติ วันรุ่งขึ้น เสด็จไปบิณฑบาต ทรงโปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถาว่า “อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย“ ดังนี้เป็นต้น ทรงโปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่โสดาปัตติผล และทรงโปรดพระราชาให้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผลด้วยพระคาถาว่า “ธมฺมญฺจเร สุจริตํ“ ดังนี้เป็นต้น ฯ

    ญาติสมาคเม โปกฺขรวสฺสํ อตฺถุปฺปตฺตึ กตฺวา มหาเวสฺสนฺตรชาตกํ กเถตฺวา, ปุนทิวเส ปิณฺฑาย ปวิฏฺโฐ “อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺยาติ คาถาย ปิตรํ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปตฺวา “ธมฺมญฺจเร สุจริตนฺติ คาถาย มหาปชาปตึ โคตมึ โสตาปตฺติผเล ราชานญฺจ สกทาคามิผเล ปติฏฺฐาเปสิ.

    ทรงกระทำแล้ว ซึ่งฝนโบกขรพรรษ ให้เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งเนื้อความ ตรัสแล้ว ซึ่งมหาเวสสันดรชาดก ในสมาคมแห่งพระญาติ เสด็จเข้าไปแล้ว เพื่อบิณฑะ ในวันรุ่งขึ้น ยังพระบิดา ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถา ว่า อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย ดังนี้เป็นต้น ยังพระนางมหาปชาบดี ผู้โคตมี (ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว) ในโสดาปัตติผล ด้วย ยังพระราชา (ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว) ในสกทาคามิผล ด้วย ด้วยพระคาถา ว่า ธมฺมญฺจเร สุจริตํ ดังนี้เป็นต้น ฯ

    ทรงทำฝนโบกขรพัสให้เป็นเหตุเกิดแห่งเรื่องแล้วตรัสมหาเวสสันดรชาดกในสมาคมพระญาติ, วันรุ่งขึ้น เสด็จเข้าไปบิณฑบาต โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถาว่า "อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย " เป็นต้น, โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และโปรดพระราชา (พระบิดา) ให้ดำรงในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถาว่า "ธมฺมญฺจเร สุจริตํ" เป็นต้น.

  3. ๓

    ก็ในเวลาเสร็จภัตกิจแล้ว ทรงอาศัยการพรรณนาคุณของพระมารดาพระราหุล ตรัสจันทกินนรีชาดก ในวันที่สามแต่วันนั้น เมื่อวิวาหมงคลเนื่องในการอภิเษกและการเข้าสู่หอของนันทกุมาร กำลังเป็นไปอยู่ เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ทรงประทานบาตรในพระหัตถ์ของนันทกุมาร ตรัสมงคลแล้ว เสด็จจากอาสนะแล้วเสด็จหลีกไปอยู่ หาได้ทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ของนันทกุมารไม่ ฯ

    ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ปน ราหุลมาตุคุณกถํ นิสฺสาย จนฺทกินฺนรีชาตกํ กเถตฺวา, ตโต ตติยทิวเส นนฺทกุมารสฺส อภิเสกเคหปฺปเวสนวิวาหมงฺคเลสุ วตฺตมาเนสุ, ปิณฺฑาย ปวิสิตฺวา นนฺทกุมารสฺส หตฺเถ ปตฺตํ ทตฺวา มงฺคลํ วตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมนฺโต นนฺทกุมารสฺส หตฺถโต ปตฺตํ น คณฺหิ.

    ก็ อ.พระศาสดา ทรงอาศัย ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งคุณแห่งพระมารดาของพระราหุล ตรัสแล้ว ซึ่งจันทกินนรีชาดก ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งกิจด้วยภัตร, ครั้นเมื่อมงคลคือการอภิเษกและมงคลคืออันเข้าไปสู่เรือนและมงคลคือวิวาหะ ท. แห่งพระกุมารพระนามว่านันทะ เป็นไปอยู่, เสด็จเข้าไปแล้ว เพื่อบิณฑะ ในวันที่ ๓ (แต่วัน) นั้น ประทานแล้ว ซึ่งบาตร บนพระหัตถ์ ของพระกุมารพระนามว่านันทะ ตรัสแล้ว ซึ่งมงคล เสด็จลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปอยู่ ไม่ทรงรับแล้ว ซึ่งบาตร จากพระหัตถ์ ของพระกุมารพระนามว่านันทะ ฯ

    ก็ในกาลเสร็จภัตกิจ ทรงอาศัยการพรรณนาพระคุณของราหุลมารดาตรัสจันทกินนรีชาดก ในวันที่ ๓ แต่วันนั้น ครั้นเมื่อวิวาหมงคล เป็นที่เชิญเสด็จเข้าเรือนเพื่ออภิเษกของนันทกุมาร เป็นไปอยู่, เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ประทานบาตรในหัตถ์ของนันทกุมาร ตรัสมงคล(อวยพร) เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป หาได้ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมารไม่.

  4. ๔

    ฝ่ายนันทะกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคตเจ้า จึงมิอาจกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด พระเจ้าข้า ฯ

    โสปิ ตถาคตคารเวน “ปตฺตํ โว ภนฺเต คณฺหถาติ วตฺตุํ นาสกฺขิ.

    (อ.พระนันทกุมาร) แม้นั้น ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรงรับ ซึ่งบาตร ของพระองค์ ท. ดังนี้ ด้วยความเคารพในพระตถาคตเจ้า ฯ

    ฝ่ายนันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงมิอาจทูล(เตือน) ว่า "ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระเจ้าข้า"

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๖–๑๐๗ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นันทกุมารแม้นั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงไม่อาจกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระองค์รับบาตรเถิดฯ

    โสปิ ตถาคตคารเวน “ปตฺตํ โว ภนฺเต คณฺหถาติ วตฺตุํ นาสกฺขิ.

    (อ.พระนันทกุมาร) แม้นั้น ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรงรับ ซึ่งบาตร ของพระองค์ ท. ดังนี้ ด้วยความเคารพในพระตถาคตเจ้า ฯ

    ฝ่ายนันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงมิอาจทูล(เตือน) ว่า "ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด พระเจ้าข้า"

  2. ๒

    แต่เธอคิดอย่างนี้ว่า พระศาสดา จักทรงรับบาตรที่หัวบันได ฯ

    เอวํ ปน จินฺเตสิ “ โสปาณสีเส ปตฺตํ คณฺหิสฺสตีติ.

    แต่ว่า (อ.พระนันทกุมาร) ทรงดำริแล้ว อย่างนี้ ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงรับ ซึ่งบาตร ที่หัวแห่งบันได ดังนี้ ฯ

    แต่คิดอย่างนี้ว่า "พระศาสดา คงจักทรงรับบาตรที่หัวบันได."

  3. ๓

    ในที่แม้นั้น พระศาสดาก็มิได้ทรงรับฯ

    สตฺถา ตสฺมึปิ ฐาเน น คณฺหิ.

    อ.พระศาสดา ไม่ทรงรับแล้ว ในที่ แม้นั้น ฯ

    แม้ในที่นั้นพระศาสดาก็มิได้ทรงรับ.

  4. ๔

    นันทกุมารนอกนี้ก็คิดว่า จักทรงรับที่ริมเชิงบันได ฯ

    อิตโร “โสปาณปาทมูเล คณฺหิสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    (อ.พระนันทกุมาร) นอกนี้ ทรงดำริแล้ว ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงรับ ณ โคนแห่งเชิงของบันได ดังนี้ ฯ

    นันทกุมารนอกนี้ก็คิดว่า "คงจักทรงรับที่ริมเชิงบันได."

  5. ๕

    ที่ริมเชิงบันไดแม้นั้น พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ ฯ

    สตฺถา ตตฺถาปิ น คณฺหิ.

    (อ.พระศาสดา) ไม่ทรงรับแล้ว ในที่แม้นั้น ฯ

    แม้ในที่นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ.

  6. ๖

    นันทกุมารนอกนี้ก็คิดว่า จักทรงรับที่พระลานหลวง ฯ

    อิตโร “ราชงฺคเณ คณฺหิสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    (อ.พระนันทกุมาร) นอกนี้ ทรงดำริแล้ว ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงรับ ที่เนินของพระราชา ดังนี้ ฯ

    นันทกุมารก็คิดว่า "จักทรงรับที่พระลานหลวง"

  7. ๗

    ที่พระลานหลวงแม้นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ ฯ

    สตฺถา ตตฺถาปิ น คณฺหิ.

    อ.พระศาสดา ไม่ทรงรับแล้ว (ในที่) แม้นั้น ฯ

    แม้ในที่นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ.

  8. ๘

    พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ จำเสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงไม่สามารถกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด ขณะเสด็จไปก็ทรงคิดว่า พระองค์จักทรงรับในที่นี้ พระองค์จักทรงรับในที่นี้ ฯ

    กุมาโร นิวตฺติตุกาโม อรุจิยา คจฺฉนฺโต ตถาคตคารเวน “ปตฺตํ คณฺหถาติ วตฺตุํ น สกฺโกติ, “อิธ คณฺหิสฺสติ, เอตฺถ คณฺหิสฺสตีติ จินฺเตนฺโต คจฺฉติ.

    อ.พระกุมาร เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเสด็จกลับ (เป็น) เสด็จไปอยู่ ด้วยความไม่ชอบพระทัย ย่อมไม่ทรงอาจ เพื่ออันกราบทูล ว่า (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรงรับ ซึ่งบาตร ดังนี้ ด้วยความเคารพ ในพระตถาคตเจ้า, ย่อมเสด็จดำริไปอยู่ ว่า (อ.พระศาสดา) จักทรงรับเอา (ในที่) นี้, จักทรงรับเอา (ในที่) นั่น ดังนี้ ฯ

    พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ (แต่) จำเสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย, ด้วยความเคารพในพระตถาคต จึงไม่สามารถทูลว่า "ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด;" ทรงเดินนึกไปว่า "พระองค์จักทรงรับในที่นี้.พระองค์จักทรงรับในที่นี้."

  9. ๙

    ในขณะนั้น หญิงพวกอื่น เห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณีว่า แม่เจ้า พระผู้มีพระภาคทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว คงจักพรากนันทกุมารจากแม่เจ้า ฯ

    ตสฺมึ ขเณ อญฺญา อิตฺถิโย ตํ ทิสฺวา ชนปทกลฺยาณิยา อาจิกฺขึสุ “ อยฺเย ภควา นนฺทกุมารํ คเหตฺวา คโต, ตุมฺเหหิ ตํ วินา กริสฺสตีติ.

    ในขณะ นั้น อ.หญิง ท. เหล่าอื่น เห็นแล้ว (ซึ่งพระนันทกุมาร) นั้น บอกแล้ว แก่พระนางชนบทกัลยาณี ว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพาเอา ซึ่งพระนันทกุมาร เสด็จไปแล้ว, จักทรงกระทำ (ซึ่งพระนันทกุมาร) นั้น เว้น จากพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ

    ในขณะนั้น หญิงพวกอื่นเห็นอาการนั้นแล้ว จึงบอกแก่นางชนบทกัลยาณีว่า "พระแม้เจ้า พระผู้มีพระภาคทรงพานันทกุมารเสด็จไปแล้ว, คงจักพรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า."

  10. ๑๐

    นางชนบทกัลยาณีแม้นั้น ได้ยินคำนั้นแล้ว มีหยาดน้ำยังไหลอยู่เทียว มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง รีบไปทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ ฯ

    สาปิ ตํ สุตฺวา อุทกพินฺทูหิ ปคฺฆรนฺเตเหว อฑฺฒุลฺลิขิเตหิ เกเสหิ เวเคน คนฺตฺวา “ตุวฏํ โข อยฺยปุตฺต อาคจฺเฉยฺยาสีติ อาห.

    (อ.พระนางชนบทกัลยาณี) แม้นั้น ทรงสดับแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น มีหยาดแห่งน้ำ ท. อันไหลออกอยู่นั่นเทียว มีผม ท. อัน (อันตน) เกล้าแล้วด้วยทั้งกึ่ง เสด็จไปแล้ว โดยเร็ว ทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า (อ.พระองค์) พึงเสด็จมา ด่วน แล ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินคำนั้นแล้ว มีหยาดน้ำยังไหลอยู่เทียว มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง รีบไปทูลว่า "ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ."

  11. ๑๑

    คำนั้นของนาง ประหนึ่งตกไปตั้งขวางอยู่ในหทัยของนันทกุมารนั้น ฯ

    ตํ ตสฺสา วจนํ ตสฺส หทเย ติริยํ ปติตฺวา วิย ฐิตํ.

    อ.พระดำรัส (ของพระนางชนบทกัลยาณี) นั้น นั้น ราวกะว่า ตกไปแล้ว ขวาง ตั้งอยู่แล้ว ในพระทัย (ของพระนันทกุมาร) นั้น ฯ

    คำขอนางนั้น ประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของนันทกุมารนั้น.

  12. ๑๒

    แม้พระศาสดา ก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ของนันทกุมารนั้นเลย ทรงนำนันทกุมารนั้นไปวิหารแล้ว ตรัสว่า นันทะ เธอจักบวชไหม ฯ

    สตฺถาปิสฺส หตฺถโต ปตฺตํ อคฺคณฺหิตฺวาว ตํ วิหารํ เนตฺวา “ปพฺพชิสฺสสิ นนฺทาติ อาห.

    แม้ อ.พระศาสดา ไม่ทรงรับแล้วเทียว ซึ่งบาตร จากพระหัตถ์ (ของพระนันทกุมาร) นั้น ทรงนำไปแล้ว (ซึ่งพระนันทกุมาร) นั้น สู่วิหาร ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนนันทะ (อ.เธอ) จักบวช หรือ ดังนี้ ฯ

    แม้พระศาสดา ก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมารนั้นเลย ทรงนำนันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้ว ตรัสว่า "นันทะ เธออยากบวชไหม ?"

  13. ๑๓

    นันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูลว่า จักไม่บวช กลับทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวช พระเจ้าข้า ฯ

    โส พุทฺธคารเวน “น ปพฺพชิสฺสามีติ อวตฺวา “อาม ภนฺเต ปพฺพชิสฺสามีติ อาห.

    (อ.พระนันทกุมาร) นั้น ไม่ทูลแล้ว ว่า (อ.ข้าพระองค์) จักไม่บวช ดังนี้ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.ข้าพระองค์) จักบวช ดังนี้ ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ฯ

    นันทกุมารนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูลว่า "จักไม่บวช" ทูลรับว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า." พระศาสดารับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลายถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะบวชเถิด."

  14. ๑๔

    พระศาสดารับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะบวชเถิด ฯ

    สตฺถา “เตนหิ ภิกฺขเว นนฺทํ ปพฺพาเชถาติ อาห.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ถ้าอย่างนั้น (อ.เธอ ท.) ยังนันทะ จงให้บวชเถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดารับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลายถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงให้นันทะบวชเถิด."

  15. ๑๕

    พระศาสดาเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์บุรีในวันที่ ๓ ทรงให้นันทกุมารบวชแล้ว ฯ

    สตฺถา กปิลวตฺถุปุรํ คนฺตฺวา ตติยทิวเส นนฺทํ ปพฺพาเชสิ.

    อ.พระศาสดา เสด็จไปแล้ว สู่บุรีชื่อว่ากบิลพัสดุ์ ทรง ยังพระนันทะ ให้ผนวชแล้ว ในวันที่ ๓ ฯ

    พระศาสดา เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ในวันที่ ๓ ทรงยังนันทกุมารให้บวชแล้ว,

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๗–๑๐๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงยังนันทกุมารให้บวชแล้วในวันที่ ๓ ฯ

    สตฺถา กปิลวตฺถุปุรํ คนฺตฺวา ตติยทิวเส นนฺทํ ปพฺพาเชสิ.

    อ.พระศาสดา เสด็จไปแล้ว สู่บุรีชื่อว่ากบิลพัสดุ์ ทรง ยังพระนันทะ ให้ผนวชแล้ว ในวันที่ ๓ ฯ

    พระศาสดา เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ในวันที่ ๓ ทรงยังนันทกุมารให้บวชแล้ว,

  2. ๒

    ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุล ทรงแต่งตัวพระกุมารแล้วส่งไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระดำรัสว่า พ่อคุณ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีสมณะสองหมื่นแวดล้อม มีวรรณะประดุจทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหม นั่น พระสมณะนี้ เป็นพระบิดาของเธอ หม้อขุมทรัพย์ทั้งหลายใบใหญ่ ได้มีแล้ว ในเวลาที่พระบิดาของเธอนั่นประสูติ ตั้งแต่เวลาที่พระองค์ออกบวช แม่ไม่พอ (อีก) เลย ไปเถิด จง (ไป) ทูลขอมรดกกะพระองค์ท่านว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ หม่อมฉันเป็นกุมาร หม่อมฉันถึง (ผ่าน) อภิเษกแล้วจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หม่อมฉันมีความต้องการด้วยทรัพย์ ขอเสด็จพ่อโปรดประทานทรัพย์แก่หม่อมฉัน เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติอันเป็นของบิดา ฯ

    สตฺตเม ทิวเส ราหุลมาตา กุมารํ อลงฺกริตฺวา ภควโต สนฺติกํ เปเสสิ “ปสฺส ตาต เอตํ วีสติสหสฺสสมณปริวุตํ สุวณฺณวณฺณํ พฺรหฺมรูปวณฺณํ สมณํ, อยนฺเต ปิตา, เอตสฺส ตว ปิตุโน ชาตกาเล มหนฺตา นิธิกุมฺภิโย อเหสุํ, ตสฺส นิกฺขมนกาลโต ปฏฺฐาย น ปสฺสามิ, คจฺฉ นํ ทายชฺชํ ยาจาหิ `อหํ ตาต กุมาโร, อภิเสกํ ปตฺวา จกฺกวตฺตี ภวิสฺสามิ, ธเนน เม อตฺโถ, ธนํ เม เทหิ, สามิโก หิ ปุตฺโต ปิตุ สนฺตกสฺสาติ.

    ในวันที่ ๗ อ.พระมารดาของพระราหุล ทรงประดับแล้ว ซึ่งพระกุมาร ทรงส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (ด้วยพระดำรัส) ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) จงเห็น ซึ่งสมณะ ผู้มีวรรณะ เพียงดังวรรณะแห่งทอง ผู้มีวรรณะแห่งรูปเพียงดังวรรณะแห่งพรหม ผู้อันสมณะมีพันยี่สิบเป็นประมาณแวดล้อมแล้ว นั่น, (อ.สมณะ) นี้ เป็นพระบิดา ของเจ้า (ย่อมเป็น), อ.หม้อแห่งขุมทรัพย์ ท. อันใหญ่ ได้มีแล้ว ในกาล แห่งพระบิดา ของเจ้า นั่น ประสูติแล้ว, (อ.เรา) ย่อมไม่เห็น จำเดิม แต่กาลเป็นที่เสด็จออกไป (แห่งพระบิดา) นั้น, (อ.เจ้า) จงไป (อ.เจ้า) จงทูลขอ ซึ่งความเป็นแห่งทายาท (กะพระบิดา) นั้น ว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ อ.หม่อมฉัน เป็นกุมาร (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน ถึงแล้ว ซึ่งการอภิเษก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จักเป็น, อ.ความต้องการ ด้วยทรัพย์ แห่งหม่อมฉัน (มีอยู่), (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งทรัพย์ แก่หม่อมฉัน , เพราะว่า อ.บุตร เป็นเจ้าของ แห่งทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ แห่งบิดา (ย่อมเป็น) (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่งพระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ด้วยพระดำรัสว่า "พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อม ทรงมีวรรณประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น, พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของพ่อ, หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดาของพ่อนั่นประสูติ, ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พวเลย, พ่อจงไปทูลของมรดกกะพระองค์ท่านว่า "ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์ต้องกุมาร, ถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ, ข้าพระองค์ต้องการด้วยทรัพย์, ขอเสด็จพ่อได้เป็นประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์, เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา."

  3. ๓

    พระกุมารเสด็จไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วหวนได้ความสิเนหาในพระบิดา ร่าเริงยินดีแล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พระฉายของเสด็จพ่อสบาย (ดี) ได้ยินเจรจาเรื่องแม้อื่น ๆ เป็นอันมากที่สมควรแก่ตน ฯ

    กุมาโร ภควโต สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปิตุสิเนหํ ปฏิลภิตฺวา หฏฺฐตุฏฺโฐ “สุขา เต สมณ ฉายาติ วตฺวา อญฺญํปิ พหุํ อตฺตโน อนุรูปํ วทนฺโต อฏฺฐาสิ.

    อ.พระกุมาร เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว กลับได้แล้ว ซึ่งความรักในพระบิดา ผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งยินดีแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่สมณะ อ.พระฉายา ของพระองค์ เป็นสุข (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ประทับยืนตรัสอยู่แล้ว (ซึ่งคำ) อันสมควร แก่ตน อันมาก แม้อื่น ฯ

    พระกุมารเสด็จไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดาสำเริงยินดีแล้วทูลว่า "ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบาย"ได้ยืนทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน.

  4. ๔

    พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ

    ภควา กตภตฺตกิจฺโจ อนุโมทนํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ.

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีกิจด้วยภัตรอันทรงกระทำแล้ว ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา เสด็จลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    พระผู้มีพระภาคทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป.

  5. ๕

    ฝ่ายพระกุมาร ก็ทูลขอว่า ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่หม่อมฉันเถิด ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่หม่อมฉันเถิด ดังนี้แล้วตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฯ

    กุมาโรปิ “ทายชฺชํ เม สมณ เทหิ, ทายชฺชํ เม สมณ เทหีติ ภควนฺตํ อนุพนฺธิ.

    แม้ อ.พระกุมาร (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่สมณะ (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งความเป็นแห่งทายาท แก่หม่อมฉัน , ข้าแต่สมณะ (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งความเป็นแห่งทายาท แก่หม่อมฉัน ดังนี้ เสด็จติดตามแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ

    แม้พระกุมาร ก็ทูลขอว่า "ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด, ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมาดกแก่ข้าพระองค์เถิด" ดังนี้แล้ว เสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคไป.

  6. ๖

    แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่ได้ (บอก) ให้พระกุมารกลับ ฯ

    ภควาปิ กุมารํ น นิวตฺตาเปสิ.

    แม้ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงยังพระกุมารให้เสด็จ กลับแล้ว ฯ

    แม้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ให้พระกุมารกลับ.

  7. ๗

    ฝ่ายบริวารชน ก็ไม่สามารถเพื่อจะทูลเชิญพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้กลับได้ ฯ

    ปริชโนปิ ภควตา สทฺธึ คจฺฉนฺตํ นิวตฺเตตุํ นาสกฺขิ.

    แม้ อ.ชนผู้เป็นบริวาร ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังพระกุมาร) ผู้เสด็จไปอยู่ กับ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เสด็จกลับ ฯ

    ฝ่ายปริชนก็ไม่สามารถเพื่อจะเชิญพระกุมารุ็ผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคให้กลับได้.

  8. ๘

    พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว พร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้ ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า เราจะทำพระกุมารนั้นให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตตระ ฯ

    อิติ โส ภควตา สทฺธึ อารามเมว อคมาสิ.

    (อ.พระกุมาร) นั้น ได้เสด็จไปแล้ว สู่อาราม กับ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว พร้อมด้วยพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้.

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๗–๑๐๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุล ทรงประดับพระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสำนักพระผู้มีพระภาค ด้วยพระดำรัสว่า พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งแวดล้อมด้วยพระสมณะสองหมื่นรูป ทรงมีวรรณะดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น พระสมณะนี้เป็นบิดาของพ่อ ในเวลาที่บิดาของพ่อนั่นประสูติ ได้มีหม้อทรัพย์ใหญ่ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พบเลย พ่อจงไปทูลขอมรดกกะพระองค์ท่านว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็นกุมารถึงการอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ข้าพระองค์มีความต้องการทรัพย์ ขอเสด็จพ่อโปรดประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เป็นสมบัติของบิดา ฯ

    สตฺตเม ทิวเส ราหุลมาตา กุมารํ อลงฺกริตฺวา ภควโต สนฺติกํ เปเสสิ “ปสฺส ตาต เอตํ วีสติสหสฺสสมณปริวุตํ สุวณฺณวณฺณํ พฺรหฺมรูปวณฺณํ สมณํ, อยนฺเต ปิตา, เอตสฺส ตว ปิตุโน ชาตกาเล มหนฺตา นิธิกุมฺภิโย อเหสุํ, ตสฺส นิกฺขมนกาลโต ปฏฺฐาย น ปสฺสามิ, คจฺฉ นํ ทายชฺชํ ยาจาหิ `อหํ ตาต กุมาโร, อภิเสกํ ปตฺวา จกฺกวตฺตี ภวิสฺสามิ, ธเนน เม อตฺโถ, ธนํ เม เทหิ, สามิโก หิ ปุตฺโต ปิตุ สนฺตกสฺสาติ.

    ในวันที่ ๗ อ.พระมารดาของพระราหุล ทรงประดับแล้ว ซึ่งพระกุมาร ทรงส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (ด้วยพระดำรัส) ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) จงเห็น ซึ่งสมณะ ผู้มีวรรณะ เพียงดังวรรณะแห่งทอง ผู้มีวรรณะแห่งรูปเพียงดังวรรณะแห่งพรหม ผู้อันสมณะมีพันยี่สิบเป็นประมาณแวดล้อมแล้ว นั่น, (อ.สมณะ) นี้ เป็นพระบิดา ของเจ้า (ย่อมเป็น), อ.หม้อแห่งขุมทรัพย์ ท. อันใหญ่ ได้มีแล้ว ในกาล แห่งพระบิดา ของเจ้า นั่น ประสูติแล้ว, (อ.เรา) ย่อมไม่เห็น จำเดิม แต่กาลเป็นที่เสด็จออกไป (แห่งพระบิดา) นั้น, (อ.เจ้า) จงไป (อ.เจ้า) จงทูลขอ ซึ่งความเป็นแห่งทายาท (กะพระบิดา) นั้น ว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ อ.หม่อมฉัน เป็นกุมาร (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน ถึงแล้ว ซึ่งการอภิเษก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จักเป็น, อ.ความต้องการ ด้วยทรัพย์ แห่งหม่อมฉัน (มีอยู่), (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งทรัพย์ แก่หม่อมฉัน , เพราะว่า อ.บุตร เป็นเจ้าของ แห่งทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ แห่งบิดา (ย่อมเป็น) (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    ในวันที่ ๗ พระมารดาของพระราหุลทรงตกแต่งพระกุมารแล้ว ทรงส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ด้วยพระดำรัสว่า "พ่อ พ่อจงดูพระสมณะซึ่งมีพระสมณะสองหมื่นแวดล้อม ทรงมีวรรณประดุจสีทองคำ มีวรรณะแห่งพระรูปประดุจพรหมนั่น, พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของพ่อ, หม้อทรัพย์ใหญ่ได้มีแล้วในเวลาที่พระบิดาของพ่อนั่นประสูติ, ตั้งแต่เวลาพระองค์ออกบวช แม่ไม่พวเลย, พ่อจงไปทูลของมรดกกะพระองค์ท่านว่า "ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์ต้องกุมาร, ถึงอภิเษกแล้ว จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ, ข้าพระองค์ต้องการด้วยทรัพย์, ขอเสด็จพ่อได้เป็นประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์, เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของสมบัติของพระบิดา."

  2. ๒

    พระกุมารเสด็จไปสำนักพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดา ร่าเริงยินดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบายดี ได้ยืนทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน ฯ

    กุมาโร ภควโต สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปิตุสิเนหํ ปฏิลภิตฺวา หฏฺฐตุฏฺโฐ “สุขา เต สมณ ฉายาติ วตฺวา อญฺญํปิ พหุํ อตฺตโน อนุรูปํ วทนฺโต อฏฺฐาสิ.

    อ.พระกุมาร เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว กลับได้แล้ว ซึ่งความรักในพระบิดา ผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งยินดีแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่สมณะ อ.พระฉายา ของพระองค์ เป็นสุข (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ประทับยืนตรัสอยู่แล้ว (ซึ่งคำ) อันสมควร แก่ตน อันมาก แม้อื่น ฯ

    พระกุมารเสด็จไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้ว หวนได้ความสิเนหาในพระบิดาสำเริงยินดีแล้วทูลว่า "ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของเสด็จพ่อสบาย"ได้ยืนทูลคำแม้อื่นเป็นอันมากที่สมควรแก่ตน.

  3. ๓

    พระผู้มีพระภาคทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ หลีกไป ฯ

    ภควา กตภตฺตกิจฺโจ อนุโมทนํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ.

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีกิจด้วยภัตรอันทรงกระทำแล้ว ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา เสด็จลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    พระผู้มีพระภาคทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป.

  4. ๔

    แม้พระกุมารก็ทูลขอว่า ข้าแต่พระสมณะ โปรดประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระสมณะ โปรดประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด ดังนี้แล้ว เสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคไป ฯ

    กุมาโรปิ “ทายชฺชํ เม สมณ เทหิ, ทายชฺชํ เม สมณ เทหีติ ภควนฺตํ อนุพนฺธิ.

    แม้ อ.พระกุมาร (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่สมณะ (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งความเป็นแห่งทายาท แก่หม่อมฉัน , ข้าแต่สมณะ (อ.พระองค์) ขอจงประทาน ซึ่งความเป็นแห่งทายาท แก่หม่อมฉัน ดังนี้ เสด็จติดตามแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ

    แม้พระกุมาร ก็ทูลขอว่า "ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมรดกแก่ข้าพระองค์เถิด, ข้าแต่พระสมณะ ขอได้ประทานมาดกแก่ข้าพระองค์เถิด" ดังนี้แล้ว เสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคไป.

  5. ๕

    แม้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ให้พระกุมารกลับ ฯ

    ภควาปิ กุมารํ น นิวตฺตาเปสิ.

    แม้ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงยังพระกุมารให้เสด็จ กลับแล้ว ฯ

    แม้พระผู้มีพระภาคก็ไม่ให้พระกุมารกลับ.

  6. ๖

    ฝ่ายปริชนก็ไม่สามารถจะทูลเชิญพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคให้เสด็จกลับได้ ฯ

    ปริชโนปิ ภควตา สทฺธึ คจฺฉนฺตํ นิวตฺเตตุํ นาสกฺขิ.

    แม้ อ.ชนผู้เป็นบริวาร ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังพระกุมาร) ผู้เสด็จไปอยู่ กับ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เสด็จกลับ ฯ

    ฝ่ายปริชนก็ไม่สามารถเพื่อจะเชิญพระกุมารุ็ผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคให้กลับได้.

  7. ๗

    พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว พร้อมกับพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    อิติ โส ภควตา สทฺธึ อารามเมว อคมาสิ.

    (อ.พระกุมาร) นั้น ได้เสด็จไปแล้ว สู่อาราม กับ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึงพระอารามทีเดียว พร้อมด้วยพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้.

  8. ๘

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงดำริว่า กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ซึ่งไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ เอาเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิแก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตตระ ฯ

    ตโต ภควา จินฺเตสิ “ยํ อยํ ปิตุ สนฺตกํ ธนํ อิจฺฉติ, ตํ วฏฺฏานุคตํ สวิฆาตํ; หนฺทสฺส โพธิมูเล มยา ปฏิลทฺธํ สตฺตวิธํ อริยธนํ เทมิ, โลกุตฺตรทายชฺชสฺส นํ สามิกํ กโรมีติ.

    ในลำดับนั้น อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริแล้ว ว่า (อ.กุมาร) นี้ ย่อมปรารถนา ซึ่งทรัพย์ อันเป็นของมีอยู่ แห่งบิดา ใด, (อ.ทรัพย์) นั้น เป็นของไปตามแล้วซึ่งวัฏฏะ เป็นของเป็นไปกับด้วยความคับแคบ (ย่อมเป็น) ; เอาเถิด (อ.เรา) จะให้ ซึ่งทรัพย์อันประเสริฐ อันมีอย่าง ๗ อันอันเรา ได้เฉพาะแล้ว ที่โคนแห่งต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ (แก่กุมาร) นั้น, (อ.เรา) จะกระทำ (ซึ่งกุมาร) นั้น ให้เป็นเจ้าของ แห่งความเป็นแห่งทายาทอันเป็นโลกุตระ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงพระดำริว่า "กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา. ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ;ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิแก่เธอ, จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ."

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งหาท่านพระสารีบุตรเถระแล้ว ตรัสว่า สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด ฯ

    อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ “เตนหิ ตฺวํ สารีปุตฺต ราหุลกุมารํ ปพฺพาเชหีติ.

    ครั้งนั้นแล อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระสารีบุตร ผู้มีอายุ (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนสารีบุตร ถ้าอย่างนั้น อ.เธอ ยังกุมารชื่อว่าราหุล จงให้บวชเถิด ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้หาท่านพระสารีบุตรมาแล้ว ตรัสว่า "สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด."

  2. ๒

    พระเถระให้พระกุมารนั้นบวชแล้ว ฯ

    เถโร ตํ ปพฺพาเชสิ.

    อ.พระเถระ (ยังพระกุมารชื่อว่าราหุล) นั้น ให้ผนวชแล้ว ฯ

    พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว.

  3. ๓

    ก็ เมื่อพระกุมารผนวชแล้ว ความทุกข์มีประมาณยิ่งบังเกิดแก่พระราชา เพราะทรงสดับข่าวนั้น ฯ

    ปพฺพชิเต ปน กุมาเร, รญฺโญ ตํ สุตฺวา อธิมตฺตํ ทุกฺขํ อุปฺปชฺชิ.

    ก็ ครั้นเมื่อพระกุมาร ผนวชแล้ว, อ.ความทุกข์ อันมีประมาณยิ่ง เกิดขึ้นแล้ว แก่พระราชา เพราะทรงสดับ (ซึ่งข่าวสาร) นั้น ฯ

    ก็เมื่อพระกุมารผนวชแล้ว. ทุกข์มีประมาณยิ่งได้เกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น.

  4. ๔

    พระราชา ไม่สามารถจะอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ได้ เสด็จไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลชี้แจงให้ทรงทราบแล้ว ทูลขอพรว่า พระเจ้าข้า ขอประทานวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ควรให้บุตรที่พ่อแม่ยังมิได้อนุญาตบวช ฯ

    ตํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต ภควโต สนฺติกํ คนฺตฺวา ปฏินิเวเทตฺวา “ สาธุ ภนฺเต อยฺยา มาตาปิตูหิ อนนุญฺญาตํ ปุตฺตํ น ปพฺพาเชยฺยุนฺติ วรํ ยาจิ.

    (อ.พระราชา) ไม่ทรงอาจอยู่ เพื่ออันทรง (ยังความทุกข์) นั้น ให้อยู่ทับ เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (ทรงยังพระผู้มีพระภาคเจ้า) ให้ทรงทราบเฉพาะแล้ว ทูลขอแล้ว ซึ่งพร ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังหม่อมฉันทูลขอวโรกาส อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. ไม่พึงยังบุตร ผู้อันมารดาและบิดา ท. ไม่อนุญาตแล้ว ให้บวช ดังนี้ ฯ

    พระราชาไม่ทรงสามารถเพื่อจะกลั้นความทุกข์นั้นไว้ได้ เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ทูลชี้แจงแล้วขอประทานพรว่า "พระเจ้าข้าหม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่พึงยังบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช."

  5. ๕

    พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานพรนั้นให้แก่ท้าวเธอแล้ว ในวันรุ่งขึ้นเสวยภัตตาหารเช้าแล้วในพระราชนิเวศน์ เมื่อพระราชาผู้ประทับนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า พระเจ้าข้า ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกกรกิริยา เทพยดาตนหนึ่ง เข้ามาหาหม่อมฉันแล้วพูดว่า บุตรชายของท่าน เสียชีวิตแล้ว หม่อมฉันไม่เชื่อคำพูดของเทพยดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า บุตรชายของเรายังไม่บรรลุโพธิญาณ ยังจะไม่กระทำกาละ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์แล้วทูลว่า บุตรชายของท่าน เสียชีวิตแล้ว พระองค์ ยังไม่ทรงเชื่อเลย ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดก เพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้น ฯ

    ภควา ตสฺส ตํ วรํ ทตฺวา, ปุเนกทิวสํ ราชนิเวสเน กตปาตราโส, เอกมนฺตํ นิสินฺเนน รญฺญา “ภนฺเต ตุมฺหากํ ทุกฺกรการิกกาเล เอกา เทวตา มํ อุปสงฺกมิตฺวา `ปุตฺโต เต กาลกโตติ อาห, อหํ ตสฺสา วจนํ อสทฺทหนฺโต `น มยฺหํ ปุตฺโต โพธึ อปฺปตฺวา กาลํ กโรตีติ ตํ ปฏิกฺขิปินฺติ วุตฺเต, “อิทานิ มหาราช กึ สทฺทหิสฺสถ; ปุพฺเพปิ, อฏฺฐิกานิ ตุยฺหํ ทสฺเสตฺวา `ปุตฺโต เต มโตติ วุตฺเต, น สทฺทหิตฺถาติ, อิมิสฺสา อตฺถุปฺปตฺติยา มหาธมฺมปาลชาตกํ กเถสิ.

    อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานแล้ว ซึ่งพร นั้น (แก่พระราชา) นั้น, ในวันหนึ่งอีก ผู้มีอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเช้า อันทรงกระทำแล้ว ในพระราชนิเวศน์, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาล แห่งพระองค์ ท. ทรงประกอบแล้วด้วยการกระทำซึ่งกรรมอันบุคคลกระทำได้โดยยาก อ.เทวดา ตนหนึ่ง เข้าไปหาแล้ว ซึ่งหม่อมฉัน กล่าวแล้ว ว่า อ.พระโอรส ของพระองค์ เป็นผู้มีกาละอันกระทำแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้, อ.หม่อมฉัน ไม่เชื่ออยู่ ซึ่งคำ (ของเทวดา) นั้น ห้ามแล้ว (ซึ่งเทวดา) นั้น ว่า อ.บุตร ของเรา ไม่บรรลุแล้ว (ซึ่งญาณ) เป็นเครื่องตรัสรู้ จะกระทำ ซึ่งกาละ หามิได้ ดังนี้ ดังนี้ อันพระราชา ผู้ประทับนั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ทูลแล้ว, (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในกาลนี้ (อ.พระองค์ ท.) จักทรงเชื่อ อย่างไร ; แม้ในกาลก่อน, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.พระโอรส ของพระองค์ สิ้นพระชนม์แล้ว ดังนี้ (อันพราหมณ์) แสดงแล้ว ซึ่งกระดูก ท. แก่พระองค์ กราบทูลแล้ว, (อ.พระองค์ ท.) ไม่ทรงเชื่อแล้ว ดังนี้, ตรัสแล้ว ซึ่งมหาธรรมบาลชาดก ในเพราะความเกิดขึ้นแห่งเรื่อง นี้ ฯ

    พระผู้มีพระภาค ประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว, รุ่งขึ้นวันหนึ่ง เสวยพระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระราชาประทับอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองคหนึ่ง เข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า"พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว," หม่อนฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า "บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำกาละ;" ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า "มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อถือได้อย่างไร ? แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่า "บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว" พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ" ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดกเพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้.

ภาค ๑ พระนันทเถระ

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกภิกษุได้สดับแล้วว่า ข่าวว่า ท่านพระนันทะผู้เป็นพระภาดาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระโอรสของพระน้านาง ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางฟ้าทั้งหลาย ได้ยินว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ประกันของท่านนันทะนั้น เพื่อจะได้เฉพาะนางฟ้า ๕๐๐ นางผู้มีเท้าดังเท้านกพิลาบ ฯ

    อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู “อายสฺมา กิร นนฺโท ภควโต ภาตา มาตุจฺฉาปุตฺโต อจฺฉรานํ เหตุ พฺรหฺมจริยํ จรติ, ภควา กิรสฺส ปาฏิโภโค ปญฺจนฺนํ อจฺฉราสตานํ ปฏิลาภาย กกุฏปาทานนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. ได้ฟังแล้ว แล ว่า ได้ยินว่า อ.พระนันทะ ผู้มีอายุ ผู้เป็นพระภาดา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระโอรสของพระน้านาง ย่อมประพฤติ ซึ่งพรหมจรรย์ เพราะเหตุ แห่งนางอัปสร ท., ได้ยินว่า อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ทรงรับรอง (ของพระนันทะ) นั้น เพื่ออันได้เฉพาะ ซึ่งร้อยแห่งนางอัปสร ท. ๕ ผู้มีเท้าเพียงดังเท้าแห่งนกพิราบ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วแลว่า "ข่าวว่า ท่านนันทะเป็นพระ ภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสพระน้านาง ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสรทั้งหลาย; นัยว่า พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้ประกันของพระนันทะนั้น เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบ."

  2. ๒

    ครั้งนั้นแล พวกพระผู้เป็นสหายของท่านนันทะ พากันร้องเรียกท่านพระนันทะด้วยถ้อยคำว่าเป็นคนรับจ้างบ้าง ด้วยถ้อยคำว่าเป็นผู้อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไถ่ไว้แล้วบ้างว่า ข่าวว่า ท่านพระนันทะเป็นคนรับจ้าง ได้ยินว่า ท่านพระนันทะเป็นผู้เป็นผู้อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้แล้ว ฯ

    อถโข อายสฺมโต นนฺทสฺส สหายกา ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ นนฺทํ ภตกวาเทน จ อุปกฺกีตกวาเทน จ สมุทาจรนฺติ “ ภตโก กิรายสฺมา นนฺโท , อุปกฺกีตโก กิรายสฺมา นนฺโท, ปญฺจนฺนํ อจฺฉราสตานํ เหตุ พฺรหฺมจริยํ จรติ, ภควา กิรสฺส ปาฏิโภโค ปญฺจนฺนํ อจฺฉราสตานํ ปฏิลาภาย กกุฏปาทานนฺติ.

    ครั้งนั้นแล อ.ภิกษุ ท. ผู้เป็นสหาย ของพระนันทะ ผู้มีอายุ ย่อมประพฤติร้องเรียก ซึ่งพระนันทะ ผู้มีอายุ ด้วยวาทะว่า พระนันทะผู้กระทำซึ่งการรับจ้าง ด้วย ด้วยวาทะว่าพระนันทะ ผู้อันพระศาสดาทรงไถ่แล้ว ด้วย ว่า ได้ยินว่า อ.พระนันทะ ผู้มีอายุ เป็นผู้กระทำซึ่งการรับจ้าง (ย่อมเป็น), ได้ยินว่า อ.พระนันทะ ผู้มีอายุ เป็นผู้อันพระศาสดาทรงไถ่แล้ว (ย่อมเป็น), (อ.พระนันทะ) ย่อมประพฤติ ซึ่งพรหมจรรย์ เพราะเหตุ แห่งร้อยแห่งนางอัปสร ท. ๕, ได้ยินว่า อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ทรงรับรอง (ของพระนันทะ) นั้น เพื่ออันได้เฉพาะ ซึ่งร้อยแห่งนางอัปสร ท. ๕ ผู้มีเท้าเพียงดังเท้า แห่งนกพิราบ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้นแล พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านพระนันทะด้วยวาทะว่า คนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่า คนอันพระผู้มีพระภาคทรงไถ่ไว้บ้าง ว่า "นัยว่า ท่านพระนันทะเป็นคนรับจ้าง, นัยว่า ท่านพระนันทะเป็นผู้อันพระศาสดาทรงไถ่ไว้, พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ๕๐๐, ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ประกันของเธอ เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบ."

  3. ๓

    ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะอึดอัดอยู่ ละอายอยู่ รังเกียจอยู่ ด้วยถ้อยคำว่าเป็นคนรับจ้างบ้าง ด้วยถ้อยคำว่าเป็นผู้อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วบ้าง ของพวกพระผู้เป็นสหาย จึงหลีกไปผู้เดียว ไม่ประมาท มีความพากเพียร ดำรงตนมั่นคงอยู่ ต่อกาลไม่นานนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งเหล่ากุลบุตร (ออก) จากเรือน บวชไม่มีการครองเรือนโดยชอบทีเดียว เข้าถึงอยู่ เพราะรู้ยิ่งเอง ในปัจจุบัน ได้รู้ยิ่งว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มี ฯ ก็แล ท่านพระนันทได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว ฯ

    อถโข อายสฺมา นนฺโท สหายกานํ ภิกฺขูนํ ภตกวาเทน จ อุปกฺกีตกวาเทน จ อฏฺฏิยมาโน หรายมาโน ชิคุจฺฉมาโน เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต, นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ, ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ, “ขีณา ชาติ, วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ, กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ, อญฺญตโร จ ปนายสฺมา นนฺโท อรหตํ อโหสิ.

    ครั้งนั้นแล อ.พระนันทะ ผู้มีอายุ อึดอัดอยู่ ละอายอยู่ รังเกียจอยู่ ด้วยวาทะว่าพระนันทะผู้กระทำซึ่งการรับจ้าง ด้วย ด้วยวาทะว่าพระนันทะผู้อันพระศาสดาทรงไถ่แล้ว ด้วย ของภิกษุ ท. ผู้เป็นสหาย ผู้เดียว หลีกออกแล้ว ผู้ไม่ประมาทแล้ว ผู้มีความเพียรเป็นเครื่อง ยังกิเลสให้ร้อนทั่ว ผู้มีตนอันส่งไปแล้ว อยู่อยู่, อ.กุลบุตร ท. ย่อมบวช ไม่มีกรรมเกื้อกูลแก่เรือน จากเรือน โดยชอบนั่นเทียว เพื่อประโยชน์ (แก่คุณวิเศษ) ใด, กระทำให้แจ้งแล้ว (ซึ่งคุณวิเศษ) นั้น อันยอดเยี่ยม อันมีพรหมจรรย์เป็นที่สุดลงรอบ เพราะรู้ยิ่ง เอง ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว เข้าไปถึงพร้อมแล้ว อยู่แล้ว ในธรรม อันอันสัตว์เห็นแล้วเทียว, (อ.พระนันทะ) ได้รู้ยิ่งแล้ว ว่า อ.ชาติ สิ้นแล้ว อ.พรหมจรรย์ (อันเรา) อยู่จบแล้ว, (อ.กิจ) อันบุคคลพึงกระทำ (อันเรา) กระทำแล้ว, (อ.กิจ) อื่นอีก (ย่อมไม่มี) เพื่อความเป็นอย่างนี้ ดังนี้, ก็แล อ.พระนันทะ ผู้มีอายุ เป็นแห่งพระอรหันต์ ท. หนา (พระอรหันต์) องค์ใดองค์หนึ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะว่าคนรับจ้างบ้าง ด้วยวาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้าง ของเหล่าภิกษุสหาย เป็นผู้ ๆ เดียว หลีกออกแล้วไม่ประมาท มีความเพียรมีตนส่งไปอยู่. ต่อกาลไม่นานเลย ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย (ออก) จากเรือน บวชไม่มีเรือนโดยชอบ ต้องการด้วยความรู้ยิ่งเอง สำเร็จอยู่แล้วอยู่ในทิฏฐธรรมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว, กิจจำต้องทำ ๆ เสร็จแล้ว, กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี." เป็นอันว่าท่านพระนันทะ ได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๐–๑๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้นในกาลต่อมา โรคเกิดขึ้นแก่อุบาสกนั้น ฯ

    อถสฺส อปรภาเค โรโค อุปฺปชฺชิ.

    ครั้งนั้น อ.โรค เกิดขึ้นแล้ว (แก่อุบาสก) นั้น ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก ฯ

    ต่อมาในกาลอื่น โรคเกิดขึ้นแก่เขา.

  2. ๒

    อายุสังขาร เสื่อมลงแล้วฯ

    อายุสงฺขาโร ปริหายิ.

    อ.สังขารคืออายุ เสื่อมรอบแล้ว ฯ

    อายุสังขารเสื่อมรอบแล้ว.

  3. ๓

    เขาประสงค์จะฟังธรรมจึงส่งข่าวไปยังสำนักของพระบรมศาสดาว่า ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ ๘ รูป หรือ ๑๖ รูปไปเพื่อข้าพระองค์ ฯ

    โส ธมฺมํ โสตุกาโม “อฏฺฐ วา เม โสฬส วา ภิกฺขู เปเสถาติ สตฺถุ สนฺติกํ ปหิณิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม (เป็น) ส่งไปแล้ว (ซึ่งข่าวสาร) สู่สำนัก ของพระศาสดา (มีอันให้รู้) ว่า อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงส่ง ซึ่งภิกษุ ท. ๘ หรือ หรือว่า ๑๖ แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    เขาใคร่จะสดับธรรมจึงส่ง (คน) ไปสู่สำนักพระศาสดา ด้วยกราบทูล "ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ ๘ รูป หรือ ๑๖ รูป ประทานแก่ข้าพระองค์เถิด."

  4. ๔

    พระบรมศาสดาทรงส่งภิกษุทั้งหลายไปแล้ว ฯ

    สตฺถา ภิกฺขู เปเสสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ฯ

    พระศาสดา ทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป.

  5. ๕

    ภิกษุเหล่านั้นไปนั่งบนอาสนะที่เขาปูล้อมเตียงของอุบาสกนั้น ผู้อันอุบาสกนั้นกราบเรียนว่า ท่านขอรับ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นสิ่งที่กระผมได้โดยยาก กระผมเป็นผู้อ่อนกำลัง ขอพระคุณเจ้าโปรดสาธยายพระสูตรสักสูตรหนึ่งแก่กระผมด้วย ดังนี้ จึงถามว่า อุบาสก โยมประสงค์จะฟังสูตรไหนเล่า เมื่ออุบาสกนั้นกราบเรียนว่า สติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งแล้ว จึงเริ่มตั้งพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้ เป็นทางไปสายเอก เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น ฯ

    เต คนฺตฺวา ตสฺส มญฺจํ ปริวาเรตฺวา ปญฺญตฺเตสุ อาสเนสุ นิสินฺนา, “ภนฺเต อยฺยานํ เม ทสฺสนํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสติ, ทุพฺพโลมฺหิ, เอกํ เม สุตฺตํ สชฺฌายถาติ วุตฺตา, “กตรํ สุตฺตํ โสตุกาโม อุปาสกาติ, “สพฺพพุทฺธานํ อวิชหิตํ สติปฏฺฐานสุตฺตนฺติ วุตฺเต, “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยาติ สุตฺตนฺตํ ปฏฺฐเปสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว นั่งแล้ว บนอาสนะ ท. อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้ว แวดล้อม ซึ่งเตียง (ของอุบาสก) นั้น, ผู้ (อันอุบาสก) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.การเห็น ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า ท. ของกระผม เป็นกิจ (อันกระผม) ได้โดยยาก จักเป็น, (อ.กระผม) เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว ย่อมเป็น , (อ.ท่าน ท.) ขอจงสาธยาย ซึ่งพระสูตร สูตรหนึ่ง แก่กระผม เถิด ดังนี้, (ถามแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสก (อ.ท่าน) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง ซึ่งพระสูตร สูตรไหน (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.กระผม เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง) ซึ่งสติปัฏฐานสูตร อันอันพระพุทธเจ้าทั้งปวง ท. ไม่ทรงละแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันอุบาสก) กล่าวแล้ว, เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งพระสูตร ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.หนทาง นี้ อันเป็นที่ไป แห่งบุคคลคนเดียว (ย่อมเป็นไปพร้อม) เพื่อความหมดจดวิเศษ แห่งสัตว์ ท. ดังนี้เป็นต้น ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น ไปแล้ว นั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ล้อมเตียงของเขาอันเขากล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นของอันกระผมได้โดยยาก, กระผมเป็นผู้ทุพพลภาพ, ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสาธยายพระสูตร ๆ หนึ่ง โปรดกระผมเถิด," จึงถามว่า "ท่านประสงค์จะฟังสูตรไหน ? อุบาสก" เมื่อเขาเรียนว่า "สติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละแล้ว," จึงเริ่มสวดพระสูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺยา" เป็นต้น (ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอย่างเอก เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย).

  6. ๖

    ในขณะนั้น รถ ๖ คัน (แต่ละคัน) ใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ เทียมด้วยม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ตัว ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพมาจากเทวโลก ๖ ชั้น ฯ

    ตสฺมึ ขเณ ฉหิ เทวโลเกหิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา สหสฺสสินฺธวยุตฺตา ทิยฑฺฒโยชนสติกา ฉ รถา อาคมึสุ.

    ในขณะ นั้น อ.รถ ท. ๖ อันประกอบแล้วด้วยร้อยแห่งโยชน์ ที่สองด้วยทั้งกึ่ง อันเทียมแล้วด้วยม้าสินธพพันหนึ่ง อันประดับเฉพาะแล้ว ด้วยเครื่องประดับทั้งปวง มาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ฯ

    ขณะนั้น รถ ๖ คัน ประดับด้วยอลังการทุกอย่าง เทียมด้วยม้าสินธพพันตัว ประมาณได้ ๑๕๐ โยชน์ มาจากเทวโลก ๖ ชั้น.

  7. ๗

    เทวดาทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่บนรถเหล่านั้น พากันกล่าวว่า พวกเราจักนำไปยังเทวโลกของเรา พวกเราจักนำไปยังเทวโลกของพวกเรา ท่านผู้เจริญ ขอจงบังเกิดบนรถคันนี้ เพื่อรื่นรมย์ในเทวโลกของพวกเรา เสมือนคนทำลายภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองคำ ฉะนั้น ฯ อุบาสก ไม่ปรารถนา(จะทำ) อันตรายต่อการฟังธรรม จึงพูดว่า จงรอก่อน จงรอก่อน ดังนี้ ฯ ภิกษุทั้งหลาย ได้พากันหยุดนิ่งด้วยเข้าใจว่า อุบาสกพูดกะพวกเรา ฯ ทีนั้น ลูกชายหญิงของอุบาสกนั้น พากันร้องด้วยเข้าใจว่า ก่อนนี้ พ่อของพวกเรา ได้เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม แต่มาบัดนี้ พ่อให้นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมา ให้ท่านทำการสาธยาย (กลับมา) ห้ามเสียเองทีเดียว ชื่อว่าสัตว์ที่ไม่กลัวตาย ไม่มี ฯ พวกภิกษุ ต่างปรึกษากันว่า บัดนี้มิใช่โอกาส จึงลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป ฯ

    เตสุ ฐิตา เทวตา “อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺโภ มตฺติกภาชนํ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณภาชนํ คณฺหนฺโต วิย อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมิตุํ อิธ นิพฺพตฺตตูติ วทึสุ.

    อ.เทวดา ท. ยืนแล้ว (บนรถ ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา ท.) จักนำไป สู่เทวโลก ของเรา ท., (อ.เรา ท.) จักนำไป สู่เทวโลก ของเรา ท., แน่ะท่านผู้เจริญ (อ.อุบาสก) จงบังเกิด (ที่รถ) นี้ เพื่ออันยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท. ราวกะ (อ.บุคคล) ทำลายแล้ว ซึ่งภาชนะอันเป็นวิการแห่งดินเหนียว ถือเอาอยู่ ซึ่งภาชนะอันเป็นวิการแห่งทอง ดังนี้ ฯ

    เทวดายืนอยู่บนรถเหล่านั้น ต่างก็เชื้อเชิญว่า "ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า; ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า , ท่านผู้เจริญขอจงเกิดในที่นี้ เพื่อความยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า เหมือนคนทำลายภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองคำ."

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๐–๑๒๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งในกาลต่อมา โรคเกิดขึ้นแก่อุบาสกนั้น ฯ

    อถสฺส อปรภาเค โรโค อุปฺปชฺชิ.

    ครั้งนั้น อ.โรค เกิดขึ้นแล้ว (แก่อุบาสก) นั้น ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก ฯ

    ต่อมาในกาลอื่น โรคเกิดขึ้นแก่เขา.

  2. ๒

    อายุสังขารเสื่อมรอบแล้ว ฯ

    อายุสงฺขาโร ปริหายิ.

    อ.สังขารคืออายุ เสื่อมรอบแล้ว ฯ

    อายุสังขารเสื่อมรอบแล้ว.

  3. ๓

    อุบาสกนั้นประสงค์จะฟังธรรม จึงส่งข่าวสารไปยังสำนักพระบรมศาสดาว่า ขอพระองค์โปรดส่งภิกษุ ๘ รูป หรือ ๑๖ รูปมา เพื่อข้าพระองค์ ฯ

    โส ธมฺมํ โสตุกาโม “อฏฺฐ วา เม โสฬส วา ภิกฺขู เปเสถาติ สตฺถุ สนฺติกํ ปหิณิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม (เป็น) ส่งไปแล้ว (ซึ่งข่าวสาร) สู่สำนัก ของพระศาสดา (มีอันให้รู้) ว่า อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงส่ง ซึ่งภิกษุ ท. ๘ หรือ หรือว่า ๑๖ แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    เขาใคร่จะสดับธรรมจึงส่ง (คน) ไปสู่สำนักพระศาสดา ด้วยกราบทูล "ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ ๘ รูป หรือ ๑๖ รูป ประทานแก่ข้าพระองค์เถิด."

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ทรงส่งภิกษุทั้งหลายไปแล้ว ฯ

    สตฺถา ภิกฺขู เปเสสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ฯ

    พระศาสดา ทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป.

  5. ๕

    ภิกษุเหล่านั้นไปนั่งบนอาสนะที่เขาปูล้อมเตียงของอุบาสกนั้น ผู้อันอุบาสกนั้นกราบเรียนว่า ท่านขอรับ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นสิ่งที่กระผมหาได้โดยยาก กระผมเป็นคนทุรพล ขอพระคุณเจ้าโปรดสาธยายพระสูตรสักสูตรหนึ่งแก่กระผมเถิด จึงถามว่า อุบาสก ท่านประสงค์จะฟังสูตรไหนเล่า เมื่ออุบาสกนั้นกราบเรียนว่า สติปัฏฐานสูตร อันพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งแล้ว จึงเริ่มตั้งพระสูตรว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เป็นต้น ฯ

    เต คนฺตฺวา ตสฺส มญฺจํ ปริวาเรตฺวา ปญฺญตฺเตสุ อาสเนสุ นิสินฺนา, “ภนฺเต อยฺยานํ เม ทสฺสนํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสติ, ทุพฺพโลมฺหิ, เอกํ เม สุตฺตํ สชฺฌายถาติ วุตฺตา, “กตรํ สุตฺตํ โสตุกาโม อุปาสกาติ, “สพฺพพุทฺธานํ อวิชหิตํ สติปฏฺฐานสุตฺตนฺติ วุตฺเต, “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยาติ สุตฺตนฺตํ ปฏฺฐเปสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว นั่งแล้ว บนอาสนะ ท. อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้ว แวดล้อม ซึ่งเตียง (ของอุบาสก) นั้น, ผู้ (อันอุบาสก) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.การเห็น ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า ท. ของกระผม เป็นกิจ (อันกระผม) ได้โดยยาก จักเป็น, (อ.กระผม) เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว ย่อมเป็น , (อ.ท่าน ท.) ขอจงสาธยาย ซึ่งพระสูตร สูตรหนึ่ง แก่กระผม เถิด ดังนี้, (ถามแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสก (อ.ท่าน) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง ซึ่งพระสูตร สูตรไหน (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.กระผม เป็นผู้ใคร่เพื่ออันฟัง) ซึ่งสติปัฏฐานสูตร อันอันพระพุทธเจ้าทั้งปวง ท. ไม่ทรงละแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันอุบาสก) กล่าวแล้ว, เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งพระสูตร ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.หนทาง นี้ อันเป็นที่ไป แห่งบุคคลคนเดียว (ย่อมเป็นไปพร้อม) เพื่อความหมดจดวิเศษ แห่งสัตว์ ท. ดังนี้เป็นต้น ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น ไปแล้ว นั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ล้อมเตียงของเขาอันเขากล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นของอันกระผมได้โดยยาก, กระผมเป็นผู้ทุพพลภาพ, ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสาธยายพระสูตร ๆ หนึ่ง โปรดกระผมเถิด," จึงถามว่า "ท่านประสงค์จะฟังสูตรไหน ? อุบาสก" เมื่อเขาเรียนว่า "สติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละแล้ว," จึงเริ่มสวดพระสูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺยา" เป็นต้น (ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอย่างเอก เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย).

  6. ๖

    ในขณะนั้น รถ ๖ คัน (แต่ละคัน) ใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ เทียมด้วยม้าสินธพพันตัว ประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง มาจากเทวโลก ๖ ชั้น ฯ

    ตสฺมึ ขเณ ฉหิ เทวโลเกหิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา สหสฺสสินฺธวยุตฺตา ทิยฑฺฒโยชนสติกา ฉ รถา อาคมึสุ.

    ในขณะ นั้น อ.รถ ท. ๖ อันประกอบแล้วด้วยร้อยแห่งโยชน์ ที่สองด้วยทั้งกึ่ง อันเทียมแล้วด้วยม้าสินธพพันหนึ่ง อันประดับเฉพาะแล้ว ด้วยเครื่องประดับทั้งปวง มาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ฯ

    ขณะนั้น รถ ๖ คัน ประดับด้วยอลังการทุกอย่าง เทียมด้วยม้าสินธพพันตัว ประมาณได้ ๑๕๐ โยชน์ มาจากเทวโลก ๖ ชั้น.

  7. ๗

    เหล่าเทพดาที่ยืนอยู่บนรถเหล่านั้น (ต่าง) พูดว่า พวกเราจักนำไปเทวโลกของพวกเรา พวกเราจักนำไปเทวโลกของพวกเรา ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงบังเกิดบนรถนี้ เพื่อยินดียิ่งในเทวโลกของพวกเรา เหมือนกับบุคคลที่ทำลายภาชนะดิน แล้วถือเอาภาชนะทอง ฉะนั้น ฯ

    เตสุ ฐิตา เทวตา “อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺโภ มตฺติกภาชนํ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณภาชนํ คณฺหนฺโต วิย อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมิตุํ อิธ นิพฺพตฺตตูติ วทึสุ.

    อ.เทวดา ท. ยืนแล้ว (บนรถ ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา ท.) จักนำไป สู่เทวโลก ของเรา ท., (อ.เรา ท.) จักนำไป สู่เทวโลก ของเรา ท., แน่ะท่านผู้เจริญ (อ.อุบาสก) จงบังเกิด (ที่รถ) นี้ เพื่ออันยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท. ราวกะ (อ.บุคคล) ทำลายแล้ว ซึ่งภาชนะอันเป็นวิการแห่งดินเหนียว ถือเอาอยู่ ซึ่งภาชนะอันเป็นวิการแห่งทอง ดังนี้ ฯ

    เทวดายืนอยู่บนรถเหล่านั้น ต่างก็เชื้อเชิญว่า "ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า; ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า , ท่านผู้เจริญขอจงเกิดในที่นี้ เพื่อความยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า เหมือนคนทำลายภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองคำ."

  8. ๘

    อุบาสกไม่ปรารถนาอันตรายแก่การฟังธรรม จึงเรียนว่า ขอพระคุณเจ้าจงคอยท่า ขอพระคุณเจ้าจงคอยท่า ฯ

    อุปาสโก ธมฺมสฺสวนนฺตรายํ อนิจฺฉนฺโต “อาคเมถ อาคเมถาติ อาห.

    อ.อุบาสก ไม่ปรารถนาอยู่ ซึ่งอันตรายแห่งการฟังซึ่งธรรม กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท. ยังกาล) จงให้มา (อ.ท่าน ท. ยังกาล) จงให้มา ดังนี้ ฯ

    อุบาสก ไม่ปรารถนาจะให้เป็นอันตรายแก่การฟังธรรม จึงกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงรอก่นอ จงรอก่อน."

  9. ๙

    เหล่าภิกษุได้เป็นผู้นิ่ง ด้วยเข้าใจว่า อุบาสกพูดกะพวกเรา ฯ

    ภิกฺขู “อมฺเห วทตีติ สญฺญาย ตุณฺหี อเหสุํ.

    อ.ภิกษุ ท. เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ด้วยความสำคัญ ว่า (อ.อุบาสก) ย่อมกล่าว กะเรา ท. ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ ต่างหยุดนิ่ง ด้วยเข้าใจว่า "อุบาสกพูดกับพวกเรา."

  10. ๑๐

    ครั้งนั้น ลูกชายลูกสาวของอุบาสกนั้นร้อง ด้วยคิดว่า พ่อของพวกเราเมื่อก่อนเป็นคนไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม แต่บัดนี้ให้เรียกหาภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ให้กระทำการสาธยายแล้ว ห้ามเสียเองทีเดียว ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่ไม่กลัวความตาย ไม่มี ฯ

    อถสฺส ปุตฺตธีตโร “ อมฺหากํ ปิตา ปุพฺเพ ธมฺมสฺสวเนน อติตฺโต อโหสิ, อิทานิ ปน ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา สชฺฌายํ กาเรตฺวา สยเมว วาเรติ, มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถีติ วิรวึสุ.

    ครั้งนั้น อ.บุตรและธิดา ท. (ของอุบาสก) นั้น ร้องแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.บิดา ของเรา ท. เป็นผู้ไม่อิ่มแล้ว ด้วยการฟังซึ่งธรรม ได้เป็นแล้ว ในกาลก่อน, แต่ว่า ในกาลนี้ (อ.บิดา ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ให้กระทำแล้ว ซึ่งการสาธยาย ย่อมห้าม เองนั่นเทียว, ชื่อ อ.สัตว์ผู้ไม่กลัว ต่อความตาย ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น บุตรและธิดาของเขา คิดว่า "บิดาของพวกเรา แต่ก่อน เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม, แต่บัดนี้ ให้นิมนต์ภิกษุมาให้ทำสาธยายแล้ว ห้ามเสียเองเที่ยว, ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี" ดังนี้แล้ว ได้ร้องไห้.

  11. ๑๑

    พวกภิกษุคิดว่า บัดนี้ ไม่ใช่โอกาส จึงลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ

    ภิกฺขู “อิทานิ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ

    พวกภิกษุ ปรึกษากันว่า "บัดนี้ไม่เป็นโอกาสแล้ว" จึงลุกจากอาสนะหลีกไป.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสกให้เวลาผ่านพ้นไปหน่อยหนึ่ง กลับได้สติแล้วจึงถามลูก ๆ ว่า เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงคร่ำครวญกัน ฯ

    ภิกฺขู “อิทานิ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ. อุปาสโก โถกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺเต ปุจฺฉิ “กสฺมา กนฺทถาติ.

    อ.ภิกษุ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ อ.อุบาสก (ยังกาล) หน่อยหนึ่ง ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว กลับได้แล้ว ซึ่งสติ ถามแล้ว ซึ่งบุตร ท. ว่า (อ.เจ้า ท.) ย่อมคร่ำครวญ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ ปรึกษากันว่า "บัดนี้ไม่เป็นโอกาสแล้ว" จึงลุกจากอาสนะหลีกไป. อุบาสกยังเวลานิดหน่อยให้ล่วงไปแล้ว กลับได้สติถามลูก ๆ ว่า "เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงคร่ำครวญกันเล่า ?"

  2. ๒

    พวกบุตรจึงตอบว่า พ่อ พ่อให้นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ฟังธรรมอยู่ ห้าม(บอกเลิก) เสียเองทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึงคิดว่า ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวต่อความตาย ไม่มี ดังนี้ จึงพากันคร่ำครวญ ฯ

    “ตาต ตุมฺเห ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตา สยเมว วารยิตฺถ, อถ มยํ `มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถีติ กนฺทิมฺหาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ท่าน ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ฟังอยู่ ซึ่งธรรม ห้ามแล้ว เองนั่นเทียว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.เรา ท. คร่ำครวญแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า ชื่อ อ.สัตว์ผู้ไม่กลัว ต่อความตาย ย่อมไม่มี ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกบุตร จึงบอกว่า "พ่อ พ่อให้นิมนต์ภิกษุมาแล้ว ฟังธรรมอยู่ ห้ามเสียเองเทียว, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมทั้งหลายจึงคิดว่า " ชื่อว่า สัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี" ดังนี้ จึงคร่ำครวญ."

  3. ๓

    อุบาสก. ก็ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนเสียเล่า ฯ

    “อยฺยา ปน กุหินฺติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า ก็ อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. (ไปแล้ว) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหนเสีย ?

  4. ๔

    บุตร. พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ปรารภว่า หมดโอกาส จึงลุกจากอาสนะ พากันแยกย้าย(หลีกไป) ฯ

    “ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกนฺตา ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ภิกษุ ท.) (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านพูดกันว่า 'ไม่เป็นโอกาส' ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.

  5. ๕

    อุบาสก. พ่อไม่ได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายดอกนะ ฯ

    “นาหํ อยฺเยหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมกล่าว กับ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า ท. หามิได้ ดังนี้ ฯ

    อุ. พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า.

  6. ๖

    บุตร. ถ้าอย่างนั้น พ่อพูดกับใคร ฯ

    “อถ เกน สทฺธึ กเถถาติ.

    (อ.บุตร ท. ถามแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) ย่อมกล่าว กับ ด้วยใคร ดังนี้ ฯ

    บุตร. ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร ?

  7. ๗

    อุบาสก. เทพยดา ประดับรถ ๖ คัน พามาจากเทวโลก ๖ ชั้น จอดอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า พ่อพูดกับเทพยดาเหล่านั้น ฯ

    “ฉหิ เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาทาย อากาเส ฐตฺวา `อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหิ, อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหีติ สทฺทํ กโรนฺติ, ตาหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เทวดา ท. ประดับแล้ว ซึ่งรถ ท. ๖ พามาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ยืนแล้ว ในอากาศ ย่อมกระทำ ซึ่งเสียง ว่า (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท., (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท. ดังนี้, (อ.เรา) ย่อมกล่าว กับ (ด้วยเทวดา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น พักอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า 'ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้าขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า,' พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น[ต่างหาก].

  8. ๘

    บุตร. พ่อ รถอยู่ไหนเล่า พวกเรามองไม่เห็นเลย ฯ

    “กุหึ ตาต รถา, น มยํ ปสฺสามาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว), ว่า ข้าแต่พ่อ อ.รถ ท. (มีอยู่) ในที่ไหน, อ.เรา ท. ย่อมไม่เห็น ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ รถที่ไหน ? พวกผมไม่เห็น.

  9. ๙

    อุบาสก. ก็ ดอกไม้ที่ร้อย (เป็นพวง) แล้วเพื่อพ่อ มีไหม ฯ

    “อตฺถิ ปน มยฺหํ คนฺถิตานิ ปุปฺผานีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ก็ อ.ดอกไม้ ท. อัน (อันบุคคล) ร้อยแล้ว เพื่อเรา มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงเพื่อพ่อมีไหม ?

  10. ๑๐

    บุตร. มี พ่อ ฯ

    “อตฺถิ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ดอกไม้นั่น) มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    บุตร. มี พ่อ.

  11. ๑๑

    อุบาสก. เทวโลกชั้นไหนน่ารื่นรมย์นัก ฯ

    “กตโร เทวโลโก รมณีโยติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า อ.เทวโลก ชั้นไหน (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวโลกชั้นไหน ? ควรเป็นที่รื่นรมย์.

  12. ๑๒

    บุตร. ภพดุสิตเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ของพระพุทธมารดาและ พระพุทธบิดาเป็นที่รื่นรมย์นักละ พ่อ ฯ

    “สพฺพโพธิสตฺตานํ พุทฺธมาตาปิตูนญฺจ วสนฏฺฐานํ ตุสิตภวนํ รมณียํ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ภพชื่อว่าดุสิต อันเป็นที่เป็นที่อยู่ ของพระโพธิสัตว์ ทั้งปวง ท. ด้วย ของพระมารดาและพระบิดาของพระพุทธเจ้า ท. ด้วย (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    บุตร. ภพดุสิต อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ของพระพุทธมารดา และของพระพุทธบิดา เป็นที่รื่นรมย์ซิ พ่อ.

  13. ๑๓

    อุบาสก. ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงอธิษฐานว่า ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต ดังนี้แล้วเหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถิด ฯ

    “เตนหิ `ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปุปฺผทามํ ลคฺคตูติ ปุปฺผทามํ ขิปถาติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า ท.) (อธิษฐานแล้ว) ว่า อ.พวงแห่งดอกไม้ จงคล้อง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ดังนี้ จงซัดไป ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ ดังนี้ ฯ

    อุ. ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเสี่ยงว่า 'ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่รถมาจากภพดุสิต,' ดังนี้แล้ว เหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถอะ.

  14. ๑๔

    บุตรเหล่านั้น ได้เหวี่ยงไปแล้ว ฯ

    เต ขิปึสุ.

    (อ.บุตร ท.) เหล่านั้น ซัดไปแล้ว ฯ

    บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงไปแล้ว.

  15. ๑๕

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยอยู่แล้วในอากาศ ฯ

    ตํ รถธุเร ลคฺคิตฺวา อากาเส โอลมฺพิ.

    (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั้น คล้องแล้ว ที่แอกแห่งรถ ห้อยลงแล้ว ในอากาศ ฯ

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยลงในอากาศ.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑, พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสกปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปเล็กน้อยแล้ว กลับได้สติ จึงถามลูกทั้งหลายว่า เพราะเหตุอะไร พวกเจ้าจึงพากันคร่ำครวญ ฯ

    ภิกฺขู “อิทานิ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ. อุปาสโก โถกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺเต ปุจฺฉิ “กสฺมา กนฺทถาติ.

    อ.ภิกษุ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ อ.อุบาสก (ยังกาล) หน่อยหนึ่ง ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว กลับได้แล้ว ซึ่งสติ ถามแล้ว ซึ่งบุตร ท. ว่า (อ.เจ้า ท.) ย่อมคร่ำครวญ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ ปรึกษากันว่า "บัดนี้ไม่เป็นโอกาสแล้ว" จึงลุกจากอาสนะหลีกไป. อุบาสกยังเวลานิดหน่อยให้ล่วงไปแล้ว กลับได้สติถามลูก ๆ ว่า "เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงคร่ำครวญกันเล่า ?"

  2. ๒

    พวกบุตรจึงตอบว่า คุณพ่อครับ คุณพ่อให้นิมนต์พระมาแล้ว ฟังธรรมอยู่ ห้ามเสียเองทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกผมจึงพากันคร่ำครวญ ฯ

    “ตาต ตุมฺเห ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตา สยเมว วารยิตฺถ, อถ มยํ `มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถีติ กนฺทิมฺหาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ท่าน ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ฟังอยู่ ซึ่งธรรม ห้ามแล้ว เองนั่นเทียว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.เรา ท. คร่ำครวญแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า ชื่อ อ.สัตว์ผู้ไม่กลัว ต่อความตาย ย่อมไม่มี ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกบุตร จึงบอกว่า "พ่อ พ่อให้นิมนต์ภิกษุมาแล้ว ฟังธรรมอยู่ ห้ามเสียเองเทียว, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมทั้งหลายจึงคิดว่า " ชื่อว่า สัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี" ดังนี้ จึงคร่ำครวญ."

  3. ๓

    ก็ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนเสียเล่า ฯ

    “อยฺยา ปน กุหินฺติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า ก็ อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. (ไปแล้ว) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหนเสีย ?

  4. ๔

    คุณพ่อครับ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พูดว่า ไม่ใช่โอกาส ดังนี้แล้ว จึงพากันลุกจากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ

    “ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกนฺตา ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ภิกษุ ท.) (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านพูดกันว่า 'ไม่เป็นโอกาส' ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.

  5. ๕

    พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ฯ

    “นาหํ อยฺเยหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมกล่าว กับ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า ท. หามิได้ ดังนี้ ฯ

    อุ. พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า.

  6. ๖

    เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณพ่อพูดกับใครเล่า ฯ

    “อถ เกน สทฺธึ กเถถาติ.

    (อ.บุตร ท. ถามแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) ย่อมกล่าว กับ ด้วยใคร ดังนี้ ฯ

    บุตร. ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร ?

  7. ๗

    เหล่าเทพยดา ประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น จอดอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของพวกเรา ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของพวกเรา พ่อพูดกับเทพยดาเหล่านั้น ฯ

    “ฉหิ เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาทาย อากาเส ฐตฺวา `อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหิ, อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหีติ สทฺทํ กโรนฺติ, ตาหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เทวดา ท. ประดับแล้ว ซึ่งรถ ท. ๖ พามาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ยืนแล้ว ในอากาศ ย่อมกระทำ ซึ่งเสียง ว่า (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท., (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท. ดังนี้, (อ.เรา) ย่อมกล่าว กับ (ด้วยเทวดา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น พักอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า 'ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้าขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า,' พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น[ต่างหาก].

  8. ๘

    คุณพ่อครับ รถทั้งหลายอยู่ที่ไหน พวกผมมองไม่เห็น ฯ

    “กุหึ ตาต รถา, น มยํ ปสฺสามาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว), ว่า ข้าแต่พ่อ อ.รถ ท. (มีอยู่) ในที่ไหน, อ.เรา ท. ย่อมไม่เห็น ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ รถที่ไหน ? พวกผมไม่เห็น.

  9. ๙

    ก็ ดอกไม้ที่ร้อยแล้วเพื่อพ่อมีไหม ฯ

    “อตฺถิ ปน มยฺหํ คนฺถิตานิ ปุปฺผานีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ก็ อ.ดอกไม้ ท. อัน (อันบุคคล) ร้อยแล้ว เพื่อเรา มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงเพื่อพ่อมีไหม ?

  10. ๑๐

    มีครับ คุณพ่อ ฯ

    “อตฺถิ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ดอกไม้นั่น) มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    บุตร. มี พ่อ.

  11. ๑๑

    เทวโลกชั้นไหน น่ารื่นรมย์ ฯ

    “กตโร เทวโลโก รมณีโยติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า อ.เทวโลก ชั้นไหน (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวโลกชั้นไหน ? ควรเป็นที่รื่นรมย์.

  12. ๑๒

    ภพดุสิตอันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ของพระพุทธมารดาและพระพุทธบิดา เป็นที่น่ารื่นรมย์ คุณพ่อ ฯ

    “สพฺพโพธิสตฺตานํ พุทฺธมาตาปิตูนญฺจ วสนฏฺฐานํ ตุสิตภวนํ รมณียํ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ภพชื่อว่าดุสิต อันเป็นที่เป็นที่อยู่ ของพระโพธิสัตว์ ทั้งปวง ท. ด้วย ของพระมารดาและพระบิดาของพระพุทธเจ้า ท. ด้วย (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    บุตร. ภพดุสิต อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ของพระพุทธมารดา และของพระพุทธบิดา เป็นที่รื่นรมย์ซิ พ่อ.

  13. ๑๓

    ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงอธิษฐานว่า ขอพวงดอกไม้จงคล้องที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต ดังนี้แล้ว จงเหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถิด ฯ

    “เตนหิ `ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปุปฺผทามํ ลคฺคตูติ ปุปฺผทามํ ขิปถาติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า ท.) (อธิษฐานแล้ว) ว่า อ.พวงแห่งดอกไม้ จงคล้อง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ดังนี้ จงซัดไป ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ ดังนี้ ฯ

    อุ. ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเสี่ยงว่า 'ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่รถมาจากภพดุสิต,' ดังนี้แล้ว เหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถอะ.

  14. ๑๔

    บุตรเหล่านั้น ได้เหวี่ยงไปแล้ว ฯ

    เต ขิปึสุ.

    (อ.บุตร ท.) เหล่านั้น ซัดไปแล้ว ฯ

    บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงไปแล้ว.

  15. ๑๕

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยอยู่แล้วในอากาศ ฯ

    ตํ รถธุเร ลคฺคิตฺวา อากาเส โอลมฺพิ.

    (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั้น คล้องแล้ว ที่แอกแห่งรถ ห้อยลงแล้ว ในอากาศ ฯ

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยลงในอากาศ.

  16. ๑๖

    มหาชนเห็นเฉพาะพวงดอกไม้นั้นเท่านั้น แต่มองไม่เห็นรถ ฯ

    มหาชโน ตเทว ปสฺสติ, รถํ น ปสฺสติ.

    อ.มหาชน ย่อมเห็น (ซึ่งพวงแห่งดอกไม้) นั้นนั่นเทียว, ย่อมไม่เห็น ซึ่งรถ ฯ

    มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่.

  17. ๑๗

    อุบาสกพูดว่า พวกเจ้าเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม เมื่อลูก ๆ ตอบว่า เห็นจ้ะ จึงกล่าวว่า พวงดอกไม้นั่น ห้อยอยู่ที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต เราจะไปสู่ภพดุสิต พวกเจ้าอย่าวิตกไปเลย (หาก) พวกเจ้า เป็นผู้ปรารถนาจะบังเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วแล้วเถิด ดังนี้แล้ว จึงกระทำกาละ ดำรงอยู่แล้วบนรถที่มาจากภพดุสิต ฯ

    อุปาสโก “ปสฺสเถตํ ปุปฺผทามนฺติ วตฺวา, “อาม ปสฺสามาติ วุตฺเต, “เอตํ ตุสิตภวนโต อาคตรเถ โอลมฺพติ, อหํ ตุสิตภวนํ คจฺฉามิ, ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถ, มม สนฺติเก นิพฺพตฺติตุกามา หุตฺวา มยา กตนิยาเมเนว ปุญฺญานิ กโรถาติ วตฺวา กาลํ กตฺวา ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปติฏฺฐาสิ.

    อ.อุบาสก กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมเห็น ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ นั่น หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า เออ (อ.เรา ท.) ย่อมเห็น ดังนี้ (อันบุตร ท.) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั่น ย่อมห้อยลง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต, อ.เรา จะไป สู่ภพชื่อว่าดุสิต, อ.เจ้า ท. อย่าคิดแล้ว, (อ.เจ้า ท.) เป็นผู้ใคร่ เพื่ออันบังเกิด ในสำนัก ของเรา เป็น จงกระทำ ซึ่งบุญ ท. ตามทำนอง (แห่งบุญ) อันเรา กระทำแล้วนั่นเทียว ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ยืนอยู่เฉพาะแล้ว บนรถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ฯ

    อุบาสก พูดว่า "เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม ?" เมื่อบุตรตอบว่า "เห็นจ้ะ," จึงกล่าวว่า "พวงดอกไม้นั่น ห้อยที่รถซึ่งมาจากดุสิต, เราจะไปสู่ภพดุสิต, พวกเจ้าอย่าวิตกเลย, พวกเจ้ามีความปรารถนาจะเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วเถิด" ดังนี้แล้ว ทำกาละ ดำรงอยู่บนรถที่มาจากภพดุสิต.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑, พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสกปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเล็กน้อยแล้ว กลับได้สติ ถามลูกทั้งหลายว่า พวกเจ้าพากันคร่ำครวญเพราะเหตุอะไร ฯ

    อุปาสโก โถกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺเต ปุจฺฉิ “กสฺมา กนฺทถาติ.

    อ.อุบาสก (ยังกาล) หน่อยหนึ่ง ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว กลับได้แล้ว ซึ่งสติ ถามแล้ว ซึ่งบุตร ท. ว่า (อ.เจ้า ท.) ย่อมคร่ำครวญ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    อุบาสกยังเวลานิดหน่อยให้ล่วงไปแล้ว กลับได้สติถามลูก ๆ ว่า "เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงคร่ำครวญกันเล่า ?"

  2. ๒

    พวกลูกจึงบอกว่า คุณพ่อครับ คุณพ่อให้นิมนต์พระมาแล้วฟังธรรมอยู่ ห้ามเสียเองทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกผมจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวความตายไม่มี ดังนี้แล้ว จึงพากันคร่ำครวญ ฯ

    “ตาต ตุมฺเห ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตา สยเมว วารยิตฺถ, อถ มยํ `มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถีติ กนฺทิมฺหาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ท่าน ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ฟังอยู่ ซึ่งธรรม ห้ามแล้ว เองนั่นเทียว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.เรา ท. คร่ำครวญแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า ชื่อ อ.สัตว์ผู้ไม่กลัว ต่อความตาย ย่อมไม่มี ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกบุตร จึงบอกว่า "พ่อ พ่อให้นิมนต์ภิกษุมาแล้ว ฟังธรรมอยู่ ห้ามเสียเองเทียว, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมทั้งหลายจึงคิดว่า " ชื่อว่า สัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี" ดังนี้ จึงคร่ำครวญ."

  3. ๓

    ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหนเสียเล่า ฯ

    “อยฺยา ปน กุหินฺติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า ก็ อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. (ไปแล้ว) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหนเสีย ?

  4. ๔

    คุณพ่อครับ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายพูดว่า ไม่ใช่โอกาส ดังนี้แล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว ฯ

    “ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกนฺตา ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ภิกษุ ท.) (ปรึกษากันแล้ว) ว่า (อ.กาลนี้) เป็นสมัยมิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านพูดกันว่า 'ไม่เป็นโอกาส' ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.

  5. ๕

    พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ฯ

    “นาหํ อยฺเยหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมกล่าว กับ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า ท. หามิได้ ดังนี้ ฯ

    อุ. พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า.

  6. ๖

    เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณพ่อพูดกับใครเล่า ฯ

    “อถ เกน สทฺธึ กเถถาติ.

    (อ.บุตร ท. ถามแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) ย่อมกล่าว กับ ด้วยใคร ดังนี้ ฯ

    บุตร. ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร ?

  7. ๗

    พวกเทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น จอดอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของพวกเรา ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของพวกเรา พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น ฯ

    “ฉหิ เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาทาย อากาเส ฐตฺวา `อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหิ, อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมาหีติ สทฺทํ กโรนฺติ, ตาหิ สทฺธึ กเถมีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า อ.เทวดา ท. ประดับแล้ว ซึ่งรถ ท. ๖ พามาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ยืนแล้ว ในอากาศ ย่อมกระทำ ซึ่งเสียง ว่า (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท., (อ.ท่าน) จงยินดียิ่ง ในเทวโลก ของเรา ท. ดังนี้, (อ.เรา) ย่อมกล่าว กับ (ด้วยเทวดา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น พักอยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า 'ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้าขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า,' พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น[ต่างหาก].

  8. ๘

    คุณพ่อครับ รถทั้งหลายอยู่ที่ไหน พวกผมมองไม่เห็น ฯ

    “กุหึ ตาต รถา, น มยํ ปสฺสามาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว), ว่า ข้าแต่พ่อ อ.รถ ท. (มีอยู่) ในที่ไหน, อ.เรา ท. ย่อมไม่เห็น ดังนี้ ฯ

    บุตร. พ่อ รถที่ไหน ? พวกผมไม่เห็น.

  9. ๙

    ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงแล้วเพื่อพ่อ มีไหม ฯ

    “อตฺถิ ปน มยฺหํ คนฺถิตานิ ปุปฺผานีติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ก็ อ.ดอกไม้ ท. อัน (อันบุคคล) ร้อยแล้ว เพื่อเรา มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ

    อุ. ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงเพื่อพ่อมีไหม ?

  10. ๑๐

    มี ครับคุณพ่อ ฯ

    “อตฺถิ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ดอกไม้นั่น) มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    บุตร. มี พ่อ.

  11. ๑๑

    เทวโลกชั้นไหนน่ารื่นรมย์ ฯ

    “กตโร เทวโลโก รมณีโยติ.

    (อ.อุบาสก ถามแล้ว) ว่า อ.เทวโลก ชั้นไหน (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    อุ. เทวโลกชั้นไหน ? ควรเป็นที่รื่นรมย์.

  12. ๑๒

    ภพดุสิตอันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ของพระพุทธมารดาและพระพุทธบิดา เป็นที่น่ารื่นรมย์ คุณพ่อ ฯ

    “สพฺพโพธิสตฺตานํ พุทฺธมาตาปิตูนญฺจ วสนฏฺฐานํ ตุสิตภวนํ รมณียํ ตาตาติ.

    (อ.บุตร ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ภพชื่อว่าดุสิต อันเป็นที่เป็นที่อยู่ ของพระโพธิสัตว์ ทั้งปวง ท. ด้วย ของพระมารดาและพระบิดาของพระพุทธเจ้า ท. ด้วย (อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ฯ

    บุตร. ภพดุสิต อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ของพระพุทธมารดา และของพระพุทธบิดา เป็นที่รื่นรมย์ซิ พ่อ.

  13. ๑๓

    ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงอธิษฐานว่า ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต ดังนี้แล้ว จงโยนพวงดอกไม้ไปเถิด ฯ

    “เตนหิ `ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปุปฺผทามํ ลคฺคตูติ ปุปฺผทามํ ขิปถาติ.

    (อ.อุบาสก กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า ท.) (อธิษฐานแล้ว) ว่า อ.พวงแห่งดอกไม้ จงคล้อง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ดังนี้ จงซัดไป ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ ดังนี้ ฯ

    อุ. ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเสี่ยงว่า 'ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่รถมาจากภพดุสิต,' ดังนี้แล้ว เหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถอะ.

  14. ๑๔

    พวกลูกเหล่านั้น ได้โยนไปแล้ว ฯ

    เต ขิปึสุ.

    (อ.บุตร ท.) เหล่านั้น ซัดไปแล้ว ฯ

    บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงไปแล้ว.

  15. ๑๕

    พวงดอกไม้นั้นได้คล้องที่แอกรถห้อยลงในอากาศ ฯ

    ตํ รถธุเร ลคฺคิตฺวา อากาเส โอลมฺพิ.

    (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั้น คล้องแล้ว ที่แอกแห่งรถ ห้อยลงแล้ว ในอากาศ ฯ

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยลงในอากาศ.

  16. ๑๖

    มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้นเท่านั้น หาเห็นรถไม่ ฯ

    มหาชโน ตเทว ปสฺสติ, รถํ น ปสฺสติ.

    อ.มหาชน ย่อมเห็น (ซึ่งพวงแห่งดอกไม้) นั้นนั่นเทียว, ย่อมไม่เห็น ซึ่งรถ ฯ

    มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๒–๑๒๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑, พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑, พ.ศ. ๒๕๔๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    บุตรเหล่านั้น ได้เหวี่ยงไปแล้ว ฯ พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถห้อยลงในอากาศ ฯ

    ตํ รถธุเร ลคฺคิตฺวา อากาเส โอลมฺพิ.

    (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั้น คล้องแล้ว ที่แอกแห่งรถ ห้อยลงแล้ว ในอากาศ ฯ

    พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ ห้อยลงในอากาศ.

  2. ๒

    มหาชนมองเห็นแต่เฉพาะพวงดอกไม้เท่านั้น (แต่) มองไม่เห็นรถ ฯ

    มหาชโน ตเทว ปสฺสติ, รถํ น ปสฺสติ.

    อ.มหาชน ย่อมเห็น (ซึ่งพวงแห่งดอกไม้) นั้นนั่นเทียว, ย่อมไม่เห็น ซึ่งรถ ฯ

    มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่.

  3. ๓

    อุบาสกจึงพูดว่า พวกเจ้าเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม เมื่อพวกบุตรตอบว่า ใช่ เห็นจ้ะ จึงกล่าวว่า พวงดอกไม้นั่นห้อยที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต เราจะไปยังภพดุสิต พวกเจ้าอย่าคิดไปเลย พวกเจ้าเป็นผู้ปรารถนาจะเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำไว้แล้วนั่นแลเถิด ทำกาละแล้ว สถิตอยู่บนรถที่มาจากภพดุสิต ฯ

    อุปาสโก “ปสฺสเถตํ ปุปฺผทามนฺติ วตฺวา, “อาม ปสฺสามาติ วุตฺเต, “เอตํ ตุสิตภวนโต อาคตรเถ โอลมฺพติ, อหํ ตุสิตภวนํ คจฺฉามิ, ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถ, มม สนฺติเก นิพฺพตฺติตุกามา หุตฺวา มยา กตนิยาเมเนว ปุญฺญานิ กโรถาติ วตฺวา กาลํ กตฺวา ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปติฏฺฐาสิ.

    อ.อุบาสก กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมเห็น ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ นั่น หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า เออ (อ.เรา ท.) ย่อมเห็น ดังนี้ (อันบุตร ท.) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั่น ย่อมห้อยลง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต, อ.เรา จะไป สู่ภพชื่อว่าดุสิต, อ.เจ้า ท. อย่าคิดแล้ว, (อ.เจ้า ท.) เป็นผู้ใคร่ เพื่ออันบังเกิด ในสำนัก ของเรา เป็น จงกระทำ ซึ่งบุญ ท. ตามทำนอง (แห่งบุญ) อันเรา กระทำแล้วนั่นเทียว ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ยืนอยู่เฉพาะแล้ว บนรถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ฯ

    อุบาสก พูดว่า "เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม ?" เมื่อบุตรตอบว่า "เห็นจ้ะ," จึงกล่าวว่า "พวงดอกไม้นั่น ห้อยที่รถซึ่งมาจากดุสิต, เราจะไปสู่ภพดุสิต, พวกเจ้าอย่าวิตกเลย, พวกเจ้ามีความปรารถนาจะเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วเถิด" ดังนี้แล้ว ทำกาละ ดำรงอยู่บนรถที่มาจากภพดุสิต.

  4. ๔

    ทันทีทันใดนั้น อัตภาพของอุบาสกนั้น สูงประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยเครื่องอลังการหนัก ๖๐ เล่มเกวียน บังเกิดแล้ว นางอัปสรหนึ่งพัน ล้อมรอบแล้ว วิมานแก้วประมาณ ๒๕ โยชน์ ปรากฏแล้ว ฯ

    ตาวเทวสฺส ติคาวุตปฺปมาโณ สฏฺฐิสกฏภาราลงฺการปฏิมณฺฑิโต อตฺตภาโว นิพฺพตฺติ, อจฺฉราสหสฺสํ ปริวาเรสิ, ปญฺจวีสติโยชนิกํ รตนวิมานํ ปาตุรโหสิ.

    ในขณะนั้นนั่นเทียว อ.อัตภาพ ของอุบาสก นั้น อันมีคาวุตสามเป็นประมาณ อันประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องประดับมีเกวียนหกสิบเล่มเป็นภาระ บังเกิดแล้ว, อ.พันแห่งนางอัปสร แวดล้อมแล้ว, อ.วิมานอันสำเร็จแล้วด้วยแก้ว อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๒๕ ได้มีปรากฏแล้ว ฯ

    อัตภาพของเขาสูงประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยอลังการหนักได้ ๖๐ เล่มเกวียน เกิดในทันใดนั่นเอง, นางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว. วิมานแก้วประมาณ ๒๕ โยชน์ปรากฏแล้ว.

  5. ๕

    พระบรมศาสดาตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้น ผู้มาถึงวิหารภายหลังว่า ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วหรือ ฯ

    เตปิ ภิกฺขู วิหารํ อนุปฺปตฺเต สตฺถา ปุจฺฉิ “สุตา ภิกฺขเว อุปาสเกน ธมฺมเทสนาติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. แม้เหล่านั้น ผู้ถึงโดยลำดับแล้ว ซึ่งวิหาร ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ธรรมเทศนา อันอุบาสก ฟังแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้น ผู้มีถึงวิหารแล้วโดยลำดับว่า "ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังธรรมเทศนาแล้วหรือ ?"

  6. ๖

    ภิกษุทั้งหลาย. ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสกได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแลว่า ท่านจงรอก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้น ลูกชายหญิงของอุบาสกนั้นพากันคร่ำครวญแล้ว พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า บัดนี้ มิใช่โอกาส จึงพากันลุกจากอาสนะแล้วออกมา ฯ

    “อาม ภนฺเต, อนฺตราเยว ปน `อาคเมถาติ วาเรสิ, อถสฺส ปุตฺตธีตโร กนฺทึสุ, มยํ `อิทานิ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา นิกฺขนฺตาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น), แต่ว่า (อ.อุบาสก) ห้ามแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท. ยังกาล) จงให้มา ดังนี้ ในระหว่าง นั่นเทียว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.บุตรและธิดา ท. (ของอุบาสก) นั้น คร่ำครวญแล้ว, อ.ข้าพระองค์ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นสมัย มิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ เป็นผู้ออกไปแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ภ. ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสก ได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแลว่า 'ขอท่านจงรอก่อน.' ลำดับนั้น บุตรและธิดาของอุบาสกนั้นคร่ำครวญกันแล้ว, พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า ' บัดนี้ไม่เป็นโอกาส,' จึงลุกจากอาสนะออกมา.

  7. ๗

    พระบรมศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น หาได้พูดกับพวกเธอไม่ แต่เทวดาทั้งหลาย ประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น เชื้อเชิญอุบาสกนั้นแล้ว เขาไม่ปรารถนา (จะทำ) อันตรายต่อการฟังธรรม จึงพูดกับเทวดาเหล่านั้น ฯ

    “น โส ภิกฺขเว ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถสิ; ฉหิ ปน เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาหริตฺวา ตํ อุปาสกํ ปกฺโกสึสุ, โส ธมฺมเทสนาย อนฺตรายํ อนิจฺฉนฺโต ตาหิ สทฺธึ กเถสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.อุบาสก) นั้น กล่าวแล้ว กับ ด้วยเธอ ท. หามิได้ ; แต่ว่า อ.เทวดา ท. ประดับแล้ว ซึ่งรถ ท. ๖ นำมาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ร้องเรียกแล้ว ซึ่งอุบาสก นั้น, (อ.อุบาสก) นั้น ไม่ปรารถนาอยู่ ซึ่งอันตราย แห่งพระธรรมเทศนา กล่าวแล้ว กับ (ด้วยเทวดา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    ศ. ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น หาได้กล่าวกับพวกเธอไม่, ก็เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น เชื้อเชิญอุบาสกนั้นแล้ว, เธอไม่ปรารถนาจะทำอันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหล่านั้น.

ภาค ๑ ธัมมิกอุบาสก

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๒–๑๒๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑, พ.ศ. ๒๕๔๕, พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    มหาชนเห็นเฉพาะพวงดอกไม้นั้นเท่านั้น แต่มองไม่เห็นรถ ฯ

    มหาชโน ตเทว ปสฺสติ, รถํ น ปสฺสติ.

    อ.มหาชน ย่อมเห็น (ซึ่งพวงแห่งดอกไม้) นั้นนั่นเทียว, ย่อมไม่เห็น ซึ่งรถ ฯ

    มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่.

  2. ๒

    อุบาสกพูดว่า พวกเจ้าเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม เมื่อลูก ๆ ตอบว่า เห็นจ้ะ จึงกล่าวว่า พวงดอกไม้นั่น ห้อยอยู่ที่รถซึ่งมาจากภพดุสิต เราจะไปสู่ภพดุสิต พวกเจ้าอย่าวิตกไปเลย (หาก) พวกเจ้า เป็นผู้ปรารถนาจะบังเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วเถิด ดังนี้แล้ว จึงกระทำกาละ
    ดำรงอยู่แล้วบนรถที่มาจากภพดุสิต ฯ

    อุปาสโก “ปสฺสเถตํ ปุปฺผทามนฺติ วตฺวา, “อาม ปสฺสามาติ วุตฺเต, “เอตํ ตุสิตภวนโต อาคตรเถ โอลมฺพติ, อหํ ตุสิตภวนํ คจฺฉามิ, ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถ, มม สนฺติเก นิพฺพตฺติตุกามา หุตฺวา มยา กตนิยาเมเนว ปุญฺญานิ กโรถาติ วตฺวา กาลํ กตฺวา ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ปติฏฺฐาสิ.

    อ.อุบาสก กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมเห็น ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ นั่น หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า เออ (อ.เรา ท.) ย่อมเห็น ดังนี้ (อันบุตร ท.) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.พวงแห่งดอกไม้) นั่น ย่อมห้อยลง ที่รถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต, อ.เรา จะไป สู่ภพชื่อว่าดุสิต, อ.เจ้า ท. อย่าคิดแล้ว, (อ.เจ้า ท.) เป็นผู้ใคร่ เพื่ออันบังเกิด ในสำนัก ของเรา เป็น จงกระทำ ซึ่งบุญ ท. ตามทำนอง (แห่งบุญ) อันเรา กระทำแล้วนั่นเทียว ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ยืนอยู่เฉพาะแล้ว บนรถอันมาแล้ว จากภพชื่อว่าดุสิต ฯ

    อุบาสก พูดว่า "เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม ?" เมื่อบุตรตอบว่า "เห็นจ้ะ," จึงกล่าวว่า "พวงดอกไม้นั่น ห้อยที่รถซึ่งมาจากดุสิต, เราจะไปสู่ภพดุสิต, พวกเจ้าอย่าวิตกเลย, พวกเจ้ามีความปรารถนาจะเกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วเถิด" ดังนี้แล้ว ทำกาละ ดำรงอยู่บนรถที่มาจากภพดุสิต.

  3. ๓

    อัตภาพของอุบาสกนั้น สูงประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยเครื่องอลังการหนัก ๖๐ เล่มเกวียน เกิดในทันทีทันใดนั่นเอง ฯ นางอัปสรพันหนึ่ง ห้อมล้อมแล้ว วิมานแก้ว ประมาณ ๒๕ โยชน์ปรากฏแล้ว ฯ

    ตาวเทวสฺส ติคาวุตปฺปมาโณ สฏฺฐิสกฏภาราลงฺการปฏิมณฺฑิโต อตฺตภาโว นิพฺพตฺติ, อจฺฉราสหสฺสํ ปริวาเรสิ, ปญฺจวีสติโยชนิกํ รตนวิมานํ ปาตุรโหสิ.

    ในขณะนั้นนั่นเทียว อ.อัตภาพ ของอุบาสก นั้น อันมีคาวุตสามเป็นประมาณ อันประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องประดับมีเกวียนหกสิบเล่มเป็นภาระ บังเกิดแล้ว, อ.พันแห่งนางอัปสร แวดล้อมแล้ว, อ.วิมานอันสำเร็จแล้วด้วยแก้ว อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๒๕ ได้มีปรากฏแล้ว ฯ

    อัตภาพของเขาสูงประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยอลังการหนักได้ ๖๐ เล่มเกวียน เกิดในทันใดนั่นเอง, นางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว. วิมานแก้วประมาณ ๒๕ โยชน์ปรากฏแล้ว.

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้นผู้กลับมาถึงวิหารโดยลำดับว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนา อุบาสกฟังจบแล้วหรือ ฯ

    เตปิ ภิกฺขู วิหารํ อนุปฺปตฺเต สตฺถา ปุจฺฉิ “สุตา ภิกฺขเว อุปาสเกน ธมฺมเทสนาติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. แม้เหล่านั้น ผู้ถึงโดยลำดับแล้ว ซึ่งวิหาร ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ธรรมเทศนา อันอุบาสก ฟังแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้น ผู้มีถึงวิหารแล้วโดยลำดับว่า "ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังธรรมเทศนาแล้วหรือ ?"

  5. ๕

    ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสกได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแลว่า ขอพระคุณเจ้าได้โปรดรอก่อน เมื่อเป็นอย่างนั้น บุตรธิดาของอุบาสกนั้น พากันคร่ำครวญแล้ว พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า บัดนี้หมดโอกาส(เสียแล้ว) จึงพากันลุกจากอาสนะออกมา ฯ

    “อาม ภนฺเต, อนฺตราเยว ปน `อาคเมถาติ วาเรสิ, อถสฺส ปุตฺตธีตโร กนฺทึสุ, มยํ `อิทานิ อโนกาโสติ อุฏฺฐายาสนา นิกฺขนฺตาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น), แต่ว่า (อ.อุบาสก) ห้ามแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท. ยังกาล) จงให้มา ดังนี้ ในระหว่าง นั่นเทียว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.บุตรและธิดา ท. (ของอุบาสก) นั้น คร่ำครวญแล้ว, อ.ข้าพระองค์ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.กาลนี้ เป็นสมัย มิใช่โอกาส (ย่อมเป็น) ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ เป็นผู้ออกไปแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ภ. ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสก ได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแลว่า 'ขอท่านจงรอก่อน.' ลำดับนั้น บุตรและธิดาของอุบาสกนั้นคร่ำครวญกันแล้ว, พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า ' บัดนี้ไม่เป็นโอกาส,' จึงลุกจากอาสนะออกมา.

  6. ๖

    พระบรมศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น มิได้พูดกับพวกเธอ ก็เทพยดาประดับรถ ๖ คันนำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น เชื้อเชิญอุบาสกนั้นแล้ว เธอไม่ปรารถนา(จะทำ)อันตรายต่อการแสดงธรรม จึงบอกกับเทพยดาเหล่านั้น ฯ

    “น โส ภิกฺขเว ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถสิ; ฉหิ ปน เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาหริตฺวา ตํ อุปาสกํ ปกฺโกสึสุ, โส ธมฺมเทสนาย อนฺตรายํ อนิจฺฉนฺโต ตาหิ สทฺธึ กเถสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.อุบาสก) นั้น กล่าวแล้ว กับ ด้วยเธอ ท. หามิได้ ; แต่ว่า อ.เทวดา ท. ประดับแล้ว ซึ่งรถ ท. ๖ นำมาแล้ว จากเทวโลก ท. ๖ ร้องเรียกแล้ว ซึ่งอุบาสก นั้น, (อ.อุบาสก) นั้น ไม่ปรารถนาอยู่ ซึ่งอันตราย แห่งพระธรรมเทศนา กล่าวแล้ว กับ (ด้วยเทวดา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    ศ. ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้น หาได้กล่าวกับพวกเธอไม่, ก็เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น เชื้อเชิญอุบาสกนั้นแล้ว, เธอไม่ปรารถนาจะทำอันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหล่านั้น.

  7. ๗

    ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า อุบาสกนั้น บันเทิงใจในท่ามกลางญาติในโลกนี้แล้ว เที่ยวไปแล้วบังเกิดแล้วในสถานที่เป็นที่บันเทิงใจนั่นแลอีกหรือ ฯ พระบรมศาสดาตรัสว่า อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะบุคคลผู้ไม่ประมาทแล้วทั้งหลาย เป็นโยมก็ตามเป็นพระก็ตาม ย่อมบันเทิงใจในที่ทุกสถานทีเดียว ฯ

    “เอวํ ภนฺเตติ. “เอวํ ภิกฺขเวติ. “อิทานิ กุหึ นิพฺพตฺโตติ. “ตุสิตภวเน ภิกฺขเวติ. “ภนฺเต อิธ ญาติมชฺเฌ โมทมาโน จริตฺวา ปุน โมทนฏฺฐาเนเยว นิพฺพตฺโตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. ทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.อย่างนั้น ดังนี้ ฯ (อ.ภิกษุ ท. ทูลถามแล้ว) ว่า ในกาลนี้ (อ.อุบาสกนั้น) บังเกิดแล้ว (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.อุบาสกนั้น บังเกิดแล้ว) ในภพชื่อว่าดุสิต ดังนี้ ฯ (อ.ภิกษุ ท. ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.อุบาสกนั้น) เที่ยวบันเทิงอยู่แล้ว ในท่ามกลางแห่งญาติ ในโลกนี้ บังเกิดแล้ว ในที่เป็นที่บันเทิง อีก นั่นเทียว หรือ ดังนี้ ฯ

    ภ. อย่างนั้นหรือ ? พระเจ้าข้า. ศ. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย. ภ. บัดนี้เขาเกิดแล้ว ณ ที่ไหน ? ศ. ในภพดุสิต ภิกษุทั้งหลาย. ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสกนั้น เที่ยวชื่นชมในท่ามกลางญาติในโลกนี้แล้ว เกิดในฐานะเป็นที่ชื่นชมนั่นแลอีกหรือ ?

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า เจ้าอนุรุทธสากยะได้ถวายภัตรอันเป็นส่วนของตัวเองแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า อุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันนภาระ ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับคำว่า ไม่มี อย่ารู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ ถ้าเจ้าอนุรุทธะนี้ จักทรงเห็นถาดเปล่าไซร้ พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปเทวสมาคม แม้ศีรษะของพวกเราก็จะพึงแตก ๗ เสี่ยง ฯ

    นครปริคฺคาหิกา เทวตา จินฺเตสุํ “อนุรุทฺธสกฺเกน อนฺนภารกาเล อตฺตโน ภาคภตฺตํ อุปริฏฺฐปจฺเจกพุทฺธสฺส ทตฺวา `นตฺถีติ เม วจนสฺส สวนํ มา โหตุ, โภชนุปฺปตฺติฏฺฐานชานนํ มา โหตูติ ปตฺถนา กตา, สจายํ ตุจฺฉปาตึ ปสฺสิสฺสติ; เทวสมาคมํ ปวิสิตุํ น ลภิสฺสาม, สีสมฺปิ โน สตฺตธา ผเลยฺยาติ.

    อ.เทวดา ท. ผู้ถือเอารอบซึ่งเมือง คิดกันแล้ว ว่า อ.ความปรารถนา ว่า อ.การฟัง ซึ่งคำ ว่า ย่อมไม่มี ดังนี้ จงอย่า มี แก่เรา, อ.การรู้ ซึ่งที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งโภชนะ จงอย่า มี (แก่เรา) ดังนี้ อันเจ้าศากยะ พระนามว่าอนุรุทธะ ทรงถวายแล้ว ซึ่งภัตรอันเป็นส่วน ของตน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอุปริฏฐะ กระทำแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นบุรุษชื่อว่าอันนภาระ , ถ้าว่า (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นี้ จักทรงเห็น ซึ่งถาดอันเปล่า ไซร้ ; (อ.เรา ท.) จักไม่ได้ เพื่ออันเข้าไป สู่สมาคมแห่งเทพ, แม้ อ.ศีรษะ ของเรา ท. พึงแตก โดยส่วนเจ็ด ดังนี้ ฯ

    เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า "เจ้าอนุรุทธศากยะได้ถวายภัตรอันเป็นส่วนตัวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันภาระ ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า 'ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับคำว่า 'ไม่มี,' อย่ารู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ,' ถ้าว่าเจ้าอนุรุทธะนี้ จักทรงเห็นถาดเปล่าไซร้, พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปสู่เทวสมาคม. ทั้งศีรษะของพวกเราก็จะพึงแตก ๗ เสี่ยง."

  2. ๒

    ทีนั้น จึงได้ทำถาดนั้นให้เต็มด้วยขนมทิพย์ ฯ

    อถ นํ ปาตึ ทิพฺพปูเวหิ ปุณฺณํ อกํสุ.

    ครั้งนั้น (อ.เทวดา ท.) ได้กระทำแล้ว ซึ่งถาด นั้น ให้เป็นถาดเต็มแล้ว ด้วยขนมทิพย์ ท. ฯ

    ที่นั้น จึงได้ทำถาดนั้นให้เต็มด้วยขนมทิพย์

  3. ๓

    เมื่อถาดนั้น พอเขาวางลงที่สนามเล่นขลุบแล้ว เปิดขึ้น กลิ่นขนมก็ตั้งอบอวลไปทั่วทั้งพระนคร ฯ

    ตสฺสา คุฬมณฺฑเล ฐเปตฺวา อุคฺฆาฏิตมตฺตาย ปูวคนฺโธ สกลนครํ ฉาเทตฺวา ฐิโต.

    (เมื่อถาด) นั้น เป็นถาดสักว่าอันบุรุษ วางแล้ว บนสนามเป็นที่เล่นซึ่งขลุบ เปิดแล้ว (มีอยู่) อ.กลิ่นแห่งขนม ตั้ง ปกปิดแล้ว ซึ่งเมืองทั้งสิ้น ฯ

    เมื่อถาดนั้นพอเขาวางลงที่สนามเล่นขลุบแล้วเปิดขึ้น กลิ่นขนมก็ตั้งตระหลบไปทั่วทั้งพระนคร.

  4. ๔

    ชิ้นขนม พอกษัตริย์ทั้ง ๖ หยิบเข้าไปในพระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน ฯ

    ปูวขณฺฑํ มุเข ฐปิตมตฺตเมว สตฺตรสหรณีสหสฺสานิ อนุผริ.

    อ.ชิ้นแห่งขนม สักว่า (อันกษัตริย์ ท.) ทรงวางไว้แล้ว ในพระโอฏฐ์ นั่นเทียว แผ่ไปตามแล้ว สู่พันแห่งเอ็นอันเป็นเครื่องนำไปซึ่งรสเจ็ด ท. ฯ

    ชิ้นขนม แต่พอกษัตริย์ทั้ง ๖ หยิบเข้าไปในพระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน.

  5. ๕

    พระกุมารนั้นทรงดำริว่า เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา พระมารดาจึงไม่ทรงปรุงขนมชื่อขนมไม่มีนี้ประทานเรา ตลอดเวลาถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่กินขนมอื่น ดังนี้แล้ว เสด็จไปตำหนัก ทูลถามพระมารดาว่า เจ้าแม่ หม่อมฉันเป็นที่รักของเจ้าแม่หรือไม่เป็นที่รัก ฯ

    โส จินฺเตสิ “นาหํ มาตุ ปิโย, เอตฺตกํ เม กาลํ อิมํ นตฺถิปูวนฺนาม น ปจิ, อิโต ปฏฺฐาย อญฺญํ ปูวํ น ขาทิสฺสามีติ เคหํ คนฺตฺวา มาตรํ ปุจฺฉิ “อมฺม ตุมฺหากํ อหํ ปิโย, อปฺปิโยติ.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นั้น ทรงดำริแล้ว ว่า อ.เรา เป็นผู้เป็นที่รัก แห่งพระมารดา (ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.พระมารดา) ไม่ทรงทอดแล้ว ชื่อ ซึ่งขนมไม่มี นี้ แก่เรา สิ้นกาล อันมีประมาณเท่านี้, (อ.เรา) จักไม่เคี้ยวกิน ซึ่งขนม อื่น จำเดิม แต่กาลนี้ ดังนี้ เสด็จไปแล้ว สู่ตำหนัก ทูลถามแล้ว ซึ่งพระมารดา ว่า ข้าแต่เสด็จแม่ อ.หม่อมฉัน เป็นผู้เป็นที่รัก ของพระองค์ ท. (ย่อมเป็น หรือ, หรือว่า อ.หม่อมฉัน) เป็นผู้ไม่เป็นที่รัก (ของพระองค์ ท. ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระกุมารนั้นทรงพระดำริว่า "เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา, พระมารดาจึงไม่ทรงปรุงชื่อขนมไม่มีนี้ประทานเรา ตลอดเวลาถึงเพียงนี้, ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่กินขนมอื่น," ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่ตำหนัก ทูลถามพระมารดาว่า "เจ้าแม้ หม่อมฉันเป็นที่รักของเจ้าแม้หรือไม่เป็นที่รัก ?"

  6. ๖

    พระมารดาตรัสว่า พ่อ พ่อย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ เสมือนนัยน์ตาของคนมีตาข้างเดียว และเสมือนดวงใจ ฉะนั้น ฯ

    “ ตาต เอกกฺขิโน อกฺขิ วิย หทยํ วิย จ อติปิโย เมติ.

    (อ.พระมารดา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) เป็นผู้เป็นที่รักยิ่ง ของเรา (ย่อมเป็น) ราวกะ อ.นัยน์ตา (ของบุคคล) ผู้มีนัยน์ตา ข้างเดียว ด้วย ราวกะ อ.หัวใจ ด้วย ดังนี้ ฯ

    ม. พ่อ พ่อย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ เสมือนนัยน์ตาของคนมีตาข้างเดียว และเหมือนดวงใจ (ของแม้) ฉะนั้น.

  7. ๗

    เจ้าอนุรุทธะทูลว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร เจ้าแม่จึงไม่ทรงปรุงขนมไม่มี ประทานแก่หม่อมฉัน ตลอดเวลาถึงเพียงนี้เล่า เจ้าแม่ ฯ

    “อถ กสฺมา เอตฺตกํ กาลํ มยฺหํ นตฺถิปูวํ น ปจิตฺถ อมฺมาติ.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ ทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่เสด็จแม่ (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.พระองค์ ท.) ไม่ทรงทอดแล้ว ซึ่งขนมไม่มี แก่หม่อมฉัน อันสิ้นกาล มีประมาณเท่านี้ เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร เจ้าแม้จึงไม่ทรงปรุงขนมไม่มี ประทานแก่หม่อมฉันตลอดเวลาถึงเพียงนี้เล่า เจ้าแม่.

  8. ๘

    พระนางรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า ขนมอะไรๆ มีอยู่ในถาดหรือ พ่อ ฯ

    สา จุลฺลุปฏฺฐากํ ปุจฺฉิ “อตฺถิ กิญฺจิ ปาติยํ ตาตาติ.

    (อ.พระมารดา) นั้น ตรัสถามแล้ว ซึ่งจุลลุปัฏฐาก ว่า แน่ะพ่อ (อ.วัตถุ) อะไร ๆ มีอยู่ ในถาด หรือ ดังนี้ ฯ

    พระนางรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า "ขนมอะไร ๆ มีอยู่ในถาดหรือ พ่อ."

  9. ๙

    เขาทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม ชื่อว่าขนมเห็นปานนี้ กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็น ฯ

    “ ปริปุณฺณา อยฺเย ปาตี ปูเวหิ , เอวรูปา ปูวา นาม เม น ทิฏฺฐปุพฺพาติ.

    (อ.บุรุษนั้น ทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า อ.ถาด เต็มรอบแล้ว ด้วยขนม ท., ชื่อ อ.ขนม ท. อันมีอย่างนี้เป็นรูป เป็นขนมอันข้าพระองค์ไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    เขาทูลว่า "ข้าแต่พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม, ชื่อว่าขนมเป็นปานนี้ กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นแล้ว."

  10. ๑๐

    พระนางทรงดำริว่า บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ มีอภินิหารได้ทำไว้แล้ว เทวดาทั้งหลายคงจักใส่ขนมให้เต็มถาดส่งไปแล้ว ฯ

    สา จินฺเตสิ “ มยฺหํ ปุตฺโต ปุญฺญวา กตาภินีหาโร ภวิสฺสติ, เทวตาหิ ปาตึ ปูเรตฺวา ปหิตา ภวิสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระมารดา) นั้น ทรงดำริแล้ว ว่า อ.บุตร ของเรา เป็นผู้มีบุญ เป็นผู้มีอภินิหารอันกระทำแล้ว จักเป็น, (อ.ขนม ท.) เป็นขนม อันเทวดา ท. ยังถาด ให้เต็มแล้ว ส่งไปแล้ว จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระนางทรงพระดำริว่า "บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ มีอภิหารได้ทำไว้แล้ว, เทวดาทั้งหลายจักใส่ขนมให้เต็มถาดส่งไปแล้ว."

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระโอรสทูลพระมารดาว่า เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมชื่ออื่น ขอเจ้าแม่พึงปรุงแต่ขนมไม่มีอย่างเดียว ฯ

    อถ นํ ปุตฺโต “อมฺม อิโต ปฏฺฐายาหํ อญฺญํ ปูวนฺนาม น ขาทิสฺสามิ, นตฺถิปูวเมว ปเจยฺยาสีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระโอรส (ทูลแล้ว) (กะพระมารดา) นั้น ว่า ข้าแต่เสด็จแม่ อ.หม่อมฉัน จักไม่เคี้ยวกิน ชื่อซึ่งขนม อื่น จำเดิม (แต่กาล) นี้, (อ.พระองค์) พึงทรงทอด ซึ่งขนมไม่มีนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้นพระโอรสจึงทูลพระมารดาว่า "เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมอื่น, ขอเจ้าแม่พึงปรุงแต่ขนมไม่มีอย่างเดียว." ตั้งแต่นั้นมา

  2. ๒

    ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า หม่อมฉันต้องการเสวยขนม ก็ทรงครอบถาดเปล่านั่นแลด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมารนั้น ฯ

    สาปิสฺส ตโต ปฏฺฐาย, “ปูวํ ขาทิตุกาโมมฺหีติ วุตฺเต, ตุจฺฉปาติเมว อญฺญาย ปาติยา ปฏิกุชฺชิตฺวา เปเสสิ.

    (อ.พระมารดา) แม้นั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.หม่อมฉัน) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเคี้ยวกิน ซึ่งขนม ย่อมเป็น ดังนี้ (อันพระโอรส) ทูลแล้ว, ทรงครอบแล้ว ซึ่งถาดเปล่านั่นเทียว ด้วยถาด อื่น ทรงส่งไปแล้ว (แก่พระโอรส) นั้น จำเดิม (แต่กาล) นั้น ฯ

    ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า "หม่อมฉันต้องการเสวยขนม" ก็ทรงครอบถาดเปล่านั้นแลด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมารนั้น.

  3. ๓

    เทวดาทั้งหลาย ส่งขนมทิพย์ถวายพระกุมารนั้น ตลอดเวลาที่ท่านยังอยู่ในท่ามกลางเรือน ฯ

    ยาว อคารมชฺเฌ วสิ, ตาวสฺส เทวตา ทิพฺพปูเว ปหิณึสุ.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) ประทับอยู่แล้ว ในท่ามกลางแห่งเรือน เพียงใด, อ.เทวดา ท. ส่งไปแล้ว ซึ่งขนมทิพย์ ท. (แก่เจ้าอนุรุทธะ) นั้น เพียงนั้น ฯ

    เทวดาทั้งหลายส่งขนมทิพย์ถวายพระกุมารนั้น ตลอดเวลาที่ท่านเป็น ฆราวาส.

  4. ๔

    พระกุมารนั้น เมื่อไม่ทรงทราบแม้คำมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบชื่อว่าการบวชได้อย่างไร เพราะฉะนั้น พระกุมารจึงทูลถามพระภาดาว่า ชื่อว่าการบวชนี้เป็นอย่างไร เมื่อเจ้ามหานามะตรัสว่า ผู้บวช ต้องโกนผมและหนวด ต้องนุ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเครื่องลาดด้วยไม้ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตอยู่ นี้ชื่อว่าการบวช จึงทูลว่า เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ หม่อมฉันจักไม่สามารถบวชได้ ฯ

    โส เอตฺตกํปิ อชานนฺโต ปพฺพชฺชนฺนาม กึ ชานิสฺสติ, ตสฺมา “กา เอสา ปพฺพชฺชา นามาติ ภาตรํ ปุจฺฉิตฺวา, “โอหาริตเกสมสฺสุนา กาสายนิวตฺเถน กฏฺฐตฺถเร วา วิทลมญฺจเก วา นิปชฺชิตฺวา ปิณฺฑาย จรนฺเตน วิหริตพฺพํ, เอสา ปพฺพชฺชา นามาติ วุตฺเต, “ภาติก อหํ สุขุมาโล, นาหํ สกฺขิสฺสามิ ปพฺพชิตุนฺติ อาห.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นั้น ไม่ทรงทราบอยู่ (ซึ่งเหตุ) แม้อันมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบ ชื่อ ซึ่งการบวช อย่างไร, เพราะเหตุนั้น (อ.เจ้าอนุรุทธะ นั้น) ทูลถามแล้ว ซึ่งพระภาดา ว่า ชื่อ อ.การบวช นั่น อะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อันบรรพชิต) ผู้มีผมและหนวดอันปลงแล้ว ผู้มีผ้ากาสายะอันนุ่งแล้ว ผู้นอนแล้ว บนที่เป็นที่ปูลาดด้วยท่อนไม้ หรือ หรือว่า บนเตียงอันบุคคลถักแล้วด้วยหวาย เที่ยวไปอยู่ เพื่อก้อนข้าว พึงอยู่, (อ.วัตร) นั่น ชื่อว่า เป็นการบวช (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระภาดา) ตรัสแล้ว, ทูลแล้ว ว่า ข้าแต่เสด็จพี่ อ.หม่อมฉัน เป็นผู้ละเอียดอ่อน (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน จักไม่อาจ เพื่ออันบวช ดังนี้ ฯ

    พระกุมารนั้น เมื่อไม่ทรงทราบแม้คำมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบถึงการบวชได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น พระกุมารจึงทูลถามพระภาดาว่า "ชื่อว่าการบวชนี้เป็นอย่างไร ?" เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า "ผู้บวช ต้องโกนผมและหนวด ต้องนึ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเครื่องลาดด้วยไม่ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตอยู่,นี้ชื่อว่าการบวช," จึงทูลว่า "เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ, หม่อมฉันจักไม่สามารถบวชได้."

  5. ๕

    เจ้ามหานามะตรัสว่า พ่อ ถ้าอย่างนั้น พ่อจงเรียนการงาน อยู่เป็นฆราวาสเถิด ก็ในเราทั้ง ๒ จะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร ฯ

    “เตนหิ ตาต กมฺมนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ฆราวาสํ วส, น หิ สกฺกา อมฺเหสุ เอเกน อปพฺพชิตุนฺติ อาห.

    (อ.เจ้ามหานามะ) ตรัสแล้ว ว่า แน่ะพ่อ ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า) เรียนเอาแล้ว ซึ่งการงาน จงอยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน, เพราะว่า ในเรา ท. หนา (อันบุคคล) คนหนึ่ง ไม่อาจ เพื่ออันไม่บวช ดังนี้ ฯ

    เจ้ามหานามตรัสว่า "พ่อ ถ้าอย่างนั้นพ่อจงเรียนการงานอยู่เป็นฆราวาสเถิด, ก็ในเราทั้ง ๒ จะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร."

  6. ๖

    ขณะนั้น อนุรุทธกุมาร ทูลถามเจ้าพี่ว่า ชื่อว่าการงานนี้คืออะไร ฯ

    อถ นํ “โก เอโส กมฺมนฺโต นามาติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น (อ.เจ้าอนุรุทธะ) ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระภาดา) นั้น ว่า ชื่อ อ.การงาน นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น อนุรุทธกุมาร ทูลถามเจ้าพี่ว่า "ชื่อว่าการงานนี้อย่างไร ?

  7. ๗

    กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัตร จักรู้จักชื่อการงานได้อย่างไร ฯ

    ภตฺตุฏฺฐานฏฺฐานํปิ อชานนฺโต กุลปุตฺโต กมฺมนฺตํ นาม กึ ชานิสฺสติ.

    อ.กุลบุตร ผู้ไม่รู้อยู่ แม้ซึ่งที่เป็นที่ ตั้งขึ้นแห่งข้าวสวย จักรู้ ชื่อ ซึ่งการงาน อะไร ฯ

    กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัตร จักรู้จักการงานได้อย่างไร ?

  8. ๘

    ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓ องค์ว่า ชื่อว่าภัตร เกิดขึ้นที่ไหน ฯ

    เอกทิวสํ หิ ติณฺณํ ขตฺติยานํ กถา อุทปาทิ “ภตฺตํ นาม กุหึ อุฏฺฐหตีติ.

    ก็ ในวันหนึ่ง อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าว ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่กษัตริย์ ท. ๓ ว่า ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓ องค์ว่า "ชื่อว่าภัตร เกิดขึ้นที่ไหน ?"

  9. ๙

    กิมพิลกุมาร ตรัสตอบว่า เกิดขึ้นในฉาง ฯ

    กิมฺพิโล อาห “โกฏฺเฐ อุฏฺฐหตีติ.

    อ.เจ้ากิมพิละ ตรัสแล้ว ว่า (อ.ข้าวสวย) ย่อมตั้งขึ้น ในฉาง ดังนี้ ฯ

    กิมพิลกุมาร รับสั่งว่า "เกิดขึ้นในฉาง."

  10. ๑๐

    ลำดับนั้นภัททิยกุมาร ตรัสกะกิมพิลกุมารนั้นว่า ท่านยังไม่ทรงทราบที่เกิดแห่งภัตร ชื่อว่าภัตร ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว ฯ

    อถ นํ ภทฺทิโย “ตฺวํ ภตฺตสฺส อุฏฺฐานฏฺฐานํ น ชานาสิ, ภตฺตนฺนาม อุกฺขลิยํ อุฏฺฐหตีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.เจ้าภัททิยะ ตรัสแล้ว (กะเจ้ากิมพิละ) นั้น ว่า อ.ท่าน ย่อมไม่รู้ ซึ่งที่เป็นที่ตั้งขึ้น แห่งข้าวสวย , ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในหม้อข้าว ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น ภัททิยกุมาร ตรัสต้านกิมพิลกุมารนั้นว่า "ท่านยังไม่ทรงทราบที่เกิดแห่งภัตร, ชื่อว่าภัตร ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว."

  11. ๑๑

    อนุรุทธะตรัสว่า ถึงท่านทั้ง ๒ ก็ยังไม่ทรงทราบ ธรรมดาว่าภัตรย่อมเกิดขึ้นในถาดทองคำ ประมาณศอกกำ ฯ

    อนุรุทฺโธ “ตุมฺเห เทฺวปิ น ชานาถ, ภตฺตนฺนาม รตนมกุลาย สุวณฺณปาติยํ อุฏฺฐหตีติ อาห.

    อ.เจ้าอนุรุทธะ ตรัสแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. แม้สอง ย่อมไม่รู้, ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในถาดอันเป็นวิการแห่งทอง มีศอกกำเป็นประมาณ ดังนี้ ฯ

    อนุรุทธะตรัสแย้งว่า "ถึงท่านทั้ง ๒ ก็ยังไม่ทรงทราบ, ธรรมดาภัตร ย่อมเกิดขึ้นในถาดทองคำ ประมาณศอกกำ."

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระโอรสจึงทูลพระมารดานั้นว่า เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยชื่อขนมอย่างอื่น ขอเจ้าแม่พึงปรุงขนมไม่มีอย่างเดียวเท่านั้น ฯ ตั้งแต่นั้นไป แม้พระนาง เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า หม่อมฉันเป็นผู้ต้องการเสวยขนม ก็ทรงครอบถาดเปล่านั่นแหละด้วยถาดอื่นแล้ว ทรงส่งไปประทานแก่พระกุมารนั้น ฯ

    สาปิสฺส ตโต ปฏฺฐาย, “ปูวํ ขาทิตุกาโมมฺหีติ วุตฺเต, ตุจฺฉปาติเมว อญฺญาย ปาติยา ปฏิกุชฺชิตฺวา เปเสสิ.

    (อ.พระมารดา) แม้นั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.หม่อมฉัน) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเคี้ยวกิน ซึ่งขนม ย่อมเป็น ดังนี้ (อันพระโอรส) ทูลแล้ว, ทรงครอบแล้ว ซึ่งถาดเปล่านั่นเทียว ด้วยถาด อื่น ทรงส่งไปแล้ว (แก่พระโอรส) นั้น จำเดิม (แต่กาล) นั้น ฯ

    ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า "หม่อมฉันต้องการเสวยขนม" ก็ทรงครอบถาดเปล่านั้นแลด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมารนั้น.

  2. ๒

    เทวดาทั้งหลาย ส่งขนมทิพย์ไปถวายแก่พระกุมารนั้น ตลอดเวลาที่ท่านอยู่ท่ามกลางเรือน ฯ

    ยาว อคารมชฺเฌ วสิ, ตาวสฺส เทวตา ทิพฺพปูเว ปหิณึสุ.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) ประทับอยู่แล้ว ในท่ามกลางแห่งเรือน เพียงใด, อ.เทวดา ท. ส่งไปแล้ว ซึ่งขนมทิพย์ ท. (แก่เจ้าอนุรุทธะ) นั้น เพียงนั้น ฯ

    เทวดาทั้งหลายส่งขนมทิพย์ถวายพระกุมารนั้น ตลอดเวลาที่ท่านเป็น ฆราวาส.

  3. ๓

    พระกุมารนั้นเมื่อไม่ทรงทราบถึงถ้อยคำแม้เพียงเท่านี้ จักทรงทราบถึงชื่อการบวชได้อย่างไร เพราะฉะนั้น พระกุมารจึงทูลถามเจ้าพี่ว่า ชื่อว่าการบวชนี้เป็นอย่างไร เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า ผู้บวชต้องโกนผมและหนวด ต้องนุ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเครื่องลาดด้วยไม้ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตอยู่ นี้ชื่อว่าการบวช ดังนี้ จึงทูลว่า พระเจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ หม่อมฉันจักไม่สามารถเพื่อจะบวชได้ ฯ

    โส เอตฺตกํปิ อชานนฺโต ปพฺพชฺชนฺนาม กึ ชานิสฺสติ, ตสฺมา “กา เอสา ปพฺพชฺชา นามาติ ภาตรํ ปุจฺฉิตฺวา, “โอหาริตเกสมสฺสุนา กาสายนิวตฺเถน กฏฺฐตฺถเร วา วิทลมญฺจเก วา นิปชฺชิตฺวา ปิณฺฑาย จรนฺเตน วิหริตพฺพํ, เอสา ปพฺพชฺชา นามาติ วุตฺเต, “ภาติก อหํ สุขุมาโล, นาหํ สกฺขิสฺสามิ ปพฺพชิตุนฺติ อาห.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นั้น ไม่ทรงทราบอยู่ (ซึ่งเหตุ) แม้อันมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบ ชื่อ ซึ่งการบวช อย่างไร, เพราะเหตุนั้น (อ.เจ้าอนุรุทธะ นั้น) ทูลถามแล้ว ซึ่งพระภาดา ว่า ชื่อ อ.การบวช นั่น อะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อันบรรพชิต) ผู้มีผมและหนวดอันปลงแล้ว ผู้มีผ้ากาสายะอันนุ่งแล้ว ผู้นอนแล้ว บนที่เป็นที่ปูลาดด้วยท่อนไม้ หรือ หรือว่า บนเตียงอันบุคคลถักแล้วด้วยหวาย เที่ยวไปอยู่ เพื่อก้อนข้าว พึงอยู่, (อ.วัตร) นั่น ชื่อว่า เป็นการบวช (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระภาดา) ตรัสแล้ว, ทูลแล้ว ว่า ข้าแต่เสด็จพี่ อ.หม่อมฉัน เป็นผู้ละเอียดอ่อน (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน จักไม่อาจ เพื่ออันบวช ดังนี้ ฯ

    พระกุมารนั้น เมื่อไม่ทรงทราบแม้คำมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบถึงการบวชได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น พระกุมารจึงทูลถามพระภาดาว่า "ชื่อว่าการบวชนี้เป็นอย่างไร ?" เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า "ผู้บวช ต้องโกนผมและหนวด ต้องนึ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเครื่องลาดด้วยไม่ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตอยู่,นี้ชื่อว่าการบวช," จึงทูลว่า "เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ, หม่อมฉันจักไม่สามารถบวชได้."

  4. ๔

    เจ้ามหานามตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเรียนการงานอยู่ครองเรือนเถิด เพราะว่าในบรรดาเราทั้งหลาย สักคนหนึ่งไม่สามารถเพื่อจะไม่บวช ฯ

    “เตนหิ ตาต กมฺมนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ฆราวาสํ วส, น หิ สกฺกา อมฺเหสุ เอเกน อปพฺพชิตุนฺติ อาห.

    (อ.เจ้ามหานามะ) ตรัสแล้ว ว่า แน่ะพ่อ ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า) เรียนเอาแล้ว ซึ่งการงาน จงอยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน, เพราะว่า ในเรา ท. หนา (อันบุคคล) คนหนึ่ง ไม่อาจ เพื่ออันไม่บวช ดังนี้ ฯ

    เจ้ามหานามตรัสว่า "พ่อ ถ้าอย่างนั้นพ่อจงเรียนการงานอยู่เป็นฆราวาสเถิด, ก็ในเราทั้ง ๒ จะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร."

  5. ๕

    ขณะนั้น อนุรุทธกุมารทูลถามเจ้าพี่ว่า ชื่อว่าการงานนี้ คืออะไร ฯ

    อถ นํ “โก เอโส กมฺมนฺโต นามาติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น (อ.เจ้าอนุรุทธะ) ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระภาดา) นั้น ว่า ชื่อ อ.การงาน นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น อนุรุทธกุมาร ทูลถามเจ้าพี่ว่า "ชื่อว่าการงานนี้อย่างไร ?

  6. ๖

    กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัตร จักรู้จักการงานได้อย่างไร ฯ

    ภตฺตุฏฺฐานฏฺฐานํปิ อชานนฺโต กุลปุตฺโต กมฺมนฺตํ นาม กึ ชานิสฺสติ.

    อ.กุลบุตร ผู้ไม่รู้อยู่ แม้ซึ่งที่เป็นที่ ตั้งขึ้นแห่งข้าวสวย จักรู้ ชื่อ ซึ่งการงาน อะไร ฯ

    กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัตร จักรู้จักการงานได้อย่างไร ?

  7. ๗

    ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓ พระองค์ว่า ชื่อว่าภัตรเกิดขึ้นที่ไหน ฯ

    เอกทิวสํ หิ ติณฺณํ ขตฺติยานํ กถา อุทปาทิ “ภตฺตํ นาม กุหึ อุฏฺฐหตีติ.

    ก็ ในวันหนึ่ง อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าว ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่กษัตริย์ ท. ๓ ว่า ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓ องค์ว่า "ชื่อว่าภัตร เกิดขึ้นที่ไหน ?"

  8. ๘

    กิมพิลกุมารรับสั่งว่า เกิดขึ้นในฉาง ฯ

    กิมฺพิโล อาห “โกฏฺเฐ อุฏฺฐหตีติ.

    อ.เจ้ากิมพิละ ตรัสแล้ว ว่า (อ.ข้าวสวย) ย่อมตั้งขึ้น ในฉาง ดังนี้ ฯ

    กิมพิลกุมาร รับสั่งว่า "เกิดขึ้นในฉาง."

  9. ๙

    ครั้งนี้ ภัททิยกุมารตรัสค้านกิมพิลกุมารนั้นว่า ท่านไม่ทรงทราบที่เกิดแห่งภัตร ชื่อว่าภัตรย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว ฯ

    อถ นํ ภทฺทิโย “ตฺวํ ภตฺตสฺส อุฏฺฐานฏฺฐานํ น ชานาสิ, ภตฺตนฺนาม อุกฺขลิยํ อุฏฺฐหตีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.เจ้าภัททิยะ ตรัสแล้ว (กะเจ้ากิมพิละ) นั้น ว่า อ.ท่าน ย่อมไม่รู้ ซึ่งที่เป็นที่ตั้งขึ้น แห่งข้าวสวย , ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในหม้อข้าว ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น ภัททิยกุมาร ตรัสต้านกิมพิลกุมารนั้นว่า "ท่านยังไม่ทรงทราบที่เกิดแห่งภัตร, ชื่อว่าภัตร ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว."

  10. ๑๐

    อนุรุทธกุมารตรัสแย้งว่า ถึงท่านทั้ง ๒ ก็ยังไม่ทรงทราบ ธรรมดาภัตรย่อมเกิดในถาดทองคำประมาณศอกกำ ฯ

    อนุรุทฺโธ “ตุมฺเห เทฺวปิ น ชานาถ, ภตฺตนฺนาม รตนมกุลาย สุวณฺณปาติยํ อุฏฺฐหตีติ อาห.

    อ.เจ้าอนุรุทธะ ตรัสแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. แม้สอง ย่อมไม่รู้, ชื่อ อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในถาดอันเป็นวิการแห่งทอง มีศอกกำเป็นประมาณ ดังนี้ ฯ

    อนุรุทธะตรัสแย้งว่า "ถึงท่านทั้ง ๒ ก็ยังไม่ทรงทราบ, ธรรมดาภัตร ย่อมเกิดขึ้นในถาดทองคำ ประมาณศอกกำ."

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๖–๑๒๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ได้ยินว่า บรรดากษัตริย์ ๓ พระองค์นั้น วันหนึ่ง พระกิมพิลกุมารทรงเห็นเขาขนข้าวเปลือกลงจากฉาง ก็ได้เข้าพระทัยว่า ข้าวเปลือกเหล่านี้เกิดในฉางนั่นเอง ฯ

    เตสุ กิร เอกทิวสํ กิมฺพิโล โกฏฺฐโต วีหี โอตาริยมาเน ทิสฺวา “เอเต โกฏฺฐเกเยว ชาตาติ สญฺญี อโหสิ.

    ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง (ในกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น หนา อ.เจ้ากิมพิละ ทรงเห็นแล้ว ซึ่งข้าวเปลือก ท. อัน (อันบุคคล) ให้ข้ามลงอยู่ จากฉาง เป็นผู้มีความสำคัญ ว่า (อ.ข้าวเปลือก ท.) เหล่านั่น เกิดแล้ว ในฉางนั่นเทียว ดังนี้ ได้เป็นแล้ว ฯ

    ได้ยินว่า บรรดากษัตริย์ ๓ องค์นั้น วันหนึ่ง กิมพิลกุมารทรงเห็นเขาขนข้าวเปลือกลงจากฉาง ก็เข้าพระทัยว่า "ข้าวเปลือกเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในฉางนั่นเอง."

  2. ๒

    ฝ่ายพระภัททิยกุมาร วันหนึ่ง ทรงเห็นเขาคดภัตรออกจากหม้อข้าว ก็ได้เข้าพระทัยว่า ภัตรเกิดขึ้นแล้วในหม้อข้าวนั่นเอง ฯ

    ภทฺทิโยปิ เอกทิวสํ อุกฺขลิโต ภตฺตํ วฑฺฒิยมานํ ทิสฺวา “อุกฺขลิยญฺเญว อุปฺปนฺนนฺติ สญฺญี อโหสิ.

    ในวันหนึ่ง แม้ อ.เจ้าภัททิยะ ทรงเห็นแล้ว ซึ่งข้าวสวย อัน (อันบุคคล) คดอยู่ จากหม้อข้าว เป็นผู้มีความสำคัญ ว่า (อ.ข้าวสวยนั่น) เกิดขึ้นแล้ว ในหม้อข้าวนั่นเทียว ดังนี้ ได้เป็นแล้ว ฯ

    ฝ่ายพระภัททิยกุมาร วันหนึ่ง ทรงเห็นเขาคดภัตรออกจากหม้อข้าว ก็เข้าพระทัยว่า "ภัตรเกิดขึ้นแล้วในหม้อข้าวนั่นเอง."

  3. ๓

    ส่วนพระอนุรุทธกุมาร ยังไม่เคยทรงเห็นคนซ้อมข้าว คนหุงข้าว หรือคนคดข้าว ทรงเห็นแต่ข้าวที่เขาคดแล้ว ตั้งไว้เฉพาะพระพักตร์เท่านั้น ฯ

    อนุรุทฺเธน ปน เนว วีหี โกฏฺเฏนฺตา น ภตฺตํ ปเจนฺตา วา วฑฺเฒนฺตา วา ทิฏฺฐปุพฺพา, วฑฺเฒตฺวา ปน ปุรโต ฐปิตเมว ปสฺสติ.

    ส่วนว่า (อ.ชน ท.) ผู้ซ้อมอยู่ ซึ่งข้าวเปลือก ท. เป็นผู้อันเจ้าอนุรุทธะ ไม่ (เคยทรงเห็นแล้ว) นั่นเทียว (ย่อมเป็น) (อ.ชน ท.) ผู้หุงอยู่ ซึ่งข้าวสวย หรือ หรือว่า ผู้ (ยังข้าวสวย) ให้เจริญอยู่ เป็นผู้ (อันเจ้าอนุรุทธะ) ไม่เคยทรงเห็นแล้ว (ย่อมเป็น), แต่ว่า (อ.เจ้าอนุรุทธะ) ย่อมทรงเห็น (ซึ่งข้าวสวย) อัน (อันบุคคล) ให้เจริญแล้ว ตั้งไว้แล้ว ข้างพระพักตร์ นั่นเทียว ฯ

    ส่วนอนุรุทธกุมาร ยังไม่เคยทรงเห็นคนซ้อมข้าว คนหุงข้าว หรือคนคดข้าว, ทรงเห็นแต่ข้าวที่เขาคดแล้วตั้งไว้เฉพาะพระพักตร์ เท่านั้น.

  4. ๔

    ท่านจึงได้ทรงทำความเข้าพระทัยว่า ภัตรเกิดขึ้นในถาด ในเวลาที่ต้องการบริโภค ฯ

    โส “ภุญฺชิตุกามกาเล ภตฺตํ ปาติยํ อุฏฺฐหตีติ สญฺญมกาสิ.

    (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นั้น ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งความสำคัญ ว่า อ.ข้าวสวย ย่อมตั้งขึ้น ในถาด ในกาล (แห่งบุคคล) เป็นผู้ใคร่เพื่อ อันบริโภค ดังนี้ ฯ

    ท่านจึงทรงเข้าพระทัยว่า "ภัตรเกิดในภาค ในเวลาที่ต้องการ บริโภค."

  5. ๕

    กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์นั้น ย่อมไม่ทรงทราบแม้ที่เกิดแห่งภัตร ด้วยประการอย่างนี้ ฯ

    เอวํ ตโยปิ เต ภตฺตุฏฺฐานฏฺฐานํปิ น ชานนฺติ.

    (อ.กษัตริย์ ท.) เหล่านั้น แม้ ๓ ย่อมไม่ทรงทราบ แม้ซึ่งที่เป็นที่ตั้งขึ้นแห่งข้าวสวย ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์นั้น ย่อมไม่ทรงทราบแม้ที่เกิดแห่งภัตร ด้วยประการอย่างนี้.

  6. ๖

    เพราะฉะนั้น พระอนุรุทธกุมารนี้จึงทูลถามว่า ขึ้นชื่อว่าการงานนี้คืออะไร ครั้นทรงฟังกิจการที่ฆราวาสจะพึงทำทุกทุกปี เป็นต้นว่า อันดับแรก ต้องให้ไถนา ดังนี้ จึงตรัสว่า เมื่อไร ที่สุดแห่งการงานทั้งหลายจักปรากฏ เมื่อไรหม่อมฉันจึงจักมีความขวนขวายน้อย ใช้สอยโภคะได้เล่า ดังนี้ เมื่อเจ้ามหานามะตรัสบอกความไม่มีที่สุดแห่งการงานทั้งหลายแล้ว ทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอเจ้าพี่นั่นแหละทรงครองฆราวาสเถิด หม่อมฉันไม่ต้องการด้วยการครองฆราวาสนั้น ดังนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า เจ้าแม่ ขอเจ้าแม่อนุญาตหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักบวช ดังนี้ เมื่อพระนางทรงห้ามถึง ๓ ครั้งแล้ว ตรัสว่า ถ้าพระเจ้าภัททิยะ พระสหายของลูก จักผนวชไซร้ ลูกจงบวชพร้อมด้วยท้าวเธอเถิด จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าภัททิยะนั้น ทูลว่า สหาย การบวชของหม่อมฉันเนื่องด้วยพระองค์ ดังนี้แล้ว ได้ยังพระเจ้าภัททิยะนั้นให้ทรงยินยอมด้วยประการต่าง ๆ ในวันที่ ๗ ทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์จำผนวชกับด้วยพระองค์ ฯ

    เตนายํ “โก เอส กมฺมนฺโต นามาติ ปุจฺฉิตฺวา “ปฐมํ เขตฺตํ กสาเปตพฺพนฺติอาทิกํ สํวจฺฉเร สํวจฺฉเร กตฺตพฺพํ กิจฺจํ สุตฺวา “กทา กมฺมนฺตานํ อนฺโต ปญฺญายิสฺสติ, กทา มยํ อปฺโปสฺสุกฺกา โภเค ภุญฺชิสฺสามาติ วตฺวา, กมฺมนฺตานํ อปริยนฺตตาย อกฺขาตาย, “เตนหิ ตฺวญฺเญว ฆราวาสํ วส, น มยฺหํ เอเตน อตฺโถติ วตฺวา มาตรํ อุปสงฺกมิตฺวา “อนุชานาหิ มํ อมฺม, อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา, ตาย ติกฺขตฺตุํ ปฏิกฺขิปิตฺวา “สเจ เต สหายโก ภทฺทิยราชา ปพฺพชิสฺสติ, เตน สทฺธึ ปพฺพชาหีติ วุตฺเต, ตํ อุปสงฺกมิตฺวา “มม โข สมฺม ปพฺพชฺชา ตว ปฏิพทฺธาติ วตฺวา ตํ นานปฺปกาเรหิ สญฺญาเปตฺวา สตฺตเม ทิวเส อตฺตนา สทฺธึ ปพฺพชตฺถาย ปฏิญฺญํ คณฺหิ.

    (เพราะเหตุ) นั้น (อ.เจ้าอนุรุทธะ) นี้ ทูลถามแล้ว ว่า ชื่อ อ.การงาน นั่น อะไร ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งกิจ อัน (อันบุคคล) พึงกระทำ ในปี ๆ (อันมีคำ) ว่า อ.นา (อันเจ้า) พึงให้ไถ ก่อน ดังนี้เป็นต้น ตรัสแล้ว ว่า ในกาลไร อ.ที่สุด แห่งการงาน ท. จักปรากฏ, ในกาลไร อ.เรา ท. ผู้มีความขวนขวายน้อย จักใช้สอย ซึ่งโภคะ ท. ดังนี้ , ครั้นเมื่อความที่แห่งการงาน ท. เป็นสภาพไม่มีที่สุดรอบ (อันพระภาดา) ตรัสบอกแล้ว, ทูลแล้ว ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.พระองค์นั่นเทียว จงประทับอยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน, อ.ความต้องการ (ด้วยการ อยู่ครองซึ่งเรือน) นั่น (มีอยู่) แก่หม่อมฉัน หามิได้ ดังนี้ เสด็จเข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระมารดา ทูลแล้ว ว่า ข้าแต่เสด็จแม่ (อ.พระองค์) ขอจงทรงอนุญาต ซึ่งหม่อมฉัน, อ.หม่อมฉัน จักบวช ดังนี้, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ถ้าว่า อ.พระราชาพระนามว่า ภัททิยะ ผู้เป็นสหาย ของเจ้า จักผนวชไซร้ , (อ.เจ้า) จงบวช กับ (ด้วยพระราชา) นั้น ดังนี้ (อันพระมารดา) นั้น ทรงห้ามแล้ว ๓ ครั้ง ตรัสแล้ว, เสด็จเข้าไปหาแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ทูลแล้วว่า แน่ะสหาย อ.การบวช แห่งหม่อมฉัน แล เนื่องเฉพาะแล้ว ด้วยพระองค์ ดังนี้ ทรงยัง (พระราชา) นั้น ให้รู้พร้อมแล้ว ด้วยประการต่าง ๆ ท. ทรงรับแล้ว ซึ่งปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การผนวช กับ ด้วยพระองค์ ในวัน ที่ ๗ ฯ

    เพราะฉะนั้น อนุรุทธกุมารนี้จึงทูลถามว่า "ขึ้นชื่อว่าการงานนี้เป็นอย่างไร ? ครั้นได้ทรงฟังกิจการที่ฆราวาสจะพึงทำประจำปีมีอาทิว่า "เบื้องต้นต้องให้ไถนา," จึงตรัสว่า "เมื่อไรที่สุดแห่งการงานทั้งหลายจักปรากฏ, เมื่อไร หม่อมฉัน จึงจักมีความขวนขวายน้อย ใช้สอยโภคะได้เล่า ?" เมื่อเจ้ามหานามตรัสบอกความไม่มีที่สุดแห่งการงานทั้งหลายแล้ว ทูลว่า "ถ้าอย่างนั้น ขอเจ้าพี่นั่นแล ทรงครองฆราวาสเถิด หม่อมฉันหาต้องการด้วยฆราวาสนั้นไม่" ดังนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า "เจ้าแม้ ขอเจ้าแม่อนุญาตหม่อมฉันเถิด, หม่อมฉันจักบวช," เมื่อพระนางทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง ตรัสว่า "ถ้าพระเจ้าภัททิยะ พระสหายของลูก จักผนวชไซร้, ลูกจงบวชพร้อมด้วยท้าวเธอเถิด," จึงเจ้าไปเฝ้าพระเจ้าภัททิยะนั้น ทูลว่า "สหาย การบวชของหม่อมฉัน เนื่องด้วยพระองค์" ดังนี้แล้ว ได้ยังพระเจ้าภัททิยะนั้นให้ทรงยินยอมด้วยประการต่าง ๆ ในวันที่ ๗ ทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์จะผนวชกับด้วยพระองค์.

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๗–๑๒๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    แต่นั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์เหล่านี้ คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธะ อานนท์ ภคุ กิมพิละ เทวทัต รวมเป็น ๗ ทั้งอุบาลีนายภูษามาลา เสวยมหาสมบัติ ตลอด ๗ วัน ประดุจเทวดาเสวยทิพยสมบัติ แล้วเสด็จออกด้วยจตุรงคินีเสนา ประดุจว่าเสด็จไปพระอุทยาน ถึงแดนกษัตริย์พระองค์อื่นแล้ว ทรงส่งกองทัพทั้งสิ้นให้กลับด้วยพระราชอาญา เสด็จย่างเข้าสู่แดนกษัตริย์พระองค์อื่น ๆ

    ตโต “ภทฺทิโย สกฺยราชา อนุรุทฺโธ อานนฺโท ภคุ กิมฺพิโล เทวทตฺโต จาติ อิเม ฉ ขตฺติยา อุปาลิกปฺปกสตฺตมา, เทวา วิย ทิพฺพสมฺปตฺตึ สตฺตาหํ มหาสมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา อุยฺยานํ คจฺฉนฺตา วิย จตุรงฺคินิยา เสนาย นิกฺขมิตฺวา ปรวิสยํ ปตฺวา ราชาณาย สพฺพเสนํ นิวตฺตาเปตฺวา ปรวิสยํ โอกฺกมึสุ.

    ในลำดับนั้น อ.กษัตริย์ ท. ๖ เหล่านี้ คือ อ.พระราชาแห่งเจ้าศากยะ พระนามว่าภัททิยะด้วย อ.เจ้าอนุรุทธะด้วย อ.เจ้าอานนท์ ด้วย อ.เจ้าภคุด้วย อ.เจ้ากิมพิละด้วย อ.เจ้าเทวทัต ด้วย ผู้มีนายภูษามาลาชื่อว่า อุบาลีเป็นที่เจ็ด, ทรงเสวยแล้ว ซึ่งสมบัติใหญ่ ตลอดวันเจ็ด ราวกะ อ.เทพ ท. (เสวยอยู่) ซึ่งสมบัติอันเป็นทิพย์ เสด็จออกไปแล้ว ด้วยเสนา มีองค์ ๔ ผู้ราวกะว่าเสด็จไปอยู่ สู่อุทยาน เสด็จถึงแล้ว ซึ่งแดนของกษัตริย์อื่น ทรงยัง เสนาทั้งปวง ให้กลับแล้ว ด้วยอาชญาของพระราชา เสด็จก้าวลงแล้ว สู่แดนของกษัตริย์อื่น ฯ

    แต่นั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์นั้น คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพละ และเทวทัต เป็น ๗ ทั้งอุบาลีนายภูษามาลาทรงเสวยมหาสมบัติตลอด ๗ วัน ประดุจเทวดาเสวยทิพยสมบัติ, แล้วเสด็จออกด้วยจตุรงคินีเสนา ประหนึ่งว่าเสด็จไปพระอุทยานถึงแดนกษัตริย์พระองค์อื่นแล้ว ทรงส่งกองทัพทั้งสิ้นให้กลับด้วยพระราชอาชญา เสด็จย่างเข้าสู่แดนกษัตริย์พระองค์อื่น.

  2. ๒

    ในบรรดาทั้ง ๗ คนนั้น กษัตริย์ ๖ พระองค์ ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ๆ ทำเป็นห่อแล้วรับสั่งว่า แน่นายอุบาลี เชิญเธอกลับไปเถอะ ทรัพย์เท่านี้พอเลี้ยงชีวิตของเธอ ดังนี้แล้ว ทรงประทานแก่เขา ฯ

    ตตฺถ ฉ ขตฺติยา อตฺตโน อาภรณานิ โอมุญฺจิตฺวา ภณฺฑิกํ กตฺวา “หนฺท ภเณ อุปาลิ นิวตฺตสฺสุ, อลํ เต เอตฺตกํ ชีวิกายาติ ตสฺส อทํสุ.

    ในชน ท. ๗ เหล่านั้นหนา อ.กษัตริย์ ท. ๖ ทรงเปลื้องแล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. ของพระองค์ ทรงกระทำแล้ว ให้เป็นห่อมีภัณฑะ ได้ประทานแล้ว (แก่นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า แน่ะอุบาลี ผู้พนาย เอาเถิด (อ.เธอ) จงกลับ, (อ.ทรัพย์) อันมีประมาณเท่านี้ เป็นของเพียงพอ เพื่อกิริยาอันประกอบแล้วด้วยความเป็นอยู่ ของเธอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ใน ๗ คนนั้น กษัตริย์ ๖ พระองค์ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ๆ ทำเป็นห่อแล้ว รับสั่งว่า "แน่ะ นายอุบาลี เชิญเธอกลับไปเถอะ, ทรัพย์เท่านี้พอเลี้ยงชีวิตของเธอ" ดังนี้แล้ว ประทานแก่เขา.

  3. ๓

    อุบาลีนายภูษามาลานั้นกลิ้งเกลือกรำพันแทบพระบาทของกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น เมื่อไม่สามารถเพื่อจะล่วงพระอาญาของกษัตริย์เหล่านั้นได้ จึงลุกขึ้น ถือห่อของนั้นกลับไป ฯ

    โส เตสํ ปาทมูเล ปวตฺติตฺวา ปริเทวิตฺวา เตสํ อาณํ อติกฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต อุฏฺฐาย ตํ คเหตฺวา นิวตฺติ.

    (อ.นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นั้น กลิ้งเกลือกแล้ว คร่ำครวญแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท (ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันก้าวล่วง ซึ่งอาชญา (ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ลุกขึ้นแล้ว ถือเอาแล้ว (ซึ่งห่อมีภัณฑะ) นั้น กลับแล้ว ฯ

    เขากลิ้งเกลือรำพัน แทบพระบาทของกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น เมื่อไม่อาจล่วงอาชญาของกษัตริย์เหล่านั้น จึงลุกขึ้น ถือห่อของนั้นกลับไป.

  4. ๔

    ในกาลแห่งชนเหล่านั้นเกิดเป็น ๒ พวก ป่าได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่งการร้องไห้ แผ่นดินได้เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการหวั่นไหว ฯ

    เตสํ ทฺวิธา ชาตกาเล วนํ โรทนปฺปตฺตํ วิย ปฐวี กมฺปนาการปฺปตฺตา วิย อโหสิ.

    อ.ป่า เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งอันร้องไห้ (ได้เป็นแล้ว) อ.แผ่นดิน เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งอาการคืออันหวั่นไหว ได้เป็นแล้ว ในกาล (แห่งชน ท.) เหล่านั้น เกิดแล้ว โดยส่วน ๒ ฯ

    ในกาลแห่งชนเหล่านั้นเกิดเป็น ๒ พวก ป่าได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่งการร้องไห้, แผ่นดินได้เป็นประหนึ่งว่าถือซึ่งอาการหวั่นไหว.

  5. ๕

    ฝ่ายอุบาลีภูษามาลาไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับคิดอย่างนี้ว่า พวกศากยะดุร้ายนักแล จะพึงฆ่าเราเสียด้วยเข้าพระทัยว่า อุบาลีนี้ผลักพระกุมารทั้งหลายให้ตก (เหวแล้ว) ดังนี้ก็ได้ ก็ธรรมดาว่าศากยกุมารเหล่านี้ ทรงสละสมบัติเห็นปานนี้ ทิ้งอาภรณ์อันหาค่ามิได้เหล่านี้เสีย ดังก้อนเขฬะแล้ว จักผนวช ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ดังนี้ จึงแก้ห่อของออก เอาอาภรณ์เหล่านั้นแขวนไว้ที่ต้นไม้แล้ว กล่าวว่า คนผู้มีความต้องการทั้งหลายจงถือเอาเถิด ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของศากยราชกุมารเหล่านั้น ผู้อันศากยราชกุมารเหล่านั้นตรัสถามว่า เพราะอะไร เธอจึงกลับมา ก็กราบทูลความนั้นแล้ว

    อุปาลิกปฺปโกปิ โถกํ คนฺตฺวา นิวตฺติตฺวา เอวํ จินฺเตสิ “จณฺฑา โข สากิยา `อิมินา กุมารา นิปาติตาติ ฆาเตยฺยุํปิ มํ, อิเม หิ นาม สกฺยกุมารา เอวรูปํ สมฺปตฺตึ ปหาย อิมานิ อนคฺฆานิ อาภรณานิ เขฬปิณฺฑํ วิย ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิสฺสนฺติ, กิมงฺคํ ปนาหนฺติ จินฺเตตฺวา ภณฺฑิกํ โอมุญฺจิตฺวา ตานิ อาภรณานิ รุกฺเข ลคฺคิตฺวา “อตฺถิกา คณฺหนฺตูติ วตฺวา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา เตหิ “กสฺมา นิวตฺโตสีติ ปุฏฺโฐ ตมตฺถํ อาโรเจสิ.

    แม้ อ.นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี ไปแล้ว หน่อยหนึ่ง กลับแล้ว คิดแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.เจ้าศากยะ ท. ผู้ดุร้าย แล แม้พึงฆ่า ซึ่งเรา (ด้วยความสำคัญ) ว่า อ.พระกุมาร ท. (อันนายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นี้ ให้ตกไปโดยไม่เหลือแล้ว ดังนี้, ก็ อ.พระกุมารแห่งเจ้าศากยะ ท. ชื่อ เหล่านี้ ทรงละแล้ว ซึ่งสมบัติ มีอย่างนี้เป็นรูป ทรงทิ้งแล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. อันหาค่ามิได้ เหล่านี้ ราวกะว่า ก้อนแห่งน้ำลาย จักผนวช, ก็ อ.องค์อะไรเล่า อ.เรา (จักไม่บวช) ดังนี้ ครั้นคิดแล้ว เปลื้องแล้ว ซึ่งห่อมีภัณฑะ คล้องไว้แล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. เหล่านั้น บนต้นไม้ กล่าวแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) ผู้มีความต้องการ จงถือเอาเถิด ดังนี้ ไปแล้ว (สู่สำนัก ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ผู้ (อันกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ว่า (อ.เธอ) เป็นผู้กลับแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ กราบทูลแล้ว ซึ่งเนื้อความ นั้น ฯ

    ฝ่ายอุบาลีภูษามาลาไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับคิดอย่างนี้ว่า "พวกศากยะดุร้ายนัก จะพึงฆ่าเราเสียด้วยเข้าพระทัยว่า 'พระกุมารทั้งหลายถูกเจ้าคนนี้ปลงพระชนม์เสียแล้ว' ดังนี้ก็ได้, ก็ธรรมดาว่าศากยกุมารเหล่านี้ ทรงสละสมบัติเห็นปานนี้ ทิ้งอาภรณ์อันหาค่ามิได้เหล่านี้เสียงดังก้อนเขฬะแล้ว จักผนวช, ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ?" ครั้นคิด (ดังนี้) แล้วจึงแก้ห่อของออกเอาอาภรณ์เหล่านั้นแขวนไว้บนต้นไม้แล้ว กล่าวว่า "ผู้มีความต้องการทั้งหลายจงถือเอาเถิด" ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนัก ของศากยกุมารเหล่านั้นอันศากยกุมารเหล่านั้นตรัสถามว่า "เพราะเหตุอะไร เธอจึงกลับมา" ก็กราบทูลความนั้นแล้ว.

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๗–๑๒๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    แต่นั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นี้ คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต เป็น ๗ ทั้งอุบาลีนายภูษามาลา ทรงเสวยมหาสมบัติตลอด ๗ วัน ประดุจเทวดาเสวยทิพยสมบัติแล้ว เสด็จออกด้วยจตุรงคินีเสนา ประหนึ่งว่าเสด็จไปพระอุทยาน ถึงแดนบุคคลอื่นแล้ว ทรงส่งกองทัพทั้งสิ้นให้กลับด้วยพระราชอาญา เสด็จย่างเข้าสู่แดนบุคคลอื่น ฯ

    ตโต “ภทฺทิโย สกฺยราชา อนุรุทฺโธ อานนฺโท ภคุ กิมฺพิโล เทวทตฺโต จาติ อิเม ฉ ขตฺติยา อุปาลิกปฺปกสตฺตมา, เทวา วิย ทิพฺพสมฺปตฺตึ สตฺตาหํ มหาสมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา อุยฺยานํ คจฺฉนฺตา วิย จตุรงฺคินิยา เสนาย นิกฺขมิตฺวา ปรวิสยํ ปตฺวา ราชาณาย สพฺพเสนํ นิวตฺตาเปตฺวา ปรวิสยํ โอกฺกมึสุ.

    ในลำดับนั้น อ.กษัตริย์ ท. ๖ เหล่านี้ คือ อ.พระราชาแห่งเจ้าศากยะ พระนามว่าภัททิยะด้วย อ.เจ้าอนุรุทธะด้วย อ.เจ้าอานนท์ ด้วย อ.เจ้าภคุด้วย อ.เจ้ากิมพิละด้วย อ.เจ้าเทวทัต ด้วย ผู้มีนายภูษามาลาชื่อว่า อุบาลีเป็นที่เจ็ด, ทรงเสวยแล้ว ซึ่งสมบัติใหญ่ ตลอดวันเจ็ด ราวกะ อ.เทพ ท. (เสวยอยู่) ซึ่งสมบัติอันเป็นทิพย์ เสด็จออกไปแล้ว ด้วยเสนา มีองค์ ๔ ผู้ราวกะว่าเสด็จไปอยู่ สู่อุทยาน เสด็จถึงแล้ว ซึ่งแดนของกษัตริย์อื่น ทรงยัง เสนาทั้งปวง ให้กลับแล้ว ด้วยอาชญาของพระราชา เสด็จก้าวลงแล้ว สู่แดนของกษัตริย์อื่น ฯ

    แต่นั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์นั้น คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพละ และเทวทัต เป็น ๗ ทั้งอุบาลีนายภูษามาลาทรงเสวยมหาสมบัติตลอด ๗ วัน ประดุจเทวดาเสวยทิพยสมบัติ, แล้วเสด็จออกด้วยจตุรงคินีเสนา ประหนึ่งว่าเสด็จไปพระอุทยานถึงแดนกษัตริย์พระองค์อื่นแล้ว ทรงส่งกองทัพทั้งสิ้นให้กลับด้วยพระราชอาชญา เสด็จย่างเข้าสู่แดนกษัตริย์พระองค์อื่น.

  2. ๒

    ใน ๗ คนนั้น กษัตริย์ ๖ พระองค์ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ทำเป็นห่อแล้ว รับสั่งว่า แน่ะ นายอุบาลีเชิญเธอกลับไปเถอะ ทรัพย์ประมาณเท่านี้ พอเลี้ยงชีวิตของเธอ ดังนี้แล้ว ได้ประทานแก่เขา ฯ

    ตตฺถ ฉ ขตฺติยา อตฺตโน อาภรณานิ โอมุญฺจิตฺวา ภณฺฑิกํ กตฺวา “หนฺท ภเณ อุปาลิ นิวตฺตสฺสุ, อลํ เต เอตฺตกํ ชีวิกายาติ ตสฺส อทํสุ.

    ในชน ท. ๗ เหล่านั้นหนา อ.กษัตริย์ ท. ๖ ทรงเปลื้องแล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. ของพระองค์ ทรงกระทำแล้ว ให้เป็นห่อมีภัณฑะ ได้ประทานแล้ว (แก่นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า แน่ะอุบาลี ผู้พนาย เอาเถิด (อ.เธอ) จงกลับ, (อ.ทรัพย์) อันมีประมาณเท่านี้ เป็นของเพียงพอ เพื่อกิริยาอันประกอบแล้วด้วยความเป็นอยู่ ของเธอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ใน ๗ คนนั้น กษัตริย์ ๖ พระองค์ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ๆ ทำเป็นห่อแล้ว รับสั่งว่า "แน่ะ นายอุบาลี เชิญเธอกลับไปเถอะ, ทรัพย์เท่านี้พอเลี้ยงชีวิตของเธอ" ดังนี้แล้ว ประทานแก่เขา.

  3. ๓

    เขากลิ้งเกลือกรำพัน แทบพระบาทของกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น เมื่อไม่อาจล่วงอาญาของกษัตริย์เหล่านั้น จึงลุกขึ้น ถือห่อของนั้นกลับไป ฯ

    โส เตสํ ปาทมูเล ปวตฺติตฺวา ปริเทวิตฺวา เตสํ อาณํ อติกฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต อุฏฺฐาย ตํ คเหตฺวา นิวตฺติ.

    (อ.นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นั้น กลิ้งเกลือกแล้ว คร่ำครวญแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท (ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันก้าวล่วง ซึ่งอาชญา (ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ลุกขึ้นแล้ว ถือเอาแล้ว (ซึ่งห่อมีภัณฑะ) นั้น กลับแล้ว ฯ

    เขากลิ้งเกลือรำพัน แทบพระบาทของกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น เมื่อไม่อาจล่วงอาชญาของกษัตริย์เหล่านั้น จึงลุกขึ้น ถือห่อของนั้นกลับไป.

  4. ๔

    ในกาลแห่งชนเหล่านั้นเกิดเป็น ๒ พวก ป่าได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่งการร้องไห้ แผ่นดินได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่งอาการสั่นไหว ฯ

    เตสํ ทฺวิธา ชาตกาเล วนํ โรทนปฺปตฺตํ วิย ปฐวี กมฺปนาการปฺปตฺตา วิย อโหสิ.

    อ.ป่า เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งอันร้องไห้ (ได้เป็นแล้ว) อ.แผ่นดิน เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งอาการคืออันหวั่นไหว ได้เป็นแล้ว ในกาล (แห่งชน ท.) เหล่านั้น เกิดแล้ว โดยส่วน ๒ ฯ

    ในกาลแห่งชนเหล่านั้นเกิดเป็น ๒ พวก ป่าได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่งการร้องไห้, แผ่นดินได้เป็นประหนึ่งว่าถือซึ่งอาการหวั่นไหว.

  5. ๕

    ฝ่ายอุบาลีภูษามาลาไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็กลับ คิดอย่างนี้ว่า พวกศากยะดุร้ายนัก จะพึงฆ่าเราเสียก็ได้ ด้วยเข้าพระทัยว่า พระกุมารทั้งหลาย ถูกเจ้าคนนี้ปลงพระชนม์เสียแล้ว ดังนี้ ก็ธรรมดาว่าศากยกุมารเหล่านี้ ทรงสละสมบัติเห็นปานนี้ ทิ้งอาภรณ์อันประมาณค่ามิได้เหล่านี้เสียดังก้อนเขฬะแล้ว จักผนวช ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงเราเล่า ดังนี้ ครั้นคิดแล้ว จึงแก้ห่อของออก เอาอาภรณ์เหล่านั้นแขวนไว้บนต้นไม้แล้ว กล่าวว่า ผู้มีความต้องการทั้งหลาย จงถือเอาเถิด ดังนี้ ไปยังสำนักของศากยกุมารเหล่านั้น อันศากยกุมารเหล่านั้นตรัสถามว่า เพราะเหตุอะไร เธอจึงกลับมา ก็กราบทูลความนั้นแล้ว ฯ

    อุปาลิกปฺปโกปิ โถกํ คนฺตฺวา นิวตฺติตฺวา เอวํ จินฺเตสิ “จณฺฑา โข สากิยา `อิมินา กุมารา นิปาติตาติ ฆาเตยฺยุํปิ มํ, อิเม หิ นาม สกฺยกุมารา เอวรูปํ สมฺปตฺตึ ปหาย อิมานิ อนคฺฆานิ อาภรณานิ เขฬปิณฺฑํ วิย ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิสฺสนฺติ, กิมงฺคํ ปนาหนฺติ จินฺเตตฺวา ภณฺฑิกํ โอมุญฺจิตฺวา ตานิ อาภรณานิ รุกฺเข ลคฺคิตฺวา “อตฺถิกา คณฺหนฺตูติ วตฺวา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา เตหิ “กสฺมา นิวตฺโตสีติ ปุฏฺโฐ ตมตฺถํ อาโรเจสิ.

    แม้ อ.นายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี ไปแล้ว หน่อยหนึ่ง กลับแล้ว คิดแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.เจ้าศากยะ ท. ผู้ดุร้าย แล แม้พึงฆ่า ซึ่งเรา (ด้วยความสำคัญ) ว่า อ.พระกุมาร ท. (อันนายภูษามาลาชื่อว่าอุบาลี) นี้ ให้ตกไปโดยไม่เหลือแล้ว ดังนี้, ก็ อ.พระกุมารแห่งเจ้าศากยะ ท. ชื่อ เหล่านี้ ทรงละแล้ว ซึ่งสมบัติ มีอย่างนี้เป็นรูป ทรงทิ้งแล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. อันหาค่ามิได้ เหล่านี้ ราวกะว่า ก้อนแห่งน้ำลาย จักผนวช, ก็ อ.องค์อะไรเล่า อ.เรา (จักไม่บวช) ดังนี้ ครั้นคิดแล้ว เปลื้องแล้ว ซึ่งห่อมีภัณฑะ คล้องไว้แล้ว ซึ่งอาภรณ์ ท. เหล่านั้น บนต้นไม้ กล่าวแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) ผู้มีความต้องการ จงถือเอาเถิด ดังนี้ ไปแล้ว (สู่สำนัก ของกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ผู้ (อันกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ว่า (อ.เธอ) เป็นผู้กลับแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ กราบทูลแล้ว ซึ่งเนื้อความ นั้น ฯ

    ฝ่ายอุบาลีภูษามาลาไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับคิดอย่างนี้ว่า "พวกศากยะดุร้ายนัก จะพึงฆ่าเราเสียด้วยเข้าพระทัยว่า 'พระกุมารทั้งหลายถูกเจ้าคนนี้ปลงพระชนม์เสียแล้ว' ดังนี้ก็ได้, ก็ธรรมดาว่าศากยกุมารเหล่านี้ ทรงสละสมบัติเห็นปานนี้ ทิ้งอาภรณ์อันหาค่ามิได้เหล่านี้เสียงดังก้อนเขฬะแล้ว จักผนวช, ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ?" ครั้นคิด (ดังนี้) แล้วจึงแก้ห่อของออกเอาอาภรณ์เหล่านั้นแขวนไว้บนต้นไม้แล้ว กล่าวว่า "ผู้มีความต้องการทั้งหลายจงถือเอาเถิด" ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนัก ของศากยกุมารเหล่านั้นอันศากยกุมารเหล่านั้นตรัสถามว่า "เพราะเหตุอะไร เธอจึงกลับมา" ก็กราบทูลความนั้นแล้ว.

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๑–๑๓๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    กรรมแม้ของพระเทวทัต เพราะยังพระเจ้าอชาตศัตรูกุมารให้ปลงพระชนม์พระราชาก็ดี เพราะแต่งนายขมังธนูก็ดี เพราะกลิ้งศิลาก็ดี มิได้ปรากฏเหมือนเพราะปล่อยช้างนาฬาคีรีเลย ฯ

    เทวทตฺตสฺสาปิ กมฺมํ เนว ตถา รญฺโญ มาราปิตตฺตา, น วธกานํ ปโยชิตตฺตา, น สิลาย ปวิทฺธตฺตา, ปากฏํ อโหสิ; ยถา นาฬาคิริหตฺถิโน วิสฺสชฺชิตตฺตา.

    (อ.การกระทำ แม้ของพระเทวทัต เป็นธรรมชาติปรากฏแล้ว ได้เป็นแล้ว) เพราะความที่แห่งช้างชื่อว่านาฬาคิรีเป็นสัตว์อันตน ปล่อยแล้ว ฉันใด อ.การกระทำ แม้ของพระเทวทัต (เป็นกรรมปรากฏแล้ว ได้เป็นแล้ว) เพราะความที่แห่งพระราชาเป็นผู้ (อันตนยังพระราชกุมารพระนามว่าอชาตศัตรู) ให้ปลงพระชนม์แล้ว ฉันนั้น หามิได้นั่นเทียว (อ.การกระทำ แม้ของพระเทวทัต เป็นกรรมปรากฏแล้ว) ได้เป็นแล้ว เพราะความที่ แห่งนายขมังธนู ท. เป็นผู้อันตนประกอบแล้ว (ฉันนั้น) หามิได้ (อ.การกระทำ แม้ของพระเทวทัต) เป็นกรรมปรากฏแล้ว ได้เป็นแล้ว เพราะความแห่งศิลาอันตนกลิ้งแล้ว (ฉันนั้น) หามิได้ ฯ

    กรรมแม้ของพระเทวทัต เพราะยังพระอชาตสัตรุกุมารให้สำเร็จโทษพระราชา (พระราชาบิดา) เสียก็ดี เพราะแต่งนายขมังธนูก็ดี เพราะกลิ้งศิลาก็ดี มิได้ปรากฏเหมือนเพราะปล่อยช้างนาฬาคิรีเลย.

  2. ๒

    คราวนั้นแล มหาชนได้โจษจันกันขึ้นว่า แม้พระราชาก็พระเทวทัตนั่นเองเป็นผู้ให้ปลงพระชนม์เสีย แม้นายขมังธนูก็พระเทวทัตนั่นเองแต่งขึ้น แม้ศิลาก็พระเทวทัตเหมือนกันกลิ้งลง ก็บัดนี้ เธอก็ให้ปล่อยช้างนาฬาคีรี พระราชาเที่ยวคบคนชั่วเห็นแบบนี้ ฯ

    ตทา หิ มหาชโน “ราชาปิ เทวทตฺเตเนว มาราปิโต, วธกาปิ ปโยชิตา, สิลาปิ ปวิทฺธา; อิทานิ ปน เตน นาฬาคิริ วิสฺสชฺชาปิโต, เอวรูปํ นาม ปาปํ คเหตฺวา ราชา วิจรตีติ โกลาหลมกาสิ.

    ก็ ในกาลนั้น อ.มหาชน ได้กระทำแล้ว ซึ่งความโกลาหล ว่า แม้ อ.พระราชา อันพระเทวทัตนั่นเทียว (ยังพระราชกุมารพระนามว่าอชาตศัตรู) ให้ปลงพระชนม์แล้ว, แม้ อ.นายขมังธนู ท. (อันพระเทวทัตนั่นเทียว ) ประกอบแล้ว, แม้ อ.ศิลา (อันพระเทวทัต นั่นเทียว) กลิ้งแล้ว, ก็ ในบัดนี้ อ.ช้างชื่อว่านาฬาคิรี (อันพระเทวทัต) นั้น (ยังนายควาญช้าง) ให้ปล่อยแล้ว, อ.พระราชา ย่อมเที่ยว คบ ซึ่งบุคคลชั่ว ชื่อ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ดังนี้ ฯ

    คราวนั้นแล มหาชนได้โจษจันกันขึ้นว่า "แม้พระราชาก็พระเทวทัตนั่นเองเป็นผู้ให้สำเร็จโทษเสีย, แม้นายขมังธนูก็พระเทวทัตนั่นเองแต่งขึ้น, แม้ศิลาก็พระเทวทัตเหมือนกันกลิ้งลง, และบัดนี้เธอก็ได้ปล่อยช้างนาฬาคิรี, พระราชาทรงเที่ยวคบคนลามกเป็นปานนี้."

  3. ๓

    พระราชา สดับถ้อยคำของมหาชนแล้วจึงให้นำสำรับ ๕๐๐ คืนไปมิได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากของพระเทวทัตนั้นอีก ฯ

    ราชา มหาชนสฺส กถํ สุตฺวา ปญฺจ ถาลิปากสตานิ หราเปตฺวา น ปุน ตสฺสุปฏฺฐานํ อคมาสิ.

    อ.พระราชา สดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของมหาชน (ยังบุคคล) ให้นำไปแล้ว ซึ่งร้อยแห่งสำรับ ท. ๕ ไม่ได้ เสด็จไปแล้ว สู่ที่บำรุง (ซึ่งพระเทวทัต) นั้น อีก ฯ

    พระราชาทรงสดับถ้อยคำของมหาชนแล้ว จึงให้นำสำรับ ๕๐๐ คืนมา มิได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากของพระเทวทัตนั้นอีก.

  4. ๔

    ถึงชาวเมือง ก็มิได้ถวายอาหารแม้เพียงว่าภิกษาหารแก่เธอผู้เข้าไปสู่กุล ฯ

    นาคราปิสฺส กุลํ อุปคตสฺส ภิกฺขามตฺตมฺปิ นาทํสุ.

    อ.ชน ท. แม้ผู้อยู่ในเมือง ไม่ได้ถวายแล้ว (ซึ่งวัตถุ) แม้สักว่าภิกษา (แก่พระเทวทัต) นั้น ผู้เข้าถึงแล้ว ซึ่งตระกูล ฯ

    ถึงชาวพระนคร ก็มิได้ถวายแม้วัตถุมาตรว่าภิกษุแก่เธอซึ่งเข้าไปยังสกุล.

  5. ๕

    พระเทวทัตนั้น มีลาภสักการะเสื่อมสิ้นแล้ว ประสงค์จะเป็นอยู่ด้วยการหลอกลวง จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขอวัตถุ ๕ ประการ ถูกพระผู้มีพระภาคทรงห้ามว่า อย่าเลย เทวทัต ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้น ก็จงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด ก็พูดว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย คำพูดของใครจะงาม ของพระตถาคตหรือของเรา ความจริงข้าพระองค์กราบทูล ด้วยสามารถข้อปฏิบัติอย่างอุกกฤษฏ์อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ดังข้าพระองค์ขอประทานวโรกาส ขอภิกษุทั้งหลาย พึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร อยู่โคนไม้เป็นวัตร ไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต แล้วกล่าวชวนว่า ผู้ใดต้องการพ้นทุกข์ ผู้นั้นจงมากับเรา ดังนี้ แล้วหลีกไป ฯ

    โส ปริหีนลาภสกฺกาโร โกหญฺเญน ชีวิตุกาโม สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺจ วตฺถูนิ ยาจิตฺวา ภควตา “อลํ เทวทตฺต, โย อิจฺฉติ, อารญฺญโก โหตูติ ปฏิกฺขิตฺโต, “กสฺสาวุโส วจนํ โสภณํ: กึ ตถาคตสฺส อุทาหุ มม? อหํ หิ อุกฺกฏฺฐวเสน เอวํ วทามิ `สาธุ ภนฺเต ภิกฺขู ยาวชีวํ อรญฺญิกา อสฺสุ, ปิณฺฑปาติกา, ปํสุกูลิกา, รุกฺขมูลิกา, มจฺฉมํสํ น ขาเทยฺยุนฺติ, โย ทุกฺขา มุจฺจิตุกาโม, โส มยา สทฺธึ อาคจฺฉตูติ วตฺวา ปกฺกามิ.

    (อ.พระเทวทัต) นั้น เป็นผู้มีลาภและสักการะอันเสื่อมรอบแล้ว เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเป็นอยู่ ด้วยความเป็นแห่งบุคคลผู้หลอกลวง (เป็น) เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลขอแล้ว ซึ่งวัตถุ ท. ๕ ผู้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงห้ามแล้ว ว่า ดูก่อนเทวทัต อ.อย่าเลย (อ.ภิกษุ) ใด ย่อมปรารถนา (อ.ภิกษุ) นั้น จงเป็นผู้อยู่ในป่า จงเป็น ดังนี้ กล่าวแล้วว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.คำ ของใคร เป็นคำงาม (ย่อมเป็น) อ.พระดำรัส ของพระตถาคตเจ้า (เป็นคำงาม ย่อมเป็น) หรือ หรือว่า (อ.คำ) ของเรา (เป็นคำงาม ย่อมเป็น) ด้วยว่า อ.เรา ย่อมกล่าว อย่างนี้ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพเจ้าจะขอโอกาส อ.ภิกษุ ท. เป็นผู้มีการอยู่ประจำในป่าเป็นปกติ พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต (อ.ภิกษุ ท.) เป็นผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เป็นปกติ (พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต), (อ.ภิกษุ ท.) เป็นผู้มีการทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติ (พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต), (อ.ภิกษุ ท.) เป็นผู้มีการอยู่ที่โคนแห่งต้นไม้เป็นปกติ (พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต), (อ.ภิกษุ ท.) ไม่พึงฉัน ซึ่งปลาและเนื้อ (ตลอดกาลกำหนดเพียงไรแห่งชีวิต) ดังนี้ ด้วยสามารถแห่งการปฏิบัติอันสูงสุด (อ.ภิกษุ) ใด เป็นผู้ใคร่เพื่ออันพ้น จากทุกข์ (ย่อมเป็น), (อ.ภิกษุ) นั้น จงมากับด้วยเรา ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    พระเทวทัตนั้น เสื่อมจากลาภและสักการะแล้ว ประสงค์จะเลี้ยงชีวิตด้วยการหลอกลวง จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ อันพระผู้มีพระภาค ทรงห้ามว่า "อย่าเลย เทวทัต ผู้ใดปรารถนา, ผู้นั้นก็จงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด" ดังนี้แล้ว ทูลว่า "ผู้มีอายุคำพูดของใครจะงาม ของพระตถาคตหรือของข้าพระองค์ ? ก็ข้าพระองค์กล่าวด้วยสามารถข้อปฏิบัติอย่างนี้ว่า 'พระเจ้าข้า ดังข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอภิกษุทั้งหลายจงเป็นผู้อยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ อย่าพึงฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต," แล้วกล่าวว่า "ผู้ใดใคร่จะพ้นจากทุกข์, ผู้นั้นจงมากับเรา" ดังนี้แล้ว หลีกไป.

  6. ๖

    พระเทวทัตนั้น พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ยังชนผู้เลื่อมใสในความประพฤติปอนให้ยอมรับวัตถุ ๕ ประการเหล่านั้น ให้ขอ (ปัจจัย) ในสกุลทั้งหลายมาบริโภค ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์แล้ว ฯ

    ตสฺส วจนํ สุตฺวา เอกจฺเจ นวปพฺพชิตา มนฺทพุทฺธิโน “กลฺยาณํ เทวทตฺโต อาห, เอเตน สทฺธึ วิจริสฺสามาติ เตน สทฺธึ เอกโตว อเหสุํ. อิติ โส ปญฺจสเตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เตหิ ปญฺจหิ วตฺถูหิ ลูขปฺปสนฺนํ ชนํ สญฺญาเปนฺโต กุเลสุ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชนฺโต สงฺฆเภทาย ปรกฺกมิ.

    (อ.ภิกษุ ท.) บางพวก ผู้บวชแล้วใหม่ ผู้มีความรู้น้อย ฟังแล้ว ซึ่งคำ (ของพระเทวทัต) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.พระเทวทัต กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อันงาม, (อ.เรา ท.) จักเที่ยวไป กับ (ด้วยพระเทวทัต) นั่น ดังนี้ ได้เป็นแล้ว โดยความเป็นอันเดียวกัน กับ (ด้วยพระเทวทัต) นั้น เทียว ฯ (อ.พระเทวทัต) นั้น กับ ด้วยภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ยังชน ผู้เลื่อมใสแล้วในวัตถุเศร้าหมอง ให้รู้พร้อมอยู่ ด้วยวัตถุ ท. ๕ เหล่านั้น (ยังกันและกัน) ให้ขอแล้ว ในตระกูล ท. บริโภคอยู่ ตะเกียกตะกายแล้ว เพื่ออันทำลายซึ่งสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    ภิกษุบางพวกบวชใหม่ มีความรู้อ่อน ได้สดับถ้อยคำของพระเทวทัตนั่น" ดังนี้แล้วได้สมคบกับเธอ. พระเทวทัตนั้น ยังผู้เลื่อมใสในของเศร้าหมองให้เข้าใจ ด้วยวัตถุ ๕ ประการนั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปให้เที่ยวขอ (ปัจจัย) ในสกุลทั้งหลายมาบริโภค พยายามเพื่อทำลายสงฆ์แล้ว.

ภาค ๑ พระเทวทัต ๒

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๖–๑๓๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระเทวทัตต์แล อาพาธตลอด ๙ เดือน เมื่อเวลาสุดท้าย (แห่งชีวิต) ประสงค์จะเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา จึงพูดกะพวกลูกศิษย์ของตนว่า เราประสงค์จะเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา พวกเธอ จงแสดงสมเด็จพระบรมศาสดานั้นแก่เราเถิด เมื่อพวกลูกศิษย์เหล่านั้น ตอบว่า ในเวลาที่ท่านมีสมรรถภาพท่านได้ประพฤติเป็นผู้จองเวรกับสมเด็จพระบรมศาสดา พวกกระผมจักไม่นำท่านไปในสำนักสมเด็จพระบรมศาสดานั้น จึงพูดว่า พวกเธอ อย่าให้เราพินาศเสียเลย เราได้ผูกอาฆาตในสมเด็จพระบรมศาสดา แต่สมเด็จพระบรมศาสดาไม่มีความอาฆาตในเรา แม้เพียงปลายเส้นผม ฯ ทราบว่าภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่กาลที่ทูลขอวัตถุ ๕ ประการแล้วย่อมไม่ได้เพื่อจะเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกนี้เป็นเรื่องธรรมดา ฯ

    ภิกฺขู กิร ปญฺจนฺนํ วตฺถูนํ อายาจิตกาลโต ปฏฺฐาย ปุน พุทฺเธ ทฏฺฐุํ น ลภนฺติ, อยํ ธมฺมตา.

    ได้ยินว่า อ.ภิกษุ ท. ย่อมไม่ได้ เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระพุทธเจ้า ท. อีก จำเดิม แต่กาล แห่งวัตถุ ท. ๕ (อันตน) ทูลขอยิ่งแล้ว (อ.ความเป็นคือ อันไม่ได้ เพื่ออันเฝ้า) นี้ เป็นธรรมดา (ย่อมเป็น) ฯ

    นัยว่า พวกภิกษุย่อมไม่เห็นพระพุทธเจ้าอีก จำเดิมแต่กาลที่ขอวัตถุ ๕ ประการ, ข้อนี้ย่อเป็นธรรมดา.

  2. ๒

    ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเทวทัตต์มาถึงที่โน้นแล้ว ที่โน้นแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “อสุกฏฺฐานญฺจ อสุกฏฺฐานญฺจ อาคโต ภนฺเตติ อาหํสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเทวทัต) มาแล้ว สู่ที่โน้นด้วย สู่ที่โน้นด้วย ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุกราบทูลว่า "พระเทวทัตมาถึงที่โน้นและที่โน้นแล้ว พระเจ้าข้า."

  3. ๓

    เทวทัตต์จงกระทำสิ่งที่ตนปรารถนาเถิด แต่เธอจักไม่ได้เพื่อจะเห็นเรา ฯ

    “ยํ อิจฺฉติ, ตํ กโรตุ; น โส มํ ปสฺสิตุํ ลภิสฺสตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.เทวทัต) ย่อมปรารถนา (ซึ่งกรรม) ใด, (อ.เทวทัต) จงกระทำ (ซึ่งกรรม) นั้น; (เพราะว่า) (อ.เทวทัต) นั้น จักไม่ได้ เพื่ออันเห็น ซึ่งเรา ดังนี้ ฯ

    ศ. เทวทัตจงทำสิ่งที่ตนปรารถนาเถอะ, (แต่อย่างไรเสีย) เธอก็จักไม่ได้เห็นเรา.

  4. ๔

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตต์มาถึงที่ประมาณ ๑ โยชน์ จากที่นี้มาถึงที่ประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งคาวุต มาถึงที่ใกล้สระโบกขรณีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “ภนฺเต อิโต โยชนมตฺตํ อาคโต, อฑฺฒโยชนํ, คาวุตํ, โปกฺขรณีสมีปํ อาคโต ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเทวทัต) มาแล้ว (สู่ที่) มีโยชน์เป็นประมาณ จากที่นี้, (อ.พระเทวทัต มาแล้ว) สู่โยชน์ด้วยทั้งกึ่ง (จากที่นี้), (อ.พระเทวทัต มาแล้ว) สู่คาวุต (จากที่นี้), ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระเทวทัต) มาแล้ว สู่ที่ใกล้แห่งสระโบกขรณี ดังนี้ ฯ

    ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตมาถึงที่ประมาณโยชน์หนึ่งแต่ที่นี้แล้ว, (และทูลต่อ ๆ ไปอีกว่า) มาถึงกึ่งโยชน์แล้ว, คาพยุตหนึ่งแล้ว, มาถึงที่ใกล้สระโบขรณีแล้ว พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    แม้ถ้าว่าเทวทัตต์จะเข้าไปยัง ภายในพระเชตวันวิหาร ก็จักไม่ได้เห็นเราแน่นอน ฯ

    “สเจปิ อนฺโตเชตวนํ ปวิสติ, เนว มํ ปสฺสิตุํ ลภิสฺสตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า แม้ถ้าว่า (อ.เทวทัต) จะเข้าไป สู่ภายในแห่งพระเชตวันไซร้, (อ.เทวทัต) จักไม่ได้ เพื่ออันเห็น ซึ่งเรา นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ศ. แม้หากเทวทัตจะเข้ามาภายในพระเชตวัน, ก็จักไม่ได้เห็นเราเป็นแท้.

  6. ๖

    พวกพระลูกศิษย์ พาพระเทวทัตต์มาแล้ว วางเตียงลงที่ขอบสระโบกขรณีใกล้พระเชตวันวิหาร แล้วพากันลงอาบน้ำในสระโบกขรณี ฯ

    เทวทตฺตํ คเหตฺวา อาคตา เชตวนโปกฺขรณีตีเร มญฺจํ โอตาเรตฺวา โปกฺขรณิยํ นหายิตุํ โอตรึสุ.

    (อ.สาวก ท.) พาเอาแล้ว ซึ่งพระเทวทัต มาแล้ว ยังเตียง ให้ข้ามลงแล้ว ที่ฝั่งแห่งสระโบกขรณีใกล้พระเชตวัน ข้ามลงแล้ว เพื่ออันอาบ ในสระโบกขรณี ฯ

    พวกสาวก พาพระเทวทัต วางเตียงลงริมฝั่งสระโบกขรณีใกล้พระเชตวันแล้ว ต่างกันไปเพื่อจะอาบน้ำในสระโบกขรณี

  7. ๗

    ฝ่ายเทวทัตต์แล ก็ลุกขึ้นจากเตียง นั่งวางเท้าทั้ง ๒ ไว้บนพื้นดิน ฯ เท้าทั้ง ๒ นั้น ถูกแผ่นดินสูบแล้ว ฯ

    เทวทตฺโตปิ โข มญฺจโต อุฏฺฐาย อุโภ ปาเท ภูมิยํ ฐเปตฺวา นิสีทิ.

    แม้ อ.พระเทวทัต แล ลุกขึ้นแล้ว จากเตียงน้อย นั่ง วางแล้ว ซึ่งเท้า ท. ทั้งสอง บนภาคพื้น ฯ

    แม้พระเทวทัตแล ลุกจากเตียงนั่งวางเท้าทั้ง ๒ บนพื้นดิน.

ภาค ๑ นางสุมนาเทวี

ภาค ๑ นางสุมนาเทวี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า ภิกษุสองพันรูป ย่อมฉันในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถีทุก ๆ วัน ในเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาก็เหมือนกัน ฯ

    สาวตฺถิยํ หิ เทวสิกํ อนาถปิณฺฑิกสฺส เคเห เทฺว ภิกฺขุสหสฺสานิ ภุญฺชนฺติ, ตถา วิสาขาย มหาอุปาสิกาย.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.พันแห่งภิกษุ ท. ๒ ย่อมฉัน ในเรือน ของเศรษฐีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ทุก ๆ วัน, อ.อย่างนั้น คือว่า (อ.พันแห่งภิกษุ ท. ๒ ย่อมฉัน ในเรือน) ของนางวิสาขา ผู้มหาอุบาสิกา (ทุก ๆ วัน) ฯ

    ความพิสดารว่า ภิกษุสองพันรูป ย่อมฉันในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถีทุกวัน, ในเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาเช่นนั้น.

  2. ๒

    ก็บุคคลใด ๆ ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ประสงค์จะถวายทาน บุคคลนั้น ๆ ต้องได้โอกาสของท่านทั้ง ๒ นั้นก่อนแล้ว จึงทำได้ ฯ

    สาวตฺถิยญฺจ โย โย ทานํ ทาตุกาโม โหติ; โส โส เตสํ อุภินฺนํ โอกาสํ ลภิตฺวาว กโรติ.

    ก็ (อ.บุคคล) ใด ๆ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี เป็นผู้ใคร่เพื่ออันถวาย ซึ่งทาน ย่อมเป็น ; (อ.บุคคล) นั้น ๆ ได้แล้ว ซึ่งโอกาส (แห่งชน ท.) ทั้งสอง เหล่านั้น เทียว ย่อมกระทำ ฯ

    ก็บุคคลใด ๆ ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ประสงค์จะถวายทาน, บุคคลนั้น ๆ ต้องได้โอกาสของท่านทั้ง ๒ นั้นก่อนแล้ว จึงทำได้.

  3. ๓

    ถามว่า เพราะเหตุไร ฯ

    “กึการณาติ.

    (อ.อันถาม ว่า อ.บุคคล นั้น ๆ ได้แล้ว ซึ่งโอกาส แห่งชน ท. ทั้งสอง เหล่านั้นเทียว ย่อมกระทำ) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    ถามว่า "เพราะเหตุไร ?"

  4. ๔

    ตอบว่า เพราะคนทั้งหลายถามว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือนางวิสาขา มายังโรงทานของท่านแล้วหรือ เมื่อเขาตอบว่า ไม่ได้มา ย่อมติเตียนแม้ทานอันบุคคลสละทรัพย์ตั้งแสนแล้วทำว่า นี่ชื่อว่าทานอะไร ฯ

    “ตุมฺหากํ ทานคฺคํ อนาถปิณฺฑิโก วา วิสาขา วา อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา, “นาคตาติ วุตฺเต, สตสหสฺสํ วิสฺสชฺเชตฺวา กตทานมฺปิ “กึ ทานํ นาเมตนฺติ ครหนฺติ.

    (อ.อันแก้) ว่า (เพราะว่า อ.ชน ท.) ถามแล้ว ว่า อ.เศรษฐีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ หรือ หรือว่า อ.นางวิสาขา มาแล้ว สู่โรงแห่งทาน ของท่าน ท. หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ หรือ หรือว่า อ.นางวิสาขา) ไม่มาแล้ว (สู่โรงแห่งทาน ของเรา ท.) ดังนี้ (อันมหาชนนั้น) กล่าวแล้ว, ย่อมติเตียน แม้ซึ่งทาน (อันบุคคล) สละแล้ว ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ กระทำแล้ว ว่า ชื่อ อ.ทาน นั่น อะไร ดังนี้ (ดังนี้) ฯ

    ตอบว่า "เพราะคนอื่น ๆ ถามว่า 'ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือนางวิสาขา มาสู่โรงทานของท่านแล้วหรือ?" เมื่อเขาตอบว่า "ไม่ได้มา," ย่อมติเตียน แม้ทานอันบุคคลสละทรัพย์ตั้งแสนแล้วทำว่า "นี่ชื่อว่าทานอะไร ?."

  5. ๕

    เพราะท่านทั้ง ๒ นั้น ย่อมรู้จักความชอบใจของภิกษุสงฆ์และกิจอันสมควรแก่ภิกษุสงฆ์ ฯ

    อุโภปิ หิ เต ภิกฺขุสงฺฆสฺส รุจิญฺจ อนุจฺฉวิกกิจฺจานิ จ ชานนฺติ.

    เพราะว่า (อ.ชน ท.) เหล่านั้น แม้ทั้งสอง ย่อมรู้ ซึ่งความชอบใจ แห่งหมู่แห่งภิกษุ ด้วย ซึ่งกิจอันสมควร ท. (แก่หมู่แห่งภิกษุ) ด้วย ฯ

    เพราะท่านทั้ง ๒ นั้น ย่อมรู้จักความชอบใจของภิกษุสงฆ์และกิจอันสมควรแก่ภิกษุสงฆ์.

  6. ๖

    เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่ พวกภิกษุย่อมฉันได้ตามพอใจทีเดียว ฯ

    เตสุ วิหรนฺเตสุ, ภิกฺขู จิตฺตานุรูปเมว ภุญฺชนฺติ.

    (ครั้นเมื่อชน ท. ๒) เหล่านั้น อยู่อยู่, อ.ภิกษุ ท. ย่อมฉัน (ซึ่งวัตถุ) อันสมควรแก่จิตนั่นเทียว ฯ

    เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่, พวกภิกษุย่อมฉันได้ตามพอใจทีเดียว.

  7. ๗

    เพราะฉะนั้น คนที่ประสงค์จะถวายทานทั้งหมด จึงพาท่านทั้ง ๒ นั้นไป ฯ

    ตสฺมา สพฺเพ ทานํ ทาตุกามา เต คเหตฺวา คจฺฉนฺติ.

    เพราะเหตุนั้น (อ.ชน ท.) ทั้งปวง ผู้ใคร่เพื่ออันถวาย ซึ่งทาน พาเอาแล้ว (ซึ่งชน ท. ๒) เหล่านั้น ย่อมไป ฯ

    เพราะฉะนั้น ทุก ๆ คนที่ประสงค์จะถวายทาน จึงเชิญท่านทั้ง ๒ นั้นไป.

  8. ๘

    ท่านทั้ง ๒ นั้น ย่อมไม่ได้เพื่อจะอังคาสภิกษุทั้งหลายในเรือนของตน ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    อิติ เต อตฺตโน ฆเร ภิกฺขู ปริวิสิตุํ น ลภนฺติ.

    (อ.ชน ท. ๒) เหล่านั้น ย่อมไม่ได้ เพื่ออันอังคาส ซึ่งภิกษุ ท. ในเรือน ของตน ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    ท่านทั้ง ๒ นั้นย่อมไม่ได้เพื่อจะอังคาสภิกษุทั้งหลายในเรือนของตน ด้วยเหตุนี้.

  9. ๙

    แต่นั้น นางวิสาขา เมื่อใคร่ครวญว่า ใครหนอแล จักดำรงอยู่ในตำแหน่งของเรา แล้วเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์ เห็นธิดาของบุตรแล้ว จึงตั้งนางไว้ในตำแหน่งของตน ฯ

    ตโต วิสาขา “โก นุ โข มม ฐาเน ฐตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสิสฺสตีติ อุปธาเรนฺตี ปุตฺตสฺส ธีตรํ ทิสฺวา ตํ อตฺตโน ฐาเน ฐเปสิ.

    ในลำดับนั้น อ.นางวิสาขา ใคร่ครวญอยู่ ว่า อ.ใครหนอแล ตั้งอยู่แล้ว ในฐานะ ของเรา จักอังคาส ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ดังนี้ เห็นแล้ว ซึ่งธิดา ของบุตร ตั้งไว้แล้ว (ซึ่งธิดา) นั้น ในฐานะ ของตน ฯ

    เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา เมื่อใคร่ครวญว่า "ใครหนอแล ? จักดำรงในหน้าที่ของเรา เลี้ยงภิกษุสงฆ์," เห็นธิดาของบุตรแล้ว จึงตั้งเขา ไว้ในหน้าที่ของตน.

  10. ๑๐

    นางอังคาสภิกษุสงฆ์ในเรือนของนางวิสาขานั้น ฯ

    สา ตสฺสา นิเวสเน ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสติ.

    (อ.ธิดา) นั้น ย่อมอังคาส ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ในที่เป็นที่อยู่ (ของนางวิสาขา) นั้น ฯ

    นางอังคาสภิกษุสงฆ์ในเรือนของนางวิสาขานั้น.

  11. ๑๑

    แม้อนาถปิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งธิดาคนโต นามว่ามหาสุภัททาไว้ ฯ

    อนาถปิณฺฑิโกปิ มหาสุภทฺทํ นาม เชฏฺฐธีตรํ ฐเปสิ.

    แม้ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ ตั้งไว้แล้ว ซึ่งธิดาผู้เจริญที่สุด ชื่อว่า มหาสุภัททา ฯ

    ถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งธิดาคนใหญ่ ชื่อมหาสุภัททาไว้.

  12. ๑๒

    ก็นางทำการขวนขวาย (ช่วยงาน) แก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ ฟังธรรมไปด้วย เป็นพระโสดาบัน ได้ไปสู่สกุลสามีแล้ว ฯ

    สา หิ ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺตี ธมฺมํ สุณนฺตี โสตาปนฺนา หุตฺวา ปติกุลํ อคมาสิ.

    ก็ (อ.นางมหาสุภัททา) นั้น กระทำอยู่ ซึ่งความขวนขวาย แก่ภิกษุ ท. ฟังอยู่ ซึ่งธรรม เป็นพระโสดาบัน เป็น ได้ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งผัว ฯ

    ก็นางมหาสุภัททานั้น ทำการขวนขวายแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ (และ) ฟังธรรมอยู่ เป็นพระโสดาบันแล้ว ได้ไปสู่สกุลแห่งสามี.

  13. ๑๓

    แต่นั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งนางจุลลสุภัททา (แทน) ฯ

    ตโต จุลฺลสุภทฺทํ ฐเปสิ.

    ในลำดับนั้น (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) ตั้งไว้แล้ว ซึ่งนางจุลลสุภัททา ฯ

    แต่นั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ ก็ตั้งนางจุลสุภัททา (แทน).

  14. ๑๔

    แม้นาง ก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ไปสู่สกุลสามี (เช่นกัน) ฯ

    สาปิ ตเถว กโรนฺตี โสตาปนฺนา หุตฺวา ปติกุลํ คตา.

    (อ.นางจุลลสุภัททา) แม้นั้น กระทำอยู่ อย่างนั้นนั่นเทียว เป็นพระโสดาบัน เป็น ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งผัว ฯ

    แม้นางจุลสุภัททานั้น ก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นพระโสดาบันแล้วก็ไปสู่สกุลแห่งสามี.

  15. ๑๕

    ต่อมา อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ตั้งธิดาคนเล็ก นามว่าสุมนาเทวี (แทน) ฯ

    อถ สุมนาเทวึ นาม กนิฏฺฐธีตรํ ฐเปสิ.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) ตั้งไว้แล้ว ซึ่งธิดาผู้น้อยที่สุด ชื่อว่า สุมนาเทวี ฯ

    ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงตั้งธิดาคนเล็กนามว่าสุมนาเทวี (แทน) .

ภาค ๑ นางสุมนาเทวี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๑–๑๔๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    แม้อนาถปิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งธิดาคนโต นามว่ามหาสุภัททาไว้ ฯ

    อนาถปิณฺฑิโกปิ มหาสุภทฺทํ นาม เชฏฺฐธีตรํ ฐเปสิ.

    แม้ อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ ตั้งไว้แล้ว ซึ่งธิดาผู้เจริญที่สุด ชื่อว่า มหาสุภัททา ฯ

    ถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งธิดาคนใหญ่ ชื่อมหาสุภัททาไว้.

  2. ๒

    ก็ นาง ทำการขวนขวาย(ช่วยงาน)แก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ ฟังธรรมไปด้วย เป็นพระโสดาบัน ได้ไปสู่สกุลสามีแล้ว ฯ

    สา หิ ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺตี ธมฺมํ สุณนฺตี โสตาปนฺนา หุตฺวา ปติกุลํ อคมาสิ.

    ก็ (อ.นางมหาสุภัททา) นั้น กระทำอยู่ ซึ่งความขวนขวาย แก่ภิกษุ ท. ฟังอยู่ ซึ่งธรรม เป็นพระโสดาบัน เป็น ได้ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งผัว ฯ

    ก็นางมหาสุภัททานั้น ทำการขวนขวายแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ (และ) ฟังธรรมอยู่ เป็นพระโสดาบันแล้ว ได้ไปสู่สกุลแห่งสามี.

  3. ๓

    แต่นั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งนางจุลสุภัททา(แทน) ฯ

    ตโต จุลฺลสุภทฺทํ ฐเปสิ.

    ในลำดับนั้น (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) ตั้งไว้แล้ว ซึ่งนางจุลลสุภัททา ฯ

    แต่นั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ ก็ตั้งนางจุลสุภัททา (แทน).

  4. ๔

    แม้นาง ก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ไปสู่สกุลสามี(เช่นกัน) ฯ

    สาปิ ตเถว กโรนฺตี โสตาปนฺนา หุตฺวา ปติกุลํ คตา.

    (อ.นางจุลลสุภัททา) แม้นั้น กระทำอยู่ อย่างนั้นนั่นเทียว เป็นพระโสดาบัน เป็น ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งผัว ฯ

    แม้นางจุลสุภัททานั้น ก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นพระโสดาบันแล้วก็ไปสู่สกุลแห่งสามี.

  5. ๕

    ต่อมา อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ตั้งธิดาคนเล็ก นามว่าสุมนาเทวี(แทน) ฯ

    อถ สุมนาเทวึ นาม กนิฏฺฐธีตรํ ฐเปสิ.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) ตั้งไว้แล้ว ซึ่งธิดาผู้น้อยที่สุด ชื่อว่า สุมนาเทวี ฯ

    ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงตั้งธิดาคนเล็กนามว่าสุมนาเทวี (แทน) .

  6. ๖

    ก็ นางสุมนาเทวีนั้น ฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล (ทั้งที่)ยังเป็นกุมาริกา(เด็กรุ่นสาว)อยู่เลย กระสับกระส่ายด้วยความไม่สบาย เห็นปานนั้น อด(ตัด)อาหาร อยากพบบิดา จึงให้เชิญบิดามา ฯ

    สา ปน ธมฺมํ สุตฺวา สกทาคามิผลํ ปตฺวา, กุมาริกาว หุตฺวา ตถารูเปน อผาสุเกน อาตุรา อาหารุปจฺเฉทํ กตฺวา ปิตรํ ทฏฺฐุกามา หุตฺวา ปกฺโกสาเปสิ.

    ก็ (อ.นางสุมนาเทวี) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งธรรม บรรลุแล้ว ซึ่งสกทาคามิผล , เป็นกุมาริกาเทียว เป็น เป็นผู้กระสับกระส่าย เพราะความไม่สำราญ อันมีอย่างนั้นเป็นรูป (เป็น) กระทำแล้ว ซึ่งการเข้าไปตัดซึ่งอาหาร เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเห็น ซึ่งบิดา เป็น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ฯ

    ก็นางสุมนาเทวีนั้น ฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล ยังเป็นกุมาริกา (รุ่นสาว) อยู่เทียว, กระสับกระส่ายด้วยความไม่ผาสุกเห็นปานนั้น ตัดอาหาร มีความประสงค์จะเห็นบิดา จึงให้เชิญมา.

  7. ๗

    ท่านเศรษฐีนั้น พอได้ยินข่าวของธิดานั้นในโรงทานแห่งหนึ่ง จึง(รีบ)มาหาแล้วพูดว่า เป็นอะไรไปหรือ แม่นางสุมนา ฯ

    โส เอกสฺมึ ทานคฺเค ตสฺสา สาสนํ สุตฺวาว อาคนฺตฺวา “กึ อมฺม สุมเนติ อาห.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งข่าวสาร (ของนางสุมนาเทวี) นั้น ในโรงแห่งทาน แห่งหนึ่ง เทียว มาแล้ว กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสุมนา ผู้แม่ อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    ท่านเศรษฐีนั้นพอได้ยินข่าวของธิดาในโรงทานแห่งหนึ่ง ก็มาหา แล้วพูดว่า "เป็นอะไรหรือ ? แม่สุมนา."

  8. ๘

    ธิดานั้นตอบว่า อะไรเล่า น้องชาย ฯ

    สา ปิตรํ อาห “กึ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนา) นั้น กล่าวแล้ว กะบิดา ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    ธิดานั้น ตอบบิดาว่า "อะไรเล่า ? น้องชาย."

  9. ๙

    บิดา. เพ้อไปหรือ แม่คุณ ฯ

    “วิปฺปลปสิ อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมเพ้อหรือ ดังนี้ ฯ

    บ. เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่.

  10. ๑๐

    ธิดา. มิได้เพ้อนะ น้องชาย ฯ

    “น วิปฺปลปามิ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนาเทวี กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่เพ้อ ดังนี้ ฯ

    ธ. ไม่เพ้อ น้องชาย.

  11. ๑๑

    บิดา. เจ้ากลัวหรือ แม่คุณ ฯ

    “ภายสิ อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.เจ้า ย่อมกลัวหรือ ดังนี้ ฯ

    บ. เจ้ากลัวหรือ ? แม่.

  12. ๑๒

    ธิดา. มิได้กลัว น้องชาย ฯ

    “น ภายามิ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนาเทวี กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่กลัว ดังนี้ ฯ

    ธ. ไม่กลัว น้องชาย.

  13. ๑๓

    ก็ นาง พอกล่าวได้เพียงเท่านี้เท่านั้น ได้เสียชีวิตลงแล้ว ฯ

    เอตฺตกํ วตฺวาเยว ปน สา กาลมกาสิ.

    ก็ (อ.นางสุมนาเทวี) นั้น ครั้นกล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) มีประมาณเท่านี้ นั่นเทียว ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ฯ

    แต่พอนางสุมนาเทวี กล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็ได้ทำกาละแล้ว.

  14. ๑๔

    อนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถที่จะอดกลั้นความเศร้าโศกอันเกิดขึ้นในธิดาได้ ให้ทำการปลงศพธิดาแล้ว ร้องไห้ ไปสู่สำนักพระบรมศาสดาแล้ว เมื่อพระพุทธองค์ตรัส(ถาม)ว่า คฤหบดี ทำไม ท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีน้ำตานองหน้า ร้องไห้ มาแล้วเล่า จึงกราบทูลว่า นางสุมนาเทวีธิดาของข้าพระองค์ เสียชีวิตแล้ว พระเจ้าข้า ฯ

    โส โสตาปนฺโนปิ สมาโน เสฏฺฐี ธีตริ อุปฺปนฺนโสกํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต ธีตุ สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา โรทนฺโต สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา, “กึ คหปติ ทุกฺขี ทุมฺมโน อสฺสุมุโข รุทมาโน อาคโตสีติ วุตฺเต, “ธีตา เม ภนฺเต สุมนาเทวี กาลกตาติ อาห.

    อ.เศรษฐี นั้น แม้เป็นพระโสดาบัน มีอยู่ ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยังความโศกอันเกิดขึ้นแล้ว ในลูกสาว ให้อยู่ทับ (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยสรีระ ของลูกสาว ร้องไห้อยู่ ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ดูก่อนคฤหบดี (อ.ท่าน) เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว เป็นผู้มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา (เป็น) ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุไร ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.นางสุมนาเทวี ผู้เป็น ลูกสาว ของข้าพระองค์ เป็นผู้มีกาละอันกระทำแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ท่านเศรษฐีนั้น แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถจะกลั้นความโศกอันเกิดในธิดาได้ ให้ทำการปลงศพของธิดาเสร็จแล้ว ร้องไห้ ไปสู่สำนักพระศาสดา, เมื่อพระองค์ ตรัสว่า "คฤหบดี ทำไม่ ? ท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีหน้าอาบไปด้วยน้ำตา ร้องไห้ มาแล้ว" จึงกราบทูลว่า "นางสุมนาเทวี ธิดาของข้าพระองค์ ทำกาละเสียแล้วพระเจ้าข้า."

  15. ๑๕

    พระบรมศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงเศร้าโศก ความตาย เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยส่วนเดียวแก่สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ฯ

    “อถ กสฺมา โสจสิ, นนุ สพฺเพสํ เอกํสิกํ มรณนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน) ย่อมเศร้าโศก เพราะเหตุไร, อ.ความตาย (แห่งสัตว์ ท.) ทั้งปวง เป็นไปโดยส่วนเดียว (ย่อมเป็น) มิใช่หรือ ดังนี้ ฯ

    ศ. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ? ท่านจึงโศก, ความตาย ย่อมเป็นไปโดยส่วนเดียวแก่สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ?

  16. ๑๖

    เศรษฐี. ข้าพระองค์ทราบความจริงข้อนั้น พระเจ้าข้า แต่ ธิดาของข้าพระองค์ ผู้เพียบพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ เห็นปานนี้(จริงๆ) ในเวลาใกล้ตาย นาง ไม่สามารถคุม(ตั้ง)สติไว้ได้เลย พร่ำเพ้อ ตายไปแล้ว เพราะเหตุนั้น โทมนัส มีประการมิใช่น้อย จึงบังเกิดแก่ข้าพระองค์ ฯ

    “ชานาเมตํ ภนฺเต, เอวรูปา ปน เม หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺนา ธีตา, สา มรณกาเล สตึ ปจฺจุปฏฺฐาเปตุํ อสกฺโกนฺตี วิปฺปลปมานา มตา: เตน เม อนปฺปกํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ. “กึ ปน ตาย กถิตํ มหาเสฏฺฐีติ. “อหํ ตํ ภนฺเต `กึ อมฺม สุมเนติ อามนฺเตสึ, อถ มํ อาห `กึ กนิฏฺฐภาติกาติ; ตโต `วิปฺปลปสิ อมฺมาติ วุตฺเต, `น วิปฺปลปามิ กนิฏฺฐภาติกาติ; `ภายสิ อมฺมาติ, `น ภายามิ กนิฏฺฐภาติกาติ; เอตฺตกํ วตฺวา กาลมกาสีติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์) ย่อมรู้ (ซึ่งข้อ) นั่น, ส่วนว่า อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยหิริและโอตตัปปะ เป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูป (ย่อมเป็น), (อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์) นั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยังสติให้เข้าไปตั้งไว้เฉพาะ ในกาลเป็นที่ตาย เพ้ออยู่ ตายแล้ว; อ.ความโทมนัส มิใช่น้อย ย่อมเกิดขึ้น แก่ข้าพระองค์ (เพราะเหตุ) นั้น ดังนี้ ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ก็ (อ.คำ) อะไร (อันลูกสาว ของท่าน) นั้น กล่าวแล้ว ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐีนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ เรียกมาแล้ว (ซึ่งลูกสาว) นั้น ว่า แน่ะสุมนา ผู้แม่ อ.อะไร ดังนี้, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ลูกสาวของข้าพระองค์ นั้น) กล่าวแล้ว กะข้าพระองค์ ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด อ.อะไร ดังนี้ ; ในลำดับนั้น (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมเพ้อหรือ ดังนี้ (อันข้าพระองค์) กล่าวแล้ว, (อ.ลูกสาวของข้าพระองค์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมเพ้อ หามิได้ ดังนี้ ; (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมกลัว หรือ ดังนี้ (อันข้าพระองค์ กล่าวแล้ว), (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่กลัว ดังนี้ (อ.ธิดา ของข้าพระองค์นั้น) ครั้นกล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อันมีประมาณเท่านี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ดังนี้ ฯ

    อ. ข้าพระองค์ทราบข้อนั้นพระเจ้าข้า แต่ธิดาของข้าพระองค์ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะเห็นปานนี้, ในเวลาจวนตาย นางไม่สามารถคุมสติไว้ได้เลย บ่นเพ้อตายไปแล้ว, ด้วยเหตุนั้น โทมนัสไม่น้อย จึงเกิดแก่ข้าพระองค์. ศ. มหาเศรษฐี ก็นางพูดอะไรเล่า ? อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เรียกนางว่า 'เป็นอะไรหรือ ? สุมนา ' ทีนั้น นางก็กล่าวกะข้าพระองค์ว่า 'อะไร ? น้องชาย ? แต่นั้น เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า 'เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่' ก็ตอบว่า ' ไม่เพ้อ น้องชาย' เมื่อข้าพระองค์ถามว่า 'เจ้ากลัวหรือ ? แม้'ก็ตอบว่า 'ไม่กลัว น้องชาย' เมื่อข้าพระองค์ถามว่า ' เจ้ากลัวหรือ ? แม่' ก็ตอบว่า 'ไม่กลัว น้องชาย' พอกล่าวได้เท่านี้ก็ทำกาละแล้ว.

ภาค ๑ นางสุมนาเทวี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๑–๑๔๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ นางสุมนาเทวีนั้น ฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล (ทั้งที่) ยังเป็นกุมาริกา (เด็กรุ่นสาว) อยู่เลย กระสับกระส่ายด้วยความไม่สบาย เห็นปานนั้น อดอาหาร อยากพบบิดา จึงให้เชิญบิดามา ฯ

    สา ปน ธมฺมํ สุตฺวา สกทาคามิผลํ ปตฺวา, กุมาริกาว หุตฺวา ตถารูเปน อผาสุเกน อาตุรา อาหารุปจฺเฉทํ กตฺวา ปิตรํ ทฏฺฐุกามา หุตฺวา ปกฺโกสาเปสิ.

    ก็ (อ.นางสุมนาเทวี) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งธรรม บรรลุแล้ว ซึ่งสกทาคามิผล , เป็นกุมาริกาเทียว เป็น เป็นผู้กระสับกระส่าย เพราะความไม่สำราญ อันมีอย่างนั้นเป็นรูป (เป็น) กระทำแล้ว ซึ่งการเข้าไปตัดซึ่งอาหาร เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเห็น ซึ่งบิดา เป็น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ฯ

    ก็นางสุมนาเทวีนั้น ฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล ยังเป็นกุมาริกา (รุ่นสาว) อยู่เทียว, กระสับกระส่ายด้วยความไม่ผาสุกเห็นปานนั้น ตัดอาหาร มีความประสงค์จะเห็นบิดา จึงให้เชิญมา.

  2. ๒

    ท่านเศรษฐีนั้น พอได้ยินข่าวของธิดานั้นในโรงทานแห่งหนึ่ง จึง (รีบ) มาแล้วพูดว่า เป็นอะไรไปหรือ แม่นางสุมนา ฯ

    โส เอกสฺมึ ทานคฺเค ตสฺสา สาสนํ สุตฺวาว อาคนฺตฺวา “กึ อมฺม สุมเนติ อาห.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งข่าวสาร (ของนางสุมนาเทวี) นั้น ในโรงแห่งทาน แห่งหนึ่ง เทียว มาแล้ว กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสุมนา ผู้แม่ อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    ท่านเศรษฐีนั้นพอได้ยินข่าวของธิดาในโรงทานแห่งหนึ่ง ก็มาหา แล้วพูดว่า "เป็นอะไรหรือ ? แม่สุมนา."

  3. ๓

    ธิดานั้นตอบว่า อะไรเล่า น้องชาย ฯ

    สา ปิตรํ อาห “กึ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนา) นั้น กล่าวแล้ว กะบิดา ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    ธิดานั้น ตอบบิดาว่า "อะไรเล่า ? น้องชาย."

  4. ๔

    (บิดา) เพ้อไปหรือ แม่คุณ ฯ

    “วิปฺปลปสิ อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมเพ้อหรือ ดังนี้ ฯ

    บ. เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่.

  5. ๕

    (ธิดา) มิได้เพ้อนะ น้องชาย ฯ

    “น วิปฺปลปามิ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนาเทวี กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่เพ้อ ดังนี้ ฯ

    ธ. ไม่เพ้อ น้องชาย.

  6. ๖

    (บิดา) เจ้ากลัวหรือ แม่คุณ ฯ

    “ภายสิ อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.เจ้า ย่อมกลัวหรือ ดังนี้ ฯ

    บ. เจ้ากลัวหรือ ? แม่.

  7. ๗

    (ธิดา) มิได้กลัว น้องชาย ฯ

    “น ภายามิ กนิฏฺฐภาติกาติ.

    (อ.นางสุมนาเทวี กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่กลัว ดังนี้ ฯ

    ธ. ไม่กลัว น้องชาย.

  8. ๘

    ก็ นาง พอกล่าวได้เพียงเท่านี้เท่านั้น ได้เสียชีวิตลงแล้ว ฯ

    เอตฺตกํ วตฺวาเยว ปน สา กาลมกาสิ.

    ก็ (อ.นางสุมนาเทวี) นั้น ครั้นกล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) มีประมาณเท่านี้ นั่นเทียว ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ฯ

    แต่พอนางสุมนาเทวี กล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็ได้ทำกาละแล้ว.

  9. ๙

    อนาถบิณฑิกเศรษฐี นั้น แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถที่จะอดกลั้นความเศร้าโศกอันเกิดขึ้นในธิดาได้ ให้ทำการปลงศพธิดาแล้ว ร้องไห้ ไปสู่สำนักพระบรมศาสดาแล้ว เมื่อพระพุทธองค์ตรัส (ถาม) ว่า คฤหบดี ทำไมท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีน้ำตานองหน้า ร้องไห้ มาแล้วเล่า จึงกราบทูลว่า นางสุมนาเทวี ธิดาของข้าพระองค์ เสียชีวิตแล้ว พระเจ้าข้า ฯ

    โส โสตาปนฺโนปิ สมาโน เสฏฺฐี ธีตริ อุปฺปนฺนโสกํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต ธีตุ สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา โรทนฺโต สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา, “กึ คหปติ ทุกฺขี ทุมฺมโน อสฺสุมุโข รุทมาโน อาคโตสีติ วุตฺเต, “ธีตา เม ภนฺเต สุมนาเทวี กาลกตาติ อาห.

    อ.เศรษฐี นั้น แม้เป็นพระโสดาบัน มีอยู่ ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยังความโศกอันเกิดขึ้นแล้ว ในลูกสาว ให้อยู่ทับ (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยสรีระ ของลูกสาว ร้องไห้อยู่ ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ดูก่อนคฤหบดี (อ.ท่าน) เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว เป็นผู้มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา (เป็น) ร้องไห้อยู่ เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุไร ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.นางสุมนาเทวี ผู้เป็น ลูกสาว ของข้าพระองค์ เป็นผู้มีกาละอันกระทำแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ท่านเศรษฐีนั้น แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถจะกลั้นความโศกอันเกิดในธิดาได้ ให้ทำการปลงศพของธิดาเสร็จแล้ว ร้องไห้ ไปสู่สำนักพระศาสดา, เมื่อพระองค์ ตรัสว่า "คฤหบดี ทำไม่ ? ท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีหน้าอาบไปด้วยน้ำตา ร้องไห้ มาแล้ว" จึงกราบทูลว่า "นางสุมนาเทวี ธิดาของข้าพระองค์ ทำกาละเสียแล้วพระเจ้าข้า."

  10. ๑๐

    (พระบรมศาสดา) เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงเศร้าโศก ความตาย เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยส่วนเดียวแก่สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ฯ

    “อถ กสฺมา โสจสิ, นนุ สพฺเพสํ เอกํสิกํ มรณนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน) ย่อมเศร้าโศก เพราะเหตุไร, อ.ความตาย (แห่งสัตว์ ท.) ทั้งปวง เป็นไปโดยส่วนเดียว (ย่อมเป็น) มิใช่หรือ ดังนี้ ฯ

    ศ. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ? ท่านจึงโศก, ความตาย ย่อมเป็นไปโดยส่วนเดียวแก่สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ?

  11. ๑๑

    (เศรษฐี) ข้าพระองค์ทราบความจริงข้อนั้น พระเจ้าข้า แต่ธิดาของข้าพระองค์ ผู้เพียบพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ เห็นปานนี้ ในเวลาใกล้ตาย นาง ไม่สามารถตั้งสติไว้ได้เลย พร่ำเพ้อ ตายไปแล้ว เพราะเหตุนั้นโทมนัส มีประการมิใช่น้อย จึงบังเกิดแก่ข้าพระองค์ ฯ

    “ชานาเมตํ ภนฺเต, เอวรูปา ปน เม หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺนา ธีตา, สา มรณกาเล สตึ ปจฺจุปฏฺฐาเปตุํ อสกฺโกนฺตี วิปฺปลปมานา มตา: เตน เม อนปฺปกํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์) ย่อมรู้ (ซึ่งข้อ) นั่น, ส่วนว่า อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยหิริและโอตตัปปะ เป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูป (ย่อมเป็น), (อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์) นั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยังสติให้เข้าไปตั้งไว้เฉพาะ ในกาลเป็นที่ตาย เพ้ออยู่ ตายแล้ว; อ.ความโทมนัส มิใช่น้อย ย่อมเกิดขึ้น แก่ข้าพระองค์ (เพราะเหตุ) นั้น ดังนี้ ฯ

    อ. ข้าพระองค์ทราบข้อนั้นพระเจ้าข้า แต่ธิดาของข้าพระองค์ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะเห็นปานนี้, ในเวลาจวนตาย นางไม่สามารถคุมสติไว้ได้เลย บ่นเพ้อตายไปแล้ว, ด้วยเหตุนั้น โทมนัสไม่น้อย จึงเกิดแก่ข้าพระองค์.

  12. ๑๒

    (พระบรมศาสดา) มหาเศรษฐี ก็นางพูดอะไรเล่า ฯ

    “กึ ปน ตาย กถิตํ มหาเสฏฺฐีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ก็ (อ.คำ) อะไร (อันลูกสาว ของท่าน) นั้น กล่าวแล้ว ดังนี้ ฯ

    ศ. มหาเศรษฐี ก็นางพูดอะไรเล่า ?

  13. ๑๓

    (เศรษฐี) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เรียกนางว่า เป็นอะไรหรือ แม่นางสุมนา ทีนั้น นางก็กล่าวกะข้าพระองค์ว่า อะไรเล่า น้องชาย แต่นั้น เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า เพ้อไปหรือ แม่คุณ ก็ตอบว่า มิได้เพ้อ น้องชาย เมื่อข้าพระองค์ถามว่า เจ้ากลัวหรือ แม่คุณ ก็ตอบว่า มิได้กลัว น้องชาย พอกล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็ได้เสียชีวิตลงแล้ว ฯ

    “อหํ ตํ ภนฺเต `กึ อมฺม สุมเนติ อามนฺเตสึ, อถ มํ อาห `กึ กนิฏฺฐภาติกาติ; ตโต `วิปฺปลปสิ อมฺมาติ วุตฺเต, `น วิปฺปลปามิ กนิฏฺฐภาติกาติ; `ภายสิ อมฺมาติ, `น ภายามิ กนิฏฺฐภาติกาติ; เอตฺตกํ วตฺวา กาลมกาสีติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ เรียกมาแล้ว (ซึ่งลูกสาว) นั้น ว่า แน่ะสุมนา ผู้แม่ อ.อะไร ดังนี้, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ลูกสาวของข้าพระองค์ นั้น) กล่าวแล้ว กะข้าพระองค์ ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด อ.อะไร ดังนี้ ; ในลำดับนั้น (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมเพ้อหรือ ดังนี้ (อันข้าพระองค์) กล่าวแล้ว, (อ.ลูกสาวของข้าพระองค์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมเพ้อ หามิได้ ดังนี้ ; (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะแม่ (อ.เจ้า) ย่อมกลัว หรือ ดังนี้ (อันข้าพระองค์ กล่าวแล้ว), (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องชายผู้น้อยที่สุด (อ.เรา) ย่อมไม่กลัว ดังนี้ (อ.ธิดา ของข้าพระองค์นั้น) ครั้นกล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อันมีประมาณเท่านี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ดังนี้ ฯ

    อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เรียกนางว่า 'เป็นอะไรหรือ ? สุมนา ' ทีนั้น นางก็กล่าวกะข้าพระองค์ว่า 'อะไร ? น้องชาย ? แต่นั้น เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า 'เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่' ก็ตอบว่า ' ไม่เพ้อ น้องชาย' เมื่อข้าพระองค์ถามว่า 'เจ้ากลัวหรือ ? แม้'ก็ตอบว่า 'ไม่กลัว น้องชาย' เมื่อข้าพระองค์ถามว่า ' เจ้ากลัวหรือ ? แม่' ก็ตอบว่า 'ไม่กลัว น้องชาย' พอกล่าวได้เท่านี้ก็ทำกาละแล้ว.

ภาค ๑ นางสุมนาเทวี

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๒–๑๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า มหาเศรษฐี ธิดาของท่าน จะได้เพื่อ ก็หามิได้แล ฯ

    อถ นํ ภควา อาห “น หิ เต มหาเสฏฺฐิ ธีตา วิปฺปลปตีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้ว (กะเศรษฐี) นั้น ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ก็ อ.ลูกสาว ของท่าน ย่อมเพ้อ หามิได้ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า "มหาเศรษฐี ธิดาของท่าน จะได้เพ้อก็หามิได้."

  2. ๒

    เศรษฐี. เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรเล่า นางจึงพูดอย่างนั้น ฯ

    “อถ กสฺมา เอวมาหาติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ลูกสาว) กล่าวแล้ว อย่างนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร ? นางจึงพูดอย่างนั้น.

  3. ๓

    พระบรมศาสดา. เพราะท่านเป็นน้องของนางจริง ๆ นางจึงพูดอย่างนั้นกะท่าน คฤหบดี ก็ธิดาของท่าน เป็นใหญ่(เหนือ)กว่าท่านโดยมรรคและผลทั้งหลาย เพราะว่า ตัวท่านเป็นเพียงโสดาบัน ส่วนธิดาของท่าน เป็นสกทาคามี นางกล่าวอย่างนั้นกะท่าน เพราะค่าที่นางเป็นใหญ่(กว่า)โดยมรรคและผลทั้งหลาย ฯ

    “กนิฏฺฐตฺตาเยว; ธีตา หิ เต คหปติ มคฺคผเลหิ ตยา มหลฺลิกา; ตฺวํ หิ โสตาปนฺโน, ธีตา ปน เต สกทาคามินี; สา มคฺคผเลหิ มหลฺลิกตฺตา ตํ เอวมาหาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ลูกสาว ของท่านนั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้) เพราะความที่ (แห่งท่าน) เป็นน้องชายผู้น้อยที่สุดนั่นเทียว; ดูก่อนคฤหบดี ด้วยว่า อ.ลูกสาว ของท่าน เป็นหญิงผู้ถือเอา ซึ่งความเป็นแห่งบุคคลผู้ใหญ่ กว่าท่าน โดยมรรคและผล ท. (ย่อมเป็น) ; จริงอยู่ อ.ท่าน เป็นโสดาบัน (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.ลูกสาว ของท่าน เป็นสกทาคามี (ย่อมเป็น) ; (อ.ลูกสาว ของท่าน) นั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะท่าน เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นหญิงผู้ถือเอา ซึ่งความเป็นแห่งบุคคลผู้ใหญ่ โดยมรรคและผล ท. ดังนี้ ฯ

    ศ. เพราะท่านเป็นน้องนางจริง ๆ (นางจึงพูดอย่างนั้นกะท่าน), คฤหบดี ก็ธิดาของท่านเป็นใหญ่กว่าท่านโดยมรรคและผล, เพราะท่านเป็นเพียงโสดาบัน, ส่วนธิดาของท่านเป็นสกทาคามินี; เพราะนางเป็นใหญ่โดยมรรคและผล นางจึงกล่าวอย่างนั้นกะท่าน.

  4. ๔

    เศรษฐี. เป็นอย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า ฯ

    “เอวํ ภนฺเตติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    อ. อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    พระบรมศาสดา. อย่างนั้น คฤหบดี ฯ

    “เอวํ คหปตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนคฤหบดี อ.อย่างนั้น ดังนี้ ฯ

    ศ. อย่างนั้น คฤหบดี.

  6. ๖

    เศรษฐี. บัดนี้ นางเกิดแล้วในที่ไหน พระเจ้าข้า ฯ

    “อิทานิ กุหึ นิพฺพตฺตา ภนฺเตติ.

    (อ.เศรษฐี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลนี้ (อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์) บังเกิดแล้ว (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    อ. เวลานี้นางเกิดที่ไหน พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    เมื่อพระบรมศาสดา ตรัสว่า ในภพดุสิต คฤหบดี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ธิดาของข้าพระองค์ บันเทิงใจเที่ยวไป ในระหว่างญาติทั้งหลาย ในโลกนี้ แม้(ถึงคราว)ไปจากโลกนี้แล้วก็(ได้ไป)เกิดในสถานที่เป็นที่บันเทิงใจเช่นเดียวกัน ฯ ครานั้น พระบรมศาสดาตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า ใช่ คฤหบดี อันธรรมดาว่า บุคคลผู้ไม่ประมาทแล้ว จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม จะเป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อมบันเทิงใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแท้ ฯ

    “ตุสิตภวเน คหปตีติ วุตฺเต, “ภนฺเต มม ธีตา อิธ ญาตกานํ อนฺตเร นนฺทมานา วิจริตฺวา อิโต คนฺตฺวาปิ นนฺทนฏฺฐาเนเยว นิพฺพตฺตาติ.

    (ครั้นเมื่อ พระดำรัส) ว่า ดูก่อนคฤหบดี (อ.ลูกสาว ของท่าน บังเกิดแล้ว) ในภพ ชื่อว่าดุสิต ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, (อ.เศรษฐี) กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ลูกสาว ของข้าพระองค์ เที่ยวเพลิดเพลินอยู่แล้ว ในระหว่าง แห่งญาติ ท. (ในโลก) นี้ แม้ไปแล้ว (จากโลก) นี้ บังเกิดแล้ว ในที่เป็นที่เพลิดเพลินนั่นเทียว หรือ ดังนี้ ฯ

    เมื่อพระศาสดา ตรัสว่า "ในภพดุสิต คฤหบดี" ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่า "ธิดาของข้าพระองค์ เที่ยวเพลิดเพลินอยู่ในระหว่างหมู่ญาติในโลกนี้ แม้ไปจากโลกนี้แล้ว ก็เกิดในที่ ๆ เพลิดเพลินเหมือนกันหรือ ? พระเจ้าข้า."

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๐ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๔–๑๔๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า กุลบุตร ๒ คน ชาวเมืองสาวัตถี เป็นสหายกัน พากันไปยังพระวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ละกามทั้งหลายแล้วบวชถวายชีวิตในพระศาสนาของพระศาสดา อยู่ในสำนักพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ๕ พรรษาแล้วเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลถามถึงธุระในพระศาสนา ฟังวิปัสสนาธุระและคันถธุระโดยพิสดารแล้ว รูปหนึ่งกราบทูลขึ้นก่อนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บวชในเวลาเป็นคนแก่แล้ว จักไม่สามารถบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์ได้ แล้วกราบทูลพระศาสดาให้ตรัสบอกวิปัสสนาจนถึงพระอรหัตต์ พากเพียรพยายามอยู่ ได้บรรลุพระอรหัตต์พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ฯ

    สาวตฺถีวาสิโน หิ เทฺว กุลปุตฺตา สหายกา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา กาเม ปหาย สตฺถุ สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิตฺวา ปญฺจ วสฺสานิ อาจริยุปชฺฌายานํ สนฺติเก วสิตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา สาสเน ธุรํ ปุจฺฉิตฺวา วิปสฺสนาธุรญฺจ คนฺถธุรญฺจ วิตฺถารโต สุตฺวา, เอโก ตาว “อหํ ภนฺเต มหลฺลกกาเล ปพฺพชิโต น สกฺขิสฺสามิ คนฺถธุรํ ปูเรตุํ, วิปสฺสนาธุรํ ปน ปูเรสฺสามีติ ยาว อรหตฺตา วิปสฺสนํ กถาเปตฺวา ฆเฏนฺโต วายมนฺโต สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.กุลบุตร ท. ๒ ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่า สาวัตถีโดยปกติ เป็นสหายกัน (เป็น) ไปแล้ว สู่วิหาร ฟังแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา ละแล้ว ซึ่งกาม ท. บวชแล้ว ถวายแล้ว ซึ่งอก ในพระศาสนา ของพระศาสดา อยู่แล้ว ในสำนัก ของพระอาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ ท. สิ้นปี ท. ๕ เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลถามแล้ว ซึ่งธุระ ในพระศาสนา ฟังแล้ว ซึ่งวิปัสสนาธุระด้วย ซึ่งคันถธุระด้วย โดยพิสดาร, (อ.ภิกษุ) รูปหนึ่ง (กราบทูลแล้ว) ก่อน ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ บวชแล้ว ในกาล (แห่งตน) เป็นคนแก่ จักไม่อาจ เพื่ออันยังคันถธุระให้เต็ม, แต่ว่า (อ.ข้าพระองค์) ยังวิปัสสนาธุระ จักให้เต็ม ดังนี้ (ยังพระศาสดา) ให้ตรัสบอกแล้ว ซึ่งวิปัสสนา เพียงใด แต่พระอรหัต พากเพียรอยู่ พยายามอยู่ บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท. ฯ

    ความพิสดารว่า กุลบุตร ๒ คน ชาวเมืองสาวัตถี เป็นสหายกัน ไปยังวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วละกามทั้งหลาย ถวายชีวิตในพระศาสนาของพระศาสดา บวชแล้ว อยู่ในสำนักพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ตลอด ๕ ปีแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามถึงธุระในพระศาสนา ได้ฟังวิปัสสนาธุระและคันถธุระโดยพิสดารแล้ว, รูปหนึ่ง กราบทูลก่อนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์บวชแล้วเมื่อภายแก่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระได้,แต่จะบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ" ดังนี้แล้ว ทูลให้พระศาสดาตรัสบอกวิปัสสนา จนถึงพระอรหัต พากเพียรพยายามอยู่ บรรลุพระอรหัตพร้อมกับด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.

  2. ๒

    ส่วนภิกษุรูปนอกนี้ คิดว่า เราจักบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ จึงเรียนพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฏกตามลำดับแล้ว กล่าวธรรม สวดสรภัญญะ ในที่ที่ตนไปแล้ว ๆ เที่ยวกล่าวธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้เป็นอาจารย์ของคณะใหญ่ ๑๘ คณะ ฯ

    อิตโร ปน “อหํ คนฺถธุรํ ปูเรสฺสามีติ อนุกฺกเมน เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา คตคตฏฺฐาเน ธมฺมํ กเถติ, สรภญฺญํ ภณติ ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ ธมฺมํ วาเจนฺโต วิจรติ, อฏฺฐารสนฺนํ มหาคณานํ อาจริโย อโหสิ.

    ส่วนว่า (อ.ภิกษุ) นอกนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา ยังคันถธุระ จักให้เต็ม ดังนี้ เรียนเอาแล้ว ซึ่งพระพุทธพจน์ คือประชุมแห่งปิฎกสาม โดยลำดับ ย่อมกล่าว ซึ่งธรรม, ย่อมกล่าว กล่าวด้วยเสียง ในที่ (แห่งตน) ทั้งไปแล้วทั้งไปแล้ว ย่อมเที่ยว บอกอยู่ ซึ่งธรรม แก่ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕, เป็นอาจารย์ ของคณะใหญ่ ท. ๑๘ ได้เป็นแล้ว ฯ

    ฝ่ายภิกษุรูปนอกนี้ คิดว่า "เราจะบำเพ็ญคันถธุระ" ดังนี้แล้ว เรียนพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกโดยลำดับ กล่าวธรรม สวดสรภัญญะในสถานที่ตนไปแล้ว ๆ, เที่ยวบอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้เป็นอาจารย์ของคณะใหญ่ ๑๘ คณะ.

  3. ๓

    ภิกษุทั้งหลายเรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว พากันไปยังอยู่ของพระเถระรูปนอกนี้ ดำรงอยู่ในโอวาทของท่านแล้ว บรรลุพระอรหัตต์ ไหว้พระเถระแล้วกราบเรียนว่า พวกกระผมมีความต้องการจะเฝ้าพระศาสดา ฯ

    ภิกฺขู สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อิตรสฺส เถรสฺส วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตสฺโสวาเท ฐตฺวา อรหตฺตํ ปตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา “สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ วทนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. เรียนเอาแล้ว ซึ่งพระกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระศาสดา ไปแล้ว สู่ที่เป็นอยู่ ของพระเถระ นอกนี้ ตั้งอยู่แล้ว ในโอวาท (ของพระเถระ) นั้น บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระ ย่อมกล่าว ว่า (อ.กระผม ท.) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว ไปสู่ที่อยู่ของพระเถระนอกนี้ (รูปบำเพ็ญวิปัสสนา) ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บรรลุพระอรหัตแล้ว นมัสการพระเถระเรียนว่า "กระผมทั้งหลายใคร่จะเฝ้าพระศาสดา."

  4. ๔

    พระเถระกล่าวว่า จงไปเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกคุณจงถวายบังคมพระศาสดา (และ) ไหว้พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูปด้วย จงไหว้พระเถระผู้เป็นสหายของเรา โดยกราบเรียนว่า อาจารย์ของพวกกระผม ไหว้พระคุณท่าน ดังนี้ด้วย ตามคำของเรา ส่งไปแล้ว ฯ

    เถโร “คจฺฉถ อาวุโส, มม วจเนน สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อสีติมหาเถเร วนฺทถ, สหายกตฺเถรํปิ เม `อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วเทถาติ เปเสสิ.

    อ.พระเถระ (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.ท่าน ท.) จงไป, อ.ท่าน ท. ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา จงไหว้ ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ตามคำ ของเรา, (อ.ท่าน ท.) จงบอก แม้กะพระเถระผู้เป็นสหาย ของเรา ว่า อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ ดังนี้ ส่งไปแล้ว ฯ

    พระเถระกล่าวว่า "ไปเถิด ผู้มีอายุ, ท่านทั้งหลาย จงถวายบังคมพระศาสดา นมัสการพระมหาเถระทั้ง ๘๐ รูป ตามคำของเราจงบอกกระพระเถระผู้สหายของเราบ้างว่า ' ท่านอาจารย์ของกระผมทั้งหลาย นมัสการใต้เท้า" ดังนี้แล้วส่งไป.

  5. ๕

    ภิกษุเหล่านั้นพากันไปพระวิหารถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูปแล้ว ไปยังสำนักพระเถระผู้เรียนคันถธุระ กราบเรียนว่า ท่านขอรับ อาจารย์ของพวกกระผมไหว้พระคุณท่าน ฯ

    เต วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา คนฺถิกตฺเถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “ภนฺเต อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วทนฺติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่วิหาร (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นไปสู่วิหารถวายบังคมพระศาสดาและนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ไปสู่สำนักพระคันถิกเถระ เรียนว่า "ใต้เท้า ขอรับ ท่านอาจารย์ของพวกกระผม นมัสการถึงใต้เท้า."

  6. ๖

    ก็เมื่อพระเถระนอกนี้พูดว่า อาจารย์ของพวกท่านนั่นคือใคร ภิกษุเหล่านั้นกราบเรียนว่า คือเป็นภิกษุผู้เป็นสหายของท่าน ขอรับ ฯ

    อิตเรน จ `โก นาเมโสติ วุตฺเต, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วทนฺติ. เอวํ เถเร ปุนปฺปุนํ สาสนํ ปหิณนฺเต, โส ภิกฺขุ โถกํ กาลํ สหิตฺวา อปรภาเค สหิตุํ อสกฺโกนฺโต, “อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วุตฺเต, “โก เอโสติ วตฺวา, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วุตฺเต, “กึ ปน ตุมฺเหหิ ตสฺส สนฺติเก อุคฺคหิตํ: กึ ทีฆนิกายาทีสุ อญฺญตโร นิกาโย, กึ ตีสุ ปิฏเกสุ เอกํ ปิฏกนฺติ วตฺวา, “จตุปฺปทิกํปิ คาถํ น ชานาติ, ปํสุกูลํ คเหตฺวา ปพฺพชิตกาเลเยว อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ, พหู วต อนฺเตวาสิเก ลภิ, ตสฺส อาคตกาเล มยา ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตสิ. อปรภาเค เถโร สตฺถารํ ทฏฺฐุํ อาคโต, สหายกตฺเถรสฺส สนฺติเก ปตฺตจีวรํ ฐเปตฺวา คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา สหายกตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปจฺจาคมิ.

    ก็ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น ชื่อว่า เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระเถระ) นอกนี้ กล่าวแล้ว, (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ของ กระผม ท. นั่น) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ ครั้นเมื่อ พระเถระ ส่งไปอยู่ ซึ่งข่าวสาร บ่อย ๆ อย่างนี้, อ.ภิกษุ นั้น อดกลั้นแล้ว สิ้นกาล หน่อยหนึ่ง ไม่อาจอยู่ เพื่ออันอดกลั้น ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ ของกระผม ท.) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ก็ อ.อะไร อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว ในสำนัก (ของภิกษุ) นั้น : (ในนิกาย ท.) มีทีฆนิกายเป็นต้นหนา อ.นิกาย อย่างใดอย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ, ในปิฎก ท. สามหนา อ.ปิฎก อย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ ดังนี้, คิดแล้ว ว่า (อ.ภิกษุนั้น) ย่อมไม่รู้ ซึ่งคาถา แม้อันประกอบแล้วด้วยบท ๔, (อ.ภิกษุนั้น) ถือเอาแล้ว ซึ่งผ้าบังสุกุล เข้าไปแล้ว สู่ป่า ในกาล (แห่งตน) บวชแล้วนั่นเทียว, ได้แล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. มากหนอ, อ.อัน อันเรา ถาม ซึ่งปัญหา ในกาล (แห่งภิกษุ) นั้น มาแล้ว ย่อมควร ดังนี้ ฯ ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระเถระ มาแล้ว เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา, เก็บแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ในสำนัก ของพระเถระผู้เป็นสหาย ไปแล้ว (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย กลับมาแล้ว สู่ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    ก็เมื่อพระเถระนอกนี้ถามว่า "อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร ? " ภิกษุเหล่านั้นเรียนว่า " เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า." เมื่อพระเถระ (วิปัสสกภิกษุ) ส่งข่าวเยี่ยมอย่างนี้เรื่อย ๆ อยู่, ภิกษุนั้น (คันถิกะ) อดทนอยู่ได้สิ้นกาลเล็กน้อย ภายหลังไม่สามารถจะอดทนอยู่ได้, เมื่อพวกอาคันตุกภิกษุเรียกว่า "ท่านอาจารย์ของพวกกระผมมนัสการใต้เท้า" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า"อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร." เมื่อภิกษุทั้งหลายเรียนว่า "เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า ขอรับ" จึงกล่าวว่า "ก็อะไรเล่า ? ที่ พวกท่านเรียนในสำนักของภิกษุนั้น บรรดานิกาย มีทีฆนิกายเป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่งหรือ ? หรือบรรดาปิฎก ๓ ปิฎกหนึ่งหรือ ? ที่พวกท่านได้เรียนแล้ว" ดังนี้แล้ว คือว่า สหายของเรา ย่อมไม่รู้จักคาถาแม้ประกอบด้วย ๒ บท, ถือบังสุกุลเข้าป่าแต่ในคราวบวชแล้วยังได้อันเตวาสิกมากมายหนอ, ในกาลที่เธอมา เราควรถามปัญหาดู." ในกาลต่อมา พระเถระ (วิปัสสกะ) ได้มาเฝ้าพระศาสดา เก็บบาตรจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้สหายแล้ว ไปถวายบังคมพระศาสดา และนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ก็กลับมาที่อยู่ของพระเถระผู้สหาย.

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๔–๑๔๕ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุทั้งหลายเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระบรมศาสดาแล้วไปยังที่อยู่ของพระเถระนอกนี้ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ไหว้พระเถระเรียนว่า พวกกระผมประสงค์จะเฝ้าพระบรมศาสดา ฯ

    ภิกฺขู สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อิตรสฺส เถรสฺส วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตสฺโสวาเท ฐตฺวา อรหตฺตํ ปตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา “สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ วทนฺติ.

    อ.ภิกษุ ท. เรียนเอาแล้ว ซึ่งพระกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระศาสดา ไปแล้ว สู่ที่เป็นอยู่ ของพระเถระ นอกนี้ ตั้งอยู่แล้ว ในโอวาท (ของพระเถระ) นั้น บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระ ย่อมกล่าว ว่า (อ.กระผม ท.) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว ไปสู่ที่อยู่ของพระเถระนอกนี้ (รูปบำเพ็ญวิปัสสนา) ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บรรลุพระอรหัตแล้ว นมัสการพระเถระเรียนว่า "กระผมทั้งหลายใคร่จะเฝ้าพระศาสดา."

  2. ๒

    พระเถระกล่าวว่า ไปเถิดผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านจงถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วจงไหว้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ตามคำของเรา จงบอกแม้กะพระเถระผู้เป็นสหายของเราว่า อาจารย์ของพวกกระผม (ฝาก) ไหว้ใต้เท้า ส่งไปแล้ว ฯ

    เถโร “คจฺฉถ อาวุโส, มม วจเนน สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อสีติมหาเถเร วนฺทถ, สหายกตฺเถรํปิ เม `อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วเทถาติ เปเสสิ.

    อ.พระเถระ (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.ท่าน ท.) จงไป, อ.ท่าน ท. ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา จงไหว้ ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ตามคำ ของเรา, (อ.ท่าน ท.) จงบอก แม้กะพระเถระผู้เป็นสหาย ของเรา ว่า อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ ดังนี้ ส่งไปแล้ว ฯ

    พระเถระกล่าวว่า "ไปเถิด ผู้มีอายุ, ท่านทั้งหลาย จงถวายบังคมพระศาสดา นมัสการพระมหาเถระทั้ง ๘๐ รูป ตามคำของเราจงบอกกระพระเถระผู้สหายของเราบ้างว่า ' ท่านอาจารย์ของกระผมทั้งหลาย นมัสการใต้เท้า" ดังนี้แล้วส่งไป.

  3. ๓

    ภิกษุพวกนั้นไปยังวิหาร ถวายบังคมพระบรมศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๘๐ รูปด้วยแล้ว ไปยังสำนักของพระเถระผู้เรียนคันถธุระ เรียนว่า ท่านขอรับ อาจารย์ของพวกกระผม (ฝาก) ไหว้ใต้เท้า ฯ

    เต วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา คนฺถิกตฺเถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “ภนฺเต อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วทนฺติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่วิหาร (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นไปสู่วิหารถวายบังคมพระศาสดาและนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ไปสู่สำนักพระคันถิกเถระ เรียนว่า "ใต้เท้า ขอรับ ท่านอาจารย์ของพวกกระผม นมัสการถึงใต้เท้า."

  4. ๔

    ก็ เมื่อพระเถระนอกนี้ถาม (กล่าว) ว่า อาจารย์ของพวกท่านนั่นคือใครกัน ภิกษุเหล่านั้นจึงเรียนว่า คือพระภิกษุผู้เป็นสหายของใต้เท้าขอรับ ฯ

    อิตเรน จ `โก นาเมโสติ วุตฺเต, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วทนฺติ.

    ก็ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น ชื่อว่า เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระเถระ) นอกนี้ กล่าวแล้ว, (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ของ กระผม ท. นั่น) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ก็เมื่อพระเถระนอกนี้ถามว่า "อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร ? " ภิกษุเหล่านั้นเรียนว่า " เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า."

  5. ๕

    เมื่อพระเถระส่งข่าว (เยี่ยม) อย่างนี้บ่อย ๆ ภิกษุนั้นอดใจไว้ได้ชั่วเวลาเล็กน้อย ภายหลังไม่สามารถจะทนอยู่ได้ เมื่อพวกอาคันตุกภิกษุเรียนว่า อาจารย์ของพวกกระผม (ฝาก) ไหว้ใต้เท้า ดังนี้ จึงกล่าวว่า อาจารย์ของพวกท่านนั่น คือใครกัน เมื่อพวกอาคันตุกภิกษุเรียนว่า คือภิกษุผู้เป็นสหายของใต้เท้า ขอรับ จึงกล่าวว่า ก็อะไรเล่า ที่พวกท่านเรียนในสำนักของภิกษุผู้เป็นสหายของเรานั้น ในนิกายมีทีฆนิกายเป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่งหรือ หรือในปิฎกทั้ง ๓ ปิฎก ๑ ดังนี้แล้วคิดว่า ภิกษุผู้เป็นสหายของเรานั้น ไม่รู้คาถาแม้เพียง ๔ บท ถือเอาผ้าบังสุกุลเข้าป่าในเวลาที่บวชแล้วทีเดียว ได้อันเตวาสิกมากมายหนอ การที่เราจะถามปัญหาในเวลาที่เธอมา ควรอยู่ ฯ

    เอวํ เถเร ปุนปฺปุนํ สาสนํ ปหิณนฺเต, โส ภิกฺขุ โถกํ กาลํ สหิตฺวา อปรภาเค สหิตุํ อสกฺโกนฺโต, “อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วุตฺเต, “โก เอโสติ วตฺวา, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วุตฺเต, “กึ ปน ตุมฺเหหิ ตสฺส สนฺติเก อุคฺคหิตํ: กึ ทีฆนิกายาทีสุ อญฺญตโร นิกาโย, กึ ตีสุ ปิฏเกสุ เอกํ ปิฏกนฺติ วตฺวา, “จตุปฺปทิกํปิ คาถํ น ชานาติ, ปํสุกูลํ คเหตฺวา ปพฺพชิตกาเลเยว อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ, พหู วต อนฺเตวาสิเก ลภิ, ตสฺส อาคตกาเล มยา ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตสิ. อปรภาเค เถโร สตฺถารํ ทฏฺฐุํ อาคโต, สหายกตฺเถรสฺส สนฺติเก ปตฺตจีวรํ ฐเปตฺวา คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา สหายกตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปจฺจาคมิ.

    ครั้นเมื่อ พระเถระ ส่งไปอยู่ ซึ่งข่าวสาร บ่อย ๆ อย่างนี้, อ.ภิกษุ นั้น อดกลั้นแล้ว สิ้นกาล หน่อยหนึ่ง ไม่อาจอยู่ เพื่ออันอดกลั้น ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ ของกระผม ท.) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ก็ อ.อะไร อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว ในสำนัก (ของภิกษุ) นั้น : (ในนิกาย ท.) มีทีฆนิกายเป็นต้นหนา อ.นิกาย อย่างใดอย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ, ในปิฎก ท. สามหนา อ.ปิฎก อย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ ดังนี้, คิดแล้ว ว่า (อ.ภิกษุนั้น) ย่อมไม่รู้ ซึ่งคาถา แม้อันประกอบแล้วด้วยบท ๔, (อ.ภิกษุนั้น) ถือเอาแล้ว ซึ่งผ้าบังสุกุล เข้าไปแล้ว สู่ป่า ในกาล (แห่งตน) บวชแล้วนั่นเทียว, ได้แล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. มากหนอ, อ.อัน อันเรา ถาม ซึ่งปัญหา ในกาล (แห่งภิกษุ) นั้น มาแล้ว ย่อมควร ดังนี้ ฯ ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระเถระ มาแล้ว เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา, เก็บแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ในสำนัก ของพระเถระผู้เป็นสหาย ไปแล้ว (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย กลับมาแล้ว สู่ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    เมื่อพระเถระ (วิปัสสกภิกษุ) ส่งข่าวเยี่ยมอย่างนี้เรื่อย ๆ อยู่, ภิกษุนั้น (คันถิกะ) อดทนอยู่ได้สิ้นกาลเล็กน้อย ภายหลังไม่สามารถจะอดทนอยู่ได้, เมื่อพวกอาคันตุกภิกษุเรียกว่า "ท่านอาจารย์ของพวกกระผมมนัสการใต้เท้า" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า"อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร." เมื่อภิกษุทั้งหลายเรียนว่า "เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า ขอรับ" จึงกล่าวว่า "ก็อะไรเล่า ? ที่ พวกท่านเรียนในสำนักของภิกษุนั้น บรรดานิกาย มีทีฆนิกายเป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่งหรือ ? หรือบรรดาปิฎก ๓ ปิฎกหนึ่งหรือ ? ที่พวกท่านได้เรียนแล้ว" ดังนี้แล้ว คือว่า สหายของเรา ย่อมไม่รู้จักคาถาแม้ประกอบด้วย ๒ บท, ถือบังสุกุลเข้าป่าแต่ในคราวบวชแล้วยังได้อันเตวาสิกมากมายหนอ, ในกาลที่เธอมา เราควรถามปัญหาดู." ในกาลต่อมา พระเถระ (วิปัสสกะ) ได้มาเฝ้าพระศาสดา เก็บบาตรจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้สหายแล้ว ไปถวายบังคมพระศาสดา และนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ก็กลับมาที่อยู่ของพระเถระผู้สหาย.

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๓๐ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๔–๑๔๕ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๐, พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อพระเถระส่งข่าวสาสน์ไปเนือง ๆ อยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้น อดใจไว้ได้สิ้นกาลหน่อยหนึ่ง ในกาลต่อมา ไม่อาจเพื่ออดใจไว้ได้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า อาจารย์ของพวกกระผมไหว้พระคุณท่าน จึงกล่าวว่า อาจารย์ของพวกท่านนั่น คือใคร เมื่อภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า คือภิกษุผู้เป็นสหายของพระคุณท่าน ขอรับ จึงกล่าวว่า ก็สิ่งอะไร ที่พวกท่านเรียนในสำนักของภิกษุผู้เป็นสหายเรานั้น ในนิกายมีทีฆนิกายเป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่ง คืออะไร ในปิฎกทั้ง ๓ ปิฎกหนึ่ง คืออะไร แล้วคิดว่า ภิกษุผู้เป็นสหายของเรา ไม่รู้คาถา แม้เพียง ๔ บาท ถือบังสุกุลแล้วเข้าป่าในเวลาที่ตนบวชทีเดียว ได้อันเตวาสิกมากหนอ เราควรถามปัญหาในกาลที่ท่านมาแล้ว ฯ

    เต วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา คนฺถิกตฺเถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “ภนฺเต อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วทนฺติ. อิตเรน จ `โก นาเมโสติ วุตฺเต, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วทนฺติ. เอวํ เถเร ปุนปฺปุนํ สาสนํ ปหิณนฺเต, โส ภิกฺขุ โถกํ กาลํ สหิตฺวา อปรภาเค สหิตุํ อสกฺโกนฺโต, “อมฺหากํ อาจริโย ตุมฺเห วนฺทตีติ วุตฺเต, “โก เอโสติ วตฺวา, “ตุมฺหากํ สหายกภิกฺขุ ภนฺเตติ วุตฺเต, “กึ ปน ตุมฺเหหิ ตสฺส สนฺติเก อุคฺคหิตํ: กึ ทีฆนิกายาทีสุ อญฺญตโร นิกาโย, กึ ตีสุ ปิฏเกสุ เอกํ ปิฏกนฺติ วตฺวา, “จตุปฺปทิกํปิ คาถํ น ชานาติ, ปํสุกูลํ คเหตฺวา ปพฺพชิตกาเลเยว อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ, พหู วต อนฺเตวาสิเก ลภิ, ตสฺส อาคตกาเล มยา ปญฺหํ ปุจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตสิ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่วิหาร (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ ฯ ก็ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น ชื่อว่า เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระเถระ) นอกนี้ กล่าวแล้ว, (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ย่อมกล่าว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ของ กระผม ท. นั่น) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ ครั้นเมื่อ พระเถระ ส่งไปอยู่ ซึ่งข่าวสาร บ่อย ๆ อย่างนี้, อ.ภิกษุ นั้น อดกลั้นแล้ว สิ้นกาล หน่อยหนึ่ง ไม่อาจอยู่ เพื่ออันอดกลั้น ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.อาจารย์ ของกระผม ท. ย่อมไหว้ ซึ่งท่าน ท. ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.อาจารย์ ของท่าน ท.) นั่น เป็นใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.อาจารย์ ของกระผม ท.) เป็นภิกษุผู้เป็นสหาย ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ก็ อ.อะไร อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว ในสำนัก (ของภิกษุ) นั้น : (ในนิกาย ท.) มีทีฆนิกายเป็นต้นหนา อ.นิกาย อย่างใดอย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ, ในปิฎก ท. สามหนา อ.ปิฎก อย่างหนึ่ง (อันท่าน ท. เรียนเอาแล้ว) หรือ ดังนี้, คิดแล้ว ว่า (อ.ภิกษุนั้น) ย่อมไม่รู้ ซึ่งคาถา แม้อันประกอบแล้วด้วยบท ๔, (อ.ภิกษุนั้น) ถือเอาแล้ว ซึ่งผ้าบังสุกุล เข้าไปแล้ว สู่ป่า ในกาล (แห่งตน) บวชแล้วนั่นเทียว, ได้แล้ว ซึ่งอันเตวาสิก ท. มากหนอ, อ.อัน อันเรา ถาม ซึ่งปัญหา ในกาล (แห่งภิกษุ) นั้น มาแล้ว ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นไปสู่วิหารถวายบังคมพระศาสดาและนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ไปสู่สำนักพระคันถิกเถระ เรียนว่า "ใต้เท้า ขอรับ ท่านอาจารย์ของพวกกระผม นมัสการถึงใต้เท้า." ก็เมื่อพระเถระนอกนี้ถามว่า "อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร ? " ภิกษุเหล่านั้นเรียนว่า " เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า." เมื่อพระเถระ (วิปัสสกภิกษุ) ส่งข่าวเยี่ยมอย่างนี้เรื่อย ๆ อยู่, ภิกษุนั้น (คันถิกะ) อดทนอยู่ได้สิ้นกาลเล็กน้อย ภายหลังไม่สามารถจะอดทนอยู่ได้, เมื่อพวกอาคันตุกภิกษุเรียกว่า "ท่านอาจารย์ของพวกกระผมมนัสการใต้เท้า" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า"อาจารย์ของพวกท่านนั่นเป็นใคร." เมื่อภิกษุทั้งหลายเรียนว่า "เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า ขอรับ" จึงกล่าวว่า "ก็อะไรเล่า ? ที่ พวกท่านเรียนในสำนักของภิกษุนั้น บรรดานิกาย มีทีฆนิกายเป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่งหรือ ? หรือบรรดาปิฎก ๓ ปิฎกหนึ่งหรือ ? ที่พวกท่านได้เรียนแล้ว" ดังนี้แล้ว คือว่า สหายของเรา ย่อมไม่รู้จักคาถาแม้ประกอบด้วย ๒ บท, ถือบังสุกุลเข้าป่าแต่ในคราวบวชแล้วยังได้อันเตวาสิกมากมายหนอ, ในกาลที่เธอมา เราควรถามปัญหาดู."

  2. ๒

    ในกาลต่อมา พระเถระมาเพื่อเฝ้าพระศาสดา วางบาตรและจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้สหายแล้ว ไปถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป แล้วกลับมายังที่อยู่ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    อปรภาเค เถโร สตฺถารํ ทฏฺฐุํ อาคโต, สหายกตฺเถรสฺส สนฺติเก ปตฺตจีวรํ ฐเปตฺวา คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา สหายกตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปจฺจาคมิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระเถระ มาแล้ว เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา, เก็บแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ในสำนัก ของพระเถระผู้เป็นสหาย ไปแล้ว (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย กลับมาแล้ว สู่ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    ในกาลต่อมา พระเถระ (วิปัสสกะ) ได้มาเฝ้าพระศาสดา เก็บบาตรจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้สหายแล้ว ไปถวายบังคมพระศาสดา และนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ก็กลับมาที่อยู่ของพระเถระผู้สหาย.

  3. ๓

    ลำดับนั้น เถระผู้เป็นสหายนั้น ให้กระทำวัตรแก่ท่านแล้ว ถือเอาสนะมีประมาณเสมอกันนั่งด้วยตั้งใจว่า เราจักถามปัญหา ฯ

    อถสฺส โส วตฺตํ กาเรตฺวา สมปฺปมาณํ อาสนํ คเหตฺวา “ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามีติ นิสีทิ.

    ครั้งนั้น (อ.พระเถระผู้เป็นสหาย) นั้น (ยังภิกษุ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งวัตร (แก่พระเถระ) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งอาสนะ อันมีประมาณ เสมอกัน นั่งแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักถาม ซึ่งปัญหา ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระคันถิกเถระนั้น ให้ภิกษุทั้งหลายทำวัตรแก่ท่านแล้ว ถือเอาอาสนะมีขนาดเท่ากัน นั่งแล้วด้วยตั้งใจว่า"จักถามปัญหา."

  4. ๔

    ขณะนั้น พระศาสดาทรงพระดำริว่า ภิกษุผู้เป็นสหายนั่นจะพึงเบียดเบียนบุตรของเรา ผู้เห็นปานนี้แล้วจะเกิดในนรก จึงเป็นประหนึ่งเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เพื่อทรงอนุเคราะห์ในภิกษุผู้เป็นสหายนั้น เสด็จถึงที่ภิกษุ ๒ นั้นนั่งอยู่ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุปูลาดไว้แล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สตฺถา “เอส เอวรูปํ มม ปุตฺตํ วิเหเฐตฺวา นิรเย นิพฺพตฺเตยฺยาติ ตสฺมึ อนุกมฺปาย วิหารจาริกํ จรนฺโต วิย เตสํ นิสินฺนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺเต พุทฺธาสเน นิสีทิ.

    ในขณะ นั้น อ.พระศาสดา (ทรงดำริแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น เบียดเบียนแล้ว ซึ่งบุตร ของเรา ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป พึงบังเกิด ในนรก ดังนี้ เป็นราวกะว่า เสด็จเที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริก ในวิหาร (เป็น) เสด็จไปแล้ว สู่ที่ (แห่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น นั่งแล้ว ด้วยความเอ็นดู (ในภิกษุ) นั้น ประทับนั่งแล้ว บนพุทธอาสน์ อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้ว ฯ

    ขณะนั้น พระศาสดา ทรงทราบว่า "คันถิกภิกษุนี้ พึงเบียดเบียนบุตรขอเราผู้มีรูปเห็นปานนี้แล้วเกิดในนรก," ด้วยทรงเอ็นดูในเธอ ทำประหนึ่งเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เสด็จถึงสถานที่เธอทั้ง ๒ นั่งแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เธอจัดไว้.

  5. ๕

    จริงอยู่ พวกภิกษุเมื่อจะนั่งณ ที่นั้น ๆ ย่อมปูลาดพุทธอาสน์ไว้แล้ว จึงนั่ง ฯ

    ตตฺถ ตตฺถ นิสีทนฺตา หิ ภิกฺขู พุทฺธาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ว นิสีทนฺติ.

    จริงอยู่ อ.ภิกษุ ท. เมื่อนั่ง (ในที่) นั้น ๆ ปูลาดแล้ว ซึ่งพุทธอาสน์ เทียว ย่อมนั่ง ฯ

    แท้จริง ภิกษุทั้งหลายเมื่อจะนั่งในที่นั้น ๆ จัดอาสนะสำหรัพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจึงนั่ง.

  6. ๖

    เพราะเหตุนั้น พระศาสดา จึงประทับนั่งบนอาสนะที่ภิกษุปูลาดไว้ตามปกตินั่นเอง ฯ

    เตน สตฺถา ปกติปญฺญตฺเตเยว อาสเน นิสีทิ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้วตามปกตินั่นเทียว ฯ

    เพราะเหตุนั้น พระศาสดา จึงประทับนั่งเหนืออาสนะที่พระคันถิกภิกษุนั้นจัดไว้โดยปกตินั่นแล.

  7. ๗

    ก็แลครั้นประทับนั่งแล้ว พระศาสดาจึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะภิกษุผู้เรียนคันถะธุระ เมื่อภิกษุผู้เรียนคันถะธุระ กราบทูลตอบปัญหานั้นไม่ได้ จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติแม้ทั้ง ๘ เริ่มแต่ทุติยฌาน เป็นต้นไป ฯ

    นิสชฺช โข ปน คนฺถิกภิกฺขุํ ปฐมชฺฌาเน ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา, ตสฺมึ อกถิเต, ทุติยชฺฌานํ อาทึ กตฺวา อฏฺฐสุปิ สมาปตฺตีสุ รูปารูเปสุ ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    ก็แล (อ.พระศาสดา) ครั้นประทับนั่งแล้ว ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในปฐมฌาน กะภิกษุ ผู้เรียนซึ่งคัมภีร์, (ครั้นเมื่อปัญหา) นั้น (อันภิกษุผู้เรียนซึ่งคัมภีร์นั้น) ไม่กราบทูลแล้ว, ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในสมาบัติ ท. แม้ ๘ อันมีรูปและหารูปมิได้ กระทำ ซึ่งทุติยฌาน ให้เป็นต้น ฯ

    ก็แลครั้นประทับนั่งแล้ว จึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะคันถิกภิกษุ ครั้นเมื่อเธอทูลตอบไม่ได้, จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติทั้ง ๘ ตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป

  8. ๘

    พระเถระผู้เรียนคันถะธุระไม่สามารถจะกราบทูลตอบปัญหาได้แม้สักข้อหนึ่ง ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบได้แม้ข้อเดียว.

  9. ๙

    ส่วน พระเถระนอกนี้ กราบทูลตอบปัญหานั้นได้หมดทุกข้อ ฯ

    อิตโร ตํ สพฺพํ กเถสิ.

    (อ.พระเถระ) นอกนี้ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) นั้น ทั้งปวง ฯ

    พระวิปัสสกเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้ทั้งหมด.

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๕ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๐, พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในกาลต่อมา พระเถระ(ผู้เจริญวิปัสสนา)ได้มาเฝ้าพระบรมศาสดา เก็บบาตรและจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้เป็นสหายกันแล้ว ไปถวายบังคมพระบรมศาสดาและไหว้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๘๐ องค์แล้ว ก็กลับมายังที่อยู่ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    อปรภาเค เถโร สตฺถารํ ทฏฺฐุํ อาคโต, สหายกตฺเถรสฺส สนฺติเก ปตฺตจีวรํ ฐเปตฺวา คนฺตฺวา สตฺถารญฺเจว อสีติมหาเถเร จ วนฺทิตฺวา สหายกตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ปจฺจาคมิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อ.พระเถระ มาแล้ว เพื่ออันเฝ้า ซึ่งพระศาสดา, เก็บแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ในสำนัก ของพระเถระผู้เป็นสหาย ไปแล้ว (ถวายบังคมแล้ว) ซึ่งพระศาสดาด้วยนั่นเทียว ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูป ท. ด้วย กลับมาแล้ว สู่ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระผู้เป็นสหาย ฯ

    ในกาลต่อมา พระเถระ (วิปัสสกะ) ได้มาเฝ้าพระศาสดา เก็บบาตรจีวรไว้ในสำนักพระเถระผู้สหายแล้ว ไปถวายบังคมพระศาสดา และนมัสการพระอสีติมหาเถระแล้ว ก็กลับมาที่อยู่ของพระเถระผู้สหาย.

  2. ๒

    ลำดับนั้น พระเถระผู้เป็นสหาย(ผู้เรียนคันถธุระ) นั้น ให้ศิษยานุศิษย์ทำวัตรแก่ท่าน(ผู้เจริญวิปัสสนา) หยิบอาสนะที่มีขนาดเท่ากัน (ปู)นั่งแล้วด้วยหมายใจว่า จักถามปัญหา ดังนี้ ฯ

    อถสฺส โส วตฺตํ กาเรตฺวา สมปฺปมาณํ อาสนํ คเหตฺวา “ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามีติ นิสีทิ.

    ครั้งนั้น (อ.พระเถระผู้เป็นสหาย) นั้น (ยังภิกษุ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งวัตร (แก่พระเถระ) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งอาสนะ อันมีประมาณ เสมอกัน นั่งแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักถาม ซึ่งปัญหา ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระคันถิกเถระนั้น ให้ภิกษุทั้งหลายทำวัตรแก่ท่านแล้ว ถือเอาอาสนะมีขนาดเท่ากัน นั่งแล้วด้วยตั้งใจว่า"จักถามปัญหา."

  3. ๓

    ขณะนั้น พระบรมศาสดาทรงทราบว่า ภิกษุผู้เรียนคันถธุระนั้น เบียดเบียนบุตรของเราผู้เห็นปานนี้แล้ว พึงเกิดในนรก ดังนี้ ด้วยทรงเอ็นดูในเธอ จึงประหนึ่งเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เสด็จถึงสถานที่ที่เธอทั้ง ๒ รูปนั้นนั่งแล้ว ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สตฺถา “เอส เอวรูปํ มม ปุตฺตํ วิเหเฐตฺวา นิรเย นิพฺพตฺเตยฺยาติ ตสฺมึ อนุกมฺปาย วิหารจาริกํ จรนฺโต วิย เตสํ นิสินฺนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺเต พุทฺธาสเน นิสีทิ.

    ในขณะ นั้น อ.พระศาสดา (ทรงดำริแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ) นั่น เบียดเบียนแล้ว ซึ่งบุตร ของเรา ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป พึงบังเกิด ในนรก ดังนี้ เป็นราวกะว่า เสด็จเที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริก ในวิหาร (เป็น) เสด็จไปแล้ว สู่ที่ (แห่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น นั่งแล้ว ด้วยความเอ็นดู (ในภิกษุ) นั้น ประทับนั่งแล้ว บนพุทธอาสน์ อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้ว ฯ

    ขณะนั้น พระศาสดา ทรงทราบว่า "คันถิกภิกษุนี้ พึงเบียดเบียนบุตรขอเราผู้มีรูปเห็นปานนี้แล้วเกิดในนรก," ด้วยทรงเอ็นดูในเธอ ทำประหนึ่งเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เสด็จถึงสถานที่เธอทั้ง ๒ นั่งแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เธอจัดไว้.

  4. ๔

    แท้จริง ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะนั่ง ณ ที่นั้น ๆ ย่อมปูลาดพุทธอาสน์ไว้ก่อนแล้วจึงนั่ง ฯ

    ตตฺถ ตตฺถ นิสีทนฺตา หิ ภิกฺขู พุทฺธาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ว นิสีทนฺติ.

    จริงอยู่ อ.ภิกษุ ท. เมื่อนั่ง (ในที่) นั้น ๆ ปูลาดแล้ว ซึ่งพุทธอาสน์ เทียว ย่อมนั่ง ฯ

    แท้จริง ภิกษุทั้งหลายเมื่อจะนั่งในที่นั้น ๆ จัดอาสนะสำหรัพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจึงนั่ง.

  5. ๕

    เพราะเหตุนั้น พระบรมศาสดา จึงประทับนั่งบนอาสนะที่ภิกษุปูลาดไว้ตามปกตินั่นเอง ฯ

    เตน สตฺถา ปกติปญฺญตฺเตเยว อาสเน นิสีทิ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้วตามปกตินั่นเทียว ฯ

    เพราะเหตุนั้น พระศาสดา จึงประทับนั่งเหนืออาสนะที่พระคันถิกภิกษุนั้นจัดไว้โดยปกตินั่นแล.

  6. ๖

    ก็แล พระบรมศาสดาครั้นประทับนั่งแล้ว จึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะภิกษุผู้เรียนคันถธุระ ครั้นเมื่อภิกษุผู้เรียนคันถธุระนั้น ทูลตอบไม่ได้ จึงตรัสถามปัญหา ในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ แม้ทั้ง ๘ เริ่มแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป ฯ

    นิสชฺช โข ปน คนฺถิกภิกฺขุํ ปฐมชฺฌาเน ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา, ตสฺมึ อกถิเต, ทุติยชฺฌานํ อาทึ กตฺวา อฏฺฐสุปิ สมาปตฺตีสุ รูปารูเปสุ ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    ก็แล (อ.พระศาสดา) ครั้นประทับนั่งแล้ว ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในปฐมฌาน กะภิกษุ ผู้เรียนซึ่งคัมภีร์, (ครั้นเมื่อปัญหา) นั้น (อันภิกษุผู้เรียนซึ่งคัมภีร์นั้น) ไม่กราบทูลแล้ว, ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในสมาบัติ ท. แม้ ๘ อันมีรูปและหารูปมิได้ กระทำ ซึ่งทุติยฌาน ให้เป็นต้น ฯ

    ก็แลครั้นประทับนั่งแล้ว จึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะคันถิกภิกษุ ครั้นเมื่อเธอทูลตอบไม่ได้, จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติทั้ง ๘ ตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป

  7. ๗

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะทูลตอบปัญหาได้แม้สักข้อหนึ่ง ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบได้แม้ข้อเดียว.

  8. ๘

    ส่วนพระเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้หมดทุกข้อ ฯ

    อิตโร ตํ สพฺพํ กเถสิ. อถ นํ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺหํ ปุจฺฉิ. คนฺถิกตฺเถโร กเถตุํ นาสกฺขิ.

    (อ.พระเถระ) นอกนี้ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) นั้น ทั้งปวง ฯ ครั้งนั้น (อ.พระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในโสดาปัตติมรรค (กะพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์) นั้น ฯ อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล ฯ

    พระวิปัสสกเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้ทั้งหมด. ทีนั้น พระศาสดา ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกับเธอ. พระคันถิกเถระก็มิสามารถทูลตอบได้.

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๕–๑๔๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๐, พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    จริงอยู่ พวกภิกษุเมื่อจะนั่ง ณ ที่นั้น ๆ ย่อมปูลาดพุทธอาสน์ไว้แล้ว จึงนั่ง ฯ

    ตตฺถ ตตฺถ นิสีทนฺตา หิ ภิกฺขู พุทฺธาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ว นิสีทนฺติ.

    จริงอยู่ อ.ภิกษุ ท. เมื่อนั่ง (ในที่) นั้น ๆ ปูลาดแล้ว ซึ่งพุทธอาสน์ เทียว ย่อมนั่ง ฯ

    แท้จริง ภิกษุทั้งหลายเมื่อจะนั่งในที่นั้น ๆ จัดอาสนะสำหรัพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจึงนั่ง.

  2. ๒

    เพราะเหตุนั้น พระบรมศาสดาจึงประทับนั่งบนอาสนะที่ภิกษุปูลาดไว้ตามปกตินั่นเอง ฯ

    เตน สตฺถา ปกติปญฺญตฺเตเยว อาสเน นิสีทิ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ อัน (อันบุคคล) ปูลาดแล้วตามปกตินั่นเทียว ฯ

    เพราะเหตุนั้น พระศาสดา จึงประทับนั่งเหนืออาสนะที่พระคันถิกภิกษุนั้นจัดไว้โดยปกตินั่นแล.

  3. ๓

    ก็แล ครั้นประทับนั่งแล้ว พระบรมศาสดาจึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะภิกษุผู้เรียนคันถธุระ เมื่อภิกษุผู้เรียนคันถธุระนั้น ทูลตอบไม่ได้ จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติแม้ทั้ง ๘ เริ่มแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป ฯ

    นิสชฺช โข ปน คนฺถิกภิกฺขุํ ปฐมชฺฌาเน ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา, ตสฺมึ อกถิเต, ทุติยชฺฌานํ อาทึ กตฺวา อฏฺฐสุปิ สมาปตฺตีสุ รูปารูเปสุ ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    ก็แล (อ.พระศาสดา) ครั้นประทับนั่งแล้ว ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในปฐมฌาน กะภิกษุ ผู้เรียนซึ่งคัมภีร์, (ครั้นเมื่อปัญหา) นั้น (อันภิกษุผู้เรียนซึ่งคัมภีร์นั้น) ไม่กราบทูลแล้ว, ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในสมาบัติ ท. แม้ ๘ อันมีรูปและหารูปมิได้ กระทำ ซึ่งทุติยฌาน ให้เป็นต้น ฯ

    ก็แลครั้นประทับนั่งแล้ว จึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกะคันถิกภิกษุ ครั้นเมื่อเธอทูลตอบไม่ได้, จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติทั้ง ๘ ตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป

  4. ๔

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะตอบปัญหาได้แม้สักข้อหนึ่ง ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบได้แม้ข้อเดียว.

  5. ๕

    ส่วนพระเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้หมดทุกข้อ ฯ

    อิตโร ตํ สพฺพํ กเถสิ.

    (อ.พระเถระ) นอกนี้ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) นั้น ทั้งปวง ฯ

    พระวิปัสสกเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้ทั้งหมด.

  6. ๖

    ทีนั้น พระบรมศาสดา ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกะเธอ ฯ

    อถ นํ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น (อ.พระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในโสดาปัตติมรรค (กะพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์) นั้น ฯ

    ทีนั้น พระศาสดา ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกับเธอ.

  7. ๗

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะทูลตอบได้ ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิสามารถทูลตอบได้.

  8. ๘

    แต่นั้น จึงตรัสถามพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพ ฯ

    ตโต ขีณาสวตฺเถรํ ปุจฺฉิ.

    ในลำดับนั้น (อ.พระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้เป็นพระขีณาสพ ฯ

    แต่นั้น จึงตรัสถามกะพระขีณาสวเถระ.

  9. ๙

    พระเถระทูลตอบได้ ฯ

    เถโร กเถสิ.

    อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว ฯ

    พระเถระก็ทูลตอบได้.

  10. ๑๐

    พระบรมศาสดาทรงชมเชยว่า ดีละ ฯ แล้วตรัสถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือโดยลำดับ ฯ

    สตฺถา “สาธุ สาธูติ อภินนฺทิตฺวา เสสมคฺเคสุปิ ปฏิปาฏิยา ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    อ.พระศาสดา ทรงเพลิดเพลินยิ่งแล้ว ว่า อ.ดีละ อ.ดีละ ดังนี้ ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา แม้ในมรรคอันเหลือ ท. โดยลำดับ ฯ

    พระศาสดา ทรงชมเชยว่า "ดีละ ๆ " แล้วตรัสถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือทั้งหลายโดยลำดับ.

  11. ๑๑

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะทูลตอบได้แม้สักข้อเดียว ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียน ซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิได้อาจทูลตอบปัญหาได้สักข้อเดียว

  12. ๑๒

    ส่วนพระขีณาสพทูลตอบปัญหาที่ตรัสถามแล้ว ๆ ได้ ฯ

    ขีณาสโว ปน ปุจฺฉิตปุจฺฉิตํ กเถสิ.

    ส่วนว่า อ.พระขีณาสพ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) อัน (อันพระศาสดา) ทั้งตรัสถามแล้วทั้งตรัสถามแล้ว ฯ

    ส่วนพระขีณาสพ ทูลตอบปัญหาที่ตรัสถามแล้ว ๆ ได้.

  13. ๑๓

    พระบรมศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระขีณาสพนั้นในฐานะแม้ทั้ง ๔ ฯ

    สตฺถา จตูสุปิ ฐาเนสุ ตสฺส สาธุการํ อทาสิ.

    อ.พระศาสดา ได้ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ (แก่พระขีณาสพ) นั้น ในฐานะ ท. แม้ ๔ ฯ

    พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระขีณาสพนั้นในฐานะทั้ง ๔.

  14. ๑๔

    เทวดาทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมเทวดาจนถึงพรหมโลก และนาคครุฑทั้งหลาย ได้ยินสาธุการนั้นแล้ว ก็ได้ให้สาธุการ ฯ

    ตํ สุตฺวา ภุมฺมเทเว อาทึ กตฺวา ยาว พฺรหฺมโลกา สพฺพา เทวตา เจว นาคสุปณฺณา จ สาธุการํ อทํสุ.

    อ.เทวดา ท. ทั้งปวง กระทำ ซึ่งเทพผู้ดำรงอยู่ที่ภาคพื้น ท. ให้เป็นต้น เพียงใด แต่พรหมโลก ด้วยนั่นเทียว อ.นาคและครุฑ ท. ด้วย ฟังแล้ว (ซึ่งสาธุการ) นั้น ได้ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ ฯ

    เทวดาทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมเทวดา จงถึงพรหมโลกและนาคครุฑ ได้ฟังสาธุการนั้นแล้ว ก็ได้ให้สาธุการ.

  15. ๑๕

    พวกอันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกของพระเถระผู้เรียนคันถธุระนั้น ได้สดับสาธุการนั้นแล้ว ยกโทษพระบรมศาสดาว่า กรรมนั่น ชื่ออะไรกัน พระบรมศาสดากระทำลงไปแล้ว พระบรมศาสดาได้ประทานสาธุการในฐานะทั้ง ๔ แก่พระเถระผู้เฒ่าผู้ไม่รู้อะไรเลย แต่สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ผู้ทรงจำพระปริยัติธรรมไว้ได้ทั้งหมด ผู้เป็นหัวหน้าภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พระบรมศาสดา มิได้ทรงกระทำแม้เหตุมาตรว่าความสรรเสริญ ฯ

    ตํ สาธุการํ สุตฺวา ตสฺส อนฺเตวาสิกา เจว สทฺธิวิหาริโน จ สตฺถารํ อุชฺฌายึสุ “กึ นาเมตํ สตฺถารา กตํ: กิญฺจิ อชานนฺตสฺส มหลฺลกตฺเถรสฺส จตูสุ ฐาเนสุ สาธุการํ อทาสิ, อมฺหากํ ปนาจริยสฺส สพฺพปริยตฺติธรสฺส ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ ปาโมกฺขสฺส ปสํสามตฺตํปิ น กรีติ.

    อ.อันเตวาสิก ท. ด้วยนั่นเทียว อ.สัทธิวิหาริก ท. ด้วย (ของพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งสาธุการ นั้น ยกโทษแล้ว ซึ่งพระศาสดา ว่า (อ.กรรม) นั่น ชื่อ อะไร อันพระศาสดา ทรงกระทำแล้ว : (อ.พระศาสดา) ได้ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ในฐานะ ท. ๔ แก่พระเถระ ผู้แก่ ผู้ไม่รู้อยู่ ซึ่งเรื่องอะไร ๆ, แต่ว่า (อ.พระศาสดา) ไม่ทรงกระทำแล้ว (ซึ่งเหตุ) แม้สักว่าความสรรเสริญ แก่อาจารย์ ของเรา ท. ผู้ทรงไว้ซึ่งปริยัติทั้งปวง ผู้เป็นหัวหน้าโดยความเป็นประธาน แห่งร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ ดังนี้ ฯ

    พวกอันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกของพระคันถิกเถระ ได้สดับสาธุการนั้นแล้ว จึงยกโทษพระศาสดาว่า "พระศาสดาทรงทำกรรมอะไรนี่ ? พระองค์ได้ประทานสาธุการแก่พระมหัลลกเถระ ผู้ไม่รู้อะไร ๆ ในฐานะทั้ง ๔, ส่วนท่านอาจารย์ของพวกเรา ผู้จำทรงพระปริยัติธรรมไว้ได้ทั้งหมด เป็นหัวหน้าภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปพระองค์มิได้ทรงทำแม้มาตรว่า ความสรรเสริญ."

ภาค ๑ ภิกษุ ๒ สหาย

ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๕–๑๔๖ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๐, พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒, พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทีนั้น พระบรมศาสดา ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกะเธอ ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ. อิตโร ตํ สพฺพํ กเถสิ. อถ นํ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ (อ.พระเถระ) นอกนี้ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) นั้น ทั้งปวง ฯ ครั้งนั้น (อ.พระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา ในโสดาปัตติมรรค (กะพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์) นั้น ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบได้แม้ข้อเดียว. พระวิปัสสกเถระนอกนี้ ทูลตอบปัญหานั้นได้ทั้งหมด. ทีนั้น พระศาสดา ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกับเธอ.

  2. ๒

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะทูลตอบได้ ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิสามารถทูลตอบได้.

  3. ๓

    แต่นั้น จึงตรัสถามพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพฯ

    ตโต ขีณาสวตฺเถรํ ปุจฺฉิ.

    ในลำดับนั้น (อ.พระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ซึ่งพระเถระ ผู้เป็นพระขีณาสพ ฯ

    แต่นั้น จึงตรัสถามกะพระขีณาสวเถระ.

  4. ๔

    พระเถระทูลตอบได้ฯ

    เถโร กเถสิ.

    อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว ฯ

    พระเถระก็ทูลตอบได้.

  5. ๕

    พระบรมศาสดาทรงชมเชยว่า ดีละ ๆ แล้วตรัสถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือโดยลำดับ ฯ

    สตฺถา “สาธุ สาธูติ อภินนฺทิตฺวา เสสมคฺเคสุปิ ปฏิปาฏิยา ปญฺหํ ปุจฺฉิ.

    อ.พระศาสดา ทรงเพลิดเพลินยิ่งแล้ว ว่า อ.ดีละ อ.ดีละ ดังนี้ ตรัสถามแล้ว ซึ่งปัญหา แม้ในมรรคอันเหลือ ท. โดยลำดับ ฯ

    พระศาสดา ทรงชมเชยว่า "ดีละ ๆ " แล้วตรัสถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือทั้งหลายโดยลำดับ.

  6. ๖

    พระเถระผู้เรียนคันถธุระ ไม่สามารถจะทูลตอบได้แม้สักข้อเดียว ฯ

    คนฺถิกตฺเถโร เอกํปิ กเถตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเถระผู้เรียน ซึ่งคัมภีร์ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกราบทูล (ซึ่งปัญหา) แม้ข้อหนึ่ง ฯ

    พระคันถิกเถระก็มิได้อาจทูลตอบปัญหาได้สักข้อเดียว

  7. ๗

    ส่วน
    พระขีณาสพทูลตอบปัญหาที่ตรัสถามแล้ว ๆ ได้ ฯ

    ขีณาสโว ปน ปุจฺฉิตปุจฺฉิตํ กเถสิ.

    ส่วนว่า อ.พระขีณาสพ กราบทูลแล้ว (ซึ่งปัญหา) อัน (อันพระศาสดา) ทั้งตรัสถามแล้วทั้งตรัสถามแล้ว ฯ

    ส่วนพระขีณาสพ ทูลตอบปัญหาที่ตรัสถามแล้ว ๆ ได้.

  8. ๘

    พระบรมศาสดา ได้ประทานสาธุการแก่พระขีณาสพนั้นในฐานะแม้ทั้ง ๔ ฯ

    สตฺถา จตูสุปิ ฐาเนสุ ตสฺส สาธุการํ อทาสิ.

    อ.พระศาสดา ได้ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ (แก่พระขีณาสพ) นั้น ในฐานะ ท. แม้ ๔ ฯ

    พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระขีณาสพนั้นในฐานะทั้ง ๔.

  9. ๙

    เทวดาทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมเทวดาจนถึงพรหมโลก และนาคครุฑทั้งหลายได้ยินสาธุการนั้นแล้ว ก็ได้ให้สาธุการ ฯ

    ตํ สุตฺวา ภุมฺมเทเว อาทึ กตฺวา ยาว พฺรหฺมโลกา สพฺพา เทวตา เจว นาคสุปณฺณา จ สาธุการํ อทํสุ.

    อ.เทวดา ท. ทั้งปวง กระทำ ซึ่งเทพผู้ดำรงอยู่ที่ภาคพื้น ท. ให้เป็นต้น เพียงใด แต่พรหมโลก ด้วยนั่นเทียว อ.นาคและครุฑ ท. ด้วย ฟังแล้ว (ซึ่งสาธุการ) นั้น ได้ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ ฯ

    เทวดาทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมเทวดา จงถึงพรหมโลกและนาคครุฑ ได้ฟังสาธุการนั้นแล้ว ก็ได้ให้สาธุการ.

  10. ๑๐

    พวกอันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกของพระเถระผู้เรียนคันถธุระนั้น ได้สดับสาธุการนั้นแล้ว จึงยกโทษพระบรมศาสดาว่า กรรมนั่นชื่ออะไรกัน พระบรมศาสดาทรงทำลงไปแล้ว พระบรมศาสดาได้ประทานสาธุการในฐานะทั้ง ๔ แก่พระเถระผู้เฒ่า ผู้ไม่รู้อะไรเลย แต่สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ผู้ทรงจำพระปริยัติธรรมไว้ได้ทั้งหมด ผู้เป็นหัวหน้าภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พระบรมศาสดา มิได้ทรงกระทำแม้เหตุมาตรว่าความสรรเสริญ ฯ ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดถึงชื่อว่าเรื่องอะไรกันเล่านั่น เมื่อเรื่องราวนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลแจ้งแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ของพวกเธอ เป็นเช่นกับผู้รักษา(เลี้ยง)โคเพื่อค่าจ้างในศาสนาของเรา ส่วน บุตรของเรา เป็นเช่นกับเจ้าของผู้บริโภคปัญจโครสตามใจชอบ ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ ฯ

    ตํ สาธุการํ สุตฺวา ตสฺส อนฺเตวาสิกา เจว สทฺธิวิหาริโน จ สตฺถารํ อุชฺฌายึสุ “กึ นาเมตํ สตฺถารา กตํ: กิญฺจิ อชานนฺตสฺส มหลฺลกตฺเถรสฺส จตูสุ ฐาเนสุ สาธุการํ อทาสิ, อมฺหากํ ปนาจริยสฺส สพฺพปริยตฺติธรสฺส ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ ปาโมกฺขสฺส ปสํสามตฺตํปิ น กรีติ.

    อ.อันเตวาสิก ท. ด้วยนั่นเทียว อ.สัทธิวิหาริก ท. ด้วย (ของพระเถระผู้เรียนซึ่งคัมภีร์) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งสาธุการ นั้น ยกโทษแล้ว ซึ่งพระศาสดา ว่า (อ.กรรม) นั่น ชื่อ อะไร อันพระศาสดา ทรงกระทำแล้ว : (อ.พระศาสดา) ได้ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ในฐานะ ท. ๔ แก่พระเถระ ผู้แก่ ผู้ไม่รู้อยู่ ซึ่งเรื่องอะไร ๆ, แต่ว่า (อ.พระศาสดา) ไม่ทรงกระทำแล้ว (ซึ่งเหตุ) แม้สักว่าความสรรเสริญ แก่อาจารย์ ของเรา ท. ผู้ทรงไว้ซึ่งปริยัติทั้งปวง ผู้เป็นหัวหน้าโดยความเป็นประธาน แห่งร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ ดังนี้ ฯ

    พวกอันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกของพระคันถิกเถระ ได้สดับสาธุการนั้นแล้ว จึงยกโทษพระศาสดาว่า "พระศาสดาทรงทำกรรมอะไรนี่ ? พระองค์ได้ประทานสาธุการแก่พระมหัลลกเถระ ผู้ไม่รู้อะไร ๆ ในฐานะทั้ง ๔, ส่วนท่านอาจารย์ของพวกเรา ผู้จำทรงพระปริยัติธรรมไว้ได้ทั้งหมด เป็นหัวหน้าภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปพระองค์มิได้ทรงทำแม้มาตรว่า ความสรรเสริญ."

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑–๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์นี้ คือ ในแคว้นอัลลกัปปะ พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า อัลลกัปปะ ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า เวฏฐทีปกะ เป็นพระสหายกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเล่าเรียนศิลปะในสำนักพระอาจารย์เดียวกัน พอพระราชบิดาของพระองค์ ๆ ล่วงไปแล้วได้ (สถาปนา) ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้ว ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในแคว้นที่มีราชอาณาเขตประมาณแคว้นละ ๑๐ โยชน์

    อตีเต “อลฺลกปฺปรฏฺเฐ อลฺลกปฺปราชา นาม เวฏฺฐทีปกรฏฺเฐ เวฏฺฐทีปกราชา นามาติ อิเม เทฺว ทหรกาลโต ปฏฺฐาย สหายกา หุตฺวา เอกาจริยกุเล สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน ปิตูนํ อจฺจเยน ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา ทสทสโยชนิเก รฏฺเฐ ราชาโน อเหสุํ.

    ในกาลอันเป็นไปล่วงแล้ว (อ.พระราชา ท.) สอง เหล่านี้ คือ ชื่อ อ.พระราชาพระนามว่าอัลลกัปปะ ในแว่นแคว้นชื่อว่าอัลลกัปปะ ชื่อ อ.พระราชาพระนามว่าเวฏฐทีปกะ ในแว่นแคว้นชื่อว่าเวฏฐทีปกะ ผู้เป็นสหายกัน เป็น จำเดิม แต่กาล (แห่งพระองค์) ทรงเป็นหนุ่ม ทรงเรียนแล้ว ซึ่งศิลปะ ในตระกูลแห่งอาจารย์เดียวกัน (ทรงยังบุคคล) ให้ยกขึ้นแล้ว ซึ่งฉัตร เป็นพระราชา ในแว่นแคว้น อันประกอบด้วยโยชน์สิบ ๆ ได้เป็นแล้ว โดยกาลเป็นที่ล่วงไป แห่งพระบิดา ท. ของพระองค์ ๆ ฯ

    ในกาลล่วงมาแล้ว พระราชา ๒ องค์ เหล่านี้คือ "ในแคว้นอัลลกัปปะ พระราชาทรงพระนามว่า อัลลกัปปะ, ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่า เวฏฐทีปกะ" เป็นพระสหายกัน ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของตน ๆ ได้ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้ว ทรงเป็นพระราชาในแคว้น มีประมาณแคว้นละ ๑๐ โยชน์

  2. ๒

    พระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์นั้นเสด็จมาประชุมกันตามกาลอันเหมาะสม ประทับยืน ประทับนั่ง บรรทม ร่วมกันทอดพระเนตรเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ ผู้เกิดอยู่และตายอยู่ จึงทรงปรึกษากันว่า ไม่มีใครที่ชื่อว่าจะติดตามบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกได้ ที่สุดแม้กระทั่งร่างกายของตน (ก็ตามไปไม่ได้) จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือน สำหรับพวกเรา เราจักบวช จึงทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสและพระชายาแล้วทรงบวชเป็นฤษีอยู่ในป่าหิมพานต์ ทรงปรึกษากันว่า พวกเราสละราชสมบัติบวช มิใช่ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตจึงบวช เราเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่เดียวกัน ก็จะเหมือนกับผู้ไม่ได้บวชนั่นเอง

    เต กาเลน กาลํ สมาคนฺตฺวา เอกโต ติฏฺฐนฺตา นิสีทนฺตา นิปชฺชนฺตา มหาชนํ ชายมานญฺจ มียมานญฺจ ทิสฺวา “ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ อนุคจฺฉนฺโต นาม นตฺถิ, อนฺตมโส อตฺตโน สรีรํปิ; สพฺพํ ปหาย คนฺตพฺพํ, กินฺโน ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามาติ มนฺเตตฺวา รชฺชานิ ปุตฺตทารสฺส นิยฺยาเทตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วสนฺตา มนฺตยึสุ “มยํ รชฺชํ ปหาย ปพฺพชิตา, น ชีวิตุํ อสกฺโกนฺตา, เต มยํ เอกฏฺฐาเน วสนฺตา อปพฺพชิตสทิสาเยว โหม;

    (อ.พระราชา ท.) เหล่านั้น เสด็จมาพร้อมกันแล้ว ตลอดกาล ตามกาล ทรงยืนอยู่ ทรงนั่งอยู่ บรรทมอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน ทรงเห็นแล้ว ซึ่งมหาชน ผู้เกิดอยู่ด้วย ผู้ตายอยู่ด้วย ทรงปรึกษากันแล้วว่า ชื่อ (อ.บุคคล) ผู้ไปตามอยู่ (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น ย่อมไม่มี, แม้ อ.สรีระ ของตน โดยกำหนดมีในที่สุด (ชื่อว่า ไปตามอยู่ซึ่งบุคคล ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น ย่อมไม่มี), อันบุคคล พึงละ ซึ่งวัตถุทั้งปวงไป, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ท. ด้วยการอยู่ครองซึ่งเรือน, อ.เรา ท. จักบวช ดังนี้ ทรงมอบให้แล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ท. แก่พระโอรสและพระมเหสี ผนวชแล้ว ผนวชเป็นฤาษี ประทับอยู่ ๆ ในประเทศชื่อว่าหิมวันตะ ปรึกษากันแล้ว ว่า อ.เรา ท. ละแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา เป็นผู้บวชแล้ว ย่อมเป็น, (อ.เรา ท.) ไม่อาจอยู่ เพื่ออันเป็นอยู่ (เป็นผู้บวชแล้ว ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.เรา ท.) เหล่านั้น อยู่ ๆ ในที่เดียวกัน เป็นผู้เช่นกับด้วยบุคคลผู้ไม่บวชแล้วนั่นเทียว ย่อมเป็น;

    พระราชา ๒ พระองค์นั้น เสด็จมาประชุมกันตลอดกาลตามกาล (ตามกาลอันสมควร) ทรงยืน, นั่ง, บรรทม ร่วมกัน ทอดพระเนตรเห็นมหาชน ผู้เกิดอยู่และตายอยู่ จึงปรึกษากันว่า “ชื่อว่า ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก ไม่มี“, โดยที่สุดถึงสรีระของตน ก็ตามไปไม่ได้; ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา, เราจักบวช"ดังนี้แล้ว ทรงมอบราชสมบัติ ให้แก่พระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นพระฤษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้ทรงปรึกษากันว่า "พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่ จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่, เราเหล่านั้นเมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง

  3. ๓

    เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่ ท่านจงอยู่ที่ภูเขาลูกนั่น ข้าพเจ้าจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ แต่ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน เราทั้งสองจึงจักอยู่ร่วมกัน ฯ

    ตสฺมา วิสุํ วสิสฺสาม: ตฺวํ เอตสฺมึ ปพฺพเต วส, อหํ อิมสฺมึ ปพฺพเต วสิสฺสามิ; อนฺวฑฺฒมาสํ ปน อุโปสถทิวเส เอกโต ภวิสฺสามาติ.

    เพราะฉะนั้น (อ.เรา ท.) จักอยู่ แยกกัน: อ.ท่าน จงอยู่ ที่ภูเขา นั่น , อ.เรา จักอยู่ ที่ภูเขา นี้; แต่ว่า (อ.เรา ท.) จักเป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ในวันแห่งอุโบสถ ตลอดเดือนด้วยทั้งกึ่งโดยลำดับ ดังนี้ ฯ

    เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่: ท่านจงอยู่ ที่ภูเขาลูกนั้น, เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ ; แต่จักรวมกัน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน."

  4. ๔

    ต่อมา ทั้งสองท่านได้มีความดำรินี้ว่า แม้อย่างนี้ พวกเราก็ (ยัง) จักมีความคลุกคลีด้วยหมู่คณะทีเดียว ท่านพึงตามไฟให้ลุกโพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน ข้าพเจ้าก็จักตามไฟให้ลุกโพลงที่ภูเขาของเรา เราทั้งสองจักทราบว่ายังมี (ชีวิต) อยู่สัญญานั้น ฯ

    อถ เนสํ เอตทโหสิ “เอวํปิ โน คณสงฺคณิกาว ภวิสฺสติ, ตฺวํ ตว ปพฺพเต อคฺคึ ชาเลยฺยาสิ, อหํ มม ปพฺพเต อคฺคึ ชาเลสฺสามิ; ตาย สญฺญาย อตฺถิภาวํ ชานิสฺสามาติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความคิด) นั่น ได้มีแล้ว (แก่ดาบส ท.) เหล่านั้น ว่า แม้ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนี้ (มีอยู่) อ.ความคลุกคลีด้วยหมู่ เทียว จักมี แก่เรา ท., อ.ท่าน ยังไฟ พึงให้โพลง บนภูเขา ของท่าน, อ.เรา ยังไฟ จักให้โพลง บนภูเขา ของเรา; (อ.เรา ท.) จักรู้ ซึ่งความที่ (แห่งเรา ท.) มีอยู่ ด้วยสัญญา นั้น ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้นพระดาบสทั้ง ๒ นั้น เกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า "แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว จักมีแก่เราทั้งหลาย, ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน, เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา ; ด้วยเครื่องสัญญานั้น เราทั้งหลาย ก็จักรู้ความที่เรายังมีชีวิตอยู่."

  5. ๕

    พระดาบสทั้งสองนั้น กระทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    เต ตถา กรึสุ.

    (อ.ดาบส ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    พระดาบสทั้ง ๒ นั้น กระทำอย่างนั้นแล้ว.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๓–๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในสมัยนั้น ในกรุงโกสัมพี ได้มีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าปรันตปะ ฯ

    ตสฺมึ สมเย โกสมฺพิยํ ปรนฺตโป นาม ราชา อโหสิ.

    ในสมัย นั้น อ.พระราชา พระนามว่า ปรันตปะ ได้มีแล้ว ในเมืองโกสัมพี ฯ

    ในสมัยนั้น ในกรุงโกสัมพี ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าปรันตปะ

  2. ๒

    วันหนึ่ง พระองค์พร้อมด้วยพระเทวีผู้ทรงครรภ์ ทรงนั่งผิงแดดอ่อนอยู่ที่กลางแจ้ง ฯ

    โส เอกทิวสํ คพฺภินิยา เทวิยา สทฺธึ พาลาตปํ ตปฺปมาโน อากาสตเล นิสีทิ.

    ในวันหนึ่ง (อ.พระราชา) นั้น ทรงผิงอยู่ ซึ่งแดดอ่อน กับ ด้วยพระเทวี ผู้มีพระครรภ์ ประทับนั่งแล้ว ที่พื้นอากาศ ฯ

    วันหนึ่ง พระเจ้าปรันตปะทรงนั่งผิงแดดอ่อนอยู่ที่กลางแจ้งกับพระราชเทวี ผู้ทรงครรภ์.

  3. ๓

    พระเทวี ทรงห่มผ้ากัมพลแดง อันมีราคาเป็นแสนซึ่งเป็นพระภูษาสำหรับทรงของพระเจ้าแผ่นดิน ทรงนั่งเจรจาอยู่กับพระเจ้าแผ่นดิน ถอดพระธำมรงค์อันมีราคานับได้แสนหนึ่งจากองคุลีของพระเจ้าแผ่นดินมาสวมใส่ที่นิ้วของพระองค์ ฯ

    เทวี รญฺโญ ปารุปนํ สตสหสฺสคฺฆนิกํ รตฺตกมฺพลํ ปารุปิตฺวา นิสินฺนา รญฺญา สทฺธึ สมุลฺลปมานา รญฺโญ องฺคุลิโต สตสหสฺสคฺฆนิกํ ราชมุทฺทิกํ นีหริตฺวา อตฺตโน องฺคุลิยํ ปิลนฺธิ.

    อ.พระเทวี ทรงห่มแล้ว ซึ่งผ้ากัมพลสีแดง อันประกอบแล้วด้วยค่าแสนหนึ่ง อันเป็นเครื่องห่ม ของพระราชา ประทับนั่งแล้ว ทรงเจรจาอยู่ กับ ด้วยพระราชา ทรงนำออกแล้ว ซึ่งพระธำมรงค์ของพระราชา อันประกอบแล้วด้วยค่าแสนหนึ่ง จากพระองคุลี ของพระราชา ทรงประดับแล้ว ที่พระองคุลี ของพระองค์ ฯ

    พระราชเทวี ทรงห่มผ้ากัมพลแดงอันมีราคาแสนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระภูษาทรงของพระราชา ทรงนั่งปราศรัยกับพระราชา ถอดพระธำมรงค์ อันมีราคาแสนหนึ่งจากพระองคุลีของพระราชา มาสวมใส่ที่นิ้วของพระองค์.

  4. ๔

    ในสมัยนั้น นกหัสดีลิงค์ บินมาทางอากาศ เห็นพระเทวีจึงชลอปีกโผลงโดยหมายใจว่า ชิ้นเนื้อ ฯ

    ตสฺมึ สมเย หตฺถิลิงฺคสกุโณ อากาเสนาคจฺฉนฺโต เทวึ ทิสฺวา `มํสเปสีติ สญฺญาย ปกฺเข วิสฺสชฺเชตฺวา โอตริ.

    ในสมัย นั้น อ.นกมีเพศเพียงดังเพศแห่งช้าง มาอยู่ โดยอากาศ เห็นแล้ว ซึ่งพระเทวี ชะลอแล้ว ซึ่งปีก ท. โผลงแล้ว ด้วยความสำคัญ ว่า อ.ชิ้นแห่งเนื้อ ดังนี้ ฯ

    ในสมัยนั้น นกหัสดีลิงค์ บินมาโดยอากาศ เห็นพระราชเทวีจึงชลอปีกบินโผลง โดยหมายว่า "ชิ้นเนื้อ."

  5. ๕

    พระเจ้าแผ่นดิน ตกพระทัยด้วยเสียงนกนั้นโผลง จึงเสด็จลุกขึ้นเข้าไปภายในพระราชนิเวศน์ ฯ

    ราชา ตสฺส โอตรณสทฺเทน ภีโต อุฏฺฐาย อนฺโตนิเวสนํ ปาวิสิ.

    อ.พระราชา ทรงกลัวแล้ว ด้วยเสียงแห่งการโผลง (แห่งนก) นั้น เสด็จลุกขึ้นแล้ว ได้เสด็จเข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งวัง ฯ

    พระราชาทรงตกพระทัย ด้วยเสียงโผลงของนกนั้น จึงเสด็จลุกเข้ายังภายในพระราชนิเวศน์.

  6. ๖

    พระเทวี ไม่สามารถจะไปโดยเร็วได้ เพราะทรงครรภ์แก่ด้วย เพราะค่อนข้างจะเป็นคนมักขลาดกลัวด้วย ฯ

    เทวี ครุคพฺภตาย เจว ภีรุกชาติกตาย จ เวเคน คนฺตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระเทวี ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันเสด็จไป โดยเร็ว เพราะความที่ (แห่งพระองค์) เป็นผู้มีพระครรภ์หนัก ด้วยนั่นเทียว เพราะความที่ (แห่งพระองค์) เป็นผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้ขลาด ด้วย ฯ

    พระราชเทวีไม่อาจไปโดยเร็วได้ เพราะทรงครรภ์แก่ และเพราะเป็นผู้มีชาติแห่งคนขลาด.

  7. ๗

    ทีนั้น นกนั้น จึงโผลง (จับ) ให้พระนางนั่งบนกรงเล็บบินไปสู่อากาศแล้ว ฯ

    อถ นํ โส สกุโณ อชฺฌุปฺปตฺโต นขปญฺชเร นิสีทาเปตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิ.

    ครั้งนั้น (อ.นก) นั้น โผลงแล้ว (ยังพระเทวี) นั้น ให้ประทับนั่งแล้ว ที่กรงแห่งเล็บ บินไปแล้ว สู่อากาศ ฯ

    ครั้งนั้น นกนั้นจึงโผลง ยังพระนางนั้นให้นั่งอยู่ที่กรงเล็บ บินไปสู่อากาศแล้ว.

  8. ๘

    นัยว่า นกเหล่านั้น ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก เพราะฉะนั้น จึงนำเหยื่อไปทางอากาศ จับ ณ สถานที่ที่ตนพอใจ จึงเคี้ยวมังสะกิน แม้พระนางถูกนกนั้นนำไปอยู่ ทรงหวาดหวั่นต่อภัยคือมรณะ จึงดำริว่า ถ้าเราจักร้อง ขึ้นชื่อว่าเสียงมนุษย์เป็นที่หวาดเสียวของสัตว์ดิรัจฉาน นกได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็จักทิ้งเราเสีย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักถึงชีพตักษัยพร้อมกับทารกในครรภ์ แต่นกนี้จับในที่ใดแล้วเริ่มจะกินเรา ในที่นั้น เราตะโกนแล้วไล่ให้มันหนีไป ฯ

    เต กิร สกุณา ปญฺจนฺนํ หตฺถีนํ พลํ ธาเรนฺติ; ตสฺมา อากาเสน เนตฺวา ยถารุจิตฏฺฐาเน นิสีทิตฺวา มํสํ ขาทนฺติ; สาปิ เตน นียมานา มรณภยภีตา จินฺเตสิ “สจาหํ วิรวิสฺสามิ, มนุสฺสสทฺโท นาม ติรจฺฉานคตานํ อุพฺเพชนิโย; ตํ สุตฺวา มํ ฉฑฺเฑสฺสติ, เอวํ สนฺเต, สห คพฺเภน ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิสฺสามิ; ยสฺมึ ปน ฐาเน นิสีทิตฺวา มํ ขาทิตุํ อารภิสฺสติ, ตตฺร นํ สทฺทํ กตฺวา ปลาเปสฺสามีติ.

    ได้ยินว่า (อ.นก ท.) เหล่านั้น ย่อมทรงไว้ ซึ่งกำลัง แห่งช้าง ท. ๕; เพราะเหตุนั้น (อ.นก ท. เหล่านั้น) นำไปแล้ว โดยอากาศ จับแล้ว ในที่อันตนชอบใจแล้วอย่างไร ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งเนื้อ, (อ.พระเทวี) แม้นั้น ผู้ (อันนก) นั้น นำไปอยู่ ผู้กลัวแล้วต่อภัยคือความตาย ทรงดำริแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.เรา จักร้องไซร้, ชื่อ อ.เสียงแห่งมนุษย์ เป็นที่ตั้งแห่งความหวาดเสียว ของสัตว์ดิรัจฉาน ท. (ย่อมเป็น); (อ.นกนั้น) ฟังแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น จักทิ้ง ซึ่งเรา, ครั้นเมื่อ ความเป็นอย่างนั้น มีอยู่, อ.เรา จักถึง ซึ่งความสิ้นไปแห่งชีวิต กับ ด้วย สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์, แต่ว่า (อ.นกนั้น) จับแล้ว ในที่ ใด จักเริ่ม เพื่ออันเคี้ยวกิน ซึ่งเรา, (อ.เรา) กระทำแล้ว ซึ่งเสียง (ในที่) นั้น (ยังนกนั้น) จักให้หนีไป ดังนี้ ฯ

    เขาว่า พวกนกเหล่านั้น ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก; เพราะฉะนั้น จึงนำเหยื่อไปทางอากาศ จับ ณ ที่อันพอใจแล้ว ย่อมเคี้ยวมังสะกิน. แม้พระนางนั้น อันนกนั้นนำไปอยู่ ทรงหวาดต่อมรณภัย จึงทรงดำริว่า "ถ้าว่าเราจักร้อง,ธรรมดาเสียงคน เป็นที่หวาดเสียวของสัตว์จำพวกดิรัจฉาน มันฟังเสียงนั้นแล้ว ก็จักทิ้งเราเสีย, เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักถึงความสิ้นชีพพร้อมกับเด็กในครรภ์; แต่มันจับในที่ใดแล้วเริ่มจะกินเรา, ในที่นั้นเราจักร้องขึ้น แล้วไล่ให้มันหนีไป.

  9. ๙

    พระนางรั้งรออยู่ได้ เพราะค่าที่พระองค์เป็นคนฉลาด ฯ

    สา อตฺตโน ปณฺฑิตตาย อธิวาเสสิ.

    (อ.พระเทวี) นั้น (ทรงยังความกลัว) ให้อยู่ทับแล้ว เพราะความที่ แห่งพระองค์ เป็นบัณฑิต ฯ

    พระนางยับยั้งไว้ได้ ก็เพราะความที่พระองค์เป็นบัณฑิต.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๒–๑๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ธรรมดาว่า พวกสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้น ซื่อตรง ไม่คดโกง ส่วนพวกมนุษย์ใจคิดอย่างหนึ่ง ปากพูดอีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุนั้นแล (นายเปสสะ บุตรของนายควาญช้าง) จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แท้จริง ขันธ์ ๕ คือพวกมนุษย์นี้ รกชัฏ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขันธ์ ๕ คือ พวกสัตว์เลี้ยงนี้ ตื้น ฯ

    ติรจฺฉานา นาเมเต อุชุชาติกา โหนฺติ อกุฏิลา; มนุสฺสา ปน อญฺญํ หทเยน จินฺเตนฺติ, อญฺญํมุเขน กเถนฺติ; เตเนวาห “คหนํ เหตํ ภนฺเต ยทิทํ มนุสฺสา, อุตฺตานํ เหตํ ภนฺเต ยทิทํ ปสโวติ.

    ชื่อ อ.สัตว์ดิรัจฉาน ท. เหล่านี้ เป็นสัตว์มีชาติซื่อตรง เป็นสัตว์ไม่คดโกง ย่อมเป็น; ส่วนว่า อ.มนุษย์ ท. ย่อมคิด (ซึ่งเหตุ) อื่น ด้วยหทัย, ย่อมกล่าว (ซึ่งเหตุ) อื่นด้วยปาก; (เพราะเหตุ) นั้นนั่นเทียว (อ.บุตรของนายควาญช้างชื่อว่าเปสสะ) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ (อ.ขันธปัญจก) นี้ใด คือ อ.มนุษย์ ท., (อ.ขันธปัญจก) นั่น เป็นธรรมชาติรกชัฏ (ย่อมเป็น), ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ (อ.ขันธปัญจก) นี้ใด คือ อ.สัตว์ของเลี้ยง ท., (อ.ขันธปัญจก) นั่น เป็นธรรมชาติตื้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ชื่อว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายนั้น เป็นสัตว์มีชาติชื่อตรง ไม่คดโกง; ส่วนมนุษย์ ใจคิดไปอย่าง ปากพูดไปอย่าง(ไม่ตรงกัน) เพราะเหตุนั้นแล นายเปสสะผู้เป็นบุตรของนายควาญช้าง จึงกล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แท้จริง ขันธบัญจคือมนุษย์นี้ รกชัฏ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แท้จริง ขันธบัญจก คือ สัตว์ของเลี้ยงนี้ตื้น

  2. ๒

    สุนัขนั้น ตายแล้วบังเกิดในภพดาวดึงษ์ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว ได้เสวยสมบัติมากมาย เพราะมีความเห็นตรง เพราะไม่คดโกงนั้น ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    อิติ โส ตาย อุชุทิฏฺฐิตาย อกุฏิลตาย กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺโต อจฺฉราสหสฺสปริวุโต มหาสมฺปตฺตึ อนุโภสิ.

    (อ.สุนัข) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งกาละ บังเกิดแล้ว ในภพชื่อว่า ดาวดึงส์ เป็นผู้อันพันแห่งนางอัปสรแวดล้อมแล้ว (เป็น) เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติใหญ่ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นสัตว์มีความเห็นตรง เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นสัตว์ไม่คดโกง นั้น ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    สุนัขนั้น ทำกาละแล้ว ไปเกิดในดาวดึงส์ภพ มีนางอัปสร ๑ พันแวดล้อม ได้เสวยสมบัติใหญ่ ก็เพราะเป็นสัตว์มีความเห็นอันตรง(และ) ไม่คดโกงนั้น ด้วยประการฉะนี้.

  3. ๓

    เมื่อเทพบุตรนั้นกระซิบใกล้หูของใคร ๆ เสียงย่อมดังไปไกลถึงสถานที่ ๑๖ โยชน์ ส่วนเสียงพูดปกติ ย่อมกลบเทพนครซึ่งมีประมาณหมื่นโยชน์ทั้งสิ้น ฯ

    ตสฺส กสฺสจิ กณฺณมูเล มนฺตยนฺตสฺส สทฺโท โสฬสโยชนฏฺฐานํ ผรติ, ปกติกถาสทฺโท ปน สกลํ ทสโยชนสหสฺสํ เทวนครํ ฉาเทติ.

    (เมื่อเทพบุตร) นั้น กระซิบอยู่ ณ ที่ใกล้แห่งหู ของใคร ๆ อ.เสียง ย่อมแผ่ไป ตลอดที่มีโยชน์สิบหกเป็นประมาณ, แต่ว่า อ.เสียงแห่งการกล่าวโดยปกติ ย่อมปกปิด ซึ่งนครแห่งเทวดา อันมีพันแห่งโยชน์สิบเป็นประมาณ ทั้งสิ้น ฯ

    เมื่อเทพบุตรนั้นกระซิบที่ใกล้หูของใคร ๆ เสียงย่อมดังไปไกลได้ ๑๖ โยชน์ ส่วนเสียงพูดโดยปกติ ย่อมกลบเทพนครทั้งสิ้น ซึ่งมีประมาณหมื่นโยชน์.

  4. ๔

    เพราะเหตุนั้นแล เทพบุตรนั้น จึงได้นามว่าโฆสกเทพบุตร ฯ

    เตเนวสฺส โฆสกเทวปุตฺโตติ นามํ อโหสิ.

    (เพราะเหตุ) นั้นนั่นเทียว (อ.คำ) ว่า อ.เทพบุตรชื่อว่าโฆสกะ ดังนี้ เป็นชื่อ (ของเทพบุตร) นั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    เพราะเหตุนั้นแล เทพบุตรนั้น จึงได้มีนามว่า "โฆสกเทพบุตร."

  5. ๕

    ถามว่า ก็อานิสงส์นี้เป็นผลของอะไร ฯ ตอบว่า เป็นผลของการเห่าด้วยความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า ฯ

    “กสฺส ปเนส นิสฺสนฺโทติ; ปจฺเจกพุทฺเธ เปเมน ภุกฺกรณสฺส.

    (อ.อันถาม) ว่า ก็ (อ.วิบาก) นั่น เป็นเครื่องไหลออก แห่งกรรมอะไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ (อ.อันแก้ ว่า)(อ.วิบากนั่น เป็นเครื่องไหลออก) แห่งการกระทำ ซึ่งการเห่าหอน ด้วยความรัก ในพระปัจเจกพุทธเจ้า (ย่อมเป็น) (ดังนี้) ฯ

    ก็นี้เป็นผลของอะไร? เป็นผลของการเห่าด้วยความรักในปัจเจกพุทธเจ้า.

  6. ๖

    เทพบุตรนั้นดำรงอยู่ในภพดาวดึงษ์นั้นได้ไม่นานก็จุติ ฯ

    โส ตตฺถ น จิรํ ฐตฺวา จวิ.

    (อ.เทพบุตร) นั้น ดำรงอยู่แล้ว (ในภพ) นั้น สิ้นกาลไม่นาน เคลื่อนแล้ว ฯ

    โฆสกเทพบุตรนั้น ดำรงอยู่ในเทพนครนั้นไม่นาน ก็เคลื่อนแล้ว.

  7. ๗

    ความจริงพวกเทพบุตรย่อมจุติจากเทวโลก เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ เพราะสิ้นอายุ ๑ เพราะสิ้นบุญ ๑ เพราะสิ้นอาหาร ๑ เพราะความโกรธ ๑ ฯ

    เทวโลกโต หิ เทวปุตฺตา “ อายุกฺขเยน ปุญฺญกฺขเยน อาหารกฺขเยน โกเปนาติ จตูหิ การเณหิ จวนฺติ.

    จริงอยู่ อ.เทพบุตร ท. ย่อมเคลื่อน จากเทวโลก เพราะเหตุ ท. ๔ คือ เพราะความสิ้นไปแห่งอายุ เพราะความสิ้นไปแห่งบุญ เพราะความสิ้นไปแห่งอาหาร เพราะความโกรธ ฯ

    จริงอยู่ เทพบุตรทั้งหลาย ย่อมเคลื่อนจากเทวโลก ด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ ๑. ด้วยความสิ้นอายุ ๒. ด้วยความสิ้นบุญ ๓. ด้วยความสิ้นอาหาร ๔. ด้วยความโกรธ

  8. ๘

    ในเหตุ ๔ อย่างนั้น เทพบุตรองค์ที่ทำบุญกรรมไว้มาก เกิดขึ้นในเทวโลก ดำรงอยู่ตลอดชั่วอายุแล้วก็บังเกิดในเทวโลกชั้นสูง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้ชื่อว่า จุติเพราะสิ้นอายุ ฯ

    ตตฺถ เยน พหุํ ปุญฺญกมฺมํ กตํ โหติ, โส เทวโลเก อุปฺปชฺชิตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา อุปรุปริ นิพฺพตฺตติ: เอวํ อายุกฺขเยน จวติ นาม.

    อ.กรรมอันเป็นบุญ อันมาก เป็นธรรมชาติ (อันเทพบุตร) ใด กระทำแล้ว ย่อมเป็น, (อ.เทพบุตร) นั้น เกิดขึ้นแล้ว ในเทวโลก ดำรงอยู่แล้ว ตลอดกาลเพียงใดแห่งอายุ ย่อมบังเกิด ในภพ เบื้องบน ๆ: (อ.เทพบุตรนั้น) ชื่อว่า ย่อมเคลื่อน เพราะ (ในเหตุ ท. ๔ ) เหล่านั้นหนา ความสิ้นไปแห่งอายุ อย่างนี้ ฯ

    ในเหตุ ๔ อย่างเหล่านั้น เทพบุตรองค์ใด ทำบุญกรรมไว้มาก เทพบุตรองค์นั้น เกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ตราบเท่าอายุแล้ว ก็เกิดในเทวโลกชั้นสูง ๆ ขึ้นไป, อย่างนี้ ชื่อว่าย่อมเคลื่อนด้วยความสิ้นอายุ.

  9. ๙

    เทพบุตรองค์ใดทำบุญไว้น้อย บุญนั้นของเทพบุตรองค์นั้น ย่อมสิ้นไปในกลางคันนั่นเอง เหมือนข้าวเปลือกที่ใส่ไว้ในฉางหลวงเพียง ๔ - ๕ ทะนาน หมดไปเร็วพลัน ฉะนั้น เทพบุตรนั้นย่อมทำกาละเสียในกลางคันนั่นเอง อย่างนี้ชื่อว่า จุติเพราะสิ้นบุญ ฯ

    เยน ปริตฺตํ ปุญฺญํ กตํ โหติ; ตสฺส ราชโกฏฺฐาคาเร ปกฺขิตฺตํ จตุปญฺจนาฬิมตฺตํ วิย ธญฺญํ อนฺตราว ตํ ปุญฺญํ ขียติ, อนฺตราว กาลํ กโรติ: เอวํ ปุญฺญกฺขเยน จวติ นาม.

    อ.บุญ นิดหน่อย เป็นบุญ (อันเทพบุตร) ใด กระทำแล้ว ย่อมเป็น; อ.บุญ นั้น (ของเทพบุตร) นั้น ย่อมสิ้นไป ในระหว่างเทียว ราวกะ อ.ข้าวเปลือก มีทะนานสี่และทะนานห้าเป็นประมาณ อัน (อันบุคคล) ใส่เข้าแล้ว ในเรือนคลังของพระราชา (สิ้นไปอยู่), (อ.เทพบุตรนั้น) ย่อมกระทำ ซึ่งกาละ ในระหว่างเทียว: (อ.เทพบุตรนั้น) ชื่อว่า ย่อมเคลื่อน เพราะความสิ้นไปแห่งบุญ อย่างนี้ ฯ

    เทพบุตรองค์ใด ทำบุญไว้น้อย; บุญนั้นของเทพบุตรนั้นย่อมสิ้นไปเสียในระหว่างเทียว เหมือนธัญชาติ ที่บุคคลใส่ไว้ในฉางหลวง เพียง ๔-๕ ทะนาน ฉะนั้น, ทพบุตรนั้น ย่อมทำกาละเสียในระหว่างเทียว, อย่างนี้ ชื่อว่าย่อมเคลื่อนด้วยความสิ้นบุญ

  10. ๑๐

    เทพบุตรอื่นอีก มัวบริโภคกามคุณอยู่ ไม่บริโภคอาหาร เพราะหลงลืมสติ มีร่างกายอ่อนบอบช้ำย่อมทำกาละ อย่างนี้ ชื่อว่าจุติเพราะสิ้นอาหาร ฯ

    อปโร กามคุเณ ปริภุญฺชมาโน สติสมฺโมเสน อาหารํ อปริภุญฺชิตฺวา กิลนฺตกาโย กาลํ กโรติ: เอวํ อาหารกฺขเยน จวติ นาม.

    (อ.เทพบุตร) อื่นอีก บริโภคอยู่ ซึ่งกามคุณ ท. ไม่บริโภคแล้ว ซึ่งอาหาร เพราะความหลงพร้อมแห่งสติ มีกายอันลำบากแล้ว ย่อมกระทำ ซึ่งกาละ: (อ.เทพบุตรนั้น) ชื่อว่า ย่อมเคลื่อน เพราะความสิ้นไปแห่งอาหาร อย่างนี้ ฯ

    เทพบุตรบางองค์ มักบริโภคกามคุณ ไม่บริโภคอาหาร เพราะการหลงลืมสติ มีกายอันเหนื่อยอ่อน ทำกาละ, อย่างนี้ ชื่อว่า ย่อมเคลื่อนด้วยความสิ้นอาหาร.

  11. ๑๑

    เทพบุตรอื่นอีกอดทนสมบัติของผู้อื่นไม่ได้
    โกรธเคืองแล้วทำกาละอย่างนี้ชื่อว่า จุติเพราะความโกรธ ฯ

    อปโร ปรสฺส สมฺปตฺตึ อสหนฺโต กุชฺฌิตฺวา กาลํ กโรติ: เอวํ โกเปน จวติ นาม.

    (อ.เทพบุตร) อื่นอีก ไม่อดกลั้นอยู่ ซึ่งสมบัติ (ของเทพบุตร) อื่น โกรธแล้ว ย่อมกระทำ ซึ่งกาละ: (อ.เทพบุตรนั้น) ชื่อว่า ย่อมเคลื่อน เพราะความโกรธ อย่างนี้ ฯ

    เทพบุตรบางองค์ ไม่อดทนสมบัติของผู้อื่น โกรธเคืองแล้วจึงทำกาละ, อย่างนี้ชื่อว่า ย่อมเคลื่อนด้วยความโกรธ.

  12. ๑๒

    ก็โฆสกเทพบุตรนี้ มัวบริโภคกามคุณอยู่หลงลืมสติ จึงจุติเพราะสิ้นอาหาร ฯ

    อยํ ปน กามคุเณ ปริภุญฺชนฺโต มุฏฺฐสฺสติ หุตฺวา อาหารกฺขเยน จวติ.

    ส่วนว่า (อ.เทพบุตรชื่อว่าโฆสกะ) นี้ บริโภคอยู่ ซึ่งกามคุณ ท. เป็นผู้มีสติอันตนลืมแล้ว เป็น ย่อมเคลื่อน เพราะความสิ้นไปแห่งอาหาร ฯ

    ก็โฆสกเทพบุตรนี้ มักบริโภคกามคุณอยู่ หลงลืมสติ จึงเคลื่อนด้วยความสิ้นอาหาร.

  13. ๑๓

    ก็แลครั้นจุติแล้วจึงได้ถือปฏิสนธิในท้องหญิงงามเมืองในพระนครโกสัมพี ฯ

    จวิตฺวา จ ปน โกสมฺพิยํ นครโสภินิยา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ.

    ก็ แล (อ.เทพบุตรชื่อว่าโฆสกะนั้น) ครั้นเคลื่อนแล้ว ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในท้อง (ของหญิง) ผู้ยังพระนครให้งาม ในเมืองโกสัมพี ฯ

    ก็แลเคลื่อนเสร็จแล้ว ไปถือสฏิสนธิในท้องแห่งหญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๗–๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อเศรษฐีทำกรรมนี้และนี้อยู่นั่นแล เด็กเติบใหญ่แล้ว ฯ เด็กนั้นได้มีชื่อว่า โฆสกะ ฯ เขาปรากฏแก่เศรษฐีประหนึ่งหนามแทงตา ฯ เศรษฐีไม่อาจแม้จะมองดูเขาตรงๆ ได้ ฯ ครั้งนั้น เศรษฐีตรองหาอุบายจะฆ่าโฆสกะนั้นอยู่ จึงไปยังสำนักของนายช่างหม้อผู้เป็นสหายตนแล้วถามว่า ท่านจักหลอมเตาเมื่อไร เมื่อช่างหม้อตอบว่า พรุ่งนี้ จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอาทรัพย์หนึ่งพันนี้ไว้แล้วทำงานให้เราสักอย่างหนึ่ง ฯ

    อถสฺส มรณุปายํ จินฺเตนฺโต อตฺตโน สหายกกุมฺภการสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “กทา อาวาปํ อาลิมฺเปสฺสสีติ ปุจฺฉิตฺวา, “เสฺวติ วุตฺเต, “เตนหิ อิทํ สหสฺสํ คเหตฺวา มเมกํ กมฺมํ กโรหีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) คิดอยู่ ซึ่งอุบายเป็นเหตุตาย (แห่งนายโฆสกะ) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อผู้เป็นสหาย ของตน ถามแล้ว ว่า (อ.ท่าน) จักเผา ซึ่งเตา ในกาลไร ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา จักเผา ซึ่งเตา) ในวันพรุ่ง ดังนี้ (อันสหายนั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน รับแล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ นี้ จงกระทำ ซึ่งการงาน อย่างหนึ่ง ของเรา ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น เศรษฐีตรองหาอุบายจะฆ่านายโฆสกะนั้น จึงไปสู่สำนักของนายช่างหม้อ ผู้สหายของตน แล้วถามว่า "เมื่อไร ท่านจะเผาเตา?" เมื่อเขาตอบว่า "พรุ่งนี้" จึงกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ท่านจงเอาทรัพย์ ๑ พันนี้ไว้ แล้วจงทำการงานให้ฉันสักอย่างหนึ่ง."

  2. ๒

    ช่างหม้อถามว่า งานอะไรครับนาย ฯ

    “กึ สามีติ.

    (อ.สหายนั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.กรรม) อะไร ดังนี้ ฯ

    นายช่างหม้อ. การงานอะไร? นาย.

  3. ๓

    เศรษฐีตอบว่า เรามีลูกชายชาติชั่วอยู่คนหนึ่ง เราจะส่งมันมายังสำนักของท่าน เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านจงพามันให้เข้าไปยังห้อง เอามีดคมกริบตัด(หั่น)ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เอาใส่ตุ่มแล้วเผาในเตา ทรัพย์หนึ่งพันนี้เป็นเช่นกับรางวัลของท่าน เราจะทำสิ่งที่ควรทำแก่ท่านให้ยิ่งขึ้นไปอีกในภายหลัง ฯ

    “เอโก เม อวชาตปุตฺโต อตฺถิ, ตํ ตว สนฺติกํ เปเสสฺสามิ, อถ นํ คพฺภํ ปเวเสตฺวา ติขิณาย วาสิยา ขณฺฑาขณฺฑิกํ ฉินฺทิตฺวา จาฏิยํ ปกฺขิปิตฺวา อาวาเป ปเจยฺยาสิ, อิทนฺเต สหสฺสํ ลญฺจการสทิสํ, อุตฺตรึ ปุน เต กตฺตพฺพยุตฺตกํ ปจฺฉา กริสฺสามีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า อ.อวชาตบุตร คนหนึ่ง ของเรา มีอยู่, (อ.เรา) จักส่งไป (ซึ่งบุตร) นั้น สู่สำนัก ของท่าน, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.ท่าน (ยังบุตร) นั้น ให้เข้าไปแล้ว สู่ห้อง ตัดแล้ว ด้วยมีด อันคม (กระทำ) ให้เป็นผู้มีท่อนน้อยและท่อนใหญ่ ใส่เข้าแล้ว ในตุ่ม พึงเผา ในเตา, (อ.พันแห่งทรัพย์) นี้ เป็นเช่นกับด้วยการกระทำซึ่งสินจ้าง แห่งท่าน (ย่อมเป็น), (อ.เรา) จักกระทำ (ซึ่งกรรม) อันควรแล้วแก่ความเป็นกรรมอันเราพึงกระทำ แก่ท่าน ให้ยิ่ง ในภายหลัง อีก ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ฉันมีบุตรชาติชั่วอยู่คนหนึ่ง ฉันจักส่งมันมายังสำนักของท่าน, เมื่อฉะนี้ ท่านจงให้มันเข้าไปสู่ห้อง เอามีดอันคมตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เอาใส่ในตุ่ม แล้วเผาในเตา ทรัพย์ ๑ พันนี้ เป็นเช่นกับรางวัลของท่าน. ในภายหลัง ฉันจักทำสิ่งที่ควรทำแก่ท่านให้ยิ่งขึ้นอีก.

  4. ๔

    ช่างหม้อรับคำว่า ได้จ้ะ ฯ

    กุมฺภกาโร “สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ.

    อ.บุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ รับพร้อมแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ฯ

    นายช่างหม้อ. ได้จ้ะ.

  5. ๕

    วันรุ่งขึ้น เศรษฐีให้เรียกโฆสกะมาแล้ว บอกว่า พ่อ เมื่อวานนี้ เราสั่งงานช่างหม้ออย่างหนึ่งเอาไว้ มาเถิด เจ้าไปสำนักของเขาแล้วพูดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ท่านจงยัง(ทำ)งานที่พ่อผมสั่งไว้เมื่อเย็นวานนี้ให้สำเร็จเถิด ดังนี้ ส่งไปแล้ว ฯ

    เสฏฺฐี ปุนทิวเส โฆสกํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ตาต หีโย มยา กุมฺภกาโร เอกํ กมฺมํ อาณตฺโต, เอหิ ตฺวํ ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอวํ วเทหิ `หีโย กิร เม ปิตรา อาณตฺตํ กมฺมํ นิปฺผาเทหีติ ปหิณิ.

    อ.เศรษฐี ยังบุคคลให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งนายโฆสกะ ในวันรุ่งขึ้น ส่งไปแล้ว (ด้วยคำ) ว่า แน่ะพ่อ อ.บุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ อันเรา สั่งบังคับแล้ว ซึ่งการงาน อย่างหนึ่ง ในวันวาน, อ.เจ้า จงมา (อ.เจ้า) ไปแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษ) นั้น จงกล่าว อย่างนี้ ว่า ได้ยินว่า (อ.ท่าน) ยังการงาน อันอันบิดา ของข้าพเจ้า สั่งบังคับแล้ว ในวันวาน จงให้สำเร็จ ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น เศรษฐีจึงเรียกนายโฆสกะมาแล้ว กล่าวว่า "พ่อ เมื่อวานนี้ ฉันสั่งการงานช่างหม้อไว้อย่างหนึ่ง, เจ้าจงมา จงไปยังสำนักของเขาแล้วพูดอย่างนี้ว่า "ได้ยินว่า ท่านจงยังการงานที่คุณพ่อของผมสั่งไว้เมื่อวันวานนี้ให้สำเร็จเถิด" ดังนี้แล้ว ได้ส่งไปแล้ว.

  6. ๖

    โฆสกะนั้น รับว่า จ้ะ ได้ไปแล้ว ฯ

    โส “สาธูติ อคมาสิ.

    (อ.นายโฆสกะ) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ได้ไปแล้ว ฯ

    นายโฆสกะนั้น รับว่า "จ้ะ" ได้ไปแล้ว.

  7. ๗

    ฝ่ายลูกชายเศรษฐีอีกคนหนึ่ง กำลังเล่นขลุบ (ลูกคลี) กับพวกเด็กทั้งหลาย เห็นโฆสกะนั้น กำลังเดินไปอยู่ในที่นั้น จึงเรียกโฆสกะนั้นแล้วถามว่า จะไปไหน พี่ เมื่อโฆสกะนั้นตอบว่า เราถือเอาข่าวสาส์นของพ่อไปสำนักของนายช่างหม้อ จึงพูดว่า ฉันจักไปในที่นั้นเอง เด็กพวกนี้ชนะฉันหลายคะแนนแล้ว พี่จงชนะคืนเอาคะแนนให้ฉัน ฯ

    ตํ ตตฺถ คจฺฉนฺตํ อิตโร เสฏฺฐิโน ปุตฺโต ทารเกหิ สทฺธึ คุฬํ กีฬนฺโต ทิสฺวา ตํ ปกฺโกสิตฺวา “กุหึ คจฺฉสิ ภาติกาติ ปุจฺฉิตฺวา, “ปิตุ สาสนํ คเหตฺวา กุมฺภการสฺส สนฺติกนฺติ วุตฺเต, “อหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ, อิเม ทารกา มํ พหุลกฺขํ ชินึสุ, ตํ เม ปฏิชินิตฺวา เทหีติ อาห.

    อ.บุตร ของเศรษฐี นอกนี้ เล่นอยู่ ซึ่งขลุบ กับ ด้วยเด็ก ท. เห็นแล้ว (ซึ่งนายโฆสกะ) นั้น ผู้ไปอยู่ (ในที่) นั้น ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งนายโฆสกะ) นั้น ถามแล้ว ว่า ข้าแต่พี่ อ.ท่าน จะไป ในที่ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรา) ถือเอาแล้ว ซึ่งข่าวสาร ของบิดา (จะไป) สู่สำนัก (ของบุรุษ) ผู้กระทำซึ่งหม้อ ดังนี้ (อันนายโฆสกะนั้น) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า อ.ข้าพเจ้า จักไป (ในที่) นั้น, อ.เด็ก ท. เหล่านี้ ชนะแล้ว ซึ่งคะแนน มาก กะข้าพเจ้า, (อ.ท่าน) ชนะตอบแล้ว จงให้ (ซึ่งคะแนน) นั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายลูกชายของเศรษฐี กำลังเล่นคลีกับพวกเด็ก เห็นนายโฆสกะนั้น เดินไปในที่นั้น จึงเรียกนายโฆสกะนั้นแล้ว ถามว่า "ไปไหน? พี่"เมื่อนายโฆสกะบอกว่า "เอาข่าวของคุณพ่อไปสำนักของนายช่างหม้อ," จึงพูดว่า "ฉันจักไปในที่นั้น, เด็กเหล่านี้ชนะฉันหลาย คะแนนแล้ว, พี่จะชนะเอาคะแนนคืนให้ฉัน.

  8. ๘

    โฆสกะบอกว่า พี่กลัวพ่อ ฯ

    “อหํ ปิตุ ภายามีติ.

    (อ.นายโฆสกะ กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมกลัว ต่อบิดา ดังนี้ ฯ

    นายโฆสกะ. พี่กลัวคุณพ่อ.

  9. ๙

    ลูกเศรษฐีพูดว่า อย่ากลัวไปเลยพี่ ฉันจักนำข่าวสารนั้นเอาไปเอง ฉันถูกเด็กหลายคนชนะแล้ว พี่จงชนะคืน (เอา) คะแนน(ให้)แก่ฉัน จนกว่าฉันจะกลับมา ฯ

    “มา ภายิ ภาติก, อหนฺตํ สาสนํ หริสฺสามิ, พหูหิ ชิโต; ยาวาหํ อาคจฺฉามิ, ตาว เม ลกฺขํ ปฏิชินาหีติ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พี่ (อ.ท่าน) อย่ากลัวแล้ว, อ.ข้าพเจ้า จักนำไป ซึ่งข่าวสาร นั้น, (อ.ข้าพเจ้า) เป็นผู้ อันเด็ก ท. มาก ชนะแล้ว (ย่อมเป็น), (อ.ข้าพเจ้า) ย่อมมา เพียงใด, (อ.ท่าน) จงชนะตอบ ซึ่งคะแนน เพื่อข้าพเจ้า เพียงนั้น ดังนี้ ฯ

    ลูกเศรษฐี. อย่ากลัวพี่ ฉันจักนำข่าวนั้นไปเอง, พวกเด็กหลายคนชนะฉันแล้ว ที่จงชิงชัย เอาคะแนนให้ฉัน จนกว่าฉันจะกลับมา.

  10. ๑๐

    ทราบกันดีว่า โฆสกะเป็นผู้ฉลาดในการเล่นขลุบ เพราะฉะนั้น ลูกชายเศรษฐีนั้น จึงได้หน่วงเหนี่ยวโฆสกะนั้นไว้อย่างนี้ ฯ

    โฆสโก กิร คุฬกีฬาย เฉโก, เตน ตํ เอวํ นิพฺพนฺธิ. โสปิ นํ “เตนหิ คนฺตฺวา กุมฺภการํ วเทหิ “ปิตรา กิร เม หีโย เอกํ กมฺมํ อาณตฺตํ, ตํ นิปฺผาเทหีติ วตฺวา อุยฺโยเชสิ. โส ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตถา อวจ.

    ได้ยินว่า อ.นายโฆสกะ เป็นผู้ฉลาด ในการเล่นซึ่งขลุบ (ย่อมเป็น), (เพราะเหตุ) นั้น (อ.บุตรของเศรษฐีนั้น) หน่วงเหนี่ยวแล้ว (ซึ่งนายโฆสกะ) นั้น อย่างนี้ ฯ (อ.นายโฆสกะ) แม้นั้น กล่าวแล้ว (กะบุตรของเศรษฐี) นั้น ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) ไปแล้ว จงกล่าว กะบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ ว่า ได้ยินว่า อ.การงาน อย่างหนึ่ง อันอันบิดา ของข้าพเจ้า สั่งบังคับแล้ว ในวันวาน, อ.ท่าน (ยังการงาน) นั้น จงให้สำเร็จ เถิด ดังนี้ (ดังนี้) ส่งไปแล้ว ฯ (อ.บุตรของเศรษฐี) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ) นั้น ได้กล่าวแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ได้ยินว่า โฆสกะเป็นผู้ฉลาดในการเล่นคลี, เพราะฉะนั้น ลูกชายของเศรษฐี จึงได้หน่วงเหนี่ยวนายโฆสกะนั้นไว้อย่างนั้น. ฝ่ายโฆสกะนั้น จึงพูดกับลูกชายเศรษฐีนั้นว่า "ถ้ากระนั้นจงไปบอกกับนายช่างหม้อว่า "ทราบว่า เมื่อวานนี้ คุณพ่อผม สั่งให้ท่านทำการงานไว้อย่างหนึ่ง, ท่านจงยังการงานนั้นให้สำเร็จ" ดังนี้แล้ว ส่งเขาไปแล้ว. ลูกชายของเศรษฐีนั้น ไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้น ได้กล่าวตามสั่งนั้น.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายโฆสกะนั้น จึงพูดกะลูกชายเศรษฐีนั้นว่า ถ้ากระนั้น เธอจงไปบอกกะนายช่างหม้อว่า ทราบว่า งานอย่างหนึ่ง พ่อผมสั่งไว้เมื่อวานนี้ ท่านจงทำการงานนั้นให้สำเร็จ ดังนี้แล้ว ส่งเขาไปแล้ว ฯ

    โสปิ นํ “เตนหิ คนฺตฺวา กุมฺภการํ วเทหิ “ปิตรา กิร เม หีโย เอกํ กมฺมํ อาณตฺตํ, ตํ นิปฺผาเทหีติ วตฺวา อุยฺโยเชสิ.

    (อ.นายโฆสกะ) แม้นั้น กล่าวแล้ว (กะบุตรของเศรษฐี) นั้น ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) ไปแล้ว จงกล่าว กะบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ ว่า ได้ยินว่า อ.การงาน อย่างหนึ่ง อันอันบิดา ของข้าพเจ้า สั่งบังคับแล้ว ในวันวาน, อ.ท่าน (ยังการงาน) นั้น จงให้สำเร็จ เถิด ดังนี้ (ดังนี้) ส่งไปแล้ว ฯ

    ฝ่ายโฆสกะนั้น จึงพูดกับลูกชายเศรษฐีนั้นว่า "ถ้ากระนั้นจงไปบอกกับนายช่างหม้อว่า "ทราบว่า เมื่อวานนี้ คุณพ่อผม สั่งให้ท่านทำการงานไว้อย่างหนึ่ง, ท่านจงยังการงานนั้นให้สำเร็จ" ดังนี้แล้ว ส่งเขาไปแล้ว.

  2. ๒

    ลูกชายของเศรษฐีนั้นไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้นได้บอกตามนั้น ฯ

    โส ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตถา อวจ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ) นั้น ได้กล่าวแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ลูกชายของเศรษฐีนั้น ไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้น ได้กล่าวตามสั่งนั้น.

  3. ๓

    ครั้งนั้น นายช่างหม้อได้ฆ่าลูกชายเศรษฐีนั้น ตามนิยามที่เศรษฐีบอกไว้ทีเดียว แล้วโยนไว้ในเตา ฯ

    อถ นํ กุมฺภกาโร เสฏฺฐินา วุตฺตนิยาเมเนว มาเรตฺวา อาวาเป ขิปิ.

    ครั้งนั้น อ.บุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ (ยังบุตรของเศรษฐี) นั้น ให้ตายแล้ว ตามทำนองแห่งคำอันเศรษฐีกล่าวแล้วนั่นเทียว โยนไปแล้ว ในเตา ฯ

    ครั้งนั้น นายช่างหม้อได้ฆ่าลูกชายเศรษฐีนั้น ตามคำสั่งเศรษฐีสั่งไว้ทีเดียว แล้วโยนไปในเตา.

  4. ๔

    ฝ่ายโฆสกะเล่นกีฬา ตลอดทั้งวัน พอตกเย็นก็กลับบ้าน เมื่อเศรษฐีเห็นแล้วจึงถามว่า เจ้าไม่ได้ไปหรือ พ่อ จึงชี้แจงถึงเหตุที่ตนไม่ได้ไปและเหตุที่น้องชายไปแทน ฯ

    โฆสโกปิ ทิวสภาคํ กีฬิตฺวา สายณฺหสมเย เคหํ คนฺตฺวา, เสฏฺฐินา ทิสฺวา “กึ ตาต น คโตสีติ วุตฺเต, อตฺตโน อคตการณญฺจ กนิฏฺฐสฺส คตการณญฺจ อาโรเจสิ.

    แม้ อ.นายโฆสกะ เล่นแล้ว สิ้นส่วนแห่งวัน ไปแล้ว สู่เรือน ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) เป็นผู้ไม่ไปแล้ว ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ อันเศรษฐี เห็นแล้ว กล่าวแล้ว, บอกแล้ว ซึ่งเหตุแห่งตนไม่ไปแล้วด้วย ซึ่งเหตุ แห่งน้องชายผู้น้อยที่สุด ไปแล้วด้วย ฯ

    ฝ่ายนายโฆสกะ เล่นตลอดภาคของวัน พอตกเย็น ก็กลับบ้าน, เมื่อเศรษฐีเห็นแล้ว จึงถามว่า "ไม่ได้ไปหรือ ? พ่อ" ก็แจ้งถึงเหตุที่ตนไม่ได้ไปและเหตุที่น้องชายไป ให้ทราบ.

  5. ๕

    เศรษฐีฟังคำนั้นแล้วจึงร้องลั่นว่า อย่าได้ฆ่าเลย เป็นผู้ปานประหนึ่งว่ามีโลหิตเดือดพล่านทั่วร่างกาย ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ว่า ช่างหม้อผู้เจริญ อย่าให้เราฉิบหายเลย อย่าให้เราฉิบหายเลย ดังนี้ ได้ไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้นแล้ว ฯ

    เสฏฺฐี ตํ สุตฺวา “มา อวธีติ มหาวิรวํ วิรวิตฺวา สกลสรีเร ปกฺกุฏฺฐิตโลหิโต วิย หุตฺวา “อมฺโภ กุมฺภการ มา มํ นาสยิ มา มํ นาสยีติ พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺโต ตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ.

    อ.เศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ร้องแล้ว ร้องใหญ่ ว่า (อ.ท่าน) อย่า ได้ฆ่าแล้ว ดังนี้ เป็น ราวกะว่า มีโลหิตอันเดือดพล่านแล้ว ในสรีระทั้งสิ้น เป็น (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ ผู้เจริญ (อ.ท่าน) อย่า ยังเรา ให้ฉิบหายแล้ว (อ.ท่าน) อย่ายังเราให้ฉิบหายแล้ว ดังนี้ ประคองแล้ว ซึ่งแขน ท. คร่ำครวญอยู่ ได้ไปแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ) นั้น ฯ

    เศรษฐีฟังคำนั้นแล้วจึงร้องลั่นว่า "อย่าได้ฆ่าเลย" ปานประหนึ่งว่า มีโลหิตเดือดพล่านในสรีระทั้งสิ้น ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ว่า "ช่างหม้อผู้เจริญ อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย" ดังนี้ ได้ไปยังสำนัก ของนายช่างหม้อนั้นแล้ว.

  6. ๖

    นายช่างหม้อนั้น เห็นเศรษฐีนั้นกำลังเดินมาอยู่โดยอาการอย่างนั้นจึงพูดว่า นาย ท่านอย่าเอ็ดอึงไป งานของท่านสำเร็จแล้ว ฯ

    กุมฺภกาโร ตํ ตถา อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา “สามิ มา สทฺทํ กริ, กมฺมนฺเต นิปฺผนฺนนฺติ อาห.

    อ.บุรุษผู้กระทำซึ่งหม้อ เห็นแล้ว (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ผู้มาอยู่ อย่างนั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.ท่าน อย่า กระทำแล้ว ซึ่งเสียง, อ.การงาน ของท่าน สำเร็จแล้ว ดังนี้ ฯ

    นายช่างหม้อ เห็นเศรษฐีนั้น มาอยู่โดยอาการอย่างนั้น จึงพูดว่า "นาย ท่านอย่าทำเสียงดังไป, การงานของท่านสำเร็จแล้ว."

  7. ๗

    เศรษฐีนั้น อันความโศกอย่างใหญ่หลวงประดุจว่าภูเขาท่วมทับแล้ว เสวยโทมนัส มีประมาณมิใช่น้อย เปรียบปานดังบุคคลผู้มีใจคิดร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ฉะนั้น ฯ

    โส ปพฺพเตน วิย มหนฺเตน โสเกน อวตฺถริโต หุตฺวา อนปฺปกํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทสิ, ยถาตํ อปฺปทุฏฺฐสฺส ปทุฏฺฐมโน.

    (อ.บุคคล) ผู้มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว (ต่อบุคคล) ผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว (เสวยเฉพาะแล้ว) (ซึ่งความโทมนัส อันไม่น้อย) ฉันใดแล (อ.เศรษฐี) นั้น เป็นผู้อันความโศกใหญ่ ราวกะว่า ภูเขา ท่วมทับแล้ว เป็น เสวยเฉพาะแล้ว ซึ่งความโทมนัส อันไม่น้อย (ฉันนั้น) ฯ

    เศรษฐีนั้น อันความโศกเปรียบดังภูเขาใหญ่ท่วมทับแล้ว เสวยโทมนัส มีประมาณมิใช่น้อย ดังบุคคลผู้มีใจคิดร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ฉะนั้น.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๒๐–๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็เศรษฐี มีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง นางเป็นหญิงรุ่นสาวมีอายุราว ๑๕๑๖ ปี รูปร่างสะสวย น่าชม ฯ

    เสฏฺฐิโน ปเนกา ธีตา อตฺถิ, ปณฺณรสโสฬสวสฺสุทฺเทสิกา อภิรูปา ปาสาทิกา.

    ก็ อ.ธิดาคนหนึ่ง ของเศรษฐี มีอยู่, (อ.ธิดานั้น) เป็นผู้อันบุคคล พึงแสดงขึ้นว่าผู้มีกาลฝนสิบห้าหรือสิบหก เป็นผู้มีรูปงาม เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส ย่อมเป็น ฯ

    ก็เศรษฐี มีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง, นางมีอายุราว ๑๕-๑๖ ปี รูปร่างสะสวย น่าเลื่อมใส.

  2. ๒

    เศรษฐี ให้หญิงรับใช้ไว้คนหนึ่งนั่นแลเพื่อรักษานาง ให้พำนักอยู่ในห้องอันมีสิริที่พื้นชั้นบนปราสาท ๗ ชั้น ฯ

    ตํ รกฺขิตุํ เอกเมว เปสนการิกํ ทาสึ ทตฺวา สตฺตภูมิกสฺส ปาสาทสฺส อุปริตเล สิริคพฺเภ วสาเปสิ.

    (อ.เศรษฐี) ให้แล้ว ซึ่งทาสี ผู้กระทำซึ่งการรับใช้ คนหนึ่งนั่นเทียว เพื่ออันรักษา (ซึ่งธิดา) นั้น (ยังธิดา) ให้อยู่แล้ว ในห้องอันเป็นสิริ ที่พื้น ในเบื้องบน แห่งปราสาท อันประกอบแล้วด้วยชั้นเจ็ด ฯ

    เศรษฐีให้หญิงรับใช้ไว้คนหนึ่ง เพื่อรักษานาง แล้วให้อยู่ที่ห้องมีสิริ(ห้องพิเศษ) ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น

  3. ๓

    ช่วงนั้น ลูกสาวเศรษฐี ใช้หญิงคนใช้นั้นไปร้านตลาด ฯ

    เสฏฺฐิธีตา ตสฺมึ ขเณ ตํ ทาสึ อนฺตราปณํ เปเสสิ.

    ในขณะ นั้น อ.ธิดาของเศรษฐี ส่งไปแล้ว ซึ่งทาสี นั้น สู่ระหว่าง แห่งร้านตลาด ฯ

    ในขณะนั้น ลูกสาวเศรษฐีให้หญิงคนใช้ไปตลาด.

  4. ๔

    ครั้งนั้น ภริยาเศรษฐี เห็นหญิงคนใช้นั้นแล้ว จึงถามว่า เธอจะไปไหน เมื่อนางตอบว่า ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันไปด้วยการใช้งานแห่งธิดา(ของแม่เจ้า) จึงกล่าวว่า เธอจงมาทางนี้ก่อน พักการรับใช้ไว้(ก่อน) เธอจงลาดตั่ง ล้างเท้า ทาน้ำมัน ปูที่นอนให้แก่บุตรของเรา (ก่อน) เธอจักทำการรับใช้ในภายหลัง ฯ

    อถ นํ เสฏฺฐิชายา ทิสฺวา “กุหึ คจฺฉสีติ ปุจฺฉิตฺวา, “อยฺเย ธีตาย เปสเนนาติ วุตฺเต, “อิโต ตาว เอหิ, ติฏฺฐตุ เปสนํ, ปุตฺตสฺส เม ปีฐกํ อตฺถริตฺวา ปาเท โธวิตฺวา เตลํ มกฺขิตฺวา สยนํ อตฺถริตฺวา เทหิ, ปจฺฉา เปสนํ กริสฺสสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.ชายาของเศรษฐี เห็นแล้ว (ซึ่งทาสี) นั้น ถามแล้ว ว่า (อ.เจ้า) จะไป ในที่ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.ดิฉัน ย่อมไป) ด้วยการส่งไป แห่งธิดา ดังนี้ (อันทาสี) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.เจ้า) จงมา ข้างนี้ ก่อน, อ.การรับใช้ จงพักไว้, (อ.เจ้า) ลาดแล้ว ซึ่งตั่ง ล้างแล้ว ซึ่งเท้า ท. ทาแล้ว ซึ่งน้ำมัน ปูแล้ว ซึ่งที่เป็นที่นอน จงให้ แก่บุตร ของเรา, (อ.เจ้า) จักกระทำ ซึ่งการรับใช้ ในภายหลัง ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น ภรรยาของเศรษฐี เห็นหญิงทาสีนั้นแล้ว จึงถามว่า "จะไปไหน?เมื่อนางตอบว่า "ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันไปด้วยกิจรับใช้แห่งธิดาของแม่เจ้า " จึงกล่าวว่า "เจ้าจงมาทางนี้ก่อน, งดการรับใช้ไว้. จงลาดตั่ง, ล้างเท้า, ทาน้ำมัน ปูที่นอน ให้บุตรของเรา. จึงทำการรับใช้ภายหลัง."

  5. ๕

    นาง ได้กระทำ(จัดการ)ตามนั้น ฯ

    สา ตถา อกาสิ.

    (อ.ทาสี) นั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    นางได้กระทำการตามสั่งแล้ว.

  6. ๖

    ครั้งนั้น ลูกสาวเศรษฐี ได้คุกคาม(ดุ)หญิงรับใช้นั้นผู้มาช้า ฯ

    อถ นํ จิเรนาคตํ เสฏฺฐิธีตา สนฺตชฺเชสิ.

    ครั้งนั้น อ.ธิดาของเศรษฐี คุกคามแล้ว (ซึ่งทาสี) นั้น ผู้มาแล้ว โดยกาลนาน ฯ

    ครั้งนั้น ลูกสาวของเศรษฐี ได้ดุหญิงรับใช้นั้นผู้มาช้า.

  7. ๗

    ทีนั้น หญิงคนใช้นั้นจึงเรียนกะนางว่า แม่เจ้า ท่านอย่าเพิ่งโกรธดิฉันเลย ลูกชายเศรษฐี นามว่าโฆสกะ มาแล้ว ดิฉันทำสิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้ด้วยแก่เขาแล้วไปที่ตลาดนั้นแล้ว(กลับ)มาแล้ว ฯ

    อถ นํ สา อาห “อยฺเย มา เม กุชฺฌิ, เสฏฺฐิปุตฺโต โฆสโก อาคโต, ตสฺส อิทญฺจิทญฺจ กตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา อาคตามฺหีติ.

    ครั้งนั้น (อ.นางทาสี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่แม่เจ้า อ.ท่าน อย่า โกรธแล้ว ต่อดิฉัน, อ.บุตรของเศรษฐี ชื่อว่าโฆสกะ มาแล้ว, (อ.ดิฉัน) เป็นผู้ กระทำ (ซึ่งกิจ) นี้ด้วย นี้ด้วย (เพื่อบุตรของเศรษฐี) นั้น แล้วจึงไปในที่นั้น แล้วจึง มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ (กะธิดาของเศรษฐี) นั้น ฯ

    ที่นั้น หญิงคนใช้นั้นเรียนกะนางว่า "แม่เจ้า อย่าเพิ่มโกรธฉัน. บุตรเศรษฐีชื่อโฆสกะมาแล้ว, ดิฉันทำสิ่งนี้ ๆ แก่เขาแล้ว ไปในตลาดนั้นแล้วจึงมา. "

  8. ๘

    เพียงเพราะได้ยินนามว่า โฆสกะลูกชายเศรษฐี เท่านั้น ความรัก เฉือนอวัยวะมีผิวหนังเป็นต้นตั้งอยู่จรดถึงเยื่อในกระดูก แก่ลูกสาวเศรษฐี ฯ

    เสฏฺฐิธีตาย “เสฏฺฐิปุตฺโต โฆสโกติ นามํ สุตฺวาว เปมํ ฉวิอาทีนิ ฉินฺทิตฺวา อฏฺฐิมิญฺชํ อาหจฺจ ฐิตํ.

    อ.ความรัก ตัดแล้ว (ซึ่งอวัยวะ ท.) มีผิวเป็นต้น ตั้งอยู่แล้ว จรด ซึ่งเยื่อในกระดูก แก่ธิดาของเศรษฐี เพราะฟัง ซึ่งชื่อ ว่า อ.บุตร ของเศรษฐี ชื่อว่าโฆสกะ ดังนี้ เทียว ฯ

    เพราะฟังชื่อว่า "โฆสกะ" ผู้บุตรเศรษฐีนั้น ความรักเฉือนผิวหนังเป็นต้น จดถึงเยื่อในกระดูก ตั้งขึ้นแก่ลูกสาวเศรษฐีแล้ว.

  9. ๙

    ความจริง ลูกสาวเศรษฐีนั้น เป็นภริยาของนายโฆสกะนั้น ในเวลาที่เขา(เกิด)เป็นนายโกตุหลิก ได้ถวายข้าวสุกทะนานหนึ่ง แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ฯ

    โกตุหลิกกาลสฺมึ หิ สา ตสฺส ปชาปตี หุตฺวา นาฬิโกทนํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส อทาสิ.

    จริงอยู่ (อ.ธิดาของเศรษฐี) นั้น เป็น ปชาบดี (ของนายโฆสกะ) นั้น ในกาลแห่งนายโฆสกะนั้นเป็นบุรุษชื่อว่าโกตุหลิกะ เป็น ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวสุกมีทะนานหนึ่งเป็นประมาณ แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ฯ

    แท้จริง ลูกสาวเศรษฐีนั้น เป็นภรรยาของนายโฆสกะนั้น ในเวลาที่เขาเป็นนายโกตุหลิก ได้ถวายข้าวสุกทะนานหนึ่งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า

  10. ๑๐

    ด้วยอานุภาพแห่งผลทานนั้น นางจึงมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนี้ ฯ

    ตสฺสานุภาเวนาคนฺตฺวา อิมสฺมึ เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺตา.

    (อ.ธิดาของเศรษฐีนั้น) มาแล้ว ด้วยอานุภาพ(แห่งผลของทาน) นั้น บังเกิดแล้ว ในสกุลของเศรษฐี นี้ ฯ

    ด้วยอานุภาพแห่งผลทานนั้น นางจึงมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนี้.

  11. ๑๑

    ความรักในปางก่อน ได้ท่วมท้นยึดโยงลูกสาวเศรษฐีนั้นไว้ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    อิติ นํ โส ปุพฺพสิเนโห อวตฺถริตฺวา คณฺหิ.

    อ.ความรักในกาลก่อน นั้น ท่วมทับแล้ว (ซึ่งธิดาของเศรษฐี) นั้น ยึดเหนี่ยวไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    ความรักในปางก่อน ได้ท่วมทับยึดลูกสาวเศรษฐีนั้นไว้ ด้วยประการฉะนี้.

  12. ๑๒

    เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ความรักนั้น (เมื่อเกิด) ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ อย่างนี้คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ ด้วยการเกื้อกูลกันในภพปัจจุบัน ๑ เหมือนดอกอุบล (อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำ ฉะนั้น ดังนี้ ฯ

    เตนาห ภควา “ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํว ยโถทเกติ.

    (เพราะเหตุ) นั้น อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า อ.ดอกอุบล หรือ (หรือว่า อ.ดอกไม้อันเกิดในน้ำอันเหลือ อาศัยแล้ว ซึ่งเหตุ ท. ๒ คือซึ่งน้ำด้วยนั่นเทียว คือซึ่งเปือกตมด้วย ย่อมเกิด) ในน้ำ ฉันใด อ.ความรัก นั้น ย่อมเกิด (ด้วยเหตุ ท. ๒) คือด้วยการอยู่ร่วมกัน ในกาลก่อน หรือ หรือว่าคือ ด้วยความเกื้อกูลอันเกิดขึ้นเฉพาะแล้ว ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการอย่างนี้ คือ ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน เหมือนอุบล(อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำฉะนั้น."

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น นางจึงถามสาวใช้นั้นว่า เขาอยู่ที่ไหนละ แม่ ฯ

    อถ นํ ปุจฺฉิ “กุหึ โส อมฺมาติ.

    ครั้งนั้น (อ.ธิดาของเศรษฐี) ถามแล้ว (ซึ่งทาสี) นั้น ว่า แน่ะแม่ (อ.นายโฆสกะ) นั้น (ย่อมอยู่) ณ ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ทีนั้น นางจึงถามหญิงสาวใช้นั้นว่า "(เดี๋ยวนี้) เขาอยู่ที่ไหนจ้ะ? แม่"

  2. ๒

    สาวใช้ตอบว่า เขานอนหลับอยู่บนที่นอนเจ้าค่ะ แม่เจ้า ฯ

    “อยฺเย สยเน นิปนฺโน นิทฺทายตีติ.

    (อ.ทาสี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.นายโฆสกะ) นอนแล้ว บนที่เป็นที่นอน ประพฤติหลับอยู่ ดังนี้ ฯ

    หญิงสาวใช้. เขานอนหลับอยู่บนที่นอน(เจ้าค่ะ) แม่เจ้า.

  3. ๓

    ธิดาเศรษฐี. ก็ในมือของเขามีอะไรอยู่หรือ ฯ

    “อตฺถิ ปนสฺส หตฺเถ กิญฺจีติ.

    (อ.ธิดาของเศรษฐี ถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.วัตถุ) อะไร ๆ ในมือ (ของนายโฆสกะ) นั้น มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ

    ธิดาเศรษฐี. ก็ในมือของเขา มีอะไรอยู่หรือ?

  4. ๔

    สาวใช้. มีหนังสือ(ฉบับหนึ่ง) อยู่ที่ชายผ้าเจ้าค่ะ แม่เจ้า ฯ

    “ทุสฺสนฺเต ปณฺณํ อตฺถิ อมฺมาติ.

    (อ.ทาสี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่ อ.หนังสือ มีอยู่ ที่ชายแห่งผ้า ดังนี้ ฯ

    หญิงสาวใช้. มีหนังสืออยู่ที่ชาวผ้าค่ะ แม่เจ้า.

  5. ๕

    นางครุ่นคิดว่า หนังสืออะไรหนอแล นั่น เมื่อนายโฆสกะนั้นกำลังหลับอยู่ เมื่อมารดาบิดา ไม่ได้มองเพราะมัวสนใจเรื่องอื่น จึงลงไปยังสำนัก(ที่พักของนายโฆสกะ)แล้ว แก้หนังสือนั้นออก ถือเอาเข้าไปยังห้องของตน ปิดประตู เปิดหน้าต่าง อ่านหนังสือ เพราะนางฉลาดในอักษรสมัย แล้วคิดว่า ตายจริง คนเขลา ผูกหนังสือฆ่าตัวตายที่ชายผ้าแล้วเที่ยวไป ถ้าหนังสือฉบับนี้ เป็นสิ่งที่เราพึงมองไม่เห็นไซร้ ชีวิตของเขาจะหาไม่ จึงฉีกหนังสือฉบับนั้นเสีย เขียนหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ตามถ้อยคำของเศรษฐีว่า ลูกชายของเราคนนี้ ชื่อว่าโฆสกะ นายเสมียน จงให้นำเครื่องบรรณาการมาจากบ้าน ๑๐๐ บ้าน ทำมงคล(จัดพิธีแต่งงาน)กับลูกสาวเศรษฐีในชนบทนี้ ให้สร้างเรือน(หอ) ๒ ชั้น ในท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตน จัดการอารักขาอย่างแข็งขัน ด้วยกำแพงล้อมรอบ และด้วยพนักงานรักษาความปลอดภัย และจงส่งข่าว(แจ้ง) เราด้วยว่า การนี้และการนี้ ข้าพเจ้าจัดการ(เรียบร้อย)แล้ว เมื่อทุกอย่างท่านทำ(เรียบร้อย)แล้วอย่างนี้ ฉันจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ลุงในภายหลังก็แล(นาง) ครั้นเขียนเสร็จแล้ว จึงพับแล้วลงไป ผูกไว้ที่ชายผ้าของนายโฆสกะนั้นตามเดิม ฯ

    สา “กึ ปณฺณํ นุ โข เอตนฺติ, ตสฺมึ นิทฺทายนฺเต, มาตาปิตูนํ อญฺญาวิหิตตาย อปสฺสนฺตานํ, โอตริตฺวา สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ ปณฺณํ โมเจตฺวา อาทาย อตฺตโน คพฺภํ ปวิสิตฺวา ทฺวารํ ปิธาย วาตปานํ วิวริตฺวา อกฺขรสมเย กุสลตาย ปณฺณํ วาเจตฺวา “อโห พาโล อตฺตโน มรณปณฺณํ ทุสฺสนฺเต พนฺธิตฺวา วิจรติ; สเจ มยา น ทิฏฺฐํ อสฺส, นตฺถิ ตสฺส ชีวิตนฺติ ตํ ปณฺณํ ผาเลตฺวา เสฏฺฐิสฺส วจเนน อปรํ ปณฺณํ ลิขิ “อยํ มม ปุตฺโต โฆสโก นาม, คามสตโต ปณฺณาการํ อาหราเปตฺวา อิมสฺส ชนปทเสฏฺฐิโน ธีตรา สทฺธึ มงฺคลํ กตฺวา อตฺตโน วสนคามสฺส มชฺเฌ ทฺวิภูมิกํ เคหํ กาเรตฺวา ปาการปริกฺเขเปน เจว ปุริสคุตฺติยา จ สุสํวิหิตารกฺขํ กโรตุ, มยฺหญฺจ `อิทญฺจิทญฺจ มยา กตนฺติ สาสนํ เปเสตุ; เอวํ กเต, อหํ มาตุลสฺส กตฺตพฺพยุตฺตกํ ปจฺฉา ชานิสฺสามีติ, ลิขิตฺวา จ ปน สํหริตฺวา โอตริตฺวา ทุสฺสนฺเตเยวสฺส พนฺธิ.

    (อ.ธิดาของเศรษฐี) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.หนังสือ นั่น เป็นหนังสือ อะไร หนอแล (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อนายโฆสกะ) นั้น ประพฤติหลับอยู่, เมื่อมารดาและบิดา ท. ไม่เห็นอยู่ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีใจส่งไปแล้วในที่อื่น, ข้ามลงแล้ว ไปแล้ว สู่ที่ใกล้ แก้แล้ว ซึ่งหนังสือ นั้น ถือเอาแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ห้อง ของตน ปิดแล้ว ซึ่งประตู เปิดแล้ว ซึ่งหน้าต่าง อ่านแล้ว ซึ่งหนังสือ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้ฉลาด ในลัทธิแห่งอักษร (คิดแล้ว) ว่า โอ! อ.คนเขลา ผูกแล้ว ซึ่งหนังสือเป็นเหตุตาย แห่งตน ที่ชายแห่งผ้า ย่อมเที่ยวไป; ถ้าว่า (อ.หนังสือ) เป็นของอันเราไม่เห็นแล้ว พึงเป็นไซร้, อ.ชีวิต (ของนายโฆสกะ) นั้น จะไม่มี ดังนี้ ฉีกแล้ว ซึ่งหนังสือ นั้น เขียนแล้ว ซึ่งหนังสือ อื่นอีก ตามคำ ของเศรษฐี ว่า อ.ลูกชาย ของเรา นี้ เป็นผู้ชื่อว่า โฆสกะ (ย่อมเป็น), (อ.ลุง) (ยังบุคคล) ให้นำมาแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการ จากร้อยแห่งบ้าน กระทำแล้ว ซึ่งมงคล กับ ด้วยธิดา ของเศรษฐีในชนบท นี้ (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งเรือน อันประกอบแล้วด้วยชั้นสอง ในท่ามกลาง แห่งบ้านเป็นที่อยู่ ของตน จงกระทำ ซึ่งการอารักขาอันตนจัดแจงดีแล้ว ด้วยเครื่องล้อมคือกำแพง ด้วย นั่นเทียว ด้วยการคุ้มครองแห่งบุรุษด้วย, อนึ่ง (อ.ลุง) จงส่งไป ซึ่งข่าวสาร แก่เรา (มีอันให้รู้) ว่า (อ.กรรม) นี้ด้วย ๆ อันกระผม กระทำแล้ว ดังนี้ (เป็นเหตุ); ครั้นเมื่อกรรม อย่างนี้ (อันลุง) กระทำแล้ว อ.เรา จักรู้ (ซึ่งกรรม) อันควรแล้วแก่ความเป็นกรรมอันเราพึงกระทำ แก่ลุง ในภายหลัง ดังนี้, ก็แล (อ.ธิดาของเศรษฐี) ครั้นเขียนแล้ว พับแล้ว ข้ามลงแล้ว ผูกแล้ว ที่ชายแห่งผ้า (ของนายโฆสกะ) นั้นนั่นเทียว ฯ

    ธิดาเศรษฐีนั้นจึงคิดว่า "นั่นจะเป็นหนังสืออะไรหนอ? "เมื่อนายโฆสกะนั้นกำลังหลับอยู่, เมื่อมารดาบิดาไม่แลเห็น เพราะมัวเอาใจส่งไปในเรื่องอื่น, ลงไปสู่สำนัก(ของเขา)แล้ว แก้เอาหนังสือนั้น เข้าไปยังห้องของตน ปิดประตู เปิดหน้าต่าง อ่านหนังสือ เพราะนางฉลาดในอักษรสมัย แล้วคิดว่า "ตายจริง! คนเขลาผูกหนังสือสำหรับฆ่าตัวที่ชายผ้าแล้วก็เที่ยวไป. ถ้าเราไม่เห็นหนังสือแล้ว เขาคงไม่มีชีวิตอยู่" ดังนี้แล้ว จึงฉีกหนังสือฉบับนั้นเสีย เขียนหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ตามถ้อยคำของเศรษฐีว่า "ลูกชายของข้าพเจ้านี้ ชื่อเจ้าโฆสกะ, จงให้นำเครื่องบรรณาการมาจากบ้าน(ส่วย) ๑๐๐ บ้าน ทำมงคลกับบุตรสาวเศรษฐีในชนบทนี้ ให้ปลูกเรือนขึ้น ๒ ชั้น ในท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตน ทำการรักษาอย่างแข็งแรง ด้วยเครื่องล้อมคือกำแพงและเครื่องล้อมคือบุรุษ,และจงส่งข่าวไปให้ข้าพเจ้าว่า "การนี้ การนี้ ฉันทำเสร็จแล้ว." เมื่อกรรมอย่างนี้ท่านทำแล้ว ฉันจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ท่านลุงในภายหลัง, ก็แลครั้นเขียนเสร็จแล้ว นางจึงพับ ลงไปผูกไว้ที่ชายผ้าของนายโฆสกะนั้นตามเดิม.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๒๒–๒๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เพราะได้ฟังข่าวนั้น ความเสียใจอย่างใหญ่หลวงเกิดแก่เศรษฐีแล้วว่า เราให้ทำสิ่งใด สิ่งนั้นไม่สำเร็จ สิ่งใดมิให้ทำ สิ่งนั้นนั่นแหละกลับสำเร็จ ฯ ความเศร้าโศกกับเศร้าโศกถึงบุตร รวมเป็นอันเดียวกันทีเดียว ยังความร้อนในท้องให้เกิดขึ้น ให้เกิดโรคอติสารแล้ว ฯ แม้ลูกสาวของเศรษฐีก็บังคับพวกคนว่า ถ้าว่าใคร ๆ มาจากสำนักของเศรษฐี พวกท่านยังไม่บอกแก่เราแล้ว อย่าบอกแก่บุตรของเศรษฐีก่อน ฯ แม้เศรษฐีเล่า ก็คิดว่า บัดนี้ เราจักไม่ทำลูกชั่วคนนั้นให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของเรา ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะนายเสมียนคนหนึ่งว่า ลุง ฉันปรารถนาจะพบลูกของฉัน ท่านจงส่งคนรับใช้ไปคนหนึ่ง ให้เรียกลูกของฉันมา ฯ เขารับว่า ได้จ๊ะ ให้หนังสือแล้วส่งคนผู้หนึ่งไป ฯ ฝ่ายลูกสาวของเศรษฐีทราบว่า บุรุษนั้นมายืนอยู่ที่ประตู ให้เรียกเขามาแล้ว ถามว่า อะไรพ่อ ฯ เศรษฐีไม่สบาย เพื่อจะพบบุตรจึงเรียกให้เรียกมา แม่เจ้า ฯ พ่อ เศรษฐียังมีกำลัง หรืออ่อนกำลัง ฯ ยังมีกำลัง ยังบริโภคอาหารได้อยู่ก่อน แม่เจ้า ฯ ลูกสาวเศรษฐีนั้น ไม่ให้ลูกชายเศรษฐีทราบเลย ให้ ๆ ที่อยู่และเสบียงเดินทางแก่เขาแล้ว กล่าวว่า ท่านจักไปได้ในเวลาที่ฉันส่งไป จงพักอยู่ก่อน ฯ มหาเศรษฐีได้กล่าวกะนายเสมียนอีกว่า ลุง ท่านยังไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักลูกของฉันหรือ ฯ ส่งไปแล้วนาย คนที่ไปแล้ว ยังไม่กลับมาก่อน ฯ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงส่งคนอื่นไปอีก ฯ เสมียนส่งไปแล้ว ฯ ลูกสาวเศรษฐีปฏิบัติแม้ในบุรุษนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    ตํ สุตฺวา เสฏฺฐิโน “ยํ กาเรมิ, ตํ น โหติ; ยํ น กาเรมิ, ตเทว โหตีติ มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชิ. ปุตฺตโสเกน สทฺธึ โส โสโก เอกโตว หุตฺวา กุจฺฉิฑาหํ อุปฺปาเทตฺวา อติสารํ ชเนสิ. เสฏฺฐิธีตาปิ “สเจ โกจิ เสฏฺฐิโน สนฺติกา อาคจฺฉติ, ตุมฺเห มม อกเถตฺวา เสฏฺฐิปุตฺตสฺส ปฐมตรํ มา กถยิตฺถาติ ชเน อาณาเปสิ. เสฏฺฐีปิ โข “นทานิ ตํ ทุฏฺฐปุตฺตํ มม สาปเตยฺยสฺส สามิกํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอกํ อายุตฺตกํ อาห “มาตุล ปุตฺตํ เม ทฏฺฐุกาโมมฺหิ, เอกํ ปาทมูลิกํ เปเสตฺวา มม ปุตฺตํ ปกฺโกสาเปหีติ. โส “สาธูติ ปณฺณํ ทตฺวา เอกํ ปุริสํ เปเสสิ. เสฏฺฐิธีตาปิ ตสฺสาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิตภาวํ สุตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “กึ ตาตาติ ปุจฺฉิ. “เสฏฺฐี คิลาโน ปุตฺตํ ปสฺสิตุํ ปกฺโกสาเปติ อยฺเยติ. “ตาต เสฏฺฐี พลวา ทุพฺพโลติ. “พลวา ตาว อาหารํ ภุญฺชติเยว อยฺเยติ. สา เสฏฺฐิปุตฺตํ อชานาเปตฺวาว ตสฺส นิวาสญฺจ ปริพฺพยญฺจ ทาเปตฺวา “มยา เปสิตกาเล คมิสฺสสิ, อจฺฉ ตาวาติ อาห. มหาเสฏฺฐี ปุน อายุตฺตกํ อโวจ “ กึ มาตุล น เต มม ปุตฺตสฺส สนฺติกํ ปหิตนฺติ. “ปหิตํ สามิ, คตปุริโส น ตาว เอตีติ. “เตนหิ ปุน อปรํ เปเสหีติ. โส เปเสสิ. เสฏฺฐิธีตา ตสฺมึปิ ตเถว ปฏิปชฺชิ. อถ เสฏฺฐิโน โรโค พลวา ชาโต, เอกํ ภาชนํ ปวิสติ, เอกํ นิกฺขมติ. ปุน เสฏฺฐี อายุตฺตกํ ปุจฺฉิ “ กึ มาตุล น เต มม ปุตฺตสฺส สนฺติกํ ปหิตนฺติ. “ปหิตํ สามิ, คตปุริโส ปน น เอตีติ. “เตนหิ ปุน อปรํ เปเสหีติ. โส เปเสสิ.

    อ.ความโทมนัส อันใหญ่ ว่า (อ.เรา) ย่อมยังบุคคลให้กระทำ (ซึ่งกรรม) ใด, (อ.กรรม) นั้น ย่อมไม่มี; (อ.เรา) ยังบุคคล ย่อมไม่ให้กระทำ (ซึ่งกรรม) ใด, (อ.กรรม) นั้นนั่นเทียว ย่อมมี ดังนี้ เกิดขึ้นแล้ว แก่เศรษฐี เพราะฟัง (ซึ่งคำ) นั้น ฯ อ.ความโศก นั้น เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน กับด้วย ความโศก เพราะบุตร เทียว เป็น ยังความเร่าร้อนในท้อง ให้เกิดขึ้นแล้ว ยังโรค มีอันแล่นไปยิ่งแห่งโลหิตเป็นสมุฏฐาน ให้เกิดแล้ว ฯ แม้ อ.ธิดาของเศรษฐี สั่งบังคับแล้ว ซึ่งชน ท. ว่า ถ้าว่า อ.ใคร ๆ ย่อมมา จากสำนัก ของเศรษฐีไซร้, อ.ท่าน ท. ไม่บอกแล้ว แก่เรา อย่า บอกแล้ว แก่บุตรของเศรษฐี ก่อนกว่า ดังนี้ ฯ แม้ อ.เศรษฐี แล คิดแล้วว่า (อ.เรา) จักไม่กระทำ ซึ่งบุตรผู้อันโทษ ประทุษร้ายแล้ว นั้น ให้เป็นเจ้าของ แห่งสมบัติ ของเรา ในกาลนี้ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า แน่ะลุง (อ.เรา) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเห็น ซึ่งบุตร ของเรา ย่อมเป็น, (อ.ท่าน) ส่งไปแล้ว (ซึ่งบุรุษ) ผู้กระทำซึ่งการรับใช้ ในที่ใกล้แห่งเท้า คนหนึ่ง (ยังบุรุษ) นั้น จงให้ร้องเรียก ซึ่งบุตร ของเรา ดังนี้ กะนายเสมียน คนหนึ่ง ฯ (อ.นายเสมียน) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ให้แล้ว ซึ่งหนังสือ ส่งไปแล้ว ซึ่งบุรุษ คนหนึ่ง ฯ แม้ อ.ธิดาของเศรษฐี ฟังแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งบุรุษ) นั้น เป็นผู้ มาแล้ว ยืนแล้ว ใกล้ประตู ยังบุคคลให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งบุรุษ) นั้น ถามแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.อะไร ดังนี้ ฯ (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า อ.เศรษฐี เป็นไข้ (เป็น) (ยังข้าพเจ้า) ย่อมให้ร้องเรียก เพื่ออันเห็น ซึ่งบุตร ดังนี้ ฯ (อ.ธิดาของเศรษฐี ถามแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.เศรษฐี เป็นผู้มีกำลัง (หรือ หรือว่า) เป็นผู้มีกำลังอันโทษประทุษร้ายแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.เศรษฐี) เป็นผู้มีกำลัง ย่อมเป็นก่อน ย่อมบริโภค ซึ่งอาหาร นั่นเทียว ดังนี้ ฯ (อ.ธิดาของเศรษฐี) นั้น ไม่ยังบุตรของเศรษฐี ให้รู้แล้วเทียว ยังบุคคลให้ให้แล้ว ซึ่งที่พักด้วย ซึ่งเสบียงด้วย (แก่บุรุษ) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) จักไป ในกาล (แห่งท่าน) อันเราส่งไปแล้ว, (อ.ท่าน) จงพักอยู่ ก่อน ดังนี้ ฯ อ.มหาเศรษฐี ได้กล่าวแล้ว กะนายเสมียน อีก ว่า แน่ะลุง (อ.หนังสือ) อันท่าน ไม่ส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของบุตร ของเรา หรือ ? ดังนี้ ฯ (อ.นายเสมียน กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.หนังสือ อันกระผม) ส่งไปแล้ว, อ.บุรุษผู้ไปแล้ว ย่อมไม่มา ก่อน ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงส่งไป ซึ่งบุรุษอื่นอีก อีก ดังนี้ ฯ (อ.นายเสมียน) นั้น ส่งไปแล้ว ฯ อ.ธิดาของเศรษฐี ปฏิบัติแล้ว (ในบุรุษ) แม้นั้น อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ ครั้งนั้น อ.โรค ของเศรษฐี เป็นสภาพมีกำลัง เกิดแล้ว, อ.ภาชนะหนึ่ง ย่อมเข้าไป, อ.ภาชนะหนึ่ง ย่อมออก ฯ อ.เศรษฐี ถามแล้ว ซึ่งนายเสมียน อีก ว่า แน่ะลุง (อ.หนังสือ) อันท่าน ไม่ส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของบุตร ของเรา หรือ ? ดังนี้ ฯ (อ.นายเสมียน กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.หนังสือ อันกระผม) ส่งไปแล้ว, แต่ว่า อ.บุรุษผู้ไปแล้ว ย่อมไม่มา ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงส่งไป (ซึ่งบุรุษ) อื่นอีก อีก ดังนี้ ฯ (อ.นายเสมียน) นั้น ส่งไปแล้ว ฯ

    เพราะได้ฟังข่าวนั้น ความเสียใจอย่างใหญ่ บังเกิดแก่เศรษฐีแล้วว่า "เราให้ทำสิ่งใด สิ่งนั้น ไม่สำเร็จ, สิ่งใดมิให้ทำ สิ่งนั้นก็กลับสำเร็จ." ความเศร้าโศกนั้น กับความเศร้าโศกถึงบุตร เป็นอันเดียวกันเทียว ยังความร้อนในท้องให้เกิดขึ้น ให้เกิดโรคอติสารแล้ว. แม้ลูกสาวของเศรษฐี ก็บังคับพวกคนว่า "ถ้าว่าใคร ๆ มาจากสำนักของเศรษฐี, ท่านยังไม่บอกแก่เราแล้ว อย่าบอกแก่เศรษฐีบุตรก่อน. แม้เศรษฐีเล่า ก็คิดว่า "บัดนี้ เราจะไม่ทำบุตรชั่วชาติคนนั้น ให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของเรา" ดังนี้แล้ว จึงบอกนายเสมียนคนหนึ่งว่า "ลุง ฉันปรารถนาจะพบบุตรของฉัน, ท่านจงส่งคนรับใช้ไปคนหนึ่ง ให้เรียกบุตรของฉันมา." เขารับว่า "ได้จ้ะ" ให้หนังสือแล้ว ส่งคนผู้หนึ่งไป. ฝ่ายลูกสาวของเศรษฐี ทราบว่า บุรุษนั้นมายืนอยู่ที่ประตู ให้เรียกเขามาแล้ว ถามว่า "อะไร? พ่อ." คนรับใช้. เศรษฐี ไม่สบาย เพื่อจะพบลูกชาย ให้เรียก(เขา)แม่เจ้า. เศรษฐีธิดา. พ่อ เศรษฐียังมีกำลัง หรือถอยกำลัง? คนรับใช้. ยังมีกำลัง บริโภคอาหารได้อยู่ก่อน แม่เจ้า. ลูกเศรษฐีนั้น ไม่ให้บุตรเศรษฐีทราบเทียว ให้ ๆ ที่อยู่และเสบียงทางแก่เขาแล้ว กล่าวว่า "ท่านจักไปได้ในเวลาที่ฉันส่งไป จงพักอยู่ก่อน." มหาเศรษฐี ได้กล่าวกะนายเสมียนอีกว่า "ลุง ท่านยังไม่ได้ ส่งหนังสือไปยังสำนักบุตรของฉันหรือ?" นายเสมียน. ส่งไปแล้ว นาย คนผู้ไปแล้ว ยังไม่มาก่อน. เศรษฐี. ถ้ากระนั้น ท่านจงส่งผู้อื่นไปอีก. นายเสมียนนั้น ส่งไปแล้ว. ลูกสาวของเศรษฐี ปฏิบัติแม้ในบุรุษนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน. ในกาลนั้น โรคของเศรษฐี หนักแล้ว. ภาชนะหนึ่งเข้า, ภาชนะหนึ่งออก. เศรษฐี จึงถามนายเสมียนอีกว่า "ลุง ท่านยังไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักบุตรของฉันแล้วหรือ." นายเสมียน. ส่งไปแล้ว นาย แต่คนที่ไป ยังไม่กลับ. เศรษฐี. ถ้ากระนั้น ท่านจงส่งผู้อื่นไปอีก. นายเสมียนนั้นส่งไปแล้ว.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ในเวลาเข้าไป บุตรเศรษฐี ได้ยืนทางด้านเท้าของบิดา ฝ่ายภริยาได้ยืนทางด้านเหนือศีรษะ ฯ ในขณะนั้น เศรษฐี นอนหงายอยู่แล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ เสฏฺฐี อุตฺตานโก นิปนฺโน โหติ.

    ในขณะ นั้น อ.เศรษฐี เป็นผู้หงาย เป็นผู้นอนแล้ว ย่อมเป็น ฯ

    ในขณะนั้น เศรษฐีนอนหงายแล้ว.

  2. ๒

    ส่วนนายเสมียน กำลังนวดเท้าของเศรษฐีนั้นอยู่ บอกว่า นาย บุตรชายของท่านมาแล้ว ฯ

    อายุตฺตโก ปนสฺส ปาเท ปริมชฺชนฺโต “ปุตฺโต เต สามิ อาคโตติ อาห.

    ส่วนว่า อ.นายเสมียน นวดอยู่ ซึ่งเท้า ท. (ของเศรษฐี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.บุตร ของท่าน มาแล้ว ดังนี้ ฯ

    ส่วนนายเสมียน เมื่อนวดเท้าของเศรษฐีนั้น จึงพูดว่า "นาย บุตรชายของท่านมาแล้ว."

  3. ๓

    เศรษฐี เขาอยู่ที่ไหนเล่า ฯ

    “กหํ โสติ.

    (อ.เศรษฐี ถามแล้ว) ว่า (อ.บุตรของเรา) นั้น (ย่อมอยู่) ณ ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. เขา อยู่ที่ไหน?

  4. ๔

    นายเสมียน. เขายืนอยู่ที่ปลายเท้า ฯ

    “เอส ปาทมูเล ฐิโตติ อาห.

    (อ.นายเสมียน) กล่าวแล้ว ว่า (อ.บุตรของท่านนั่น) ยืนแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ดังนี้ ฯ

    นายเสมียน. เขา ยืนอยู่ที่ปลายเท้า.

  5. ๕

    ครั้งนั้น เศรษฐี เห็นบุตรชายนั้นแล้ว จึงเรียกให้นายเสมียนมาแล้วถามว่า ในเรือนของเรา มีทรัพย์อยู่เท่าไร เมื่อนายเสมียนรายงานว่า นาย เฉพาะทรัพย์มี ๔๐ โกฏิ ส่วนเครื่องอุปโภคบริโภค และบ้าน นา สัตว์ ๒ เท้า สัตว์ ๔ เท้า ยวดยานพาหนะ พอกำหนดได้ เท่านี้ เท่านี้ใคร่จะพูดว่า ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ฉันจะไม่ให้โฆสกะบุตรชายของฉัน (กลับ) พูดว่า ฉันจะให้ ฯ

    อถ นํ ทิสฺวา อายุตฺตกํ ปกฺโกสาเปตฺวา “มม เคเห กิตฺตกํ ธนนฺติ ปุจฺฉิตฺวา, “สามิ ธนสฺเสว จตฺตาฬีส โกฏิโย, อุปโภคปริโภคภณฺฑานํ ปน คามกฺเขตฺตทฺวิปทจตุปฺปทยานวาหนานญฺจ อยญฺจ อยญฺจ ปริจฺเฉโทติ วุตฺเต, “อหํ เอตฺตกํ มมปุตฺตสฺส โฆสกสฺส น เทมีติ วตฺตุกาโม “เทมีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) เห็นแล้ว (ซึ่งบุตร) นั้น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งนายเสมียน ถามแล้ว ว่า อ.ทรัพย์ ในเรือน ของเรา มีประมาณเท่าไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่นาย อ.โกฏิ ท. สี่สิบ แห่งทรัพย์ นั่นเทียว (มีอยู่), แต่ว่า อ.การกำหนด นี้ด้วย นี้ด้วย แห่งภัณฑะเป็นเครื่องอุปโภคและเป็นเครื่องบริโภค ท. ด้วย แห่งบ้านและนาและสัตว์ผู้มีเท้าสองและสัตว์ผู้มีเท้าสี่และยานและพาหนะ ท. ด้วย ดังนี้ (อันนายเสมียนนั้น) กล่าวแล้ว, เป็นผู้ใคร่เพื่ออันกล่าว ว่า อ.เรา จะไม่ให้ (ซึ่งทรัพย์) มีประมาณเท่านี้ แก่โฆสกะ ผู้เป็นบุตร ของเรา ดังนี้ (เป็น) กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา) ย่อมให้ ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น เศรษฐีเห็นบุตรชายนั้นแล้ว จึงให้เรียกนายเสมียนมาแล้วถามว่า "ในเรือนของฉัน มีทรัพย์อยู่เท่าไร?" เมื่อนายเสมียนเรียนว่า "นาย มีอยู่ ๔๐ โกฏิเท่านั้น, แต่เครื่องอุปโภคบริโภคและบ้าน นา สัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า ยานพาหนะ มีอยู่จำนวนเท่านี้ ๆ," ใคร่จะพูดว่า "ฉันไม่ให้ทรัพย์ มีประมาณเท่านี้แก่โฆสกะบุตรของฉัน," (กลับ)พูดว่า "ฉันให้."

  6. ๖

    ธิดาเศรษฐีฟังคำนั้นแล้วคิดว่า เศรษฐีนี้ เมื่อพูดใหม่ จะพึงพูด คำอะไร ๆ อื่นเป็นประหนึ่งเร่าร้อนเพราะความโศก สยายผม ร้องไห้พลางพูดว่า พ่อ พ่อพูดอะไรนี่ พวกเราได้ยินคำของพ่อ ชื่อแม้นี้ พวกเราไม่มีบุญหนอ ดังนี้แล้ว จึงเอาศีรษะกระแทกตรงกลางอกเศรษฐีนั้น ล้มลงแล้วเอาศีรษะขยี้ท่ามกลางอกเศรษฐีนั้นเหมือนกัน แสดงอาการร้องไห้โดยประการที่เศรษฐีไม่สามารถจะพูดได้อีก ฯ

    ตํ สุตฺวา เสฏฺฐิธีตา “อยํ ปุน กเถนฺโต อญฺญํ กิญฺจิ กเถยฺยาติ จินฺเตตฺวา โสกาตุรา วิย เกเสวิกีริตฺวา โรทมานา “กินฺนาเมตํ ตาต วเทถ, อิทํปิ นาม โว วจนํ สุโณม, อลกฺขิกา วตมฺหาติ วตฺวา มตฺถเกน ตํ อุรมชฺเฌ ปหรนฺตี ปติตฺวา, ยถา ปุน วตฺตุํ น สกฺโกติ, ตถาสฺส อุรมชฺเฌ มตฺถเกน ฆํสนฺตี อาโรทนํ ทสฺเสสิ.

    อ.ธิดาของเศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น คิดแล้ว ว่า (อ.เศรษฐี) นี้ เมื่อกล่าว อีก พึงกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร ๆ อื่น ดังนี้ เป็นหญิงราวกะว่า กระสับกระส่ายเพราะความโศก (เป็น) สยายแล้ว ซึ่งผม ท. ร้องไห้อยู่ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.ท่าน ท.) ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) นั่น ชื่ออะไร, (อ.เรา ท.) ย่อมฟัง ซึ่งคำ ชื่อ แม้นี้ ของท่าน ท., (อ.เรา ท.) เป็นผู้ไม่มีบุญหนอ ย่อมเป็น ดังนี้ ล้ม ฟาดอยู่แล้ว (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ในท่ามกลางแห่งอก ด้วยกระหม่อม, (อ.เศรษฐี) ย่อมไม่อาจ เพื่ออันกล่าว อีก โดยประการใด, เสียดสีอยู่ ในท่ามกลางแห่งอก (ของเศรษฐี) นั้น ด้วยกระหม่อม โดยประการนั้น แสดงแล้ว ซึ่งการร้องไห้ยิ่ง ฯ

    ลูกสาวเศรษฐีฟังคำนั้นแล้วคิดว่า "เศรษฐีนี้ เมื่อพูด พึงพูดคำอะไรอื่น" เป็นเหมือนเร่าร้อนด้วยความโศก สยายผม ร้องไห้กล่าวว่า "คุณพ่อ พูดอะไรนี่.พวกเราฟังคำของท่าน ชื่อแม้นี้, พวกเราไม่มีบุญหนอ" ดังนี้แล้ว จึงเอาศีรษะประหารเศรษฐีนั่นที่ท่ามกลางอก ล้อมลงเอาศีรษะกลิ้งเกลือกอยู่ที่ท่ามกลางอกของเศรษฐีนั้น แสดงอาการคร่ำครวญ จนเศรษฐีไม่อาจพูดได้อีก.

  7. ๗

    แม้เศรษฐีได้เสียชีวิต ในขณะนั้นเอง ฯ

    เสฏฺฐีปิ ตํขณญฺเญว กาลมกาสิ.

    แม้ อ.เศรษฐี ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    แม้เศรษฐี ก็ได้ทำกาละในขณะนั้นเอง.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓๐–๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนครนั้น ทางราชการ ประกาศงานนักขัตฤกษ์แล้ว ฯ

    อเถกทิวสํ ตสฺมึ นคเร นกฺขตฺตํ สงฺฆุฏฺฐํ โหติ.

    ครั้งนั้นในวันหนึ่ง อ.นักษัตร เป็นเรื่องอันบุคคลป่าวร้องแล้ว ในเมือง นั้น ย่อมเป็น ฯ

    อยู่มา ณ กาลวันหนึ่ง ในนครนั้น ประกาศนักษัตรฤกษ์แล้ว

  2. ๒

    ก็ ในพระนครนั้น แม้ธิดาของผู้มีตระกูลทั้งหลาย ผู้มิได้ออกไปในภายนอก ต่างพากันเดินไปแม่น้ำ อาบน้ำพร้อมกับบริวารของตน ฯ

    ตสฺมึ ปน นกฺขตฺเต พหิ อนิกฺขมนกา กุลธีตโรปิ อตฺตโน ปริวาเรน สทฺธึ ปทสาว นทึ คนฺตฺวา นหายนฺติ.

    ก็ แม้ อ.กุลธิดา ท. ผู้ไม่ออกไป ในภายนอก ไปแล้ว สู่แม่น้ำ ด้วยเท้าเทียว ย่อมอาบ กับ ด้วยบริวาร ของตน ในเพราะนักษัตร นั้น ฯ

    ก็ในงานนักษัตรฤกษ์นั้น แม้กุลธิดาทั้งหลาย ผู้มิได้ออกไปภายนอก ต่างพากันเดินไปสู่แม่น้ำ อาบน้ำกับด้วยบริวารของตน ๆ.

  3. ๓

    เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น นางสามาวดี เหล่าหญิง ๕๐๐ ห้อมล้อม ได้ไปเพื่ออาบน้ำโดย (ผ่าน) ทางพระลานหลวงนั้นแล ฯ

    ตสฺมา ตํทิวสํ สามาวตีปิ ปญฺจหิ อิตฺถีสเตหิ ปริวาริตา ราชงฺคเณเนว นหายิตุํ อคมาสิ.

    เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น แม้ อ.นางสามาวดี ผู้อัน ร้อยแห่งหญิง ท. ห้า แวดล้อมแล้ว ได้ไปแล้ว เพื่ออันอาบ โดยเนินแห่งพระราชานั่นเทียว ฯ

    เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น แม้นางสามาวดี อันหญิง ๕๐๐ แวดล้อมแล้วก็ได้ไปเพื่ออาบน้ำ โดยทางพระลานหลวงเช่นเดียวกัน.

  4. ๔

    ฝ่ายพระเจ้าอุเทนประทับยืนอยู่ที่สีหบัญชร เห็นนางแล้ว ตรัสถามว่า หญิงเหล่านี้ นางฟ้อนรำของใคร ฯ

    อุเทโน ราชาปิ สีหปญฺชเร ฐิโต ตํ ทิสฺวา “กสฺสิมา นาฏกิตฺถิโยติ ปุจฺฉิ.

    แม้ อ.พระราชา พระนามว่าอุเทน ประทับยืนแล้ว ที่สีหบัญชร ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งนางสามาวดี) นั้น ตรัสถามแล้ว ว่า (อ.หญิง ท. เหล่านี้) เป็นหญิงนักฟ้อน ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระเจ้าอุเทน ประทับอยู่ที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรเห็นนางสามาวดีนั้น จึงตรัสถามว่า "พวกนี้ หญิงฟ้อนของใคร?"

  5. ๕

    ราชบุรุษทูลว่ามิได้เป็นนางฟ้อนรำของใคร พระเจ้าข้า ฯ

    “น กสฺสจิ นาฏกิตฺถิโย เทวาติ.

    (อ.ราชบุรุษ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.หญิง ท. เหล่านี้) เป็นหญิงนักฟ้อน ของใคร ๆ (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

    ราชบุรุษ ทูลว่า "ไม่เป็นหญิงฟ้อนของใคร พระเจ้าข้า."

  6. ๖

    พระราชา เมื่อเป็นเช่นนั้นเป็น
    ธิดาของใคร ฯ

    “อถ กสฺส ธีตโรติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.หญิง ท. เหล่านี้) เป็นธิดา ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    อุ. เมื่อเป็นเช่นนี้ เป็นลูกสาวของใครเล่า?

  7. ๗

    ราชบุรุษ. เป็นธิดาของโฆสกเศรษฐี พระเจ้าข้า นางนั่นนามว่า สามาวดี ฯ

    “ โฆสกเสฏฺฐิโน ธีตา เทว, สามาวตีนาเมสาติ.

    (อ.ราชบุรุษ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.หญิงนี้) เป็นธิดา ของเศรษฐีชื่อว่าโฆสกะ (ย่อมเป็น), (อ.หญิง) นั่น ชื่อว่าสามาวดี ดังนี้ ฯ

    ร. เป็นลูกสาวของโฆสกเศรษฐี พระเจ้าข้า นางนั้นชื่อสามารวดี.

  8. ๘

    พระเจ้าอุเทน พอทอดพระเนตรเห็น ทรงบังเกิดความสิเนหา จึงรับสั่งให้ส่งข่าวสาส์นไปให้เศรษฐีว่า นัยว่า เศรษฐี จงส่งธิดา (มาให้) แก่เรา ฯ

    โส ทิสฺวาว อุปฺปนฺนสิเนโห เสฏฺฐิโน สาสนํ ปาเหสิ “ธีตรํ กิร เม เปเสตูติ.

    (อ.พระราชา) นั้น ทรงเห็นแล้วเทียว ผู้มีความรักอันเกิดขึ้นแล้ว ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร แก่เศรษฐี (มีอันให้รู้) ว่า ได้ยินว่า (อ.เศรษฐี) จงส่งไป ซึ่งธิดา แก่เรา ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    พระเจ้าอุเทน พอทอดพรเนตรเห็น ก็ทรงเกิดพระสิเนหา จึงรับสั่งให้ส่งสาส์นไปให้เศรษฐีว่า "ได้ยินว่า ขอท่านเศรษฐี จงส่งธิดามาให้แก่ฉัน."

  9. ๙

    เศรษฐี. ส่งไปไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ

    “น เปเสมิเทวาติ.

    (อ.เศรษฐี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.ข้าพระองค์) จะไม่ส่งไป ดังนี้ ฯ

    ศ. ส่งไม่ได้ พระเจ้าข้า.

  10. ๑๐

    พระราชา นัยว่า ท่านเศรษฐีขออย่า (ได้) กระทำอย่างนั้นเลย ส่งมาให้จงได้เถิด ฯ

    “มา กิร เอวํ กโรตุ, เปเสตุเยวาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ได้ยินว่า (อ.เศรษฐี) จงอย่า กระทำ อย่างนี้, (อ.เศรษฐี) จงส่งไปนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    อุ. ได้ยินว่า ขอท่านเศรษฐีอย่าทำอย่างนี้เลย, ขอท่านเศรษฐี จงส่งมา จงได้.

  11. ๑๑

    เศรษฐีพวกข้าพระองค์ชื่อว่าเป็นคฤหบดี ให้ไม่ได้ เพราะกลัวโบยตี เบียดเบียน ฉุดคร่านางกุมาริกาทั้งหลาย พระเจ้าข้า ฯ

    “มยํ คหปติกา นาม กุมาริกานํ โปเถตฺวา วิเหเฐตฺวา กฑฺฒนภเยน น เทม เทวาติ.

    (อ.เศรษฐี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ข้าพระองค์ ท. ชื่อว่า เป็นคฤหบดี (เป็น) ย่อมไม่ถวาย เพราะความกลัวต่ออัน โบยแล้ว เบียดเบียน แล้วจึง คร่าออก ซึ่งกุมาริกา ท. ดังนี้ ฯ

    ศ. พวกข้าพระพุทธเจ้า ชื่อว่าคฤหบดี ให้ไม่ได้ ก็เพราะกลัวภัยคือการโบยตีคร่านางกุมาริกา พระเจ้าข้า.

  12. ๑๒

    พระราชา ทรงกริ้วแล้ว รับสั่งตีตราเรือน จับมือเศรษฐีและภริยาเศรษฐี รับสั่งให้กันไว้ภายนอก (บ้าน) ฯ

    ราชา กุชฺฌิตฺวา เคหํ ลญฺฉาเปตฺวา เสฏฺฐิญฺจ ภริยญฺจสฺส หตฺเถ คเหตฺวา พหิ การาเปสิ.

    อ.พระราชา กริ้วแล้ว (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ตีตราแล้ว ซึ่งเรือน จับแล้ว ซึ่งเศรษฐี ด้วย ซึ่งภรรยา (ของเศรษฐีนั้น) ด้วย ที่มือ ให้กระทำแล้ว ในภายนอก ฯ

    พระราชาทรงกริ้ว จึงรีบสั่งให้ตีตราเรือน จับเศรษฐีและภริยาของเศรษฐีที่มือให้ทำไว้ ณ ภายนอก.

  13. ๑๓

    นางสามาวดีอาบน้ำเสร็จแล้วมาแล้ว ไม่ได้โอกาสเข้าบ้าน จึงถามว่า นี่อะไรกันเล่า พ่อ ฯ

    สามาวตี นหาตฺวา อาคตา เคหํ ปวิสิตุํ โอกาสํ อลภนฺตี “กึ เอตํ ตาตาติ ปุจฺฉิ.

    อ.นางสามาวดี อาบแล้ว มาแล้ว ไม่ได้อยู่ ซึ่งโอกาส เพื่ออันเข้าไป สู่เรือน ถามแล้ว ว่า ข้าแต่พ่อ (อ.เหตุ) นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    นางสามาวดี อาบน้ำแล้วกลับมา ไม่ได้โอกาสเพื่อเข้าสู่บ้านได้ จึงถามว่า "นี่อะไร ? พ่อ"

  14. ๑๔

    บิดาตอบว่า แม่ พระเจ้าแผ่นดิน ส่งข่าวสาส์นมาเพราะตัวเจ้าเป็นเหตุ เมื่อเป็นเช่นนั้นเมื่อพวกเราทูลไปว่า ให้ไม่ได้ จึงรับสั่งให้ตีตราเรือนแล้วรับสั่งให้กันพวกเราไว้ภายนอก (บ้าน) ฯ

    “อมฺม ราชา ตว การณา ปหิณิ; อถ `มยํ น ทสฺสามาติ วุตฺเต, ฆรํ ลญฺฉาเปตฺวา อมฺเห พหิ การาเปสีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.พระราชา ทรงส่งไปแล้ว (ซึ่งข่าวสาร) เพราะเหตุ แห่งเจ้า; ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ข้าพระองค์ ท. จักไม่ถวาย ดังนี้ (อันเรา ท.) กราบทูลแล้ว, อ.พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ตีตราแล้ว ซึ่งเรือน (ทรงยังราชบุรุษ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งเรา ท. ในภายนอก ดังนี้ ฯ

    บิดาตอบว่า "แม่ ในหลวงส่งสาส์นมา เพราะเหตุแห่งเจ้า. เมื่อพวกเรากล่าวว่า 'ไม่ให้' จึงรับสั่งให้ตีตราเรือน แล้วทรงรับสั่งให้ทำพวกเราไว้ ณ ภายนอก."

  15. ๑๕

    นางสามาวดีจึงกล่าวว่า พ่อ พวกท่านทำกรรมอันหนักธรรมดา เมื่อพระเจ้าแผ่นดิน ส่งข่าวสาส์นมา พวกท่าน อย่าทูลว่า ให้ไม่ได้ จำต้องทูลว่า ถ้าพระองค์ รับธิดาของข้าพระองค์ พร้อมทั้งบริวารไซร้ พวกข้าพระองค์จะถวาย นะพ่อ ฯ

    “ตาต ภาริยํ โว กมฺมํ กตํ, รญฺญา นาม ปหิเต, `น เทมาติ อวตฺวา `สเจ เม ธีตรํ สปริวารํ คณฺหถ, เทมาติ วตฺตพฺพํ ภเวยฺย ตาตาติ.

    (อ.นางสามาวดี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ อ.กรรม อันหนัก อันท่าน ท. กระทำแล้ว, ข้าแต่พ่อ (ครั้นเมื่อข่าวสาร) ชื่อ อันพระราชา ทรงส่งไปแล้ว (อ.คำ) ว่า ถ้าว่า อ.พระองค์ ท. จะทรงรับ ซึ่งธิดา ของข้าพระองค์ ผู้เป็นไปกับด้วยบริวารไซร้, อ.ข้าพระองค์ ท. จะถวาย ดังนี้ เป็นคำ (อันท่าน ท.) ไม่กล่าวแล้ว ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท.) ย่อมไม่ถวาย ดังนี้ พึงกล่าว พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    นางสามาวดีจึงกล่าวว่า "พ่อ กรรมหนักอันพ่อทำแล้ว, ธรรมดาพระราชา เมื่อส่งสาส์นมาแล้ว ไม่ควรทูลว่า 'ไม่ให้' ควรทูลว่า 'ถ้าพระองค์จงทรงรับธิดาของข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบริวาร ก็จะถวาย สิพ่อ."

  16. ๑๖

    เศรษฐีกล่าวว่า ดีละ แม่ เมื่อเจ้าพอใจ พ่อก็จักกระทำอย่างนั้น จึงให้ส่งข่าวสาส์นไปถวายพระเจ้าแผ่นดินตามนั้น

    “สาธุ อมฺม, ตว รุจิยา สติ, เอวํ กริสฺสามีติ วตฺวา รญฺโญ ตถา สาสนํ ปาเหสิ.

    (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว ว่า แน่ะแม่ อ.ดีละ, ครั้นเมื่อ ความชอบใจ แห่งเจ้า มีอยู่ (อ.เรา) จักกระทำ อย่างนั้น ดังนี้ ได้ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาร อย่างนั้น แก่พระราชา ฯ

    เศรษฐีกล่าวว่า "ดีละ แม่ เมื่อเจ้าพอใจ พ่อก็จักทำตามอย่างนั้น" ดังนี้แล้วจึงให้สาส์นไปถวายพระราชาตามนั้น.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๑ หน้า ๓๖–๓๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อิสสรชนนั้นคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่ตอบคำที่เราถาม พูดเสียอย่างอื่น ท่านคงจักไม่ได้อะไรๆ ฯ

    โส จินฺเตสิ “อยฺโย มยา ปุจฺฉิตํ อกเถตฺวา อญฺญํ วทติ, น กิญฺจิ ลทฺธํ ภวิสฺสตีติ.

    (อ.ชนผู้เป็นใหญ่) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ไม่กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อันอันเรา ถามแล้ว ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อื่น, (อ.อาหารวัตถุ) อะไร ๆ เป็นของ (อันพระปัจเจกพุทธเจ้า) ได้แล้ว จักเป็น หามิได้ ดังนี้ ฯ

    เขาคิดว่า "พระผู้เป็นเจ้า ไม่ตอบคำที่เราถาม กลับกล่าวคำอื่นเสีย, ท่านคงจักยังไม่ได้อะไร ๆ."

  2. ๒

    ทีนั้นเขามองดูบาตรของท่าน เห็นบาตรเปล่า เพราะไม่ทราบว่าอาหารในเรือนของตนเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จ จึงไม่อาจจะเป็นผู้กล้ารับบาตรได้จึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านโปรดรอสักหน่อยหนึ่งเถิด แล้วรีบไปเรือนถามว่า อาหารของเราเสร็จแล้วหรือ เมื่อมีผู้ตอบว่า เสร็จแล้ว จึงพูดกะคนใกล้ชิดนั้นว่า พ่อ คนอื่นที่จะมีกำลังเร็วสมบูรณ์กว่าเจ้า ไม่มี เจ้าจงถึงท่านผู้เจริญนั้น ด้วยความเร็วพลัน แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอจงให้บาตรเถิด รับบาตรแล้วรีบมาโดยเร็ว ฯ

    อถสฺส ปตฺตํ โอโลเกนฺโต ตุจฺฉํ ปตฺตํ ทิสฺวา เคเห ภตฺตสฺส อตฺตโน นิฏฺฐิตานิฏฺฐิตภาวํ อชานนตาย สูโร หุตฺวา ปตฺตํ คเหตุํ อวิสหนฺโต “ภนฺเต โถกํ อธิวาเสถาติ วตฺวา เวเคน ฆรํ คนฺตฺวา “อมฺหากํ ภตฺตํ นิฏฺฐิตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา, “นิฏฺฐิตนฺติ วุตฺเต, ตํ อุปฏฺฐากํ อาห “ตาต อญฺโญ ตยา สมฺปนฺนเวคตโร นตฺถิ, สีเฆน ชเวน ตํ ภทนฺตํ ปตฺวา `ปตฺตํ ภนฺเต เทถาติ วตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา เวเคน เอหีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ชนผู้เป็นใหญ่) แลดูอยู่ ซึ่งบาตร (ของพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งบาตร อันเปล่า ไม่อาจอยู่ เพื่ออัน เป็นผู้กล้า เป็น รับเอา ซึ่งบาตร เพราะความเป็นคืออันไม่รู้ ซึ่งความที่แห่งภัตรในเรือน เป็นภัตรสำเร็จแล้ว หรือไม่สำเร็จแล้ว แก่ตน กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) (ยังกาล) หน่อยหนึ่ง จงให้อยู่ทับเถิด ดังนี้ ไปแล้ว สู่เรือน โดยเร็ว ถามแล้ว ว่า อ.ภัตร เพื่อเรา ท. สำเร็จแล้วหรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ภัตร เพื่อท่าน ท.) สำเร็จแล้ว ดังนี้ (อันอุปัฏฐาก) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว (กะอุปัฏฐาก) นั้น ว่า แน่ะพ่อ (อ.บุคคล) อื่น ผู้มีความเร็วอันถึงพร้อมแล้วกว่า กว่าเจ้า ย่อมไม่มี, (อ.เจ้า) ถึงแล้ว ซึ่งท่านผู้เจริญ นั้น ด้วยการแล่นไป อันเร็ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) จงให้ ซึ่งบาตร เถิด ดังนี้ รับแล้ว ซึ่งบาตร จงมา โดยเร็ว ดังนี้ ฯ

    ในทันใดนั้น เขาแลดูบาตรของท่าน เห็นบาตรเปล่า ก็เป็นผู้แกล้วกล้า แต่ไม่อาจรับบาตร เพราะยังไม่รู้ว่า ภัตรในเรือนของตน เสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จ จึงกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงรอหน่อย" ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่เรือนโดยเร็ว ถามว่า "ภัตรสำหรับเราเสร็จแล้วหรือ?" เมื่อคนรับใช้ตอบว่า "เสร็จแล้ว" จึงกล่าวกะคนรับใช้นั้นว่า "พ่อ คนอื่นที่มีความเร็วอันสมบูรณ์กว่าเจ้า ไม่มี, ด้วยฝีเท้าอันเร็ว เจ้าจงไปถึงพระผู้เป็นเจ้านั้น กล่าวว่า 'ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงให้บาตร,' แล้วรับบาตรมาโดยเร็ว."

  3. ๓

    คนใกล้ชิดนั้น โดยการพูดครั้งเดียวเท่านั้น ก็วิ่งไปรับบาตรนำมาแล้ว ฯ

    โส เอกวจเนเนว ปกฺขนฺทิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา อาหริ.

    (อ.อุปัฏฐาก) นั้น แล่นไปแล้ว ด้วยคำคำเดียวนั่นเทียว รับแล้ว ซึ่งบาตร นำมาแล้ว ฯ

    เขาวิ่งไปด้วยคำสั่งคำเดียวเท่านั้น รับบาตร นำมาแล้ว.

  4. ๔

    แม้อิสสรชน บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะของตนแล้ว กล่าวว่า เจ้าจงรีบไปมอบถวายบาตรนี้แก่พระผู้เป็นเจ้า เราให้ส่วนบุญแต่ทานนี้แก่เจ้า ฯ

    อิสฺสโรปิ อตฺตโน โภชนสฺส ปตฺตํ ปูเรตฺวา “อิมํ สีฆํ คนฺตฺวา อยฺยสฺส สมฺปาเทหิ, อหนฺเต อิโต ปตฺตึ เทมีติ อาห.

    แม้ อ.ชนผู้เป็นใหญ่ ยังบาตร ให้เต็มแล้ว ด้วยโภชนะ ของตน กล่าวแล้ว ว่า (อ.เจ้า) ไปแล้ว พลัน (ยังบาตร) นี้ จงให้ถึงพร้อม แก่พระผู้เป็นเจ้า, อ.เรา จะให้ ซึ่งส่วนบุญ (แต่ทาน) นี้ แก่เจ้า ดังนี้ ฯ

    แม้อิสรชน ทำบาตรให้เต็มด้วยโภชนะของตน แล้วกล่าวว่า "เจ้าจงรับไป ถวายบาตรนี้แก่พระผู้เป็นเจ้า เราจะให้ส่วนบุญแต่ท่านนี้ แก่เจ้า."

  5. ๕

    เขารับบาตรนั้น รีบไปถวายบาตรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ใกล้เวลาแล้ว กระผมไปและมาด้วยเร็วพลันอย่างยิ่ง ด้วยผลแห่งความรวดเร็วของกระผมนี้ ขอพาหนะ ๕ ชนิด สามารถไปได้วันละ ๕๐ โยชน์ ๖๐ โยชน์ ๑๐๐ โยชน์ ๑๒๐ โยชน์ จงบังเกิดและเมื่อกระผมมาและไป ร่างกายก็เร่าร้อน เพราะเดชแห่งพระอาทิตย์ ด้วยผลแห่งความที่ร่างกายถูกแสงแห่งดวงอาทิตย์แผดเผานั้น ขออำนาจจงเป็นเช่นกับพระอาทิตย์ในที่ที่กระผมเกิดแล้วๆ เจ้านายให้ส่วนบุญในบิณฑบาตนี้แก่กระผม เพราะวิบากแห่งส่วนบุญนั้น ขอกระผม จงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่พระคุณเจ้าเห็นแล้วเถิด ฯ

    โส ตํ คเหตฺวา ชเวน คนฺตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปตฺตํ ทตฺวา ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา “ภนฺเต เวลา อุปกฏฺฐา, อหํ อติสีเฆน ชเวน คโต จ อาคโต จ, เอตสฺส เม ชวสฺส ผเลน โยชนานํ ปณฺณาสสฏฺฐีสตวีสติสตคมนสมตฺถานิ ปญฺจ วาหนานิ นิพฺพตฺตนฺตุ; อาคจฺฉนฺตสฺส จ เม คจฺฉนฺตสฺส จ สรีรํ สุริยเตเชน ตตฺตํ, ตสฺส เม ผเลน นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน อาณา สุริยเตชสทิสา โหตุ; อิมสฺมึ เม ปิณฺฑปาเต สามินา ปตฺติ ทินฺนา, ตสฺสา นิสฺสนฺเทน ตุมฺเหหิ ทิฏฺฐธมฺมสฺส ภาคี โหมีติ อาห.

    (อ.อุปัฏฐาก) นั้น รับแล้ว (ซึ่งบาตร) นั้น ไปแล้ว ด้วยการแล่นไป ถวายแล้ว ซึ่งบาตร แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไหว้แล้ว ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ห้า กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.เวลา ใกล้เข้ามาแล้ว, อ.ข้าพเจ้า เป็นผู้ไปแล้ว ด้วย เป็นผู้มาแล้ว ด้วย ด้วยการแล่นไป อันเร็วยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.พาหนะ ท. ห้า อันสามารถ เพื่ออันไปสิ้นห้าสิบและหกสิบและร้อยและร้อยยี่สิบ แห่งโยชน์ ท. จงบังเกิด แก่ข้าพเจ้า ด้วยผล แห่งการแล่นไปนั่น; เมื่อ ข้าพเจ้า มาอยู่ ด้วย ไปอยู่ ด้วย อ.ร่างกาย อันเดชแห่งพระอาทิตย์ แผดเผาแล้ว, อ.อาชญา ของข้าพเจ้า เป็นเช่นกับด้วยเดชแห่งพระอาทิตย์ จงเป็น ในที่ (แห่งข้าพเจ้า) ทั้งบังเกิดแล้ว ๆ ด้วยผล (แห่งกรรม) นั้น; อ.ส่วนบุญ ในบิณฑบาต นี้ อันนาย ให้แล้ว แก่ข้าพเจ้า, (อ.ข้าพเจ้า) เป็นผู้มีส่วน แห่งธรรม อันท่าน ท. เห็นแล้ว จงเป็น ด้วยผลเป็นเครื่องไหลออก (แห่งส่วนบุญ) นั้น ดังนี้ ฯ

    เขารับบาตรนั้น ไปด้วยฝีเท้า(เร็ว) ถวายบาตรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า เวลาจวนแจแล้ว, ข้าพเจ้าไปและมา ด้วยฝีเท้า อันเร็วยิ่ง, ด้วยผลแห่งฝีเท้าของข้าพเจ้านี้ ขอพาหนะทั้งหลาย ๕ ซึ่งสามารถจะไปได้ ๕๐ โยชน์ ๖๐ โยชน์ ๑๐๐ โยชน์ ๑๒๐ โยชน์ จงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า, อนึ่ง ร่างกายของข้าพเจ้าผู้มาอยู่และไปอยู่ ถูกแสงแห่งดวงอาทิตย์แผดเผาแล้ว, ด้วยผลแห่งความที่ร่างกาย ถูกแสงแห่งดวงอาทิตย์แผดเผานั้นของข้าพเจ้า ขออาชญาของข้าพเจ้า จงแผ่ไปเช่นกับแสงแห่งดวงอาทิตย์ ในที่ ๆ เกิดแล้วและเกิดแล้ว; ส่วนบุญ ในเพาะบิณฑบาตนี้ อันนายให้แล้วแก่ข้าพเจ้า, ด้วยผลอันไหลออกแห่งส่วนบุญนั้น ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมอันท่านเห็นแล้ว.

  6. ๖

    พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า จงสำเร็จตามความปรารถนาเถิด ได้กระทำอนุโมทนาว่า
    ผลที่ท่านอยากได้และปรารถนาแล้ว จงสำเร็จแก่ท่าน โดยฉับพลันทีเดียว ความดำริทั้งปวง จงเต็ม เหมือน พระจันทร์วันเพ็ญ ฉะนั้น ผลที่ท่านอยากได้ และ ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จแก่ท่าน โดยฉับพลันทีเดียว ความดำริทั้งปวง จงเต็ม เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว โชติช่วง ฉะนั้น ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ “เอวํ โหตูติ วตฺวา “อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ; สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา, จนฺโท ปณฺณรโส ยถา. อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ; สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา, มณิ โชติรโส ยถาติ อนุโมทนํ อกาสิ.

    อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวแล้ว ว่า (อ.ความปรารถนา อันท่านปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด ดังนี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ว่า (อ.ผล) อัน (อันท่าน) ปรารถนาแล้ว อัน (อันท่าน) ตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จ แก่ท่าน พลันนั่นเทียว; อ.ความดำริ ท. ทั้งปวง จงเต็ม ราวกะ อ.พระจันทร์ อันมีในดิถีที่ ๑๕ ฯ (อ.ผล) อัน (อันท่าน) ปรารถนาแล้ว อัน (อันท่าน) ตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จ แก่ท่าน พลันนั่นเทียว ; อ.ความดำริ ท. ทั้งปวง จงเต็ม, ราวกะ อ.แก้วมณี ชื่อว่าโชติรส ดังนี้ ฯ

    "พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า "ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้นี้ จงสำเร็จ" แล้วได้กระทำอนุโมทนาว่า :- "สิ่งที่ต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว จงพลันสำเร็จ แก่ท่าน. ขอความดำริทั้งปวง จงเต็ม ดังพระจันทร์ ซึ่งมีในดิถีที่ ๑๕. สิ่งที่ต้องการแล้วปรารถนาแล้ว จงพลันสำเร็จแก่ท่าน. ขอความดำริทั้งปวง จงเต็ม ดังแก้วมณีชื่อว่าโชติรส."

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า เทวราชนั้น เป็นคนเข็ญใจคนหนึ่ง เมื่อแสวงหาการรับจ้าง ได้งานรับจ้างในสำนักของอนาถปิณฑิกเศรษฐี จึงอาศัยการงานนั้นเลี้ยงชีวิต ฯ

    โส กิร เอโก ทุคฺคตมนุสฺโส หุตฺวา ภตึ ปริเยสนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺส สนฺติเก ภติกมฺมํ ลภิตฺวา ตํ นิสฺสาย ชีวิตํ กปฺเปสิ.

    ได้ยินว่า (อ.เทวราช) นั้น เป็นมนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก คนหนึ่ง เป็น แสวงหาอยู่ ซึ่งการรับจ้าง ได้แล้ว ซึ่งกรรมคือการรับจ้าง ในสำนัก ของเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ อาศัยแล้ว (ซึ่งกรรม) นั้น สำเร็จแล้ว ซึ่งชีวิต ฯ

    ได้ยินว่า เทวราชนั้นเป็นคนเข็ญใจคนหนึ่ง แสวงหาการงานจ้างอยู่ ได้การงานจ้างในสำนักของอนาถปิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็อาศัยการงานนั้นเลี้ยงชีวิต.

  2. ๒

    ต่อมา เมื่อถึงวันอุโบสถวันหนึ่ง อนาถปิณฑิกเศรษฐี มาจากวิหารแล้ว ถามว่า ในวันนี้ ใคร ๆ ได้บอกความเป็นวันอุโบสถแก่ลูกจ้างคนนั้นแล้วหรือ ฯ

    อเถกสฺมึ อุโปสถทิวเส สมฺปตฺเต, อนาถปิณฺฑิโก วิหารโต อาคนฺตฺวา ปุจฺฉิ “ตสฺส ภติกสฺส อชฺช อุโปสถทิวสภาโว เกนจิ กถิโตติ.

    ครั้งนั้น ครั้นเมื่อ วันเป็นที่รักษาซึ่งอุโบสถ วันหนึ่ง ถึงพร้อมแล้ว อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ มาแล้ว จากวิหาร ถามแล้ว ว่า ในวันนี้ อ.ความเป็นแห่งวันเป็นที่รักษาซึ่งอุโบสถ อันใคร ๆ บอกแล้ว แก่บุรุษผู้กระทำซึ่งการรับจ้าง นั้น หรือ ดังนี้ ฯ

    ต่อมา เมื่อถึงวันอุโบสถวันหนึ่ง อนาถปิณฑิกเศรษฐีมาจากวิหารแล้ว ถามว่า "ในวันนี้ ใคร ๆ ได้บอกความเป็นวันอุโบสถแก่ลูกจ้างคนนั้นแล้วหรือ?"

  3. ๓

    ยังไม่ได้บอกครับ นาย ฯ

    “น กถิโต สามีติ.

    (อ.ชน ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.ความเป็นแห่งวันเป็นที่รักษา ซึ่งอุโบสถ อันใคร ๆ) ไม่บอกแล้ว ดังนี้ ฯ

    คนในบ้านตอบว่า "ข้าแต่นาย ยังไม่ได้บอก."

  4. ๔

    ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงหุงอาหารเย็นไว้สำหรับเขา ฯ

    “เตนหิสฺส สายมาสํ ปจถาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน ท.) จงหุง ซึ่งอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเย็น (เพื่อบุรุษ) นั้น ดังนี้ ฯ

    อนาถปิณฑิกะกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงหุงอาหารเย็นไว้สำหรับเขา."

  5. ๕

    ลำดับนั้น คนเหล่านั้นจึงหุงข้าวสุกแห่งข้าวสารกอบหนึ่งไว้เพื่อชายคนนั้น ฯ

    อถสฺส ปตฺโถทนํ ปจึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) หุงแล้ว ซึ่งข้าวสุกแห่งข้าวสารมีแล่งหนึ่งเป็นประมาณ (เพื่อบุรุษ) นั้น ฯ

    คราวนั้น คนเหล่านั้นก็หุงข้าวสุกแห่งข้าวสารกอบหนึ่งไว้เพื่อชายนั้น.

  6. ๖

    ชายคนนั้น ทำงานในป่าตลอดวันนั้น กลับมาตอนเย็น เมื่อคนคดข้าวให้ ก็ยังไม่รีบร้อนบริโภคทันทีด้วยคิดว่า เราเป็นผู้หิวแล้ว (แต่) คิดว่า ในวันอื่น ๆ ความโกลาหลใหญ่ ย่อมมีในเรือนนี้ว่า ขอท่านจงให้ข้าว ขอท่านจงให้แกง ขอท่านจงให้กับ ในวันนี้ คนทั้งหมด (กลับ) นอนกันเงียบ พากันคดอาหารไว้เพื่อเราคนเดียวเท่านั้น นั่นเป็นเหตุอะไรหนอแล จึงถามว่า คนที่เหลือ บริโภคแล้วหรือ ฯ

    โส ตํทิวสํ อรญฺเญ กมฺมํ กตฺวา สายํ อาคนฺตฺวา, ภตฺเต วฑฺเฒตฺวา ทินฺเน, “ฉาโตสฺมีติ สหสา อภุญฺชิตฺวาว “อญฺเญสุ ทิวเสสุ อิมสฺมึ เคเห `ภตฺตํ เทถ สูปํ เทถ พฺยญฺชนํ เทถาติ มหาโกลาหลํ โหติ, อชฺช สพฺเพ นิสฺสทฺทา นิปชฺชึสุ, มยฺหเมเวกสฺส อาหารํ วฑฺฒยึสุ: กินฺนุ โข เอตนฺติ จินฺเตตฺวา ปุจฺฉิ “อวเสสา ภุญฺชึสูติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งการงาน ในป่า ในวันนั้น มาแล้ว ในเวลาเย็น ครั้นเมื่อภัตร (อันชน ท.) ให้เจริญแล้ว ให้แล้ว, ไม่บริโภคแล้ว โดยพลัน เทียว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา) เป็นผู้หิวแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ คิดแล้ว ว่า อ.ความโกลาหลใหญ่ ว่า (อ.ท่าน ท.) จงให้ ซึ่งภัตร (อ.ท่าน ท.) จงให้ ซึ่งแกง (อ.ท่าน ท.) จงให้ ซึ่งกับ ดังนี้ ย่อมมี ในเรือน นี้ ในวัน ท. เหล่าอื่น, ในวันนี้ (อ.ชน ท.) ทั้งปวง มีเสียงออกแล้ว นอนแล้ว, (อ.ชน ท.) ยังอาหาร ให้เจริญแล้ว เพื่อเรา ผู้เดียวนั่นเทียว; (อ.เหตุ) นั่น อะไรหนอ แล ดังนี้ ถามแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) ผู้เหลือลง บริโภคแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    ชายนั้น ทำงานในป่าตลอดวันนั้น มาในเวลาเย็น เมื่อเขาคดข้าวให้ ก็ยังไม่บริโภคโดยพลันก่อนด้วยคิดว่า "เราเป็นผู้หิวแล้ว" คิดว่า "ในวันทั้งหลายอื่น ความโกลาหลใหญ่ ย่อมมีในเรือนนี้ว่า 'ขอท่านจงให้ข้าว ขอท่านจงให้แกง ขอท่านจงให้กับ,' ในวันนี้ ทุกคนเป็นผู้เงียบเสียงนอนแล้ว. พากันคดอาหารไว้เพื่อเราคนเดียวเท่านั้น; นี้เป็นอย่างไรหนอ?" จึงถามว่า "คนที่เหลือ บริโภคแล้วหรือ?"

  7. ๗

    ไม่บริโภค พ่อ ฯ

    “น ภุญฺชึสุ ตาตาติ.

    (อ.ชน ท. กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ (อ.ชน ท.) ไม่บริโภคแล้ว ดังนี้ ฯ

    คนทั้งหลายตอบว่า "ไม่บริโภค พ่อ."

  8. ๘

    เพราะเหตุไร (จึงไม่บริโภค) ฯ

    “กึ การณาติ.

    (อ.บุรุษนั้น ถามแล้ว) ว่า (อ.ชน ท. ไม่บริโภคแล้ว) เพราะเหตุ ไร ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. เพราะเหตุไร?

  9. ๙

    ในเรือนนี้ เขาไม่หุงอาหารเย็นในวันอุโบสถ คนทุกคนย่อมเป็นผู้รักษาอุโบสถ โดยที่สุด เหล่าทารกแม้ผู้ยังดื่มนม ท่านมหาเศรษฐีก็ให้บ้วนปาก ให้ใส่ของมีรสหวาน ๔ ชนิดลงในปาก ทำให้เป็นผู้รักษาอุโบสถแล้ว เมื่อประทีปซึ่งระคนด้วยน้ำมันหอม สว่างอยู่ เด็กเล็กและเด็กโตทั้งหลายไปสู่ที่นอนแล้ว ย่อมสาธยายอาการ ๓๒ แต่ว่า พวกเรามิได้ทำสติไว้ เพื่อจะบอกถึงความที่วันนี้เป็นวันอุโบสถแก่ท่าน เพราะฉะนั้น พวกเราจึงหุงข้าวไว้เพื่อท่านเท่านั้น ท่านจงรับประทานอาหารนั้นเถิด ฯ

    “อิมสฺมึ เคเห อุโปสถทิวเสสุ สายมาสํ น ปจนฺติ, สพฺเพ อุโปสถิกา โหนฺติ, อนฺตมโส ถนปายิโนปิ ทารเก มุขํ วิกฺขาเลตฺวา จตุมธุรํ มุเข ปกฺขิปาเปตฺวา มหาเสฏฺฐี อุโปสถิเก กาเรสิ, คนฺธเตลปฺปทีเป ชาลนฺเต, ขุทฺทกมหลฺลกทารกา สยนคตา ทฺวตฺตึสาการํ สชฺฌายนฺติ; ตุยฺหํ ปน อุโปสถทิวสภาวํ กเถตุํ สตึ น กริมฺหา; ตสฺมา ตเวว ภตฺตํ ปกฺกํ, ภุญฺชสฺสุ นนฺติ.

    (อ.ชน ท. กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ชน ท.) ในเรือน นี้ ย่อมไม่หุง ซึ่งอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเย็น ในวันเป็นที่รักษาซึ่งอุโบสถ ท., (อ.ชน ท.) ทั้งปวง เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ ย่อมเป็น, อ.มหาเศรษฐี ยังทารก ท. แม้ผู้ดื่มซึ่งน้ำนมโดยปกติ โดยกำหนดมีในที่สุด ให้บ้วนแล้ว ซึ่งปาก (ยังบุคคล) ให้ใส่เข้าแล้ว ซึ่งของอันอร่อยสี่อย่าง ในปาก (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว (ซึ่งทารก ท. เหล่านั้น) ให้เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ ครั้นเมื่อประทีป (อันบุคคล) ตามแล้วด้วยน้ำมันอันเจือด้วยของหอม ลุกโพลงอยู่, อ.เด็กเล็กและเด็กใหญ่ ท. ผู้ไปแล้วสู่ที่เป็นที่นอน ย่อมสาธยาย ซึ่งอาการสามสิบสอง; แต่ว่า (เรา ท.) ไม่กระทำแล้ว ซึ่งสติ เพื่ออันบอก ซึ่งความเป็นแห่งวันเป็นที่รักษาซึ่งอุโบสถ แก่ท่าน; เพราะเหตุนั้น อ.ภัตร (อันเรา ท.) หุงแล้ว เพื่อท่านนั่นเทียว, อ.ท่าน จงบริโภค (ซึ่งภัตร) นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    คนทั้งหลาย. ในเรือนนี้เขาไม่หุงอาหารในเย็นวันอุโบสถทั้งหลาย, คนทุกคน ย่อมเป็นผู้รักษาอุโบสถ, โดยที่สุด เด็กแม้ผู้ยังดื่มนม ท่านมหาเศรษฐี ก็ให้บ้วนปาก ให้ใส่ของมีรสหวาน ๔ ชนิด ลงในปาก ทำให้เป็นผู้รักษาอุโบสถแล้ว, เมื่อประทีปซึ่งระคนด้วยน้ำมันหอม สว่างอยู่ เด็กเล็กและเด็กใหญ่ทั้งหลายไปสู่ที่นอนแล้วย่อมสาธยายอาการ ๓๒; แต่ว่าพวกเรามิได้ทำสติไว้ เพื่อจะนอกความที่วันนี้เป็นวันอุโบสถแก่ท่าน, เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหุงข้าวไว้เพื่อท่านคนเดียว, ท่านจงรับประทานอาหารนั้นเถิด.

  10. ๑๐

    ถ้าการที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาอุโบสถในบัดนี้ ย่อมควรไซร้ แม้ข้าพเจ้าก็พึงเป็นผู้รักษาอุโบสถ (บ้าง) ฯ

    “สเจ อิทานิ อุโปสถิเกน ภวิตุํ วฏฺฏติ, อหํปิ ภเวยฺยนฺติ อาห.

    (อ.บุรุษนั้น) กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า ในกาลนี้ อ.อัน (อันเรา) เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็น ย่อมควรไซร้, แม้ อ.เรา (เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ) พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. ถ้าการที่เราเป็นผู้รักษาอุโบสถในบัดนี้ ย่อมควรไซร้แม้เราก็พึงเป็นผู้รักษาอุโบสถ.

  11. ๑๑

    ท่านเศรษฐีย่อมรู้เรื่องนี้ ฯ

    “อิทํ เสฏฺฐี ชานาตีติ.

    (อ.ชน ท. กล่าวแล้ว) ว่า อ.เศรษฐี ย่อมรู้ (ซึ่งเรื่อง) นี้ ดังนี้ ฯ

    คนทั้งหลาย. เศรษฐีย่อมรู้เรื่องนี้.

  12. ๑๒

    ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงเรียนถามท่านดู ฯ

    “เตนหิ นํ ปุจฺฉถาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน ท.) จงถาม (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงถามเศรษฐีนั้น.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๔๓–๔๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกเขา จึงไปถามเศรษฐี ฯ

    เต คนฺตฺวา เสฏฺฐึ ปุจฺฉึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว ถามแล้ว ซึ่งเศรษฐี ฯ

    คนเหล่านั้น ไปถามเศรษฐีแล้ว.

  2. ๒

    เศรษฐีนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ชายคนนั้นยังไม่บริโภคในบัดนี้ บ้วนปากแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถทั้งหลาย จักได้อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ฯ

    โส เอวมาห “อิทานิ อภุญฺชิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา อุโปสถงฺคานิ อธิฏฺฐหนฺโต อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํ ลภิสฺสตีติ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า (อ.บุรุษนั้น) ไม่บริโภคแล้ว ในกาลนี้ บ้วนแล้ว ซึ่งปาก อธิษฐานอยู่ ซึ่งองค์แห่งอุโบสถ ท. จักได้ ซึ่งอุโบสถกรรมเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า "ชายนั้น ไม่บริโภคในบัดนี้ บ้วนปากแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถทั้งหลาย จักได้อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง."

  3. ๓

    คนรับจ้างนอกนี้ ฟังคำนั้นแล้ว ได้กระทำตามนั้น ฯ

    อิตโร ตํ สุตฺวา ตถา อกาสิ.

    (อ.บุรุษ) นอกนี้ ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ฝ่ายคนรับจ้าง ฟังคำนั้นได้กระทำตามนั้นแล้ว.

  4. ๔

    เมื่อเขาหิวโหยแล้ว เพราะทำงานตลอดทั้งวัน ลมจึงกำเริบแล้วในสรีระ ฯ

    ตสฺส สกลทิวสํ กมฺมํ กตฺวา ฉาตสฺส สรีเร วาตา กุปฺปึสุ.

    อ.ลม ท. ในสรีระ (ของบุรุษ) นั้น ผู้หิวแล้ว เพราะกระทำ ซึ่งการงาน ตลอดวันทั้งสิ้น กำเริบแล้ว ฯ

    เมื่อเขาหิวโหยแล้ว เพราะทำงานตลอดทั้งวันลมกำเริบแล้วในสรีระ,

  5. ๕

    เขาเอาเชือกผูกท้อง จับที่ปลายเชือกแล้ว กลิ้งเกลือกอยู่ ฯ

    โส โยตฺเตน อุทรํ พนฺธิตฺวา โยตฺตโกฏิยํ คเหตฺวา ปริวตฺตติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น ผูกแล้ว ซึ่งท้อง ด้วยเชือก จับแล้ว ที่ปลายแห่งเชือก ย่อมเป็นไปรอบ ฯ

    เขาเอาเชือกผูกท้อง จับที่ปลายเชือกแล้วกลิ้งเกลือกอยู่.

  6. ๖

    เศรษฐี ได้ยินเรื่องนั้น มีคนถือคบเพลิง ให้คนถือเอาของมีรสหวาน ๔ ชนิด มายังสำนักของเขาถามว่า เป็นอย่างไร พ่อ ฯ

    เสฏฺฐี ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา อุกฺกาหิ ธาริยมานาหิ จตุมธุรํ คาหาเปตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา “กึ ตาตาติ ปุจฺฉิ.

    อ.เศรษฐี ฟังแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น มีคบเพลิง ท. อัน (อันบุคคล) ทรงไว้อยู่ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งของอร่อยสี่อย่าง มาแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษ) นั้น ถามแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี สดับประพฤติเหตุเช่นนั้น มีคนถือคบเพลิง ให้คนถือเอาของมีรสหวาน ๔ ชนิด มาสู่สำนักของชายนั้น ถามว่า "เป็นอย่างไร? พ่อ"

  7. ๗

    นาย ลมกำเริบแก่ข้าพเจ้า ฯ

    “สามิ วาตา เม กุปฺปิตาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.ลม ท. กำเริบแล้ว แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. นาย ลมกำเริบแก่ข้าพเจ้า.

  8. ๘

    ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้น เคี้ยวกินเภสัชนี้ ฯ

    “เตนหิ อุฏฺฐาย อิทํ เภสชฺชํ ขาทาหีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า) ลุกขึ้นแล้ว จงเคี้ยวกิน ซึ่งยา นี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้น เคี้ยวกินเภสัชนี้.

  9. ๙

    แม้ท่านก็รับประทานแล้วหรือ นาย ฯ

    “ตุมฺเหปิ ขาทิตฺถ สามีติ.

    (อ.บุรุษนั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย แม้ อ.ท่าน ท. เคี้ยวกินแล้วหรือ ? ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. นาย แม้ท่านทั้งหลายรับประทานแล้วหรือ?

  10. ๑๐

    ความไม่สบาย ของพวกเราไม่มี เจ้าเคี้ยวกินเถิด ฯ

    “อมฺหากํ อผาสุกํ นตฺถิ, ตฺวํ ขาทาหีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า อ.ความไม่สำราญ แห่งเรา ท. ย่อมไม่มี, อ.เจ้า จงเคี้ยวกินเถิดดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ความไม่สบายของพวกเราไม่มี: เจ้าเคี้ยวกินเถิด.

  11. ๑๑

    เขาจึงเรียนว่า นาย ข้าพเจ้าเมื่อจะทำอุโบสถกรรม ก็ไม่อาจจะทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้นได้ แม้อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งของข้าพเจ้า อย่าได้เป็นของบกพร่องไปเลย ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา(เพื่อจะเคี้ยวกิน) ฯ

    “สามิ อุโปสถกมฺมํ กโรนฺโต สกลํ กาตุํ นาสกฺขึ, อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํปิ เม วิกลํ มา อโหสีติ น อิจฺฉิ.

    (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.ข้าพเจ้า) เมื่อกระทำ ซึ่งอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกระทำ (ซึ่งอุโบสถกรรม) ทั้งสิ้น, แม้ อ.อุโบสถกรรมเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง ของข้าพเจ้า เป็นกรรมบกพร่อง อย่า ได้เป็นแล้ว ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว ฯ

    เขากล่าวว่า "นาย ข้าพเจ้า เมื่อทำอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจเพื่อจะทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้นได้, แม้ในอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งของข้าพเจ้า อย่าได้เป็นของบกพร่องเลย" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา(เพื่อจะเคี้ยวกิน).

  12. ๑๒

    ชายคนนั้น แม้เศรษฐีจะกล่าวเตือนอยู่ว่า อย่าทำอย่างนี้เลยพ่อ ก็ไม่ปรารถนาแล้ว เมื่ออรุณกำลังขึ้น ก็ทำกาละ เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งฉะนั้น บังเกิดเป็นเทวดา ที่ต้นไทรนั้น ฯ

    “มา เอวํ กริ ตาตาติ วุจฺจมาโนปิ อนิจฺฉิตฺวา, อรุเณ อุฏฺฐหนฺเต, มิลาตมาลา วิย กาลํ กตฺวา ตสฺมึ นิโคฺรธรุกฺเข เทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น แม้ผู้ (อันเศรษฐี) กล่าวอยู่ ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว ครั้นเมื่ออรุณ ตั้งขึ้นอยู่ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ราวกะ อ.ระเบียบอันเหี่ยวแห้งแล้ว บังเกิดแล้ว เป็นเทวดา เป็น ที่ต้นไทร นั้น ฯ

    ชายนั้น แม้อันเศรษฐี กล่าวอยู่ว่า "อย่าทำอย่างนี้เลยพ่อ" ก็ไม่ปรารถนาแล้ว, เมื่ออรุณขึ้นอยู่ ทำกาละแล้ว เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งฉะนั้น เกิดเป็นเทวดาที่ต้นไทรนั้น.

  13. ๑๓

    เพราะฉะนั้น เทวราชนั้น ครั้นกล่าวเนื้อความนี้แล้ว จึงกล่าวว่า เศรษฐีนั้นเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา สมบัตินั้นข้าพเจ้าได้แล้ว เพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยเศรษฐีนั้นกระทำแล้วนั่นแล ฯ

    ตสฺมา อิมมตฺถํ กเถตฺวา “โส เสฏฺฐี พุทฺธมามโก ธมฺมมามโก สงฺฆมามโก, ตํ นิสฺสาย กตสฺส อุปฑฺฒุโปสถกมฺมสฺส นิสฺสนฺเทเนว สา สมฺปตฺติ มยา ลทฺธาติ อาห.

    เพราะเหตุนั้น (อ.เทวราชนั้น) ครั้นกล่าวแล้ว ซึ่งเนื้อความนี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.เศรษฐี นั้น เป็นผู้นับถือซึ่งพระพุทธเจ้าว่าเป็นของของเรา เป็นผู้นับถือซึ่งพระธรรมว่าเป็นของของเรา เป็นผู้นับถือซึ่งพระสงฆ์ว่าเป็นของของเรา (ย่อมเป็น), อ.สมบัติ นั้น อันข้าพเจ้า ได้แล้ว ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก แห่งอุโบสถกรรมเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง อัน (อันข้าพเจ้า) กระทำแล้ว เพราะอาศัย (ซึ่งเศรษฐี) นั้น นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เพราะเหตุนั้นเทวดานั้น ครั้นกล่าวเนื้อความนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "เศรษฐีนั้น เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรานับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา, สมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลอันไหลออกแห่อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยเศรษฐีนั้นกระทำแล้ว."

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๔๔ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ท่านเศรษฐี ฟังเรื่องราวนั้นแล้ว ด้วยทั้งคบเพลิงที่บุคคลถือเอาไว้อยู่ ให้คนถือเอาของหวาน ๔ อย่าง มายังสำนักคนรับจ้างนั้นแล้วสอบถามว่า เป็นอะไรหรือ พ่อคุณ ฯ

    เสฏฺฐี ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา อุกฺกาหิ ธาริยมานาหิ จตุมธุรํ คาหาเปตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา “กึ ตาตาติ ปุจฺฉิ.

    อ.เศรษฐี ฟังแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น มีคบเพลิง ท. อัน (อันบุคคล) ทรงไว้อยู่ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งของอร่อยสี่อย่าง มาแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษ) นั้น ถามแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี สดับประพฤติเหตุเช่นนั้น มีคนถือคบเพลิง ให้คนถือเอาของมีรสหวาน ๔ ชนิด มาสู่สำนักของชายนั้น ถามว่า "เป็นอย่างไร? พ่อ"

  2. ๒

    ลูกจ้างตอบว่า นายขอรับ ลมกำเริบ(ปั่นป่วน)แก่ผมครับ ฯ

    “สามิ วาตา เม กุปฺปิตาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.ลม ท. กำเริบแล้ว แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. นาย ลมกำเริบแก่ข้าพเจ้า.

  3. ๓

    เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เธอลุกขึ้นเคี้ยวกินยานี้เสีย ฯ

    “เตนหิ อุฏฺฐาย อิทํ เภสชฺชํ ขาทาหีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า) ลุกขึ้นแล้ว จงเคี้ยวกิน ซึ่งยา นี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้น เคี้ยวกินเภสัชนี้.

  4. ๔

    เขาถามขึ้นว่า นายขอรับ แม้พวกท่านก็เคี้ยวกินแล้วหรือ ฯ

    “ตุมฺเหปิ ขาทิตฺถ สามีติ.

    (อ.บุรุษนั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย แม้ อ.ท่าน ท. เคี้ยวกินแล้วหรือ ? ดังนี้ ฯ

    ผู้รับจ้าง. นาย แม้ท่านทั้งหลายรับประทานแล้วหรือ?

  5. ๕

    เศรษฐีตอบว่า พวกเราไม่มี(ใคร)ไม่สบาย เธอ(นั่นแหละ)จงเคี้ยวกินเสียเถิด ฯ

    “อมฺหากํ อผาสุกํ นตฺถิ, ตฺวํ ขาทาหีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า อ.ความไม่สำราญ แห่งเรา ท. ย่อมไม่มี, อ.เจ้า จงเคี้ยวกินเถิดดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ความไม่สบายของพวกเราไม่มี: เจ้าเคี้ยวกินเถิด.

  6. ๖

    เขาพูดว่า นายขอรับ กระผมเมื่อกระทำอุโบสถกรรม ไม่ได้สามารถจะกระทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้น(ครบถ้วน)ได้ แม้อุโบสถกรรมครึ่งหนึ่งของผมอย่าได้บกพร่องเลย ไม่ปรารถนาแล้ว ฯ

    “สามิ อุโปสถกมฺมํ กโรนฺโต สกลํ กาตุํ นาสกฺขึ, อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํปิ เม วิกลํ มา อโหสีติ น อิจฺฉิ.

    (อ.บุรุษนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.ข้าพเจ้า) เมื่อกระทำ ซึ่งอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกระทำ (ซึ่งอุโบสถกรรม) ทั้งสิ้น, แม้ อ.อุโบสถกรรมเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง ของข้าพเจ้า เป็นกรรมบกพร่อง อย่า ได้เป็นแล้ว ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว ฯ

    เขากล่าวว่า "นาย ข้าพเจ้า เมื่อทำอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจเพื่อจะทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้นได้, แม้ในอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งของข้าพเจ้า อย่าได้เป็นของบกพร่องเลย" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา(เพื่อจะเคี้ยวกิน).

  7. ๗

    คนรับจ้างนั้น แม้ท่านเศรษฐีกล่าวอยู่ว่า อย่าทำอย่างนี้เลย พ่อคุณ ก็ไม่ปรารถนาแล้ว เมื่ออรุณ กำลังขึ้นอยู่ ทำกาละแล้ว เหมือนพวงดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาแล้ว ฉะนั้น บังเกิดเป็นเทวดาที่ต้นไทรนั้น ฯ

    “มา เอวํ กริ ตาตาติ วุจฺจมาโนปิ อนิจฺฉิตฺวา, อรุเณ อุฏฺฐหนฺเต, มิลาตมาลา วิย กาลํ กตฺวา ตสฺมึ นิโคฺรธรุกฺเข เทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น แม้ผู้ (อันเศรษฐี) กล่าวอยู่ ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) อย่า กระทำแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว ครั้นเมื่ออรุณ ตั้งขึ้นอยู่ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ราวกะ อ.ระเบียบอันเหี่ยวแห้งแล้ว บังเกิดแล้ว เป็นเทวดา เป็น ที่ต้นไทร นั้น ฯ

    ชายนั้น แม้อันเศรษฐี กล่าวอยู่ว่า "อย่าทำอย่างนี้เลยพ่อ" ก็ไม่ปรารถนาแล้ว, เมื่ออรุณขึ้นอยู่ ทำกาละแล้ว เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งฉะนั้น เกิดเป็นเทวดาที่ต้นไทรนั้น.

  8. ๘

    เพราะฉะนั้น เทวดานั้น ครั้นกล่าวเนื้อความอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวว่า เศรษฐีนั้นเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา เป็นผู้นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา เป็นผู้นับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา สมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้รับด้วยผลอันหลั่งออกแห่งอุโบสถกรรมครึ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ากระทำเพราะอาศัยเศรษฐีนั้น ฯ

    ตสฺมา อิมมตฺถํ กเถตฺวา “โส เสฏฺฐี พุทฺธมามโก ธมฺมมามโก สงฺฆมามโก, ตํ นิสฺสาย กตสฺส อุปฑฺฒุโปสถกมฺมสฺส นิสฺสนฺเทเนว สา สมฺปตฺติ มยา ลทฺธาติ อาห.

    เพราะเหตุนั้น (อ.เทวราชนั้น) ครั้นกล่าวแล้ว ซึ่งเนื้อความนี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.เศรษฐี นั้น เป็นผู้นับถือซึ่งพระพุทธเจ้าว่าเป็นของของเรา เป็นผู้นับถือซึ่งพระธรรมว่าเป็นของของเรา เป็นผู้นับถือซึ่งพระสงฆ์ว่าเป็นของของเรา (ย่อมเป็น), อ.สมบัติ นั้น อันข้าพเจ้า ได้แล้ว ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก แห่งอุโบสถกรรมเข้าไปด้วยทั้งกึ่ง อัน (อันข้าพเจ้า) กระทำแล้ว เพราะอาศัย (ซึ่งเศรษฐี) นั้น นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เพราะเหตุนั้นเทวดานั้น ครั้นกล่าวเนื้อความนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "เศรษฐีนั้น เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรานับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา, สมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลอันไหลออกแห่อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยเศรษฐีนั้นกระทำแล้ว."

  9. ๙

    ดาบส ๕๐๐ พอได้ยินคำว่า พระพุทธเจ้า เท่านั้น ลุกขึ้นประคองอัญชลีต่อเทวดา แล้วพูดว่า ท่านพูดว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้ แล้วให้เทวดานั้นปฏิญญา ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าพูดว่า พระพุทธเจ้า แล้วเปล่งอุทานว่า แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลก แล้วกล่าวว่า ท่านเทวดา พวกเราเป็นผู้อันท่านให้ได้ยินเสียงที่ยังมิได้เคยได้ยินแล้วในแสนกัลป์เป็นเอนก ฯ

    “พุทฺโธติ วจนํ สุตฺวาว ปญฺจสตา ตาปสา อุฏฺฐาย เทวตาย อญฺชลึ ปคฺคยฺห `พุทฺโธติ วเทสีติ, “พุทฺโธติ วทามีติ ติกฺขตฺตุํ ปฏิชานาเปตฺวา, “โฆโสปิ โข เอโส ทุลฺลโภ โลกสฺมินฺติ อุทานํ อุทาเนตฺวา, “เทวเต อเนเกสุ กปฺปสตสหสฺเสสุ อสฺสุตปุพฺพํ สทฺทํ ตยา สุณาปิตมฺหาติ อาหํสุ.

    อ.ดาบส ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ฟังแล้ว ซึ่งคำ ว่า อ.พระพุทธเจ้า ดังนี้ เทียว ลุกขึ้นแล้ว ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี ต่อเทวดา (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ท่าน) ย่อมกล่าว ว่า อ.พระพุทธเจ้า ดังนี้ ดังนี้ , (ยังเทวดา) ให้รู้เฉพาะแล้ว สามครั้ง ว่า (อ.เรา) ย่อมกล่าว ว่า อ.พระพุทธเจ้า ดังนี้ ดังนี้, เปล่งแล้ว ซึ่งอุทาน ว่า แม้ อ.เสียงอันกึกก้อง นั่น แล เป็นเสียงอันบุคคลหาได้โดยยาก ในโลก (ย่อมเป็น) ดังนี้, กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนเทวดา (อ.เรา ท.) เป็นผู้อันท่านให้ฟังแล้ว ซึ่งเสียง อัน (อันเรา ท.) ไม่เคยฟังแล้ว ในแสนแห่งกัปป์ ท. มิใช่หนึ่ง ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ดาบส ๕๐๐ พอฟังคำว่า "พระพุทธเจ้า" ก็ลุกขึ้นประคองอัญชลีต่อเทวดา กล่าวว่า "ท่านพูดว่า 'พระพุทธเจ้า" ดังนี้แล้ว ให้เทวดานั้นปฏิญญา ๓ ครั้งว่า "ข้าพเจ้าพูดว่า 'พระพุทธเจ้า," แล้วเปล่งอุทานว่า "แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลก" แล้วกล่าวว่า "ท่านเทวดา พวกเรา เป็นผู้อันท่านให้ได้ฟังเสียง ที่ยังมิได้เคยฟังแล้ว ในแสนกัลป์เป็นอเนก."

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๔๔–๔๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พวกดาบสลูกศิษย์ ได้กล่าวคำนี้กะอาจารย์ว่า ถ้ากระนั้น พวกเราพากันไปสำนักของพระบรมศาสดากันเถิด ฯ

    อถนฺเตวาสิกา อาจริยํ เอตทโวจุํ “เตนหิ สตฺถุ สนฺติกํ คจฺฉามาติ.

    ครั้งนั้น อ.อันเตวาสิก ท. ได้กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) นั่น กะอาจารย์ ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เรา ท.) จงไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พวกดาบสที่เป็นอันเตวาสิก ได้กล่าวคำนี้กะอาจารย์ว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกเราจงพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา."

  2. ๒

    อาจารย์ตอบว่า พ่อทั้งหลาย เศรษฐีทั้ง ๓ ท่านเป็นผู้มีอุปการะต่อพวกเรามาก พรุ่งนี้ พวกเรา รับภิกษาในนิเวศน์ของเศรษฐีเหล่านั้นแล้ว บอกแม้แก่เศรษฐีเหล่านั้นเสียก่อนแล้วจึงจักไป พ่อทั้งหลาย พวกท่าน จงยับยั้งก่อนเถิด ฯ

    “ตาตา ตโย เสฏฺฐิโน อมฺหากํ พหุปการา, เสฺว เตสํ นิเวสเน ภิกฺขํ คณฺหิตฺวา เตสมฺปิ อาจิกฺขิตฺวา คมิสฺสาม, อธิวาเสถ ตาตาติ.

    (อ.อาจารย์ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.เศรษฐี ท. สาม เป็นผู้มีอุปการะมาก แก่เรา ท. (ย่อมเป็น), ในวันพรุ่ง (อ.เรา ท.) รับแล้ว ซึ่งภิกษา ในนิเวศน์ (ของเศรษฐี ท.) เหล่านั้น บอกแล้ว (แก่เศรษฐี ท.) แม้เหล่านั้น จักไป, ดูก่อนพ่อ ท. (อ.ท่าน ท.) (ยังการไป) จงให้อยู่ทับเถิด ดังนี้ ฯ

    อาจารย์กล่าวว่า "พ่อทั้งหลาย เศรษฐี ๓ ท่าน เป็นผู้มีอุปการะมากแก่พวกเรา, พรุ่งนี้พวกเรารับภิกษาในที่อยู่ของเศรษฐีเหล่านั้น บอกแม้แก่เศรษฐีเหล่านั้นแล้ว จึงจักไป, พ่อทั้งหลาย พวกพ่อ จงยับยั้งอยู่ก่อน."

  3. ๓

    พวกลูกศิษย์เหล่านั้น ได้รั้งรออยู่แล้ว ฯ

    เต อธิวาสยึสุ.

    (อ.อันเตวาสิก ท.) เหล่านั้น (ยังการไป) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    ดาบสเหล่านั้น ยับยั้งอยู่แล้ว,

  4. ๔

    วันรุ่งขึ้น พวกเศรษฐีตระเตรียมข้าวยาคูและภัตตาหารพร้อมสรรพแล้ว ปูอาสนะไว้รอ รู้ว่า วันนี้เป็นวันมาของพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ทำการต้อนรับ พาดาบสเหล่านั้นไปยังนิเวศน์ เชื้อเชิญให้นั่งแล้วได้ถวายภิกษา ฯ

    ปุนทิวเส เสฏฺฐิโน ยาคุภตฺตํ สมฺปาเทตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา “อชฺช โน อยฺยานํ อาคมนทิวโสติ ญตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา เต อาทาย นิเวสนํ คนฺตฺวา นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ อทํสุ.

    ในวันรุ่งขึ้น อ.เศรษฐี ท. ยังข้าวต้มและข้าวสวย ให้ถึงพร้อมแล้ว ยังบุคคลให้ปูลาดแล้ว ซึ่งอาสนะ ท. รู้แล้ว ว่า อ.วันนี้ เป็นวันที่มา แห่งพระผู้เป็นเจ้า ท. ของเรา ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ พาเอาแล้ว (ซึ่งดาบส ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่นิเวศน์ (ยังดาบส ท.) ให้นั่งแล้ว ได้ถวายแล้ว ซึ่งภิกษา ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น พวกเศรษฐี เตรียมข้าวยาคูและภัตรแล้ว ปูอาสนะไว้รู้ว่า "วันนี้ เป็นวันมาแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย," ทำการต้อนรับ ดาบสเหล่านั้นไปสู่ที่อยู่เชิญให้นั่ง ได้ถวายภิกษาแล้ว.

  5. ๕

    ดาบสเหล่านั้น ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลายพวกเราจักไปละ ฯ

    เต กตภตฺตกิจฺจา “มหาเสฏฺฐิโน มยํ คมิสฺสามาติ วทึสุ.

    (อ.ดาบส ท.) เหล่านั้น ผู้มีกิจด้วยภัตรอันกระทำแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ท. อ.เรา ท. จักไป ดังนี้ ฯ

    ดาบสเหล่านั้นทำภัตกิจเสร็จแล้วกล่าวว่า "ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลาย พวกเราจักไป."

  6. ๖

    เศรษฐีทั้งหลายเผดียงถามว่า พระคุณเจ้าข้า พวกท่านรับปฏิญญาของพวกข้าพเจ้าตลอด ๔ เดือนฤดูฝนแล้วมิใช่หรือ บัดนี้ พวกท่านทั้งหลาย จะไปไหน(อีกเล่า) ฯ

    “นนุ ภนฺเต ตุมฺเหหิ จตฺตาโร วสฺสิเก มาเส อมฺหากํ คหิตา ปฏิญฺญา; อิทานิ กุหึ คจฺฉถาติ.

    (อ.เศรษฐี ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ปฏิญญา อันท่าน ท. รับแล้ว ต่อข้าพเจ้า ท. ตลอดเดือน ท. อันมีในฤดูฝน สี่เดือน มิใช่หรือ ?; ในกาลนี้ (อ.ท่าน ท.) จะไป ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายรับปฏิญญา ของพวกข้าพเจ้า ตลอด ๔ เดือน ซึ่งมีในฤดูฝนแล้วมิใช่หรือ? บัดนี้พวกท่านจักไปไหน?

  7. ๗

    ดาบสทั้งหลายตอบว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก พระธรรมเกิดขึ้นแล้ว พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น พวกเราจักไปยังสำนักพระบรมศาสดา ฯ

    “โลเก กิร พุทฺโธ อุปฺปนฺโน, ธมฺโม อุปฺปนฺโน, สงฺโฆ อุปฺปนฺโน; ตสฺมา สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.ดาบส ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ได้ยินว่า อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, อ.พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว, อ.พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว; เพราะเหตุนั้น (อ.เรา ท.) จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    ดาบส. ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็เกิดขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้ว, เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจักไปสู่สำนักของพระศาสดา.

ภาค ๒ พระนางสามาวดี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๑ หน้า ๕๕–๕๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    วันหนึ่งหญิงเหล่านั้นสดับธรรมกถาของพระเถระแล้วเลื่อมใส ได้ทำการบูชาพระธรรมด้วยผ้าอุตตราสงค์ ๕๐๐ ผืน ฯ

    ตา เอกทิวสํ เถรสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปสีทิตฺวา ปญฺจหิ อุตฺตราสงฺคสเตหิ ธมฺมปูชํ อกํสุ.

    ในวันหนึ่ง (อ.หญิง ท.) เหล่านั้น ฟังแล้ว ซึ่งธรรมกถา ของพระเถระ เลื่อมใสแล้ว ได้กระทำแล้ว ซึ่งการบูชาซึ่งธรรม ด้วยร้อย แห่งผ้าสไบเฉียง ท. ๕ ฯ

    วันหนึ่ง หญิงเหล่านั้นฟังธรรมกถาของพระเถระแล้ว เลื่อมใสได้กระทำการบูชาธรรมด้วยผ้าอุตตราสงค์ ๕๐๐ ผืน.

  2. ๒

    ผ้าอุตตราสงค์ แต่ละผืนมีค่าถึง ๕๐๐ (กหาปณะ) ฯ

    เอเกโก อุตฺตราสงฺโค ปญฺจสตานิ อคฺฆติ.

    อ.ผ้าสไบเฉียง ผืนหนึ่ง ๆ ย่อมถึงค่า ซึ่งร้อยแห่งทรัพย์ ๕ ท. ฯ

    อุตตราสงค์ผืนหนึ่ง ๆ ย่อมมีค่าถึง ๕๐๐.

  3. ๓

    พระราชาไม่ทรงเห็นผ้าสักผืนหนึ่งของหญิงเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ผ้าอุตตราสงค์ทั้งหลายอยู่ที่ไหน ฯ

    ตาสํ เอกํ วตฺถํปิ อทิสฺวา ราชา ปุจฺฉิ “กุหึ อุตฺตราสงฺคาติ.

    อ.พระราชา ไม่ทรงเห็นแล้ว แม้ซึ่งผ้า ผืนหนึ่ง (ของหญิง ท.) เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ว่า อ.ผ้าสไบเฉียง ท. (มีอยู่) ณ ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    พระราชาไม่ทรงเห็นผ้าสักผืนหนึ่งของหญิงเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า "ผ้าอุตตราสงค์อยู่ที่ไหน?"

  4. ๔

    พวกหม่อมฉันได้ถวายแด่พระคุณเจ้าแล้ว ฯ

    “อยฺยสฺส โน ทินฺนาติ.

    (อ.หญิง ท. กราบทูลแล้ว) ว่า (อ.ผ้าสไบเฉียง ท.) อันหม่อมฉัน ท. ถวายแล้ว แก่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ฯ

    พวกหญิง. พวกหม่อมฉันถวายแล้วแด่พระผู้เป็นเจ้า.

  5. ๕

    พระคุณเจ้ารูปนั้น รับไปทั้งหมดหรือ ฯ

    “เตน สพฺเพ คหิตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ผ้าสไบเฉียง ท. ทั้งปวง (อันพระผู้เป็นเจ้า) นั้น รับแล้วหรือ ? ดังนี้ ฯ

    พระราชา.พระผู้เป็นเจ้านั้น รับทั้งหมดหรือ?

  6. ๖

    รับไปทั้งหมดเพค่ะ ฯ

    “อาม คหิตาติ.

    (อ.หญิง ท. กราบทูลแล้ว) ว่า เพคะ (อ.ผ้าสไบเฉียง ท. ทั้งปวง อันพระผู้เป็นเจ้า) รับแล้ว ดังนี้ ฯ

    พวกหญิง. เพค่ะ รับ (ทั้งหมด).

  7. ๗

    พระราชาเสด็จไปหาพระเถระแล้วตรัสถามว่าผ้าอุตตราสงค์ทั้งหลายหญิงเหล่านั้นถวาย (แด่พระคุณเจ้า) แล้วหรือ ทรงสดับว่าหญิงเหล่านั้นได้ถวายแล้วและว่าพระเถระได้รับไว้แล้ว จึงตรัสถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายมากมายนัก มิใช่หรือ พระคุณเจ้าท่านจักทำอะไรกับผ้าทั้งหลายประมาณเท่านี้ ฯ

    ราชา เถรํ อุปสงฺกมิตฺวา ตาหิ อุตฺตราสงฺคานํ ทินฺนภาวํ ปุจฺฉิตฺวา ตาหิ ทินฺนภาวญฺจ เถเรน คหิตภาวญฺจ สุตฺวา “นนุ ภนฺเต อติพหูนิ วตฺถานิ, เอตฺตเกหิ กึ กริสฺสถาติ ปุจฺฉิ.

    อ.พระราชา เสด็จเข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระ ตรัสถามแล้ว ซึ่งความที่ แห่งผ้าสไบเฉียง ท. เป็นผ้า (อันหญิง ท.) เหล่านั้น ถวายแล้ว ทรงสดับแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งผ้าสไบเฉียง ท.) เป็นผ้า (อันหญิง ท.) เหล่านั้น ถวายแล้วด้วย ซึ่งความที่ (แห่งผ้าสไบเฉียง ท.) เป็นผ้าอันพระเถระรับแล้วด้วย ตรัสถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ผ้า ท. อันมากเกิน มิใช่หรือ ?, (อ.ท่าน ท.) จักกระทำ อย่างไร (ด้วยผ้า ท.) มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ฯ

    พระราชาเสด็จเข้าไปหาพระเถระแล้ว ตรัสถามความที่หญิงเหล่านั้น ถวายผ้าอุตตราสงค์ ทรงสดับความที่ผ้าอันหญิงเหล่านั้นถวายแล้ว และความที่พระเถระรับไว้แล้ว จึงตรัสถามว่า "ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายมากเกินไปมิใช่หรือ? ท่านจักทำอะไรด้วยผ้ามีประมาณเท่านี้?"

  8. ๘

    ขอถวายพระพร อาตมภาพรับผ้าทั้งหลายไว้พอแก่พวกอาตมภาพแล้ว จักถวายผ้าทั้งหลายที่เหลือแก่พวกภิกษุผู้มีจีวรเก่า ฯ

    “อมฺหากํ ปโหนกานิ คณฺหิตฺวา เสสานิ ชิณฺณจีวรกานํ ทสฺสามิ มหาราชาติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.อาตมภาพ) รับแล้ว (ซึ่งผ้า ท.) อันเพียงพอ แก่อาตมภาพ ท. จักถวาย (ซึ่งผ้า ท.) อันเหลือ (แก่ภิกษุ ท.) ผู้มีจีวรอันเก่าแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. มหาบพิตร อาตมภาพ รับผ้าไว้พอแก่อาตมภาพแล้ว จักถวายผ้าที่เหลือแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่า.

  9. ๙

    พวกภิกษุผู้มีจีวรเก่าเหล่านั้น จักทำจีวรเก่าทั้งหลายของตนอย่างไร ฯ

    “เต อตฺตโน ปุราณจีวรานิ กึ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น จักกระทำ ซึ่งจีวรอันเก่า ท. ของตน อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ภิกษุทั้งหลาย จักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร?

  10. ๑๐

    จักถวายแก่พวกภิกษุผู้มีจีวรเก่ากว่า ฯ

    “ชิณฺณตรจีวรกานํ ทสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักถวาย (แก่ภิกษุ ท.) ผู้มีจีวรอันเก่าแล้วกว่า ดังนี้ ฯ

    พระเถระ.เธอจักให้แก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่ากว่าทั้งหลาย.

  11. ๑๑

    ภิกษุผู้มีจีวรเก่าเหล่านั้น จักทำจีวรเก่าของตนอย่างไร ฯ

    “เต อตฺตโน ชิณฺณจีวรานิ กึ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น จักกระทำ ซึ่งจีวรอันเก่าแล้ว ท. ของตน อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ภิกษุเหล่านั้นจักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร?

  12. ๑๒

    จักทำให้เป็นผ้าปูนอน ฯ

    “ปจฺจตฺถรณานิ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ให้เป็นเครื่องปูลาด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ.เธอจักทำให้เป็นผ้าปูนอน.

  13. ๑๓

    ผ้าปูนอนเก่าทั้งหลายจักทำอย่างไร ฯ

    “ปุราณปจฺจตฺถรณานิ กึ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ซึ่งผ้าเป็นเครื่องปูลาดอันเก่า ท. อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. เธอจักทำผ้าปูนอนเก่าให้เป็นอะไร?

  14. ๑๔

    จักทำให้เป็นผ้าปูพื้น ฯ

    “ภุมฺมตฺถรณานิ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ให้เป็นเครื่องปูลาดซึ่งพื้น ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. เธอจักทำให้เป็นผ้าปูพื้น.

  15. ๑๕

    ผ้าปูพื้นเก่าทั้งหลายจักทำอย่างไร ฯ

    “ปุราณภุมฺมตฺถรณานิ กึ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ซึ่งผ้าเป็นเครื่องปูลาดซึ่งพื้นอันเก่า ท. อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา.เธอจักทำผ้าปูพื้นเก่าให้เป็นอะไร?

  16. ๑๖

    ขอถวายพระพร จักทำให้เป็นผ้าเช็ดเท้า ฯ

    “ปาทปุญฺฉนานิ กริสฺสนฺติ มหาราชาติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ให้เป็นเครื่องเช็ดซึ่งเท้า ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ขอถวายพระพร เธอจักทำให้เป็นผ้าเช็ดเท้า.

  17. ๑๗

    ผ้าเช็ดเท้าเก่าทั้งหลายจักทำอย่างไร ฯ

    “ปุราณปาทปุญฺฉนานิ กึ กริสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) จักกระทำ ซึ่งผ้าเป็นเครื่องเช็ดซึ่งเท้าอันเก่า ท. อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. เธอจักทำผ้าเช็ดเท้าเก่าให้เป็นอะไร?

  18. ๑๘

    พวกเธอจักโขลกให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว ผสมกับดินเหนียวฉาบทาฝาผนัง ฯ

    “ขณฺฑาขณฺฑิกํ โกฏฺเฏตฺวา มตฺติกาย มทฺทิตฺวา ภิตฺตึ วิลิมฺปิสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น) ทุบแล้ว (กระทำ) ให้เป็นของมีท่อนน้อยและท่อนใหญ่ ขยำแล้ว ด้วยดินเหนียว จักฉาบ ซึ่งฝา ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. เธอจักโขลกให้ละเอียดแล้ว ผสมด้วยดินเหนียวฉาบฝา.

  19. ๑๙

    พระคุณเจ้าผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายที่ถวายแก่พระคุณเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่เสียหาย แม้เพราะทำให้เป็นประโยชน์มีประมาณเท่านี้หรือ ฯ

    “ภนฺเต เอตฺตกํ กตฺวาปิ อยฺยานํ ทินฺนานิ น นสฺสนฺตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ผ้า ท.) อันอันบุคคล ถวายแล้ว แก่พระผู้เป็นเจ้า ท. จะไม่เสียหาย แม้เพราะกระทำ (ซึ่งกรรม) มีประมาณเท่านี้ หรือ ? ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายที่ถวายแด่พวกพระผู้เป็นเจ้าจักไม่เสียหาย แม้เพราะทำกรรมมีประมาณเท่านั้นหรือ?

  20. ๒๐

    ถูกต้องแล้ว ขอถวายพระพร ฯ

    “อาม มหาราชาติ.

    (อ.พระเถระ ทูลแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอถวายพระพร (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. อย่างนั้น มหาบพิตร.

  21. ๒๑

    พระราชา ทรงเลื่อมใสแล้ว ทรงรับสั่งให้นำผ้าอีก ๕๐๐ ผืนมาแล้วให้วางถวายไว้แทบเท้าของพระเถระ ฯ

    ราชา ปสนฺโน อปรานิ ปญฺจ วตฺถสตานิ อาหราเปตฺวา เถรสฺส ปาทมูเล ฐปาเปสิ.

    อ.พระราชา ทรงเลื่อมใสแล้ว (ทรงยังบุคคล) ให้นำมาแล้ว ซึ่งร้อยแห่งผ้า ท. ๕ เหล่าอื่นอีก (ทรงยังบุคคล) ให้วางไว้แล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ของพระเถระ ฯ

    พระราชา. ทรงเลื่อมใสแล้ว รับสั่งให้นำผ้า ๕๐๐ อื่นอีกมากให้ตั้งไว้แทบบาทมูลของพระเถระแล้ว.

  22. ๒๒

    เล่ากันมาว่า พระเถระได้ผ้ามีค่าถึง ๕๐๐ (กหาปณะ) ที่พระราชาทรงวางถวายไว้แทบเท้าโดย ๕๐๐ ส่วน ถึง ๕๐๐ ครั้ง ได้ผ้ามีค่าถึง ๑,๐๐๐ (กหาปณะ) ที่พระราชาทรงวาง
    ถวายไว้แทบเท้า โดย ๑,๐๐๐ ส่วน ถึง ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้ผ้ามีค่าถึง ๑๐๐,๐๐๐ (กหาปณะ) ที่พระราชาทรงวางถวายไว้แทบเท้า โดย ๑๐๐,๐๐๐ ส่วน ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง ฯ

    เถโร กิร ปญฺจสตคฺฆนิกานิ วตฺถานิ ปญฺจสตภาเคน ปาทมูเล ฐเปตฺวา ทินฺนานิ ปญฺจสตกฺขตฺตุํ ลภิ, สหสฺสคฺฆนิกานิ วตฺถานิ สหสฺสภาเคน ปาทมูเล ฐเปตฺวา ทินฺนานิ สหสฺสกฺขตฺตุํ ลภิ, สตสหสฺสคฺฆนิกานิ วตฺถานิ สตสหสฺสภาเคน ปาทมูเล ฐเปตฺวา ทินฺนานิ สตสหสฺสกฺขตฺตุํ ลภิ.

    ได้ยินว่า อ.พระเถระ ได้แล้ว ซึ่งผ้า ท. อันมีค่าร้อยห้า อัน (อันพระราชา) ทรงวาง ถวายแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า โดยส่วนร้อยห้า ร้อยห้าครั้ง ได้แล้ว ซึ่งผ้า ท. อันมีค่าพันหนึ่ง อัน (อันพระราชา) ทรงวาง ถวายแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า โดยส่วน พันหนึ่ง พันครั้ง, ได้แล้ว ซึ่งผ้า ท. อันมีค่าแสนหนึ่ง อัน (อันพระราชา) ทรงวาง ถวายแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า โดยส่วนแสนหนึ่ง แสนครั้ง ฯ

    ได้ยินว่า พระเถระได้ผ้ามีค่าถึง ๕๐๐ ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วน ๕๐๐ ถึง ๕๐๐ ครั้ง, ได้ผ้ามีค่าถึงพันหนึ่งซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วนพันหนึ่ง ถึงพันครั้ง, ได้ผ้ามีค่าถึงแสนหนึ่ง ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วนแสนหนึ่ง ถึงแสนครั้ง.

ภาค ๒ เศรษฐีชื่อว่ากุมภโฆสกะ

ภาค ๒ เศรษฐีชื่อว่ากุมภโฆสกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑ หน้า ๗๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระราชา รับสั่งให้จัดเกวียนหลายร้อยเล่มส่งไป ให้ขนทรัพย์นั้นมาให้ทำเป็นกองไว้ที่ท้องสนามหลวงแล้ว รับสั่งให้ชาวพระนครราชคฤห์ประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า ในพระนครนี้ ใครใครมีทรัพย์ประมาณเท่านี้บ้างไหม ? เมื่อทวยราษฎร์กราบทูลว่า ไม่มี พระเจ้าข้า จึงทรงตั้งกุมภโฆสกนั้นไว้ในตำแหน่งเศรษฐี ด้วยเครื่องยกย่องเป็นอันมาก พระราชทานลูกสาวของหญิงนั้นให้แก่เขาแล้ว เสด็จไปยังสำนักพระบรมศาสดาพร้อมกับเขา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรชายคนนี้ ธรรมดาคนมีปัญญาแบบนี้ ย่อมไม่มี เขาแม้จะมีสมบัติถึง ๔๐ โกฏิ ก็ไม่ทำอาการเย่อหยิ่ง หรืออาการเพียงความทะนงตน เป็นเหมือนคนกำพร้า นุ่งผ้าเก่า ๆ ทำการรับจ้างเป็นอยู่ที่ถนนอันเป็นที่อยู่ของคนรับจ้างหม่อมฉันรู้ได้ด้วยอุบายชื่อนี้ ก็แลครั้นรู้แล้ว จึงสั่งให้เรียกมา ไล่เลียงให้ยอมรับว่ามีทรัพย์แล้วให้ขนทรัพย์นั้นมา ตั้งไว้ในตำแหน่งเศรษฐีแล้ว หม่อมฉันยังให้แม้ลูกสาวแก่เขาด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้มีปัญญาแบบนี้ หม่อมฉันยังไม่เคยเห็น ฯ

    ราชา อเนกสตานิ สกฏานิ โยชาเปตฺวา ปหิณิตฺวา ตํ ธนํ อาหราเปตฺวา ราชงฺคเณ ราสึ กาเรตฺวา ราชคหวาสิโน สนฺนิปาตาเปตฺวา “อตฺถิ กสฺสจิ อิมสฺมึ นคเร เอตฺตกํ ธนนฺติ ปุจฺฉิตฺวา, “นตฺถิ เทวาติ, “กึ ปนสฺส กาตุํ วฏฺฏตีติ, “สกฺการํ ตสฺส เทวาติ วุตฺเต, มหนฺเตน สกฺกาเรน ตํ เสฏฺฐิฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ตสฺสา ธีตรํ ตสฺส ทตฺวา เตน สทฺธึ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา “ภนฺเต ปสฺสถิมํ ปุริสํ, เอวรูโป ธีติมา นาม นตฺถิ, จตฺตาฬีสโกฏิวิภโว โหนฺโตปิ อุพฺพิลฺลาวิตาการํ วา อสฺมิมานมตฺตํ วา น กโรติ, กปโณ วิย ปิโลติกํ นิวาเสตฺวา ภตกวีถิยํ ภตึ กตฺวา ชีวนฺโต มยา อิมินา นาม อุปาเยน ญาโต, ชานิตฺวา จ ปน ปกฺโกสาเปตฺวา สธนภาวํ สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา ตํ ธนํ อาหราเปตฺวา เสฏฺฐิฏฺฐาเน ฐปิโต, ธีตาปิสฺส มยา ทินฺนา; ภนฺเต มยา เอวรูโป ธีติมา น ทิฏฺฐปุพฺโพติ อาห.

    อ.พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้เทียมแล้ว ซึ่งเกวียน ท. มีร้อยมิใช่หนึ่ง ทรงส่งไปแล้ว (ทรงยังราชบุรุษ) ให้นำมาแล้ว ซึ่งทรัพย์ นั้น (ทรงยังราชบุรุษ) ให้กระทำแล้ว ให้เป็นกอง ที่เนินของพระราชา (ทรงยังชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองราชคฤห์โดยปกติ ให้ประชุมกันแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า อ.ทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ ของใคร ๆ มีอยู่ ในพระนครนี้หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ของใคร ๆ) ย่อมไม่มี ดังนี้ (อันชน ท.) (กราบทูลแล้ว), (ตรัสแล้ว) ว่า ก็ อ.อัน (อันเรา) กระทำ ซึ่งอะไร (แก่บุรุษ) นั้น ย่อมควร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.อันอันพระองค์ทรงกระทำ) ซึ่งสักการะ (แก่บุรุษ) นั้น (ย่อมควร) ดังนี้ (อันชน ท.) กราบทูลแล้ว, ทรงตั้งไว้แล้ว (ซึ่งนายกุมภโฆสกะ) นั้น ในตำแหน่งแห่งเศรษฐี ด้วยสักการะ อันใหญ่ พระราชทานแล้ว ซึ่งธิดา (ของนางสนม) นั้น (แก่นายกุมภโฆสกะ) นั้น เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา กับ (ด้วยนายกุมภโฆสกะ) นั้น ถวายบังคมแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทอดพระเนตร ซึ่งบุรุษนี้, (อ.บุรุษ) ชื่อว่า ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมไม่มี, (อ.บุรุษนั้น) เป็นผู้มีสมบัติอันบุคคลพึงเสวยมีโกฏิสี่สิบเป็นประมาณ แม้เป็นอยู่ ย่อมไม่กระทำ ซึ่งอาการอันเย่อหยิ่งแล้ว หรือ หรือว่า (ซึ่งอาการ) สักว่าอัสมิมานะ, (อ.บุรุษนี้) เป็นราวกะว่า ชน ผู้กำพร้า (เป็น) นุ่งแล้ว ซึ่งผ้าเก่า กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ในถนนอันเป็นที่อยู่แห่งนายจ้าง เป็นอยู่อยู่ อันหม่อมฉัน รู้แล้ว ด้วยอุบายชื่อนี้, ก็แล (อ.บุรุษนั้น อันหม่อมฉัน) ครั้นรู้แล้ว (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว (ยังบุรุษนั้น) ให้รับพร้อมแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งตน) เป็นผู้เป็นไป กับด้วยทรัพย์ (ยังบุคคล) ให้นำมาแล้ว ซึ่งทรัพย์ นั้น ตั้งไว้แล้ว ในตำแหน่งแห่งเศรษฐี แม้ อ.ธิดา อันหม่อมฉัน ให้แล้ว (แก่บุรุษ) นั้น; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.บุรุษ) ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ ผู้มี อย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้อันหม่อมฉันไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระราชา รับสั่งให้จัดเกวียนหลายร้อยเล่มส่งไป ให้ขนทรัพย์นั้นมา ให้ทำเป็นกองไว้ที่หน้าพระลานหลวงแล้ว รับสั่งให้ชาวกรุงราชคฤห์(มา) ประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า "ในพระนครนี้ ใครมีทรัพย์ประมาณเท่านี้บ้าง?" เมื่อทวยราษฎร์กราบทูลว่า "ไม่มีพระเจ้าข้า" ตรัสถามว่า "ก็เราทำอะไร แก่เขาจึงควร?" เมื่อพวกนั้นกราบทูลว่า "ทรงทำความยกย่องแก่เขา สมควร พระเจ้าข้า" จึงทรงตั้งกุมภโฆสกนั้น ในตำแหน่งเศรษฐี ด้วยสักการะเป็นอันมาก พระราชทานบุตรีของหญิงนั้นแก่เขาแล้ว เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดา พร้อมกับเขา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทอดพระเนตรบุรุษนี้ ชื่อว่าผู้มีปัญญาเห็นปานนี้ ไม่มี, เขา แม้มีสมบัติถึง ๔๐ โกฏิ ก็ไม่ทำอาการเย่อหยิ่ง หรืออาการสักว่าความทนงตัว, (ทำ)เป็นเหมือนคนกำพร้า นุ่งผ้าเก่า ๆ ทำการรับจ้าง ที่ถนนอันเป็นที่อยู่ของคนรับจ้าง เลี้ยงชีพอยู่ หม่อมฉันรู้ได้ด้วยอุบายชื่อนี้, ก็แลครั้นรู้แล้วสั่งให้เรียกมา ไล่เลียงให้รับว่ามีทรัพย์แล้ว ให้ขนทรัพย์นั้นมา ตั้งไว้ ในตำแหน่งเศรษฐี, (ใช่แต่เท่านั้น)หม่อมฉันยังให้บุตรีแก่เขาด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนมีปัญญาเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยเห็น."

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้วตรัสว่า มหาบพิตร ชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าความเป็นอยู่ประกอบด้วยธรรม ความจริงความเป็นใหญ่ทั้งหลาย ย่อมเจริญฝ่ายเดียว แก่ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร ผู้สมบูรณ์ด้วยสติ ผู้มีการงานบริสุทธิ์ทางกายและวาจาเป็นต้น ผู้มีปกติใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้วจึงทำ ผู้สำรวมทางกายเป็นต้น ผู้เลี้ยงชีวิตอยู่โดยธรรม ผู้ดำรงอยู่ในความเป็นอยู่ไม่ปราศจากสติ แบบนั้น ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
    ยศย่อมเจริญยิ่งขึ้น แก่ผู้มีความขยัน ผู้มีสติ ผู้มีการงานสะอาด
    ผู้มีปกติ ใคร่ครวญแล้วจึงทำ ผู้สำรวมระวัง ผู้เป็นอยู่โดยธรรม
    และผู้ไม่ประมาท ดังนี้ ฯ

    ตํ สุตฺวา สตฺถา “เอวํ ชีวนฺตสฺส ชีวิตํ ธมฺมิกชีวิตํ นาม มหาราช; โจริกาทิกมฺมํ ปน อิธ โลเก เจว ปีเฬติ หึเสติ, ปรโลเก จ, ตโตนิทานํ สุขํ นาม นตฺถิ; ปุริสสฺส หิ ธนปาริชุญฺญกาเล ภตึ วา กสึ วา กตฺวา ชีวิตเมว ธมฺมิกชีวิตนฺนาม; เอวรูปสฺส หิ วิริยสมฺปนฺนสฺส สติสมฺปนฺนสฺส กายวาจาทีหิ ปริสุทฺธกมฺมสฺส ปญฺญาย นิสมฺมการิโน กายาทีหิ สญฺญตสฺส ธมฺมชีวิตํ ชีวนฺตสฺส สติอวิปฺปวาเส ฐิตสฺส อิสฺสริยา วฑฺฒนฺติเยวาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห “อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒตีติ.

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ชีวิต (ของบุคคล) ผู้เป็นอยู่อยู่ อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นชีวิตอันประกอบแล้วด้วยธรรม (ย่อมเป็น); ก็ อ.กรรมมีกรรมอันเป็นของมีอยู่แห่งโจรเป็นต้น ย่อมบีบคั้น ย่อมเบียดเบียน ในโลกนี้ด้วยนั่นเทียว, ชื่อ อ.ความสุข อันมีกรรมนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มี ในโลกอื่นด้วย; ก็ อ.อันกระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง หรือ หรือว่า ซึ่งการไถ เป็นอยู่ แห่งบุรุษ ในกาล (แห่งตน) เป็นผู้มีความเสื่อมจากทรัพย์ นั่นเทียว ชื่อว่าเป็นชีวิตอันประกอบแล้วด้วยธรรม (ย่อมเป็น); ก็ อ.ความเป็นใหญ่ ท. ย่อมเจริญนั่นเทียว (แก่บุคคล) ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยความเพียร ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยสติ ผู้มีกรรมอันหมดจดรอบแล้ว (โดยทวาร ท.) มีกายและวาจาเป็นต้น ผู้ใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้วกระทำโดยปกติ ผู้สำรวมแล้ว (โดยทวาร ท.) มีกายเป็นต้น ผู้เป็นอยู่อยู่ เป็นอยู่โดยธรรม ผู้ตั้งอยู่แล้ว ในความไม่อยู่ปราศจากสติ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.ยศ ย่อมเจริญยิ่ง (แก่บุคคล) ผู้มีความเพียรเป็นเหตุลุกขึ้น (ด้วย) ผู้มีสติ (ด้วย) ผู้มีการงานอันสะอาด (ด้วย) ผู้ใคร่ครวญแล้วกระทำโดยปกติ (ด้วย) ผู้สำรวมแล้ว ด้วย ผู้เป็นอยู่โดยธรรมโดยปกติ (ด้วย) ผู้ไม่ประมาทแล้ว (ด้วย) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า "มหาบพิตรชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่อย่างนั้น ชื่อว่า เป็นอยู่ประกอบด้วยธรรม; ก็กรรม มีกรรมของโจรเป็นต้น ย่อมเบียดเบียนบีบคั้น(ผู้ทำ)ในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า ชื่อว่าความสุข อันมีกรรมนั้นเป็นเหตุก็ไม่มี, ก็บุรุษทำการรับจ้างก็ดี ทำนาก็ดี เลี้ยงชีวิตในกาลเสื่อมทรัพย์นั่นแล ชื่อว่าชีวิตประกอบด้วยธรรม, อันความเป็นใหญ่ย่อมเจริญขึ้นอย่างเดียว แก่คนผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร บริบูรณ์ด้วยสติ มีการงานบริสุทธิ์ทางทวารทั้งหลาย มีกายและวาจาเป็นต้นมีปกติใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้วจึงทำ ผู้สำรวมไตรทวาร มีกาย(ทวาร) เป็นต้น เลี้ยงชีวิตอยู่โดยธรรม ตั้งอยู่ในอันไม่เหินห่างสติเห็นปานนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า "ยศย่อมเจริญโดยยิ่ง แก่คนผู้มีความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด มีปกติใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เลี้ยงชีพโดยธรรม และไม่ประมาท."

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๗๔–๗๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังที่ได้ฟังมา ธิดาแห่งตระกูลธนเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์ ในเวลาที่เติบโตเป็นสาว มารดาบิดารักษาไว้อย่างเข้มงวดที่พื้นชั้นบนของปราสาท ๗ ชั้น เป็นสตรีอ่อนไหวในเพราะบุรุษ เพราะความที่เธอเป็นผู้คึกคะนองด้วยความมัวเมาในความเป็นสาว จึงทำการคบหาใกล้ชิดกับคนรับใช้ของตนเอง นั่นแหละ กลัวว่า คนแม้พวกอื่น จะพึงล่วงรู้การกระทำนี้ของเรา จึงพูดอย่างนี้ว่า พวกเราไม่สามารถอยู่ในที่นี้ได้ ถ้ามารดาบิดาของฉันทราบความเสียหายนี้เข้า จักหั่นฉันออกเป็นชิ้นๆ พวกเราต้องไปอยู่ต่างถิ่นกันแล้ว ฯ

    ราชคเห กิร ธนเสฏฺฐิกุลสฺส ธีตา วยปฺปตฺตกาเล มาตาปิตูหิ สตฺตภูมิกสฺส ปาสาทสฺส อุปริตเล อติวิย รกฺขิยมานา โยพฺพนมทมตฺตตาย ปุริสโลลา หุตฺวา อตฺตโน ทาเสเนว สทฺธึ สนฺถวํ กตฺวา “อญฺเญปิ เม อิทํ กมฺมํ ชาเนยฺยุนฺติ ภีตา เอวมาห “อมฺเหหิ อิมสฺมึ ฐาเน น สกฺกา วสิตุํ, สเจ มม มาตาปิตโร อิมํ โทสํ ชานิสฺสนฺติ, ขณฺฑาขณฺฑิกํ มํ กริสฺสนฺติ; วิเทสํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ.

    ได้ยินว่า อ.ธิดา ของตระกูลแห่งเศรษฐีผู้มีทรัพย์ ในเมืองราชคฤห์ ผู้อันมารดาและบิดา ท. รักษาอยู่ เกินเปรียบ ในเบื้องบนแห่งพื้น แห่งปราสาท อันประกอบด้วยชั้นเจ็ด ในกาล (แห่งตน) เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวัย เป็นหญิงโลเลในบุรุษ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มัวเมาแล้วด้วยความเมาในความเป็นแห่งหญิงสาว เป็น กระทำแล้ว ซึ่งความเชยชิด กับ ด้วยทาส ของตน นั่นเทียว กลัวแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) แม้เหล่าอื่น พึงรู้ ซึ่งกรรม นี้ ของเรา ดังนี้ กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า อันเรา ท. ไม่อาจ เพื่ออันอยู่ ในที่นี้, ถ้าว่า อ.มารดาและบิดา ท. ของดิฉัน จักรู้ ซึ่งโทษนี้ไซร้, อ.มารดาและบิดา ท. จักกระทำ ซึ่งดิฉัน ให้เป็นผู้มีท่อนน้อยและท่อนใหญ่; (อ.เรา ท.) ไปแล้ว สู่ประเทศอันต่าง จักอยู่ ดังนี้ ฯ

    ดังได้สดับมา ธิดาแห่งสกุลของธนเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ในเวลาเขาเจริญวัย มารดาบิดารักษาไว้อย่างกวดขันที่ชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น (แต่นาง)เป็นสตรีโลเลในบุรุษ เพราะความเป็นผู้มาแล้วด้วยความเมาในความเป็นสาว จึงทำสันถวะกับทาสของตนเอง กลัวว่า "คนอื่น ๆ จะพึงรู้กรรมนี้ของเราบ้าง" จึงพูดอย่างนี้ว่า "เราทั้ง ๒ ไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้, ถ้ามารดาบิดาของฉันทราบความเสียหายนี้ไซร้ จัดห้ำหั่นเราให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่; เราจะไปสู่ที่ต่างถิ่นแล้วอยู่."

  2. ๒

    ทั้ง ๒ คนนั้น ถือเอาทรัพย์ที่สำคัญที่พอจะหยิบฉวยเอาไปได้ในเรือน ออกทางประตูด้านเหนือ ชักชวนกันว่า พวกเราต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ที่คนเหล่าอื่นไม่รู้จัก ดังนี้แล้ว ได้ไปกันเพียง ๒ คน ฯ

    เต เคเห หตฺถสารํ คเหตฺวา อุตฺตเรน ทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา “ยตฺถ วา ตตฺถ วา อญฺเญหิ อชานนฏฺฐานํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ อุโภปิ อคมํสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งทรัพย์อันเป็นสาระในมือ ในเรือน ออกไปแล้ว โดยประตู ด้านเหนือ (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่ (อันชน ท.) เหล่าอื่น ไม่รู้ จักอยู่ (ในที่) ใด หรือ หรือว่า (ในที่) นั้น ดังนี้ แม้ทั้งสอง ได้ไปแล้ว ฯ

    ทั้ง ๒ คนนั้น ถือเอาทรัพย์อันเป็นสาระที่จะพึงนำไปได้ด้วยมือในเรือน ออกไปทางประตูด้านเหนือแล้ว ชักชวนกันว่า "เราทั้ง ๒ จักต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่ชนเหล่าอื่นไม่รู้จัก" ดังนี้แล้ว ทั้ง ๒ คนได้เดินไปแล้ว.

  3. ๓

    เมื่อคนทั้ง ๒ นั้นอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง นางผู้เป็นภริยาตั้งครรภ์แล้ว เพราะเหตุคือการอยู่ร่วมกัน ฯ

    เตสํ เอกสฺมึ ฐาเน วสนฺตานํ สํวาสมนฺวาย ตสฺสา กุจฺฉิสฺมึ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ.

    (เมื่อชน ท.) เหล่านั้น อยู่อยู่ ในที่ เดียวกัน อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในท้อง (ของหญิง) นั้น เพราะอาศัย ซึ่งการอยู่พร้อมกัน ฯ

    เมื่อเขาทั้ง ๒ อยู่ในที่แห่งหนึ่ง นางตั้งครรภ์แล้ว เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน.

  4. ๔

    นางรอจนครรภ์แก่เต็มที่ ปรึกษากับผู้เป็นสามีนั้นว่า ครรภ์ของฉัน ถึงความแก่เต็มที่แล้ว ธรรมดาการคลอดบุตรในที่ซึ่งเหินห่างจากญาติพวกพ้อง ย่อมนำทุกข์มาให้เรา แม้ทั้ง ๒ พวกเราไปเรือนตระกูลเดิมกันเถิด ฯ

    สา คพฺภปริปากมาคมฺม เตน สทฺธึ มนฺเตสิ “คพฺโภ เม ปริปากํ คโต, ญาติพนฺธุวิรหิเต ฐาเน คพฺภวุฏฺฐานํ นาม อุภินฺนํปิ อมฺหากํ ทุกฺขาวหํ, กุลเคหเมว คจฺฉามาติ.

    (อ.หญิง) นั้น อาศัยแล้ว ซึ่งความแก่รอบแห่งครรภ์ ปรึกษาแล้ว กับ (ด้วยสามี) นั้น ว่า อ.ครรภ์ ของดิฉัน ถึงแล้ว ซึ่งความแก่รอบ, ชื่อ อ.อันออกแห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ในที่ อันเว้นแล้วจากญาติและ พวกพ้อง เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ แก่เรา ท. แม้ทั้งสอง (ย่อมเป็น), (อ.เรา ท.) จะไป สู่เรือนแห่งตระกูลนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    นางอาศัยความที่ครรภ์แก่เต็มที่ จึงปรึกษากับสามีนั้นว่า "ครรภ์ของฉันถึงความแก่เต็มที่แล้ว, ธรรมดาการคลอดบุตรในที่ซึ่งเหินห่างจากญาติพวกพ้อง ย่อมเป็นเหตุนำความทุกข์มาให้แก่เราทั้ง ๒, เราทั้ง ๒ ไปสู่เรือนแห่งสกุลเดิมเถิด,"

  5. ๕

    ผู้เป็นสามีนั้นพูดว่า พวกเราจะไปวันนี้ จะไปพรุ่งนี้ ให้เวลาผ่านไปหลายวัน เพราะกลัวว่า ถ้าเราไปที่นั้น เราจะไม่มีชีวิต ฯ

    โส “สจาหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ, ชีวิตํ เม นตฺถีติ ภเยน “อชฺช คจฺฉาม เสฺว คจฺฉามาติ ทิวเส อติกฺกาเมสิ.

    (อ.สามี) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จะไป ในวันนี้ อ.เรา ท. จะไป ในวันพรุ่ง ดังนี้ ยังวัน ท. ให้ก้าวล่วงแล้ว เพราะความกลัว ว่า ถ้าว่า อ.เรา จักไป ในที่นั้นไซร้, อ.ชีวิต ของเรา จะไม่มี ดังนี้ ฯ

    เขาพูดผัดเพี้ยนว่า "วันนี้ จะไป, พรุ่งนี้ จึงค่อยไปเถิด," ยังวันทั้งหลายให้ล่วงเลยไปเสีย เพราะกลัวว่า "ถ้าเราไปที่นั้น, ชีวิตของเราย่อมไม่มี."

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๗๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นางผู้เป็นภริยาคิดว่า สามีนี้ ไม่ค่อยเข้มแข็งแกล้วกล้า ไม่กล้าไป เพราะความที่ตนมีความผิดมาก ธรรมดาว่ามารดาบิดา มีความเกื้อกูลโดยส่วนเดียวเท่านั้น คุณสามีนี้จะไปหรือไม่ไปก็ตาม เราจักไป ฯ

    สา จินฺเตสิ “อยํ พาโล อตฺตโน โทสมหนฺตตาย คนฺตุํ น อุสฺสหติ, มาตาปิตโร นาม เอกนฺตหิตาว, อยํ คจฺฉตุ วา มา วา, อหํ คมิสฺสามีติ.

    (อ.หญิง) นั้น คิดแล้ว ว่า (อ.สามี) ผู้เขลานี้ ย่อมไม่อาจ เพื่ออันไป เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีโทษใหญ่, ชื่อ อ.มารดาและบิดา ท. เป็นผู้เกื้อกูล โดยส่วนเดียวเทียว (ย่อมเป็น), (อ.สามี) นี้ จงไป หรือ หรือว่า จงอย่าไป, อ.เรา จักไป ดังนี้ ฯ

    นางคิดว่า "เจ้านี่ เขลา ไม่อาจไปเพราะความที่ตนมีโทษมาก, ธรรมดามารดาบิดา มีความเกื้อกูลโดยส่วนเดียวเท่านั้น, เจ้านี่ จะไปหรือไม่ไปก็ตาม, เราจักไปละ."

  2. ๒

    เมื่อผู้เป็นสามีนั้นออกจากเรือนไปแล้ว นางผู้เป็นภริยาจัดเก็บของใช้ไม้สอยในเรือนเรียบร้อยแล้ว บอกคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงว่าตนจะไปเรือนแห่งตระกูลแล้ว
    ออกเดินทาง ฯ

    สา, ตสฺมึ เคหา นิกฺขนฺเต, เคหปริกฺขารํ ปฏิสาเมตฺวา อตฺตโน กุลฆรคมนภาวํ อนนฺตรเคหวาสีนํ อาโรเจตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชิ.

    (อ.หญิง) นั้น (ครั้นเมื่อสามี) นั้น ออกไปแล้ว จากเรือน เก็บงำแล้ว ซึ่งเครื่องใช้ในเรือน บอกแล้ว ซึ่งความเป็นคืออันไปสู่เรือนแห่งตระกูล ของตน (แก่ชน ท.) ผู้อยู่ในเรือนอันเป็นลำดับโดยปกติ เดินไปแล้ว สู่หนทาง ฯ

    ครั้นเมื่อเขาออกจากเรือนไปแล้วนางเก็บงำเครื่องเรือน บอกความที่ตนจะไปสู่เรือนแห่งสกุล แก่ชาวบ้านที่อยู่ถัดกันแล้ว เดินทางไป.

  3. ๓

    ฝ่ายนายผู้เป็นสามี กลับมาถึงเรือน ไม่เห็นภริยานั้น ถามพวกคนที่คุ้นเคยกัน ทราบว่า ไปเรือนแห่งตระกูลแล้ว จึงรีบติดตามไป ทันกันระหว่างทาง ฯ

    โสปิ ฆรํ อาคนฺตฺวา ตํ อทิสฺวา ปฏิวิสฺสเก ปุจฺฉิตฺวา “กุลฆรํ คตาติ สุตฺวา เวเคน อนุพนฺธิตฺวา อนฺตรามคฺเค สมฺปาปุณิ.

    (อ.สามี) แม้นั้น มาแล้ว สู่เรือน ไม่เห็นแล้ว (ซึ่งภรรยา) นั้น ถามแล้ว (ซึ่งชน ท.) ผู้คุ้นเคยกัน ฟังแล้ว ว่า (อ.ภรรยานั้น) ไปแล้ว สู่เรือนแห่งตระกูล ดังนี้ ติดตามแล้ว โดยเร็ว ถึงพร้อมแล้ว ในระหว่างแห่งหนทาง ฯ

    ฝ่ายสามี(กลับ)มาเรือน ไม่เห็นภริยา ถามผู้คุ้นเคย ทราบว่า "ไปเรือนแห่งสกุล" จึงรีบติตามไปทันในระหว่างทาง.

  4. ๔

    แม้ภริยานั้นก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั่นเอง ฯ

    ตสฺสาปิ ตตฺเถว คพฺภวุฏฺฐานํ อโหสิ.

    อ.อันออกแห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ (แห่งหญิง) แม้นั้น ได้มีแล้ว ในระหว่างแห่งหนทางนั้นนั่นเทียว ฯ

    แม้ภริยาของเขานั้น ก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั้นเอง.

  5. ๕

    เขาถามว่า นี่อะไรกัน น้อง ฯ

    โส “กึ อิทํ ภทฺเทติ ปุจฺฉิ.

    (อ.สามี) นั้น ถามแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ (อ.เหตุ) นี้ อะไร ดังนี้ ฯ

    เขาถามว่า "นี่อะไรกัน? น้อง."

  6. ๖

    ภริยาตอบว่า ลูกชายคนหนึ่งเกิดแล้ว พี่ ฯ

    “สามิ เอโก ปุตฺโต ชาโตติ.

    (อ.ภรรยานั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.บุตร คนหนึ่ง เกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ภริยา. พี่ ลูกชายคนที่หนึ่งคลอดแล้ว.

  7. ๗

    ผู้เป็นสามีถามว่า ทีนี้ จักทำอย่างไรดี ฯ

    “อิทานิ กึ กริสฺสามาติ.

    (อ.สามีนั้น ถามแล้ว) ว่า ในกาลนี้ (อ.เรา ท.) จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    สามี. บัดนี้ เราจักทำอย่างไร?

  8. ๘

    ทั้ง ๒ คนคิดเห็นร่วมกันว่า พวกเราจะไปเรือนแห่งตระกูล เพื่อการใด การนั้นสำเร็จแล้วในระหว่างทางนี้เอง จะไปทำอะไรที่เรือนแห่งตระกูลนั้น กลับกันเถิด ดังนี้แล้ว ก็พากันกลับ ฯ

    “ยสฺสตฺถาย มยํ กุลฆรํ คจฺเฉยฺยาม, ตํ กมฺมํ อนฺตรามคฺเคว นิปฺผนฺนํ, ตตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสาม, นิวตฺตามาติ เทฺว เอกจิตฺตา หุตฺวา นิวตฺตึสุ.

    (อ.ชน ท.) สอง (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.เรา ท. พึงไป สู่เรือนแห่งตระกูล เพื่อประโยชน์ (แก่กรรม) ใด, อ.กรรม นั้น สำเร็จแล้ว ในระหว่างแห่งหนทางเทียว, (อ.เรา ท.) ไปแล้ว (ในเรือนแห่งตระกูล) นั้น จักกระทำ อย่างไร, (อ.เรา ท.) จงกลับเถิด ดังนี้ เป็นผู้มีจิตอันเดียวกัน เป็น กลับแล้ว ฯ

    ทั้ง ๒ คนคิดเห็นร่วมกันว่า "เราทั้ง ๒ ไปสู่เรือนแห่งสกุล เพื่อประโยชน์แก่กรรมใด, กรรมนั้น สำเร็จแล้วในระหว่างทางเทียว, เราจักไปที่นั้นทำอะไร? กลับกันเถิด" ดังนี้แล้ว ก็พากันกลับ.

  9. ๙

    สองสามีภริยานั้น ได้ตั้งชื่อเด็กนั้นแหละว่า ปันถก เพราะเกิดในหนทาง ฯ

    ตสฺเสว ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา “ปนฺถโกติ นามํ กรึสุ.

    (อ.ชน ท. สองเหล่านั้น) กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.ปันถกะ ดังนี้ ให้เป็นชื่อ ของทารก นั้นนั่นเทียว เพราะความที่ (แห่งทารก) เป็นผู้เกิดแล้ว ในหนทาง ฯ

    เขาทั้ง ๒ ได้ตั้งชื่อเด็กนั้นแลว่า "ปันถก" เพราะเกิดในหนทาง.

  10. ๑๐

    กาลต่อมาไม่นานนัก นางตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง ฯ

    ตสฺสา นจิรสฺเสว อปโรปิ คพฺโภ ปติฏฺฐหิ.

    อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ แม้อื่นอีก (ของหญิง) นั้น ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว ฯ

    ต่อการไม่นานนัก นางตั้งครรภ์แม้อีก.

  11. ๑๑

    เหตุการณ์ทั้งหมด พึงให้รายละเอียด โดยทำนองเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนั่นแล ฯ

    สพฺพํ ปุริมนเยเนว วิตฺถาเรตพฺพํ.

    อ.เรื่องทั้งปวง (อันบัณฑิต) พึงให้พิสดาร โดยนัยอันมีในก่อนนั่นเทียว ฯ

    พฤติการณ์ทั้งปวง พึงให้พิสดาร โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแล.

  12. ๑๒

    เพราะเด็กแม้นั้นก็เกิดในหนทาง สองสามีภริยา จึงตั้งชื่อเด็กที่เกิดก่อนว่า มหาปันถก ตั้งชื่อเด็กที่เกิดทีหลังว่า จูฬปันถก ฯ

    ตสฺสาปิ ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา ปฐมํ ชาตสฺส “มหาปนฺถโกติ นามํ กตฺวา ปจฺฉา ชาตสฺส “จูฬปนฺถโกติ นามํ กรึสุ.

    (อ.ชน ท. สองเหล่านั้น) กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.มหาปันถกะ ดังนี้ ให้เป็นชื่อ ของทารก ผู้เกิดแล้ว ก่อน เพราะความที่ (แห่งทารก) แม้นั้นเป็นผู้เกิดแล้ว ในหนทาง กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.จูฬปันถกะ ดังนี้ ให้เป็นชื่อ (ของทารก) ผู้เกิดแล้ว ในภายหลัง ฯ

    เพราะเด็กแม้นั้นก็เกิดในหนทาง มารดาบิดาจึงตั้งชื่อบุตรผู้เกิดก่อนว่า "มหาปันถก." ตั้งชื่อบุตรผู้เกิดภายหลังว่า "จูฬปันถก."

  13. ๑๓

    สองสามีภริยานั้น พาเด็กแม้ทั้ง ๒ ไปยังสถานที่อยู่ของตนตามเดิม ฯ

    เต เทฺวปิ ทารเก คเหตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คตา.

    (อ.ชน ท. สอง) เหล่านั้น พาเอา ซึ่งทารก ท. แม้สอง ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่อยู่ ของตน นั่นเทียว ฯ

    แม้ ๒ สามีภริยานั้น ก็พาเด็กทั้ง ๒ ไปสถานที่อยู่ของตนตามเดิม.

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๗๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อ ๒ สามีภรรยานั้น อยู่ในที่นั้น เด็กชายมหาปันถกได้ยินเด็กชายอื่น ๆ เรียก (คนผู้นั้นผู้นี้) ว่า อาลุง และเรียกว่า ตายาย จึงถามแม่ว่า แม่ พวกเด็กอื่น ๆ เรียก(คนนั้น)ว่า ตา เรียก (คนนี้) ว่า ยาย พวกเราไม่มีญาติบ้างเลยหรือ ฯ

    เตสํ ตตฺถ วสนฺตานํ, มหาปนฺถกทารโก อญฺเญ ทารเก “จูฬปิตา มหาปิตาติ “อยฺยโก อยฺยิกาติ จ วทนฺเต สุตฺวา มาตรํ ปุจฺฉิ “อมฺม อญฺเญ ทารกา `อยฺยโกติ วทนฺติ `อยฺยิกาติ วทนฺติ, กจฺจิ อมฺหากํ ญาตกา นตฺถีติ.

    (เมื่อชน ท. สอง) เหล่านั้น อยู่อยู่ (ในที่) นั้น, อ.ทารกชื่อว่ามหาปันถกะ ฟังแล้ว ซึ่งทารก ท. เหล่าอื่น ผู้กล่าวอยู่ ว่า อ.อา อ.ลุง ดังนี้ ด้วย ว่า อ.ปู่ อ.ย่า ดังนี้ ด้วย ถามแล้ว ซึ่งมารดา ว่า ข้าแต่แม่ อ.ทารก ท. เหล่าอื่น ย่อมกล่าว ว่า อ.ปู่ ดังนี้ ย่อมกล่าว ว่า อ.ย่า ดังนี้, อ.ญาติ ท. ของเรา ท. ย่อมไม่มี แลหรือ ? ดังนี้ ฯ

    เมื่อ ๒ สามีภริยาอยู่ในที่นั้น เด็กชายมหาปันถก ได้ยินเด็กชายอื่น ๆ เรียก(ผู้นั้นผู้นี้)ว่า "อาลุง" และว่า "ปู่(ตา)ย่า(ยาย)" จึงถามมารดาว่า "แม่ เด็กอื่น ๆ เรียก(ผู้นั้น)ว่าปู่(ตา), เรียก(ผู้นี้)ว่า 'ย่า(ยาย),' พวกญาติของเราไม่มีบ้างหรือ?"

  2. ๒

    แม่ตอบว่า ใช่ ลูก ณ ที่ตรงนี้ ญาติของพวกเราไม่มีเลย แต่ ตาของพวกเจ้า ชื่อว่าธนัญชัยเศรษฐี มีอยู่ที่พระนครราชคฤห์ (และ) ที่พระนครราชคฤห์นั้น มีญาติ ๆ ของพวกเราอยู่มาก ฯ

    “อาม ตาต อมฺหากํ เอตฺถ ญาตกา นตฺถิ, ราชคหนคเร ปน โว ธนเสฏฺฐี นาม อยฺยโก, ตตฺถ อมฺหากํ พหู ญาตกาติ.

    (อ.มารดา กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ เออ อ.ญาติ ท. ของเรา ท. ย่อมไม่มี (ในที่) นี้, แต่ว่า อ.ตา ของเจ้า ท. ชื่อว่า ธนเศรษฐี (ย่อมมี) ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์, อ.ญาติ ท. ของเรา ท. (ในเมืองราชคฤห์) นั้น เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    มารดา. เออ พ่อ พวกญาติของเรา ในที่นี้ ไม่มี, แต่ตาของพวกเจ้า ชื่อ ธนเศรษฐี มีอยู่ในพระนครราชคฤห์, พวกญาติของเราเป็นอันมาก มีอยู่ในพระนครนั้น.

  3. ๓

    มหาปันถกถามว่า ทำไม พวกเราจึงไม่ไปที่นั้นเล่า แม่ ฯ

    “กสฺมา ตตฺถ น คจฺฉาม อมฺมาติ.

    (อ.มหาปันถกะ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่ (อ.เรา ท.) ย่อมไม่ไป (ในเมืองราชคฤห์) นั้น เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    มหาปันถก. ทำไม พวกเราจึงไม่ไปที่นั้นเล่า? แม่.

  4. ๔

    นางไม่พูดสาเหตุที่ตนมาแก่ลูกชาย เมื่อลูกชายทั้ง ๒ คน พูดถึงบ่อยเข้า จึงบอกสามีว่า เด็กเหล่านี้ รบกวนฉันเหลือเกิน พ่อแม่เห็นพวกเราเข้าแล้ว ถึงกับจิก(กินเลือด)กินเนื้อเทียวหรือ มาเถิด บัดนี้ เราทั้ง ๒ จักแสดงตระกูลแห่งตายาย แก่พวกเด็ก ๆ

    สา อตฺตโน อาคมนการณํ ปุตฺตสฺส อกเถตฺวา, ปุตฺเตสุ ปุนปฺปุนํ กเถนฺเตสุ, สามิกํ อาห “อิเม มํ ทารกา อติวิย กิลเมนฺติ, กึ โน มาตาปิตโร ทิสฺวา มํสํ ขาทิสฺสนฺติ, เอหิทานิ ทารกานํ อยฺยกกุลํ ทสฺเสสฺสามาติ.

    (อ.หญิง) นั้น ไม่บอกแล้ว ซึ่งเหตุแห่งการมา แห่งตน แก่บุตร ครั้นเมื่อบุตร ท. กล่าวอยู่ บ่อย ๆ, กล่าวแล้ว กะสามี ว่า อ.ทารก ท. เหล่านี้ ยังดิฉัน ให้ลำบากอยู่ เกินเปรียบ, อ.มารดาและบิดา ท. เห็นแล้ว ซึ่งเรา ท. จักเคี้ยวกิน ซึ่งเนื้อ หรือ?, (อ.ท่าน) จงมา (อ.เรา ท.) จักแสดง ซึ่งตระกูลแห่งตา แก่ทารก ท. ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    นางไม่บอกเหตุที่ตนมากะบุตร เมื่อบุตรทั้ง ๒ พูดรบเร้าหนักเข้า จึงบอกแก่สามีว่า "เด็กเหล่นี้รบกวนฉันเหลือเกิน, มารดาบิดาเห็นพวกเราแล้ว จักกินเนื้อ(เทียว)หรือ? มาเถิด บัดนี้เราทั้ง ๒ จักแสดงตระกูลแห่งตา ยาย แก่พวกเด็ก."

  5. ๕

    สามีเอ่ยขึ้นว่า ฉันไม่อาจจะสู้หน้า(ท่านทั้ง ๒ )ได้ แต่ฉันจักพาพวกเขาไป ฯ

    “อหํ สมฺมุขา ภวิตุํ น สกฺขิสฺสามิ, เต ปน นยิสฺสามีติ.

    (อ.สามีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันมี ในที่พร้อมหน้า, แต่ว่า (อ.เรา) จักนำไป (ซึ่งทารก ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ฯ

    สามี. ฉัน ไม่อาจจะเข้าหน้าได้, แต่จักพาเจ้าพวกนั้นไปได้.

  6. ๖

    ภริยาตอบว่า ดีจริง สมควรที่เด็กทั้ง ๒ คน จะได้พบเห็นตระกูลของตายายเสียที ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ

    “สาธุ เยน เกนจิ อุปาเยน ทารกานํ อยฺยกกุลเมว ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ.

    (อ.ภรรยานั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดีละ อ.อัน อันทารก ท. เห็น ซึ่งตระกูลแห่งตา ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    ภริยา. ดีละ ควรที่เด็กทั้ง ๒ จะพบเห็นตระกูลของตาด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งแท้.

  7. ๗

    แม้ทั้ง ๒ คน พาเด็ก ๆ ไปถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับพักอยู่ในศาลาหลังหนึ่งใกล้ประตูพระนคร ฯ

    เทฺวปิ ชนา ทารเก อาทาย อนุปุพฺเพน ราชคหํ ปตฺวา นครทฺวาเร เอกิสฺสา สาลาย วสึสุ.

    อ.ชน ท. แม้สอง พาเอาแล้ว ซึ่งทารก ท. ถึงแล้ว ซึ่งเมืองราชคฤห์ โดยลำดับ อยู่แล้ว ในศาลา หลังหนึ่ง ใกล้ประตูแห่งพระนคร ฯ

    ชนทั้ง ๒ พาเด็ก ๆ ไปถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ พักอยู่ในศาลาหลังหนึ่งริมประตูพระนคร.

  8. ๘

    มารดาของเด็ก พาเด็กทั้ง ๒ ไป ให้แจ้งแก่บิดามารดาถึงความที่ตนมาหา ฯ

    ทารกมาตา เทฺว ทารเก คเหตฺวา อาคตภาวํ มาตาปิตูนํ อาโรจาเปสิ.

    อ.มารดาของทารก (ยังบุคคล) ให้บอกแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งตน) เป็นผู้ พาเอา ซึ่งทารก ท. สอง มาแล้ว แก่มารดาและบิดา ท.ฯ

    มารดาของเด็ก พาเด็ก ๒ คนไปแล้วสั่งให้บอกความที่ตนมาแก่มารดาบิดา.

  9. ๙

    ทั้ง ๒ ท่านนั้น ได้ฟังข่าวนั้นแล้ว พูดว่า บรรดาชนทั้งหลาย ผู้ยังท่องเที่ยว(เวียนว่าย)อยู่ในสงสาร ไม่มีละที่บุคคลชื่อว่า ผู้ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดากันมา (แต่ปางก่อน) เขาทั้ง ๒ มีความผิดใหญ่หลวงต่อเรานัก พวกเขาไม่อาจจะดำรงอยู่ในคลองจักษุของเราได้ ทั้ง ๒ คน จงถือเอาทรัพย์ชื่อว่าเท่านี้ ไปยังถิ่นฐานที่สำราญใจ เลี้ยงชีพเถิด แต่ จงส่งเด็ก ๆ มาที่นี่ ฯ

    เต ตํ สาสนํ สุตฺวา “สํสาเร วิจรนฺตานํ น ปุตฺโต น ธีตา ภูตปุพฺพา นาม นตฺถิ; เต อมฺหากํ มหาปราธิกา, น สกฺกา เตหิ อมฺหากํ จกฺขุปเถ ฐาตุํ, เอตฺตกนฺนาม ธนํ คเหตฺวา เทฺวปิ ชนา ผาสุกฏฺฐานํ คนฺตฺวา ชีวนฺตุ, ทารเก ปน อิธ เปเสนฺตูติ.

    (อ.มารดาและบิดา ท.) เหล่านั้น ฟังแล้ว ซึ่งข่าวสาร นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (แห่งชน ท.) ผู้เที่ยวไปอยู่ ในสงสารหนา (อ.ชน ท.) ชื่อว่าผู้ไม่เคยเป็นบุตรเป็นแล้ว ชื่อว่าผู้ไม่เคยเป็นธิดาเป็นแล้ว ย่อมไม่มี; (อ.ชน ท. สอง) เหล่านั้น เป็นผู้มีความผิดใหญ่ ต่อเรา ท. (ย่อมเป็น), (อันชน ท. สอง) เหล่านั้น ไม่อาจ เพื่ออันยืน ในคลองแห่งจักษุ ของเรา ท., อ.ชน ท. แม้สอง ถือเอา ซึ่งทรัพย์ ชื่อมีประมาณเท่านี้ ไปแล้ว สู่ที่อันสำราญ จงเป็นอยู่เถิด, แต่ว่า (อ.ชน ท. สอง) จงส่งไป ซึ่งทารก ท. (ในที่) นี้ ดังนี้ ฯ

    มารดาบิดาทั้ง ๒ นั้น ได้ยินข่าวนั้นแล้ว กล่าวว่า "บรรดาชนทั้งหลายผู้ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ชื่อว่า ผู้ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดากัน ย่อมไม่มี, คนเหล่านั้นมีความผิดต่อเราเป็นข้อใหญ่พวกเขาไม่สามารถจะตั้งอยู่ในคลองจักษุของเราได้, ชนทั้ง ๒ จงเอาทรัพย์ประมาณเท่านี้ ไปสู่สถานที่ผาสุกเลี้ยงชีพเถิด, แต่จงส่งเด็กทั้ง ๒ มาในที่นี้."

  10. ๑๐

    สองสามีภรรยานั้น ถือเอาทรัพย์ที่ท่านทั้ง ๒ นั้นส่งมา มอบเด็ก ๆ ไว้ในมือของผู้นำข่าวสารที่มาแล้วนั่นแล ส่งไปแล้ว ฯ

    เต เตหิ เปสิตํ ธนํ คเหตฺวา ทารเก อาคตทูตานญฺเญว หตฺเถ ทตฺวา ปหิณึสุ.

    (อ.ชน ท. สอง) เหล่านั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งทรัพย์ อัน (อันมารดาและ บิดา ท.) เหล่านั้น ส่งไปแล้ว ให้แล้ว ซึ่งทารก ท. ในมือ ของทูตผู้มาแล้ว ท. นั่นเทียว ส่งไปแล้ว ฯ

    สองสามีภรรยานั้น รับทรัพย์ที่ท่านทั้ง ๒ นั้นส่งมาแล้ว มอบเด็กทั้ง ๒ ในมือของพวกคนใช้ที่มานั่นแล ส่งไปแล้ว,

  11. ๑๑

    เด็ก ๆ เจริญเติบโตอยู่ในตระกูลของตายาย ฯ

    ทารกา อยฺยกกุเล วฑฺฒนฺติ.

    อ.ทารก ท. เติบโตอยู่ ในตระกูลแห่งตา ฯ

    เด็กทั้งสองเจริญ(วัย)อยู่ในตระกูลของตา ยาย.

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๗๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในเด็กทั้ง ๒ คนนั้น จูฬปันถก ยังเด็กเล็กนัก ส่วนมหาปันถกไปกับตาฟังธรรมกถาของพระทศพล ฯ

    เตสุ จูฬปนฺถโก อติทหโร, มหาปนฺถโก ปน อยฺยเกน สทฺธึ ทสพลสฺส ธมฺมกถํ โสตุํ คจฺฉติ.

    (ในทารก ท. สอง) เหล่านั้นหนา อ.จูฬปันถกะ เป็นเด็กยิ่ง (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.มหาปันถกะ ย่อมไป เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรมกถา ของพระทศพล กับ ด้วยตา ฯ

    ในเด็ก ๒ คนนั้น จูฬปันถกยังเล็กนัก, ส่วนมหาปันถก ไปฟังธรรมกถาของพระทศพลกับตา.

  2. ๒

    เมื่อมหาปันถกไปสำนักของพระศาสดาเป็นนิตย์ จิตก็น้อมไปในการบรรพชา ฯ

    ตสฺส นิจฺจํ สตฺถุ สนฺติกํ คจฺฉนฺตสฺส, ปพฺพชฺชาย จิตฺตํ นมิ.

    (เมื่อมหาปันถกะ) นั้น ไปอยู่ สู่สำนัก ของพระศาสดา เนืองนิจ อ.จิต น้อมไปแล้ว ในบรรพชา ฯ

    เมื่อเขาไปสำนักของพระศาสดาเป็นนิตย์ จิตก็น้อมไปแล้วในบรรพชา.

  3. ๓

    เขาจึงพูดกะตาว่า ถ้า คุณตาอนุญาต กระผมไซร้ กระผมพึงบวช ฯ

    โส อยฺยกํ อาห “สเจ มํ อนุชาเนยฺยาถ, อหํ ปพฺพเชยฺยนฺติ.

    (อ.มหาปันถกะ) นั้น กล่าวแล้ว กะตา ว่า ถ้าว่า (อ.ท่าน ท.) พึงอนุญาต ซึ่งกระผมไซร้, อ.กระผม พึงบวช ดังนี้ ฯ

    เขาพูดกะตาว่า "ถ้าคุณตาอนุญาตให้กระผมไซร้ กระผมพึงบวช."

  4. ๔

    เศรษฐีกล่าวว่า พูดอะไรไป พ่อคุณ การบวชของเจ้า สำหรับตา เป็นสิ่งจรุงใจ ยิ่งกว่าการบวชของคนทั่วทั้งโลกด้วยซ้ำไป ถ้าเจ้าสามารถ(จะบวชได้) ก็จงบวชเถิด ดังนี้แล้วจึงได้นำเขาไปยังสำนักของพระบรมศาสดา เมื่อพระองค์รับสั่งว่า คฤหบดี ท่าน ได้เด็กมาหรือ จึงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า เด็กคนนี้เป็นหลานของข้าพระองค์ ประสงค์จะบวชในสำนักของพระองค์ ฯ

    “กึ วเทสิ ตาต, สกลโลกสฺสาปิ เม ปพฺพชิตโต ตว ปพฺพชฺชา ภทฺทกา; สเจ สกฺโกสิ, ปพฺพชาหีติ ตํ สตฺถุ สนฺติกํ เนตฺวา, “กึ คหปติ ทารโก เต ลทฺโธติ วุตฺเต, “อาม ภนฺเต อยํ เม นตฺตา ตุมฺหากํ สนฺติเก ปพฺพชิตุกาโมติ อาห.

    (อ.ตานั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อะไร , อ.การบวช แห่งเจ้า เป็นความเจริญ แก่เรา กว่าการบวช แม้แห่งโลกทั้งสิ้น (ย่อมเป็น); ถ้าว่า (อ.เจ้า) ย่อมอาจไซร้, (อ.เจ้า) จงบวช ดังนี้ นำไปแล้ว (ซึ่งมหาปันถกะ) นั้น สู่สำนัก ของพระศาสดา, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า ดูก่อนคฤหบดี อ.ทารก อันท่าน ได้แล้ว หรือ ? ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.ทารก) นี้ เป็นหลาน ของข้าพระองค์ (เป็น) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันบวช ในสำนัก ของพระองค์ ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ท่านเศรษฐีกล่าวว่า "พูดอะไร พ่อ การบวชของเจ้าเป็นความดีแก่ตา กว่าการบวชของคนทั่วทั้งโลก; ถ้าเจ้าอาจไซร้, ก็บวชเถิด" ดังนี้แล้ว นำเขาไปสู่สำนักพระศาสดา, เมื่อพระองค์ตรัส(ถาม)ว่า "คฤหบดี ท่านได้เด็กมาหรือ?" กราบทูลว่า"พระเจ้าข้า เด็กคนนี้เป็นหลานของข้าพระองค์ ประสงค์จะบวชในสำนักของพระองค์."

  5. ๕

    พระบรมศาสดา รับสั่งภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่งว่า เธอจงบวชเด็กคนนี้ให้ทีเถิด ฯ

    สตฺถา อญฺญตรํ ปิณฺฑจาริกํ ภิกฺขุํ “อิมํ ทารกํ ปพฺพาเชหีติ อาณาเปสิ.

    อ.พระศาสดา ทรง ยังภิกษุ ผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นวัตร รูปใดรูปหนึ่ง ให้รู้ทั่วแล้ว ว่า (อ.เธอ) ยังทารก นี้ จงให้บวชเถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสสั่งภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่งว่า "เธอจงให้เด็กคนนี้บวช."

  6. ๖

    พระเถระบอกกัมมัฏฐานที่กำหนดด้วยอาการมีหนังเป็นที่ ๕ แก่เธอแล้วบวชให้ ฯ

    เถโร ตสฺส ตจปญฺจกกมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา ปพฺพาเชสิ.

    อ.พระเถระ บอกแล้ว ซึ่งตจปัญจกกัมมัฏฐาน (แก่ทารก) นั้น (ยังทารกนั้น) ให้บวชแล้ว ฯ

    พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแก่เธอแล้ว ให้บรรพชา.

  7. ๗

    เธอเรียนพระพุทธพจน์ได้มาก มีอายุครบ บวช ได้อุปสมบทแล้ว กระทำกรรม(เจริญพระกัมมัฏฐาน)ในอุบายวิธีแห่งการใส่ใจใคร่ครวญ บรรลุพระอรหัตแล้ว ฯ

    โส พหุํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา ปริปุณฺณวสฺโส อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา โยนิโสมนสิกาเร กมฺมํ กโรนฺโต อรหตฺตํ ปาปุณิ.

    (อ.สามเณรชื่อว่ามหาปันถกะ) นั้น เรียนเอาแล้ว ซึ่งพระพุทธพจน์ มาก มีกาลฝนอันเต็มรอบแล้ว ได้แล้ว ซึ่งการอุปสมบท กระทำอยู่ ซึ่งกรรม ในการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ฯ

    เธอเรียนพระพุทธพจน์ได้มาก มีอายุครบ ได้อุปสมบททำกรรมในโยนิโสมนสิการ บรรลุพระอรหัตแล้ว.

  8. ๘

    ท่าน ปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปด้วยความสุขในฌานและความสุขอันเกิดแล้วแต่ผล นึกถึงว่า ความสุข(เช่นนี้) เราสามารถจะให้จูฬปันถกไหมหนอ จากนั้น จึงเข้าไปหาเศรษฐีผู้เป็นตาถึงสำนักแล้วบอกอย่างนี้ว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าท่านอนุญาตไซร้ อาตมาขอบวชจูฬปันถก ฯ

    โส ฌานสุเขน ผลสุเขน วีตินาเมนฺโต จินฺเตสิ “สกฺกา นุ โข อิมํ สุขํ จูฬปนฺถกสฺส ทาตุนฺติ ตโต อยฺยกเสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอวมาห “มหาเสฏฺฐิ สเจ อนุชาเนยฺยาถ, อหํ จูฬปนฺถกํ ปพฺพาเชยฺยนฺติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น (ยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษอยู่ ด้วยสุขอันเกิดแล้วแต่ฌาน ด้วยสุขอันเกิดแล้วแต่ผล คิดแล้ว ว่า (อันเรา) อาจหรือหนอแล เพื่ออันให้ ซึ่งสุข นี้ แก่จูฬปันถกะ ดังนี้ ไปแล้ว สู่สำนัก ของเศรษฐีผู้เป็นตา ในลำดับนั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ถ้าว่า (อ.ท่าน ท.) พึงอนุญาตไซร้, อ.อาตมา ยังจูฬปันถกะ พึงให้บวช ดังนี้ ฯ

    ท่านให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขในฌานและความสุขอันเกิดแต่ผลคิดว่า "เราอาจให้ความสุขนี้แก่จูฬปันถกหรือหนอ?" ภายหลังได้ไปสู่สำนักของเศรษฐีผู้เป็นตาแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านมหาเศรษฐีถ้าท่านอนุญาตไซร้, รูปพึงให้จูฬปันถกออกบวช."

  9. ๙

    เศรษฐีผู้เป็นตาตอบว่า นิมนต์บวชให้เถิด ขอรับท่าน ฯ
    ────────────

    “ปพฺพาเชถ นํ ภนฺเตติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) (ยังจูฬปันถกะ) นั้น จงให้บวชเถิด ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี กล่าวว่า "นิมนต์ท่านให้เขาบวชเถิด ขอรับ."

ภาค ๒ พระจูฬปันถกเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๘๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในกาลนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงพิจารณาว่า โทษบางประการในเพราะกรรมทั้งหลายมีกายกรรมเป็นต้นของเรา มีอยู่หรือหนอแล ไม่เห็นกรรมอะไร ๆ อันไม่เป็นที่พอพระหฤทัยของของพระองค์ ทรงดำริว่า ธรรมดาโทษของตนย่อมไม่ปรากฏแก่ตน ย่อมปรากฏแก่คนเหล่าอื่น เรา จักกำหนดความเป็นไปของชาวเมือง ดังนี้แล้ว จึงปลอมเพศเสด็จออกไปในเวลาเย็น ทรงดำริว่า ธรรมดาการสนทนาปราศรัยของพวกมนุษย์ ผู้นั่งบริโภคอาหารในเวลาเย็น ย่อมมีประการต่าง ๆ กัน ถ้าเราครองราชย์โดยไม่เป็นธรรม ชนทั้งหลายก็จักพูดกันว่า พวกเราถูกพระเจ้าแผ่นดินผู้ไม่ดำรงอยู่ในธรรม ผู้ชั่วช้าเบียดเบียนด้วยอาชญา และพลีกรรมเป็นต้น ถ้าเราครองราชย์ โดยธรรมชนทั้งหลายก็จักกล่าวถ้อยคำเป็นต้นว่า ขอพระเจ้าอยู่หัวของเรา จงทรงมีพระชนมายุยืนนานเถิด แล้วกล่าวคุณของเรา ดังนี้แล้ว เสด็จเที่ยวไปตามลำดับฝาเรือนทั้งหลายนั้น ๆ ฯ

    ตทา พาราณสีราชา “อตฺถิ นุ โข เม กายกมฺมาทีสุ โกจิ โทโสติ ปจฺจเวกฺขนฺโต อตฺตโน อรุจฺจนกํ กิญฺจิ กมฺมํ อทิสฺวา “อตฺตโน วชฺชนฺนาม อตฺตโน น ปญฺญายติ, ปเรสํ ปญฺญายติ; นาครานํ ปริคฺคณฺหิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา สายํ อญฺญาตกเวเสน นิกฺขมิตฺวา “สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา นิสินฺนมนุสฺสานํ กถาสลฺลาโป นาม นานปฺปการโก โหติ; สจาหํ อธมฺเมน รชฺชํ กาเรมิ, `ปาเปน อธมฺมิกรญฺญา ทณฺฑพลิอาทีหิ หตมฺหาติ วกฺขนฺติ; สเจ ธมฺเมน กาเรมิ, `ทีฆายุโก โน โหตุ ราชาติอาทีนิ วตฺวา มม คุณํ กเถสฺสนฺตีติ เตสํ เตสํ เคหานํ ภิตฺติอนุสาเรน วิจริ.

    ในกาลนั้น อ.พระราชาผู้เป็นใหญ่ในพระนครชื่อว่าพาราณสี ทรงพิจารณาว่า อ.โทษ อะไร ๆ (ในกรรม ท.) มีกายกรรมเป็นต้น ของเรา มีอยู่หรือหนอแล ดังนี้ ไม่ทรงเห็นแล้ว ซึ่งกรรม อะไร ๆ อันไม่เป็นเหตุพอพระทัย ของพระองค์ ทรงดำริแล้วว่า ชื่อ อ.โทษ ของตน ย่อมไม่ปรากฏแก่ตน, ย่อมปรากฏ (แก่ชน ท.) เหล่าอื่น; (อ.เรา) จักถือเอารอบ (ซึ่งความเป็นไปทั่ว) (แห่งชน ท.) ผู้อยู่ในพระนคร ดังนี้ เสด็จออกแล้ว ด้วยเพศ (อันใคร ๆ) ไม่รู้แล้ว ในเวลาเย็น (ทรงดำริแล้ว) ว่า ชื่อ อ.การเจรจาด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของมนุษย์ผู้นั่ง บริโภคแล้ว ซึ่งอาหารอันตนพึงกินในเวลาเย็น ท. เป็นสภาพมีประการต่าง ๆ ย่อมเป็น, ถ้าว่า อ.เรา (ยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา โดยอุบายอันไม่เป็นธรรมไซร้, (อ.มนุษย์ ท.) จักกล่าว ว่า (อ.เรา ท.) เป็นผู้ อันพระราชาผู้ตั้งอยู่แล้วในอุบายอันไม่เป็นธรรม ผู้เลวทราม เบียดเบียนแล้ว (ด้วยกรรม ท.) มีอาชญาและพลีเป็นต้น ย่อมเป็น ดังนี้, ถ้าว่า (อ.เรา) (ยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ (ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา) โดยธรรมไซร้, (อ.ชน ท.) กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ ท.) มีคำว่า อ.พระราชา ของเรา ท. จงเป็น ผู้มีพระชนมายุยืนยาว จงเป็น ดังนี้เป็นต้น จักกล่าว ซึ่งคุณ ของเรา ดังนี้ เสด็จเที่ยวไปแล้ว ตามแนวของฝา ของเรือน ท. เหล่านั้น ๆ ฯ

    ในกาลนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงพิจารณาว่า "โทษบางประการในเพราะกรรมทั้งหลาย มีกายกรรมเป็นต้นของเรา มีอยู่หรือหนอ? ไม่ทรงเห็นกรรมอะไร ๆ อันไม่เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ก็ทรงดำริว่า "ธรรมดาโทษของตน หาปรากฏแก่คนไม่, ย่อมปรากฏแก่คนเหล่าอื่น; เราจักกำหนด(ความเป็นไป)ของพวกชาวเมือง" ดังนี้แล้ว จึงทรงปลอมเพศ เสด็จออกไปในเวลาเย็น ทรงดำริว่า "ธรรมดาการสนทนาปราศรัยของพวกมนุษย์ผู้นั่งบริโภคอาหารในเวลาเย็น ย่อมมีประการต่าง ๆ กัน; ถ้าเราครองราชย์โดยอธรรม, ชนทั้งหลายคงจะพูดกันว่า 'พวกเรา ถูกพระเจ้าแผ่นดินผู้ไม่ตั้งอยู่โดยธรรม ผู้ชั่วช้า เบียดเบียนด้วยสินไหมและพลีเป็นต้น ' ถ้าเราครองราชย์โดยธรรม, ชนทั้งหลายก็จักกล่าวคำเป็นต้นว่า 'ขอพระเจ้าอยู่หัวของเราทั้งหลาย จงทรงพระชนมายุยืนเถิด' แล้วก็สรรเสริญคุณของเรา" ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเที่ยวไปตามลำดับฝาเรือนนั้น ๆ.

  2. ๒

    ในขณะนั้น พวก พวกโจรผู้หากินทางอุโมงค์ กำลังขุดอุโมงค์ ในระหว่างเรือน ๒ หลัง เพื่อต้องการ เข้าเรือนทั้ง ๒ โดยอุโมงค์เดียวกันนั่นเอง ฯ

    ตสฺมึ ขเณ อุมฺมงฺคโจรา ทฺวินฺนํ เคหานํ อนฺตเร อุมฺมงฺคํ ภินฺทนฺติ เอกอุมฺมงฺเคเนว เทฺว เคหานิ ปวิสนตฺถาย.

    ในขณะ นั้น อ.โจรผู้ขุดซึ่งอุโมงค์ ท. ย่อมทำลาย ซึ่งอุโมงค์ ในระหว่าง แห่งเรือน ท. สอง เพื่อประโยชน์แก่การเข้าไป สู่เรือน ท. สอง โดยอุโมงค์เดียวกันนั่นเทียว ฯ

    ในขณะนั้น พวกโจรผู้หากินทางขุดอุโมงค์ กำลังขุดอุโมงค์ในระหว่างเรือน ๒ หลัง เพื่อต้องการเข้าเรือนทั้ง ๒ โดยอุโมงค์เดียวกัน.

  3. ๓

    พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกมันแล้ว ได้ทรงประทับอยู่ในเงาเรือน ฯ

    ราชา เต ทิสฺวา เคหจฺฉายาย อฏฺฐาสิ.

    อ.พระราชา ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งโจร ท.) เหล่านั้น ได้ประทับยืนแล้ว ที่เงาแห่งเรือน ฯ

    พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกมันแล้ว ได้ทรงแอบซุ่มอยู่ในเงาเรือน.

  4. ๔

    ในเวลาที่พวกโจรเหล่านั้นขุดอุโมงค์เข้าเรือนได้แล้วตรวจดูสิ่งของทั้งหลาย มาณพตื่นขึ้นแล้วเมื่อจะสาธยายมนต์นั้น กล่าวว่า ท่านพยายามอยู่ ท่านพยายามอยู่ ท่านพยายามอยู่ เพราะเหตุอะไร ? แม้เราก็รู้เรื่องนั้นอยู่ เราก็รู้อยู่ ดังนี้ ฯ

    เตสํ อุมฺมงฺคํ ภินฺทิตฺวา เคหํ ปวิสิตฺวา ภณฺฑานํ โอโลกนกาเล มาณโว ปพุชฺฌิตฺวา ตํ มนฺตํ สชฺฌายนฺโต “ฆเฏสิ ฆเฏสิ, กึการณา ฆเฏสิ; อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามีติ อาห.

    อ.มาณพ ตื่นแล้ว เมื่อสาธยาย ซึ่งมนต์ นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) ย่อมพยายาม (อ.ท่าน) ย่อมพยายาม, (อ.ท่าน) ย่อมพยายาม เพราะเหตุอะไร, แม้ (อ.เรา) รู้อยู่ (ซึ่งเหตุนั้น) (อ.เรา) รู้อยู่ ดังนี้ ในกาลเป็นที่ ทำลายซึ่งอุโมงค์แล้ว จึงเข้าไปสู่เรือนแล้ว จึงแลดู ซึ่งภัณฑะ ท. (แห่งโจร ท.) เหล่านั้น ฯ

    ในเวลาที่พวกมันขุดอุโมงค์เข้าเรือนได้แล้วตรวจดูสิ่งของ มาณพตื่นขึ้นแล้ว ก็สาธยายมนต์นั้น กล่าวว่า "ท่านย่อมพยายาม ท่านย่อมพยายาม, ท่านย่อมพยายามเพราะเหตุอะไร, แม้เราย่อมรู้ท่าน เราย่อมรู้."

  5. ๕

    โจรเหล่านั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว กลัวทิ้งแม้ผ้าที่ตนนุ่งแล้ว หนีไปโดยที่ซึ่ง ๆ หน้าทีเดียว โดยบอกกันว่า นัยว่าคนนี้รู้จักพวกเราแล้ว มันจักให้พวกเราฉิบหายในบัดนี้ ฯ พระราชาทอดพระเนตรเห็นโจรเหล่านั้นกำลังหนีไป และได้ทรงสดับเสียงมาณพนอกนี้กำลังสาธยายมนต์อยู่ ทรงกำหนดความเป็นไปของชาวเมืองได้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศน์แล้ว ฯ

    เต ตํ สุตฺวา “อิมินา กิรมฺห ญาตา, อิทานิ โน นาเสสฺสตีติ นิวตฺถวตฺถานิปิ ฉฑฺเฑตฺวา ภีตา สมฺมุขสมฺมุขฏฺฐาเนเนว ปลายึสุ.

    (อ.โจร ท.) เหล่านั้น ฟังแล้ว (ซึ่งมนต์) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ได้ยินว่า (อ.เรา ท.) เป็นผู้ (อันมาณพ) นี้รู้แล้ว ย่อมเป็น, (อ.มาณพนี้) ยังเรา ท. จักให้ฉิบหาย ในกาลนี้ ดังนี้ ทิ้งแล้ว แม้ซึ่งผ้าอันตนนุ่งแล้ว ท. กลัวแล้ว หนีไปแล้ว โดยที่มีหน้าพร้อมและมีหน้าพร้อมนั่นเทียว ฯ

    โจรเหล่านั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ตกใจกลัวทิ้งแม้ผ้าที่ตนนุ่งเสีย หนีไปโดยซึ่ง ๆ หน้าทีเดียว ด้วยบอกกันว่า "นัยว่าเจ้าคนนี้รู้จักพวกเรา, มันจักให้พวกเราฉิบหายเสียบัดนี้."

ภาค ๒ พระมหากัสสปะ

ภาค ๒ พระมหากัสสปะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๑ หน้า ๙๑–๙๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระมหากัสสปเถระอยู่ ณ ถ้ำไม้เลียบ เที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตแล้วหลังเวลาภัตรนั่งเจริญอาโลกกสิณ ตรวจดูเหล่าสัตว์ทั้งที่ประมาททั้งที่ไม่ประมาท ซึ่งจุติและอุบัติในน้ำ แผ่นดิน และภูเขา เป็นต้น ด้วยทิพยจักษุ ฯ

    ๕. มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุ. “ปมาทํ อปฺปมาเทนาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหากสฺสปตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ. เอกสฺมึ หิ ทิวเส เถโร ปิปฺผลิคุหายํ วิหรนฺโต ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต อาโลกํ วฑฺเฒตฺวา ปมตฺเต จ อปฺปมตฺเต จ อุทกปฐวิปพฺพตาทีสุ จวนเก อุปปชฺชนเก สตฺเต ทิพฺเพน จกฺขุนา โอโลเกนฺโต นิสีทิ.

    ๕. อ.เรื่องแห่งพระเถระชื่อว่ามหากัสสปะ (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งพระเถระชื่อว่ามหากัสสปะ ตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า ปมาทํ อปฺปมาเทน ดังนี้เป็นต้น ฯ ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในวัน หนึ่ง อ.พระเถระ อยู่อยู่ ในถ้ำชื่อว่าปิปผลิ เที่ยวไปแล้ว ในเมืองราชคฤห์ เพื่อบิณฑะ ผู้ก้าวกลับแล้วจากบิณฑบาต ในกาลภายหลังแห่งภัตร ยังอาโลกกสิณ ให้เจริญแล้ว นั่งแลดูอยู่แล้ว ซึ่งสัตว์ ท. ผู้ประมาทแล้ว ด้วย ผู้ไม่ประมาทแล้ว ด้วย ผู้เคลื่อน ผู้อุบัติ (ในที่ ท.) มีน้ำและแผ่นดินและภูเขาเป็นต้น ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ ฯ

    เรื่องพระมหากัสสปเถระ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปมาทํ อปฺปมาเทน" เป็นต้น. ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระอยู่ในปิปผลิคูหา เที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตร นั่งเจริญอาโลกกสิณ ตรวจดูสัตว์ทั้งหลายผู้ประมาทแล้วและไม่ประมาทแล้วซึ่งจุติและเกิดในที่ทั้งหลาย มีน้ำแผ่นดินและภูเขาเป็นต้นอยู่ ด้วยทิพพจักษุ.

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดาประทับนั่งอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร นั่นเอง ทรงใคร่ครวญดูด้วยทิพยจักษุว่า วันนี้ กัสสปะบุตรของเราอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไรหนอแล ทรงทราบว่า ตรวจดูการจุติและการอุบัติของเหล่าสัตว์อยู่ จึงตรัสว่า ธรรมดาว่าการจุติและการอุบัติของเหล่าสัตว์ แม้พุทธญาณก็ไม่กำหนดแล้ว ใคร ๆ ไม่สามารถจะทำการกำหนดเหล่าสัตว์ซึ่งถือปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้วยังไม่ทันให้พ่อแม่รู้ก็จุติไปได้ การรู้ถึงสัตว์เหล่านั้นไม่ใช่วิสัยของเธอ วิสัยของเธอมีประมาณน้อย แต่การรู้และการเห็นเหล่าสัตว์ซึ่งจุติและอุบัติโดยประการทั้งปวง เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยเฉพาะดังนี้ แล้วทรงแผ่พระรัศมีไปเป็นประดุจประทับนั่งอยู่ ณ ที่เฉพาะหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา เชตวเน นิสินฺนโกว “เกน นุ โข วิหาเรน อชฺช มม ปุตฺโต กสฺสโป วิหรตีติ ทิพฺเพน จกฺขุนา อุปธาเรนฺโต “สตฺตานํ จุตูปปาตํ โอโลเกนฺโต วิหรตีติ ญตฺวา “สตฺตานํ จุตูปปาโต นาม พุทฺธญาเณนาปิ อปริจฺฉินฺโน, มาตุกุจฺฉิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตาปิตโร อชานาเปตฺวา จวนกสตฺตานํ ปริจฺเฉทํ กาตุํ น สกฺกา, เต ชานิตุํ ตว อวิสโย, อปฺปมตฺตโก ตว วิสโย, สพฺพโส ปน จวนฺเต จ อุปปชฺชนฺเต จ ชานิตุํ ปสฺสิตุํ พุทฺธานเมว วิสโยติ วตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา สมฺมุเข นิสินฺโน วิย หุตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ในพระเชตวัน เทียว (ทรงดำริแล้ว) ว่า ในวันนี้ อ.กัสสปะ ผู้เป็นบุตร ของเรา ย่อมอยู่ ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ อะไร หนอ แล ดังนี้ ทรงใคร่ครวญอยู่ ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ ทรงทราบแล้ว ว่า อ.กัสสปะ แลดูอยู่ ซึ่งการจุติและการอุบัติ แห่งสัตว์ ท. ย่อมอยู่ ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ชื่อ อ.การจุติและการอุบัติ แห่งสัตว์ ท. แม้อันพระพุทธญาณ ไม่ทรงกำหนดตัดแล้ว, (อันใคร ๆ) ไม่อาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งการกำหนดตัด ซึ่งสัตว์ผู้ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในท้องของมารดา ไม่ยัง มารดาและบิดา ท. ให้รู้แล้ว เคลื่อน ท., อ.อันรู้ (ซึ่งสัตว์ ท.) เหล่านั้น เป็นอาการมิใช่วิสัย ของเธอ (ย่อมเป็น), อ.วิสัย ของเธอ เป็นสภาพมีประมาณน้อย (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.อันรู้ อ.อันเห็น (ซึ่งสัตว์ ท.) ผู้เคลื่อนอยู่ ด้วย ผู้เกิดขึ้นอยู่ ด้วย โดยประการทั้งปวง เป็นวิสัย ของพระพุทธเจ้า ท. นั่นเทียว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทรงแผ่ไปแล้ว ซึ่งพระรัศมี เป็นราวกะว่า ประทับนั่งแล้ว ในที่มีหน้าพร้อม เป็น ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ประทับนั่งในพระเชตวันนั่นแล ทรงตรวจดูด้วยทิพพจักษุว่า "วันนี้ กัสสปผู้บุตรของเราอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไรหนอ?" ทรงทราบว่า "ตรวจดูการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายอยู่," จึงตรัสว่า "ชื่อว่าการจุติและการเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายแม้อันพุทธญาณไม่ทรงกำหนด, ใคร ๆ ไม่สามารถจะทำการกำหนดสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือปฏิสนธิในท้องของมารดา ไม่ทันให้มารดาและบิดารู้และจุติได้, การรู้สัตว์เหล่านั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ, (เพราะ)วิสัยของเธอมีประมาณน้อย, ส่วนการรู้การเห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้จุติและเกิดอยู่โดยประการทั้งปวง เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น" ดังนี้แล้ว ทรงแผ่พระรัศมีไปเป็นประหนึ่งว่า ประทับนั่งอยู่ในที่เฉพาะหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า

  3. ๓

    เมื่อใด บัณฑิต บรรเทาความประมาทได้ ด้วยความ
    ไม่ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตนั้น ขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา
    ไม่เศร้าโศก ย่อมพิจารณาเห็น หมู่สัตว์ผู้มีความเศร้า
    โศก นักปราชญ์ ย่อมพิจารณาเห็น พวกคนพาลได้
    เปรียบเสมือนบุคคลอยู่บนภูเขา มองเห็นพวกชนผู้อยู่
    ณ ภาคพื้นดินได้ ฉะนั้น ฯ

    “ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต, ปญฺญาปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินึ ปชํ ปพฺพตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขตีติ.

    อ.บัณฑิต ย่อมบรรเทา ซึ่งความประมาท ด้วยความไม่ประมาท ในกาลใด, (ในกาลนั้น) (อ.บัณฑิตนั้น) ขึ้นแล้ว สู่ปัญญาเพียงดังปราสาท ผู้ไม่มีความเศร้าโศก (ย่อมพิจารณาเห็น) ซึ่งหมู่สัตว์ ผู้มีความเศร้าโศก, อ.นักปราชญ์ ย่อมพิจารณาเห็น (ซึ่งชน ท.) ผู้เป็นพาล เพียงดัง อ.บุคคลผู้ยืนแล้วบนภูเขา (พิจารณาเห็นอยู่ ซึ่งชน ท.) ผู้ยืนแล้วบนภาคพื้น ดังนี้ ฯ

    "เมื่อใดบัณฑิตบรรเทาความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นบัณฑิตนั้น ขึ้นสู่ปัญญาเพียงดังปราสาท ไม่เศร้าโศก ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ ผู้มีความเศร้าโศก ปราชญ์ย่อมพิจารณาเห็นคนพาลทั้งหลายได้ เหมือนคนผู้ยืนอยู่บนยอดเขา มองเห็นชนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น."

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๑ หน้า ๙๖–๙๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    มหาลิ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ ได้เป็นมาณพชื่อว่ามฆะ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า ท้าวมฆวา

    สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มโฆ นาม มาณโว อโหสิ, ตสฺมา `มฆวาติ วุจฺจติ;

    ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน เป็นมาณพ ชื่อว่า มฆะ ได้เป็นแล้ว, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวมฆวะ ดังนี้ ;

    มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อนเป็นมนุษย์ ได้เป็นมาณพชื่อ มฆะ, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'ท้าวมฆวา;'

  2. ๒

    มหาลิ ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ได้ให้ทานโดยเคารพ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า ท้าวสักกะ

    สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ปุเร ทานํ อทาสิ, ตสฺมา `ปุรินฺทโทติ วุจฺจติ; สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สกฺกจฺจํ ทานํ อทาสิ, ตสฺมา `สกฺโกติ วุจฺจติ;

    ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน ได้ให้แล้ว ซึ่งทาน ในก่อน, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวปุรินททะ ดังนี้ ; ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน ได้ให้แล้ว ซึ่งทาน โดยเคารพ, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวสักกะ ดังนี้ ;

    มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ ได้ให้ทานก่อน(เขา), เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'ท้าวปุรินททะ;' มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อน เป้นมนุษย์ ได้ให้ทานโดยเคารพ, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'ท้าวสักกะ;'

  3. ๓

    มหาลิ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ทรงดำริข้อความตั้งพันได้โดยครู่เดียว เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกว่า สหัสสักขะ

    สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน อาวสถํ อทาสิ, ตสฺมา `วาสโวติ วุจฺจติ; สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท สหสฺสํ อตฺถํ มุหุตฺเตน จินฺเตสิ, ตสฺมา `สหสฺสกฺโขติ วุจฺจติ;

    ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์ เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน ได้ให้แล้ว ซึ่งประเทศเป็นที่พัก, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าววาสวะ ดังนี้; ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ทรงดำริแล้ว ซึ่งเนื้อความ พันหนึ่ง โดยกาลครู่เดียว, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวสหัสสักขะ ดังนี้;

    มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ ได้ให้ที่พักอาศัย, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'ท้าววาสวะ;' มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ทรงดำริข้อความตั้งพันได้โดยครู่เดียว, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'สหัสสักขะ;'

  4. ๔

    มหาลิ นางอสูรกัญญาชื่อสุชาดาเป็นปชาบดีของท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า ท้าวสุชัมบดี

    สกฺกสฺส มหาลิ เทวานมินฺทสฺส สุชาตา นาม อสุรกญฺญา ปชาปติ, ตสฺมา `สุชมฺปตีติ วุจฺจติ;

    ดูก่อนมหาลิ อ.นางอสุรกัญญา ชื่อว่า สุชาดา เป็นปชาบดี ของท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ (ได้เป็นแล้ว), เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวสุชัมบดี ดังนี้;

    มหาลิ. นางอสุรกัญญาชื่อ สุชาดา เป็นพระปชาบดีของท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'ท้าวสุชัมบดี;'

  5. ๕

    มหาลิ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย เสวยราชสมบัติเป็นอิสริยาธิปัตย์แห่งเทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า เทวานมินทะ

    สกฺโก มหาลิ เทวานมินฺโท เทวานํ ตาวตึสานํ อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรสิ, ตสฺมา `เทวานมินฺโทติ วุจฺจติ;

    ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ (ทรงยังเทพ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา อันมีความเป็นใหญ่ยิ่งโดยความเป็นใหญ่ แห่งเทพ ท. ผู้อยู่ในภพชื่อว่าดาวดึงส์, เพราะเหตุนั้น (อ.ท้าวสักกะนั้น อันชน ท.) ย่อมเรียก ว่า อ.ท้าวเทวานมินทะ ดังนี้;

    มหาลิ. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย เสวยราชสมบัติเป็นอิสริยาธิปัตย์แห่งเทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์, เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า 'เทวานมินทะ;'

  6. ๖

    มหาลิ ท้าวสักกะถึงความเป็นท้าวสักกะแล้ว เพราะได้สมาทานวัตตบท ๗ ประการเหล่าใด วัตตบท ๗ ประการเหล่านั้น ได้เป็นอันท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ซึ่งเป็นมนุษย์ในกาลก่อนสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ฯ

    สกฺกสฺส มหาลิ เทวานมินฺทสฺส ปุพฺเพ มนุสฺสภูตสฺส สมานสฺส สตฺต วตฺตปทานิ สมตฺตานิ สมาทินฺนานิ อเหสุํ, เยสํ สมาทินฺนตฺตา สกฺโก สกฺกตฺตํ อชฺฌคา.

    ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ทรงถึงทับแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งท้าวสักกะ เพราะความที่ (แห่งวัตรบท ท. ๗) เหล่าใด เป็นวัตรอันพระองค์ ทรงสมาทานแล้ว อ.วัตรบท ท. ๗ (เหล่านั้น) เป็นวัตรอันท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน ทรงสมาทานแล้ว (กระทำ) ให้บริบูรณ์แล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    มหาลิ. ท้าวสักกะถึงความเป็นท้าวสักกะแล้ว เพราะได้สมาทานวัตตทาน ๗ ใด, วัตตบท ๗ นั้น ได้เป็นอันท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย ซึ่ง(ครั้ง)เป็นมนุษย์ในกาลก่อน สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว;

  7. ๗

    วัตตบท ๗ ประการเป็นไฉน ? คือเราพึงเป็นผู้เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีพ

    กตมานิ สตฺต? ยาวชีวํ มาตาเปติภโร อสฺสํ;

    (อ.วัตรบท ท.) ๗ เหล่าไหน ? (อ.วัตรบท ท. ๗ เหล่านี้) คือ (อ.เรา) เป็นผู้เลี้ยงซึ่งมารดาและบิดา พึงเป็น ตลอดการกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต;

    วัตตบท ๗ ประการเป็นไฉน? คือเราพึงเป็นผู้เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต;

  8. ๘

    พึงเป็นผู้มีปกติประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีพ พึงเป็นผู้พูดอ่อนหวานตลอดชีพ พึงเป็นผู้ไม่พูดส่อเสียดตลอดชีพ

    ยาวชีวํ กุเล เชฏฺฐาปจายี อสฺสํ; ยาวชีวํ สณฺหวาโจ อสฺสํ; ยาวชีวํ อปิสุณวาโจ อสฺสํ;

    (อ.เรา) เป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญที่สุดในตระกูลโดยปกติ พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต; (อ.เรา) เป็นผู้ มีวาจาอันอ่อนหวาน พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต; (อ.เรา) เป็นผู้มีวาจาอันไม่ส่อเสียด พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต;

    พึงเป็นผู้มีปกติประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในตระกูลตลอดชีวิต; พึงเป็นผู้พูดอ่อนหวานตลอดชีวิต; พึงเป็นผู้ไม่พูดส่อเสียดตลอดชีวิต;

  9. ๙

    พึงมีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ มีเครื่องบริจาคอันสละแล้ว มีฝ่ามืออันล้างแล้ว ยินดีแล้วในอันสละ ควรแก่อันขอ ยินดีในอันจำแนกทาน พึงอยู่ครอบครองเรือนตลอดชีวิต พึงเป็นผู้กล่าวคำสัตย์ตลอดชีพ พึงเป็นผู้ไม่โกรธตลอดชีพ ถ้าความโกรธพึงเกิดขึ้นแก่เราไซร้ เราพึงกำจัดมันเสียพลันทีเดียว ดังนี้

    ยาวชีวํ วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวเสยฺยํ; มุตฺตจาโค ปยตปาณิ โวสฺสคฺครโต ยาจโยโค ทานสํวิภาครโต; ยาวชีวํ สจฺจวาโจ อสฺสํ; ยาวชีวํ อกฺโกธโน อสฺสํ, สเจ เม โกโธ อุปฺปชฺเชยฺย, ขิปฺปเมว นํ ปฏิวิเนยฺยนฺติ, สกฺกสฺส มหาลิ เทวานมินฺทสฺส ปุพฺเพ มนุสฺสภูตสฺส สมานสฺส อิมานิ สตฺต วตฺตปทานิ สมตฺตานิ สมาทินฺนานิ อเหสุํ, เยสํ สมาทินฺนตฺตา สกฺโก สกฺกตฺตํ อชฺฌคาติ.

    (อ.เรา) มีใจ อันมีความตระหนี่คือมลทินอันไปปราศแล้ว ผู้มีการสละอันพ้นแล้ว ผู้มีฝ่ามืออันล้างแล้ว ผู้ยินดีแล้วในการสละลง ผู้ควรแก่การขอ ผู้ยินดีแล้วในการจำแนกซึ่งทาน พึงอยู่ครอบครอง ซึ่งเรือน ตลอดกาลกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต; (อ.เรา) เป็นผู้มีวาจาสัตย์ พึงเป็น ตลอดกาลกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต; (อ.เรา) เป็นผู้ไม่โกรธ โดยปกติ พึงเป็น ตลอดการกำหนดเพียงใดแห่งชีวิต, ถ้าว่า อ.ความโกรธ พึงเกิดขึ้น แก่เราไซร้, (อ.เรา) พึงกำจัดเฉพาะ (ซึ่งความโกรธ) นั้น พลันนั่นเทียว, ดูก่อนมหาลิ อ.ท้าวสักกะ ทรงถึงทับแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งท้าวสักกะ เพราะความที่ (แห่งวัตรบท ท. ๗) เหล่าใด เป็นวัตรอันพระองค์ทรงสมาทานแล้ว อ.วัตรบท ท. ๗ เหล่านี้ เป็นวัตรอันท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ เป็นผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว มีอยู่ ในกาลก่อน ทรงสมาทานแล้ว (กระทำ) ให้บริบูรณ์แล้ว ได้เป็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    พึงมีจิตปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีเครื่องบริจาคอันสละแล้ว มีฝ่ามืออันล้างแล้ว ยินดีแล้วในอันสละ ควรแก่อันขอ ยินดีในอันจำแนกทาน พึงอยู่ครอบครองเรือนตลอดชีวิต; พึงเป็นผู้กล่าวคำสัตย์ตลอดชีวิต; พึงเป็นผู้ไม่โกรธตลอดชีวิต; ถ้าความโกรธพึงเกิดแก่เราไซร้, เราพึงหักห้ามมันเสียพลันทีเดียว ดังนี้, มหาลิงท้าวสักกะถึงความเป็นท้าวสักกะ เพราะได้สมาทานวัตตบท ๗ ใด, วัตตบท ๗ นั้น ได้เป็นของอันท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลาย(ครั้ง)เกิดเป็นมนุษย์ในกาลก่อน สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ฉะนี้แล.

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๙๘–๙๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด มีมือถือจอบเป็นต้น แต่งหนทางให้ราบเรียบไปถึงที่ประมาณ ๑ โยชน์ และ ๒ โยชน์ ฯ

    เต สพฺเพปิ กุทฺทาลาทิหตฺถา มคฺคํ สมํ กโรนฺตา เอกโยชนทฺวิโยชนมตฺตํ ฐานํ คจฺฉนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น แม้ทั้งปวง มีวัตถุมีจอบเป็นต้นในมือ กระทำอยู่ ซึ่งหนทาง ให้เสมอ ย่อมไป สิ้นที่ มีโยชน์หนึ่งและโยชน์สอง เป็นประมาณ ฯ

    ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด มีมือถือวัตถุมีจอบเป็นต้น กระทำหนทางให้ราบเรียบไปถึงที่ประมาณ ๑ โยชน์ และ ๒ โยชน์.

  2. ๒

    ผู้ใหญ่บ้าน เห็นพวกเขาแล้ว คิดว่า มนุษย์เหล่านี้ ประกอบแล้วในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ แม้ถ้าชนเหล่านี้ จะพึงนำวัตถุทั้งหลายมีปลาและเนื้อเป็นต้นมาจากป่าก็ดี ทำสุราดื่มก็ดี ทำกรรมเช่นนั้นอย่างอื่นก็ดี แม้เรา ก็จะพึงได้อะไร ๆ บ้าง ฯ

    เต ทิสฺวา คามโภชโก จินฺเตสิ “อิเม มนุสฺสา อโยเค ยุตฺตา; สเจปิ อิเม อรญฺญโต มจฺฉมํสาทีนิ วา อาหเรยฺยุํ สุรํ วา กตฺวา ปิเวยฺยุํ อญฺญํ วา ตาทิสํ กมฺมํ กเรยฺยุํ, อหํปิ กิญฺจิ ลเภยฺยนฺติ.

    อ.บุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน เห็นแล้ว (ซึ่งชน ท.) เหล่านั้น คิดแล้ว ว่า อ.มนุษย์ ท. เหล่านี้ ประกอบแล้ว ในกิจอันบุคคลไม่พึงประกอบ; แม้ถ้าว่า (อ.มนุษย์ ท.) เหล่านี้ พึงนำมา (ซึ่งอาหารวัตถุ ท.) มีปลาและเนื้อเป็นต้น จากป่า หรือ หรือว่า กระทำแล้ว ซึ่งสุรา พึงดื่ม หรือว่า พึงกระทำ ซึ่งกรรม อันเช่นนั้น อย่างอื่นไซร้, แม้ อ.เรา พึงได้ ซึ่งวัตถุอะไร ๆ ดังนี้ ฯ

    นายบ้าน เห็นชายเหล่านั้นแล้ว คิดว่า "มนุษย์เหล่านี้ประกอบแล้วในฐานะที่ไม่ควรประกอบ, แม้ถ้าชนเหล่านี้ พึงนำวัตถุทั้งหลายมีปลาและเนื้อเป็นต้นมาจากป่า, หรือทำสุราแล้วดื่ม, หรือทำกรรมเช่นนั้นอย่างอื่น, เราพึงได้ส่วนอะไร ๆ บ้าง."

  3. ๓

    ลำดับนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงให้เรียกพวกเขามา ถามว่า พวกแกเที่ยวทำอะไรกันอยู่ ฯ

    อถ เน ปกฺโกสาเปตฺวา ปุจฺฉิ “กึ กโรนฺตา วิจรถาติ.

    ครั้งนั้น (อ.บุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน) (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งชน ท.) เหล่านั้น ถามแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) ย่อมเที่ยว กระทำอยู่ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น นายบ้านจึงให้เรียกพวกนั้นมา ถามว่า "พวกแกเที่ยวทำอะไรกัน?"

  4. ๔

    ทางสวรรค์ ขอรับ ฯ

    “สคฺคมคฺคํ สามีติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.เรา ท. ย่อมเที่ยว กระทำอยู่) ซึ่งหนทางแห่งสวรรค์ ดังนี้ ฯ

    ชนเหล่านั้น. ทำทางสวรรค์ ขอรับ.

  5. ๕

    ธรรมดาผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลาย จะทำอย่างนั้นไม่ควร ควรนำวัตถุทั้งหลายมีปลาและเนื้อเป็นต้นมาจากป่า ควรทำสุราดื่ม และควรทำการงานทั้งหลายมีประการต่าง ๆ ฯ

    “ฆราวาสํ วสนฺเตหิ นาม เอวํ กาตุํ น วฏฺฏติ, อรญฺญโต มจฺฉมํสาทีนิ อาหริตุํ สุรํ กตฺวา ปาตุํ นานปฺปกาเร จ กมฺมนฺเต กาตุํ วฏฺฏตีติ.

    (อ.บุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน กล่าวแล้ว) ว่า อ.อัน (อันชน ท.) ชื่อว่า ผู้อยู่อยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน กระทำ อย่างนี้ ย่อมไม่ควร, อ.อัน (อันชน ท.) (ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน) นำมา (ซึ่งอาหารวัตถุ ท.) มีปลาและเนื้อเป็นต้น จากป่า ด้วย อ.อัน (อันชน ท.) (ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน) กระทำแล้ว ซึ่งสุรา ดื่ม ด้วย อ.อัน (อันชน ท.) (ชื่อว่า ผู้อยู่อยู่ อยู่ครองซึ่งเรือน) กระทำ ซึ่งการงาน ท. มีประการต่าง ๆ ด้วย ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    นายบ้าน. ธรรมดาผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลาย จะทำอย่างนั้นไม่ควร, ควรนำวัตถุทั้งหลายมีปลาและเนื้อเป็นต้นมาจากป่า, ควรทำสุราแล้วดื่ม และควรทำการงานทั้งหลายมีประการต่าง ๆ.

  6. ๖

    ชนเหล่านั้น คัดค้านคำพูดของผู้ใหญ่บ้านนั้นเสีย แม้ถูกเขากล่าว (หว่านล้อม) อยู่ซ้ำ ๆ ก็ยังคัดค้านร่ำไป ฯ

    เต ตสฺส วจนํ ปฏิกฺขิปึสุ, ปุนปฺปุนํ วุจฺจมานาปิ ปฏิกฺขิปึสุเยว.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น คัดค้านแล้ว ซึ่งคำ (ของบุคคลผู้บริโภค ซึ่งบ้าน) นั้น, (อ.ชน ท. เหล่านั้น) แม้ผู้ (อันบุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้านนั้น) กล่าวอยู่ บ่อย ๆ คัดค้านแล้วนั่นเทียว ฯ

    ชนเหล่านั้น คัดค้านคำของนายบ้านนั้นเสีย. แม้ถูกเขาว่ากล่าวซ้ำ ๆ อยู่ ก็คงคัดค้านร่ำไป.

  7. ๗

    เขาโกรธแล้ว คิดว่า เราจักให้พวกมันฉิบหาย จึงไปยังสำนักของพระราชา กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพวกโจรเที่ยวไปด้วยการรวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อพระราชาตรัสว่า เธอจงไป จงจับพวกมันแล้วนำมา ทำตามรับสั่งแล้ว แสดงแด่พระราชา ฯ

    โส กุชฺฌิตฺวา “นาเสสฺสามิ เนติ รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา “โจเร เทว วคฺคพนฺเธน วิจรนฺเต ปสฺสามีติ วตฺวา, “คจฺฉ เต คเหตฺวา อาเนหีติ วุตฺเต, ตถา กตฺวา รญฺโญ ทสฺเสสิ.

    (อ.บุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน) นั้น โกรธแล้ว (คิดแล้ว) ว่า (อ.เรา) (ยังชน ท.) เหล่านั้น จักให้ฉิบหาย ดังนี้ ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระราชา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.ข้าพระองค์) ย่อมเห็น ซึ่งโจร ท. ผู้เที่ยวไปอยู่ ด้วยการผูกกันโดยความเป็นพวก ดังนี้, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า (อ.เธอ) จงไป (อ.เธอ) จับแล้ว (ซึ่งโจร ท.) เหล่านั้น จงนำมา ดังนี้ (อันพระราชา) ตรัสแล้ว, กระทำแล้ว อย่างนั้น แสดงแล้ว แก่พระราชา ฯ

    เขาโกรธแล้ว คิดว่า "เราจักให้พวกมันฉิบหาย," จึงไปยังสำนักของพระราชา กราบทูลว่า "ข้าพระองค์เห็นพวกโจรเที่ยวไป ด้วยการคุมกันเป็นพวก พระเจ้าข้า" เมื่อพระราชา ตรัสว่า "เธอจงไป, จงจับพวกมันแล้วนำมา," ได้ทำตามรับสั่งแล้ว แสดงแก่พระราชา.

  8. ๘

    พระราชายังไม่ทรงพิจารณาเลย ก็ทรงบังคับว่า พวกท่านจงให้ช้างเหยียบ ฯ

    ราชา อวีมํสิตฺวาว “หตฺถินา มทฺทาเปถาติ อาณาเปสิ.

    อ.พระราชา ไม่ทรงพิจารณาแล้วเทียว (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให้รู้ทั่วแล้ว ว่า (อ.เจ้า ท.) ยังช้าง จงให้เหยียบ ดังนี้ ฯ

    พระราชา มิทันได้ทรงพิจารณา ทรงบังคับว่า "พวกท่านจงให้ช้างเหยียบ(พวกมันให้ตาย)."

  9. ๙

    มฆมาณพได้ให้โอวาทแก่พวกชนที่เหลือว่า สหายทั้งหลาย เว้นเมตตาเสีย พวกเราย่อมไม่มีที่พึ่งอย่างอื่น ท่านทั้งหลาย อย่าทำความโกรธในใคร ๆ จงเป็นผู้มีจิตเสมอด้วยเมตตาจิตทั้งในพระราชา ผู้ใหญ่บ้าน ช้างที่จะเหยียบ และตนเองทีเดียว ฯ

    มโฆ เสสานํ โอวาทํ อทาสิ “สมฺมา ฐเปตฺวา เมตฺตํ อญฺโญ อมฺหากํ อวสฺสโย นตฺถิ, ตุมฺเห กตฺถจิ โกปํ อกตฺวา รญฺเญ จ คามโภชเก จ มทฺทนหตฺถิมฺหิ จ อตฺตนิ จ เมตฺตจิตฺเตน สมจิตฺตาว โหถาติ.

    อ.มาณพชื่อว่ามฆะ ได้ให้แล้ว ซึ่งโอวาท (แก่ชน ท.) ผู้เหลือ ว่า แน่ะสหาย ท. อ.ที่พึ่ง ของเรา ท. อย่างอื่น เว้น ซึ่งเมตตา ย่อมไม่มี, อ.ท่าน ท. ไม่กระทำแล้ว ซึ่งความโกรธ (ในบุคคล) ไหน ๆ เป็นผู้มีจิตอันเสมอ ด้วยจิตมีเมตตา เทียว ในพระราชา ด้วย ในบุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน ด้วย ในช้างตัวเหยียบ ด้วย ในตน ด้วย จงเป็นเถิด ดังนี้ ฯ

    มฆมาณพ ได้ให้โอวาทแก่ชนที่เหลือทั้งหลายว่า "สหายทั้งหลายเอ๋ย เว้นเมตตาเสีย ที่พึ่งอย่างอื่นของพวกเรา ไม่มี, ท่านทั้งหลายไม่ต้องการความโกรธในใคร ๆ จงเป็นผู้มีจิตเสมอเทียว ด้วยเมตตาจิตในพระราชา ในนายบ้าน ในช้างที่จะเหยียบ และในตน"

  10. ๑๐

    พวกเขาก็ทำเหมือนอย่างนั้น ฯ

    เต ตถา กรึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ชนเหล่านั้นก็ได้ทำอย่างนั้น.

  11. ๑๑

    ลำดับนั้น ช้างไม่อาจจะเข้าไปใกล้ได้ เพราะอานุภาพแห่งเมตตาของชนเหล่านั้น ฯ

    อถ เนสํ เมตฺตานุภาเวน หตฺถี อุปสงฺกมิตุํ น วิสหิ.

    ครั้งนั้น อ.ช้าง ไม่อาจแล้ว เพื่ออันเข้าไปใกล้ ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา (ของชน ท.) เหล่านั้น ฯ

    ลำดับนั้น ช้างไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ เพราะอานุภาพแห่งเมตตาของชนเหล่านั้น.

  12. ๑๒

    พระราชาทรงสดับเนื้อความนั้นแล้ว ตรัสว่า ช้างเห็นคนมาก จักไม่อาจเหยียบได้ ท่านทั้งหลายจงไป จงเอาเสื่อลำแพนคลุมเสียแล้ว จึงให้มันเหยียบ ฯ

    ราชา ตมตฺถํ สุตฺวา “พหู มนุสฺเส ทิสฺวา มทฺทิตุํ น วิสหิสฺสติ, คจฺฉถ กฏสาเรน ปฏิจฺฉาเทตฺวา มทฺทาเปถาติ อาห.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น ตรัสแล้ว ว่า (อ.ช้าง) เห็นแล้ว ซึ่งมนุษย์ ท. มาก จักไม่อาจ เพื่ออันเหยียบ, (อ.เจ้า ท.) จงไป (อ.เจ้า ท.) ปกปิดแล้ว ด้วยเสื่อลำแพน (ยังช้าง) จงให้เหยียบเถิด ดังนี้ ฯ

    พระราชา ทรงสดับความนั้นแล้ว ตรัสว่า "ช้างมันเห็นคนมาก จึงไม่อาจเหยียบได้, ท่านทั้งหลายจงไป, เอาเสื่อลำแพนคลุมเสียแล้วจึงให้มันเหยียบ."

  13. ๑๓

    ช้างถูกคนเอาเสื่อลำแพนคลุมชนเหล่านั้นแล้วไสเข้าไปเหยียบ ก็ถอยกลับเสียแต่ไกลเลย ฯ

    เต กฏสาเรน ปฏิจฺฉาเทตฺวา มทฺทิตุํ เปสิยมาโน หตฺถี ทูรโตว ปฏิกฺกมิ.

    อ.ช้าง ตัว (อันราชบุรุษ ท.) ปกปิดแล้ว (ซึ่งชน ท.) เหล่านั้น ด้วยเสื่อลำแพน ไสไปอยู่ เพื่ออันเหยียบ ก้าวกลับแล้ว จากที่ไกลเทียว ฯ

    ช้าง อันเขาเอาเสื่อลำแพนคลุมชนเหล่านั้น ไสเข้าไปเหยียบก็ถอยกลับไปเสียแต่ไกลเทียว.

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๙๙–๑๐๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระราชาทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้วทรงดำริว่า ในเรื่องนี้ต้องมีเหตุแล้วรับสั่งให้เรียกชนเหล่านั้นมาเฝ้า ตรัสถามว่า พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าอาศัยเราไม่ได้อะไรหรือไง ฯ

    ราชา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา “การเณเนตฺถ ภวิตพฺพนฺติ เต ปกฺโกสาเปตฺวา ปุจฺฉิ “ตาตา มํ นิสฺสาย ตุมฺเห กึ น ลภถาติ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น (ทรงดำริแล้ว) ว่า อันเหตุ (ในเรื่อง) นี้ พึงมี ดังนี้ ทรงยังบุคคลให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งชน ท.) เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.เธอ ท. อาศัยแล้ว ซึ่งเรา ย่อมไม่ได้ ซึ่งอะไรหรือ ? ดังนี้ ฯ

    พระราชา ทรงสดับประพฤติการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า "ในเรื่องนี้ ต้องมีเหตุ," แล้วรับสั่งให้เรียกชนเหล่านั้นมาเฝ้า ตรัสถามว่า "พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าอาศัยเรา ไม่ได้อะไรหรือ?"

  2. ๒

    นี่อะไรกัน พระเจ้าข้า ฯ

    “กิเมตํ เทวาติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.เรื่อง) นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    พวกมฆะ. นี่อะไร? พระเจ้าข้า.

  3. ๓

    ข่าวว่า พวกเจ้าเป็นโจรเที่ยวไปในป่า ด้วยการรวมกันเป็นกลุ่ม (หรือ) ฯ

    “ตุมฺเห กิร วคฺคพนฺเธน โจรา หุตฺวา อรญฺเญวิจรถาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ได้ยินว่า อ.เธอ ท. เป็นโจร ด้วยการผูกกันโดยความเป็นพวก เป็น ย่อมเที่ยวไป ในป่า ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ข่าวว่า พวกเจ้าเป็นโจร เที่ยวไปในป่า ด้วยการคุมกันเป็นพวก.

  4. ๔

    ใคร กราบทูลอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

    “โก เอวมาห เทวาติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ใคร กล่าวแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกมฆะ. ใคร กราบทูลอย่างนั้น พระเจ้าข้า?

  5. ๕

    ผู้ใหญ่บ้านจ้า พ่อ ฯ

    “คามโภชโก ตาตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.บุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้าน (กล่าวแล้ว อย่างนี้) ดังนี้ ฯ

    พระราชา. นายบ้าน, พ่อ.

  6. ๖

    ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นโจร แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าชำระหนทางไปสวรรค์ของตน จึงทำกรรมนี้และกรรมนี้ ผู้ใหญ่บ้านชักนำพวกข้าพระพุทธเจ้าในการทำกุศล ประสงค์จะให้พวกข้าพระพุทธเจ้าผู้ไม่ทำตามคำพูดของตนฉิบหาย โกรธแล้ว จึงกราบทูลอย่างนั้น ฯ

    “น มยํ เทว โจรา, มยํ ปน อตฺตโน สคฺคมคฺคํ โสเธนฺตา อิทญฺจิทญฺจ กโรม; คามโภชโก อมฺเห อกุสลกิริยาย นิโยเชตฺวา อตฺตโน วจนํ อกโรนฺเต นาเสตุกาโม กุชฺฌิตฺวา เอวมาหาติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นโจร (ย่อมเป็น) หามิได้, ก็ อ.ข้าพระองค์ ท. ยังหนทางแห่งสวรรค์ ให้หมดจดอยู่ เพื่อตน ย่อมกระทำ ซึ่งกรรม นี้ด้วย ๆ; (อ.บุคคล) ผู้บริโภคซึ่งบ้าน ชักชวนแล้ว ซึ่งข้าพระองค์ ท. เพื่ออันกระทำซึ่งอกุศล เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน (ยังข้าพระองค์ ท.) ผู้ไม่กระทำอยู่ ซึ่งคำ ของตน ให้ฉิบหาย (เป็น) โกรธแล้ว กราบทูลแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกมฆะ. ขอเดชะ พวกข้าพระองค์ไม่ได้เป็นโจร, แต่พวกข้าพระองค์ ชำระหนทางไปสวรรค์ของตน ๆ จึงทำกรรมนี้และกรรมนี้, นายบ้านชักนำพวกข้าพระองค์ในการทำอกุศล ประสงค์จะให้พวกข้าพระองค์ผู้ไม่ทำตามถ้อยคำของตนให้ฉิบหาย โกรธแล้ว จึงกราบทูลอย่างนั้น.

  7. ๗

    ทีนั้น พระราชา ทรงสดับถ้อยคำของชนเหล่านั้น เป็นผู้ถึงความโสมนัส ตรัสว่า พ่อทั้งหลาย สัตว์ดิรัจฉานนี้ ยังรู้จักคุณของพวกเจ้า เราเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจรู้จักได้ พวกเจ้าจงยกโทษให้เราเถิด ก็แล ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ได้พระราชทานผู้ใหญ่บ้านพร้อมทั้งบุตรและภริยาให้เป็นทาส ช้างตัวนั้นให้เป็นพาหนสำหรับขี่และบ้านนั้นให้เป็นเครื่องใช้สอยตามสบาย แก่ชนเหล่านั้น ฯ

    อถ ราชา เตสํ กถํ สุตฺวา โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา “ตาตา อยํ ติรจฺฉาโน ตุมฺหากํ คุเณ ชานาติ, อหํ มนุสฺสภูโต ชานิตุํ นาสกฺขึ, ขมถ เมติ, เอวญฺจ ปน วตฺวา สปุตฺตทารํ คามโภชกํ เตสํ ทาสํ ตํ หตฺถึ อาโรหณียํ ตญฺจ คามํ ยถาสุขํ ปริโภคํ กตฺวา อทาสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของชน ท.) เหล่านั้น เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความโสมนัส เป็น (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.สัตว์ดิรัจฉานนี้ ย่อมรู้ ซึ่งคุณ ท. ของเธอ ท., อ.เรา ผู้เป็นมนุษย์เป็นแล้ว ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันรู้, (อ.เธอ ท.) จงอดโทษ แก่เรา เถิด ดังนี้, ก็แล (อ.พระราชา) ครั้นตรัสแล้ว อย่างนี้ ได้พระราชทานแล้ว (ซึ่งบุคคล) ผู้บริโภคซึ่งบ้าน ผู้เป็นไปกับด้วยบุตรและภรรยา กระทำ ให้เป็นทาส (ของชน ท.) เหล่านั้น ด้วย (ได้พระราชทานแล้ว) ซึ่งช้าง นั้น (กระทำ) ให้เป็นช้างอันบุคคลพึงขี่ ด้วย (ได้พระราชทานแล้ว) ซึ่งบ้าน นั้น (กระทำ) ให้เป็นเครื่องใช้สอย ตามสบาย ด้วย ฯ

    ทีนั้น พระราชา ทรงสดับถ้อยคำของชนเหล่านั้น เป็นผู้ถึงความโสมนัส ตรัสว่า "พ่อทั้งหลาย สัตว์ดิรัจฉานนี้ ยังรู้จักคุณของพวกเจ้า, เราเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจรู้จัก, จงอดโทษแก่เราเถิด," ก็แลครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ได้พระราชทานนายบ้านพร้อมทั้งบุตรและภริยาให้เป็นทาส ช้างตัวนั้นให้เป็นพาหนะสำหรับขี่ และบ้านนั้น ให้เป็นเครื่องใช้สอยตามสบาย แก่ชนเหล่านั้น.

  8. ๘

    พวกเขาพูดกันว่า พวกเราเห็นอานิสงส์แห่งบุญในปัจจุบันนี้ทีเดียว ต่างมีใจผ่องใสโดยประมาณยิ่ง ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นช้างนั้นไป ปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกเราควรสร้างบุญให้มากกว่าเดิม ฯ

    เต “อิเธว โน ปุญฺญสฺสานิสํโส ทิฏฺโฐติ ภิยฺโยโส มตฺตาย ปสนฺนมนสา หุตฺวา ตํ หตฺถึ วาเรน อารุยฺห คจฺฉนฺตา มนฺตยึสุ “อิทานิ อมฺเหหิ อติเรกตรํ ปุญฺญํ กาตพฺพนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.อานิสงส์ แห่งบุญ อันเรา ท. เห็นแล้ว (ในอัตภาพ) นี้นั่นเทียว ดังนี้ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว โดยยิ่ง โดยประมาณ เป็น ขึ้นแล้ว สู่ช้าง นั้น โดยวาระ ไปอยู่ ปรึกษากันแล้ว ว่า ในกาลนี้ อ.บุญ อันยิ่งกว่า อันเรา ท. พึงกระทำ ดังนี้ ฯ

    พวกเขา พูดกันว่า "พวกเราเห็นอานิสงส์แห่งบุญในปัจจุบันนี้ทีเดียว," ต่างมีใจผ่องใสโดยประมาณยิ่ง ผลัดวาระกันขึ้นช้างนั้นไป ปรึกษากันว่า "บัดนี้ พวกเราควรทำบุญให้ยิ่งขึ้นไป,"

  9. ๙

    (ต่างถามกัน) ว่า พวกเราจะทำอะไรกัน ฯ

    “กึ กโรมาติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จะกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    พวกชนเหล่านั้นกล่าวว่า "พวกเราจะทำอะไรกัน?"

  10. ๑๐

    (ตกลงกัน) ว่า จักสร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชน ให้ถาวร ในทางหลวงสี่แยก ฯ

    “จาตุมฺมหาปเถ ถาวรํ กตฺวา มหาชนสฺส วิสฺสมนสาลํ กริสฺสามาติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) จักกระทำ ซึ่งศาลาเป็นที่พักผ่อน ของมหาชน กระทำ ให้เป็นของมั่นคง ในหมวดสี่แห่งหนทางใหญ่ ดังนี้ ฯ

    ตกลงกันว่า "จักสร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชนให้ถาวร ในหนทางใหญ่ ๔ แยก."

  11. ๑๑

    พวกเขาจึงสั่งให้เรียกช่างไม้มาแล้ว เริ่มสร้างศาลา ฯ แต่พวกเขาไม่ได้ให้ส่วนบุญแห่งศาลานั้นแก่มาตุคามทั้งหลาย เพราะปราศจากความพอใจในมาตุคาม ฯ

    เต วฑฺฒกึ ปกฺโกสาเปตฺวา สาลํ ปฏฺฐเปสุํ, มาตุคาเมสุ ปน วิคตจฺฉนฺทตาย ตสฺสา สาลาย มาตุคามานํ ปตฺตึ นาทํสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งช่างไม้ เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งศาลา, แต่ว่า (อ.ชน ท. เหล่านั้น) ไม่ได้ให้แล้ว ซึ่งส่วนบุญ ในศาลา นั้น แก่มาตุคาม ท. เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีความพอใจ ในมาตุคาม ท. ไปปราศแล้ว ฯ

    พวกเขาจึง สั่งให้หาช่างไม้มาแล้วเริ่มสร้างศาลา, แต่เพราะปราศจากความพอใจในมาตุคาม จึงไม่ได้ให้ส่วนบุญในศาลานั้น แก่มาตุคามทั้งหลาย.

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ธิดาของช่างหม้อแม้นั้น จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็บังเกิดเป็นธิดาของหัวหน้าอสูรในภพอสูร ในเรือนของผู้มีเวรต่อท้าวสักกะ แต่เพราะความที่นางรักษาศีลดีแล้วใน ๒ อัตภาพ นางจึงได้เป็นผู้มีรูปสวย มีผิวพรรณดุจทองคำ ประกอบด้วยรูปสิริอันไม่ทั่วไป ฯ

    สาปิ ตโต จวิตฺวา อสุรภวเน อสุรเชฏฺฐกสฺส ธีตา หุตฺวา สกฺกสฺส เวริฆเร นิพฺพตฺติ, ทฺวีสุ ปน อตฺตภาเวสุ สีลสฺส สุรกฺขิตตฺตา อภิรูปา อโหสิ สุวณฺณวณฺณา อสาธารณาย รูปสิริยา สมนฺนาคตา.

    (อ.ธิดาของบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ) แม้นั้น เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น เป็นธิดา ของอสูรผู้เจริญที่สุด ในภพแห่งอสูร เป็น บังเกิดแล้ว ในเรือนแห่งอสูรผู้มีเวร ต่อท้าวสักกะ, ก็ (อ.ธิดาของอสูรนั้น) เป็นผู้มีรูปงาม เป็นผู้มีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทอง เป็นผู้มาตามพร้อมแล้ว ด้วยสิริแห่งรูป อันไม่ทั่วไป ได้เป็นแล้ว เพราะความที่ แห่งศีล เป็นคุณชาตอันตนรักษาดีแล้ว ในอัตภาพ ท. ๒ ฯ

    ฝ่ายธิดาของช่างหม้อนั้น จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเรือนของผู้มีเวรต่อท้าวสักกะ เป็นธิดาของอสูรผู้หัวหน้าในภพอสูรแลเพราะความที่นางรักษาศีลดีแล้วใน ๒ อัตภาพ นางจึงได้เป็นผู้มีรูปสวย มีพรรณดุจทองคำ ประกอบด้วยรูปสิริอันไม่สาธารณ์(ทั่วไป).

  2. ๒

    จอมอสูร นามว่าเวปจิตติ พูดแก่ผู้มาแล้ว ๆ ว่า พวกท่านไม่สมควรแก่ธิดาของข้าพเจ้า แล้วก็ไม่ให้นางแก่ใคร ๆ คิดว่า ธิดาของเรา จักเลือกสามีที่เหมาะสมแก่ตนด้วยตนเอง ดังนี้แล้ว จึงให้พลเมืองที่เป็นอสูรประชุมกัน แล้วได้ให้พวงดอกไม้ในมือของนาง ด้วยการสั่งว่า เจ้าจงรับผู้เหมาะสมแก่เจ้าไว้เป็นสามี ฯ

    เวปจิตฺติ อสุรินฺโท อาคตาคตานํ “ตุมฺเห มม ธีตุ อนุจฺฉวิกา น โหถาติ ตํ กสฺสจิ อทตฺวา “มม ธีตา อตฺตนาว อตฺตโน อนุจฺฉวิกํ สามิกํ อุปธาเรสฺสตีติ อสุรพลํ สนฺนิปาตาเปตฺวา “ตุยฺหํ อนุจฺฉวิกํ สามิกํ คณฺหาหีติ ตสฺสา หตฺเถ ปุปฺผทามํ อทาสิ.

    อ.ท้าวเวปจิตติ ผู้เป็นจอมแห่งอสูร (กล่าวแล้ว แก่อสูร ท.) ผู้ทั้ง มาแล้ว ๆ ว่า อ.ท่าน ท. เป็นผู้สมควร แก่ธิดา ของเรา ย่อมเป็น หามิได้ ดังนี้ ไม่ให้แล้ว (ซึ่งธิดา) นั้น แก่ใคร ๆ (คิดแล้ว) ว่า อ.ธิดา ของเรา จักใคร่ครวญ ซึ่งสามี ผู้สมควร แก่ตน ด้วยตนเทียว ดังนี้ ยังหมู่ แห่งอสูร ให้ประชุมกันแล้ว ได้ให้แล้ว ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ ในมือ (ของธิดา) นั้น (ด้วยคำ) ว่า (อ.เจ้า) จงรับ ซึ่งสามี ผู้สมควร แก่เจ้า ดังนี้ ฯ

    จอมอสูรนามว่าเวปจิตติ พูดแก่ผู้มาแล้ว ๆ ว่า "พวกท่านไม่สมควรแก่ธิดาของข้าพเจ้า" แล้วก็ไม่ให้ธิดานั้นแก่ใคร ๆ คิดว่า "ธิดาของเรา จักเลือกสามีที่สมควรแก่ตนด้วยตนเอง" ดังนี้แล้ว จึงให้พลเมืองที่เป็นอสูรประชุมกัน แล้วได้ให้พวงดอกไม้ในมือของธิดานั้น ด้วยสังการว่า "เจ้าจงรับผู้สมควรแก่เจ้าสามี."

  3. ๓

    ในขณะนั้น ท้าวสักกะ ทรงตรวจดูสถานที่นางเกิด ทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้ สมควรที่เราจะไปนำเอานางมา ดังนี้แล้ว ทรงนิรมิตเพศเป็นอสูรแก่ ได้ไปยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สกฺโก ตสฺสา นิพฺพตฺตฏฺฐานํ โอโลเกนฺโต ตํ ปวตฺตึ ญตฺวา “อิทานิ มยา คนฺตฺวา ตํ อาเนตุํ วฏฺฏตีติ มหลฺลกอสุรวณฺณํ นิมฺมินิตฺวา คนฺตฺวา ปริสปริยนฺเต อฏฺฐาสิ.

    ในขณะ นั้น อ.ท้าวสักกะ ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งที่ (แห่งธิดาของบุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ) นั้น บังเกิดแล้ว ทรงทราบแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น (ทรงดำริแล้ว) ว่า ในกาลนี้ อ.อัน อันเรา ไปแล้ว นำมา (ซึ่งธิดาของอสูร) นั้น ย่อมควร ดังนี้ ทรงเนรมิตแล้ว ซึ่งเพศเพียงดังเพศแห่งอสูรผู้แก่ เสด็จไปแล้ว ได้ประทับยืนแล้ว ณ ที่สุดรอบแห่งบริษัท ฯ

    ในขณะนั้น ท้าวสักกะทรงตรวจดูสถานที่นางเกิด ทราบประพฤติเหตุนั้นแล้ว ทรงดำริว่า "บัดนี้ สมควรที่เราจะไปนำเอานางมา" ดังนี้แล้ว ได้ทรงนิรมิตเพศเป็นอสูรแก่ ไปยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท.

  4. ๔

    แม้นางอสุรกัญญานั้น เมื่อตรวจดูข้างโน้นและข้างนี้ พอพบท้าวสักกะนั้นเท่านั้น ก็เป็นผู้มีหทัยอันความรักซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาสท่วมทับแล้ว ดุจห้วงน้ำใหญ่ ก็ปลงใจว่า นั่น สามีของเรา จึงโยนพวงดอกไม้ไปเบื้องบนท้าวสักกะนั้น ฯ

    สาปิ อิโต จิโต จ โอโลเกนฺตี ตํ ทิฏฺฐมตฺตาว ปุพฺพสนฺนิวาสวเสน อุปฺปนฺเนน เปเมน มโหเฆเนว อชฺโฌตฺถตหทยา หุตฺวา “เอโส เม สามิโกติ ตสฺส อุปริ ปุปฺผทามํ ขิปิ.

    (อ.นางอสุรกัญญา) แม้นั้น แลดูอยู่ ข้างนี้ ด้วย ๆ ผู้สักว่าเห็นแล้ว (ซึ่งท้าวสักกะนั้น) เทียว เป็นผู้มีหทัย อันความรัก อันเกิดขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการอยู่พร้อมกันในกาลก่อน อันเพียงดังห้วงน้ำใหญ่ ท่วมทับแล้ว เป็น (คิดแล้ว) ว่า (อ.อสูร) นั่น เป็นสามี ของเรา (จงเป็น) ดังนี้ โยนไปแล้ว ซึ่งพวงแห่งดอกไม้ ในเบื้องบน (แห่งท้าวสักกะ) นั้น ฯ

    แม้นางอสุรกัญญานั้น เมื่อตรวจดูข้างโน้นและข้างนี้ พอพบท้าวสักกะนั้น ก็เป็นผู้มีหทัยอันความรักซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจปุพเพสันนิวาสท่วมทับแล้ว ดุจห้วงน้ำใหญ่ ก็ปลงใจว่า "นั่น สามีของเรา" จึงโยนพวกดอกไม้ไปเบื้องบนท้าวสักกะนั้น.

  5. ๕

    พวกอสูรละอายว่า พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ไม่ได้ผู้ที่เหมาะสมแก่พระธิดา ตลอดกาลเท่านี้ บัดนี้ได้แล้ว ผู้ที่แก่กว่าปู่นี้แล เหมาะสมแก่พระธิดาของท้าวเธอ ดังนี้แล้ว จึงหลีกไป ฯ

    อสุรา “อมฺหากํ ราชา เอตฺตกํ กาลํ ธีตุ อนุจฺฉวิกํ อลภิตฺวา อิทานิ ลภิ, อยเมวสฺส ธีตุ ปิตามหโต มหลฺลโก อนุจฺฉวิโกติ ลชฺชมานา ปกฺกมึสุ.

    อ.อสูร ท. ละอายอยู่ ว่า อ.พระราชา ของเรา ท. ไม่ได้แล้ว (ซึ่งอสูร) ผู้สมควร แก่ธิดา สิ้นกาล มีประมาณเท่านี้ ได้แล้ว ในกาลนี้, (อ.อสูร) นี้ นั่นเทียว ผู้แก่ กว่าปู่ เป็นผู้สมควร แก่ธิดา (ของพระราชา) นั้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    พวกอสูรนึกละอายว่า "พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ไม่ได้ผู้ที่สมควรแก่พระธิดาตลอดกาลประมาณเท่านี้ บัดนี้ได้แล้ว, ผู้ที่แก่กว่าปู่นี้แล สมควรแก่พระ ธิดาของท้าวเธอ" ดังนี้แล้ว จึงหลีกไป.

  6. ๖

    ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงจับมือนางอสุรกัญญานั้นแล้ว ทรงบันลือว่า เรา คือท้าวสักกะ แล้วทรงเหาะไปในอากาศ ฯ

    สกฺโกปิ ตํ หตฺเถ คเหตฺวา “สกฺโกหมสฺมีติ นทิตฺวา อากาเส ปกฺขนฺทิ.

    แม้ อ.ท้าวสักกะ ทรงจับแล้ว (ซึ่งนางอสุรกัญญา) นั้น ที่มือ ทรงบันลือแล้ว ว่า (อ.เรา) เป็นท้าวสักกะ ย่อมเป็น ดังนี้ ทรงเหาะไปแล้ว ในอากาศ ฯ

    ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงจับอสุรกัญญานั้นที่มือแล้ว ทรงประกาศว่า "เรา คือท้าวสักกะ" แล้วทรงเหาะไปในอากาศ.

  7. ๗

    พวกอสูรรู้ว่า พวกเราถูกท้าวสักกะแก่ลวงเสียแล้ว จึงพากันติดตามท้าวสักกะนั้นไป ฯ

    อสุรา “วญฺจิตมฺหา ชรสกฺเกนาติ ตํ อนุพนฺธึสุ.

    อ.อสูร ท. (รู้แล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) เป็นผู้อัน ท้าวสักกะผู้แก่ ลวงแล้ว เป็นแล้ว ดังนี้ ติดตามแล้ว (ซึ่งท้าวสักกะ) นั้น ฯ

    พวกอสูรรู้ว่า "พวกเราถูกสักกะแก่ลวงเสียแล้ว" จึงพากันติดตามท้าวสักกะนั้นไป.

  8. ๘

    เทพบุตรผู้เป็นสารถีนามว่ามาตลี นำรถเวชยันต์มาพักไว้ในระหว่างทาง ฯ

    มาตลิ สงฺคาหโก เวชยนฺตรถํ อาหริตฺวา อนฺตรามคฺเค ฐเปสิ.

    (อ.เทพบุตร) ผู้เป็นสารถี ชื่อว่ามาตลี นำมาแล้ว ซึ่งรถชื่อว่าเวชยันต์ พักไว้แล้ว ในระหว่างแห่งหนทาง ฯ

    เทพบุตรผู้เป็นสารถีนามว่ามาตลี นำเวชยันตรถมาพักไว้ในระหว่างทาง.

  9. ๙

    ท้าวสักกะทรงอุ้มนางขึ้นบนรถนั้นแล้ว ได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางเทพนคร ฯ

    สกฺโก ตํ ตตฺถ อาโรเปตฺวา เทวนคราภิมุโข ปายาสิ.

    อ.ท้าวสักกะ ทรงยกขึ้นแล้ว (ซึ่งนางอสุรกัญญา) นั้น บนรถชื่อว่า (เวชยันต์) นั้น ผู้มีพระพักตร์เฉพาะต่อเทพนคร ได้เสด็จไปแล้ว ฯ

    ท้าวสักกะทรงอุ้มนางขึ้นในรถนั้นแล้ว บ่ายพระพักตร์สู่เทพนคร เสด็จไปแล้ว.

ภาค ๒ ท้าวสักกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๘–๑๐๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น ในเวลาที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จถึงป่าไม้งิ้ว ลูกนกครุฑได้ยินเสียงรถ ก็กลัว พากันร้องแล้ว ฯ

    อถสฺส สิมฺพลิวนํ สมฺปตฺตกาเล รถสทฺทํ สุตฺวา ภีตา ครุฬโปตกา วิรวึสุ.

    ครั้งนั้น ในกาล (แห่งท้าวสักกะ) นั้นเสด็จถึงพร้อมแล้ว ซึ่งป่าแห่งไม้งิ้ว อ.นกครุฑผู้ลูกน้อย ท. ฟังแล้ว เสียงแห่งรถ กลัวแล้ว ร้องแล้ว ฯ

    ครั้นในเวลาที่ท้าวสักกะนั้น เสด็จถึงสิมพลิวัน ลูกนกครุฑได้ยินเสียรถ(ตกใจ)กลัวร้องแล้ว.

  2. ๒

    ท้าวสักกะได้ทรงสดับเสียงลูกนกครุฑเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามมาตลีว่า นั่นนกอะไร ร้อง ฯ

    เตสํ สทฺทํ สุตฺวา สกฺโก มาตลึ ปุจฺฉิ “เก เอเต วิรวนฺตีติ.

    อ.ท้าวสักกะ ทรงสดับแล้ว ซึ่งเสียง (ของนกครุฑผู้ลูกน้อย ท.) เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ซึ่งเทพบุตรชื่อว่ามาตลี ว่า (อ.สัตว์ ท.) เหล่านั่น เหล่าไหน ย่อมร้อง ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะได้ทรงสดับเสียงลูกนกครุฑเหล่านั้นแล้วตรัสถามมาตลีว่า "นั่นนกอะไรร้อง?"

  3. ๓

    ลูกนกครุฑ พระเจ้าข้า ฯ

    “ครุฬโปตกา เทวาติ.

    (อ.เทพบุตรชื่อว่ามาตลี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่เทพเจ้า อ.นกครุฑผู้ลูกน้อย ท. (ย่อมร้อง) ดังนี้ ฯ

    มาตลี. ลูกนกครุฑ พระเจ้าข้า.

  4. ๔

    เพราะเหตุไร มันจึงร้อง ฯ

    “กึการณาติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.นกครุฑผู้ลูกน้อย ท. ย่อมร้อง) เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะ. เพราะเหตุไร มันจึงร้อง?

  5. ๕

    เพราะได้ยินเสียงรถแล้ว กลัวตาย ฯ

    “รถสทฺทํ สุตฺวา มรณภเยนาติ.

    (อ.เทพบุตรชื่อว่ามาตลี กราบทูลแล้ว) ว่า (อ.นกครุฑผู้ลูกน้อย ท.) ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งรถ (ย่อมร้อง) เพราะความกลัวแต่ความตาย ดังนี้ ฯ

    มาตลี. เพราะได้ยินเสียงรถแล้วกลัวตาย.

  6. ๖

    ท้าวสักกะ ตรัสว่า เพราะอาศัยเราผู้เดียว นกประมาณเท่านี้ ถูกความเร็วของรถให้ย่อยยับไปแล้ว มันอย่าฉิบหายเสียเลย เธอจงกลับรถเสียเถิด ฯ

    “มํ เอกํ นิสฺสาย เอตฺตโก ทิโช รถเวเคน วิจุณฺณิโต, มา นสฺสิ, นิวตฺเตหิ รถนฺติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วสองหน มีประมาณเท่านี้ อาศัยแล้ว ซึ่งเรา ผู้เดียว อันกำลังแห่งรถ ให้ย่อยยับไปแล้ว, (อ.สัตว์ผู้เกิดแล้วสองหน) อย่าฉิบหายแล้ว, (อ.เธอ) ยังรถ จงให้กลับเถิด ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะ ตรัสว่า "อาศัยเราผู้เดียว นกประมาณเท่านี้ถูกความเร็วของรถให้ย่อยยับไปแล้ว มันอย่าฉิบหายเสียเลย. เธอจงกลับรถเสียเถิด."

  7. ๗

    มาตลีเทพบุตรนั้น ให้สัญญาณแก่ม้าสินธพพันหนึ่งด้วยแส้ กลับรถแล้ว ฯ

    โส สินฺธวสหสฺสสฺส ทณฺฑเกน สญฺญํ ทตฺวา รถํ นิวตฺเตสิ.

    (อ.เทพบุตรชื่อว่ามาตลี) นั้น ให้แล้ว ซึ่งสัญญา ด้วยท่อนไม้ แก่พันแห่งม้าสินธพ ยังรถ ให้กลับแล้ว ฯ

    มาตลีเทพบุตรนั้น ให้สัญญาแก่ม้าสินธพพันหนึ่งด้วยแส้ กลับรถแล้ว.

  8. ๘

    พวกอสูรเห็นเหตุนั้น คิดว่า ท้าวสักกะแก่ หนีไปตั้งแต่อสุรบุรี บัดนี้ กลับรถแล้ว เธอจักได้ผู้ช่วยเหลือเป็นแน่ จึงกลับเข้าไปสู่อสุรบุรีตามทางที่มาแล้วนั่นแล ไม่ยกศีรษะขึ้นอีก ฯ

    ตํ ทิสฺวา อสุรา “ชรสกฺโก อสุรปุรโต ปฏฺฐาย ปลายนฺโต อิทานิ รถํ นิวตฺเตสิ, อทฺธาเนน อุปตฺถมฺโภ ลทฺโธ ภวิสฺสตีติ นิวตฺติตฺวา อาคตมคฺเคเนว อสุรปุรํ ปวิสิตฺวา ปุน สีสํ น อุกฺขิปึสุ.

    อ.อสูร ท. เห็นแล้ว (ซึ่งกิริยา) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ท้าวสักกะผู้แก่ หนีไปอยู่ จำเดิม แต่บุรีแห่งอสูร ยังรถ ให้กลับแล้ว ในกาลนี้, อ.บุคคลผู้ช่วยเหลือ เป็นผู้อันท้าวสักกะนี้ได้แล้ว จักเป็น แน่แท้ ดังนี้ กลับแล้ว เข้าไปแล้ว สู่บุรีแห่งอสูร ตามหนทาง (แห่งตน) มาแล้วนั่นเทียว ไม่ยกขึ้นแล้ว ซึ่งศีรษะ อีก ฯ

    พวกอสูรเห็นกิริยานั้น คิดว่า "ท้าวสักกะแก่ หนีไปตั้งแต่อสุรบุรี บัดนี้ กลับรถแล้ว, เธอจักได้ผู้ช่วยเหลือเป็นแน่" จึงลับเข้าไปสู่อสุรบุรีตามทางที่มาแล้วนั่นแล ไม่ยกศีรษะขึ้นอีก.

  9. ๙

    ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงนำนางอสุรกัญญาชื่อสุชาดาไปเทพนครแล้ว ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งหัวหน้านางอัปสร ๒ โกฏิกึ่ง ฯ

    สกฺโกปิ สุชํ อสุรกญฺญํ เทวนครํ เนตฺวา อฑฺฒเตยฺยานํ อจฺฉราโกฏีนํ เชฏฺฐกฏฺฐาเน ฐเปสิ.

    แม้ อ.ท้าวสักกะ ทรงนำไปแล้ว ซึ่งนางอสุรกัญญา ชื่อว่า สุชาดา สู่เทพนคร ทรงตั้งไว้แล้ว ในตำแหน่งอันเจริญที่สุด แห่งโกฏิแห่งนางอัปสร ท. ที่สามด้วยทั้งกึ่ง ฯ

    ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงนำนางสาวอสูรชื่อสุชาดาไปเทพนครแล้วทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งหัวหน้านางอัปสร ๒ โกฏิครึ่ง.

  10. ๑๐

    นางทูลขอพรกะท้าวสักกะว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า ในเทวโลกนี้ หม่อมฉันไม่มีบิดามารดาหรือพี่ชายพี่สาว (เลย) พระองค์จะเสด็จไปในที่ใด ๆ พึงพาหม่อมฉันไปในที่นั้น ๆ (ด้วย) ฯ

    สา สกฺกํ วรํ ยาจิ “มหาราช มม อิมสฺมึ เทวโลเก มาตาปิตโร วา ภาติกภคินิโย วา นตฺถิ; ยตฺถ ยตฺถ คจฺฉสิ, ตตฺถ ตตฺถ มํ คเหตฺวา คจฺเฉยฺยาสีติ.

    (อ.นางอสุรกัญญา) นั้น ทูลขอแล้ว ซึ่งพร กะท้าวสักกะ ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.มารดาและบิดา ท. หรือ หรือว่า อ.พี่น้องชายและ พี่น้องสาว ท. ของหม่อมฉัน ในเทวโลก นี้ ย่อมไม่มี; (อ.พระองค์) จะเสด็จไป (ในที่) ใด ๆ, (อ.พระองค์) ทรงพาเอาแล้ว ซึ่งหม่อมฉัน พึงเสด็จไป (ในที่) นั้น ๆ เถิด ดังนี้ ฯ

    นางทูลขอพรกะท้าวสักกะว่า "ขอเดชะพระมหาราชเจ้า มารดาบิดาหรือพี่ชายพี่หญิงของหม่อมฉัน ในเทวโลกนี้ ไม่มี; พระองค์จะเสด็จไปในที่ใด ๆ พึง(ทรงพระกรุณา)พาหม่อมฉันไปในที่นั้น ๆ(ด้วย)

  11. ๑๑

    ท้าวเธอได้ประทานปฏิญญาแก่นางว่า ได้ ฯ

    โส “สาธูติ ตสฺสา ปฏิญฺญํ อทาสิ.

    (อ.ท้าวสักกะ) นั้น (ทรงรับพร้อมแล้ว) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ได้ประทานแล้ว ซึ่งปฏิญญา (แก่นางอสุรกัญญา) นั้น ฯ

    ท้าวสักกะได้ประทานปฏิญญาแก่นางว่า "ได้."

  12. ๑๒

    ก็ตั้งแต่นั้นมา เมื่อดอกจิตตปาตลิบาน พวกอสูรประสงค์จะรบกะท้าวสักกะ ขึ้นมาเพื่อต้องการจะรบ ด้วยสำคัญว่า เวลานี้ เป็นเวลาที่ดอกปาริฉัตตกทิพย์ของพวกเราบาน ฯ

    ตโต ปฏฺฐาย จ จิตฺตปาตลิยา ปุปฺผิตาย, อสุรา “อมฺหากํ ทิพฺพปาริจฺฉตฺตกสฺส ปุปฺผนกาโลติ สญฺญาย ยุทฺธตฺถาย สกฺกํ อภิยุชฺฌิตุกามา อภิรูหึสุ.

    ก็ ครั้นเมื่อ ดอกไม้ชื่อว่าจิตตปาตลิ บานแล้ว จำเดิม แต่กาลนั้น, อ.อสูร ท. ผู้ปรารถนาเพื่ออันรบเฉพาะ กะท้าวสักกะ ขึ้นเฉพาะแล้ว เพื่อประโยชน์แก่อันรบ ด้วยความสำคัญ ว่า (อ.กาลนี้) เป็นกาลเป็นที่บาน แห่งดอกไม้ชื่อว่าปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ ของเรา ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ก็จำเดิมแต่นั้นมา เมื่อดอกจิตตปาตลิบาน พวกอสูรประสงค์จะรบกะท้าวสักกะ ขึ้นมาเพื่อหมายจะต่อยุทธ์ ด้วยสำคัญว่า "เป็นเวลาที่ดอกปาริฉัตตกทิพย์ของพวกเราบาน"

  13. ๑๓

    ท้าวสักกะได้ประทานอารักขาแก่พวกนาคในภายใต้สมุทร ถัดจากนั้น (ได้ประทาน) แก่พวกครุฑ ถัดจากนั้น แก่พวกกุมภัณฑ์ ถัดจากนั้น แก่พวกยักษ์ ถัดจากนั้น แก่ท้าวจตุมหาราช ส่วนชั้นบนกว่าทุก ๆ ชั้น ทรงประดิษฐานรูปจำลองพระอินทร์ ซึ่งมีพระวชิระในพระหัตถ์ไว้ที่ทวารแห่งเทพนคร ฯ

    สกฺโก เหฏฺฐาสมุทฺเท นาคานํ อารกฺขํ อทาสิ, ตโต สุปณฺณานํ, ตโต กุมฺภณฺฑานํ, ตโต ยกฺขานํ, ตโต จตุนฺนํ มหาราชานํ, สพฺพูปริ ปน เทวนครทฺวาเรสุ วชิรหตฺถา อินฺทปฏิมา ฐเปสิ.

    อ.ท้าวสักกะ ได้ประทานแล้ว ซึ่งการอารักขา แก่นาค ท. ในภายใต้แห่งทะเล, (ได้ประทานแล้ว ซึ่งการอารักขา) แก่ครุฑ ท. (แต่กาอารักขา แห่งนาค ท.) นั้น, (ได้ประทานแล้ว ซึ่งการอารักขา) แก่กุมภัณฑ์ ท. (แต่การอารักขา แห่งครุฑ ท.) นั้น, (ได้ประทานแล้ว ซึ่งการอารักขา) แก่ยักษ์ ท. (แต่การอารักขา แห่งกุทภัณฑ์ ท.) นั้น, (ได้ประทานแล้ว ซึ่งการอารักขา) แก่ท้าวมหาราช ท. ๔ (แต่การอารักขา แห่งยักษ์ ท.) นั้น, อนึ่ง (อ.ท้าวสักกะ) ทรงตั้งไว้แล้ว ซึ่งรูปเปรียบแห่งพระอินทร์ ท. ผู้มีวชิระ ในพระหัตถ์ ที่ประตูแห่งเทพนคร ท. ในเบื้องบนแห่งการอารักขาทั้งปวง ฯ

    ท้าวสักกะได้ประทานอารักขาแก่พวกนาคในภายใต้สมุทร. ถัดนั้น พวกครุฑ, ถัดนั้นพวกกุมภัณฑ์, ถัดนั้น พวกยักษ์, ถัดนั้น ท้าวจตุมหาราช, ส่วนชั้นบนกว่าทุก ๆ ชั้น ประดิษฐานรูปจำลองพระอินทร์ ซึ่งมีวชิราวุธในพระหัตถ์ไว้ที่ทวารแห่งเทพนคร.

  14. ๑๔

    พวกอสูรแม้ชนะพวกนาคเป็นต้นมาแล้ว เห็นรูปจำลองพระอินทร์แต่ไกล ก็ย่อมหนีไป ด้วยเข้าใจว่า ท้าวสักกะเสด็จออกมาแล้ว ฯ

    อสุรา นาคาทโย ชินิตฺวา อาคตาปิ อินฺทปฏิมา ทูรโต ทิสฺวา “สกฺโก นิกฺขนฺโตติ ปลายนฺติ.

    อ.อสูร ท. ชนะแล้ว (ซึ่งอมนุษย์ ท.) มีนาคเป็นต้น แม้มาแล้ว เห็นแล้ว ซึ่งรูปเปรียบแห่งพระอินทร์ ท. แต่ที่ไกล ย่อมหนีไป (ด้วยความสำคัญ) ว่า อ.ท้าวสักกะ เสด็จออกแล้ว ดังนี้ ฯ

    พวกอสูรแม้ชนะพวกนาคเป็นต้นมาแล้ว เห็นรูปจำลองพระอินทร์มาแต่ไกล ก็ย่อมหนีไป ด้วยเข้าใจว่า "ท้าวสักกะเสด็จออกมาแล้ว."

ภาค ๒ พระติสสะเถระผู้อยู่ในนิคม

ภาค ๒ พระติสสะเถระผู้อยู่ในนิคม

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๒–๑๑๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า ลูกชายคนมีสกุลคนหนึ่ง เกิดเติบโตในบ้านที่ตั้งอยู่ในนิคมแห่งหนึ่ง ไม่ไกลกรุงสาวัตถีนัก บรรพชาแล้ว ได้อุปสมบทในศาสนาของพระศาสดาแล้ว ปรากฏว่า ชื่อพระนิคมติสสเถระ ผู้มักน้อย สันโดษ สงัด เร่งรัดความเพียร ฯ

    เอกสฺมึ หิ สาวตฺถิโต อวิทูเร นิคมคาเม ชาตสํวฑฺโฒ เอโก กุลปุตฺโต สตฺถุ สาสเน ปพฺพชิตฺวา ลทฺธูปสมฺปโท “นิคมติสฺสตฺเถโร นาม อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ ปวิวิตฺโต อารทฺธวิริโยติ ปญฺญายิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.กุลบุตร คนหนึ่ง ผู้เกิดแล้วและ เติบโตแล้ว ในบ้านอันตั้งอยู่แล้วในนิคม อันไม่ไกล จากเมืองสาวัตถี แห่งหนึ่ง บวชแล้ว ในพระศาสนา ของพระศาสดา ผู้มีอุปสมบทอันได้แล้ว ปรากฏแล้ว ว่า ชื่อ อ.พระเถระชื่อว่าติสสะผู้อยู่ในนิคมโดยปกติ เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้ยินดีแล้วด้วยของที่มีอยู่ เป็นผู้สงัดแล้ว เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ความพิสดารว่า กุลบุตรคนหนึ่ง เกิดเติบโตในบ้านที่ตั้งอยู่ในนิคมแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี บรรพชาแล้วได้อุปสมบทในศาสนาของพระศาสดาแล้ว ปรากฏว่า "ชื่อว่า พระนิคมติสสเถระเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ปรารภความเพียร."

  2. ๒

    ท่านเที่ยวบิณฑบาตเฉพาะบ้านญาติเท่านั้น เป็นประจำ ฯ

    โส นิพทฺธํ ญาติคาเมเยว ปิณฺฑาย จรติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ย่อมเที่ยวไป เพื่อบิณฑะ ในบ้านแห่งญาตินั่นเทียว เนืองนิจ ฯ

    ท่านเที่ยวบิณฑบาตเฉพาะในบ้านของญาติเป็นนิตย์.

  3. ๓

    เมื่อคนทั้งหลายเป็นต้นว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำมหาทานก็ดี เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลกระทำอสทิสทานก็ดี ก็มิได้มากรุงสาวัตถี ฯ

    อนาถปิณฺฑิกาทีสุ มหาทานานิ กโรนฺเตสุปิ, ปเสนทิโกสเล อสทิสทานํ กโรนฺเตปิ, สาวตฺถึ นาคจฺฉติ.

    (ครั้นเมื่อชน ท.) มีเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะเป็นต้น กระทำอยู่ ซึ่งทานใหญ่ ท. ก็ดี, ครั้นเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงกระทำอยู่ ซึ่งอสทิสทานก็ดี, (อ.พระเถระ) ย่อมไม่มา สู่เมืองสาวัตถี ฯ

    เมื่อคนทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ทำมหาทานอยู่ก็ดี, เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบำเพ็ญอสทิสทานอยู่ก็ดี, ก็ไม่มากรุงสาวัตถี.

  4. ๔

    พวกภิกษุจึงสนทนากันว่า ท่านนิคมติสสะรูปนี้ ลุกขึ้นขมีขมัน มั่วสุมกับพวกญาติอยู่ เมื่อคนทั้งหลายเป็นต้นว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีทำมหาทานก็ดี เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทำอสทิสทานก็ดี ท่าน มิได้มาแล้ว ดังนี้แล้วกราบทูลพระศาสดา ฯ

    ภิกฺขู “อยํ นิคมติสฺโส อุฏฺฐาย สมุฏฺฐาย ญาติสํสฏฺโฐ วิหรติ, อนาถปิณฺฑิกาทีสุ มหาทานานิ กโรนฺเตสุปิ, ปเสนทิโกสเล อสทิสทานํ กโรนฺเตปิ, เนว อาคจฺฉตีติ กถํ สมุฏฺฐาเปตฺวา สตฺถุ อาโรจยึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ยังวาจาเป็นเครื่องกล่าว ว่า อ.พระนิคมติสสะ นี้ ลุกขึ้นแล้ว ลุกขึ้นพร้อมแล้ว ผู้คลุกคลีแล้วด้วยญาติ ย่อมอยู่, (ครั้นเมื่อชน ท.) มีเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะเป็นต้น กระทำอยู่ ซึ่งทานใหญ่ ท. ก็ดี, ครั้นเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงกระทำอยู่ ซึ่งอสทิสทานก็ดี, (อ.พระนิคมติสสะนี้) ย่อมไม่มา นั่นเทียว ดังนี้ ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว กราบทูลแล้ว แก่พระศาสดา ฯ

    พวกภิกษุจึงสนทนากันว่า "พระนิคมติสสะนี้ ลุกขึ้นเสด็จสรรพแล้ว ก็คลุกคลีด้วยญาติอยู่ เมื่อชนทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ทำมหาทานอยู่ก็ดี, เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงบำเพ็ญอสทิสทานอยู่ก็ดี, เธอไม่มาเลย ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.

  5. ๕

    พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุ ข่าวว่าเธอทำอย่างนี้ จริงหรือ เมื่อท่านกราบทูลว่า มิได้มีเลย พระเจ้าข้า การมั่วสุมกับพวกญาติสำหรับข้าพระองค์ ข้าพระองค์อาศัยมนุษย์พวกนั่น ได้อาหารเพียงพอกล้ำกลืนได้ ข้าพระองค์คำนึงเพียงว่า เมื่อเราได้อาหารเพียงประทังชีวิตให้เป็นไป จะชนิดเลวก็ตาม ประณีตก็ตาม จะแสวงหาอาหารอีกไปทำไมเล่า จึงไม่มา ก็ขึ้นชื่อว่าการมั่วสุมกับพวกญาติ สำหรับข้าพระองค์ มิได้มีดอก พระเจ้าข้า แม้ตามปกติก็ทรงทราบอัธยาศัยของท่านอยู่ จึงประทานสาธุการว่า ดีละ ๆ ภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ภิกษุ ก็ข้อที่เธอได้อาจารย์ผู้เช่นนั้นแล้ว ได้เป็นผู้มักน้อย ไม่น่าอัศจรรย์แลเพราะว่า ขึ้นชื่อว่าความมักน้อยนี้ เป็นแบบแผน เป็นประเพณีของเรา ดังนี้ ผู้อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาแล้ว ทรงนำเรื่องอดีตมาเล่า ฯ

    สตฺถา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ เอวํ กโรสีติ ปุจฺฉิตฺวา, “นตฺถิ ภนฺเต มยฺหํ ญาติสํสคฺโค, อหํ เอเต มนุสฺเส นิสฺสาย อชฺโฌหรณียมตฺตํ ลภามิ, `ลูเข วา ปณีเต วา ยาปนมตฺเต ลทฺเธ, ปุน กึ อาหารปริเยสเนนาติ นาคจฺฉามิ, ญาตีหิ ปน เม สํสคฺโค นาม นตฺถิ ภนฺเตติ วุตฺเต, ปกติยาปิ ตสฺส อชฺฌาสยํ ชานนฺโต “สาธุ สาธุ ภิกฺขูติ สาธุการํ ทตฺวา “อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ ภิกฺขุ, ยํ ตฺวํ มาทิสํ อาจริยํ ลภิตฺวา อปฺปิจฺโฉ อโหสิ; อยญฺหิ อปฺปิจฺฉตา นาม มม ตนฺติ มม ปเวณีติ วตฺวา ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ: อตีเต หิมวนฺเต คงฺคาตีเร เอกสฺมึ อุทุมฺพรวเน อเนกสหสฺสา สุวกา วสึสุ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า อ.เธอ ย่อมกระทำ อย่างนี้ จริงหรือ ? ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ความคลุกคลีด้วยญาติ แห่งข้าพระองค์ ย่อมไม่มี, อ.ข้าพระองค์ อาศัยแล้ว ซึ่งมนุษย์ ท. (เหล่า) นั่น ย่อมได้ (ซึ่งอาหารวัตถุ) สักว่าอาหารอันบุคคลพึงกลืนกิน, (อ.ข้าพระองค์) ย่อมไม่มา (ด้วยความคิด) ว่า (ครั้นเมื่ออาหารวัตถุ) อันเศร้าหมอง หรือ หรือว่า อันประณีต อันสักว่าเป็นเครื่องยังอัตภาพให้เป็นไป (อันเรา) ได้แล้ว, (อ.ประโยชน์) อะไร ด้วยการแสวงหาซึ่งอาหาร อีก ดังนี้, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ ชื่อ อ.ความคลุกคลี ด้วยญาติ ท. ย่อมไม่มี แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ (อันพระเถระ) กราบทูลแล้ว, ทรงทราบอยู่ ซึ่งอัธยาศัย (ของพระเถระ) นั้น แม้โดยปกติ ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ว่า ดูก่อนภิกษุ อ.ดีละ อ.ดีละ ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ อ.เธอ ได้แล้ว ซึ่งอาจารย์ ผู้เช่นกับด้วยเรา เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ได้เป็นแล้ว ใด, (อ.ความที่ แห่งเธอ เป็นผู้ ได้แล้ว ซึ่งอาจารย์ ผู้เช่นกับด้วยเรา มีความปรารถนาน้อย) นั่น เป็นเรื่องไม่น่าอัศจรรย์ แล (ย่อมเป็น); เพราะว่า ชื่อ อ.ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย นี้ เป็นแบบแผน ของเรา เป็นประเพณี ของเรา (ย่อมเป็น) ดังนี้ ผู้อันภิกษุ ท. ทูลวิงวอนแล้ว ทรงนำมาแล้ว ซึ่งเรื่องอันล่วงไปแล้ว ว่า : ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.นกแขกเต้า ท. ตัวมีพันมิใช่หนึ่ง อยู่แล้ว ในป่าแห่งไม้มะเดื่อ แห่งหนึ่ง ใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำชื่อว่าคงคา ในป่าหิมพานต์ ฯ

    พระศาสดา รับสั่งให้เรียกท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุข่าวว่า เธอทำอย่างนั้น จริงหรือ?" เมื่อท่านกราบทูลว่า "ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีความคลุกคลีด้วยญาติ, ข้าพระองค์อาศัยพวกมนุษย์ที่เป็นญาติเหล่านั้น ย่อมได้อาหารที่พอจะกลืนกินได้, ข้าพระองค์คิดว่า 'เมื่อเราได้อาหารที่เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม ซึ่งพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้แล้ว, ประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาอาหารอีกเล่า?' ดังนี้แล้ว จึงไม่มา, ก็ชื่อว่า ความคลุกคลีด้วยหมู่ญาติไม่มีแก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า" แม้ตามปกติ(พระองค์)ก็ทรงทราบอัธยาศัยของท่านอยู่ จึงประทานสาธุการว่า "ดีละ ๆ ภิกษุ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ ก็ข้อที่เธอได้อาจารย์ผู้เช่นเราแล้ว ได้เป็นผู้มักน้อย ไม่อัศจรรย์นัก, เพราะว่า ชื่อว่า ความเป็นผู้มักน้อยนี้เป็นแบบแผนของเรา เป็นประเพณีของเรา" ดังนี้แล้ว อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาว่าในอดีตกาล นกแขกเต้าหลายพันตัว อยู่ในป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์.

ภาค ๒ พระติสสะเถระผู้อยู่ในนิคม

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๑๓–๑๑๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในอดีตกาล นกแขกเต้าหลายพันตัว พากันอยู่ในป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่ง ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ในป่าหิมพานต์ ฯ บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้นพญานกแขกเต้าตัวหนึ่ง เมื่อต้นไม้ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของตนมีผลวาย จึงจิกกินเฉพาะส่วนที่เหลือซึ่งยังมีอยู่ จะเป็นหน่อก็ตาม ใบก็ตาม (หรือ) เปลือกก็ตาม ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา เป็นสัตว์ที่มักน้อยอย่างยิ่ง สันโดษ ไม่ (ยอม) ไปในที่แห่งอื่นเลย ฯ

    ตตฺถ เอโก สุวราชา อตฺตโน นิวาสนรุกฺขสฺส ผเลสุ ขีเณสุ, ยเทว อวสิฏฺฐํ โหติ องฺกุโร วา ปตฺตํ วา ตโจ วา, ตํ ขาทิตฺวา คงฺคายํ ปานียํ ปิวิตฺวา ปรมปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ หุตฺวา อญฺญตฺถ น คจฺฉติ.

    (ในนกแขกเต้า ท.) เหล่านั้นหนา อ.นกแขกเต้าผู้พระราชา ตัวหนึ่ง ครั้นเมื่อผล ท. ของต้นไม้อันเป็นที่อาศัยอยู่ ของตน สิ้นแล้ว, (อ.รุกขาวัยวะ) ใด นั่นเทียว คือ อ.หน่อ หรือ หรือว่า คือ อ.ใบ หรือว่า คือ อ.เปลือก เป็นของเหลือลงแล้ว ย่อมเป็น, จิกกินแล้ว (ซึ่งรุกขาวัยวะ) นั้น ดื่มแล้ว ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ในแม่น้ำคงคา เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง เป็นผู้ยินดีแล้วด้วยของที่มีอยู่ เป็น ย่อมไม่ไป (ในที่) อื่น ฯ

    บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้นพระยานกแขกเต้าตัวหนึ่ง เมื่อผลแห่งต้นไม้ที่ตนอาศัยอยู่สิ้นแล้ว, จิกกินหน่อใบหรือเปลือกซึ่งยังเหลืออยู่ ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา เป็นสัตว์ที่มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง สันโดษ ไม่ไปในที่อื่นด้วยคุณคือความปรารถนาน้อยและสันโดษของพระยานกแขกเต้านั้น

  2. ๒

    ด้วยความดีที่พญานกแขกเต้านั้นเป็นสัตว์มักน้อยสันโดษภพของท้าวสักกะไหวแล้ว ฯ

    ตสฺส อปฺปิจฺฉสนฺตุฏฺฐภาวคุเณน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ.

    อ.ภพ ของท้าวสักกะ หวั่นไหวแล้ว ด้วยคุณคือความที่ (แห่งนกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยและยินดีแล้วด้วยของที่มีอยู่ ฯ

    ที่อยู่ของท้าวสักกะ หวั่นไหวแล้วด้วยคุณคือความที่พญานกแก้วมีความมักน้อยและสันโดษ

  3. ๓

    ท้าวสักกะ ทรงรำพึงอยู่ ทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้วเพื่อจะลองใจพญานกแขกเต้านั้น จึงบันดาลให้ต้นไม้นั้นเหี่ยวแห้งลงด้วยอานุภาพของตน ฯ

    สกฺโก อาวชฺชมาโน ตํ ทิสฺวา ตสฺส วีมํสนตฺถํ อตฺตโน อานุภาเวน ตํ รุกฺขํ สุกฺขาเปสิ.

    อ.ท้าวสักกะ ทรงใคร่ครวญอยู่ ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งเหตุ) นั้น ทรงยังต้นไม้นั้น ให้แห้งแล้ว ด้วยอานุภาพ ของพระองค์ เพื่ออันทรงทดลอง (ซึ่งนกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น ฯ

    ท้าวสักกะทรงใคร่ครวญอยู่ ทรงเห็นเหตุนั้น ทรงทำต้นไม้นั้นให้แห้ง ด้วยอานุภาพ ของพระองค์ เพื่อจะทดลองพญานกแก้วนั้น

  4. ๔

    ต้นไม้ หักโค่นลง เป็นต้นไม้ที่เหลือเพียงตอเท่านั้น เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ เมื่อลมโกรกมา ได้เปล่งเสียงประหนึ่งถูกเคาะยืนต้นอยู่แล้ว ฯ

    รุกฺโข โอภคฺคา ขาณุมตฺโตว หุตฺวา ฉิทฺทาวฉิทฺโท, วาเต ปหรนฺเต, อาโกฏิโต วิย สทฺทํ นิจฺฉาเรนฺโต อฏฺฐาสิ.

    อ.ต้นไม้ หักลงแล้ว เป็นต้นไม้มีตอเป็นประมาณเทียว เป็น มีช่องน้อยและช่องใหญ่, ครั้นเมื่อลม พัดอยู่ เปล่งออกอยู่ ซึ่งเสียง ราวกะว่า (อันบุคคล) เคาะแล้ว ได้ตั้งอยู่แล้ว ฯ

    ต้นไม้เป็นต้นสักว่ามีตอเท่านั้นจากการหักลง มีช่องน้อยช่องใหญ่, เมื่อลมพัดอยู่, เป็นดุจถูกเคาะแล้ว ได้เปล่งเสียงตั้งอยู่

  5. ๕

    ขุยทั้งหลาย ปลิวออกมาจากหลายช่องของต้นไม้นั้น ฯ พญานกแขกเต้าจิกกินขุยเหล่านั้นแล้ว ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา ไม่บินไปในที่แห่งอื่นเลย ไม่พรั่นพรึงถึงลมและแดด จับอยู่ที่ปลายตอมะเดื่อแล้ว ฯ

    ตสฺส ฉิทฺเทหิ จุณฺณานิ นิกฺขมนฺติ, สุวราชา ตานิ ขาทิตฺวา คงฺคายํ ปานียํ ปิวิตฺวา อญฺญตฺถ อคนฺตฺวา วาตาตปํ อคเณตฺวา อุทุมฺพรขาณุมตฺถเก นิสีทิ.

    อ.ขุย ท. ย่อมไหลออก จากช่อง ท. (ของต้นไม้) นั้น, อ.นกแขกเต้าผู้พระราชา จิกกินแล้ว (ซึ่งขุย ท.) เหล่านั้น ดื่มแล้ว ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ในแม่น้ำคงคา ไม่ไปแล้ว (ในที่) อื่น ไม่พรั่นพรึงแล้ว ซึ่งลมและแดด จับแล้ว บนที่สุดแห่งตอของไม้มะเดื่อ ฯ

    พระยานกแขกเต้าจิกกินขุยเหล่านั้น แล้วดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา ไม่ไปในที่อื่น ไม่พรั่นพรึงลมและแดด จับอยู่ที่ปลายตอมะเดื่อ.

  6. ๖

    ท้าวสักกะทรงทราบถึงค่าที่พญานกแขกเต้านั้นมีความมักน้อยอย่างยิ่งแล้ว ทรงดำริว่า เราจักให้พญานกแขกเต้านั้นกล่าวถึงคุณแห่งมิตรธรรมแล้วให้พรแก่นกนั้น บันดาลต้นมะเดื่อให้มีผลไม่วายแล้ว (กลับ) มาจึง (แปลงตน) เป็นพญาหงส์ตัวหนึ่ง จัดนางอสุรกัญญานามว่าสุชาดาไว้ข้างหน้า เสด็จไปยังป่ามะเดื่อนั้น จับที่กิ่งต้นไม้ต้นหนึ่ง ในที่ไม่ไกลนัก เมื่อจะตรัสสนทนากับพญานกแขกเต้านั้น จึงตรัสคาถานี้ ฯ

    สกฺโก ตสฺส ปรมปฺปิจฺฉภาวํ ญตฺวา “มิตฺตธมฺมคุณํ กถาเปตฺวา วรมสฺส ทตฺวา อุทุมฺพรํ อมตผลํ กริตฺวา อาคมิสฺสามีติ เอโก หํสราชา หุตฺวา สุชํ อสุรกญฺญํ ปุรโต กตฺวา ตํ อุทุมฺพรวนํ คนฺตฺวา อวิทูเร เอกสฺส รุกฺขสฺส สาขาย นิสีทิตฺวา เตน สทฺธึ กเถนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.ท้าวสักกะ ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งนกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง (ทรงดำริแล้ว) ว่า (อ.เรา) (ยังนกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น ให้กล่าวแล้ว ซึ่งคุณแห่งมิตรธรรม ให้แล้ว ซึ่งพร (แก่นกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งไม้มะเดื่อ ให้เป็น ต้น มีผลอันไม่ตายแล้ว จักมา ดังนี้ เป็น หงส์ผู้พระราชา ตัวหนึ่ง เป็น กระทำแล้ว ซึ่งนางอสุรกัญญา ชื่อว่าสุชาดา ข้างหน้า ไปแล้ว สู่ป่าแห่งไม้มะเดื่อ นั้น จับแล้ว ที่กิ่ง ของต้นไม้ ต้นหนึ่ง ในที่ไม่ไกล เมื่อกล่าว กับ (ด้วยนกแขกเต้าผู้พระราชา) นั้น กล่าวแล้ว ซึ่งคาถา นี้ ว่า

    ท้าวสักกะทรงทราบความที่พระยานกแขกเต้านั้น มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า "เราจักให้พระยานกแขกเต้านั้น กล่าวคุณแห่งมิตรธรรม แล้วให้พรแก่นกนั้น ทำ(บันดาล)ต้นมะเดื่อให้มีผลไม่วายแล้ว" ดังนี้แล้ว(นิรมิต) พระองค์เป็นพระยาหงษ์ตัวหนึ่งทำนางอสุรกัญญานามว่าสุชาดาไว้ข้างหน้า เสด็จไปป่ามะเดื่อนั้นจักที่กิ่งแห่งต้นไม้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกล เมื่อจะตรัสสนทนากับพระยานกแขกเต้านั้น ตรัสคาถานี้ว่า

ภาค ๒ พระเมฆิยะเถระ

ภาค ๒ พระเมฆิยะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสเรียกพระเมฆิยเถระผู้ไม่สามารถจะประกอบความเพียร ณ ป่ามะม่วงนั้น เพราะถูกวิตก ๓ ประการครอบงำ มา (เฝ้า) แล้ว ตรัสสอนว่า ดูกรเมฆิยะ เธอทิ้งเราผู้อ้อนวอนอยู่ว่า เมฆิยะ เราอยู่คนเดียว เธอจงรอคอยอยู่จนกว่าภิกษุบางรูปแม้อื่นจะมา ดังนี้ ไว้เพียงผู้เดียวไปอยู่ นับว่าได้กระทำกรรมหนักอย่างยิ่ง ธรรมดาว่าภิกษุไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของจิต ธรรมดาจิตนี้เป็นธรรมชาติกลับกลอก ภิกษุสมควรบังคับจิตนั้นให้เป็นไปในอำนาจของตน ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาเหล่านี้ว่า

    สตฺถา ปน ตีหิ วิตกฺเกหิ อนฺวาสตฺตตาย ตสฺมึ อมฺพวเน ปธานมนุยุญฺชิตุํ อสกฺกุณิตฺวา อาคตํ เมฆิยตฺเถรํ อามนฺเตตฺวา “อติภาริยํ เต เมฆิย กตํ `อาคเมหิ ตาว เมฆิย, เอกโกมฺหิ ยาว อญฺโญปิ โกจิ ภิกฺขุ ทิสฺสตีติ มํ ยาจนฺตํ เอกกํ ปหาย คจฺฉนฺเตน; ภิกฺขุนา นาม เอวํ จิตฺตวสิเกน ภวิตุํ น วฏฺฏติ; จิตฺตํ นาเมตํ ลหุกํ, ตํ อตฺตโน วเส วตฺเตตุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา อิมา เทฺว คาถา อภาสิ

    ก็ อ.พระศาสดา ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าเมฆิยะ ผู้ไม่อาจแล้ว เพื่ออันตามประกอบซึ่งความเพียร ในอัมพวัน นั้น เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้ อันวิตก ท. ๓ ครอบงำแล้ว มาแล้ว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนเมฆิยะ (อ.กรรม) อันหนักยิ่ง อันเธอ ผู้ละแล้ว ซึ่งเรา ผู้ผู้เดียว ผู้อ้อนวอนอยู่ ว่า ดูก่อนเมฆิยะ (อ.เรา) เป็นผู้ผู้เดียว ย่อมเป็น, อ.ภิกษุ บางรูป แม้อื่น ย่อมปรากฏ เพียงใด, (อ.เธอ) (ยังกาล) จงให้มา เพียงนั้นเถิด ดังนี้ ไปอยู่ กระทำแล้ว ; อ.อัน ชื่อ อันภิกษุ เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต อย่างนี้ เป็น ย่อมไม่ควร; ชื่อ อ.จิต นั่น เป็นธรรมชาตเร็ว (ย่อมเป็น), อ.อัน (อันภิกษุ) (ยังจิต) นั้น ให้เป็นไป ในอำนาจ ของตน ย่อมควร ดังนี้ ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. ๒ เหล่านี้ ว่า

    ก็พระศาสดาตรัสเรียกพระเมฆิยเถระ ผู้ไม่สามารถเพื่อประกอบความเพียรในอัมพวันนั้นได้เพราะความที่ท่านถูกวิตก ๓ อย่างครอบงำมาแล้ว ตรัสว่า "เมฑิยะเธอละทิ้งเราผู้อ้อนวอนอยู่ว่า 'เมฆิยะ เราเป็นผู้ ๆ เดียว, เธอจงรอคอย จนกว่าภิกษุบางรูปแม้อื่นจะปรากฏ' ดังนี้(ไว้ให้อยู่แต่)ผู้เดียว ไปอยู่(ชื่อว่า)ทำกรรมอันหนักยิ่ง, ขึ้นชื่อว่าภิกษุ ไม่ควรเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิตอย่างนี้; (เพราะ)ธรรมดาจิตนี้เป็นธรรมชาติ(แล่นไป)เร็ว, การยังจิตนั้นให้เป็นไปในอำนาจของตน ย่อมควร" ดังนี้แล้ว จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา ๒ พระคาถาเหล่านี้ว่า

  2. ๒

    จิต เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้าม
    ได้ยาก นักปราชญ์ ย่อมกระทำจิตให้ตรง เหมือน
    ช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้น ปลาที่ถูกจับขึ้นจากที่
    อยู่คือน้ำ โยนไปบนบก ย่อมดิ้นรน ฉันใด จิตนี้
    อันพระโยคาวจรยกขึ้น จากอาลัยคือกามคุณ ๕ ซัดไป
    ในวิปัสสนากรรมฐานเพื่อละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ฉันนั้น ฯ

    “ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ อุชุํ กโรติ เมธาวี, อุสุกาโรว เตชนํ, วาริโชว ถเล ขิตฺโต โอกโมกตอุพฺภโต ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ มารเธยฺยํ ปหาตเวติ.

    (อ.บุคคล) ผู้มีปัญญา ย่อมกระทำ ซึ่งจิต อันดิ้นรน อันกวัดแกว่ง อันบุคคลรักษาได้โดยยาก อันบุคคลห้ามได้โดยยาก ให้เป็นธรรมชาตตรง, เพียงดัง อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งลูกศร (กระอยู่ทำ) ซึ่งลูกศร (ให้เป็นธรรมชาตตรง), อ.จิต นี้ (อันพระโยคาวจรยกขึ้นแล้ว จากที่อยู่คือกามคุณห้า ซัดไปแล้ว ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน) เพื่ออันละ ซึ่งบ่วงแห่งมาร ย่อมดิ้นรนไปรอบ เพียงดัง อ.ปลา ตัว (อันชาวประมง) ยกขึ้นแล้วจากที่อยู่คือน้ำ ซัดไปแล้ว บนบก (ดิ้นรนไปรอบอยู่) ดังนี้ ฯ

    "ชนผู้มีปัญญา ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอกอันบุคคลรักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรง ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น จิตนี้(อันพระโยคาวจรยกขึ้นจากอาลัย คือกามคุณ ๕ แล้ว ซัดไปในวิปัสสนากัมมัฏฐาน)เพื่อละบ่วงมารย่อมดิ้นรน ดุจปลาดันพรานเบ็ด ยกขึ้นจาก(ที่อยู่)คือน้ำ แล้วโยนไปบนบก ดิ้นรนอยู่ฉะนั้น."

  3. ๓

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทนํ ได้แก่ ดิ้นรนไปในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์ เป็นต้น ฯ

    ตตฺถ ผนฺทนนฺติ: รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ วิปฺผนฺทมานํ.

    (อ.อรรถ) ว่า อันดิ้นรนวิเศษอยู่ ในอารมณ์ ท. มีรูปเป็นต้น (ดังนี้) (ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบท) ว่า ผนฺทนํ ดังนี้ ฯ

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทนํ คืนดิ้นรนอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น.

  4. ๔

    บทว่า จปลํ ความว่า ดำรงอยู่ในอารมณ์เดียวไม่ได้ เปรียบเสมือนเด็กชาวบ้านดำรงอยู่โดยอิริยาบถเดียวไม่ได้ ฉะนั้น ชื่อว่า กวัดแกว่ง ฯ

    จปลนฺติ. เอกอิริยาปเถน อสณฺฐหนฺโต คามทารโก วิย เอกสฺมึ อารมฺมเณ อสณฺฐหนฺตํ จปลํ.

    (อ.อรรถ) ว่า อันไม่ตั้งอยู่พร้อมอยู่ ในอารมณ์ หนึ่ง ราวกะ อ.เด็กในบ้าน ผู้ไม่ตั้งอยู่พร้อมอยู่ ด้วยอิริยาบถหนึ่ง อันชื่อว่ากวัดแกว่ง (ดังนี้ แห่งบท) ว่า จปลํ ดังนี้ ฯ

    บทว่า จปลํ ความว่า ไม่ดำรงอยู่ในอารมณ์เดียวได้ เหมือนทารกในบ้านผู้ไม่นิ่งอยู่ด้วยอิริยาบถหนึ่งฉะนั้น จึงชื่อว่า กลับกลอก.

  5. ๕

    ที่ชื่อว่า จิต ได้แก่ วิญญาณ ฯ

    จิตฺตนฺติ: วิญฺญาณํ.

    ( อ.อรรถ) ว่า ซึ่งวิญญาณ (ดังนี้ แห่งบท) ว่า จิตฺตํ ดังนี้ ฯ

    บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ วิญญาณ.

  6. ๖

    ก็จิตนี้ ท่านเรียกว่า จิต เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรไปด้วยภูมิ วัตถุ อารมณ์ และกิริยา เป็นต้น ฯ

    ภูมิวตฺถุอารมฺมณกิริยาทิวิจิตฺตตาย ปเนตํ `จิตฺตนฺติ วุตฺตํ.

    ก็ (อ.วิญญาณ) นั่น (อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว ว่า อ.จิต ดังนี้ เพราะความที่ (แห่งวิญญาณนั้น) เป็นธรรมชาตวิจิตรด้วยภูมิและวัตถุและอารมณ์และวิถีจิตมีกิริยาจิตเป็นต้น ฯ

    ก็วิญญาณนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า "จิต" เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรด้วยภูมิ วัตถุ อารมณ์และวิถีจิตมีกิริยาจิตเป็นต้น.

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น เจ้าของบ้านตำบลนั้น (กำนัน) ผู้ใด ชื่อว่า มาติกะ มารดาของเจ้าของบ้านนั้น เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือน อังคาสด้วยข้าวยาคู และภัตเลิศรสต่าง ๆ สอบถามว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้าทั้งหลายประสงค์จะไป ณ ที่แห่งไหนกัน ฯ

    อถ เน, โย ตสฺส คามสฺส สามิโก มาติโก นาม, ตสฺส มาตา ทิสฺวา เคเห นิสีทาเปตฺวา นานคฺครเสน ยาคุภตฺเตน ปริวิสิตฺวา “ภนฺเต กตฺถ คนฺตุกามตฺถาติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น, อ.นาย ของบ้าน นั้น ชื่อว่า มาติกะ ใด, อ.มารดา (ของนายของบ้าน) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ยังภิกษุ ท. เหล่านั้น) ให้นั่งแล้ว ในเรือน อังคาสแล้ว ด้วยข้าวต้มและข้าวสวย มีรสอันเลิศต่าง ๆ ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันไป ในที่ไหน ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เจ้าของบ้านนั้นชื่อมาติกะใด มารดาของเจ้าของบ้านนั้น เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือน จึงอังคาสด้วยข้าวยาคูและภัตรอันมีรสเลิศต่าง ๆ ถามว่า "พวกท่านประสงค์จะไป ณ ที่ไหน? เจ้าข้า."

  2. ๒

    ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า มหาอุบาสิกา มวลอาตมภาพประสงค์จะไปยังสถานที่ ที่มีความผาสุกตามควรแก่อัตภาพ ฯ

    “ยถาผาสุกฏฺฐานํ มหาอุปาสิเกติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา (อ.เรา ท. เป็นผู้ใคร่เพื่ออันไป) สู่ที่มีความสำราญอย่างไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นบอกว่า "พวกฉันมีความประสงค์จะไปสู่ที่ตามความผาสุก มหาอุบาสิกา."

  3. ๓

    นางทราบ (ทันที) ว่าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายชะรอยจะกำลังแสวงหาสถานที่อยู่จำพรรษา จึงหมอบลงแทบเท้าแล้วเผดียงว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักอยู่ (จำพรรษา) ณ ที่นี้ตลอดไตรมาสนี้ไซร้ ดิฉัน จักรับไตรสรณะ (และ) เบญจศีล ทำอุโบสถกรรม ฯ

    สา “วสฺสาวาสฏฺฐานํ อยฺยา ปริเยสนฺติ มญฺเญติ ญตฺวา ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “สเจ อยฺยา อิมํ เตมาสํ อิธ วสิสฺสนฺติ, อหํ ตีณิ สรณานิ ปญฺจ สีลานิ คเหตฺวา อุโปสถกมฺมํ กริสฺสามีติ อาห.

    (อ.มหาอุบาสิกา) นั้น รู้แล้ว ว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. เห็นจะ ย่อมแสวงหา ซึ่งที่เป็นที่อยู่ตลอดพรรษา ดังนี้ หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. จักอยู่ (ในที่) นี้ ตลอดประชุมแห่งเดือน ๓ นี้ไซร้, อ.ดิฉัน รับแล้ว ซึ่งสรณะ ท. ๓ ซึ่งศีล ท. ๕ จักกระทำ ซึ่งอุโบสถกรรม ดังนี้ ฯ

    นางทราบว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายชะรอยจะแสวงหาสถานที่สำหรับจำพรรษา(เป็นแน่), จึงหมอบลงทีใกล้เท้าแล้วกล่าวว่า "ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักอยู่ในที่นี้ตลอด ๓ เดือนนี้ไซร้, ดิฉันจักรับสรณะ ๓ ศีล ๕ (และ) ทำอุโบสถกรรม."

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลายปรึกษากันว่า พวกเราอาศัยอุบาสิกานี้ ไม่ลำบากด้วยภิกษา จักสามารถทำอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปจากภพได้ จึงรับนิมนต์ ฯ

    ภิกฺขู “มยํ อิมํ นิสฺสาย ภิกฺขาย อกิลมนฺตา ภวนิสฺสรณํ กาตุํ สกฺขิสฺสามาติ อธิวาสยึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.เรา ท. อาศัยแล้ว (ซึ่งมหาอุบาสิกา) นี้ ไม่ลำบากอยู่ ด้วยภิกษา จักอาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งการสลัดออกไปจากภพ ดังนี้ (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    ภิกษุทั้งหลายปรึกษากันว่า "เราทั้งหลายเมื่ออาศัยอุบาสิกานี้ ไม่มีความลำบากด้วยภิกษา จักสามารถทำการสลัดออกจากภพได้" ดังนี้แล้วจึงรับคำ.

  5. ๕

    นาง ได้ปัดกวาดวิหารอันเป็นที่พำนักถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น ฯ

    สา เตสํ วสนฏฺฐานํ วิหารํ ปฏิชคฺคิตฺวา อทาสิ.

    (อ.มหาอุบาสิกา) นั้น ปฏิบัติแล้ว ซึ่งวิหาร อันเป็นที่เป็นที่อยู่ ได้ถวายแล้ว (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ฯ

    นางได้ชำระวิหารอันเป็นที่อยู่ถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น.

  6. ๖

    ภิกษุเหล่านั้น อยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้ประชุมกันแล้วตักเตือนกันและกันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย การที่พวกเราเที่ยวไป เที่ยวไปด้วยความประมาท ไม่ควรเลย เพราะว่า มหานรกทั้ง ๘ ขุม มีประตูเปิดร่า (คอยท่า) เราทั้งหลาย ประหนึ่งเรือนของตนทีเดียว

    เต ตตฺถ วสนฺตา เอกทิวสํ สนฺนิปติตฺวา อญฺญมญฺญํ โอวทึสุ “อาวุโส อมฺเหหิ ปมาทจารํ จริตุํ น วฏฺฏติ, อมฺหากํ หิ สกเคหํ วิย อฏฺฐ มหานิรยา วิวฏทฺวาราเยว;

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น อยู่อยู่ (ในที่) นั้น ประชุมกันแล้ว กล่าวสอนแล้ว ซึ่งกันและกัน ในวันหนึ่ง ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.อัน อันเรา ท. ประพฤติ ประพฤติโดยความประมาท ย่อมไม่ควร, เพราะว่า อ.นรกใหญ่ ท. ๘ เป็นสภาพมีประตูอันเปิดแล้วนั่นเทียว เพื่อเรา ท. ราวกะ อ.เรือนอันเป็นของตน (ย่อมเป็น);

    ภิกษุเหล่านั้นเมื่ออยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้ประชุมกันแล้วตักเตือนกันและกันว่า "ผู้มีอายุ พวกเราไม่ควรประพฤติโดยความประมาทเพราะว่ามหานรก ๘ ขุม มีประตูเปิดร่า(คอยท่า)พวกเราเหมือนอย่างเรือนของคนทีเดียว.

  7. ๗

    อนึ่ง พวกเราได้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่แล มาแล้วอันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันบุคคลผู้อวดดี แม้เที่ยวไปตามติดรอยพระบาทก็ไม่สามารถจะให้โปรดปรานได้ เฉพาะบุคคลผู้มีอัธยาศัยตามปกติเท่านั้น จึงจะสามารถให้โปรดปรานได้ พวกท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด พวกเรา ไม่ควรยืนไม่ควรนั่ง ในที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป แต่ในเวลาอุปัฏฐากพระเถระในเวลาเย็นแล (และ) ในเวลาออกบิณฑบาตตอนเช้าเท่านั้น พวกเราจักอยู่ร่วมกัน (แต่) ในเวลาที่เหลือ จักไม่อยู่ร่วมกัน ๒ รูป

    ธรมานกพุทฺธสฺส โข ปน สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา มยํ อาคตา, พุทฺธา จ นาม ปทานุปทิกํ วิจรนฺเตนปิ สเฐน อาราเธตุํ น สกฺกา, ยถาชฺฌาสเยเนว อาราเธตุํ สกฺกา; อปฺปมตฺตา โหถ, ทฺวีหิ เอกฏฺฐาเน น ฐาตพฺพํ น นิสีทิตพฺพํ, สายํ โข ปน เถรุปฏฺฐานกาเล ปาโตว ภิกฺขาจารกาเล เอกโต ภวิสฺสาม, เสสกาเล เทฺว เอกโต น ภวิสฺสาม;

    ก็ อ.เรา ท. เรียนเอาแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล เป็นผู้มาแล้ว (ย่อมเป็น); ก็ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. (อันบุคคล) ผู้โอ้อวด แม้ผู้เที่ยวไปอยู่ (สู่ที่) มีรอยเท้าและรอยเท้าตาม ไม่อาจ เพื่ออันให้โปรดปรานได้, (อันบุคคล) ผู้มีอัธยาศัยอย่างไรนั่นเทียว อาจ เพื่ออันให้โปรดปรานได้; (อ.ท่าน ท.) เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จงเป็น, (อันเรา ท.) ๒ ไม่ควรยืน ไม่ควรนั่ง ในที่แห่งเดียวกัน, แต่ว่า (อ.เรา ท.) จักเป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลเป็นที่บำรุงซึ่งพระเถระ ในเวลาเย็น แล ในกาลเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา ในเวลาเช้าเทียว, (อ.เรา ท.) ๒ จักไม่เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลอันเหลือ;

    ก็แลพวกเราได้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่แล้วจึงมา. ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันใคร ๆ ผู้โอ้อวด แม้เที่ยวไปตามรอยพระบาทก็ไม่สามารถให้ทรงโปรดปรานได้. (แต่)บุคคลผู้มีอัธยาศัยเป็นปกติเท่านั้น สามารถให้ทรงโปรดปรานได้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. พวกเราไม่ควรยืนไม่ควรนั่งในที่ที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป แต่ว่าในกาลเป็นที่บำรุงพระเถระในเวลาเย็นแล และในกาลเป็นที่ภิกษุจารในเวลาเข้าเท่านั้น พวกเราจักรวมกัน, (แต่)ในกาลที่เหลือจักไม่อยู่รวมกัน ๒ รูป.

  8. ๘

    ก็อีกอย่างหนึ่งแล เมื่อระฆังท่ามกลางวิหาร ภิกษุผู้ไม่สบายเคาะแล้ว พวกเราจักมา (พร้อมกัน) ตามสัญญาณระฆัง ปรุงยาให้แก่ภิกษุป่วยนั้น ฯ

    อปิจ โข ปน อผาสุเกน ภิกฺขุนา อาคนฺตฺวา วิหารมชฺเฌ คณฺฑิยา ปหตาย, คณฺฑิสญฺญาย อาคนฺตฺวา ตสฺส เภสชฺชํ กริสฺสามาติ.

    ก็ อีกอย่างหนึ่ง แล ครั้นเมื่อ ระฆัง อันภิกษุ ผู้ไม่มีความสำราญ มาแล้ว เคาะแล้ว ในท่ามกลางแห่งวิหาร, (อ.เรา ท.) มาแล้ว ด้วยสัญญาแห่งระฆัง จักกระทำ ซึ่งยา (แก่ภิกษุ) นั้น ดังนี้ ฯ

    ก็อีกอย่างหนึ่งแล เมื่อภิกษุผู้ไม่มีความผาสุกมาตีระฆังในท่ามกลางวิหารขึ้นแล้ว พวกเราจึงจักมาตามสัญญาแห่งระฆังแล้ว ทำยาให้แก่ภิกษุนั้น."

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภิกษุจำนวน ๓๐ รูปเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้ประชุมกันกล่าวตักเตือนกันและกันว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเราไม่ควรประพฤติประมาท เพราะว่า นรกใหญ่ ๘ ขุมมีประตูเปิดคอยท่าพวกเราเหมือนเรือนของตน ฉะนั้น

    เต ตตฺถ วสนฺตา เอกทิวสํ สนฺนิปติตฺวา อญฺญมญฺญํ โอวทึสุ “อาวุโส อมฺเหหิ ปมาทจารํ จริตุํ น วฏฺฏติ, อมฺหากํ หิ สกเคหํ วิย อฏฺฐ มหานิรยา วิวฏทฺวาราเยว;

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น อยู่อยู่ (ในที่) นั้น ประชุมกันแล้ว กล่าวสอนแล้ว ซึ่งกันและกัน ในวันหนึ่ง ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.อัน อันเรา ท. ประพฤติ ประพฤติโดยความประมาท ย่อมไม่ควร, เพราะว่า อ.นรกใหญ่ ท. ๘ เป็นสภาพมีประตูอันเปิดแล้วนั่นเทียว เพื่อเรา ท. ราวกะ อ.เรือนอันเป็นของตน (ย่อมเป็น);

    ภิกษุเหล่านั้นเมื่ออยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้ประชุมกันแล้วตักเตือนกันและกันว่า "ผู้มีอายุ พวกเราไม่ควรประพฤติโดยความประมาทเพราะว่ามหานรก ๘ ขุม มีประตูเปิดร่า(คอยท่า)พวกเราเหมือนอย่างเรือนของคนทีเดียว.

  2. ๒

    ก็ พวกเรา ได้เรียนพระกัมมัฏฐาน ในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่แล พากันมาแล้ว ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันบุคคลผู้โอ้อวดถึงจะเที่ยวไปตามรอยพระบาทอยู่ ก็ไม่สามารถให้ทรงโปรดปรานได้ บุคคลผู้มี อัธยาศัยตามปรกติเท่านั้นจึงสามารถให้ทรงโปรดปรานได้ ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด พวกเราพวกเราไม่ควรยืน ไม่ควรนั่งในที่แห่ง

    ธรมานกพุทฺธสฺส โข ปน สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา มยํ อาคตา, พุทฺธา จ นาม ปทานุปทิกํ วิจรนฺเตนปิ สเฐน อาราเธตุํ น สกฺกา, ยถาชฺฌาสเยเนว อาราเธตุํ สกฺกา; อปฺปมตฺตา โหถ, ทฺวีหิ เอกฏฺฐาเน น ฐาตพฺพํ น นิสีทิตพฺพํ, สายํ โข ปน เถรุปฏฺฐานกาเล ปาโตว ภิกฺขาจารกาเล เอกโต ภวิสฺสาม, เสสกาเล เทฺว เอกโต น ภวิสฺสาม; อปิจ โข ปน อผาสุเกน ภิกฺขุนา อาคนฺตฺวา วิหารมชฺเฌ คณฺฑิยา ปหตาย, คณฺฑิสญฺญาย อาคนฺตฺวา ตสฺส เภสชฺชํ กริสฺสามาติ.

    ก็ อ.เรา ท. เรียนเอาแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล เป็นผู้มาแล้ว (ย่อมเป็น); ก็ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. (อันบุคคล) ผู้โอ้อวด แม้ผู้เที่ยวไปอยู่ (สู่ที่) มีรอยเท้าและรอยเท้าตาม ไม่อาจ เพื่ออันให้โปรดปรานได้, (อันบุคคล) ผู้มีอัธยาศัยอย่างไรนั่นเทียว อาจ เพื่ออันให้โปรดปรานได้; (อ.ท่าน ท.) เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จงเป็น, (อันเรา ท.) ๒ ไม่ควรยืน ไม่ควรนั่ง ในที่แห่งเดียวกัน, แต่ว่า (อ.เรา ท.) จักเป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลเป็นที่บำรุงซึ่งพระเถระ ในเวลาเย็น แล ในกาลเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา ในเวลาเช้าเทียว, (อ.เรา ท.) ๒ จักไม่เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลอันเหลือ; ก็ อีกอย่างหนึ่ง แล ครั้นเมื่อ ระฆัง อันภิกษุ ผู้ไม่มีความสำราญ มาแล้ว เคาะแล้ว ในท่ามกลางแห่งวิหาร, (อ.เรา ท.) มาแล้ว ด้วยสัญญาแห่งระฆัง จักกระทำ ซึ่งยา (แก่ภิกษุ) นั้น ดังนี้ ฯ

    ก็แลพวกเราได้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่แล้วจึงมา. ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันใคร ๆ ผู้โอ้อวด แม้เที่ยวไปตามรอยพระบาทก็ไม่สามารถให้ทรงโปรดปรานได้. (แต่)บุคคลผู้มีอัธยาศัยเป็นปกติเท่านั้น สามารถให้ทรงโปรดปรานได้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. พวกเราไม่ควรยืนไม่ควรนั่งในที่ที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป แต่ว่าในกาลเป็นที่บำรุงพระเถระในเวลาเย็นแล และในกาลเป็นที่ภิกษุจารในเวลาเข้าเท่านั้น พวกเราจักรวมกัน, (แต่)ในกาลที่เหลือจักไม่อยู่รวมกัน ๒ รูป. ก็อีกอย่างหนึ่งแล เมื่อภิกษุผู้ไม่มีความผาสุกมาตีระฆังในท่ามกลางวิหารขึ้นแล้ว พวกเราจึงจักมาตามสัญญาแห่งระฆังแล้ว ทำยาให้แก่ภิกษุนั้น."

  3. ๓

    กติกากันอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งอุบาสิกาคนนั้นให้บุคคลถือเภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ผู้อันบุคคลทั้งหลายมีทาสและกรรมกรเป็นต้นแวดล้อมเดินไปวิหารนั้นในเวลาเย็น ไม่พบเห็นภิกษุทั้งหลายที่ท่ามกลางวิหาร จึงถามพวกบุรุษว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปที่ไหนหนอแล เมื่อพวกเขาบอกว่า แม่คุณ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นผู้นั่งอยู่ในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน จึงกล่าวว่า ฉันจักทำอย่างไรหนอแล จึงสามารถจะพบ ได้ ฯ

    เตสุ เอวํ กติกํ กตฺวา วิหรนฺเตสุ, เอกทิวสํ สา อุปาสิกา สปฺปิผาณิตาทีนิ คาหาเปตฺวา ทาสกมฺมกราทีหิ ปริวุตา สายณฺหสมเย ตํ วิหารํ คนฺตฺวา วิหารมชฺเฌ ภิกฺขู อทิสฺวา “กหํ นุ โข อยฺยา คตาติ ปุริเส ปุจฺฉิตฺวา, “อตฺตโน รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐาเนสุ นิสินฺนา ภวิสฺสนฺติ อยฺเยติ วุตฺเต, “กึ นุ โข กตฺวา ทฏฺฐุํ สกฺขิสฺสามีติ อาห.

    (ครั้นเมื่อภิกษุ ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งกติกา อยู่อยู่ อย่างนี้, ในวันหนึ่ง อ.อุบาสิกา นั้น (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว (ซึ่งเภสัช ท.) มีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ผู้ (อันชน ท.) มีทาสและกรรมกรเป็นต้น แวดล้อมแล้ว ไปแล้ว สู่วิหาร นั้น ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ไม่เห็นแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ในท่ามกลางแห่งวิหาร ถามแล้ว ซึ่งบุรุษ ท. ว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. ไปแล้ว ณ ที่ไหน หนอ แล ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.พระผู้เป็นเจ้า ท.) เป็นผู้นั่งแล้ว ในที่เป็นที่พักในกลางคืนและที่เป็นที่พักในกลางวัน ท. ของตน จักเป็น ดังนี้ (อันบุรุษ ท.) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา) กระทำแล้ว อย่างไร หนอ แล จักอาจ เพื่ออันเห็น ดังนี้ ฯ

    เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำกติกากันอย่างนี้อยู่, วันหนึ่งอุบาสิกานั้นให้บุคคลถือเภสัชทั้งหลาย มีเนยในและน้ำอ้อยเป็นต้น อันชนทั้งหลายมีทาสและกรรมกรเป็นต้น แวดล้อมเดินไปสู่วิหารนั้นในเวลาเย็นไม่เห็นภิกษุทั้งหลายในท่ามกลางวิหารแล้ว จึงถามพวกบุรุษว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปเสีย ณ ที่ไหนหนอแล?" เมื่อพวกเขาบอกว่า "แม่คุณ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักเป็นผู้นั่งอยู่ในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ(เท่านั้น)" จึงกล่าว(ต่อไป)ว่า "ฉันทำอย่างไรเล่าหนอ จึงจักสามารถพบ(พวกพระผู้เป็นเจ้า)ได้."

  4. ๔

    ลำดับนั้น พวกมนุษย์ผู้รู้กติกาวัตรของภิกษุสงฆ์ ได้บอกกะอุบาสิกาคนนั้นว่า แม่คุณ เมื่อคนเคาะระฆังแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ก็จักประชุมกัน ฯ

    อถ นํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส กติกวตฺตชานนมนุสฺสา อาหํสุ “คณฺฑิยา ปหตาย สนฺนิปติสฺสนฺติ อยฺเยติ.

    ครั้งนั้น อ.มนุษย์ผู้รู้ซึ่งกติกาวัตร ท. ของหมู่แห่งภิกษุ กล่าวแล้ว (กะอุบาสิกา) นั้น ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ครั้นเมื่อระฆัง (อันบุคคล) เคาะแล้ว อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. จักประชุมกัน ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายที่รู้กติกวัตรของภิกษุสงฆ์ จึงบอกกะอุบาสิกานั้นว่า "แม่คุณ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักประชุมกัน ในเมื่อบุคคลมาตีระฆัง."

  5. ๕

    อุบาสิกาคนนั้นจึงให้คนเคาะระฆัง ฯ

    สา คณฺฑึ ปหราเปสิ.

    (อ.อุบาสิกา) นั้น (ยังบุคคล) ให้เคาะแล้ว ซึ่งระฆัง ฯ

    นางจึงให้ตีระฆัง.

  6. ๖

    ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินเสียงระฆังแล้วออกจากที่ของตน ๆ ด้วยสำคัญว่า ความไม่ผาสุกจักมีแก่ภิกษุบางรูป จึงประชุมกันที่ท่ามกลางวิหาร ฯ

    ภิกฺขู คณฺฑิสทฺทํ สุตฺวา “กสฺสจิ อผาสุกํ ภวิสฺสตีติ สกสกฏฺฐาเนหิ นิกฺขมิตฺวา วิหารมชฺเฌ สนฺนิปตึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งระฆัง (คิดแล้ว) ว่า อ.ความไม่สำราญ จักมี แก่ภิกษุบางรูป ดังนี้ ออกแล้ว จากที่อันเป็นของตน ๆ ท. ประชุมกันแล้ว ในท่ามกลางแห่งวิหาร ฯ

    ภิกษุทั้งหลายได้ยินเสียงระฆังแล้วออกจากที่ของตน ๆ ด้วยสำคัญว่า "ภิกษุบางรูปจักไม่มีความผาสุก," จึงประชุมกันในท่ามกลางวิหาร.

  7. ๗

    ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย เดินมาทางเดียวกันแม้ ๒ คน ย่อมไม่มี ฯ

    เทฺวปิ ชนา เอกมคฺเคนาคตา นาม นตฺถิ.

    อ.ชน ท. แม้สอง ชื่อว่า ผู้มาแล้ว โดยหนทางเดียวกัน ย่อมไม่มี ฯ

    ภิกษุชื่อว่า เดินมาโดยทางเดียวกันแม้ ๒ รูป ย่อมไม่มี.

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๐–๑๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสิกาเห็นภิกษุแต่ละรูปเท่านั้นเดินมาจากสถานที่แต่ละแห่ง จึงคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรของเราจักทำความทะเลาะกะกันและกันแล้ว ดังนี้แล้ว ไหว้ภิกษุสงฆ์ ถามว่า ท่านผู้เจริญท่านทั้งหลายได้กระทำความทะเลาะกันหรือ ? ฯ

    อุปาสิกา เอเกกฏฺฐานโต เอกเมกเมว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา “มม ปุตฺเตหิ อญฺญมญฺญํ กลโห กโต ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ วนฺทิตฺวา ปุจฺฉิ “กลหํ นุ โข ภนฺเต กริตฺถาติ.

    อ.อุบาสิกา เห็นแล้ว (ซึ่งภิกษุ) รูปหนึ่ง ๆ นั่นเทียว ผู้มาอยู่ จากที่ หนึ่ง ๆ คิดแล้ว ว่า อ.ความทะเลาะ ซึ่งกันและกัน เป็นอาการ อันบุตร ท. ของเรา กระทำแล้ว จักเป็น ดังนี้ ไหว้แล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) กระทำแล้ว ซึ่งความทะเลาะ หรือหนอ แล ? ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกาเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ๆ เท่านั้นเดินมาจากที่แห่งหนึ่ง ๆ จึงคิดว่า "(ชะรอย) พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรของเราจักทำความทะเลาะวิวาทแก่กันและกัน" ดังนี้แล้ว ไหว้ภิกษุสงฆ์กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญท่านทั้งหลายได้ทำความทะเลาะกันหรือ?"

  2. ๒

    ภิกษุทั้งหลายตอบว่า พวกอาตมาหาได้ทำความทะเลาะกันไม่ มหาอุบาสิกา ฯ

    “น กโรม มหาอุปาสิเกติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา (อ.เรา ท.) ย่อมไม่กระทำ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า "พวกฉันหาได้ทำความทะเลาะวิวาทกันไม่มหาอุบาสิกา."

  3. ๓

    ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านไม่มีความทะเลาะกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พวกท่านเมื่อมาสู่เรือนของโยม มาพร้อมกันทั้งหมดอย่างใด พวกท่านไม่มาอย่างนั้น มาทีละรูปเท่านั้นจากสถานที่แต่ละแห่ง ฯ

    “สเจ โว ภนฺเต กลโห นตฺถิ, อถ กสฺมา, ยถา อมฺหากํ เคหํ อาคจฺฉนฺตา สพฺเพ เอกโต อาคจฺฉถ; เอวํ อนาคนฺตฺวา, เอเกกฏฺฐานโต เอเกกาว อาคตาติ.

    (อ.อุบาสิกา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า อ.ความทะเลาะ แห่งท่าน ท. ย่อมไม่มีไซร้, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่), (อ.ท่าน ท.) ทั้งปวง ผู้เมื่อมา สู่เรือน ของดิฉัน ท. ย่อมมา โดยความเป็นอันเดียวกัน ฉันใด, (อ.ท่าน ท.) ไม่มาแล้ว ฉันนั้น, ผู้ผู้เดียวเทียว เป็นผู้มาแล้ว จากที่หนึ่ง ๆ (ย่อมเป็น) เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านไม่มีความทะเลาะวิวาทกันไซร้, เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรพวกท่านจึงไม่มา เหมือนเมื่อมาสู่เรือนของดิฉัน มาโดยรวมกันทั้งหมด, (นี่กลับ)มาทีละองค์ ๆ จากที่แห่งหนึ่ง ๆ.

  4. ๔

    มหาอุบาสิกา พวกอาตมา นั่งบำเพ็ญสมณธรรม ในที่แต่ละแห่ง ฯ

    “มหาอุปาสิเก เอเกกสฺมึ ฐาเน นิสีทิตฺวา สมณธมฺมํ กริมฺหาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา (อ.เรา ท.) นั่งแล้ว ในที่ หนึ่ง ๆ กระทำแล้ว ซึ่งสมณธรรม ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. มหาอุบาสิกา พวกฉันนั่งทำสมณธรรมในที่แห่งหนึ่ง ๆ.

  5. ๕

    พ่อคุณทั้งหลาย ชื่อว่าสมณธรรมนี้ คืออะไร ฯ

    “โก เอส ตาตา สมณธมฺโม นามาติ.

    (อ.อุบาสิกา ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. ชื่อ อ.สมณธรรม นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. พ่อคุณทั้งหลาย ชื่อว่าสมณธรรมนั้นคืออะไร?

  6. ๖

    มหาอุบาสิกา พวกอาตมาทำการสาธยายอาการ ๓๒ และเริ่มตั้งความสิ้นไปความเสื่อมไปในอัตภาพอยู่ ฯ

    “ทฺวตฺตึสาการสชฺฌายํ กโรม อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปม มหาอุปาสิเกติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา (อ.เรา ท.) ย่อมกระทำ ซึ่งการสาธยายซึ่งอาการ ๓๒ ย่อมเริ่มตั้ง ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในอัตภาพ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. มหาอุบาสิกา พวกฉันทำการสาธยายอาการ ๓๒ เริ่มตั้งซึ่งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพอยู่.

  7. ๗

    ท่านผู้เจริญ ก็การทำการสาธยายอาการ ๓๒ และเริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในอัตภาพ ย่อมสมควรแก่พวกพระคุณเจ้าเท่านั้น หรือย่อมสมควรแม้แก่พวกโยมด้วยเล่า ฯ

    “กึ ปน ภนฺเต ทฺวตฺตึสากาเร สชฺฌายํ กาตุํ อตฺตภาเว จ ขยวยํ ปฏฺฐเปตุํ ตุมฺหากเมว วฏฺฏติ อุทาหุ อมฺหากํปีติ.

    (อ.อุบาสิกา ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.อันกระทำ ซึ่งการสาธยาย ในอาการ ๓๒ ด้วย อ.อันเริ่มตั้ง ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในอัตภาพ ด้วย ย่อมควร แก่ท่าน ท. นั่นเทียว หรือ หรือว่า (ย่อมควร) แม้แก่ดิฉัน ท. ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. ท่านเจ้าข้า การทำการสาธยายอาการ ๓๒ และการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ ย่อมสมควรแก่พวกท่านเท่านั้น หรือย่อมสมควรแก่พวกดิฉันด้วยเล่า?

  8. ๘

    มหาอุบาสิกา ธรรมนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงห้ามแก่ใคร ๆ ฯ

    “กสฺสจิ ภควตา อวาริโต เอส ธมฺโม มหาอุปาสิเกติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา อ.ธรรม นั่น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงห้ามแล้ว แก่ใคร ๆ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. มหาอุบาสิกา ธรรมนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงห้ามแก่ใคร ๆ.

  9. ๙

    ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่าน จงให้อาการ ๓๒ และ ขอจงบอกการเริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในอัตภาพ แม้แก่โยมบ้างเถิด ฯ

    “เตนหิ มยฺหํปิ ทฺวตฺตึสาการํ เทถ อตฺตภาเว จ ขยวยํ ปฏฺฐปนํ อาจิกฺขถาติ.

    (อ.มหาอุบาสิกา กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน ท. จงให้ ซึ่งอาการ ๓๒ ด้วย จงบอก ซึ่งการเริ่มตั้ง ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในอัตภาพ ด้วย แม้แก่ดิฉัน ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงให้อาการ ๓๒ และขอจงบอกการเริ่มตั้งซึ่งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ แก่ดิฉันบ้าง.

  10. ๑๐

    ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น คุณโยม จงเรียนเถิด มหาอุบาสิกา ดังนี้แล้ว ให้มหาอุบาสิกาเรียนสมณธรรมทั้งหมด ฯ

    “เตนหิ อุคฺคณฺห มหาอุปาสิเกติ สพฺพํ อุคฺคณฺหาเปสุํ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาอุบาสิกา ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงเรียนเอาเถิด ดังนี้ (ยังอุบาสิกา) ให้เรียนเอาแล้ว (ซึ่งสมณธรรม) ทั้งปวง ฯ

    ภิกษุ. มหาอุบาสิกา ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนเอา แล้วให้เรียนเอาทั้งหมด.

  11. ๑๑

    จำเดิมแต่นั้น มหาอุบาสิกานั้น ก็ได้ทำการสาธยายอาการ ๓๒ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในตน ได้บรรลุมรรค ๓ และผล ๓ ก่อนกว่าภิกษุเหล่านั้นทีเดียว ฯ

    สา ตโต ปฏฺฐาย ทฺวตฺตึสากาเร สชฺฌายํ กตฺวา อตฺตนิ ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา เตหิ ภิกฺขูหิ ปุเรตรเมว ตโย มคฺเค ตีณิ จ ผลานิ ปาปุณิ.

    (อ.อุบาสิกา) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งการสาธยาย ในอาการ ๓๒ เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในตน จำเดิม แต่กาลนั้น บรรลุแล้ว ซึ่งมรรค ท. ๓ ด้วย ซึ่งผล ท. ๓ ด้วย ก่อนกว่า กว่าภิกษุ ท. เหล่านั้น นั่นเทียว ฯ

    จำเดิมแต่นั้น อุบาสิกานั้นก็ได้ทำการสาธยายซึ่งอาการ ๓๒(และ)เริ่มตั้งไว้ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในตน ได้บรรลุมรรค ๓ ผล ๓ ก่อนกว่าภิกษุเหล่านั้นทีเดียว.

  12. ๑๒

    อนึ่ง ปฏิสัมภิทา ๔ และโลกิยอภิญญา ได้มาถึงแก่มหาอุบาสิกานั้นโดยมรรคนั้นเอง ฯ

    มคฺเคเนว จสฺสา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา โลกิยอภิญฺญา จ อาคมึสุ.

    ก็ อ.ปฏิสัมภิทา ท. ๔ ด้วย อ.โลกิยอภิญญา ท. ด้วย มาแล้ว (แก่อุบาสิกา) นั้น โดยมรรคนั่นเทียว ฯ

    ปฏิสัมภิทา ๔ และโลกิยอภิญญา ได้มาถึงแก่อุบาสิกานั้นโดยมรรคนั่นแล.

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อภิกษุเหล่านั้น ได้อาหารอันเป็นสัปปายะ จิต ได้แน่วแน่ ฯ

    เตสํ สปฺปายาหารํ ลภนฺตานํ จิตฺตํ เอกคฺคํ อโหสิ.

    (เมื่อภิกษุ ท.) เหล่านั้น ได้อยู่ ซึ่งอาหารอันเป็นที่สบาย อ.จิต เป็นธรรมชาตมีอารมณ์เดียว ได้เป็นแล้ว ฯ

    เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้อาหารอันเป็นที่สบาย จิตก็เป็นธรรมชาติมีอารมณ์เดียว(แน่แน่ว).

  2. ๒

    พวกเธอมีจิตแน่วแน่ เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาต่อกาลไม่นานนัก แล้วคิดว่า น่าขอบคุณ มหาอุบาสิกา กลายเป็นที่พึ่งของพวกเรา ถ้าพวกเรา ไม่ได้อาหารอันเป็นสัปปายะ การแทงตลอดมรรคผลคงจักไม่ได้มีแก่พวกเรา (เป็นแน่) บัดนี้ พวกเราอยู่จำพรรษาแล้ว ปวารณาแล้ว จักไปสำนักพระศาสดากัน ฯ

    เต เอกคฺเคน จิตฺเตน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา นจิรสฺเสว สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปตฺวา จินฺตยึสุ “อโห มหาอุปาสิกา อมฺหากํ ปติฏฺฐา ชาตา; สเจ มยํ สปฺปายาหารํ น ลภิมฺหา, น โน มคฺคผลปฏิเวโธ อภวิสฺส; อิทานิ วุตฺถวสฺสา ปวาเรตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น มีจิต อันมีอารมณ์เดียว ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท. ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว คิดแล้ว ว่า โอ! อ.มหาอุบาสิกา เป็นที่พึ่ง ของเรา ท. เกิดแล้ว; ถ้าว่า อ.เรา ท. ไม่ได้แล้ว ซึ่งอาหารอันเป็นที่สบายไซร้, อ.การรู้ตลอดซึ่งมรรคและผล จักได้มีแล้ว แก่เรา ท. หามิได้; ในกาลนี้ (อ.เรา ท.) ผู้มีกาลฝนอันอยู่แล้ว ปวารณาแล้ว จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พวกเธอมีจิตแน่แน่วเจริญวิปัสสนา ต่อกาลไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้วคิดว่า "น่าขอบคุณ! มหาอุบาสิกาเป็นที่พึ่งของพวกเรา; ถ้าพวกเราไม่ได้อาหารอันเป็นที่สบายแล้วไซร้, การแทงตลอดมรรคและผล คงจักไม่ได้มีแก่พวกเรา(เป็นแน่); บัดนี้ พวกเราอยู่จำพรรษาปวารณาแล้ว จักไปสู่สำนักของพระศาสดา."

  3. ๓

    พวกเธอ จึงอำลามหาอุบาสิกาว่า อาตมภาพทั้งหลายใคร่จะเฝ้าพระศาสดา ฯ

    เต “สตฺถารํ ทฏฺฐุกามมฺหาติ มหาอุปาสิกํ อาปุจฺฉึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น อำลาแล้ว ซึ่งมหาอุบาสิกา ว่า (อ.เรา ท.) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเห็น ซึ่งพระศาสดา ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    พวกเธออำลามหาอุบาสิกาว่า "พวกฉันใครจะเฝ้าพระศาสดา."

  4. ๔

    มหาอุบาสิกา กล่าวว่า ดีนัก พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จึงตามส่งภิกษุเหล่านั้น กล่าวคำประทับใจเป็นอันมากว่า พระคุณเจ้า โปรดมาเยี่ยมพวกเราแม้อีกนะ กลับแล้ว ฯ

    มหาอุปาสิกา “สาธุ อยฺยาติ เต อนุคนฺตฺวา “ปุนปิ ภนฺเต อมฺเห โอโลเกยฺยาถาติ พหูนิ ปิยวจนานิ วตฺวา ปฏินิวตฺติ.

    อ.มหาอุบาสิกา (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ท. อ.ดีละ ดังนี้ ตามส่งแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ซึ่งคำอันเป็นที่รัก ท. มาก ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) พึงแลดู ซึ่งดิฉัน ท. แม้อีก ดังนี้ กลับเฉพาะแล้ว ฯ

    มหาอุบาสิกากล่าวว่า "ดีแล้วพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย" แล้วตามไปส่งภิกษุเหล่านั้น, กล่าวคำอันเป็นที่รักเป็นอันมากว่า "ขอท่านทั้งหลายพึง(มา)เยี่ยมดิฉันแม้อีก" ดังนี้เป็นต้น แล้วจึงกลับ.

  5. ๕

    ภิกษุแม้เหล่านั้นแล ถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ถวายบังคมพระบรมศาสดา นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ผู้อันพระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายสบายดีหรือ พอยังอัตภาพให้เป็นได้อยู่หรือ อนึ่ง พวกเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต หรือ จึงกราบทูลว่า พอทนได้ พระเจ้าข้า พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ พระเจ้าข้า อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลาย มิได้ลำบากด้วยบิณฑบาตเลย เพราะว่า อุบาสิกาคนหนึ่ง ชื่อว่ามาติกมาตา ทราบวาระจิตของพวกข้าพระองค์ เมื่อพวกข้าพระองค์คิดว่า โอหนอ มหาอุบาสิกาพึงจัดแจงอาหารชื่อเห็นปานนี้เพื่อพวกเรา ได้จัดแจงอาหารตามใจคิดถวาย กล่าวยกย่องความดีของมหาอุบาสิกานั้น ฯ

    เตปิ โข ภิกฺขู สาวตฺถึ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนา “กจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ, กจฺจิ ยาปนียํ, น จ ปิณฺฑเกน กิลมิตฺถาติ วุตฺตา “ขมนียํ ภนฺเต, ยาปนียํ ภนฺเต, ปิณฺฑเกน ปน เนว กิลมิมฺหา; อมฺหากํ หิ มาติกมาตา นาเมกา อุปาสิกา จิตฺตวารํ ญตฺวา `อโห วต โน เอวรูปนฺนาม อาหารํ ปฏิยาเทยฺยาติ จินฺติเต, ยถาจินฺติตํ อาหารํ ปฏิยาเทตฺวา อทาสีติ ตสฺสา คุณกถํ กถยึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. แม้เหล่านั้นแล ไปแล้ว สู่เมืองสาวัตถี ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ผู้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักรสี่ มีทวารเก้า อันเธอ ท.) พึงอดทนได้ แลหรือ, (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักรสี่ มีทวารเก้า อันเธอ ท.) พึงให้เป็นไปได้ แลหรือ, อนึ่ง (อ.เธอ ท.) ไม่ลำบากแล้ว ด้วยก้อนข้าวหรือ ? ดังนี้ (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักรสี่ มีทวารเก้า อันข้าพระองค์ ท.) พึงอดทนได้, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักรสี่ มีทวารเก้า อันข้าพระองค์ ท.) พึงให้เป็นไปได้, อนึ่ง (อ.ข้าพระองค์ ท.) ไม่ลำบากแล้ว ด้วยก้อนข้าวนั่นเทียว, เพราะว่า อ.อุบาสิกา คนหนึ่ง ชื่อว่า มาติกมารดา ทราบแล้ว ซึ่งวาระแห่งจิต ของข้าพระองค์ ท. (ครั้นเมื่อเหตุนี้) ว่า โอ! หนอ อ.มหาอุบาสิกา พึงจัดแจง ซึ่งอาหาร ชื่อมีอย่างนี้เป็นรูป แก่เรา ท. ดังนี้ (อันข้าพระองค์ ท.) คิดแล้ว, จัดแจงแล้ว ซึ่งอาหาร อัน (อันข้าพระองค์ ท.) คิดแล้วอย่างไร ได้ถวายแล้ว ดังนี้ กล่าวแล้ว ซึ่งกถาอันแสดงซึ่งคุณ (ของมหาอุบาสิกา) นั้น ฯ

    ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นแล ถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง อันพระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย(สรีรยนต์มีจักร ๔ มีทวาร ๙) พวกเธอพออดทนได้ดอกหรือ? พวกเธอพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ดอกหรือ? อนึ่ง พวกเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ?" จึงกราบทูลว่า "พออดทนได้พระเจ้าข้า พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ พระเจ้าข้า, อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลาย มิได้ลำบากด้วยบิณฑบาตเลย, เพราะว่าอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อมาติกมาตา ทราบวารจิตของพวกข้าพระองค์. เมื่อพวก ข้าพระองค์คิดว่า "ไฉนหนอ มหาอุบาสิกาจะพึงจัดแจงอาหารชื่อเห็นปานนี้เพื่อพวกเรา.'(นาง)ก็ได้จัดแจงอาหารถวายตามที่พวก ข้าพระองค์คิดแล้ว" ดังนี้แล้ว ก็กล่าวสรรเสริญคุณของมหาอุบาสิกานั้น.

ภาค ๒ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ๒

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาครั้นประทานโอวาทแก่ภิกษุนั้นแล้ว จึงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า จงไปเถิด ภิกษุ เธออย่าคิดอะไรๆ อย่างอื่น จงอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละ ฯ

    สตฺถา ตสฺส ภิกฺขุโน อิมํ โอวาทํ ทตฺวา “คจฺฉ ภิกฺขุ อญฺญํ กิญฺจิ อจินฺตยิตฺวา ตตฺเถว วสาหีติ ปหิณิ.

    อ.พระศาสดา ครั้นประทานแล้ว ซึ่งโอวาท นี้ แก่ภิกษุ นั้น ทรงส่งไปแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ (อ.เธอ) จงไป (อ.เธอ) ไม่คิดแล้ว (ซึ่งเหตุ) อะไร ๆ อื่น จงอยู่ ในที่นั้นนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาครั้นประทานโอวาทนี้แก่ภิกษุนั้นแล้ว จึงทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "ไปเถิด ภิกษุ เธออย่างคิดอะไร ๆ อย่างอื่นจงอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ."

  2. ๒

    ภิกษุนั้นได้รับพระโอวาทจากสำนักพระบรมศาสดาแล้วจึงได้ไป ณ ที่นั้น ฯ

    โส ภิกฺขุ สตฺถุ สนฺติกา โอวาทํ ลภิตฺวา ตตฺถ อคมาสิ.

    อ.ภิกษุ นั้น ได้แล้ว ซึ่งพระโอวาท จากสำนัก ของพระศาสดา ได้ไปแล้ว (ในที่) นั้น ฯ

    ภิกษุนั้น ได้พระโอวาทจากสำนักของพระศาสดาแล้ว จึงได้ไป(อยู่)ในที่นั้น,

  3. ๓

    มิได้คิดอะไรๆ ที่ชื่อว่าอันเป็นความคิดภายนอก ฯ

    กิญฺจิ พหิทฺธา จินฺตนํ นาม น จินฺเตสิ.

    (อ.ภิกษุนั้น) ไม่คิดแล้ว ชื่อ ซึ่งความคิด ในภายนอก อะไร ๆ ฯ

    ภิกษุนั้น ไม่ได้คิดอะไร ๆ ที่ชวนให้คิดภายนอกเลย.

  4. ๔

    ฝ่ายมหาอุบาสิกา ตรวจดูด้วยจักษุอันเป็นทิพย์อยู่ ก็เห็นพระเถระแล้ว กำหนดรู้ด้วยญาณของตนนั่นแหละว่า บัดนี้ ภิกษุผู้เป็นบุตรของเรา ได้อาจารย์ผู้ให้โอวาทแล้วจึงกลับมาอีก ดังนี้ จึงได้จัดแจงอาหาร อันเหมาะสมถวายแก่พระเถระนั้นแล้ว ฯ

    มหาอุปาสิกาปิ ทิพฺเพน จกฺขุนา โอโลเกนฺตี เถรํ ทิสฺวา “อิทานิ โอวาททายกํ อาจริยํ ลภิตฺวา ปุนาคโต มม ปุตฺโตติ อตฺตโน ญาเณเนว ปริจฺฉินฺทิตฺวา ตสฺส สปฺปายาหารํ ปฏิยาเทตฺวา อทาสิ.

    แม้ อ.มหาอุบาสิกา ตรวจดูอยู่ ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ กำหนดแล้ว ด้วยญาณของตนนั่นเทียว ว่า ในกาลนี้ อ.บุตร ของเรา ได้แล้ว ซึ่งอาจารย์ ผู้ให้ซึ่งโอวาท มาแล้ว อีก ดังนี้ จัดแจงแล้ว ซึ่งอาหารอันเป็นที่สบาย ได้ถวายแล้ว (แก่พระเถระ) นั้น ฯ

    ฝ่ายมหาอุบาสิกา เมื่อตรวจด้วยทิพพจักษุ ก็เห็นพระเถระแล้วกำหนด(รู้)ด้วยญาณของตนนั่นแลว่า "บัดนี้ ภิกษุผู้บุตรของเรา ได้อาจารย์ให้โอวาทแล้วจึงกลับมาอีก" แล้วได้จัดแจงอาหารอันเป็นที่สบายถวายแก่พระเถระนั้น.

  5. ๕

    พระเถระนั้น ได้โภชนะอันเหมาะสมแล้ว โดยเพียง ๒๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากมรรคและผลอยู่ คิดว่า น่าอัศจรรย์หนอ มหาอุบาสิกานี้ได้เป็นที่พึ่งของเราแล้ว เราอาศัยมหาอุบาสิกานี้ จึงถึงทางออกจากภพได้ ดังนี้ แล้วใคร่ครวญอยู่ว่า มหาอุบาสิกานี้ได้เป็นที่พึ่งของเราในอัตภาพนี้ก่อน ก็มหาอุบาสิกานี้ เคยเป็นที่พึ่งของเราผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารในอัตภาพแม้อื่น ๆ หรือไม่ ? ดังนี้ แล้ว หวนระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพแล้ว ฯ

    โส สปฺปายโภชนํ ลภิตฺวา กติปาเหเนว อรหตฺตํ ปตฺวา มคฺคผลสุเขน วีตินาเมนฺโต “อโห มหาอุปาสิกา มยฺหํ ปติฏฺฐา ชาตา, อหํ อิมํ นิสฺสาย ภวนิสฺสรณํ ปตฺโตมฺหีติ จินฺเตตฺวา “อิมสฺมึ ตาว เม อตฺตภาเว ปติฏฺฐา ชาตา, สํสาเร ปน เม สํสรนฺตสฺส, อญฺเญสุปิ อตฺตภาเวสุ อยํ ปติฏฺฐา ภูตปุพฺพา โน วาติ อุปธาเรนฺโต เอกูนอตฺตภาวสตํ อนุสฺสริ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ได้แล้ว ซึ่งโภชนะอันเป็นที่สบาย บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว (ยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษอยู่ ด้วยความสุขอันเกิดแต่มรรคและผล คิดแล้ว ว่า โอ ! อ.มหาอุบาสิกา เป็นที่พึ่ง ของเรา เกิดแล้ว, อ.เรา อาศัยแล้ว (ซึ่งมหาอุบาสิกา) นี้ เป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งการแล่นออกไปจากภพ ย่อมเป็น ดังนี้ ใคร่ครวญอยู่ ว่า (อ.มหาอุบาสิกานี้) เป็นผู้เป็นที่พึ่ง ของเรา เกิดแล้ว ในอัตภาพนี้ก่อน, ก็เมื่อเรา แล่นไปพร้อมอยู่ ในสงสาร, (อ.มหาอุบาสิกา) นี้ เป็นผู้เป็นที่พึ่ง เป็นแล้วในก่อน ในอัตภาพ ท. แม้เหล่าอื่น (ได้เป็นแล้ว) หรือ หรือว่า (เป็นผู้เป็นที่พึ่ง เป็นแล้ว ในก่อน ในอัตภาพ ท. แม้เหล่าอื่น ได้เป็นแล้ว) หามิได้ ดังนี้ ระลึกตามแล้ว ซึ่งร้อยแห่งอัตภาพอันหย่อนด้วยอัตภาพหนึ่ง ฯ

    พระเถระนั้นได้โภชนะอันเป็นที่สบายแล้ว โดย ๒ - ๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัต ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่มรรคและผลคิดว่า "น่าขอบใจ มหาอุบาสิกาได้เป็นที่พึ่งของเราแล้ว เราอาศัยมหาอุบาสิกานี้ จึงถึงซึ่งการแล่นออกจากภพได้, แล้วใคร่ครวญอยู่ว่า มหาอุบาสิกานี้ได้เป็นที่พึ่งของเราในอัตภาพนี้ก่อน, ก็เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร มหาอุบาสิกานี้เคยเป็นที่พึ่งในอัตภาพแม้อื่น ๆ หรือไม่? แล้วจึงตามระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพ.

  6. ๖

    ฝ่ายมหาอุบาสิกานั้น ก็(เคย) เป็นภรรยาของพระเถระนั้น เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายเหล่าอื่นให้ปลงชีวิตพระเถระนั้นใน ๙๙ อัตภาพแล้ว ฯ

    สาปิ เอกูนอตฺตภาวสเต ตสฺส ปาทปริจาริกา หุตฺวา อญฺเญสุ ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา ตํ ชีวิตา โวโรปาเปสิ.

    (อ.มหาอุบาสิกา) แม้นั้น เป็นหญิงผู้บำเรอซึ่งเท้า (ของพระเถระ) นั้น เป็น เป็นหญิงมีจิตอันเนื่องเฉพาะแล้ว (ในบุรุษ ท.) เหล่าอื่น เป็น (ยังบุคคล) ให้ปลงลงแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น จากชีวิต ในร้อย แห่งอัตภาพอันหย่อนด้วยอัตภาพหนึ่ง ฯ

    แม้มหาอุบาสิกานั้น ก็เป็นนางบาทบริจาริกา(ภริยา)ของพระเถระนั้นใน ๙๙ อัตภาพ เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายเหล่าอื่นจึงให้ปลงพระเถระนั้นเสียจากชีวิต.

  7. ๗

    พระเถระครั้นเห็นโทษมิใช่คุณเพียงเท่านี้แล้วคิดว่า น่าเศร้าใจหนอ มหาอุบาสิกานี้ ได้กระทำกรรมหนักแล้ว ฯ

    เถโร ตสฺสา เอตฺตกํ อคุณํ ทิสฺวา “อโห อยํ มหาอุปาสิกา ภาริยํ กมฺมํ อกาสีติ จินฺเตสิ.

    อ.พระเถระ เห็นแล้ว ซึ่งโทษมิใช่คุณ มีประมาณเท่านี้ (ของมหาอุบาสิกา) นั้น คิดแล้ว ว่า โอ! อ.มหาอุบาสิกา นี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกรรม อันหนัก ดังนี้ ฯ

    พระเถระครั้นเห็นโทษของมหาอุบาสิกานั้นเพียงเท่านี้แล้ว จึงคิดว่า "น่าสังเวช มหาอุบาสิกานี้ได้ทำกรรมมาหนักแล้ว."

ภาค ๒ ภิกษุผู้มีวิปัสสนาอันปรารถแล้ว

ภาค ๒ ภิกษุผู้มีวิปัสสนาอันปรารถแล้ว

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๑–๑๔๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระพวกนั้นถามกันและกันว่า ท่านผู้มีอายุ โรคอะไร รบกวนท่านหรือ โรคอะไรรบกวน ท่านหรือ แล้วพากันพูดว่า โรคจามรบกวนผม โรคไอรบกวนผม ดังนี้เป็นต้น แล้วได้พูดว่า ท่านผู้มีอายุ วันนี้ ผมได้เห็นผีหัวขาด ณ ที่สุดที่จงกรม ผมได้เห็นร่างผี ณ ที่พักกลางคืน ผมได้ยินเสียงอมนุษย์ ณ ที่พักกลางวัน สถานที่นี้สมควรที่พวกเราจะละเว้นเสียเถิด ณ สถานที่นี้ พวกเราไม่มีความผาสุก พวกเราจักพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดา ฯ

    เต อญฺญมญฺญํ “ตุยฺหํ อาวุโส กึ รุชฺชติ, ตุยฺหํ กึ รุชฺชตีติ ปุจฺฉิตฺวา “มยฺหํ ขิปิตโรโค, มยฺหํ กาโสติ วตฺวา “อาวุโส อหํ อชฺช จงฺกมนโกฏิยํ ฉินฺนสีสํ อทฺทสํ, อหํ รตฺติฏฺฐาเน กพนฺธํ อทฺทสํ, อหํ ทิวาฏฺฐาเน อมนุสฺสสทฺทํ อสฺโสสึ, ปริวชฺเชตพฺพยุตฺตกมิทํ ฐานํ, อมฺหากํ อิธ อผาสุกํ โหติ, สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ถามแล้ว ซึ่งกันและกัน ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.อะไร ย่อมเสียดแทง แก่ท่าน, อ.อะไร ย่อมเสียดแทง แก่ท่าน ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.โรคจาม (ย่อมเสียดแทง) แก่ผม, อ.โรคไอ (ย่อมเสียดแทง) แก่ผม ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในวันนี้ อ.ผม ได้เห็นแล้ว ซึ่งซากศพผู้มีศีรษะอันขาดแล้ว ในที่สุดแห่งที่เป็นที่จงกรม, อ.ผม ได้เห็นแล้ว ซึ่งซากศพ ในที่เป็นที่พักในกลางคืน, อ.ผม ได้ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งอมนุษย์ ในที่เป็นที่พักในกลางวัน, อ.ที่ นี้ เป็นที่ควรแล้วแก่ความเป็นที่อันเรา ท. พึงเว้นรอบ (ย่อมเป็น), อ.ความไม่สำราญ ย่อมมี แก่เรา ท. (ในที่) นี้, อ.เรา ท. จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นถามกันและกันว่า "ผู้มีอายุ โรคอะไรเสียดแทงคุณ? โรคอะไรเสียดแทนคุณ?" กล่าวว่า "โรคจามเสียดแทงผม, โรคไดเสียดแทงผม" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ผู้มีอายุ วันนี้ ผมได้เห็นร่างผีหัวขาดในที่สุดที่จงกรม, ผมได้เห็นร่างผีในที่พักกลางคืน, ผมได้ยินเสียงอมนุษย์ในที่พักกลางวัน, ที่นี้เป็นที่ควรเว้น, ในที่นี้ ความไม่ผาสุกมีแก่พวกเรา, พวกเราจักไปที่สำนักของพระศาสดา."

  2. ๒

    พระพวกนั้นพากันออก (จากป่านั้น) ไปเฝ้าพระบรมศาสดา ตามลำดับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เต นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ออกแล้ว ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา โดยลำดับ ถวายบังคมแล้ว นั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น ออกไปสู่สำนักของพระศาสดาโดยลำดับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

  3. ๓

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสกะพระพวกนั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจักไม่สามารถอยู่ ณ ที่นั้นหรือ ฯ

    อถ เน สตฺถา อาห “กึ ภิกฺขเว ตสฺมึ ฐาเน วสิตุํ น สกฺขิสฺสถาติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะภิกษุ ท.) เหล่านั้น ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) จักไม่อาจ เพื่ออันอยู่ ในที่ นั้น หรือ ? ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า "ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจักไม่อาจเพื่ออยู่ในที่นั้นหรือ?"

  4. ๔

    อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า อารมณ์น่าหวาดเสียวทั้งหลายแบบนั้น ย่อมปรากฏแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าผู้อยู่ ณ สถานที่นั้น เพราะเหตุนั้น จึงมีความไม่ผาสุกแบบนั้น เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระพุทธเจ้าจึงพากันคิดว่า สถานที่นี้สมควรจะละเว้นเสีย ดังนี้แล้วจึงละทิ้งสถานที่นั้น พากันมาเฝ้าพระองค์ ฯ

    “อาม ภนฺเต: อมฺหากํ ตสฺมึ ฐาเน วสนฺตานํ เอวรูปานิ เภรวารมฺมณานิ อุปฏฺฐหนฺติ, เตน เอวรูปํ อผาสุกํ โหติ, เตน มยํ `วชฺเชตพฺพยุตฺตกมิทํ ฐานนฺติ ตํ ฉฑฺเฑตฺวา ตุมฺหากํ สนฺติกํ อาคตาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น): อ.อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกลัว ท. อันมีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมปรากฏ แก่ข้าพระองค์ ท. ผู้อยู่อยู่ ในที่นั้น, เพราะเหตุนั้น อ.ความไม่สำราญ อันมีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมมี, (ด้วยเหตุ) นั้น อ.ข้าพระองค์ ท. (คิดแล้ว) ว่า อ.ที่ นี้ เป็นที่ควรแล้วแก่ความเป็นที่ (อันเรา ท.) พึงเว้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทิ้งแล้ว (ซึ่งที่) นั้น เป็นผู้มาแล้ว สู่สำนัก ของพระองค์ ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า อารมณ์อันน่ากลัวเห็นปานนี้ ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้พำนักอยู่ในที่นั้น, เพราะเหตุนั้น จึงมีความไม่ผาสุกเห็นปานนี้, ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงคิดว่า "ที่นี้ เป็นที่ควรเว้น." ทิ้งที่นั้นมาสู่สำนักของพระองค์แล้ว.

  5. ๕

    ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสมควรไป (อยู่) ณ สถานที่นั้นแหละ ฯ

    “ภิกฺขเว ตตฺเถว ตุมฺหากํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.อัน อันเธอ ท. ไป (ในที่) นั้น นั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไปในที่นั้นนั่นแลสมควร.

  6. ๖

    พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “น สกฺกา ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อันข้าพระองค์ ท.) ไม่อาจ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. ไม่อาจ พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ได้เอาอาวุธไปด้วย บัดนี้ พวกเธอจงเอาอาวุธไปเถิด ฯ

    “ภิกฺขเว ตุมฺเห อาวุธํ อคเหตฺวา คตา, อิทานิ อาวุธํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ.

    (อ.พระศาสดา) (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. ไม่ถือเอา ซึ่งอาวุธ เป็นผู้ไปแล้ว (ย่อมเป็น), ในกาลนี้ (อ.เธอ ท.) ถือเอา ซึ่งอาวุธ จงไปเถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่เอาอาวุธไป, บัดนี้พวกเธอจงเอาอาวุธไปเถิด.

  8. ๘

    อาวุธชนิดไหน พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “กตราวุธํ ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์ ท. ถือเอา) ซึ่งอาวุธชนิดไหน (จะไป) ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. ถือเอาอาวุธชนิดไหนไป? พระเจ้าข้า.

  9. ๙

    พระบรมศาสดาตรัสว่า เราจักให้อาวุธแก่พวกเธอ พวกเธอจงเอาอาวุธที่เราให้ไปเถิด ดังนี้

    สตฺถา “อหํ โว อาวุธํ ทสฺสามิ, มยา ทินฺนาวุธํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ วตฺวา

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า อ.เรา จักให้ ซึ่งอาวุธ แก่เธอ ท., (อ.เธอ ท.) ถือเอา ซึ่งอาวุธ อันอันเรา ให้แล้ว จงไปเถิด ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งเมตตสูตร ทั้งสิ้น ว่า

    พระศาสดาตรัสว่า "เราจักให้อาวุธแก่พวกเธอ, พวกเธอจงถือเอาอาวุธที่เราให้ไป" ดังนี้แล้ว ตรัสเมตตสูตรทั้งสิ้นว่า

  10. ๑๐

    แล้วตรัสเมตตสูตรทั้งสิ้นว่า
    สิกขา ๓ หมวดใด อันท่านผู้บรรลุสันตบทพึงทำ สิกขา ๓ หมวดนั้น อันผู้ฉลาดในประโยชน์พึงทำ ผู้ฉลาด ในประโยชน์ พึงเป็นผู้องอาจ เป็นผู้ตรง เป็นผู้ซื่อตรง เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อ่อนโยน เป็นผู้ไม่ทะนงตัว ดังนี้เป็นต้น
    แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงสาธยายเมตตสูตรนี้ ตั้งแต่ไพรสณฑ์ภายนอกวิหารเข้าไปภายใน วิหารเถิด ดังนี้ แล้วทรงส่งไปแล้ว ฯ

    “กรณียมตฺถกุสเลน, ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ, สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานีติ สกลํ เมตฺตสุตฺตํ กเถตฺวา “ภิกฺขเว อิมํ ตุมฺเห พหิ วิหารสฺส วนสณฺฑโต ปฏฺฐาย สชฺฌายนฺตา อนฺโตวิหารํ ปวิเสยฺยาถาติ อุยฺโยเชสิ.

    (อ.หมวดสามแห่งสิกขา) นั้นใด (อันพระอริยเจ้า) บรรลุแล้ว ซึ่งบท อันสงบแล้ว (กระทำแล้ว), (อ.หมวดสามแห่งสิกขานั้น) (อันกุลบุตร) ผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงกระทำ,(อ.กุลบุตรนั้น) เป็นผู้องอาจ (ด้วย) เป็นผู้ซื่อตรง ด้วย เป็นผู้ซื่อตรงด้วยดี ด้วย เป็นผู้อันบุคคลพึงกล่าวได้โดยง่าย ด้วย เป็นผู้อ่อนโยน (ด้วย) เป็นผู้ไม่มีความถือตัวเกิน (ด้วย) พึงเป็น ดังนี้เป็นต้น ตรัสแล้ว ซึ่งเมตตาสูตร ทั้งสิ้น ทรงส่งไปแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. สาธยายอยู่ (ซึ่งเมตตาสูตร) นี้ จำเดิม แต่ชัฏแห่งป่า ในภายนอก แห่งวิหาร พึงเข้าไป สู่ภายในแห่งวิหารเถิด ดังนี้ ฯ

    "ผู้รู้สันตบท(บทอันสงบ)พึงทำสิกขา ๓ หมวด ใด, ผู้ฉลาดในประโยชน์ ควรกระทำสิกขา ๓ หมวดนั้น ผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเป็นผู้องอาจเป็นผู้ตรง เป็นผู้ซื่อตรง เป็นผู้อ่อนโยน เป็นผู้ไม่ทะนงตัว." เป็นอาทิ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงสาธยายเมตตสูตรนี้ จำเดิมแต่ไพรสณฑ์ภายนอกวิหาร เข้าไปสู่ภายในวิหาร" ดังนี้ ทรงส่งไปแล้ว.

ภาค ๒ พระโสไรยเถระ

ภาค ๒ พระโสไรยเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อ ๑ หน้า ๑๕๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ลูกชายโสไรยเศรษฐี ในโสไรยนคร นั่งบนยานน้อยอันมีความสุขกับสหายคนหนึ่งออกไปจากพระนคร เพื่ออาบน้ำด้วยบริวารจำนวนมาก ฯ

    สมฺมาสมฺพุทฺเธ สาวตฺถิยํ วิหรนฺเต, โสเรยฺยนคเร โสเรยฺยเสฏฺฐิปุตฺโต เอเกน สหายเกน สทฺธึ สุขยานเก นิสีทิตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นหานตฺถาย นครา นิกฺขมิ.

    ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่อยู่ ในเมืองสาวัตถี, อ.บุตรของเศรษฐีชื่อว่าโสไรยะ ในเมืองชื่อว่าโสไรยะ นั่งแล้ว บนยานน้อยอันสบาย กับ ด้วยสหาย คนหนึ่ง ออกไปแล้ว จากเมือง เพื่อต้องการแก่อันอาบ ด้วยบริวาร หมู่ใหญ่ ฯ

    เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี, ลูกชายของโสไรยเศรษฐี ในโสไรยนคร นั่งบนยานน้อยอันมีความสุขกับสหายผู้หนึ่งออกไปจากนคร เพื่อประโยชน์จะอาบน้ำด้วยบริวารเป็นอันมาก.

  2. ๒

    ขณะนั้นพระมหากัจจายนเถระ มีความประสงค์จะเข้าไปบิณฑบาตยังโสไรยนคร ห่มผ้าซ้อนนอกอยู่ ณ ภายนอกพระนคร ฯ

    ตสฺมึ ขเณ มหากจฺจายนตฺเถโร โสเรยฺยนครํ ปิณฺฑาย ปวิสิตุกาโม พหินคเร สงฺฆาฏึ ปารุปติ.

    ในขณะ นั้น อ.พระเถระชื่อว่ามหากัจจายนะ เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเข้าไป สู่เมืองชื่อว่าโสไรยะ เพื่อบิณฑะ (เป็น) ย่อมห่ม ซึ่งผ้าสังฆาฏิ ในภายนอกแห่งพระนคร ฯ

    ขณะนั้น พระมหากัจจายนเถระ มีความประสงค์จะเข้าไปสู่โสไรยนคร เพื่อบิณฑบาต ห่มผ้าสังฆาฏิภายนอกพระนคร.

  3. ๓

    ก็ร่างกายของพระเถระมีสีคล้ายทองคำ ฯ

    เถรสฺส จ สุวณฺณวณฺณํ สรีรํ.

    ก็ อ.สรีระ ของพระเถระ เป็นสรีระมีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทอง (ย่อมเป็น) ฯ

    ก็สรีระของพระเถระมีสีเหมือนทองคำ

  4. ๔

    ลูกชายโสไรยเศรษฐีเห็นท่านแล้ว จึงคิดว่า สวยจริงหนอพระเถระรูปนี้ ควรเป็นภรรยาของเรา หรือว่าผิวพรรณร่างกายภรรยาของเรา พึงเป็นเหมือนผิวพรรณของพระเถระรูปนี้ ฯ

    โสเรยฺยเสฏฺฐิปุตฺโต ตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ “อโห วต อยํ เถโร มม ภริยา ภเวยฺย, มม วา ภริยาย สรีรวณฺโณ เอตสฺส สรีรวณฺโณ วิย ภเวยฺยาติ.

    อ.บุตรของเศรษฐีชื่อว่าโสไรยะ เห็นแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น คิดแล้ว ว่า โอ! หนอ อ.พระเถระ นี้ เป็นภรรยา ของเรา พึงเป็นหรือ, หรือว่า อ.วรรณะแห่งสรีระ ของภรรยา ของเรา เป็นราวกะว่า วรรณะแห่งสรีระ (ของพระเถระ) นั่น พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    ลูกชายของโสไรยเศรษฐี เห็นท่านแล้ว จึงคิดว่า "สวยจริงหนอ พระเถระรูปนี้ ควรเป็นภริยาของเรา, หรือสีแห่งสรีระของภริยาของเรา พึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระนั้น."

  5. ๕

    ในขณะเพียงที่เขาคิดแล้วนั่นเอง เพศชายของเขาก็หายไปเพศหญิงได้มีปรากฏแล้ว ฯ

    ตสฺส จินฺติตมตฺเตเยว, ปุริสลิงฺคํ อนฺตรธายิ, อิตฺถีลิงฺคํ ปาตุรโหสิ.

    (ครั้นเมื่อเหตุ) เป็นเหตุสักว่า (อันบุตรของเศรษฐีนั้น) คิดแล้ว นั่นเทียว (มีอยู่), อ.เพศแห่งบุรุษ (ของบุตรของเศรษฐี) นั้น หายไปแล้ว, อ.เพศแห่งหญิง ได้มีปรากฏแล้ว ฯ

    ในขณะสักว่าเขาคิดแล้วเท่านั้น เพศชายของเศรษฐีบุตรนั้น ก็หายไป, เพศหญิงได้ปรากฏแล้ว.

  6. ๖

    เขาละอายใจ จึงลงจากยานน้อยหนีไปแล้ว ฯ

    โส ลชฺชมาโน ยานกา โอรุยฺห ปลายิ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) นั้น ละอายอยู่ ลงแล้ว จากยานน้อย หนีไปแล้ว ฯ

    เขาละอายจึงลงจากยานน้อยหนีไป.

  7. ๗

    ชนผู้เป็นบริวารจำเขาไม่ได้ จึงพูดว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน ๆ ฯ

    ปริชโน ตํ อสญฺชานนฺโต “กิเมตํ กิเมตนฺติ อาห.

    อ.ชนผู้เป็นบริวาร ไม่รู้พร้อมอยู่ (ซึ่งบุตรของเศรษฐี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.เหตุ) นั่น อะไร (อ.เหตุ) นั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    ชนใกล้เคียงจำลูกชายเศรษฐีนั้นไม่ได้ จึงกล่าวว่า "อะไรนั่น ๆ?"

  8. ๘

    แม้นางก็เดินทางไปยังเมืองตักกสิลา ฯ

    สาปิ ตกฺกสิลมคฺคํ ปฏิปชฺชิ.

    (อ.หญิงแม้) นั้น ดำเนินไปแล้ว สู่หนทางเป็นที่ไปสู่เมืองตักกสิลา ฯ

    แม้นางก็เดินไปสู่หนทางอันไปยังเมืองตักกสิลา.

  9. ๙

    ฝ่ายสหายของนางแม้จะเที่ยวค้นหาข้างโน้นและข้างนี้แล้วก็หาไม่พบ ฯ

    สหายโกปิสฺสา อิโต จิโต จ วิจริตฺวาปิ นาทฺทส.

    แม้ อ.สหาย (ของหญิง) นั้น แม้เที่ยวไปแล้ว (ข้างนี้) ด้วย ๆ ไม่ได้เห็นแล้ว ฯ

    ฝ่ายสหายของนาง แม้เที่ยวค้นหาข้างโน้นและข้างนี้ ก็ไม่ได้พบ.

  10. ๑๐

    ชนผู้เป็นบริวารทั้งปวง ครั้นอาบน้ำแล้ว ก็พากันไปสู่เรือน ฯ เมื่อถูกถามว่า ลูกชายเศรษฐีไปไหน พวกชนผู้เป็นบริวารเหล่านั้นก็พูดว่า พวกเราเข้าใจว่าเขาอาบน้ำเสร็จแล้ว จักมาแล้ว ฯ

    สพฺเพ นหายิตฺวา เคหํ อคมํสุ; “กหํ เสฏฺฐิปุตฺโตติ วุตฺเต, “นหาตฺวา อาคโต ภวิสฺสตีติ มญฺญิมฺหาติ วทึสุ.

    (อ.ชน ท.) ทั้งปวง อาบแล้ว ได้ไปแล้ว สู่เรือน; (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.บุตรของเศรษฐี (ไปแล้ว) ณ ที่ไหน ดังนี้ (อันชน ท.) กล่าวแล้ว, (อ.ชน ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว ว่า (อ.เรา ท.) สำคัญแล้ว ว่า (อ.บุตร ของเศรษฐี) เป็นผู้ อาบแล้ว มาแล้ว จักเป็น ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    ชนทั้งปวงอาบเสร็จแล้วได้กลับไปสู่เรือน; เมื่อชนทั้งหลายกล่าวกันว่า "เศรษฐีบุตรไปไหน?" ชนที่ไปด้วยจึงตอบว่า "พวกผมเข้าใจว่า "เขาจักอาบน้ำกลับมาแล้ว."

  11. ๑๑

    ขณะนั้น พ่อแม่ของเขาค้นดูในที่นั้น ๆ แล้วก็หาไม่พบ จึงพากันร้องไห้คร่ำครวญได้ถวายภัตเพื่อผู้ตาย ด้วยเข้าใจว่า ลูกชายของเราจักตายเสียแล้ว ฯ

    อถสฺส มาตาปิตโร ตตฺถ ตตฺถ ปริเยสิตฺวา อปสฺสนฺตา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา “มโต ภวิสฺสตีติ มตกภตฺตํ อทํสุ.

    ครั้งนั้น อ.มารดาและบิดา ท. (ของบุตรของเศรษฐี) นั้น แสวงหาแล้ว ในที่นั้น ๆ ไม่เห็นอยู่ ร้องไห้แล้ว คร่ำครวญแล้ว ได้ถวายแล้ว ซึ่งภัตรเพื่อบุคคลผู้ตายแล้ว (ด้วยความสำคัญ) ว่า (อ.บุตร ของเรา ท.) เป็นผู้ตายแล้ว จักเป็น ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น มารดาและบิดา ของเขาค้นดูในที่นั้น ๆ เมื่อไม่เห็น จึงร้องไห้ รำพัน ได้ถวายภัตรเพื่อผู้ตาย ด้วยความสำคัญว่า "ลูกชายของเรา จักตายแล้ว."

  12. ๑๒

    นางเห็นหมู่เกวียนมุ่งไปยังเมืองตักกสิลาหมู่หนึ่ง จึงเดินติดตามยานน้อยไปข้างหลัง ๆ ฯ

    สา เอกํ ตกฺกสิลคามิสตฺถวาหํ ทิสฺวา ยานกํ ปจฺฉโต ปจฺฉโต อนุพนฺธิ.

    (อ.หญิง) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งพ่อค้าผู้นำไปซึ่งหมู่เกวียนผู้ไปสู่เมือง ตักกสิลาโดยปกติ คนหนึ่ง ติดตามแล้ว ซึ่งยานน้อย ข้างหลัง ๆ ฯ

    นางเห็นพวกเกวียนไปสู่เมืองตักกสิลาหมู่หนึ่ง จึงเดินติดตามยานน้อยไปข้างหลัง ๆ.

  13. ๑๓

    ขณะนั้น พวกมนุษย์เห็นนางแล้วพูดว่า เธอเดินตามมาข้างหลัง ๆ ยานน้อยของพวกเราพวกเราไม่รู้จักเธอว่า หญิงคนนี้ เป็นลูกสาวของใคร ฯ

    อถ นํ มนุสฺสา ทิสฺวา “อมฺหากํ ยานกสฺส ปจฺฉโต ปจฺฉโต อาคจฺฉสิ, มยํ `กสฺเสสา ทาริกาติ ตํ น ชานามาติ วทึสุ.

    ครั้งนั้น อ.มนุษย์ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) ย่อมมา ข้างหลัง ๆ แห่งยานน้อย ของเรา ท., อ.เรา ท. ย่อมไม่รู้ ซึ่งท่าน ว่า (อ.หญิง) นั่น เป็นเด็กหญิง ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พวกมนุษย์เห็นนางแล้ว กล่าวว่า "หล่อนเดินตามข้างหลัง ๆ. แห่งยานน้อยของพวกเรา(ทำไม?) พวกเราไม่รู้จักหล่อนว่า 'นางนี่เป็นลูกสาวของใคร?"

ภาค ๒ พระโสไรยเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๕๖–๑๕๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชาวชนบทรู้เรื่องนั้นแล้ว ล่ำลือ เกิดความตื่นเต้น เข้าไปถามว่า ได้ทราบว่าเรื่องเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ขอรับ ฯ

    ชนปทวาสิโน ตํ ปวตฺตึ ญตฺวา สงฺขุภิตฺวา โกตุหลชาตา อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉึสุ “เอวํ กิร ภนฺเตติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในชนบทโดยปกติ รู้แล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ร่ำลือแล้ว เป็นผู้มีความแตกตื่นเกิดแล้ว เข้าไปหาแล้ว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้น (หรือ)? ดังนี้ ฯ

    ชาวชนบท รู้เรื่องนั้นแล้ว พากันแตกตื่นอลหม่านเข้าไปถามว่า "ได้ยินว่า เรื่องเป็นจริงอย่างนั้นหรือ? พระผู้เป็นเจ้า."

  2. ๒

    พระโสเรยยะ ตอบว่า ใช่ ผู้มีอายุ ฯ

    “อามาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระโสไรยะ. เป็นจริง ผู้มีอายุ.

  3. ๓

    พวกชาวชนบทถามว่า พระคุณเจ้า ชื่อว่าเหตุแม้เห็นปานนี้ ย่อมมีได้เขาเล่าลือกันว่า บุตร ๒ คน บังเกิดในท้องท่าน บุตร ๒ คนอาศัยท่านเกิดบรรดาบุตร ๒ ฝ่ายนั้น ท่านมีความรักในบุตรฝ่ายไหนมาก ฯ

    “ภนฺเต เอวรูปํปิ การณํ นาม โหติ; ตุมฺหากํ กิร กุจฺฉิยํ เทฺว ปุตฺตา นิพฺพตฺตา, ตุมฺเห ปฏิจฺจ เทฺว ชาตา; เตสํ โว กตเรสุ พลวสิเนโห โหตีติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อ อ.เหตุ แม้มีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมมีได้; ได้ยินว่า อ.บุตร ท. ๒ บังเกิดแล้ว ในท้อง ของท่าน ท., (อ.บุตร ท.) ๒ อาศัยแล้ว ซึ่งท่าน ท. เกิดแล้ว, อ.ความรักอันมีกำลัง (แห่งบุตร ท. ๒) เหล่านั้นหนา ในบุตร ท. เหล่าไหน ย่อมมี แก่ท่าน ท. ดังนี้ ฯ

    ชาวชนบท. ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าเหตุแม้เช่นนี้มีได้(เทียวหรือ?); เขาลือกันว่า 'บุตร ๒ คนเกิดในท้องของท่าน, บุตร ๒ คน อาศัยท่านเกิด' บรรดาบุตร ๒ จำพวกนั้น ท่านมีความสิเนหามากในจำพวกไหน?

  4. ๔

    พระโสเรยยะตอบว่า มีความรักในบุตรฝ่ายที่อยู่ในท้องมาก ผู้มีอายุ ฯ

    “กุจฺฉิยํ วุตฺถเกสุ อาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.ความรัก อันมีกำลัง ในบุตร ท.) ผู้อยู่แล้ว ในท้อง (ย่อมมี) ดังนี้ ฯ

    พระโสไรยะ. ในจำพวกบุตรผู้อยู่ในท้อง ผู้มีอายุ.

  5. ๕

    พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ก็ถามอย่างนั้นนั่นแหละอยู่เสมอ ฯ

    อาคตาคตา นิพทฺธํ ตเถว ปุจฺฉนฺติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้มาแล้ว ๆ ย่อมถาม อย่างนั้นนั่นเทียว เนืองนิตย์ ฯ

    ชนผู้มาแล้ว ๆ ก็ถามอยู่อย่างนั้นนั่นแหละเสมอไป.

  6. ๖

    พระเถระพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า มีความรักในบุตรฝ่ายที่อยู่ในท้องฝ่ายเดียวเท่านั้นมาก รำคาญใจอยู่ จึงนั่งอยู่ผู้เดียว ยืนอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ฯ

    เถโร “กุจฺฉิยํ วุตฺถเกสุเยว สิเนโห พลวาติ ปุนปฺปุนํ กเถนฺโต หรายมาโน เอโกว นิสีทติ เอโกว ติฏฺฐติ.

    อ พระเถระ กล่าวอยู่ บ่อย ๆ ว่า อ.ความรัก (ในบุตร ท.) ผู้อยู่แล้ว ในท้อง นั่นเทียว เป็นสภาพมีกำลัง (ย่อมเป็น) ดังนี้ เบื่อหน่ายอยู่ ผู้เดียวเทียว นั่งอยู่ ผู้เดียวเทียว ยืนอยู่ ฯ

    พระเถระบอกแล้วบอกเล่าว่า "มีความสิเนหาในจำพวกบุตรผู้อยู่ในท้องนั้นแหละมาก," เมื่อรำคาญใจจึงนั่งแต่คนเดียว ยืนแต่คนเดียว.

  7. ๗

    พระเถระนั้น เข้าถึงความเป็นผู้เดียวอย่างนี้ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในอัตภาพ บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ฯ

    โส เอวํ เอกตฺตุปคโต อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นแห่งบุคคลคนเดียว อย่างนี้ เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งความสิ้นไปและความเสื่อมไป ในอัตภาพ บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท. ฯ

    ท่านเข้าถึงความเป็นคนเดียวอย่างนี้ เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว.

  8. ๘

    ต่อมา พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ถามท่านว่า พระคุณเจ้า ได้ทราบว่า เหตุชื่ออย่างนี้ ได้มีแล้วหรือ ฯ

    อถ นํ อาคตาคตา ปุจฺฉนฺติ “ภนฺเต เอวํ กิร นามาโหสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) ผู้มาแล้ว ๆ ย่อมถาม (ซึ่งพระเถระ) นั้น ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า (อ.เหตุ) ชื่อ อย่างนี้ ได้มีแล้วหรือ ? ดังนี้ ฯ

    ต่อมา พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ถามท่านว่า "ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า เหตุชื่ออย่างนี้ได้มีแล้ว จริงหรือ?"

  9. ๙

    พระโสเรยยะตอบว่า ใช่ ผู้มีอายุ ฯ

    “อาม อาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระโสไรยะ. จริง ผู้มีอายุ.

  10. ๑๐

    พวกชนถามว่า ท่านมีความรักในบุตรฝ่ายไหนมาก ฯ

    “กตเรสุ โว สิเนโห พลวาติ.

    (อ.ชน ท. ถามแล้ว) ว่า อ.ความรัก แห่งท่าน ท. ในบุตร ท. เหล่าไหน เป็นสภาพมีกำลัง (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกชน. ท่านมีความสิเนหามากในบุตรจำพวกไหน?

  11. ๑๑

    พระโสเรยยะตอบว่า ชื่อว่าความรักในบุตรคนไหนของเราไม่มี ฯ

    “มยฺหํ กตฺถจิ สิเนโห นาม นตฺถีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ชื่อ อ.ความรัก ในบุตร คนไหน ๆ แห่งเรา ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    พระโสไรยะ. ขึ้นชื่อว่าความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเราย่อมไม่มี.

  12. ๑๒

    ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลพระศาสดาว่า ภิกษุโสเรยยะนี้ พูดไม่จริง ในวันก่อน ๆ พูดว่า มีความรักในบุตรฝ่ายที่อยู่ในท้องมาก บัดนี้ พูดว่าเราไม่มีความรักในบุตรคนไหน ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล พระเจ้าข้า ฯ

    ภิกฺขู “อยํ อภูตํ กเถติ, ปุริมทิวเสสุ `กุจฺฉิยํ วุตฺถปุตฺเตสุ สิเนโห พลวาติ วตฺวา อิทานิ `มยฺหํ กตฺถจิ สิเนโห นตฺถีติ วทติ, อญฺญํ พฺยากโรติ ภนฺเตติ สตฺถารํ อาหํสุ.

    อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว กะพระศาสดา ว่า (อ.ภิกษุชื่อว่าโสไรยะ) นี้ ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อันไม่มีแล้ว, (อ.ภิกษุชื่อว่าโสไรยะ) กล่าวแล้ว ว่า อ.ความรัก ในบุตรผู้อยู่แล้ว ท. ในท้อง เป็นสภาพมีกำลัง (ย่อมเป็น) ดังนี้ ในวันอันมีในก่อน ท. ย่อมกล่าว ว่า อ.ความรัก ในบุตรคนไหน ๆ แห่งเรา ย่อมไม่มี ดังนี้ ในกาลนี้, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ภิกษุชื่อว่าโสไรยะ ย่อมพยากรณ์ ซึ่งพระอรหัตผลอันบุคคลพึงรู้ทั่ว ดังนี้ ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลพระศาสดาว่า "ภิกษุรูปนี้พูดไม่จริงในวันก่อน ๆ พูดว่า 'มีความสิเนหาในบุตรผู้อยู่ในท้องมาก' เดี๋ยวนี้พูดว่า 'ความสิเนหาในบุตรคนไหน ๆ ของเราไม่มี,' ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล พระเจ้าข้า."

  13. ๑๓

    พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเรา พยากรณ์พระอรหัตผล หามิได้ ตั้งแต่เวลาที่บุตรของเราเห็นมัคคทัสสนะ ด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ความรักในบุตรคนไหน ไม่เกิดเลย จิตที่เป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้เท่านั้น ย่อมให้สมบัติที่มารดาบิดาไม่อาจกระทำให้ได้ ดังนี้ แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา “น ภิกฺขเว มยฺหํ ปุตฺโต อญฺญํ พฺยากโรติ, มม ปุตฺตสฺส สมฺมาปณิหิเตน จิตฺเตน มคฺคทสฺสนํ ทิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย น กตฺถจิ สิเนโห ชาโต; ยํ สมฺปตฺตึ เนว มาตา น ปิตา กาตุํ สกฺโกติ, ตํ อิเมสํ สตฺตานํ อพฺภนฺตเร ปวตฺตํ จิตฺตเมว เทตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.บุตร ของเรา ย่อมพยากรณ์ ซึ่งพระอรหัตผลอันบุคคลพึงรู้ทั่ว หามิได้, อ.ความรัก ในบุตรคนไหน ๆ ไม่เกิดแล้ว จำเดิม แต่กาล แห่งการเห็นซึ่งมรรค อันบุตร ของเรา เห็นแล้ว ด้วยจิต อัน ๆ ตนตั้งไว้แล้วโดยชอบ; อ.มารดา ย่อมไม่อาจ นั่นเทียว (เพื่ออันกระทำ) อ.บิดา ย่อมไม่อาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งสมบัติ ใด, อ.จิต อันเป็นไปทั่วแล้ว ในภายใน ของสัตว์ ท. เหล่านี้ นั่นเทียว ย่อมให้ (ซึ่งสมบัติ) นั้น ดังนี้ ตรัสแล้ว (ซึ่งพระคาถา) นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราพยากรณ์อรหัตผลหามิได้, (เพราะว่า)ตั้งแต่เวลาที่บุตรของเรา เห็นมรรคทัสนะด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบแล้ว ความสิเนหาในบุตรไหน ๆ ไม่เกิดเลย, จิตเท่านั้น ซึ่งเป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้ ย่อมให้สมบัติที่มารดาบิดาไม่อาจทำให้ได้" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

  14. ๑๔

    มารดา บิดา ก็หรือว่า ญาติเหล่าอื่น ไม่พึงกระทำเหตุนั่นให้ได้ จิตอันบุคคลตั้งไว้โดยชอบแล้วพึงกระทำบุคคลนั้นให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น ดังนี้

    “น ตํ มาตา ปิตา กยิรา อญฺเญ วาปิจ ญาตกา, สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเรติ.

    อ.มารดา ไม่พึงกระทำ อ.บิดา ไม่พึงกระทำ เออก็ หรือว่า อ.ญาติ ท. เหล่าอื่น (ไม่พึงกระทำ) (ซึ่งเหตุ) นั้น, อ.จิต อัน (อันบุคคล) ตั้งไว้แล้วโดยชอบ พึงกระทำ (ซึ่งบุคคล) นั้น ให้เป็นผู้ประเสริฐกว่า (กว่าเหตุ) นั้น ดังนี้ ฯ

    "มารดาบิดา ก็หรือว่าญาติเหล่าอื่น ไม่พึงทำเหตุนั้น(ให้ได้), (แต่)จิตอันตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐ กว่าเหตุนั้น."

ภาค ๓ พระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน

ภาค ๓ พระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๒ หน้า ๓–๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สดับมาว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วคิดว่า เราจักบำเพ็ญสมณธรรม จึงเข้าป่า พากเพียรพยายามแล้วก็ไม่สามารถจะบรรลุพระอรหัตต์ได้ คิดว่า เราจักขอให้สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสบอกพระกรรมฐาน อย่างพิสดาร จึงเดินมายังสำนักสมเด็จพระบรมศาสดา ในระหว่างทาง เห็นพยับแดด คิดว่า พยับแดดที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนนี้ ย่อมปรากฏคล้ายเป็นรูปร่าง แก่คนทั้งหลายที่อยู่ในที่ไกล ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่คนทั้งหลายที่มาใกล้ ฉันใด แม้ร่างกายนี้ก็แบบนั้น เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและดับไป ฉันนั้น เดินเจริญพระกรรมฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์มาแล้ว อ่อนเพลียเพราะเดินทาง สรงน้ำในแม่น้ำอจิรวดีแล้ว นั่งอยู่ ณ ร่มเงา ที่ริมฝั่งน้ำที่มีกระแสเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นก้อนฟองน้ำใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะถูกกำลังน้ำกระทบแล้วก็แตกสลายไป ได้ยึดถือเป็นอารมณ์ว่า แม้ร่างกาย (ของเรา) นี้ ก็เป็นแบบนี้นั่นเอง เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ฯ

    โส กิร สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา “สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ฆฏิตฺวา วายมิตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตุํ อสกฺโกนฺโต “วิเสเสตฺวา กมฺมฏฺฐานํ กถาเปสฺสามีติ สตฺถุ สนฺติกํ อาคจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค มรีจึ ทิสฺวา “ยถายํ คิมฺหสมเย อุฏฺฐิตา มรีจิทูเร ฐิตานํ รูปคตํ วิย ปญฺญายติ, สนฺติกํ อาคจฺฉนฺตานํ เนว ปญฺญายติ อยํ อตฺตภาโวปิ อุปฺปาทวยตฺเถน เอวรูโปติ มรีจิกมฺมฏฺฐานํ ภาเวนฺโต อาคนฺตฺวา มคฺคกิลนฺโต อจิรวติยํ นหายิตฺวา เอกสฺมึ จณฺฑโสตตีเร ฉายาย นิสินฺโน อุทกเวคาภิฆาเตน อุฏฺฐหิตฺวา มหนฺเต เผณปิณฺเฑ ภิชฺชมาเน ทิสฺวา “อยํ อตฺตภาโวปิ อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชนตฺเถน เอวรูโปเยวาติ อารมฺมณํ อคฺคเหสิ.

    ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ) นั้น เรียนแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระศาสดา (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา จักกระทำ ซึ่งสมณธรรม ดังนี้ เข้าไปแล้ว สู่ป่า พากเพียรแล้ว พยายามแล้ว ไม่อาจอยู่ เพื่ออันบรรลุ ซึ่งพระอรหัต (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา (ยังพระศาสดา) จักให้ตรัสบอก ซึ่งกัมมัฏฐาน ให้วิเศษ ดังนี้ มาอยู่ สู่สำนัก ของพระศาสดา เห็นแล้ว ซึ่งพยับแดด ในระหว่างแห่งหนทาง ยังกัมมัฏฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์ ให้เจริญอยู่ (ด้วยการกระทำไว้ในใจ) ว่า อ.พยับแดด ตั้งขึ้นแล้ว ในสมัยแห่งฤดูร้อน นี้ ย่อมปรากฏ (แก่ชน ท.) ผู้ยืนแล้ว ในที่ไกล เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นรูป (เป็น), ย่อมไม่ปรากฏ (แก่ชน ท.) ผู้มาอยู่ สู่ที่ใกล้ นั่นเทียว ฉันใด, แม้ อ.อัตภาพ นี้ เป็นสภาพมีอย่างนี้เป็นรูป เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ย่อมเป็น ฉันนั้น) ดังนี้ มาแล้ว ผู้ลำบากแล้วในหนทาง อาบแล้ว ในแม่น้ำชื่อว่าอจิรวดี นั่งแล้ว ที่เงา ใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว แห่งหนึ่ง เห็นแล้ว ซึ่งก้อนแห่งฟองน้ำ ท. อันใหญ่ อันตั้งขึ้นแล้ว ด้วยการกระทบแห่งกำลังแห่งน้ำ แตกไปอยู่ ได้ถือเอาแล้ว (กระทำ) ให้เป็นอารมณ์ ว่า แม้ อ.อัตภาพ นี้ เป็นสภาพมีอย่างนี้เป็นรูป เพระอรรถว่าเกิดขึ้นแล้วแตกไปนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ดังได้สดับมา พระเถระนั้น เรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้วคิดว่า "เราจักทำสมณธรรม" ดังนี้แล้ว เข้าไปสู่ป่า พากเพียรพยายามแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ จึงกลับมายังสำนักพระศาสดา ด้วยตั้งใจว่า "จักทูลอาราธนาให้ตรัสบอกพระกัมมัฏฐานให้วิเศษ," เห็นพยับแดดในระหว่างทาง เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน ว่า "พยับแดดนี้ ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรากฏแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล ดุจมีรูปร่าง, แต่ไม่ปรากฏเลย แก่บุคคลผู้มาสู่ ที่ใกล้ ฉันใด; แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปเหมือนอย่างนั้น เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป" เดินมาแล้ว เมื่อยล้าในหนทาง อาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี นั่งที่ร่ม (ไม้) ริมฝั่งแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟองน้ำใหญ่ ตั้งขึ้นด้วยกำลังแห่งน้ำกระทบกันแล้วตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า"แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป."

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระคันธกุฎีนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นพระเถระรูปนั้นแล้วตรัสว่า ภิกษุ อย่างนั้นนั่นแหละ ร่างกายนี้ก็เป็นแบบนี้ เป็นสภาวะที่มีความเกิดขึ้นและดับไปแน่แท้ เหมือนอย่างก้อนฟองน้ำ เหมือนอย่างพยับแดด ฉะนั้น แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา คนฺธกุฏิยํ ฐิโตว ตํ เถรํ ทิสฺวา “เอวเมว ภิกฺขุ เอวรูโปวายํ อตฺตภาโว เผณปิณฺโฑ วิย มรีจิ วิย อุปฺปชฺชนภิชฺชนสภาโวเอวาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ประทับยืนแล้ว ในพระคันธกุฎี เทียว ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ อ.อย่างนั้นนั่นเทียว อ.อัตภาพ นี้ มีอย่างนี้เป็นรูปเทียว เป็นอัตภาพมีอันเกิดขึ้นแล้วอันแตกไปเป็นสภาพนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ราวกะ อ.ก้อนแห่งฟองน้ำ ราวกะ อ.พยับแดด ดังนี้ ตรัสแล้วซึ่งพระคาถานี้ว่า

    พระศาสดา ประดับอยู่ที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็น พระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "อย่างนั้นนั่นแหละ ภิกษุ อัตภาพนี้ มีรูปอย่างนั้นแล มีอนเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภาพแน่แท้ เหมือนฟองน้ำ (และ) พยับแดด" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  3. ๓

    ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว รู้ว่าร่างกายนี้เปรียบเสมือนฟองน้ำ
    รู้ยิ่งขึ้นไปว่าร่างกายนี้มีธรรมดาเหมือนพยับแดด ตัด
    พวงดอกไม้ของมารแล้ว พึงไปยังสถานที่พญามัจจุราช
    หาไม่พบ ดังนี้ ฯ

    “เผณูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา มรีจิธมฺมํ อภิสมฺพุธาโน เฉตฺวาน มารสฺส ปปุปฺผกานิ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉติ.

    (อ.ภิกษุ) รู้แล้ว ซึ่งกายนี้ ว่ามีฟองน้ำเป็นเครื่องเปรียบ รู้พร้อมเฉพาะอยู่ (ซึ่งกายนี้) ว่ามีพยับแดดเป็นธรรม ตัดแล้ว ซึ่งพวงดอกไม้ ท. ของมาร พึงถึง ซึ่งที่เป็นที่ไม่เห็น แห่งมัจจุผู้พระราชา ดังนี้ ฯ

    "ภิกษุรู้แจ้งกายนี้ (ว่า) มีฟองน้ำเป็นเครื่องเปรียบ, รู้ชัดกายนี้ (ว่า) มีพยับแดดเป็นธรรม ตัดพวงดอกไม้ของมารเสียแล้ว พึงถึงสถานที่ มัจจุราชไม่เห็น."

ภาค ๓ พระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒ หน้า ๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๓๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ภิกษุนั้น เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระบรมศาสดา คิดว่า เราจักบำเพ็ญสมณธรรม เข้าป่าพากเพียร พยายาม ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ จึงคิดว่า เราจักขอให้พระบรมศาสดาตรัสบอกพระกัมมัฏฐานให้พิเศษ จึงเดินมาสู่สำนักพระบรมศาสดา ในระหว่างทางเห็นพยับแดด ได้ความคิดว่า พยับแดดนี้ ตั้งขึ้นในฤดูร้อน ปรากฏเหมือนมีรูปร่าง แก่ชนผู้อยู่ในที่ไกล เมื่อชนเหล่านั้น มาสู่ที่ใกล้ ย่อมไม่ปรากฏ ฉันใด แม้ร่างกายนี้ ก็เป็นแบบนั้นเพราะความหมายว่าเกิดขึ้นและดับไป เดินมาเจริญพระกัมมัฏฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์ เหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง จึงอาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี นั่งพักที่ร่มเงาใกล้ฝั่งแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟองน้ำจำนวนมากที่ตั้งขึ้น เพราะกำลังความเร็วของน้ำกระทบกันแล้วแตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า แม้ร่างกายนี้ ก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ เพราะความหมายว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป ฯ

    โส กิร สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา “สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ฆฏิตฺวา วายมิตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตุํ อสกฺโกนฺโต “วิเสเสตฺวา กมฺมฏฺฐานํ กถาเปสฺสามีติ สตฺถุ สนฺติกํ อาคจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค มรีจึ ทิสฺวา “ยถายํ คิมฺหสมเย อุฏฺฐิตา มรีจิทูเร ฐิตานํ รูปคตํ วิย ปญฺญายติ, สนฺติกํ อาคจฺฉนฺตานํ เนว ปญฺญายติ อยํ อตฺตภาโวปิ อุปฺปาทวยตฺเถน เอวรูโปติ มรีจิกมฺมฏฺฐานํ ภาเวนฺโต อาคนฺตฺวา มคฺคกิลนฺโต อจิรวติยํ นหายิตฺวา เอกสฺมึ จณฺฑโสตตีเร ฉายาย นิสินฺโน อุทกเวคาภิฆาเตน อุฏฺฐหิตฺวา มหนฺเต เผณปิณฺเฑ ภิชฺชมาเน ทิสฺวา “อยํ อตฺตภาโวปิ อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชนตฺเถน เอวรูโปเยวาติ อารมฺมณํ อคฺคเหสิ.

    ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ) นั้น เรียนแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระศาสดา (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา จักกระทำ ซึ่งสมณธรรม ดังนี้ เข้าไปแล้ว สู่ป่า พากเพียรแล้ว พยายามแล้ว ไม่อาจอยู่ เพื่ออันบรรลุ ซึ่งพระอรหัต (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา (ยังพระศาสดา) จักให้ตรัสบอก ซึ่งกัมมัฏฐาน ให้วิเศษ ดังนี้ มาอยู่ สู่สำนัก ของพระศาสดา เห็นแล้ว ซึ่งพยับแดด ในระหว่างแห่งหนทาง ยังกัมมัฏฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์ ให้เจริญอยู่ (ด้วยการกระทำไว้ในใจ) ว่า อ.พยับแดด ตั้งขึ้นแล้ว ในสมัยแห่งฤดูร้อน นี้ ย่อมปรากฏ (แก่ชน ท.) ผู้ยืนแล้ว ในที่ไกล เป็นราวกะว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นรูป (เป็น), ย่อมไม่ปรากฏ (แก่ชน ท.) ผู้มาอยู่ สู่ที่ใกล้ นั่นเทียว ฉันใด, แม้ อ.อัตภาพ นี้ เป็นสภาพมีอย่างนี้เป็นรูป เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ย่อมเป็น ฉันนั้น) ดังนี้ มาแล้ว ผู้ลำบากแล้วในหนทาง อาบแล้ว ในแม่น้ำชื่อว่าอจิรวดี นั่งแล้ว ที่เงา ใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว แห่งหนึ่ง เห็นแล้ว ซึ่งก้อนแห่งฟองน้ำ ท. อันใหญ่ อันตั้งขึ้นแล้ว ด้วยการกระทบแห่งกำลังแห่งน้ำ แตกไปอยู่ ได้ถือเอาแล้ว (กระทำ) ให้เป็นอารมณ์ ว่า แม้ อ.อัตภาพ นี้ เป็นสภาพมีอย่างนี้เป็นรูป เพระอรรถว่าเกิดขึ้นแล้วแตกไปนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ดังได้สดับมา พระเถระนั้น เรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้วคิดว่า "เราจักทำสมณธรรม" ดังนี้แล้ว เข้าไปสู่ป่า พากเพียรพยายามแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ จึงกลับมายังสำนักพระศาสดา ด้วยตั้งใจว่า "จักทูลอาราธนาให้ตรัสบอกพระกัมมัฏฐานให้วิเศษ," เห็นพยับแดดในระหว่างทาง เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน ว่า "พยับแดดนี้ ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรากฏแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล ดุจมีรูปร่าง, แต่ไม่ปรากฏเลย แก่บุคคลผู้มาสู่ ที่ใกล้ ฉันใด; แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปเหมือนอย่างนั้น เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป" เดินมาแล้ว เมื่อยล้าในหนทาง อาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี นั่งที่ร่ม (ไม้) ริมฝั่งแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟองน้ำใหญ่ ตั้งขึ้นด้วยกำลังแห่งน้ำกระทบกันแล้วตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า"แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป."

  2. ๒

    พระบรมศาสดาประทับอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นแล้ว ตรัสว่า ภิกษุเป็นเหมือนอย่างที่เธอคิดแล้วนั่นแหละ ร่างกายนี้ ก็เป็นแบบนี้ มีสภาวะเกิดขึ้นและดับไปแน่แท้ เสมือนก้อนฟองน้ำ เสมือนพยับแดด ฉะนั้น ฯ

    สตฺถา คนฺธกุฏิยํ ฐิโตว ตํ เถรํ ทิสฺวา “เอวเมว ภิกฺขุ เอวรูโปวายํ อตฺตภาโว เผณปิณฺโฑ วิย มรีจิ วิย อุปฺปชฺชนภิชฺชนสภาโวเอวาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ประทับยืนแล้ว ในพระคันธกุฎี เทียว ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ อ.อย่างนั้นนั่นเทียว อ.อัตภาพ นี้ มีอย่างนี้เป็นรูปเทียว เป็นอัตภาพมีอันเกิดขึ้นแล้วอันแตกไปเป็นสภาพนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ราวกะ อ.ก้อนแห่งฟองน้ำ ราวกะ อ.พยับแดด ดังนี้ ตรัสแล้วซึ่งพระคาถานี้ว่า

    พระศาสดา ประดับอยู่ที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็น พระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "อย่างนั้นนั่นแหละ ภิกษุ อัตภาพนี้ มีรูปอย่างนั้นแล มีอนเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภาพแน่แท้ เหมือนฟองน้ำ (และ) พยับแดด" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๙–๑๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคยจากสำนักของพระองค์ จึงจักเป็นผู้ไม่พากันไปแล้ว ด้วยประการฉะนี้แล แท้จริง โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เขาอุปัฏฐากอยู่โดยเคารพในที่ที่ไม่คุ้นเคย ถึง(ได้รับ)เวทนาแทบปางตาย (ภายหลัง) ก็ได้(หวนกลับ) ไปสู่ถิ่นที่ของคนคุ้นเคยจนได้ ทรงถูกพระราชาทูลถามว่า เมื่อไร พระเจ้าข้า จึงทรงนำเรื่องเก่ามาเล่าว่า

    “อิติ โข มหาราช มม สาวกา ตุมฺหากํ สนฺติกา วิสฺสาสํ อลภนฺตา น คตา ภวิสฺสนฺติ: โปราณกปณฺฑิตา หิ อวิสฺสาสนียฏฺฐาเน สกฺกจฺจํ อุปฏฺฐิยมานาปิ มรณนฺติกํ เวทนํ ปตฺวา วิสฺสาสิกฏฺฐานเมว คมึสูติ, “กทา ภนฺเตติ รญฺญา ปุฏฺโฐ อตีตํ อาหริ:

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.สาวก ท. ของอาตมภาพ ไม่ได้อยู่ ซึ่งความคุ้นเคย จากสำนัก ของพระองค์ ท. เป็นผู้ไม่ไปแล้ว จักเป็น ด้วยประการฉะนี้แล: จริงอยู่ อ.บัณฑิต ผู้มีในก่อน ท. แม้ผู้ (อันพระราชา) ทรงบำรุงอยู่ โดยเคารพ ในที่มิใช่ เป็นที่ตั้งแห่งความคุ้นเคย ถึงแล้ว ซึ่งเวทนา มีความตายเป็นที่สุด ไปแล้ว สู่ที่มีความคุ้นเคยนั่นเทียว ดังนี้ ผู้อันพระราชาทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.บัณฑิตผู้มีในก่อน ท. ไปแล้ว สู่ที่มีความคุ้นเคยนั่นเทียว) ในกาลไร ดังนี้ ทรงนำมาแล้ว ซึ่งเรื่องอันล่วงไปแล้ว ว่า :

    แล้วจึงตรัสว่า "มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคยจากสำนักของพระองค์ จึงจักไม่ไป ด้วยประการฉะนี้แล; แท้จริง โบราณบัณฑิตทั้งหลาย แม้เขาบำรุงอยู่ด้วยความเคารพในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ถึงเวทนาแทบปางตาย ก็ได้ไปสู่ที่ของผู้คุ้นเคยกันเหมือนกัน, อันพระราชาทูลถามว่า ในกาลไร ? พระเจ้าข้า" ทรงนำอดีตนิทานมา (สาธกดังต่อไปนี้) :

  2. ๒

    นานมาแล้ว เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงราชย์ในพระนครพาราณสี พระราชาพระนามว่าเกสวะ ทรงสละราชสมบัติผนวชเป็นฤาษีแล้ว ฯ

    “อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต, เกสโว นาม ราชา รชฺชํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ.

    ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัต ทรงยังบุคคล ให้กระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่า พาราณสี, อ.พระราชา พระนามว่า เกสวะ ทรงละแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ผนวชแล้ว ผนวชโดยความเป็นฤาษี ฯ

    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระราชาทรงพระนามว่าเกสวะ ทรงสละราชสมบัติผนวชเป็นฤาษี.

  3. ๓

    ข้าราชบริพาร ๕๐๐ บวชตามพระองค์ ฯ

    ตํ ปญฺจ ปุริสสตานิ อนุปพฺพชึสุ.

    อ.ร้อยแห่งบุรุษ ท. ห้า บวชตามแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ฯ

    บุรุษ ๕๐๐ คน (ออก) บวชตามพระราชานั้น.

  4. ๔

    พระองค์เฉลิมพระนามว่า เกสวดาบส ฯ

    โส เกสวตาปโส นาม อโหสิ.

    (อ.พระราชา) นั้น เป็นผู้ชื่อว่าเกสวดาบส ได้เป็นแล้ว ฯ

    ท้าวเธอได้พระนามว่าเกสวดาบส.

  5. ๕

    อนึ่ง นายภูษามาลาของท้าวเธอนามว่า กัปปกะ บวชตาม ได้เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดแล้ว ฯ

    ปสาธนกปฺปโก ปนสฺส อนุปพฺพชิตฺวา กปฺปโก นาม อนฺเตวาสิโก อโหสิ.

    อนึ่ง อ.นายภูษามาลาผู้ประดับ (ของพระราชา) นั้น บวชตามแล้ว เป็นอันเตวาสิก ชื่อว่า กัปปกะ ได้เป็นแล้ว ฯ

    อนึ่ง นายภูษามาลาของพระองค์ก็ได้ตามบวชเป็นอันเตวาสิกนามว่ากัปปกะ

  6. ๖

    เกสวดาบสพร้อมด้วยบริษัท อยู่ในป่าหิมพานต์ ๘ เดือน เข้ากรุงพาราณสี (เฉพาะ)ในฤดูฝน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มรสเปรี้ยว เข้าไปภิกษายังพระนคร ฯ

    เกสวตาปโส ปริสาย สทฺธึ อฏฺฐ มาเส หิมวนฺเต วสิตฺวา วสฺสารตฺเต โลณมฺพิลเสวนตฺถาย พาราณสึ ปตฺวา ภิกฺขาย นครํ ปาวิสิ.

    อ.ดาบสชื่อว่าเกสวะ อยู่แล้ว ในป่าหิมพานต์ สิ้นเดือน ท. ๘ กับ ด้วยบริษัท ถึงแล้ว ซึ่งเมืองชื่อว่าพาราณสี เพื่อต้องการแก่การเสพซึ่งรสเค็มและรสเปรี้ยว ในสมัยแห่งภาคพื้นอันฝนย้อมทั่วแล้ว ได้เข้าไปแล้ว สู่พระนคร เพื่อภิกษา ฯ

    เกสวดาบสกับบริษัทอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้น ๘ เดือน ในฤดูฝน เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ไปถึงกรุงพาราณสีแล้ว เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษุ, ลำดับนั้น

  7. ๗

    ครานั้น พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใส ทรงรับปฏิญญาเพื่อต้องการจะ(ให้)อยู่ในสำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน จึงนิมนต์ให้พักอยู่ในพระราชอุทยานเสด็จไปสถานที่รับรองพระดาบสนั้นทั้งเย็นทั้งเช้า ฯ

    อถ นํ ราชา ทิสฺวา ปสีทิตฺวา จาตุมฺมาสํ อตฺตโน สนฺติเก วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อุยฺยาเน วสาเปนฺโต สายํ ปาตํ ตสฺส อุปฏฺฐานํ คจฺฉติ.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งพระดาบส) นั้น ทรงเลื่อมใสแล้ว ทรงรับแล้ว ซึ่งปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ ในสำนัก ของพระองค์ ตลอดประชุมแห่งเดือน ๔ (ทรงยังพระดาบสนั้น) ให้อยู่อยู่ ในอุทยาน ย่อมเสด็จไป สู่ที่เป็นที่บำรุง (ซึ่งพระดาบส) นั้น ในเวลาเย็น ในเวลาเช้า ฯ

    พระราชาทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้น ทรงเลื่อมใส. ทรงรับปฏิญญาเพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน(นิมนต์) ให้พักอยู่ในพระราชอุทยาน ย่อมเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระดาบสนั้น ทั้งเย็นทั้งเช้า.

  8. ๘

    ดาบสทั้งหลายที่เหลือ อยู่ได้ ๒๓ วัน ถูกเสียงอื้ออึงต่าง ๆ มีเสียงช้างเป็นต้นรบกวน จึงเรียนว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกกระผม รำคาญใจ จะ(ขอลา)ไปละ ฯ

    อวเสสา ตาปสา กติปาหํ วสิตฺวา หตฺถิสทฺทาทีหิ อุพฺพาฬฺหา “อาจริย อุกฺกณฺฐิตมฺหา, คจฺฉามาติ อาหํสุ.

    อ.ดาบส ท. ผู้เหลือลง อยู่แล้ว สิ้นวันเล็กน้อย ผู้อัน เสียง ท. มีเสียงแห่งช้างเป็นต้น เบียดเบียนแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.กระผม ท.) เป็นผู้กระสันขึ้นแล้ว เป็นแล้ว, (อ.กระผม ท.) จะไป ดังนี้ ฯ

    พวกดาบสที่เหลือพักอยู่ ๒-๓ วัน รำคาญด้วยเสียงอึงคะนึงต่าง ๆ มีเสียงช้างเป็นต้น จึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์พวกกระผมรำคาญใจ, จะไปละ"

  9. ๙

    เกสวดาบสถามว่า จะไปไหนกันเล่า พ่อคุณ ฯ

    “กหนฺตาตาติ.

    (อ.พระดาบส ถามแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ท. (อ.เธอ ท. จะไป) ในที่ไหนดังนี้ ฯ

    เกสวะ. จะไปไหนกัน ? พ่อ.

  10. ๑๐

    พวกดาบสตอบว่า จะกลับไปป่าหิมพานต์ครับ ท่านอาจารย์ ฯ

    “หิมวนฺตํ อาจริยาติ.

    (อ.ดาบส ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่อาจารย์ (อ.กระผม ท. จะไป) สู่ป่าหิมพานต์ ดังนี้ ฯ

    อันเตวาสิก. ไปสู่หิมวันตประเทศ ท่านอาจารย์.

  11. ๑๑

    เกสวดาบสกล่าวว่า ในวันที่พวกเรามานั่นแหละ พระเจ้าแผ่นดินทรงรับปฏิญญาเพื่อต้องการ(ให้)อยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน พวกท่านจักไปได้อย่างไรเล่า พ่อคุณ ฯ

    “ราชา อมฺหากํ อาคตทิวเสเยว จาตุมฺมาสํ อิธ วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คณฺหิ, กถํ คมิสฺสถ ตาตาติ.

    (อ.พระดาบส กล่าวแล้ว) ว่า อ.พระราชา ทรงรับแล้ว ซึ่งปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ ในที่นี้ ตลอดประชุมแห่งเดือน ๔ ในวัน แห่งเรา ท. มาแล้วนั่นเทียว, แน่ะพ่อ ท. (อ. เธอ ท.) จักไป อย่างไร ดังนี้ ฯ

    เกสวะ. ในวันที่พวกเรามาทีเดียว พระเจ้าแผ่นดินทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน, พวกเธอจักไปเสียอย่างไรเล่า ? พ่อ.

  12. ๑๒

    ดาบสทั้งหลายตอบว่า ท่านอาจารย์ไม่บอกพวกผมก่อนแล้วให้(รับ)ปฏิญญา พวกกระผมไม่สามารถอยู่ในที่นี้ได้ (แต่) พวกกระผมจักอยู่ในที่
    ที่พอจะฟังข่าวคราวความเป็นไปของท่าน ซึ่งไม่ไกลจากที่นี่นัก ดังนี้ พากันไหว้พระอาจารย์แล้วก็หลีกไป ฯ

    “ตุมฺเหหิ อมฺหากํ อนาจิกฺขิตฺวาว ปฏิญฺญา ทินฺนา, มยํ อิธ น สกฺโกม วสิตุํ, อิโต อวิทูเร ตุมฺหากํ ปวตฺติสฺสวนฏฺฐาเน วสิสฺสามาติ วนฺทิตฺวา ปกฺกมึสุ.

    (อ.ดาบส ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.ปฏิญญา อันท่าน ท. ไม่บอกแล้ว แก่กระผม ท. เทียว ถวายแล้ว, อ.กระผม ท. ย่อมไม่อาจ เพื่ออันอยู่ ในที่นี้, (อ.กระผม ท.) จักอยู่ ในที่เป็นที่ฟังซึ่งความเป็นไปทั่ว แห่งท่าน ท. ในที่ไม่ไกล จากที่นี้ ดังนี้ ไหว้แล้ว หลีกไปแล้ว ฯ

    อันเตวาสิกกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ไม่บอกพวกกระผมเสียก่อนแล้วจึงถวายปฏิญญา, พวกกระผมไม่สามารถจะอยู่ในที่นี้ได้, จักอยู่ในที่ ๆ (พอ) ฟังความเป็นไปของท่านอาจารย์ได้ ซึ่งไม่ไกล จากที่นี้" ดังนี้ พากันไหว้พระอาจารย์แล้วหลีกไป.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๐–๑๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อาจารย์คงยับยั้งอยู่กับศิษย์ใกล้ชิดชื่อว่ากัปปกะ ฯ

    กปฺปกนฺเตวาสิเกน สทฺธึ อาจริโย โอหิยิ.

    อ.อาจารย์ กับ ด้วยอันเตวาสิกชื่อว่ากัปปกะ ล้าลงแล้ว ฯ

    อาจารย์คงอยู่กับอันเตวาสิกชื่อกัปปกะ (เท่านั้น).

  2. ๒

    พระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาที่รับรองตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหน ฯ

    ราชา อุปฏฺฐานํ อาคโต “กุหึ อยฺยาติ ปุจฺฉิ.

    อ.พระราชา เสด็จมาแล้ว สู่ที่เป็นที่บำรุง ตรัสถามแล้ว ว่า อ.พระผู้เป็นเจ้า ท. (ไปแล้ว) ในที่ไหน ดังนี้ ฯ

    พระราชาเสด็จมาสู่ที่บำรุง ตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหน ?"

  3. ๓

    เกสวดาบสทูลว่า มหาบพิตร ดาบสเหล่านั้น บอกว่า พวกกระผมรำคาญใจ ดังนี้แล้ว ก็ (กลับ) ไปป่าหิมพานต์ ฯ

    “อุกฺกณฺฐิตมฺหาติ วตฺวา หิมวนฺตํ คตา มหาราชาติ.

    (อ.พระดาบส กราบทูลแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.ดาบส ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว ว่า (อ.กระผม ท.) เป็นผู้กระสันขึ้นแล้วเป็นแล้ว ดังนี้ ไปแล้ว สู่ป่าหิมพานต์ ดังนี้ ฯ

    เกสวดาบสทูลว่า "มหาบพิตร พวกดาบสเหล่านั้นบอกว่า 'พวกกระผมรำคาญใจ' ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่หิมวันตประเทศ"

  4. ๔

    แม้ศิษย์ใกล้ชิดชื่อว่ากัปปกะ ไม่นานนัก ก็เบื่อหน่าย แม้ถูกอาจารย์ห้ามบ่อยครั้ง ก็กล่าวว่า กระผมไม่อาจ ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป ฯ

    กปฺปโกปิ น จิรสฺเสว อุกฺกณฺฐิตฺวา อาจริเยน ปุนปฺปุนํ วาริยมาโนปิ “น สกฺโกมีติ วตฺวา ปกฺกามิ.

    แม้ อ.ดาบสชื่อว่ากัปปกะ กระสันขึ้นแล้ว ต่อกาลไม่นาน นั่นเทียว แม้ผู้อันอาจารย์ห้ามอยู่บ่อย ๆ กล่าวแล้ว ว่า อ.กระผม ย่อมไม่อาจ ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    กาลต่อมาไม่นานนัก แม้กัปปกดาบส (ก็) รำคาญแล้ว แม้ถูกอาจารย์ห้ามอยู่บ่อย ๆ ก็กล่าวว่า "ไม่อาจ" แล้วก็หลีกไป.

  5. ๕

    แต่กัปปกดาบสนั้น ไม่ไปสำนักของดาบสนอกนี้ คอยสดับข่าวคราวของอาจารย์ พักอยู่ในที่ไม่ไกลนัก ฯ

    อิตเรสํ ปน สนฺติกํ อคนฺตฺวา อาจริยสฺส ปวตฺตึ สุณนฺโต อวิทูเร ฐาเน วสิ.

    แต่ว่า (อ.ดาบสชื่อว่ากัปปกะนั้น) ไม่ไปแล้ว สู่สำนัก ของดาบส ท. เหล่านอกนี้ ฟังอยู่ ซึ่งความเป็นไปทั่ว แห่งอาจารย์ อยู่แล้ว ในที่ อันไม่ไกล ฯ

    แต่กัปปกดาบสนั้น ไม่ไปสำนักของพวกดาบสนอกนี้ คอยฟังข่าว ของอาจารย์อยู่ในที่ไม่ไกลนัก.

  6. ๖

    ต่อมาภายหลัง เมื่ออาจารย์คิดถึงศิษย์ในสำนักทั้งหลาย ก็เกิดโรคปวดท้องขึ้น ฯ

    อปรภาเค อาจริยสฺส อนฺเตวาสิเก อนุสฺสรนฺตสฺส กุจฺฉิโรโค อุปฺปชฺชิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก เมื่ออาจารย์ ตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งอันเตวาสิก ท. อ.โรคในท้อง เกิดขึ้นแล้ว ฯ

    ในกาลต่อมาเมื่ออาจารย์คิดถึงพวกอันเตวาสิก โรคในท้องก็เกิดขึ้น.

  7. ๗

    พระเจ้าแผ่นดิน รับสั่งให้แพทย์ (หลวง) มารักษา ฯ

    ราชา เวชฺเชหิ ติกิจฺฉาเปติ.

    อ.พระราชา ทรงยัง หมอ ท. ให้เยียวยาอยู่ ฯ

    พระราชารับสั่งให้แพทย์เยียวยา.

  8. ๘

    โรค ก็ยังไม่ทุเลา ฯ

    โรโค น วูปสมฺมติ.

    อ.โรค ย่อมไม่เข้าไปสงบวิเศษ ฯ

    โรคก็ไม่สงบได้.

  9. ๙

    ดาบสทูลว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์ที่จะให้โรคของอาตมาทุเลาไหม ฯ

    ตาปโส อาห “มหาราช อิจฺฉสิ เม โรคํ วูปสมิตุนฺติ.

    อ.พระดาบส กราบทูลแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.พระองค์ ย่อมปรารถนา เพื่ออันยังโรคของอาตมภาพให้เข้าไปสงบวิเศษหรือ ดังนี้ ฯ

    พระดาบสจึงทูลว่า "มหาบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์จะให้โรคของอาตมภาพสงบหรือ ?"

  10. ๑๐

    พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พระคุณเจ้า หากกระผมสามารถ(ทำได้) กระผมพึงทำพระคุณเจ้าให้สำราญ ในบัดเดี๋ยวนี้แหละ ฯ

    “ภนฺเต สจาหํ สกฺกุเณยฺยํ, อิทาเนว โว ผาสุกํ กเรยฺยนฺติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า อ.ข้าพเจ้า พึงอาจไซร้, (อ.ข้าพเจ้า) พึงกระทำ ซึ่งความสำราญ แก่ท่าน ท. ในกาลนี้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าข้าพเจ้าอาจ, ก็พึงทำความผาสุกแก่ท่าน เดี๋ยวนี้แหละ.

  11. ๑๑

    ดาบส ทูลว่า มหาบพิตร หากว่า พระองค์ปรารถนาความสำราญแก่อาตมาภาพไซร้ ขอได้โปรดส่งอาตมภาพกลับไปยังสำนักของพวกศิษย์ใกล้ชิดเถิด ฯ

    “มหาราช สเจ เม ผาสุกํ อิจฺฉสิ, มํ อนฺเตวาสิกานํ สนฺติกํ เปเสหีติ.

    (อ.พระดาบส กราบทูลแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าว่า (อ.พระองค์) ย่อมปรารถนา ซึ่งความสำราญ แก่อาตมภาพไซร้, (อ.พระองค์) ขอจงทรงส่งไป ซึ่งอาตมภาพ สู่สำนัก ของอันเตวาสิก ท. ดังนี้ ฯ

    ดาบส. มหาบพิตร หากว่า พระองค์ทรงปรารถนาความสุขแก่อาตมภาพไซร้, โปรดส่งอาตมภาพไปสำนักพวกอันเตวาสิกเถิด.

  12. ๑๒

    พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ได้ พระคุณเจ้า แล้วให้ดาบสนั้นนอนในเปล แล้วทรงส่งอำมาตย์ ๔ นาย มีนารถอำมาตย์เป็นหัวหน้าไป ด้วยรับสั่งว่า พวกท่านทราบข่าวคราวคืบหน้าของพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว พึงส่งข่าวถึงเราบ้างนะ ฯ

    ราชา “สาธุ ภนฺเตติ ตํ มญฺจเก นิปชฺชาเปตฺวา นารทามจฺจปฺปมุเข จตฺตาโร อมจฺเจ “มม อยฺยสฺส ปวตฺตึ ญตฺวา มยฺหํ สาสนํ ปหิเณยฺยาถาติ อุยฺโยเชสิ.

    อ.พระราชา (ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ ทรงยัง (พระดาบส) นั้น ให้นอนแล้ว บนเตียงน้อย ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งอำมาตย์ ท. ๔ มีอำมาตย์ชื่อว่านารทะเป็นประมุข (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ.ท่าน ท. ทราบแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว แห่งพระผู้เป็นเจ้า ของเรา พึงส่งไป ซึ่งข่าวสาส์น แก่เรา ดังนี้ ฯ

    พระราชาทรงรับว่า "ดีละ ขอรับ" แล้วให้ดาบสนั้นนอน บนเตียงน้อย ทรงส่งอำมาตย์ (ไป) ๔ นาย มีนารทอำมาตย์เป็นหัวหน้า ด้วยรับสั่งว่า "พวกท่านทราบข่าวของพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว พึงส่งข่าวถึงเรานะ."

  13. ๑๓

    กัปปกดาบสศิษย์ใกล้ชิด ได้ยิน(ว่า)อาจารย์มา จึงจัดการต้อนรับ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า พวกศิษย์นอกนี้อยู่ไหน จึงเรียนว่า ได้ข่าวว่า อยู่ที่โน้น ฯ

    กปฺปกนฺเตวาสิโก อาจริยสฺสาคมนํ สุตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา, “อิตเร กหนฺติ วุตฺเต, “อสุกฏฺฐาเน กิร วสนฺตีติ อาห.

    อ.อันเตวาสิกชื่อว่ากัปปกะ ฟังแล้ว ซึ่งการมา แห่งอาจารย์ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ดาบส ท.) เหล่านอกนี้ (ย่อมอยู่) ในที่ไหน ดังนี้ (อันพระดาบส) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ได้ยินว่า (อ.ดาบส ท. เหล่านั้น) ย่อมอยู่ ในที่โน้น ดังนี้ ฯ

    กัปปกอันเตวาสิก ทราบว่าอาจารย์มา ก็ทำการต้อนรับ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า "พวกนอกนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน ?" จึงเรียนว่า "ทราบว่าอยู่ที่โน้น."

  14. ๑๔

    ดาบสแม้เหล่านั้น ได้ยินว่าอาจารย์มาแล้ว จึงประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวายน้ำอุ่นแล้ว ได้ถวายผลไม้น้อยใหญ่แก่อาจารย์ ฯ

    เตปิ อาจริยสฺสาคตภาวํ สุตฺวา ตตฺเถว สโมสริตฺวา อาจริยสฺส อุณฺโหทกํ ทตฺวา ผลาผลํ อทํสุ.

    (อ.ดาบส ท.) แม้เหล่านั้น ฟังแล้ว ซึ่งความที่แห่งอาจารย์ เป็นผู้มาแล้ว ประชุมกันแล้ว ในที่นั้นนั่นเทียว ถวายแล้ว ซึ่งน้ำอันร้อน ได้ถวายแล้ว ซึ่งผลและผลอันเจริญ แก่อาจารย์ ฯ

    อันเตวาสิกแม้เหล่านั้น ทราบว่าอาจารย์มาแล้ว (มา) ประชุมกัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวายน้ำร้อนแล้ว ได้ถวายผลาผลแก่อาจารย์.

  15. ๑๕

    โรคทุเลาลงในทันทีทันใดนั้นเอง ฯ

    ตํขณญฺเญว โรโค วูปสมิ.

    อ.โรค เข้าไปสงบวิเศษแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    โรคสงบแล้วในขณะนั้นเอง.

  16. ๑๖

    ดาบสนั้น ได้เป็นผู้มีวรรณะผุดผ่องดั่งทองคำ โดย ๒๓ วันเท่านั้นเอง ฯ

    โส กติปาเหเนว สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ.

    (อ.พระดาบส) นั้น เป็นผู้มีวรรณะเพียงดังวรรณแห่งทอง ได้เป็นแล้ว โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว ฯ

    พระดาบสนั้น มีวรรณะประดุจทองคำโดย ๒-๓ วันเท่านั้น.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๔–๑๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า นี่เป็นแผ่นกระดานที่ลูกนางวาสภขัตติยา ทาสีนั่ง จึงเอาน้ำผสมน้ำนมล้างแผ่นกระดานที่พระกุมารนั้นนั่งในท้องพระโรง ฯ

    อเถกา ทาสี สณฺฐาคาเร ตสฺส นิสินฺนผลกํ “อิทํ วาสภขตฺติยาย ทาสิยา ปุตฺตสฺส นิสินฺนผลกนฺติ อกฺโกสิตฺวา อกฺโกสิตฺวา ขีโรทเกน โธวติ.

    ครั้งนั้น อ.นางทาสี คนหนึ่ง ด่าแล้ว ด่าแล้ว ว่า อ.แผ่นกระดานนี้ เป็นแผ่นกระดาน แห่งบุตร ของนางทาสี ชื่อว่าวาสภขัตติยา นั่งแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ย่อมล้าง ซึ่งแผ่นกระดาน (แห่งพระกุมาร) นั้น นั่งแล้ว ในท้องพระโรง ด้วยน้ำอันเจือด้วยน้ำนม ฯ

    ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า "นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตรของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง" ดังนี้แล้ว ล้างแผ่นกระดานที่พระกุมารนั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนม.

  2. ๒

    มหาดเล็กคนหนึ่งลืมอาวุธของตนเองไว้ จึงกลับมาหยิบอาวุธนั้นได้ยินเสียงก่นด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถามถึงโทษนั้น จึงทราบว่า นางวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสีของพระเจ้ามหานามะศากยะ จึงบอกกล่าวแก่ไพร่พล ฯ

    เอโก ปุริโส อตฺตโน อาวุธํ ปมฺมุสฺสิตฺวา นิวตฺโต ตํ คณฺหนฺโต วิฑูฑภกุมารสฺส อกฺโกสนสทฺทํ สุตฺวา ตํ อนฺตรํ ปุจฺฉิตฺวา “วาสภขตฺติยา ทาสิยา กุจฺฉิมฺหิ มหานามสกฺกสฺส ชาตาติ ญตฺวา พลกายสฺส กเถสิ.

    อ.บุรุษ คนหนึ่ง ลืมทั่วแล้ว ซึ่งอาวุธ ของตน กลับแล้ว ถือเอาอยู่ (ซึ่งอาวุธ) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งการด่า ซึ่งพระกุมารพระนามว่าวิฑูฑภะ ถามแล้ว ซึ่งโทษ นั้น รู้แล้ว ว่า อ.พระนางวาสภขัตติยา เกิดแล้ว ในท้อง ของนางทาสี ของเจ้าศากยะพระนามว่ามหานาม ดังนี้ บอกแล้ว แก่หมู่แห่งพล ฯ

    มหาดเล็กคนหนึ่ง ลืมอาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธนั้น ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถามโทษนั้น ทราบว่า "นางวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสีของท้าวมหานามศากยะ" (จึง) บอกกล่าวแก่พวกพล.

  3. ๓

    ได้มีข่าวอื้อฉาวใหญ่โตว่า ข่าวว่า พระนางวาสภขัตติยาเป็นธิดาของนางทาสี ฯ

    “วาสภขตฺติยา กิร ทาสีธีตาติ มหาโกลาหลํ อโหสิ.

    อ.ความโกลาหลใหญ่ ว่า ได้ยินว่า อ.พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของนางทาสี (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้มีแล้ว ฯ

    ได้มีการอื้อฉาวกันอย่างขนานใหญ่ว่า "ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของนางทาสี."

  4. ๔

    วิฑูฑภกุมารได้ยินข่าวนั้นแล้ว ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ว่า เจ้าศากยะเหล่านั่นจงเอาน้ำผสมน้ำนมล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งไปก่อนเถิด แต่ในเวลาที่เราดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั่นล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง ฯ

    ตํ สุตฺวา วิฑูฑโภ “เอเต ตาว มม นิสินฺนผลกํ ขีโรทเกน โธวนฺตุ, อหํ ปน รชฺเช ปติฏฺฐิตกาเล เอเตสํ คลโลหิตํ คเหตฺวา มม นิสินฺนผลกํ โธวิสฺสามีติ จิตฺตํ ฐเปสิ.

    อ.พระกุมารพระนามว่าวิฑูฑภะ ทรงสดับแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ทรงตั้งไว้แล้ว ซึ่งพระทัย ว่า อ.เจ้าศากยะ ท. เหล่านั่น จงล้าง ซึ่งแผ่นกระดานแห่งเรานั่งแล้ว ด้วยน้ำอันเจือด้วยน้ำนม ก่อน, แต่ว่า อ.เรา ถือเอาแล้ว ซึ่งเลือดในลำคอ (ของเจ้าศากยะ ท.) เหล่านั่น จักล้าง ซึ่งแผ่นกระดานแห่งเรานั่งแล้ว ในกาลแห่งเราตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในความเป็นแห่งพระราชา ดังนี้ ฯ

    เจ้าวิฑูฑภะทรงสดับคำนั้น ตั้งพระหฤทัยไว้ว่า "เจ้าศากยะเหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนมก่อน, แต่ในกาลที่เราดำรงราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง"

  5. ๕

    เมื่อวิฑูฑภกุมารนั้นถึงเมืองสาวัตถีแล้ว พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องราวทุกประการแด่พระราชา ฯ

    ตสฺมึ สาวตฺถึ คเต, อมจฺจา สพฺพํ ปวตฺตึ รญฺโญ อาโรจยึสุ.

    (ครั้นเมื่อพระกุมาร) นั้น เสด็จถึงแล้ว ซึ่งเมืองชื่อว่าสาวัตถี, อ.อำมาตย์ ท. กราบทูลแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว ทั้งปวง แก่พระราชา ฯ

    เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุงสาวัตถี, พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา.

  6. ๖

    พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะทั้งหลายว่า ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เรา จึงทรงริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและพระโอรส ให้พระราชทานเพียงสิ่งของที่ทาสและทาสีพึงได้รับเท่านั้น ฯ

    ราชา “มยฺหํ ทาสีธีตรํ อทํสูติ สากิยานํ กุชฺฌิตฺวา วาสภขตฺติยาย จ ปุตฺตสฺส จ ทินฺนปริหารํ อจฺฉินฺทิตฺวา ทาสทาสีหิ ลทฺธพฺพมตฺตเมว ทาเปสิ.

    อ.พระราชา กริ้วแล้ว ต่อเจ้าศากยะ ท. ว่า (อ.เจ้าศากยะ ท.) ได้ให้แล้ว ซึ่งธิดาของนางทาสี แก่เรา ดังนี้ ทรงริบแล้ว ซึ่งวัตถุเป็นเครื่องบริหารอันพระองค์พระราชทานแล้ว แก่พระนางวาสภขัตติยา ด้วย แก่พระโอรส ด้วย (ทรงยังบุคคล) ให้พระราชทานแล้ว (ซึ่งวัตถุ) สักว่า อันทาสและทาสี ท. พึงได้นั่นเทียว ฯ

    พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะว่า "ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เรา" จึงรับสั่งให้ริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและพระโอรส, ให้พระราชทานเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีพึงได้

  7. ๗

    ต่อมาล่วงไป ๒๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ประทับนั่งแล้ว ฯ

    ตโต กติปาหจฺจเยน สตฺถา ราชนิเวสนํ คนฺตฺวา นิสีทิ.

    อ.พระศาสดา เสด็จไปแล้ว สู่พระราชนิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว โดยอันล่วงไปแห่งวันเล็กน้อย (แต่วัน) นั้น ฯ

    ต่อมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว.

  8. ๘

    พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เล่าลือกันว่า พวกพระญาติของพระองค์ ประทานธิดานางทาสีให้หม่อมฉัน เพราะกรณีนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของนางพร้อมทั้งบุตร ให้ให้เพียงของที่ทาสและทาสีพึงได้รับเท่านั้น ฯ

    ราชา อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา “ภนฺเต ตุมฺหากํ กิร ญาตเกหิ ทาสีธีตา มยฺหํ ทินฺนา, เตนสฺสา อหํ สปุตฺตาย ปริหารํ อจฺฉินฺทิตฺวา ทาสทาสีหิ ลทฺธพฺพมตฺตเมว ทาเปสินฺติ อาห.

    อ.พระราชา เสด็จมาแล้ว ถวายบังคมแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า อ.ธิดาของนางทาสี อันพระญาติ ท. ของพระองค์ ท. ประทานแล้ว แก่หม่อมฉัน, เพราะเหตุนั้น อ.หม่อมฉัน ริบแล้ว ซึ่งวัตถุเป็นเครื่องบริหาร (ของพระนางวาสภขัตติยา) นั้น ผู้เป็นไปกับด้วยบุตร (ยังบุคคล) ให้ให้แล้ว (ซึ่งวัตถุ) สักว่า อันทาสและทาสี ท. พึงได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่าวลือว่า พวกพระญาติของพระองค์ประทานธิดาแห่งนางทาสีแก่หม่อมฉัน, เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของนางวาสภขัตติยานั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ ๆ เพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีควรได้เท่านั้น."

  9. ๙

    พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำไม่ถูก ธรรมดาเมื่อจะให้ เป็นเรื่องที่จำต้องให้พระธิดาผู้มีชาติเสมอกัน มหาบพิตร อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ได้อภิเษกในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ถึงวิฑูฑภกุมารก็อาศัยพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์นั่นแลประสูติแล้ว ธรรมดาว่าโคตรของฝ่ายมารดาจักกระทำอะไรได้ สำคัญที่โคตรของฝ่ายบิดาต่างหาก บัณฑิตสมัยก่อนได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสีแก่หญิงยากไร้ (อาชีพ)
    หาบฟืน (ขาย) และพระกุมารที่เกิดในท้องนาง ถึง (ครอบครอง) ราชสมบัติในพระนครพาราณสี (อันใหญ่โต) ถึง ๑๒ โยชน์ กลายเป็นพระราชาพระนามว่ากัฏฐวาหนแล้วตรัสกัฏฐหาริยชาดก ฯ

    สตฺถา “อยุตฺตํ มหาราช สากิเยหิ กตํ, ททนฺเตหิ นาม สมชาติกา ทาตพฺพา อสฺส; ตํ ปน มหาราช วทามิ: วาสภขตฺติยา ขตฺติยราชธีตา ขตฺติยรญฺโญ เคเห อภิเสกํ ลภิ, วิฑูฑโภปิ ขตฺติยราชานเมว ปฏิจฺจ ชาโต; มาตุโคตฺตํ นาม กึ กริสฺสติ, ปิตุโคตฺตเมว ปมาณนฺติ, โปราณกปณฺฑิตา ทลิทฺทิตฺถิยา กฏฺฐหาริกาย อคฺคมเหสิฏฺฐานํ อทํสุ, ตสฺสา จ กุจฺฉิมฺหิ ชาตกุมาโร ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยํ รชฺชํ ปตฺวา กฏฺฐวาหนราชา นาม ชาโตติ กฏฺฐหาริยชาตกํ กเถสิ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.กรรม) อันไม่สมควรแล้ว อันเจ้าศากยะ ท. ทรงกระทำแล้ว, (อ.พระธิดา) ผู้มีพระชาติเสมอกัน เป็นผู้ (อันเจ้าศากยะ ท.) ชื่อ ผู้เมื่อประทาน พึงประทาน พึงเป็น ; ดูก่อนมหาบพิตร ก็ (อ.อาตมภาพ) จะขอทูล กะพระองค์ : ว่า อ.พระนางวาสภขัตติยา เป็นพระธิดาของพระราชาผู้กษัตริย์ (เป็น) ทรงได้แล้ว ซึ่งการอภิเษก ในตำหนัก ของพระราชาผู้กษัตริย์, แม้ อ.พระกุมารพระนามว่าวิฑูฑภะ ทรงอาศัยแล้ว ซึ่งพระราชาผู้กษัตริย์ นั่นเทียว ประสูติแล้ว ; ชื่อ อ.โคตรของมารดา จักกระทำ ซึ่งอะไรได้, อ.โคตรของบิดานั่นเทียว เป็นประมาณ (ย่อมเป็น) ดังนี้ (ดังนี้), (ตรัสแล้ว) ว่า อ.บัณฑิตผู้มีในก่อน ท. ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งพระอัครมเหสี แก่หญิงผู้ขัดสน ผู้นำไปซึ่งฟืน, อนึ่ง อ.พระกุมารผู้ประสูติแล้ว ในท้อง (ของหญิงผู้ขัดสน) นั้น ทรงถึงแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในเมืองชื่อว่าพาราณสี อันประกอบแล้วด้วยโยชน์สิบสอง เป็นผู้ชื่อว่ากัฏฐวาหนราชา เกิดแล้ว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งกัฏฐหาริยชาดก ฯ

    พระศาสดาตรัสว่า "มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำกรรมไม่สมควร, ธรรมดา เมื่อจะให้ ก็ควรให้พระธิดาที่มีชาติเสมอกัน ; มหาบพิตร ก็อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า 'พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติยราช ได้อภิเษกในพระราชมนเทียรของขัตติยราช, ฝ่ายวิฑูฑภกุมาร (ก็) ทรงอาศัยขัตติยราชนั่นแลประสูติแล้ว, ธรรมดาว่า โคตรฝ่ายมารดาจักทำอะไร (ได้), โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "โบราณกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลายได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้ยากจนชื่อกัฏฐหาริกาและพระกุมารที่เกิดในท้องของนางนั้น (ก็) ถึงความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสี (อันกว้างใหญ่ไพศาล) ถึง ๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า "กัฏฐวาหนราชา" แล้วตรัสกัฏฐหาริยชาดก.

  10. ๑๐

    พระราชาสดับธรรมกถาแล้ว ทรงยินดีว่า นัยว่าโคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นสำคัญ จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารดั่งเดิมแก่มารดาและบุตร ฯ

    ราชา ธมฺมกถํ สุตฺวา “ปิตุโคตฺตเมว กิร ปมาณนฺติ ตุสิตฺวา มาตาปุตฺตานํ ปกติปริหารเมว ทาเปสิ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ทรงยินดีแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.โคตรของบิดานั่นเทียว เป็นประมาณ (ย่อมเป็น) ดังนี้ (ทรงยังบุคคล) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งวัตถุเป็นเครื่องบริหารตามปกติ แก่พระมารดาและพระโอรส ท. นั่นเทียว ฯ

    พระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยินดีว่า "ทราบว่า โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ" จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารเช่นเคยนั่นแล แก่มารดาและบุตร.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๕–๑๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ต่อมาไม่นานนัก นางมัลลิกานั้นกลับได้ (ตั้ง) ครรภ์ เกิดแพ้ท้องขึ้นมาจึงบอกว่า ดิฉันเกิดแพ้ท้องค่ะ ฯ

    สา น จิรสฺเสว คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา อุปฺปนฺนโทหฬา “โทหโฬ เม อุปฺปนฺโนติ อาโรเจสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น ได้เฉพาะแล้ว ซึ่งครรภ์ ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว ผู้มีความแพ้ท้องเกิดขึ้นแล้ว บอกแล้ว ว่า อ.ความแพ้ท้อง เกิดขึ้นแล้ว แก่ดิฉัน ดังนี้ ฯ

    ต่อมาไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่า "ความแพ้ท้องเกิดแก่ฉันแล้ว."

  2. ๒

    แพ้ท้องอะไร ฯ

    “กึ โทหโฬติ.

    อ.พันธุละถามแล้วว่า อ.ความแพ้ท้อง อะไร ดังนี้ ฯ

    พันธุละ. แพ้ท้องอะไร ?

  3. ๓

    นาย ดิฉันใคร่จะลงอาบดื่มน้ำดื่มในสระโบกขรณีอันเป็นมงคลในการอภิเษกแห่งคณะราชตระกูลในเมืองไพสาลี เจ้าค่ะ ฯ

    “เวสาลีนคเร คณราชกุลานํ อภิเสกมงฺคลโปกฺขรณิยํ โอตริตฺวา นหาตฺวา ปานียํ ปาตุกามมฺหิ สามีติ.

    (อ.นางมัลลิกา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.ดิฉัน) เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน ข้ามลงแล้ว ในสระโบกขรณีอันเป็นมงคลอันเป็นที่อภิเษก แห่งตระกูลแห่งพระราชาผู้เป็นคณะ ท. ในเมืองชื่อว่าเวสาลี อาบแล้ว ดื่ม ซึ่งน้ำอันบุคคลดื่ม ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    นาง. นาย ฉันใคร่จะลงอาบแล้วดื่มน้ำควรดื่มในสระโบกขรณีอันเป็นมงคลในงานอภิเษกแห่งคณะราชตระกูล ในนครเวสาลี.

  4. ๔

    พันธุลเสนาบดีรับว่า ได้ จึงหยิบธนูที่ให้แรงคน ๑,๐๐๐ คนโก่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมืองสาวัตถีขับรถเข้าเมืองไพสาลีโดยทางประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่มหาลิลิจฉวี ฯ

    พนฺธุโล “สาธูติ วตฺวา สหสฺสตฺถามธนุํ คเหตฺวา ตํ รถํ อาโรเปตฺวา สาวตฺถิโต นิกฺขมิตฺวา รถํ ปาเชนฺโต มหาลิลิจฺฉวิโน ทินฺนทฺวาเรน เวสาลึ ปาวิสิ.

    อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ กล่าวแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ถือเอาแล้ว ซึ่งธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรงแห่งพันแห่งบุรุษ ยกขึ้นแล้ว (ซึ่งภรรยา) นั้น สู่รถ ออกไปแล้ว จากเมืองชื่อว่าสาวัตถี ขับไปอยู่ ซึ่งรถ ได้เข้าไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าเวสาลี โดยประตู อันเจ้าลิจฉวี ท. ให้แล้ว แก่เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ ฯ

    พันธุละกล่าวว่า "ดีละ" แล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษพันหนึ่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมื่อสาวัตถี ขับรถเข้าไปสู่เมืองไพศาลี โดยประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ.

  5. ๕

    ก็มหาลิลิจฉวีมีที่ประทับอยู่ใกล้ประตูนั้นแล ฯ

    มหาลิลิจฺฉวิโน จ ทฺวารสมีเปเอว นิเวสนํ โหติ.

    ก็ อ.นิเวศน์ ของเจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ ย่อมมี ในที่ ใกล้แห่งประตูนั่นเทียว ฯ

    ก็ที่อยู่อาศัยของเจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ มีอยู่ ณ ทีใกล้ประตูนั่นแล.

  6. ๖

    ท่านได้ยินเสียง รถกระทบธรณีประตู ก็ทราบ (ทันที) ว่า เสียงรถของพันธุลเสนาบดี จึงพูดว่า วันนี้ เจ้าลิจฉวีทั้งหลายจักเกิดภัย ฯ

    โส รถสฺส อุมฺมาเร ปฏิฆาตสทฺทํ สุตฺวาว “พนฺธุลสฺส รถสทฺโทติ ญตฺวา “อชฺช ลิจฺฉวีนํ ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ อาห.

    (อ.เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ) นั้น ทรงสดับแล้ว ซึ่งเสียงแห่งรถกระทบแล้วที่ธรณีเทียว ทรงทราบแล้ว ว่า อ.เสียงแห่งรถ ของเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ในวันนี้ อ.ภัย จักเกิดขึ้น แก่เจ้าลิจฉวี ท. ดังนี้ ฯ

    พอท่านได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตู (ก็) รู้ว่า "เสียงรถของพันธุละ" จึงกล่าวว่า "วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวี."

  7. ๗

    สระโบกขรณีทั้งด้านในด้านนอก มีการอารักขาแข็งแรง ด้านบนขึงตาข่ายโลหะ แม้แต่พวกนก ยังหาโอกาสไม่ได้เลย ฯ

    โปกฺขรณิยา อนฺโต จ พหิ จ อารกฺโข พลวา, อุปริ โลหชาลํ ปตฺถฏํ, สกุณานํปิ โอกาโส นตฺถิ.

    อ.การอารักขา ในภายใน ด้วย ในภายนอก ด้วย แห่งสระโบกขรณี เป็นสภาพมีกำลัง (ย่อมเป็น), อ.ข่ายอันเป็นวิการแห่งโลหะ (อันบุคคล) ขึงแล้ว ในเบื้องบน, อ.โอกาส ย่อมไม่มี แม้แก่นก ท. ฯ

    การอารักขาสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก, เบื้องบนเขาขึงข่ายโลหะ, แม้นก ก็ไม่มีโอกาส.

  8. ๘

    ฝ่ายพันธุลเสนาบดี ลงจากรถ เอาหวายหวดเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาให้หนีไป ตัดตาข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว ตนเองอาบบ้างภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับไปโดยหนทางที่ตนมาแล้วนั่นแล ฯ

    พนฺธุลเสนาปติ ปน รถา โอตริตฺวา อารกฺขเก มนุสฺเส เวตฺเตน ปหรนฺโต ปลาเปตฺวา โลหชาลํ ฉินฺทิตฺวา อนฺโตโปกฺขรณิยา ภริยํ นหาเปตฺวา สยํปิ นหาตฺวา ปุน ตํ รถํ อาโรเปตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา อาคตมคฺเคเนว ปายาสิ. อารกฺขกา ลิจฺฉวีนํ อาโรเจสุํ.

    ส่วนว่า อ.เสนาบดีชื่อพันธุละ ข้ามลงแล้ว จากรถ โบยอยู่ ซึ่งมนุษย์ ท. ผู้อารักขา ด้วยหวาย (ยังมนุษย์ ท. เหล่านั้น) ให้หนีไปแล้ว ตัดแล้ว ซึ่งข่ายอันเป็นวิการแห่งโลหะ ยังภรรยา ให้อาบแล้ว ในภายในแห่งสระโบกขรณี อาบแล้ว แม้เอง ยกขึ้นแล้ว (ซึ่งภรรยา) นั้น สู่รถ อีก ออกไปแล้ว จากพระนคร ได้ออกไปแล้ว ตามหนทางแห่งตนมาแล้วนั่นเทียว ฯ (อ.มนุษย์ ท.) ผู้อารักขา กราบทูลแล้ว แก่เจ้าลิจฉวี ท. ฯ

    ฝ่ายพันธุลเสนาบดี ลงจากรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษาด้วยหวาย ให้หลบหนีไป (แล้ว) ตัดข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว แม้ตนเองก็อาบในภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับ (รถ) ไปโดยทางที่มาแล้วนั่นแล. พวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษา ทูลเรื่องแก่พวกเจ้าลิจฉวี.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พันธุละกล่าวว่า ถ้ากระนั้น เธอจงจับเชือกเหล่านี้ แล้วให้เชือกแก่นาง ยืนบนรถทีเดียว โก่งธนู ฯ

    พนฺธุโล “เตนหิ อิมา รสฺมิโย คณฺหาติ ตสฺสา รสฺมิโย ทตฺวา รเถ ฐิโตว ธนุํ อาโรเปสิ.

    อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ (กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.เธอ จงจับ ซึ่งเชือก ท. เหล่านี้ ดังนี้ ให้แล้ว ซึ่งเชือก ท. (แก่นางมัลลิกา) นั้น ยืนแล้ว บนรถ เทียว โก่งแล้ว ซึ่งธนู ฯ

    พันธุละกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น เจ้าจงจับเชือกเหล่านี้" แล้วให้เชือกแก่นาง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น.

  2. ๒

    ล้อรถจมลงพื้นดินถึงดุม ฯ

    รถจกฺกํ ยาว นาภิโต ปฐวึ ปาวิสิ.

    อ.ล้อแห่งรถ ได้เข้าไปแล้ว สู่แผ่นดิน เพียงใด แต่ดุม ฯ

    ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินถึงดุม.

  3. ๓

    เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย เห็นฐานะนั้นแล้ว ก็ยังไม่เสด็จกลับ ฯ

    ลิจฺฉวิโน ตํ ฐานํ ทิสฺวา น นิวตฺตึสุ.

    อ.เจ้าลิจฉวี ท. ทรงเห็นแล้ว ซึ่งที่ นั้น ไม่เสด็จกลับแล้ว ฯ

    เจ้าลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว(ก็) ยังไม่เสด็จกลับ.

  4. ๔

    ฝ่ายพันธุละ ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ดีดสาย (ธนู) ฯ

    อิตโร โถกํ คนฺตฺวา ชิยํ โปเถสิ.

    อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละนอกนี้ ไปแล้ว หน่อยหนึ่ง ดีดแล้ว ซึ่งสาย ฯ

    เจ้าพันธุละนอกนี้ ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ดีดสาย(ธนู).

  5. ๕

    เสียงสายธนูนั้น ได้เป็นประหนึ่งเสียงอสนีบาต ฯ

    อสนิสทฺโท วิย อโหสิ.

    (อ.เสียงนั้น) เป็นราวกะว่า เสียงแห่งสายฟ้า ได้เป็นแล้ว ฯ

    เสียงสายธนูนั้น ได้เป็นประหนึ่งอสนีบาต.

  6. ๖

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น ยังคงเสด็จติดตามไปอย่างกระชั้นชิด ฯ

    เต ตโตปิ น นิวตฺตึสุ, อนุพนฺธนฺตา คจฺฉนฺเตว.

    (อ.เจ้าลิจฉวี ท.) เหล่านั้น ไม่เสด็จกลับแล้ว จากที่แม้นั้น ย่อมเสด็จติดตามไปอยู่นั่นเทียว ฯ

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น (ก็) ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น, ยัง (ขืน) เสด็จติดตามไปอยู่นั่นแล.

  7. ๗

    พันธุละยืนอยู่บนรถนั้นแล ยิงลูกศร ไปลูกหนึ่ง ฯ

    พนฺธุโล รเถ ฐิตโกว เอกํ สรํ ขิปิ.

    อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ยืนแล้ว บนรถ เทียว ซัดไปแล้ว ซึ่งลูกศร ดอกหนึ่ง ฯ

    พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยินลูกศรไปลูกหนึ่ง.

  8. ๘

    ลูกศรนั้น ทำงอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ องค์ ตรงที่ผูกเกราะไว้ แล้วจมลงในแผ่นดิน ฯ

    โส ปญฺจนฺนํ รถสตานํ รถสีเส ฉิทฺทํ กตฺวา ปญฺจ ราชสตานิ ปริกรพนฺธนฏฺฐาเน วินิวิชฺฌิตฺวา ปฐวิยํ ปาวิสิ.

    (อ.ลูกศร) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งช่อง ที่งอนแห่งรถ แห่งร้อย แห่งรถ ท. ห้า ทะลุแล้ว ซึ่งร้อยแห่งพระราชา ท. ห้า ในที่เป็นที่ผูกซึ่งเกราะ ได้เข้าไปแล้ว ในแผ่นดิน ฯ

    ลูกศรนั้น ทำงอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ ในที่ผูกเกราะ แล้วจมลงไปในแผ่นดิน.

  9. ๙

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นไม่ทราบว่าตนถูกลูกศรแทงแล้ว ตรัสว่า เฮ้ย หยุดก่อน เฮ้ย หยุดก่อน ยังคงติดตามไปนั่นแล ฯ

    เต อตฺตโน วิทฺธภาวํ อชานิตฺวา “ติฏฺฐ เร, ติฏฺฐ เรติ วทนฺตา อนุพนฺธึสุเยว.

    (อ.เจ้าลิจฉวี ท.) เหล่านั้น ไม่ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่แห่งพระองค์เป็นผู้อันลูกศรแทงแล้ว ตรัสอยู่ ว่า เว้ย อ.เจ้า จงหยุด เว้ย อ.เจ้า จงหยุด ดังนี้ เสด็จติดตามไปแล้วนั่นเทียว ฯ

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่รู้ว่าตนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่า "เฮ้ยหยุดก่อน, เฮ้ย หยุดก่อน" ยัง (ขืน) เสด็จติดตามไปนั่นแล.

  10. ๑๐

    พันธุละหยุดรถแล้วกล่าวว่า พวกท่านเป็นคนตายแล้ว ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้ากับคนตายแล้วทั้งหลาย ไม่มี ฯ

    พนฺธุโล รถํ ฐเปตฺวา “ตุมฺเห มตกา, มตเกหิ สทฺธึ มยฺหํ ยุทฺธํ นาม นตฺถีติ อาห.

    อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ หยุดแล้ว ซึ่งรถ กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. เป็นคนตายแล้ว (ย่อมเป็น) ชื่อ อ.การรบ แห่งเรา กับด้วย ชน ท. ผู้ตายแล้ว ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    พันธุลเสนาบดีหยุดรถแล้วกล่าวว่า "พวกท่านเป็นคนตาย, ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้ากับคนตายทั้งหลาย ย่อมไม่มี."

  11. ๑๑

    เจ้าลิจฉวี ชื่อว่าคนที่ตายแล้ว หาเป็นเช่นกับเราไม่ ฯ

    “มตกา นาม อมฺหาสทิสา น โหนฺตีติ.

    ( อ.เจ้าลิจฉวี ท. ตรัสแล้ว) ว่า ชื่อ อ.ชน ท. ผู้ตายแล้ว เป็นเช่นกับด้วยเรา ย่อมเป็น หามิได้ ดังนี้ ฯ

    เจ้าลิจฉวี. ชื่อว่าคนตาย ไม่เหมือนเรา.

  12. ๑๒

    พันธุละ ถ้ากระนั้นพวกท่านจงแก้เกราะของเจ้าลิจฉวีผู้อยู่หลังสุดดู ฯ

    “เตนหิ สพฺพปจฺฉิมสฺส ปริกรํ โมเจถาติ.

    (อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน ท.จงแก้ ซึ่งเกราะ (ของเจ้าลิจฉวี) ผู้มีในภายหลังแห่งเจ้าลิจฉวีทั้งปวง ดังนี้ ฯ

    พันธุละ. ถ้ากระนั้น พวกท่านจงแก้เกราะของคนหลังทั้งหมดดู.

  13. ๑๓

    พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว ฯ

    เต โมจยึสุ.

    (อ.เจ้าลิจฉวี ท.) เหล่านั้น ทรงแก้แล้ว ฯ

    พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว.

  14. ๑๔

    เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้นชีพตักษัยในขณะที่แก้เกราะออกแล้วนั่นแล ฯ

    โส มุตฺตมตฺเตเยว มริตฺวา ปติ.

    (อ.เจ้าลิจฉวี) นั้น (ครั้นเมื่อเกราะ) เป็นของสักว่าพ้นแล้วนั่นเทียว (มีอยู่) ทรงล้ม สิ้นพระชนม์แล้ว ฯ

    เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้นชีพิตักษัยในขณะแก้เกราะออกแล้วนั่นเอง.

  15. ๑๕

    ทีนั้น พันธุละ จึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า พวกท่านแม้ทั้งหมดก็เป็นผู้มีรูปอย่างเดียวกัน จงไปยังเรือนของตน ๆ จัดแจงสิ่งที่ควรจัดแจง พร่ำสอนบุตรและภรรยาแล้วจึงแก้เกราะออก ฯ

    อถ เน “สพฺเพปิ ตุมฺเห เอวรูปา, อตฺตโน อตฺตโน ฆรานิ คนฺตฺวา สํวิธาตพฺพํ สํวิทหิตฺวา ปุตฺตทารํ อนุสาสิตฺวา สนฺนาหํ โมเจถาติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) กล่าวแล้ว (กะเจ้าลิจฉวี ท.) เหล่านั้น ว่า อ.ท่าน ท. แม้ทั้งปวง เป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูป (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. ไปแล้ว สู่เรือน ท. ของตน ๆ จัดแจงแล้ว (ซึ่งกิจ) อันตนพึงจัดแจง พร่ำสอนแล้ว ซึ่งลูกและเมีย จงแก้ ซึ่งเกราะ เถิด ดังนี้ ฯ

    ทีนั้น พันธุละจึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า "พวกท่านแม้ทั้งหมดก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตน ๆ แล้ว จงจัดสิ่งที่ควรจัด พร่ำสอนลูกเมีย แล้ว (จึงค่อย) แก้เกราะออก."

  16. ๑๖

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น กระทำเหมือนอย่างนั้น ทุกพระองค์สิ้นชีพตักษัยแล้ว ฯ

    เต ตถา กตฺวา สพฺเพปิ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา.

    (อ.เจ้าลิจฉวี ท.) เหล่านั้น ทรงกระทำแล้ว อย่างนั้น แม้ทั้งปวง ทรงถึงแล้ว ซึ่งความสิ้นไปแห่งพระชนม์ ฯ

    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น กระทำอย่างนั้นทุก ๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ความด้วยคดีโกง ในการวินิจฉัย เห็นพันธุละกำลังเดินมา พากันร้องระงม แจ้งการทำคดีโกงของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย (ผู้พิพากษา) ฯ

    อเถกทิวสํ วินิจฺฉเย กุฏฏฺฏปราชิตา มนุสฺสา พนฺธุลํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มหาวิรวํ วิรวนฺตา วินิจฺฉยมจฺจานํ กุฏฏฺฏกรณํ ตสฺส อาโรเจสุํ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.มนุษย์ ท. ผู้แพ้แล้วเพราะคดีโกง ในการวินิจฉัย เห็นแล้ว ซึ่งเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ผู้มาอยู่ ร้องอยู่ ร้องใหญ่ บอกแล้ว ซึ่งการกระทำซึ่งคดีโกง แห่งอำมาตย์ผู้วินิจฉัย ท. (แก่เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ฯ

    อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ความด้วยคดีโกงในการวินิจฉัยเห็นพันธุละกำลังเดินมา ร่ำร้องกันใหญ่ แจ้งการกระทำคดีโกงของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุละนั้น.

  2. ๒

    พันธุละนั้นไปสู่โรงวินิจฉัย (ศาล) พิจารณาคดีความนั้นแล้วได้ทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแลให้เป็นเจ้าของ ฯ

    โส วินิจฺฉยํ คนฺตฺวา ตํ อฏฺฏํ ตีเรตฺวา สามิกเมว สามิกํ อกาสิ.

    (อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ไปแล้ว สู่โรงเป็นที่วินิจฉัย พิจารณาแล้ว ซึ่งคดี นั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งเจ้าของนั่นเทียว ให้เป็นเจ้าของ ฯ

    พันธุละไปสู่โรงวินิจฉัย พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแล ให้เป็นเจ้าของ.

  3. ๓

    มหาชน แซ่ซ้องสาธุการให้เป็นไปด้วยเสียงอันดัง ฯ

    มหาชโน มหาสทฺเทน สาธุการํ ปวตฺเตสิ.

    อ.มหาชน ยังสาธุการ ให้เป็นไปทั่วแล้ว ด้วยเสียงใหญ่ ฯ

    มหาชน ให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง.

  4. ๔

    พระราชาสดับเสียงนั้นแล้ว ตรัสถามว่า นี่อะไรกัน ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ทรงชื่นชม รับสั่งให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงมอบตำแหน่งการวินิจฉัย แก่พันธุละเท่านั้น ฯ

    ตํ สุตฺวา ราชา “กึ อิทนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา ตุสิตฺวา สพฺเพปิ เต อมจฺเจ หราเปตฺวา พนฺธุลสฺเสว วินิจฺฉยํ นิยฺยาเทสิ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น ตรัสถามแล้ว ว่า (อ.เสียง) นี้ อะไร ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น ทรงยินดีแล้ว (ทรงยังบุคคล) ให้ถอดแล้ว ซึ่งอำมาตย์ ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ทรงมอบให้แล้ว ซึ่งการวินิจฉัย แก่เสนาบดีชื่อว่าพันธุละนั่นเทียว ฯ

    พระราชาทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า "นี่อะไรกัน ?" เมื่อทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงมอบการวินิจฉัยแก่พันธุละเท่านั้น.

  5. ๕

    ตั้งแต่นั้นมา พันธุละ วินิจฉัยโดยถูกต้อง ฯ

    โส ตโต ปฏฺฐาย สมฺมา วินิจฺฉยิ.

    (อ.เสนาบดี ชื่อว่าพันธุละ) นั้น ตัดสินแล้ว โดยชอบ จำเดิม แต่กาลนั้น ฯ

    ตั้งแต่นั้นมาพันธุละ(ก็) วินิจฉัยโดยถูกต้อง. จำเดิมตั้งแต่วันนั้นมา

  6. ๖

    แต่นั้นมา พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยเดิมไม่ได้ค่าจ้าง มีรายได้น้อย จึงได้ยุยงในราชสกุลว่า พันธุละ ปรารถนาราชสมบัติ ฯ

    ตโต โปราณกวินิจฺฉยิกา อมจฺจา ลญฺจํ อลภนฺตา อปฺปลาภา หุตฺวา “พนฺธุโล รชฺชํ ปตฺเถตีติ ราชกุเล ปริภินฺทึสุ.

    ในลำดับนั้น อ.อำมาตย์ ท. ผู้กระทำซึ่งการตัดสินอันมีในก่อน ไม่ได้อยู่ ซึ่งสินบน เป็นผู้มีลาภน้อย เป็น ยุยงแล้ว ในราชตระกูล ว่า อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ย่อมปรารถนา ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ดังนี้ ฯ

    พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรุ่นเก่า ไม่ได้จ้าง มีรายได้น้อย ยุยงในราชตระกูลว่า "พันธุละปรารถนาเป็นพระราชา."

  7. ๗

    พระราชา เชื่อถือถ้อยคำของพวกอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะข่มพระหฤทัยได้ ทรงดำริอีกว่า เมื่อพันธุละถูกฆ่าตาย ณ สถานที่นี้นั่นแล เราจักเกิดข้อครหา จึงรับสั่งให้บุรุษที่ปลอมตัวไว้โจมตีจังหวัดชายแดน รับสั่งให้เรียกพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า มีรายงานว่า จังหวัดชายแดนวุ่นวาย ท่านพร้อมกับบุตร จงไปจับโจรมา แล้วทรงส่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้สามารถแม้เหล่าอื่น ไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า พวกท่าน จงตัดศีรษะพันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นนั่นแลแล้วนำมา ฯ

    ราชา เตสํ กถํ คเหตฺวา จิตฺตํ นิคฺคเหตุํ นาสกฺขิ, “อิมสฺมึ อิเธว ฆาติยมาเน, ครหา เม อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ปุน จินฺเตตฺวา ปยุตฺตปุริเสหิ ปจฺจนฺตํ ปหราเปตฺวา พนฺธุลํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ปจฺจนฺโต กิร กุปิโต, ตฺวํ ปุตฺเตหิ สทฺธึ คนฺตฺวา โจเร คณฺหาติ ปหิณิตฺวา “เอตฺเถวสฺส ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สห สีสํ ฉินฺทิตฺวา อาหรถาติ เตน สทฺธึ อญฺเญปิ สมตฺเถ มหาโยเธ เปเสสิ.

    อ.พระราชา ทรงเชื่อแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของอำมาตย์ ท.) เหล่านั้น ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันข่ม ซึ่งพระทัย, ทรงดำริแล้ว อีก ว่า (ครั้นเมื่อพันธุละ) นี้ (อันเรา) ฆ่าอยู่ ในที่นี้นั่นเทียว, อ.ความติเตียน จักเกิดขึ้น แก่เรา ดังนี้ ทรงยังบุรุษอันพระองค์ทรงประกอบแล้ว ท. ให้รังควานแล้ว ซึ่งประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ (ทรงยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ทรงส่งไปแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า ได้ยินว่า อ.ประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ (อันโจร ท.) ให้กำเริบแล้ว, อ.ท่าน ไปแล้ว กับ ด้วยบุตร ท. จงจับ ซึ่งโจร ท. ดังนี้ ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งทหารผู้ใหญ่ ท. ผู้สามารถ แม้เหล่าอื่น กับ (ด้วยเสนาบดีชื่อว่า พันธุละ) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ.ท่าน ท. ตัดแล้ว ซึ่งศีรษะ (ของเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น กับ ด้วยบุตร ท. ๓๒ ในที่นั่นนั่นเทียว จงนำมา ดังนี้ ฯ

    พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะทรงข่มพระหฤทัยได้, ทรงดำริอีกว่า "เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั่นแล, ความครหาก็จักเกิดแก่เรา" ทรงรับสั่งให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตีปัจจันตนคร แล้วรับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "ทราบว่า จังหวัดปลายแดน โจรกำเริบขึ้น, ท่านพร้อมทั้งบุตรของท่านจงไปจับโจรมา," แล้วทรงส่งนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่นไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า "พวกท่านจงตัดศีรษะพันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำมา."

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ความด้วยคดีโกงในศาล เห็นพันธุละกำลังเดินมา ร้องระงม แจ้งพันธุละนั้นถึงการทำคดีโกงของพวกผู้พิพากษา ฯ

    อเถกทิวสํ วินิจฺฉเย กุฏฏฺฏปราชิตา มนุสฺสา พนฺธุลํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มหาวิรวํ วิรวนฺตา วินิจฺฉยมจฺจานํ กุฏฏฺฏกรณํ ตสฺส อาโรเจสุํ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.มนุษย์ ท. ผู้แพ้แล้วเพราะคดีโกง ในการวินิจฉัย เห็นแล้ว ซึ่งเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ผู้มาอยู่ ร้องอยู่ ร้องใหญ่ บอกแล้ว ซึ่งการกระทำซึ่งคดีโกง แห่งอำมาตย์ผู้วินิจฉัย ท. (แก่เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ฯ

    อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ความด้วยคดีโกงในการวินิจฉัยเห็นพันธุละกำลังเดินมา ร่ำร้องกันใหญ่ แจ้งการกระทำคดีโกงของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุละนั้น.

  2. ๒

    พันธุละนั้น ไปศาล พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำเจ้าของนั่นแลให้เป็นเจ้าของ ฯ

    โส วินิจฺฉยํ คนฺตฺวา ตํ อฏฺฏํ ตีเรตฺวา สามิกเมว สามิกํ อกาสิ.

    (อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ไปแล้ว สู่โรงเป็นที่วินิจฉัย พิจารณาแล้ว ซึ่งคดี นั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งเจ้าของนั่นเทียว ให้เป็นเจ้าของ ฯ

    พันธุละไปสู่โรงวินิจฉัย พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแล ให้เป็นเจ้าของ.

  3. ๓

    มหาชนให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง ฯ

    มหาชโน มหาสทฺเทน สาธุการํ ปวตฺเตสิ.

    อ.มหาชน ยังสาธุการ ให้เป็นไปทั่วแล้ว ด้วยเสียงใหญ่ ฯ

    มหาชน ให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง.

  4. ๔

    พระเจ้าแผ่นดิน ทรงได้ยินเสียงนั้นแล้ว ตรัสถามว่า อะไรกันนี่ สดับเรื่องราวนั้นแล้ว พอพระทัย ให้ถอดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่(ตุลาการ) เหล่านั้นแม้ทั้งคณะ มอบการตัดสิน(คดี) ให้แก่พันธุละผู้เดียว ฯ

    ตํ สุตฺวา ราชา “กึ อิทนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา ตุสิตฺวา สพฺเพปิ เต อมจฺเจ หราเปตฺวา พนฺธุลสฺเสว วินิจฺฉยํ นิยฺยาเทสิ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น ตรัสถามแล้ว ว่า (อ.เสียง) นี้ อะไร ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น ทรงยินดีแล้ว (ทรงยังบุคคล) ให้ถอดแล้ว ซึ่งอำมาตย์ ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ทรงมอบให้แล้ว ซึ่งการวินิจฉัย แก่เสนาบดีชื่อว่าพันธุละนั่นเทียว ฯ

    พระราชาทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า "นี่อะไรกัน ?" เมื่อทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงมอบการวินิจฉัยแก่พันธุละเท่านั้น.

  5. ๕

    พันธุละนั้น ก็ตัดสิน(คดีความ) โดยถูกต้อง ตั้งแต่นั้นมา ฯ

    โส ตโต ปฏฺฐาย สมฺมา วินิจฺฉยิ.

    (อ.เสนาบดี ชื่อว่าพันธุละ) นั้น ตัดสินแล้ว โดยชอบ จำเดิม แต่กาลนั้น ฯ

    ตั้งแต่นั้นมาพันธุละ(ก็) วินิจฉัยโดยถูกต้อง. จำเดิมตั้งแต่วันนั้นมา

  6. ๖

    พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้เป็นผู้พิพากษาเดิม ไม่ได้สินบนแต่นั้นมา เป็นผู้มีรายได้น้อย ยุยงในราชสกุลว่า พันธุละปรารถนาราชสมบัติ ฯ

    ตโต โปราณกวินิจฺฉยิกา อมจฺจา ลญฺจํ อลภนฺตา อปฺปลาภา หุตฺวา “พนฺธุโล รชฺชํ ปตฺเถตีติ ราชกุเล ปริภินฺทึสุ.

    ในลำดับนั้น อ.อำมาตย์ ท. ผู้กระทำซึ่งการตัดสินอันมีในก่อน ไม่ได้อยู่ ซึ่งสินบน เป็นผู้มีลาภน้อย เป็น ยุยงแล้ว ในราชตระกูล ว่า อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ย่อมปรารถนา ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ดังนี้ ฯ

    พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรุ่นเก่า ไม่ได้จ้าง มีรายได้น้อย ยุยงในราชตระกูลว่า "พันธุละปรารถนาเป็นพระราชา."

  7. ๗

    พระเจ้าแผ่นดิน เชื่อถือถ้อยคำของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้น ไม่อาจจะข่มพระราชหฤทัยลงได้ ทรงดำริ(ต่อไป) อีกว่า เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั่นแล ข้อครหาก็จักเกิดแก่เรา จึงรับสั่งให้โจมตีชายแดนด้วยบุรุษที่ปลอมตัวไว้แล้วรับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า นัยว่า ชายแดน โจรก่อกำเริบ ท่านพร้อมกับบุตรชาย ไปจับโจรมา แล้วจัดส่งนายทหารผู้ใหญ่ ผู้สามารถแม้พวกอื่น(ปะปน) ไปกับพันธุละนั้น ฯ

    ราชา เตสํ กถํ คเหตฺวา จิตฺตํ นิคฺคเหตุํ นาสกฺขิ, “อิมสฺมึ อิเธว ฆาติยมาเน, ครหา เม อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ปุน จินฺเตตฺวา ปยุตฺตปุริเสหิ ปจฺจนฺตํ ปหราเปตฺวา พนฺธุลํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ปจฺจนฺโต กิร กุปิโต, ตฺวํ ปุตฺเตหิ สทฺธึ คนฺตฺวา โจเร คณฺหาติ ปหิณิตฺวา “เอตฺเถวสฺส ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สห สีสํ ฉินฺทิตฺวา อาหรถาติ เตน สทฺธึ อญฺเญปิ สมตฺเถ มหาโยเธ เปเสสิ.

    อ.พระราชา ทรงเชื่อแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของอำมาตย์ ท.) เหล่านั้น ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันข่ม ซึ่งพระทัย, ทรงดำริแล้ว อีก ว่า (ครั้นเมื่อพันธุละ) นี้ (อันเรา) ฆ่าอยู่ ในที่นี้นั่นเทียว, อ.ความติเตียน จักเกิดขึ้น แก่เรา ดังนี้ ทรงยังบุรุษอันพระองค์ทรงประกอบแล้ว ท. ให้รังควานแล้ว ซึ่งประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ (ทรงยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ทรงส่งไปแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า ได้ยินว่า อ.ประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะ (อันโจร ท.) ให้กำเริบแล้ว, อ.ท่าน ไปแล้ว กับ ด้วยบุตร ท. จงจับ ซึ่งโจร ท. ดังนี้ ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งทหารผู้ใหญ่ ท. ผู้สามารถ แม้เหล่าอื่น กับ (ด้วยเสนาบดีชื่อว่า พันธุละ) นั้น (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ.ท่าน ท. ตัดแล้ว ซึ่งศีรษะ (ของเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น กับ ด้วยบุตร ท. ๓๒ ในที่นั่นนั่นเทียว จงนำมา ดังนี้ ฯ

    พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะทรงข่มพระหฤทัยได้, ทรงดำริอีกว่า "เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั่นแล, ความครหาก็จักเกิดแก่เรา" ทรงรับสั่งให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตีปัจจันตนคร แล้วรับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "ทราบว่า จังหวัดปลายแดน โจรกำเริบขึ้น, ท่านพร้อมทั้งบุตรของท่านจงไปจับโจรมา," แล้วทรงส่งนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่นไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า "พวกท่านจงตัดศีรษะพันธุละเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำมา."

  8. ๘

    เมื่อพันธุละนั้นไปถึงชายแดนเท่านั้น พวกโจรที่พระเจ้าแผ่นดินปลอมตัวไว้ ทราบว่า ข่าวว่า ท่านเสนาบดีกำลังมา จึงพากันหลบหนี ฯ

    ตสฺมึ ปจฺจนฺตํ คจฺฉนฺเตเยว, “เสนาปติ กิราคจฺฉตีติ ปยุตฺตโจรา ปลายึสุ.

    (ครั้นเมื่อเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ไปอยู่ สู่ประเทศอันเป็นที่สุดเฉพาะนั่นเทียว, อ.โจรผู้อันพระราชาทรงประกอบแล้ว ท. (กล่าวกันแล้ว) ว่า ได้ยินว่า อ.เสนาบดี มาอยู่ ดังนี้ หนีไปแล้ว ฯ

    เมื่อพันธุละนั้นพอถึงจังหวัดปลายแดน, พวกโจรที่พระราชาทรงแต่งไว้ กล่าวกันว่า "ทราบว่า ท่านเสนาบดีมา" แล้วพากัน หลบหนีไป.

  9. ๙

    พันธุลเสนาบดีนั้น ปราบถิ่นนั้นให้สงบราบคาบ จัดการให้เรียบร้อยแล้ว กลับมา ฯ

    โส ตํ ปเทสํ อาวาสาเปตฺวา สณฺฐาเปตฺวา นิวตฺติ.

    (อ.เสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น ยังประเทศ นั้น ให้สงบแล้ว ให้ตั้งอยู่พร้อมแล้ว กลับแล้ว ฯ

    พันธุลเสนาบดีนั้น ยังประเทศนั้นให้สงบราบเรียบแล้ว (ก็) กลับมา.

  10. ๑๐

    ลำดับนั้น นายทหารเหล่านั้น ก็ตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีนั้นพร้อมกับบุตรชาย ฯ

    อถสฺส นครโต อวิทูเร ฐาเน เต โยธา สทฺธึ ปุตฺเตหิ สีสํ ฉินฺทึสุ.

    ครั้งนั้น อ.ทหาร ท. เหล่านั้น ตัดแล้ว ซึ่งศีรษะ (ของเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ) นั้น กับ ด้วยบุตร ท. ในที่ อันไม่ไกล จากพระนคร ฯ

    ลำดับนั้น ทหารเหล่านั้นก็ตัดศีรษะพันธุเสนาบดีพร้อมกับบุตรทั้งหมด ในที่ใกล้พระนคร.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๘–๑๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    วันนั้น นางมัลลิกาเทวี เป็นผู้กำลังนิมนต์พระอัครสาวกทั้ง ๒ พร้อมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป ฯ

    ตํ ทิวสํ มลฺลิกาย เทวิยา ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ เทฺว อคฺคสาวกา นิมนฺติตา โหนฺติ.

    ในวัน นั้น อ.พระอัครสาวก ท. ๒ กับ ด้วยร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ เป็นผู้อันเทวี ชื่อว่ามัลลิกา นิมนต์แล้ว ย่อมเป็น ฯ

    วันนั้น นางมัลลิกาเทวี นิมนต์พระอัครสาวกทั้ง ๒ พร้อมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป.

  2. ๒

    ครั้นพอรุ่งเช้า เจ้าพนักงาน ได้นำหนังสือมาให้นาง โดยเนื้อความว่า พวกโจรได้ตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรชายทั้งหลายของท่าน ฯ

    อถสฺสา ปุพฺพณฺเหเยว “สามิกสฺส เต สทฺธึ ปุตฺเตหิ สีสํ ฉินฺทนฺตีติ ปณฺณํ อาหริตฺวา อทํสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) นำมาแล้ว ซึ่งหนังสือ ได้ให้แล้ว (แก่นางมัลลิกา) นั้น ในสมัยอันเป็นเบื้องต้นแห่งวันนั่นเทียว (มีอันให้รู้) ว่า (อ.ทหาร ท.) ย่อมตัด ซึ่งศีรษะ ของสามี ของท่าน กับ ด้วยบุตร ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ครั้นในเวลาเช้า พวกคนได้นำหนังสือมาให้นาง เนื้อความว่า "โจรตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรของท่าน."

  3. ๓

    นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอกใครๆ เหน็บหนังสือไว้ที่ชายพก อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป ฯ

    สา ตํ ปวตฺตึ ญตฺวา กสฺสจิ อวตฺวา ปณฺณํ อุจฺฉงฺเค กตฺวา ภิกฺขุสงฺฆเมว ปริวิสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น รู้แล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ไม่กล่าวแล้ว แก่ใคร ๆ กระทำแล้ว ซึ่งหนังสือ ในชายพก อังคาสแล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุนั่นเทียว ฯ

    นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอกใคร ๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้า อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป.

  4. ๔

    ครานั้น หญิงรับใช้ทั้งหลายของนาง ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุทั้งหลายแล้ว นำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกต่อหน้าพระเถระทั้งหลาย ฯ

    อถสฺสา ปริจาริกาโย ภิกฺขูนํ ภตฺตํ ทตฺวา สปฺปิจาฏึ อาหรนฺติโย เถรานํ ปุรโต จาฏึ ภินฺทึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิง ท.) ผู้รับใช้ (ของนางมัลลิกา) นั้น ถวายแล้ว ซึ่งภัตร แก่ภิกษุ ท. นำมาอยู่ ซึ่งถาดแห่งเนยใส ทำลายแล้ว ซึ่งถาด ข้างหน้า ของพระเถระ ท.ฯ

    ขณะนั้น สาวใช้ของนางถวายภัตแก่ภิกษุแล้ว นำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกตรงหน้าพระเถระ.

  5. ๕

    พระธรรมเสนาบดี กล่าวว่า สิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว ใครๆ ไม่ควรคิด(อะไร) ฯ

    ธมฺมเสนาปติ “เภทนธมฺมํ ภินฺนํ น จินฺเตตพฺพนฺติ อาห.

    อ.พระธรรมเสนาบดี กล่าวแล้ว ว่า (อ.นามรูป) มีอันแตกไปเป็นธรรม แตกไปแล้ว (อันใคร ๆ) ไม่พึงคิด ดังนี้ ฯ

    พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า "สิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว, ใคร ๆ ไม่ควรคิด."

  6. ๖

    นางจึงหยิบหนังสือออกจากชายพก เรียนว่า พระคุณเจ้าข้า เจ้าพนักงานนำหนังสือฉบับนี้มาแจ้งแก่ดิฉัน โดยมีข้อความว่า พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมด้วยบุตรชาย ๓๒ คนแล้ว ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ยังไม่คิด(อะไรเลย) เมื่อถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่าเจ้าคะ ฯ

    สา อุจฺฉงฺคโต ปณฺณํ นีหริตฺวา “ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สทฺธึ ปิตุ สีสํ ฉินฺทนฺตีติ เม อิมํ ปณฺณํ อาหรึสุ, อหํ อิทํ สุตฺวาปิ น จินฺเตสึ; สปฺปิจาฏิยา ภินฺนาย, กึ จินฺเตสฺสามิ ภนฺเตติ อาห. ธมฺมเสนาปติ “อนิมิตฺตมนญฺญาตํ มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตฺตนฺติ อาทีนิ วตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น นำออกแล้ว ซึ่งหนังสือ จากชายพก กล่าวแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) นำมาแล้ว ซึ่งหนังสือ นี้ แก่ดิฉัน (มีอันให้รู้) ว่า (อ.ทหาร ท.) ย่อมตัด ซึ่งศีรษะ ของบิดา กับ ด้วยบุตร ท. ๓๒ ดังนี้ (เป็นเหตุ) อ.ดิฉัน แม้ฟังแล้ว (ซึ่งเรื่อง) นี้ ไม่คิดแล้ว; ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้นเมื่อถาดแห่งเนยใส แตกไปแล้ว, อ.ดิฉัน จักคิด ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ อ.พระธรรมเสนาบดี กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ ท.) มีคำว่า อ.ชีวิต (ของสัตว์ ท.) ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมายด้วย (อันใคร ๆ) ไม่รู้แล้วด้วย อันฝืดเคืองด้วย อันนิดหน่อยด้วย อนึ่ง (อ.ชีวิต) นั้น ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น แสดงแล้ว ซึ่งธรรม ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ ได้ไปแล้ว สู่วิหาร ฯ

    นางมัลลิกานั้น นำเอาหนังสือออกจากพกผ้า เรียนท่านว่า "เขานำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉัน เนื้อความว่า 'พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน,' ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คิด;เมื่อ (เพียง) ถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่า ? เจ้าข้า." พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำเป็นต้นว่า :- "ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้น ซ้ำประกอบด้วยทุกข์."แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะ ได้ไปวิหารแล้ว.

  7. ๗

    ฝ่ายนางมัลลิกานั้น ให้เรียกหญิงสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมา สั่งสอนว่า สามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมแต่ชาติปางก่อนของตน เธอทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าร่ำไรไปเลย(และ) อย่าทำการผูกใจเจ็บแค้นเหนือพระเจ้าแผ่นดินเลย ฯ

    สาปิ ทฺวตฺตึสสุณิสาโย ปกฺโกสาเปตฺวา “ตุมฺหากํ สามิกา นิรปราธา อตฺตโน ปุริมกมฺมผลํ ลภึสุ, ตุมฺเห มา โสจิตฺถ มา ปริเทวิตฺถ, รญฺโญ อุปริ มโนปโทสํ มา กริตฺถาติ โอวทิ.

    (อ.นางมัลลิกา) แม้นั้น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งหญิงสะใภ้ ๓๒ ท. กล่าวสอนแล้ว ว่า อ.สามี ท. ของเจ้า ท. เป็นผู้มีความผิดออกแล้ว (เป็น) ได้แล้ว ซึ่งผลแห่งกรรมมีในก่อน ของตน, อ.เจ้า ท. อย่า เศร้าโศกแล้ว อย่าคร่ำครวญแล้ว, อย่า กระทำแล้ว ซึ่งกิเลสเป็นเหตุประทุษร้ายแห่งใจ ในเบื้องบน แห่งพระราชา ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางมัลลิกาให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สั่งสอนว่า "สามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมในชาติก่อนของตน, เธอทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวนาการ, อย่าทำการผูกใจแค้นเบื้องบนพระราชา."

  8. ๘

    เจ้าหน้าที่นักสืบราชการฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลข้อที่ชนเหล่านั้นไม่มีความผิดแด่พระเจ้าแผ่นดิน ฯ

    รญฺโญ จรปุริสา ตํ กถํ สุตฺวา เตสํ นิทฺโทสภาวํ รญฺโญ กถยึสุ.

    อ.บุรุษผู้เที่ยวไป ท. ของพระราชา ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น กราบทูลแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งชน ท.) เหล่านั้น เป็นผู้มีโทษออกแล้ว แก่พระราชา ฯ

    จารบุรุษของพระราชา ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลความที่ชนเหล่านั้นไม่มีโทษแด่พระราชา.

  9. ๙

    พระเจ้าแผ่นดินถึงความสลดพระทัย เสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกา ทรงขอโทษนางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางแล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา ฯ

    ราชา สํเวคปฺปตฺโต ตสฺสา นิเวสนํ คนฺตฺวา มลฺลิกญฺจ สุณิสาโย จสฺสา ขมาเปตฺวา มลฺลิกาย วรํ อทาสิ.

    อ.พระราชา ผู้ทรงถึงแล้วซึ่งความสลด เสด็จไปแล้ว สู่นิเวศน์ (ของนางมัลลิกา) นั้น ทรงยังนางมัลลิกาด้วย ทรงยังหญิงสะใภ้ ท. ของนางมัลลิกานั้นด้วย ให้อดโทษแล้ว ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งพร แก่นางมัลลิกา ฯ

    พระราชาทรงถึงความสลดพระหฤทัยเสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ให้นางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางอดโทษ แล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา.

  10. ๑๐

    นางทูลว่า พรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้แล้วเถิด เมื่อพระเจ้าแผ่นดินนั้น เสด็จไปแล้ว ถวายภัตรเพื่อผู้ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว และหม่อมฉันก็ไม่มีความต้องการด้วยของอื่น ขอได้ประทานอนุญาตให้หญิงสะใภ้ ๓๒ คน ของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งสกุลเถิด ฯ

    สา “วโร คหิโต เม โหตูติ วตฺวา, ตสฺมึ คเต, มตกภตฺตํ ทตฺวา นหาตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา “เทว ตุมฺเหหิ เม วโร ทินฺโน, มยฺหญฺจ อญฺเญน อตฺโถ นตฺถิ, ทฺวตฺตึสาย จ เม สุณิสานํ มมญฺจ กุลฆรคมนํ อนุชานาถาติ อาห.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น กราบทูลแล้ว ว่า อ.พร เป็นพรอัน หม่อมฉัน รับแล้ว จงเป็นเถิด ดังนี้ (ครั้นเมื่อพระราชา) นั้น เสด็จไปแล้ว, ถวายแล้ว ซึ่งภัตรเพื่อบุคคลผู้ตายแล้ว อาบแล้ว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระราชา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.พร อันพระองค์ ท. พระราชทานแล้ว แก่หม่อมฉัน, อนึ่ง อ.ความต้องการ ด้วยวัตถุอื่น ย่อมไม่มี แก่หม่อมฉัน, อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงอนุญาต ซึ่งการไปสู่เรือนแห่งตระกูล แก่หญิงสะใภ้ ท. ๓๒ ของหม่อมฉันด้วย แก่หม่อมฉันด้วย ดังนี้ ฯ

    นางกราบทูลว่า "พรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้เถิด" เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว, ถวายภัตเพื่อผู้ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระราชา ทูลว่า "ขอเดชะ พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยของอื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ลูกสะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งตระกูลเถิด."

  11. ๑๑

    พระราชาทรงรับคำแล้ว ฯ

    ราชา สมฺปฏิจฺฉิ.

    อ.พระราชา ทรงรับพร้อมแล้ว ฯ

    พระราชาทรงรับแล้ว.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๒ หน้า ๑๘–๑๙ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันนั้น นางมัลลิกาเทวีได้นิมนต์พระอัครสาวกทั้ง ๒ พร้อมกับพระ ๕๐๐ รูป ฯ ครั้งถึงเวลาเช้านั่นเอง พวกคนได้นำหนังสือมาให้นางความว่า พวกโจรตัดศีรษะสามีพร้อมกับลูกทั้งหลายของท่าน ดังนี้เป็นต้น ฯ

    อถสฺสา ปุพฺพณฺเหเยว “สามิกสฺส เต สทฺธึ ปุตฺเตหิ สีสํ ฉินฺทนฺตีติ ปณฺณํ อาหริตฺวา อทํสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) นำมาแล้ว ซึ่งหนังสือ ได้ให้แล้ว (แก่นางมัลลิกา) นั้น ในสมัยอันเป็นเบื้องต้นแห่งวันนั่นเทียว (มีอันให้รู้) ว่า (อ.ทหาร ท.) ย่อมตัด ซึ่งศีรษะ ของสามี ของท่าน กับ ด้วยบุตร ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ครั้นในเวลาเช้า พวกคนได้นำหนังสือมาให้นาง เนื้อความว่า "โจรตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรของท่าน."

  2. ๒

    นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ก็ไม่บอกใคร ๆ เก็บหนังสือไว้ในพก อังคาสพระภิกษุสงฆ์เรื่อยไป ฯ

    สา ตํ ปวตฺตึ ญตฺวา กสฺสจิ อวตฺวา ปณฺณํ อุจฺฉงฺเค กตฺวา ภิกฺขุสงฺฆเมว ปริวิสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น รู้แล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ไม่กล่าวแล้ว แก่ใคร ๆ กระทำแล้ว ซึ่งหนังสือ ในชายพก อังคาสแล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุนั่นเทียว ฯ

    นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอกใคร ๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้า อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป.

  3. ๓

    ต่อมาพวกสาวใช้ของนางถวายภัตตาหารแก่พวกพระแล้ว กำลังนำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกข้างหน้าของพระเถระทั้งหลาย ฯ

    อถสฺสา ปริจาริกาโย ภิกฺขูนํ ภตฺตํ ทตฺวา สปฺปิจาฏึ อาหรนฺติโย เถรานํ ปุรโต จาฏึ ภินฺทึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.หญิง ท.) ผู้รับใช้ (ของนางมัลลิกา) นั้น ถวายแล้ว ซึ่งภัตร แก่ภิกษุ ท. นำมาอยู่ ซึ่งถาดแห่งเนยใส ทำลายแล้ว ซึ่งถาด ข้างหน้า ของพระเถระ ท.ฯ

    ขณะนั้น สาวใช้ของนางถวายภัตแก่ภิกษุแล้ว นำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกตรงหน้าพระเถระ.

  4. ๔

    พระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร) กล่าวว่า ของมีการแตกเป็นธรรมดา แตกไปแล้ว ใคร ๆ ไม่ควรคิด ฯ

    ธมฺมเสนาปติ “เภทนธมฺมํ ภินฺนํ น จินฺเตตพฺพนฺติ อาห.

    อ.พระธรรมเสนาบดี กล่าวแล้ว ว่า (อ.นามรูป) มีอันแตกไปเป็นธรรม แตกไปแล้ว (อันใคร ๆ) ไม่พึงคิด ดังนี้ ฯ

    พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า "สิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว, ใคร ๆ ไม่ควรคิด."

  5. ๕

    นางมัลลิกานั้น จึงนำหนังสือออกมาจากพก กราบเรียนว่า พวกคนนำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉันความว่า พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมกับลูก ๓๒ คน ดังนี้เป็นต้น ดิฉันแม้ได้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็มิได้คิด (อะไร) เมื่อถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดไปทำไมเล่า พระคุณเจ้าข้า ฯ

    สา อุจฺฉงฺคโต ปณฺณํ นีหริตฺวา “ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สทฺธึ ปิตุ สีสํ ฉินฺทนฺตีติ เม อิมํ ปณฺณํ อาหรึสุ, อหํ อิทํ สุตฺวาปิ น จินฺเตสึ; สปฺปิจาฏิยา ภินฺนาย, กึ จินฺเตสฺสามิ ภนฺเตติ อาห.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น นำออกแล้ว ซึ่งหนังสือ จากชายพก กล่าวแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) นำมาแล้ว ซึ่งหนังสือ นี้ แก่ดิฉัน (มีอันให้รู้) ว่า (อ.ทหาร ท.) ย่อมตัด ซึ่งศีรษะ ของบิดา กับ ด้วยบุตร ท. ๓๒ ดังนี้ (เป็นเหตุ) อ.ดิฉัน แม้ฟังแล้ว (ซึ่งเรื่อง) นี้ ไม่คิดแล้ว; ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้นเมื่อถาดแห่งเนยใส แตกไปแล้ว, อ.ดิฉัน จักคิด ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    นางมัลลิกานั้น นำเอาหนังสือออกจากพกผ้า เรียนท่านว่า "เขานำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉัน เนื้อความว่า 'พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน,' ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คิด;เมื่อ (เพียง) ถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่า ? เจ้าข้า."

  6. ๖

    พระธรรมเสนาบดีกล่าวถ้อยคำว่า
    ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้
    ทั้งฝืดเคือง ทั้งเล็กน้อย และชีวิตนั้น ก็ประกอบด้วยทุกข์
    ดังนี้เป็นต้น แสดงธรรมแล้ว ลุกจากที่นั่งได้ไปวิหารแล้ว ฯ

    ธมฺมเสนาปติ “อนิมิตฺตมนญฺญาตํ มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตฺตนฺติ อาทีนิ วตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ.

    อ.พระธรรมเสนาบดี กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ ท.) มีคำว่า อ.ชีวิต (ของสัตว์ ท.) ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมายด้วย (อันใคร ๆ) ไม่รู้แล้วด้วย อันฝืดเคืองด้วย อันนิดหน่อยด้วย อนึ่ง (อ.ชีวิต) นั้น ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น แสดงแล้ว ซึ่งธรรม ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ ได้ไปแล้ว สู่วิหาร ฯ

    พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำเป็นต้นว่า :- "ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้น ซ้ำประกอบด้วยทุกข์."แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะ ได้ไปวิหารแล้ว.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๙–๒๐ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายนางมัลลิกานั้น ให้เรียกสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว พูดสอนว่า สามีของพวกเธอ ไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมแต่ชาติปางก่อนของตนแล้ว พวกเธอ อย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าร่ำไรไปเลย อย่าทำ(ผูก)ใจเจ็บแค้นเหนือพระราชาเลย ฯ

    สาปิ ทฺวตฺตึสสุณิสาโย ปกฺโกสาเปตฺวา “ตุมฺหากํ สามิกา นิรปราธา อตฺตโน ปุริมกมฺมผลํ ลภึสุ, ตุมฺเห มา โสจิตฺถ มา ปริเทวิตฺถ, รญฺโญ อุปริ มโนปโทสํ มา กริตฺถาติ โอวทิ.

    (อ.นางมัลลิกา) แม้นั้น (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งหญิงสะใภ้ ๓๒ ท. กล่าวสอนแล้ว ว่า อ.สามี ท. ของเจ้า ท. เป็นผู้มีความผิดออกแล้ว (เป็น) ได้แล้ว ซึ่งผลแห่งกรรมมีในก่อน ของตน, อ.เจ้า ท. อย่า เศร้าโศกแล้ว อย่าคร่ำครวญแล้ว, อย่า กระทำแล้ว ซึ่งกิเลสเป็นเหตุประทุษร้ายแห่งใจ ในเบื้องบน แห่งพระราชา ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางมัลลิกาให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สั่งสอนว่า "สามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมในชาติก่อนของตน, เธอทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวนาการ, อย่าทำการผูกใจแค้นเบื้องบนพระราชา."

  2. ๒

    พวกนักสืบของพระราชา ฟังถ้อยคำนั้นแล้วกราบบังคมทูลพระราชาถึงข้อที่คนเหล่านั้นหาโทษ(ความผิด)ไม่ได้ ฯ

    รญฺโญ จรปุริสา ตํ กถํ สุตฺวา เตสํ นิทฺโทสภาวํ รญฺโญ กถยึสุ.

    อ.บุรุษผู้เที่ยวไป ท. ของพระราชา ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น กราบทูลแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งชน ท.) เหล่านั้น เป็นผู้มีโทษออกแล้ว แก่พระราชา ฯ

    จารบุรุษของพระราชา ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลความที่ชนเหล่านั้นไม่มีโทษแด่พระราชา.

  3. ๓

    พระราชา ถึงความสลดพระทัย เสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ทรงขอโทษนางมัลลิกาและเหล่าสะใภ้ของนาง แล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา ฯ

    ราชา สํเวคปฺปตฺโต ตสฺสา นิเวสนํ คนฺตฺวา มลฺลิกญฺจ สุณิสาโย จสฺสา ขมาเปตฺวา มลฺลิกาย วรํ อทาสิ.

    อ.พระราชา ผู้ทรงถึงแล้วซึ่งความสลด เสด็จไปแล้ว สู่นิเวศน์ (ของนางมัลลิกา) นั้น ทรงยังนางมัลลิกาด้วย ทรงยังหญิงสะใภ้ ท. ของนางมัลลิกานั้นด้วย ให้อดโทษแล้ว ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งพร แก่นางมัลลิกา ฯ

    พระราชาทรงถึงความสลดพระหฤทัยเสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ให้นางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางอดโทษ แล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา.

  4. ๔

    นางกราบทูลว่า พร ของจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้แล้วดังนี้ เมื่อพระราชาเสด็จ(กลับ)ไปแล้ว จึงถวายภัตเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้วายชนม์ อาบน้ำแล้ว(ขอ)เข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว อนึ่ง หม่อมฉันมิได้มีความต้องการด้วยของอื่น(ใด) (เพียงแต่)ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้สะใภ้ทั้ง ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉันด้วย กลับไปเรือนสกุล(ของตน) เถิด ฯ

    สา “วโร คหิโต เม โหตูติ วตฺวา, ตสฺมึ คเต, มตกภตฺตํ ทตฺวา นหาตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา “เทว ตุมฺเหหิ เม วโร ทินฺโน, มยฺหญฺจ อญฺเญน อตฺโถ นตฺถิ, ทฺวตฺตึสาย จ เม สุณิสานํ มมญฺจ กุลฆรคมนํ อนุชานาถาติ อาห.

    (อ.นางมัลลิกา) นั้น กราบทูลแล้ว ว่า อ.พร เป็นพรอัน หม่อมฉัน รับแล้ว จงเป็นเถิด ดังนี้ (ครั้นเมื่อพระราชา) นั้น เสด็จไปแล้ว, ถวายแล้ว ซึ่งภัตรเพื่อบุคคลผู้ตายแล้ว อาบแล้ว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระราชา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.พร อันพระองค์ ท. พระราชทานแล้ว แก่หม่อมฉัน, อนึ่ง อ.ความต้องการ ด้วยวัตถุอื่น ย่อมไม่มี แก่หม่อมฉัน, อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงอนุญาต ซึ่งการไปสู่เรือนแห่งตระกูล แก่หญิงสะใภ้ ท. ๓๒ ของหม่อมฉันด้วย แก่หม่อมฉันด้วย ดังนี้ ฯ

    นางกราบทูลว่า "พรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้เถิด" เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว, ถวายภัตเพื่อผู้ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระราชา ทูลว่า "ขอเดชะ พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยของอื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ลูกสะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งตระกูลเถิด."

  5. ๕

    พระราชาทรงรับคำแล้ว ฯ

    ราชา สมฺปฏิจฺฉิ.

    อ.พระราชา ทรงรับพร้อมแล้ว ฯ

    พระราชาทรงรับแล้ว.

  6. ๖

    นางมัลลิกาส่งสะใภ้ทั้ง ๓๒ คน ไปสู่ตระกูลของตนตามเดิมแม้ด้วยตนเอง ฯ

    สยํปิ ทฺวตฺตึสสุณิสา ยถาสกานิ กุลานิ เปเสสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) ส่งไปแล้ว ซึ่งหญิงสะใภ้ ๓๒ ท. สู่ตระกูล ท. อันเป็นของตนอย่างไร แม้เอง ฯ

    นางมัลลิกาส่งหญิงสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูลของตน ๆ ด้วยตนเอง.

  7. ๗

    นางได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนในเมืองกุสินารา ฯ

    สา กุสินารายํ อตฺตโน กุลฆรํ อคมาสิ.

    (อ.นางมัลลิกา) ได้ไปแล้ว สู่เรือนแห่งตระกูล ของตน ในเมืองชื่อว่ากุสินารา ฯ

    (และฝ่าย) นางได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนในกุสินารานคร.

  8. ๘

    ฝ่ายพระราชาได้ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ทีฆการายนะ ผู้เป็นหลานพันธุละเสนาบดี ฯ

    ราชาปิ พนฺธุลเสนาปติโน ภาคิเนยฺยสฺส ทีฆการายนสฺส นาม เสนาปติฏฺฐานํ อทาสิ.

    แม้ อ.พระราชา ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งเสนาบดี ชื่อ แก่ทีฆการายนะ ผู้เป็นหลาน ของเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ฯ

    ฝ่ายพระราชา ได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ทีฆการายนะผู้ซึ่งเป็นหลานพันธุละเสนาบดี.

  9. ๙

    ทีฆการายนะนั้น คิดอยู่เสมอว่า ลุงของเราถูกพระราชาองค์นี้ฆ่าแล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาโทษของพระราชา ฯ

    โส ปน “มาตุโล เม อิมินา มาริโตติ รญฺโญ โอตารํ คเวสนฺโต วิจรติ.

    ก็ (อ.เสนาบดีชื่อว่าทีฆการายนะ) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ลุง ของเรา (อันพระราชา) นี้ ให้ตายแล้ว ดังนี้ ย่อมเที่ยว แสวงหาอยู่ ซึ่งช่อง ของพระราชา ฯ

    ก็ทีฆการายนะนั้น เที่ยวแสวงหาโทษของพระราชาด้วยคิดอยู่ ว่า "ลุงของเรา ถูกพระราชาองค์นี้ ให้ตายแล้ว."

  10. ๑๐

    ข่าวว่า พระราชา นับตั้งแต่เวลาที่พันธุละเสนาบดีผู้ไม่มีความผิดถูกฆ่าแล้ว ทรงเร่าร้อนพระทัย ไม่ได้รับความสบายพระหฤทัยเลย ไม่ได้รับความสุขในราชสมบัติเลย ฯ

    ราชา กิร นิรปราธสฺส พนฺธุลสฺส มาริตกาลโต ปฏฺฐาย วิปฺปฏิสารี หุตฺวา จิตฺตสฺสาทํ น ลภติ รชฺชสุขํ นานุโภติ.

    ได้ยินว่า อ.พระราชา เป็นผู้มีความเดือดร้อน เป็น ไม่ทรงได้อยู่ ซึ่งความเบาแห่งพระทัย ไม่ทรงเสวยอยู่ ซึ่งสุขในความเป็นแห่งพระราชา จำเดิม แต่กาล แห่งเสนาบดีชื่อว่าพันธุละ ผู้มีความผิดออกแล้ว (อันพระองค์) ให้ตายแล้ว ฯ

    ข่าวว่า จำเดิม แต่การที่พันธุละผู้ไม่มีความผิดถูกฆ่าแล้ว พระราชทรงมีวิปปฏิสารไม่ได้รับความสบายพระหฤทัย ไม่ได้เสวยความสุขในราชสมบัติเลย.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในกาลนั้น พระศาสดาทรงอาศัยนิคมชื่อเมทฬุปะของพวกเจ้าศากยะประทับอยู่ ฯ

    ตทา สตฺถา สากิยานํ เมทฬุปํ นาม นิคมํ นิสฺสาย วิหรติ.

    ในกาลนั้น อ.พระศาสดา ทรงอาศัย ซึ่งนิคม ชื่อว่า เมทฬุปะ ของเจ้าศากยะ ท. ย่อมประทับอยู่ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงอาศัยนิคมชื่อเมทฬุปะของพวกเจ้าศากยะประทับอยู่.

  2. ๒

    พระราชาเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตั้งค่ายในที่ไม่ไกลจากพระอารามแล้ว เสด็จไปวิหารด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทรงพระดำริว่า จักถวายบังคมพระบรมศาสดา พระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ แก่ทีฆการายนะเสนาบดี พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี ฯ

    ราชา ตตฺถ คนฺตฺวา อารามโต อวิทูเร ขนฺธาวารํ นิวาเสตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน “สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีติ วิหารํ คนฺตฺวา ปญฺจ ราชกกุธภณฺฑานิ ทีฆการายนสฺส ทตฺวา เอกโกว คนฺธกุฏึ ปาวิสิ.

    อ.พระราชา เสด็จไปแล้ว ในที่นั้น (ทรงยังราชบุรุษ ท.) ให้ตั้งแล้ว ซึ่งค่าย ในที่ไม่ไกล จากอาราม เสด็จไปแล้ว สู่วิหาร ด้วยบริวาร หมู่ใหญ่ (ด้วยทรงดำริ) ว่า อ.เรา จักถวายบังคม ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ พระราชทานแล้ว ซึ่งราชกกุธภัณฑ์ ท. 5 แก่เสนาบดีชื่อว่าทีฆการายนะ ผู้ผู้เดียวเทียว ได้เสด็จเข้าไปแล้ว สู่พระคันธกุฎี ฯ

    พระราชาเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตั้งค่ายในที่ไม่ไกลจากพระอารามแล้ว เสด็จไปวิหาร ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทรงดำริว่า "จักถวายบังคมพระศาสดา" พระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕๑ แก่ทีฑการายนะแล้ว พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี.

  3. ๓

    เรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร ฯ

    สพฺพํ ธมฺมเจติยสุตฺตนิยาเมน เวทิตพฺพํ.

    อ.เรื่องทั้งปวง (อันบัณฑิต) พึงทราบ ตามทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร ฯ

    พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดยทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร.

  4. ๔

    เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี ทีฆการายนะเสนาบดี จึงถือเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น ทำวิฑูฑภะให้เป็นพระราชา เหลือม้าตัวหนึ่ง และหญิงเจ้าหน้าที่ฝ่ายในคนหนึ่ง ได้กลับไปยังเมืองสาวัตถีแล้ว ฯ

    ตสฺมึ คนฺธกุฏึ ปวิฏฺเฐ, ทีฆการายโน ตานิ ราชกกุธภณฺฑานิ คเหตฺวา วิฑูฑภํ ราชานํ กตฺวา รญฺโญ เอกํ อสฺสํ เอกญฺจ อุปฏฺฐานการิกํ มาตุคามํ ฐเปตฺวา นิวตฺเตตฺวา สาวตฺถึ อคมาสิ.

    (ครั้นเมื่อพระราชา) นั้น เสด็จเข้าไปแล้ว สู่พระคันธกุฎี, อ.เสนาบดีชื่อว่าทีฆการายนะ ถือเอาแล้ว ซึ่งราชกกุธภัณฑ์ ท. เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งพระกุมารพระนามว่าวิฑูฑภะ ให้เป็นพระราชา เหลือไว้แล้วซึ่งม้าตัวหนึ่งด้วย ซึ่งมาตุคาม ผู้กระทำซึ่งการบำรุง คนหนึ่งด้วย แก่พระราชา กลับแล้ว ได้ไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    เมื่อพระองค์เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎีแล้ว ทีฆการายนะจึงถือเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น ทำวิฑูฑภะให้เป็นพระราชา เหลือม้าไว้ตัวหนึ่งและหญิงผู้เป็นพนักงานอุปัฏฐากคนหนึ่ง แล้วได้กลับไปเมืองสาวัตถี.

  5. ๕

    พระราชาสนทนาปิยกถากับพระบรมศาสดาแล้ว เสด็จออกมา ไม่พบ(เหล่า)เสนา จึงตรัสถามหญิงผู้นั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ดำริว่า เราจักพาหลานไปจับวิฑูฑภะดังนี้แล้ว เสด็จไปกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงพระนคร เมื่อประตู(พระนคร)เขาปิดแล้วในเวลาวิกาล จึงบรรทมที่ศาลาแห่งหนึ่ง ทรงตรากตรำเพราะลมและแดด ได้สวรรคตในที่นั้นนั่นแล ในเวลากลางคืน ฯ

    ราชา สตฺถารา สทฺธึ ปิยกถํ กเถตฺวา นิกฺขนฺโต เสนํ อทิสฺวา ตํ มาตุคามํ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา “ภาคิเนยฺยํ อาทาย คนฺตฺวา วิฑูฑภํ คเหสฺสามีติ ราชคหนครํ คจฺฉนฺโต วิกาเล ทฺวาเรสุ ปิทหิเตสุ, นครํ ปตฺวา เอกิสฺสา สาลาย นิปชฺชิตฺวา วาตาตปกิลนฺโต รตฺติภาเค ตตฺเถว กาลมกาสิ.

    อ.พระราชา ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวอันเป็นที่รัก กับด้วย พระศาสดา เสด็จออกไปแล้ว ไม่ทรงเห็นแล้ว ซึ่งเสนา ตรัสถามแล้ว ซึ่งมาตุคาม นั้น ทรงสดับแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.เรา พาเอา ซึ่งหลาน ไปแล้ว จักจับ ซึ่งวิฑูฑภะ ดังนี้ เสด็จไปอยู่ สู่เมืองชื่อว่าราชคฤห์ ครั้นเมื่อประตู ท. (อันบุคคล) ปิดแล้ว ในเวลาวิกาล, เสด็จถึงแล้ว ซึ่งพระนคร บรรทมแล้ว ในศาลาหลังหนึ่ง ผู้ทรงบอบช้ำแล้วเพราะลมและแดด ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งกาละ ในที่นั้น นั่นเทียว ในส่วนแห่งราตรี ฯ

    พระราชาตรัสปิยกถากับพระศาสดาแล้ว เสด็จออก ไม่ทรงเห็นเสนา จึงตรัสถามหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า "เราจักพาหลานไปจับวิฑูฑภะ" ดังนี้แล้ว เสด็จไปกุรงราชคฤห์เสด็จถึงพระนคร เมื่อประตู (พระนคร) อันเขาปิดแล้วในเวลาวิกาลบรรทมแล้วในศาลาแห่งหนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดดได้สวรรคตในที่นั้นนั่นเอง ในเวลากลางคืน.

  6. ๖

    เมื่อราตรีสว่างแล้ว ชาวเมืองได้ยินเสียงของหญิงคนนั้นเพ้อรำพันอยู่ว่า ข้าแต่สมมติเทพ จอมนรินทร์ปิ่นโกศล พระองค์กลายเป็นบุคคลผู้น่าอนาถนักแล้ว จึงกราบทูลแก่พระราชา ฯ

    วิภาตาย รตฺติยา, “เทว โกสลนรินฺท อนาโถ ชาโตสีติ วิลปนฺติยา ตสฺสา อิตฺถิยา สทฺทํ สุตฺวา รญฺโญ อาโรเจสุํ.

    ครั้นเมื่อราตรี สว่างแล้ว, (อ.ชน ท.) ฟังแล้ว ซึ่งเสียง ของหญิง นั้น ผู้บ่นเพ้ออยู่ ว่า ข้าแต่ พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชนชาวโกศล ผู้สมมติเทพ (อ.พระองค์) เป็นผู้มีที่พึ่งหามิได้ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ กราบทูลแล้ว แก่พระราชา ฯ

    เมื่อราตรีสว่างแล้ว, ประชาชนได้ยินเสียงหญิงคนนั้นคร่ำครวญอยู่ว่า "ข้าแต่สมมติเทพผู้จอมแห่งชาวโกศล พระองค์ไม่มีที่พึ่งแล้ว" จึงกราบทูลแด่พระราชา.

  7. ๗

    ท้าวเธอ รับสั่งให้ออกเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพแก่พระเจ้าลุง ด้วยเครื่องสักการะอันยิ่งใหญ่ ฯ

    โส มาตุลสฺส มหนฺเตน สกฺกาเรน สรีรกิจฺจํ กาเรสิ.

    (อ.พระราชา) นั้น (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยพระสรีระ ของพระเจ้าลุง ด้วยสักการะ อันใหญ่ ฯ

    ท้าวเธอ ทรงรับสั่งให้ทำเสรีรกิจของพระเจ้าลุง ด้วยสักการะใหญ่.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑ หน้า ๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ ครั้นได้ราชสมบัติแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้นได้ ทรงดำริว่า เราจักยังพวกเจ้าศากยะแม้ทั้งหมดให้ตาย ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกไปด้วยกองทหารจำนวนมาก ฯ

    วิฑูฑโภปิ รชฺชํ ลภิตฺวา ตํ เวรํ สริตฺวา “สพฺเพปิ สากิเย มาเรสฺสามีติ มหติยา เสนาย นิกฺขมิ.

    แม้ อ.พระเจ้าวิฑูฑภะ ทรงได้แล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ทรงระลึกถึงแล้ว ซึ่งเวร นั้น (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.เรา ยังเจ้าศากยะ ท. แม้ทั้งปวง จักให้ตาย ดังนี้ เสด็จออกไปแล้ว ด้วยเสนา หมู่ใหญ่ ฯ

    แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ ได้ราชสมบัติแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้นทรงดำริว่า "เราจักยังเจ้าศากยะแม้ทั้งหมดให้ตาย" ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาใหญ่.

  2. ๒

    ในวันนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาเช้ามืด ทรงเห็นความพินาศแห่งหมู่พระญาติแล้ว ทรงพระดำริว่า เราควรทำการสงเคราะห์พระญาติในเวลาเช้า เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็น เสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้มีเงาปรุโปร่งใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ฯ

    ตํ ทิวสํ สตฺถา ปจฺจูสกาเล โลกํ โอโลเกนฺโต ญาติสงฺฆวินาสํ ทิสฺวา “ญาติสงฺคหํ กาตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ปุพฺพณฺหสมเย ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต คนฺธกุฏิยํ สีหเสยฺยํ กปฺเปตฺวา สายณฺหสมเย อากาเสน คนฺตฺวา กปิลวตฺถุสามนฺเต กพรจฺฉาเย รุกฺขมูเล นิสีทิ.

    ในวัน นั้น อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว ซึ่งความพินาศแห่งหมู่แห่งพระญาติ ทรงดำริแล้ว ว่า อ.อัน (อันเรา) กระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ซึ่งญาติ ย่อมควร ดังนี้ เสด็จเที่ยวไปแล้ว เพื่อบิณฑะ ในสมัยอันเป็นเบื้องต้นแห่งวัน ผู้ก้าวกลับแล้วจากบิณฑบาต ทรงสำเร็จแล้ว ซึ่งการบรรทมเพียงดังการนอนแห่งสีหะ ในพระคันธกุฎี เสด็จไปแล้ว โดยอากาศ ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ประทับนั่งแล้ว ณ โคน แห่งต้นไม้ อันมีเงาโปร่ง อันเป็นที่ใกล้แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ ฯ

    ในวันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความพินาศแห่งหมู่ญาติแล้ว ทรงดำริว่า "เราควรกระทำญาติสังคหะ" ในเวลาเช้า เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งที่โคนไม้ มีเงาปรุโปร่ง ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์.

  3. ๓

    ต่อจากที่นั้นไป มีต้นไทรใหญ่มีเงาทึบอยู่ในรัชชสีมาของพระเจ้าวิฑูฑภะ ฯ

    ตโต วิฑูฑภสฺส รชฺชสีมายํ มหนฺโต สณฺฑจฺฉาโย นิโคฺรธรุกฺโข อตฺถิ.

    อ.ต้นไทร อันมีเงาทึบ ต้นใหญ่ มีอยู่ ในเขตแดนแห่งความเป็นแห่งพระราชา ของพระเจ้าวิฑูฑภะ แต่ที่นั้น ฯ

    แต่นั้นไป มีต้นไทรเงาสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในรัชสีมาของพระเจ้าวิฑูฑภะ.

  4. ๔

    พระเจ้าวิฑูฑภะ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระบรมศาสดา จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งที่โคนต้นไม้มีเงาปรุโปร่งต้นนี้ ในเวลาร้อนแบบนี้ ขอนิมนต์ขอนิมนต์พระองค์โปรดประทับนั่งนั่งที่โคนต้นไทรมีเงาทึบนั่นเถิด พระเจ้าข้า เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสตอบว่า ช่างเถิด มหาบพิตร ธรรมดาร่มเงาของหมู่พระญาติเป็นของร่มเย็น ดังนี้ จึงทรงดำริว่า สมเด็จพระศาสดาจักเสด็จมาเพื่อทรงประสงค์รักษาหมู่พระญาติ จึงถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว เสด็จเสด็จกลับไปสู่พระนครสาวัตถีนั่นแล ฯ

    วิฑูฑโภ สตฺถารํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา “ภนฺเต กึการณา เอวรูปาย อุณฺหเวลาย อิมสฺมึ กพรจฺฉาเย รุกฺขมูเล นิสินฺนตฺถ, เอตสฺมึ สณฺฑจฺฉาเย นิโคฺรธมูเล นิสีทถ ภนฺเตติ วตฺวา, “โหตุ มหาราช, ญาตกานํ ฉายา นาม สีตลาติ วุตฺเต, “ญาตกานํ รกฺขณตฺถาย สตฺถา อาคโต ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิวตฺติตฺวา สาวตฺถิเมว ปจฺจาคมิ.

    อ.วิฑูฑภะ ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. เป็นผู้ประทับนั่งแล้ว ณ โคนแห่งต้นไม้ อันมีเงาโปร่ง นี้ ในเวลาอันร้อน มีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงประทับนั่ง ที่โคนแห่งต้นไทร มีเงาทึบ นั่น เถิด ดังนี้, (ครั้นเมื่อ พระดำรัส) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.เหตุนั่น) จงยกไว้, ชื่อ อ.เงา ของญาติ ท. เป็นธรรมชาติเย็น (ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, ทรงดำริแล้ว ว่า อ.พระศาสดา เป็นผู้เสด็จมาแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การทรงรักษา ซึ่งพระญาติ ท. จักเป็น ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา เสด็จกลับแล้ว เสด็จกลับไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี นั่นเทียว ฯ

    พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็นพระศาสดา จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเพราะเหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงาปรุโปร่งนี้ ในเวลาร้อนเห็นปานนี้, ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงาอันสนิทนั่นเถิด พระเจ้าข้า" เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า "ช่างเถิดมหาบพิตร, ชื่อว่าเงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น," จึงทรงดำริว่า "พระศาสดาจักเสด็จมาเพื่อทรงประสงค์รักษาหมู่พระญาติ" จึงถวายบังคมพระศาสดา เสด็จกลับไปสู่เมืองสาวัตถีนั่นแล.

  5. ๕

    ฝ่ายสมเด็จพระบรมศาสดา ก็ทรงเหาะไปสู่พระวิหารเชตวันเหมือนกัน ฯ

    สตฺถาปิ อุปฺปติตฺวา เชตวนเมว คโต.

    แม้ อ.พระศาสดา เสด็จเหาะขึ้นไปแล้ว เสด็จไปแล้ว สู่พระเชตวันนั่นเทียว ฯ

    แม้พระศาสดาก็ทรงเหาะไปสู่เชตวันเหมือนกัน

  6. ๖

    พระเจ้าวิฑูฑภะ ทรงระลึกถึงโทษของพวกเจ้าศากยะแล้ว เสด็จออกไปแม้ครั้ง ที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระบรมศาสดาที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จกลับอีก ฯ

    ราชา สากิยานํ โทสํ สริตฺวา ทุติยมฺปิ นิกฺขมิตฺวา ตตฺเถว สตฺถารํ ปสฺสิตฺวา ปุน นิวตฺติ.

    อ.พระราชา ทรงระลึกถึงแล้ว ซึ่งโทษ ของเจ้าศากยะ ท. เสด็จออกไปแล้ว แม้ครั้งที่สอง ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา ในที่นั้น นั่นเทียว เสด็จกลับแล้ว อีก ฯ

    พระราชาทรงระลึกถึงโทษแห่งพวกเจ้าศากยะ เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับอีก.

  7. ๗

    เสด็จออกไปแม้ครั้ง ที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระบรมศาสดาที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จกลับ ฯ

    ตติยวาเรปิ นิกฺขมิตฺวา ตตฺเถว สตฺถารํ ปสฺสิตฺวา นิวตฺติ.

    (อ.พระราชา) เสด็จออกไปแล้ว แม้ในวาระที่สาม ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา ในที่นั้นนั่นเทียว เสด็จกลับแล้ว ฯ

    เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับ.

  8. ๘

    แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จออกไปครั้งที่ ๔ สมเด็จพระบรมศาสดาทรง พิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลายทรง
    ทราบว่าบาปกรรมคือการโปรยยาพิษในแม่น้ำของเจ้าศากยะเหล่านั้นอันใคร ๆ ก็ห้ามไม่ได้ จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔ ฯ

    จตุตฺถวาเร ปน ตสฺมึ นิกฺขนฺเต, สตฺถา สากิยานํ ปุพฺพกมฺมํ โอโลเกตฺวา เตสํ นทิยํ วิสปกฺขิปนปาปกมฺมสฺส อปฺปฏิพาหิยภาวํ ญตฺวา จตุตฺถวาเร นาคมาสิ.

    แต่ว่า (ครั้นเมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะ) นั้น เสด็จออกไปแล้ว ในวาระ ที่ ๔, อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งกรรมมีในกาลก่อน ของเจ้าศากยะ ท. ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ แห่งกรรมอันเลว คือการใส่ซึ่งยาพิษ ในแม่น้ำ (ของเจ้าศากยะ ท.) เหล่านั้น เป็นกรรม อันใคร ๆ ไม่พึงห้าม ไม่ได้เสด็จไปแล้ว ในวาระที่ ๔ ฯ

    แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จออกไปในครั้งที่ ๔, พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลาย ทรงทราบความที่กรรมอันลามกคือการโปรยยาพิษในแม่น้ำของเจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นกรรมอันใคร ๆ ห้ามไม่ได้จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔.

ภาค ๓ พระเจ้าวิฑูฑภะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๑ หน้า ๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย ในอัตภาพนี้แม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ความตายที่เจ้าศากยะเหล่านั่นได้แล้ว ก็สมควรแน่แท้ ด้วยอำนาจบาปกรรมที่พวกเขาได้ทำไว้ในปางก่อน ฯ

    สตฺถา ตํ กถํ สุตฺวา “ภิกฺขเว อิมสฺมึ อตฺตภาเว กิญฺจาปิ สากิยานํ เอวํ มรณํ อยุตฺตํ, ปุพฺเพ กตปาปกมฺมวเสน ปน ยุตฺตเมว เอเตหิ ลทฺธนฺติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ความตาย อย่างนี้ แห่งเจ้าศากยะ ท. ไม่สมควรแล้ว ในอัตภาพ นี้ แม้โดยแท้, ถึงอย่างนั้น (อ.ความตาย) อันสมควรแล้ว ด้วยความสามารถแห่งกรรมอันเป็นบาป (อันเจ้าศากยะ ท.) กระทำแล้ว ในกาลก่อน นั่นเทียว อันเจ้าศากยะ ท. เหล่านั้น ได้แล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายความตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลายในอัตภาพนี้ก็จริงถึงอย่างนั้น ความตายที่พวกเจ้าศากยะนั่นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วยสามารถแห่งกรรมลามกที่เขาทำไว้ในปางก่อน."

  2. ๒

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะเหล่านั่นได้ทำกรรมอะไรไว้ในปางก่อน ฯ

    “กึ ปน ภนฺเต เอเต ปุพฺเพ อกํสูติ.

    (อ.ภิกษุ ท. ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ (อ.เจ้าศากยะ ท. เหล่า) นั่น ได้กระทำแล้ว ซึ่งกรรมอะไร ในกาลก่อน ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะทั้งหลายนั่น ได้กระทำกรรมอะไรไว้ในปางก่อน ?

  3. ๓

    ในปางก่อน เจ้าศากยะเหล่านั่นรวมเป็นพวกเดียวกัน โปรยยาพิษในแม่น้ำ ฯ

    “ปุพฺเพ เอกโต หุตฺวา นทิยํ วิสํ ปกฺขิปึสูติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.เจ้าศากยะ ท. เหล่านั่น) เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ใส่แล้ว ซึ่งยาพิษ ในแม่น้ำ ในกาลก่อน ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ในปางก่อน พวกเจ้าศากยะนั่น รวมเป็นพวกเดียวกัน โปรยยาพิษในแม่น้ำ.

  4. ๔

    ในวันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายยังถ้อยคำให้ตั้งขึ้นในธรรมสภาว่า พระเจ้าวิฑูฑภะฆ่าพวกเจ้าศากยะทั้งหลายมีประมาณเท่านี้แล้ว เสด็จมาอยู่ เมื่อมโนรถของพระองค์ยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล พาชนมีประมาณเท่านี้เกิดเป็นเหยื่อของปลาและเต่าในทะเลเสียแล้ว ฯ

    ปุเนกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ “วิฑูฑโภ เอตฺตเก สากิเย มาเรตฺวา อาคจฺฉนฺโต อตฺตโน มโนรเถ มตฺถกํ อปฺปตฺเต เอว, เอตฺตกํ ชนํ อาทาย สมุทฺทมจฺฉกจฺฉปภกฺโข ชาโตติ.

    ในวันหนึ่งอีก อ.ภิกษุ ท. ยังวาจาเป็นเครื่องกล่าว ว่า อ.พระเจ้าวิฑูฑภะ ทรงยังเจ้าศากยะ ท. มีประมาณเท่านี้ ให้ตายแล้ว เสด็จมาอยู่, ครั้นเมื่อมโนรถ ของพระองค์ ไม่ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด นั่นเทียว, ทรงพาเอาแล้ว ซึ่งชน มีประมาณเท่านี้ เป็นเหยื่อของปลาและเต่าในทะเล เกิดแล้ว ดังนี้ ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายยังกถาให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมว่า "พระเจ้าวิฑูฑภะ ยังเจ้าศากยะทั้งหลายประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว เสด็จมาอยู่, เมื่อมโนรถของตนยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, พาชนมีประมาณเท่านั้น (ไป) เกิดเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าในสมุทรแล้ว."

  5. ๕

    พระบรมศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอเป็นผู้นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอแล เมื่อพวกภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์เหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล พระยามัจจุราชตัดชีวิตินทรีย์เสียแล้ว ให้จมลง ในทะเลคืออบายภูมิ ๔ เปรียบเหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลท่วมทับชาวบ้านผู้หลับ ฉะนั้น ดังนี้แล้วตรัส พระคาถานี้ว่า

    สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ วุตฺเต, “ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตานํ มโนรเถ มตฺถกํ อปฺปตฺเต เอว, มจฺจุราชา สุตฺตํ คามํ อชฺโฌตฺถรนฺโต มโหโฆ วิย ชีวิตินฺทฺริยํ ฉินฺทิตฺวา จตุราปายสมุทฺเท นิมุชฺชาเปตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว อะไร หนอ ย่อมมี ในกาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว) ชื่อ นี้ (ย่อมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ครั้นเมื่อมโนรถ ของสัตว์ ท. เหล่านี้ ไม่ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด นั่นเทียว, อ.มัจจุผู้พระราชา ตัดแล้ว ซึ่งอินทรีย์คือชีวิต (ยังสัตว์ ท.) ย่อมให้จมลง ในทะเลคืออบาย ๔ ราวกะ อ.ห้วงน้ำใหญ่ ท่วมทับอยู่ ซึ่งบ้าน อันหลับแล้ว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้" จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์เหล่านี้ ยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล.มัจจุราชตัดชีวิตินทรีย์แล้ว ให้จมลงในสมุทรคืออบาย ๔ ประดุจห้วงน้ำใหญ่ ท่วมทับชาวบ้านอันหลับฉะนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:- "มัจจุ ย่อมพานระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ

  6. ๖

    พระยามัจจุราช ย่อมพานรชนผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ
    ผู้เลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายนั้นแลไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัด
    พาชาวบ้านผู้หลับไป ฉะนั้น ฯ

    “ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ.

    อ.มัจจุ พาเอา ซึ่งนระ ผู้เลือกเก็บอยู่ ซึ่งดอกไม้ ท. นั่นเทียว ผู้มีใจข้องแล้วโดยอาการมีอย่างต่าง ๆ ไปอยู่ เพียงดัง อ.ห้วงน้ำใหญ่ (พาเอา) ซึ่งบ้าน อันหลับแล้ว (ไปอยู่) ดังนี้ ฯ

    "มัจจุ ย่อมพานระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียวไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่ พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไป ฉะนั้น."

ภาค ๓ หญิงชื่อว่าปติปูชิกา

ภาค ๓ หญิงชื่อว่าปติปูชิกา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๘–๒๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้าไปสู่หมู่บ้าน เห็นโรงฉันยังมิได้จัด อาสนะทั้งหลายยังมิได้ปูลาด น้ำฉันยังมิได้ตั้งไว้ จึงกล่าวว่า นางปติปูชิกา ไปไหนเสีย ฯ ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าจะเห็นนางนั้น ณ ที่ไหน วันวานนี้ เมื่อพระคุณเจ้าทั้งหลายฉันแล้วไปแล้ว นางตายในเวลาตอนเย็น ฯ

    “ภนฺเต กหํ ตุมฺเห ตํ ทกฺขิสฺสถ, หีโย อยฺเยสุ ภุญฺชิตฺวา คเตสุ, สายณฺหสมเย มตาติ.

    (อ.ชน ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จักเห็น (ซึ่งนางปติปูชิกา) นั้น ในที่ไหน, ครั้นเมื่อพระผู้เป็นเจ้า ท. ฉันแล้ว ไปแล้ว ในวันวาน, (อ.นางปติปูชิกานั้น) ตายแล้ว ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ดังนี้ ฯ

    ชาวบ้าน. ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักเห็นนาง ณ ที่ไหน ? วันวานนี้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฉันแล้ว (กลับ) ไป, นางตายในตอนเย็น.

  2. ๒

    พวกภิกษุปุถุชนฟังคำนั้นแล้ว หวนระลึกถึงอุปการะของนางนั่นอยู่ ไม่สามารถจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระขีณาสพทั้งหลาย ฯ

    ตํ สุตฺวา ปุถุชฺชนภิกฺขู เอติสฺสา อุปการํ สรนฺตา อสฺสูนิ สนฺธาเรตุํ นาสกฺขึสุ, ขีณาสวานํ ธมฺมสํเวโค อุทปาทิ.

    อ.ภิกษุผู้เป็นปุถุชน ท. ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ระลึกถึงอยู่ ซึ่งอุปการะ (ของนางปติปูชิกา) นั่น ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันทรงไว้พร้อม ซึ่งน้ำตา ท., อ.ธรรมสังเวช ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่พระขีณาสพ ท. ฯ

    ภิกษุปุถุชนฟังคำนั้นแล้ว ระลึกถึงอุปการะของนางนั่น ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้, ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระขีณาสพ.

  3. ๓

    ภิกษุเหล่านั้นทำภัตกิจแล้วไปวิหาร ถวายบังคมพระบรมศาสดา ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อว่าปติปูชิกา ผลุดลูกผลุดนั่ง ทำบุญทั้งหลายมีประการต่าง ๆ ปรารถนาถึงสามีเท่านั้น บัดนี้ นางตายแล้ว บังเกิดที่ไหนหนอแล ฯ

    เต ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปุจฺฉึสุ “ภนฺเต ปติปูชิกา นาม อุปาสิกา อุฏฺฐาย สมุฏฺฐาย นานปฺปการานิ ปุญฺญานิ กตฺวา สามิกเมว ปฏฺเฐสิ, สา อิทานิ มตา, กหํ นุ โข นิพฺพตฺตาติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ไปแล้ว สู่วิหาร ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.อุบาสิกา ชื่อว่า ปติปูชิกา ลุกขึ้นแล้ว ลุกขึ้นพร้อมแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งบุญ ท. มีประการต่าง ๆ ปรารถนาแล้ว ซึ่งสามีนั่นเทียว, ในกาลนี้ (อ.อุบาสิกา) นั้น ตายแล้ว บังเกิดแล้ว ในที่ไหน หนอ แล ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นทำภัตกิจแล้ว ไปวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อปติปูชิกา ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ทำบุญมีประการต่าง ๆ ปรารถนาถึงสามีเท่านั้น, บัดนี้ นาง ตายแล้ว (ไป) เกิด ณ ที่ไหน ?"

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลาย นางบังเกิด ในสำนักของสามีของตนนั่นแหละ ฯ

    “ อตฺตโน สามิกสฺเสว สนฺติเก ภิกฺขเวติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.อุบาสิกานั้น บังเกิดแล้ว) ในสำนัก ของสามี ของตน นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย นางเกิดในสำนักสามีของตนนั่นแหละ.

  5. ๕

    ในสำนักสามี ไม่มี พระเจ้าข้า ฯ

    “นตฺถิ ภนฺเต สามิกสฺส สนฺติเกติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.อุบาสิกานั้น) ย่อมไม่มี ในสำนัก แห่งสามี ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. ในสำนักสามี ไม่มี พระเจ้าข้า.

  6. ๖

    ภิกษุทั้งหลาย นางปรารถนาถึงสามีคนนี้ ก็หามิได้ สามีของนาง ชื่อว่ามาลาภารีเทวบุตร ในภพดาวดึงส์ นางจุติจากที่ประดับดอกไม้ของสามีนั้นแล้ว ไปบังเกิดในสำนักสามีนั้นไปบังเกิดในสำนักสามีนั้นนั่นแหละอีก ฯ

    “น สา ภิกฺขเว เอตํ สามิกํ ปฏฺเฐสิ, ตาวตึสภวเน ตสฺสา มาลาภาริเทวปุตฺโต นาม สามิโก, สา ตสฺส ปุปฺผปิลนฺธนฏฺฐานโต จวิตฺวา ปุน คนฺตฺวา ตสฺเสว สนฺติเก นิพฺพตฺตาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ.อุบาสิกานั้น) ปรารถนาแล้ว ซึ่งสามี นั่น หามิได้, ชื่อ อ.เทพบุตร ชื่อว่ามาลาภารี ในภพชื่อว่าดาวดึงส์ เป็นสามี (ของอุบาสิกา) นั้น (ย่อมเป็น), (อ.อุบาสิกา) นั้น เคลื่อนแล้ว จากที่เป็นที่ประดับซึ่งดอกไม้ (ของเทพบุตร) นั้น ไปแล้ว บังเกิดแล้ว ในสำนัก ของเทพบุตรนั้นนั่นเทียว อีก ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย นางปรารถนาถึงสามีนั่น ก็หามิได้, มาลาภารีเทพบุตร ในดาวดึงสพิภพ เป็นสามีของนาง, นางเคลื่อนจากที่ประดับดอกไม้ของสามีนั้นแล้ว ไปบังเกิดในสำนักสามีนั้นนั่นแลอีก.

  7. ๗

    ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า ฯ

    “เอวํ กิร ภนฺเตติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    ภิกษุ. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ? พระเจ้าข้า

  8. ๘

    อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าสลดใจหนอชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย เช้าตรู่นางอังคาสพวกพระองค์ ตอนเย็นตายด้วยพยาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ

    “อาม ภิกฺขเวติ. อโห ปริตฺตํ ภนฺเต สตฺตานํ ชีวิตํ, ปาโตว อมฺเห ปริวิสิตฺวา สายํ อุปฺปนฺนพฺยาธินา มตาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ (อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โอ! อ.ชีวิต ของสัตว์ ท. นิดหน่อย, อ.อุบาสิกา อังคาสแล้ว ซึ่งข้าพระองค์ ท. ในเวลาเช้าเทียว ตายแล้ว ด้วยพยาธิอันเกิดขึ้นแล้ว ในเวลาเย็น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุ. น่าสังเวช ! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย (จริง) พระเจ้าข้าเช้าตรู่ นางอังคาสพวกข้าพระองค์ ตอนเย็น ตายด้วยพยาธิที่เกิดขึ้น.

  9. ๙

    พระบรมศาสดาตรัสว่า อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย เพราะเหตุนั้นแล มัจจุผู้กระทำที่สุด ยังสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งไม่อิ่มด้วยวัตถุกามทั้งหลาย และกิเลสกามทั้งหลายนั่นแหละ ให้เป็นไปในอำนาจของตน ย่อมพาเอาเหล่าสัตว์ผู้คร่ำครวญอยู่ ร่ำไห้อยู่ไป ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา “อาม ภิกฺขเว ปริตฺตํ สตฺตานํ ชีวิตํ นาม, เตเนวิเม สตฺเต วตฺถุกาเมหิ เจว กิเลสกาเมหิ จ อติตฺเต เอว อนฺตโก อตฺตโน วเส วตฺเตตฺวา กนฺทนฺเต ปริเทวนฺเต คเหตฺวา คจฺฉตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. เออ ชื่อ อ.ชีวิต ของสัตว์ ท. เป็นชีวิตนิดหน่อย (ย่อมเป็น), เพราะเหตุนั้นนั่นเทียว (อ.มัจจุ) ผู้กระทำซึ่งที่สุด ยังสัตว์ ท. เหล่านี้ ผู้ไม่อิ่มแล้ว ด้วยวัตถุกาม ท. ด้วยนั่นเทียว ด้วยกิเลสกาม ท. ด้วย ให้เป็นไปแล้ว ในอำนาจ ของตน พาเอา (ซึ่งสัตว์ ท.) ผู้คร่ำครวญอยู่ ผู้ร่ำไรอยู่ ไปอยู่ ดังนี้ ตรัสแล้วซึ่งพระคาถานี้ว่า

    ๑๐๐๐ ปีทิพย์นั้น โดยการนับในมนุษย์เป็น ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี. เพราะฉะนั้น แม้วันเดียวของเทพบุตรนั้น (ก็) ยังไม่ล่วงไปได้เป็นกาลเช่นครู่เดียวเท่านั้น.

  10. ๑๐

    มัจจุผู้ทำที่สุด กระทำนรชนผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆผู้เลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายอยู่นั่นแหละ ผู้ไม่อิ่มในกามทั้งหลายนั่นเทียว สู่อำนาจ ดังนี้ ฯ

    “ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ อติตฺตํเยว กาเมสุ อนฺตโก กุรุเต วสนฺติ.

    (อ.มัจจุ) ผู้กระทำซึ่งที่สุด ย่อมกระทำ ซึ่งนระ ผู้เลือกเก็บอยู่ ซึ่งดอกไม้ ท. นั่นเทียว ผู้มีใจข้องแล้วโดยอาการมีอย่างต่าง ๆ ผู้ไม่อิ่มแล้ว ในกาม ท. นั่นเทียว สู่อำนาจ ดังนี้ ฯ

    "มัจจุ ผู้ทำซึ่งที่สุด กระทำนระผู้มีใจข้องใน อารมณ์ต่าง ๆ เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียว ผู้ไม่ อิ่มในกามทั้งหลายนั่นแล สู่อำนาจ."

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าโกสิยะผู้มีความตระหนี่

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าโกสิยะผู้มีความตระหนี่

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๓๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะเถระมาแต่เช้าตรู่ ตรัสว่าโมคคัลลานะ ในสักกรนิคม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ เศรษฐีผู้มีความตระหนี่คนนั่นคิดว่า เราจักกินขนมเบื้อง จึงให้ภรรยาทอดขนมเบื้องบนปราสาท ๗ ชั้น เพราะกลัวคนเหล่าอื่นเห็น เธอจงไป ณ ที่นั้น ทรมานเศรษฐีแล้ว ทำให้สิ้นพยศแล้ว ให้ผัวเมียแม้ทั้งสองคนถือขนม น้ำนม เนยใส น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย นำมายังพระเชตวัน ด้วยกำลังของตน วันนี้ เราพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป จักนั่งในวิหารนั่นแหละ จักทำภัตกิจด้วยขนมเท่านั้น ฯ

    อถ สตฺถา ปาโตว มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรํ อามนฺเตสิ “เอโส โมคฺคลฺลาน ราชคหสฺส อวิทูเร สกฺกรนิคเม มจฺฉริเสฏฺฐี `กปลฺลปูเว ขาทิสฺสามีติ อญฺเญสํ ทสฺสนภเยน สตฺตภูมิเก ปาสาเท กปลฺลปูเว ปาจาเปติ, ตฺวํ ตตฺถ คนฺตฺวา เสฏฺฐึ ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา อุโภปิ ชายปติเก ปูเว จ ขีรสปฺปิมธุผาณิตานิ จ คาหาเปตฺวา อตฺตโน พเลน เชตวนํ อาเนหิ; อชฺชาหํ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วิหาเรเยว นิสีทิสฺสามิ, ปูเวเหว ภตฺตกิจฺจํ กริสฺสามีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่ามหาโมคคัลลานะ ในเวลาเช้าเทียว ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ อ.เศรษฐีผู้มีความตระหนี่ ในนิคมชื่อว่าสักกระ อันไม่ไกล แห่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ นั่น (คิดแล้ว) ว่า (อ.เรา) จักเคี้ยวกิน ซึ่งขนมเบื้อง ท. ดังนี้ (ยังภรรยา) ให้ทอดอยู่ ซึ่งขนมเบื้อง ท. ในปราสาท อันประกอบแล้วด้วยชั้น ๗ เพราะกลัวแต่อันเห็น (แห่งชน ท.) เหล่าอื่น, อ.เธอ ไปแล้ว ในที่นั้น ฝึกแล้ว ซึ่งเศรษฐี กระทำแล้ว ให้เป็นผู้มีความเสพผิดออกแล้ว ยังเมียและผัว ท. แม้ทั้งสอง ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งขนม ท. ด้วย ซึ่งน้ำนมและเนยใสและน้ำผึ้งและน้ำอ้อย ท. ด้วย จงนำมา สู่พระเชตวัน ด้วยกำลัง ของตน ; ในวันนี้ อ.เรา จักนั่ง ในวิหารนั่นเทียว กับ ด้วยร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕, (อ.เรา) จักกระทำ ซึ่งกิจด้วยภัตร ด้วยขนม ท. นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานเถระมาแต่เช้าตรู่ ตรัสว่า "โมคคัลลานะ ในสักกรนิคม (ซึ่งตั้งอยู่) ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ เศรษฐีผู้มีความตระหนี่นั่นคิดว่า 'เราจักกินขนมเบื้อง' จึงให้ภรรยาทอดขนมเบื้องบนปราสาท ๗ ชั้น เพราะกลัวคนเหล่าอื่นเห็น, เธอจงไป ณ ที่นั้นแล้วทรมานเศรษฐี ทำให้สิ้นพยศ ให้ผัวเมียแม้ทั้ง ๒ ถือขนม และน้ำนม เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อย แล้วนำมายังพระเชตวันด้วยกำลังของตน ; วันนี้เรากับภิกษุ ๕๐๐ รูปจักนั่งในวิหารนั่นแหละ, จักทำภัตกิจด้วยขนมเท่านั้น."

  2. ๒

    แม้พระเถระก็รับพระดำรัสของพระบรมศาสดาว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วไปยังนิคมนั้น ด้วยกำลังฤทธิ์ทันทีทันใด เป็นผู้นุ่งเรียบร้อย ห่มเรียบร้อย ได้ยืนอยู่ที่ช่องสีหบัญชรแห่งปราสาทนั้น เหมือนแก้วมณีลอยเด่นอยู่ในอากาศนั่นแหละ ฯ

    เถโรปิ “สาธุ ภนฺเตติ สตฺถุ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตาวเทว อิทฺธิพเลน ตํ นิคมํ คนฺตฺวา ตสฺส ปาสาทสฺส สีหปญฺชรทฺวาเร สุนิวตฺโถ สุปารุโต อากาเส เอว มณิรูปกํ วิย อฏฺฐาสิ.

    แม้ อ.พระเถระ รับพร้อมแล้ว ซึ่งพระดำรัส ของพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ ไปแล้ว สู่นิคม นั้น ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ในขณะนั้นนั่นเทียว นุ่งดีแล้ว ห่มดีแล้ว ได้ยืนแล้ว ณ ประตูแห่งสีหบัญชร ของปราสาท นั้น ราวกะ อ.รูปแห่งแก้วมณี ในอากาศ นั่นเทียว ฯ

    แม้พระเถระ ก็รับพระดำรัสของพระศาสดาว่า "ดีละ พระเจ้าข้า" แล้วไปยังนิคมนั้นด้วยกำลังฤทธิ์ทันทีทีเดียว เป็นผู้นุ่งห่มเรียบร้อย ได้ยืนอยู่ที่ช่องสีหบัญชรแห่งปราสาทนั้น เหมือนรูปแล้วมณีลอยเด่นอยู่กลางอากาศเทียว.

  3. ๓

    เพราะเห็นพระเถระนั่นเอง ดวงหทัยของมหาเศรษฐีก็หวั่นไหวแล้ว ฯ

    มหาเสฏฺฐิโน เถรํ ทิสฺวาว หทยมํสํ กมฺปิ.

    อ.เนื้อแห่งหัวใจ ของมหาเศรษฐี หวั่นไหวแล้ว เพราะเห็น ซึ่งพระเถระ เทียว ฯ

    เพราะเห็นพระเถระนั่นแล ดวงหทัยของมหาเศรษฐีก็สั่นสะท้าน.

  4. ๔

    เศรษฐีนั้นคิดว่า เรามายังที่นี่ ก็เพราะกลัวคนทั้งหลายแบบนี้นั่นแหละ แต่สมณะรูปนี้ก็ยังมายืนอยู่ที่ช่องหน้าต่างได้ มองไม่เห็นสิ่งที่ตนควรจะหยิบฉวยได้ เดือดดาลอยู่ ทำเสียงตฏะ ๆ ประดุจก้อนเกลือที่บุคคลใส่เข้าในไฟ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สมณะ ท่านยืนอยู่ในอากาศ ก็จักไม่ได้อะไร แม้จงกรมแสดงรอยเท้าในอากาศซึ่งหารอยเท้ามิได้อยู่ ก็จักไม่ได้เหมือนกัน ฯ

    โส “อหํ เอวรูปานํเยว ภเยน อิมํ ฐานํ อาคโต, อยญฺจ อาคนฺตฺวา วาตปานทฺวาเร ฐิโตติ คเหตพฺพคฺคหณํ อปสฺสนฺโต อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตโลณสกฺขรา วิย โรเสนฺโต ตฏตฏายนฺโต เอวมาห “สมณ อากาเส ฐตฺวา กึ ลภิสฺสสิ, อากาเส อปเท ปทํ ทสฺเสตฺวา จงฺกมนฺโตปิ เนว ลภิสฺสสีติ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา (เป็น)ผู้มาแล้ว สู่ที่นี้ เพราะกลัว (ต่อชน ท.) ผู้มีอย่างนี้เป็นรูปนั่นเทียว (ย่อมเป็น), ก็ (อ.สมณะ) นี้ มาแล้ว ยืนแล้ว ณ ประตูแห่งหน้าต่าง ดังนี้ เมื่อไม่เห็น (ซึ่งวัตถุ)เป็นเครื่องถือเอาอันตนพึงถือเอา โกรธอยู่ ประพฤติตฏะตฏะอยู่ ราวกะ อ.ก้อนแห่งเกลือ(อันบุคคล)ใส่เข้าแล้ว ท. ในไฟ กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า แน่ะสมณะ (อ.ท่าน) ยืนแล้ว ในอากาศ จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน) แม้จงกรมแสดงอยู่ ซึ่งรอยเท้า ในที่ไม่มีรอยเท้า ในอากาศ จักไม่ได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เขาคิดว่า "เรามาที่นี่ เพราะกลัวบุคคลทั้งหลายผู้มีรูปอย่างนี้นั่นแล, แต่สมณะนี้ยังมายืนอยู่ที่ช่องหน้าต่างได้" เมื่อไม่เห็นเครื่องมือที่ตนควรจะฉวยเอา เดือดดาลทำเสียงตฏะ ๆ ประดุจก้อนเกลือที่ถูกโรยลงในไฟ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า "สมณะ ท่านยืนอยู่ในอากาศ จักได้อะไร ? แม้จงกรมแสดงรอยเท้าในอากาศซึ่งหารอยมิได้อยู่ ก็จักไม่ได้เหมือนกัน."

  5. ๕

    พระเถระเดินจงกรมกลับไปกลับมาในที่นั้นเอง ฯ

    เถโร ตสฺมึเอว ฐาเน อปราปรํ จงฺกมิ.

    อ.พระเถระ จงกรมแล้ว ไป ๆ มา ๆ ในที่ นั้นนั่นเทียว ฯ

    พระเถระจงกรมกลับไปกลับมา ในที่นั้นนั่นแล.

  6. ๖

    เศรษฐีกล่าวว่า ท่านเดินจงกรมอยู่จักได้อะไร แม้นั่งขัดสมาธิอยู่ในอากาศก็จักไม่ได้เหมือนกัน ฯ

    เสฏฺฐี “จงฺกมนฺโต กึ ลภิสฺสสิ, อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทนฺโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห.

    อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) จงกรมอยู่ จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน)แม้นั่งอยู่ โดยบัลลังก์ ในอากาศ จักไม่ได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีกล่าวว่า "ท่านจงกรมอยู่จักได้อะไร ? แม้นั่งด้วยบัลลังก์ ในอากาศ ก็จักไม่ได้เช่นกัน."

  7. ๗

    พระเถระ นั่งขัดสมาธิแล้ว ฯ

    เถโร ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา นิสีทิ.

    อ.พระเถระ นั่ง คู้เข้าแล้ว ซึ่งบัลลังก์ ฯ

    พระเถระจึงนั่งคู้บัลลังก์.

  8. ๘

    ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า ท่านนั่งในอากาศจักได้อะไร แม้มายืนที่ธรณีหน้าต่าง ก็จักไม่ได้ ฯ

    อถ นํ “อากาเส นิสินฺโน กึ ลภิสฺสสิ, อาคนฺตฺวา วาตปานอุมฺมาเร ฐิโตปิ น ลภิสฺสสีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า (อ.ท่าน) นั่งแล้ว ในอากาศ จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน) แม้มายืนแล้ว ที่ธรณีแห่งหน้าต่าง จักไม่ได้ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า "ท่านนั่งในอากาศ จักได้อะไร ? แม้มายืนที่ธรณีหน้าต่างก็จักไม่ได้."

  9. ๙

    พระเถระได้ยืนที่ธรณี (หน้าต่าง) แล้ว ฯ

    เถโร อุมฺมาเร อฏฺฐาสิ.

    อ.พระเถระ ได้ยืนแล้ว ที่ธรณี ฯ

    พระเถระได้ยืนอยู่ที่ธรณี (หน้าต่าง) แล้ว.

  10. ๑๐

    ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า ท่านยืนอยู่ที่ธรณี (หน้าต่าง) จักได้อะไร แม้บังหวนควันอยู่ ก็จักไม่ได้เหมือนกัน ฯ

    อถ นํ “อุมฺมาเร ฐิโต กึ ลภิสฺสสิ, ธูมายนฺโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า (อ.ท่าน) ยืนแล้ว ที่ธรณี จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน) แม้ประพฤติเพียงดังควันอยู่จักไม่ได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เขากล่าวกะท่านว่า "ท่านยืนที่ธรณี(หน้าต่าง) จักได้อะไร ? แม้บังหวนควันแล้ว ก็จักไม่ได้เหมือนกัน".

  11. ๑๑

    แม้พระเถระก็บังหวนควันแล้ว ฯ

    เถโรปิ ธูมายิ.

    แม้ อ.พระเถระ ประพฤติเพียงดังควันแล้ว ฯ

    แม้พระเถระก็บังหวนควัน.

  12. ๑๒

    ปราสาททั้งสิ้น ได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว ฯ

    สกลปาสาโท เอกธูโม อโหสิ.

    อ.ปราสาททั้งสิ้น เป็นสภาพมีควันเป็นอันเดียวกัน ได้เป็นแล้ว ฯ

    ปราสาททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกัน.

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าโกสิยะผู้มีความตระหนี่

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๓๓–๓๔ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระเถระจงกรมกลับไปกลับมาในที่นั้นนั่นแล ฯ

    เถโร ตสฺมึเอว ฐาเน อปราปรํ จงฺกมิ.

    อ.พระเถระ จงกรมแล้ว ไป ๆ มา ๆ ในที่ นั้นนั่นเทียว ฯ

    พระเถระจงกรมกลับไปกลับมา ในที่นั้นนั่นแล.

  2. ๒

    เศรษฐีกล่าวว่า ท่านจงกรมอยู่จักได้อะไร แม้นั่งด้วยบัลลังก์ในอากาศ ก็จักไม่ได้เช่นกัน ฯ

    เสฏฺฐี “จงฺกมนฺโต กึ ลภิสฺสสิ, อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทนฺโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห.

    อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) จงกรมอยู่ จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน)แม้นั่งอยู่ โดยบัลลังก์ ในอากาศ จักไม่ได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีกล่าวว่า "ท่านจงกรมอยู่จักได้อะไร ? แม้นั่งด้วยบัลลังก์ ในอากาศ ก็จักไม่ได้เช่นกัน."

  3. ๓

    พระเถระจึงนั่งคู้บัลลังก์ ฯ

    เถโร ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา นิสีทิ.

    อ.พระเถระ นั่ง คู้เข้าแล้ว ซึ่งบัลลังก์ ฯ

    พระเถระจึงนั่งคู้บัลลังก์.

  4. ๔

    ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า ท่านนั่งในอากาศจักได้อะไร แม้มายืนที่ธรณีหน้าต่างก็จักไม่ได้ ฯ

    อถ นํ “อากาเส นิสินฺโน กึ ลภิสฺสสิ, อาคนฺตฺวา วาตปานอุมฺมาเร ฐิโตปิ น ลภิสฺสสีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า (อ.ท่าน) นั่งแล้ว ในอากาศ จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน) แม้มายืนแล้ว ที่ธรณีแห่งหน้าต่าง จักไม่ได้ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า "ท่านนั่งในอากาศ จักได้อะไร ? แม้มายืนที่ธรณีหน้าต่างก็จักไม่ได้."

  5. ๕

    พระเถระได้ยืนอยู่ที่ธรณีแล้ว ฯ

    เถโร อุมฺมาเร อฏฺฐาสิ.

    อ.พระเถระ ได้ยืนแล้ว ที่ธรณี ฯ

    พระเถระได้ยืนอยู่ที่ธรณี (หน้าต่าง) แล้ว.

  6. ๖

    ลำดับนั้น เขากล่าวกะท่านว่า ท่านยืนที่ธรณี จักได้อะไร แม้บังหวนควันก็จักไม่ได้เหมือนกัน ฯ

    อถ นํ “อุมฺมาเร ฐิโต กึ ลภิสฺสสิ, ธูมายนฺโตปิ น ลภิสฺสสิเยวาติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า (อ.ท่าน) ยืนแล้ว ที่ธรณี จักได้ ซึ่งอะไร, (อ.ท่าน) แม้ประพฤติเพียงดังควันอยู่จักไม่ได้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เขากล่าวกะท่านว่า "ท่านยืนที่ธรณี(หน้าต่าง) จักได้อะไร ? แม้บังหวนควันแล้ว ก็จักไม่ได้เหมือนกัน".

  7. ๗

    แม้พระเถระก็บังหวนควันแล้ว ฯ

    เถโรปิ ธูมายิ.

    แม้ อ.พระเถระ ประพฤติเพียงดังควันแล้ว ฯ

    แม้พระเถระก็บังหวนควัน.

  8. ๘

    ปราสาททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกัน ฯ

    สกลปาสาโท เอกธูโม อโหสิ.

    อ.ปราสาททั้งสิ้น เป็นสภาพมีควันเป็นอันเดียวกัน ได้เป็นแล้ว ฯ

    ปราสาททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกัน.

  9. ๙

    อาการนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เอาเข็มแทงตาทั้ง ๒ ของเศรษฐี ฯ

    เสฏฺฐิโน อกฺขีนํ สูจิยา วิชฺฌนกาโล วิย อโหสิ.

    (อ.กาล) เป็นราวกะว่า กาลเป็นที่แทง ซึ่งนัยน์ตา ท. ของเศรษฐี ด้วยเข็ม ได้เป็นแล้ว ฯ

    อาการนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาเป็นที่แทงตาทั้ง ๒ ของเศรษฐีด้วยเข็ม.

  10. ๑๐

    เศรษฐีไม่กล่าวกะท่านว่า แม้ท่านให้ไฟโพลงอยู่ก็จักไม่ได้ เพราะกลัวไฟไหม้เรือน แล้วคิดว่า สมณะนี้ จักเป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างสนิท ไม่ได้แล้วจักไม่ไป เราจักให้ถวายขนมแก่ท่านชิ้นหนึ่ง ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ เธอจงทอดขนมชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ให้แก่สมณะแล้ว ส่งท่านไปเสียเถอะ ฯ

    เคหชฺฌายนภเยน ตํ “ปชฺชลนฺโตปิ น ลภิสฺสสีติ อวตฺวา “อยํ สมโณ สุฏฺฐุ ลคฺโค อลทฺธา น คมิสฺสติ, เอกมสฺส ปูวํ ทาเปสฺสามีติ ภริยํ อาห “ภทฺเท เอกํ ขุทฺทกปูวํ ปจิตฺวา สมณสฺส ทตฺวา อุยฺโยเชหิ นนฺติ.

    (อ.เศรษฐี) ไม่กล่าวแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า (อ.ท่าน) แม้โพลงอยู่ จักไม่ได้ ดังนี้ เพราะกลัวต่ออันไหม้ซึ่งเรือน (คิดแล้ว) ว่า อ.สมณะ นี้ ข้องแล้ว ด้วยดี ไม่ได้แล้ว จักไม่ไป, (อ.เรา) (ยังภรรยา) จักให้ให้ ซึ่งขนม ชิ้นหนึ่ง (แก่สมณะ) นั้น ดังนี้ กล่าวแล้ว กะภรรยาว่า แน่ะนางผู้เจริญ (อ.เธอ) ทอดแล้ว ซึ่งขนมชิ้นเล็ก ชิ้นหนึ่ง ให้แล้ว แก่สมณะ จงส่งไป (ซึ่งสมณะ) นั้น ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีไม่กล่าวกะท่านว่า "แม้ท่านให้ไฟโพลงอยู่ ก็จักไม่ได้" เพราะกลัวไปไหม้เรือน แล้วคิดว่า "สมณะนี้ จักเป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างสนิท ไม่ได้แล้วจักไม่ไป, เราจักให้ถวายขนมแก่ท่านชิ้นหนึ่ง" แล้วจึงกล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ เธอจงทอดขนมชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ให้แก่สมณะแล้ว จงส่งท่านไปเสียเถอะ."

  11. ๑๑

    นางหยอดแป้งลงในถาดกระเบื้องนิดเดียวเท่านั้น ฯ

    สา โถกํเอว ปิฏฺฐํ กปลฺลปาติยํ ปกฺขิปิ.

    (อ.ภรรยา) นั้น ใส่เข้าแล้ว ซึ่งแป้ง หน่อยหนึ่งนั่นเทียว ในถาดแห่งกระเบื้อง ฯ

    นางหยอดแป้งลงในถาดกระเบื้องนิดเดียว.

  12. ๑๒

    แป้งนั้นเป็นขนมชิ้นใหญ่ ได้พองขึ้นเต็มทั่วทั้งถาด ตั้งอยู่แล้ว ฯ

    มหาปูโว หุตฺวา สกลปาตึ ปูเรตฺวา อุทฺธุมาโต อฏฺฐาสิ.

    (อ.ขนม) เป็นขนมชิ้นใหญ่ เป็น พองขึ้นยังถาดทั้งสิ้น ให้เต็มแล้ว ได้ตั้งอยู่แล้ว ฯ

    (แต่) ขนม (กลาย) เป็นขนมชิ้นใหญ่ ได้พองขึ้นเต็มทั่วทั้งถาด ตั้งอยู่แล้ว.

  13. ๑๓

    เศรษฐีเห็นเหตุนั้น กล่าวว่า หล่อนคงจักหยิบแป้งมากไป ดังนี้แล้ว ตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพีแล้วหยอดเองทีเดียว ฯ

    เสฏฺฐี ตํ ทิสฺวา “พหุํ ตยา ปิฏฺฐํ คหิตํ ภวิสฺสตีติ, สยเมว ทพฺพิกณฺเณน โถกํ ปิฏฺฐํ คเหตฺวา ปกฺขิปิ.

    อ.เศรษฐี เห็นแล้ว (ซึ่งขนม) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.แป้ง) อันมาก เป็นแป้งอันเธอถือเอาแล้ว จักเป็น ดังนี้, ถือเอาแล้ว ซึ่งแป้ง หน่อยหนึ่ง ด้วยมุมแห่งทัพพี ใส่เข้าแล้ว เองนั่นเทียว ฯ

    เศรษฐีเห็นเหตุนั้น กล่าวว่า "(ชะรอย) หล่อนจักหยิบแป้งมากไป" ดังนี้แล้วตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพีแล้ว หยอดเองทีเดียว.

  14. ๑๔

    ขนมเกิดใหญ่กว่าขนมชิ้นก่อน ฯ

    ปูโว ปุริมปูวโต มหนฺตตโร ชาโต.

    อ.ขนม เป็นขนมใหญ่กว่า กว่าขนมอันมีในก่อน เกิดแล้ว ฯ

    ขนมเกิดใหญ่กว่าขนมชิ้นก่อน.

  15. ๑๕

    เศรษฐีทอดชิ้นใดๆ ด้วยอาการอย่างนั้น ขนมชิ้นนั้นๆ ก็ยิ่งใหญ่โตทีเดียว ฯ

    เอวํ ยํ ยํ ปจติ, โส โส มหนฺตมหนฺโตว โหติ.

    (อ.เศรษฐี) ย่อมทอด ซึ่งขนมใด ๆ อย่างนี้, (อ.ขนม) นั้น ๆ เป็นขนมทั้งใหญ่ทั้งใหญ่เทียว ย่อมเป็น ฯ

    เศรษฐีทอดขนมชิ้นใด ๆ ด้วยอาการอย่างนั้น, ขนมชิ้นนั้น ๆ ก็ยิ่งใหญ่โตทีเดียว.

  16. ๑๖

    เขาเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ เธอจงให้ขนมแก่สมณะนี้ชิ้นหนึ่งเถอะ ฯ

    โส นิพฺพินฺโน ภริยํ อาห “ภทฺเท อิมสฺส เอกํ ปูวํ เทหีติ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น เบื่อหน่ายแล้ว กล่าวแล้ว กะภรรยา ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.เธอ จงให้ ซึ่งขนม ชิ้นหนึ่ง (แก่สมณะ) นี้ ดังนี้ ฯ

    เขาเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ เธอจงให้ขนมแก่สมณะนี้ชิ้นหนึ่งเถอะ."

  17. ๑๗

    เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกระเช้า ขนมทั้งหมดก็ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน ฯ

    ตสฺสา ปจฺฉิโต เอกํ คณฺหนฺติยา, สพฺเพ เอกาพทฺธา อลฺลิยึสุ.

    (เมื่อภรรยา) นั้น ถือเอาอยู่ ซึ่งขนมชิ้นหนึ่ง จากกระเช้า, อ.ขนม ท. ทั้งปวง เนื่องเป็นอันเดียวกันแล้ว ติดกันแล้ว ฯ

    เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกระเช้า, ขนมทั้งหมดก็ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน.

  18. ๑๘

    นางจึงกล่าวกะเศรษฐีว่า นาย ขนมทั้งหมดติดเนื่องเป็นอันเดียวกันเสียแล้ว ดิฉันไม่สามารถทำให้แยกกันได้ ฯ

    สา เสฏฺฐึ อาห “สามิ สพฺเพ ปูวา เอกาพทฺธา, วิสุํ กาตุํ น สกฺโกมีติ.

    (อ.ภรรยา) นั้น กล่าวแล้ว กะเศรษฐี ว่า ข้าแต่นาย อ.ขนม ท. ทั้งปวง เป็นของเนื่องเป็นอันเดียวกันแล้ว (ย่อมเป็น), อ.ดิฉัน ย่อมไม่อาจ เพื่ออันกระทำ แยกกัน ดังนี้ ฯ

    นางจึงกล่าวกะเศรษฐีว่า "นาย ขนมทั้งหมดติดเนื่องเป็นอันเดียวกันเสียแล้ว, ดิฉันไม่สามารถทำให้แยกกันได้."

  19. ๑๙

    แม้เขากล่าวว่า ฉันจักทำเอง แล้วก็ไม่อาจทำได้ ฯ

    “อหํ กริสฺสามีติ โสปิ กาตุํ นาสกฺขิ.

    (อ.เศรษฐี) แม้นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา จักกระทำ ดังนี้ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันกระทำ ฯ

    แม้เขากล่าวว่า "ฉันจักทำเอง," แล้วก็ไม่อาจทำได้.

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าโกสิยะผู้มีความตระหนี่

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๓๔–๓๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    คนแม้ทั้ง ๒ ช่วยกันจับที่ริม แม้ดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจให้แยกออกจากกันได้เลย ฯ

    อุโภปิ ชนา โกฏิยํ คเหตฺวา กฑฺฒนฺตาปิ วิโยเชตุํ นาสกฺขึสุเอว.

    อ.ชน ท. แม้ทั้งสอง แม้จับแล้วที่ปลายคร่ามาอยู่ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันประกอบต่างกัน นั่นเทียว ฯ

    ถึงทั้ง ๒ คน จับที่ริม (แผ่นขนม) แม้ดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจให้แยกออกจากกันได้เลย.

  2. ๒

    ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้นพยายามอยู่นั่นเองกับขนมทั้งหลาย เหงื่อก็ไหลออกจากสรีระ ความหิวกระหายก็หายไป ฯ

    อถสฺส ปูเวหิ สทฺธึ วายมนฺตสฺเสว สรีรโต เสทา มุจฺจึสุ, ปิปาสา อุปจฺฉิชฺชิ.

    ครั้งนั้น (เมื่อเศรษฐี) นั้น พยายามอยู่ กับ ด้วยขนม ท. นั่นเทียว อ.เหงื่อ ท. ไหลออกแล้ว จากสรีระ, อ.ความกระหาย เข้าไปขาดแล้ว ฯ

    ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้นปล้ำอยู่กับขนม (เพื่อจะให้แยกกัน), เหงื่อก็ไหลออกจากสรีระแล้ว, ความหิวกระหายก็หายไป.

  3. ๓

    ลำดับนั้น เขากล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ ฉันไม่มีความต้องการขนมแล้ว เธอจงให้แก่สมณะเถิด ฯ

    ตโต ภริยํ อาห “ภทฺเท น เม ปูเวหิ อตฺโถ, สมณสฺส เทหีติ.

    ในลำดับนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว กะภรรยา ว่า แน่ะนาง ผู้เจริญ อ.ความต้องการ ด้วยขนม ท. (มีอยู่) แก่เรา หามิได้, อ.เธอ จงให้ แก่สมณะ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เขากล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ ฉันไม่มีความต้องการขนมแล้ว, เธอจงให้แก่สมณะเกิด"

  4. ๔

    นางฉวยกระเช้าแล้วเข้าไปหาพระเถระฯ

    สา ปจฺฉึ อาทาย เถรํ อุปสงฺกมิ.

    (อ.ภรรยา) นั้น ถือเอาแล้ว ซึ่งกระเช้า เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระ ฯ

    นางฉวยกระเช้าแล้วเข้าไปหาพระเถระ.

  5. ๕

    พระเถระแสดงธรรมแก่คนแม้ทั้ง ๒ กล่าวคุณพระรัตนตรัย แสดงผลทานที่บุคคลให้แล้วเป็นต้น ให้เป็นดังพระจันทร์ในพื้นท้องฟ้าว่า ทานที่บุคคลให้แล้ว ย่อมมีผล ยัญที่บุคคลบูชาแล้ว ย่อมมีผล ฯ

    เถโร อุภินฺนํปิ ธมฺมํ เทเสสิ, ติณฺณํ รตนานํ คุณํ กเถสิ, “อตฺถิ ทินฺนํ, อตฺถิ ยิฏฺฐนฺติ ทินฺนทานาทีนํ ผลํ คคณตเล จนฺทํ วิย ทสฺเสสิ.

    อ.พระเถระ แสดงแล้ว ซึ่งธรรม (แก่เมียและผัว ท.) แม้ทั้งสอง, กล่าวแล้ว ซึ่งคุณ แห่งรัตนะ ท. ๓, แสดงแล้ว ซึ่งผล (แห่งกุศล ท.) มีทานอันบุคคลถวายแล้วเป็นต้น ว่า (อ.ทาน) อันบุคคลให้แล้ว มีอยู่, อ.ยัญอันบุคคลบูชาแล้ว มีอยู่ ดังนี้เป็นต้น (กระทำ) ให้เป็นราวกะว่า พระจันทร์ ในพื้นแห่งท้องฟ้า ฯ

    พระเถระแสดงธรรมแก่คนแม้ทั้ง ๒, กล่าวคุณพระรัตนตรัย, แสดงผลทานที่บุคคลให้แล้วเป็นอาทิ ให้เป็นดังพระจันทร์ในพื้นท้องฟ้าว่า "ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล, ยัญที่บุคคลบูชาแล้ว ย่อมมีผล."

  6. ๖

    เศรษฐีครั้นฟังธรรมนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงมานั่งฉันบนบัลลังก์นี้เถิด ฯ

    ตํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต เสฏฺฐี “ภนฺเต อาคนฺตฺวา อิมสฺมึ ปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา ปริภุญฺชถาติ อาห.

    อ.เศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. มาแล้ว ขอจงนั่ง ฉัน บนบัลลังก์นี้เถิด ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีฟังธรรมนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านจงมานั่งฉันบนบัลลังก์นี้เถิด."

  7. ๗

    พระเถระกล่าวว่า มหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ด้วยตั้งพระหฤทัยว่า จักเสวยขนม เมื่อท่านมีความชอบใจ เศรษฐี ท่านจงให้ภรรยาถือเอาขนมและวัตถุอื่นมีน้ำนมเป็นต้น พวกเราจักไปสู่สำนักพระศาสดา ฯ

    เถโร “มหาเสฏฺฐิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ `ปูเว ขาทิสฺสามีติ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ วิหาเร นิสินฺโน; ตุมฺหากํ รุจิยา สติ, เสฏฺฐิ ภริยํ ปูเว จ ขีราทีนิ จ คณฺหาเปถ, สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ อาห.

    อ.พระเถระ กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับนั่งแล้ว ในวิหาร กับ ด้วยร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ (ด้วยทรงดำริ) ว่า อ.เรา จักเคี้ยวกิน ซึ่งขนม ท. ดังนี้; ครั้นเมื่อความชอบใจ แห่งท่าน ท. มีอยู่, ดูก่อนเศรษฐี อ.ท่าน ท. ยังภรรยา จงให้ถือเอา ซึ่งขนม ท. ด้วย (ซึ่งวัตถุ ท.) มีน้ำนมเป็นต้นด้วย, อ.เรา ท. จักไป สู่สำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    พระเถระกล่าวว่า "มหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ด้วยตั้งพระหฤทัยว่า "จักเสวยขนม, เมื่อท่านมีความชอบใจ, เศรษฐี ท่านจงให้ภรรยาถือเอาขนมและวัตถุอื่นมีน้ำนมเป็นต้น, พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา."

  8. ๘

    เศรษฐีกราบเรียนถามว่า ก็บัดนี้ พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ไหนเล่าขอรับ ฯ

    “กหํ ปน ภนฺเต เอตรหิ สตฺถาติ.

    (อ.เศรษฐี ถามแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ.พระศาสดา (ย่อมประทับอยู่) ในที่ไหน ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ก็บัดนี้ พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ไหนเล่า ? ขอรับ.

  9. ๙

    พระเถระตอบว่า ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ในที่สุดแห่งที่ ๔๕ โยชน์จากที่นี้ เศรษฐี ฯ

    “อิโต ปญฺจจตฺตาฬีสโยชนมตฺถเก เชตวนวิหาเร เสฏฺฐีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนเศรษฐี (อ.พระศาสดา ย่อมประทับอยู่) ในพระวิหารชื่อว่าเชตวัน ในที่สุดแห่งโยชน์ ๔๕ แต่ที่นี้ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ในที่สุดแห่งที่ ๔๕โยชน์จากที่นี้ เศรษฐี.

  10. ๑๐

    เศรษฐีถามว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราจักไปสิ้นหนทางไกลมีประมาณเท่านี้ จักไม่ล่วงเลยเวลาอย่างไร ฯ

    “ภนฺเต กาลํ อนติกฺกมิตฺวา เอตฺตกํ อทฺธานํ กถํ คมิสฺสามาติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.เรา ท. จักไป สู่ทางไกล มีประมาณเท่านี้ ไม่ก้าวล่วง ซึ่งกาล อย่างไร ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ พวกเราจักไปสิ้นหนทางไกลมีประมาณเท่านี้ จะไม่ล่วงเลยเวลาอย่างไร ?

  11. ๑๑

    พระเถระตอบว่า มหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความชอบใจ เราจักนำพวกท่านไปด้วยกำลังของตน หัวบันไดที่ปราสาทของพวกท่าน จักมีในที่ของตนนี้เอง แต่เชิงบันไดจักมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน เราจักนำไปสู่พระเชตวันโดยกาลชั่วเวลาลงจากปราสาทชั้นบนไปยังชั้นล่างเท่านั้น ฯ

    “มหาเสฏฺฐิ ตุมฺหากํ รุจิยา สติ, อหํ โว อตฺตโน พเลน เนสฺสามิ; ตุมฺหากํ ปาสาเท โสปาณสีสํ อตฺตโน ฐาเน เอว ภวิสฺสติ, โสปาณปริโยสานํ ปน เชตวนทฺวารโกฏฺฐเก ภวิสฺสติ, อุปริปาสาทา เหฏฺฐาโอตรณกาลมตฺเตเนว เชตวนํ เนสฺสามีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ครั้นเมื่อ ความชอบใจ แห่งท่าน ท. มีอยู่, อ.เรา จักนำไป ซึ่งท่าน ท. ด้วยกำลัง ของตน ; อ.หัวแห่งบันได ในปราสาท ของท่าน ท. จักมี ในที่ ของตนนั่นเทียว, แต่ว่า อ.ที่สุดลงรอบแห่งบันได จักมีที่ซุ้มแห่งประตูของพระเชตวัน, อ.เรา จักนำไป สู่พระเชตวัน (โดยกาล) สักว่ากาลเป็นที่ข้ามลงในภายใต้ จากเบื้องบนแห่งปราสาท นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. มหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความชอบใจ, เราจักนำท่านทั้ง ๒ ไปด้วยกำลังของตน: หัวบันไดปราสาทของท่านจักมีในที่ของตนนี่เอง, แต่เชิงบันไดจักมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน, เราจักนำไปสู่พระเชตวันโดยกาลชั่วเวลาลงจากปราสาทชั้นบนไปยังชั้นล่าง.

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าโกสิยะผู้มีความตระหนี่

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในเวลาเย็นวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม นั่งกล่าวคุณกถาของพระเถระว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูอานุภาพของพระมหาโมคคัลลานะเถิด ท่านชื่อว่าไม่ กระทบกระทั่งศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะทั้งหลาย ฝึกเศรษฐีผู้มีความตระหนี่โดยครู่เดียว กระทำให้หมดพยศแล้ว ให้ถือเอาขนมนำมาสู่พระเชตวัน กระทำไว้ตรงพระพักตร์พระศาสดาแล้วให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล น่าอัศจรรย์ พระเถระมีอานุภาพมาก ๆ

    ปุนทิวเส สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตา ภิกฺขู “ปสฺสถาวุโส มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรสฺส อานุภาวํ, อนุปหจฺจ นาม สทฺธํ อนุปหจฺจ โภเค มจฺฉริเสฏฺฐึ มุหุตฺเตน ทมิตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ปูเว คาหาเปตฺวา เชตวนํ อาเนตฺวา สตฺถุ สมฺมุขํ กตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาเปสิ, อโห มหานุภาโว เถโรติ เถรสฺส คุณกถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ.

    ในวันรุ่งขึ้น อ.ภิกษุ ท. ผู้ประชุมกันแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน นั่งกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งกถาอันแสดงซึ่งคุณ ของพระเถระว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ท่าน ท.จงดู ซึ่งอานุภาพ ของพระเถระชื่อว่า มหาโมคคัลลานะ, (อ.พระเถระ) ชื่อว่า ไม่เข้าไปกระทบแล้ว ซึ่งศรัทธา ไม่เข้าไปกระทบแล้ว ซึ่งโภคะ ท. ฝึกแล้ว ซึ่งเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ โดยกาลครู่หนึ่ง กระทำแล้ว ให้เป็นผู้มีความเสพผิดออกแล้ว (ยังเศรษฐี) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งขนม ท. นำมาแล้ว สู่พระเชตวัน กระทำแล้ว ให้เป็นผู้มีหน้าพร้อม ต่อพระศาสดา (ยังเมียและผัว ท.) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล, โอ ! พระเถระ เป็นผู้มีอานุภาพมาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ในเวลาเย็นวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม นั่งกล่าวคุณกถาของพระเถระว่า "ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูอานุภาพของพระมหาโมคคัลลานะ, ท่านชื่อว่าไม่กระทบกระทั่งศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ทรมานเศรษฐีผู้มีความตระหนี่โดยครู่เดียว กระทำให้หมดพยศแล้ว ให้ถือเขาขนมนำมาสู่พระเชตวันกระทำไว้ตรงพระพักตร์พระศาสดาแล้ว ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล น่าอัศจรรย์ พระเถระมีอานุภาพมาก (จริง)."

  2. ๒

    พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของพวกภิกษุ ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอแล เมื่อพวกภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้ จึงตรัสสรรเสริญพระเถระว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุผู้ฝึกสกุล ไม่ควรกระทบ กระทั่งศรัทธา ไม่ควรกระทบกระทั่งโภคะทั้งหลาย ไม่ให้สกุลชอกช้ำ ไม่เบียดเบียน เป็นดุจแมลงภู่คาบเอาละอองจากดอกไม้ฉะนั้น เข้าไปหาสกุลแล้ว ควรให้รู้พุทธคุณ โมคคัลลานะบุตรของเราก็เป็นเช่นนั้น ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา ทิพฺพาย โสตธาตุยา ภิกฺขูนํ กถํ สุตฺวา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ วุตฺเต, “ภิกฺขเว กุลทมเกน นาม ภิกฺขุนา อนุปหจฺจ สทฺธํ อนุปหจฺจ โภเค กุลํ อกิลเมตฺวา อวิเหเฐตฺวา ปุปฺผโต เรณุํ คณฺหนฺเตน ภมเรน วิย อุปสงฺกมิตฺวา พุทฺธคุณํ ชานาเปตพฺพํ, ตาทิโส มม ปุตฺโต โมคฺคลฺลาโนติ เถรํ ปสํสิตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของภิกษุ ท. ด้วยพระโสตธาตุ อันเป็นทิพย์ เสด็จมาแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว อะไร หนอ ย่อมมี ในกาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว) ชื่อ นี้ (ย่อมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, ทรงสรรเสริญแล้ว ซึ่งพระเถระ ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.พระพุทธคุณ อันภิกษุ ชื่อว่า ผู้ฝึกซึ่งตระกูล ไม่เข้าไปกระทบแล้ว ซึ่งศรัทธา ไม่เข้าไปกระทบแล้ว ซึ่งโภคะ ท. ยังตระกูล ไม่ให้ลำบากแล้ว (ยังตระกูล) ไม่ให้ชอกช้ำแล้ว เป็นราวกะว่า ภมร ตัวคาบเอาอยู่ ซึ่งละออง จากดอกไม้ (เป็น) เข้าไปหาแล้ว พึงให้รู้, อ.โมคคัลลานะ ผู้เป็นบุตร ของเรา เป็นผู้เช่นนั้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำ ของพวกภิกษุด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ เสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมด้วยเรื่องอะไรกันหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสสรรเสริญพระเถระว่า "ภิกษุทั้งหลายธรรมดาอันภิกษุผู้ทรมานสกุล ไม่กระทบกระทั่งศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ไม่ให้สกุลชอกช้ำ ไม่เบียดเบียน (สกุล) เป็นดุจแมลงภู่เคล้าเอาละอองจากดอกไม้ เข้าไปหา (สกุล) แล้ว ควรให้รู้พุทธคุณ, โมคคัลลานะ บุตรของเราก็เป็นเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  3. ๓

    มุนีพึงเที่ยวไปในหมู่บ้าน เหมือนแมลงภู่ ไม่ทำดอกไม้
    สีและกลิ่นให้ชอกช้ำ เก็บเอารสแล้วบินไป ฉะนั้น ฯ

    “ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ วณฺณคนฺธํ อเหฐยํ ปเลติ รสมาทาย; เอวํ คาเม มุนี จเรติ.

    อ.ภมร ยังดอกไม้ ยังสีและกลิ่น ไม่ให้ชอกช้ำอยู่ คาบเอาแล้ว ซึ่งรส ย่อมบินไป แม้ฉันใด; อ.มุนี พึงเที่ยวไป ในบ้าน ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    "มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน เหมือนแมลงภู่ไม่ยัง ดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ ถือเอา (แต่) รสแล้วบินไป ฉะนั้น."

ภาค ๓ อาชีวกชื่อว่าปาฏิกะ

ภาค ๓ อาชีวกชื่อว่าปาฏิกะ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๑ หน้า ๓๙–๔๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ธรรมดาว่าสิ่งที่จะพึงทำ (เนื่อง) ด้วยผู้แสดงหนทาง ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะว่าหนทางทั้งหมดแจ่มแจ้งแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้วว่า หนทางนี้ไปนรก หนทางนี้ไปกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หนทางนี้ไปเปรตวิสัย หนทางนี้ไปมนุษย์โลก หนทางนี้ไปเทวโลก หนทางนี้ไปอมตมหานิพพาน ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงยังหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวที่โคนต้นโพธิ์นั่นแล ในหนทางแห่งสถานที่ทั้งหลายมีหมู่บ้านและนิคมเป็นต้น จึงไม่มีถ้อยคำที่จะต้องพูดถึงเลย เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปยังประตูเรือนของอุบาสิกาแต่เช้าตรู่ ฯ

    พุทฺธานญฺจ มคฺคเทสเกน กิจฺจํ นาม นตฺถิ; โพธิมูเล ทสสหสฺสีโลกธาตุํ กมฺเปตฺวา สมฺโพธึ ปตฺตทิวเสเยว หิ เนสํ “อยํ มคฺโค นิรยํ คจฺฉติ, อยํ ติรจฺฉานโยนึ, อยํ เปตฺติวิสยํ, อยํ มนุสฺสโลกํ, อยํ เทวโลกํ, อยํ อมตมหานิพฺพานนฺติ สพฺเพ มคฺคา อาวิภูตา, คามนิคมาทีนํ มคฺเค วตฺตพฺพเมว นตฺถิ; ตสฺมา สตฺถา ปาโตว ปตฺตจีวรมาทาย มหาอุปาสิกาย เคหทฺวารํ คโต.

    ก็ ชื่อ อ.กิจ ด้วยบุคคลผู้แสดงซึ่งหนทาง ย่อมไม่มี แก่พระพุทธเจ้า ท.; เพราะว่า ในวัน (แห่งพระพุทธเจ้า ท.) ทรงยังโลกธาตุหมื่นหนึ่งให้หวั่นไหวแล้วทรงบรรลุแล้ว ซึ่งพระญาณเป็นเหตุตรัสรู้พร้อม ณ โคนแห่งต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ นั่นเทียว อ.หนทาง ท. ทั้งปวง ว่า อ.หนทางนี้ ย่อมไป สู่นรก, (อ.หนทาง) นี้ (ย่อมไป) สู่กำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน, (อ.หนทาง) นี้ (ย่อมไป) สู่เปรตวิสัย, (อ.หนทาง) นี้ (ย่อมไป) สู่มนุษยโลก, (อ.หนทาง) นี้ (ย่อมไป) สู่เทวโลก, (อ.หนทาง) นี้ (ย่อมไป) สู่อมตมหานิพพาน ดังนี้ เป็นแจ้งยิ่งแล้ว แก่พระพุทธเจ้า ท. เหล่านั้น, (อ.คำ อันบุคคล) พึงกล่าว ในหนทาง (แห่งประเทศ ท.) มีบ้านและนิคมเป็นต้น นั่นเทียว ย่อมไม่มี; เพราะเหตุนั้น อ.พระศาสดา ทรงถือเอา ซึ่งบาตรและจีวร เสด็จไปแล้ว สู่ประตูแห่งเรือน ของมหาอุบาสิกา ในเวลาเช้าเทียว ฯ

    อนึ่ง ชื่อว่ากิจ (เนื่อง) ด้วยผู้แสดงทาง ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย : เพราะหนทางทั้งหมด แจ่มแจ้งแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้วว่า "ทางนี้ไปนรก, นี้ไปกำเนิดดิรัจฉาน, นี้ไปเปตวิสัย, นี้ไปมนุษยโลก, นี้ไปเทวโลก, นี้ไปอมตนิพพาน" ในวันที่ทรงยังหมื่นแห่งโลกธาตุให้หวั่นไหว แล้วบรรลุสัมโพธิที่โคนต้นโพธินั่นแล. จึงไม่มีคำที่ควรกล่าวในหนทางแห่งสถานที่ต่าง ๆ มีคามและนิคมเป็นต้นเลย เพราะฉะนั้น พระศาสดา ทรงถือบาตรและจีวรแล้ว จึงเสด็จไปสู่ประตูเรือนของมหาอุบาสิกาแต่เช้าตรู่.

  2. ๒

    อุบาสิกานั้น ออกมาจากเรือน ถวายบังคมพระบรมศาสดา ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ อัญเชิญให้เสด็จเข้าไปภายในเรือน ให้ประทับนั่ง ณ อาสนะแล้ว ถวายน้ำทักษิณา อังคาสด้วยของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตแล้ว ฯ

    สา เคหา นิกฺขมิตฺวา สตฺถารํ ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา อนฺโตฆเร ปเวเสตฺวา อาสเน นิสีทาเปตฺวา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวิสิ.

    (อ.อุบาสิกา) นั้น ออกแล้ว จากเรือน ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ ๕ (ยังพระศาสดา) ให้เสด็จเข้าไปแล้ว ในภายในแห่งเรือน (ยังพระศาสดา) ให้ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ ถวายแล้ว ซึ่งน้ำเพื่อทักษิณา อังคาสแล้ว ด้วยของอันบุคคลพึงเคี้ยว ด้วยของอันบุคคลพึงบริโภค อันประณีต ฯ

    นางออกมาจากเรือน ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ อัญเชิญให้เสด็จเข้าไปภายในเรือน ให้ประทับนั่งเหนืออาสนะแล้วถวายทักษิโณทก อังคาสด้วยขาทนียะ (และ) โภชนียะอันประณีต.

  3. ๓

    อุบาสิกาประสงค์จะให้พระบรมศาสดา ผู้ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้วทรงทำอนุโมทนา จึงรับบาตรไว้แล้ว ฯ

    อุปาสิกา กตภตฺตกิจฺจสฺส สตฺถุโน อนุโมทนํ กาเรตุกามา ปตฺตํ คณฺหิ.

    อ.อุบาสิกา เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน ยังพระศาสดา ผู้มีกิจด้วยภัตร อันทรงกระทำแล้ว ให้ทรงกระทำ ซึ่งการอนุโมทนา (เป็น) รับแล้ว ซึ่งบาตร ฯ

    อุบาสิกาประสงค์จะให้พระศาสดาผู้ทรงภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาจึงรับบาตรแล้ว.

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ทรงเริ่มธรรมกถาอนุโมทนา ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแล้ว ฯ

    สตฺถา มธุรสฺสเรน อนุโมทนธมฺมกถํ อารภิ.

    อ.พระศาสดา ทรงปรารภแล้ว ซึ่งธรรมกถาเป็นเครื่องอนุโมทนา ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ฯ

    พระศาสดา ทรงเริ่มธรรมกถาสำหรับอนุโมทนา ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ.

  5. ๕

    อุบาสิกาฟังธรรมพลางให้สาธุการว่า สาธุ สาธุ ดังนี้ ฯ

    อุปาสิกา “สาธุ สาธูติ สาธุการํ ททมานา ธมฺมํ สุณิ.

    อ.อุบาสิกา ให้อยู่ ซึ่งสาธุการ ว่า อ.ดีละ ๆ ดังนี้ ฟังแล้ว ซึ่งธรรม ฯ

    อุบาสิกา ฟังธรรมพลางให้สาธุการว่า "สาธุ สาธุ."

  6. ๖

    อาชีวกนั่งอยู่ในห้องข้างหลังนั่นเอง ได้ยินเสียงอุบาสิกานั้นฟังธรรมให้สาธุการอยู่แล้ว ไม่อาจอดทนอยู่ได้ จึงออกไปด้วยคิดว่า บัดนี้แหละ นางไม่เป็นของเราเสียแล้ว ดังนี้แล้วจึงด่าอุบาสิกาและพระบรมศาสดาโดยประการต่าง ๆ ว่า อีกาฬกัณณี มึงเป็นคนฉิบหายเสียแล้ว มึงจงทำสักการะนี้แก่สมณะนั่นเถิด ฯ

    อาชีวโก ปจฺฉาคพฺเภ นิสินฺโนว ตสฺสา สาธุการํ ทตฺวา ธมฺมํ สุณนฺติยา สทฺทํ สุตฺวา สนฺธาเรตุํ นาสกฺขิ, “น อิทาเนว สา มยฺหนฺติ นิกฺขมิตฺวา “นฏฺฐาสิ กาฬกณฺณิ, เอตสฺส เอตํ สกฺการํ กโรหีติ นานปฺปกาเรน อุปาสิกญฺจ สตฺถารญฺจ อกฺโกสนฺโต ปลายิ.

    อ.อาชีวก นั่งแล้ว ในภายหลังแห่งห้อง เทียว ฟังแล้ว ซึ่งเสียง (ของอุบาสิกา) นั้น ผู้ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ ฟังอยู่ ซึ่งธรรม ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันทรงไว้พร้อม, ออกไปแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.หญิง) นั้น (ย่อมมี) แก่เรา ในกาลนี้นั่นเทียว หามิได้ ดังนี้ ด่าอยู่ ซึ่งอุบาสิกาด้วย ซึ่งพระศาสดาด้วย โดยประการต่าง ๆ ว่า แน่ะหญิงกาฬกัณณี อ.เจ้า เป็นผู้ฉิบหายแล้ว ย่อมเป็น อ.เจ้า จงกระทำ ซึ่งสักการะ นั่น (แก่สมณะ) นั่น เถิด ดังนี้ หนีไปแล้ว ฯ

    อาชีวกนั่งอยู่ห้องหลังนั่นแล ได้ยินเสียนางให้สาธุการแล้ว ฟังธรรมอยู่ ไม่อาจจะอดรนทนอยู่ได้ จึงออกไป ด้วยคิดว่า "ที่นี้แหละ นางไม่เป็นของเราละ" ดังนี้แล้ว ด่าอุบาสิกาและพระศาสดาโดยประการต่าง ๆ ว่า "อีกาฬกัณณี มึงเป็นคนฉิบหาย, มึงจงทำสักการะนี้แก่สมณะนั่นเถิด" ดังนี้เป็นต้น หนีไปแล้ว.

  7. ๗

    อุบาสิกาละอายแล้ว เพราะถ้อยคำของอาชีวกนั้น จึงไม่อาจจะส่งจิตที่ถึงความฟุ้งซ่านไปตามกระแสเทศนาได้ ฯ

    อุปาสิกา ตสฺส กถาย ลชฺชิตา อญฺญถตฺตํ คตํ จิตฺตํ เทสนานุสาเรน เปเสตุํ นาสกฺขิ.

    อ.อุบาสิกา ละอายแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของอาชีวก) นั้น ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันส่งไป ซึ่งจิต อันถึงแล้ว ซึ่งความเป็นโดยประการอื่น ตามแนวแห่งเทศนา ฯ

    อุบาสิกา ละอาย เพราะถ้อยคำของอาชีวกนั้น ไม่อาจจะส่งจิตซึ่งถึงความฟุ้งซ่าน ไปตามกระแสแห่งเทศนาได้.

ภาค ๓ อุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ

ภาค ๓ อุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๔๑–๔๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า ในกรุงสาวัตถี ยังมีอุบาสก(คนหนึ่ง) ชื่อว่า ฉัตตปาณิ เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก เป็นอนาคามี ฯ

    ๗. ฉตฺตปาณิอุปาสกวตฺถุ. “ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต ฉตฺตปาณิอุปาสกํ อารพฺภ กเถสิ. สาวตฺถิยํ หิ ฉตฺตปาณิ นาม อุปาสโก ติปิฏกธโร อนาคามี.

    ๗.อ.เรื่องแห่งอุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ทรงปรารภ ซึ่งอุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ ตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ ดังนี้เป็นต้น ฯ ดังจะกล่าวโดยพิสดาร อ.อุบาสก ชื่อว่า ฉัตตปาณิ ในเมือง ชื่อว่าสาวัตถี เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งปิฎกสาม เป็นพระอนาคามี (ได้เป็นแล้ว) ฯ

    ๗. เรื่องฉัตตปาณิอุบาสก* [๓๙] พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภฉัตตปาณิอุบาสก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ" เป็นต้น. ความพิสดารว่า ในกรุงสาวัตถี ยังมีอุบาสก (คนหนึ่ง) ชื่อฉัตตปาณิ เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก เป็นอนาคามี.

  2. ๒

    เขา เป็นผู้รักษาอุโบสถ แต่เช้าตรู่ ได้ไปยังสถานที่บำรุงพระบรมศาสดา ฯ

    โส ปาโตว อุโปสถิโก หุตฺวา สตฺถุ อุปฏฺฐานํ อคมาสิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็น ได้ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่บำรุง ซึ่งพระศาสดา ในเวลาเช้าเทียว ฯ

    อุบาสกนั้น เป็นผู้รักษาอุโบสถ แต่เช้าตรู่ ได้ไปยังที่บำรุงของพระศาสดา.

  3. ๓

    จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า อุโบสถกรรม หามีแก่อริยสาวกผู้เป็นอนาคามีทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการสมาทานไม่ ฯ

    อนาคามิอริยสาวกานํ หิ สมาทานวเสน อุโปสถกมฺมํ นาม นตฺถิ.

    จริงอยู่ ชื่อ อ.อุโบสถกรรม ด้วยอำนาจแห่งการสมาทาน ย่อมไม่มี แก่พระอริยสาวกผู้อนาคามี ท. ฯ

    จริงอยู่ ชื่อว่า อุโบสถกรรม หามีแก่อริยสาวกผู้เป็นอนาคามีทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการสมาทานไม่

  4. ๔

    พรหมจรรย์และการบริโภคภัตครั้งเดียวของอริยสาวกผู้เป็นอนาคามีเหล่านั้น มาแล้ว โดยมรรคนั้นแหละ ฯ

    มคฺเคเนว เตสํ พฺรหฺมจริยญฺจ เอกภตฺติกญฺจ อาคตํ.

    อ.พรหมจรรย์ด้วย อ.ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีภัตรหนเดียว ด้วย มาแล้ว (แก่พระอริยสาวกผู้อนาคามี ท.) เหล่านั้น โดยมรรค นั่นเทียว ฯ

    พรหมจรรย์และการบริโภคภัตครั้งเดียว ของอริยสาวกผู้เป็นอนาคามีเหล่านั่น มาแล้วโดยมรรคนั่นแหละ

  5. ๕

    เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า มหาบพิตร นายช่างหม้อ ชื่อว่าฆฏิการแล เป็นผู้บริโภคภัตครั้งเดียว มีปกติประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม ฯ

    เตเนวาห “ฆฏิกาโร โข มหาราช กุมฺภกาโร เอกภตฺติโก พฺรหฺมจารี สีลวา กลฺยาณธมฺโมติ.

    เพราะเหตุนั้นนั่นเทียว (อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งหม้อ ชื่อว่าฆฏิการ แล เป็นผู้มีภัตรหนเดียว เป็นผู้ประพฤติซึ่งธรรมอันประเสริฐโดยปกติ เป็นผู้มีศีล เป็นผู้มีธรรมอันงาม (ย่อมเป็น) ดังนี้เป็นต้น ฯ

    เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "มหาบพิตร นางช่างหม้อชื่อฆฏิการและ เป็นผู้บริโภคภัตครั้งเดียว มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์มีศีล มีกัลยาณธรรม."

  6. ๖

    โดยปกติทีเดียว ท่านอนาคามีทั้งหลาย เป็นผู้บริโภคภัตครั้งเดียว และมีปกติประพฤติพรหมจรรย์อย่างนั้น ฯ

    เอวํ อนาคามิโน ปกติยาว เอกภตฺติกา จ พฺรหฺมจาริโน จ โหนฺติ.

    อ.พระอนาคามี ท. เป็นผู้มีภัตรหนเดียว ด้วย เป็นผู้ประพฤติซึ่งธรรมอันประเสริฐโดยปกติ ด้วย ย่อมเป็น โดยปกติเทียว อย่างนี้ ฯ

    โดยปรกติทีเดียว ท่านอนาคามีทั้งหลาย เป็นผู้บริโภคภัตครั้งเดียว และมีปรกติประพฤติพรหมจรรย์อย่างนั้น.

  7. ๗

    อุบาสกแม้นั้น ก็เป็นผู้รักษาอุโบสถอย่างนั้นเหมือนกัน เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งฟังธรรมกถา ฯ

    โสปิ ตเถว อุโปสถิโก หุตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ธมฺมกถํ สุณนฺโต นิสีทิ.

    (อ.อุบาสก) แม้นั้น เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็น อย่างนั้นนั่นเทียว เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ฟังอยู่แล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ฯ

    อุบาสกแม้มั้น ก็เป็นผู้รักษาอุโบสถอย่างนั้นเหมือนกัน เข้าไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่งฟังธรรมกถา.

  8. ๘

    ในสมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปสู่ที่บำรุงของพระบรมศาสดา ฯ

    ตสฺมึ สมเย ราชา ปเสนทิโกสโล สตฺถุ อุปฏฺฐานํ อคมาสิ.

    ในสมัย นั้น อ.พระราชา พระนามว่าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปแล้ว สู่ที่เป็นที่บำรุง ซึ่งพระศาสดา ฯ

    ในสมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปสู่ที่บำรุงของพระศาสดา.

  9. ๙

    อุบาสก เห็นพระพุทธองค์กำลังเสด็จมา จึงคิดว่า เราควรลุกขึ้นหรือไม่หนอ ดังนี้แล้ว ก็ไม่ลุกขึ้น ด้วยสำคัญว่า เรานั่งในสำนักพระราชาผู้เลิศ การที่เรานั้นเห็นเจ้าประเทศราชแล้วลุกขึ้นต้อนรับ ไม่ควร ก็แล เมื่อเราไม่ลุกขึ้น พระราชาจักกริ้ว เมื่อพระราชานั้น แม้กริ้วอยู่ เราก็จักไม่ลุกขึ้นต้อนรับละ ด้วยว่า เราเห็นพระราชาแล้วลุกขึ้น ก็ชื่อว่า เป็นอันทำความเคารพพระราชา ไม่ทำความเคารพพระบรมศาสดา เราจักไม่ลุกขึ้นละ ฯ

    อุปาสโก ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา “อุฏฺฐาตพฺพํ นุ โข, โนติ จินฺเตตฺวา “อหํ อคฺคราชสฺส สนฺติเก นิสินฺโน, ตสฺส เม ปเทสราชานํ ทิสฺวา อุฏฺฐาตุํ น ยุตฺตํ; ราชา โข ปน เม อนุฏฺฐหนฺตสฺส กุชฺฌิสฺสติ, เอตสฺมึ กุชฺฌนฺเตปิ, เนว อุฏฺฐหิสฺสามิ; ราชานํ ทิสฺวา อุฏฺฐหนฺเตน หิ ราชา ครุกโต โหติ, โน สตฺถา; เนว อุฏฺฐหิสฺสามีติ น อุฏฺฐหิ.

    อ.อุบาสก เห็นแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ผู้เสด็จมาอยู่ คิดแล้วว่า อันเราพึงลุกขึ้นหรือหนอแล หรือว่า อันเราพึงลุกขึ้น หามิได้ ดังนี้ ไม่ลุกขึ้นแล้ว ด้วยอันคิด ว่า อ.เรา นั่งแล้ว ในสำนัก ของพระราชา ผู้เลิศ, อ.อัน ๆ เรา นั้น เห็น ซึ่งพระราชาผู้เป็นใหญ่ในประเทศ แล้วจึงลุกขึ้น ไม่ควรแล้ว, อนึ่ง อ.พระราชา แล จักกริ้ว ต่อเรา ผู้ไม่ลุกขึ้นอยู่, ครั้นเมื่อ พระราชานั่น แม้กริ้วอยู่ อ.เรา จักไม่ลุกขึ้นนั่นเทียว, ด้วยว่า อ.พระราชา เป็นผู้อันเราผู้เห็นซึ่งพระราชา แล้วจึงลุกขึ้นอยู่ กระทำให้หนักแล้ว ย่อมเป็น, อ.พระศาสดา เป็นผู้อันเราผู้เห็น ซึ่งพระราชา แล้วจึงลุกขึ้นอยู่ กระทำให้หนักแล้ว ย่อมเป็น หามิได้ อ.เรา จักไม่ลุกขึ้นนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    อุบาสกเห็นพระองค์กำลังเสด็จมา จึงคิดว่า "เราควรลุกขึ้น หรือไม่หนอ ?" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ลุกขึ้น ด้วยสำคัญว่า "เรานั่งในสำนักของพระราชาผู้เลิศ, การที่เรานั้นเห็นเจ้าประเทศราช แล้วลุกขึ้นต้อนรับ ไม่ควร; ก็แล เมื่อเราไม่ลุกขึ้น พระราชาจักกริ้ว, เมื่อพระราชานั่นแม้กริ้วอยู่ เราก็จักไม่ลุกขึ้นต้องรับละ; ด้วยว่า เราเห็นพระราชาแล้ว ลุกขึ้น ก็ชื่อว่า เป็นอันทำความเคารพพระราชา, ไม่ทำความเคารพพระศาสดา; เราจักไม่ลุกขึ้นละ."

  10. ๑๐

    ก็ธรรมดาว่าคนฉลาด เห็นคนที่นั่งในสำนักของท่านที่ควรเคารพกว่า(ตน)แล้ว ไม่ลุกขึ้น(ต้อนรับ) จะไม่โกรธ ฯ

    ปณฺฑิตปุริสา จ นาม ครุตรานํ สนฺติเก นิสีทิตฺวา อนุฏฺฐหนฺตํ ทิสฺวา น กุชฺฌนฺติ.

    ก็ ชื่อ อ.บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ท. เห็นแล้ว (ซึ่งบุคคล) ผู้นั่งแล้ว ในสำนัก (ของชน ท.) ผู้เป็นที่เคารพกว่า ไม่ลุกขึ้นอยู่ ย่อมไม่โกรธ ฯ

    ก็ธรรมดาบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นคนที่นั่งในสำนักของท่านที่ควรเคารพกว่า (ตน) ไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ) ย่อมไม่โกรธ.

  11. ๑๑

    แต่พระราชาเห็นอุบาสกนั้นไม่ลุกขึ้น(ต้อนรับ) มีพระมนัสขัดเคือง ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ฯ

    ราชา ปน ตํ อนุฏฺฐหนฺตํ ทิสฺวา กุปิตมานโส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    แต่ว่า อ.พระราชา ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งอุบาสก) นั้น ผู้ไม่ลุกขึ้นอยู่ ผู้มีพระทัยอันกำเริบแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    แต่พระราชาเห็นอุบาสกนั้น ไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ) มีพระมนัสขุ่นเคืองถวายบังคมพระศาสดาแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

  12. ๑๒

    พระบรมศาสดา ทรงทราบความที่พระราชากริ้ว จึงตรัสคาถา
    พรรณคุณของอุบาสกว่า มหาบพิตร ฉัตตปาณิอุบาสกนี้ เป็นบัณฑิต มีธรรมอันตนเห็นแล้ว ทรงพระไตรปิฎก ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ฯ

    สตฺถา กุปิตภาวํ ญตฺวา “มหาราช อยํ ฉตฺตปาณิ อุปาสโก ปณฺฑิโต ทิฏฺฐธมฺโม ติปิฏกธโร อตฺถานตฺถกุสโลติ อุปาสกสฺส คุณกถํ กเถสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระราชา) เป็น ผู้กริ้วแล้ว ตรัสแล้ว ซึ่งกถาอันแสดงซึ่งคุณ ของอุบาสก ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.อุบาสก ชื่อว่าฉัตตปาณิ นี้ เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งปิฎก ๓ เป็นผู้ฉลาดในประโยชน์และสภาพมิใช่ประโยชน์ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงทราบความที่พระราชากริ้ว จึงตรัสกถาพรรณนาคุณของอุบาสกว่า "มหาบพิตร ฉัตตปาณิอุบาสกนี้ เป็นบัณฑิต มีธรรมเห็นแล้วทรงพระไตรปิฎก ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์."

  13. ๑๓

    เมื่อพระราชาทรงสดับคุณกถาของอุบาสกอยู่นั่นแล พระทัยก็อ่อนโยนลง ฯ

    รญฺโญ ตสฺส คุณกถํ สุณนฺตสฺเสว จิตฺตํ มุทุกํ ชาตํ. อเถกทิวสํ ราชา อุปริปาสาเท ฐิโต ฉตฺตปาณิอุปาสกํ กตภตฺตกิจฺจํ ฉตฺตมาทาย อุปาหนํ อารุยฺห ราชงฺคเณน คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปกฺโกสาเปสิ. โส ฉตฺตุปาหนา อปเนตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ.

    เมื่อพระราชา ทรงสดับอยู่ ซึ่งกถาอันแสดงซึ่งคุณ (ของอุบาสก) นั้น นั่นเทียว อ.พระทัย เป็นธรรมชาติอ่อน เกิดแล้ว ฯ ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระราชา ประทับยืนแล้ว ในเบื้องบนแห่งปราสาท ทรงเห็นแล้ว ซึ่งอุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ ผู้มีกิจด้วยภัตรอันกระทำแล้ว ผู้ถือเอาแล้ว ซึ่งร่ม ขึ้นแล้ว สู่รองเท้า ไปอยู่ โดยเนินของพระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ร้องเรียกแล้ว ฯ (อ.อุบาสก) นั้น นำไปปราศแล้ว ซึ่งร่มและรองเท้า ท. เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระราชา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    เมื่อพระราชาทรงสดับคุณกถาของอุบาสกอยู่นั่นแล พระหฤทัยก็อ่อน. ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนบนปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นฉัตตปาณิอุบาสกผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้ว กั้นร่ม สวมรองเท้า เดินไปทางพระลานหลวง จึงรับสั่งให้ราชบุรุษเรียกมา. อุบาสกนั้น หุบร่มและถอดรองเท้าออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง,

ภาค ๓ อุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๔๒–๔๓ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนบนปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นฉัตตปาณิอุบาสก ผู้รับประทานอาหารเสร็จแล้ว กั้นร่ม สวมรองเท้า เดินไปทางพระลานหลวง จึงรับสั่งให้เรียกเข้าเฝ้า ฯ

    อเถกทิวสํ ราชา อุปริปาสาเท ฐิโต ฉตฺตปาณิอุปาสกํ กตภตฺตกิจฺจํ ฉตฺตมาทาย อุปาหนํ อารุยฺห ราชงฺคเณน คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปกฺโกสาเปสิ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระราชา ประทับยืนแล้ว ในเบื้องบนแห่งปราสาท ทรงเห็นแล้ว ซึ่งอุบาสกชื่อว่าฉัตตปาณิ ผู้มีกิจด้วยภัตรอันกระทำแล้ว ผู้ถือเอาแล้ว ซึ่งร่ม ขึ้นแล้ว สู่รองเท้า ไปอยู่ โดยเนินของพระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ร้องเรียกแล้ว ฯ

    ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนบนปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นฉัตตปาณิอุบาสกผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้ว กั้นร่ม สวมรองเท้า เดินไปทางพระลานหลวง จึงรับสั่งให้ราชบุรุษเรียกมา.

  2. ๒

    อุบาสกนั้น จึงหุบร่มและถอดรองเท้าออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้ว จึงได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    โส ฉตฺตุปาหนา อปเนตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น นำไปปราศแล้ว ซึ่งร่มและรองเท้า ท. เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระราชา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    อุบาสกนั้น หุบร่มและถอดรองเท้าออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง,

  3. ๓

    ลำดับนั้น พระราชาจึงรับสั่งกะอุบาสกนั้นว่า อุบาสกผู้เจริญ ทำไม ท่านจึงหุบร่มและถอดรองเท้าออกเสียเล่า ฯ

    อถ นํ ราชา อาห “โภ อุปาสก กินฺเต ฉตฺตุปาหนํ อปนีตนฺติ.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ตรัสแล้ว (กะอุบาสก) นั้น ว่า ดูก่อนอุบาสกผู้เจริญ อ.ร่มและรองเท้า อันท่าน นำไปปราศแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระราชา ตรัสกะอุบาสก นั้นว่า "อุบาสกผู้เจริญ ทำไมท่านจึงหุบร่มและถอดรองเท้าออกเสียเล่า ?

  4. ๔

    อุบาสกทูลว่า เพราะข้าพระองค์ได้ฟังว่า พระราชารับสั่งหา จึงมาแล้ว ฯ

    “ราชา ปกฺโกสตีติ สุตฺวา อาคโตมฺหีติ.

    (อ.อุบาสก กราบทูลแล้ว) ว่า อ.ข้าพระองค์ ฟังแล้ว ว่า อ.พระราชา ย่อมทรงร้องเรียกหา ดังนี้ เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    อุบาสก. ข้าพระองค์ได้ฟังว่า 'พระราชารับสั่งหา' จึงมาแล้ว.

  5. ๕

    พระราชารับสั่งต่อว่า ความที่เราเป็นพระราชา คงจักเป็นสิ่งที่ท่านเพิ่งจะทราบในวันนี้ (กระมัง) ฯ

    “อชฺช อมฺหากํ ราชภาโว ตุมฺเหหิ ญาโต ภวิสฺสตีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า อ.ความที่ แห่งเรา ท. เป็นพระราชา เป็นสภาพ อันท่าน ท. รู้แล้ว ในวันนี้ จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ความที่เราเป็นพระราชา (ชะรอย) ท่านจักเพิ่มรู้ในวันนี้ (กระมัง ?).

  6. ๖

    อุบาสกทูลว่า ข้าพระองค์ทราบ(ดี) ถึงความที่พระองค์เป็นพระราชาแม้ทุกกาลเวลา ฯ

    “สทาปิ มยํ ตุมฺหากํ ราชภาวํ ชานามาติ.

    (อ.อุบาสก กราบทูลแล้ว) ว่า อ.ข้าพระองค์ ท. ย่อมรู้ ซึ่งความที่ แห่งพระองค์ ท. เป็นพระราชา แม้ในกาลทุกเมื่อ ดังนี้ ฯ

    อุบาสก. ข้าพระองค์ทราบความที่พระองค์เป็นพระราชา แม้ในกาลทุกเมื่อ.

  7. ๗

    พระราชาตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรในวันก่อน ท่านนั่งอยู่ในสำนักพระบรมศาสดา เห็นเราแล้วจึงไม่ลุกขึ้นเล่า ฯ

    “เอวํ, กสฺมา ปุริมทิวเส สตฺถุ สนฺติเก นิสินฺโน มํ ทิสฺวา น อุฏฺฐหีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนี้ (มีอยู่), อ.ท่าน นั่งแล้ว ในสำนัก ของพระศาสดา ในวันอันมีในก่อน เห็นแล้ว ซึ่งเรา ไม่ลุกขึ้นแล้ว เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. เมื่อเป็นเช่นนั้น, ทำไม ในวันก่อน ท่านนั่งในสำนักของพระศาสดา เห็นเราแล้ว จึงไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ).

  8. ๘

    อุบาสกทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์นั่งอยู่ในสำนักของพระราชาผู้เลิศ เมื่อเห็นพระราชาประเทศราชแล้วลุกขึ้น(ต้อนรับ) เท่ากับเป็นผู้ไม่เคารพในพระบรมศาสดา เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ลุกขึ้น(ต้อนรับ) ฯ

    “มหาราช อคฺคราชสฺส สนฺติเก นิสินฺโน ปเทสราชานํ ทิสฺวา อุฏฺฐหนฺโต สตฺถริ อคารโว ภเวยฺยํ; ตสฺมา น อุฏฺฐหินฺติ.

    (อ.อุบาสก กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า อ.ข้าพระองค์ นั่งแล้ว ในสำนัก ของพระราชาผู้เลิศ เห็นแล้ว ซึ่งพระราชาในประเทศ ลุกขึ้นอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ในพระศาสดา พึงเป็น; เพราะเหตุนั้น อ.ข้าพระองค์ ไม่ลุกขึ้นแล้ว ดังนี้ ฯ

    อุบาสก. ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์นั่งในสำนักของพระราชาผู้เลิศ เมื่อเห็นพระราชประเทศราชแล้วลุกขึ้น (ต้อนรับ) พึงเป็นผู้ไม่เคารพในพระศาสดา ; เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ).

ภาค ๓ นางวิสาขา

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๔๖–๔๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างก็เป็นพระภัสดาของพระภคินีกันและกัน ฯ

    เตน โข ปน สมเยน พิมฺพิสาโร จ ปเสนทิโกสโล จ อญฺญมญฺญํ ภคินีปติกา โหนฺติ.

    ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.พระเจ้าพิมพิสาร ด้วย อ.พระเจ้าปเสนทิโกศล ด้วย เป็นพระสวามีของพระภคินี ย่อมเป็น กะกันและกัน ฯ

    ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างก็เป็นพระภัสดาของพระภคินีกันและกัน.

  2. ๒

    ภายหลังวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมาก ทั้ง ๕ อยู่ในแคว้นพระเจ้าพิมพิสาร ในแคว้นของเรา ผู้เช่นนั้น แม้คนเดียวก็ไม่มี อย่ากระนั้นเลย เราพึงไปสำนักของพระเจ้าพิมพิสาร ขอผู้มีบุญมากสักคน ฯ

    อเถกทิวสํ โกสลราชา จินฺเตสิ “พิมฺพิสารสฺส วิชิเต ปญฺจ อมิตโภคา มหาปุญฺญา วสนฺติ, มยฺหํ วิชิเต เอโกปิ ตาทิโส นตฺถิ; ยนฺนูนาหํ พิมฺพิสารสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอกํ มหาปุญฺญํ ยาเจยฺยนฺติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่าโกศล ทรงดำริแล้ว ว่า (อ.ชน ท.) ผู้มีบุญมาก ผู้มีโภคะอันบุคคลนับไม่ได้แล้ว ๕ ย่อมอยู่ ในแว่นแคว้น ของพระเจ้าพิมพิสาร, (อ.ชน) ผู้เช่นนั้น แม้คนหนึ่ง ย่อมไม่มี ในแว่นแคว้น ของเรา; กระไรหนอ อ.เรา ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเจ้าพิมพิสาร พึงขอ ซึ่งชนผู้มีบุญมาก คนหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า "คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง ๕ ย่อมอยู่ในแคว้นพระเจ้าพิมพิสาร, ในแคว้นของเรา ผู้เช่นนั้น แม้เพียงคนเดียวก็ไม่มี ; อย่ากระนั้นเลย เราพึงไปสู่นักของพระเจ้าพิมพิสารขอผู้มีบุญมากสักคนหนึ่ง."

  3. ๓

    พระองค์เสด็จไปในพระนครนั้นแล้ว ผู้มีปฏิสันถารอันพระราชาทรงกระทำแล้วทูลถามว่า พระองค์เสด็จมาเพราะเหตุไร จึงตรัสว่า หม่อมฉันมาด้วยประสงค์ว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมาก ตั้ง ๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์ หม่อมฉันจักพาเอาคนหนึ่งจาก ๕ คนนั้นไป ขอจงประทานหนึ่งใน ๕ นั้น แก่หม่อมฉันด้วยเถิด ฯ

    โส ตตฺถ คนฺตฺวา รญฺญา กตปฏิสนฺถาโร “กึการณา อาคโตสีติ ปุฏฺโฐ “ตุมฺหากํ วิชิเต ปญฺจ อมิตโภคา มหาปุญฺญา วสนฺติ, ตโต เอกํ คเหตฺวา คมิสฺสามีติ อาคโตมฺหิ, เตสุ เม เอกํ เทถาติ อาห.

    (อ.พระราชา) นั้น เสด็จไปแล้ว ในพระนครนั้น ผู้มีปฏิสันถารอันพระราชาทรงกระทำแล้ว ผู้ (อันพระราชา) ตรัสถามแล้ว ว่า อ.พระองค์ เป็นผู้เสด็จมาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า อ.หม่อมฉัน เป็นผู้มาแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.ชน ท.) ผู้มีบุญมาก ผู้มีโภคะอันบุคคลนับไม่ได้แล้ว ๕ ย่อมอยู่ ในแว่นแคว้น ของพระองค์ ท., อ.หม่อมฉัน พาเอา ซึ่งชน คนหนึ่ง จากชน ๕ นั้น จักไป ดังนี้ ย่อมเป็น, อ.พระองค์ ท. ขอจงพระราชทาน (ในชน ท. ๕) เหล่านั้นหนา ซึ่งชน คนหนึ่ง แก่หม่อมฉัน เถิด ดังนี้ ฯ

    พระองค์เสด็จไปในพระนครนั้นแล้ว อันพระราชทรงทำปฏิสันถารทูลถามว่า "พระองค์เสด็จมา เพราะเหตุไร ?" จึงตรัสว่า "หม่อมฉันมา ด้วยประสงค์ว่า 'คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากตั้ง ๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์, หม่อมฉันจักพาเอาคนหนึ่งจาก ๕ คนนั้นไป, ขอพระองค์จงประทานคนหนึ่งใน ๕ คนนั้น แก่หม่อมฉันเถิด."

  4. ๔

    พระเจ้าพิมพิสาร. หม่อมฉันไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ๆ ย้ายได้ ฯ

    “มหากุลานิ อมฺเหหิ จาเลตุํ น สกฺกาติ.

    (อ.พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสแล้ว) ว่า อันหม่อมฉัน ท. ไม่อาจ เพื่ออัน ยังตระกูลใหญ่ ท. ให้หวั่นไหว ดังนี้ ฯ

    พิมพิสาร. หม่อมฉันไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ายได้.

  5. ๕

    พระเจ้าปเสนทิโกศล. หม่อมฉันไม่ได้ ก็จักไม่ไป ฯ

    “อหํ อลทฺธา น คมิสฺสามีติ.

    (อ.พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสแล้ว) ว่า อ.หม่อมฉัน ไม่ได้แล้ว จักไม่ไป ดังนี้ ฯ

    ปเสนทิโกศล. หม่อมฉันไม่ได้ ก็จักไม่ไป.

  6. ๖

    พระราชาทรงหารือกับพวกอมาตย์แล้วตรัสว่า ชื่อว่าการเคลื่อนย้ายตระกูลใหญ่ๆ มีตระกูลโชติยเศรษฐีเป็นต้น เช่นกับแผ่นดินไหว (ดูเหมือน) มีบุตรชายของเมณฑกมหาเศรษฐี ชื่อว่า ธนญชัยเศรษฐีอยู่ หม่อมฉันปรึกษากับเธอเสร็จแล้ว จักถวายคำตอบแก่พระองค์ รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า พ่อคุณ พระเจ้าโกศลตรัสว่า จักพาเศรษฐีมีทรัพย์คนหนึ่งไป เธอจงไปกับพระองค์เถิด ฯ

    ราชา อมจฺเจหิ สทฺธึ มนฺเตตฺวา “โชติยาทีนํ มหากุลานํ จาลนํ นาม ปฐวิยา จาลนสทิสํ, เมณฺฑกมหาเสฏฺฐิสฺส ปุตฺโต ธนญฺชยเสฏฺฐี นาม อตฺถิ, เตน สทฺธึ มนฺเตตฺวาว ปฏิวจนํ เต ทสฺสามีติ วตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ตาต โกสลราชา `เอกํ ธนเสฏฺฐึ คเหตฺวา คมิสฺสามีติ วทติ, ตฺวํ เตน สทฺธึ คจฺฉาหีติ.

    อ.พระราชา ทรงปรึกษาแล้ว กับ ด้วยอำมาตย์ ท. ตรัสแล้ว ว่า ชื่อ อ.อันยัง ตระกูลใหญ่ ท. มีเศรษฐีชื่อว่าโชติยะเป็นต้น ให้หวั่นไหว เป็นเช่นกับด้วยอันยังแผ่นดินให้หวั่นไหว (ย่อมเป็น), ชื่อ อ.เศรษฐีชื่อว่าธนญชัย ผู้เป็นบุตร ของมหาเศรษฐีชื่อว่า เมณฑกะ มีอยู่, อ.หม่อมฉัน ปรึกษาแล้ว กับ (ด้วยเศรษฐีชื่อว่าธนญชัย) นั้น เทียว จักถวาย ซึ่งคำตอบ แก่พระองค์ ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งเศรษฐีชื่อว่าธนญชัย) นั้น (ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่าโกศล ย่อมตรัส ว่า อ.หม่อมฉัน พาเอา ซึ่งเศรษฐีผู้มีทรัพย์ คนหนึ่ง จักไป ดังนี้, อ.ท่าน จงไป กับ (ด้วยพระราชา) นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    พระราชา (พระเจ้าพิมพิสาร) ทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้ว ตรัสว่า "ชื่อว่าการย้ายตระกูลใหญ่ ๆ มีโชติยสกุลเป็นต้น เช่นกับแผ่นดินไหว, บุตรของเมณฑกมหาเศรษฐี ชื่อธนญชัยเศรษฐีมีอยู่, หม่อมฉันปรึกษากับเธอเสร็จแล้ว จักถวายคำตอบแก่พระองค์" ดังนี้แล้ว รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีมาแล้ว ตรัสว่า "พ่อ พระเจ้าโกศลตรัสว่า 'จักพาเอาเศรษฐีมาทรัพย์คนหนึ่งไป, เธอจงไปกับ พระองค์เถิด."

  7. ๗

    ธนญชัยเศรษฐี. เมื่อพระองค์ส่งไป ข้าพระองค์ ก็จักไป พระเจ้าข้า ฯ

    “ตุมฺเหสุ ปหิณนฺเตสุ, คมิสฺสามิ เทวาติ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่า ธนญชัย กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ครั้นเมื่อพระองค์ ท. ทรงส่งไปอยู่, อ.ข้าพระองค์ จักไป ดังนี้ ฯ

    ธนญชัย. เมื่อพระองค์ส่งไป, ข้าพระองค์ก็จักไป พระเจ้าข้า.

  8. ๘

    พระเจ้าพิมพิสาร. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเตรียมตัวไปเถิด พ่อคุณ ฯ

    “เตนหิ ปริวจฺฉํ กตฺวา คจฺฉ ตาตาติ.

    (อ.พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน กระทำแล้ว ซึ่งการตระเตรียม จงไปเถิด ดังนี้ ฯ

    พิมพิสาร. ถ้าเช่นนั้น เธอจงทำการตระเตรียมไปเถิด พ่อ.

  9. ๙

    เศรษฐีนั้นได้ทำกิจจำเป็นที่ควรทำของตนแล้ว ฯ

    โส อตฺตโน กตฺตพฺพยุตฺตกํ อกาสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น ได้กระทำแล้ว (ซึ่งกิจ) อันควรแล้วแก่กิจอันตนพึงกระทำ ของตน ฯ

    เศรษฐีนั้น ได้ทำกิจจำเป็นที่ควรทำของตนแล้ว.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๔๗–๔๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระราชา ทรงทำสักการะใหญ่โตแก่เศรษฐีนั้นแล้วทรงส่งเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยพระดำรัสว่า ขอจงทรงพาเศรษฐีนี้ไปเถิด ฯ

    ราชาปิสฺส มหนฺตํ สกฺการํ กตฺวา “อิมํ อาทาย คจฺฉถาติ ปเสนทิโกสลราชานํ อุยฺโยเชสิ.

    แม้ อ.พระราชา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งสักการะ อันใหญ่ แก่เศรษฐีนั้น ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งพระราชาพระนามว่าปเสนทิโกศล (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ.พระองค์ ท. ทรงพาเอา (ซึ่งเศรษฐี) นี้ จงเสด็จไปเถิด ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระราชาทรงทำสักการะใหญ่แก่เขาแล้ว ทรงส่งพระเจ้าปเสนทิโกศลไปด้วยพระดำรัสว่า "ขอพระองค์จงพาเศรษฐีนี้ไปเถิด."

  2. ๒

    ท้าวเธอ พาธนญชัยเศรษฐีเสด็จไปทุกแห่งโดยการพักประทับแรมราตรีหนึ่ง
    เสด็จถึงที่สำราญแห่งหนึ่ง ก็ทรงหยุดพัก ฯ

    โส ตํ อาทาย สพฺพตฺถ เอกรตฺติวาเสน คจฺฉนฺโต เอกํ ผาสุกฏฺฐานํ ปตฺวา นิวาสํ คณฺหิ.

    (อ.พระราชา) นั้น ทรงพาเอา (ซึ่งเศรษฐี) นั้น เสด็จไปอยู่ โดยการประทับอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง ในที่ทั้งปวง เสด็จถึงแล้ว ซึ่งที่อันสำราญ แห่งหนึ่ง ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งการพักแรม ฯ

    ท้าวเธอพาธนญชัยเศรษฐีนั้น เสด็จไปโดยการประทับแรมราตรีหนึ่งในที่ทั้งปวงบรรลุถึงสถานอันผาสุกแห่งหนึ่งแล้ว ก็ทรงหยุดพัก.

  3. ๓

    ครั้งนั้น ธนญชัยเศรษฐีทูลถามท้าวเธอว่า ที่ตรงนี้ เป็นแคว้นของใคร ฯ

    อถ นํ ธนญฺชยเสฏฺฐี ปุจฺฉิ “อิทํ กสฺส วิชิตนฺติ.

    ครั้งนั้น อ.เศรษฐีชื่อว่าธนญชัย ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ว่า อ.แว่นแคว้นนี้ เป็นแว่นแคว้น ของใคร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น ธนญชัยเศรษฐี ทูลถามท้าวเธอว่า "ที่นี้เป็นแคว้นของใคร

  4. ๔

    พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสตอบว่า ของเราเอง เศรษฐี ฯ

    “มยฺหํ เสฏฺฐีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนเศรษฐี (อ.แว่นแคว้นนี้ เป็นแว่นแคว้น) ของเรา (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ปเสนทิโกศล. ของเรา เศรษฐี.

  5. ๕

    ธนญชัยเศรษฐี. เมืองสาวัตถี ห่างจากนี้ไป ไกลเท่าไร ฯ

    “กีวทูโร อิโต สาวตฺถีติ.

    (อ.เศรษฐี ทูลถามแล้ว) ว่า อ.เมืองชื่อว่าสาวัตถี (มีอยู่) แต่ที่นี้ ไกลเพียงไร ดังนี้ ฯ

    ธนญชัย. เมื่อสาวัตถี แต่นี้ไป ไกลเท่าไร ?

  6. ๖

    พระราชา. สุดทางที่ ๗ โยชน์ ฯ

    “สตฺตโยชนมตฺถเกติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว ว่า อ.เมืองชื่อว่าสาวัตถี มีอยู่) ในที่สุดแห่งโยชน์ ๗ ดังนี้ ฯ

    ปเสนทิโกศล. ในที่สุด ๗ โยชน์.

  7. ๗

    ธนญชัยเศรษฐี. ภายในพระนครคับแคบชนบริวารของข้าพระองค์มาก ถ้าพระองค์จะทรงกรุณาไซร้ พวกข้าพระองค์พึงอยู่ที่นี่แหละ พระเจ้าข้า ฯ

    “อนฺโตนครํ สมฺพาธํ, อมฺหากํ ปริชโน มหนฺโต, สเจ โรเจถ, อิเธว วเสยฺยาม เทวาติ.

    (อ.เศรษฐี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ภายในแห่งพระนคร เป็นสถานที่คับแคบ (ย่อมเป็น), อ.ชนผู้เป็นบริวาร ของข้าพระองค์ ท. เป็นหมู่ใหญ่ (ย่อมเป็น), ถ้าว่า อ.พระองค์ ท. ย่อมพอพระทัยไซร้, อ.ข้าพระองค์ ท. พึงอยู่ ในที่นี้นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ธนญชัย. ภายในพระนครคับแคบ, ชนบริวารของข้าพระองค์มาก, ถ้าพระองค์ทรงโปรดไซร้, ข้าพระองค์พึงอยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า.

  8. ๘

    พระราชา ทรงรับว่า ก็ได้ ให้สร้างเมือง ณ ที่นั้นพระราชทานแก่ธนญชัยเศรษฐี ได้เสด็จไปแล้ว ฯ

    ราชา “สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺมึ ฐาเน นครํ มาเปตฺวา ตสฺส ทตฺวา อคมาสิ.

    อ.พระราชา ทรงรับพร้อมแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ทรงสร้างแล้ว ซึ่งพระนคร ในที่ นั้น พระราชทานแล้ว (แก่เศรษฐี) นั้น ได้เสด็จไปแล้ว ฯ

    พระราชาทรงรับว่า "ดีละ" ดังนี้แล้ว ให้สร้างเมืองในที่นั้นได้พระราชทานแก่เศรษฐีนั้นแล้วเสด็จไป.

  9. ๙

    เมือง ได้นามว่า สาเกต เพราะเป็นสถานที่อยู่ในประเทศนั้นที่เศรษฐีจับจอง(เอง) ในเวลาเย็น ฯ

    ตสฺมึ ปเทเส สายํ วสนฏฺฐานสฺส คหิตตฺตา นครสฺส “สาเกตนฺเตฺวว นามํ อโหสิ.

    (อ.คำ) ว่า สาเกต ดังนี้ นั่นเทียว เป็นชื่อ ของพระนคร ได้เป็นแล้ว เพราะความที่แห่งที่เป็นที่อยู่ ในประเทศนั้น เป็นที่ (อันเศรษฐี) ถือเอาแล้ว ในเวลาเย็น ฯ

    เมืองได้นามว่า "สาเกต" เพราะความที่แห่งสถานที่อยู่ ในประเทศนั้น อันเศรษฐีจับจองแล้ว ในเวลาเย็น.

  10. ๑๐

    แม้ในกรุงสาวัตถีแล ได้มีบุตรชายของมิคารเศรษฐี ชื่อว่าปุณณวัฒนกุมาร เจริญวัยแล้ว ฯ

    สาวตฺถิยมฺปิ โข มิคารเสฏฺฐิโน ปุตฺโต ปุณฺณวฑฺฒนกุมาโร นาม วยปฺปตฺโต อโหสิ.

    ชื่อ อ.กุมารชื่อว่าปุณณวัฒนะ ผู้เป็นบุตร ของเศรษฐีชื่อว่ามิคาระ แม้ในเมืองชื่อว่าสาวัตถีแลเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ได้เป็นแล้ว ฯ

    แม้ในกรุงสาวัตถีแล บุตรของมิคารเศรษฐี ชื่อว่าปุณณวัฒนากุมาร เจริญวัยได้มีแล้ว.

  11. ๑๑

    ครั้งนั้น บิดามารดา บอกกะเขาว่า พ่อคุณ พ่อจงเลือกหญิงรุ่นสาวคนหนึ่งในที่ที่เจ้าชอบ ฯ

    อถ นํ มาตาปิตโร วทึสุ “ตาต ตว รุจฺจนฏฺฐาเน เอกํ ทาริกํ อุปธาเรหีติ.

    ครั้งนั้น อ.มารดาและบิดา ท. กล่าวแล้ว (กะกุมารชื่อว่า ปุณณวัฒนะ) นั้น ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้า จงใคร่ครวญ ซึ่งเด็กหญิง คนหนึ่ง ในที่เป็นที่ชอบใจ ของเจ้า ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น มาดาบิดากล่าวกะเขาว่า "พ่อ เจ้าจงเลือกเด็กหญิงคนหนึ่งในที่เป็นที่ชอบใจของเจ้า."

  12. ๑๒

    บุตรชาย. ไม่มีความจำเป็น(ใด ๆ) สำหรับผมด้วย(การเลือก)ภริยาเห็นปานนั้น ฯ

    “มยฺหํ เอวรูปาย ภริยาย กิจฺจํ นตฺถีติ.

    (อ.กุมารชื่อว่าปุณณวัฒนะ กล่าวแล้ว) ว่า อ.กิจ ด้วยภรรยา ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมไม่มี แก่กระผม ดังนี้ ฯ

    ปุณณ. กิจด้วยภริยาเห็นปานนั้น ของผมไม่มี

  13. ๑๓

    บิดามารดา. อย่าทำอย่างนี้เลย ลูก ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตร ตั้งอยู่ไม่ได้ ฯ

    “ปุตฺต มา เอวํ กริ, กุลํ นาม อปุตฺตกํ น ติฏฺฐตีติ.

    (อ.มารดาและบิดา ท. กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะลูก อ.เจ้าอย่ากระทำแล้ว อย่างนี้, ชื่อ อ.ตระกูล อันไม่มีบุตร ย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนี้ ฯ

    มารดาบิดา. เจ้าอย่าทำอย่างนี้ ลูก, ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตรตั้งอยู่ไม่ได้

  14. ๑๔

    เขาถูกบิดามารดาพูดรบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ลูกได้หญิงรุ่นสาวผู้เพียบพร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง ก็จักทำตามคำของคุณพ่อคุณแม่ ฯ

    โส ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน “เตนหิ ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตํ ทาริกํ ลภมาโน ตุมฺหากํ วจนํ กริสฺสามีติ อาห.

    (อ.กุมารชื่อว่าปุณณวัฒนะ) นั้น ผู้ (อันมารดาและบิดา ท.) กล่าวอยู่ บ่อย ๆ กล่าวแล้ว ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.กระผม เมื่อได้ ซึ่งเด็กหญิง ผู้มาตามพร้อมแล้ว ด้วยความงาม ๕ อย่าง จักกระทำ ซึ่งคำ ของท่าน ท. ดังนี้ ฯ

    เขาถูกมารดาบิดาพูดรบเร้าอยู่ จึงกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ผมเมื่อได้หญิงสาวประกอบพร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง ก็จักทำตามคำของคุณพ่อคุณแม่."

  15. ๑๕

    บิดามารดา. พ่อคุณ ก็ ชื่อว่าความงาม ๕ อย่างนั่น มีอะไรบ้างเล่า ฯ

    “กานิ ปเนตานิ ปญฺจ กลฺยาณานิ นาม ตาตาติ.

    (อ.มารดาและบิดา ท. ถามแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ ก็ ชื่อ อ.ความงาม ท. ๕ เหล่านั่น เหล่าไหน ดังนี้ ฯ

    มารดาบิดา. ก็ชื่อว่าความงาม ๕ อย่างนั้น อะไรเล่า ? พ่อ

  16. ๑๖

    ลูกชาย. คือ ผมงาม เนื้องาม กระดูกงาม ผิวงาม วัยงาม ฯ

    “เกสกลฺยาณํ มํสกลฺยาณํ อฏฺฐิกลฺยาณํ ฉวิกลฺยาณํ วยกลฺยาณนฺติ.

    (อ.กุมารชื่อว่าปุณณวัฒนะ กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ความงาม ท. ๕ คือ) อ.ความงามแห่งผม อ.ความงามแห่งเนื้อ อ.ความงามแห่งกระดูก อ.ความงามแห่งผิว อ.ความงามแห่งวัย ดังนี้ ฯ

    ปุณณ. คือ ผมงาม, เนื้องาม, กระดูกงาม, ผิวงาม, วัยงาม.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๔๙–๕๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ในพระนครนั้น มีงานประจำปีชื่อว่า เทศกาลเปิดเผย ฯ

    ตสฺมึ ปน นคเร อนุสํวจฺฉรํ วิวฏนกฺขตฺตํ นาม โหติ.

    ก็ ชื่อ อ.นักษัตรอันเปิดเผยแล้ว ย่อมมี สิ้นปีตามลำดับ ในพระนคร นั้น ฯ

    ก็ในนครนั้น ชื่อว่างานนักขัตฤกษ์เปิดย่อมมีประจำปี.

  2. ๒

    ในคราวนั้น แม้ตระกูลที่ไม่(นิยม) ออกไปภายนอก ก็พร้อมกับบริวารออกจากเรือน เดินเท้าเปล่าไปยังฝั่งแม่น้ำ โดย(ที่) ร่างกายมิได้ปกปิด ฯ

    ตทา พหิอนิกฺขมนกุลานิปิ ปริวาเรน สทฺธึ เคหา นิกฺขมิตฺวา อปฺปฏิจฺฉนฺเนน สรีเรน ปทสาว นทีตีรํ คจฺฉนฺติ.

    ในกาลนั้น แม้ อ.ตระกูลอันไม่ออกไปในภายนอก ท. ออกไปแล้ว จากเรือน กับด้วย บริวาร มีสรีระ (อันปัจจัยอะไร ๆ) ไม่ปกปิดแล้ว ย่อมไป สู่ฝั่งแห่งแม่น้ำ ด้วยเท้าเทียว ฯ

    ในกาลนั้น แม้ตระกูลที่ไม่ออกภายนอก ก็ออกจากเรือนกับบริวาร มีร่างกายมิได้ปกปิด ไปสู่ฝั่งแม่น้ำด้วยเท้าเทียว.

  3. ๓

    ในวันนั้น แม้ลูกชายของตระกูลดัง ๆ มีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นต้น ก็ยืนแอบชิดทางนั้น ๆ ด้วยหมายใจว่า พวกเรา พบหญิงวัยรุ่นที่ถูกใจ ซึ่งมีชาติกำเนิดเสมอตนแล้วจักสวมพวงมาลัย ฯ

    ตสฺมึ ทิวเส ขตฺติยมหาสาลาทีนํ ปุตฺตาปิ “อตฺตโน สมานชาติกํ มนาปํ กุลทาริกํ ทิสฺวา มาลาคุเลน ปริกฺขิปิสฺสามาติ ตํ ตํ มคฺคํ นิสฺสาย ติฏฺฐนฺติ.

    ในวัน นั้น แม้ อ.บุตร ท. (ของอิสรชน ท.) มีกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น ย่อมยืน อาศัย ซึ่งหนทาง นั้น ๆ (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา ท. เห็นแล้ว ซึ่งเด็กหญิงแห่งตระกูล ผู้ยังใจให้เอิบอาบ ผู้มีชาติอันเสมอ ด้วยตน จักคล้อง ด้วยกลุ่มแห่งระเบียบ ดังนี้ ฯ

    ในวันนั้นถึงบุตรทั้งหลายของขัตติมหาศาลเป็นต้น ก็ยืนแอบหนทางนั้น ๆ ด้วยตั้งใจว่า "พวกเรา พบเด็กหญิงมีตระกูลที่พึงใจ มีชาติเสมอด้วยตนแล้วจักคล้องด้วยพวงมาลัย."

  4. ๔

    พราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เข้าไปยังศาลาริมน้ำหลังหนึ่งได้ยืน(คอย) อยู่แล้ว ฯ

    เตปิ พฺราหฺมณา นทีตีเร เอกํ สาลํ ปวิสิตฺวา อฏฺฐํสุ.

    อ.พราหมณ์ ท. แม้เหล่านั้น เข้าไปแล้ว สู่ศาลา หลังหนึ่ง ใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำ ได้ยืนแล้ว ฯ

    พราหมณ์แม้เหล่านั้น เข้าไปยังศาลาแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำแล้วได้ยืนอยู่.

  5. ๕

    ขณะนั้น นางวิสาขา เป็นผู้มีอายุรุ่นราว ๑๕๑๖ ปี แต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมสรรพ(ประดับประดาด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ) เหล่าหญิงรุ่นสาว ๕๐๐ คนห้อมล้อม ตั้งใจว่า จักไปแม่น้ำ อาบน้ำ ถึงสถานที่ตรงนั้นแล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ วิสาขา ปณฺณรสโสฬสวสฺสุทฺเทสิกา หุตฺวา สพฺพาภรณปฺปฏิมณฺฑิตา ปญฺจหิ กุมารีสเตหิ ปริวุตา “นทึ คนฺตฺวา นหายิสฺสามีติ ตํ ปเทสํ ปตฺตา.

    ในขณะ นั้น อ.นางวิสาขา เป็นหญิงอันบุคคลพึงแสดงขึ้นว่าหญิงนี้มีกาลฝน ๑๕ หรือ ๑๖ เป็น ผู้ประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ผู้อัน ร้อยแห่งเด็กหญิง ท. ๕ แวดล้อมแล้ว (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา ไปแล้ว สู่แม่น้ำ จักอาบ ดังนี้ ถึงแล้ว ซึ่งประเทศ นั้น ฯ

    ขณะนั้น นางวิสาขา มีอายุย่างเข้า ๑๕-๑๖ ปี ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ครบทุกอย่าง อันเหล่ากุมารี ๕๐๐ คนแวดล้อมแล้ว คิดว่า "เราจักไปยังแม่น้ำแล้วอาบน้ำ" ถึงประเทศนั้นแล้ว

  6. ๖

    ครานั้นแล เมฆ ก่อตัวขึ้นแล้ว ให้ฝนตกแล้ว ฯ

    อถโข เมโฆ อุฏฺฐหิตฺวา ปาวสฺสิ.

    ครั้งนั้นแล อ.เมฆ ตั้งขึ้นแล้ว (ยังฝน) ให้ตกแล้ว ฯ

    ครั้งนั้นแล เมฆตั้งขึ้นแล้ว ก็ยังฝนให้ตก.

  7. ๗

    หญิงรุ่นสาว ๕๐๐ นาง รีบเดินเข้าไปยังศาลา ฯ

    ปญฺจสตา กุมาริโย เวเคน คนฺตฺวา สาลํ ปวิสึสุ.

    อ.เด็กหญิง ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ไปแล้ว โดยเร็ว เข้าไปแล้ว สู่ศาลา ฯ

    เด็กหญิง ๕๐๐รีบเดินเข้าไปสู่ศาลา.

  8. ๘

    พวกพราหมณ์ พิจารณาดูอยู่ มองไม่เห็นหญิงรุ่นสาวเหล่านั้นแม้สักคนหนึ่ง ที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณีฯ

    พฺราหฺมณา โอโลเกนฺตา ตาสุ เอกํปิ ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตํ น ปสฺสึสุ.

    อ.พราหมณ์ ท. แลดูอยู่ ไม่เห็นแล้ว (ในเด็กหญิง ท.) เหล่านั้นหนา (ซึ่งเด็กหญิง) ผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยความงาม ๕ อย่าง แม้คนหนึ่ง ฯ

    พวกพราหมณ์พิจารณาอยู่ ก็ไม่เห็นเด็กหญิงเหล่านั้นแม้สักคนเดียว ที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี.

  9. ๙

    นางวิสาขา (เดิน) เข้าศาลา ด้วยการเดินไปตามปกตินั่นแล ฯ

    วิสาขา ปกติคมเนเนว สาลํ ปาวิสิ.

    อ.นางวิสาขา ได้เข้าไปแล้ว สู่ศาลา ด้วยการไปตามปกตินั่นเทียว ฯ

    นางวิสาขาเข้าไปยังศาลา ด้วยการเดินตามปกตินั่นเอง.

  10. ๑๐

    เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกปอนหมดแล้ว ฯ

    วตฺถาภรณานิ เตมึสุ.

    อ.ผ้าและเครื่องอาภรณ์ ท. เปียกแล้ว ฯ

    ผ้าและอาภรณ์เปียกโชก.

  11. ๑๑

    พวกพราหมณ์ เห็นความงาม ๔ ประการของนางแล้ว ประสงค์จะดูฟัน จึงเอ่ยกะกันและกันว่า ลูกสาวของพวกเรา ค่อนข้างจะเฉื่อยชาสามีของนางคนนี้ เห็นทีจักไม่ได้แม้เพียงข้าวปลายเกรียน ฯ

    พฺราหฺมณา ตสฺสา จตฺตาริ กลฺยาณานิ ทิสฺวา ทนฺเต ปสฺสิตุกามา “อลสชาติกา อมฺหากํ ธีตา, เอติสฺสา สามิโก กญฺชิกมตฺตมฺปิ น ลภิสฺสติ มญฺเญติ อญฺญมญฺญํ กถยึสุ.

    อ.พราหมณ์ ท. เห็นแล้ว ซึ่งความงาม ท. ๔ (ของนางวิสาขา) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเห็น ซึ่งฟัน ท. (เป็น) กล่าวแล้ว กะกันและกัน ว่า อ.ธิดา ของเรา ท. เป็นหญิงมีชาติแห่งบุคคลผู้เกียจคร้าน (ย่อมเป็น), อ.สามี (ของธิดา) นั่น เห็นจะจักไม่ได้ (ซึ่งวัตถุ) แม้สักว่าข้าวปลายเกรียน ดังนี้ ฯ

    พวกพราหมณ์เห็นความงาม ๔ อย่างของนางแล้ว ประสงค์จะเห็นฟัน จึงกล่าวกะกันและกันว่า "ธิดาของพวกเรา เป็นหญิงเฉื่อยชา, สามีของหญิงคนนี้ เห็นทีจักไม่ได้ แม้เพียงข้าวปลายเกวียน"

  12. ๑๒

    ทีนั้น นางวิสาขาจึงพูดกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า พวกท่านว่าใครกัน ฯ

    อถ เน วิสาขา อาห “กํ วเทถ ตุมฺเหติ.

    ครั้งนั้น อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว (กะพราหมณ์ ท.) เหล่านั้น ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมกล่าวถึง ซึ่งใคร ดังนี้ ฯ

    ทีนั้น นางวิสาขา พูดกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า "พวกท่านว่าใครกัน."

  13. ๑๓

    พราหมณ์. ว่าเธอ (นั่นแหละ) แม่คุณ ฯ

    “ตํ กเถม อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.เรา ท. ย่อมกล่าวถึง ซึ่งเธอ ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ว่าเธอ แม่.

  14. ๑๔

    นัยว่า เสียงอันไพเราะของนาง เปล่งออกมาประหนึ่งเสียงกังสดาล ฯ

    มธุโร กิร ตสฺสา สทฺโท กํสตาลสฺสโร วิย นิจฺฉรติ.

    ได้ยินว่า อ.เสียง (ของนางวิสาขา) นั้น ไพเราะ ย่อมเปล่งออก ราวกะ อ.เสียงแห่งกังสดาล ฯ

    ได้ยินว่า เสียงอันไพเราะของนาง เปล่งออกประหนึ่งเสียงกังสดาล.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๕๐–๕๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น นางจึงเอ่ยถามท่านเหล่านั้นด้วยเสียงอันไพเราะ(เช่นเดิม) อีกว่า เพราะเหตุไร จึงว่า(ดิฉัน) ฯ

    “ตํ กเถม อมฺมาติ. มธุโร กิร ตสฺสา สทฺโท กํสตาลสฺสโร วิย นิจฺฉรติ. อถ เน ปุน มธุรสทฺเทน “กึการณา กเถถาติ ปุจฺฉิ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.เรา ท. ย่อมกล่าวถึง ซึ่งเธอ ดังนี้ ฯ ได้ยินว่า อ.เสียง (ของนางวิสาขา) นั้น ไพเราะ ย่อมเปล่งออก ราวกะ อ.เสียงแห่งกังสดาล ฯ ครั้งนั้น (อ.นางวิสาขา) ถามแล้ว (ซึ่งพราหมณ์ ท.) เหล่านั้น ด้วยเสียงอันไพเราะ อีก ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมกล่าว เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ว่าเธอ แม่. ได้ยินว่า เสียงอันไพเราะของนาง เปล่งออกประหนึ่งเสียงกังสดาล. ลำดับนั้น นางจึงถามพราหมณ์เหล่านั้นด้วยเสียงอันไพเราะอีกว่า "เพราะเหตุไร ? จึงว่าฉัน."

  2. ๒

    พราหมณ์. เหล่าหญิงผู้เป็นบริวารของเธอ ไม่ยอมให้ผ้าและเครื่องประดับเปียก รีบเข้าศาลา (ส่วน) ตัวเธอแม้เพียงจะรีบมายังที่ตรงนี้ ก็ไม่มี กลับปล่อยให้เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกปอน
    (เสียก่อน) แล้วมา เพราะฉะนั้น พวกฉันจึงพากันว่า (เธอ) ฯ

    “ตว ปริวาริตฺถิโย วตฺถาลงฺกาเร อเตเมตฺวา เวเคน สาลํ ปวิฏฺฐา, ตุยฺหํ เอตฺตกํ ฐานํ เวเคน อาคมนมตฺตมฺปิ นตฺถิ, วตฺถาภรณานิ เตเมตฺวา อาคตาสิ; ตสฺมา กเถมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.หญิงผู้เป็น บริวาร ท. ของเธอ ยังผ้าและเครื่องอลังการ ท. ไม่ให้เปียกแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ศาลา โดยเร็ว, (อ.เหตุ) แม้สักว่าการมา สู่ที่ มีประมาณเท่านี้ โดยเร็ว ย่อมไม่มี แก่เธอ, อ.เธอ ยังผ้าและเครื่องอาภรณ์ ท. ให้เปียกแล้ว เป็นหญิงมาแล้ว ย่อมเป็น; เพราะเหตุนั้น อ.เรา ท. ย่อมกล่าว ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. หญิงบริวารของเธอ ไม่ให้ผ้าและเครื่องประดับเปียก รีบเข้าสู่ศาลา, กิจแม้เพียงการรีบมาสู่ที่มีประมาณเท่านี้ของเธอก็มิได้มี, เธอปล่อยให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เปียกมาแล้ว; เพราะฉะนั้นพวกเราจึงพากันว่า.

  3. ๓

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าพูดอย่างนี้ (ความจริง) ดิฉัน แข็งแรงกว่าพวกเหล่านั่น แต่ดิฉันกำหนดเหตุการณ์แล้ว จึงมิได้มาโดยเร็ว ฯ

    “ตาตา มา เอวํ วเทถ, อหํ เอตาหิ พลวตรา, การณํ ปน สลฺลกฺเขตฺวา ชเวน นาคตมฺหีติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ท่าน ท. จงอย่ากล่าว อย่างนี้, อ.ดิฉัน เป็นผู้มีกำลังกว่า กว่าเด็กหญิง ท. เหล่านั่น (ย่อมเป็น), แต่ว่า อ.ดิฉัน กำหนดแล้ว ซึ่งเหตุ เป็นผู้ไม่มาแล้ว ด้วยการวิ่งไป ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย พวกท่านอยู่พูดอย่างนี้, ฉันแข็งแรงกว่าเด็กหญิงเหล่านั้น, แต่ฉันกำหนดเหตุการณ์แล้ว จึงไม่มาโดยเร็ว.

  4. ๔

    พราหมณ์. เหตุอะไรหรือ แม่คุณ ฯ

    “กึ อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.เหตุ) อะไร ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. เหตุอะไร ? แม่.

  5. ๕

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวก เมื่อวิ่ง ไม่งาม (และ) ยังมีเหตุแม้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ฯ

    “ตาตา จตฺตาโร ชนา ชวมานา น โสภนฺติ อปรมฺปิ เอกํ การณํ อตฺถีติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ชน ท. ๔ เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งาม, อ.เหตุ อย่างหนึ่ง แม้อื่นอีก มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวก เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม,เหตุอันหนึ่ง แม้อื่นอีก ยังมีอยู่.

  6. ๖

    พราหมณ์. แม่คุณ ๔ จำพวกประเภทไหน วิ่งไม่งาม ฯ

    “กตเม จตฺตาโร ชวมานา น โสภนฺติ อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น ถามแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.ชน ท.) ๔ เหล่าไหน เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งาม ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ชน ๔ จำพวก เหล่าไหน ? เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม แม่.

  7. ๗

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย เบื้องแรก พระเจ้าแผ่นดิน เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ทรงเครื่องประจำพระองค์เต็มยศ ถกเขมร วิ่งผ่านพระลานหลวง หางามไม่ ย่อมได้คำติฉินเป็นแน่แท้ว่า ดูรึ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ วิ่งไปดั่งคฤหบดี ก็มิปาน (ต้อง) ค่อย ๆ เสด็จไปนั่นแหละจึงจะงาม ถึงช้างมงคลของพระเจ้าแผ่นดิน ทรงเครื่องแล้ววิ่งไป ก็ไม่งาม ต่อเมื่อ เยื้องย่างไปด้วยลีลาของพญาคชสารผู้ประเสริฐ จึงจะสง่างาม นักบวช เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม ย่อมได้รับแต่คำครหาถ่ายเดียวเท่านั้นว่า ไฉน สมณะรูปนี้ จึงวิ่งไป เหมือนคฤหัสถ์ แต่ท่านย่อมงาม ด้วยการเดินอย่างอาการของผู้สงบเสงี่ยม สตรี เมื่อวิ่งไม่งาม ย่อมเป็นผู้พึงถูกติเตียนว่า ทำไม หญิงคนนี้ จึงวิ่งไป เหมือนผู้ชาย ย่อมงามด้วยการเดินไปตามธรรมดา พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวกเหล่านี้ เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งามเลย ฯ

    “ตาตา อภิสิตฺโต ราชา ตาว สพฺพาภรณปฺปฏิมณฺฑิโต กจฺฉํ พนฺธิตฺวา ราชงฺคเณ ชวมาโน น โสภติ, กึ อยํ ราชา คหปติโก วิย ธาวตีติ อญฺญทตฺถุ ครหํ ลภติ, สณิกํ คจฺฉนฺโตว โสภติ; รญฺโญ มงฺคลหตฺถีปิ อลงฺกโต ชวมาโน น โสภติ, วารณลีฬฺหาย คจฺฉนฺโตว โสภติ; ปพฺพชิโต ชวมาโน น โสภติ, ‘กึ อยํ สมโณ คิหี วิย ธาวตีติ เกวลํ ครหเมว ลภติ, สมิตคมเนน ปน โสภติ; อิตฺถี ชวมานา น โสภติ, ‘กึ เอสา อิตฺถี ปุริโส วิย ธาวตีติ ครหิตพฺพาว โหติ, ปกติคมเนน โสภติ: อิเม จตฺตาโร ชวมานา น โสภนฺติ ตาตาติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.พระราชา ผู้อันมหาชนอภิเษกแล้ว ผู้ทรงประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง ทรงเหน็บแล้ว ซึ่งพระกัจฉา เสด็จวิ่งไปอยู่ ที่เนินของพระราชา ย่อมไม่งาม ก่อน, (อ.พระราชานั้น) ย่อมทรงได้ ซึ่งความติเตียน แน่แท้ ว่า อ.พระราชา นี้ ย่อมเสด็จ วิ่งไป ราวกะ อ.คฤหบดี ทำไม ? ดังนี้, (อ.พระราชานั้น) เสด็จไปอยู่ ค่อย ๆ เทียว ย่อมงาม, แม้ อ.ช้างตัวเป็นมงคล ของพระราชา ตัวอันบุคคลกระทำให้พอแล้ว วิ่งไปอยู่ ย่อมไม่งาม, (อ.ช้างตัวเป็นมงคลนั้น) ไปอยู่ ด้วยอันเยื้องกรายแห่งช้าง เทียว ย่อมงาม; อ.บรรพชิต วิ่งไปอยู่ ย่อมไม่งาม, (อ.บรรพชิตนั้น) ย่อมได้ ซึ่งความติเตียน อย่างเดียว นั่นเทียว ว่า อ.สมณะ นี้ ย่อมวิ่งไป ราวกะ อ.คฤหัสถ์ ทำไม ? ดังนี้, แต่ว่า (อ.บรรพชิตนั้น) ย่อมงาม ด้วยการไปอันสงบแล้ว, อ.หญิง วิ่งไปอยู่ ย่อมไม่งาม, (อ.หญิงนั้น) เป็นผู้ (อันชน ท.) พึงติเตียนเทียว ว่า อ.หญิง นั่น ย่อมวิ่งไป ราวกะ อ.บุรุษ ทำไม ? ดังนี้ ย่อมเป็น, (อ.หญิงนั้น) ย่อมงาม ด้วยการไปตามปกติ : ข้าแต่พ่อ ท. อ.ชน ท. ๔ เหล่านี้ วิ่งไปอยู่ ย่อมไม่งาม ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย พระราชาผู้อภิเษกแล้ว ทรงประดับประดาแล้วแล้วเครื่องอาภรณ์ทั้งปวงเมื่อถกเขมรวิ่งไปในพระลานหลวงย่อมไม่งาม, ย่อมได้ความครหาเป็นแน่นอนว่า 'ทำไม พระราชาองค์นี้จึงวิ่งเหมือนคฤบหดี' ค่อย ๆ เสด็จไปนั่นแหละ จึงจะงาม; แม้ช้างมงคลของพระราชา ประดับแล้ว วิ่งไป ก็ไม่งาม, ต่อเมื่อเดินไปด้วยลีลาแห่งช้าง จึงจะงาม, บรรพชิต เมื่อวิ่ง ก็ไม่งาม, ย่อมได้แต่ความครหาอย่างเดียวเท่านั้นว่า 'ทำไม สมณะรูปนี้ จึงวิ่งไปเหมือนคฤหัสถ์,' แต่ย่อมงาม ด้วยการเดินอย่างอาการของผู้สงบเสงี่ยม; สตรี เมื่อวิ่ง ก็ไม่งาม, ย่อมถูกเขาติเตียนอย่างเดียวว่า 'ทำไม หญิงคนนี้ จึงวิ่ง เหมือนผู้ชาย,' แต่ย่อมงามด้วยการเดินอย่างธรรมดา; พ่อ ทั้งหลาย ชน ๔ จำพวกเหล่านี้ เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งาม.

  8. ๘

    พราหมณ์. แม่คุณ ก็เหตุอื่นอีกอย่างหนึ่ง อะไรเล่า ฯ

    “กตมํ ปเนกํ อปรํ การณํ อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้นถามแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ก็ อ.เหตุ อื่นอีก อย่างหนึ่ง เป็นไฉน ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ ก็เหตุอื่นอีกอย่างหนึ่ง เป็นไฉน ? แม่.

  9. ๙

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ธรรมดา พ่อแม่ ประคบประหงมอวัยวะน้อยใหญ่ เลี้ยงดูธิดา เพราะว่า พวกดิฉัน เป็นสิ่งของที่พ่อแม่พึงขาย พ่อแม่ เลี้ยงดูพวกดิฉันมา เพื่อต้องการจะส่งไปสู่ตระกูลอื่น ถ้าว่า ในเวลาที่พวกดิฉันวิ่งไปเหยียบชายผ้านุ่ง หรือลื่นล้มลงบนพื้นดิน มือหรือเท้าพึงหัก พวกดิฉันก็จะกลายเป็นภาระของตระกูลนั่นแล ส่วนเครื่องแต่งตัวเปียกแล้วก็จักแห้งได้ ดิฉันเป็นผู้กำหนดเหตุการณ์นี้ จึงไม่วิ่งไป (อย่างไรล่ะ) พ่อทั้งหลาย ฯ

    “ตาตา มาตาปิตโร นาม ธีตรํ องฺคปฺปจฺจงฺคานิ สณฺฐเปตฺวา โปเสนฺติ, มยํ หิ วิกฺกีณิยภณฺฑํ นาม, อมฺเห ปรกุลํ เปสนตฺถาย โปเสนฺติ, สเจ ชวมานานํ นิวตฺถทุสฺสกณฺเณ วา อกฺกมิตฺวา ภูมิยํ วา ปกฺขลิตฺวา ปติตกาเล หตฺโถ วา ปาโท วา ภิชฺเชยฺย, กุลสฺเสว ภาโร ภเวยฺยาม, ปสาธนภณฺฑํ ปน เตเมตฺวา สุกฺขิสฺสติ; อิมํ การณํ สลฺลกฺเขตฺวา น ธาวิตมฺหิ ตาตาติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. ชื่อ อ.มารดาและบิดา ท. ตั้งไว้ดีแล้ว ซึ่งอวัยวะและอวัยวะเฉพาะ ท. ย่อมเลี้ยงดู ซึ่งธิดา, เพราะว่า อ.ดิฉัน ท. ชื่อว่า เป็นภัณฑะ (อันมารดาและบิดา ท.) พึงขาย (ย่อมเป็น), (อ.มารดาและบิดา ท.) ย่อมเลี้ยงดู ซึ่งดิฉัน ท. เพื่อประโยชน์แก่อันส่งไป สู่ตระกูลอื่น, ถ้าว่า ในกาล แห่งดิฉัน ท. ผู้วิ่งไปอยู่ เหยียบแล้ว ที่มุมแห่งผ้าอันตนนุ่งแล้ว หรือ หรือว่า พลาดแล้ว ล้มไปแล้ว บนแผ่นดิน อ.มือ หรือ หรือว่า อ.เท้า พึงหักไซร้ อ.ดิฉัน ท. เป็นภาระ ของตระกูลนั่นเทียว พึงเป็น, ส่วนว่า อ.ภัณฑะเป็นเครื่องประดับ เปียกแล้ว จักแห้ง ; ข้าแต่พ่อ ท. อ.ดิฉัน กำหนดแล้ว ซึ่งเหตุ นี้ เป็นผู้ไม่วิ่งไปแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ธรรมดามารดาบิดา ถนอมอวัยวะน้อยใหญ่ เลี้ยงดูธิดา, เพราะว่า พวกฉัน ชื่อว่าเป็นสิ่งของอันมารดาบิดาพึงชาย, มารดาบิดาเลี้ยงฉันมา ก็เพื่อต้องการจะส่งไปสู่ตระกูลอื่น, ถ้าว่า ในเวลาที่พวกฉันวิ่งไป เหยียบชายผ้านุ่งหรือลื่นล้มลงบนพื้นดิน มือหรือเท้าก็จะพึงหัก, พวกฉันก็จะพึงเป็นภาระของตระกูลนั่นแล, ส่วนเครื่องแต่งตัว เปียกแล้วก็จักแห้ง; ดิฉันกำหนดเหตุนี้จึงไม่วิ่งไป พ่อ.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๕๑–๕๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกพราหมณ์เห็นความถึงพร้อมแห่งฟัน ในเวลานาง(วิสาขา) พูดจึงให้สาธุการแก่นางว่า สมบัติเห็นปานนี้พวกเรายังไม่เคยเห็นเลย จึงเอื้อนเอ่ยว่า แม่คุณ พวงมาลัยพวงนี้ เหมาะสมเฉพาะเธอเท่านั้น ได้ประดับ(คล้อง)พวงมาลัยทองคำนั้นแล้ว ฯ

    พฺราหฺมณา ตสฺสา กถนกาเล ทนฺตสมฺปตฺตึ ทิสฺวา “เอวรูปา โน สมฺปตฺติ น ทิฏฺฐปุพฺพาติ ตสฺสา สาธุการํ ทตฺวา “อมฺม ตุยฺเหเวสา อนุจฺฉวิกาติ วตฺวา ตํ สุวณฺณมาลํ ปิลนฺธยึสุ.

    อ.พราหมณ์ ท. เห็นแล้ว ซึ่งสมบัติแห่งฟัน ในกาลเป็นที่กล่าว (แห่งนางวิสาขา) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.สมบัติ มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นสมบัติ อันเรา ท. ไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ (แก่นางวิสาขา) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะแม่ อ.ระเบียบอันเป็นวิการแห่งทองนั่น เป็นของสมควร แก่เธอนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ประดับแล้ว ซึ่งระเบียบอันเป็นวิการแห่งทอง นั้น ฯ

    พวกพราหมณ์เห็นความถึงพร้อมแห่งฟัน ในเวลานางพูด จึงให้สาธุการแก่นางว่า "สมบัติเช่นนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็นเลย" แล้วกล่าวว่า "แม่ พวงมาลัยนี้ สมควรแก่เธอเท่านั้น" ดังนี้แล้ว จึงได้คล้องพวกมาลัยทองนั้นให้.

  2. ๒

    ลำดับนั้น นางจึงถามพวกเขาว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านเป็นผู้มาจากเมืองไหน ฯ

    อถ เน ปุจฺฉิ “กตรนครโต อาคตตฺถ ตาตาติ.

    ครั้งนั้น (อ.นางวิสาขานั้น) ถามแล้ว (ซึ่งพราหมณ์ ท.) เหล่านั้น ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว จากเมืองไหน ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น นางจึงถามพวกเขาว่า "พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาจากเมืองไหน ?

  3. ๓

    พราหมณ์. จากเมืองสาวัตถี แม่คุณ ฯ

    “สาวตฺถิโต อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.เรา ท. เป็นผู้มาแล้ว) จากเมืองชื่อว่าสาวัตถี (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. จากเมืองสาวัตถี แม่.

  4. ๔

    วิสาขา. ตระกูลเศรษฐี ชื่ออะไร ฯ

    “เสฏฺฐิกุลํ กตรํ นามาติ.

    (อ.นางวิสาขา ถามแล้ว) ว่า อ.ตระกูลแห่งเศรษฐี ชื่อว่า อะไร ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. ตระกูลเศรษฐี ชื่อไร ?

  5. ๕

    พราหมณ์. ชื่อมิคารเศรษฐี แม่คุณ ฯ

    “มิคารเสฏฺฐี นาม อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.ตระกูลแห่งเศรษฐี) ชื่อว่า มิคารเศรษฐี ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ชื่อมิคารเศรษฐี แม่.

  6. ๖

    วิสาขา. บุตรชายของพระคุณท่าน ชื่ออะไร ฯ

    “อยฺยปุตฺโต โก นามาติ.

    (อ.นางวิสาขา ถามแล้ว) ว่า อ.บุตรของเจ้าพระคุณ ชื่อว่า อะไร ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. บุตรของท่านเจ้าพระคุณ ชื่อไร ?

  7. ๗

    พราหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมาร แม่คุณ ฯ

    “ปุณฺณวฑฺฒนกุมาโร นาม อมฺมาติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ (อ.บุตรของเจ้าพระคุณ) ชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมาร แม่.

  8. ๘

    นางวิสาขานั้น รับรู้ว่า ตระกูลของเราทั้งสอง ค่อนข้างจะทัดเทียมกัน จึงยอมรับ แล้วส่งข่าวไปหาบิดาว่า ขอให้คุณพ่อคุณแม่ ส่งรถมารับพวกดิฉันด้วย ฯ

    สา “สมานชาติกํ โน กุลนฺติ อธิวาเสตฺวา ปิตุ สาสนํ ปหิณิ “อมฺหากํ รถํ เปเสนฺตูติ.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น (ยังคำ) ให้อยู่ทับแล้ว (ด้วยคำ) ว่า อ.ตระกูล ของเรา ท. เป็นตระกูล มีชาติอันเสมอกัน (ย่อมเป็น) ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น แก่บิดา (มีอันให้รู้) ว่า อ.มารดาและบิดา ท. ขอจงส่งไป ซึ่งรถ แก่ดิฉัน ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    นางวิสาขานั้น รับรองว่า "ตระกูลของเรา เสมอกัน" ดังนี้ แล้ว จึงส่งข่าวไปแก่บิดาว่า "ของคุณพ่อและคุณแม่ จงส่งรถไปให้ พวกดิฉัน."

  9. ๙

    ก็ในเวลามา นางเดินมา แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่เวลาที่ประดับด้วยพวงมาลัยทองคำ นางไม่ได้เพื่อจะไปอย่างนั้น(เดินไปอย่างนั้นไม่ได้) เด็กหญิงรุ่นสาวของอิสรชน ย่อมจะไป(ไหน)ด้วยยานพาหนะมีรถเป็นต้น เด็กหญิงรุ่นสาวนอกนี้ ขึ้นยานธรรมดา(ไป) พวกนางกั้นร่มหรือใบตาลไว้ข้างบน เมื่อไม่มีร่มหรือใบตาลแม้นั้น จึงยกชายผ้านุ่งขึ้นพาดบนบ่าทีเดียว ฯ

    กิญฺจาปิ หิ สา อาคมนกาเล ปทสา อาคตา, สุวณฺณมาลาย ปน ปิลนฺธนกาลโต ปฏฺฐาย ตถา คนฺตุํ น ลภติ, อิสฺสรทาริกา รถาทีหิ คจฺฉนฺติ, อิตรา ปกติยานกํ อภิรุหนฺติ, ฉตฺตํ วา ตาลปณฺณํ วา อุปริ กโรนฺติ, ตสฺมึปิ อสติ, นิวตฺถสาฏกสฺส ทสนฺตํ อุกฺขิปิตฺวา อํเส ขิปนฺติเอว.

    จริงอยู่ (อ.นางวิสาขา) นั้น มาแล้ว ด้วยเท้า ในกาลเป็นที่มา แม้โดยแท้ , ถึงอย่างนั้น (อ.นางวิสาขานั้น) ย่อมไม่ได้ เพื่ออันไป อย่างนั้น จำเดิม แต่กาลเป็นที่ประดับ ซึ่งระเบียบอันเป็นวิการแห่งทอง, อ.เด็กหญิงของอิสรชน ท. ย่อมไป (ด้วยยาน ท.) มีรถเป็นต้น, (อ.เด็กหญิง ท.) เหล่านอกนี้ ย่อมขึ้นเฉพาะ สู่ยานตามปกติ, (อ.เด็กหญิง ท. เหล่านั้น) ย่อมกระทำ ซึ่งร่ม หรือ หรือว่า ซึ่งใบแห่งตาล ในเบื้องบน, (ครั้นเมื่อใบแห่งตาล) แม้นั้น ไม่มีอยู่, (อ.หญิง ท. เหล่านั้น) ยกขึ้นแล้ว ซึ่งชายแห่งผ้า แห่งผ้าสาฎกอันตนนุ่งแล้ว ย่อมพาดไว้ บนบ่า นั่นเทียว ฯ

    ก็ในเวลามา นางเดินมาก็จริง, ถึงอย่างนั้น จำเดิมแต่กาลที่ประดับด้วยมาลัยทองคำแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปเช่นนั้น. เด็กหญิงทั้งหลายผู้มีอิสระ ย่อมไปด้วยยานมีรถเป็นต้น, หญิงนอกนี้ขึ้นยานธรรมดา (ไป), กั้นฉัตรหรือใบตาลข้างบน, เมื่อฉัตรหรือใบตาลแม้นั้นไม่มี ก็ยกชายผ้านุ่งขึ้นมาพาดบนบ่าทีเดียว,

  10. ๑๐

    ส่วนบิดาของนางวิสาขานั้น ส่งรถไป ๕๐๐ คัน ฯ

    ตสฺสา ปน ปิตา ปญฺจ รถสตานิ เปเสสิ.

    ส่วนว่า อ.บิดา (ของนางวิสาขา) นั้น ส่งไปแล้ว ซึ่งร้อยแห่งรถ ท. ๕ ฯ

    ส่วนบิดาของนางวิสาขานั้น ส่งรถไป ๕๐๐ คัน.

  11. ๑๑

    นางพร้อมทั้งหญิงบริวารขึ้นรถไปแล้ว ฯ แม้พวกพราหมณ์ก็ได้ไปด้วยกัน ฯ

    สา สปริวารา รถํ อารุยฺห คตา.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น ผู้เป็นไปกับด้วยบริวาร ขึ้นแล้ว สู่รถ ไปแล้ว ฯ

    นางวิสาขานั้นกับบริวารขึ้นรถไปแล้ว

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๕๒–๕๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ธนัญชัยเศรษฐีคิดในใจว่า ทรัพย์(ของเขา)มีเพียงเท่านั้นเอง ทรัพย์นั้นเทียบ(กับ)ทรัพย์ของเรา ก็เท่ากับกากณิกเดียว แต่จะมีประโยชน์อะไรด้วยเหตุอื่นเล่า นับตั้งแต่เวลานางทาริกาได้มาตรเพียงการ(ดูแล)รักษาดังนี้แล้ว จึงตอบตกลง ฯ เศรษฐีนั้น ทำสักการะแก่พราหมณ์เหล่านั้นแล้ว
    ให้พักอยู่ ๑๒ วัน แล้วส่งกลับไป ฯ

    โส เตสํ สกฺการํ กตฺวา เอกาหํ ทฺวีหํ วสาเปตฺวา อุยฺโยเชสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งสักการะ แก่พราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ยังพราหมณ์ ท. เหล่านั้น) ให้อยู่แล้ว สิ้นวันหนึ่ง สิ้นวันสอง ส่งไปแล้ว ฯ

    เศรษฐีนั้น ทำสักการะแก่พราหมณ์เหล่านั้น ให้พักอยู่วัน ๒ วัน แล้วก็ส่งกลับ.

  2. ๒

    พราหมณ์เหล่านั้น ไปกรุงสาวัตถีแจ้งว่า เด็กหญิงรุ่นสาว พวกข้าพเจ้า(หา) ได้แล้ว ฯ

    เต สาวตฺถึ คนฺตฺวา “ลทฺธา โน ทาริกาติ อาโรจยึสุ.

    (อ.พราหมณ์ ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี บอกแล้ว ว่า อ.เด็กหญิง อันเรา ท. ได้แล้ว ดังนี้ ฯ

    พวกเขา ไปกรุงสาวัตถีแล้ว เรียน (ท่านเศรษฐี) ว่า "พวกข้าพเจ้าได้นางทาริกาแล้ว."

  3. ๓

    เศรษฐีถามว่า ลูกสาวของใคร ฯ

    “กสฺส ธีตาติ.

    (อ.เศรษฐี ถามแล้ว) ว่า อ.เด็กหญิง นั้น เป็นธิดา ของใคร ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ลูกสาวของใคร ?

  4. ๔

    พราหมณ์. ของธนัญชัยเศรษฐี ฯ

    “ธนญฺชยเสฏฺฐิโนติ.

    (อ.พราหมณ์ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เด็กหญิง เป็นธิดา ของเศรษฐีชื่อว่าธนัญชัย ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. ของธนญชัยเศรษฐี.

  5. ๕

    เศรษฐีนั้น คิดว่า นางทาริกาแห่งตระกูลใหญ่เราได้แล้ว สมควรแท้ที่จะนำนางมาเร็วพลัน ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลพระราชาเพื่อจะไปในเมืองนั้น ฯ

    โส “มหากุลสฺส เม ทาริกา ลทฺธา, ขิปฺปเมว นํ อาเนตุํ วฏฺฏตีติ ตตฺถ คมนตฺถํ รญฺโญ อาโรเจสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.เด็กหญิง แห่งตระกูลใหญ่ อันเรา ได้แล้ว, อ.อัน (อันเรา) นำมา (ซึ่งเด็กหญิง) นั้น พลันนั่นเทียว ย่อมควร ดังนี้ กราบทูลแล้ว แก่พระราชา เพื่ออันไป ในเมืองนั้น ฯ

    เศรษฐีนั้น คิดว่า "นางทาริกาแห่งตระกูลใหญ่ อันเราได้แล้ว,ควรที่เราจะนำนางมาโดยเร็วทีเดียว" ดังนี้แล้ว กราบทูลแด่พระราชา เพื่อไปในเมืองนั้น.

  6. ๖

    พระเจ้าแผ่นดิน ทรงดำริว่า ตระกูลใหญ่นั่น เรานำมาจากสำนักพระเจ้าพิมพิสารแล้วให้อยู่ อาศัยในเมืองสาเกตุ สมควรที่เราจะทำการยกย่องตระกูลนั้น ดังนี้แล้วจึงรับสั่งว่า ถึงตัวเรา ก็จักไปด้วย ฯ

    ราชา “มหากุลํ เอตํ มยา พิมฺพิสารสฺส สนฺติกา อาเนตฺวา สาเกเต นิเวสิตํ, ตสฺส สมฺมานํ กาตุํ วฏฺฏตีติ, “อหํปิ คมิสฺสามีติ อาห.

    อ.พระราชา (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.ตระกูลใหญ่ นั่น อันเรา นำมาแล้ว จากสำนัก ของพระเจ้าพิมพิสาร ให้อยู่อาศัยแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาเกต, อ.อัน (อันเรา) กระทำ ซึ่งความยกย่อง (แก่ตระกูล) นั้น ย่อมควร ดังนี้, ตรัสแล้ว ว่า แม้ อ.เรา จักไป ดังนี้ ฯ

    พระราชา ทรงดำริว่า "ตระกูลใหญ่นั่น อันเรานำมาจากสำนักของพระเจ้าพิมพิสาร แล้วให้อยู่อาศัยในเมืองสาเกต, ควรจะทำความยกย่องแก่ตระกูลนั้น" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งว่า "แม้เรา ก็จักไป."

  7. ๗

    เศรษฐีทูลว่า รับด้วยเกล้า พระเจ้าข้า ส่งข่าวไปบอกธนัญชัยเศรษฐีว่า เมื่อข้าพเจ้ามา แม้พระเจ้าแผ่นดิน ก็จะเสด็จมาด้วย กำลังพลของพระเจ้าแผ่นดิน ใหญ่โตมาก ท่านจักสามารถทำกิจที่ควรทำแก่คนจำนวนเท่านั้นหรือจักไม่สามารถ ฯ

    โส “สาธุ เทวาติ วตฺวา ธนญฺชยเสฏฺฐิโน สาสนํ เปเสสิ “มยิ อาคจฺฉนฺเต, ราชาปิ อาคมิสฺสติ, มหนฺตํ ราชพลํ, เอตฺตกสฺส ชนสฺส กาตพฺพยุตฺตกํ กาตุํ สกฺขิสฺสสิ น สกฺขิสฺสสีติ.

    (อ.เศรษฐีนั้น) กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ดีละ ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น แก่เศรษฐีชื่อว่าธนญชัย (มีอันให้รู้) ว่า ครั้นเมื่อข้าพเจ้า มาอยู่, แม้ อ.พระราชา จักเสด็จมา, อ.พลของพระราชา หมู่ใหญ่, อ.ท่าน จักอาจ เพื่ออันกระทำ (ซึ่งกิจ) อันควรแล้ว แก่กิจอันท่านพึงกระทำ แก่ชน มีประมาณเท่านี้ (หรือ หรือว่า) อ.ท่าน จักไม่อาจ ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    เศรษฐี ทูลว่า "ดีละ พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว ส่งข่าวไปบอกแก่ธนญชัยเศรษฐีว่า "เมื่อข้าพเจ้ามา, แม้พระราชาก็จักเสด็จมา,พลของพระราชามาก, ท่านจักอาจเพื่อทำกินที่ควรทำแก่ชนประมาณเท่านั้น หรือจักไม่อาจ."

  8. ๘

    ฝ่ายธนัญชัยเศรษฐีนอกนี้ ส่งข่าวตอบกลับไปว่า ถ้าแม้ว่า ๑๐ พระเจ้าแผ่นดิน จะเสด็จมา ก็ขอจงเสด็จมาเถิด ฯ

    อิตโรปิ “สเจปิ ทส ราชาโน อาคจฺฉนฺติ, อาคจฺฉนฺตูติ ปฏิสาสนํ เปเสสิ.

    อ.เศรษฐี แม้นอกนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาส์นตอบ (มีอันให้รู้) ว่า แม้ถ้าว่า อ.พระราชา ท. สิบพระองค์ จะเสด็จมาไซร้, (อ.พระราชา ท. เหล่านั้น) ขอจงเสด็จมาเถิด ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    ฝ่ายเศรษฐีนอกนี้ ได้ส่งข่าวตอบไปว่า "แม้ถ้าพระราชาจะเสด็จมาสัก ๑๐ พระองค์, ขอจงเสด็จมาเถิด."

  9. ๙

    มิคารเศรษฐีเว้นเพียงคนเฝ้าบ้าน พาเอาคนที่เหลือในพระนครใหญ่ถึงเพียงนั้นไป หยุดพักในหนทางกึ่งโยชน์แล้ว ส่งข่าวไปว่า พวกข้าพเจ้ามาถึงแล้ว ฯ

    มิคารเสฏฺฐี ตาวมหนฺเต นคเร เคหโคปกมตฺตํ ฐเปตฺวา เสสชนํ อาทาย คนฺตฺวา อฑฺฒโยชนมคฺเค ฐตฺวา “อาคตมฺหาติ สาสนํ ปหิณิ.

    อ.เศรษฐี ชื่อว่ามิคาระ พาเอา ซึ่งชนผู้เหลือ เว้น (ซึ่งชน) สักว่าผู้เฝ้าซึ่งเรือน ในพระนคร อันใหญ่เพียงนั้น ไปแล้ว ยืนแล้ว ในหนทางมีโยชน์ด้วยทั้งกึ่งเป็นประมาณ ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น (มีอันให้รู้) ว่า อ.เรา ท. เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    มิคารเศรษฐี เว้นเพียงคนเฝ้าเรือน พาเอาคนที่เหลือในนครใหญ่ถึงเพียงนั้นไป หยุดพักในหนทางกึ่งโยชน์แล้ว ส่งข่าวไปว่า "พวกข้าพเจ้ามาแล้ว."

  10. ๑๐

    ธนัญชัยเศรษฐีส่งเครื่องบรรณาการจำนวนมากไปแล้วปรึกษากับลูกสาวว่า แม่ ข่าวว่าพ่อผัวของเจ้า มากับพระเจ้าโกศล เรือนหลังไหนเราควรจัด(รับรอง)เพื่อพ่อผัวของเจ้านั้น หลังไหนเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน หลังไหนเพื่ออิสรชนทั้งหลาย มีอุปราชเป็นต้น ฯ ธิดาเศรษฐี เป็นหญิงฉลาด มีญาณเฉียบคมเพียงดังว่ายอดแห่งเพชร มีความปรารถนาอันตนตั้งไว้แล้วตลอดแสนกัป ผู้มีอภินิหารอันถึงพร้อมแล้ว จัดแจงแล้ว ฯ

    ธนญฺชยเสฏฺฐี พหุปณฺณาการํ เปเสตฺวา ธีตรา สทฺธึ มนฺเตสิ “อมฺม สสุโร กิร เต โกสลรญฺญา สทฺธึ อาคโต, ตสฺส กตรํ เคหํ ปฏิชคฺคิตพฺพํ, รญฺโญ กตรํ, อุปราชาทีนํ กตรานีติ.

    อ.เศรษฐีชื่อว่าธนญชัย ส่งไปแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการอันมาก ปรึกษาแล้ว กับ ด้วยธิดา ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.พ่อผัว ของเจ้า มาแล้ว กับ ด้วยพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่าโกสล, อ.เรือน หลังไหน (อันเรา ท.) ควรจัด (เพื่อพ่อผัว) นั้น, อ.เรือน หลังไหน (อันเรา ท. ควรจัด) เพื่อพระราชา, (อ.เรือน ท.) เหล่าไหน (อันเรา ท. ควรจัด) (เพื่ออิสรชน ท.) มีอุปราชเป็นต้น ดังนี้ ฯ

    ธนญชัยเศรษฐี ส่งเครื่องบรรณาการเป็นอันมากไป แล้วปรึกษากับธิดาว่า "แม่ ได้ยินว่า พ่อผัวของเจ้า มากับพระเจ้าโกศล, เราควรจัดเรือนหลังไหน สำหรับพ่อผัวของเจ้านั้น, หลังไหนสำหรับพระราชา, หลังไหน สำหรับอิสรชนมีอุปราชเป็นต้น."

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๕๕–๕๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    มหาเศรษฐี ทำการตระเตรียม เพื่อธิดา โดย ๔ เดือนอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้ไทยธรรมแก่ธิดานั้น ได้ให้เกวียน ๕๐๐ เล่มซึ่งเต็มด้วยกหาปณะ ได้ให้เกวียน ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยภาชนะทองคำ ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยภาชนะเงิน ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยภาชนะทองแดง ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยภาชนะสำริด ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยผ้าด้ายผ้าไหม ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยเนยใส ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยน้ำมัน ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยน้ำอ้อย ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยข้าวสารแห่งข้าวสาลี ๕๐๐ เล่มเต็มด้วยเครื่องอุปกรณ์มีไถและผาลเป็นต้น ฯ

    เอวํ มหาเสฏฺฐี จตูหิ มาเสหิ ธีตุ ปริวจฺฉํ กตฺวา ตสฺสา เทยฺยธมฺมํ ททมาโน กหาปณปูรานิ ปญฺจ สกฏสตานิ อทาสิ, สุวณฺณภาชนปูรานิ ปญฺจ สกฏสตานิ รชตภาชนปูรานิ ปญฺจ ตมฺพภาชนปูรานิ ปญฺจ กํสภาชนปูรานิ ปญฺจ สุตฺตวตฺถโกเสยฺยวตฺถปูรานิ ปญฺจ สปฺปิปูรานิ ปญฺจ เตลปูรานิ ปญฺจ ผาณิตปูรานิ ปญฺจ สาลิตณฺฑุลปูรานิ ปญฺจ นงฺคลผาลาทิอุปกรณปูรานิ ปญฺจ สกฏสตานิ อทาสิ.

    อ.มหาเศรษฐี กระทำแล้ว ซึ่งการตระเตรียม เพื่อธิดา โดยเดือน ท. ๔ อย่างนั้น เมื่อให้ ซึ่งไทยธรรม (แก่นางวิสาขา) นั้น ได้ให้แล้ว ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ อันเต็มด้วยกหาปณะ, ได้ให้แล้ว ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ อันเต็มด้วยภาชนะอันเป็นวิการแห่งทอง (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยภาชนะอันเป็นวิการแห่งเงิน (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยภาชนะอันเป็นวิการแห่งทองแดง (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยภาชนะอันเป็นวิการแห่งสำริด (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยผ้าอันสำเร็จแล้วด้วยด้ายและผ้าอันสำเร็จแล้วด้วยไหม (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยเนยใส (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยน้ำมัน (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยน้ำอ้อย (ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท.) ๕ อันเต็มด้วยข้าวสารแห่งข้าวสาลี ซึ่งร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ อันเต็มด้วยเครื่องอุปกรณ์มีไถและผาลเป็นต้น ฯ

    มหาเศรษฐี ทำการตระเตรียม เพื่อธิดาโดย ๔ เดือนอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้ไทยธรรมแก่ธิดานั้น ได้ให้เกวียนเต็มด้วยกหาปณะ ๕๐๐ เล่ม, ได้ให้เกวียนเต็มด้วยภาชนะทองคำ ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะเงิน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะทองแดง ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภาชนะสำริด ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยผ้าด้ายผ้าไหม ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยเนยใส ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยน้ำมัน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยน้ำอ้อย ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยข้าวสารแห่งข้าวสาลี ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยเครื่องอุปกรณ์มีไถและผาลเป็นต้น ๕๐๐ เล่ม.

  2. ๒

    ได้ยินว่า มหาเศรษฐีนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ในสถานที่ซึ่งธิดาของเราไปแล้ว นางอย่าได้ส่งคนไปสู่ประตูเรือนของคนอื่นว่า เรามีความต้องการด้วยวัตถุชื่อโน้น เพราะฉะนั้น มหาเศรษฐีจึงได้สั่งให้มอบเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างแล้ว ฯ

    เอวํ กิรสฺส อโหสิ “มม ธีตาย คตฏฺฐาเน ‘อสุเกน นาม เม อตฺโถติ มา ปรสฺส เคหทฺวารํ ปหิณีติ; ตสฺมา สพฺพุปกรณานิ ทาเปสิ.

    ได้ยินว่า (อ.ความคิด) อย่างนี้ ว่า (อ.ธิดาของเรานั้น) อย่า ส่งไปแล้ว (ซึ่งบุคคล) สู่ประตูแห่งเรือน ของบุคคลอื่น (ด้วยคำ) ว่า อ.ความต้องการ ด้วยวัตถุชื่อโน้น (มีอยู่) แก่เรา ดังนี้ ในที่แห่งธิดาของเรา ไปแล้ว ดังนี้ ได้มีแล้ว แก่เศรษฐีนั้น ; เพราะเหตุนั้น อ.มหาเศรษฐี (ยังบุคคล) ให้ให้แล้ว ซึ่งเครื่องอุปกรณ์ทั้งปวง ท. ฯ

    ได้ยินว่า ความคิดอย่างนี้ได้มีแก่มหาเศรษฐีนั้นว่า "ในที่แห่งธิดาของเราไปแล้ว นางอย่าได้ส่งคนไปสู่ประตูเรือนของคนอื่นว่า "เราต้องการด้วยวัตถุชื่อโน้น;" เพราะฉะนั้น มหาเศรษฐีจึงได้สั่งให้ให้เครื่องอุปกรณ์ทุกสิ่ง (แก่ธิดาของตน).

  3. ๓

    มหาเศรษฐีได้ให้รถ ๕๐๐ คัน ตั้งนางสาวใช้รูปงาม ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพไว้บนรถคันละ ๓ คน ได้ให้นางปริจาริกา ๑,๕๐๐ คน ด้วยสั่งว่า พวกเจ้าจำนวนเท่านี้ จงให้ (ธิดาของเรา) อาบ จำนวนเท่านี้ให้บริโภค จำนวนเท่านี้แต่งตัว เที่ยวไป ฯ

    เอเกกสฺมึ รเถ สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิตา ติสฺโส ติสฺโส วณฺณทาสิโย ฐเปตฺวา ปญฺจ รถสตานิ อทาสิ, “เอตฺตกา นหาเปนฺติโย โภเชนฺติโย อลงฺกโรนฺติโย วิจรถาติ ทิยฑฺฒสหสฺสปริจาริกาโย อทาสิ.

    (อ.มหาเศรษฐี) ได้ให้แล้ว ซึ่งร้อยแห่งรถ ท. ๕ ตั้งไว้ ซึ่งนางวรรณทาสี ท. ๓ ๆ ผู้ประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง บนรถ คัน ๑ ๆ, ได้ให้แล้ว ซึ่งหญิงผู้รับใช้มีพันที่สองด้วยทั้งกึ่งเป็นประมาณ ท. (ด้วยคำ) ว่า (อ.เจ้า ท.) มีประมาณเท่านี้ (ยังธิดา ของเรา) ให้อาบอยู่ ให้บริโภคอยู่ กระทำให้พออยู่ (ซึ่งธิดา ของเรา) จงเที่ยวไป ดังนี้ ฯ

    มหาเศรษฐีได้ให้รถ ๕๐๐ คัน ตั้งนางสาวใช้รูปงามผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพไว้บนรถคันละ ๓ คน ๆ, ได้ให้นางปริจาริกา ๑,๕๐๐ คน ด้วยสั่งว่า"พวกเจ้าเท่านี้คนจงให้ธิดาของเราอาบ เท่านี้คนให้บริโภค เท่านี้คนแต่งตัว เที่ยวไป."

  4. ๔

    ลำดับนั้น มหาเศรษฐีนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักให้โคแก่ธิดาของเรา ฯ

    อถสฺส เอตทโหสิ “มม ธีตุ คาโว ทสฺสามีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ความคิด) นั่น ว่า อ.เรา จักให้ ซึ่งโค ท. แก่ธิดา ของเรา ดังนี้ ได้มีแล้ว (แก่มหาเศรษฐี) นั้น ฯ

    ครั้งนั้น มหาเศรษฐีได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "เราจัดให้โคแก่ธิดาของเรา."

  5. ๕

    ท่านสั่งเหล่าบุรุษว่า พนาย พวกท่านจงไป จงเปิดประตูคอกน้อยแล้ว ยืนถือกลอง ๓ ใบ อยู่ในที่ ๓ คาวุต จงยืนอยู่ที่ข้างทั้ง ๒ ในที่กว้างประมาณอุสภะ ๑ จงอย่าให้แม่โคทั้งหลายไปที่อื่นจากที่นั้น พึงตีกลองเป็นสัญญาณในเวลาที่แม่โคหยุดแล้ว อย่างนี้ ฯ

    โส ปุริเส อาณาเปสิ “คจฺฉถ ภเณ, จูฬวชสฺส ทฺวารํ วิวริตฺวา ตีสุ คาวุเตสุ ติสฺโส เภริโย คเหตฺวา ติฏฺฐถ, ปุถุลโต อุสภมตฺเต ฐาเน อุโภสุ ปสฺเสสุ ติฏฺฐถ, คาวีนํ ตโต ปรํ คนฺตุํ มา เทถ, เอวํ ฐิตกาเล เภริสญฺญํ กเรยฺยาถาติ.

    (อ.มหาเศรษฐี) นั้น ยังบุรุษ ท. ให้รู้ทั่วแล้ว ว่า แน่ะพนาย อ.เจ้า ท. จงไป, อ.เจ้า ท. เปิดแล้ว ซึ่งประตู แห่งคอกน้อย จงยืน ถือเอา ซึ่งกลอง ท. ๓ ในคาวุต ท. ๓, อ.เจ้า. จงยืน ในข้าง ท. ทั้งสอง ในที่ มีอุสภะเป็นประมาณ โดยส่วนกว้าง, อ.เจ้า ท. จงอย่า ให้ เพื่ออันไป สู่ที่อื่น จากที่นั้น แก่แม่โค ท., อ.เจ้า ท. พึงกระทำ ซึ่งสัญญาแห่งกลอง ในกาล (แห่งแม่โค ท.) ยืนแล้ว อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    ท่านสั่งบุรุษว่า "พนาย พวกท่านจงไป, จงเปิดประตูคอกน้อยแล้ว ยืนถือกลอง ๓ ใบ อยู่ในที่ ๓ คาวุต, ยืนอยู่ที่ข้างทั้ง ๒ ในที่ประมาณอุสภะ ๑ โดยส่วนกว้าง, ถัดจากนั้นจงอย่าให้แม่โคทั้งหลายไปที่อื่น, พึงตีกลองสัญญาในเวลาแม่โคหยุดแล้วอย่างนี้."

  6. ๖

    พวกเขา ได้ทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    เต ตถา อกํสุ.

    (อ.บุรุษ ท.) เหล่านั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    บุรุษเหล่านั้น ได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

  7. ๗

    ในเวลาแม่โคออกจากคอกไปได้คาวุต ๑ พวกเขาได้ตีกลองเป็นสัญญาณขึ้น ในเวลาแม่โคไปได้กึ่งโยชน์ ได้ตีกลองเป็นสัญญาณขึ้นอีก แต่ในเวลาแม่โคไปได้ ๓ คาวุต พวกเขาได้ห้ามการไปโดยส่วนกว้างอีก ฯ

    เต คาวีนํ วชโต นิกฺขมิตฺวา คาวุตํ คตกาเล เภริสญฺญํ อกํสุ, ปุน อฑฺฒโยชนํ คตกาเล เภริสญฺญํ อกํสุ, ปุน ติคาวุตํ คตกาเล ปุถุลโต คมนญฺจ นิวาเรสุํ.

    (อ.บุรุษ ท.) เหล่านั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งสัญญาแห่งกลอง ในกาล แห่งแม่โค ท. ออกแล้ว จากคอก ไปแล้ว สิ้นคาวุตหนึ่ง, ได้กระทำแล้ว ซึ่งสัญญาแห่งกลอง ในกาล (แห่งแม่โค ท.) ไปแล้ว สิ้นโยชน์ด้วยทั้งกึ่ง อีก, แต่ว่า (อ.บุรุษ ท. เหล่านั้น) ห้ามแล้ว ซึ่งการไป โดยส่วนกว้าง ในกาล (แห่งแม่โค ท.) ไปแล้ว สิ้นคาวุต ๓ อีก ฯ

    เวลาแม่โคออกจากคอกได้คาวุต ๑ พวกเขาได้ตีกลองสัญญาขึ้น, ในเวลาแม่โคไปได้กึ่งโยชน์ได้ตึกลองสัญญาอีก, แต่ในเวลาแม่โคไปได้ ๓ คาวุต พวกเขาได้ห้ามการไปโดยส่วนกว้างอีก

  8. ๘

    แม่โคทั้งหลายได้ยืนเบียดเสียดกันและกัน ในที่ยาวประมาณ ๓ คาวุต กว้างประมาณอุสภะ ๑ อย่างนี้ ฯ

    เอวํ ทีฆโต ติคาวุเต ปุถุลโต อุสภมตฺเต ฐาเน คาวิโย อญฺญมญฺญํ นิฆํสนฺติโย อฏฺฐํสุ.

    อ.แม่โค ท. ได้ยืนเสียดสีซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ในที่ มีคาวุตสามเป็นประมาณ โดยส่วนยาว มีอุสภะเป็นประมาณ โดยส่วนกว้าง ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    แม่โคทั้งหลายได้ยืนเบียดกันและกันในที่ยาวประมาณ ๓ คาวุต กว้างประมาณอุสภะ ๑ ด้วยประการอย่างนี้.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๕๖–๕๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    มหาเศรษฐีสั่งให้ปิดประตูคอก ด้วยคำว่า โคจำนวนเท่านี้ เพียงพอแก่ธิดาของเรา พวกท่านจงปิดประตูเถิด ฯ

    มหาเสฏฺฐี “มม ธีตุ เอตฺตกา คาโว อลํ, ทฺวารํ ปิทหถาติ วชทฺวารํ ปิทหาเปสิ.

    อ.มหาเศรษฐี (ยังบุรุษ ท.) ให้ปิดแล้ว ซึ่งประตูแห่งคอก (ด้วยคำ) ว่า อ.โค ท. มีประมาณเท่านี้ เป็นสัตว์เพียงพอ แก่ธิดา ของเรา (ย่อมเป็น), อ.เจ้า จงปิด ซึ่งประตู ดังนี้ ฯ

    มหาเศรษฐีสั่งให้ปิดประตูคอก ด้วยคำว่า "โคเท่านี้ พอแล้วแก่ธิดาของข้าพเจ้า, พวกเจ้าจงปิดประตูเถิด."

  2. ๒

    เมื่อเขาปิดประตูคอกนั้นแล้ว โคตัวมีกำลังและแม่โคนมทั้งหลายก็กระโดดออกไป เพราะผลบุญของนางวิสาขา ฯ

    ตสฺมึ ปิทหิเต, วิสาขาย ปุญฺญผเลน พลวคาโว จ เธนุโย จ อุปฺปติตฺวา นิกฺขมึสุ.

    (ครั้นเมื่อประตู) นั้น (อันบุรุษ ท. เหล่านั้น) ปิดแล้ว, อ.โคตัวมีกำลัง ท. ด้วย อ.แม่โคนม ท. ด้วย กระโดดขึ้นแล้ว ออกไปแล้ว ด้วยผลแห่งบุญ ของนางวิสาขา ฯ

    เมื่อเขาปิดประตูคอก แล้ว, เพราะผลบุญของนางวิสาขา โคตัวมีกำลังและแม่โคนมทั้งหลายก็กระโดดออกไปแล้ว.

  3. ๓

    เมื่อพวกมนุษย์ห้ามอยู่นั่นแล โคตัวมีกำลัง ๖๐,๐๐๐ ตัว และแม่โคนม ๖๐,๐๐๐ ตัว ออกไปแล้ว ลูกโคตัวมีกำลัง ซึ่งมีจำนวนเท่านั้น ก็ออกไปแล้ว พวกโคอุสภะของแม่โคนมเหล่านั้น ก็ได้ติดตามไปแล้ว ฯ

    มนุสฺสานํ นิวาเรนฺตานเมว, สฏฺฐิสหสฺสา พลวคาโว จ สฏฺฐิสหสฺสา เธนุโย จ นิกฺขนฺตา, ตตฺตกา พลววจฺฉา, ตาสํ เธนูนํ อุสภา อนุพนฺธา อเหสุํ.

    เมื่อมนุษย์ ท. ห้ามอยู่นั่นเทียว, อ.โคตัวมีกำลัง ท. มีพันหกสิบ เป็นประมาณ ด้วย อ.แม่โคนม ท. มีพันหกสิบเป็นประมาณ ด้วย ออกไปแล้ว, อ.ลูกโคตัวมีกำลัง ท. มีประมาณเท่านั้น (ออกไปแล้ว), อ.โคอุสภะ ท. ของแม่โคนม ท. เหล่านั้น เป็นสัตว์ติดตามแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    เมื่อพวกมนุษย์ห้ามอยู่นั่นแล, โคตัวมีกำลัง ๖ หมื่นตัว และแม่โคนม ๖ หมื่นตัว ออกแล้ว, (และ) ลูกโคตัวมีกำลัง มีจำนวนเท่านั้น ก็ออกไปแล้ว, พวกโคอุสภะของแม่โคนมเหล่านั้นก็ได้ติดตามไปแล้ว.

  4. ๔

    ถามว่า ก็โคทั้งหลายไปแล้วอย่างนั้น เพราะผลแห่งกรรมอะไร ฯ

    “กิสฺส ปน นิสฺสนฺเทน เอวํ คาโว คตาติ.

    (อ.อันถาม) ว่า ก็ อ.โค ท. ไปแล้ว อย่างนี้ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก แห่งกรรมอะไร ดังนี้ ฯ

    ถามว่า "ก็โคทั้งหลายไปแล้วอย่างนั้น เพราะผลแห่งกรรมอะไร ?"

  5. ๕

    ตอบว่า เพราะผลแห่งทานที่นางวิสาขาถวายแล้วแก่ภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ห้ามอยู่ ๆ ฯ

    นิวาเรนฺตานํ นิวาเรนฺตานํ ทินฺนทานสฺส ผเลน.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.โค ท. ไปแล้ว อย่างนี้) ด้วยผล แห่งทาน (อันนางวิสาขา) ถวายแล้ว (แก่ภิกษุหนุ่มและสามเณร ท.) ผู้ห้ามอยู่ ๆ (ดังนี้) ฯ

    แก้ว่า "เพราะผลแห่งทานที่นางวิสาขาถวายแล้วแก่ภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ห้ามอยู่ ๆ."

  6. ๖

    ทราบมาว่า ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางเป็นน้องสุดท้องของธิดาทั้ง ๗ ของพระเจ้ากิกิ มีพระนามว่าสังฆทาสี เมื่อถวายเบญจโครสทานแก่ภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป แม้เมื่อภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายปิดบาตรห้ามอยู่ว่า พอ พอ ก็ยังรับสั่งว่า นี่อร่อย นี่น่าฉัน แล้วได้ถวาย (อีก) ฯ

    สา กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล กิกิสฺส รญฺโญ สตฺตนฺนํ ธีตานํ กนิฏฺฐา สงฺฆทาสี นาม หุตฺวา วีสติยา ภิกฺขุสหสฺสานํ ปญฺจโครสทานํ ททมานา, ทหรานญฺจ สามเณรานญฺจ ปตฺตํ ปิทหิตฺวา “อลํ อลนฺติ นิวาเรนฺตานํปิ, “อิทํ มธุรํ, อิทํ มนาปนฺติ อทาสิ.

    ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ (อ.นางวิสาขา) นั้น เป็นผู้ทรงพระนามว่า สังฆทาสี ผู้เป็นพระกนิษฐา ของพระธิดา ท. ๗ ของพระราชา พระนามว่ากิกิ เป็น ถวายอยู่ ถวายซึ่งรสแห่งโค ๕ แก่พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐, เมื่อภิกษุหนุ่ม ท. ด้วย เมื่อสามเณร ท. ด้วย แม้ ปิดแล้ว ซึ่งบาตร ห้ามอยู่ ว่า อ.พอละ ๆ ดังนี้, (ตรัสแล้ว) ว่า อ.โภชนะนี้ เป็นของมีรสอันอร่อย (ย่อมเป็น), อ.โภชนะนี้ เป็นของยังใจให้เอิบอาบ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ถวายแล้ว ฯ

    แก้ว่า "ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางถวายจีวรสาฎก แก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูปแล้ว ได้ถวายด้วยบ้าง เข็มบ้างเครื่องย้อมบ้าง ซึ่งเป็นของตนนั่นเอง. นางได้แล้วซึ่งเครื่องประดับนี้เพราะผลแห่งจีวรทานนั้น. ก็จีวรทานของหญิงทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุดด้วยเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์, จีวรทานของบุรุษทั้งหลาย ย่อมถึงที่สุด ด้วยบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์."

  7. ๗

    เพราะผลแห่งกรรมนั้น โคเหล่านั้น แม้ถูกห้ามอยู่ ก็ออกไปแล้วอย่างนั้น ฯ

    เอวํ ตสฺส นิสฺสนฺเทน ตา วาริยมานาปิ คาโว นิกฺขมึสุ.

    อ.โค ท. แม้ (อันบุรุษ ท.) ห้ามอยู่ เหล่านั้น ออกไปแล้ว ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งทาน) นั้น ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เพราะผลแห่งกรรมนั้น โคเหล่านั้น แม้เขาห้ามอยู่ ก็ออกไปแล้วอย่างนั้น.

  8. ๘

    ในเวลาที่เศรษฐีให้ทรัพย์จำนวนเท่านี้แล้ว ภริยาของเศรษฐีจึงได้พูดว่า ท่านจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างแก่ธิดาของเราแล้ว แต่คนใช้ชายหญิง ผู้ทำการรับใช้ ท่านมิได้จัดแจงเลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ฯ

    เสฏฺฐินา เอตฺตกสฺส ธนสฺส ทินฺนกาเล เสฏฺฐิภริยา อาห “ตุมฺเหหิ มยฺหํ ธีตุ สพฺพํ สํวิทหิตํ, เวยฺยาวจฺจกรา ปน ทาสทาสิโย น สํวิทหิตา, กึการณาติ.

    ในกาลแห่งทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ อันเศรษฐีให้แล้ว อ.ภรรยาของเศรษฐี กล่าวแล้ว ว่า อ.กิจทั้งปวง อันท่าน ท. จัดแจงแล้ว แก่ธิดา ของดิฉัน, แต่ว่า อ.ทาสและทาสี ท. ผู้กระทำซึ่งความขวนขวาย (อันท่าน ท.) ไม่จัดแจงแล้ว, (อ.ข้อนั่น) (ย่อมเป็น) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    ในเวลาที่เศรษฐีให้ทรัพย์เท่านี้ (แก่ธิดา) แล้ว ภริยาของเศรษฐีได้พูดว่า "ทุกสิ่งอันท่านจัดแจงแล้วแก่ธิดาของเรา, แต่คนใช้ชายหญิง ผู้ทำการรับใช้ ท่านมิได้จัดแจง, ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?"

  9. ๙

    (เศรษฐี) (ที่เรามิได้จัดแจง) ก็เพื่อจะรู้จักคนผู้มีความรักและหมดรักในธิดาของเรา เพราะเราจะจับคอพวกคนที่ไม่ไปกับธิดานั้นส่งไปไม่ได้เลย แต่ในเวลาจะขึ้นยานไปนั่นแล เราจักพูดว่า คนที่อยากไปกับนางวิสาขานั้น ก็จงไป คนไม่อยากไป ก็อย่าไป ฯ
    ________________ให้เวลา ๔ ชั่วโมง กับ ๑๕ นาที.

    “มม ธีตริ สสิเนหนิสฺสิเนหานํ ชานนตฺถํ, อหํ หิ ตาย สทฺธึ อคจฺฉมานเก คีวายํ คเหตฺวา น ปหิณามิ, ยานํ อารุยฺห คมนกาเลเยว ปน `เอตาย สทฺธึ คนฺตุกามา คจฺฉนฺตุ, มา อคนฺตุกามาติ วกฺขามีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ทาสและทาสี ท. อันเรา ไม่จัดแจงแล้ว) เพื่ออันรู้ (ซึ่งชน ท.) ผู้เป็นไปกับด้วยความรักและ มีความรักออกแล้ว ในธิดา ของเรา, เพราะว่า อ.เรา จะไม่จับแล้ว (ซึ่งชน ท.) ผู้ไม่ไปอยู่ กับ (ด้วยธิดา) นั้น ที่คอ ส่งไป, แต่ว่า อ.เรา จักกล่าว ว่า (อ.ชน ท.) ผู้ใคร่เพื่ออันไป กับ (ด้วยธิดาของเรา) นั่น จงไปเถิด, (อ.ชน ท.) ผู้ไม่ใคร่เพื่ออันไป (กับ ด้วยธิดาของเรานั่น) จงอย่าไป ดังนี้ ในกาลเป็นที่ขึ้นแล้วสู่ยานไปนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี." (ที่เราไม่จัดแจง) เพื่อรู้คนผู้มีความรักและชังในธิดาของเรา,เพราะเราจะจับคอพวกที่ไม่ไปกับธิดานั้นส่งไปไม่ได้, แต่ในเวลาจะขึ้นยานไปนั่นแล เราจะพูดว่า 'ใครอยากไปกับนางวิสาขานั่น ก็จงไป,ผู้ไม่อยากไป ก็อย่าไป."

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๑ หน้า ๕๗–๕๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า ลูกสาวของเราจักไปในวันพรุ่งนี้ นั่งอยู่ในห้องให้ลูกสาวนั่งในที่ใกล้ ได้ให้โอวาทว่า แม่ ธรรมดาลูกสะใภ้ผู้อยู่ในตระกูลผัว สมควรรักษามารยาท อย่างนี้และอย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    อถ “เสฺว มม ธีตา คมิสฺสตีติ คพฺเภ นิสินฺโน ธีตรํ สมีเป นิสีทาเปตฺวา “อมฺม ปติกุเล วสนฺติยา นาม อิมญฺจ อิมญฺจ อาจารํ รกฺขิตุํ วฏฺฏตีติ โอวาทํ อทาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) (คิดแล้ว) ว่า อ.ธิดา ของเรา จักไป ในวันพรุ่ง ดังนี้ นั่งแล้ว ในห้อง ยังธิดา ให้นั่งแล้ว ในที่ใกล้ ได้ให้แล้ว ซึ่งโอวาท ว่า แน่ะแม่ อ.อัน (อันหญิง) ชื่อว่า ผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งผัว รักษา ซึ่งมรรยาท นี้ ด้วย ๆ ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า "ธิดาของเรา จักไปพรุ่งนี้" นั่งในห้อง ให้ธิดานั่งในที่ใกล้แล้วได้ให้โอวาทว่า "แม่ ธรรมดาหญิงผู้อยู่ในสกุลผัว รักษาภรรยานี้และนี้ จึงจะควร.

  2. ๒

    แม้เศรษฐีนั้นได้กล่าวสอนลูกสาวอย่างนั้นแล้ว ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อนี้ว่า แม่นาง ธรรมดาลูกสะใภ้ผู้อยู่ในตระกูลพ่อผัว ไฟในไม่ควรนำออกไปภายนอก ไฟนอกไม่ควรนำให้เข้ามาภายใน ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้น ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ ควรให้ทั้งแก่คนที่ให้ ทั้งแก่คนที่ไม่ให้ ควรนั่งให้เป็นสุข ควรบริโภคให้เป็นสุข ควรนอนให้เป็นสุข ควรบำเรอไฟ ควรนอบน้อมเทวดาภายใน ดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ให้เรียกประชุมเสนาทั้งหมดแล้ว ยึดถือกฎุมพี ๘ คนให้เป็นผู้ค้ำประกันในท่ามกลางราชเสนาแล้ว กล่าวว่า ถ้าว่า โทษเกิดขึ้นแก่ลูกสาวของเรา ในที่ ๆ ไปแล้ว ท่านทั้งหลายพึงชำระ ดังนี้แล้ว ประดับลูกสาวด้วยเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่า ๙๐ ล้าน ให้ทรัพย์ ๕๔๐ ล้าน เป็นมูลค่าสำหรับอาบน้ำ ให้ขึ้นสู่ยานแล้ว ให้คนเที่ยวตีกลองเป่าประกาศในหมู่บ้านส่วย ๑๔ ตำบล อันประมาณเท่ากับอนุราธบุรี อันเป็นของตนโดยรอบเมืองสาเกตว่าคนทั้งหลายผู้ต้องการจะไปกับลูกสาวของเรา ก็จงไปเถิด ฯ

    อยมฺปิ มิคารเสฏฺฐี อนนฺตรคพฺเภ นิสินฺโน ธนญฺชยเสฏฺฐิโน โอวาทํ อสฺโสสิ. โสปิ เสฏฺฐี ธีตรํ เอวํ โอวทิ “อมฺม สสุรกุเล วสนฺติยา นาม อนฺโตอคฺคิ พหิ น นีหริตพฺโพ, พหิอคฺคิ อนฺโต น ปเวเสตพฺโพ, ททนฺตสฺเสว ทาตพฺพํ, อททนฺตสฺส น ทาตพฺพํ, ททนฺตสฺสาปิ อททนฺตสฺสาปิ ทาตพฺพํ, สุขํ นิสีทิตพฺพํ, สุขํ ภุญฺชิตพฺพํ, สุขํ นิปชฺชิตพฺพํ, อคฺคิ ปริจริตพฺโพ, อนฺโตเทวตา นมสฺสิตพฺพาติ อิมํ ทสวิธํ โอวาทํ ทตฺวา ปุนทิวเส สพฺพา เสนิโย สนฺนิปาเตตฺวา ราชเสนาย มชฺเฌ อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปาฏิโภเค คเหตฺวา “สเจ เม คตฏฺฐาเน ธีตุ โทโส อุปฺปชฺชติ, ตุมฺเหหิ โสเธตพฺโพติ วตฺวา นวโกฏิอคฺฆนเกน มหาลตาปสาธเนน ธีตรํ ปสาเธตฺวา นหานจุณฺณมูลกํ จตุปฺปณฺณาสโกฏิธนํ ทตฺวา ยานํ อาโรเปตฺวา สาเกตสฺส สามนฺตา อตฺตโน สนฺตเกสุ อนุราธปุรมตฺเตสุ จุทฺทสสุ ภุตฺตคาเมสุ เภริญฺจาราเปสิ “มม ธีตรา สทฺธึ คนฺตุกามา คจฺฉนฺตูติ.

    อ.เศรษฐีชื่อว่ามิคาระ แม้นี้ นั่งแล้ว ในห้องอันไม่มีระหว่าง ได้ฟังแล้ว ซึ่งโอวาท ของเศรษฐีชื่อว่าธนญชัย ฯ อ.เศรษฐี แม้นั้น กล่าวสอนแล้ว ซึ่งธิดา อย่างนี้ ว่า แน่ะแม่ อ.ไฟในภายใน (อันหญิง) ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว ไม่พึงนำออกไป ในภายนอก, อ.ไฟในภายนอก (อันหญิง) ชื่อว่า ผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว ไม่พึงให้เข้าไป ในภายใน, (อ.วัตถุ อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงให้ (แก่ชน) ผู้ให้อยู่นั่นเทียว, (อ.วัตถุ อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) ไม่พึงให้ (แก่ชน) ผู้ไม่ให้อยู่, (อ.วัตถุ อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงให้ (แก่ชน) ผู้ให้อยู่บ้าง (แก่ชน) ผู้ไม่ให้อยู่บ้าง, (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงนั่ง สบาย, อ.โภชนะ (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงบริโภค สบาย, (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงนอน สบาย, อ.ไฟ (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงบำเรอ, อ.เทวดาในภายใน (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) พึงนอบน้อม ดังนี้ ครั้นให้แล้ว ซึ่งโอวาท มีอย่างสิบ นี้ ยังเสนีย์ ท. ทั้งปวง ให้ประชุมกันแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ยึดแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท.๘ (กระทำ) ให้เป็นผู้รับรอง ในท่ามกลาง แห่งเสนาของพระราชา กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.โทษ จะเกิดขึ้น แก่ธิดา ของข้าพเจ้า ในที่แห่งธิดาของข้าพเจ้าไปแล้วไซร้, (อ.โทษนั้น) (อันท่าน ท.) พึงให้หมดจด ดังนี้ ประดับแล้ว ซึ่งธิดา ด้วยเครื่องประดับชื่อว่ามหาลดา มีราคามีโกฏิ ๙ เป็นประมาณ ให้แล้ว ซึ่งทรัพย์โกฏิ ๕๔ เป็นประมาณ อันเป็นค่าแห่งจุณเป็นเครื่องอาบ ยกขึ้นแล้ว สู่ยาน (ยังบุรุษ ท.) ให้ยังกลองให้เที่ยวไปแล้ว ในบ้านอันตนบริโภคแล้ว ท. ๑๔ มีเมืองชื่อว่าอนุราธปุระเป็นประมาณ อันเป็นของมีอยู่ แห่งตน โดยรอบ แห่งเมืองชื่อว่าสาเกต (มีอันให้รู้) ว่า (อ.ชน ท.) ผู้ใคร่เพื่ออันไป กับ ด้วยธิดา ของเรา จงไป ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    แม้มิคารเศรษฐีนี้นั่งในห้องถัดไป ได้ยินโอวาทของธนญชัยเศรษฐีแล้ว. ฝ่าย (ธนญชัย) เศรษฐีนั้น สอนธิดาอย่างนั้นแล้ว ให้โอวาท ๑๐ ข้อนี้ว่า "แม่ ธรรมดาหญิงที่อยู่ในสกุลพ่อผัวแม่ผัว ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก, ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน, พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น, ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้, พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ทั้งที่ไม่ให้, พึงนั่งให้เป็นสุข, พึงบริโภคให้เป็นสุข, พึงนอนให้เป็นสุข, พึงบำเรอไฟ, พึงนอบน้อมเทวดาภายใน"ยานไปนั่นแล เราจะพูดว่า 'ใครอยากไปกับนางวิสาขานั่น ก็จงไป,ผู้ไม่อยากไป ก็อย่าไป."

  3. ๓

    ชาวบ้าน ๑๔ ตำบลพอได้ยินเสียงก็พากันคิดว่า ในกาลที่แม่เจ้าของพวกเราไปเสีย จะมีประโยชน์อะไร แก่พวกเรา ในที่นี้ ดังนี้ จึงพากันออกไปไม่เหลืออะไรไว้ ฯ

    สทฺทํ สุตฺวาว “อมฺหากํ อยฺยาย คมนกาเล กึ อมฺหากํ อิธาติ จุทฺทสคามา กิญฺจิ อเสเสตฺวา นิกฺขมึสุ.

    อ.บ้าน ๑๔ ตำบล ท. ฟังแล้ว ซึ่งเสียง เทียว ออกไปแล้ว ไม่ยัง อะไร ๆ ให้เหลือ (ด้วยความคิด) ว่า อ.ประโยชน์อะไร ของเรา ท. ในที่นี้ ในกาลเป็นที่ไป แห่งแม่เจ้า ของเรา ท. ดังนี้ ฯ

    ชาวบ้าน ๑๔ ตำบลพอได้ยินเสียง จึงออกไปไม่เหลือใคร ๆ เลย ด้วยคิดว่า "จัดมีประโยชน์อะไรแก่พวกเราในที่นี้ ในเวลาที่แม่ เจ้าของเราไปเสีย."

  4. ๔

    ฝ่ายธนญชัยเศรษฐี กระทำสักการะแก่พระราชาและมิคารเศรษฐี แล้วตามไปส่งหน่อยหนึ่งแล้วส่งลูกสาวไปพร้อมกับคนเหล่านั้นแล้ว ฯ

    ธนญฺชยเสฏฺฐีปิ รญฺโญ จ มิคารเสฏฺฐิโน จ สกฺการํ กตฺวา โถกํ อนุคนฺตฺวา เตหิ สทฺธึ ธีตรํ อุยฺโยเชสิ.

    แม้ อ.เศรษฐีชื่อว่าธนญชัย กระทำแล้ว ซึ่งสักการะ แก่พระราชา ด้วย แก่เศรษฐีชื่อว่ามิคาระ ด้วย ตามไปแล้ว หน่อยหนึ่ง ส่งไปแล้ว ซึ่งธิดา กับ (ด้วยชน ท.) เหล่านั้น ฯ

    ฝ่ายธนญชัยเศรษฐี ทำสักการะแด่พระราชาและมิคารเศรษฐีแล้ว ก็ตามไปส่งธิดากับคนเหล่านั้นหน่อยหนึ่ง.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๖๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง กำลังเที่ยวบิณฑบาต เข้าไปสู่เรือนหลังนั้นแล้ว ฯ

    ตสฺมึ สมเย เอโก ปิณฺฑจาริกตฺเถโร ปิณฺฑาย จรนฺโต ตํ นิเวสนํ ปาวิสิ.

    ในสมัย นั้น อ.พระเถระผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นปกติ รูปหนึ่ง เที่ยวไปอยู่ เพื่อบิณฑะ ได้เข้าไปแล้ว สู่นิเวศน์ นั้น ฯ

    ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต ได้เข้าไปสู่เรือนหลังนั้นแล้ว.

  2. ๒

    นางวิสาขายืนพัดพ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้วคิดว่า ไม่ควรบอกพ่อผัว จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยประการที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้ ฯ

    วิสาขา สสุรํ วีชมานา ฐิตา ตํ ทิสฺวา “สสุรสฺส อาจิกฺขิตุํ อยุตฺตนฺติ, ยถา โส เถรํ ปสฺสติ; เอวํ อปคนฺตฺวา อฏฺฐาสิ.

    อ.นางวิสาขา ยืน พัดอยู่แล้ว ซึ่งพ่อผัว เห็นแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) บอก แก่พ่อผัว ไม่ควรแล้ว ดังนี้, (อ.พ่อผัว) นั้น จะเห็น ซึ่งพระเถระ โดยประการใด ; ได้หลีกไปยืนแล้ว โดยประการนั้น ฯ

    นางวิสาขายืนพัดพ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้ว คิดว่า "การบอกพ่อผัวไม่ควร,"จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยอาการที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้.

  3. ๓

    แต่เศรษฐีนั้นเป็นคนพาล แม้เห็นพระเถระ ก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น ก้มหน้าบริโภคอย่างเดียว ฯ

    โส ปน พาโล เถรํ ทิสฺวาปิ อปสฺสนฺโต วิย หุตฺวา อโธมุโข ภุญฺชเตว.

    แต่ว่า (อ.พ่อผัว) นั้น เป็นคนพาล (เป็น) แม้เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ เป็นราวกะว่า ไม่เห็นอยู่ เป็น ผู้มีหน้าในเบื้องต่ำ บริโภคอยู่นั่นเทียว ฯ

    แต่เศรษฐีนั้นเป็นพาล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เห็นก้มหน้าบริโภคอยู่นั่นเอง.

  4. ๔

    นางวิสาขารู้ว่า พ่อผัวของเรา แม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่ จึงกล่าวว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า ฯ

    วิสาขา “เถรํ ทิสฺวาปิ เม สสุโร สญฺญํ น กโรตีติ ญตฺวา “อติจฺฉถ ภนฺเต, มยฺหํ สสุโร ปุราณํ ขาทตีติ อาห.

    อ.นางวิสาขา รู้แล้ว ว่า อ.พ่อผัว ของเรา แม้เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ย่อมไม่กระทำ ซึ่งความสำคัญ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงปรารถนาล่วงเถิด, อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขารู้ว่า "พ่อผัวของเราแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่" จึงกล่าวว่า "นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า."

  5. ๕

    เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอกในขณะที่นางวิสาขากล่าวนั่นเองว่า บริโภคของเก่า ก็ชักมือกลับ กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี่ จงขับไล่นางนั้นออกจากเรือนนี้ นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในกาลอันเป็นมงคลเช่นนี้ ฯ

    โส นิคฺคณฺเฐหิ กถิตกาเล อธิวาเสตฺวาปิ “ปุราณํ ขาทตีติ วุตฺตกฺขเณเยว หตฺถํ อปเนตฺวา “อิมํ ปายาสํ อิโต หรถ, เอตํ อิมสฺมา เคหา นิกฺกฑฺฒถ, อยํ มํ เอวรูเป มงฺคลกาเล อสุจิขาทกํ นาม กโรตีติ อาห.

    (อ.เศรษฐี) นั้น แม้ (ยังความโกรธ) ให้อยู่ทับแล้ว ในกาล (แห่งคำ) อันนิรครนถ์ ท. กล่าวแล้ว นำไปปราศแล้ว ซึ่งมือ ในขณะแห่งคำ ว่า (อ.พ่อผัว ของดิฉัน) ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ (อันนางวิสาขา) กล่าวแล้วนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. จงนำไป ซึ่งข้าวปายาส นี้ จากที่นั้น, อ.ท่าน ท. จงคร่าออก (ซึ่งนางวิสาขา) นั่น จากเรือน นี้, (อ.นางวิสาขา) นี้ ย่อมกระทำ ซึ่งเรา ชื่อว่า ให้เป็นผู้เคี้ยวกินซึ่งของอันไม่สะอาด ในกาลอันเป็นมงคล มีอย่างนี้เป็นรูป ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอก (แต่) ในขณะที่นางวิสาขากล่าวว่า "บริโภคของเก่า" นั่นเองก็วางมือ กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี่,จงขับไล่นางนั่นออกจากเรือนนี้, นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในกาลมงคลเช่นนี้."

  6. ๖

    ก็แล ทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่อาจจะเข้าใกล้ ฯ

    ตสฺมึ โข ปน นิเวสเน สพฺเพ ทาสกมฺมกรา วิสาขาย สนฺตกาว อุปคนฺตุํ น วิสหนฺติ.

    ก็ อ.ทาสและกรรมกร ท. ทั้งปวง ในนิเวศน์ นั้น แล ผู้เป็นคนมีอยู่ ของนางวิสาขา เทียว ย่อมไม่อาจ เพื่ออันเข้าไปใกล้ ฯ

    ก็แลทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่อาจจะเข้าใกล้,

  7. ๗

    ใครเล่าจักจับนางที่มือหรือที่เท้า แม้ผู้สามารถจะกล่าวด้วยปากก็ไม่มี ฯ

    โก นํ หตฺเถ วา ปาเท วา คณฺหิสฺสติ, มุเขน กเถตุํ สมตฺโถปิ นตฺถิ.

    อ.ใคร จักจับ (ซึ่งนางวิสาขา) นั้น ที่มือ หรือ หรือว่าที่เท้า, อ.บุคคล แม้ผู้สามารถ เพื่ออันกล่าว ด้วยปาก ย่อมไม่มี ฯ

    ใครจักจับนางที่มือหรือที่เท้า, แม้ผู้สามารถกล่าวด้วยปากก็ไม่มี.

  8. ๘

    นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้ว กล่าวว่า คุณพ่อ ดิฉันจะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คุณพ่อมิได้นำดิฉันมาเหมือนนำนางกุมภทาสีมาจากท่าน้ำ ธรรมดา ธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะเหตุนี้นั่นแล ในเวลาจะมาที่นี่ คุณพ่อของดิฉันจึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมาพูดว่า ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเรา พวกท่านพึงชำระ ดังนี้แล้ว ก็มอบดิฉันไว้ในมือของกุฎุมพีเหล่านั้น คุณพ่อจงให้เรียกท่านเหล่านั้นมาแล้ว ให้ชำระโทษของดิฉัน ฯ

    วิสาขา สสุรสฺส กถํ สุตฺวา อาห “ตาต น เอตฺตเกเนว มยํ นิกฺขมาม, นาหํ ตุมฺเหหิ อุทกติตฺถโต กุมฺภทาสี วิย อานีตา, ธรมานกมาตาปิตูนํ ธีตโร นาม น เอตฺตเกเนว นิกฺขมนฺติ; เอเตเนว เม การเณน ปิตา อิธาคมนกาเล อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปกฺโกสาเปตฺวา ‘สเจ เม ธีตุ โทโส อุปฺปชฺชติ, โสเธยฺยาถาติ วตฺวา มํ เตสํ หตฺเถ ฐเปสิ, เต ปกฺโกสาเปตฺวา มยฺหํ โทสํ โสธาเปถาติ.

    อ.นางวิสาขา ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของพ่อผัว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ดิฉัน ท. ย่อมออกไป ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว หามิได้,อ.ดิฉัน เป็นผู้ อันท่าน ท. นำมาแล้ว ราวกะ อ.นางกุมภทาสี (อันบุคคล นำมาอยู่) จากท่าแห่งน้ำ (ย่อมเป็น) หามิได้, ชื่อ อ.ธิดา ท. ของมารดาและบิดาผู้ทรงอยู่ ท. ย่อมออกไป ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว หามิได้ ; อ.บิดา ของดิฉัน (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ ในกาลเป็นที่มา ในที่นี้ ด้วยเหตุ นั่นนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.โทษ จะเกิดขึ้น แก่ธิดา ของข้าพเจ้าไซร้, อ.ท่าน ท. (ยังโทษนั้น) พึงให้หมดจด ดังนี้ ตั้งไว้แล้ว ซึ่งดิฉัน ในมือ ของกุฎุมพี ท. ๘ เหล่านั้น, อ.ท่าน ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ เหล่านั้น ยังโทษ ของดิฉัน จงให้หมดจดเถิด ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้ว กล่าวว่า "คุณพ่อ ดิฉันจะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้, คุณพ่อมิได้นำดิฉันมา เหมือนนำนางกุมภทาสีมาแต่ท่าน้ำ, ธรรมดาธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้; เพราะเหตุนั้นแล ในเวลาจะมาที่นี้ คุณพ่อของดิฉัน จึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมา พูดว่า 'ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเรา, พวกท่านพึงชำระ, ดังนี้แล้ว ก็มอบดิฉันไว้ในมือของกฏุมพีเหล่านั้น, คุณพ่อจงเรียกท่านเหล่านั้นมาแล้วให้ชำระโทษของดิฉัน,"

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๑ ข้อ ๑ หน้า ๖๐ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นางวิสาขายืนพัดพ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้ว จึงดำริว่า เราจะบอกพ่อผัว (ดูจะ) ไม่เหมาะ จึงได้ยืนหลบไปเสียโดยประการที่พ่อผัวนั้นจะแลเห็นพระเถระได้ ฯ

    วิสาขา สสุรํ วีชมานา ฐิตา ตํ ทิสฺวา “สสุรสฺส อาจิกฺขิตุํ อยุตฺตนฺติ, ยถา โส เถรํ ปสฺสติ; เอวํ อปคนฺตฺวา อฏฺฐาสิ.

    อ.นางวิสาขา ยืน พัดอยู่แล้ว ซึ่งพ่อผัว เห็นแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) บอก แก่พ่อผัว ไม่ควรแล้ว ดังนี้, (อ.พ่อผัว) นั้น จะเห็น ซึ่งพระเถระ โดยประการใด ; ได้หลีกไปยืนแล้ว โดยประการนั้น ฯ

    นางวิสาขายืนพัดพ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้ว คิดว่า "การบอกพ่อผัวไม่ควร,"จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยอาการที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้.

  2. ๒

    แต่พ่อผัวนั้นเป็นคนพาล แม้เห็นพระเถระแล้วก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น ก้มหน้าบริโภคอย่างเดียว ฯ

    โส ปน พาโล เถรํ ทิสฺวาปิ อปสฺสนฺโต วิย หุตฺวา อโธมุโข ภุญฺชเตว.

    แต่ว่า (อ.พ่อผัว) นั้น เป็นคนพาล (เป็น) แม้เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ เป็นราวกะว่า ไม่เห็นอยู่ เป็น ผู้มีหน้าในเบื้องต่ำ บริโภคอยู่นั่นเทียว ฯ

    แต่เศรษฐีนั้นเป็นพาล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เห็นก้มหน้าบริโภคอยู่นั่นเอง.

  3. ๓

    นางวิสาขาทราบว่า พ่อผัวเราถึงแลเห็นพระเถระแล้วก็ไม่กระทำความสำคัญ จึงเรียนว่า ขอได้โปรดข้างหน้าเถิด ท่านเจ้าข้า พ่อผัวดิฉันกำลังเคี้ยวกินของเก่า ฯ

    วิสาขา “เถรํ ทิสฺวาปิ เม สสุโร สญฺญํ น กโรตีติ ญตฺวา “อติจฺฉถ ภนฺเต, มยฺหํ สสุโร ปุราณํ ขาทตีติ อาห.

    อ.นางวิสาขา รู้แล้ว ว่า อ.พ่อผัว ของเรา แม้เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ย่อมไม่กระทำ ซึ่งความสำคัญ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงปรารถนาล่วงเถิด, อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขารู้ว่า "พ่อผัวของเราแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่" จึงกล่าวว่า "นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า."

  4. ๔

    ท่านเศรษฐีนั้นแม้อดกลั้นไว้ได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์ว่ากล่าว (แต่) ในขณะที่นางวิสาขาพูดว่า พ่อผัวดิฉันกำลังเคี้ยวกินของเก่า นั่นเอง ชักมือออกมาแล้วพูดว่า พวกท่านจงนำข้าวปายาสนี้ออกไป จากที่นี้ จงลากนางนั่นออกไปจากเรือนหลังนี้ นางคนนี้กระทำเราให้มีชื่อว่าเป็นคนเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในเวลามงคลเห็นปานนี้ ฯ

    โส นิคฺคณฺเฐหิ กถิตกาเล อธิวาเสตฺวาปิ “ปุราณํ ขาทตีติ วุตฺตกฺขเณเยว หตฺถํ อปเนตฺวา “อิมํ ปายาสํ อิโต หรถ, เอตํ อิมสฺมา เคหา นิกฺกฑฺฒถ, อยํ มํ เอวรูเป มงฺคลกาเล อสุจิขาทกํ นาม กโรตีติ อาห.

    (อ.เศรษฐี) นั้น แม้ (ยังความโกรธ) ให้อยู่ทับแล้ว ในกาล (แห่งคำ) อันนิรครนถ์ ท. กล่าวแล้ว นำไปปราศแล้ว ซึ่งมือ ในขณะแห่งคำ ว่า (อ.พ่อผัว ของดิฉัน) ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ (อันนางวิสาขา) กล่าวแล้วนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. จงนำไป ซึ่งข้าวปายาส นี้ จากที่นั้น, อ.ท่าน ท. จงคร่าออก (ซึ่งนางวิสาขา) นั่น จากเรือน นี้, (อ.นางวิสาขา) นี้ ย่อมกระทำ ซึ่งเรา ชื่อว่า ให้เป็นผู้เคี้ยวกินซึ่งของอันไม่สะอาด ในกาลอันเป็นมงคล มีอย่างนี้เป็นรูป ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอก (แต่) ในขณะที่นางวิสาขากล่าวว่า "บริโภคของเก่า" นั่นเองก็วางมือ กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี่,จงขับไล่นางนั่นออกจากเรือนนี้, นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในกาลมงคลเช่นนี้."

  5. ๕

    นางวิสาขาได้ยินถ้อยคำพ่อผัวแล้วจึงเรียนว่า คุณพ่อ พวกเราออกมาด้วยเหตุเพียงนี้เท่านั้นหามิได้ ตัวดิฉันคุณพ่อได้นำมาเหมือนขี้ข้าหิ้วหม้อน้ำ ซึ่งถูกนำมาจากท่าน้ำหามิได้ ธรรมดาพวกลูกสาวของพ่อแม่ซึ่งยังทรงชีพอยู่จะออกมาด้วยเหตุเพียงเท่านี้เท่านั้นหามิได้ ด้วยเหตุนี้นั่นเอง คุณพ่อดิฉันจึงให้เชิญกุฎุมพี ๘ คน มาในเวลาที่ (ดิฉัน) มา ณ ที่นี้ แล้วบอกว่า ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ลูกสาวของเรา ขอพวกท่านพึงช่วยชำระ แล้วมอบดิฉันไว้ในมือของกุฎุมพีพวกนั้น คุณพ่อโปรดให้เชิญกุฎุมพีพวกนั้นมาแล้วให้ชำระโทษดิฉันเถิด ฯ

    ตสฺมึ โข ปน นิเวสเน สพฺเพ ทาสกมฺมกรา วิสาขาย สนฺตกาว อุปคนฺตุํ น วิสหนฺติ. โก นํ หตฺเถ วา ปาเท วา คณฺหิสฺสติ, มุเขน กเถตุํ สมตฺโถปิ นตฺถิ. วิสาขา สสุรสฺส กถํ สุตฺวา อาห “ตาต น เอตฺตเกเนว มยํ นิกฺขมาม, นาหํ ตุมฺเหหิ อุทกติตฺถโต กุมฺภทาสี วิย อานีตา, ธรมานกมาตาปิตูนํ ธีตโร นาม น เอตฺตเกเนว นิกฺขมนฺติ; เอเตเนว เม การเณน ปิตา อิธาคมนกาเล อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปกฺโกสาเปตฺวา ‘สเจ เม ธีตุ โทโส อุปฺปชฺชติ, โสเธยฺยาถาติ วตฺวา มํ เตสํ หตฺเถ ฐเปสิ, เต ปกฺโกสาเปตฺวา มยฺหํ โทสํ โสธาเปถาติ.

    ก็ อ.ทาสและกรรมกร ท. ทั้งปวง ในนิเวศน์ นั้น แล ผู้เป็นคนมีอยู่ ของนางวิสาขา เทียว ย่อมไม่อาจ เพื่ออันเข้าไปใกล้ ฯ อ.ใคร จักจับ (ซึ่งนางวิสาขา) นั้น ที่มือ หรือ หรือว่าที่เท้า, อ.บุคคล แม้ผู้สามารถ เพื่ออันกล่าว ด้วยปาก ย่อมไม่มี ฯ อ.นางวิสาขา ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของพ่อผัว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ดิฉัน ท. ย่อมออกไป ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว หามิได้,อ.ดิฉัน เป็นผู้ อันท่าน ท. นำมาแล้ว ราวกะ อ.นางกุมภทาสี (อันบุคคล นำมาอยู่) จากท่าแห่งน้ำ (ย่อมเป็น) หามิได้, ชื่อ อ.ธิดา ท. ของมารดาและบิดาผู้ทรงอยู่ ท. ย่อมออกไป ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว หามิได้ ; อ.บิดา ของดิฉัน (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ ในกาลเป็นที่มา ในที่นี้ ด้วยเหตุ นั่นนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.โทษ จะเกิดขึ้น แก่ธิดา ของข้าพเจ้าไซร้, อ.ท่าน ท. (ยังโทษนั้น) พึงให้หมดจด ดังนี้ ตั้งไว้แล้ว ซึ่งดิฉัน ในมือ ของกุฎุมพี ท. ๘ เหล่านั้น, อ.ท่าน ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ เหล่านั้น ยังโทษ ของดิฉัน จงให้หมดจดเถิด ดังนี้ ฯ

    ก็แลทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่อาจจะเข้าใกล้, ใครจักจับนางที่มือหรือที่เท้า, แม้ผู้สามารถกล่าวด้วยปากก็ไม่มี. นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้ว กล่าวว่า "คุณพ่อ ดิฉันจะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้, คุณพ่อมิได้นำดิฉันมา เหมือนนำนางกุมภทาสีมาแต่ท่าน้ำ, ธรรมดาธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้; เพราะเหตุนั้นแล ในเวลาจะมาที่นี้ คุณพ่อของดิฉัน จึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมา พูดว่า 'ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเรา, พวกท่านพึงชำระ, ดังนี้แล้ว ก็มอบดิฉันไว้ในมือของกฏุมพีเหล่านั้น, คุณพ่อจงเรียกท่านเหล่านั้นมาแล้วให้ชำระโทษของดิฉัน,"

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ หน้า ๖๑–๖๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เศรษฐีคิดว่า นางวิสาขานี้พูดถูก ดังนี้ จึงให้เชิญกฎุมพี ๘ คน มาแล้วบอกว่า นางทาริกาคนนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้นั่งรับประทานข้าวปายาสมีน้ำแข้นในถาดทองคำอยู่ ในเวลาทำมงคลว่า ผู้เคี้ยวกินของไม่สะอาด พวกท่านจงยกโทษนางวิสาขานี้แล้วคร่านางนี้ออกไปจากเรือนนี้ ฯ

    เสฏฺฐี “กลฺยาณํ เอสา กเถตีติ อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปกฺโกสาเปตฺวา “อยํ ทาริกา มงฺคลกาเล นิสีทิตฺวา สุวณฺณปาติยํ นิรุทกปายาสํ ปริภุญฺชนฺตํ มํ `อสุจิขาทโกติ วทติ, อิมิสฺสา โทสํ อาโรเปตฺวา อิมํ อิโต นิกฺกฑฺฒถาติ.

    อ.เศรษฐี (คิดแล้ว) ว่า (อ.นางวิสาขา) นั่น ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อันงาม ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เด็กหญิง นี้ ย่อมกล่าว กะข้าพเจ้า ผู้นั่ง บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวปายาสมีน้ำออกแล้ว ในถาดอันเป็นวิการแห่งทอง ในกาลอันเป็นมงคล ว่า เป็นผู้เคี้ยวกินซึ่งของไม่สะอาด ดังนี้, อ.ท่าน ท. ยกขึ้นแล้ว ซึ่งโทษ (ของเด็กหญิง) นี้ จงคร่าออก (ซึ่งเด็กหญิง) นี้ จากเรือนนี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีคิดว่า "นางวิสาขานี้ พูดดี" จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า "นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานเข้าปายาสมีน้ำแข้นในถาดทอง ในเวลามงคลว่า 'ผู้กินของไม่สะอาด,' พวกท่านยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้."

  2. ๒

    ทราบว่า อย่างนั้นหรือ แม่นาง ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  3. ๓

    ดิฉันมิได้พูดอย่างนั้น แต่เมื่อพระเถระผู้ถือเที่ยวไปบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยอยู่ ไม่สนใจถึงพระเถระรูปนั้น ดิฉันคิดว่า พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ ย่อมเคี้ยวกินเฉพาะบุญเก่าเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้พูดว่า นิมนต์โปรดข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉันกำลังเคี้ยวกินของเก่า ในเรื่องนี้ดิฉันจักมีความผิดอะไรเล่า ฯ

    “นาหํ เอวํ วทามิ, เอกสฺมึ ปน ปิณฺฑจาริกตฺเถเร ฆรทฺวาเร ฐิเต, สสุโร เม อปฺโปทกํ มธุปายาสํ ปริภุญฺชนฺโต ตํ น มนสิกโรติ, อหํ `มยฺหํ สสุโร อิมสฺมึ อตฺตภาเว ปุญฺญํ น กโรติ ปุราณปุญฺญเมว ขาทตีติ จินฺเตตฺวา `อติจฺฉถ ภนฺเต, มยฺหํ สสุโร ปุราณํ ขาทตีติ อวจํ; เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดิฉัน ย่อมกล่าว อย่างนั้น หามิได้, แต่ว่า ครั้นเมื่อพระเถระผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นปกติ รูปหนึ่ง ยืนแล้ว ใกล้ประตูแห่งเรือน, อ.พ่อผัว ของดิฉัน บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวมธุปายาส มีน้ำอันน้อย ย่อมไม่กระทำไว้ในใจ (ซึ่งพระเถระรูป) นั้น, อ.ดิฉัน คิดแล้ว ว่า อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมไม่กระทำ ซึ่งบุญ ในอัตภาพ นี้ ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งบุญเก่านั่นเทียว ดังนี้ ได้กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงปรารถนาล่วงเถิด, อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ ; อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น, แต่เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่า 'พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้, บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น, จึงได้พูดว่า 'นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภคของเก่า,' โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ?

  4. ๔

    ท่านผู้เจริญ ในเรื่องนี้ไม่มีความผิด ธิดาของพวกเราพูดถูกต้องแล้ว ท่านโกรธเพราะเหตุไรเล่า ฯ

    “อยฺย อิธ โทโส นตฺถิ, อมฺหากํ ธีตา ยุตฺตํ กเถติ, ตฺวํ กสฺมา กุชฺฌสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.โทษ ย่อมไม่มี ในเพราะเหตุนี้, อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอันควรแล้ว, อ.ท่าน ย่อมโกรธ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี, ธิดาของข้าพเจ้ากล่าวชอบ, เหตุไร ท่านจึงโกรธ ?

  5. ๕

    ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความผิดนี้จงยกไว้ แต่ในยามเที่ยงคืนวันหนึ่ง นางวิสาขานี้ผู้อันคนรับใช้ชายหญิงแวดล้อมได้ไปที่หลังเรือน ฯ

    “อยฺยา เอส ตาว โทโส มา โหตุ, อยํ ปน เอกทิวสํ มชฺฌิมยาเม ทาสทาสีหิ ปริวุตา ปจฺฉาเคหํ อคมาสีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ท. อ.โทษ นั่น จงอย่า มี ก่อน, แต่ว่า (อ.นางวิสาขา) นี้ ผู้อัน ทาสและทาสี ท. แวดล้อมแล้ว ได้ไปแล้ว สู่ภายหลังแห่งเรือน ในมัชฌิมยาม ในวันหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้วได้ไปหลังเรือน.

  6. ๖

    ทราบว่า อย่างนั้นหรือ แม่นาง ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  7. ๗

    คุณพ่อ ดิฉัน มิได้ไปเพราะเหตุอื่น ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้ว ใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า การที่นั่งเสียไม่เอาใจใส่ ไม่สมควร จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงรับใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว ในเรื่องนี้ ดิฉัน จะมีความผิดอะไร ฯ

    “ตาตา นาหํ อญฺเญน การเณน คตา, อิมสฺมึ ปน เคเห อาชานียวฬวาย วิชาตาย, `สญฺญํปิ อกตฺวา นิสีทิตุํ อยุตฺตนฺติ ทณฺฑทีปเก คาหาเปตฺวา ทาสีหิ สทฺธึ คนฺตฺวา วฬวาย วิชาตาย ปริหารํ การาเปสึ, เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ดิฉัน เป็นผู้ไปแล้ว เพราะเหตุ อื่น (ย่อมเป็น) หามิได้, ก็ ครั้นเมื่อ นางลาตัวเป็นแม่ของม้าอาชาไนย คลอดแล้ว ใกล้เรือนนี้, (อ.ดิฉัน คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ไม่กระทำแล้ว แม้ซึ่งความสำคัญ นั่ง ไม่ควรแล้วดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งประทีปมีด้าม ท. ไปแล้ว กับ ด้วยทาสี ท. (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งการบริหาร แก่นางลา ตัวคลอดแล้ว, อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้เป็นเพราะเหตุอื่น, ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า 'การที่นั่งเฉยไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร' จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว, ในเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร ?

  8. ๘

    ท่านผู้เจริญ ธิดาของพวกเราทำกรรมแม้พวกหญิงรับใช้ก็ไม่พึงทำในเรือนของท่าน ในเรื่องนี้ ท่านยังเห็นความผิดอะไรหรือ ฯ

    “อยฺย อมฺหากํ ธีตา ตว เคเห ทาสีหิปิ อกตฺตพฺพกมฺมํ กโรติ, ตฺวํ เอตฺถ กึ โทสํ ปสฺสสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกระทำ ซึ่งกรรม แม้อันทาสี ท. ไม่พึงกระทำ ในเรือน ของท่าน, อ.ท่าน ย่อมเห็น ซึ่งโทษ อะไร (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้า ทำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้ ไม่พึงทำในเรือนของท่าน, ท่านยังเห็นโทษอะไร ในเพราะเหตุนี้ ?

  9. ๙

    ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความผิดในเรื่องนี้ จงยกไว้ก่อนเถิด แต่ว่าบิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ในเวลาจะมาที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อที่ลี้ลับปกปิด เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทเหล่านั้นแก่เรา ก็บิดาของนางนี้ได้กล่าวว่า ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก ดังนี้ พวกเราอาหรือหนอแล เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยกันทั้งสองฝ่ายอยู่ได้ ฯ

    “อยฺยา อิธาปิ ตาว โทโส มา โหตุ, อิมิสฺสา ปน ปิตา อิธาคมนกาเล อิมํ โอวทนฺโต คุยฺหปฺปฏิจฺฉนฺเน ทส โอวาเท อทาสิ, เตสํ อตฺถํ น ชานามิ, เตสํ เม อตฺถํ กเถตุ; อิมิสฺสา ปน ปิตา `อนฺโตอคฺคิ พหิ น นีหริตพฺโพติ อาห, สกฺกา นุ โข อมฺเหหิ อุภโต ปฏิวิสฺสกเคหานํ อคฺคึ อทตฺวา วสิตุนฺติ. “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ท. อ.โทษ ในเรื่อง แม้นี้ จงอย่า มี ก่อน, แต่ว่า อ.บิดา (ของนางวิสาขา) นี้ กล่าวสอนอยู่ (ซึ่งนางวิสาขา) นี้ ในกาลเป็นที่มา ในที่นี้ ได้ให้แล้ว ซึ่งโอวาท ท. ๑๐ อันบุคคลพึงซ่อนและอันบุคคลปกปิดแล้ว, อ.ข้าพเจ้า ย่อมไม่รู้ ซึ่งเนื้อความ แห่งโอวาท ท. ๑๐ เหล่านั้น, อ.นางวิสาขา จงบอก ซึ่งเนื้อความ แห่งโอวาท ท. ๑๐ เหล่านั้น แก่ข้าพเจ้า ; ก็ อ.บิดา (ของนางวิสาขา) นี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.ไฟในภายใน (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) ไม่พึงนำออกไป ในภายนอก ดังนี้, อันเรา ท. อาจหรือหนอแล เพื่ออัน ไม่ให้แล้ว ซึ่งไฟ แก่เรือนของบุคคลผู้คุ้นเคยกัน ท. โดยข้างทั้งสอง อยู่ ดังนี้ ฯ (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ช่างเถอะ,แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมาที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง, เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น, นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทนั้นแก่เรา; ก็บิดาของนางนี้ ได้บอกว่า 'ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก' พวกเราอาจหรือหนอ ? เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วอยู่ได้." กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๖๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เศรษฐีคิดว่า นางวิสาขานี้พูดดี จึงให้เชิญกุฎุมพีทั้ง ๘ คนมาแล้วบอกว่า นางเด็กคนนี้ พูดกะข้าพเจ้าผู้กำลังนั่งรับประทานข้าวปายาสแข้นในถาดทองในงานมงคลว่า เป็นผู้กินของไม่สะอาด พวกท่านจงยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว ฉุดคร่านางนี้ออกไปจากเรือนนี้เสีย ฯ

    เสฏฺฐี “กลฺยาณํ เอสา กเถตีติ อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปกฺโกสาเปตฺวา “อยํ ทาริกา มงฺคลกาเล นิสีทิตฺวา สุวณฺณปาติยํ นิรุทกปายาสํ ปริภุญฺชนฺตํ มํ `อสุจิขาทโกติ วทติ, อิมิสฺสา โทสํ อาโรเปตฺวา อิมํ อิโต นิกฺกฑฺฒถาติ.

    อ.เศรษฐี (คิดแล้ว) ว่า (อ.นางวิสาขา) นั่น ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อันงาม ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เด็กหญิง นี้ ย่อมกล่าว กะข้าพเจ้า ผู้นั่ง บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวปายาสมีน้ำออกแล้ว ในถาดอันเป็นวิการแห่งทอง ในกาลอันเป็นมงคล ว่า เป็นผู้เคี้ยวกินซึ่งของไม่สะอาด ดังนี้, อ.ท่าน ท. ยกขึ้นแล้ว ซึ่งโทษ (ของเด็กหญิง) นี้ จงคร่าออก (ซึ่งเด็กหญิง) นี้ จากเรือนนี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีคิดว่า "นางวิสาขานี้ พูดดี" จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า "นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานเข้าปายาสมีน้ำแข้นในถาดทอง ในเวลามงคลว่า 'ผู้กินของไม่สะอาด,' พวกท่านยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้."

  2. ๒

    กุฎุมพี สอบถามนางวิสาขาว่า นัยว่า เป็นอย่างนั้นหรือ แม่คุณ ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  3. ๓

    นางวิสาขากล่าวตอบว่า ดิฉันมิได้พูดอย่างนั้น แต่เมื่อพระเถระผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งยืนอยู่แล้วที่ใกล้ประตูเรือน พ่อผัวของดิฉันกำลังรับประทานข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยอยู่ มิได้ใส่ใจท่าน ดิฉันคิดว่า พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ บริโภคอยู่แต่บุญเก่า แท้ ๆ จึงได้พูดว่า นิมนต์โปรดข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่าอยู่ ในเรื่องนี้ ดิฉันมีโทษอะไร ฯ

    “นาหํ เอวํ วทามิ, เอกสฺมึ ปน ปิณฺฑจาริกตฺเถเร ฆรทฺวาเร ฐิเต, สสุโร เม อปฺโปทกํ มธุปายาสํ ปริภุญฺชนฺโต ตํ น มนสิกโรติ, อหํ `มยฺหํ สสุโร อิมสฺมึ อตฺตภาเว ปุญฺญํ น กโรติ ปุราณปุญฺญเมว ขาทตีติ จินฺเตตฺวา `อติจฺฉถ ภนฺเต, มยฺหํ สสุโร ปุราณํ ขาทตีติ อวจํ; เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดิฉัน ย่อมกล่าว อย่างนั้น หามิได้, แต่ว่า ครั้นเมื่อพระเถระผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นปกติ รูปหนึ่ง ยืนแล้ว ใกล้ประตูแห่งเรือน, อ.พ่อผัว ของดิฉัน บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวมธุปายาส มีน้ำอันน้อย ย่อมไม่กระทำไว้ในใจ (ซึ่งพระเถระรูป) นั้น, อ.ดิฉัน คิดแล้ว ว่า อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมไม่กระทำ ซึ่งบุญ ในอัตภาพ นี้ ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งบุญเก่านั่นเทียว ดังนี้ ได้กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงปรารถนาล่วงเถิด, อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ ; อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น, แต่เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่า 'พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้, บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น, จึงได้พูดว่า 'นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภคของเก่า,' โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ?

  4. ๔

    กุฎุมพีกล่าวว่าพ่อเจ้า ในเรื่องนี้ไม่มีโทษ ธิดาของพวกเราพูดถูกต้อง เหตุไรเล่า ท่านจึงโกรธ ฯ

    “อยฺย อิธ โทโส นตฺถิ, อมฺหากํ ธีตา ยุตฺตํ กเถติ, ตฺวํ กสฺมา กุชฺฌสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.โทษ ย่อมไม่มี ในเพราะเหตุนี้, อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอันควรแล้ว, อ.ท่าน ย่อมโกรธ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี, ธิดาของข้าพเจ้ากล่าวชอบ, เหตุไร ท่านจึงโกรธ ?

  5. ๕

    เศรษฐีกล่าวว่า พ่อเจ้าทั้งหลาย โทษนี้ยกไว้ก่อน แต่วันหนึ่งในมัชฌิมยาม นางเด็กคนนี้ มีทาสชายหญิงแวดล้อมได้ไปหลังเรือน ฯ

    “อยฺยา เอส ตาว โทโส มา โหตุ, อยํ ปน เอกทิวสํ มชฺฌิมยาเม ทาสทาสีหิ ปริวุตา ปจฺฉาเคหํ อคมาสีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ท. อ.โทษ นั่น จงอย่า มี ก่อน, แต่ว่า (อ.นางวิสาขา) นี้ ผู้อัน ทาสและทาสี ท. แวดล้อมแล้ว ได้ไปแล้ว สู่ภายหลังแห่งเรือน ในมัชฌิมยาม ในวันหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้วได้ไปหลังเรือน.

  6. ๖

    กุฎุมพีสอบถามว่า นัยว่า เป็นอย่างนั้นหรือ แม่คุณ ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  7. ๗

    นางวิสาขากล่าวตอบว่า พ่อท่านทั้งหลายดิฉันไปเพราะเหตุอื่น หามิได้ แต่เมื่อนางฬา แม่ม้าอาชาไนยตกลูกใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า การที่เรามิได้ทำความสำคัญ (อะไรเลย) นั่ง (เฉย) อยู่ไม่ควร จึงให้คนถือคบเพลิงมีด้าม ไปกับพวกนางทาสี ให้ช่วยกันกระทำการดูแลรักษาแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว ในเรื่องนี้ ดิฉันมีโทษอะไร ฯ

    “ตาตา นาหํ อญฺเญน การเณน คตา, อิมสฺมึ ปน เคเห อาชานียวฬวาย วิชาตาย, `สญฺญํปิ อกตฺวา นิสีทิตุํ อยุตฺตนฺติ ทณฺฑทีปเก คาหาเปตฺวา ทาสีหิ สทฺธึ คนฺตฺวา วฬวาย วิชาตาย ปริหารํ การาเปสึ, เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ดิฉัน เป็นผู้ไปแล้ว เพราะเหตุ อื่น (ย่อมเป็น) หามิได้, ก็ ครั้นเมื่อ นางลาตัวเป็นแม่ของม้าอาชาไนย คลอดแล้ว ใกล้เรือนนี้, (อ.ดิฉัน คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ไม่กระทำแล้ว แม้ซึ่งความสำคัญ นั่ง ไม่ควรแล้วดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งประทีปมีด้าม ท. ไปแล้ว กับ ด้วยทาสี ท. (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งการบริหาร แก่นางลา ตัวคลอดแล้ว, อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้เป็นเพราะเหตุอื่น, ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า 'การที่นั่งเฉยไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร' จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว, ในเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร ?

  8. ๘

    กุฎุมพีกล่าวว่า พ่อเจ้า ธิดาของพวกเรา ทำงานที่แม้พวกนางทาสีในเรือนของท่านก็ไม่พึงทำ ในเรื่องนี้ท่านเห็นโทษอะไร ฯ

    “อยฺย อมฺหากํ ธีตา ตว เคเห ทาสีหิปิ อกตฺตพฺพกมฺมํ กโรติ, ตฺวํ เอตฺถ กึ โทสํ ปสฺสสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกระทำ ซึ่งกรรม แม้อันทาสี ท. ไม่พึงกระทำ ในเรือน ของท่าน, อ.ท่าน ย่อมเห็น ซึ่งโทษ อะไร (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้า ทำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้ ไม่พึงทำในเรือนของท่าน, ท่านยังเห็นโทษอะไร ในเพราะเหตุนี้ ?

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๖๑–๖๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๗, พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เศรษฐีคิดว่า นางวิสาขานี้ พูดดี จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า นางทาริกานี้ว่าฉันผู้นั่งรับประทานข้าวปายาสมีน้ำข้นในถาดทอง
    ในกาลอันเป็นมงคลว่า เป็นผู้กินของไม่สะอาด พวกท่านยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้ ฯ

    เสฏฺฐี “กลฺยาณํ เอสา กเถตีติ อฏฺฐ กุฏุมฺพิเก ปกฺโกสาเปตฺวา “อยํ ทาริกา มงฺคลกาเล นิสีทิตฺวา สุวณฺณปาติยํ นิรุทกปายาสํ ปริภุญฺชนฺตํ มํ `อสุจิขาทโกติ วทติ, อิมิสฺสา โทสํ อาโรเปตฺวา อิมํ อิโต นิกฺกฑฺฒถาติ.

    อ.เศรษฐี (คิดแล้ว) ว่า (อ.นางวิสาขา) นั่น ย่อมกล่าว (ซึ่งคำ) อันงาม ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งกุฎุมพี ท. ๘ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เด็กหญิง นี้ ย่อมกล่าว กะข้าพเจ้า ผู้นั่ง บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวปายาสมีน้ำออกแล้ว ในถาดอันเป็นวิการแห่งทอง ในกาลอันเป็นมงคล ว่า เป็นผู้เคี้ยวกินซึ่งของไม่สะอาด ดังนี้, อ.ท่าน ท. ยกขึ้นแล้ว ซึ่งโทษ (ของเด็กหญิง) นี้ จงคร่าออก (ซึ่งเด็กหญิง) นี้ จากเรือนนี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีคิดว่า "นางวิสาขานี้ พูดดี" จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า "นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานเข้าปายาสมีน้ำแข้นในถาดทอง ในเวลามงคลว่า 'ผู้กินของไม่สะอาด,' พวกท่านยกโทษนางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้."

  2. ๒

    กุฎุมพีถามว่า ทราบว่า อย่างนั้นหรือแม่ ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  3. ๓

    นางวิสาขาตอบว่า ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น ก็เมื่อพระเถระผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น ฉันคิดว่า พ่อผัวของเราไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น จึงได้พูดว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภคของเก่า ดังนี้ โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ฯ

    “นาหํ เอวํ วทามิ, เอกสฺมึ ปน ปิณฺฑจาริกตฺเถเร ฆรทฺวาเร ฐิเต, สสุโร เม อปฺโปทกํ มธุปายาสํ ปริภุญฺชนฺโต ตํ น มนสิกโรติ, อหํ `มยฺหํ สสุโร อิมสฺมึ อตฺตภาเว ปุญฺญํ น กโรติ ปุราณปุญฺญเมว ขาทตีติ จินฺเตตฺวา `อติจฺฉถ ภนฺเต, มยฺหํ สสุโร ปุราณํ ขาทตีติ อวจํ; เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดิฉัน ย่อมกล่าว อย่างนั้น หามิได้, แต่ว่า ครั้นเมื่อพระเถระผู้มีอันเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นปกติ รูปหนึ่ง ยืนแล้ว ใกล้ประตูแห่งเรือน, อ.พ่อผัว ของดิฉัน บริโภคอยู่ ซึ่งข้าวมธุปายาส มีน้ำอันน้อย ย่อมไม่กระทำไว้ในใจ (ซึ่งพระเถระรูป) นั้น, อ.ดิฉัน คิดแล้ว ว่า อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมไม่กระทำ ซึ่งบุญ ในอัตภาพ นี้ ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งบุญเก่านั่นเทียว ดังนี้ ได้กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงปรารถนาล่วงเถิด, อ.พ่อผัว ของดิฉัน ย่อมเคี้ยวกิน ซึ่งของเก่า ดังนี้ ; อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น, แต่เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานข้าวธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่า 'พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้, บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น, จึงได้พูดว่า 'นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภคของเก่า,' โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ?

  4. ๔

    กุฎุมพีกล่าวว่า ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี ธิดาของพวกข้าพเจ้ากล่าวชอบ เหตุไร ท่านจึงโกรธ ฯ

    “อยฺย อิธ โทโส นตฺถิ, อมฺหากํ ธีตา ยุตฺตํ กเถติ, ตฺวํ กสฺมา กุชฺฌสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.โทษ ย่อมไม่มี ในเพราะเหตุนี้, อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอันควรแล้ว, อ.ท่าน ย่อมโกรธ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี, ธิดาของข้าพเจ้ากล่าวชอบ, เหตุไร ท่านจึงโกรธ ?

  5. ๕

    เศรษฐีกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน แต่วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้ว ได้ไปหลังเรือน ฯ

    “อยฺยา เอส ตาว โทโส มา โหตุ, อยํ ปน เอกทิวสํ มชฺฌิมยาเม ทาสทาสีหิ ปริวุตา ปจฺฉาเคหํ อคมาสีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ท. อ.โทษ นั่น จงอย่า มี ก่อน, แต่ว่า (อ.นางวิสาขา) นี้ ผู้อัน ทาสและทาสี ท. แวดล้อมแล้ว ได้ไปแล้ว สู่ภายหลังแห่งเรือน ในมัชฌิมยาม ในวันหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้วได้ไปหลังเรือน.

  6. ๖

    กุฎุมพีจึงถามว่า ทราบว่า อย่างนั้นหรือ แม่ ฯ

    “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

  7. ๗

    นางวิสาขาตอบว่า พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้ไปเพราะเหตุอื่น ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูก ใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า การที่นั่งไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร ดังนี้ จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูก ในเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร ฯ

    “ตาตา นาหํ อญฺเญน การเณน คตา, อิมสฺมึ ปน เคเห อาชานียวฬวาย วิชาตาย, `สญฺญํปิ อกตฺวา นิสีทิตุํ อยุตฺตนฺติ ทณฺฑทีปเก คาหาเปตฺวา ทาสีหิ สทฺธึ คนฺตฺวา วฬวาย วิชาตาย ปริหารํ การาเปสึ, เอตฺถ เม โก โทโสติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พ่อ ท. อ.ดิฉัน เป็นผู้ไปแล้ว เพราะเหตุ อื่น (ย่อมเป็น) หามิได้, ก็ ครั้นเมื่อ นางลาตัวเป็นแม่ของม้าอาชาไนย คลอดแล้ว ใกล้เรือนนี้, (อ.ดิฉัน คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ไม่กระทำแล้ว แม้ซึ่งความสำคัญ นั่ง ไม่ควรแล้วดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งประทีปมีด้าม ท. ไปแล้ว กับ ด้วยทาสี ท. (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งการบริหาร แก่นางลา ตัวคลอดแล้ว, อ.โทษ อะไร ของดิฉัน (จักมี) (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้เป็นเพราะเหตุอื่น, ก็เมื่อนางฬาแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า 'การที่นั่งเฉยไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร' จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ฬาที่ตกลูกแล้ว, ในเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร ?

  8. ๘

    กุฎุมพีกล่าวว่า ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้า ทำกรรมแม้แต่พวกหญิงคนใช้ก็ไม่พึงทำในเรือนของท่าน ท่านยังเห็นโทษอะไรในเพราะเหตุนี้ ฯ

    “อยฺย อมฺหากํ ธีตา ตว เคเห ทาสีหิปิ อกตฺตพฺพกมฺมํ กโรติ, ตฺวํ เอตฺถ กึ โทสํ ปสฺสสีติ.

    (อ.กุฎุมพี ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.ธิดา ของเรา ท. ย่อมกระทำ ซึ่งกรรม แม้อันทาสี ท. ไม่พึงกระทำ ในเรือน ของท่าน, อ.ท่าน ย่อมเห็น ซึ่งโทษ อะไร (ในเพราะเหตุ) นี้ ดังนี้ ฯ

    กุฎุมพี. ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้า ทำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้ ไม่พึงทำในเรือนของท่าน, ท่านยังเห็นโทษอะไร ในเพราะเหตุนี้ ?

  9. ๙

    เศรษฐีกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษก็ช่างเถอะ แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมาที่นี่ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทเหล่านั้นแก่เรา ก็บิดาของนางนี้กล่าวว่า ไฟภายในไม่พึงนำออกไปภายนอก ดังนี้ พวกเราอาจหรือหนอเพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วอยู่ได้ ฯ

    “อยฺยา อิธาปิ ตาว โทโส มา โหตุ, อิมิสฺสา ปน ปิตา อิธาคมนกาเล อิมํ โอวทนฺโต คุยฺหปฺปฏิจฺฉนฺเน ทส โอวาเท อทาสิ, เตสํ อตฺถํ น ชานามิ, เตสํ เม อตฺถํ กเถตุ; อิมิสฺสา ปน ปิตา `อนฺโตอคฺคิ พหิ น นีหริตพฺโพติ อาห, สกฺกา นุ โข อมฺเหหิ อุภโต ปฏิวิสฺสกเคหานํ อคฺคึ อทตฺวา วสิตุนฺติ. “เอวํ กิร อมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ท. อ.โทษ ในเรื่อง แม้นี้ จงอย่า มี ก่อน, แต่ว่า อ.บิดา (ของนางวิสาขา) นี้ กล่าวสอนอยู่ (ซึ่งนางวิสาขา) นี้ ในกาลเป็นที่มา ในที่นี้ ได้ให้แล้ว ซึ่งโอวาท ท. ๑๐ อันบุคคลพึงซ่อนและอันบุคคลปกปิดแล้ว, อ.ข้าพเจ้า ย่อมไม่รู้ ซึ่งเนื้อความ แห่งโอวาท ท. ๑๐ เหล่านั้น, อ.นางวิสาขา จงบอก ซึ่งเนื้อความ แห่งโอวาท ท. ๑๐ เหล่านั้น แก่ข้าพเจ้า ; ก็ อ.บิดา (ของนางวิสาขา) นี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.ไฟในภายใน (อันหญิง ชื่อว่าผู้อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งพ่อผัว) ไม่พึงนำออกไป ในภายนอก ดังนี้, อันเรา ท. อาจหรือหนอแล เพื่ออัน ไม่ให้แล้ว ซึ่งไฟ แก่เรือนของบุคคลผู้คุ้นเคยกัน ท. โดยข้างทั้งสอง อยู่ ดังนี้ ฯ (อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ได้ยินว่า อ.อย่างนั้นหรือ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ช่างเถอะ,แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมาที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง, เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น, นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทนั้นแก่เรา; ก็บิดาของนางนี้ ได้บอกว่า 'ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก' พวกเราอาจหรือหนอ ? เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วอยู่ได้." กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๖๗–๖๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถี นางวิสาขามิคารมารดา มีบุตรมาก มีหลานมาก มีบุตรไม่เป็นโรค มีหลานไม่เป็นโรค เป็นที่รับรู้กันมาว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง ฯ ในบุตรและหลานหลายพัน ซึ่งมีจำนวนขนาดนั้น ชื่อว่าถึงความตายในระหว่าง มิได้มีแม้แต่คนเดียว ฯ ในงานมหรสพที่เป็นมงคล ชาวกรุงสาวัตถี ย่อมเชิญนางวิสาขาให้บริโภคก่อน ฯ

    เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ วิสาขา มิคารมาตา พหุปุตฺตา โหติ พหุนตฺตา อโรคปุตฺตา อโรคนตฺตา อภิมงฺคลสมฺมตา. ตาวตเกสุ ปุตฺตนตฺตสหสฺเสสุ เอโกปิ อนฺตรา มรณปฺปตฺโต นาม นาโหสิ. สาวตฺถีวาสิโน มงฺคเลสุ ฉเณสุ วิสาขํ ปฐมํ นิมนฺเตตฺวา โภเชนฺติ.

    ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.นางวิสาขา ผู้มิคารมารดา เป็นผู้มีลูกมาก เป็นผู้มีหลานมาก เป็นผู้มีลูกมีโรคหามิได้ เป็นผู้มีหลานมีโรคหามิได้ เป็นผู้ (อันมหาชน) รู้พร้อมแล้วว่าเป็นมงคล ยิ่ง ย่อมมี ในเมือง ชื่อว่าสาวัตถี ฯ ในพันแห่งลูกและหลาน ท. มีประมาณเท่านั้นหนา (อ.ลูกหรือ หรือว่า อ.หลาน) แม้คนหนึ่ง ชื่อว่า เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความตาย ในระหว่าง ไม่ได้มีแล้ว ฯ อ.ชน ท. ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าสาวัตถีโดยปกติ เชื้อเชิญแล้ว ซึ่งนางวิสาขา ก่อน (ยังนางวิสาขา) ให้บริโภคอยู่ ในงาน ท. อันเป็นมงคล ฯ

    ก็โดยสมัยนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา มีบุตรมาก มีหลานมาก มีบุตรหาโรคมิได้ มีหลานหาโรคมิได้ สมมติกันว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง ในกรุงสาวัตถี. บรรดาบุตรหลายตั้งพัน มีจำนวนเท่านั้น แม้คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ถึงความตายในระหว่าง มิได้มีแล้ว. ในงานมหรสพที่เป็นมงคล ชาวกรุงสาวัตถี ย่อมอันเชิญนางวิสาขาให้บริโภคก่อน.

  2. ๒

    ต่อมา ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหาชนประดับแต่งตัวไปวัดเพื่อฟังธรรม แม้นางวิสาขา บริโภคในที่ที่เขาเชิญแล้ว ก็แต่งเครื่องมหาลดาปสาธน์ ไปวัดกับมหาชน ได้เปลื้องเครื่องประดับให้แก่หญิงคนใช้ไว้ ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวถึงเอาไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล มีการมหรสพในกรุงสาวัตถี มนุษย์ทั้งหลายแต่งตัวเตรียมการแล้ว ไปวัด ฯ

    อเถกสฺมึ อุสฺสวทิวเส มหาชเน มณฺฑิตปฺปสาธิเต ธมฺมสฺสวนาย วิหารํ คจฺฉนฺเต, วิสาขาปิ นิมนฺติตฏฺฐาเน ภุญฺชิตฺวา มหาลตาปสาธนํ ปสาเธตฺวา มหาชเนน สทฺธึ วิหารํ คนฺตฺวา อาภรณานิ มุญฺจิตฺวา ทาสิยา อทาสิ, ยํ สนฺธาย วุตฺตํ “เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ อุสฺสโว โหติ, มนุสฺสา อลงฺกตปฏิยตฺตา อารามํ คจฺฉนฺติ.

    ครั้งนั้น ครั้นเมื่อมหาชน ผู้ประดับแล้วและตกแต่งแล้ว ไปอยู่ สู่วิหาร เพื่ออันฟังซึ่งธรรม ในวันแห่งมหรสพ วันหนึ่ง, แม้ อ.นางวิสาขา บริโภคแล้ว ในที่แห่งตน (อันมหาชน) เชื้อเชิญแล้ว ประดับแล้ว ซึ่งเครื่องประดับชื่อว่ามหาลดา ไปแล้ว สู่วิหาร กับ ด้วยมหาชน เปลื้องแล้ว ซึ่งเครื่องอาภรณ์ ท. ได้ให้แล้ว, (อ.คำ) ว่า ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.มหรสพ ย่อมมี ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี, อ.มนุษย์ ท. ผู้อันบุคคลกระทำให้พอแล้วและตกแต่งแล้ว ย่อมไป สู่อาราม ฯ

    ต่อมา ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหาชนแต่งตัวไปวิหารเพื่อฟังธรรม, แม้นางวิสาขา บริโภคในที่ที่เขาเชิญแล้ว ก็แต่งเครื่องมหาลดาปสาธน์ ไปวิหารกับด้วยมหาชน ได้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ให้แก่หญิงคนใช้ไว้, ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวหมายเอาคำนี้ว่า "ก็โดยสมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถี มีการมหรสพ, มนุษย์ทั้งหลายแต่งตัวแล้วไปวัด.

  3. ๓

    แม้นางวิสาขามิคารมารดาก็แต่งตัวเตรียมการแล้ว ไปวัดฯ

    วิสาขาปิ มิคารมาตา อลงฺกตปฏิยตฺตา วิหารํ คจฺฉติ.

    แม้ อ.นางวิสาขา ผู้มิคารมารดา ผู้อันบุคคลกระทำให้พอแล้วและตกแต่งแล้ว ย่อมไป สู่วิหาร ฯ

    แม้นางวิสาขามิคารมารดา ก็แต่งตัวไปวิหาร.

  4. ๔

    ครั้งนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา เปลื้องเครื่องประดับ ผูกให้เป็นห่อที่ผ้าห่มแล้ว ได้ให้หญิงคนใช้ว่า นี่แน่ะเธอ จงรับห่อนี้ไว้ ฯ

    อถโข วิสาขา มิคารมาตา อาภรณานิ มุญฺจิตฺวา อุตฺตราสงฺเค ภณฺฑิกํ พนฺธิตฺวา ทาสิยา อทาสิ “หนฺท เช อิมํ ภณฺฑิกํ คณฺหาหีติ.

    ครั้งนั้นแล อ.นางวิสาขา ผู้มิคารมารดา เปลื้องแล้ว ซึ่งเครื่องอาภรณ์ ท. ผูกแล้ว (กระทำ) ให้เป็นห่อมีภัณฑะ ที่ผ้าห่ม ได้ให้แล้ว แก่ทาสี (ด้วยคำ) ว่า แน่ะสาวใช้ เอาเถิด อ.เจ้า จงรับ ซึ่งห่อมีภัณฑะ นี้ ดังนี้ ๆ (อันพระธรรมสังคาหกาจารย์) กล่าวแล้ว หมายเอา (ซึ่งทาสี) ใด, แก่ทาสี (นั้น) ฯ

    ครั้งนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา เปลื้องเครื่องประดับผูกให้เป็นห่อที่ผ้าห่มแล้วได้ (ส่ง) ให้หญิงคนใช้ว่า "นี่แน่ะ แม่เจ้าจงรับห่อนี่ไว้."

  5. ๕

    เล่ากันว่า นางวิสาขานั้น กำลังเดินไปวัด คิดว่า อันการแต่งเครื่องประดับมีค่ามากขนาดนี้ สวมไว้บนศีรษะจนถึงหลังเท้า เข้าไปวัด ไม่สมควร จึงเปลื้องเครื่องประดับนั้นแล้ว ห่อไว้ได้ให้ไว้ในมือหญิงคนใช้ ผู้ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก ผู้เกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน ฯ

    สา กิร วิหารํ คจฺฉนฺตี “เอวรูปํ มหคฺฆํ ปสาธนํ สีเส ปฏิมุกฺกํ ยาวปาทปฺปิฏฺฐึ อลงฺการํ อลงฺกริตฺวา วิหารํ ปวิสิตุํ อยุตฺตนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา ภณฺฑิกํ กตฺวา อตฺตโน ปุญฺเญเนว นิพฺพตฺตาย ปญฺจหตฺถิตฺถามธราย ทาสิยา หตฺเถ อทาสิ.

    ได้ยินว่า (อ.นางวิสาขา) นั้น ไปอยู่ สู่วิหาร (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) กระทำให้พอแล้ว ซึ่งเครื่องประดับ อันมีค่ามาก มีอย่างนี้เป็นรูป (กระทำ) ให้เป็นเครื่องประดับ อันเราสวมแล้ว ที่ศีรษะ เพียงใดแต่หลังแห่งเท้า เข้าไป สู่วิหาร ไม่ควรแล้ว ดังนี้ แก้แล้ว (ซึ่งเครื่องประดับ) นั้น กระทำแล้ว ให้เป็นห่อมีภัณฑะ ได้ให้แล้ว ในมือ ของทาสี ผู้ทรงไว้ซึ่งเรี่ยวแรงของช้าง ๕ ผู้บังเกิดแล้ว ด้วยบุญ ของตน นั่นเทียว ฯ

    ได้ยินว่า นางวิสาขานั้น เมื่อกำลังเดินไปวิหาร คิดว่า "การที่เราสวมเครื่องประดับมีค่ามากเห็นปานนี้ไว้บนศีรษะ แล้วประดับเครื่องอลังการจนถึงหลังเท้า เข้าไปสู่วิหาร ไม่ควร" จึงเปลื้องเครื่องประดับนั้นออกห่อไว้ แล้วได้ส่งให้ในมือหญิงคนใช้ ผู้ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก ผู้เกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน.

  6. ๖

    หญิงคนใช้นั้นเท่านั้นสามารถถือเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นไว้ได้ เพราะเหตุนั้น นางวิสาขาจึงกล่าวกะหญิงคนใช้นั้นว่า แน่ะเธอ จงรับเครื่องประดับนี้ไว้ ฉันจักสวมเครื่องประดับนั้น ในเวลากลับจากสำนักพระศาสดา ฯ

    สา เอว ตํ คณฺหิตุํ สกฺโกติ, เตน ตํ อาห “อมฺม อิมํ ปสาธนํ คณฺห, สตฺถุ สนฺติกา นิวตฺตนกาเล ปสาเธสฺสามิ นนฺติ.

    (อ.ทาสี) นั้น นั่นเทียว ย่อมอาจ เพื่ออันรับ (ซึ่งเครื่องประดับ) นั้น, (เพราะเหตุ) นั้น (อ.นางวิสาขา) กล่าวแล้ว (กะทาสี) นั้น ว่า แน่ะแม่ อ.เจ้า จงรับ ซึ่งเครื่องประดับนี้, อ.เรา จักประดับ (ซึ่งเครื่องประดับ) นั้น ในกาลเป็นที่กลับ จากสำนัก ของพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    หญิงคนใช้นั้นคนเดียว ย่อมอาจเพื่อรับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นได้, เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา จึงกล่าวกะหญิงคนใช้นั้นว่า "แม่ จงรับเครื่องประดับนี้ไว้, ฉันจักสวมมันในเวลากลับจากสำนักของพระศาสดา.

  7. ๗

    ก็นางวิสาขานั้น ครั้นให้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นแล้ว ก็สวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฏฐกะ ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ฯ

    ตํ ปน ทตฺวา ฆนมฏฺฐกํ ปสาธนํ ปสาเธตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ธมฺมํ อสฺโสสิ.

    ก็ (อ.นางวิสาขา) ครั้นให้แล้ว (ซึ่งเครื่องประดับ) นั้น ประดับแล้ว ซึ่งเครื่องประดับ ชื่อว่าฆนมัฏฐกะ เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ได้ฟังแล้ว ซึ่งธรรม ฯ

    ก็นางวิสาขา ครั้นให้เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นแล้วจึงสวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฏฐกะ ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา สดับธรรมแล้ว.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๖๘–๖๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในตอนที่ฟังธรรมเสร็จแล้ว นางวิสาขานั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ

    ธมฺมสฺสวนาวสาเน ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ.

    ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งการฟังซึ่งธรรม (อ.นางวิสาขา) ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ หลีกไปแล้ว ฯ

    ในที่สุดการสดับธรรม นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.

  2. ๒

    ฝ่ายหญิงคนใช้นั้นของนางลืมเครื่องประดับนั้นแล้ว ฯ

    สาปิสฺสา ทาสี ตํ ปสาธนํ ปมฺมุฏฺฐา.

    อ.ทาสี (ของนางวิสาขา) นั้น แม้ นั้น ลืมทั่วแล้ว ซึ่งเครื่องประดับ นั้น ฯ

    ฝ่ายหญิงคนใช้นั้นของนางลืมเครื่องประดับนั้นแล้ว.

  3. ๓

    ก็เมื่อบริษัทฟังธรรม หลีกไปแล้ว ถ้าใครลืมของอะไรไว้ พระอานนทเถระ ย่อมเก็บของนั้นไว้ ฯ

    ธมฺมํ สุตฺวา ปน ปกฺกนฺตาย ปริสาย, สเจ กิญฺจิ ปมฺมุฏฺฐํ โหติ, ตํ อานนฺทตฺเถโร ปฏิสาเมติ.

    ก็ ครั้นเมื่อบริษัท ฟังแล้ว ซึ่งธรรม หลีกไปแล้ว, ถ้าว่า อ.สิ่งของอะไร ๆ เป็นของ (อันใคร ๆ) ลืมทั่วแล้ว ย่อมเป็นไซร้, อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ ย่อมเก็บงำ (ซึ่งสิ่งของ) นั้น ฯ

    ก็เมื่อบริษัทฟังธรรมหลีกไปแล้ว, ถ้าใครลืมของอะไรไว้. พระอานนทเถระ ย่อมเก็บงำของนั้น.

  4. ๔

    เพราะเหตุนี้ ในวันนั้น ท่านเห็นเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์แล้ว จึงกราบทูลพระศาสดาว่า พระพุทธเจ้าข้า นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว ฯ

    อิติ โส ตํ ทิวสํ มหาลตาปสาธนํ ทิสฺวา สตฺถุ อาโรเจสิ “ภนฺเต วิสาขา ปสาธนํ ปมฺมุสฺสิตฺวา คตาติ.

    เพราะเหตุนั้น (อ.พระเถระ) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งเครื่องประดับชื่อว่ามหาลดา ในวัน นั้น กราบทูลแล้ว แก่พระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.นางวิสาขา ลืมแล้ว ซึ่งเครื่องประดับ ไปแล้ว ดังนี้ ฯ

    เพราะเหตุดังนี้ในวันนั้น ท่านเห็นเครื่องมหาลดาปสาธน์แล้ว จึงทูลแด่พระศาสดาว่า "นางวิสาขา ลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว พระเจ้าข้า."

  5. ๕

    พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า จงเก็บไว้ในที่สมควรด้านหนึ่งเถิด อานนท์ ฯ

    “เอกมนฺเต ฐเปหิ อานนฺทาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนอานนท์ อ.เธอ จงเก็บไว้ ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า "จงเก็บไว้ในที่สุดข้างหนึ่งเถิด อานนท์."

  6. ๖

    พระเถระยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้างบันได ฯ

    เถโร ตํ อุกฺขิปิตฺวา โสปาณปสฺเส ลคฺเคตฺวา ฐเปสิ.

    อ.พระเถระ ยกขึ้นแล้ว (ซึ่งเครื่องประดับ) นั้น คล้อง เก็บไว้แล้ว ที่ข้างแห่งบันได ฯ

    พระเถระยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้างบันได.

  7. ๗

    ฝ่ายนางวิสาขา เดินเที่ยวไปภายในวิหารกับนางสุปปิยาด้วยตั้งใจว่า จักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ภิกษุผู้จรมา ภิกษุผู้เตรียมตัวจะไป และภิกษุไข้ เป็นต้น ฯ

    วิสาขาปิ สุปฺปิยาย สทฺธึ “อาคนฺตุกคมิกคิลานาทีนํ กตฺตพฺพยุตฺตกํ ชานิสฺสามีติ อนฺโตวิหาเร วิจริ.

    แม้ อ.นางวิสาขา เที่ยวไปแล้ว ในภายในแห่งวิหาร กับ ด้วยนางสุปปิยา (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักรู้ (ซึ่งกิจ) อันควรแล้วแก่กิจอันเราพึงกระทำ (แก่ภิกษุ ท.) มีภิกษุผู้จรมาและภิกษุผู้จะไปและภิกษุไข้เป็นต้น ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางวิสาขา เที่ยวเดินไปภายในวิหาร กับนางสุปปิยา ด้วยตั้งใจว่า "จักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ภิกษุอาคันตุกะภิกษุเตรียมตัวจะไปและภิกษุไข้เป็นต้น."

  8. ๘

    ก็โดยปกติแล ภิกษุหนุ่มและสามเณร ผู้ต้องการด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำมันเป็นต้น ครั้นเห็นอุบาสิกาเหล่านั้นภายในวิหารแล้ว ย่อมถือภาชนะมีถาดเป็นต้น เข้าไปหา ฯ

    ตา ปน อุปาสิกาโย อนฺโตวิหาเร ทิสฺวา สปฺปิมธุเตลาทีหิ อตฺถิกา ปกติยาว ทหรา จ สามเณรา จ ถาลกาทีนิ คเหตฺวา อุปสงฺกมนฺติ.

    ก็ อ.ภิกษุหนุ่ม ท. ด้วย อ.สามเณร ท. ด้วย ผู้มีความต้องการ (ด้วยเภสัช ท.) มีเนยใสและน้ำผึ้งและน้ำมันเป็นต้น เห็นแล้ว ซึ่งอุบาสิกา ท. เหล่านั้น ในภายในแห่งวิหาร ถือเอาแล้ว (ซึ่งภาชนะ ท.) มีถาดเป็นต้น ย่อมเข้าไปหา โดยปกติเทียว ฯ

    ก็โดยปกติแล ภิกษุหนุ่มและสามเณร ผู้ต้องการ ด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำมันเป็นต้น เห็นอุบาสิกาเหล่านั้น ในภายในวิหารแล้ว ย่อมถือภาชนะมีถาดเป็นต้น เดินเข้าไปหา.

  9. ๙

    ในวันแม้นั้น พวกเธอก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    ตสฺมึปิ ทิวเส ตเถว กรึสุ.

    (อ.ภิกษุหนุ่มและสามเณร ท. เหล่านั้น) กระทำแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ในวัน แม้นั้น ฯ

    ถึงในวันนั้นก็ทำแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน.

  10. ๑๐

    ครั้งนั้น นางสุปปิยา เห็นภิกษุไข้รูปหนึ่ง จึงถามว่า พระผู้เป็นเจ้ามีความต้องการอะไร เมื่อภิกษุไข้รูปนั้นตอบว่า ต้องการน้ำต้มเนื้อ จึงตอบว่า ได้ พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันจักส่งไป ดังนี้ ในวันที่ ๒ เมื่อไม่ได้เนื้อที่เป็นกัปปิยะ จึงทำกิจที่ควรทำด้วยเนื้อขาอ่อนของตนแล้วเป็นผู้มีสรีระตั้งอยู่ตามปกตินั่นแลอีก เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา ฯ

    อเถกํ คิลานํ ทิสฺวา สุปฺปิยา “เกนตฺโถ อยฺยสฺสาติ ปุจฺฉิตฺวา, “ปฏิจฺฉาทนีเยนาติ วุตฺเต, “โหตุ อยฺย, เปเสสฺสามีติ ทุติยทิวเส กปฺปิยมํสํ อลภนฺตี อตฺตโน อูรุมํเสน กตฺตพฺพกิจฺจํ กตฺวา ปุน สตฺถริ ปสาเทน ปากติกสรีราว อโหสิ.

    ครั้งนั้น อ.นางสุปปิยา เห็นแล้ว ซึ่งภิกษุไข้ รูปหนึ่ง ถามแล้ว ว่า อ.ความต้องการ (ด้วยวัตถุ) อะไร (ย่อมมี) แก่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ความต้องการ) (ด้วยเนื้อ) อันควรแก่การปกปิด (ย่อมมี แก่อาตมา) ดังนี้ (อันภิกษุนั้น) กล่าวแล้ว, (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า (อ.ความต้องการนั่น) จงมีเถิด, อ.ดิฉัน จักส่งไป ดังนี้ ไม่ได้อยู่ ซึ่งเนื้ออันเป็นกัปปิยะ ในวันที่สอง กระทำแล้ว ซึ่งกิจอันตนพึงกระทำ ด้วยเนื้อแห่งขาอ่อน ของตน เป็นผู้มีสรีระอันตั้งอยู่ตามปกติเทียว ได้เป็นแล้ว อีก เพราะความเลื่อมใส ในพระศาสดา ฯ

    ครั้งนั้น นางสุปปิยา เห็นภิกษุไข้รูปหนึ่ง จึงถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าต้องการอะไร ?" เมื่อภิกษุไข้รูปนั้น ตอบว่า"ต้องการรสแห่งเนื้อ" จึงตอบว่า "ได้ พระผู้เป็นเจ้า,ดิฉันจักส่งไป" ในวันที่ ๒ เมื่อไม่ได้เนื้อที่เป็นกัปปิยะ จึงทำกิจที่ควรทำด้วยเนื้อขาอ่อนของตน ด้วยความเลื่อมใสในพระศาสดา ก็กลับเป็นผู้มีสรีระตั้งอยู่ตามปกตินั่นแล.

  11. ๑๑

    ฝ่ายนางวิสาขา ตรวจดูภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้เป็นไข้แล้ว ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ที่บริเวณใกล้วัดแล้ว พูดว่า แม่ จงเอาเครื่องประดับมา ฉันจักแต่ง ฯ

    วิสาขาปิ คิลาเน ทหเร จ สามเณเร จ โอโลเกตฺวา อญฺเญน ทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา วิหารุปจาเร ฐิตา “อมฺม ปสาธนํ อาหร, ปสาเธสฺสามีติ อาห.

    แม้ อ.นางวิสาขา แลดูแล้ว ซึ่งภิกษุหนุ่ม ท. ด้วย ซึ่งสามเณร ท. ด้วย ผู้เป็นไข้ ออกไปแล้ว โดยประตู อื่น ยืนแล้ว ณ อุปจาร แห่งวิหาร กล่าวแล้ว ว่า แน่ะแม่ อ.เจ้า จงนำมา ซึ่งเครื่องประดับ, อ.เรา จักประดับ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางวิสาขาตรวจดูภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้เป็นไข้แล้ว ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ที่อุปจารวิหารแล้วพูดว่า "แม่ จงเอาเครื่องประดับมา, ฉันจักแต่ง."

  12. ๑๒

    ในขณะนั้น หญิงคนใช้นั้น รู้ว่าตนลืมแล้วออกมา จึงตอบว่า แม่เจ้า ดิฉันลืม ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สา ทาสี ปมฺมุสฺสิตฺวา นิกฺขนฺตภาวํ ญตฺวา “อยฺเย ปมฺมุฏฺฐมฺหีติ อาห.

    ในขณะ นั้น อ.ทาสี นั้น รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งตน) เป็นหญิง ลืมทั่วแล้ว ออกไปแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่แม่เจ้า อ.ดิฉัน เป็นผู้ลืมทั่วแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ในขณะนั้นหญิงคนใช้นั้น รู้ว่าตนลืมแล้วออกมา จึงตอบว่า "ดิฉันลืม แม่เจ้า."

  13. ๑๓

    นางวิสาขากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปเอามา แต่ถ้าพระอานนทเถระผู้เป็นเจ้าของเรา ยกเก็บไว้ในที่อื่น อย่าเอามา ฉันบริจาคเครื่องประดับนั้น แด่พระผู้เป็นเจ้านั่นแล ฯ

    “เตนหิ คนฺตฺวา คณฺหิตฺวา เอหิ; สเจ ปน มยฺหํ อยฺเยน อานนฺทตฺเถเรน อุกฺขิปิตฺวา อญฺญสฺมึ ฐาเน ฐปิตํ โหติ, มา อาหเรยฺยาสิ, อยฺยสฺเสว ตํ มยา ปริจฺจตฺตนฺติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.เจ้าไปแล้ว ถือเอาแล้ว จงมา ; ก็ ถ้าว่า (อ.เครื่องประดับนั้น) เป็นของ อันพระเถระชื่อว่าอานนท์ ผู้เป็นเจ้า ของเรา ยกขึ้นแล้ว เก็บไว้แล้ว ในที่ อื่น ย่อมเป็นไซร้, อ.เจ้า อย่าพึงนำมา, (อ.เครื่องประดับ) นั้น อันเรา บริจาคแล้ว แก่พระผู้เป็นเจ้านั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขา กล่าวว่า "ถ้ากระนั้น จงไปเอามา, แต่ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอานนทเถระของเรา ยกเก็บเอาไว้ในที่อื่น, เจ้าอย่าเอามา, ฉันบริจาคเครื่องประดับนั้น ถวายพระผู้เป็นเจ้านั่นแล."

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๗๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้นภายหลังวันหนึ่ง พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็นความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของบุตรชายเศรษฐีนามว่าภัททิยะ ผู้เคลื่อนจากเทวโลกแล้วเกิดในตระกูลเศรษฐีในภัททิยนคร ทรงฉันภัตตาหารเสร็จแล้วในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้เสด็จบ่ายพระพักตร์มุ่งตรงไปยังประตูด้านทิศเหนือแล้ว ฯ

    อเถกทิวสํ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โวโลเกนฺโต เทวโลกา จวิตฺวา ภทฺทิยนคเร เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺตสฺส ภทฺทิยสฺส นาม เสฏฺฐิปุตฺตสฺส อุปนิสฺสยสมฺปตฺตึ ทิสฺวา อนาถปิณฺฑิกสฺส เคเห ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา อุตฺตรทฺวาราภิมุโข อโหสิ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในสมัยอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว ซึ่งความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัย แห่งบุตรของเศรษฐี ชื่อว่า ภัททิยะ ผู้เคลื่อนแล้ว จากเทวโลก บังเกิดแล้ว ในตระกูลแห่งเศรษฐี ในเมืองชื่อว่าภัททิยะ ทรงกระทำแล้ว ซึ่งกิจด้วยภัตร ในเรือน ของเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ เป็นผู้มีพระพักตร์เฉพาะต่อประตูในทิศอุดร ได้เป็นแล้ว ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งได้ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยสมบัติของเศรษฐีบุตรนามว่าภัททิยะผู้จุติจากเทวโลกแล้วเกิดในตระกูลเศรษฐีในภัททิยนคร ทรงทำภัตกิจในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังประตูด้านทิศอุดร.

  2. ๒

    แม้ตามปกติ พระบรมศาสดาทรงรับภิกษาในเรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านทิศใต้ ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงรับภิกษาในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว เสด็จออกทางประตูด้านทิศตะวันออก ประทับอยู่ในบุพพาราม ฯ

    ปกติยาปิ สตฺถา วิสาขาย เคเห ภิกฺขํ คณฺหิตฺวา ทกฺขิณทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา เชตวเน วสติ, อนาถปิณฺฑิกสฺส เคเห ภิกฺขํ คณฺหิตฺวา ปาจีนทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ปุพฺพาราเม วสติ.

    อ.พระศาสดา ทรงรับแล้ว ซึ่งภิกษา ในเรือน ของนางวิสาขา เสด็จออกไปแล้ว โดยประตูในทิศทักษิณ ย่อมประทับอยู่ ในพระเชตวัน, ทรงรับแล้ว ซึ่งภิกษา ในเรือน ของเศรษฐีชื่อว่าอนาถ บิณฑิกะ เสด็จออกไปแล้ว โดยประตูในทิศปราจีน ย่อมประทับอยู่ ในบุพพาราม แม้ตามปกติ ฯ

    แม้ตามปกติ พระศาสดา ทรงรับภิกษาในเรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านทักษิณ ประทับอยู่ในพระเชตวัน, ทรงรับภิกษาในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านปราจีน ประทับอยู่ในบุพพาราม.

  3. ๓

    ประชาชนเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า กำลังเสด็จมุ่งตรงไปยังประตูด้านทิศเหนือทันที ย่อมรู้ได้ว่า จักเสด็จหลีกจาริกไป ฯ

    อุตฺตรทฺวารํ สนฺธาย คจฺฉนฺตํเยว ภควนฺตํ ทิสฺวา “จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ชานนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เห็นแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จไปอยู่ ทรงหมายเอา ซึ่งประตูในทิศอุดร นั่นเทียว ย่อมรู้ ว่า อ.พระศาสดา จักเสด็จหลีกไป สู่ที่จาริก ดังนี้ ฯ

    ชนทั้งหลายเห็นพระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินมุ่งตรงประตูด้านทิศอุดรแล้ว ย่อมรู้ได้ว่า "จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก."

  4. ๔

    ในวันนั้น แม้นางวิสาขาพอได้ยินว่า พระบรมศาสดา เสด็จบ่ายพระพักตร์มุ่งตรงไปทางประตูด้านทิศเหนือแล้ว จึงรีบไป ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ทรงพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปหรือ พระเจ้าข้า ฯ

    วิสาขาปิ ตํทิวสํ “สตฺถา อุตฺตรทฺวาราภิมุโข คโตติ สุตฺวาว เวเคน คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อาห “จาริกํ คนฺตุกามตฺถ ภนฺเตติ.

    ในวันนั้น แม้ อ.นางวิสาขา ฟังแล้ว ว่า อ.พระศาสดา เป็นผู้มีพระพักตร์เฉพาะต่อประตูในทิศอุดร (เป็น) เสด็จไปแล้ว ดังนี้ เทียว ไปแล้ว โดยเร็ว ถวายบังคมแล้ว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเสด็จไป สู่ที่จาริก ย่อมเป็นหรือ ดังนี้ ฯ

    ในวันนั้น แม้นางวิสาขา พอทราบว่า "พระศาสดา เสด็จดำเนิน บ่ายพระพักตร์ไปทางประตูด้านทิศอุดร" จึงรีบไป ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ทรงประสงค์จะเสด็จดำเนินไปสู่ที่จาริกหรือ พระเจ้าข้า ?"

  5. ๕

    พระบรมศาสดา ตรัสว่า ใช่ วิสาขา ฯ

    “อาม วิสาเขติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนวิสาขา เออ อ.เรา เป็นผู้ใคร่ เพื่ออันไปสู่ที่จาริก ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. อย่างนั้น วิสาขา.

  6. ๖

    นางวิสาขา. พระเจ้าข้า หม่อมฉัน บริจาคทรัพย์จำนวนเท่านี้ ให้สร้างวิหารถวายพระองค์ โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า ฯ

    “ภนฺเต เอตฺตกํ ธนํ ปริจฺจชิตฺวา ตุมฺหากํ วิหารํ กาเรมิ, นิวตฺตถ ภนฺเตติ.

    (อ.นางวิสาขา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน บริจาคแล้ว ซึ่งทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ (ยังบุคคล) ให้กระทำอยู่ ซึ่งวิหาร เพื่อพระองค์ ท., ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงเสด็จกลับเถิด ดังนี้ ฯ

    วิสาขา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันบริจาคทรัพย์จำนวนเท่านี้ ให้ สร้างวิหารถวายแด่พระองค์, โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    พระบรมศาสดา. การไปครั้งนี้ เป็นการไปไม่กลับ วิสาขา ฯ

    “อนิวตฺตคมนํ อิทํ วิสาเขติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนวิสาขา อ.การไปนี้ เป็นการไปไม่กลับแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. นี้ เป็นการไปยังไม่กลับ วิสาขา.

  8. ๘

    นางวิสาขานั้น คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า (ชะรอย) จะทรงเห็นใคร ๆ ผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุเป็นแน่ จึงกราบทูลว่า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์โปรดบัญชาให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้รู้เรื่องการงานที่หม่อมฉันทำแล้วและยังมิได้ทำกลับ แล้วเสด็จไปเถิด พระเจ้าข้า ฯ

    สา “อทฺธา เหตุสมฺปนฺนํ กญฺจิ ปสฺสติ ภควาติ จินฺเตตฺวา “เตนหิ ภนฺเต มยฺหํ กตากตวิชานนกํ เอกํ ภิกฺขุํ นิวตฺตาเปตฺวา คจฺฉถาติ อาห.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงเห็น ซึ่งใคร ๆ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเหตุ แน่แท้ ดังนี้ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น อ.พระองค์ ท. ทรงยังภิกษุ รูปหนึ่ง ผู้รู้แจ้งซึ่งกิจอันหม่อมฉันกระทำแล้วหรือไม่กระทำแล้ว ให้กลับแล้ว จงเสด็จไปเถิด ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขานั้น คิดว่า "พระผู้มีพระภาค จะทรงเห็นใคร ๆ ผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ เป็นแน่." จึงกราบทูลว่า "ถ้ากระนั้น ขอพระองค์โปรดรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เข้าใจการงานที่หม่อมฉันทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ กลับ แล้วเสด็จเถิด พระเจ้าข้า."

  9. ๙

    พระบรมศาสดา. เธอพอใจภิกษุรูปใด จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้นเถิด วิสาขา ฯ

    “ยํ โรเจสิ, ตสฺส ปตฺตํ คณฺห วิสาเขติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนวิสาขา อ.เธอ ย่อมชอบใจ ซึ่งภิกษุใด, อ.เธอ จงรับ ซึ่งบาตร (ของภิกษุ) นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. เธอพอใจ ภิกษุรูปใด, จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้นเถิด วิสาขา.

  10. ๑๐

    นาง พึงใจพระอานนท์เถระ แม้ก็จริง ถึงกระนั้น ก็คิดได้ว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นผู้มีฤทธิ์ การงานของเรา จักพลันสำเร็จ เพราะอาศัยพระมหาโมคคัลลานเถระนั่น ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระเถระไว้ ฯ

    สา กิญฺจาปิ อานนฺทตฺเถรํ ปิยายติ, “มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร อิทฺธิมา, เอตํ เม นิสฺสาย กมฺมํ ลหุํ นิปฺปชฺชิสฺสตีติ ปน จินฺเตตฺวา เถรสฺส ปตฺตํ คณฺหิ.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น ย่อมประพฤติรัก ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ แม้โดยแท้, ถึงอย่างนั้น (อ.นางวิสาขานั้น) คิดแล้ว ว่า อ.พระเถระชื่อว่ามหาโมคคัลลานะ เป็นผู้มีฤทธิ์ (ย่อมเป็น), อ.การงาน ของเรา จักสำเร็จ เร็ว เพราะอาศัย (ซึ่งพระเถระชื่อว่ามหาโมคคัลลานะ) นั่น ดังนี้ รับแล้ว ซึ่งบาตร ของพระเถระ ฯ

    แม้นาง จะพึงในพระอานนทเถระก็จริง, แต่คิดว่า "พระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นผู้มีฤทธิ์, การงานของเราจักพลันสำเร็จ ก็เพราะอาศัยพระเถระนั่น" ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระเถระไว้.

  11. ๑๑

    พระเถระ แลดูพระบรมศาสดา ฯ

    เถโร สตฺถารํ โอโลเกสิ.

    อ.พระเถระ แลดูแล้ว ซึ่งพระศาสดา ฯ

    พระเถระแลดูพระศาสดา.

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๗๑–๗๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงพาภิกษุบริวารของเธอ ๕๐๐ รูป กลับเถิด ฯ

    สตฺถา “ตว ปริวาเร ปญฺจสเต ภิกฺขู คเหตฺวา นิวตฺต โมคฺคลฺลานาติ.

    อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ อ.เธอ พาเอาแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ผู้เป็นบริวาร ของเธอ จงกลับเถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า "โมคคัลลานะ เธอจงพาภิกษุบริวารของเธอ ๕๐๐ รูป กลับเถิด."

  2. ๒

    ท่านได้ทำตามนั้นแล้ว ฯ

    โส ตถา อกาสิ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ท่านได้ทำตามพระดำรัสนั้นแล้ว.

  3. ๓

    ด้วยอานุภาพของท่าน พวกมนุษย์ ผู้ไปเพื่อต้องการไม้และเพื่อต้องการหิน ระยะทางแม้ตั้ง ๕๐๖๐ โยชน์ ก็พากันขนเอาไม้ต้นใหญ่ ๆ และหินก้อนใหญ่ ๆ มาทันในวันนั้นนั่นเอง แม้(จำต้อง)ยกไม้และหินใส่เกวียน ก็ไม่ลำบากเลย เพลาเกวียนก็ไม่หัก ไม่นานนัก พวกเขาก็สร้างปราสาท ๒ ชั้นสำเร็จ ฯ

    ตสฺสานุภาเวน ปญฺญาสสฏฺฐิโยชนานิปิ รุกฺขตฺถาย จ ปาสาณตฺถาย จ คตา มนุสฺสา มหนฺเต มหนฺเต รุกฺเข จ ปาสาเณ จ คเหตฺวา ตํทิวสเมว อาคจฺฉนฺติ, เนว สกเฏ รุกฺขปาสาเณ อาโรเปนฺตา กิลมนฺติ, น อกฺโข ภญฺชติ, น จิรสฺเสว เทฺวภูมิกํ ปาสาทํ กรึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. ผู้ไปแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ต้นไม้ ด้วย เพื่อประโยชน์แก่แผ่นหิน ด้วย แม้สิ้นโยชน์ห้าสิบและโยชน์หกสิบ ท. ถือเอา ซึ่งต้นไม้ ท. ด้วย ซึ่งแผ่นหิน ท. ด้วย อันใหญ่ ๆ ย่อมมา ในวันนั้นนั่นเทียว ด้วยอานุภาพ (ของพระเถระ) นั้น, (อ.ชน ท.) ผู้ยก ขึ้นอยู่ ซึ่งต้นไม้และแผ่นหิน ท. บนเกวียน ย่อมลำบาก หามิได้ นั่นเทียว, อ.เพลา ย่อมหัก หามิได้, (อ.ชน ท.) กระทำแล้ว ซึ่งปราสาท อันประกอบแล้วด้วยชั้นสอง ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว ฯ

    ด้วยอานุภาพของท่าน พวกมนุษย์ผู้ไปเพื่อต้องการไม้และเพื่อต้องการหิน ระยะทางแม้ตั้ง ๕๐-๖๐ โยชน์ ก็ขนเอาไม้และหินมากมายมาทันในวันนั้นนั่นเอง, แม้ยกไม้และหินใส่เกวียนก็ไม่ลำบากเลย, เพลาเกวียนก็ไม่หัก, ต่อกาลไม่นานนัก พวกเขาก็สร้างปราสาท ๒ ชั้นเสร็จ.

  4. ๔

    ปราสาทนั้น ได้เป็นปราสาทที่ประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง คือ ชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง ฯ

    “เหฏฺฐาภูมิยํ ปญฺจ คพฺภสตานิ อุปริภูมิยํ ปญฺจ คพฺภสตานีติ คพฺภสหสฺสปฏิมณฺฑิโต ปาสาโท อโหสิ.

    อ.ปราสาท เป็นปราสาทประดับเฉพาะแล้วด้วยพันแห่งห้อง คือ อ.ร้อยแห่งห้อง ท. ๕ ในชั้นภายใต้ อ.ร้อยแห่งห้อง ท. ๕ ในชั้นเบื้องบน ได้เป็นแล้ว ฯ

    ปราสาทนั้นได้เป็นปราสาทประดับด้วยห้องพันห้อง คือชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง, ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง.

  5. ๕

    พระบรมศาสดา เสด็จเที่ยวจาริกไป(นับ)โดยเดือนได้ ๘ เดือนแล้ว ได้เสด็จ(กลับ) ไปยังกรุงสาวัตถี ฯ

    สตฺถา นวหิ มาเสหิ จาริกํ จริตฺวา ปุน สาวตฺถึ อคมาสิ.

    อ.พระศาสดา เสด็จเที่ยวไปแล้ว สู่ที่จาริก โดยเดือน ท. ๙ ได้เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี อีก ฯ

    พระศาสดา เสด็จดำเนินจาริกไปโดย ๙ เดือนแล้ว ได้เสด็จ (กลับ) ไปสู่กรุงสาวัตถีอีก.

  6. ๖

    การงานในปราสาทแม้ของวิสาขา ก็สำเร็จโดยเดือน ๘ เดือนเช่นกัน ฯ

    วิสาขายปิ ปาสาเท กมฺมํ นวหิ เอว มาเสหิ นิฏฺฐิตํ.

    อ.การงาน ในปราสาท แม้ของนางวิสาขา สำเร็จแล้ว โดยเดือน ท. ๙ นั่นเทียว ฯ

    แม้การงานในปราสาทของนางวิสาขา ก็สำเร็จโดย ๙ เดือนเหมือนกัน.

  7. ๗

    นางให้สร้างยอดปราสาทจุน้ำได้ ๖๐ หม้อ ด้วยทองคำสีสุกที่บุเป็นแผ่นนั่นแล ฯ

    ปาสาทกูฏํ ฆนโกฏิมรตฺตสุวณฺเณเนว สฏฺฐิอุทกฆฏคฺคณฺหนกํ กาเรสิ.

    (อ.นางวิสาขา) (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งยอดแห่งปราสาท ให้เป็นของจุซึ่งหม้ออันเต็มแล้วด้วยน้ำ ๖๐ หม้อ ด้วยทองมีสีสุกอันบุคคลพึงบุโดยความเป็นแท่งนั่นเทียว ฯ

    นางให้สร้างยอดปราสาทอันจุน้ำได้ ๖๐ หม้อ ด้วยทองคำสีสุกที่บุเป็นแท่งนั่นแล.

  8. ๘

    นางได้ยิน(ข่าว)ว่า พระบรมศาสดา กำลังเสด็จไปเชตวันมหาวิหาร จึงทำ(ถวาย)การต้อนรับนำเสด็จพระบรมศาสดา ไปยังวิหารของตน รับปฏิญญาว่า พระเจ้าข้า ตลอด ๔ เดือนนี้ ขอพระองค์ โปรดพาภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ในวิหารนี้แล หม่อมฉันจักทำการฉลองปราสาท ฯ

    “สตฺถา เชตวนมหาวิหารํ คจฺฉตีติ สุตฺวา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา สตฺถารํ อตฺตโน วิหารํ เนตฺวา ปฏิญฺญํ คณฺหิ “ภนฺเต อิมํ จาตุมฺมาสํ ภิกฺขุสงฺฆํ คเหตฺวา อิเธว วสถ, ปาสาทมหํ กริสฺสามีติ.

    (อ.นางวิสาขา) ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา ย่อมเสด็จไป สู่มหาวิหารชื่อว่าเชตวัน ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งการต้อนรับ นำเสด็จไปแล้ว ซึ่งพระศาสดา สู่วิหาร ของตน รับแล้ว ซึ่งปฏิญญา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ทรงพาเอาแล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ขอจงประทับอยู่ในวิหารนี้นั่นเทียว ตลอดประชุมแห่งเดือน ๔ นี้, อ.หม่อมฉัน จักกระทำ ซึ่งการฉลองซึ่งปราสาท ดังนี้ ฯ

    นางได้ยินว่า "พระศาสดา เสด็จไปยังเชตวันมหาวิหาร" จึงทำการต้อนรับนำพระศาสดาไปวิหารของตนแล้ว รับปฏิญญาว่า"พระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดพาภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ในวิหารนี้แหละตลอด ๔ เดือนนี้, หม่อมฉันจักทำการฉลองปราสาท."

  9. ๙

    พระบรมศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับแล้ว.

  10. ๑๐

    จำเนียรกาลแต่นั้นมา นางวิสาขานั้น ย่อมถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นแล ฯ

    สา ตโต ปฏฺฐาย พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส วิหาเรเยว ทานํ เทติ.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น ย่อมถวาย ซึ่งทาน ในวิหาร แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นั่นเทียว จำเดิม แต่กาลนั้น ฯ

    จำเดิมแต่กาลนั้น นางวิสาขานั้น ย่อมถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นแล.

  11. ๑๑

    ครั้งนั้น เพื่อนหญิงคนหนึ่ง ของนางวิสาขานั้น ถือผ้าผืนหนึ่ง ราคา ๑,๐๐๐ มาแล้ว กล่าวว่า เพื่อนเอย ฉันประสงค์ที่จะลาดผ้าผืนนี้ โดยสังเขปว่าผ้าลาดพื้นในปราสาทของท่าน ขอท่านช่วยบอกสถานที่ที่จะลาดให้แก่ฉันด้วย ฯ

    อถสฺสา เอกา สหายิกา สหสฺสคฺฆนิกํ เอกํ วตฺถํ อาทาย อาคนฺตฺวา “สหายิเก อหํ อิมํ วตฺถํ ตว ปาสาเท ภุมฺมตฺถรณสงฺเขเปน อตฺถริตุกามา, อตฺถรณฏฺฐานํ เม อาจิกฺขถาติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.หญิงสหาย คนหนึ่ง (ของนางวิสาขา) นั้น ถือเอา ซึ่งผ้า ผืนหนึ่ง อันประกอบแล้วด้วยค่าพันหนึ่ง มาแล้ว กล่าวแล้ว ว่า แน่ะหญิงสหาย อ.เรา เป็นผู้ใคร่เพื่ออันลาด ซึ่งผ้า นี้ โดยสังเขปว่าเป็นเครื่องลาดที่พื้นดิน ในปราสาท ของท่าน (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. ขอจงบอก ซึ่งที่เป็นที่ลาด แก่เรา ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น หญิงสหายคนหนึ่งของนาง ถือผ้าผืนหนึ่งราคา ๑,๐๐๐ มาแล้ว กล่าวว่า "สหายฉันอยากจะลาดผ้าผืนนี้ โดยสังเขปว่าเครื่องลาดพื้นในปราสาทของท่าน, ขอท่านช่วยบอกที่ลาดแก่ฉัน."

  12. ๑๒

    นางวิสาขา พูดขึ้นว่า เพื่อน ถ้าดิฉันจักบอกท่านว่า ไม่มีโอกาส(ที่ว่าง)เลย ท่านก็จักเข้าใจว่า ไม่ประสงค์จะให้โอกาส(กันท่า) ท่านสำรวจดูพื้นปราสาท ๒ ชั้น และห้อง ๑,๐๐๐ ห้องแล้ว รู้สถานที่จะปูลาดเอาเองเถิด ฯ

    “สหายิเก สเจ ตฺยาหํ `โอกาโส นตฺถีติ วกฺขามิ, ตฺวํ `เม โอกาสํ อทาตุกามาติ มญฺญิสฺสสิ, สยเมว ปาสาทสฺส เทฺว ภูมิโย คพฺภสหสฺสญฺจ โอโลเกตฺวา อตฺถรณฏฺฐานํ ชานาหีติ.

    (อ.นางวิสาขา กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะหญิงสหาย ถ้าว่า อ.เรา จักกล่าว ว่า อ.โอกาส ย่อมไม่มี ดังนี้ แก่ท่านไซร้, (อ.ท่าน) จักสำคัญ ว่า อ.ท่าน เป็นผู้ไม่ใคร่เพื่ออันให้ ซึ่งโอกาส แก่เรา (ย่อมเป็น) ดังนี้, อ.ท่าน ตรวจดูแล้ว ซึ่งชั้น ท. สอง แห่งปราสาทด้วย ซึ่งพันแห่งห้องด้วย จงรู้ ซึ่งที่เป็นที่ลาด เองนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขากล่าวว่า "สหายถ้าฉันจะบอกแก่ท่านว่า 'โอกาสไม่มี,' ท่านก็จักสำคัญว่า 'ไม่ปรารถนาจะให้โอกาสแก่เรา, ท่านจงตรวจดูพื้นแห่งปราสาท ๒ ชั้น และห้องพันห้องแล้ว รู้ที่ลาดเอาเองเถิด"

ภาค ๓ นางวิสาขา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๗๕–๗๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาทรงดำริว่า ความปรารถนาของหญิงนี้ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ดังนี้ ทรงคำนึงถึงอนาคตกาล ทรงตรวจดูตลอดแสนกัปป์แล้วจึงตรัสว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้นในกาลนั้น เธอจักเป็นอุบาสิกา ชื่อว่าวิสาขา ได้พร ๘ ประการในสำนักของพระองค์แล้ว ดำรงอยู่ในฐานะดุจมารดา จักเป็นยอดแห่งอุบาสิกาผู้ปฏิบัติบำรุงด้วยปัจจัย ๔ สมบัตินั้น ได้เป็นประหนึ่งว่าอันนางจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว ฯ

    สตฺถา “สมิชฺฌิสฺสติ นุ โข อิมิสฺสา ปตฺถนาติ อนาคตํ อาวชฺเชนฺโต กปฺปสตสหสฺสํ โอโลเกตฺวา “กปฺปสตสหสฺสปริโยสาเน โคตโม นาม พุทฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ, ตทา ตฺวํ วิสาขา นาม อุปาสิกา หุตฺวา ตสฺส สนฺติเก อฏฺฐ วเร ลภิตฺวา มาติฏฺฐาเน ฐตฺวา จตูหิ ปจฺจเยหิ ปฏิชคฺคนฺตีนํ อุปฏฺฐายิกานํ อคฺคา ภวิสฺสสีติ อาห. ตสฺสา สา สมฺปตฺติ เสฺวว ลทฺธพฺพา วิย อโหสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.ความปรารถนา (แห่งหญิง) นี้ จักสำเร็จ หรือ หนอ แล ดังนี้ ทรงใคร่ครวญอยู่ (ซึ่งกาล) อันไม่มาแล้ว ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งแสนแห่งกัปป์ ตรัสแล้ว ว่า อ.พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติ ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งแสนแห่งกัปป์, ในกาลนั้น อ.เธอ เป็นอุบาสิกา ชื่อว่า วิสาขา เป็น ได้แล้ว ซึ่งพร ท. ๘ ในสำนัก (ของพระพุทธเจ้าพระองค์) นั้น ตั้งอยู่แล้ว ในตำแหน่งเพียงดังมารดา เป็นผู้เลิศ (แห่งหญิง ท.) ผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ผู้ปฏิบัติอยู่ ด้วยปัจจัย ท. ๔ จักเป็น ดังนี้ ฯ อ.สมบัติ นั้น (ของหญิง) นั้น เป็นราวกะว่า (อันหญิงนั้น) พึงได้ ในวันพรุ่งเทียว ได้เป็นแล้ว ฯ

    พระศาสดา ทรงคำนึง"ควาปรารถนาของหญิงนี้ จักสำเร็จหรือหนอ ?" ทรงคำนึงถึงอนาคตกาล ตรวจดูตลอดแสนกัปแล้ว จึงตรัสว่า "ในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม จักทรงอุบัติขึ้น,ในกาลนั้น เธอจักเป็นอุบาสิกา ชื่อว่าวิสาขา ได้พร ๘ ประการในสำนักของพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา จักเป็นยอดแห่งหญิงผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ผู้บำรุงด้วยปัจจัย ๔." สมบัตินั้น ได้เป็นประหนึ่งว่าอันนางจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว.

  2. ๒

    นางกระทำบุญจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เป็นพระธิดานามว่าสังฆทาสี ผู้เป็นพระขนิษฐาของบรรดาธิดา ๗ พระองค์ของพระเจ้ากาสีพระนามว่า กิกิ ยังมิได้ไปสู่ตระกูลอื่น กระทำบุญมีทานเป็นต้นพร้อมกับพี่สาวเหล่านั้นตลอดกาลนาน ได้กระทำความปรารถนาไว้แม้แทบบาทมูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะว่า ในอนาคตกาลหม่อมฉันพึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักของพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์แล้วดำรงอยู่ในฐานะดุจมารดา เป็นยอดแห่งอุบาสิกาผู้ถวายปัจจัย ๔ ก็จำเดิมแต่นั้นนางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก บังเกิดเป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีผู้เป็นบุตรของเมณฑกเศรษฐี ได้กระทำบุญเป็นอันมากในศาสนาของเรา ฯ

    สา ยาวตายุกํ ปุญฺญํ กตฺวา ตโต จุตา เทวโลเก นิพฺพตฺติตฺวา เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺตี กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล กิกิสฺส กาสีรญฺโญ สตฺตนฺนํ ธีตานํ กนิฏฺฐา สงฺฆทาสี นาม หุตฺวา ปรกุลํ อคนฺตฺวา ตาหิ ภคินีหิ สทฺธึ ทีฆรตฺตํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธปาทมูเลปิ “อนาคเต ตุมฺหาทิสสฺส พุทฺธสฺส สนฺติเก อฏฺฐ วเร ลภิตฺวา มาติฏฺฐาเน ฐตฺวา จตุปฺปจฺจยทายิกานํ อคฺคา ภเวยฺยนฺติ ปตฺถนํ อกาสิ; ตโต ปฏฺฐาย ปน เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺตี อิมสฺมึ อตฺตภาเว เมณฺฑกเสฏฺฐิปุตฺตสฺส ธนญฺชยเสฏฺฐิโน ธีตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ, มยฺหํ สาสเน พหูนิ ปุญฺญานิ อกาสิ.

    (อ.หญิง) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งบุญ สิ้นการกำหนดมีประมาณเพียงใดแห่งอายุ เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น บังเกิดแล้ว ในเทวโลก ท่องเที่ยวไปอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ ท. เป็นผู้ทรงพระนามว่า สังฆทาสี ผู้เป็นพระกนิษฐา ของพระธิดา ท. ๗ ของพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่ากาสี พระนามว่ากิกิ เป็น ไม่เสด็จไปแล้ว สู่ตระกูลอื่น ทรงกระทำแล้ว ซึ่งบุญ ท. มีทานเป็นต้น สิ้นกาลนาน กับ ด้วยพระพี่นาง ท. เหล่านั้น ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า อ.หม่อมฉัน ได้แล้ว ซึ่งพร ท. ๘ ในสำนัก ของพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ตั้งอยู่แล้ว ในตำแหน่งเพียงดังมารดา เป็นผู้เลิศ (แห่งหญิง ท.) ผู้ถวายซึ่งปัจจัย ๔ พึงเป็น ในกาลอันไม่มาแล้ว ดังนี้ แม้ ณ ที่ใกล้แห่งพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ; ก็ (อ.หญิงนั้น) ท่องเที่ยวไปอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ ท. จำเดิม แต่กาลนั้น เป็นธิดา ของเศรษฐีชื่อว่าธนญชัย ผู้เป็นบุตรของเศรษฐีชื่อว่าเมณฑกะ เป็น บังเกิดแล้ว ในอัตภาพ นี้, ได้กระทำแล้ว ซึ่งบุญ ท. มาก ในศาสนา ของเรา (ดังนี้) ฯ

    นางทำบุญจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น เกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นพระธิดา พระนามว่าสังฆทาสี ผู้พระกนิฏฐาของบรรดาธิดา ๗พระองค์ ของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ยังมิได้ไปสู่ตระกูลอื่น ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น กับด้วยเจ้าพี่หญิงเหล่านั้นตลอดกาลนาน, ได้ทำความปรารถนาไว้ แม้แทบบาทมูลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปว่า "ในอนาคตกาล หม่อมฉัน พึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา เป็นยอดแห่งอุบาสิกาผู้ถวายปัจจัย ๔."ก็จำเดิมแต่กาลนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในอัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีผู้เป็นบุตรแห่งมณฑกเศรษฐี, ได้ทำบุญเป็นอันมากในศาสนาของเรา.

  3. ๓

    พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นายมาลาการผู้ฉลาด ทำกองดอกไม้ต่าง ๆ ให้เป็นกองโตแล้วย่อมทำพวงดอกไม้มีประการต่าง ๆ ได้ชื่อฉันใด จิตของนางวิสาขาย่อมน้อมไปเพื่อทำกุศลมีประการต่าง ๆ ได้ฉันนั้น ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
    นายมาลาการ พึงทำพวงดอกไม้ให้มากจาก
    กองดอกไม้ แม้ฉันใด สัตว์ผู้มีอันจะต้องตาย
    ผู้เกิดแล้ว ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้นฯ

    “อิติ โข ภิกฺขเว น มยฺหํ ธีตา คายติ, ปตฺถิตปฺปตฺถนาย ปน นิปฺผตฺตึ ทิสฺวา อุทานํ อุทาเนตีติ วตฺวา สตฺถา ธมฺมํ เทเสนฺโต “ภิกฺขเว ยถา นาม เฉโก มาลากาโร นานาปุปฺผานํ มหนฺตํ ราสึ กตฺวา นานปฺปกาเร มาลาคุเณ กโรติ; เอวเมว วิสาขาย นานปฺปการานิ กุสลานิ กาตุํ จิตฺตํ นมตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห “ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเณ พหู: เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุนฺติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ธิดา ของเรา ย่อมไม่ขับ ด้วยประการฉะนี้ แล, แต่ว่า (อ.ธิดา ของเรานั้น) เห็นแล้ว ซึ่งความสำเร็จ แห่งความปรารถนา (อันตน) ปรารถนาแล้ว ย่อมเปล่ง ซึ่งอุทาน ดังนี้ เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.นายมาลาการ ผู้ฉลาด กระทำแล้ว ซึ่งกอง แห่งดอกไม้ต่าง ๆ ท. กองใหญ่ ย่อมกระทำ ซึ่งกลุ่มแห่งระเบียบ ท. มีประการต่าง ๆ ชื่อ ฉันใด ; อ.จิต ของนางวิสาขา ย่อมน้อมไป เพื่ออันกระทำ ซึ่งกุศล ท. มีประการต่าง ๆ ฉันนั้นนั่นเทียว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถานี้ว่า (อ.นายมาลาการ) พึงกระทำ ซึ่งกลุ่มแห่งระเบียบ ท. มาก จากกองแห่งดอกไม้ แม้ฉันใด, อ.กุศล มาก อันสัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ผู้เกิดแล้ว พึงกระทำ ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา (ครั้นทรงแสดงอดีตนิทานจบแล้ว) ตรัสว่า"ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราย่อมไม่ขับเพลง ด้วยประการฉะนี้แล,แต่เธอเห็นความสำเร็จ แห่งความปรารถนาที่ตั้งไว้ จึงเปล่งอุทาน." เมื่อจะทรงแสดงธรรม ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นายมาลาการผู้ฉลาด ทำกองดอกไม้ต่าง ๆ ให้เป็นกองโตแล้ว ย่อมทำพวงดอกไม้มีประการต่าง ๆ ได้ ฉันใด; จิตของนางวิสาขา ย่อมน้อมไปเพื่อทำกุศล มีประการต่าง ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน" ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-"นายมาลาการ พึงทำพวงดอกไม้ให้มากจากกองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น"

ภาค ๓ การถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ

ภาค ๓ การถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๘๐–๘๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า พระเถระออกจากนิโรธสมาบัติแล้วโดยผ่านไป ๗ วัน วันหนึ่ง ออกไปด้วยหมายใจว่า จักเที่ยวไปในกรุงราชคฤห์บิณฑบาตตามลำดับตรอก ๆ

    เอกสฺมึ หิ ทิวเส เถโร สตฺตาหจฺจเยน นิโรธา วุฏฺฐาย “ราชคเห สปทานํ ปิณฺฑาย จริสฺสามีติ นิกฺขมิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในวัน หนึ่ง อ.พระเถระ ออกแล้ว จากสมาบัติชื่อว่านิโรธ โดยอันล่วงไปแห่งวันเจ็ด ออกไปแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักเที่ยวไป เพื่อบิณฑะ ตามลำดับตรอก ในเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ดังนี้ ฯ

    ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระออกจากนิโรธสมบัติ โดยล่วงไป ๗ วัน ออกไปแล้ว ด้วยคิดว่า "จักเที่ยวบิณฑบาต ตามลำดับตรอก ในกรุงราชคฤห์."

  2. ๒

    สมัยนั้น นางฟ้า ประมาณ ๕๐๐ นาง มีเท้า (งาม) เหมือนสีเท้านกพิราบ เป็นข้าเบื้องพระยุคลบาทของท้าวสักกเทวราช เกิดความอุตสาหะว่า จักถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระเถระ จึงตระเตรียมอาหารบิณฑบาต ๕๐๐ ชุด ถือมายืนในระหว่างทาง เผดียงว่า นิมนต์รับอาหารบิณฑบาตนี้ เจ้าข้า ขอได้โปรดทำการสงเคราะห์พวกดิฉันด้วยเถิด ฯ

    ตสฺมึ สมเย สกฺกสฺส เทวรญฺโญ ปริจาริกา กกุฏปาทินิโย ปญฺจสตา อจฺฉราโย “เถรสฺส ปิณฺฑปาตํ ทสฺสามาติ อุสฺสาหชาตา ปญฺจ ปิณฺฑปาตสตานิ สชฺเชตฺวา อาทาย อนฺตรามคฺเค ฐตฺวา “ภนฺเต อิมํ ปิณฺฑปาตํ คณฺหถ, สงฺคหํ โน กโรถาติ วทึสุ.

    ในสมัย นั้น อ.นางอัปสร ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ผู้มีเท้าเพียงดังเท้าแห่งนกพิราบ ผู้เป็นบริจาริกา ของท้าวสักกะ ผู้พระราชาแห่งเทพ ผู้มีความอุตสาหะเกิดแล้ว ว่า อ.เรา ท. จักถวาย ซึ่งบิณฑบาต แก่พระเถระ ดังนี้ ตระเตรียมแล้ว ซึ่งร้อยแห่งบิณฑบาต ท. ๕ ถือเอา ยืนแล้ว ในระหว่างแห่งหนทาง กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงรับ ซึ่งบิณฑบาต นี้เถิด, อ.ท่าน ท. ขอจงกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ แก่ดิฉัน ท. เถิด ดังนี้ ฯ

    ในสมัยนั้น นางอัปสรประมาณ ๕๐๐นาง มีเท้าเหมือนเท้านกพิราบ เป็นบริจาริกา ของท้าวสักกเทวราชเกิดความอุตสาหะว่า "จักถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ" จึงตระเตรียมบิณฑบาต ๕๐๐ ที่ แล้วถือมายืนอยู่ในระหว่างทาง กล่าวว่า"นิมนต์รับบิณฑบาตนี้ เจ้าข้า, โปรดทำความสงเคราะห์แก่พวกดิฉันเถิด."

  3. ๓

    พระเถระ. จงไปเสียเถิดท่านทั้งหลาย อาตมาจักทำการสงเคราะห์ (เฉพาะ) พวกคนยากไร้ ฯ

    “คจฺฉถ ตุมฺเห อหํ ทุคฺคตานํ สงฺคหํ กริสฺสามีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า อ.เจ้า ท. จงไปเถิด, อ.เรา จักกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ (แก่ชน ท.) ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. พวกเจ้าจงไปเสียเถิด, ฉันจักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ.

  4. ๔

    นางฟ้า. ขออย่าได้ทำให้พวกดิฉันเสียหายเลย เจ้าข้า ขอได้โปรดทำการสงเคราะห์พวกดิฉันด้วยเถิด ฯ

    “ภนฺเต มา โน นาเสถ, สงฺคหํ โน กโรถาติ.

    (อ.นางอัปสร ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงอย่ายังดิฉัน ท. ให้ฉิบหาย, อ.ท่าน ท. ขอจงกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ แก่ดิฉัน ท. ดังนี้ ฯ

    นางอัปสร. ขอท่านอย่าให้พวกดิฉันฉิบหายเสียเลย เจ้าข้า,โปรดทำความสงเคราะห์พวกดิฉันเถิด.

  5. ๕

    พระเถระ ทราบแล้วจึงห้ามเสียอีก (ได้) ดีดนิ้ว (เป็นเชิงบอก) กะนางฟ้าทั้งหลาย ผู้ไม่ปรารถนาจะหลีกไป ร้องขออยู่ว่า พวกเจ้า ไม่รู้จักประมาณตัวเอง จงหลีกไปเสีย ฯ

    เถโร ญตฺวา ปุน ปฏิกฺขิปิตฺวา อปคนฺตุํ อนิจฺฉมานา ยาจนฺติโย “อตฺตโน ปมาณํ น ชานาถ, อปคจฺฉถาติ อจฺฉรํ ปหริ.

    อ.พระเถระ รู้แล้ว ห้ามแล้ว อีก ดีดแล้ว ซึ่งนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า อ.เจ้า ท. ย่อมไม่รู้ ซึ่งประมาณ ของตน, อ.เจ้า ท. จงหลีกไป ดังนี้ (เป็นเหตุ) (กะนางอัปสร ท.) ผู้ไม่ปรารถนาอยู่ เพื่ออันหลีกไป ผู้อ้อนวอนอยู่ ฯ

    พระเถระ รู้แล้ว จึงห้ามเสียอีก แล้วดีดนิ้ว(บอก) นางอัปสรทั้งหลาย ผู้ไม่ปรารถนาจะหลีกไปยังอ้อนวอนอยู่ ว่า "พวกเจ้าไม่รู้จักประมาณตัว, จงหลีกไป."

  6. ๖

    นางฟ้าเหล่านั้น ฟังเสียงนิ้วมือพระเถระแล้ว ไม่อาจจะขัดขืนยืนอยู่ได้ จึงหนีไปยังเทวโลกตามเดิม ถูกท้าวสักกะถามว่า พวกเธอไปไหนกันมา จึงทูลว่า พวกหม่อมฉันพากันไปด้วยหมายใจว่า จักถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระผู้ออกจากสมาบัติแล้วเจ้าข้า ฯ

    ตา เถรสฺส อจฺฉรสทฺทํ สุตฺวา สนฺถมฺภิตฺวา ฐาตุํ อสกฺโกนฺติโย ปลายิตฺวา เทวโลกเมว คนฺตฺวา สกฺเกน “กหํ คตตฺถาติ ปุฏฺฐา “สมาปตฺติวุฏฺฐิตสฺส มหากสฺสปตฺเถรสฺส ปิณฺฑปาตํ ทสฺสามาติ คตมฺหา เทวาติ.

    (อ.นางอัปสร ท.) เหล่านั้น ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งนิ้วมือ ของพระเถระ สะดุ้งแล้ว ไม่อาจอยู่ เพื่ออันยืนได้ หนีไป แล้ว ไปแล้ว สู่เทวโลกนั่นเทียว ผู้ อันท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว ว่า อ.เจ้า ท. เป็นผู้ไปแล้ว ในที่ไหน ย่อมเป็น ดังนี้ (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่เทพเจ้า อ.หม่อมฉัน ท. เป็นผู้ไปแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา ท. จักถวาย ซึ่งบิณฑบาต แก่พระเถระชื่อว่ามหากัสสปะ ผู้ออกแล้วจากสมาบัติ ดังนี้ เป็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    นางอัปสรเหล่านั้น ฟังเสียงนิ้วมือของพระเถระแล้ว ไม่อาจเพื่อจะยืนขัดแข็งอยู่ได้ จึงหนีไปยังเทวโลกตามเดิม อันท้าวสักกะตรัสถามว่า "พวกหล่อนไปไหนกันมา"จึงทูลว่า "หม่อมฉันพากันไปด้วยหมายว่า 'จักถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ ผู้ออกจากสมาบัติ' พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    ท้าวสักกะ. อาหารบิณฑบาตนั้น พวกเธอ (ได้) ถวายไหม ฯ

    “ทินฺโน ปน โวติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.บิณฑบาต) อันเจ้า ท. ถวายแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    สักกะ. ก็พวกหล่อน ถวายแล้วหรือ ?

  8. ๘

    นางฟ้า. ท่านไม่ปรารถนาจะรับ ฯ

    “คณฺหิตุํ น อิจฺฉตีติ.

    (อ.นางอัปสร ท. กราบทูลแล้ว) ว่า อ.พระเถระ ย่อมไม่ปรารถนา เพื่ออันรับ ดังนี้ ฯ

    นางอัปสร. พระเถระ ไม่ปรารถนาจะรับ.

  9. ๙

    ท้าวสักกะ. ท่านว่าอย่างไร ฯ

    “กึ กเถสีติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.พระเถระ กล่าวแล้ว ซึ่งคำอะไร ดังนี้ ฯ

    สักกะ. พระเถระ พูดอย่างไร ?

  10. ๑๐

    นางฟ้า. ท่านพูดว่า อาตมา จักทำการสงเคราะห์(เฉพาะ) พวกคนยากไร้ เจ้าข้าฯ

    “ทุคฺคตานํ สงฺคหํ กริสฺสามีติ อาห “เทวาติ.

    (อ.นางอัปสร ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่เทพเจ้า (อ.พระเถระ) กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา จักกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ (แก่ชน ท.) ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ดังนี้ ๆ ฯ

    นางอัปสร. "ท่านพูดว่า 'จักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ'พระเจ้าข้า.

  11. ๑๑

    ท้าวสักกะ. พวกเธอไปกันด้วยท่าทางอย่างไร

    “ตุมฺเห เกนากาเรน คตาติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.เจ้า ท. เป็นผู้ไปแล้ว ด้วยอาการ อะไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    สักกะ. พวกหล่อน ไปกันด้วยอาการอย่างไร ?

  12. ๑๒

    นางฟ้า. ไปด้วยท่าทางนี้แล เจ้าข้า ฯ

    “อิมินาว เทวาติ.

    (อ.นางอัปสร ท. กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่เทพเจ้า (อ.หม่อมฉัน ท. เป็นผู้ไปแล้ว ด้วยอาการ) นี้เทียว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    นางอัปสร. ไปด้วยอาการนี้แล พระเจ้าข้า.

ภาค ๓ การถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๘๒–๘๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครานั้น พระเถระคิดว่า ชายคนนี้ด้อยศักดิ์ (แต่)บิณฑบาตเป็นของสูงศักดิ์เช่นกับเครื่องเสวยของท้าวสักกะ เขานั่นเป็นใครกันหนอแล ฯ

    ตทา เถโร จินฺเตสิ “อยํ ปุริโส อปฺเปสกฺโข, ปิณฺฑปาโต มเหสกฺโข สกฺกสฺส โภชนสทิโส, โก นุ โข เอโสติ.

    ในกาลนั้น อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.บุรุษ นี้ เป็นผู้มีศักดิ์น้อย (ย่อมเป็น), อ.บิณฑบาต เป็นบิณฑบาตมีศักดิ์ใหญ่ เป็นเช่นกับด้วยโภชนะ ของท้าวสักกะ (ย่อมเป็น), อ.บุรุษนั่น เป็นใคร หนอ แล (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ในกาลนั้น พระเถระ คิดว่า "ชายนี้ มีศักดิ์น้อย, บิณฑบาตมีศักดิ์มาก เช่นกับโภชนะของท้าวสักกะ, นั่น ใครหนอ?"

  2. ๒

    ครั้งนั้น พระเถระก็ทราบชายผู้นั้นว่าเป็นท้าวสักกะ จึงพูดว่า พระองค์ทรงยื้อแย่งสมบัติของพวกคนยากไร้ (จัดว่า)ทำกรรมหนักนักแล้ว ใครก็ตามที่เป็นคนยากไร้ ถวายทานแก่อาตมาในวันนี้ พึงได้ตำแหน่งเสนาบดีหรือตำแหน่งเศรษฐี ฯ

    อถ นํ “สกฺโกติ ญตฺวา อาห “ภาริยํ เต กมฺมํ กตํ ทุคฺคตานํ สมฺปตฺตึ วิลุมฺปนฺเตน, อชฺช มยฺหํ ทานํ ทตฺวา โกจิเทว ทุคฺคโต เสนาปติฏฺฐานํ วา เสฏฺฐิฏฺฐานํ วา ลเภยฺยาติ.

    ครั้งนั้น (อ.พระเถระ) รู้แล้ว (ซึ่งบุรุษ) นั้น ว่า เป็นท้าวสักกะ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า อ.กรรม อันหนัก อันพระองค์ ผู้ทรงปล้นอยู่ ซึ่งสมบัติ (ของชน ท.) ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ทรงกระทำแล้ว, ในวันนี้ (อ.บุคคล) ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก บางคนนั่นเทียว ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่อาตมภาพ พึงได้ ซึ่งตำแหน่งแห่งเสนาบดี หรือ หรือว่า ซึ่งตำแหน่งแห่งเศรษฐี ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้นพระเถระ ทราบชายนั้นว่า "ท้าวสักกะ" จึงกล่าวว่า "พระองค์ทรงแย่งสมบัติของคนเข็ญใจ (จัดว่า) ทำกรรมหนักแล้ว, ใคร ๆ ก็ตาม ที่เป็นคนเข็ญใจ ถวายทานแก่อาตมภาพในวันนี้ พึงได้ตำแหน่งเสนาบดี หรือตำแหน่งเศรษฐี."

  3. ๓

    ท้าวสักกะ. ไม่มีใครยากไร้ไปกว่ากระผมนะ ขอรับ ฯ

    “มยา ทุคฺคตตโร นตฺถิ ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.บุคคล) ผู้ถึงแล้วซึ่งยากกว่า กว่ากระผม ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    สักกะ. ผู้ที่เข็ญใจไปกว่ากระผม ไม่มีเลย ขอรับ.

  4. ๔

    พระเถระ. พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่าเป็นคนยากไร้ เพราะเหตุไร ฯ

    “กึการณา ตฺวํ ทุคฺคโต เทวโลเก รชฺชสิรึ อนุภวนฺโตติ.

    (อ.พระเถระ ถามแล้ว) ว่า อ.พระองค์ ทรงเสวยอยู่ ซึ่งสิริในความเป็นแห่งพระราชา ในเทวโลก เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยาก (ย่อมเป็น) เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    พระเถระ.พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เพราะเหตุไร ?

  5. ๕

    ท้าวสักกะ. สิ่งที่ว่านั่น(มีความจริง) ชื่อว่าเป็นอย่างนี้ ขอรับ ก็เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงอุบัติ กระผมได้ทำความดีเอาไว้ เมื่อกาลเป็นที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า กำลังดำเนินไปอยู่ เทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์ คือ จูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร และอเนกวัณณเทพบุตร ทำความดีเอาไว้ บังเกิดในสถานที่ใกล้กระผม มี(ฤทธิ์)เดชยิ่งกว่ากระผม ด้วยว่ากระผม เมื่อเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น พาพวกนางสนมกำนัลลงสู่ระหว่างถนนด้วยคิดว่า จักเล่นนักขัตฤกษ์ ต้องหนีเข้าตำหนัก เพราะว่าเดชจากสรีระของเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น ท่วมทับสรีระของกระผม เดชจากสรีระของกระผมบดบังสรีระของเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น ไม่ได้ จะมีใครยากไร้ไปกว่ากระผมเล่า ขอรับ ฯ

    “ภนฺเต เอวนฺนาเมตํ; มยา ปน, อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ, กลฺยาณกมฺมํ กตํ, พุทฺธุปฺปาเท วตฺตมาเน, กลฺยาณกมฺมํ กตฺวา `จูฬรถเทวปุตฺโต มหารถเทวปุตฺโต อเนกวณฺณเทวปุตฺโตติ อิเม ตโย สมานเทวปุตฺตา มม อาสนฺนฏฺฐาเน นิพฺพตฺตา มยา เตชวนฺตตรา; อหญฺหิ, เตสุ เทวปุตฺเตสุ `นกฺขตฺตํ กีฬิสฺสามาติ ปริจฺจาริกาโย คเหตฺวา อนฺตรวีถึ โอติณฺเณสุ, ปลายิตฺวา เคหํ ปวิสามิ; เตสํ หิ สรีรโต เตโช มม สรีรํ โอตฺถรติ, มม สรีรโต เตโช เตสํ สรีรํ น โอตฺถรติ, โก มยา ทุคฺคตตโร ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.คำ อันท่าน ท. กล่าวแล้ว) นั่น (ย่อมเป็น) ชื่ออย่างนั้น ; แต่ว่า ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้า ไม่เสด็จอุบัติแล้ว, อ.กรรมอันงาม อันกระผม กระทำแล้ว, ครั้นเมื่อกาลเป็นที่เสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า เป็นไปอยู่, อ.เทพบุตรผู้เสมอกัน ท. ๓ เหล่านี้ คือ อ.จูฬรถเทพบุตร อ.มหารถเทพบุตร อ.อเนกวรรณเทพบุตร กระทำแล้ว ซึ่งกรรมอันงาม บังเกิดแล้ว ในที่ใกล้เคียง แห่งกระผม เป็นผู้มีเดชกว่า กว่ากระผม (ย่อมเป็น) ; ก็ อ.กระผม, ครั้นเมื่อเทพบุตร ท. เหล่านั้น พาเอาแล้ว ซึ่งเทพธิดาผู้บำเรอ ท. ข้ามลงแล้ว สู่ระหว่างแห่งถนน (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา ท. จักเล่น ซึ่งนักษัตร ดังนี้, หนีไปแล้ว ย่อมเข้าไป สู่ตำหนัก, เพราะว่า อ.เดช จากสรีระ ของเทพบุตร ท. เหล่านั้น ย่อมท่วมทับ ซึ่งสรีระ ของกระผม, อ.เดช จากสรีระ ของกระผม ย่อมไม่ท่วมทับ ซึ่งสรีระ ของเทพบุตร ท. เหล่านั้น, ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ใคร เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยากกว่า กว่ากระผม (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    สักกะ. อย่างที่พระผู้เป็นเจ้าว่า ก็ถูกละ ขอรับ. แต่เมื่อพระพุทธเจ้า ยังมิทรงอุบัติ, กระผมได้ทำกัลยาณกรรมไว้, เมื่อพุทธุปบาทกาล ยังเป็นไปอยู่, เทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์ เหล่านี้ คือ จูฬรถเทพบุตร, มหารถเทพบุตร, อเนกวัณณเทพบุตรทำกัลยาณกรรมแล้ว ได้เกิดในที่ใกล้ของกระผม มีเดชมากกว่ากระผม; ก็กระผม เมื่อเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น พาพวกบริจาริกาลงสู่ระหว่างถนน ด้วยคิดว่า จัดเล่นนักขัตฤกษ์' ต้องหนีเข้าตำหนัก,เพราะเดชจากสรีระของเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น ท่วมทับสรีระของกระผม,เดชจากสรีระของกระผม ไม่ท่วมทับสรีระของเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น,ใครจะเข็ญใจกว่ากระผมเล่า ? ขอรับ.

  6. ๖

    พระเถระ. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ นับแต่นี้ไป พระองค์อย่าได้ลวงถวายทานแก่อาตมาอย่างนี้อีกเลย ฯ

    “เอวํ สนฺเตปิ, อิโต ปฏฺฐาย มยฺหํ มา เอวํ วญฺเจตฺวา ทานํ อทาสีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็น อย่างนั้น แม้มีอยู่, อ.ท่าน อย่าได้ ลวงแล้ว ถวาย ซึ่งทาน แก่อาตมภาพ อย่างนี้ จำเดิม แต่กาลนี้ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป พระองค์อย่าได้ลวงถวายทานแก่อาตมภาพอย่างนี้.

  7. ๗

    ท้าวสักกะ. เมื่อกระผมลวงถวายทานแก่ท่าน (บุญ) กุศลจะมีแก่กระผมหรือไม่มี ฯ

    “วญฺเจตฺวา ตุมฺหากํ ทาเน ทินฺเน, มยฺหํ กุสลํ อตฺถิ นตฺถีติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสถามแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อทาน (อันกระผม) ลวงแล้ว ถวายแล้ว แก่ท่าน ท., อ.กุศล มีอยู่ แก่กระผม (หรือ หรือว่า อ.กุศล) ย่อมไม่มี (แก่กระผม) ดังนี้ ฯ

    สักกะ. เมื่อกระผมลวงถวายทานแก่ท่าน, กุศลจะมีแก่กระผมหรือไม่มี ?

  8. ๘

    พระเถระ. มี พระองค์ ฯ

    “อตฺถิ อาวุโสติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.กุศล) มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ.มีพระองค์.

  9. ๙

    ท้าวสักกะ. เมื่อเป็นอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าการทำกุศลกรรม ก็จัดเป็นหน้าที่ของกระผมซิขอรับ ฯ

    “เอวํ สนฺเต, กุสลกมฺมกรณํ นาม มยฺหํ ภาโร ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น มีอยู่, ชื่อ อ.การกระทำซึ่งกุศล เป็นภาระ ของกระผม (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    สักกะ. เมื่อเป็นอย่างนั้น การทำกุศลกรรม ก็จัดเป็นหน้าที่ของกระผมซิ ขอรับ.

  10. ๑๐

    ท้าวเธอ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงไหว้พระเถระ พานางสุชา ทรงทำประทักษิณพระเถระแล้วเหาะขึ้นท้องฟ้า ทรงเปล่งอุทานว่า
    โอ้ ทานที่เป็นทานชั้นเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้ว ในพระกัสสปะ ฯ

    โส เอวํ วตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา สุชํ อาทาย เถรํ ปทกฺขิณํ กตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา “อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตนฺติ อุทานํ อุทาเนสิ.

    (อ.ท้าวสักกะ) นั้น ครั้นตรัสแล้ว อย่างนี้ ทรงไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระ ทรงพาเอาแล้ว ซึ่งนางสุชาดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการประทักษิณ ซึ่งพระเถระ เสด็จเหาะขึ้นไปแล้ว สู่ฟ้า ทรงเปล่งแล้ว ซึ่งอุทาน “โอ อ.ทาน อันเป็นทานอันยิ่ง (อันเรา) ตั้งไว้ดีแล้ว ในพระกัสสปะ” ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงไหว้พระเถระ พานางสุชาดาทรงทำปทักษิณพระเถระแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงเปล่งอุทานว่า :-"แม้ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้ว ในพระกัสสป."

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ข่าวว่าในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชาพระนามว่าปเสนทิโกศลทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่งชื่อปุณฑรีกะ ซึ่งประดับตกแต่งแล้ว ทรงเลียบพระนครด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ฯ

    ราชา กิร ปเสนทิโกสโล เอกสฺมึ ฉณทิวเส อลงฺกตปฺปฏิยตฺตํ สพฺพเสตํ เอกํ ปุณฺฑรีกํ นาม หตฺถึ อารุยฺห มหนฺเตน ราชานุภาเวน นครํ ปทกฺขิณํ กโรติ.

    ได้ยินว่า อ.พระราชา ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่าโกศลพระนามว่าปเสนทิ เสด็จขึ้นแล้ว สู่ช้าง เชือกหนึ่ง ชื่อว่า บุณฑริก ตัวมีอวัยวะทั้งปวงขาว ตัวอันบุคคลกระทำให้พอแล้วและตกแต่งแล้ว ย่อมทรงกระทำ ซึ่งการประทักษิณ ซึ่งพระนคร ด้วยอานุภาพของพระราชา อันใหญ่ ในวันแห่งมหรสพ วันหนึ่ง ฯ

    ได้ยินว่า ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชา พระนามว่าปเสนทิโกศล ทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่ง ชื่อปุณฑรีกะ ซึ่งประดับประดาแล้ว ทรงทำประทักษิณพระนครด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันใหญ่.

  2. ๒

    เมื่อการประกาศขับไล่ให้ประชาชนลุกไปกำลังดำเนินไปอยู่ มหาชนถูกโบยตีด้วยก้อนดินและไม้พลองเป็นต้นหนีไปอยู่ก็ยังเอี้ยวคอหันกลับมามองดูอยู่นั่นแล ฯ

    อุสฺสารณาย วตฺตมานาย, เลฑฺฑุทณฺฑาทีหิ โปถิยมาโน มหาชโน ปลายนฺโต คีวํ ปริวตฺเตตฺวาปิ โอโลเกติเยว.

    ครั้นเมื่ออาชญาเป็นเหตุยังมหาชนให้ลุกขึ้นแล่นไป เป็นไปอยู่, อ.มหาชน ผู้ (อันราชบุรุษ ท.) โบยอยู่ (ด้วยวัตถุ ท.) มีก้อนดิน และท่อนไม้เป็นต้น หนีไปอยู่ แม้ ยังคอ ให้เป็นไปรอบแล้ว ย่อมแลดู นั่นเทียว ฯ

    เมื่ออาชญาเป็นเหตุให้บุคคลลุกไป เป็นไปอยู่, มหาชนถูกราชบุรุษโบย ด้วยวัตถุมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น หนีไป ก็ยังเอี้ยวคอกลับ แลดูอยู่นั่นแล.

  3. ๓

    ได้ทราบว่า นั่นเป็นผลแห่งทางที่พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายทรงถวายดีแล้ว ฯ

    ราชูนํ กิร สุทินฺนทานสฺเสตํ ผลํ.

    ได้ยินว่า อ.ผลนั่น เป็นผล แห่งทาน อันพระราชา ท. ทรงถวายดีแล้ว (ย่อมเป็น) ฯ

    ได้ยินว่า ข้อนี้ เป็นผลแห่งทานที่พระราชาทั้งหลายทรงถวายดีแล้ว.

  4. ๔

    ภรรยาของชายคนยากแม้คนหนึ่ง ยืนอยู่บนพื้นชั้นบนปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลเห็นพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นก็หลบไป ฯ

    อญฺญตรสฺสาปิ ทุคฺคตปุริสสฺส ภริยา สตฺตภูมิกสฺส ปาสาทสฺส อุปริมตเล ฐิตา เอกํ วาตปานสฺส กวาฏํ วิวริตฺวา ราชานํ โอโลเกตฺวาว อปคจฺฉิ.

    อ.ภรรยา ของบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยาก แม้คนใดคนหนึ่ง ยืนแล้ว ที่พื้นมีในเบื้องบน แห่งปราสาท อันประกอบแล้วด้วยชั้น ๗ เปิดแล้ว ซึ่งบาน แห่งหน้าต่าง บานหนึ่ง แลดูแล้ว ซึ่งพระราชา เทียว หลบไปแล้ว ฯ

    ภรรยาของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลดูพระราชาแล้วก็หลบไป.

  5. ๕

    การหลบไปของนางปรากฏแก่พระเจ้าแผ่นดินประหนึ่งจันทร์เพ็ญหายลับเข้ากลีบเมฆไป ฉะนั้น ฯ

    รญฺโญ ปุณฺณจนฺโท วลาหกนฺตรํ ปวิฏฺโฐ วิย อุปฏฺฐาสิ.

    (อ.หญิงนั้น) ปรากฏแล้ว แก่พระราชา ราวกะ อ.พระจันทร์เต็มดวงแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ระหว่างแห่งเมฆ ฯ

    การหลบไปของหญิงนั้น ปรากฏแก่พระราชา ราวกับว่า พระจันทร์เพ็ญเข้าไปสู่กลีบเมฆ.

  6. ๖

    ท้าวเธอ ทรงมีพระหฤทัยผูกพันในหญิงนั้น เป็นประหนึ่งถึงอาการพลัดตกจากคอช้าง ทรงรีบเลียบพระนครแล้วเสด็จเข้าไปภายในพระราชวัง รับสั่งกะอำมาตย์คนสนิทคนหนึ่งว่า ณ ที่ตรงโน้นปราสาทที่เราเหลียวดู เธอเห็นไหม ฯ

    โส ตสฺสา ปฏิพทฺธจิตฺโต หตฺถิกฺขนฺธโต ปตนาการปฺปตฺโต วิย หุตฺวา ขิปฺปํ นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา อนฺเตปุรํ ปวิสิตฺวา เอกํ วิสฺสาสิกํ อมจฺจํ อาห “อสุกฏฺฐาเน เต มยา โอโลกิตปาสาโท ทิฏฺโฐติ.

    (อ.พระราชา) นั้น เป็นผู้มีพระทัยเนื่องเฉพาะแล้ว (ต่อหญิง) นั้น (เป็น) เป็นราวกะว่า ทรงถึงแล้วซึ่งอาการคืออันตกไป จากคอแห่งช้าง เป็น ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการประทักษิณ ซึ่งพระนคร พลัน เสด็จเข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งวัง ตรัสแล้ว กะอำมาตย์ ผู้มีความคุ้นเคย คนหนึ่ง ว่า อ.ปราสาท อันเรา แลดูแล้ว ในที่โน้น อันท่าน เห็นแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอ ทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการพลัดตกจากคอช้าง ทรงรีบกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ภายในพระราชวัง ตรัสกะอำมาตย์คนสนิทนายหนึ่งว่า "ปราสาทที่เราแลดูในที่โน้น เธอเห็นไหม ?"

  7. ๗

    อำมาตย์ เห็น พระเจ้าข้า ฯ พระเจ้าแผ่นดิน หญิงคนหนึ่งที่ปราสาทนั้น เธอได้เห็นไหม ฯ อำมาตย์ ได้เห็นพระเจ้าข้า ฯ พระเจ้าแผ่นดิน จงไป จงรู้ (ให้ได้) ว่านางมีสามีหรือไม่มีสามี ฯ อำมาตย์นั้น ไปแล้ว ทราบว่านางมีสามี จึงมากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า นางมีสามี ฯ ทีนั้น เมื่อพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเรียกสามีของนางมา อำมาตย์นั้น ไปบอกว่า มานี่ นาย พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งหาท่าน ฯ เขาคิดว่าภัยเป็นสิ่งที่จะพึงบังเกิดแก่เรา เพราะอาศัยภรรยา เมื่อไม่อาจจะขัดขืนพระราชอาญา จึงไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดิน ยืนอยู่แล้ว ฯ

    “อาม เทวาติ.

    (อ.อำมาตย์ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า (อ.ปราสาท อันพระองค์ ท. ทรงแลดูแล้ว ในที่โน้น อันข้าพระองค์ เห็นแล้ว) ดังนี้ ฯ

    อำมาตย์. เห็น พระเจ้าข้า.

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๑–๑๐๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทีนั้น พระเจ้าแผ่นดิน รับสั่งกะเขาว่า เธอจงรับใช้เรา ฯ

    อถ นํ ราชา “มํ อุปฏฺฐาหีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ตรัสแล้ว (กะบุรุษ) นั้น ว่า อ.เจ้า จงบำรุง ซึ่งเรา ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น พระราชา ตรัสกะบุรุษนั้นว่า "เธอจงบำรุงเรา."

  2. ๒

    บุรุษ อย่าเลย พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ทำการงานของตนเสียภาษีถวายพระองค์อยู่ ข้อนั้นแล ขอจงเป็นวิถีชีวิตของข้าพระองค์ ฯ

    “อลํ เทว, อหํ อตฺตโน กมฺมํ กตฺวา ตุมฺหากํ สุงฺกํ ททามิ, สา เอว เม ชีวิกา โหตูติ.

    (อ.บุรุษนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.อย่าเลย, อ.ข้าพระองค์ กระทำแล้ว ซึ่งการงาน ของตน จะถวาย ซึ่งส่วย แก่พระองค์ ท., อ.กิริยาอันประกอบแล้วด้วยความเป็นอยู่ นั้น นั่นเทียว จงมี แก่ข้าพระองค์ เถิด ดังนี้ ฯ

    บุรุษ. ข้าแต่สมมติเทพ อย่าเลย, ข้าพระองค์ ทำการงานของตน ถวายส่วยแด่พระองค์อยู่, การเลี้ยงชีพนั้นแล จงมีแก่ข้าพระองค์เถิด.

  3. ๓

    พระเจ้าแผ่นดิน ภาษีของเจ้าเราไม่มีความต้องการ นับแต่วันนี้ไป เธอจงมารับใช้เรา ดังนี้แล้วให้พระราชทานโล่ห์และอาวุธแก่บุรุษนั้น ฯ

    “ตว สุงฺเกน มยฺหํ อตฺโถ นตฺถิ, อชฺชโต ปฏฺฐาย มํ อุปฏฺฐาหีติ ตสฺส ผลกญฺจ อาวุธญฺจ ทาเปสิ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า อ.ความต้องการ ด้วยส่วย ของเจ้า ย่อมไม่มี แก่เรา, อ.เจ้า จงบำรุง ซึ่งเรา จำเดิม แต่วันนี้ ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งโล่ด้วย ซึ่งอาวุธด้วย (แก่บุรุษ) นั้น ฯ

    พระราชา ตรัสว่า "เราไม่มีความต้องการด้วยส่วยของเธอ, จำเดิมแต่วันนี้ไป เธอจงบำรุงเรา" แล้วให้พระราชทานโล่และอาวุธแก่บุรุษนั้น.

  4. ๔

    ได้ยินว่า พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า เราจักยกโทษบางอย่างนั่นแลของเขาขึ้น (จัดการ) ฆ่าเขาเสียแล้วริบเอาภรรยา ฯ

    เอวํ กิรสฺส อโหสิ “กญฺจิเทวสฺส โทสํ อาโรเปตฺวา ฆาเตตฺวา ภริยํ คณฺหิสฺสามีติ.

    ได้ยินว่า (อ.อันทรงดำริ) อย่างนี้ ว่า อ.เรา ยกขึ้นแล้ว ซึ่งโทษ บางอย่างนั่นเทียว ของบุรุษนั้น ฆ่าแล้ว จักยึดเอา ซึ่งภรรยา ดังนี้ ได้มีแล้ว แก่พระราชานั้น ฯ

    ได้ยินว่า พระราชา ได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า "เราจักยกโทษบางอย่างของเขาขึ้นแล้วฆ่าเสีย ริบเอาภรรยา."

  5. ๕

    ทีนั้น เขากลัวตาย เป็นผู้ไม่ประมาท รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ฯ

    อถ นํ โส มรณภยภีโต อปฺปมตฺโต หุตฺวา อุปฏฺฐาสิ.

    ครั้งนั้น (อ.บุรุษ) นั้น ผู้อันภัยแต่ความตายคุกคามแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว เป็น บำรุงแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ฯ

    ทีนั้น เขากลัวแต่มรณภัย เป็นผู้ไม่ประมาท บำรุงพระราชานั้นแล้ว.

  6. ๖

    พระเจ้าแผ่นดิน มองไม่เห็นข้อบกพร่องของเขา เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามลุกลามอยู่ จึงทรงพระดำริว่า เราจักยกโทษของเขาขึ้นสักอย่างหนึ่งแล้วลงอาญา จึงรับสั่งให้เรียกหาบุรุษนั้นเข้าเฝ้าแล้วตรัสอย่างนี้ว่า พ่อมหาจำเริญ เธอจงไปจากที่ตรงนี้ถึงที่ชื่อแห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุทและดอกอุบลด้วย ดินสีอรุณด้วยมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น ถ้าเธอมาไม่ทันในขณะนั้น เราจักลงอาญาเธอ ฯ

    ราชา ตสฺส วิวรํ อปสฺสนฺโต, กามปริฬาเห วฑฺฒนฺเต , “เอกมสฺส โทสํ อาโรเปตฺวา ราชาณํ กริสฺสามีติ ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา เอวมาห “อมฺโภ อิโต ปญฺจโยชนมตฺถเก นทิยา อสุกฏฺฐานํ นาม คนฺตฺวา สายํ มม นหานเวลาย กุมุทุปฺปลานิ เจว อรุณวตีมตฺติกญฺจ อาหร, สเจ ตสฺมึ ขเณ นาคจฺเฉยฺยาสิ, อาณํ เต กริสฺสามีติ.

    อ.พระราชา ไม่ทรงเห็นอยู่ ซึ่งช่อง (ของบุรุษ) นั้น, ครั้นเมื่อความเร่าร้อนเพราะกาม เจริญอยู่, (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.เรา ยกขึ้นแล้ว ซึ่งโทษ อย่างหนึ่ง (ของบุรุษ) นั้น จักกระทำ ซึ่งอาชญาของ พระราชา ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งบุรุษ) นั้น ตรัสแล้ว อย่างนี้ ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ อ.เจ้า ไปแล้ว ชื่อ สู่ที่โน้น แห่งแม่น้ำ ในที่สุดแห่งโยชน์ ๕ แต่ที่นี้ จงนำมา ซึ่งดอกโกมุทและดอกอุบล ท. ด้วยนั่นเทียว ซึ่งดินเหนียวมีสีเพียงดังสีแห่งอรุณด้วย ในเวลาเป็นที่อาบ แห่งเรา ในเวลาเย็น, ถ้าว่า อ.เจ้า ไม่พึงมา ในขณะนั้นไซร้, อ.เรา จักกระทำ ซึ่งอาชญา แก่เจ้า ดังนี้ ฯ

    พระราชาไม่ทรงเห็นช่อง (โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามเจริญอยู่. ทรงดำริว่า "เราจะยกโทษของบุรุษนั้นขึ้น สักอย่างหนึ่ง แล้วลงราชอาญา" จึงรับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า "ผู้เจริญ เธอจงไปจากที่นี้สู่ที่ชื่อโน้น แห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุทดอกอุบลและดินสีอรุณมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น, ถ้าเธอไม่พึงมาในขณะนั้น, เราจักลงอาญาแต่เธอ."

  7. ๗

    ได้ยินว่า ข้าราชสำนัก ลำบากกว่าทาส แม้ทั้ง ๔ ฯ

    เสวโก กิร จตูหิปิ ทาเสหิ กิลิฏฺฐตโร.

    ได้ยินว่า อ.เสวก เป็นผู้ลำบากแล้วกว่า กว่าทาส ท. แม้ ๔ (ย่อมเป็น) ฯ

    ได้ยินว่า เสวก (ผู้เข้าเฝ้า) ลำบากกว่าทาสแม้ทั้ง ๔.

  8. ๘

    จริงอยู่ ทาสทั้งหลายมีทาสที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่า ผมปวดหัว ผมปวดหลัง แล้วพักผ่อน ฯ

    ธนกฺกีตาทโย หิ ทาสา “สีสํ เม รุชฺชติ, ปิฏฺฐิ เม รุชฺชตีติ วตฺวา อจฺฉิตุํ ลภนฺติ.

    จริงอยู่ อ.ทาส ท. มีทาสอันนายซื้อแล้วด้วยทรัพย์เป็นต้น ย่อมได้ เพื่ออัน กล่าวแล้ว ว่า อ.ศีรษะ ของข้าพเจ้า ย่อมปวด, อ.หลัง ของข้าพเจ้า ย่อมปวด ดังนี้ พักอยู่ ฯ

    จริงอยู่ ทาสทั้งหลาย มีทาสที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่า "ผมปวดศีรษะ, ผมปวดหลัง" แล้วพักผ่อน.

  9. ๙

    แต่ข้าราชสำนักมีข้ออ้างนั่นไม่ได้ ข้าราชสำนักทำงานตามรับสั่งเท่านั้น จึงควร เพราะฉะนั้น เขาจึงคิดอยู่ว่าเราต้องไปแน่ ชื่อว่าดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล ย่อมเกิดขึ้นในนาคพิภพ เราจักได้ ณ ที่ไหน ดังนี้ กลัวตาย ไปเรือนแล้วพูดว่า หล่อน ภัตสำหรับฉันเสร็จแล้วหรือ ฯ

    เสวกสฺเสตํ นตฺถิ, อาณตฺตกมฺมํ กาตุเมว วฏฺฏติ; ตสฺมา โส “อวสฺสํ มยา คนฺตพฺพํ, กุมุทุปฺปเลหิ สทฺธึ อรุณวตีมตฺติกา นาม นาคภวเน อุปฺปชฺชติ, อหํ กุหึ ลภิสฺสามีติ จินฺเตนฺโต มรณภยภีโต เคหํ คนฺตฺวา “ภทฺเท นิฏฺฐิตํ เม ภตฺตนฺติ อาห.

    อ.อันกล่าวอย่างนั้นนั่น ย่อมไม่มี แก่เสวก, อ.อัน (อันเสวก) กระทำ ซึ่งกรรมอันพระราชาทรงบังคับแล้ว นั่นเทียว ย่อมควร, เพราะเหตุนั้น (อ.บุรุษ) นั้น คิดอยู่ ว่า อันเรา พึงไป แน่แท้, ชื่อ อ.ดินเหนียวมีสีเพียงดังสีแห่งอรุณ กับ ด้วยดอกโกมุทและดอกอุบล ท. ย่อมเกิดขึ้น ในภพแห่งนาค, อ.เรา จักได้ ในที่ไหน ดังนี้ ผู้อันภัยแต่ความตายคุกคามแล้ว ไปแล้ว สู่เรือน กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.ภัตร เพื่อเรา สำเร็จแล้วหรือ ดังนี้ ฯ

    คำที่ทาสทั้งหลายกล่าวแล้วได้พักผ่อนนั้น ย่อมไม่มีแก่เสวก, เสวกควรทำการงานตามรับสั่งเท่านั้น; เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้น คิดอยู่ว่า "เราต้องไปเป็นแน่แท้, ชื่อว่าดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล ย่อมเกิดในภพแห่งนาค, เราจักได้ที่ไหน ?" กลัวแต่มรณภัย ไปเรือนแล้ว กล่าวว่า "หล่อน ภัตสำหรับฉันสำเร็จแล้ว หรือ ?"

  10. ๑๐

    ภรรยายังตั้งอยู่บนเตา นาย ฯ

    “อุทฺธนมตฺถเก สามีติ.

    (อ.ภรรยา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.ภัตร เพื่อท่าน ย่อมตั้งอยู่) บนที่สุดแห่งเตา ดังนี้ ฯ

    ภรรยา กล่าวว่า "ยังตั้งอยู่บนเตา นาย."

  11. ๑๑

    เขาไม่อาจจะรอจนกว่าภรรยาจะปลงภัตลงได้ จึงให้ภรรยาเอากระบวยตักน้ำข้าวเทปนกับข้าวที่แฉะนั่นแลลงในกระเช้าพร้อมด้วยกับตามแต่จะหาได้ ถือเอาแล้วรีบเดินไปสิ้นระยะทางหนึ่งโยชน์ เมื่อเขากำลังเดินไปอยู่นั่นแล ภัตได้สุกแล้ว ฯ

    โส ยาว ภตฺตํ โอตรติ, ตาว สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต อุฬุงฺเกน กญฺชิกํ หราเปตฺวา ยถาลทฺเธน พฺยญฺชเนน สทฺธึ อลฺลเมว ภตฺตํ ปจฺฉิยํ โอปีเฬตฺวา อาทาย โยชนิกํ มคฺคํ ปกฺขนฺโต, ตสฺส คจฺฉนฺตสฺเสว, ภตฺตํ ปกฺกํ อโหสิ.

    (อ.บุรุษ) นั้น, อ.ภัตร ย่อมข้ามลง เพียงใด, ไม่อาจอยู่ เพื่ออันอดกลั้น เพียงนั้น (ยังภรรยา) ให้นำไปแล้ว ซึ่งน้ำข้าว ด้วยกระบวย บีบลงแล้ว ซึ่งภัตร อันสด นั่นเทียว พร้อม ด้วยกับ อันตนได้แล้วอย่างไร ในกระเช้า ถือเอา วิ่งไปแล้ว สิ้นหนทาง อันประกอบแล้วด้วยโยชน์, (เมื่อบุรุษ) นั้น ไปอยู่นั่นเทียว, อ.ภัตร เป็นของสุกแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาไม่อาจจะรออยู่ จนกว่าภรรยาจะปลงภัตลงได้ จึงให้ภรรยาเอากระบวยตักน้ำข้าวเท (ปนกับ) ข้าวที่แฉะนั้นเอง ลงในกระเช้าพร้อมด้วยกับตามแต่จะได้ ถือเอาแล้ว เดินดุ่มไปแล้วสิ้นทางโยชน์หนึ่ง, เมื่อเขากำลังเดินไปนั่นแหละ ภัตได้สุกแล้ว.

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    บุรุษผู้ยากไร้นั้น กันภัตไว้หน่อยหนึ่ง ทำไม่ให้เป็นเดนทีเดียว บริโภคอยู่ พบคนเดินทางคนหนึ่ง บอกว่า เฉพาะภัตที่ไม่เป็นเดนนิดหน่อยที่ข้าพเจ้ากันเอาไว้ มีอยู่ โปรดรับเอาไปบริโภคเถิด นาย ฯ

    โส อนุจฺฉิฏฺฐํ กตฺวาว โถกํ ภตฺตํ อปเนตฺวา ภุญฺชนฺโต เอกํ อทฺธิกํ ทิสฺวา “มยา อปนีตํ โถกํ อนุจฺฉิฏฺฐํ ภตฺตเมว อตฺถิ, คเหตฺวา ภุญฺช สามีติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น นำไปปราศแล้ว ซึ่งภัตร หน่อยหนึ่ง กระทำ ให้เป็นของไม่เป็นเดน เทียว บริโภคอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งบุรุษผู้ไปสู่หนทางไกล คนหนึ่ง (กล่าวแล้ว) ว่า อ.ภัตร อันไม่เป็นเดน หน่อยหนึ่ง อันอันเรานำไปปราศแล้วนั่นเทียว มีอยู่, ข้าแต่นาย อ.ท่าน รับแล้ว จงบริโภคเถิด ดังนี้ ฯ

    เขาแบ่งภัตไว้หน่อยหนึ่ง กระทำไม่ให้เป็นเดนบริโภคอยู่ พบคนเดินทางคนหนึ่ง จึงกล่าวว่า "ภัตหน่อยหนึ่งเท่านั้น ฉันแบ่งออกกระทำไม่ให้เป็นเดนมีอยู่, เธอจงรับไปบริโภคเถิด นาย."

  2. ๒

    เขา (คนเดินทาง) รับเอาไปบริโภคแล้ว ฯ

    โส คณฺหิตฺวา ภุญฺชิ.

    (อ.บุรุษผู้ไปสู่หนทางไกล) นั้น รับแล้ว บริโภคแล้ว ฯ

    เขารับไปบริโภคแล้ว.

  3. ๓

    ฝ่ายบุรุษนอกนี้ บริโภคแล้ว ก็โปรยภัตกำมือหนึ่งลงในน้ำ บ้วนปากแล้ว ประกาศเสียงดังฟังชัด ๓ ครั้งว่า ขอพวกนาค ครุฑ และเทพยดาผู้สิงสถิตในลำน้ำนี้ จงฟังคำของข้าพเจ้า พระราชา ประสงค์จะลงอาชญาแก่ข้าพเจ้า จึงทรงสั่งบังคับข้าพเจ้าว่า เจ้าจงนำดินสีอรุณพร้อมกับดอกโกมุทและดอกอุบลมา ก็ภัต ข้าพเจ้าให้แก่คนเดินทางแล้ว ทานนั้น มีอานิสงส์ตั้งพัน ภัต ข้าพเจ้าให้แก่ปลาในน้ำ ภัตนั้น มีอานิสงส์เป็นร้อย ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ทำให้เป็นส่วนบุญเพื่อท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมาให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ฯ

    อิตโรปิ ภุญฺชิตฺวา เอกํ ภตฺตมุฏฺฐึ อุทเก ขิปิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา มหนฺเตน สทฺเทน “อิมสฺมึ นทีปเทเส อธิวตฺถา นาคา สุปณฺณา เทวตา จ วจนํ เม สุณนฺตุ; ราชา มยฺหํ อาณํ กตฺตุกาโม `กุมุทุปฺปเลหิ สทฺธึ อรุณวตีมตฺติกํ อาหราติ มํ อาณาเปสิ, อทฺธิกมนุสฺสสฺส จ เม ภตฺตํ ทินฺนํ, ตํ สหสฺสานิสํสํ, อุทเก มจฺฉานํ ทินฺนํ, ตํ สตานิสํสํ, เอตฺตกํ ปุญฺญผลํ ตุมฺหากํ ปตฺตึ กตฺวา เทมิ; มยฺหํ กุมุทุปฺปเลหิ สทฺธึ อรุณวตีมตฺติกํ อาหรถาติ ติกฺขตฺตุํ อนุสฺสาเวสิ.

    อ.บุรุษแม้นอกนี้ บริโภคแล้ว โปรยแล้ว ซึ่งกำแห่งภัตร กำหนึ่ง ในน้ำ บ้วนแล้ว ซึ่งปาก (ยังบุคคล) ให้ฟังตามแล้ว สิ้น ๓ ครั้ง ว่า อ.นาค ท. ด้วย อ.ครุฑ ท. ด้วย อ.เทวดา ท. ด้วย ผู้อยู่ทับแล้ว ในประเทศแห่งแม่น้ำ นี้ จงฟัง ซึ่งคำ ของข้าพเจ้า, อ.พระราชา เป็นผู้ใคร่เพื่ออันทรงกระทำ ซึ่งอาชญา แก่ข้าพเจ้า (เป็น) สั่งบังคับแล้ว ซึ่งข้าพเจ้า ว่า อ.เจ้า จงนำมา ซึ่งดินเหนียวมีสีเพียงดังสีแห่งอรุณ กับ ด้วยดอกโกมุทและดอกอุบล ท. ดังนี้, ก็ อ.ภัตร อันข้าพเจ้า ให้แล้ว แก่มนุษย์ผู้ไปสู่หนทางไกล, (อ.ภัตร) นั้น เป็นของมีอานิสงส์พันหนึ่ง (ย่อมเป็น), (อ.ภัตร อันข้าพเจ้า) ให้แล้ว แก่ปลา ท. ในน้ำ, (อ.ภัตร) นั้น เป็นของมีอานิสงส์ร้อยหนึ่ง (ย่อมเป็น), อ.ข้าพเจ้า ให้อยู่ ซึ่งผลแห่งบุญ มีประมาณเท่านี้ กระทำ ให้เป็นส่วนบุญ แก่ท่าน ท., อ.ท่าน ท. จงนำมา ซึ่งดินเหนียวมีสีเพียงดังสีแห่งอรุณ กับ ด้วยดอกโกมุทและดอกอุบล ท. แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ด้วยเสียง อันดัง ฯ

    แม้บุรุษนอกนี้ บริโภคแล้ว ก็โปรยภัตลงในน้ำกำมือหนึ่ง บ้วนปากแล้ว ประกาศขึ้น ๓ ครั้ง ด้วยเสียงอันดังว่า "ขอพวกนาค ครุฑ และเทวดา ผู้สิงอยู่ในประเทศแห่งแม่น้ำนี้ จงฟังคำของข้าพเจ้า; พระราชาทรงปรารถนาจะลงอาชญาแก่ข้าพเจ้า ทรงบังคับข้าพเจ้าว่า "เธอจงนำเอาดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมา," ก็ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่มนุษย์เดินทางแล้ว, ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั้น มีอานิสงส์ตั้งพัน, ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่ปลาทั้งหลายในน้ำ, ทานที่ข้าพเจ้าให้นั้น มีอานิสงส์ตั้งร้อย, ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ให้เป็นส่วนบุญแก่ท่านทั้งหลาย; ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด."

  4. ๔

    พระยานาค ผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงไปสู่สำนักบุรุษนั้นด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่าวว่า ท่านพูดอะไร ฯ

    ตตฺถ อธิวตฺโถ นาคราชา ตํ สทฺทํ สุตฺวา มหลฺลกเวเสน ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “กึ วเทสีติ อาห.

    อ.นาคผู้พระราชา ผู้อยู่ทับแล้ว ในประเทศนั้น ฟังแล้ว ซึ่งเสียง นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก (ของบุรุษ) นั้น ด้วยเพศของคนแก่ กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ย่อมกล่าว ซึ่งคำอะไร ดังนี้ ฯ

    พระยานาค ผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงไปสู่สำนักบุรุษนั้น ด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่าวว่า "ท่านพูดอะไร ?

  5. ๕

    บุรุษนั้น จึงกล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแลแม้อีก เมื่อพระยานาคกล่าวว่า ท่านจงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรา จึงกล่าวว่า นาย เราให้ ดังนี้ เมื่อพระยานาคกล่าวแม้อีกว่า จงให้ ก็กล่าว (ยืนยัน) ว่า เราให้ (แน่) นาย ฯ

    โส ปุนปิ ตเถว วตฺวา, “มยฺหํ ตํ ปตฺตึ เทหีติ วุตฺเต, “เทมิ สามีติ อาห; ปุนปิ “เทหีติ วุตฺเต, “เทมิ สามีติ อาห.

    (อ.บุรุษ) นั้น กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว แม้อีก, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ท่าน จงให้ ซึ่งส่วนบุญ นั้น แก่เรา ดังนี้ (อันนาคผู้พระราชา) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.ข้าพเจ้า ย่อมให้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ท่าน จงให้ ดังนี้ (อันนาคผู้พระราชา) กล่าวแล้ว แม้อีก, กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.ข้าพเจ้า ย่อมให้ ดังนี้ ฯ

    บุรุษนั้น จึงกล่าวซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละ, เมื่อพระยานาค กล่าวว่า "ท่านจงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรา," จึงกล่าวว่า "เราให้ นาย" เมื่อพระยานาค กล่าวแม้อีกว่า "ท่านจงให้," ก็กล่าว (ยืนคำ) ว่า "เราให้ นาย."

  6. ๖

    พระยานาคนั้นให้นำส่วนบุญมาอย่างนั้น ๒๓ วาระแล้วจึงได้ให้ดินสีอรุณพร้อมกับดอกโกมุทและดอกอุบล ฯ

    เอวํ โส เทฺว ตโย วาเร ปตฺตึ อาหราเปตฺวา กุมุทุปฺปเลหิ สทฺธึ อรุณวตีมตฺติกํ อทาสิ.

    (อ.นาคผู้พระราชา) นั้น (ยังบุรุษนั้น) ให้นำมาแล้ว ซึ่งส่วนบุญ สิ้นวาระ ท. สอง สาม ได้ให้แล้ว ซึ่งดินเหนียว มีสีเพียงดังสีแห่งอรุณ กับ ด้วยดอกโกมุทและดอกอุบล ท. ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พระยานาคนั้น ให้นำส่วนบุญมาอย่างนั้นสิ้น ๒-๓ คราวแล้วจึงได้ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๒–๑๐๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระราชา ทรงดำริว่า ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย มีมนต์มาก ถ้าบุรุษนั้น จะพึง (หา) ได้ ด้วยอุบายบางอย่าง งานของเรา ก็จะพึงไม่สัมฤทธิ์ผล ฯ

    ราชา ปน จินฺเตสิ “มนุสฺสา นาม พหุมนฺตา, สเจ โส เกนจิ อุปาเยน ลเภยฺย, กิจฺจํ เม น นิปฺปชฺเชยฺยาติ.

    ส่วนว่า อ.พระราชา ทรงดำริแล้ว ว่า ชื่อ อ.มนุษย์ ท. เป็นผู้มีความรู้มาก (ย่อมเป็น), ถ้าว่า (อ.บุรุษ) นั้น พึงได้ ด้วยอุบาย บางอย่างไซร้, อ.กิจ ของเรา ไม่พึงสำเร็จ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระราชา ทรงดำริว่า "ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย มีมนต์มาก, ถ้าบุรุษนั้น พึงได้ (ของนั้น) ด้วยอุบายบางอย่างไซร้, กิจของเราก็ไม่พึงสำเร็จ,"

  2. ๒

    พระองค์รับสั่งให้ยามปิดประตูเสียแต่ยังวันทีเดียวแล้วให้นำลูกดาลมา (เก็บ) ยัง (ราช) สำนักของพระองค์ ฯ

    โส สกาลสฺเสว ทฺวารํ ปิทหาเปตฺวา มุทฺทิกํ อตฺตโน สนฺติกํ อาหราเปสิ.

    (อ.พระราชา) นั้น (ทรงยังนายทวารบาล) ให้ปิดแล้ว ซึ่งประตู ต่อสมัยอันเป็นไปกับด้วยกาลนั่นเทียว (ทรงยังนายทวารบาล) ให้นำมาแล้ว ซึ่งลูกดาล สู่สำนัก ของพระองค์ ฯ

    ท้าวเธอรับสั่งให้ปิดประตู (เมือง) เสียแต่วันทีเดียว แล้วให้นำลูกดาลไปยังสำนักของพระองค์.

  3. ๓

    ฝ่ายบุรุษนอกนี้ มาทันเวลาพระราชาสรงสนาน
    เหมือนกัน เมื่อ (เข้า) ประตูไม่ได้ จึงเรียกยามเฝ้าประตูมาแล้วบอกว่า จงเปิดประตูด้วย ฯ

    อิตโรปิ ปุริโส รญฺโญ นหานเวลายเมว อาคนฺตฺวา ทฺวารํ อลภนฺโต ทฺวารปาลํ ปกฺโกสิตฺวา “ทฺวารํ วิวราติ อาห.

    อ.บุรุษ แม้นอกนี้ มาแล้ว ในเวลาเป็นที่ทรงสนาน แห่งพระราชา นั่นเทียว ไม่ได้อยู่ ซึ่งประตู ร้องเรียกแล้ว ซึ่งนายทวารบาล กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน จงเปิด ซึ่งประตู ดังนี้ ฯ

    บุรุษแม้นอกนี้ มาทันในเวลาพระราชาทรงสรงสนานเหมือนกัน เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยามประตู กล่าวว่า "ท่านจงเปิดประตู."

  4. ๔

    ยามเฝ้าประตูแจ้งว่า ข้าพเจ้า ไม่สามารถเปิดประตูได้ (เพราะ) พระราชารับสั่งให้นำลูกดาลไป (เก็บ) ยังพระราชวังเสียแต่ยังวันทีเดียว ฯ

    “น สกฺกา วิวริตุํ, ราชา สกาลสฺเสว มุทฺทิกํ ราชเคหํ หราเปสีติ.

    (อ.นายทวารบาล กล่าวแล้ว) ว่า (อันเรา) ไม่อาจ เพื่ออันเปิดได้, อ.พระราชา (ทรงยังเรา) ให้นำไปแล้ว ซึ่งลูกดาล สู่พระราชวัง ต่อสมัยอันเป็นไปกับด้วยกาลนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    คนยามประตูกล่าวว่า "เราไม่อาจจะเปิดได้, พระราชารับสั่งให้นำลูกดาลไปสู่พระราชมนเทียรแต่กาลยังวันทีเดียว."

  5. ๕

    บุรุษนั้นแม้จะบอกว่า เรา เป็นราชทูต จงเปิดประตู เมื่อ (เปิด) ประตูไม่ได้ จึงคิดว่า บัดนี้ชีวิตของเราจะหาไม่ เราจักทำอย่างไรหนอแล จึงโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูด้านบน แขวนดอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องเสียงดัง ๓ ครั้งว่า ชาวพระนครผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย โปรดรับทราบ ถึงความที่พระบรมราชโองการของพระราชา ข้าพเจ้าสนองตอบแล้ว พระราชาประสงค์จะทำร้ายข้าพเจ้า โดยไม่มีเหตุ (ผล) ดังนี้แล้วคิด (หนัก) ว่า เราจักไปที่ไหนหนอแล ได้ตัดสินใจว่า ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย มีใจอ่อนโยน เราจักไปนอนวัด (ดีกว่า) ฯ

    โส “ราชทูโต อหํ, ทฺวารํ วิวราติ วตฺวาปิ ทฺวารํ อลภนฺโต “นตฺถิ เม อิทานิ ชีวิตํ, กินฺนุ โข กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ทฺวารสฺส อุปริอุมฺมาเร มตฺติกาปิณฺฑํ ขิปิตฺวา ตสฺสุปริ ปุปฺผานิ ลคฺเคตฺวา มหาสทฺทํ กโรนฺโต “อมฺโภ นครวาสิโน มยา รญฺโญ อาณตฺติยา กตภาวํ ชานาถ; ราชา มํ อการเณน วินาเสตุกาโมติ ติกฺขตฺตุํ วิรวิตฺวา “กตฺถ นุ โข คมิสฺสามีติ จินฺเตนฺโต “ภิกฺขู นาม มุทุหทยา, วิหารํ คนฺตฺวา นิปชฺชิสฺสามีติ สนฺนิฏฺฐานมกาสิ.

    (อ.บุรุษ) นั้น แม้กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา เป็นทูตของพระราชา (ย่อมเป็น), อ.ท่าน จงเปิด ซึ่งประตู ดังนี้ ไม่ได้อยู่ ซึ่งประตู คิดแล้ว ว่า ในกาลนี้ อ.ชีวิต ของเรา จะไม่มี, อ.เรา จักกระทำ อย่างไร หนอแล ดังนี้ โยนไปแล้ว ซึ่งก้อนแห่งดินเหนียว ในเบื้องบนแห่งธรณี แห่งประตู คล้องแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. ในเบื้องบน (แห่งธรณีแห่งประตู) นั้น กระทำอยู่ ซึ่งเสียงใหญ่ ร้องแล้ว ๓ ครั้ง ว่า (แน่ะชน ท.) ผู้อยู่ในพระนครทั้งสิ้นโดยปกติ ผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จงรู้ ซึ่งความที่ แห่งอาชญา ของพระราชา เป็นกิริยาอันข้าพเจ้ากระทำแล้ว, อ.พระราชา เป็นผู้ใคร่เพื่ออันยัง ข้าพเจ้า ให้ฉิบหาย โดยเหตุอันไม่สมควร (ย่อมเป็น) ดังนี้ คิดอยู่ ว่า อ.เรา จักไป ในที่ไหน หนอ แล ดังนี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งความตกลง ว่า ชื่อ อ.ภิกษุ ท. เป็นผู้มีหทัยอ่อนโยน (ย่อมเป็น), อ.เรา ไปแล้ว สู่วิหาร จักนอน ดังนี้ ฯ

    บุรุษนั้น แม้บอกว่า "เราเป็นราชทูต, ท่านจงเปิดประตู" เมื่อไม่ได้ประตู จึงคิดว่า "บัดนี้ เราจะไม่มีชีวิต, เราจักทำอย่างไรหนอแล ?" แล้วโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูข้างบน แขวนดอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้ง ว่า "ชาพระนคร ผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงรู้ความที่กิจอันข้าพเจ้ากระทำตามรับสั่งของพระราชาแล้วเถิด; พระราชาทรงใคร่จะยังเราให้พินาศ ด้วยเหตุไม่สมควร" แล้วคิดอยู่ว่า "เราจักไปที่ไหนหนอแล ? ได้ทำความตกลงใจว่า "ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย มีใจอ่อนโยน, เราจักไปสู่วิหารแล้วนอน."

  6. ๖

    ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ในเวลาได้รับสุข ไม่รับรู้เลยถึงความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ (ในโลก) พอถูกทุกข์ครอบงำเข้า จึงอยากจะไปวัด เพราะฉะนั้น แม้นายคนนั้น ก็คิดว่า ที่พึ่งอื่นของเราไม่มีเลย จึงไปวัด (เลือก) นอนในที่สบาย (ใจ) แห่งหนึ่ง ฯ

    อิเม นาม สตฺตา สุขิตกาเล ภิกฺขูนํ อตฺถิภาวํปิ อชานิตฺวา ทุกฺขาภิภูตาว วิหารํ คนฺตุกามา โหนฺติ; ตสฺมา โสปิ “อญฺญํ เม ตาณํ นตฺถีติ วิหารํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ผาสุกฏฺฐาเน นิปชฺชิ.

    อ.สัตว์ ท. ชื่อ เหล่านี้ ไม่รู้แล้ว แม้ซึ่งความที่ แห่งภิกษุ ท. มีอยู่ ในกาลแห่งตนเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งสุข ผู้อันความทุกข์ครอบงำแล้วเทียว เป็นผู้ใคร่เพื่ออันไป สู่วิหาร ย่อมเป็น, เพราะเหตุนั้น (อ.บุรุษ) แม้นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ที่ต้านทาน อื่น ของเรา ย่อมไม่มี ดังนี้ ไปแล้ว สู่วิหาร นอนแล้ว ในที่อันสำราญ แห่งหนึ่ง ฯ

    ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ในเวลาได้รับสุข ไม่ทราบแม้ความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ พอถูกทุกข์ครอบงำ จึงปรารถนาจะไปวิหาร; เพราะเหตุนั้น แม้บุรุษนั้น ก็คิดว่า "ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี" จึงไปยังวิหาร นอนอยู่ในที่สำราญแห่งหนึ่ง.

  7. ๗

    แม้เมื่อพระราชา ไม่ได้หลับตลอดทั้งคืนนั้น รำพึงถึงอยู่ (แต่) นาง (ผู้นั้น) เกิดความรุ่มร้อนเพราะ (เพลิง) กามขึ้น ฯ

    รญฺโญปิ ตํ รตฺตึ นิทฺทํ อลภนฺตสฺส อิตฺถึ อนุสฺสรนฺตสฺส, กามปริฬาโห อุปฺปชฺชิ.

    แม้เมื่อพระราชา ไม่ทรงได้อยู่ ซึ่งอันบรรทม ตลอดราตรี นั้น ทรงตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งหญิง, อ.ความเร่าร้อนเพราะกาม เกิดขึ้นแล้ว ฯ

    แม้เมื่อพระราชา ไม่ได้การหลับอยู่ตลอดราตรี ทรงรำพึงถึงหญิงอยู่, ความรุ่มร้อนเพราะกามเกิดขึ้นแล้ว.

  8. ๘

    ท้าวเธอ ทรงคิดว่า พอรุ่งสางแล้วนั่นแล เราจักให้ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำนางผู้นั้นมา ฯ

    โส จินฺเตสิ “วิภาตกฺขเณเยว ตํ ปุริสํ ฆาเตตฺวา ตํ อิตฺถึ อาเนสฺสามีติ.

    (อ.พระราชา) นั้น ทรงดำริแล้ว ว่า อ.เรา ฆ่าแล้ว ซึ่งบุรุษ นั้น จักนำมา ซึ่งหญิง นั้น ในขณะแห่งราตรีสว่างแล้ว นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอทรงคิดว่า "ในขณะที่ราตรีสว่างแล้วนั่นแหละ เราจักให้ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำเอาหญิงนั้นมา."

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๕–๑๐๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    จริงอยู่ แม้พระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้กล่าวคำนี้ไว้ในโกศลสังยุตว่า ก็ โดยสมัยนั้นแล การบูชายัญอย่างขนานใหญ่ ย่อมเป็นสิ่งที่พระเจ้าปเสนทิโกศล เตรียมการไว้เฉพาะแล้ว โคถึก ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว แกะ ๕๐๐ ตัว เป็นสัตว์ที่ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ คนเหล่านั้นแม้ใด คือทาสผู้ชายก็ดี ทาสผู้หญิงก็ดี คนรับใช้ก็ดี คนงานก็ดี ย่อมมี เพื่อการบูชายัญนั้น คนแม้เหล่านั้น ถูกข่มขู่ด้วยอาชญา ถูกภัยคุกคามแล้ว มีหน้านองน้ำตา พากันร้องไห้ระงม ฯ

    วุตฺตํปิ เจตํ โกสลสํยุตฺเต “เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ ปเสนทิโกสลสฺส มหายญฺโญ ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ, ปญฺจ จ อุสภสตานิ ปญฺจ จ วจฺฉตรสตานิ ปญฺจ จ วจฺฉตริสตานิ ปญฺจ จ อชสตานิ ปญฺจ จ อุรพฺภสตานิ ถุณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย; เยปิสฺส เต โหนฺติ `ทาสาติ วา `ทาสีติ วา ๑`เปสฺสาติ วา `กมฺมกราติ วา, เตปิ ทณฺฑตชฺชิตา ภยตชฺชิตา อสฺสุมุขา รุทมานา ปริกมฺมานิ กโรนฺตีติ.

    จริงอยู่ อ.คำ แม้ นั่น ว่า ก็ โดยสมัย นั้น แล อ.ยัญใหญ่ เป็นสภาพปรากฏแล้ว แก่พระราชา ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นชื่อว่าโกศลพระนามว่าปเสนทิ ย่อมเป็น, อ.ร้อยแห่งโคผู้ ท. ๕ ด้วย อ.ร้อยแห่งลูกโคผู้ ท. ๕ ด้วย อ.ร้อยแห่งลูกโคตัวเมีย ท. ๕ ด้วย อ.ร้อยแห่งแพะ ท. ๕ ด้วย อ.ร้อยแห่งแกะ ท. ๕ ด้วย เป็นสัตว์ (อันชน ท.) นำเข้าไปแล้วสู่หลัก เพื่อประโยชน์แก่ยัญ ย่อมเป็น; อ.สัตว์ ท. เหล่านั้น แม้เหล่าใด คือ อ.ทาส ท. หรือ หรือว่า คือ อ.ทาสี ท. คือ อ.คนรับใช้ ท. หรือ หรือว่า คือ อ.กรรมกร ท. ย่อมมี เพื่อยัญนั้น, อ.สัตว์ ท. แม้เหล่านั้น ผู้อันอาชญาคุกคามแล้ว ผู้อันภัยคุกคามแล้ว ผู้มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมกระทำ ซึ่งการบริกรรม ท. ดังนี้ (อันพระธรรมสังคาหกาจารย์) กล่าวแล้ว ในโกสลสังยุต ฯ

    จริงอยู่ พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวแม้คำนี้ไว้ในโกสลสังยุตต์ว่า "ก็โดยสมัยนั้นแล ยัญใหญ่เป็นอาการปรากฏเฉพาะแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว, โคอุสภะ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ยัญ, สัตว์เหล่านั้นแม้ใด คือทาสก็ดี, ทาสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกรก็ดี, ย่อมมีเพื่อยัญนั้น, สัตว์แม้เหล่านั้น ถูกเขาคุกคามด้วยอาชญา ถูกภัยคุกคามแล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ กระทำบริกรรม (คร่ำครวญ) อยู่."

  2. ๒

    ประชาชนจำนวนมาก ได้พากันร้องเสียงดังคร่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่เหล่าญาติของตน ฯ

    มหาชโน อตฺตโน อตฺตโน ญาตีนํ อตฺถาย ปริเทวมาโน มหาสทฺทมกาสิ.

    อ.มหาชน คร่ำครวญอยู่ เพื่อประโยชน์ แก่ญาติ ท. ของตน ๆ ได้กระทำแล้ว ซึ่งเสียงใหญ่ ฯ

    มหาชน คร่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติของตน ๆ ได้ร้องเสียงดังแล้ว;

  3. ๓

    เสียงร้องได้เป็นประหนึ่งเสียงแผ่นดินใหญ่ถล่ม ฯ

    มหาปฐวีอุทฺริยนสทฺโท วิย อโหสิ.

    (อ.เสียงนั้น) เป็นราวกะว่า เสียงแห่งอันทรุดแห่งแผ่นดินใหญ่ ได้เป็นแล้ว ฯ

    เสียงนั้น ได้เป็นราวกะว่าเสียงถล่มแห่งมหาปฐพี.

  4. ๔

    ครั้งนั้น พระนางมัลลิกาเทวี ทรงได้ยินเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปหาพระราชาถึงพระราชสำนักทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระอินทรีย์ของพระองค์ผิดสำแดงหรือหนอแล พระองค์ปรากฏ ประดุจมีพระรูปโฉมอิดโรย ฯ

    อถ มลฺลิกา เทวี ตํ สุตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา “กึ นุ โข เต มหาราช อินฺทฺริยานิ อปากติกานิ, กิลนฺตรูปา วิย ปญฺญายถาติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น อ.พระเทวี พระนามว่ามัลลิกา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระราชา ทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.อินทรีย์ ท. ของพระองค์ เป็นอวัยวะไม่ตั้งอยู่ตามปกติ (ย่อมเป็น) เพราะเหตุอะไร หนอ แล, อ.พระองค์ ท. ย่อมทรงปรากฏ เป็นราวกะว่า ทรงมีพระรูปอันบอบช้ำแล้ว (เป็น) ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระนางมัลลิกาเทวี ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่ราชสำนัก ทูลถามว่า "ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไรหนอแล ? พระอินทรีย์ของพระองค์ไม่เป็นปกติ, พระองค์ย่อมทรงปรากฏดุจมีพระรูปอิดโรย."

  5. ๕

    พระราชา. เรื่องอะไรของเธอด้วยเล่า มัลลิกา เธอ (คง) ไม่รู้ถึงอสรพิษกำลังเลื้อยไปใกล้หูเรา (ซินะ) ฯ

    “กึ ตุยฺหํ มลฺลิเก, ตฺวํ มม กณฺณมูเล อาสีวิสํ คจฺฉนฺตํ น ชานาสีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมัลลิกา อ.ประโยชน์อะไร ของเธอ, อ.เธอ ย่อมไม่รู้ ซึ่งอสรพิษ ตัวเลื้อยไปอยู่ ในที่ใกล้แห่งหู ของเรา หรือ ดังนี้ ฯ

    ราชา. ประโยชน์อะไรของเธอเล่า ? มัลลิกา, เธอไม่รู้อสรพิษเลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเราหรือ ?

  6. ๖

    พระนางมัลลิกา. ก็ ข้อนั่น อะไรหรือ พระเจ้าข้า ฯ

    “กึ ปเนตํ เทวาติ.

    (อ.พระนางมัลลิกา ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ก็ อ.เรื่องนั่น อะไร ดังนี้ ฯ

    มัลลิกา. นั่นเหตุอะไร ? พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    พระราชา. ในเวลากลางคืน เราได้ยินเสียงชื่อเห็นปานนี้ เรานั้นจึงถามปุโรหิต ได้ยิน (คำตอบ) ว่า อันตรายถึงแก่ชีวิต กำลังปรากฏแก่พระองค์ พระองค์บูชายัญมีสัตว์ชนิดละ ๑๐๐ ครบทุกชนิดแล้ว จึงจักได้ชีวิต จึงคิดว่า ชีวิตของเราเท่านั้นเป็นลาภของเรา จึงสั่งให้จับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เอาไว้ ฯ

    “รตฺติภาเค เม เอวรูโป นาม สทฺโท สุโต, โสหํ ปุโรหิตํ ปุจฺฉิตฺวา `ชีวิตนฺตราโย เต ปญฺญายติ, สพฺพสตํ ยญฺญํ ยชิตฺวา ชีวิตํ ลภิสฺสสีติ สุตฺวา `มม ชีวิตเมว มยฺหํ ลาโภติ อิเม ปาเณ คณฺหาเปสินฺติ.

    (อ.พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า อ.เสียง ชื่อ มีอย่างนี้ เป็นรูป อันเรา ฟังแล้ว ในส่วนแห่งราตรี, อ.เรานั้น ถามแล้ว ซึ่งปุโรหิต ฟังแล้ว ว่า อ.อันตรายแห่งชีวิต จะปรากฏ แก่พระองค์, อ.พระองค์ ทรงบูชาแล้ว ซึ่งยัญ มีร้อยแห่งสัตว์ทั้งปวงเป็นประมาณ จักทรงได้ ซึ่งพระชนม์ชีพ ดังนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ.ชีวิต ของเรา นั่นเทียว เป็นลาภ ของเรา (ย่อมเป็น) ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้จับแล้ว ซึ่งสัตว์มีลมปราณ ท. เหล่านี้ ดังนี้ ฯ

    ราชา. ในส่วนราตรี เราได้ยินเสียงชื่อเห็นปานนี้, เราจึงถามปุโรหิต ได้สดับว่า 'อันตรายแห่งชีวิตย่อมปรากฏแก่พระองค์, พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์ชนิดละ ๑๐๐ ทุกชนิดแล้ว จักได้ชีวิต' เราจึงคิดว่า 'ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละ เป็นลาภของเรา' จึงสั่งให้จับสัตว์เหล่านี้ไว้แล้ว.

  8. ๘

    พระนางมัลลิกาเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ ช่างโง่เขลา (แท้) พระองค์เป็นผู้มีภักษามาก พระองค์เสวยพระกระยาหารอันหุงด้วยข้าวตั้งทะนาน มีสูปะและพยัญชนะต่างชนิดหลายหลาก พระองค์ครองราชย์ในสองแคว้นก็จริง แต่พระปรีชาของพระองค์ น้อยนิด ฯ

    มลฺลิกา เทวี “อนฺธพาโลสิ มหาราช; กิญฺจาปิ มหาภกฺโขสิ อเนกสูปพฺยญฺชนวิกตึ โภชนโทณปากํ ภุญฺชสิ, ทฺวีสุ รฏฺเฐสุ รชฺชํ กาเรสิ, ปญฺญา ปน เต มนฺทาติ อาห.

    อ.พระเทวี พระนามว่ามัลลิกา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.พระองค์ เป็นคนโง่เพียงดังคนบอด ย่อมเป็น; อ.พระองค์ เป็นผู้มีพระกระยาหารมาก ย่อมเป็น ย่อมเสวย ซึ่งโภชนะอันบุคคลพึงหุง ด้วยทะนานแห่งข้าวสาร มีชนิดแห่งแกงและกับมิใช่หนึ่ง, (ทรงยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ในแว่นแคว้น ท. ๒ แม้โดยแท้, ถึงอย่างนั้น อ.ปัญญา ของพระองค์ เป็นธรรมชาติน้อย (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระนางมัลลิกาเทวี ทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์เป็นคนอันธพาล; ทรงมีภักษามาก พระองค์ย่อมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้าวตั้งทะนาน มีสูปะและพยัญชนะหลาก ๆ หลายอย่าง, พระองค์ทรงราชย์ในแคว้นทั้ง ๒ ก็จริง, แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."

  9. ๙

    พระราชา. เพราะเหตุไร เธอจึงพูดอย่างนี้เล่า ฯ

    “กสฺมา เอวํ วเทสีติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.เธอ ย่อมกล่าว อย่างนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ราชา. เพราะเหตุไร ? เธอจึงพูดอย่างนั้น.

  10. ๑๐

    พระนางมัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น ด้วยความตายของคนอื่น พระองค์เคยเห็นที่ไหนบ้าง เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถือถ้อยคำของพราหมณ์โง่เง่าแล้วโยนความทุกข์ไปเหนือประชาชนจำนวนมากเล่า พระบรมศาสดาผู้เป็นบุคคลชั้นเยี่ยมของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในพระวิหารอันใกล้ พระองค์ทูลถามพระบรมศาสดาพระองค์นั้นแล้ว ทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด ฯ

    “กหํ ตยา อญฺญสฺส มรเณน อญฺญสฺส ชีวิตลาโภ ทิฏฺฐปุพฺโพ, อนฺธพาลสฺส พฺราหฺมณสฺส กถํ คเหตฺวา กสฺมา มหาชนสฺส อุปริ ทุกฺขํ ขิปสิ? ธูรวิหาเร สเทวกสฺส โลกสฺส อคฺคปุคฺคโล อตีตาทีสุ อปฺปฏิหตญาโณ สตฺถา วสติ, ตํ ปุจฺฉิตฺวา ตสฺโสวาทํ กโรหีติ.

    (อ.พระนางมัลลิกา กราบทูลแล้ว) ว่า อ.การได้ซึ่งชีวิต ของบุคคลอื่น ด้วยความตาย แห่งบุคคลอื่น เป็นอาการอันพระองค์เคยทรงเห็นแล้ว ณ ที่ไหน (ย่อมเป็น), อ.พระองค์ ทรงเชื่อแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของพราหมณ์ ผู้เป็นอันธพาล ย่อมทรงซัดไป ซึ่งทุกข์ ในเบื้องบน แห่งมหาชน เพราะเหตุไร ? อ.พระศาสดา ผู้ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ ของโลก อันเป็นไปกับด้วยเทวโลก ผู้มีพระญาณ (อันปัจจัยอะไร ๆ) ไม่กระทบแล้ว (ในกาล ท.) มีกาลอันล่วงไปแล้วเป็นต้น ย่อมประทับอยู่ ในวิหารอันใกล้, อ.พระองค์ ทูลถามแล้ว (ซึ่งพระศาสดาพระองค์) นั้น จงทรงกระทำ ซึ่งพระโอวาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระองค์เคยเห็น ณ ที่ไหน ? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า ? พระศาสดา ผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในพระวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถามพระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้นแล พระราชา เสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกาด้วยยานเบาหลายคัน ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจทูลอะไร ๆ ได้ ถวายบังคมพระบรมศาสดา ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ ลำดับนั้น พระบรมศาสดาทรงทักทายพระราชานั้นก่อนว่า เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวันนักเล่า ฯ

    อถโข ราชา สลฺลหุเกหิ ยาเนหิ มลฺลิกาย สทฺธึ วิหารํ คนฺตฺวา มรณภยตชฺชิโต กิญฺจิ วตฺตุํ อสกฺโกนฺโต สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. อถ นํ สตฺถา “หนฺท กุโต นุ ตฺวํ มหาราช อาคจฺฉสิ ทิวา ทิวสฺสาติ ปฐมตรํ อาลปิ.

    ครั้งนั้น แล อ.พระราชา เสด็จไปแล้ว สู่วิหาร กับ ด้วยพระนางมัลลิกา ด้วยยาน ท. อันเบาพร้อม ผู้อันภัยแต่ความตายคุกคามแล้ว ไม่ทรงอาจอยู่ เพื่ออันตรัส ซึ่งพระดำรัสอะไร ๆ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงทักทายแล้ว (ซึ่งพระราชา) นั้น ก่อนกว่า ว่า ดูก่อนมหาบพิตร เชิญเถิด อ.พระองค์ ย่อมเสด็จมา แต่ที่ไหน หนอ ต่อวัน ในวัน ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้นแล พระราชา เสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา ด้วยยานเบา ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจจะทูลอะไร ๆ ได้ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทายพระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวันนักเล่า ?"

  2. ๒

    พระราชาแม้นั้น ก็ประทับนั่งนิ่งเงียบเสีย ฯ

    โสปิ ตุณฺหีเยว นิสีทิ.

    (อ.พระราชา) แม้นั้น เป็นผู้ทรงนิ่ง นั่นเทียว (เป็น) ประทับนั่งแล้ว ฯ

    พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย.

  3. ๓

    ลำดับนั้น พระนางมัลลิกา กราบทูลแด่พระผู้มีภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า นัยว่า พระราชาทรงได้ยินเสียง ในระหว่างมัชฌิมยามต่อเนื่องกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ท้าวเธอจึงทรงแจ้งเรื่องนั้นแก่ปุโรหิต ปุโรหิต กราบทูลว่า พระองค์จักมีอันตรายถึงชีวิต เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิด บูชายัญ ด้วยโลหิตในลำคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่การขจัดอันตรายนั้น พระองค์จักได้ชีวิต พระราชาจึงรับสั่งให้จับสัตว์ไว้เป็นจำนวนมาก เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงพาพระราชานี้มา ณ ที่นี้ ฯ

    ตโต มลฺลิกา ภควโต อาโรเจสิ “ภนฺเต รญฺญา กิร มชฺฌิมยามสมนนฺตเร สทฺโท สุโต, อถ นํ ปุโรหิตสฺส อาโรเจสิ, ปุโรหิโต `ชีวิตนฺตราโย เต ภวิสฺสติ, ตสฺส ปฏิฆาตนตฺถาย สพฺพสเต ปาเณ คเหตฺวา เตสํ คลโลหิเตน ยญฺเญ ยิฏฺเฐ, ชีวิตํ ลภิสฺสสีติ อาห; ราชา ปาเณ พหู คณฺหาเปสิ; เตนายํ มยา อิธานีโตติ.

    ในลำดับนั้น อ.พระนางมัลลิกา กราบทูลแล้ว แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า อ.เสียง อันพระราชา ทรงสดับแล้ว ในลำดับแห่งมัชฌิมยาม, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) (อ.พระราชา) ตรัสบอกแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น แก่ปุโรหิต, อ.ปุโรหิต กราบทูลแล้ว ว่า อ.อันตรายแห่งชีวิต จักมี แก่พระองค์, ครั้นเมื่อยัญ (อันพระองค์) ทรงจับแล้ว ซึ่งสัตว์มีลมปราณ ท. มีร้อยแห่งสัตว์ทั้งปวงเป็นประมาณ ทรงบูชาแล้ว ด้วยเลือดในลำคอ ของสัตว์มีลมปราณ ท. เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่การป้องกัน (ซึ่งอันตรายแห่งชีวิต) นั้น, อ.พระองค์ จักทรงได้ ซึ่งชีวิต ดังนี้, อ.พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้จับแล้ว ซึ่งสัตว์มีลมปราณ ท. มาก, เพราะเหตุนั้น (อ.พระราชา) นี้ อันหม่อมฉัน นำมาแล้ว ในที่นี้ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระนางมัลลิกา กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม, เมื่อเช่นนั้นท้าวเธอจึงทรงบอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิต กราบทูลว่า ‘อันตรายแห่งชีวิต จักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิด บูชายัญด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อันขจัดอันตรายนั้น, พระองค์จักได้ชีวิต,' พระราชาให้จับสัตว์ไว้เป็นอันมาก; เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงนำพระราชามา ณ ที่นี้."

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ท้าวเธอทรงดำริว่า ชื่อว่าการเป็นชู้เมียคนอื่นนี้ หนักหนอ ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติจากอเวจีนรกนั้นแล้ว บังเกิดในโลหกุมภีอันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้นถึง ๖ หมื่นปี แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชนเหล่านั้นยังไม่ปรากฏ แม้ตัวเราปลูกความรักในเมียของคนอื่น ไม่ได้หลับนอนตลอดคืนยังรุ่ง บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราจักไม่ผูกความพอใจในภรรยาของชายอื่นละ จึงกราบทูลพระตถาคตเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์ทราบว่ากลางคืนยาวนานแล้ว ฯ

    โส “ภาริยํ ว ติทํ ปรทาริกกมฺมํ นาม, เอกํ กิร พุทฺธนฺตรํ อวีจินิรเย ปจิตฺวา ตโต จุตา สฏฺฐิโยชนิกาย โลหกุมฺภิยา นิพฺพตฺติตฺวา อฏฺฐสฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ ปจิตฺวา, เอวํปิ เตสํ ทุกฺขา มุจฺจนกาโล น ปญฺญายติ; อหมฺปิ ปรทาเร สิเนหํ กตฺวา สพฺพรตฺตึ นิทฺทํ น ลภึ, อิทานิ อิโต ปฏฺฐาย ปรทาเร มานสํ น พนฺธิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตถาคตํ อาห “ภนฺเต อชฺช มยา รตฺติยา ทีฆภาโว ญาโตติ.

    (อ.พระราชา) นั้น ทรงดำริแล้ว ว่า ชื่อ อ.กรรมอันประกอบแล้วด้วยภรรยาของบุคคลอื่น นี้ หนัก หนอ, ได้ยินว่า (อ.ชน ท. เหล่านั้น) ไหม้แล้ว ในนรกชื่อว่าอเวจี สิ้นพุทธันดร หนึ่ง เคลื่อนแล้ว (จากนรกชื่อว่าอเวจี) นั้น บังเกิดแล้ว ในนรกชื่อว่าโลหกุมภี อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๖๐ ไหม้แล้ว สิ้นพันแห่งปี ๖๘ ท., อ.กาลเป็นที่พ้น จากทุกข์ ย่อมไม่ปรากฏ แก่ชน ท. เหล่านั้น แม้อย่างนี้, แม้ อ.เรา กระทำแล้ว ซึ่งความรัก ในภรรยาของบุคคลอื่น ไม่ได้แล้ว ซึ่งความหลับ ตลอดราตรีทั้งปวง, ในกาลนี้ อ.เรา จักไม่ผูก ซึ่งใจ ในภรรยาของบุคคลอื่น จำเดิม แต่กาลนี้ ดังนี้ กราบทูลแล้ว กะพระตถาคตเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันนี้ อ.ความที่แห่งราตรีเป็นเวลายาว อันหม่อมฉัน ทราบแล้ว ดังนี้ ฯ

    ท้าวเธอทรงดำริว่า "ชื่อว่าปรทาริกรรมนี้หนักหนอ, ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติจากอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้น ถึง ๖ หมื่นปี, แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชนเหล่านั้น ยังไม่ปรากฏ; แม้เราทำความเยื่อใยในภรรยาของชายอื่น ไม่ได้หลับตลอดคืนยังรุ่ง, บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราจักไม่ผูกความพอในในภรรยาของชายอื่นละ" จึงกราบทูลพระตถาคตว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบความที่แห่งราตรีนานในวันนี้."

  2. ๒

    ฝ่ายบุรุษนั้น นั่งอยู่ที่นั้นนั่นแหละ ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่าปัจจัยมีกำลังเราได้แล้ว จึงกราบทูลสมเด็จพระบรม ศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ พระราชาทรงทราบว่ากลางคืนยาวนานก่อน ส่วน เมื่อวานนี้ ข้าพระองค์เองทราบว่าโยชน์ยาวไกล ฯ

    โสปิ ปุริโส ตตฺเถว นิสินฺโน ตํ กถํ สุตฺวา “ลทฺโธ เม พลวปฺปจฺจโยติ สตฺถารํ อาห “ภนฺเต รญฺญา ตาว อชฺช รตฺติยา ทีฆภาโว ญาโต, อหํ ปน หีโย สยเมว โยชนสฺส ทีฆภาวํ อญฺญาสินฺติ.

    อ.บุรุษ แม้นั้น นั่งแล้ว ในที่นั้นนั่นเทียว ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ปัจจัยมีกำลัง อันเรา ได้แล้ว ดังนี้ กราบทูลแล้ว กะพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ความที่แห่งราตรีเป็นเวลายาว อันพระราชา ทรงทราบแล้ว ในวันนี้ ก่อน, ส่วนว่า อ.ข้าพระองค์ ได้ทราบแล้ว ซึ่งความที่ แห่งโยชน์ เป็นระยะทางยาว เองนั่นเทียว ในวันวาน ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายบุรุษนั้น นั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า "ปัจจัยมีกำลัง เราได้แล้ว" จึงกราบทูลพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชา ทรงทราบความที่แห่งราตรีนาน ในวันนี้ก่อน, ส่วนข้าพระองค์เองได้ทราบความที่แห่งโยชน์ไกลในวันวาน."

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงเทียบเคียงคำของคนแม้ทั้ง ๒ แล้วตรัสว่า ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน โยชน์ของคนบางคนเป็นของไกล ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว เมื่อทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    ราตรี เป็นเวลายาวนาน สำหรับคนผู้ตื่นอยู่โยชน์เป็นระยะทางไกล สำหรับคนผู้เมื่อยล้าแล้ว สงสาร เป็นสภาวะ ยืดยาว สำหรับพวกคนพาล ผู้ไม่รู้พระสัทธรรม ฯ

    สตฺถา ทฺวินฺนมฺปิ กถํ สํสนฺเทตฺวา “เอกจฺจสฺส รตฺติ ทีฆา โหติ, เอกจฺจสฺส โยชนํ ทีฆํ โหติ, พาลสฺส ปน สํสาโร ทีโฆติ วตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตนฺติ.

    อ.พระศาสดา ทรงเทียบเคียงแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของชน ท.แม้สอง ตรัสแล้ว ว่า อ.ราตรี ของคนบางคน เป็นเวลายาว ย่อมเป็น, อ.โยชน์ ของคนบางคน เป็นระยะทางยาว ย่อมเป็น, แต่ว่า อ.สงสาร ของคนพาล เป็นสภาพยาว (ย่อมเป็น) ดังนี้ เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.ราตรี (ของบุคคล) ผู้ตื่นอยู่ เป็นเวลายาว (ย่อมเป็น) อ.โยชน์ (ของบุคคล) ผู้ล้าแล้ว เป็นระยะทางยาว (ย่อมเป็น) อ.สงสาร ของคนพาล ท. ผู้ไม่รู้แจ้งอยู่ ซึ่งพระสัทธรรม เป็นสภาพยาว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ทรงเทียบเคียงถ้อยคำของคนแม้ทั้ง ๒ แล้ว ตรัสว่า "ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน, โยชน์ของคนบางคนเป็นของไกล, ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว" เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- "ราตรีของคนผู้ตื่นอยู่ นาน, โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล, สงสารของคนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว."

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๒–๑๑๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ท้าวสักกะตรัสว่า แม้เราจักไม่อาจห้ามพระราชานั้น แต่จักบอกอุบายแก่ท่าน แล้วทรงบอกอุบายว่า ไปเถิด ท่าน เมื่อพระราชามองเห็นอยู่นั่นแล ท่านจงนุ่งผ้าแดง แสดงอาการ (ดุจ) ออกไปจากต้นไม้ของตน เมื่อเป็นเช่นนั้น พระราชาทรงดำริว่า เทวดาของเรากำลังไป เราจักให้เทวดากลับ (ให้ได้) ดังนี้แล้วจักอ้อนวอนท่านด้วยประการต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านพึงกล่าวกะพระราชานั้นว่า ท่านบนต่อเราไว้ว่า จักนำพระราชา ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลายมาทำพลีกรรมด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น ดังนี้แล้วทรงทิ้งพระเทวีของพระเจ้าอุคคเสนไว้แล้วเสด็จมา ข้าพเจ้าจักไม่ยอมรับพลีกรรมของคนผู้มักพูดเท็จเช่นท่าน นัยว่า เมื่อกล่าวอย่างนี้ พระราชาจักให้นำพระเทวีนั้นมา พระนางจักแสดงธรรมแก่พระราชา ให้ชีวิตทานแก่คนประมาณเท่านี้ ฯ

    สกฺโก “อหํปิ ตํ ปฏิพาหิตุํ น สกฺขิสฺสามิ, อุปายํ ปน เต วกฺขามีติ วตฺวา อุปายํ อาจิกฺขิ “คจฺฉ ตฺวํ, รญฺโญ ปสฺสนฺตสฺเสว, รตฺตวตฺถํ นิวาเสตฺวา อตฺตโน รุกฺขโต นิกฺขมิตฺวา คมนาการํ ทสฺเสหิ, อถ ตํ ราชา `เทวตา เม คจฺฉติ, นิวตฺตาเปสฺสามิ นนฺติ นานปฺปกาเรน ยาจิสฺสติ, อถ นํ วเทยฺยาสิ `ตฺวํ `เอกสตราชาโน สทฺธึ อคฺคมเหสีหิ อาเนตฺวา เตสํ คลโลหิเตน พลึ กริสฺสามีติ มยฺหํ อายาจิตฺวา อุคฺคเสนสฺส รญฺโญ เทวึ โอหาย อาคโต; นาหํ ตาทิสสฺส มุสาวาทิสฺส พลึ สมฺปฏิจฺฉิสฺสามีติ; เอวํ กิร วุตฺเต, ราชา ตํ อานาเปสฺสติ, สา รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา เอตฺตกสฺส ชนสฺส ชีวิตทานํ ทสฺสตีติ.

    อ.ท้าวสักกะ ตรัสแล้ว ว่า แม้ อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันห้าม (ซึ่งพระราชา) นั้น, แต่ว่า อ.เรา จักบอก ซึ่งอุบาย แก่ท่าน ดังนี้ ตรัสบอกแล้ว ซึ่งอุบาย ว่า อ.ท่าน จงไปเถิด, เมื่อพระราชา ทรงเห็นอยู่นั่นเทียว, (อ.ท่าน) นุ่งแล้ว ซึ่งผ้าสีแดง จงแสดง ซึ่งอาการคือการ ออก ไป จากต้นไม้ ของตน, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.พระราชา (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.เทวดา ของเรา ไปอยู่, อ.เรา (ยังเทวดา ของเรา) นั้น จักให้กลับ ดังนี้ จักทรงอ้อนวอน ซึ่งท่าน โดยประการต่าง ๆ, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.ท่าน พึงกล่าว (กะพระราชา) นั้น ว่า อ.พระองค์ ทรงบวงสรวงแล้ว ต่อเรา ว่า อ.ข้าพเจ้า นำมาแล้ว ซึ่งพระราชา ๑๐๑ ท. กับ ด้วยพระอัครมเหสี ท. จักกระทำ ซึ่งการบวงสรวง ด้วยเลือดในลำคอ (ของพระราชา ท.) เหล่านั้น ดังนี้ ทรงละแล้ว ซึ่งพระเทวี ของพระราชา พระนามว่าอุคเสน เป็นผู้เสด็จมาแล้ว (ย่อมเป็น), อ.เรา จักไม่รับพร้อม ซึ่งการบวงสรวง (แห่งบุคคล) ผู้กล่าวเท็จโดยปกติ ผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ดังนี้; ได้ยินว่า (ครั้นเมื่อคำ) อย่างนี้ (อันท่าน) กล่าวแล้ว, อ.พระราชา จัก (ทรงยังราชบุรุษ) ให้นำมา (ซึ่งพระเทวี) นั้น, (อ.พระเทวี) นั้น ทรงแสดงแล้ว ซึ่งธรรม แก่พระราชา จักถวาย ถวายซึ่ง พระชนม์ แก่ชน มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะตรัสว่า "แม้เราก็ไม่อาจเพื่อจะห้ามพระราชานั้น, แต่จักบอกอุบายแก่ท่าน" แล้วทรงบอกอุบายว่า "ไปเถิดท่าน, เมื่อพระราชาทรงเห็นอยู่นั้นแหละ, ท่านจงนุ่งผ้าแดง แสดงอาการดุจออกไปจากต้นไม้ของตน, เมื่อเช่นนั้น พระราชาทรงดำริว่า "เทวดาของเราไปอยู่, เราจักให้เทวดานั้นกลับมา" แล้วจักอ้อนวอนท่านด้วยประการต่าง ๆ, เมื่อเช่นนั้น ท่านพึงกล่าวกะพระราชานั้นว่า 'ท่านบนต่อเราไว้ว่า จักนำพระราชา ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลายมาทำพลีด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น' (แต่) ทรงทิ้งพระเทวีของพระเจ้าอุคคเสนไว้แล้วเสด็จมา; เราจักไม่รับพลีของคนผู้มักพูดเท็จ เช่นกับพระองค์; นัยว่า เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ พระราชาจักให้นำพระเทวีนั้นมา, พระเทวีนั้น จักแสดงธรรมแก่พระราชา ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้."

  2. ๒

    ท้าวสักกะบอกอุบายนี้แก่เทวดาด้วยเหตุนี้ ฯ

    อิมินา การเณน สกฺโก เทวตาย อิมํ อุปายํ อาจิกฺขิ.

    อ.ท้าวสักกะ ตรัสบอกแล้ว ซึ่งอุบาย นี้ แก่เทวดา ด้วยเหตุ นี้ ฯ

    ท้าวสักกะ ตรัสบอกอุบายนี้แก่เทวดาด้วยเหตุนี้.

  3. ๓

    เทวดาได้กระทำตามนั้น ฯ

    เทวตา ตถา อกาสิ.

    อ.เทวดา ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    เทวดาได้กระทำตามนั้นแล้ว.

  4. ๔

    แม้พระราชา รับสั่งให้นำพระเทวีนั้นมาแล้ว ฯ

    ราชาปิ ตํ อานาเปสิ.

    แม้ อ.พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้นำมาแล้ว (ซึ่งพระเทวี) นั้น ฯ

    แม้พระราชา รับสั่งให้นำพระเทวีนั้นมาแล้ว.

  5. ๕

    พระนางมาถวายบังคมพระราชาของตนเท่านั้นแม้ประทับนั่งท้ายสุดพระราชาเหล่านั้น ฯ

    สา อาคนฺตฺวา เตสํ ราชูนํ ปริยนฺเต นิสินฺนมฺปิ อตฺตโน ราชานเมว วนฺทิ.

    (อ.พระเทวี) นั้น เสด็จมาแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระราชา ของพระองค์ นั่นเทียว แม้ผู้ประทับนั่งแล้ว ในที่สุดรอบ แห่งพระราชา ท. เหล่านั้น ฯ

    พระเทวีนั้นมาถวายบังคมพระราชา (ผู้สามี) ของตนเท่านั้น แม้ประทับนั่ง ณ ที่สุดแห่งพระราชาเหล่านั้น.

  6. ๖

    พระราชากริ้วต่อพระเทวีนั้นว่า เมื่อเราดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่กว่าทุกพระองค์ นางยัง (กลับมา) ไหว้สามีของตนซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าทุกพระองค์ ฯ

    ราชา “มยิ สพฺพเสฏฺฐเก ฐิเต, สพฺพกนิฏฺฐํ อตฺตโน สามิกํ วนฺทตีติ ตสฺสา กุชฺฌิ.

    อ.พระราชา กริ้วแล้ว (ต่อพระเทวี) นั้น ว่า ครั้นเมื่อเรา ตั้งอยู่แล้ว ในตำแหน่งอันประเสริฐที่สุดกว่า พระราชาทั้งปวง, (อ.พระเทวีนี้) ไหว้อยู่ ซึ่งสามี ของตน ผู้น้อยที่สุดกว่าพระราชาทั้งปวง ดังนี้ ฯ

    พระราชากริ้วต่อพระเทวีนั้นว่า "เมื่อเราดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง นางยังไหว้สามีของตน ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าพระราชาทั้งปวงได้."

  7. ๗

    ลำดับนั้น พระเทวีจึงทูลกะพระราชานั้นว่า เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้องในพระองค์เล่า ก็พระราชาพระองค์นี้ เป็นสวามีผู้ให้ความเป็นใหญ่แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ไหว้พระราชาพระองค์นี้แล้ว จักไหว้พระองค์เพราะเหตุไร ฯ

    อถ นํ สา อาห “กึ มยฺหํ ตยิ ปฏิพทฺธํ, อยํ ปน เม สามิโก อิสฺสริยสฺส ทาตา, อิมํ อวนฺทิตฺวา กสฺมา ตํ วนฺทิสฺสามีติ.

    ครั้งนั้น (อ.พระเทวี) นั้น ทูลแล้ว (กะพระราชา) นั้น ว่า อ.เรื่องอะไร ของหม่อมฉัน เนื่องเฉพาะแล้ว ในพระองค์, ก็ อ.พระสวามี ของหม่อมฉัน นี้ เป็นผู้ประทาน ซึ่งความเป็นใหญ่ (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน ไม่ถวายบังคมแล้ว (ซึ่งพระสวามี) นี้ จักถวายบังคม ซึ่งพระองค์ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระเทวีทูลกับพระราชานั้นว่า "เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้องในพระองค์เล่า ? ก็พระราชาพระองค์นี้ เป็นสามีผู้ให้ความเป็นใหญ่แก่หม่อมฉัน, หม่อมฉันไม่ไหว้พระราชาพระองค์นี้แล้ว จักไหว้พระองค์ เพราะเหตุไร ?"

  8. ๘

    เมื่อประชาชนกำลังมองดูอยู่นั่นแล รุกขเทวดากล่าวว่า ถูกต้อง พระนาง ถูกต้อง พระนาง แล้วบูชาพระนางด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง ฯ

    รุกฺขเทวตา, ปสฺสนฺตสฺเสว ตสฺส ชนสฺส, “เอวํ ภทฺเท, เอวํ ภทฺเทติ วตฺวา ตํ ปุปฺผมุฏฺฐินา ปูเชสิ.

    อ.รุกขเทวดา เมื่อชน นั้น เห็นอยู่นั่นเทียว, กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น, แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น ดังนี้ บูชาแล้ว (ซึ่งพระเทวี) นั้น ด้วยกำแห่งดอกไม้ ฯ

    เมื่อชนนั้นเห็นอยู่นั้นเทียว รุกขเทวดากล่าวว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาพระเทวีนั้น ด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.

ภาค ๓ บุรุษคนใดคนหนึ่ง

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑๓–๑๑๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระราชา ตรัสอีกว่า ถ้าเธอไม่ไหว้เรา เพราะเหตุไร จึงไม่ไหว้เทวดา ผู้มากอานุภาพอย่างนี้ ผู้ให้สิริคือความเป็นพระราชาแก่เราเล่า ฯ

    ปุน ราชา อาห “สเจ มํ น วนฺทสิ, มยฺหํ รชฺชสิริทายิกํ เอวํ มหานุภาวํ เทวตํ กสฺมา น วนฺทสีติ.

    อ.พระราชา ตรัสแล้ว อีก ว่า ถ้าว่า อ.เธอ จะไม่ไหว้ ซึ่งเราไซร้, อ.เธอ ย่อมไม่ไหว้ ซึ่งเทวดา ผู้มีอานุภาพมาก อย่างนี้ ผู้ให้ซึ่งสิริในความเป็นแห่งพระราชา แก่เรา เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา ตรัสอีกว่า "ถ้าเธอไม่ไหว้เราไซร้, เพราะเหตุไรจึงไม่ไหว้เทวดาของเราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ ผู้ให้สิริแห่งความเป็นพระราชาเล่า ?"

  2. ๒

    พระเทวี. ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาทั้งหลาย อันพระองค์ทรงตั้งอยู่ในบุญของพระองค์จึงจับได้ มิใช่เทวดาจับถวาย ฯ

    “มหาราช ตยา อตฺตโน ปุญฺเญ ฐตฺวา ราชาโน คหิตา, น เทวตาย คเหตฺวา ทินฺนาติ.

    (อ.พระเทวี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.พระราชา ท. อันพระองค์ ทรงตั้งอยู่แล้ว ในบุญ ของพระองค์ ทรงจับได้แล้ว, (อ.พระราชา ท.) อันเทวดา จับแล้ว ถวายแล้ว หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลายอันพระองค์ทรงตั้งอยู่ในบุญของพระองค์ จึงจับได้, ไม่ใช่เทวดาจับถวาย."

  3. ๓

    เทวดากล่าวกะพระนางแม้อีกว่า ถูกต้อง พระนาง ถูกต้อง พระนาง แล้วบูชาเหมือนอย่างเดิม ฯ

    ปุนปิ ตํ เทวตา “เอวํ ภทฺเท, เอวํ ภทฺเทติ วตฺวา ตเถว ปูเชสิ.

    อ.เทวดา กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น, แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น ดังนี้ บูชาแล้ว (ซึ่งพระเทวี) นั้น อย่างนั้นนั่นเทียว แม้อีก ฯ

    เทวดากล่าวกะพระเทวีอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.

  4. ๔

    พระนางทูลพระราชาอีกว่า พระองค์ตรัสว่า พระราชาทั้งหลายประมาณเท่านี้ เทวดาจับให้เรา บัดนี้ต้นไม้ (ซึ่งอยู่) ด้านซ้ายเบื้องบนเทวดาของพระองค์ ถูกไฟไหม้ เพราะเหตุไร เทวดานั้น จึงไม่สามารถดับไฟนั้นได้ ถ้าเทวดามีอานุภาพมากอย่างนั้น ฯ

    ปุน สา ราชานํ อาห “ตฺวํ `เทวตาย เม เอตฺตกา ราชาโน คเหตฺวา ทินฺนาติ วเทสิ, อิทานิ เต เทวตาย อุปริ วามปสฺเส รุกฺโข อคฺคินา ทฑฺโฒ, สา ตํ อคฺคึ นิพฺพาเปตุํ กสฺมา นาสกฺขิ, ยทิ เอวํ มหานุภาวาติ.

    (อ.พระเทวี) นั้น กราบทูลแล้ว กะพระราชา อีก ว่า อ.พระองค์ ย่อมตรัส ว่า อ.พระราชา ท. มีประมาณเท่านี้ อันเทวดา จับแล้ว ให้แล้ว แก่เรา ดังนี้, ในกาลนี้ อ.ต้นไม้ ณ ข้างเบื้องซ้าย ในเบื้องบน แห่งเทวดา ของพระองค์ อันไฟ ไหม้แล้ว, (อ.เทวดา) นั้น ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันยังไฟนั้นให้ดับ เพราะเหตุไร, ผิว่า (อ.เทวดานั้น) เป็นผู้มีอานุภาพมาก อย่างนี้ (ย่อมเป็น) ไซร้ ดังนี้ ฯ

    พระเทวีนั้นทูลพระราชาอีกว่า "พระองค์ตรัสว่า 'พระราชาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ เทวดาจับให้แก่เรา.' บัดนี้ ต้นไม้ถูกไฟไหม้ ณ ข้างซ้ายในเบื้องบนแห่งเทวดาของพระองค์, เพราะเหตุไร เทวดานั้นจึงไม่อาจเพื่อจะยังไฟนั้นให้ดับได้ ? ถ้าเทวดาผู้มีอานุภาพมาก อย่างนั้น."

  5. ๕

    เทวดากล่าวกะพระเทวีแม้อีกว่า ถูกต้อง พระเทวี ถูกต้อง พระเทวี แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น ฯ

    ปุนปิ ตํ เทวตา “เอวํ ภทฺเท, เอวํ ภทฺเทติ วตฺวา ตเถว ปูเชสิ.

    อ.เทวดา กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น, แน่ะนางผู้เจริญ อ.อย่างนั้น ดังนี้ บูชาแล้ว (ซึ่งเทวี) นั้น อย่างนั้นนั่นเทียว แม้อีก ฯ

    เทวดากล่าวกะพระเทวีแม้อีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.

  6. ๖

    พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งกันแสง ทั้งทรงพระสรวล ฯ

    สา กถยมานา ฐิตา โรทิ เจว หสิ จ.

    (อ.พระเทวี) นั้น ประทับยืน ตรัสอยู่แล้ว ทรงกันแสงแล้ว ด้วยนั่นเทียว ทรงพระสรวลแล้ว ด้วย ฯ

    พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งทรงพระกันแสง ทั้งทรงพระสรวล.

  7. ๗

    ลำดับนั้นพระราชาตรัสกะพระนางว่า เธอเป็นบ้าหรือ ฯ

    อถ นํ ราชา “กึ อุมฺมตฺติกาสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ตรัสแล้ว (กะพระเทวี) นั้น ว่า อ.เธอ เป็นหญิงบ้า ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระราชา ตรัสกะพระเทวีนั้นว่า "เธอเป็นบ้าหรือ ?"

  8. ๘

    พระเทวี. ขอเดชะ เพราะเหตุไรพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น หญิงทั้งหลายผู้เช่นกับหม่อมฉัน มิใช่เป็นผู้เป็นบ้า ฯ

    “กสฺมา เทว เอวํ วเทสิ, น มาทิสิโย อุมฺมตฺติกา โหนฺตีติ.

    (อ.พระเทวี กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.พระองค์ ย่อมตรัส อย่างนี้ เพราะเหตุไร, (อ.หญิง ท.) ผู้เช่นกับด้วยหม่อมฉัน เป็นหญิงบ้า ย่อมเป็น หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. ขอเดชะ เพราะเหตุไร ? พระองค์จึงตรัสอย่างนั้น, หญิงทั้งหลายผู้เช่นกับหม่อมฉัน ไม่ใช่เป็นบ้า.

  9. ๙

    พระราชา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงร้องไห้พลาง หัวเราะพลาง ฯ

    “อถ กึการณา โรทสิ เจว หสิ จาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.เธอ ย่อมร้องไห้ ด้วยนั่นเทียว หัวเราะแล้ว ด้วย เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงร้องไห้และหัวเราะ ?

  10. ๑๐

    พระเทวีทูลว่า ขอจงทรงสดับเถิด มหาราชเจ้า ด้วยในอดีตกาล หม่อมฉันเป็นธิดาในตระกูล เมื่ออยู่ในตระกูลสามีเป็นแขกผู้เป็นสหายของสามีมาแล้วใคร่จะหุงข้าวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหาปณะแก่นางทาสี ด้วยสั่งว่า จงไปซื้อเนื้อมา เมื่อนางทาสีไม่ได้เนื้อมาบอกว่า เนื้อไม่มี จึงตัดศีรษะแม่แพะตัวนอนอยู่ด้านหลังเรือน จัดแจงภัตเสร็จ หม่อมฉันนั้น ตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว (ถูกไฟ) ไหม้ในนรก ด้วยเศษผลแห่งกรรม จึงได้ถูก (ถึง) ตัดศีรษะด้วยการนับขนแพะพระองค์สำเร็จโทษคนจำนวนเท่านี้ เมื่อไร จึงจักพ้นทุกข์ได้ หม่อมฉันรำลึกถึงทุกข์อันใหญ่หลวงของพระองค์ฉะนี้จึงร้องไห้ ฯ

    “สุณาหิ มหาราช; อหญฺหิ อตีเต กุลธีตา หุตฺวา ปติกุเล วสนฺตี สามิกสฺส สหายกํ ปาหุนกํ อาคตํ ทิสฺวา ตสฺส ภตฺตํ ปจิตุกามา `มํสํ อาหราติ ทาสิยา กหาปณํ ทตฺวา, ตาย มํสํ อลภิตฺวา อาคตาย ‘นตฺถิ มํสนฺติ วุตฺเต, เคหสฺส ปจฺฉิมภาเค สยิตาย เอฬิกาย สีสํ ฉินฺทิตฺวา ภตฺตํ สมฺปาเทสึ; สาหํ เอกิสฺสา เอฬิกาย สีสํ ฉินฺทิตฺวา นิรเย ปจิตฺวา ปกฺกาวเสเสน ตสฺสา โลมคณนาย สีสจฺเฉทํ ปาปุณึ; ตฺวํ เอตฺตกํ ชนํ วธิตฺวา กทา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสสีติ เอวํ มหนฺตํ ตว ทุกฺขํ อนุสฺสรนฺตี โรทามีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห “เอกิสฺสา กณฺฐํ ฉินฺทิตฺวา โลมคณนาย ปจฺจิสํ พหุนฺนํ กณฺเฐ เฉตฺวาน กถํ กาหสิ ขตฺติยาติ.

    (อ.พระเทวี) กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.พระองค์ จงทรงสดับเถิด; ก็ ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.หม่อมฉัน เป็นกุลธิดา เป็น อยู่อยู่ ในตระกูลแห่งผัว เห็นแล้ว ซึ่งแขก ผู้เป็นสหาย ของสามี ผู้มาแล้ว เป็นผู้ใคร่เพื่ออันหุง ซึ่งข้าวสวย (เพื่อแขก) นั้น (เป็น) ให้แล้ว ซึ่งกหาปณะ แก่ทาสี (ด้วยคำ) ว่า อ.เจ้า จงนำมา ซึ่งเนื้อ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.เนื้อ ย่อมไม่มี ดังนี้ (อันทาสี) นั้น ผู้ ไม่ได้แล้ว ซึ่งเนื้อ มาแล้ว กล่าวแล้ว, ตัดแล้ว ซึ่งศีรษะ ของแม่แพะ ตัวนอนแล้ว ในส่วนอันมีในภายหลัง แห่งเรือน ยัง ข้าวสวย ให้ถึงพร้อมแล้ว; อ.หม่อมฉันนั้น ตัดแล้ว ซึ่งศีรษะ ของแม่แพะ ตัวหนึ่ง ไหม้แล้ว ในนรก ถึงแล้ว ซึ่งการตัดซึ่งศีรษะ ด้วยการนับซึ่งขน (ของแม่แพะ) นั้น เพราะผลอันสุกแล้วอันเหลือลง; อ.หม่อมฉัน ตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งทุกข์ ของพระองค์ อันใหญ่ อย่างนี้ ว่า อ.พระองค์ ทรงฆ่าแล้ว ซึ่งชน มีประมาณเท่านี้ จักทรงพ้น จากทุกข์ ในกาลไร ดังนี้ ย่อมร้องไห้ ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.หม่อมฉัน ตัดแล้ว ซึ่งคอ ของแม่แพะ ตัวหนึ่ง ไหม้แล้ว ด้วยการนับซึ่งขน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ อ.พระองค์ ทรงตัดแล้ว ซึ่งคอ ท. ของชน ท. มาก จักทรงกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระเทวี ทูลว่า "ขอพระองค์จงสดับเถิด มหาราช; ก็ในอดีตกาล หม่อมฉันเป็นกุลธิดา เมื่ออยู่ในตระกูลสามี เห็นแขกผู้เป็นสหายของสามีมาแล้ว ใคร่เพื่อหุงข้าวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหาปณะแก่นางทาสี ด้วยสั่งว่า 'เจ้าจงซื้อเนื้อมา' เมื่อนางทาสีนั้นไม่ได้เนื้อมาแล้ว กล่าวว่า 'เนื้อไม่มี' จึงตัดศีรษะแม่แพะที่นอนอยู่เบื้องหลังเรือน จัดแจงภัตเสร็จ; หม่อมฉันนั้น ตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรก ด้วยเศษผลแห่งกรรม จึงได้ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแม่แพะนั้น; พระองค์สำเร็จโทษชนมีประมาณเท่านี้ เมื่อไรจักพ้นจากทุกข์, หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์อันใหญ่ของพระองค์ดังนี้ อย่างนี้จึงร้องไห้" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- "หม่อมฉันตัดคอแม่แพะตัวเดียว ไหม้อยู่แล้ว (ในนรก) ด้วยการนับขน (แพะ), ข้าแต่พระองค์ผู้กษัตริย์ พระองค์ตัดคอของมนุษย์เป็นอันมาก จักกระทำอย่างไร ?"

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าอานนท์

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าอานนท์

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๐–๑๒๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทราบมาว่า ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีชื่ออานนท์ ได้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นคนตระหนี่มาก ฯ อานนทเศรษฐีนั้น เรียกประชุมพวกญาติทุกครึ่งเดือน สอนลูกชายชื่อมูลสิริ ๓ เวลาอย่างนี้ว่า เจ้าอย่าได้ทำความเข้าใจว่า ทรัพย์ ๘๐ โกฏินี้มาก ทรัพย์ที่มีอยู่ไม่ควรให้ ทรัพย์ใหม่ควรให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อคนเราทำแม้แต่ละกษาปณ์ให้เสื่อมสิ้นไป ทรัพย์ก็ย่อมสิ้นไปด้วยเช่นกัน ฯ

    ๓. อานนฺทเสฏฺฐิวตฺถุ. “ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต อานนฺทเสฏฺฐึ อารพฺภ กเถสิ. สาวตฺถิยํ กิร อานนฺทเสฏฺฐี นาม อสีติโกฏิวิภโว มหามจฺฉรี อโหสิ. โส อนฺวฑฺฒมาสํ ญาตเก สนฺนิปาเตตฺวา ปุตฺตํ มูลสิรึ นาม ตีสุ เวลาสุ เอวํ โอวทติ “อิทํ จตฺตาฬีสโกฏิธนํ พหูติ สญฺญํ มา อกริ, วิชฺชมานํ ธนํ น ทาตพฺพํ, นวํ ธนํ อุปฺปาเทตพฺพํ, เอเกกมฺปิ หิ กหาปณํ วยํ กโรนฺตสฺส, ธนํ ขิยเตว; ตสฺมา อญฺชนานํ ขยํ ทิสฺวา อุปจิกานญฺจ อาจยํ มธูนญฺจ สมาหารํ ปณฺฑิโต ฆรมาวเสติ.

    อ.เรื่องแห่งเศรษฐีชื่อว่าอานนท์ (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ทรงปรารภ ซึ่งเศรษฐีชื่อว่าอานนท์ ตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ ดังนี้เป็นต้น ฯ ได้ยินว่า ชื่อ อ.เศรษฐีชื่อว่าอานนท์ เป็นผู้มีสมบัติอันบุคคลพึงเสวยมีโกฏิ ๘๐ เป็นประมาณ เป็นผู้มีความตระหนี่มาก ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ (อ.เศรษฐีชื่อว่าอานนท์) นั้น ยังญาติ ท. ให้ประชุมกันแล้ว สิ้นเดือนด้วยทั้งกึ่งโดยลำดับ ย่อมกล่าวสอน ซึ่งลูกชาย ชื่อว่า มูลสิริ ในเวลา ท. ๓ อย่างนี้ ว่า อ.เจ้า อย่าได้ กระทำแล้ว ซึ่งความสำคัญ ว่า อ.ทรัพย์มีโกฏิ ๔๐ เป็นประมาณ นี้ เป็นทรัพย์มาก (ย่อมเป็น) ดังนี้, อ.ทรัพย์ อันมีอยู่ (อันเจ้า) ไม่พึงให้, อ.ทรัพย์ ใหม่ (อันเจ้า) พึงให้เกิดขึ้น, เพราะว่า (เมื่อเจ้า) กระทำอยู่ ซึ่งกหาปณะ แม้อันหนึ่ง ๆ ให้เป็นทรัพย์เสื่อมไป, อ.ทรัพย์ ย่อมสิ้นไปนั่นเทียว; เพราะเหตุนั้น อ.บัณฑิต เห็นแล้ว ซึ่งความสิ้นไป แห่งยาเป็นเครื่องหยอด ท. ด้วย ซึ่งความก่อยิ่ง แห่งปลวก ท. ด้วย ซึ่งอันประมวลมา แห่งแมลงผึ้ง ท. ด้วย พึงอยู่ครอง ซึ่งเรือน ดังนี้ ฯ

    ๓. เรื่องอานนทเศรษฐี. พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอานนทเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุตฺตามตฺถิ ธนมตฺถิ" เป็นต้น. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีชื่ออานนท์มีสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ (แต่) เป็นคนตระหนี่มาก. อานนทเศรษฐีนั้น ให้พวกญาติประชุมกันทุกกึ่งเดือนแล้ว กล่าวสอนบุตร (ของตน) ผู้ชื่อว่ามูลสิริ ใน ๓ เวลาอย่างนี้ว่า "เจ้าอย่าได้ทำความสำคัญว่า 'ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ นี้มาก,' เจ้าไม่ควรให้ทรัพย์ที่มีอยู่, ควรยังทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น, เพราะเมื่อบุคคลทำกหาปณะแม้หนึ่ง ๆ ให้เสื่อมไป ทรัพย์ย่อมสิ้นด้วยเหมือนกัน; เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ฉลาด พึงเห็นความสิ้นแห่งยาสำหรับหยอด (ตา) ความก่อขึ้นแห่งตัวปลวกทั้งหลาย และการประมวลมาแห่งตัวผึ้งทั้งหลาย พึงอยู่ ครองเรือน.

  2. ๒

    ต่อมาอีกสมัยหนึ่ง อานนทเศรษฐีนั้นไม่บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งของตนแก่ลูกชาย ยึดติดอยู่แต่กับทรัพย์ จึงหม่นหมองเพราะมลทินคือความตระหนี่ ตายไปถือปฏิสนธิในท้องหญิงจัณฑาลคนหนึ่ง ในจำนวนจัณฑาลพันตระกูล ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านใกล้ประตูด้านหนึ่ง ของพระนครนั้นนั่นเอง ฯ

    โส อปเรน สมเยน อตฺตโน ปญฺจมหานิธึ ปุตฺตสฺส อนาจิกฺขิตฺวา ธนนิสฺสิโต มจฺเฉรมลมลิโน กาลํ กตฺวา, ตสฺเสว นครสฺส เอกสฺมึ ทฺวารคามเก จณฺฑาลานํ กุลสหสฺสํ ปฏิวสติ; ตตฺเถกิสฺสา จณฺฑาลิยา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ.

    โดยสมัย อื่นอีก (อ.เศรษฐี) นั้น ไม่บอกแล้ว ซึ่งขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่ง ของตน แก่บุตร ผู้อาศัยแล้วซึ่งทรัพย์ ผู้มีความเศร้าหมองเพราะมลทินคือความตระหนี่ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ, อ.พันแห่งตระกูล แห่งคนจัณฑาล ท. ย่อมอยู่เฉพาะ ในบ้านใกล้ประตู แห่งหนึ่ง แห่งพระนคร นั้นนั่นเทียว, ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในท้อง ของหญิงจัณฑาล คนหนึ่ง ในพันแห่งตระกูลนั้น ฯ

    โดยสมัยอื่นอีก อานนทเศรษฐีนั้นไม่บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่ง ของตนแก่บุตร อาศัยทรัพย์ มีความหม่นหมองเพราะมลทิน คือความตระหนี่ ทำกาละแล้ว, ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑาลคนหนึ่ง ในจำพวกจัณฑาลพันตระกูล ที่อยู่อาศัยในบ้านใกล้ประตูแห่งหนึ่ง แห่งพระนครนั้นนั่นเอง.

  3. ๓

    พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบการตายของอานนทเศรษฐีแล้ว รับสั่งให้เรียกมูลสิริผู้เป็นลูกชายของเขามา ทรงแต่งตั้งในตำแหน่งเศรษฐีแล้ว ฯ

    ราชา ตสฺส กาลกิริยํ สุตฺวา ปุตฺตมสฺส มูลสิรึ ปกฺโกสาเปตฺวา เสฏฺฐิฏฺฐาเน ฐเปสิ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งการกระทำซึ่งกาละ (แห่งเศรษฐี) นั้น (ทรงยังราชบุรุษ) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งมูลสิริ ผู้เป็นบุตร ของเศรษฐีนั้น ทรงตั้งไว้แล้ว ในตำแหน่งแห่งเศรษฐี ฯ

    พระราชา ทรงทราบการทำกาละของอานนทเศรษฐีแล้ว รับสั่งให้เรียกมูลสิริผู้บุตรของเรามา ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเศรษฐี.

  4. ๔

    จัณฑาลพันตระกูลแม้นั้น ทำงานรับจ้าง ดำเนินชีวิตอยู่โดยรวมกันเป็นกลุ่มเดียวกันทีเดียว นับแต่ตอนที่เด็กนั้นถือปฏิสนธิมา ไม่ได้ค่าจ้างเลย ทั้งไม่ได้แม้ก้อนข้าวมากไปกว่าอาหารพอประทังชีวิต ฯ

    ตมฺปิ จณฺฑาลกุลสหสฺสํ เอกโตว ภติยา กมฺมํ กตฺวา ชีวมานํ ตสฺส ปฏิสนฺธิคฺคหณกาลโต ปฏฺฐาย เนว ภตึ ลภติ น ยาปนมตฺตโต ปรํ ภตฺตปิณฺฑมฺปิ.

    อ.พันแห่งตระกูลแห่งคนจัณฑาล แม้นั้น กระทำแล้ว ซึ่งการงาน เพื่อค่าจ้าง โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว เป็นอยู่อยู่ ย่อมไม่ได้ ซึ่งค่าจ้าง นั่นเทียว ย่อมไม่ได้ แม้ซึ่งก้อนแห่งภัตร อื่น จากอาหารสักว่าเป็นเครื่องยังอัตภาพให้เป็นไป จำเดิม แต่กาลเป็นที่ถือเอาซึ่งปฏิสนธิ (แห่งทารก) นั้น ฯ

    ตระกูลแห่งคนจัณฑาลตั้งพันแม้นั้น ทำงานเพื่อค่าจ้าง โดยความเป็นพวกเดียวกันเทียว เป็นอยู่ จำเดิมแต่กาลถือปฏิสนธิของทารกนั้น ย่อมไม่ได้ค่าจ้างเลย ทั้งไม่ได้แม้ก้อนข้าวเกินไปกว่าอาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป.

  5. ๕

    คนจัณฑาลเหล่านั้นกล่าวว่า เวลานี้ พวกเราแม้จะทำงานก็ไม่ได้อาหารสักว่าก้อนข้าว หญิงกาลกิณีพึงมีในกลุ่มพวกเรา ดังนี้แล้ว จึงแยกกันออกเป็น ๒ พวก จนมารดาบิดาของเด็กนั้นแยกอยู่ต่างหาก ไล่มารดาของเด็กนั้นออก ด้วยคิดว่า หญิงกาลกิณีเกิดในตระกูลนี้ ฯ

    เต “มยํ เอตรหิ กมฺมํ กโรนฺตาปิ ปิณฺฑมตฺตํ น ลภาม, อมฺหากํ อนฺตเร กาลกณฺณิยา ภวิตพฺพนฺติ เทฺว โกฏฺฐาสา หุตฺวา, ยาว ตสฺส มาตาปิตโร วิสุํ โหนฺติ, ตาว วิภชิตฺวา “อิมสฺมึ กุเล กาลกณฺณี อุปฺปนฺนาติ ตสฺส มาตรํ นีหรึสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา ท. แม้กระทำอยู่ ซึ่งการงาน ย่อมไม่ได้ (ซึ่งอาหาร) สักว่าก้อนข้าว ในกาลนี้, อันหญิงกาลกิณี พึงมี ในระหว่าง แห่งเรา ท. ดังนี้ เป็นส่วน ๒ เป็น, อ.มารดาและบิดา ท. (ของเด็ก) นั้น ย่อมมี แยกกัน เพียงใด, แยกกันแล้ว เพียงนั้น นำออกแล้ว ซึ่งมารดา (ของเด็ก) นั้น (ด้วยความคิด) ว่า อ.หญิงกาลกิณี เกิดขึ้นแล้ว ในตระกูล นี้ ดังนี้ ฯ

    พวกเขากล่าวว่า "บัดนี้ เราทั้งหลายแม้ทำการงานอยู่ ย่อมไม่ได้อาหารสักว่าก้อนข้าว, หญิงกาลกัณณีพึงมีในระหว่างเราทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว จึงแยกกันออกเป็น ๒ พวก จนมารดาบิดาของทารกนั้นอยู่แผนกหนึ่งต่างหาก, ไล่มารดาของทารกนั้นออก ด้วยคิดว่า "หญิงกาฬกัณณีเกิดในตระกูลนี้."

  6. ๖

    หญิงนั้นตราบเท่าที่เด็กนั้นอยู่ในท้องของนาง ได้อาหารแม้พอประทังชีวิตด้วยความยากลำบาก คลอดลูกแล้ว ฯ

    ยาวสฺสา โส กุจฺฉิคโต, ตาว ยาปนมตฺตมฺปิ กิจฺเฉน ลภิตฺวา ปุตฺตํ วิชายิ.

    (อ.เด็ก) นั้น เป็นผู้ไปแล้วในท้อง ของหญิงนั้น (ย่อมเป็น) เพียงใด, (อ.หญิงนั้น) ได้แล้ว (ซึ่งอาหาร) แม้สักว่า เป็นเครื่องยังอัตภาพให้เป็นไป โดยยาก เพียงนั้น คลอดแล้ว ซึ่งบุตร ฯ

    ทารกนั้นยังอยู่ในท้องของหญิงนั้นตราบใด, หญิงนั้นได้อาหารแม้สักว่ายังอัตภาพให้เป็นไปโดยฝืดเคืองตราบนั้น คลอดบุตรแล้ว.

  7. ๗

    มือและเท้า นัยน์ตา หู จมูก และปากของเด็กนั้น ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ ฯ

    ตสฺส หตฺถปาทา จ อกฺขีนิ จ กณฺณา จ นาสา จ มุขญฺจ น ยถาฏฺฐาเน อเหสุํ.

    อ.มือและเท้า ท. ด้วย อ.นัยน์ตา ท. ด้วย อ.หู ท. ด้วย อ.จมูก ด้วย อ.ปากด้วย (ของเด็ก) นั้น ได้มีแล้ว ในที่อย่างไร หามิได้ ฯ

    ทารกนั้น ได้มีมือและเท้า นัยน์ตา หู จมูก และปากไม่ตั้งอยู่ในที่ตามปกติ.

ภาค ๓ เศรษฐีชื่อว่าอานนท์

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เด็กนั้น ประกอบด้วยความพิกลแห่งอวัยวะขนาดนี้ ได้มีรูปผิดปกติเหลือเกิน เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น ฯ แม้เมื่อเป็นถึงขนาดนี้ มารดาก็ไม่สละลูกนั้น ฯ เป็นธรรมดา มารดาย่อมมีความเยื่อใยแรงในบุตรที่อยู่ในท้อง ฯ นางเลี้ยงเด็กนั้นด้วยความยากลำบาก ในวันที่พาเขาไปด้วย ไม่ได้อะไรเลย ในวันที่ให้เขาอยู่บ้านแล้วไปเองนั่นแล จึงได้ค่าจ้าง ฯ ต่อมา ในเวลาที่เด็กนั้นสามารถเดินไปขอข้าวเลี้ยงตัวได้ นางวางกระเบื้องไว้ในมือแล้ว กล่าวกะลูกนั้นว่า ลูก แม่ได้รับความลำบากมากเพราะเจ้า มาบัดนี้ ไม่อาจเลี้ยงเจ้าได้ ข้าวเป็นต้นที่เขาจัดไว้ เพื่อคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น มีอยู่ในเมืองนี้ เจ้าจงเที่ยวไปขอข้าวปลาอาหารในเมืองนั้น ดำรงชีพอยู่เถิด ดังนี้แล้ว ปล่อยเขาไป ฯ

    โส เอวรูเปน องฺคเวกลฺเลน สมนฺนาคโต ปํสุปิสาจโก วิย อติวิย วิรูโป อโหสิ. เอวํ สนฺเตปิ, นํ มาตา น ปริจฺจชิ. มาตุ กุจฺฉิยํ วสิตปุตฺตสฺมึ หิ สิเนโห พลวา โหติ. สา ตํ กิจฺเฉน โปสยมานา, ตํ อาทาย คตทิวเส กิญฺจิ อลภิตฺวา, เคเห กตฺวา สยเมว คตทิวเส ภตึ ลภติ. อถ นํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ชีวิตุํ สมตฺถกาเล สา กปาลํ หตฺเถ ฐเปตฺวา “ตาต มยา ตํ นิสฺสาย มหาทุกฺขํ ปตฺตํ, อิทานิ น สกฺโกมิ ตํ โปเสตุํ, อิมสฺมึ นคเร กปณทฺธิกาทีนํ ปฏิยตฺตภตฺตาทีนิ อตฺถิ, ตตฺถ ภิกฺขาย จริตฺวา ชีวาหีติ ตํ วิสฺสชฺเชสิ.

    (อ.เด็ก) นั้น มาตามพร้อมแล้ว ด้วยความบกพร่องแห่งอวัยวะ มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้มีรูปอันแปลก เกินเปรียบ ราวกะ อ.ปีศาจผู้เล่นซึ่งฝุ่น ได้เป็นแล้ว ฯ ครั้นเมื่อความเป็น อย่างนั้น แม้มีอยู่, อ.มารดา ไม่สละรอบแล้ว (ซึ่งเด็ก) นั้น ฯ จริงอยู่ อ.ความรัก ในบุตรผู้อยู่แล้ว ในท้อง ของมารดา เป็นสภาพมีกำลัง ย่อมเป็น ฯ (อ.มารดา) นั้น เลี้ยงอยู่ (ซึ่งบุตร) นั้น โดยยาก, ไม่ได้แล้ว ซึ่งวัตถุอะไร ๆ ในวัน (แห่งตน) พา (ซึ่งบุตร) นั้น ไปแล้ว, ย่อมได้ ซึ่งค่าจ้าง ในวัน (แห่งตน) กระทำแล้ว (ซึ่งบุตรนั้น) ในเรือน ไปแล้ว เอง นั่นเทียว ฯ ครั้งนั้น (อ.มารดา) นั้น วางไว้แล้ว ซึ่งกระเบื้อง ในมือ (กล่าวแล้ว) (กะบุตร) นั้น ว่า แน่ะพ่อ อ.ความทุกข์ใหญ่ อันเรา อาศัยแล้ว ซึ่งเจ้า ถึงแล้ว, อ.เรา ย่อมไม่อาจ เพื่ออันเลี้ยง ซึ่งเจ้า ในกาลนี้, (อ.วัตถุ ท.) มีข้าวสวยเป็นต้นอันบุคคลจัดแจงไว้แล้ว (เพื่อบุคคล ท.) มีบุคคลผู้กำพร้าและบุคคลผู้เดินไปสู่หนทางไกลเป็นต้น มีอยู่ ในนครนี้, อ.เจ้า เที่ยวไปแล้ว ในนครนั้น เพื่ออันขอ จงเป็นอยู่เถิด ดังนี้ สละแล้ว (ซึ่งบุตร) นั้น ในกาล (แห่งบุตรนั้น) เป็นผู้สามารถ เพื่ออัน เที่ยวไปแล้ว เพื่อก้อนข้าว เป็นอยู่ ฯ

    ทารกนั้น ประกอบด้วยความวิกลแห่งอวัยวะเห็นปานนั้น ได้มีรูปน่าเกลียดเหลือเกิน ดุจปีศาลคลุกฝุ่น. แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ มารดาก็ไม่ละบุตรนั้น. จริงอยู่ มารดาย่อมมีความเยื่อใยเป็นกำลังในบุตรที่อยู่ในท้อง. นางเลี้ยงทารกนั้นอยู่โดยฝืดเคือง, ในวันที่พาเขาไป ไม่ได้อะไร ๆ เลย, ในวันที่ให้เขาอยู่บ้านแล้วไปเองนั่นแล จึงได้ค่าจ้าง. ต่อมา ในกาลที่ทารกนั้นสามารถเที่ยวไป เพื่อก้อนข้าวเลี้ยงตัวได้ นางวางกระเบื้องไว้ในมือแล้ว กล่าวกะบุตรนั้นว่า "พ่อ แม่ อาศัยเจ้าถึงความลำบากมาก, บัดนี้ แม่ไม่อาจเลี้ยงเจ้าได้, อาหารวัตถุทั้งหลายมีข้าวเป็นต้นที่เขาจัดไว้ เพื่อคนทั้งหลายมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นมีอยู่ในนครนี้, เจ้าจงเที่ยวไปเพื่อภิกษาในนครนั้นเลี้ยงชีพเถิด." ดังนี้แล้ว ปล่อยบุตรนั้นไป.

  2. ๒

    เด็กนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือน ถึงที่ที่ตนเกิดในตอนเป็นอานนทเศรษฐี ระลึกชาติได้ จึงเข้าไปเรือนของตน ฯ

    โส ฆรปฺปฏิปาฏิยา จรนฺโต อานนฺทเสฏฺฐิกาเล นิพฺพตฺตฏฺฐานํ คนฺตฺวา ชาติสฺสโร หุตฺวา อตฺตโน เคหํ ปาวิสิ.

    (อ.เด็ก) นั้น เที่ยวไปอยู่ ตามลำดับแห่งเรือน ไปแล้ว สู่ที่แห่งตน บังเกิดแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นเศรษฐีชื่อว่าอานนท์ เป็นผู้ระลึกได้ซึ่งชาติ เป็น ได้เข้าไปแล้ว สู่เรือน ของตน ฯ

    ทารกนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือน ถึงที่แห่งตนเกิดในคราวเป็นอานนทเศรษฐีแล้ว เป็นผู้ระลึกชาติได้ เข้าไปสู่เรือนของตน.

  3. ๓

    ไม่มีใครสังเกตเห็นเขาที่ซุ้มประตู ๓ ซุ้ม ฯ

    ตีสุ นํ ทฺวารโกฏฺฐเกสุ น โกจิ สลฺลกฺเขสิ.

    อ.ใคร ๆ ไม่กำหนดแล้ว (ซึ่งเด็ก) นั้น ที่ซุ้มแห่งประตู ท. ๓ ฯ

    ใคร ๆ ไม่ได้สังเกตเขา ในซุ้มประตูทั้ง ๓.

  4. ๔

    ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ลูกๆ ของมูลสิริเศรษฐีเห็นแล้ว ตกใจกลัว ร้องไห้ ฯ

    จตุตฺถทฺวารโกฏฺฐเก มูลสิริเสฏฺฐิโน ปุตฺตกา ทิสฺวา อุพฺพิคฺคหทยา ปโรทึสุ.

    อ.บุตรน้อย ท. ของเศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ เห็นแล้ว (ซึ่งเด็กชายนั้น) ที่ซุ้มแห่งประตูที่สี่ เป็นผู้มีหทัยหวาดเสียวแล้ว (เป็น) ร้องไห้ทั่วแล้ว ฯ

    ในซุ้มประตูที่ ๔ พวกบุตรของมูลสิริเศรษฐีเห็น (เขา) แล้วมีใจหวาดเสียวร้องไห้แล้ว.

  5. ๕

    ทีนั้น พวกลูกน้องของเศรษฐี กล่าวกะเด็กนั้นว่า ออกไป คนกาลกิณี ดังนี้แล้ว โบยพลางนำออกไปโยนไว้ที่กองหยากเยื่อ ฯ

    อถ นํ เสฏฺฐิปุริสา “นิกฺขม กาลกณฺณีติ โปเถนฺตา นีหริตฺวา สงฺการฏฺฐาเน ขิปึสุ.

    ครั้งนั้น อ.บุรุษของเศรษฐี ท. (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะคนกาลกิณี อ.เจ้า จงออกไป ดังนี้ โบยอยู่ นำออกแล้ว โยนไปแล้ว (ซึ่งเด็ก) นั้น ในที่เป็นที่ทิ้งซึ่งหยากเหยื่อ ฯ

    ลำดับนั้น พวกบุรุษของเศรษฐี กล่าวกะทารกนั้นว่า "เองจงออกไป คนกาฬกัณณี" โบยพลางนำออกไปโยนไว้ที่กองหยากเยื่อ.

  6. ๖

    พระศาสดา มีพระอานนทเถระเป็นผู้ติดตาม เสด็จบิณฑบาตถึงที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถาม ตรัสบอกความเป็นมานั้น ฯ พระเถระให้เชิญมูลสิริมาแล้ว ฯ

    สตฺถา อานนฺทตฺเถเรน ปจฺฉาสมเณน ปิณฺฑาย จรนฺโต ตํ ฐานํ ปตฺโต เถรํ โอโลเกตฺวา เตน ปุฏฺโฐ ตํ ปวตฺตึ อาจิกฺขิ. เถโร มูลสิรึ ปกฺโกสาเปสิ.

    อ.พระศาสดา มีพระเถระชื่อว่าอานนท์ เป็นปัจฉาสมณะ (มีอยู่) เสด็จเที่ยวไปอยู่ เพื่อก้อนข้าว เสด็จถึงแล้ว ซึ่งที่นั้น ทอดพระเนตรดูแล้ว ซึ่งพระเถระ (ผู้อันพระเถระ) นั้น ทูลถามแล้ว ตรัสบอกแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่วนั้น ฯ อ.พระเถระ (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งเศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ ฯ

    พระศาสดา มีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จบิณฑบาตถึงที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถามแล้ว ตรัสบอกพฤติการณ์นั้น. พระเถระให้เชิญมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว.

  7. ๗

    กลุ่มมหาชนประชุมกันแล้ว ฯ

    มหาชนกาโย สนฺนิปติ.

    อ.หมู่แห่งมหาชน ประชุมกันแล้ว ฯ

    หมู่มหาชนประชุมกันแล้ว.

  8. ๘

    พระศาสดา ตรัสเรียกมูลสิริมาแล้ว ตรัสถามว่า รู้จักเด็กนั้นไหม เมื่อมูลสิรินั้นกราบทูลว่า ไม่รู้จัก จึงตรัสว่า เด็กนั้น คืออานนทเศรษฐีผู้เป็นบิดาของท่าน แล้วให้เด็กนั้นบอกด้วยพระดำรัสว่า อานนทเศรษฐี ท่านจงบอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งแก่บุตรของท่าน ดังนี้แล้ว ให้มูลสิริเศรษฐีนั้นซึ่งไม่เชื่อให้เชื่อแล้ว ฯ

    สตฺถา มูลสิรึ อามนฺเตตฺวา “ชานาสิ เอตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา, “น ชานามีติ วุตฺเต, “ปิตา เต อานนฺทเสฏฺฐีติ วตฺวา ตํ อสทฺทหนฺตํ “อานนฺทเสฏฺฐิ ปุตฺตสฺส เต ปญฺจมหานิธึ อาจิกฺขาหีติ อาจิกฺขาเปตฺวา สทฺทหาเปสิ.

    อ.พระศาสดา ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งเศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ ตรัสถามแล้ว ว่า อ.ท่าน ย่อมรู้ ซึ่งเด็กนั่นหรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อ คำ) ว่า อ.ข้าพระองค์ ย่อมไม่รู้ ดังนี้ (อันเศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า (อ.เด็กชายนั้น) คือ อ.เศรษฐีชื่อว่าอานนท์ ผู้เป็นบิดา ของท่าน ดังนี้ (ทรงยังเด็กชายนั้น) ให้บอกแล้ว (ซึ่งขุมทรัพย์) (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนเศรษฐีชื่อว่าอานนท์ อ.ท่าน จงบอก ซึ่งขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่ง แก่บุตร ของท่าน ดังนี้ ทรง (ยังเศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ) นั้น ผู้ไม่เชื่ออยู่ ให้เชื่อแล้ว ฯ

    พระศาสดา ตรัสเรียกมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว ตรัสถามว่า "ท่านรู้จักทารกนั่นไหม ?" เมื่อมูลสิริเศรษฐีนั้น ทูลว่า "ไม่รู้จัก" จึงตรัสว่า "ทารกนั้น คืออานนทเศรษฐีผู้บิดาของท่าน" แล้วยังทารกนั้นให้บอก (ขุมทรัพย์) ด้วยพระดำรัสว่า "อานนทเศรษฐี ท่านจงบอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งแก่บุตรของท่าน" แล้วทรงยังมูลสิริเศรษฐีผู้ไม่เชื่ออยู่นั้นให้เชื่อแล้ว.

  9. ๙

    มูลสิริเศรษฐีนั้น ได้ถึงพระศาสดาเป็นที่พึ่งที่ระลึกแล้ว ฯ

    โส สตฺถารํ สรณํ อคมาสิ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่ามูลสิริ) นั้น ได้ถึงแล้ว ซึ่งพระศาสดา ว่าเป็นสรณะ ฯ

    มูลสิริเศรษฐีนั้น ได้ถึงพระศาสดาเป็นสรณะแล้ว.

ภาค ๓ โจรผู้ทำลายซึ่งปม

ภาค ๓ โจรผู้ทำลายซึ่งปม

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันมหาวิหารพร้อมกับชนเป็นจำนวนมากผู้พากันไปเพื่อต้องการจะฟังธรรม โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถา ฯ

    เต กิร เทฺว สหายกา ธมฺมสฺสวนตฺถาย คจฺฉนฺเตน มหาชเนน สทฺธึ เชตวนํ คนฺตฺวา, เอโก ธมฺมกถํ อสฺโสสิ.

    ได้ยินว่า (อ.โจร ท.) ๒ เหล่านั้น เป็นสหายกัน (เป็น) ไปแล้ว สู่พระเชตวัน กับ ด้วยมหาชน ผู้ไปอยู่ เพื่อต้องการแก่อันฟังซึ่งธรรม, อ.โจร คนหนึ่ง ได้ฟังแล้ว ซึ่งธรรมกถา ฯ

    ได้ยินว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันกับมหาชนผู้ไปอยู่เพื่อต้องการฟังธรรม, โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถาแล้ว.

  2. ๒

    โจรอีกคนหนึ่ง มองดูของที่ตนควรถือเอา ฯ

    เอโก อตฺตนา คยฺหุปคํ โอโลเกสิ.

    อ.โจร คนหนึ่ง แลดูแล้ว ซึ่งวัตถุอันเข้าถึงซึ่งความเป็นวัตถุอันตนควรถือเอา ฯ

    โจรคนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอา.

  3. ๓

    บรรดาโจร ๒ คนนั้นโจร ผู้ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ฯ

    เตสุ ธมฺมํ สุณนฺโต โสตาปตฺติผลํ ปาปุณิ.

    (ในโจร ท. ๒) เหล่านั้นหนา (อ.โจร) ผู้ฟังอยู่ ซึ่งธรรม บรรลุแล้ว ซึ่งโสดาปัตติผล ฯ

    บรรดาโจรทั้ง ๒ นั้น โจรผู้ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.

  4. ๔

    โจรอีกคนหนึ่ง ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสก ที่ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง ฯ

    อิตโร เอกสฺส ทุสฺสนฺเต พทฺธํ ปญฺจมาสกมตฺตํ ลภิ.

    อ.โจรนอกนี้ ได้แล้ว ซึ่งทรัพย์มีมาสก ๕ เป็นประมาณ อัน อันอุบาสกคนหนึ่ง ผูกไว้แล้ว ที่ชายแห่งผ้า ฯ

    โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสก ที่ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง.

  5. ๕

    ทรัพย์นั้น เกิดเป็นค่าอาหารในเรือนของเขาแล้ว ย่อมไม่เผล็ดผลในเรือนของโจรผู้เป็นโสดาบันนอกนี้ ฯ

    ตสฺส ตํ เคเห ปากวตฺตํ ชาตํ, อิตรสฺส เคเห น ปจฺจติ.

    (อ.ทรัพย์) นั้น เป็นของเป็นไปเพื่อวัตถุอันบุคคลพึงหุงต้ม ในเรือน (ของโจร) นั้น เกิดแล้ว, ย่อมไม่สำเร็จ ในเรือน ของโจรนอกนี้ ฯ

    ทรัพย์นั้นเป็นค่าอาหารในเรือนของเขาแล้ว, ย่อมไม่สำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดาบันนอกนี้.

  6. ๖

    ครั้งนั้น โจรผู้เป็นสหายกับภรรยาของตน เมื่อเย้ยหยันโจรผู้เป็นโสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า ท่านไม่ยังแม้มูลค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน เพราะความที่ตนเป็นคนฉลาดเกินไป ดังนี้ ฯ

    อถ นํ สหายกโจโร อตฺตโน ภริยาย สทฺธึ อุปฺผณฺฑิยมาโน “ตฺวํ อติปณฺฑิตตาย อตฺตโน เคเห ปากวตฺตมูลมฺปิ น นิปฺผาเทสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.โจรผู้เป็นสหาย กับ ด้วยภรรยา ของตน เมื่อเยาะเย้ย (ซึ่งโจรผู้เป็นโสดาบัน) นั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน แม้ยังมูลค่า ของวัตถุอันเป็นไปเพื่อวัตถุอันบุคคลพึงหุงต้ม ในเรือน ของตน ย่อมให้สำเร็จ หามิได้ เพราะความที่แห่งตนเป็นคนฉลาดเกินไป ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น โจรผู้สหายกับภรรยาของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้โสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านไม่ยังแม้ค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน เพราะความที่ตนฉลาดเกินไป."

  7. ๗

    โจรผู้เป็นสหายซึ่งเป็นโสดาบันนอกนี้ คิดว่า เจ้าคนนี้ ย่อมสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต เพราะความที่ตนเป็นคนพาลทีเดียวหนอ เพื่อจะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระบรมศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันวิหารพร้อมกับพวกญาติ กราบทูลแล้ว ฯ

    อิตโร “พาลภาเวเนว วตายํ อตฺตโน ปณฺฑิตภาวํ มญฺญตีติ ตํ ปวตฺตึ สตฺถุ อาโรเจตุํ ญาตีหิ สทฺธึ เชตวนํ คนฺตฺวา อาโรเจสิ.

    อ.โจรผู้เป็นโสดาบัน นอกนี้ (คิดแล้ว) ว่า (อ.สหาย ของเรา) นี้ ย่อมสำคัญ ซึ่งความที่แห่งตนเป็นคนฉลาด เพราะความที่ แห่งตนเป็นคนโง่นั่นเทียว หนอ ดังนี้ ไปแล้ว สู่พระเชตวัน กับ ด้วยญาติ ท. เพื่ออันกราบทูล ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น แก่พระศาสดา กราบทูลแล้ว ฯ

    สหายผู้โสดาบันนอกนี้คิดว่า "เจ้าคนนี้ ย่อมสำคัญความที่ตนเป็นบัณฑิต ด้วยความเป็นพาลทีเดียวหนอ" เพื่อจะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันกับญาติทั้งหลาย กราบทูลแล้ว.

  8. ๘

    พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขาจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    บุคคลใดเป็นคนโง่ ย่อมรู้ตัวว่า เป็นคนโง่
    เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จะเป็นคนฉลาด
    ได้บ้าง ส่วน บุคคลใด เป็นคนโง่ มีความ
    สำคัญว่า เป็นคนฉลาด บุคคลนั้นแล เรา
    เรียกว่า คนโง่ ดังนี้ ฯ

    สตฺถา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ, ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจตีติ.

    อ.พระศาสดา เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม (แก่โจรผู้เป็นโสดาบัน) นั้น ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า (อ.บุคคล) ใด เป็นคนโง่ (เป็น) ย่อมสำคัญ ซึ่งความที่ แห่งตนเป็นคนโง่, (อ.บุคคล) นั้น เป็นคนฉลาด ได้บ้าง (ย่อมเป็น) (เพราะเหตุ) นั้น ; ส่วนว่า (อ.บุคคลใด) เป็นคนโง่ (เป็น) เป็นผู้มีความสำคัญว่าตนเป็นคนฉลาด (ย่อมเป็น) (อ.บุคคล) นั้น แล (อันเรา) ย่อมเรียก ว่า อ.คนโง่ ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- "บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่, บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง; ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า 'คนโง่".

ภาค ๓ ชาวนา

ภาค ๓ ชาวนา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๓–๑๓๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามชาวนานั้นว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงกล่าวอย่างนั้น ฯ

    อถ นํ ราชา “กสฺมา เอวํ กเถสีติ ปุจฺฉิ.

    ครั้งนั้น อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งชาวนา) นั้น ว่า อ.เจ้า ย่อมกล่าว อย่างนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระราชา ตรัสถามชาวนานั้นว่า "เพราะเหตุไร เจ้าจึงกล่าวดังนั้น ?"

  2. ๒

    ฝ่าย ชาวนานั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ใช่โจร แล้วกราบทูลความเป็นไปนั้นทั้งหมดแก่พระราชา จำเดิมแต่กาลที่ตนออกไปเพื่อต้องการจะไถนา ฯ

    โสปิ “นาหํ เทว โจโรติ วตฺวา กสนตฺถาย นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย สพฺพํ ตํ ปวตฺตึ รญฺโญ อาจิกฺขิ.

    (อ.ชาวนา) แม้นั้น กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.ข้าพระองค์ เป็นโจร (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ กราบทูลแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ทั้งปวง จำเดิม แต่กาลแห่งตนออกไปแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การไถ ฯ

    แม้ชาวนานั้น กราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ใช่โจร" แล้วก็กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมด แด่พระราชา จำเดิมแต่กาลที่ตนออกไปเพื่อต้องการจะไถนา.

  3. ๓

    พระราชาทรงสดับถ้อยคำของชาวนานั้นแล้ว ตรัสว่า พะนาย ชาวนาคนนี้ อ้างเอาพระบรมศาสดาผู้เป็นบุคคลเลิศในโลก เป็นพยาน เราจะยกโทษแก่ชาวนานี่ ยังไม่สมควร เราจักรู้สิ่งที่ควรทำในเรื่องนี้ ดังนี้แล้ว ทรงพาชาวนานั้นไปยังสำนักพระบรมศาสดาในเวลาเย็น กราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนาของชาวนานั่นพร้อมกับพระอานนทเถระแลหรือ ฯ

    ราชา ตสฺส กถํ สุตฺวา “อยํ ภเณ โลเก อคฺคปุคฺคลํ สตฺถารํ สกฺขึ อปทิสติ, น ยุตฺตํ เอตสฺส โทสํ อาโรเปตุํ, อหเมตฺถ กตฺตพฺพํ ชานิสฺสามีติ ตํ อาทาย สายณฺหสมเย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปุจฺฉิ “ภควา กจฺจิ ตุมฺเห อานนฺทตฺเถเรน สทฺธึ เอตสฺส กสกสฺส กสนฏฺฐานํ คตาติ.

    อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของชาวนา) นั้น (ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะพนาย (อ.ชาวนา) นี้ ย่อมแสดงอ้าง ซึ่งพระศาสดา ผู้ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ ในโลก (กระทำ) ให้เป็นพยาน, อ.อัน (อันเรา) ยกขึ้น ซึ่งโทษ (แก่ชาวนา) นั่น ไม่ควรแล้ว, อ.เรา จักรู้ (ซึ่งกรรม) อันเราควรกระทำ ในเรื่องนี้ ดังนี้ ทรงพาเอา (ซึ่งชาวนา) นั้น เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ทูลถามแล้ว ซึ่งพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อ.พระองค์ ท. เป็นผู้เสด็จไปแล้ว สู่ที่เป็นที่ไถ แห่งชาวนา นั่น กับ ด้วยพระเถระชื่อว่าอานนท์ (ย่อมเป็น) แลหรือ ดังนี้ ฯ

    พระราชา ทรงสดับถ้อยคำของชาวนานั่นแล้ว ตรัสว่า "พนาย ชาวนานี้อ้างเอาพระศาสดาผู้เป็นบุคคลเลิศในโลกเป็นพยาน, เราจะยกโทษแก่ชาวนานี่ยังไม่สมควร, เราจักรู้สิ่งที่ควรกระทำในเรื่องนี้" ดังนี้แล้ว ทรงพาชาวนานั้นไปยังสำนักของพระศาสดาในเวลาเย็น ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนาของชาวนานั้นกับพระอานนทเถระแลหรือ ?"

  4. ๔

    ขอถวายพระพร มหาบพิตรฯ

    “อาม มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอถวายพระพร (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ขอถวายพระพร มหาบพิตร.

  5. ๕

    พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในที่นานั้น ? ฯ

    “กึ โว ตตฺถ ทิฏฺฐนฺติ.

    (อ.พระราชา ทูลถามแล้ว) ว่า อ.วัตถุอะไร อันพระองค์ ท. ทรงเห็นแล้ว ในที่นั้น ดังนี้ ฯ

    พระราชา. พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในนานั้น ?

  6. ๖

    ถุงทรัพย์ หนึ่งพัน มหาบพิตร ฯ

    “สหสฺสตฺถวิกา มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.ถุงทรัพย์พันหนึ่ง (อันอาตมภาพ เห็นแล้ว ในที่นั้น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ถุงทรัพย์พันหนึ่ง มหาบพิตร.

  7. ๗

    ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสอะไร ? ฯ

    “ทิสฺวา กึ อโวจุตฺถาติ.

    (อ.พระราชา ทูลถามแล้ว) ว่า อ.พระองค์ ท. ครั้นทรงเห็นแล้ว ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระดำรัสอะไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสคำอะไร ?

  8. ๘

    คำชื่อนี้ มหาบพิตร ฯ

    “อิทํ นาม มหาราชาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.อาตมภาพ ครั้นเห็นแล้ว ได้กล่าวแล้ว ซึ่งคำ) ชื่อ นี้ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. คำชื่อนี้ มหาบพิตร.

  9. ๙

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าชายคนนี้จักไม่ได้ทำการอ้างบุคคลผู้เช่นกับพระองค์แล้วไซร้ เขาจักไม่ได้ชีวิต แต่เขากล่าวถ้อยคำที่พระองค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวิต ฯ

    “ภนฺเต สจายํ ปุริโส ตุมฺหาทิสํ อปทิสํ นากริสฺส, น ชีวิตํ ลภิสฺส, ตุมฺเหหิ ปน กถิตกถํ กเถตฺวา เตน ชีวิตํ ลทฺธนฺติ.

    (อ.พระราชา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่า อ.บุรุษนี้ จักไม่ได้กระทำแล้ว ซึ่งการแสดงอ้าง (ซึ่งบุคคล) ผู้เช่นกับด้วยพระองค์ไซร้, อ.บุรุษ นี้ จักไม่ได้แล้ว ซึ่งชีวิต, แต่ว่า อ.ชีวิต (อันบุรุษ) นั้น ได้แล้ว เพราะกล่าว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว อันพระองค์ ท. ตรัสแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระราชา. พระเจ้าข้า ถ้าบุรุษนี้จักได้กระทำการอ้างบุคคลผู้เช่นกับด้วยพระองค์แล้วไซร้, เขาจักไม่ได้ชีวิต, แต่เขากล่าวคำที่พระองค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวิต.

  10. ๑๐

    พระบรมศาสดาทรงสดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร แม้อาตมากล่าวถ้อยคำมีประมาณเท่านี้เท่านั้นเองแล้วก็ไป ความเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมมี เพราะกระทำกรรมใด กรรมนั้น ธรรมดาบัณฑิตไม่พึงกระทำ เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    บุคคลกระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
    บุคคลมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เสวยผลของ
    กรรมใด กรรมนั้น บุคคลกระทำแล้ว ไม่ดีเลย ฯ

    ตํ สุตฺวา สตฺถา “อาม มหาราช, อหมฺปิ เอตฺตกเมว วตฺวา คโต, ปณฺฑิเตน นาม ยํ กมฺมํ กตฺวา ปจฺฉานุตปฺปํ โหติ น ตํ กตฺตพฺพนฺติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ, ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ วิปากํ ปฏิเสวตีติ.

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอถวายพระพร (อ.อย่างนั้น), แม้ อ.อาตมภาพ กล่าวแล้ว ซึ่งคำมีประมาณเท่านี้นั่นเทียว เป็นผู้ไปแล้ว (ย่อมเป็น), อ.ความตามเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมมี เพราะกระทำ ซึ่งกรรม ใด (อ.กรรม) นั้น ชื่อ อันบัณฑิต ไม่พึงกระทำ ดังนี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า (อ.บุคคล) กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) ใด ย่อมเดือดร้อน ภายหลัง, (อ.บุคคล) มีหน้าอันชุ่มแล้วด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมเสวยเฉพาะ ซึ่งวิบาก ของกรรมใด อ.กรรม นั้น (อันบุคคล) กระทำแล้ว เป็นกรรมดี (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ทรงสดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่า "ขอถวายพระพร มหาบพิตร, แม้อาตมภาพกล่าวคำมีประมาณเท่านั้น นั่นเองแล้วก็ไป, ความตามเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมมีเพราะกระทำกรรมใด กรรมนั้น ชื่อผู้เป็นบัณฑิตไม่พึงกระทำ" ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- "บุคคลกระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ เสวยผลของกรรมใดอยู่ กรรมนั้น อันบุคคลกระทำแล้ว ไม่ดีเลย."

ภาค ๓ พระอุบลวรรณาเถรี

ภาค ๓ พระอุบลวรรณาเถรี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๐–๑๔๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา พระเถรีนั้น ตั้งความปรารถนาไว้ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ บำเพ็ญบุญมา ๑๐๐,๐๐๐ กัป ท่องเที่ยวอยู่ในหมู่เทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐีในพระนครสาวัตถี ฯ

    สา กิร ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ปาทมูเล ปตฺถนํ ปฏฺฐเปตฺวา กปฺปสตสหสฺสํ ปุญฺญานิ กุรุมานา เทเวสุ จ มนุสฺเสสุ จ สํสรนฺตี อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท เทวโลกโต จวิตฺวา สาวตฺถิยํ เสฏฺฐิกุเล ปฏิสนฺธึ คณฺหิ.

    ได้ยินว่า (อ.พระเถรี) นั้น ตั้งไว้ก่อนแล้ว ซึ่งความปรารถนา ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ กระทำอยู่ ซึ่งบุญ ท. ตลอดแสนแห่งกัปป์ ท่องเที่ยวไปอยู่ ในเทพ ท. ด้วย ในมนุษย์ ท. ด้วย เคลื่อนแล้ว จากเทวโลก ในกาลเป็นที่เสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า นี้ ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในตระกูลแห่งเศรษฐี ในพระนครชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ดังได้สดับมา พระเถรีนั้น ตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ กระทำบุญทั้งหลาย สิ้นแสนกัป ท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.

  2. ๒

    ก็เพราะนางมีผิวพรรณเหมือนกลีบอุบลเขียว พ่อแม่จึงตั้งชื่อว่า อุบลวรรณา ฯ เมื่อนาง บวชได้ไม่นานนัก วาระการรักษาลูกดาลในโรงอุโบสถได้ถึงแล้ว ฯ

    นีลุปฺปลคพฺภสมานวณฺณตาย จสฺสา “อุปฺปลวณฺณาเตฺวว นามํ อกํสุ. อถสฺสา วยปฺปตฺตกาเล สกลชมฺพุทีเป ราชาโน จ เสฏฺฐิโน จ เสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ ปณฺณาการํ ปหิณึสุ “ธีตรํ อมฺหากํ เทตูติ. อปฺปหิณนฺโต นาม นาโหสิ. ตโต เสฏฺฐี จินฺเตสิ “อหํ สพฺเพสํ มนํ คเหตุํ น สกฺขิสฺสามิ, อุปายํ ปเนกํ กริสฺสามีติ. โส ธีตรํ ปกฺโกสิตฺวา “อมฺม ปพฺพชิตุํ สกฺขิสฺสสีติ อาห. ตสฺสา ปจฺฉิมภวิกตฺตา ปิตุ วจนํ สีเส อาสิตฺตสตปากเตลํ วิย อโหสิ; ตสฺมา ปิตรํ “ปพฺพชิสฺสามิ ตาตาติ อาห. โส ตสฺสา มหนฺตํ สกฺการํ กตฺวา ตํ ภิกฺขุนูปสฺสยํ เนตฺวา ปพฺพาเชสิ. ตสฺสา อจิรปฺปพฺพชิตาย เอว อุโปสถาคาเร ตาลวาโร ปาปุณิ.

    ก็ (อ.ญาติ ท.) ได้กระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อุบลวรรณา ดังนี้นั่นเทียว ให้เป็นชื่อ (ของเด็กหญิง) นั้น เพราะความที่ (แห่งเด็กหญิงนั้น) เป็นผู้มีวรรณะเสมอด้วยท้องแห่งดอกอุบลเขียว ฯ ครั้งนั้น ในกาล (แห่งเด็กหญิง) นั้น เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวัย อ.พระราชา ท. ด้วย อ.เศรษฐี ท. ด้วย ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ส่งไปแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการ สู่สำนัก ของเศรษฐี (มีอันให้รู้) ว่า อ.เศรษฐี จงให้ ซึ่งธิดา แก่เรา ท. ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ (อ.ใคร ๆ) ชื่อว่า ผู้ไม่ส่งไปอยู่ ไม่ได้มีแล้ว ฯ ในลำดับนั้น อ.เศรษฐี คิดแล้ว ว่า อ.เรา จักไม่อาจ เพื่ออันยึด ซึ่งใจ ของชน ท. ทั้งปวง, แต่ว่า อ.เรา จักกระทำ ซึ่งอุบาย อย่างหนึ่ง ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐี) นั้น ร้องเรียกแล้ว ซึ่งธิดา กล่าวแล้ว ว่า แน่ะแม่ อ.เจ้า จักอาจ เพื่ออันบวช หรือ ดังนี้ ฯ อ.คำ ของบิดา เป็นราวกะว่า น้ำมันอันบุคคลพึงหุงร้อยครั้ง อันบุคคลรดแล้ว บนศีรษะ ได้เป็นแล้ว เพราะความที่ (แห่งเด็กหญิง) นั้น เป็นผู้มีภพอันมีในภายหลัง; เพราะเหตุนั้น (อ.เด็กหญิงนั้น) กล่าวแล้ว กะบิดา ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ดิฉัน จักบวช ดังนี้ ฯ (อ.บิดา) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งสักการะ อันใหญ่ (แก่เด็กหญิง) นั้น นำไปแล้ว (ซึ่งเด็กหญิง) นั้น สู่ที่เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งภิกษุณี (ยังเด็กหญิงนั้น) ให้บวชแล้ว ฯ อ.วาระแห่งลูกดาล ในเรือนแห่งอุโบสถ ถึงแล้ว (แก่ภิกษุณี) นั้น ผู้บวชแล้วสิ้นกาลไม่นาน นั่นเทียว ฯ

    ก็มารดาบิดาได้ตั้งชื่อนางว่า อุบลวรรณา เพราะนางมีผิวพรรณเหมือนกลีบอุบลเขียว. ต่อมา ในกาลที่แห่งนางเจริญวัยแล้ว พระราชาและเศรษฐีทั้งหลายในสกลชมพูทวีป ส่งบรรณการไปสู่สำนักของเศรษฐีว่า "ขอเศรษฐี จงให้ธิดาแก่เรา." ชื่อว่าคนผู้ไม่ส่งบรรณาการไป มิได้มี. ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า "เราจักไม่สามารถเอาใจของคนทั้งหมดได้, แต่เราจักทำอุบายสักอย่างหนึ่ง." เศรษฐีนั้นเรียกธิดามาแล้วกล่าวว่า "แม่ เจ้าจักอาจเพื่อบวชไหม ?" คำของบิดาได้เป็นเหมือนน้ำมันที่หุงแล้วตั้ง ๑๐๐ ครั้ง อันเขารดลงบนศีรษะ เพราะความที่นางมีภพมีในที่สุด; เพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวกะบิดาว่า "พ่อ ฉันจักบวช." เศรษฐีนั้น ทำสักการะเป็นอันมากแก่นางแล้ว นำนางไปสู่สำนักนางภิกษุณี ให้บวชแล้ว. เมื่อนางบวชแล้วไม่นาน วาระรักษาลูกดาลในโรงอุโบสถถึงแล้ว.

  3. ๓

    นางตามประทีป กวาด โรงอุโบสถ ยืนนิ่งกำหนดนิมิตแห่งเปลวประทีป เพ่งพิจารณาดูบ่อยๆ ยังฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้บังเกิดแล้ว ทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลาย ฯ

    สา ทีปํ ชาเลตฺวา อุโปสถาคารํ สมฺมชฺชิตฺวา ทีปสิขาย นิมิตฺตํ คณฺหิตฺวา ฐิตาว ปุนปฺปุนํ โอโลกยมานา เตโชกสิณารมฺมณํ ฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา ตเมว ปาทกํ กตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณิ สทฺธึ ปฏิสมฺภิทาหิ เจว อภิญฺญาหิ จ.

    (อ.ภิกษุณี) นั้น ยังประทีป ให้โพลงแล้ว กวาดแล้ว ซึ่งเรือน แห่งอุโบสถ ยืน ถือเอาแล้ว ซึ่งนิมิต แห่งเปลวแห่งประทีป เทียว แลดูอยู่ บ่อย ๆ ยังฌาน มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ให้บังเกิดแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งฌานนั้นนั่นเทียว ให้เป็นเครื่องถึง บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท. ด้วยนั่นเทียว ด้วยอภิญญา ท. ด้วย ฯ

    นางตามประทีป กวาดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป แลดูแล้ว ๆ เล่า ๆ ยังฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว กระทำฌานนั้นแลให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลายแล้ว.

  4. ๔

    ฝ่ายนันทมาณพลูกของลุงของพระเถรีนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ตั้งแต่กาลที่พระเถรีนั้นยังเป็นคฤหัสถ์ ได้ยินว่าพระเถรีนั้นมาแล้ว จึงไปยังอันธวันก่อนกว่าพระเถรีจะมานั่นแหละ เข้าไปยังกระท่อมนั้น แอบอยู่ภายใต้เตียง เมื่อพระเถรีมาแล้วเข้าสู่กระท่อม ปิดประตูแล้ว พอนั่งลงบนเตียง เมื่อความมืดในคลองจักษุยังไม่ทันหายไป เพราะนางมาจาก (กลาง) แดดในภายนอก จึงออกจากภายใต้เตียง ขึ้นสู่เตียงแล้ว ถูกพระเถรีห้ามอยู่ว่า อย่าฉิบหายเสียเลย คนพาล อย่าฉิบหายเสียเลย คนพาล ได้ข่มขืนกระทำกรรมที่ตนต้องการ แล้วก็หนีไป ฯ

    สา อปเรน สมเยน ชนปทจาริกํ จริตฺวา ปจฺจาคตา อนฺธวนํ ปาวิสิ. ตทา ภิกฺขุนีนํ อรญฺญวาโส อปฺปฏิกฺขิตฺโต โหติ. อถสฺสา มนุสฺสา ตตฺถ กุฏิกํ กตฺวา มญฺจกํ ปญฺญาเปตฺวา สาณิยา ปริกฺขิปึสุ. สา สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปวิสิตฺวา นิกฺขมิ. มาตุลปุตฺโต ปนสฺสา นนฺทมาณโว คิหิกาลโต ปฏฺฐาย ปฏิพทฺธจิตฺโต ตสฺสา อาคตภาวํ สุตฺวา เถริยา อาคมนโต ปุเรตรเมว อนฺธวนํ คนฺตฺวา ตํ กุฏิกํ ปวิสิตฺวา เหฏฺฐามญฺเจ นิลีโน, เถริยา อาคนฺตฺวา กุฏิกํ ปวิสิตฺวา ทฺวารํ ปิธาย มญฺจเก นิสินฺนมตฺตาย, พหิ อาตปโต อาคตตฺตา จกฺขุปเถ อนฺธกาเร อวิคเตเยว, เหฏฺฐามญฺจโต นิกฺขมิตฺวา มญฺจกํ อภิรุยฺห “มา นสฺสิ พาล, มา นสฺสิ พาลาติ เถริยา วาริยมาโน อภิภวิตฺวา อตฺตโน ปฏฺฐิตกมฺมํ กตฺวา ปายาสิ.

    โดยสมัย อื่นอีก (อ.ภิกษุณี) นั้น เที่ยวไปแล้ว สู่ที่จาริกในชนบท กลับมาแล้ว ได้เข้าไปแล้ว สู่อันธวัน ฯ ในกาลนั้น อ.การอยู่ในป่า แห่งภิกษุณี ท. เป็นวัตร (อันพระศาสดา) ไม่ทรงห้ามแล้ว ย่อมเป็น ฯ ครั้งนั้น อ.มนุษย์ ท. กระทำแล้ว ซึ่งกระท่อม ตั้งแล้ว ซึ่งเตียง แวดล้อมแล้ว ด้วยม่าน ในป่านั้น (แก่พระเถรี) นั้น ฯ (อ.พระเถรี) นั้น เข้าไปแล้ว เพื่อบิณฑะ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ออกไปแล้ว ฯ ก็ อ.มาณพชื่อว่านันทะ ผู้เป็นบุตรแห่งลุง (ของพระเถรี) นั้น เป็นผู้มีจิตเนื่องเฉพาะแล้ว จำเดิม แต่กาลแห่งพระเถรีเป็นคฤหัสถ์ (เป็น) ฟังแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระเถรี) นั้น เป็นผู้มาแล้ว ไปแล้ว สู่อันธวัน ก่อนกว่า กว่าการมา แห่งพระเถรี นั่นเทียว เข้าไปแล้ว สู่กระท่อม นั้น แอบแล้ว ในภายใต้แห่งเตียง, ครั้นเมื่อพระเถรี เป็นผู้สักว่า มาแล้ว เข้าไปแล้ว สู่กระท่อม ปิดแล้ว ซึ่งประตู นั่งแล้ว บนเตียงน้อย (มีอยู่), ครั้นเมื่ออันธการ ในคลองแห่งจักษุ ไม่ไปปราศแล้วนั่นเทียว เพราะความที่ (แห่งพระเถรีนั้น) เป็นผู้มาแล้ว จากแดด ในภายนอก, ออกไปแล้ว จากภายใต้แห่งเตียง ขึ้นเฉพาะแล้ว สู่เตียง อันพระเถรี ห้ามอยู่ ว่า แน่ะคนพาล อ.เธอ อย่าฉิบหายแล้ว, แน่ะคนพาล อ.เธอ อย่า ฉิบหายแล้ว ดังนี้ ข่มขืนแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งกรรมอันตนปรารถนาแล้ว ได้ออกไปแล้ว ฯ

    โดยสมัยอื่น พระเถรีนั้นเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาแล้ว เข้าไปสู่อันธวัน. ในกาลนั้น พระศาสดา ยังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี. ครั้งนั้นพวกมนุษย์ ทำกระท่อมตั้งเตียงกั้นม่านไว้ในป่านั้น แก่พระเถรีนั้น. พระเถรีนั้น เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ออกมาแล้ว. ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของพระเถรีนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ตั้งแต่กาลแห่งพระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ สดับความที่พระเถรีมา จึงไปสู่อันธวันก่อนแต่พระเถรีมาทีเดียว เข้าไปสู่กระท่อมนั้น ซ่อนอยู่ภายใต้เตียง พอเมื่อพระเถรีมาแล้ว เข้าไปสู่กระท่อมปิดประตูนั่งลงบนเตียง เมื่อความมืดในคลองจักษุยังไม่ทันหาย เพราะมาจาก (กลาง) แดดในภายนอก, จึงออกมาจากภายใต้เตียง ขึ้นเตียงแล้ว ถูกพระเถรีห้ามอยู่ว่า "คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย, คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย" ข่มขืนกระทำกรรมอันตนปรารถนาแล้ว ก็หนีไป.

  5. ๕

    ครั้งนั้น ผืนแผ่นดินใหญ่ ประดุจว่าไม่สามารถจะรองรับการกระทำอันไม่ใช่ความดีของเขาไว้ได้ ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วนแล้ว ฯ

    อถสฺส อคุณํ ธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี วิย มหาปฐวี เทฺวธา ภิชฺชิ.

    ครั้งนั้น อ.แผ่นดินใหญ่ ราวกะว่า ไม่อาจอยู่ เพื่ออันทรงไว้ ซึ่งโทษมิใช่คุณ (ของมาณพ) นั้น แตกแล้ว โดยส่วนสอง ฯ

    ครั้งนั้น แผ่นดินใหญ่ประดุจว่าไม่อาจจะทรงโทษของเขาไว้ได้ แยกออกเป็น ๒ ส่วนแล้ว.

  6. ๖

    เขาถูกแผ่นดินสูบแล้วไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ฯ

    โส ปฐวึ ปวิฏฺโฐ คนฺตฺวา มหาอวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ.

    (อ.มาณพ) นั้น เข้าไปแล้ว สู่แผ่นดิน ไปแล้ว บังเกิดแล้ว ในมหาอเวจี ฯ

    เขาเข้าไปสู่แผ่นดิน ไปเกิดในอเวจีมหานรกแล้ว.

  7. ๗

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นคนพาล เมื่อจะทำกรรมอันเป็นความชั่ว ย่อมเป็นผู้ร่าเริงยินดี มีจิตใจเบิกบานกระทำ (กรรมอันเป็นความชั่วนั้น) เปรียบเสมือนคนผู้เคี้ยวกินสิ่งของที่มีรสอร่อยบางอย่าง บรรดาน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น เป็นผู้ร่าเริงยินดี ฉะนั้น
    ดังนี้แล้ว เมื่อจะสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่าคนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล ก็บาปให้ผลเมื่อใด เมื่อนั้น คนพาลย่อมประสบความทุกข์ ดังนี้ ฯ

    เถรีปิ ตมตฺถํ ภิกฺขุนีนํ อาโรเจสิ. ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ ตมตฺถํ อาโรเจสุํ. ภิกฺขู ภควโต อาโรเจสุํ. ตํ สุตฺวา สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา “ภิกฺขเว ภิกฺขุภิกฺขุนีอุปาสกอุปาสิกาสุ โย โกจิ พาโล ปาปกมฺมํ กโรนฺโต มธุสกฺขราทีสุ กญฺจิเทว มธุรรสํ ขาทมาโน ปุริโส วิย หฏฺฐปฺปหฏฺโฐ อุทคฺคุทคฺโค วิย กโรตีติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “มธุวา มญฺญตี พาโล, ยาว ปาปํ น ปจฺจติ; ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ; อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉตีติ.

    แม้ อ.พระเถรี บอกแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น แก่ภิกษุณี ท. ฯ อ.ภิกษุณี ท. บอกแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น แก่ภิกษุ ท. ฯ อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ในภิกษุและภิกษุณีและอุบาสกและอุบาสิกา ท. หนา (อ.บุคคล) คนใด คนหนึ่ง เป็นคนพาล (เป็น) เมื่อกระทำ ซึ่งกรรมอันลามก เป็นผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งร่าเริงทั่วแล้ว เป็นราวกะว่า ทั้งมีจิตไปในเบื้องบน ๆ (เป็น) ย่อมกระทำได้ ราวกะ อ.บุรุษ ผู้เคี้ยวกินอยู่ (ในรสแห่งน้ำหวาน ท.) มีน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด เป็นต้นหนา ซึ่งรสแห่งน้ำหวาน บางอย่างนั่นเทียว ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.บาป ย่อมไม่เผล็ดผล เพียงใด อ.คนพาล ย่อมสำคัญ (ซึ่งบาป) เพียงดัง น้ำหวาน (เพียงนั้น); แต่ว่า ในกาลใด อ.บาป ย่อมเผล็ดผล; ในกาลนั้น (อ.คนพาล) ย่อมเข้าถึง ซึ่งทุกข์ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระเถรี บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลายแล้ว. พวกภิกษุณี แจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. พวกภิกษุ กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค. พระศาสดา ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาล เมื่อทำกรรมลามก เป็นผู้ยินดีร่าเริง เป็นประดุจฟูขึ้น ๆ ย่อมทำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสของหวาน มีจำพวกน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น บางชนิด" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :- "คนพาล ย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้งตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล; ก็เมื่อใด บาปให้ผล; เมื่อนั้น คนพาล ย่อมประสบทุกข์."

ภาค ๓ พระสุธรรมเถระ

ภาค ๓ พระสุธรรมเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๖๘–๑๖๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระศาสดา ตรัสกะพระอานนทเถระว่า อานนท์ บ่ายวันนี้ จิตตคฤหบดี ห้อมล้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ คน จักมาไหว้เรา ฯ

    สตฺถา อานนฺทตฺเถรํ อาห “อานนฺท อชฺช วฑฺฒมานกจฺฉายาย จิตฺโต คหปติ ปญฺจหิ อุปาสกสเตหิ ปริวุโต อาคนฺตฺวา มํ วนฺทิสฺสตีติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว กะพระเถระชื่อว่าอานนท์ ว่า ดูก่อนอานนท์ ในวันนี้ อ.คฤหบดี ชื่อว่าจิตตะ ผู้อัน ร้อยแห่งอุบาสก ท. ๕ แวดล้อมแล้ว มาแล้ว จักไหว้ ซึ่งเรา (ในเวลา) มีเงาอันเจริญอยู่ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ ในเวลาบ่ายวันนี้ จิตตคฤหบดี อันอุบาสก ๕๐๐ ห้อมล้อมแล้ว จักมาไหว้เรา."

  2. ๒

    พระอานนท์กราบทูลถามว่า พระเจ้าข้า ก็ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระองค์ ปาฏิหาริย์ไร ๆ จักมีหรือ ฯ

    “กึ ปน ภนฺเต ตสฺส ตุมฺหากํ วนฺทนกาเล กิญฺจิ ปาฏิหาริยํ ภวิสฺสตีติ.

    (อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.ปาฏิหาริย์ อะไร ๆ จักมี ในกาลเป็นที่ถวายบังคม ซึ่งพระองค์ ท. (แห่งคฤหบดี) นั้น หรือ ดังนี้ ฯ

    พระอานนท์. พระเจ้าข้า ก็ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระองค์ ปาฏิหาริย์ไร ๆ จักมีหรือ ?

  3. ๓

    พระศาสดาตรัสว่า จักมี อานนท์ ฯ

    “ภวิสฺสติ อานนฺทาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนอานนท์ (อ.ปาฏิหาริย์ อะไร ๆ) จักมี ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. จักมี อานนท์.

  4. ๔

    พระอานนท์กราบทูลถามว่า ปาฏิหาริย์อะไร พระเจ้าข้า ฯ

    “กึ ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ ชื่อว่าอานนท์ ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ปาฏิหาริย์) อะไร (จักมี) ดังนี้ ฯ

    อานนท์. ปาฏิหาริย์อะไร ? พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    พระศาสดาตรัสว่า ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้นมาไหว้เรา ฝนลูกเห็บ แห่งดอกไม้ทิพย์ ๕ สี จักตกโดยถ่องแถวประมาณเพียงเข่า ในบริเวณครอบคลุมประมาณ ๘ กรีส โดยวิธีนับอย่างของหลวง ฯ

    “ตสฺส อาคนฺตฺวา มํ วนฺทนกาเล ราชมาเนน อฏฺฐกรีสมตฺเต ปเทเส ชนฺนุมตฺเตน โอธินา ปญฺจวณฺณานํ ทิพฺพปุปฺผานํ ฆนวสฺสํ วสฺสิสฺสตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า อ.ฝนลูกเห็บ แห่งดอกไม้อันเป็นทิพย์ ท. มีสี ๕ จักตก โดยถ่องแถว มีเข่า เป็นประมาณ ในประเทศ มีกรีส ๘ เป็นประมาณ โดยเครื่องนับ แห่งพระราชา ในกาลเป็นที่ มาแล้ว ไหว้ ซึ่งเรา (แห่งคฤหบดี) นั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น มาไหว้เรา ฝนลูกเห็บแห่งดอกไม้ทิพย์ มีสี ๕ สี จักตกโดยถ่องแถวประมาณเพียงเข่าในประเทศประมาณ ๘ กรีส โดยวิธีนับอย่างของหลวง.

  6. ๖

    ชาวเมือง ครั้นได้ฟังข่าวนั้นแล้ว คิดว่า ได้ข่าวว่า จิตตคฤหบดีผู้มีบุญมากอย่างนั้น จักมาถวายบังคมพระศาสดาวันนี้ เขาว่า จักมีปาฏิหาริย์ขนาดนี้ แม้พวกเรา จักได้เห็นผู้มีบุญมากนั้น ดังนี้แล้ว ได้ถือเอาเครื่องบรรณาการไปยืนอยู่ ๒ ข้างทาง ฯ

    ตํ กถํ สุตฺวา นครวาสิโน “เอวํ มหาปุญฺโญ กิร จิตฺโต นาม คหปติ อาคนฺตฺวา อชฺช สตฺถารํ วนฺทิสฺสติ, เอวรูปํ กิร ปาฏิหาริยํ ภวิสฺสติ, มยมฺปิ ตํ มหาปุญฺญํ ทฏฺฐุํ ลภิสฺสามาติ ปณฺณาการํ อาทาย มคฺคสฺส อุโภสุ ปสฺเสสุ อฏฺฐํสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในพระนครโดยปกติ ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น (คิดกันแล้ว) ว่า ได้ยินว่า อ.คฤหบดี ชื่อว่า จิตตะ ผู้มีบุญมาก อย่างนี้ มาแล้ว จักถวายบังคม ซึ่งพระศาสดา ในวันนี้, ได้ยินว่า อ.ปาฏิหาริย์ มีอย่างนี้เป็นรูป จักมี, แม้ อ.เรา ท. จักได้ เพื่ออันเห็น ซึ่งคฤหบดีผู้มีบุญมาก นั้น ดังนี้ ถือเอา ซึ่งเครื่องบรรณาการ ได้ยืนแล้ว ในข้าง ท. ทั้งสอง แห่งหนทาง ฯ

    ชาวเมือง ฟังข่าวนั้นแล้ว คิดว่า "ได้ยินว่า จิตตคฤหบดี ผู้มีบุญมากอย่างนั้น จักมาถวายบังคมพระศาสดาวันนี้, เขาว่าปาฏิหาริย์เห็นปานนี้ จักมี, แม้พวกเรา จักได้เห็นผู้มีบุญมากนั้น" ดังนี้แล้วได้ถือเอาเครื่องบรรณาการไปยืนอยู่ ๒ ข้างทาง.

  7. ๗

    ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาใกล้วิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมาถึงก่อนแล้ว ฯ

    วิหารสมีปํ อาคตกาเล ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ ปฐมํ อาคมึสุ.

    อ.ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ มาแล้ว ก่อน ในกาล (แห่งคฤหบดี) มาแล้ว สู่ที่ใกล้แห่งวิหาร ฯ

    ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาใกล้วิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมาถึงก่อน.

  8. ๘

    จิตตคฤหบดี กล่าวกะพวกอุบาสิกาว่า แม่ทั้งหลาย พวกท่านจงมาข้างหลัง ดังนี้แล้ว ตนเองห้อมล้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ คน ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ฯ

    จิตฺโต คหปติ “อมฺมา ตุมฺเห ปจฺฉโต อาคจฺฉถาติ อุปาสิกาโย วตฺวา สยํ ปญฺจหิ อุปาสกสเตหิ ปริวุโต สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ.

    อ.คฤหบดี ชื่อว่าจิตตะ กล่าวแล้ว กะอุบาสิกา ท. ว่า แน่ะแม่ ท. อ.ท่าน ท. จงมา ข้างหลัง ดังนี้ ผู้อัน ร้อยแห่งอุบาสก ท. ๕ แวดล้อมแล้ว ได้ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา เอง ฯ

    จิตตคฤหบดี กล่าวกะพวกอุบาสิกาว่า "แม้ทั้งหลาย พวกท่านจงมาข้างหลัง" แล้ว ส่วนตนอันอุบาสก ๕๐๐ แวดล้อมแล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา.

  9. ๙

    ก็คนทั้งหลายที่ยืนก็ดี ที่นั่งก็ดี ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีอยู่ตรงนี้บ้าง ตรงโน้นบ้าง ย่อมยืนไม่ไหวติงเลยใน ๒ ข้างแห่งพุทธวิถี ฯ

    พุทฺธานํ สมฺมุขฏฺฐาเน ปน ฐิตา วา นิสินฺนา วา น อิโต เอโต วา โหนฺติ, พุทฺธวีถิยา ทฺวีสุ ปสฺเสสุ นิจฺจลาว ติฏฺฐนฺติ.

    ก็ (อ.ชน ท.) ผู้ยืนแล้ว หรือ หรือว่า ผู้นั่งแล้ว ในที่มีหน้าพร้อม แห่งพระพุทธเจ้า ท. ย่อมไม่มี ข้างนี้ หรือ หรือว่า ข้างนั่น, เป็นผู้มีอันไหวออกแล้วเทียว (เป็น) ย่อมยืน ในข้าง ท. ๒ แห่งพุทธวิถี ฯ

    ก็ชนทั้งหลายผู้ยืนก็ดี นั่งก็ดี ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้มีข้างนี้หรือข้างโน้น, ย่อมยืนอยู่แน่นขนัดเทียวใน ๒ ข้างแห่งพุทธวิถี.

  10. ๑๐

    จิตตคฤหบดี หยั่งลงสู่มหาพุทธวิถีแล้ว ฯ

    จิตฺโต คหปติ มหนฺตํ พุทฺธวีถึ โอกฺกมิ.

    อ.คฤหบดี ชื่อว่าจิตตะ ก้าวลงแล้ว สู่พุทธวิถี อันใหญ่ ฯ

    จิตตคฤหบดี ก้าวลงสู่พุทธวิถีใหญ่แล้ว.

  11. ๑๑

    ที่อันพระอริยสาวกผู้บรรลุผล ๓ แลดูแลดูไป หวั่นไหวแล้ว ฯ

    ตีณิ ผลานิ ปตฺเตน อริยสาวเกน โอโลกิโตโลกิตฏฺฐานํ กมฺปิ.

    อ.ที่ อันพระอริยสาวก ผู้บรรลุแล้ว ซึ่งผล ท. ๓ ทั้งแลดูแล้ว ๆ หวั่นไหวแล้ว ฯ

    ที่อันพระอริยสาวกผู้บรรลุผล ๓ แลดู ๆ หวั่นไหวแล้ว.

  12. ๑๒

    มหาชนต่างแลดูด้วยคิดว่า เขาว่า คนนั่นคือจิตตคฤหบดี ฯ

    “เอโส กิร จิตฺโต คหปตีติ มหาชโน โอโลเกสิ.

    อ.มหาชน แลดูแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า ได้ยินว่า (อ.อุบาสก) นั่น เป็นคฤหบดี ชื่อว่าจิตตะ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    มหาชนแลดูแล้ว ด้วยคิดว่า "เขาว่า คนนั่นคือจิตตคฤหบดี."

  13. ๑๓

    จิตตคฤหบดีนั้น เข้าเฝ้าพระศาสดา เข้าไปภายในพระพุทธรังษี ๖ สี จับพระบาทพระศาสดา ที่ข้อพระบาททั้ง ๒ ถวายบังคมแล้ว ฯ

    โส สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ฉพฺพณฺณานํ พุทฺธรํสีนํ อนฺโต ปวิสิตฺวา ทฺวีสุ โคปฺผเกสุ สตฺถุ ปาเท คเหตฺวา วนฺทิ.

    (อ.คฤหบดี) นั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา เข้าไปแล้ว ในภายใน แห่งพระรัศมีของพระพุทธเจ้า ท. มีวรรณะ ๖ จับแล้ว ซึ่งพระบาท ท. ของพระศาสดา ที่ข้อพระบาท ท. ๒ ถวายบังคมแล้ว ฯ

    คฤหบดีนั้น เข้าเฝ้าพระศาสดา เข้าไปภายในพระพุทธรัศมี มีพรรณ ๖ จับพระบาทพระศาสดาที่ข้อพระบาททั้ง ๒ ถวายบังคมแล้ว.

  14. ๑๔

    ขณะนั้นเอง ฝนดอกไม้มีประการดังกล่าวมา ตกแล้ว ฯ

    ตํขณญฺเญว วุตฺตปฺปการํ ปุปฺผวสฺสํ วสฺสิ.

    ในขณะนั้นนั่นเทียว อ.ฝนแห่งดอกไม้ มีประการอันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ตกแล้ว ฯ

    ในขณะนั้นเอง ฝนดอกไม้มีประการดังกล่าวมา ตกแล้ว.

  15. ๑๕

    สาธุการพันหนึ่งเป็นไปแล้ว ฯ

    สาธุการสหสฺสานิ ปวตฺตึสุ.

    อ.พันแห่งสาธุการ ท. เป็นไปทั่วแล้ว ฯ

    สาธุการพันหนึ่งเป็นไปแล้ว.

ภาค ๓ พระสุธรรมเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๖๙–๑๗๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    คฤหบดีนั้น อยู่ในสำนักพระศาสดาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแลได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ทั้งหมด มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้นั่งในวิหารนั่นแหละ ถวายทานใหญ่แล้ว ฯ ทำภิกษุทั้งหลายแม้ที่มากับตนไว้ภายในวิหารนั่นแหละ บำรุงแล้ว ฯ ไม่ต้องหยิบอะไร ๆ ในเกวียนของตน แม้แต่วันเดียว ฯ ได้ทำกิจทุกอย่าง ด้วยบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น ฯ

    โส เอกมาสํ สตฺถุ สนฺติเก วสมาโนว สกลํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ วิหาเรเยว นิสีทาเปตฺวา มหาทานํ อทาสิ. อตฺตนา สทฺธึ อาคเตปิ อนฺโตวิหาเรเยว กตฺวา ปฏิชคฺคิ. เอกทิวสํปิ อตฺตโน สกเฏสุ กิญฺจิ คเหตพฺพํ นาโหสิ. เทวมนุสฺเสหิ อาภตปณฺณากาเรเนว สพฺพกิจฺจานิ อกาสิ.

    (อ.คฤหบดี) นั้น อยู่อยู่ ในสำนัก ของพระศาสดา สิ้นเดือนหนึ่ง เทียว ยังหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทั้งสิ้น ให้นั่งแล้ว ในวิหารนั่นเทียว ได้ถวายแล้ว ซึ่งทานใหญ่ ฯ (อ.คฤหบดี) กระทำแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) แม้ผู้มาแล้ว กับ ด้วยตน ในภายใน แห่งวิหารนั่นเทียว ปฏิบัติแล้ว ฯ (อ.วัตถุ) อะไร ๆ ในเกวียน ท. ของตน เป็นของ (อันคฤหบดี) พึงถือเอา ไม่ได้มีแล้ว แม้ในวันหนึ่ง ฯ (อ.คฤหบดี) ได้กระทำแล้ว ซึ่งกิจทั้งปวง ท. ด้วยเครื่องบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ ท. นำมาแล้วนั่นเทียว ฯ

    คฤหบดีนั้น อยู่ในสำนักพระศาสดาสิ้นเดือนหนึ่งแล ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานทั้งสิ้น ให้นั่งในวิหารนั่นแหละ ถวายทานใหญ่แล้ว. ทำภิกษุแม้ผู้มากับตนไว้ภายในวิหารนั่นแหละ บำรุงแล้ว. ไม่ต้องหยิบอะไร ๆ ในเกวียนของตน แม้สักวันหนึ่ง. ได้ทำกิจทุกอย่าง ด้วยบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น.

  2. ๒

    จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มาด้วยตั้งใจว่า จักถวายทานแด่พระองค์ ได้พักอยู่ระหว่างทางเดือนหนึ่ง เดือนหนึ่งของข้าพระองค์ล่วงไปแล้วในที่นี้ ข้าพระองค์ ไม่ได้ที่จะถือเอาอะไร ๆ ที่ข้าพระองค์นำมาเลย ได้ถวายทาน สิ้นกาลเท่านี้ ด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น แม้ถ้าข้าพระองค์นั้น จักอยู่ในที่นี้เป็นปีก็จักไม่ได้ที่จะถวายไทยธรรมของข้าพระองค์แน่แท้ ข้าพระองค์ปรารถนาจักถ่ายเกวียนแล้วไป ขอพระองค์จงโปรดให้บอกที่สำหรับเก็บแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

    โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต อหํ `ตุมฺหากํ ทานํ ทสฺสามีติ อาคจฺฉนฺโต มาสํ อนฺตรามคฺเค อโหสึ, อิธ เม มาโส วีติวตฺโต, มยา อาภตํ กิญฺจิ คเหตุํ น ลภามิ, เอตฺตกํ กาลํ เทวมนุสฺเสหิ อาภตปณฺณากาเรเนว ทานํ อทาสึ, โสหํ สเจปิ อิธ สํวจฺฉรํ วสิสฺสามิ, เนว มม เทยฺยธมฺมํ ทาตุํ ลภิสฺสามิ, สกฏานิ โอตาเรตฺวา คนฺตุํ อิจฺฉามิ, ปฏิสามนฏฺฐานํ เม อาโรจาเปถาติ.

    (อ.คฤหบดี) นั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ มาอยู่ (ด้วยความหวัง) ว่า อ.ข้าพระองค์ จักถวาย ซึ่งทาน แก่พระองค์ ท. ดังนี้ ได้มีแล้ว ในระหว่างแห่งหนทาง ตลอดเดือน, อ.เดือน ของข้าพระองค์ เป็นไป ล่วงวิเศษแล้ว ในที่นี้, อ.ข้าพระองค์ ย่อมไม่ได้ เพื่ออันถือเอา (ซึ่งวัตถุ) อะไร ๆ อันข้าพระองค์ นำมาแล้ว, อ.ข้าพระองค์ ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน ด้วยเครื่องบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ ท. นำมาแล้วนั่นเทียว ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้, แม้ถ้าว่า อ.ข้าพระองค์นั้น จักอยู่ ในที่นี้ ตลอดปีหนึ่งไซร้, อ.ข้าพระองค์นั้น จักได้ เพื่ออันถวาย ซึ่งไทยธรรม ของข้าพระองค์ หามิได้นั่นเทียว, อ.ข้าพระองค์ ย่อมปรารถนา เพื่ออัน ยังเกวียน ท. ให้ข้ามลงแล้ว ไป, อ.พระองค์ ท. ขอจงทรง (ยังบุคคล) ให้บอก ซึ่งที่เป็นที่เก็บงำ แก่ข้าพระองค์ เถิด ดังนี้ ฯ

    จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ มาด้วยตั้งใจว่า 'จักถวายทานแด่พระองค์ ได้พักอยู่ในระหว่างทางเดือนหนึ่ง, เดือนหนึ่งของข้าพระองค์ล่วงไปแล้ว ในที่นี้, ข้าพระองค์ ไม่ได้เพื่อจะถือเอาของอะไร ๆ ที่ข้าพระองค์นำมาเลย, ได้ถวายทาน สิ้นกาลเท่านี้ ด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น, แม้ถ้าข้าพระองค์นั้น จักอยู่ในที่นี้สิ้นปีหนึ่ง, ก็จักไม่ได้เพื่อจะถวายไทยธรรมของข้าพระองค์แน่แท้, ข้าพระองค์ ปรารถนาจักถ่ายเกวียนแล้วไป, ขอพระองค์ จงโปรดให้บอกที่สำหรับเก็บแก่ข้าพระองค์เถิด."

  3. ๓

    พระศาสดา ตรัสกะพระอานนทเถระว่า อานนท์ เธอจงให้จัดทำที่แห่งหนึ่งให้ว่างแล้ว ให้แก่อุบาสก ฯ

    สตฺถา อานนฺทตฺเถรํ อาห “อานนฺท อุปาสกสฺส เอกํ ปเทสํ ตุจฺฉํ กาเรตฺวา เทหีติ.

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว กะพระเถระ ชื่อว่าอานนท์ ว่า ดูก่อนอานนท์ อ.เธอ (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งประเทศ แห่งหนึ่ง ให้เป็นสภาพว่าง จงให้ แก่อุบาสก เถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เธอจงให้จัดที่แห่งหนึ่งให้ว่าง ให้แก่อุบาสก."

  4. ๔

    พระเถระ ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    เถโร ตถา อกาสิ.

    อ.พระเถระ ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    พระเถระ ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.

  5. ๕

    ได้ยินว่า พระศาสดา ทรงอนุญาตกัปปิยภูมิแก่จิตตคฤหบดีแล้ว ฯ

    กปฺปิยภูมิ กิร จิตฺตสฺส คหปติโน อนุญฺญาตา.

    ได้ยินว่า อ.กัปปิยภูมิ (อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงอนุญาตแล้ว แก่คฤหบดี ชื่อว่าจิตตะ ฯ

    ได้ยินว่า พระศาสดา ทรงอนุญาตกัปปิยภูมิแก่จิตตคฤหบดีแล้ว.

  6. ๖

    ฝ่ายอุบาสกกับคน ๓,๐๐๐ ซึ่งมาพร้อมกับตน เดินทางกลับด้วยเกวียนเปล่าแล้ว ฯ

    อุปาสโกปิ อตฺตนา สทฺธึ อาคเตหิ ตีหิ ชนสหสฺเสหิ สทฺธึ ตุจฺฉสกเฏหิ ปุน มคฺคํ ปฏิปชฺชิ.

    แม้ อ.อุบาสก ดำเนินไปแล้ว สู่หนทาง อีก ด้วยเกวียนอันเปล่า ท. กับ ด้วยพันแห่งชน ท. ๓ ผู้มาแล้ว กับ ด้วยตน ฯ

    ฝ่ายอุบาสกกับชน ๓ พัน ซึ่งมาพร้อมกับตน เดินทางกลับด้วยเกวียนเปล่าแล้ว.

  7. ๗

    พวกเทวดาและมนุษย์ ลุกขึ้นแล้ว กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า ท่านทำกิจคือการไปด้วยเกวียนว่าง ดังนี้แล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยแก้ว ๗ ประการ ฯ

    เทวมนุสฺสา อุฏฺฐาย “อยฺย ตยา ตุจฺฉสกเฏหิ คมนกมฺมํ กตนฺติ สตฺตหิ รตเนหิ สกฏานิ ปูรยึสุ.

    อ.เทวดาและมนุษย์ ท. ลุกขึ้นแล้ว (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ.กรรมคือการไป ด้วยเกวียนอันเปล่า ท. อันท่าน กระทำแล้ว ดังนี้ ยังเกวียน ท. ให้เต็มแล้ว ด้วยรัตนะ ท. ๗, ฯ

    พวกเทวดาและมนุษย์ ลุกขึ้นแล้ว กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้า ท่านทำกรรมคือการเดินไปด้วยเกวียนเปล่า" ดังนี้แล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ.

  8. ๘

    คฤหบดีนั้น บำรุงมหาชนด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์นำมาเพื่อตน ได้ไปแล้ว ฯ

    โส อตฺตโน อาภตปณฺณากาเรหิ มหาชนํ ปฏิชคฺคนฺโต อคมาสิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น ปฏิบัติอยู่ ซึ่งมหาชน ด้วยเครื่องบรรณาการ (อันเทวดาและมนุษย์ ท.) นำมาแล้ว ท. เพื่อตน ได้ไปแล้ว ฯ

    คฤหบดีนั้น ได้บำรุงมหาชนด้วยบรรณาการอันเขานำมาเพื่อตน ไปแล้ว.

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๐ ข้อ ๑ หน้า ๑๗๔–๑๗๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ทานที่บุคคลให้ในเวลาตกยาก ย่อมให้ผู้ให้ร่ำเริงเกินที่จะเปรียบได้ เพราะเหตุนั้น แม้พราหมณ์ ก็ให้ทานนั้นแล้ว จิตเลื่อมใสเกิดโสมนัส ได้กระทำความเยื่อใยมีประมาณเป็นที่ยิ่งในพระเถระ

    ทุคฺคตกาเล ทินฺนทานํ ปน อติวิย หาเสตีติ พฺราหฺมโณปิ ตํ ทานํ ทตฺวา ปสนฺนจิตฺโต โสมนสฺสชาโต เถเร อธิมตฺตสิเนหมกาสิ.

    ก็ อ.ทานอันบุคคลให้แล้ว ในกาลแห่งตนเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยาก (ยังบุคคล) ย่อมให้ร่าเริง เกินเปรียบ เพราะเหตุนั้น แม้ อ.พราหมณ์ ถวายแล้ว ซึ่งทาน นั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ผู้มีความโสมนัส เกิดแล้ว ได้กระทำแล้ว ซึ่งความรักมีประมาณยิ่ง ในพระเถระ ฯ

    ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัสแล้ว ได้ทำความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ.

  2. ๒

    เขากระทำกาละด้วยความเยื่อใยในพระเถระนั่นเอง จึงถือปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐากพระเถระ ฯ

    โส เถเร สิเนเหเนว กาลํ กตฺวา สาวตฺถิยํ เถรสฺส อุปฏฺฐากกุเล ปฏิสนฺธึ คณฺหิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ด้วยความรัก ในพระเถระ นั่นเทียว ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในตระกูลแห่งอุปัฏฐาก ของพระเถระ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ฯ

    ด้วยความสิเนหาในพระเถระนั่นแล พราหมณ์นั้น ทำกาละแล้ว ถือปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี.

  3. ๓

    ก็ ในขณะนั้นเอง มารดาเขาบอกสามีว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ตั้งในท้องของฉันแล้ว ฯ

    ตํขณญฺเญว ปนสฺส มาตา “กุจฺฉิยํ เม คพฺโภ ปติฏฺฐิโตติ สามิกสฺส อาโรเจสิ.

    ก็ ในขณะนั้นนั่นเทียว อ.มารดา (ของเด็ก) นั้น บอกแล้ว แก่สามี ว่า อ.สัตว์ ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในท้อง ของดิฉัน ดังนี้ ฯ

    ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขา บอกแก่สามีว่า "สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งในท้องของฉัน."

  4. ๔

    สามีนั้นได้ให้การบริหารครรภ์แก่นาง ฯ

    โส ตสฺสา คพฺภปริหารํ อทาสิ.

    (อ.สามี) นั้น ได้ให้แล้ว ซึ่งวัตถุ เป็นเครื่องบริหารซึ่งครรภ์ (แก่หญิง) นั้น ฯ

    สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว.

  5. ๕

    เมื่อนางเว้นการบริโภคของที่ร้อนจัดเย็นจัดและเปรี้ยวจัดเป็นต้น บริหารครรภ์ด้วยความสบาย เกิดความแพ้ท้องเห็นปานนี้ขึ้นว่า โอหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นหัวหน้า ให้นั่งในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือด้วยนมสดที่ไม่เจือปนแล้วแม้ตนเองก็พึงนุ่งห่มผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาดแล้วถือขันทองนั่ง ในที่สุดอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสที่เป็นเดน ของพวกภิกษุมีประมาณเท่านี้ ฯ

    ตสฺสา อจฺจุณฺหอติสีตอติอมฺพิลาทิปริโภคํ วชฺเชตฺวา สุเขน คพฺภํ ปริหรมานาย เอวรูโป โทหโฬ อุปฺปชฺชิ “อโห วตาหํ สารีปุตฺตตฺเถรปฺปมุขานิ ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ นิมนฺเตตฺวา เคเห นิสีทาเปตฺวา อสมฺภินฺนขีรปายาสํ ทตฺวา สยมฺปิ กาสาววตฺถานิ ปริทหิตฺวา สุวณฺณสรกํ อาทาย อาสนปริยนฺเต นิสีทิตฺวา เอตฺตกานํ ภิกฺขูนํ อุจฺฉิฏฺฐปายาสํ ปริภุญฺเชยฺยนฺติ.

    (เมื่อหญิง) นั้น เว้นแล้ว ซึ่งการบริโภคซึ่งวัตถุมีวัตถุอันร้อนยิ่ง และวัตถุอันเย็นยิ่งและวัตถุอันเปรี้ยวยิ่งเป็นต้น บริหารอยู่ ซึ่งครรภ์ ด้วยความสบาย อ.ความแพ้ท้อง มีอย่างนี้เป็นรูป เกิดขึ้นแล้ว ว่า โอ ! หนอ อ.เรา นิมนต์แล้ว ซึ่งร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ มีพระเถระชื่อว่า สารีบุตรเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ในเรือน ถวายแล้ว ซึ่งข้าวปายาส อันเจือด้วยน้ำนมอันไม่เจือปนแล้ว นุ่งห่มแล้ว ซึ่งผ้ากาสาวะ ท. แม้เอง ถือเอา ซึ่งขันอันเป็นวิการแห่งทอง นั่งแล้ว ในที่สุดรอบแห่งอาสนะ พึงบริโภค ซึ่งข้าวปายาสอันเป็นเดน ของภิกษุ ท. มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ฯ

    สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว. เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นนักและเปรี้ยวนักเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้."

  6. ๖

    ดังได้ยินมา ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดของนาง ได้เป็นบุรพนิมิตแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา ของลูกชายในท้อง ฯ

    ตสฺสา กิร โส กาสายวตฺถปริทหนโทหโฬ กุจฺฉิยํ ปุตฺตสฺส พุทฺธสาสเน ปพฺพชฺชาย ปุพฺพนิมิตฺตํ อโหสิ.

    ได้ยินว่า อ.ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มซึ่งผ้าอันบุคคล ย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด นั้น (ของหญิง) นั้น เป็นบุรพนิมิต แห่งการบวช ในพระพุทธศาสนา แห่งลูกชาย ในท้อง ได้เป็นแล้ว ฯ

    ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็นบุรพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง.

  7. ๗

    ครั้งนั้น พวกญาติของนางก็คิดว่า ความแพ้ท้องแห่งธิดาของพวกเราประกอบด้วยธรรมจึงได้ถวายข้าวปายาสเจือด้วยนมสดที่ไม่เจือปน แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป กระทำพระสารีบุตรเถระให้เป็นสังฆเถระ ฯ

    อถสฺสา ญาตกา “ธมฺมิโก โน ธีตาย โทหโฬติ สารีปุตฺตตฺเถรํ สงฺฆตฺเถรํ กตฺวา ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ อสมฺภินฺนขีรปายาสํ อทํสุ.

    ครั้งนั้น อ.ญาติ ท. (ของหญิง) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ความแพ้ท้อง แห่งธิดา ของเรา ท. เป็นสภาพประกอบแล้วในธรรม (ย่อมเป็น) ดังนี้ ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวปายาสอันเจือด้วยน้ำนมอันไม่เจือปนแล้ว แก่ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ กระทำ ซึ่งพระเถระชื่อว่าสารีบุตร ให้เป็น พระเถระในสงฆ์ ฯ

    ลำดับนั้น พวกญาติของนาง คิดว่า "ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วยธรรม" ดังนี้แล้ว จึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทำพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ.

  8. ๘

    แม้นางก็นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดอาสนะ บริโภคข้าวปายาสที่เป็นเดนแล้ว ฯ

    สาปิ เอกํ กาสาวํ นิวาเสตฺวา เอกํ ปารุปิตฺวา สุวณฺณสรกํ คเหตฺวา อาสนปริยนฺเต นิสินฺนา อุจฺฉิฏฺฐปายาสํ ปริภุญฺชิ.

    (อ.หญิง) แม้นั้น นุ่งแล้ว ซึ่งผ้ากาสาวะ ผืนหนึ่ง ห่มแล้ว ซึ่งผ้ากาสาวะ ผืนหนึ่ง ถือเอา ซึ่งขันอันเป็นวิการแห่งทอง นั่งแล้ว ในที่สุดรอบแห่งอาสนะ บริโภคแล้ว ซึ่งข้าวปายาสอันเป็นเดน ฯ

    แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ บริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดน (ของภิกษุ).

  9. ๙

    ความแพ้ท้องสงบระงับแล้ว ฯ

    โทหโฬ ปฏิปฺปสฺสมฺภิ.

    อ.ความแพ้ท้อง ระงับเฉพาะแล้ว ฯ

    ความแพ้ท้องสงบแล้ว.

  10. ๑๐

    ในมงคลที่พวกญาติกระทำในระหว่าง ๆ แก่นางจนกว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์จะคลอดก็ดีในมงคล ที่พวกญาติกระทำแก่นางผู้คลอดบุตรแล้วโดยสิบเดือนล่วงไปก็ดีพวกญาติได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยนั่นแล แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นหัวหน้า ฯ

    ตสฺสา ยาว คพฺภวุฏฺฐานา อนฺตรนฺตรา กตมงฺคเลสุปิ ทสมาสจฺจเยน ปุตฺตํ วิชาตาย กตมงฺคเลสุปิ สารีปุตฺตตฺเถรปฺปมุขานํ ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ อปฺโปทกมธุปายาสเมว อทํสุ.

    (อ.ญาติ ท.) ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวมธุปายาสมีน้ำอันน้อย นั่นเทียว แก่ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ มีพระเถระชื่อว่าสารีบุตร เป็นประมุข แม้ในมงคล (อันญาติ ท.) กระทำแล้ว ในระหว่าง ๆ (แก่หญิง) นั้น เพียงใด แต่อันออกแห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ แม้ในมงคล (อันญาติ ท.) กระทำแล้ว ท. (แก่หญิงนั้น) ผู้คลอดแล้ว ซึ่งบุตร โดยอันล่วงไปแห่งเดือน ๑๐ ฯ

    ในมงคลอันเขากระทำแล้วในระหว่าง ๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขากระทำแล้วแก่นางผู้คลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาส มีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน เหมือนกัน.

  11. ๑๑

    ได้ยินว่า นั่นเป็นผลเครื่องไหลออกแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายในเวลาที่เป็นพราหมณ์ในปางก่อน ฯ

    ปุพฺเพ กิเรส ทารเกน พฺราหฺมณกาเล ทินฺนปายาสสฺส นิสฺสนฺโท.

    ได้ยินว่า อ.วิบากนั่น เป็นวิบากเป็นเครื่องไหลออก แห่งข้าวปายาส (อันเด็ก) ถวายแล้ว ในกาลแห่งตนเป็นพราหมณ์ ในกาลก่อน (ย่อมเป็น) ฯ

    ได้ยินว่า นี่เป็นผลแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้ว ในเวลาที่ตนเป็นพราหมณ์ในกาลก่อน.

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๐ ข้อ ๒ หน้า ๑๗๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ในวันมงคลทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ประดับแล้ว ให้นอนเบื้องบนผ้าขนสัตว์มีราคาแสนหนึ่งบนที่นอนประกอบด้วยสิริ ฯ

    ชาตมงฺคลทิวเส ปน ตํ ทารกํ ปาโตว นหาเปตฺวา มณฺเฑตฺวา สิริสยเน สตสหสฺสคฺฆนิกสฺส กมฺพลสฺส อุปริ นิปชฺชาเปสุํ.

    ก็ ในวันอันเป็นมงคลแห่งเด็กเกิดแล้ว (อ.ญาติ ท.) ยังเด็กนั้น ให้อาบแล้ว ในเวลาเช้าเทียว ประดับแล้ว (ยังเด็ก) ให้นอนแล้ว ในเบื้องบน แห่งผ้าขนสัตว์ มีราคาแสนหนึ่ง บนที่เป็นที่นอนอันประกอบแล้วด้วยสิริ ฯ

    ก็ในวันมงคลที่พวกญาติกระทำในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับแล้ว ให้นอนเบื้องบนผ้ากัมพลมีค่าแสนหนึ่งบนที่นอนอันมีสิริ.

  2. ๒

    ทารกนั้นนอน บนที่นอนนั้นเอง แลดูพระเถระแล้วคิดว่า ท่านผู้นี้ เป็นอาจารย์เก่าก่อนของเรา สมบัตินี้ เราได้มาเพราะอาศัยท่านผู้นั้น ควรที่เราจะกระทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ เมื่อถูกพวกญาตินำมาเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท จึงเอานิ้วก้อยพันผ้าขนสัตว์นั้นยึดไว้ ฯ

    โส ตตฺถ นิปนฺนโกว เถรํ โอโลเกตฺวา “อยํ เม ปุพฺพาจริโย, มยา เอตํ นิสฺสาย อยํ สมฺปตฺติ ลทฺธา, มยา อิมสฺส เอกํ ปริจฺจาคํ กาตุํ วฏฺฏตีติ สิกฺขาปทคฺคหณตฺถาย นียมาโน ตํ กมฺพลํ จูฬงฺคุลิยา เวเฐตฺวา อคฺคเหสิ.

    (อ.เด็ก) นั้น ผู้นอนแล้ว บนที่เป็นที่นอนนั้น เทียว แลดูแล้ว ซึ่งพระเถระ (คิดแล้ว) ว่า (อ.พระเถระ) นี้ เป็นอาจารย์ในกาลก่อน ของเรา (ย่อมเป็น), อ.สมบัติ นี้ อันเรา ได้แล้ว เพราะอาศัย (ซึ่งพระเถระ) นั่น, อ.อัน อันเรา กระทำ ซึ่งการบริจาค อย่างหนึ่ง (แก่พระเถระ) นี้ ย่อมควร ดังนี้ (อันญาติ ท.) นำไปอยู่ เพื่อประโยชน์ แก่การรับซึ่งสิกขาบท พันแล้ว ซึ่งผ้าขนสัตว์ นั้น ด้วยนิ้วก้อย ได้ยึดไว้แล้ว ฯ

    ทารกนั้น นอนอยู่บนผ้ากัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้ว คิดว่า "พระเถระนี้ เป็นบุรพาจารย์ของเรา, เราได้สมบัตินี้ เพราะอาศัยพระเถระนี้, การที่เราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ ควร" อันญาตินำไปเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้าก้มพลนั้นยึดไว้.

  3. ๓

    ครั้งนั้น พวกญาติของทารกนั้นคิดว่า ผ้าขนสัตว์คล้องที่นิ้วมือ จึงเริ่มจะนำ ออก ฯ

    อถสฺส “องฺคุลิยา กมฺพโล ลคฺโคติ หริตุํ อารภึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.ญาติ ท.) (ของเด็ก) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.ผ้าขนสัตว์ คล้องแล้ว ที่นิ้วมือ ดังนี้ เริ่มแล้ว เพื่ออันนำไป ฯ

    ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารกนั้น คิดว่า "ผ้ากัมพลคล้องที่นิ้วมือแล้ว" จึงปรารภจะนำออก.

  4. ๔

    ทารกนั้นร้องไห้แล้ว ฯ

    โส ปโรทิ.

    (อ.เด็ก) นั้น ร้องไห้ทั่วแล้ว ฯ

    ทารกนั้น ร้องไห้แล้ว.

  5. ๕

    พวกญาติพูดว่า พวกท่านจงหลีกไป อย่าให้ทารกร้องไห้ นำมาพร้อมกับผ้าขนสัตว์นั่นเอง ฯ

    ญาตกา “อเปถ, มา ทารกํ โรทาเปถาติ กมฺพเลเนว สทฺธึ อานยึสุ.

    อ.ญาติ ท. (กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. จงหลีกไป, (อ.ท่าน ท.) จงอย่ายังเด็กให้ร้องไห้ ดังนี้ นำมาแล้ว กับ ด้วยผ้าขนสัตว์นั่นเทียว ฯ

    พวกญาติ กล่าวว่า "ขอพวกท่านจงหลีกไปเถิด, ท่านทั้งหลายอย่ายังทารกให้ร้องไห้เลย" ดังนี้แล้ว จึงนำไปพร้อมกับผ้ากัมพลนั่นแล.

  6. ๖

    ทารกนั้น ชักนิ้วมือออกจากผ้าขนสัตว์ในเวลาไหว้ พระเถระ ให้ผ้าขนสัตว์ตกลงที่ใกล้เท้าพระเถระ ฯ

    โส เถรํ วนฺทนกาเล กมฺพลโต องฺคุลึ อปกฺกฑฺฒิตฺวา กมฺพลํ เถรสฺส ปาทมูเล ปาเตสิ.

    (อ.เด็ก) นั้น ชักออกแล้ว ซึ่งนิ้วมือ จากผ้าขนสัตว์ ในกาลเป็นที่ไหว้ ซึ่งพระเถระ ยังผ้าขนสัตว์ ให้ตกไปแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ของพระเถระ ฯ

    ในเวลาไหว้พระเถระ ทารกนั้น ชักนิ้วมีออกจากผ้ากัมพล ให้ผ้ากัมพลตกลง ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ.

  7. ๗

    ลำดับนั้นพวกญาติไม่พูดว่า สิ่งนี้ เด็กอ่อนกระทำไปเพราะไม่รู้ (กลับ) พูดว่า สิ่งที่ลูกพวกกระผมให้แล้ว ของจงเป็นสิ่งที่ เขาบริจาคแล้วทีเดียวเถิด ท่านผู้เจริญ แล้วกล่าว (ต่อไป) ว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดให้สิกขาบทแก่ทาสของพระคุณเจ้า ผู้กระทำการบูชา ด้วยผ้าขนสัตว์มีราคาถึงแสนหนึ่ง นั่นเทียวเถิด ฯ

    อถ ญาตกา “ทหเรน กุมาเรน อชานิตฺวา กตนฺติ อวตฺวา “ปุตฺเตน โน ทินฺนํ ปริจฺจตฺตเมว โหตุ ภนฺเตติ วตฺวา “ ภนฺเต สตสหสฺสคฺฆนิเกน กมฺพเลเนว ปูชาการกสฺส ตุมฺหากํ ทาสสฺส สิกฺขาปทานิ เทถาติ อาหํสุ.

    ครั้งนั้น อ.ญาติ ท. ไม่กล่าวแล้ว ว่า (อ.กรรมนี้) อันเด็ก ผู้อ่อน กระทำแล้ว เพราะไม่รู้ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.วัตถุ) อันลูกชาย ของกระผม ท. ถวายแล้ว เป็นของ (อันลูกชายนั้น) บริจาคแล้วนั่นเทียว จงเป็นเถิด ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ขอจงให้ ซึ่งสิกขาบท ท. แก่ทาส ของท่าน ผู้กระทำซึ่งการบูชา ด้วยผ้าขนสัตว์ มีราคา แสนหนึ่ง นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า "เด็กเล็กไม่รู้กระทำแล้ว" กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบริจาคแล้วทีเดียว" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้า จงให้สิกขาบทแก่ทาสของท่าน ผู้ทำการบูชาด้วยผ้ากัมพลนั่นแหละ อันมีราคาแสนหนึ่ง."

  8. ๘

    พระเถระถามว่า ทารกนี้ชื่ออะไร ฯ

    “โก นามายํ ทารโกติ.

    (อ.พระเถระ ถามแล้ว) ว่า อ.เด็ก นี้ ชื่อ อะไร ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. เด็กนี้ชื่ออะไร ?

  9. ๙

    พวกญาติตอบว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อ เหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ฯ

    “ภนฺเต อยฺเยน สมานนามโกติ.

    (อ.ญาติ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.เด็กนี้ ) เป็นผู้มีชื่ออันเสมอ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า (จงเป็น) ดังนี้ ฯ

    พวกญาติ. ชื่อเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ขอรับ.

  10. ๑๐

    พระเถระกล่าวว่า ทารกนี้ จักชื่อว่าติสสะ ฯ

    “ติสฺโส นาเมส ภวิสฺสตีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เด็ก) นั่น เป็นผู้ชื่อว่า ติสสะ จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. นี่จักชื่อ ติสสะ.

  11. ๑๑

    ได้ยินว่า พระเถระ ได้มีนามว่าอุปติสสมาณพ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ฯ

    เถโร กิร คิหิกาเล อุปติสฺสมาณโว นาม อโหสิ.

    ได้ยินว่า อ.พระเถระ เป็นผู้ชื่อว่า อุปติสสมาณพ ได้เป็นแล้ว ในกาล (แห่งตน) เป็นคฤหัสถ์ ฯ

    ได้ยินว่า พระเถระ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่า อุปติสสมาณพ.

  12. ๑๒

    แม้มารดาของทารกนั้นก็คิดว่า เราไม่ พึงทำลายอัธยาศัยของลูก ดังนี้ ฯ

    มาตาปิสฺส จินฺเตสิ “น มยา ปุตฺตสฺส อชฺฌาสโย ภินฺทิตพฺโพติ.

    แม้ อ.มารดา ของเด็กนั้น คิดแล้ว ว่า อ.อัธยาศัย ของลูกชาย อันเรา ไม่พึงทำลาย ดังนี้ ฯ

    แม้มารดาของเด็กนั้น ก็คิดว่า "เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของบุตร."

  13. ๑๓

    พวกญาติครั้นกระทำมงคลขนานนามทารกอย่างนี้ แล้ว ในมงคลคือบริโภคอาหารของทารกนั้นอีกก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของทารกนั้น อีกก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของทารกนั้นอีกก็ดี ในมงคลคือการโกนจุกของทารกนั้น อีกก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยนั่นแล แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระ เป็นหัวหน้า ฯ

    เอวํ ทารกสฺส นามกรณมงฺคลํ กตฺวา ปุน ตสฺส อาหารปริโภคมงฺคเลปิ ปุน ตสฺส กณฺณวิชฺฌนมงฺคเลปิ ทุสฺสคฺคหณมงฺคเลปิ จูฬากรณมงฺคเลปิ สารีปุตฺตตฺเถรปฺปมุขานํ ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ อปฺโปทกมธุปายาสเมว อทํสุ.

    (อ.ญาติ ท.) ครั้นกระทำแล้ว ซึ่งมงคลคือการกระทำซึ่งชื่อ แก่เด็ก อย่างนี้ ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวมธุปายาสมีน้ำอันน้อยนั่นเทียว แก่ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ มีพระเถระชื่อว่าสารีบุตร เป็นประมุข แม้ในมงคลคือการบริโภคซึ่งอาหาร (แห่งเด็ก) นั้น อีก แม้ในมงคล คือการเจาะซึ่งหู (แห่งเด็ก) นั้น อีก แม้ในมงคลคือการนุ่งซึ่งผ้า (แห่งเด็กนั้น อีก) แม้ในมงคลคือการกระทำซึ่งจุก (แห่งเด็กนั้น อีก) ฯ

    พวกญาติ ครั้นกระทำมงคลคือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้นแล้ว ในมงคลคือบริโภคอาหารของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการโกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน.

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๗๖–๑๗๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เด็กเจริญวัยแล้วบอกแม่ในเวลามีอายุได้ ๗ ขวบว่า แม่ ฉันจักบวชในสำนักพระเถระ ฯ

    ทารโก วุฑฺฒิมนฺวาย สตฺตวสฺสิกกาเล มาตรํ อาห “ อมฺม เถรสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ.

    อ.เด็ก อาศัยแล้ว ซึ่งความเจริญ กล่าวแล้ว กะมารดา ในกาล แห่งตนมีกาลฝน ๗ ว่า ข้าแต่แม่ อ.กระผม จักบวช ในสำนัก ของพระเถระ ดังนี้ ฯ

    เด็กเจริญวัยแล้ว กล่าวกะมารดา ในเวลามีอายุ ๗ ขวบว่า "แม่ ฉันจักบวชในสำนักของพระเถระ."

  2. ๒

    แม่นั้น รับว่า ดีจริง ลูก เมื่อก่อน แม่ได้หมายใจไว้แล้วว่า อัธยาศัยของลูกเรา (แม่) ไม่ควรทำลาย บวชเถิด ลูกน้อย (ของแม่) ดังนี้แล้ว จัดให้คนไปนิมนต์พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระผู้มาแล้ว เอื้อนเอ่ยว่า พระคุณเจ้าข้า ทาสของท่านเอ่ยปากว่า จักบวช เย็นนี้ พวกดิฉันจักนำพาทาสของท่านคนนี้ไปวัด ส่งพระเถระแล้ว ตกเย็นพาลูกชายไปวัดด้วยสักการะและสัมมานะใหญ่โตแล้วมอบถวาย(ตัว)แก่พระเถระ ฯ

    สา “สาธุ ตาต, ปุพฺเพวาหํ `น มยา ปุตฺตสฺส อชฺฌาสโย ภินฺทิตพฺโพติ มนํ อกาสึ, ปพฺพช ปุตฺตกาติ เถรํ นิมนฺตาเปตฺวา ตสฺส อาคตสฺส ภิกฺขํ ทตฺวา “ภนฺเต ตุมฺหากํ ทาโส `ปพฺพชิสฺสามีติ วทติ, อิมํ อาทาย สายํ วิหารํ คมิสฺสามาติ เถรํ อุยฺโยเชตฺวา สายณฺหสมเย มหนฺเตน สกฺการสมฺมาเนน ปุตฺตมาทาย วิหารํ คนฺตฺวา เถรสฺส นิยฺยาเทสิ.

    (อ.มารดา) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.ดีละ, ในกาลก่อนเทียว อ.เรา ได้กระทำแล้ว ซึ่งใจ ว่า อ.อัธยาศัย ของบุตร อันเรา ไม่พึงทำลาย ดังนี้, แน่ะลูก อ.เจ้า จงบวชเถิด ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้นิมนต์แล้ว ซึ่งพระเถระ ถวายแล้ว ซึ่งภิกษา แก่พระเถระ นั้น ผู้มาแล้ว (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ทาส ของท่าน ย่อมกล่าว ว่า อ.กระผม จักบวช ดังนี้, อ.เรา ท. พาเอา (ซึ่งเด็ก) นี้ จักไป สู่วิหาร ในเวลาเย็น ดังนี้ ส่งไปแล้ว ซึ่งพระเถระ พาเอา ซึ่งบุตร ไปแล้ว สู่วิหาร ด้วยสักการะและสัมมานะ อันใหญ่ ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน มอบถวายแล้ว แก่พระเถระ ฯ

    มารดานั้น รับว่า "ดีละ ลูก, เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้ว่า 'เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของลูก,' เจ้าจงบวชเถิด ลูก" ดังนี้แล้ว ให้คนนิมนต์พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระนั้นผู้มาแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ทาสของท่านกล่าวว่า 'จักบวช,' พวกดิฉันจักพาทาสของท่านนี้ไปสู่วิหารในเวลาเย็น" ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลาเย็นพาบุตรไปสู่วิหารด้วยสักการะ และสัมมานะเป็นอันมาก แล้วก็มอบถวายพระเถระ.

  3. ๓

    พระเถระพูดกับเด็กนั้นว่า ติสสะ ขึ้นชื่อว่าการบวช เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เมื่ออยากได้ของร้อน กลับได้ของเย็น เมื่ออยากได้ของเย็น (กลายเป็น)ได้ของร้อน ขึ้นชื่อว่านักบวชทั้งหลาย เป็นอยู่ลำบาก และเธอเสวยสุขมาแล้ว ฯ

    เถโร เตน สทฺธึ กเถสิ “ติสฺส ปพฺพชฺชา นาม ทุกฺกรา, อพฺภุณฺเหน อตฺเถ สติ, สีตลํ ลภติ, สีตเลน อตฺเถ สติ, อพฺภุณฺหํ ลภติ, ปพฺพชิตา นาม กิจฺเฉน ชีวนฺติ, ตฺวญฺจ สุเขธิโตติ.

    อ.พระเถระ กล่าวแล้ว กับ (ด้วยเด็ก) นั้น ว่า แน่ะติสสะ ชื่อ อ.การบวช เป็นกิริยาอันบุคคลกระทำได้โดยยาก (ย่อมเป็น), ครั้นเมื่อ ความต้องการ ด้วยของอันร้อนยิ่ง มีอยู่, (อ.บรรพชิต) ย่อมได้ ซึ่งของอันเย็น, ครั้นเมื่อ ความต้องการ ด้วยของอันเย็น มีอยู่ (อ.บรรพชิต) ย่อมได้ ซึ่งของอันร้อนยิ่ง, ชื่อ อ.บรรพชิต ท. ย่อมเป็นอยู่ โดยยาก, ก็ อ.เธอ เป็นผู้ถึงทับแล้วซึ่งความสุข (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระเถระกล่าวกับเด็กนั้นว่า "ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของที่ทำได้ยาก, เมื่อความต้องการด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น, เมื่อความต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน, ชื่อว่านักบวชทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่โดยลำบาก, ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว."

  4. ๔

    ติสสะตอบว่า ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนองที่ท่านบอกแล้ว ฯ

    “ภนฺเต อหํ ตุมฺเหหิ วุตฺตนิยาเมน สพฺพํ กาตุํ สกฺขิสฺสามีติ.

    (อ.เด็กนั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม จักอาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งกิจทั้งปวง ตามทำนองแห่งคำ อันท่าน กล่าวแล้ว ดังนี้ ฯ

    ติสสะ. ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนองที่ท่านบอกแล้ว.

  5. ๕

    พระเถระกล่าวว่า ดีละ แล้วบอกตจปัญจกกรรมฐานด้วยอำนาจแห่งการกระทำไว้ในใจโดยความเป็นของปฏิกูลแก่ติสสะนั้นแล้ว บวชให้เด็กนั้นแล้ว ฯ

    เถโร “ สาธูติ วตฺวา ตสฺส ปฏิกูลมนสิการวเสน ตจปญฺจกกมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา ตํ ปพฺพาเชสิ.

    อ.พระเถระ กล่าวแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ บอกแล้ว ซึ่งตจปัญจกกัมมัฏฐาน ด้วยอำนาจแห่งการกระทำไว้ในใจ โดยความเป็นของปฏิกูล (แก่เด็ก) นั้น (ยังเด็ก) นั้น ให้บวชแล้ว ฯ

    พระเถระ กล่าวว่า "ดีละ" แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ด้วยสามารถแห่งการกระทำไว้ในใจโดยความเป็นของปฏิกูล แก่เด็กนั้น ให้เด็กบวชแล้ว.

  6. ๖

    จริงอยู่ การบอกอาการ ๓๒ ครบถ้วน ถูกต้องที่สุด เมื่อไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด พึงบอกตจปัญจกกรรมฐานก็ได้ ด้วยว่า กรรมฐานนี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละเลยแท้ ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุพระอรหัตในเพราะบรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น อาการแต่ละส่วน กำหนด(นับ)ไม่ถ้วนเลย ฯ

    สกลมฺปิ หิ ทฺวตฺตึสาการํ กเถตุํ วฏฺฏติเยว, สพฺพํ กเถตุํ อสกฺโกนฺเตน ตจปญฺจกํ กเถตพฺพเมว, อิทํ หิ กมฺมฏฺฐานํ สพฺพพุทฺธานํ อวิชหิตเมว. เกสาทีสุ เอเกกโกฏฺฐาเส อรหตฺตปฺปตฺตานํ ภิกฺขูนมฺปิ ภิกฺขุนีนมฺปิ อุปาสกานมฺปิ อุปาสิกานมฺปิ ปริจฺเฉโท นตฺถิ.

    จริงอยู่ อ.อัน (อันภิกษุ) บอก ซึ่งอาการ ๓๒ แม้ทั้งสิ้น ย่อมควรนั่นเทียว, อ.กัมมัฏฐานมีประชุมแห่งอาการ ๕ มีหนังเป็นที่สุดรอบเป็นอารมณ์ (อันภิกษุ) ผู้ไม่อาจอยู่ เพื่ออันบอก ซึ่งอาการทั้งปวง พึงบอกนั่นเทียว, ด้วยว่า อ.กัมมัฏฐาน นี้ อันพระพุทธเจ้าทั้งปวง ท. ไม่ทรงละแล้วนั่นเทียว ฯ อ.การกำหนด ซึ่งภิกษุ ท. ก็ดี ซึ่งภิกษุณี ท. ก็ดี ซึ่งอุบาสก ท. ก็ดี ซึ่งอุบาสิกา ท. ก็ดี ผู้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัต (ในอาการ ท.) มีผมเป็นต้นหนา ในเพราะส่วนส่วนหนึ่ง ๆ ย่อมไม่มี ฯ

    จริงอยู่ การที่ภิกษุบอกอาการ ๓๒ แม้ทั้งสิ้น ควรแท้, เมื่อไม่อาจบอกได้ทั้งหมด พึงบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานก็ได้, ด้วยว่า กัมมัฏฐานนี้ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วโดยแท้. การกำหนดภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุพระอรหัต ในเพราะบรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น ส่วนหนึ่ง ๆ ย่อมไม่มี.

  7. ๗

    ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ฉลาด เมื่อบวชกุลบุตร ย่อมทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้เสียหายไป เพราะเหตุนั้น พระเถระ จึงบอกกรรมฐานเสียก่อนแล้วจึงบวชให้ ให้เธอตั้งอยู่ในศีล ๑๐ แล้ว ฯ

    อพฺยตฺตา ภิกฺขู ปน ปพฺพาเชนฺตา อรหตฺตสฺส อุปนิสฺสยํ นาเสนฺติ; ตสฺมา เถโร กมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวาว ปพฺพาเชตฺวา ทสสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ.

    ก็ อ.ภิกษุ ท. ผู้ไม่ฉลาด เมื่อ (ยังกุลบุตร) ให้บวช ย่อมยังอุปนิสัย แห่งพระอรหัต ให้ฉิบหาย; เพราะเหตุนั้น อ.พระเถระ บอกแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน เทียว (ยังเด็ก) ให้บวชแล้ว (ยังเด็กนั้น) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในศีล ท. ๑๐ ฯ

    ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ฉลาด เมื่อยังกุลบุตรให้บวช ย่อมยังอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้ฉิบหายเสีย เพราะเหตุนั้น พระเถระพอบอกกัมมัฏฐานแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.

  8. ๘

    พ่อแม่ เมื่อทำสักการะแก่ลูกชายผู้บวชเสร็จแล้ว จึงได้ถวายข้าวมธุปายาสแข้น(มีน้ำน้อย) เท่านั้นแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวัดนั่นแล ตลอดเจ็ดวัน ฯ

    มาตาปิตโร ปุตฺตสฺส ปพฺพชิตสฺส สกฺการํ กโรนฺตา สตฺตาหํ วิหาเรเยว พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส อปฺโปทกมธุปายาสเมว อทํสุ.

    อ.มารดาและบิดา ท. กระทำอยู่ ซึ่งสักการะ แก่บุตร ผู้บวชแล้ว ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวมธุปายาสมีน้ำอันน้อยนั่นเทียว แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ในวิหารนั่นเทียว ตลอดวัน ๗ ฯ

    มารดาบิดา ทำสักการะแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเท่านั้น แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นเองสิ้น ๗ วัน.

  9. ๙

    ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย โพนทนาว่า เราทั้งหลาย ไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสแข้นทุกมื้อได้ ฯ

    ภิกฺขูปิ “นิพทฺธํ อปฺโปทกมธุปายาสํ ปริภุญฺชิตุํ น สกฺโกมาติ อุชฺฌายึสุ.

    แม้ อ.ภิกษุ ท. ยกโทษแล้ว ว่า อ.เรา ท. ย่อมไม่อาจ เพื่ออันฉัน ซึ่งข้าวมธุปายาสมีน้ำอันน้อย เนืองนิตย์ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย โพนทนาว่า "เราทั้งหลายไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเป็นนิตย์ได้."

  10. ๑๐

    โยมพ่อโยมแม่ แม้ของสามเณรนั้น ได้กลับไปบ้าน(เรือน)ในเย็นวันที่ ๗ ฯ

    ตสฺสปิ มาตาปิตโร สตฺตเม ทิวเส สายํ เคหํ อคมํสุ.

    อ.มารดาและบิดา ท. (ของสามเณร) แม้นั้น ได้ไปแล้ว สู่เรือน ในเวลาเย็น ในวัน ที่ ๗ ฯ

    มารดาบิดา แม้ของสามเณรนั้น ได้ไปสู่เรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗.

  11. ๑๑

    ในวันที่ ๘ สามเณรเข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับพระภิกษุทั้งหลาย ฯ

    สามเณโร อฏฺฐเม ทิวเส ภิกฺขูหิ สทฺธึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

    อ.สามเณร ได้เข้าไปแล้ว เพื่อบิณฑะ กับ ด้วยภิกษุ ท. ในวัน ที่ ๘ ฯ

    ในวันที่ ๘ สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย.

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๗๗–๑๗๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ในฤดูหนาว สามเณร เที่ยวจาริกไปในวิหารเห็นภิกษุทั้งหลายผิงไฟอยู่ ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้น ๆ จึงเรียนว่า ท่านขอรับ เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟอยู่แล้ว ฯ

    ปุเนกทิวสํ สามเณโร สีตกาเล วิหารจาริกํ จรนฺโต ภิกฺขู ตตฺถ ตตฺถ อคฺคิสาลาทีสุ วิสิพฺเพนฺเต ทิสฺวา อาห “กึ ภนฺเต วิสิพฺเพนฺตา นิสินฺนตฺถาติ.

    ในวันหนึ่งอีก อ.สามเณร เที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริกในวิหาร ในกาลแห่งฤดูหนาว เห็นแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ผู้ผิงอยู่ (ในที่ ท.) มีโรงแห่งไฟเป็นต้น ในที่นั้น ๆ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. เป็นผู้นั่งผิงอยู่แล้ว ย่อมเป็น ทำไม ดังนี้ ฯ

    รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ในฤดูหนาว สามเณรเที่ยวจาริกไปในวิหาร เห็นภิกษุทั้งหลาย ผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้น ๆ จึงเรียนว่า "ท่านขอรับ เหตุไรท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟ ?"

  2. ๒

    พวกภิกษุ. ความหนาวเบียดเบียนพวกเราอยู่ สามเณร ฯ

    “สีตํ โน ปีเฬติ สามเณราติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนสามเณร อ.ความหนาว ย่อมบีบคั้น ซึ่งเรา ท. ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ. ความหนาวเบียดเบียนพวกเรา สามเณร.

  3. ๓

    สามเณร. ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ควรที่จะห่มผ้าขนสัตว์ เพราะผ้าขนสัตว์นั้น สามารถจะกันหนาวได้ ฯ

    “ภนฺเต สีตกาเล นาม กมฺพลํ ปารุปิตุํ วฏฺฏติ โส หิ สีตํ ปฏิพาหิตุํ สมตฺโถติ.

    (อ.สามเณร กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อัน (อันท่าน ท.) ห่ม ซึ่งผ้าขนสัตว์ ชื่อ ในกาลแห่งฤดูหนาว ย่อมควร, เพราะว่า (อ.ผ้าขนสัตว์) นั้น เป็นผ้าสามารถ เพื่ออันป้องกัน ซึ่งความหนาว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    สามเณร. ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ท่านทั้งหลายควรห่มผ้ากัมพล, เพราะผ้ากัมพลนั้น สามารถกันหนาวได้.

  4. ๔

    พวกภิกษุ. สามเณร เธอ เป็นผู้มีบุญมาก พึงหาผ้าขนสัตว์ได้(ง่าย) ผ้าขนสัตว์ สำหรับพวกเราจะมี(หา)แต่ที่ไหนเล่า ฯ

    สามเณร ตฺวํ มหาปุญฺโญ กมฺพลํ ลเภยฺยาสิ อมฺหากํ กุโต กมฺพโลติ.

    (อ.ภิกษุ ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนสามเณร อ.เธอ เป็นผู้มีบุญมาก (เป็น) พึงได้ ซึ่งผ้าขนสัตว์, อ.ผ้าขนสัตว์ (จักมี) แก่เรา ท. แต่ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ. สามเณร เธอมีบุญมาก พึงได้ผ้ากัมพล, พวกเราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน ?

  5. ๕

    สามเณรกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น รูปที่ต้องการผ้าขนสัตว์ จงมากับกระผมเถิด แล้วให้ประกาศบอก (แก่ภิกษุทั้งหลาย) ทั้งวัด ฯ

    เตนหิ ภนฺเต กมฺพลตฺถิกา มยา สทฺธึ อาคจฺฉนฺตูติ สกลวิหาเร อาโรจาเปสิ.

    (อ.สามเณร กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น อ.ภิกษุ ท. ผู้มีความต้องการด้วยผ้าขนสัตว์ จงมา กับ ด้วยกระผม ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้บอกแล้ว ในวิหารทั้งสิ้น ฯ

    สามเณร กล่าวว่า "ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ผู้มีความต้องการผ้ากัมพล จงมากับกระผมเถิด" แล้วให้บอกภิกษุในวิหารทั้งสิ้น.

  6. ๖

    ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พวกเราจักเดินไปกับสามเณรแล้วนำผ้าขนสัตว์มาอาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ขวบ ออกไปแล้ว ประมาณ ๑,๐๐๐ รูป ฯ

    ภิกฺขู สามเณเรน สทฺธึ คนฺตฺวา กมฺพลํ อาหริสฺสามาติ สตฺตวสฺสิกสามเณรํ นิสฺสาย สหสฺสมตฺตา ภิกฺขู นิกฺขมึสุ.

    อ.ภิกษุ ท. (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา ท. ไปแล้ว กับ ด้วยสามเณร จักนำมา ซึ่งผ้าขนสัตว์ ดังนี้ อาศัยแล้ว ซึ่งสามเณรผู้มีกาลฝนเจ็ด เป็นภิกษุ มีพันเป็นประมาณ (เป็น) ออกไปแล้ว ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย คิดว่า "พวกเราจักไปกับสามเณรแล้ว นำผ้ากัมพลมา" อาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ออกไปแล้วประมาณพันรูป.

  7. ๗

    สามเณรมิได้เกิดแม้แต่ความคิดว่า เราจักได้ผ้าขนสัตว์ เพื่อ(ถวาย)ภิกษุประมาณเท่านี้แต่ที่ไหน พาภิกษุเหล่านั้น บ่ายหน้าตรงไปยังพระนครแล้ว ฯ

    โส เอตฺตกานํ ภิกฺขูนํ กุโต กมฺพเล ลภิสฺสามีติ จิตฺตมฺปิ อนุปฺปาเทตฺวา เต อาทาย นคราภิมุโข ปายาสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น แม้ยังจิต ว่า อ.เรา จักได้ ซึ่งผ้าขนสัตว์ ท. แต่ที่ไหน เพื่อภิกษุ ท. มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นแล้ว พาเอา ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น เป็นผู้มีหน้าเฉพาะต่อพระนคร (เป็น) ได้ออกไปแล้ว ฯ

    สามเณรนั้น มิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่า "เราจักได้ผ้ากัมพล แต่ที่ไหน เพื่อภิกษุประมาณเท่านี้" พาภิกษุเหล่านั้นบ่ายหน้าสู่พระนครไปแล้ว.

  8. ๘

    จริงอยู่ อานุภาพแห่งทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีเห็นปานนี้ ฯ

    สุทินฺนสฺส หิ ทานสฺส เอวรูโป อานุภาโว โหติ.

    จริงอยู่ อ.อานุภาพ แห่งทาน อันบุคคลถวายดีแล้ว เป็นอานุภาพมีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมเป็น ฯ

    จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีอานุภาพเช่นนี้.

  9. ๙

    สามเณรเที่ยวไปตามลำดับเรือน ในพระนครชั้นนอกเท่านั้น ได้ผ้าขนสัตว์ประมาณ ๕๐๐ ผืนแล้วจึงเข้าไปสู่พระนครชั้นใน ฯ

    โส พหินคเรเยว ฆรปฏิปาฏิยา จรนฺโต ปญฺจ กมฺพลสตานิ ลภิตฺวา อนฺโตนครํ ปาวิสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น เที่ยวไปอยู่ ตามลำดับ แห่งเรือน ในภายนอกแห่งพระนครนั่นเทียว ได้แล้ว ซึ่งร้อย แห่งผ้าขนสัตว์ ท. ๕ ได้เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งพระนคร ฯ

    สามเณรนั้น เที่ยวไปตามลำดับเรือนภายนอกพระนครเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลประมาณ ๕๐๐ ผืนแล้ว จึงเข้าไปภายในพระนคร.

  10. ๑๐

    พวกมนุษย์ต่างนำผ้าขนสัตว์มาแต่ที่โน้นและที่นี่ ฯ

    มนุสฺสา อิโต จิโต จ กมฺพเล อาหรนฺติ.

    อ.มนุษย์ ท. ย่อมนำมา ซึ่งผ้าขนสัตว์ ท. ข้างนี้ ด้วย ๆ ฯ

    พวกมนุษย์นำผ้ากัมพลมาแต่ที่โน้นที่นี้.

  11. ๑๑

    ส่วนผู้ชายนายหนึ่ง เดินไปโดยทางประตูร้านตลาดเห็นชาวตลาดคนหนึ่ง นั่งคลี่ผ้าขนสัตว์ 500 ผืน จึงพูดว่า ท่านผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่งกำลังรวบรวมผ้าขนสัตว์เดินมาอยู่ ท่านจงซ่อนผ้าขนสัตว์ของท่านเถิด ฯ

    เอโก ปน ปุริโส อาปณทฺวาเรน คจฺฉนฺโต ปญฺจ กมฺพลสตานิ ปสาเรตฺวา นิสินฺนํ เอกํ อาปณิกํ ทิสฺวา อาห “อมฺโภ เอโก สามเณโร กมฺพเล สํหรนฺโต อาคจฺฉติ, ตว กมฺพเล ปฏิจฺฉาเทหีติ.

    ก็ อ.บุรุษ คนหนึ่ง ไปอยู่ โดยประตูแห่งร้านตลาด เห็นแล้ว ซึ่งบุคคลผู้อยู่ในร้านตลาด คนหนึ่ง ผู้นั่ง คลี่แล้ว ซึ่งร้อยแห่งผ้าขนสัตว์ ท. ๕ กล่าวแล้ว ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ อ.สามเณร รูปหนึ่ง ย่อมมา รวบรวมอยู่ ซึ่งผ้าขนสัตว์ ท., อ.ท่าน จงปกปิด ซึ่งผ้าขนสัตว์ ท. ของท่าน เถิด ดังนี้ ฯ

    ส่วนบุรุษคนหนึ่งเดินไปโดยทางประตูร้านตลาด เห็นชาวร้านตลาดคนหนึ่ง ผู้นั่งคลี่ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดว่า "ผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่งรวบรวมผ้ากัมพลมาอยู่, ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสียเถิด.

ภาค ๓ พระวนวาสีติสสะเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๒ หน้า ๑๘๘–๑๘๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    การสนทนาของภิกษุทั้งหลายเกิดขึ้นในโรงธรรมสภาว่า น่าอัศจรรย์หนอ ติสสสามเณรทำกรรมที่ทำได้ยาก จำเดิมแต่ถือปฏิสนธิ พวกญาติของเธอ ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยนั่นแหละแก่พระ ๕๐๐ รูป ในมงคล ๗ ครั้ง ในเวลาเธอบวชแล้ว ก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเหมือนกัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ภายในวิหาร ตลอด ๗ วัน ครั้นบวชแล้ว ในวันที่ ๘ เข้าไปยังหมู่บ้าน ได้บิณฑบาตหนึ่งพันกับผ้าสาฎกหนึ่งพัน โดยเพียง ๒ วันเท่านั้น รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ได้ผ้ากัมพลหนึ่งพัน ในเวลาเธออยู่ในที่นี้ ลาภและสักการะมากมายเกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เธอทิ้งลาภและสักการะแบบนี้เสีย แล้วเข้าไปสู่ป่ายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารสำรวม สามเณรทำกรรมที่ทำได้ยากหนอ ฯ

    ภิกฺขูนํ ธมฺมสภายํ กถา อุทปาทิ “อโห วต ติสฺสสามเณโร ทุกฺกรํ กโรติ; ปฏิสนฺธิคฺคหณโต ปฏฺฐายสฺส ญาตกา สตฺตสุ มงฺคเลสุ ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ อปฺโปทกมธุปายาสเมว อทํสุ, ปพฺพชิตกาเล อนฺโตวิหาเร พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส สตฺต ทิวสานิ อปฺโปทกมธุปายาสเมว อทํสุ, ปพฺพชิตฺวา อฏฺฐเม ทิวเส คามํ ปวิสนฺโต ทฺวีเหว ทิวเสหิ สาฏกสหสฺเสน สทฺธึ ปิณฺฑปาตสหสฺสํ ลภิ, ปุเนกทิวสํ กมฺพลสหสฺสํ ลภิ, อิติสฺส อิธ วสนกาเล มหาลาภสกฺกาโร อุปฺปชฺชิ, อิทานิ เอวรูปํ ลาภสกฺการํ ฉฑฺเฑตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิสฺสกาหาเรน ยาเปติ; ทุกฺกรการโก วต สามเณโรติ.

    อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าว ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่ภิกษุ ท. ในโรง เป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ว่า โอ ! หนอ อ.สามเณร ชื่อว่าติสสะ ย่อมกระทำ ซึ่งกรรมอันบุคคลกระทำได้โดยยาก; อ.ญาติ ท. (ของสามเณร) นั้น ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวมธุปายาส มีน้ำอันน้อยนั่นเทียว แก่ร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕ ในมงคล ท. ๗ จำเดิม แต่การถือเอาซึ่งปฏิสนธิ, ได้ถวายแล้ว ซึ่งข้าวมธุปายาสมีน้ำ อันน้อยนั่นเทียว แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ในภายในแห่งวิหาร สิ้นวัน ท. ๗ ในกาล (แห่งสามเณรนั้น) บวชแล้ว, (อ.สามเณรนั้น) ครั้นบวชแล้ว เข้าไปอยู่ สู่บ้าน ในวันที่ ๘ ได้แล้ว ซึ่งพันแห่งบิณฑบาต กับ ด้วยพันแห่งผ้าสาฎก โดยวัน ท. ๒ นั่นเทียว, ได้แล้ว ซึ่งพันแห่งผ้าขนสัตว์ ในวันหนึ่ง อีก, อ.ลาภและสักการะใหญ่ เกิดขึ้นแล้ว (แก่สามเณร) นั้น ในกาลเป็นที่อยู่ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถีนี้ ด้วยประการฉะนี้, ในกาลนี้ (อ.สามเณรนั้น) ทิ้งแล้ว ซึ่งลาภและสักการะ มีอย่างนี้เป็นรูป เข้าไปแล้ว สู่ป่า ย่อม (ยังอัตภาพ) ให้เป็นไป ด้วยอาหารอันเจือกัน; อ.สามเณร เป็นผู้กระทำซึ่งกรรมอันบุคคลกระทำได้โดยยาก หนอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    การสนทนาของภิกษุทั้งหลาย เกิดขึ้นในโรงธรรมว่า "น่าอัศจรรย์หนอ ติสสสามเณร ทำกรรมที่บุคคลทำได้ยาก; จำเดิมแต่ถือปฏิสนธิ พวกญาติของเธอ ได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ ในมงคล ๗ ครั้ง, ในเวลาบวชแล้ว ก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเหมือนกัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหารสิ้น ๗ วัน, ครั้นบวชแล้ว ในวันที่ ๘ เข้าไปสู่บ้าน ได้บิณฑบาตพันหนึ่งกับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้น, วันรุ่งขึ้น ได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง, ในเวลาเธออยู่ในที่นี้ ลาภและสักการะมากก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้. บัดนี้ เธอทิ้งลาภและสักการะเห็นปานนี้เสีย แล้วเข้าไปสู่ป่า ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่เจือกัน; สมเณรทำกรรมที่ทำได้โดยยากหนอ."

  2. ๒

    พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสว่า อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าข้อปฏิบัติอิงอาศัยลาภนี้เป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความจริงอบายภูมิ ๔ มีประตูเปิดอ้าไว้แล้วทีเดียว สำหรับภิกษุผู้รักษาข้อปฏิบัติอิงอาศัยลาภ ด้วยอำนาจการสมาทานธุดงค์มีการอยู่ป่าเป็นต้น ด้วยความหวังว่า เราจักได้ลาภด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ส่วนภิกษุผู้ละลาภและสักการะที่เกิดขึ้นด้วยข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน แล้วเข้าไปสู่ป่า เพียรพยายามอยู่ ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    ก็ข้อปฏิบัติอิงอาศัยลาภเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติยัง
    สัตว์ให้ถึงพระนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุสาวก
    ของพระพุทธเจ้า ทราบเนื้อความนั้นอย่างนี้แล้ว ไม่
    พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงเพิ่มพูนวิเวกเถิด ดังนี้ ฯ

    สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ วุตฺเต, “อาม ภิกฺขเว ลาภูปนิสา นาเมสา อญฺญา นิพฺพานคามินี ปฏิปทา อญฺญา; `เอวํ ลาภํ ลภิสฺสามีติ หิ อารญฺญกาทิธูตงฺคสมาทานวเสน ลาภูปนิสํ รกฺขนฺตสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร อปายา วิวฏทฺวาราเยว ติฏฺฐนฺติ, นิพฺพานคามินิยา ปน ปฏิปทาย อุปฺปนฺนํ ลาภสกฺการํ ปหาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ฆเฏนฺโต วายมนฺโต อรหตฺตํ คณฺหตีติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห “อญฺญา หิ ลาภูปนิสา, อญฺญา นิพฺพานคามินี “เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเยติ. ตตฺถ “อญฺญา หิ ลาภูปนิสาติ: ลาภูปนิสา นาเมสา อญฺญา เอว, อญฺญา นิพฺพานคามินี ปฏิปทา.

    อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว อะไร หนอ ย่อมมี ในกาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว) ชื่อ นี้ (ย่อมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. เออ ชื่อ อ.ปฏิปทาอันเข้าไปอาศัยซึ่งลาภ นั่น เป็นอย่างอื่น (ย่อมเป็น) อ.ปฏิปทา อันเป็นเหตุยังสัตว์ให้ถึง ซึ่งพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (ย่อมเป็น) ; ด้วยว่า อ.อบาย ท. ๔ มีประตูอันเปิดแล้วนั่นเทียว ย่อมตั้งอยู่ เพื่อภิกษุ ผู้รักษาอยู่ ซึ่งปฏิปทาอันเข้าไปอาศัยซึ่งลาภ ด้วยอำนาจแห่งการสมาทาน ซึ่งธุดงค์มีอันอยู่ในป่าเป็นวัตรเป็นต้น (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักได้ ซึ่งลาภ ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้, ส่วนว่า (อ.ภิกษุ) ละแล้ว ซึ่งลาภและ สักการะ อันเกิดขึ้นแล้ว ด้วยปฏิปทา อันเป็นเหตุยังสัตว์ ให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เข้าไปแล้ว สู่ป่า พากเพียรอยู่ พยายามอยู่ ย่อมถือเอา ซึ่งพระอรหัต ดังนี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.ภิกษุ ผู้เป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า รู้ยิ่งแล้ว (ซึ่งหมวดสองแห่งปฏิปทา) นั้น อย่างนี้ ว่า อ.ปฏิปทา อันเข้าไปอาศัยซึ่งลาภ เป็นอย่างอื่น เทียว (ย่อมเป็น), (อ.ปฏิปทา) อันเป็นเหตุยังสัตว์ให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (ย่อมเป็น) (ดังนี้) ไม่พึงยินดียิ่ง ซึ่งสักการะ พึงยังวิเวกให้งอกงาม ดังนี้ ฯ (อ.อรรถ) ว่า ชื่อ (อ.ปฏิปทา) อันเข้าไปอาศัยซึ่งลาภ นั่น เป็นอย่างอื่น นั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.ปฏิปทา อันเป็นเหตุยังสัตว์ให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (ย่อมเป็น) (ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบาทแห่งพระคาถา) ว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอันใดหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนั้นเป็นอย่างอื่น, ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น; ก็อบาย ๔ มีประตูอันเปิดแล้วนั้นแล ตั้งอยู่ เพื่อภิกษุผู้รักษาข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ ด้วยสามารถแห่งการสมาทานธุดงค์ มีการอยู่ป่าเป็นต้น ด้วยหวังว่า 'เราจักได้ลาภด้วยการปฏิบัติอย่างนี้' ส่วนภิกษุผู้ละลาภและสักการะอันเกิดขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานแล้วเข้าไปสู่ป่า เพียรพยายามอยู่ ย่อมถือเอาพระอรหัตไว้ได้" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- "ก็ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภเป็นอย่างอื่น, ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (คนละอย่าง), ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทราบเนื้อความนั้นอย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงตามเจริญวิเวก." บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา ความว่า ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนี้เป็นอย่างอื่นแล; ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (เป็นคนละอย่าง).

ภาค ๔ พระมหากัปปินเถระ

ภาค ๔ พระมหากัปปินเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อ ๒ หน้า ๑๔–๑๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันนั้น แม้สมเด็จพระบรมศาสดา ก็ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหากัปปินะพร้อมกับบริวาร แล้วทรงพระดำริว่า เจ้ามหากัปปินะนี้ ทรงสดับภาพ (พจน์) ว่า พระรัตนตรัยเกิดขึ้นแล้ว จากสำนักพวกพ่อค้า ทรงบูชาคำพูดของพวกพ่อค้าเหล่านั้น ด้วยทรัพย์ ๓๐๐,๐๐๐ กหาปณะแล้วทรงสละราชสมบัติ มีมหาดเล็ก ๑,๐๐๐ คนแวดล้อม มีพระราชประสงค์จะทรงผนวชเฉพาะเรา จักเสด็จออก (จากพระนคร) ในวันพรุ่งนี้ พระองค์พร้อมกับบริวาร จักบรรลุพระอรหัตต์พร้อมกับปฏิสัมภิทา

    สตฺถาปิ ตํทิวสํ ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต มหากปฺปินราชานํ สปริวารํ ทิสฺวา “อยํ มหากปฺปิโน วาณิชกานํ สนฺติกา ติณฺณํ รตนานํ อุปฺปนฺนภาวํ สุตฺวา เตสํ วจนํ ตีหิ สตสหสฺเสหิ ปูเชตฺวา รชฺชํ ปหาย อมจฺจสหสฺสปริวุโต มํ อุทฺทิสฺส ปพฺพชิตุกาโม เสฺว นิกฺขมิสฺสติ, โส สปริวาโร สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิสฺสติ,

    ในวันนั้น แม้ อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระราชาพระนามว่ามหากัปปินะ ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.พระเจ้ามหากัปปินะ นี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งความที่ แห่งรัตนะ ท. ๓ เกิดขึ้นแล้ว จากสำนัก ของพ่อค้า ท. ทรงบูชาแล้ว ซึ่งคำ ของพ่อค้า ท. เหล่านั้น ด้วยแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ ทรงละแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ผู้อันพันแห่งอำมาตย์แวดล้อมแล้ว เป็นผู้ทรงใคร่เพื่ออันผนวช เจาะจง ซึ่งเรา (เป็น) จักเสด็จออกไป ในวันพรุ่ง, (อ.พระเจ้ามหากัปปินะ) นั้น ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร จักทรงบรรลุ ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท.,

    ในวันนั้น แม้พระศาสดาเมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกในกาลใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหากัปปินะพร้อมบริวาร ทรงดำริ ว่า " พระเจ้ามหากัปปินะนี้ ได้ทรงสดับความที่รัตนะ ๓ อุบัติขึ้น แต่สำนักของพวกพ่อค้าแล้ว ทรงบูชาคำของพ่อค้าเหล่านั้นด้วยทรัพย์ ๓ แสน ทรงสละราชสมบัติ อันอำมาตย์พันหนึ่งแวดล้อม ทรงประสงค์เพื่อจะผนวช อุทิศเรา จักเสด็จออกไปในวันพรุ่งนี้, ท้าวเธอ พร้อมทั้งบริวารจักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย,

  2. ๒

    เราจักทำการต้อนรับพระองค์ ในวันรุ่งขึ้น ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จไปต้อนรับสิ้นระยะ ๑๒๐ โยชน์ ดุจพระเจ้าจักรพรรดิทรงต้อนรับกำนัน ฉะนั้น ประทับนั่งเปล่งพระฉัพพัณณรังสี ณ โคนต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ฯ

    ปจฺจุคฺคมนมสฺส กริสฺสามีติ ปุนทิวเส จกฺกวตฺติ วิย ขุทฺทกคามโภชกํ ปจฺจุคฺคจฺฉนฺโต สยเมว ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา วีสติโยชนสตมคฺคํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา จนฺทภาคาย นทิยา ตีเร นิโคฺรธรุกฺขมูเล ฉพฺพณฺณรสฺมิโย วิสฺสชฺเชนฺโต นิสีทิ.

    อ.เรา จักกระทำ ซึ่งการต้อนรับ แก่พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ดังนี้ ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร เองนั่นเทียว เสด็จต้อนรับแล้ว สิ้นหนทางมีร้อยแห่งโยชน์ ๒๐ เป็นประมาณ ราวกะ อ.พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงต้อนรับอยู่ ซึ่งบุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้านเล็ก ประทับนั่ง ทรงเปล่งอยู่แล้ว ซึ่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ท. ที่โคนแห่งต้นไทร ใกล้ฝั่ง แห่งแม่น้ำ ชื่อว่าจันทภาคา ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    เรา จักทำการต้อนรับท้าวเธอ " ดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ทรงบาตรและจีวรด้วยพระองค์เองทีเดียว เสด็จต้อนรับสิ้นทาง ๑๒๐ โยชน์ ดุจพระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงต้อนรับกำนันฉะนั้น ประทับนั่งเปล่งพระรัศมี มี พรรณ ๖ ณ ภายใต้โคนต้นนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคานที.

  3. ๓

    ฝ่ายพระราชาเสด็จมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ตรัสถามว่า แม่น้ำสายนี้ชื่อแม่น้ำอะไร ฯ

    ราชาปิ อาคจฺฉนฺโต เอกํ นทึ ปตฺวา “กา นาเมสาติ ปุจฺฉิ.

    แม้ อ.พระราชา เสด็จมาอยู่ เสด็จถึงแล้ว ซึ่งแม่น้ำ สายหนึ่ง ตรัสถามแล้ว ว่า อ.แม้น้ำนั่น ชื่อว่า อะไร ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายพระราชาเสด็จมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งแล้ว ตรัสถามว่า " นี่ชื่อ แม่น้ำอะไร ? "

  4. ๔

    ชื่อแม่น้ำ อารวปัจฉา พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “อารวปจฺฉา นาม เทวาติ.

    (อ.อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.แม่น้ำนั่น) ชื่อว่า อารวปัจฉา ดังนี้ ฯ

    อำมาตย์. ชื่ออารวปัจฉานที พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    พ่อคุณทั้งหลาย แม่น้ำนั้นมีประมาณเท่าไร ฯ

    “กิมสฺสา ปริมาณํ ตาตาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่าดูก่อนพ่อ ท. อ.ปริมาณ แห่งแม่น้ำนั้น อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระราชา. พ่อทั้งหลาย แม่น้ำนี้มีประมาณเท่าไร ?

  6. ๖

    ลึก ๑ คาวุต กว้าง ๒ คาวุต พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “คมฺภีรโต คาวุตํ, ปุถุลโต เทฺว คาวุตานิ เทวาติ.

    (อ.อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ สมมติเทพ อ.คาวุตหนึ่ง โดยส่วนลึก, อ.คาวุต ท. ๒ โดยส่วนกว้าง ดังนี้ ฯ

    อำมาตย์. โดยลึก คาวุตหนึ่ง, โดยกว้าง ๒ คาวุต พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    ก็ ในที่นี้ มีเรือหรือแพบ้างไหม ฯ

    “อตฺถิ ปเนตฺถ นาวา วา อุฬุมฺโป วาติ.

    (อ.พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ อ.เรือ หรือ หรือว่า อ.แพ มีอยู่ ในแม่น้ำนี้ หรือ ดังนี้ ฯ

    พระราชา. ก็ในแม่น้ำนี้ เรือหรือแพมีไหม ?

  8. ๘

    ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “นตฺถิ เทวาติ.

    (อ.อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ.เรือหรือ หรือว่า อ.แพ) ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    อำมาตย์. ไม่มี พระเจ้าข้า.

  9. ๙

    พระราชาตรัสว่า เมื่อพวกเรา มัวรอคอยหาพาหนะ มีเรือเป็นต้นอยู่ ชาติก็นำเข้าสู่ชรา ชราก็นำเข้าสู่มรณะ เราหมดความสงสัย ออกมาเฉพาะพระรัตนตรัยแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้น ขอน้ำนี้ อย่าได้เป็นเหมือนน้ำเลย ฯ

    “นาวาทีนิ โอโลเกนฺตานํ อมฺหากํ ชาติ ชรํ อุปเนติ, ชรา มรณํ; อหํ นิพฺเพมติโก หุตฺวา ตีณิ รตนานิ อุทฺทิสฺส นิกฺขนฺโต, เตสํ อานุภาเวน อิทํ อุทกํ วิย มา อโหสีติ ติณฺณํ รตนานํ คุณํ อาวชฺเชตฺวา “อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธติ พุทฺธานุสฺสตึ อนุสฺสรนฺโต สปริวาโร อสฺสสหสฺเสน อุทกปิฏฺเฐ ปกฺขนฺทิ.

    (อ.พระราชา) (ตรัสแล้ว) ว่าเมื่อเรา ท. แลดูอยู่ (ซึ่งพาหนะ ท.) มีเรือเป็นต้น อ.ชาติ ย่อมนำเข้าไป สู่ชรา, อ.ชรา (ย่อมนำเข้าไป) สู่มรณะ อ.เรา เป็นผู้ประกอบด้วยความเคลือบแคลงสงสัยออกแล้ว เป็น เป็นผู้ออกไปแล้ว เจาะจง ซึ่งรัตนะ ท. ๓ (ย่อมเป็น), อ.น้ำ นี้ อย่า ได้เป็นแล้ว ราวกะ อ.น้ำ ด้วยอานุภาพ (แห่งรัตนะ ท. ๓) เหล่านั้น ดังนี้ ทรงใคร่ครวญแล้ว ซึ่งพระคุณ ของรัตนะ ท. ๓ ทรงตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งพุทธานุสสติ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (พระองค์) นั้น เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้แล้วด้วยดีโดยชอบ (ย่อมเป็น) ดังนี้เป็นต้น ผู้ทรงเป็นไป กับด้วยบริวาร เสด็จแล่นไปแล้ว บนหลังแห่งน้ำ ด้วยพันแห่งม้า ฯ

    พระราชาตรัสว่า " เมื่อเราทั้งหลายมัวหายานมีเรือเป็นต้น, ชาติย่อมนำไปสู่ชรา, ชราย่อมไปสู่มรณะ, เราไม่มีความสงสัย ออก บวชอุทิศพระรัตนตรัย, ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้น น้ำนี้ อย่า ได้เป็นเหมือนน้ำเลย " ดังนี้แล้ว ทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึก ถึงพุทธานุสติว่า " แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า " เป็นต้น พร้อมทั้งบริวารเสด็จไป บนหลังน้ำด้วยม้าพันหนึ่ง.

ภาค ๔ พระมหากัปปินเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๖–๑๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาทรงใคร่ครวญว่า สำหรับกุลบุตรเหล่านี้ บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักมาไหมหนอแล ทรงทราบว่า กุลบุตรเหล่านี้ ได้(เคย)ถวายจีวรพันผืนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าพันองค์ ทั้งได้(เคย) ถวายจีวรสองหมื่นผืนแก่ภิกษุสองหมื่นรูป ในกาลแห่งพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ไม่น่าอัศจรรย์เลย บาตรและจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ลอยมาเอง เพื่อกุลบุตรเหล่านี้ ดังนี้แล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาพลางตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ฯ

    สตฺถา “อาคมิสฺสติ นุ โข อิเมสํ กุลปุตฺตานํ อิทฺธิมยปตฺตจีวรนฺติ อุปธาเรนฺโต “อิเม กุลปุตฺตา ปจฺเจกพุทฺธสหสฺสสฺส จีวรสหสฺสํ อทํสุ, กสฺสปพุทฺธกาเล วีสติยา ภิกฺขุสหสฺสานํปิ วีสติ จีวรสหสฺสานิ อทํสุ, อนจฺฉริยํ อิเมสํ อิทฺธิมยปตฺตจีวราคมนนฺติ ญตฺวา ทกฺขิณหตฺถํ ปสาเรตฺวา “เอถ ภิกฺขโว, จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงใคร่ครวญอยู่ ว่า อ.บาตรและจีวร อันสำเร็จแล้ว ด้วยฤทธิ์ จักมา แก่กุลบุตร ท. เหล่านี้ หรือหนอ แล ดังนี้ ทรงทราบแล้ว ว่า อ.กุลบุตร ท. เหล่านี้ ได้ถวายแล้ว ซึ่งพันแห่งจีวร แก่พันแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า, ได้ถวายแล้ว ซึ่งพันแห่งจีวร ท. ๒๐ แม้แก่พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ, อ.การมาแห่งบาตรและจีวร อันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ (เพื่อกุลบุตร ท.) เหล่านี้ เป็นเหตุไม่น่าอัศจรรย์ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทรงเหยียดออกแล้ว ซึ่งพระหัตถ์เบื้องขวา ตรัสแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. เป็นภิกษุ (เป็น) จงมาเถิด, อ.ท่าน ท. จงประพฤติ ซึ่งพรหมจรรย์ เพื่ออันกระทำซึ่งที่สุด แห่งทุกข์ โดยชอบ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า " บาตรจีวรสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ ของกุลบุตรเหล่านี้ จักมาหรือหนอแล ? " ทรงทราบว่า " กุลบุตร เหล่านี้ ได้ถวายจีวรพันผืน แด่พระปัจเจกพุทธะพันองค์. ในกาล แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้ถวายจีวรสองหมื่น แม้แก่ ภิกษุสองหมื่นรูป. ความมาแห่งบาตรและจีวรอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ ของกุลบุตรเหล่านี้ ไม่น่าอัศจรรย์ " ดังนี้แล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ ขวา ตรัสว่า " ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด, ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. "

  2. ๒

    ทันใดนั้นเอง ทั้งหมดนั้น เป็นราวกะว่าพระเถระผู้มีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ครองบริขาร ๘ เหาะขึ้นเวหาส กลับลงมาถวายบังคมพระบรมศาสดานั่งอยู่แล้ว ฯ

    เต ตาวเทว อฏฺฐปริกฺขารธรา วสฺสสติกตฺเถรา วิย หุตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ปจฺโจโรหิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ.

    (อ.กุลบุตร ท.) เหล่านั้น เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ เป็นราวกะว่า พระเถระผู้มีร้อยแห่งกาลฝน เป็น ในขณะนั้นนั่นเทียว เหาะขึ้นไปแล้ว สู่ฟ้า กลับลงแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ฯ

    ทันใดนั้นนั่นเอง กุลบุตรเหล่านั้นเป็นราวกะพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ทรงบริขาร ๘ เหาะขึ้นสู่เวหาส กลับลงมาถวายบังคมพระศาสดานั่งอยู่แล้ว.

  3. ๓

    ฝ่ายพวกพ่อค้านั้น ไปยังราชตระกูลแล้ว แจ้งเจ้าหน้าที่ให้กราบทูลข่าวที่พระราชาทรงส่ง(ฝาก)ไปแล้ว เมื่อพระเทวีรับสั่งว่า เข้ามาได้ เข้าไปถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เตปิ วาณิชกา ราชกุลํ คนฺตฺวา รญฺญา ปหิตสาสนํ อาโรจาเปตฺวา, เทวิยา. “อาคจฺฉนฺตูติ วุตฺเต, ปวิสิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ.

    อ.พ่อค้า ท. แม้เหล่านั้น ไปแล้ว สู่ราชตระกูล ยังบุคคล ให้กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น อันพระราชา ทรงส่งไปแล้ว, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า (อ.พ่อค้า ท.) จงมาเถิด ดังนี้ อันพระเทวี ตรัสแล้ว, เข้าไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ

    ฝ่ายพ่อค้าเหล่านั้นไปสู่ราชตระกูลแล้ว ให้เจ้าหน้าที่กราบทูล ข่าวที่พระราชาทรงส่งไป, เมื่อพระเทวีรับสั่งว่า " จงมาเถิด " เข้า ไปถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง,

  4. ๔

    ลำดับนั้น พระเทวี สอบถามพ่อค้าเหล่านั้นว่า พ่อคุณทั้งหลาย พวกท่านพากันมาเพราะเหตุ(ธุระ)อะไรหรือ ฯ

    อถ เน เทวี ปุจฺฉิ “ตาตา กึการณา อาคตตฺถาติ.

    ครั้งนั้น อ.พระเทวี ตรัสถามแล้ว (ซึ่งพ่อค้า ท.) เหล่านั้น ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระเทวี ตรัสถามพ่อค้าเหล่านั้นว่า " พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาเพราะเหตุอะไร ? "

  5. ๕

    พ่อค้า. พวกข้าพระองค์ถูกพระราชาส่ง(ตัว)มายังสำนักของพระองค์ นัยว่า ขอจงพระราชทานทรัพย์สามแสนแก่พวกข้าพระองค์ด้วย ฯ

    “มยํ รญฺญา ตุมฺหากํ สนฺติกํ ปหิตา, ตีณิ กิร โน สตสหสฺสานิ เทถาติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้ อันพระราชา ทรงส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของพระองค์ ท. (ย่อมเป็น), ได้ยินว่า อ.พระองค์ ท. ขอจงพระราชทาน ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ แก่ข้าพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. พระราชาทรงส่งพวกข้าพระองค์มายังสำนักของพระ องค์. นัยว่า ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์ ๓ แสนแก่พวก ข้าพระองค์.

  6. ๖

    พระเทวี. พ่อคุณทั้งหลาย พวกท่านพูดมากเกินไปกระมัง พวกท่านทำความดีอะไรถวายพระราชานักหรือ พระองค์ทรงพอพระทัยในผลงานอะไรของพวกท่าน ถึงกับรับสั่งให้พระราชทานพระราชทรัพย์ถึงขนาดนี้ ฯ

    “ตาตา อติพหุํ ภณถ, กึ ตุมฺเหหิ รญฺโญ กตํ, กิสฺมึ โว ราชา ปสนฺโน เอตฺตกํ ธนํ ทาเปสีติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ท่าน ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอันมากเกิน, อ.กรรม อะไร อันท่าน ท. กระทำแล้ว แก่พระราชา, อ.พระราชา ทรงเลื่อมใสแล้ว ต่อท่าน ท. ในเพราะเหตุอะไร (ทรงยังเรา) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. พ่อทั้งหลาย พวกท่านพูดมากเกินไป. พวกท่าน ทำอะไร แก่พระราชา, พระราชาทรงเลื่อมใสในอะไรของพวกท่าน จึงรับสั่งให้พระราชทานทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ?

  7. ๗

    พ่อค้า. พระเทวี ความดีอะไรอื่น พวกข้าพระองค์ก็มิได้ทำ เพียงแต่ได้กราบบังคมทูลข่าวแด่พระราชา ฯ

    “เทวิ น อญฺญํ กิญฺจิ กตํ, รญฺโญ ปน สาสนํ อาโรจยิมฺหาติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ.กรรม อะไร ๆ อื่น (อันข้าพระองค์ ท.) ไม่กระทำแล้ว, แต่ว่า อ.ข้าพระองค์ ท. กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น แก่พระราชา ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. พระเจ้าข้า อะไร ๆ อย่างอื่น พวกข้าพระองค์มิได้ทำ, แต่พวกข้าพระองค์ได้กราบทูลข่าวแด่พระราชา.

  8. ๘

    พระเทวี. พ่อคุณทั้งหลาย ก็พวกท่านสามารถจะบอกแก่เราบ้าง ได้ไหม ฯ

    “สกฺกา ปน ตาตา มยฺหํปิ อาโรเจตุนฺติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ก็ (อันท่าน ท.) อาจ เพื่ออันบอก แม้แก่เรา หรือ ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. พ่อค้าทั้งหลาย ก็พวกท่านสามารถบอกแก่เราบ้างได้ไหม ?

  9. ๙

    พ่อค้า. สามารถบอกได้ พระเจ้าข้า ฯ

    “สกฺกา เทวีติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้นกราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี (อันข้าพระองค์ ท.) อาจ (เพื่ออันกราบทูล แก่พระองค์ ท.) ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. ได้ พระเจ้าข้า.

  10. ๑๐

    พระเทวี. ถ้ากระนั้น บอกมาเถิด พ่อคุณทั้งหลาย ฯ

    “เตนหิ ตาตา วเทถาติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ถ้าอย่างนั้น อ.ท่าน ท. จงบอก ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. พ่อทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกท่านจงบอก.

  11. ๑๑

    พ่อค้า. พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฯ

    “เทวิ พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโนติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก.

  12. ๑๒

    ฝ่ายพระนาง พอสดับคำนั้นแล้ว มีพระสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว โดยนั้นก่อนนั่นแล ทรงกำหนดอะไร ๆ
    ไม่ได้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔ สดับบทว่า พุทฺโธ แล้วจึงรับสั่งว่า พ่อคุณทั้งหลาย ในเพราะบทนี้ พระราชา(รับสั่ง)พระราชทานอะไรนะ ฯ

    สาปิ ตํ สุตฺวา ปุริมนเยเนว ปีติยา ผุฏฺฐสรีรา ติกฺขตฺตุํ กิญฺจิ อสลฺลกฺเขตฺวา จตุตฺถวาเร “พุทฺโธติ ปทํ สุตฺวา “ตาตา อิมสฺมึ ปเท รญฺญา กึ ทินฺนนฺติ.

    (อ.พระเทวี) แม้นั้น ทรงสดับแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ทรงมีพระสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว ตามนัยมีในก่อนนั่นเทียว ไม่ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งคำ อะไร ๆ ๓ ครั้ง ทรงสดับแล้ว ซึ่งบท ว่า อ.พระพุทธเจ้า ดังนี้ ในวาระ ที่ ๔ (ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.อะไร อันพระราชา พระราชทานแล้ว ในเพราะบท นี้ ดังนี้ ฯ

    แม้พระเทวีทรงสดับคำนั้นแล้ว มีพระสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว โดยนัยก่อนนั่นแล ทรงกำหนดอะไร ๆ ไม่ได้ถึง ๓ ครั้ง, ใน วาระที่ ๔ ทรงสดับบทว่า " พุทฺโธ " แล้วจึงตรัสว่า " พ่อทั้งหลาย ในเพราะบทนี้ พระราชาพระราชทานอะไร ? "

  13. ๑๓

    พ่อค้า. ทรัพย์หนึ่งแสน พระเจ้าข้า ฯ

    “สตสหสฺสํ เทวีติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ.แสนแห่งทรัพย์ (อันพระราชา พระราชทานแล้ว ในเพราะบทนี้ ) ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. ทรัพย์แสนหนึ่ง พระเจ้าข้า.

  14. ๑๔

    พระเทวี. พ่อคุณทั้งหลายเอย พระราชาทรงสดับข่าวเห็นปานฉะนี้แล้วพระราชทานทรัพย์หนึ่งแสนแก่พวกท่าน (ชื่อว่า) ทรงกระทำไม่สมกันเลย แต่เราจะให้ทรัพย์แก่พวกท่านสามแสน ในเพราะของกำนัลอันขัดสนของเรา มีข่าวอะไรอื่นอีกไหมที่พวกท่าน(อยาก)แจ้ง ฯ

    “ตาตา นานุจฺฉวิกํ รญฺญา กตํ เอวรูปํ สาสนํ สุตฺวา ตุมฺหากํ สตสหสฺสํ ททมาเนน, อหํ หิ โว มม ทุคฺคตปณฺณากาเร ตีณิ สตสหสฺสานิ ทมฺมิ, อปรํ ตุมฺเหหิ กึ อาโรจิตนฺติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.กรรมอันสมควร อันพระราชา ผู้เมื่อ ทรงสดับแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น มีอย่างนี้เป็นรูป พระราชทาน ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ แก่ท่าน ท. ทรงกระทำแล้ว หามิได้, ก็ อ.เรา จะให้ ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ ในเพราะบรรณาการแห่งบุคคลผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ของเรา แก่ท่าน ท., อ.ข่าวสาส์น อะไร อื่นอีก อันท่าน ท. กราบทูลแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. พ่อทั้งหลาย พระราชาทรงสดับข่าวเห็นปานนี้แล้ว พระราชทานทรัพย์แสนหนึ่งแก่ท่านทั้งหลาย (ชื่อว่า) ทรงกระทำไม่ สมกันเลย. แต่เราจะให้แก่พวกท่าน ๓ แสน ในเพราะของกำนัล อันขัดสนของเรา, ข่าวอะไรอีก ? ที่ท่านทั้งหลายกราบทูลแล้ว.

  15. ๑๕

    พวกพ่อค้ากราบทูลข่าวอื่นอีกว่า ข่าวอย่างนี้แลอย่างนี้ ฯ

    “อิทญฺจิทญฺจาติ อปรานิปิ เทฺว สาสนานิ อาโรเจสุํ. เทวี ปุริมนเยเนว ปีติยา ผุฏฺฐสรีรา ติกฺขตฺตุํ กิญฺจิ อสลฺลกฺเขตฺวา จตุตฺถวาเร ตเถว สุตฺวา ตีณิ ตีณิ สตสหสฺสานิ ทาเปสิ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น ท. ๒ แม้เหล่าอื่นอีก ว่า อ.ข่าวสาส์น นี้ด้วย ๆ ดังนี้ ฯ อ.พระเทวี ทรงมีพระสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว ตามนัยมีในก่อนนั่นเทียว ไม่ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งคำ อะไร ๆ ๓ ครั้ง ทรงสดับแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ในวาระที่ ๔ (ทรงยังบุคคล) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. สาม ๆ ฯ

    พ่อค้าเหล่านั้นกราบทูลข่าว ๒ อย่าง แม้อื่นอีกว่า " ข่าวอย่างนี้ แลอย่างนี้. " พระเทวีมีพระสรีระอันถูกต้องแล้ว โดยนัยก่อนนั่นแล ทรงกำหนดอะไร ๆ ไม่ได้ถึง ๓ ครั้ง, ในครั้งที่ ๔ ทรงสดับอย่างนั้นเหมือนกันแล้ว รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ครั้งละ ๓ แสน.

ภาค ๔ พระมหากัปปินเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระนางรับสั่งให้พวกภริยาของเหล่าอมาตย์เข้าเฝ้าแล้วมีพระราชเสาวนีย์ ว่า แม่นางทั้งหลาย สามีของพวกเจ้าพากันไปด้วยหมายใจว่า จักบวชพร้อมกับพระราชา พวกเจ้าจักทำอย่างไร ฯ

    “เตปิ ‘รญฺญา สทฺธึเยว ปพฺพชิสฺสามาติ คตา เทวีติ. สา เตสํ ภริยาโย ปกฺโกสาเปตฺวา “อมฺมา ตุมฺหากํ สามิกา ‘รญฺญา สทฺธึ ปพฺพชิสฺสามาติ คตา, ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ.

    (อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี (อ.อำมาตย์ ท.) แม้เหล่านั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จักบวช กับ ด้วยพระราชา นั่นเทียว ดังนี้ ไปแล้ว ดังนี้ ฯ (อ.พระเทวี) นั้น ทรงยังบุคคล ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งภรรยา ท. (ของอำมาตย์ ท.) เหล่านั้น (ตรัสแล้ว) ว่า แน่ะแม่ ท. อ.สามี ท. ของเจ้า ท. (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ท. จักบวช กับ ด้วยพระราชา ดังนี้ ไปแล้ว, อ.เจ้า ท. จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. แม้อำมาตย์เหล่านั้นกล่าวว่า ' เราจักบวชกับพระราชา เหมือนกัน ' แล้วก็ไป พระเจ้าข้า. พระนาง รับสั่งให้เรียกภรรยา ของอำมาตย์เหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า " แม่ทั้งหลาย สามีของพวกเจ้า กล่าวว่า ' เราจักบวชกับ พระราชา ' แล้วก็ไป, พวกเจ้าจักทำอย่างไร ? "

  2. ๒

    เหล่าภริยา. พวกเขาส่งข่าวอะไรถึงพวกหม่อมฉันบ้าง เพค่ะ ฯ

    “กึ ปน เตหิ อมฺหากํ สาสนํ ปหิตํ เทวีติ.

    (อ.หญิง ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่าข้าแต่พระเทวี ก็ อ.ข่าวสาส์น อะไร (อันอำมาตย์ ท.) เหล่านั้น ส่งไปแล้ว แก่หม่อมฉัน ท. ดังนี้ ฯ

    หญิง. พระเจ้าข้า ก็ข่าวอะไร ? ที่พวกเขาส่งมาเพื่อพวก หม่อมฉัน.

  3. ๓

    พระเทวี. ฟังว่า พวกเขาสละสมบัติของตน ๆ ให้แก่พวกเจ้าแล้ว นัยว่า พวกเจ้าจงใช้สอยสมบัตินั้นตามใจชอบเถิด ฯ

    “เตหิ กิร อตฺตโน สมฺปตฺติ ตุมฺหากํ วิสฺสฏฺฐา, ตุมฺเห กิร ตํ ยถารุจิยา ปริภุญฺชถาติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ได้ยินว่า อ.สมบัติ ของตน (อันอำมาตย์ ท.) เหล่านั้น สละแล้ว แก่เจ้า ท., ได้ยินว่า อ.เจ้า ท. จงใช้สอย (ซึ่งสมบัติ) นั้น ตามความชอบใจอย่างไร ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. ได้ยินว่า อำมาตย์เหล่านั้น สละสมบัติของตน ๆ แก่ พวกเจ้าแล้ว, ได้ยินว่า พวกเจ้าจงบริโภคสมบัตินั้นตามชอบใจเถิด.

  4. ๔

    เหล่าภริยา. ก็พระนางจักทรงทำอย่างไรเล่า เพค่ะ ฯ

    “ตุมฺเห ปน เทวิ กึ กริสฺสถาติ.

    (อ.หญิง ท. เหล่านั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี ก็ อ.พระองค์ ท. จักทรงกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    หญิง. ก็พระองค์จักทรงทำอย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    พระเทวี. แม่นางทั้งหลายเอย ทีแรก พระราชาทรงสดับข่าวคราว ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในหนทาง ทรงบูชาพระรัตนตรัยด้วยพระราชทรัพย์สามแสน ทรงสละราชสมบัติดุจก้อนน้ำลายเสด็จออกไปด้วยหมายพระทัยว่า จักบวช ส่วนเราได้ฟังข่าวพระรัตนตรัยแล้วบูชาพระไตรรัตน์ด้วยทรัพย์เก้าแสน ก็แล ชื่อว่า สมบัตินี้ มิได้เป็นเหตุนำทุกข์มาเฉพาะแก่พระราชาเท่านั้น แม้แก่เรา ก็เป็นเหตุนำทุกข์มาเช่นกัน ใครจักคุกเข่า เอาปากอมก้อนน้ำลายที่พระราชาทรงบ้วนทิ้งแล้วได้ เราไม่ต้องการสมบัติ แม้เราก็จักไปบวชเฉพาะพระบรมศาสดา (เช่นกัน) ฯ

    “อมฺมา โส ตาว ราชา สาสนํ สุตฺวา มคฺเค ฐิตโกว ตีหิ สตสหสฺเสหิ ตีณิ รตนานิ ปูเชตฺวา เขฬปิณฺฑํ วิย สมฺปตฺตึ ปหาย `ปพฺพชิสฺสามีติ นิกฺขนฺโต; มยา ปน ติณฺณํ รตนานํ สาสนํ สุตฺวา ตีณิ รตนานิ นวหิ สตสหสฺเสหิ ปูชิตานิ; น โข ปเนสา สมฺปตฺติ นาม รญฺโญเยว ทุกฺขา, มยฺหํปิ ทุกฺขาเยว, โก รญฺโญ ฉฑฺฑิตํ เขฬปิณฺฑํ ชนฺนุเกหิ ปติฏฺฐหิตฺวา มุเขน คณฺหิสฺสติ, น มยฺหํ สมฺปตฺติยา อตฺโถ, อหํปิ สตฺถารํ อุทฺทิสฺส คนฺตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ.

    (อ.พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนแม่ ท. อ.พระราชา นั้น ทรงสดับแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น ประทับยืนแล้ว ในหนทาง เทียว ทรงบูชาแล้ว ซึ่งรัตนะ ท. ๓ ด้วยแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ ทรงละแล้ว ซึ่งสมบัติ อันราวกะว่า ก้อนแห่งน้ำลาย (ตรัสแล้ว) ว่า อ.เรา จักบวช ดังนี้ เสด็จออกไปแล้ว ก่อน ; ส่วนว่า อ.รัตนะ ท. ๓ อันเรา ฟังแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น แห่งรัตนะ ท. ๓ บูชาแล้ว ด้วยแสนแห่งทรัพย์ ท. ๙ ; ก็ ชื่อ อ.สมบัติ นั่น เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ แก่พระราชานั่นเทียว (ย่อมเป็น) หามิได้ แล, เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ แม้แก่เรา นั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.ใคร คุกแล้ว ด้วยเข่า ท. จักรับ ซึ่งก้อนแห่งน้ำลาย อันอันพระราชา ทรงทิ้งแล้ว ด้วยปาก, อ.ความต้องการ ด้วยสมบัติ (มีอยู่) แก่เรา หามิได้, แม้ อ.เรา เจาะจง ซึ่งพระศาสดา ไปแล้ว จักบวช ดังนี้ ฯ

    พระเทวี. แม่ทั้งหลาย ทีแรก พระราชานั้นทรงสดับข่าวแล้ว ประทับยืนในหนทางเทียว ทรงบูชาพระรัตนตรัยด้วยทรัพย์ ๓ แสน ทรงสละสมบัติดุจก้อนน้ำลาย ตรัสว่า เราจักบวช แล้วเสด็จออก ไป ; ส่วนเราได้ฟังข่าวพระรัตนตรัยแล้ว บูชาพระรัตนตรัยด้วยทรัพย์ ๙ แสน ; ก็แล ชื่อว่าสมบัตินี้ มิได้นำทุกข์มาแด่พระราชา เท่านั้น, ย่อมเป็นเหตุนำทุกข์มา แม้แก่เราเหมือนกัน, ใครจักคุกเข่า รับเอาก้อนน้ำลายที่พระราชาทรงบ้วนทิ้งด้วยปากเล่า ? เราไม่ต้องการด้วยสมบัติ, แม้เราก็จักไปบวชอุทิศพระศาสดา.

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒ หน้า ๒๑–๒๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นองค์เป็นบริวาร ได้เสด็จถึงเมืองพาราณสี ฯ

    อตีเต กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺโธ วีสติขีณาสวสหสฺสปริวาโร พาราณสึ อคมาสิ.

    ได้ยินว่า ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เป็นผู้มีพันแห่งพระขีณาสพยี่สิบเป็นบริวาร (เป็น) ได้เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าพาราณสี ฯ

    ดังได้สดับมา ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่กรุงพาราณสี.

  2. ๒

    พวกมนุษย์กำหนดกำลังของแล้วร่วมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว ฯ

    มนุสฺสา อตฺตโน พลํ สลฺลกฺเขตฺวา อฏฺฐปิ ทสปิ เอกโต หุตฺวา อาคนฺตุกทานานิ อทํสุ.

    อ.มนุษย์ ท. กำหนดแล้ว ซึ่งกำลัง ของตน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน เพื่อภิกษุผู้จรมา ท. ฯ

    มนุษย์ทั้งหลายกำหนดกำลังของตน ๆ แล้ว รวมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว.

  3. ๓

    ครั้นวันหนึ่ง พระบรมศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนา ในเวลาเสร็จภัตตกิจ อย่างนี้ว่า ดูกรอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ คิดว่า เราควรถวายเฉพาะสิ่งของที่มีอยู่ของตนเท่านั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนอื่นที่เราชักชวน จึงถวายทานด้วยตนเองเท่านั้น ไม่ชักชวนคนอื่น บุคคลนั้นย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ตนบังเกิดแล้ว บุคคลบางคนชักชวนคนอื่น ไม่ถวายทานด้วยตนเอง บุคคลนั้นย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ตนบังเกิดแล้ว บุคคลบางคน ทั้งตนเองก็ไม่ถวายทานทั้งคนอื่นก็ไม่ชักชวน บุคคลนั้นย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ตนบังเกิดแล้ว เป็นคนกินเดน เป็นอยู่ บุคคลบางคนถวายทานด้วยตนเองด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย บุคคลนั้นย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ย่อมได้ ทั้งบริวารสมบัติ ในที่ตนบังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    อเถกทิวสํ สตฺถา ภตฺตกิจฺจาวสาเน เอวํ อนุโมทนํ อกาสิ “อุปาสกา อิเธกจฺโจ “อตฺตโน สนฺตกเมว ทาตุํ วฏฺฏติ, กึ ปเรน สมาทปิเตนาติ อตฺตนาว ทานํ เทติ ปรํ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ; เอกจฺโจ ปรํ สมาทเปติ อตฺตนา น เทติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน ปริวารสมฺปทํ ลภติ โน โภคสมฺปทํ; เอกจฺโจ อตฺตนาปิ น เทติ ปรมฺปิ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน เนว โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ, วิฆาสาโท หุตฺวา ชีวติ; เอกจฺโจ อตฺตนา จ เทติ ปรญฺจ สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทมฺปิ ลภติ ปริวารสมฺปทมฺปีติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระศาสดา ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร อย่างนี้ ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. อ.บุคคล บางคน ในโลกนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ถวาย ซึ่งวัตถุอันเป็นของมีอยู่ ของตน นั่นเทียว ย่อมควร, อ.ประโยชน์อะไร ด้วยบุคคลอื่น ผู้อันเราชักชวนแล้ว ดังนี้ ย่อมถวาย ซึ่งทาน ด้วยตนเทียว ย่อมไม่ชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อม แห่งโภคะ ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคล บางคน ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น ย่อมไม่ถวาย ด้วยตน, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมไม่ถวาย แม้ด้วยตน ย่อมไม่ชักชวน แม้ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ นั่นเทียว ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร เป็นผู้เคี้ยวกิน ซึ่งของอันเป็นเดน เป็น ย่อมเป็นอยู่ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมถวาย ด้วยตน ด้วย ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคล อื่นด้วย, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ แม้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ แม้ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง ในกาลเป็นที่เสร็จภัตกิจ พระศาสดาได้ทรง ทำอนุโมทนากถาอย่างนี้ว่า " เราอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนใน โลกนี้ คิดว่า ' เราให้ของ ๆ ตนเท่านั้นควร, ประโยชน์อะไรด้วย การชักชวนคนอื่น ' ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวน ผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิด แล้ว, บางคนชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนทั้งไม่ให้ด้วยตน ทั้ง ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว; บางคนทั้งให้ด้วยตน ทั้ง ชักชวนผู้อื่น, เขาน่อมได้ทั้งโภคสมบัติทั้งบริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตน เกิดแล้ว. "

  4. ๔

    ชายผู้เป็นบัณฑิต คนหนึ่ง ฟังอยู่ฟังอยู่ในที่ใกล้ คิดว่า บัดนี้ เราจักกระทำโดยประการที่สมบัติทั้งสองจักมีแก่เรา ดังนี้ ฯ

    ตํ สุตฺวา สมีเป ฐิโต เอโก ปณฺฑิตปุริโส จินฺเตสิ “อหนฺทานิ ตถา กริสฺสามิ; ยถา เม เทฺว สมฺปตฺติโย ภวิสฺสนฺตีติ.

    อ.บุรุษผู้เป็นบัณฑิต คนหนึ่ง ยืนแล้ว ในที่ใกล้ ฟังแล้ว (ซึ่งการอนุโมทนา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.สมบัติ ท. ๒ จักมี แก่เรา โดยประการใด อ.เรา จักกระทำ โดยประการนั้น ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ชายบัณฑิตผู้หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ ได้ฟังอนุโมทนากถานั้นแล้ว คิดว่า " บัดนี้ เราจักทำอย่างที่สมบัติทั้ง ๒ จักมีแก่เรา. "

  5. ๕

    เขาถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอนิมนต์พระองค์ทรงโปรดรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด ฯ

    โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    เขาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " พรุ่งนี้ ขอพระองค์จง ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า "

  6. ๖

    ต้องการพระจำนวนเท่าไร ฯ

    “กิตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ อตฺโถติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ความต้องการ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่าไร (มีอยู่) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ต้องการภิกษุเท่าไร ?

  7. ๗

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บริวารของพระองค์มีเท่าไรเล่า ฯ

    “กิตฺตโก ปน โว ภนฺเต ปริวาโรติ.

    (อ.บุรุษนั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.บริวาร ของพระองค์ ท. มีประมาณเท่าไร ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. ก็บริวารของพระองค์ มีเท่าไร ? พระเจ้าข้า.

  8. ๘

    มีพระ ๒ หมื่นองค์ ฯ

    “วีสติ ภิกฺขุสหสฺสานีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า อ.พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. มีภิกษุ ๒ หมื่นรูป.

  9. ๙

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอนิมนต์พระองค์พร้อมกับพระผู้เป็นบริวารทั้งหมด ทรงโปรดรับภิกษาของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด ฯ

    “ภนฺเต สพฺเพหิ สทฺธึ เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ กับ ด้วยภิกษุ ท. ทั้งปวง ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. พระเจ้าข้า พรุ่งนี้ ขอพระองค์กับภิกษุทั้งหมด จงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์.

  10. ๑๐

    พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๒๑–๒๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นองค์เป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่เมืองพาราณสี ฯ

    อตีเต กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺโธ วีสติขีณาสวสหสฺสปริวาโร พาราณสึ อคมาสิ.

    ได้ยินว่า ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เป็นผู้มีพันแห่งพระขีณาสพยี่สิบเป็นบริวาร (เป็น) ได้เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าพาราณสี ฯ

    ดังได้สดับมา ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่กรุงพาราณสี.

  2. ๒

    มนุษย์ทั้งหลายกำหนดกำลังของตนแล้ว รวมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานทั้งหลายแล้ว ฯ

    มนุสฺสา อตฺตโน พลํ สลฺลกฺเขตฺวา อฏฺฐปิ ทสปิ เอกโต หุตฺวา อาคนฺตุกทานานิ อทํสุ.

    อ.มนุษย์ ท. กำหนดแล้ว ซึ่งกำลัง ของตน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน เพื่อภิกษุผู้จรมา ท. ฯ

    มนุษย์ทั้งหลายกำหนดกำลังของตน ๆ แล้ว รวมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว.

  3. ๓

    ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อกาลเป็นที่สุดแห่งภัตกิจแล้ว พระศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนาอย่างนี้ว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายคนบางคนในโลกนี้ คิดว่า เราควรให้เฉพาะของที่มีอยู่ของตนเท่านั้น จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการชักชวนคนอื่น ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวนบุคคลอื่น เขาย่อมได้โภคสมบัติ ย่อมไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนบังเกิดแล้ว บางคนชักชวนคนอื่น ไม่ให้ทานด้วยตนเอง เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ ๆ ตนบังเกิดแล้ว บางคนไม่ให้ทานด้วยตนเองทั้งไม่ชักชวนบุคคลอื่น เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนบังเกิดแล้ว เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ บางคนให้ทานด้วยตนเองและชักชวนบุคคลอื่น เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนบังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    อเถกทิวสํ สตฺถา ภตฺตกิจฺจาวสาเน เอวํ อนุโมทนํ อกาสิ “อุปาสกา อิเธกจฺโจ “อตฺตโน สนฺตกเมว ทาตุํ วฏฺฏติ, กึ ปเรน สมาทปิเตนาติ อตฺตนาว ทานํ เทติ ปรํ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ; เอกจฺโจ ปรํ สมาทเปติ อตฺตนา น เทติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน ปริวารสมฺปทํ ลภติ โน โภคสมฺปทํ; เอกจฺโจ อตฺตนาปิ น เทติ ปรมฺปิ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน เนว โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ, วิฆาสาโท หุตฺวา ชีวติ; เอกจฺโจ อตฺตนา จ เทติ ปรญฺจ สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทมฺปิ ลภติ ปริวารสมฺปทมฺปีติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระศาสดา ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร อย่างนี้ ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. อ.บุคคล บางคน ในโลกนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ถวาย ซึ่งวัตถุอันเป็นของมีอยู่ ของตน นั่นเทียว ย่อมควร, อ.ประโยชน์อะไร ด้วยบุคคลอื่น ผู้อันเราชักชวนแล้ว ดังนี้ ย่อมถวาย ซึ่งทาน ด้วยตนเทียว ย่อมไม่ชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อม แห่งโภคะ ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคล บางคน ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น ย่อมไม่ถวาย ด้วยตน, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมไม่ถวาย แม้ด้วยตน ย่อมไม่ชักชวน แม้ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ นั่นเทียว ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร เป็นผู้เคี้ยวกิน ซึ่งของอันเป็นเดน เป็น ย่อมเป็นอยู่ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมถวาย ด้วยตน ด้วย ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคล อื่นด้วย, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ แม้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ แม้ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง ในกาลเป็นที่เสร็จภัตกิจ พระศาสดาได้ทรง ทำอนุโมทนากถาอย่างนี้ว่า " เราอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนใน โลกนี้ คิดว่า ' เราให้ของ ๆ ตนเท่านั้นควร, ประโยชน์อะไรด้วย การชักชวนคนอื่น ' ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวน ผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิด แล้ว, บางคนชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนทั้งไม่ให้ด้วยตน ทั้ง ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว; บางคนทั้งให้ด้วยตน ทั้ง ชักชวนผู้อื่น, เขาน่อมได้ทั้งโภคสมบัติทั้งบริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตน เกิดแล้ว. "

  4. ๔

    ชายบัณฑิตผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในที่ใกล้ ได้ฟังอนุโมทนานั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้ เราจักทำแบบที่สมบัติทั้ง ๒ จักมีแก่เรา ดังนี้ ฯ

    ตํ สุตฺวา สมีเป ฐิโต เอโก ปณฺฑิตปุริโส จินฺเตสิ “อหนฺทานิ ตถา กริสฺสามิ; ยถา เม เทฺว สมฺปตฺติโย ภวิสฺสนฺตีติ.

    อ.บุรุษผู้เป็นบัณฑิต คนหนึ่ง ยืนแล้ว ในที่ใกล้ ฟังแล้ว (ซึ่งการอนุโมทนา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.สมบัติ ท. ๒ จักมี แก่เรา โดยประการใด อ.เรา จักกระทำ โดยประการนั้น ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ชายบัณฑิตผู้หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ ได้ฟังอนุโมทนากถานั้นแล้ว คิดว่า " บัดนี้ เราจักทำอย่างที่สมบัติทั้ง ๒ จักมีแก่เรา. "

  5. ๕

    เขาถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันพรุ่งนี้ ขอพระองค์ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ

    โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    เขาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " พรุ่งนี้ ขอพระองค์จง ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า "

  6. ๖

    ต้องการภิกษุจำนวนเท่าไหร่ ฯ

    “กิตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ อตฺโถติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ความต้องการ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่าไร (มีอยู่) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ต้องการภิกษุเท่าไร ?

  7. ๗

    ก็บริวารของพระองค์มีเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “กิตฺตโก ปน โว ภนฺเต ปริวาโรติ.

    (อ.บุรุษนั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.บริวาร ของพระองค์ ท. มีประมาณเท่าไร ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. ก็บริวารของพระองค์ มีเท่าไร ? พระเจ้าข้า.

  8. ๘

    มีภิกษุสองหมื่นรูป ฯ

    “วีสติ ภิกฺขุสหสฺสานีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า อ.พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. มีภิกษุ ๒ หมื่นรูป.

  9. ๙

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญวันพรุ่งนี้ ขอพระองค์พร้อมกับภิกษุทั้งหมด ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ ด้วยเถิด ฯ

    “ภนฺเต สพฺเพหิ สทฺธึ เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ กับ ด้วยภิกษุ ท. ทั้งปวง ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. พระเจ้าข้า พรุ่งนี้ ขอพระองค์กับภิกษุทั้งหมด จงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์.

  10. ๑๐

    พระศาสดาทรงรับอาราธนาแล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๒๑–๒๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๑, พ.ศ. ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปกรุงพาราณสี ฯ

    อตีเต กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺโธ วีสติขีณาสวสหสฺสปริวาโร พาราณสึ อคมาสิ.

    ได้ยินว่า ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เป็นผู้มีพันแห่งพระขีณาสพยี่สิบเป็นบริวาร (เป็น) ได้เสด็จไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าพาราณสี ฯ

    ดังได้สดับมา ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่กรุงพาราณสี.

  2. ๒

    มนุษย์ ทั้งหลาย กำหนดกำลังของตน ร่วมมือกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว ฯ

    มนุสฺสา อตฺตโน พลํ สลฺลกฺเขตฺวา อฏฺฐปิ ทสปิ เอกโต หุตฺวา อาคนฺตุกทานานิ อทํสุ.

    อ.มนุษย์ ท. กำหนดแล้ว ซึ่งกำลัง ของตน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง เป็น โดยความเป็นอันเดียวกัน ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน เพื่อภิกษุผู้จรมา ท. ฯ

    มนุษย์ทั้งหลายกำหนดกำลังของตน ๆ แล้ว รวมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานแล้ว.

  3. ๓

    ต่อมาวันหนึ่ง ในเวลาเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดา ได้ทรงทำอนุโมทนาอย่างนี้ว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้ คิดว่า ของมีอยู่ส่วนตัวเท่านั้น จะให้จึงควร จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนอื่นที่เราชักชวน ดังนี้ จึงให้ทานด้วยตนเองเท่านั้น ไม่ยอมชักชวนคนอื่น บุคคลผู้นั้น ย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติในที่ที่ตนบังเกิดแล้ว บางคน (ได้แต่) ชักชวนคนอื่น แต่ตัวเองไม่ยอมให้ ผู้นั้น ได้บริวารสมบัติ (แต่) โภคสมบัติไม่ได้ ในที่ที่ตนบังเกิดแล้ว บางคน ทั้งตนเองก็ไม่ให้ ทั้งคนอื่นก็ไม่ชักชวน ผู้นั้น โภคสมบัติก็ไม่ได้ บริวารสมบัติก็ไม่ได้ ในที่ที่ตนบังเกิดแล้ว เป็นคนกินเดน เป็นอยู่ บางคน ให้ด้วยตนเองด้วย ทั้งยังชักชวนคนอื่นด้วย ผู้นั้น ได้ทั้งโภคสมบัติ ได้ทั้งบริวารสมบัติ ในที่ที่ตนบังเกิดแล้ว ฯ

    อเถกทิวสํ สตฺถา ภตฺตกิจฺจาวสาเน เอวํ อนุโมทนํ อกาสิ “อุปาสกา อิเธกจฺโจ “อตฺตโน สนฺตกเมว ทาตุํ วฏฺฏติ, กึ ปเรน สมาทปิเตนาติ อตฺตนาว ทานํ เทติ ปรํ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ; เอกจฺโจ ปรํ สมาทเปติ อตฺตนา น เทติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน ปริวารสมฺปทํ ลภติ โน โภคสมฺปทํ; เอกจฺโจ อตฺตนาปิ น เทติ ปรมฺปิ น สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน เนว โภคสมฺปทํ ลภติ โน ปริวารสมฺปทํ, วิฆาสาโท หุตฺวา ชีวติ; เอกจฺโจ อตฺตนา จ เทติ ปรญฺจ สมาทเปติ, โส นิพฺพตฺตฏฺฐาเน โภคสมฺปทมฺปิ ลภติ ปริวารสมฺปทมฺปีติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พระศาสดา ได้ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร อย่างนี้ ว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกา ท. อ.บุคคล บางคน ในโลกนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ถวาย ซึ่งวัตถุอันเป็นของมีอยู่ ของตน นั่นเทียว ย่อมควร, อ.ประโยชน์อะไร ด้วยบุคคลอื่น ผู้อันเราชักชวนแล้ว ดังนี้ ย่อมถวาย ซึ่งทาน ด้วยตนเทียว ย่อมไม่ชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อม แห่งโภคะ ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคล บางคน ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคลอื่น ย่อมไม่ถวาย ด้วยตน, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมไม่ถวาย แม้ด้วยตน ย่อมไม่ชักชวน แม้ซึ่งบุคคลอื่น, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ นั่นเทียว ย่อมไม่ได้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร เป็นผู้เคี้ยวกิน ซึ่งของอันเป็นเดน เป็น ย่อมเป็นอยู่ ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว, อ.บุคคลบางคน ย่อมถวาย ด้วยตน ด้วย ย่อมชักชวน ซึ่งบุคคล อื่นด้วย, (อ.บุคคล) นั้น ย่อมได้ แม้ ซึ่งความถึงพร้อมแห่งโภคะ แม้ซึ่งความถึงพร้อมแห่งบริวาร ในที่ (แห่งตน) บังเกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง ในกาลเป็นที่เสร็จภัตกิจ พระศาสดาได้ทรง ทำอนุโมทนากถาอย่างนี้ว่า " เราอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนใน โลกนี้ คิดว่า ' เราให้ของ ๆ ตนเท่านั้นควร, ประโยชน์อะไรด้วย การชักชวนคนอื่น ' ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวน ผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิด แล้ว, บางคนชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว, บางคนทั้งไม่ให้ด้วยตน ทั้ง ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว; บางคนทั้งให้ด้วยตน ทั้ง ชักชวนผู้อื่น, เขาน่อมได้ทั้งโภคสมบัติทั้งบริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตน เกิดแล้ว. "

  4. ๔

    บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ผู้หนึ่ง ยืนใกล้ ๆ ฟังอนุโมทนากถานั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้ เราจักทำโดยประการที่สมบัติทั้งสองจักมีแก่เรา ดังนี้ ฯ

    ตํ สุตฺวา สมีเป ฐิโต เอโก ปณฺฑิตปุริโส จินฺเตสิ “อหนฺทานิ ตถา กริสฺสามิ; ยถา เม เทฺว สมฺปตฺติโย ภวิสฺสนฺตีติ.

    อ.บุรุษผู้เป็นบัณฑิต คนหนึ่ง ยืนแล้ว ในที่ใกล้ ฟังแล้ว (ซึ่งการอนุโมทนา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.สมบัติ ท. ๒ จักมี แก่เรา โดยประการใด อ.เรา จักกระทำ โดยประการนั้น ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ชายบัณฑิตผู้หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ ได้ฟังอนุโมทนากถานั้นแล้ว คิดว่า " บัดนี้ เราจักทำอย่างที่สมบัติทั้ง ๒ จักมีแก่เรา. "

  5. ๕

    เขาถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า พรุ่งนี้นิมนต์รับภิกษาของข้าพระองค์ ฯ

    โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    เขาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " พรุ่งนี้ ขอพระองค์จง ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า "

  6. ๖

    พระบรมศาสดาตรัสถามว่า ต้องการพระเท่าไร ฯ

    “กิตฺตเกหิ ภิกฺขูหิ อตฺโถติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ความต้องการ ด้วยภิกษุ ท. มีประมาณเท่าไร (มีอยู่) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ต้องการภิกษุเท่าไร ?

  7. ๗

    บุรุษ. ก็บริวารของพระองค์ มีเท่าไร พระเจ้าข้า ฯ

    “กิตฺตโก ปน โว ภนฺเต ปริวาโรติ.

    (อ.บุรุษนั้น ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.บริวาร ของพระองค์ ท. มีประมาณเท่าไร ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. ก็บริวารของพระองค์ มีเท่าไร ? พระเจ้าข้า.

  8. ๘

    พระบรมศาสดา. มีพระ ๒ หมื่นรูป ฯ

    “วีสติ ภิกฺขุสหสฺสานีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า อ.พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. มีภิกษุ ๒ หมื่นรูป.

  9. ๙

    บุรุษ. พระเจ้าข้า พรุ่งนี้ พระองค์พร้อมทั้งพระทั้งหมด นิมนต์รับภิกษาของข้าพระองค์ ฯ

    “ภนฺเต สพฺเพหิ สทฺธึ เสฺว มยฺหํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ.

    (อ.บุรุษนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.พระองค์ ท. ขอจงทรงรับ ซึ่งภิกษา ของข้าพระองค์ กับ ด้วยภิกษุ ท. ทั้งปวง ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ ฯ

    บัณฑิต. พระเจ้าข้า พรุ่งนี้ ขอพระองค์กับภิกษุทั้งหมด จงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์.

  10. ๑๐

    พระบรมศาสดา ทรงรับนิมนต์แล้ว ฯ

    สตฺถา อธิวาเสสิ.

    อ.พระศาสดา (ทรงยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒ หน้า ๒๒–๒๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชายผู้เป็นบัณฑิตนั้น เข้าไปหมู่บ้านแล้ว เที่ยวเดินบอกบุญว่า พ่อแม่ทั้งหลาย วันพรุ่งนี้ ข้าพเจ้านิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธองค์ทรงเป็นประธานแล้ว ขอเชิญท่านทั้งหลายถวายแก่พระเท่าจำนวนที่สามารถ (จะถวายได้) เมื่อชนทั้งหลายกำหนดกำลังของตนแล้ว กล่าวว่า พวกเราจักถวาย ๑๐ รูป พวกเรา ๒๐ รูป พวกเรา ๑๐๐ รูป พวกเรา ๕๐๐ รูป ดังนี้เป็นต้นแล้วจึงจดคำของชนทั้งหมดลงไว้ในบัญชีตั้งแต่ต้นมา ฯ

    โส คามํ ปวิสิตฺวา “อมฺม ตาตา เสฺว มยา พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ นิมนฺติโต, ตุมฺเห ยตฺตกานํ ภิกฺขูนํ สกฺโกถ ตตฺตกานํ เทถาติ อาโรเจตฺวา วิจรนฺโต, อตฺตโน พลํ สลฺลกฺเขตฺวา “มยํ ทสนฺนํ ทสฺสาม, มยํ วีสติยา. มยํ สตสฺส, มยํ ปญฺจนฺนํ สตานนฺติ วุตฺเต, สพฺเพสํ วจนํ อาทิโต ปฏฺฐาย ปณฺเณ อาโรเปสิ.

    (อ.บุรุษ) นั้น เข้าไปแล้ว สู่บ้าน ย่อมเที่ยวบอกไปอยู่ ว่า แน่ะแม่ และพ่อ ท. อ.หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อันข้าพเจ้า นิมนต์แล้ว ในวันพรุ่ง อ.ท่าน ท. ย่อมอาจ (เพื่ออันถวาย) แก่ภิกษุ ท. มีประมาณเท่าใด, (อ.ท่าน ท.) จงถวาย (แก่ภิกษุ ท.) มีประมาณเท่านั้น ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.เรา ท. จักถวาย (แก่ภิกษุ ท.) ๑๐, อ.เรา ท. (จักถวาย แก่ภิกษุ ท.) ๒๐, อ.เรา ท. (จักถวาย) แก่ร้อย (แห่งภิกษุ ท.), อ.เรา ท. (จักถวาย) แก่ร้อย ท. ๕ (แห่งภิกษุ ท.) ดังนี้ (อันชน ท. เหล่านั้น) กำหนดแล้ว ซึ่งกำลัง ของตน กล่าวแล้ว, ยกขึ้นแล้ว ซึ่งคำ ของชน ท. ทั้งปวง ในหนังสือ จำเดิม แต่ต้น ฯ

    เขาเข้าไปบ้านแล้ว เดินบอก บุญว่า " แม่และพ่อทั้งหลาย พรุ่งนี้ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไว้ (เพื่อรับภิกษา), ท่านทั้งหลายจงถวายแก่ ภิกษุเท่าจำนวนที่สามารถ (ถวายได้). " เมื่อชนทั้งหลายกำหนด กำลังของตน ๆ แล้วกล่าวว่า " พวกเรา จักถวาย ๑๐ รูป, พวกเราจักถวาย ๒๐ รูป, พวกเรา ๑๐๐ รูป, พวกเรา ๕๐๐ รูป " ดังนี้ แล้ว จึงจดคำของคนทั้งหมดลงไว้ในบัญชีตั้งแต่ต้นมา.

  2. ๒

    ก็สมัยนั้น ในพระนครนั้น มีชายคนหนึ่งปรากฏว่า เป็นคนเข็ญใจมาก เพราะเขาเป็นคนจนอย่างยิ่ง ฯ

    เตน จ สมเยน ตสฺมึ นคเร อติทุคฺคตภาเวเนว “มหาทุคฺคโตติ ปญฺญาโต เอโก ปุริโส อตฺถิ.

    ก็ โดยสมัย นั้น อ.บุรุษ คนหนึ่ง ผู้ปรากฏแล้ว ว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ ดังนี้ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยากยิ่ง นั่นเทียว มีอยู่ ในพระนคร นั้น ฯ

    ก็ในสมัยนั้น ในกรุงมีชายคนหนึ่งปรากฏชื่อว่า " มหาทุคคตะ " เพราะความเป็นผู้ยากจนยิ่งนัก.

  3. ๓

    ชายบัณฑิตนั้น เห็นชายเข็ญใจแม้นั้นมาถึงเฉพาะหน้า จึงบอกว่า เพื่อนมหาทุคคตะ ข้าพเจ้านิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธองค์ เป็นประธาน เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ พวกชาวเมือง จักถวายทานกัน เพื่อน จักเลี้ยงพระสักกี่รูป เล่า ฯ

    โส ตํปิ สมฺมุขาคตํ ทิสฺวา “สมฺม มหาทุคฺคต มยา สฺวาตนาย พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ นิมนฺติโต, เสฺว นครวาสิโน ทานํ ทสฺสนฺติ, ตฺวํ กตี ภิกฺขู โภเชสฺสสีติ.

    (อ.บุรุษ) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) แม้นั้น ผู้มาแล้ว ในที่พร้อมหน้า (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะมหาทุคคตะ ผู้มีธุระอันเสมอ อ.หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อันข้าพเจ้า นิมนต์แล้ว เพื่อภัตรบริโภคอันมีในวันพรุ่ง, อ.ชน ท. ผู้อยู่ในพระนครโดยปกติ จักถวาย ซึ่งทาน ในวันพรุ่ง, อ.ท่าน ยังภิกษุ ท. เท่าไร จักให้ฉัน ดังนี้ ฯ

    ชายบัณฑิตเห็นชายเข็ญใจแม้นั้นมาเฉพาะหน้า จึงบอกว่า " เพื่อนมหาทุคคตะ ข้าพเจ้าได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานไว้ เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. พรุ่งนี้ ชาวเมืองจักถวายทานกัน, แกจักเลี้ยงภิกษุสักกี่รูป ? "

  4. ๔

    เจ้านาย ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระทั้งหลายเล่า ธรรมดาความต้องการด้วยพระทั้งหลาย เป็นเรื่องของพวกคนมีทรัพย์ ส่วน ข้าพเจ้าแม้เพียงข้าวสารทะนานหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่ข้าวต้มในวันพรุ่งนี้ ก็ยังไม่มี ข้าพเจ้า ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ ข้าพเจ้า ต้องการอะไร ต้องการอะไรด้วยพระทั้งหลายเล่า ฯ

    “สามิ มยฺหํ กึ ภิกฺขูหิ, ภิกฺขูหิ นาม สธนานํ อตฺโถ, มยฺหํ ปน เสฺว ยาคุอตฺถาย ตณฺฑุลนาฬีมตฺตํปิ นตฺถิ, อหํ ภตึ กตฺวา ชีวามิ, กึ เม ภิกฺขูหีติ.

    (อ.บุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่นั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.ประโยชน์อะไร ของข้าพเจ้า ด้วยภิกษุ ท., อ.ความต้องการ ชื่อ ด้วยภิกษุ ท. (ย่อมมี) (แก่ชน ท.) ผู้เป็นไปกับด้วยทรัพย์, ส่วนว่า (อ.วัตถุ) แม้สักว่าทะนานแห่งข้าวสาร เพื่อประโยชน์แก่ข้าวต้ม ของข้าพเจ้า ย่อมไม่มี ในวันพรุ่ง, อ.ข้าพเจ้า กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ย่อมเป็นอยู่, อ.ประโยชน์อะไร ของข้าพเจ้า ด้วยภิกษุ ท. ดังนี้ ฯ

    มหาทุคคตะ. คุณ ผมจะต้องการอะไรด้วยภิกษุเล่า ? ชื่อว่าความต้องการภิกษุ เป็นของคนมีทรัพย์, ส่วนผมแม้สักว่าข้าวสารทะนานหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่ข้าวต้มพรุ่งนี้ ก็ไม่มี, ผมทำงานรับจ้าง เลี้ยงชีพ, ผมจะต้องการอะไรด้วยภิกษุ ?

  5. ๕

    ชายผู้เป็นบัณฑิตนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า เพื่อนมหาทุคคตะ ชนเป็นอันมาก ในพระนครนี้บริโภคโภชนะอย่างดี นุ่งผ้าเนื้อละเอียด แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ ต่าง ๆ นอนบนที่นอนอันงามสง่า ย่อมเสวยสมบัติกัน ส่วนเพื่อนทำงานรับจ้างทั้งวัน ยังไม่ได้ อาหาร แม้เพียงพอเต็มท้อง แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อน ยังไม่รู้สึกหรือว่า เราไม่ได้อะไร ๆ เพราะไม่ได้ทำบุญ อะไร ๆ ไว้แม้ในปางก่อน ฯ

    สมาทปเกน นาม พฺยตฺเตน ภวิตพฺพํ; ตสฺมา โส เตน “นตฺถีติ วุตฺเตปิ ตุณฺหีภูโต อหุตฺวา เอวมาห “สมฺม มหาทุคฺคต อิมสฺมึ นคเร สุโภชนํ ภุญฺชิตฺวา สุขุมวตฺถนิวตฺถา นานาภรณปฺปฏิมณฺฑิตา สิริสยเน สยมานา พหู ชนา สมฺปตฺตึ อนุภวนฺติ, ตฺวํ ปน ทิวสํ ภตึ กตฺวา กุจฺฉิปูรมตฺตํปิ น ลภสิ; เอวํ สนฺเตปิ `อหํ ปุพฺเพปิ กิญฺจิ อกตตฺตา กิญฺจิ น ลภามีติ น ชานาสีติ.

    ชื่อ (อันบุคคล) ผู้ชักชวน เป็นผู้ฉลาด พึงเป็น ; เพราะเหตุนั้น (อ.บุรุษ) นั้น (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ย่อมไม่มี ดังนี้ (อันบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น แม้กล่าวแล้ว เป็นผู้เป็นคนนิ่งเป็นแล้ว ไม่เป็น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า แน่ะมหาทุคคตะ ผู้มีธุระอันเสมอ อ.ชน ท. มาก ในพระนคร นี้ บริโภคแล้ว ซึ่งโภชนะอันดี มีผ้าเนื้อละเอียดอันนุ่งแล้ว ผู้ประดับเฉพาะแล้วด้วย เครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ นอนอยู่ บนที่เป็นที่นอนอันเป็นสิริ ย่อมเสวย ซึ่งสมบัติ, ส่วนว่า อ.ท่าน กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ตลอดวัน ย่อมไม่ได้ (ซึ่งวัตถุ) แม้สักว่าอันยังท้อง ให้เต็ม ครั้นเมื่อความเป็น อย่างนั้น แม้มีอยู่ อ.ท่าน ย่อมไม่รู้ ว่า อ.เรา ย่อมไม่ได้ ซึ่งวัตถุอะไร ๆ เพราะความที่ (แห่งบุญ) อะไร ๆ เป็นบุญ (อันเรา) ไม่กระทำแล้ว แม้ในกาลก่อน ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    ธรรมดาผู้ชักชวนพึงเป็นผู้ฉลาด, เพราะฉะนั้น ชายบัณฑิตนั้น แม้เมื่อมหาทุคคตะพูดว่า " ไม่มี " ก็ไม่นิ่งเฉย ยังกล่าวอย่างนี้ว่า " เพื่อนมหาทุคคตะ คนเป็นอันมาก ในเมืองนี้ บริโภคโภชนะอย่างดี นุ่งผ้าเนื้อละเอียด แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ นอนบนที่นอนอันสง่างาม ย่อมเสวยสมบัติกัน, ส่วนแกทำงานรับจ้าง ตลอดวัน ยังไม่ได้อาหารแม้พอเต็มท้อง; เมื่อเป็นเช่นนี้ แกยัง ไม่รู้สึกว่า ' เราไม่ได้อะไร ๆ เพราะไม่ได้ทำบุญอะไร ๆ ไว้แม้ใน กาลก่อน. "

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๓–๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชายคนยากนั้น เมื่อบุรุษนั้น เจรจาอยู่ เป็นผู้ถึงความสลดใจแล้ว บอกว่า ท่านจงลงบัญชีให้ผมบ้างสักรูปหนึ่ง ผมทำการรับจ้างงานสักอย่าง แล้วจักถวายภิกษาแก่พระรูปหนึ่ง ฯ

    โส ตสฺมึ กเถนฺเต สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา “มยฺหํปิ เอกํ ภิกฺขุํ ปณฺเณ อาโรเปหิ, กญฺจิเทว ภตึ กตฺวา เอกสฺส ภิกฺขํ ทสฺสามีติ อาห.

    (อ.บุรุษผู้ถึงแล้ว ซึ่งยากใหญ่) นั้น (ครั้นเมื่อบุรุษ) นั้น กล่าวอยู่ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสลดใจ เป็น กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน จงยกขึ้น ซึ่งภิกษุ รูปหนึ่ง ในหนังสือ แม้แก่ข้าพเจ้า อ.ข้าพเจ้า กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง อะไร ๆ นั่นเทียว จักถวาย ซึ่งภิกษา แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดังนี้ ฯ

    มหาทุคคตะนั้น เมื่อชายบัณฑิตกล่าวอยู่ ถึงความสลดใจ จึงพูดว่า " คุณจงลงบัญชีภิกษุให้ผมบ้างสักรูปหนึ่ง, ผมจักทำงาน จ้างอะไรสักอย่างแล้ว จักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง,

  2. ๒

    บุรุษนอกนี้คิดว่า พระรูปเดียวเราลงบัญชีไว้ จะมีประโยชน์อะไร จึงมิได้จดไว้ ฯ

    อิตโร “กึ เอเกน ภิกฺขุนา ปณฺเณ อาโรปิเตนาติ น อาโรเปสิ.

    อ.บุรุษนอกนี้ ไม่ยกขึ้นแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.ประโยชน์ อะไร ด้วยภิกษุ รูปหนึ่ง ผู้ (อันเรา) ยกขึ้นแล้ว ในหนังสือ ดังนี้ ฯ

    ชายบัณฑิต นอกนี้ คิดว่า " ภิกษุรูปเดียว จะจดลงในบัญชีทำไม ? " ดังนี้แล้ว จึงไม่จดไว้.

  3. ๓

    ฝ่ายชายคนยาก ไปเรือนแล้วบอกภริยาว่า หล่อน พรุ่งนี้ ชาวเมืองจะจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ แม้ฉันก็ถูกผู้ชักชวนว่า ท่านจงถวายภิกษาแก่พระรูปหนึ่ง เราทั้งสอง จัก (ร่วมกัน) ถวายภิกษาแก่พระรูปหนึ่ง ในวันพรุ่งนี้ ฯ

    มหาทุคฺคโตปิ เคหํ คนฺตฺวา ภริยํ อาห “ภทฺเท นครวาสิโน เสฺว สงฺฆสฺส ภตฺตํ กโรนฺติ, อหํปิ สมาทปเกน `เอกสฺส ภิกฺขํ เทหีติ วุตฺโต, มยํ เสฺว เอกสฺส ภิกฺขํ ทสฺสามาติ.

    แม้ อ.บุรุษผู้ถึงแล้ว ซึ่งยากใหญ่ ไปแล้ว สู่เรือน กล่าวแล้ว กะภรรยา ว่า แน่ะนางผู้เจริญ (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในพระนครโดยปกติ จะกระทำ ซึ่งภัตร เพื่อพระสงฆ์ ในวันพรุ่ง, แม้ อ.เรา เป็นผู้ อันบุรุษผู้ชักชวน กล่าวแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. จงถวาย ซึ่งภิกษา แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดังนี้ (ย่อมเป็น), อ.เรา ท. จักถวาย ซึ่งภิกษา แก่ภิกษุ รูปหนึ่ง ในวันพรุ่ง ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายมหาทุคคตะ ไปเรือนแล้ว พูดกะภรรยาว่า " หล่อน พรุ่งนี้ ชาวเมืองเขาจัดภัตรเพื่อพระสงฆ์, แม้ฉันก็ถูกผู้ชักชวนบอก ว่า ' จงถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. พวกเราจักถวายภิกษาแก่ภิกษุ รูปหนึ่ง พรุ่งนี้. "

  4. ๔

    ครั้งนั้น ภริยาของเขา ไม่พูดเลยว่า เราทั้งสองยากจน เพราะเหตุไรแกจึงรับคำเขา พูดว่า นาย แกทำดีแล้ว เมื่อก่อน เราทั้งสองมิได้ถวายอะไร ๆ บัดนี้ จึงเกิดเป็นคนยากจน เราทั้งสองทำการรับจ้าง จักถวายภิกษาแก่พระรูปหนึ่ง ดังนี้แล้ว ทั้งสองคนออกไปยังสำนักงานจัดจ้าง ฯ

    อถสฺส ภริยา “มยํ ทลิทฺทา, กสฺมา ตยา ปฏิสฺสุตนฺติ อวตฺวาว “สามิ ภทฺทกํ เต กตํ, มยํ ปุพฺเพปิ กิญฺจิ อทตฺวา อิทานิ ทุคฺคตา ชาตา, มยํ อุโภปิ ภตึ กตฺวา เอกสฺส ภิกฺขํ ทสฺสามาติ วตฺวา, อุโภปิ นิกฺขมิตฺวา ภติฏฺฐานํ อคมํสุ.

    ครั้งนั้น อ.ภรรยา (ของบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น ไม่กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา ท. เป็นคนขัดสน (ย่อมเป็น), (อ.คำ ของบุรุษนั้น) อันท่าน ฟังตอบแล้ว เพราะเหตุไร ดังนี้ เทียว กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.กรรมอันเจริญ อันท่าน กระทำแล้ว, อ.เรา ท. ไม่ถวายแล้ว ซึ่งวัตถุอะไร ๆ แม้ในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยาก เป็นผู้เกิดแล้ว (ย่อมเป็น) ในกาลนี้, อ.เรา ท. แม้ทั้งสอง กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง จักถวาย ซึ่งภิกษา แก่ภิกษุ รูปหนึ่ง ดังนี้, อ.เมียและผัว ท. แม้ทั้งสอง ออกแล้ว ได้ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่กระทำซึ่งการรับจ้าง ฯ

    ลำดับนั้น ภรรยาของเขาไม่พูดเลยว่า " พวกเรา เป็นคนจน, แกรับคำเขาทำไม ? " กล่าวว่า " นาย แกทำดีแล้ว, เมื่อก่อนเราไม่ให้อะไร ๆ ชาตินี้จึงเกิดเป็นคนยากจน, เราทั้ง ๒ คน ทำงานจ้างแล้ว จักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง " แม้ทั้ง ๒ คน ได้ออกไปสู่ที่ทำงานจ้าง.

  5. ๕

    มหาเศรษฐีเห็นชายคนยากแล้วจึงถามว่า เพื่อนผู้ยากไร้ เธอจักทำงานรับจ้างหรือ ฯ

    มหาเสฏฺฐี มหาทุคฺคตํ ทิสฺวา “กึ สมฺม มหาทุคฺคต ภตึ กริสฺสสีติ ปุจฺฉิ.

    อ.มหาเศรษฐี เห็นแล้ว ซึ่งบุรุษ ผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ ถามแล้ว ว่า แน่ะมหาทุคคตะ ผู้มีธุระอันเสมอ อ.ท่าน จักกระทำ ซึ่งการรับจ้าง หรือ ดังนี้ ฯ

    มหาเศรษฐี เห็นมหาทุคคตะ จึงถามว่า " เพื่อนมหาทุคคตะ เธอจักทำงานจ้างหรือ ?

  6. ๖

    คนยาก. ขอรับ ท่าน ฯ

    “อาม อยฺยาติ.

    (อ.บุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า ขอรับ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    มหาทุคคตะ. ขอรับ กระผม.

  7. ๗

    เศรษฐี. จักทำอะไรเล่า ฯ

    “กึ กริสฺสสีติ.

    (อ.มหาเศรษฐี ถามแล้ว) ว่า อ.ท่าน จักกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    มหาเศรษฐี. จักทำอะไร ?

  8. ๘

    คนยาก. อันใด (ก็ได้) ที่ท่านจักให้ทำ ฯ

    “ยํ ตุมฺเห กาเรสฺสถาติ.

    (อ.บุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. (ยังกระผม) จักให้กระทำ ซึ่งกรรมใด (อ.กระผม จักกระทำ ซึ่งกรรมนั้น) ดังนี้ ฯ

    มหาทุคคตะ. แล้วแต่ท่านจักให้ทำ.

  9. ๙

    เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เราจักนิมนต์พระสองร้อยรูป สามร้อยรูปให้มาฉัน มาเถิด (มา) ผ่าฟืน (ก็แล้วกัน) นำมีดและขวานออกมา ให้ให้แล้ว ฯ

    “เตนหิ มยํ เสฺว เทฺว ตีณิ ภิกฺขุสตานิ โภเชสฺสาม, เอหิ ทารูนิ ผาเลหีติ วาสีผรสุํ นีหริตฺวา ทาเปสิ.

    (อ.มหาเศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น อ.เรา ท. ยังร้อยแห่งภิกษุ ท. สอง สาม จักให้ฉัน ในวันพรุ่ง, อ.ท่าน จงมา จงผ่า ซึ่งฟืน ท. ดังนี้ นำออกแล้ว ซึ่งมีดและขวาน (ยังบุคคล) ให้ให้แล้ว ฯ

    มหาเศรษฐีกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เราจักเลี้ยงภิกษุ ๒-๓ ร้อย, จงผ่าฟืนเถิด " แล้วก็ให้หยิบมีดและขวานมาให้.

  10. ๑๐

    ชายคนยาก ถกเขมรอย่างแข็งขัน ถึงความอุตสาหะ (ขมักเขม้น) วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวาน ฉวยมีด ผ่าฟืน ฯ

    มหาทุคฺคโต พาฬฺหํ กจฺฉํ พนฺธิตฺวา อุสฺสาหปฺปตฺโต วาสึ ปหาย ผรสุํ คณฺหนฺโต ผรสุํ หิตฺวา วาสึ คณฺหนฺโต ทารูนิ ผาเลติ.

    อ.บุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ เหน็บแล้ว ซึ่งกระเบน มั่น ผู้ถึงแล้วซึ่งความอุตสาหะ ละแล้ว ซึ่งมีด ถือเอาอยู่ ซึ่งขวาน ละแล้ว ซึ่งขวาน ถือเอาอยู่ ซึ่งมีด ย่อมผ่า ซึ่งฟืน ท. ฯ

    มหา ทุคคตะถกเขมนอย่างแข็งแรง ถึงความอุตสาหะ วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวาน ฉวยมีด ผ่าฟืนไป.

  11. ๑๑

    ลำดับนั้น เศรษฐี พูดกะเขาว่า เพื่อน วันนี้ ท่าน ขมักเขม้นยิ่งนัก ทำงานไปพลาง มีเหตุอะไรหรือ ฯ เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส คิดว่า โอ สิ่งที่ทำได้ยาก ชายคนยากนี้ ได้ทำแล้ว เขา ไม่ถึงความเฉยเมยด้วยคิดว่า เราจน พูดว่า จักทำการรับจ้างแล้วเลี้ยงพระสักรูป ฯ

    อถ นํ เสฏฺฐี อาห “สมฺม ตฺวํ อชฺช อติวิย อุสฺสาหปฺปตฺโต กมฺมํ กโรสิ, กึ นุ โข การณนฺติ. “สามิ เอกํ ภิกฺขุํ โภเชสฺสามีติ. ตํ สุตฺวา เสฏฺฐี ปสนฺนมานโส จินฺเตสิ “อโห อิมินา ทุกฺกรํ กตํ, ‘อหํ ทุคฺคโตติ ตุณฺหีภาวํ อนาปชฺชิตฺวา ‘ภตึ กตฺวา เอกํ ภิกฺขุํ โภเชสฺสามีติ วทตีติ.

    ครั้งนั้น อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว (กะบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น ว่า แน่ะสหาย ในวันนี้ อ.ท่าน ผู้ถึงแล้วซึ่งความอุตสาหะ เกินเปรียบ กระทำอยู่ ซึ่งการงาน, อ.เหตุ อะไร หนอ แล ดังนี้ ฯ (อ.บุรุษผู้ถึงแล้ว ซึ่งยากใหญ่ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย อ.กระผม ยังภิกษุ รูปหนึ่ง จักให้ฉัน ดังนี้ ฯ อ.เศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว (เป็น) คิดแล้ว ว่า โอ ! อ.กรรมอันบุคคลกระทำได้โดยยาก (อันบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นี้ กระทำแล้ว, (อ.บุรุษ ผู้ถึงแล้ว ซึ่งยากใหญ่ นี้) ไม่ถึงทั่วแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งบุคคลผู้นิ่ง ว่า อ.เรา เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งยาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ย่อมกล่าว ว่า อ.เรา กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ยังภิกษุ รูปหนึ่ง จักให้ฉัน ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เศรษฐีพูดกะเขาว่า " เพื่อน วันนี้ เธอขยันทำงาน เหลือเกิน, มีเหตุอะไรหรือ ? มหาทุคคตะ. นาย ผมจักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง. เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส คิดว่า " น่าเลื่อมใสจริง มหาทุคคตะนี้ ทำกรรมที่ทำได้ยาก, เขาไม่ถึงความเฉยเมยด้วยคิด ว่า ' เราจน ' พูดว่า ' จักทำงานจ้างแล้วเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง. "

  12. ๑๒

    ฝ่ายภริยาเศรษฐี เห็นภริยาของชายคนยากนั้นแล้ว จึงให้เข้าไปสู่โรงกระเดื่อง สั่งให้มอบเครื่องมือมีกระด้ง และสากเป็นต้น ฯ

    เสฏฺฐิภริยาปิ ตสฺส ภริยํ ทิสฺวา “อมฺม กึ กมฺมํ กริสฺสสีติ ปุจฺฉิตฺวา, “ยํ ตุมฺเห กาเรถาติ วุตฺเต, อุทุกฺขลสาลํ ปเวเสตฺวา สุปฺปมุสลาทีนิ ทาเปสิ.

    แม้ อ.ภรรยาของเศรษฐี เห็นแล้ว ซึ่งภรรยา (ของบุรุษผู้ถึงแล้ว ซึ่งยากใหญ่) นั้น ถามแล้ว ว่า ดูก่อนแม่ อ.ท่าน จักกระทำ ซึ่งกรรม อะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ท่าน ท. (ยังดิฉัน) จะให้กระทำ ซึ่งกรรม ใด (อ.ดิฉัน จักกระทำ ซึ่งกรรมนั้น) ดังนี้ (อันภรรยาของ บุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่นั้น) กล่าวแล้ว, ยังหญิงนั้น ให้เข้าไปแล้ว สู่โรงแห่งครกกระเดื่อง (ยังบุคคล) ให้ให้แล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีกระด้งและสากเป็นต้น ฯ

    ฝ่ายภรรยาของเศรษฐี เห็นภรรยาของมหาทุคคตะนั้นแล้ว ก็ ถามว่า " แม่ เจ้าจักทำงานอะไร ? " เมื่อนางตอบว่า " แล้วแต่ จะใช้ดิฉันให้ทำ " จึงให้เข้าไปสู่โรงกระเดื่องแล้ว ให้มอบเครื่องมือมี กะด้งและสากเป็นต้นให้แล้ว.

  13. ๑๓

    นางยินดีร่าเริง ทั้งตำและฝัดข้าวดุจรำละคร ฯ

    สา นจฺจนฺตี วิย ตุฏฺฐหฏฺฐา วีหี โกฏฺเฏติ เจว โอผุนาติ จ. อถ นํ เสฏฺฐิภริยา ปุจฺฉิ “อมฺม อติวิย ตุฏฺฐหฏฺฐา กมฺมํ กโรสิ, กินฺนุ โข การณนฺติ. “อยฺเย อิมํ ภตึ กตฺวา มยํปิ เอกํ ภิกฺขุํ โภเชสฺสามาติ. ตํ สุตฺวา เสฏฺฐิภริยาปิ ตสฺสํ “อโห อยํ ทุกฺกรการิกาติ ปสีทิ.

    (อ.ภรรยาของบุรุษ ผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น เป็นผู้ทั้งยินดีแล้วทั้งร่าเริงแล้ว (เป็น) ย่อมซ้อม ซึ่งข้าวเปลือก ท. ด้วยนั่นเทียว ย่อมฝัด (ซึ่งข้าวเปลือก ท.) ด้วย ราวกะ (อ.หญิง) ผู้ฟ้อนอยู่ ฯ ครั้งนั้น อ.ภรรยาของเศรษฐี ถามแล้ว (ซึ่งภรรยาของบุรุษ ผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น ว่า ดูก่อนแม่ อ.ท่าน เป็นผู้ทั้งยินดีแล้ว ทั้งร่าเริงแล้ว เกินเปรียบ (เป็น) ย่อมกระทำ ซึ่งการงาน, อ.เหตุ อะไร หนอ แล ดังนี้ ฯ (อ.ภรรยาของบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่ นั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า แม้ อ.ดิฉัน ท. กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง นี้ ยังภิกษุ รูปหนึ่ง จักให้ฉัน ดังนี้ ฯ แม้ อ.ภรรยาของเศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น เลื่อมใสแล้ว (ในภรรยาของบุรุษผู้ถึงแล้วซึ่งยากใหญ่) นั้น ว่า โอ ! (อ.หญิง) นี้ เป็นผู้กระทำซึ่งกรรมอันบุคคลกระทำได้โดยยาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    นางยินดีร่าเริง ทั้งตำข้าวและฝัดข้าวเหมือน จะรำละคร. ลำดับนั้น ภรรยาเศรษฐีถามนางว่า " แม่ เจ้ายินดีร่าเริง ทำงานเหลือเกิน, มีเหตุอะไรหรือ ? " นาง. คุณนาย พวกดิฉันทำงานจ้างนี้แล้ว จักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง. ฝ่ายภรรยาเศรษฐี ฟังคำนั้นแล้ว เลื่อมใสในนางว่า " น่าเลื่อมใส ! นางนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก. "

ภาค ๔ บัณฑิตตสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๓๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันที่ ๘ พระเถระเมื่อจะไปภายในบ้าน มิได้พาสามเณรนั้นไปพร้อมกับพระสงฆ์ ฯ เพราะเหตุไร ฯ เพราะการห่มจีวรและการถือบาตรก็ดี อิริยาบถก็ดี ของสามเณรนั้น ยังไม่น่าเลื่อมใสก่อน

    กึการณา? น ตาวสฺส จีวรปตฺตคฺคหณานิ วา อิริยาปโถ วา ปาสาทิโก โหติ;

    (อ.อันถาม) ว่า (อ.พระเถระ ไม่ได้ไปแล้ว กับ ด้วยหมู่แห่งภิกษุ) เพราะเหตุอะไร ?(ดังนี้) (อ.อันแก้) ว่า (เพราะว่า) อ.การถือเอาซึ่งบาตรและจีวร ท. หรือ หรือว่า อ.อิริยาบถ ของสามเณรนั้น เป็นอาการยังความเลื่อมใสให้เกิด ย่อมเป็น หามิได้ ก่อน,

    เพราะเหตุไร ? เพราะว่า การห่มจีวรและ ถือบาตร หรืออิริยาบถของเธอ ยังไม่น่าเลื่อมใสก่อน;

  2. ๒

    อีกอย่างหนึ่ง วัตรที่สามเณรจะต้องกระทำแก่พระเถระในวิหาร ก็มีอยู่ และแม้พระเถระ เมื่อพระสงฆ์เข้าไปภายในบ้านแล้ว ก็เที่ยวไปตลอดทุกวิหาร กวาดสถานที่ที่ยังมิได้กวาด ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ในภาชนะเปล่าทั้งหลาย เก็บเตียงตั่งเป็นต้นที่เก็บไว้ไม่ดี แล้วจึงเข้าบ้านภายหลัง อีกอย่างหนึ่ง พระเถระคิดว่า พวกเดียรถีย์เข้าไปยังวิหารว่าง อย่าได้พูดว่า ท่านทั้งหลายจงดู สถานที่ที่เหล่าพระสาวกของพระสมณโคดมนั่งแล้ว ดังนี้เป็นต้น จึงจัดแจงวิหารทั้งสิ้น แล้วเข้าบ้านภายหลัง เพราะฉะนั้น ถึงในวันนั้น พระเถระก็ให้สามเณรนั้นนั่นแหละถือบาตรและจีวรเข้าไปบ้านสายกว่า (ทุกวัน) ฯ

    อปิจ วิหาเร เถรสฺส กตฺตพฺพวตฺตํ อตฺถิ, เถโรปิจ, ภิกฺขุสงฺเฆ อนฺโตคามํ ปวิฏฺเฐ, สกลวิหารํ วิจรนฺโต อสมฺมฏฺฐฏฺฐานํ สมฺมชฺชิตฺวา ตุจฺฉภาชเนสุ ปานียปริโภชนียานิ อุปฏฺฐเปตฺวา ทุนฺนิกฺขิตฺตานิ มญฺจปีฐาทีนิ ปฏิสาเมตฺวา ปจฺฉา คามํ ปวิสติ; อปิจ “ติตฺถิยา ตุจฺฉวิหารํ ปวิสิตฺวา `ปสฺสถ สมณสฺส โคตมสฺส สาวกานํ นิสินฺนฏฺฐานานีติ วตฺตุํ มา ลภึสูติ สกลวิหารํ ปฏิชคฺคิตฺวา ปจฺฉา คามํ ปวิสติ; ตสฺมา ตํ ทิวสํปิ สามเณเรเนว ปตฺตจีวรํ คาหาเปตฺวา ทิวาตรํ คามํ ปาวิสิ.

    อีกอย่างหนึ่ง อ.วัตร อัน ๆ พระเถระ พึงกระทำ ในวิหาร มีอยู่, อีกอย่างหนึ่ง อ.พระเถระ, ครั้นเมื่อหมู่แห่งภิกษุ เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน, เที่ยวไปอยู่ ตลอดวิหารทั้งสิ้น กวาดแล้ว ซึ่งที่ อัน ๆ ภิกษุ ท. ไม่กวาดแล้ว เข้าไปตั้งไว้แล้ว ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม และน้ำอันบุคคลพึงใช้สอย ท. ในภาชนะอันเปล่า ท. เก็บงำแล้ว (ซึ่งเสนาสนะ ท.) มีเตียงและตั่งเป็นต้น อัน ๆ ภิกษุ ท. เก็บไว้ชั่วแล้ว ย่อมเข้าไป สู่บ้าน ในภายหลัง ; อีกอย่างหนึ่ง (อ.พระเถระ) (คิดแล้ว) ว่า อ.เดียรถีย์ ท. เข้าไปแล้ว สู่วิหารอันว่าง อย่า ได้แล้ว เพื่ออันกล่าว ว่า อ.ท่าน ท. จงเห็น ซึ่งที่ แห่งสาวก ท. ของพระสมณะ ผู้โคดม นั่งแล้ว ท. ดังนี้ ดังนี้ ปฏิบัติแล้ว ซึ่งวิหารทั้งสิ้น ย่อมเข้าไป สู่บ้าน ในภายหลัง (ดังนี้) ; เพราะเหตุนั้น แม้ในวัน นั้น (อ.พระเถระ) ยังสามเณรนั่นเทียว ให้ถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร ได้เข้าไปแล้ว สู่บ้าน กลางวันกว่า ฯ

    อีกอย่าง หนึ่ง วัตรที่พึงทำในวิหารของพระเถระ ยังมีอยู่; อนึ่ง พระเถระ, เมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปภายในบ้านแล้ว, เที่ยวไปทั่ววิหาร กวาดที่ ๆ ยังไม่กวาด ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ในภาชนะที่ว่างเปล่า เก็บเตียงตั่งเป็นต้น ที่ยังเก็บไว้ไม่เรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปบ้านภายหลัง; อีกอย่าง หนึ่ง ท่านคิดเห็นว่า " พวกเดียรถีย์เข้าไปยังวิหารว่างแล้ว อย่า ได้เพื่อจะพูดว่า ' ดูเถิด ที่นั่งของพวกสาวกพระสมณโคดม ' ดังนี้ แล้ว จึงได้จัดแจงวิหารทั้งสิ้น เข้าไปบ้านภายหลัง; เพราะฉะนั้นแม้ในวันนั้น พระเถระให้สามเณรนั่นเอง ถือบาตรจีวร เข้าไป บ้านสายหน่อย.

  3. ๓

    สามเณรเดินไปกับพระอุปัชฌาย์ ในระหว่างทาง เห็นเหมืองน้ำ ถามว่า ท่านครับ นี้ชื่ออะไร ฯ

    สามเณโร อุปชฺฌาเยน สทฺธึ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค มาติกํ ทิสฺวา “ภนฺเต อิทํ กินฺนามาติ ปุจฺฉิ.

    อ.สามเณร ไปอยู่ กับ ด้วย พระอุปัชฌาย์ เห็นแล้ว ซึ่งเหมือง ในระหว่างแห่งหนทาง ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ที่) นี้ ชื่อว่าอะไร ดังนี้ ฯ

    สามเณรเมื่อเดินไปกับพระอุปัชฌาย์ เห็นเหมืองในระหว่างทาง จึงเรียนถามว่า " นี้ชื่ออะไร ? ขอรับ "

  4. ๔

    พระเถระตอบว่า ชื่อว่าเหมืองน้ำสามเณร ฯ

    “มาติกา นาม สามเณราติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนสามเณร (อ.ที่นี้) ชื่อว่า เหมือง ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ชื่อว่าเหมือง สามเณร.

ภาค ๔ ภิกษุ ๕๐๐ รูป

ภาค ๔ ภิกษุ ๕๐๐ รูป

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๑ หน้า ๔๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชาวพระนครสาวัตถีกระทำภัตเพื่อภิกษุผู้จรมา (ถวาย) แต่พระศาสดา ฯ ก็ในเวลานั้น พวกคนกินเดนประมาณ ๕๐๐ คน อาศัยพวกภิกษุอยู่ภายในวิหารนั่นเอง ฯ

    ตทา ปน ปญฺจสตมตฺตา วิฆาสาทา ภิกฺขู นิสฺสาย อนฺโตวิหาเรเยว วสนฺติ.

    ก็ ในกาลนั้น (อ.ชน ท.) ผู้เคี้ยวกินซึ่งของอันเป็นเดน มีร้อยห้าเป็นประมาณ อาศัยแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. ย่อมอยู่ ในภายในแห่งวิหาร นั่นเทียว ฯ

    ก็ในกาลนั้น พวกกินเดนประมาณ ๕๐๐ คน อาศัยพวกภิกษุ อยู่ภายในวิหารนั่นเอง.

  2. ๒

    พวกเขากินอาหารอย่างดีที่พวกภิกษุฉันเหลือแล้ว นอนหลับ ลุกขึ้นแล้ว ไปฝั่งแม่น้ำ แผดเสียงโห่ร้องอยู่ ซ้อมมวยปล้ำเล่นอยู่ ประพฤติอนาจารอยู่ทีเดียว ภายในวิหารบ้าง ภายนอกวิหารบ้าง ฯ

    เต ภิกฺขูนํ ภุตฺตาวเสสานิ ปณีตโภชนานิ ภุญฺชิตฺวา นิทฺทายิตฺวา อุฏฺฐาย นทีตีรํ คนฺตฺวา นทนฺตา วคฺคนฺตา มลฺลมุฏฺฐิยุทฺธํ ยุชฺฌนฺตา กีฬนฺตา อนฺโตวิหาเรปิ พหิวิหาเรปิ อนาจารเมว จรนฺติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่านั้น บริโภคแล้ว ซึ่งโภชนะอันประณีต ท. อันเหลือลงจากโภชนะ อัน ๆ ภิกษุ ท. ฉันแล้ว ประพฤติหลับแล้ว ลุกขึ้นแล้ว ไปแล้ว สู่ฝั่งแห่งแม่น้ำ บันลืออยู่ โห่อยู่ รบอยู่ รบด้วยกำมือแห่งคนปล้ำ เล่นอยู่ ย่อมประพฤติ ประพฤติไม่สมควร นั่นเทียว แม้ในภายในแห่งวิหาร แม้ในภายนอกแห่งวิหาร ฯ

    พวกเขากินโภชนะอันประณีต ที่เหลือจากภิกษุทั้งหลายฉันแล้ว ก็นอนหลับ ลุกขึ้นแล้ว ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ แผด เสียงโห่ร้อง กระโดดโลดเต้น ซ้อมมวยปล้ำ เล่นกันอยู่ ประพฤติ แต่อนาจารเท่านั้น ทั้งภายในวิหาร ทั้งภายนอกวิหาร.

  3. ๓

    พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูเถิด ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย คนกินเดนพวกนี้ ในเวลาที่ภิกษาหาได้ยาก ไม่แสดงอาการที่แปลกอะไร ๆ ในเมืองเวรัญชา แต่เดี๋ยวนี้พวกเขากินอาหารที่ดีเห็นปานนี้แล้ว เที่ยวแสดงการกระทำที่แปลก มีประมาณมิใช่น้อย ส่วนพวกภิกษุยังคงรูปเป็นผู้สงบแม้ในเมืองเวรัญชา แม้เดี๋ยวนี้ ก็ยังคงเป็นผู้สงบ ฯ

    ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ “ปสฺสถาวุโส, อิเม วิฆาสาทา ทุพฺภิกฺขกาเล เวรญฺชายํ กญฺจิ วิการํ น ทสฺเสสุํ, อิทานิ ปน เอวรูปานิ ปณีตโภชนานิ ภุญฺชิตฺวา อเนกปฺปการํ วิการํ ทสฺเสนฺตา วิจรนฺติ; ภิกฺขู ปน เวรญฺชายํปิ อุปสนฺตรูปา วิหริตฺวา อิทานิปิ อุปสนฺตา ว วิหรนฺตีติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) ยังวาจาเป็นเครื่องกล่าว ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดง ซึ่งธรรม ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ท่าน ท. จงเห็นเถิด, อ.ชน ท. ผู้เคี้ยวกินซึ่งของอันเป็นเดน เหล่านี้ ไม่แสดงแล้ว ซึ่งวิการ อะไร ๆ ในเมืองชื่อว่าเวรัญชา ในกาล (แห่งเมืองชื่อว่าเวรัญชา) เป็นเมืองมีภิกษา อันบุคคล หาได้โดยยาก, แต่ว่า ในกาลนี้ (อ.ชน ท. เหล่านี้) บริโภคแล้ว ซึ่งโภชนะอันประณีต ท. มีอย่างนี้เป็นรูป ย่อมเที่ยว แสดงอยู่ ซึ่งวิการ มีประการมิใช่หนึ่ง ; ส่วนว่า อ.ภิกษุ ท. เป็นผู้มีรูป อันเข้าไปสงบแล้ว (เป็น) อยู่แล้ว แม้ในเมืองชื่อว่าเวรัญชา ผู้เข้าไปสงบแล้ว เทียว อยู่อยู่ แม้ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ดูเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย, ในเวลาเกิดทุพภิกขภัย พวกกินเดนเหล่านี้ มิได้แสดงวิการอะไร ๆ ในเมืองเวรัญชา, แต่บัดนี้ กินโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้แล้ว เที่ยวแสดงอาการแปลก ๆ เป็นอเนกประการ; ส่วนภิกษุ สงบอยู่ แม้ในเมืองเวรัญชา ถึงในบัดนี้ ก็พากันอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเหมือนกัน.

  4. ๔

    พระศาสดาเสด็จมายังธรรมสภาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาถึงเรื่องอะไรกัน เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า แม้เมื่อก่อน คนกินเดนพวกนั่น เกิดในกำเนิดฬา เป็นฬา ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำมีรสน้อยที่เลวอันถึงความนับว่าน้ำหาง เพราะความเป็นของที่บุคคลเอาน้ำขยำกากที่เป็นเดน ซึ่งเหลือจากน้ำดื่มที่ทำด้วยลูกจันทร์มีรสสด อันม้าสินธพอาชาไนย ๕๐๐ ตัวดื่มแล้ว จึงกรองด้วยผ้าเปลือกปอเก่า ๆ เป็นเหมือนเมาน้ำหวาน เที่ยวแผดเสียงอยู่ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงกิริยาของฬาพวกนั้น อันโพธิสัตว์ผู้อันพระเจ้าแผ่นดินทรงสดับเสียงฬาพวกนั้นแล้ว ตรัสถามกราบทูลแด่พระราชา จึงตรัสวาโลทกชาดกนี้โดยพิสดารแล้ว ฯ

    สตฺถา ธมฺมสภํ คนฺตฺวา “ภิกฺขเว กึ กเถถาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อิทนฺนามาติ วุตฺเต, “ปุพฺเพเปเต คทฺรภโยนิยํ นิพฺพตฺตา ปญฺจสตา คทฺรภา หุตฺวา ปญฺจสตานํ อาชานียสินฺธวานํ อลฺลรสมุทฺทิกปานกปีตาวเสสํ อุจฺฉิฏฺฐกสฏํ อุทเกน มทฺทิตฺวา มกจิปิโลติกาหิ ปริสฺสาวิตตฺตา `วาโลทกนฺติ สงฺขฺยํ คตํ อปฺปรสํ นิหีนํ ปิวิตฺวา มธุมตฺตา วิย นทนฺตา วิจรึสูติ วตฺวา รญฺญา เตสํ สทฺทํ สุตฺวา ปุจฺฉิเตน โพธิสตฺเตน รญฺโญ กถิตํ เตสํ กิริยํ ทสฺเสนฺโต

    อ.พระศาสดา เสด็จไปแล้ว สู่โรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. ย่อมกล่าว ซึ่งเรื่องอะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. ย่อมกล่าว ซึ่งเรื่อง) ชื่อนี้ ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า แม้ในกาลก่อน อ.ชน ท. เหล่านั่น บังเกิดแล้ว ในกำเนิดแห่งลา เป็นลา มีร้อยห้าเป็นประมาณ เป็น ดื่มแล้ว (ซึ่งน้ำ) มีรสน้อย อันเลว อันถึงแล้ว ซึ่งการนับ ว่า น้ำหาง ดังนี้ เพราะความที่ (แห่งน้ำนั้น เป็นน้ำอันบุคคล) ขยำแล้ว ซึ่งกากอันเป็นเดน อันเหลือลงจากน้ำเป็นเครื่องดื่มอันบุคคลกระทำแล้วด้วยลูกจันทน์ มีรสอันสด อัน ๆ ม้าสินธพตัวอาชาไนย ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ดื่มแล้ว ด้วยน้ำ กรองแล้ว ด้วยผ้าเปลือกปออันเก่า ท. เป็นราวกะ ว่า เมาแล้วด้วยน้ำหวาน (เป็น) เที่ยว บันลืออยู่แล้ว ดังนี้ เมื่อทรงแสดง ซึ่งกิริยา ของลา ท. เหล่านั้น อัน ๆ พระโพธิสัตว์ ผู้ อันพระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งเสียง ของลา ท. เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว กราบทูลแล้ว แก่พระราชา ตรัสแล้ว ซึ่งวาโลทกชาดก นี้ ว่า

    พระศาสดาเสด็จไปสู่โรงธรรมแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน ? " เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า " เรื่องชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " แม้ในกาลก่อน คนกินเดนเหล่านี้ เกิดในกำเนิดฬา เป็นฬา ๕๐๐ ได้ดื่มน้ำมีรสน้อยอันเลว ซึ่งถึงการนับว่า ' น้ำหาง ' เพราะความที่เขาเอาน้ำขยำกากอันเป็นเดนซึ่งเหลือจากน้ำลูกจันทน์มีรส ชุ่ม ที่ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๕๐๐ ดื่มแล้ว จึงกรองด้วยผ้าเปลือก ปอเก่า ๆ เป็นเหมือนเมาน้ำหวาน เที่ยวร้องเอ็ดอึงอยู่ " เมื่อจะทรง แสดงกิริยาของฬาเหล่านั้น อันพระโพธิสัตว์ผู้อันพระราชาทรงสดับ เสียงของฬาเหล่านั้นตรัสถามแล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชา ตรัส วาโลทกชาดกนี้โดยพิสดารว่า :-

ภาค ๔ พระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ภาค ๔ พระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๒ หน้า ๔๗–๔๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ในพระนครสาวัตถี อุบาสกผู้หนึ่ง อยู่ครอบครองเรือนโดยธรรม ฯ

    สาวตฺถิยํ กิร เอโก อุปาสโก ธมฺเมน อคารํ อชฺฌาวสติ.

    ได้ยินว่า อ.อุบาสก คนหนึ่ง ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ย่อมอยู่ครอบครอง ซึ่งเรือน โดยธรรม ฯ

    ได้ยินว่า อุบาสกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี อยู่ครองเรือนโดยชอบ ธรรม.

  2. ๒

    เขาเป็นผู้ประสงค์จะบวช วันหนึ่งนั่งคุยอย่างมีความสุขกับภริยาบอกว่า แม่จำเริญ ฉันอยากบวช ฯ

    โส ปพฺพชิตุกาโม หุตฺวา เอกทิวสํ ภริยาย สทฺธึ นิสีทิตฺวา สุขกถํ กเถนฺโต อาห “ภทฺเท อิจฺฉามหํ ปพฺพชิตุนฺติ.

    (อ.อุบาสก) นั้น เป็นผู้ใคร่เพื่ออันบวช เป็น นั่ง กล่าวอยู่ ซึ่งกถาอันนำมาซึ่งความสุข กับ ด้วยภรรยา ในวันหนึ่ง กล่าวแล้ว ว่า แน่ะนางผู้เจริญ อ.เรา ย่อมปรารถนา เพื่ออันบวช ดังนี้ ฯ

    อุบาสกนั้นเป็นผู้ใคร่จะบวช วันหนึ่งเมื่อนั่งสนทนาถึงถ้อยคำ ปรารภความสุขกับภรรยา จึงพูดว่า " นางผู้เจริญ ฉันปรารถนาจะ บวช. "

  3. ๓

    ภริยาบอกว่า ข้าแต่นาย ถ้าอย่างนั้น ขอท่านจงรอจนกว่าฉันจะคลอด
    ทารกที่อยู่ในท้อง ฯ

    “เตนหิ สามิ อาคเมหิ ตาว, ยาวาหํ กุจฺฉิคตํ ทารกํ วิชายามีติ.

    (อ.ภรรยา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย ถ้าอย่างนั้น อ.ดิฉัน จะคลอด ซึ่งเด็ก ผู้ไปแล้วในท้อง เพียงใด อ.ท่าน (ยังกาล) จงให้มา เพียงนั้นเถิด ดังนี้ ฯ

    ภรรยาอ้อนวอนว่า " นาย ถ้ากระนั้น ขอท่านจงคอย จนกว่าดิฉันจะคลอดบุตรซึ่งอยู่ในท้องก่อนเถิด. "

  4. ๔

    เขารอไว้ ในเวลาที่ทารกเดินได้ ถามภริยานั้นใหม่ เมื่อภริยาพูดว่า ข้าแต่สามี ขอท่านจงรอจนกว่าทารกนี้จะเป็นผู้เจริญวัย จึงคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยภริยานี้ ซึ่งเราจะบอกลาหรือไม่บอกลา เราจักกระทำการสลัดออกจากทุกข์แก่ตน แล้วจึงออกบวช ฯ

    โส อาคเมตฺวา ทารกสฺส ปทสา คมนกาเล ปุน ตํ อาปุจฺฉิตฺวา, “อาคเมหิ ตาว สามิ, ยาว อยํ วยปฺปตฺโต โหตีติ วุตฺเต, “กึ มม อิมาย อปโลกิตาย วา อนปโลกิตาย วา, อตฺตโน ทุกฺขนิสฺสรณํ กริสฺสามีติ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ.

    (อ.อุบาสก) นั้น (ยังกาล) ให้มาแล้ว อำลาแล้ว (ซึ่งภรรยา) นั้น อีก ในกาลเป็นที่ไป ด้วยเท้า แห่งเด็ก, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่นาย (อ.เด็ก) นี้ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวัย จะเป็น เพียงใด (อ.ท่าน ยังกาล) จงให้มา เพียงนั้นเถิด ดังนี้ (อันภรรยานั้น) กล่าวแล้ว (คิดแล้ว) ว่า อ.ประโยชน์ อะไร ของเรา (ด้วยภรรยา) นี้ ผู้อันเราอำลาแล้ว หรือ หรือว่าผู้อันเราไม่อำลาแล้ว, อ.เรา จักกระทำ ซึ่งอุบาย เป็นเครื่องสลัดออกจากทุกข์ แก่ตน ดังนี้ ออกไปแล้ว บวชแล้ว ฯ

    เขาคอยแล้ว ในเวลา ที่เด็กเดินได้ จึงอำลานางอีก เมื่อนางวิงวอนว่า " นาย ขอท่านจงคอย จนกว่าเด็กนี้เจริญวัยเถิด. " จึงมาคิดว่า " ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยหญิงนี้ ที่เราลาแล้วหรือไม่ลา, เราจักทำการสลัดออกจากทุกข์แก่ ตนละ " ดังนี้แล้ว ออกไปบวชแล้ว.

  5. ๕

    ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว สืบต่อพยายามอยู่ ให้กิจของบรรพชิตของตนสำเร็จแล้ว ไปยังพระนครสาวัตถีอีก เพื่อต้องการเยี่ยมบุตรและภริยาพวกนั้น กล่าวธรรมกถาแก่ลูกชาย ฯ

    โส กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา ฆเฏนฺโต วายมนฺโต อตฺตโน ปพฺพชิตกิจฺจํ นิฏฺฐาเปตฺวา เตสํ ทสฺสนตฺถาย ปุน สาวตฺถึ คนฺตฺวา ปุตฺตสฺส ธมฺมกถํ กเถสิ.

    (อ.ภิกษุ) นั้น เรียนเอาแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน พากเพียรอยู่ พยายามอยู่ ยังกิจแห่งบรรพชิต ของตน ให้สำเร็จแล้ว ไปแล้ว สู่เมืองชื่อว่าสาวัตถี อีก เพื่อต้องการแก่อันเห็น (ซึ่งลูกและเมีย ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ซึ่งธรรมกถา แก่บุตร ฯ

    ท่านเรียนกัมมัฏฐาน พากเพียรพยายามอยู่ ยังกิจแห่งบรรพชิตของตนให้สำเร็จแล้วจึง (กลับ) ไปเมืองสาวัตถีอีก เพื่อประโยชน์แก่การเยี่ยมบุตรและภรรยาเหล่านั้น แล้วได้แสดงธรรมกถาแก่บุตร.

  6. ๖

    แม้ลูกชายนั้นก็ออกบวชแล้ว ฯ

    โสปิ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ.

    (อ.บุตร) แม้นั้น ออกไปแล้ว บวชแล้ว ฯ

    แม้บุตรนั้นออกบวชแล้ว.

ภาค ๔ การฟังธรรม

ภาค ๔ การฟังธรรม

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๔๙–๕๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ในพระนครสาวัตถี พวกมนุษย์ผู้อยู่ถนนสายเดียวกันเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ถวายทานโดยรวมกันเป็นคณะแล้ว ก็จัดให้ทำการฟังธรรมตลอดคืนยันรุ่ง แต่ไม่อาจฟังธรรมตลอดคืนยันรุ่งได้ บางพวกเป็นผู้อาศัยความยินดีในกาม ก็กลับไปเรือนเสียก่อน บางพวกเป็นผู้อาศัยโทสะ ก็ไปแล้ว บางพวกเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความท้อแท้ง่วงเหงาหาวนอน ก็นั่งสัปปะหงกอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ไม่อาจฟังธรรมได้ ฯ

    ๑๐. ธมฺมสฺสวนวตฺถุ. “อปฺปกา เต มนุสฺเสสูติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ธมฺมสฺสวนํ. อารพฺภ กเถสิ. สาวตฺถิยํ กิร เอกวีถิวาสิโน มนุสฺสา สมคฺคา หุตฺวา คณพนฺเธน ทานํ ทตฺวา สพฺพรตฺตึ ธมฺมสฺสวนํ กาเรสุํ, สพฺพรตฺตึ ปน ธมฺมํ โสตุํ นาสกฺขึสุ; เอกจฺเจ กามรตินิสฺสิตา หุตฺวา ปุน เคหเมว คตา, เอกจฺเจ โทสนิสฺสิตา หุตฺวา คตา, เอกจฺเจ ปน ถีนมิทฺธสมงฺคิโน หุตฺวา ตตฺเถว นิสีทิตฺวา จปลายนฺตา โสตุํ นาสกฺขึสุ.

    ๑๐. อ.เรื่องแห่งการฟังซึ่งธรรม (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งการฟังซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่ง พระธรรมเทศนา นี้ ว่า อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ ดังนี้เป็นต้น ฯ ได้ยินว่า อ.มนุษย์ ท. ผู้อยู่ในถนนสายเดียวกันโดยปกติ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็น ถวายแล้ว ซึ่งทาน ด้วยการผูกกันโดยความเป็นหมู่ (ยังกันและกัน) ให้กระทำแล้ว ซึ่งการฟังซึ่งธรรม ตลอดราตรีทั้งปวง, แต่ว่า (อ.มนุษย์ ท. เหล่านั้น) ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม ตลอดราตรีทั้งปวง ; อ.มนุษย์ ท. บางพวก เป็นผู้อาศัยแล้วซึ่งความยินดีในกาม เป็น ไปแล้ว สู่เรือน อีกนั่นเทียว, อ.มนุษย์ ท. บางพวก เป็นผู้อาศัยแล้วซึ่งโทสะ เป็น ไปแล้ว, แต่ว่า อ.มนุษย์ ท. บางพวก เป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยความท้อแท้และความง่วง เป็น นั่ง สัปหงกอยู่ ในที่นั้นนั่นเทียว ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันฟัง ฯ

    เรื่องการฟังธรรม พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภการฟังธรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ " เป็นต้น. ดังได้สดับมา พวกมนุษย์ผู้อยู่ถนนสายเดียวกัน ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ถวายทานโดยรวมกันเป็นคณะแล้ว ก็ให้ทำการ ฟังธรรมตลอดคืนยันรุ่ง, แต่ไม่อาจฟังธรรมตลอดคืนยันรุ่งได้; บาง พวกเป็นผู้อาศัยความยินดีในกามก็กลับไปเรือนเสียก่อน, บางพวก เป็นผู้อาศัยโทสะไปแล้ว, แต่บางพวกง่วงงุนเต็มที นั่งสับปะหงกอยู่ ในที่นั้นนั่นเอง ไม่อาจจะฟังได้.

  2. ๒

    ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุยังถ้อยคำให้ตั้งขึ้นขึ้นในโรงธรรม เจาะจงถึงเรื่องนั้นแล้ว ฯ

    ปุนทิวเส ภิกฺขู ตํ ปวตฺตึ อุทฺทิสฺส ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ.

    ในวันรุ่งขึ้น อ.ภิกษุ ท. ยังวาจาเป็นเครื่องกล่าว ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดง ซึ่งธรรม เจาะจง ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุยังถ้อยคำ ให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมเจาะจงถึงเรื่องนั้น.

  3. ๓

    พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ โดยมากเป็นผู้อาศัยภพแล้ว ก็ติดอยู่ในภพทั้งหลายนั่นเอง ธรรมดาเหล่าสัตว์ ผู้มีปกติไปถึงฝั่ง มีจำนวนน้อย ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

    สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ วุตฺเต, “ภิกฺขเว อิเม สตฺตา นาม เยภุยฺเยน ภวนิสฺสิตา ภเวสุเยว ลคฺคา วิหรนฺติ, ปารคามิโน นาม อปฺปกาติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมา คาถา อภาสิ

    อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว อะไร หนอ ย่อมมี ในกาลนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้นั่งพร้อมกันแล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกล่าว) ชื่อ นี้ (ย่อมมี ในกาลนี้) ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ชื่อ อ.สัตว์ ท. เหล่านี้ ผู้อาศัยแล้วซึ่งภพ ข้องแล้ว ในภพ ท. นั่นเทียว อยู่อยู่ โดยมาก, ชื่อ (อ.สัตว์ ท.) ผู้ถึงซึ่งฝั่งโดยปกติ เป็นสัตว์น้อย (ย่อมเป็น) ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. เหล่านี้ ว่า

    พระศาสดาเสด็จมา ตรัส ถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร หนอ ? " เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้ " จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ อาศัยภพแล้วเลยข้องอยู่ในภพ นั่นเอง โดยดาดดื่น, ชนิดผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย, " เมื่อจะทรงสืบ อนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

  4. ๔

    บรรดามนุษย์ทั้งหลาย ชนเหล่าใด เป็นผู้ถึงฝั่ง ชนเหล่านั้น
    มีจำนวนน้อย ฝ่ายหมู่สัตว์นอกนี้ เลาะไปตามตลิ่งนั่นเอง

    “อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ, เย ชนา ปารคามิโน; อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ.

    ในมนุษย์ ท. หนา, อ.ชน ท. เหล่าใด เป็นผู้ถึงซึ่งฝั่งโดยปกติ (ย่อมเป็น) อ.ชน ท. เหล่านั้น เป็นผู้น้อย (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.หมู่สัตว์ นอกนี้ นี้ ย่อมแล่นไปตาม ซึ่งฝั่งนั่นเทียว ฯ

    "บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย, ฝ่ายประชาชนนอกนี้เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว, ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรากล่าวชอบแล้ว, ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยากนักแล้ว จักถึงฝั่ง."

  5. ๕

    ก็ชนเหล่าใดแล มีความประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรม
    ที่เรากล่าวชอบแล้ว ชนเหล่านั้น ล่วงเลยบ่วงมารที่ข้ามได้
    ยากอย่างยิ่งแล้ว จักถึงฝั่งได้ ดังนี้ ฯ

    เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน, เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรนฺติ.

    ก็ (อ.ชน ท.) เหล่าใด แล เป็นผู้ประพฤติตามซึ่งธรรมโดยปกติ ในธรรม อัน ๆ เรา กล่าวแล้วโดยชอบ (ย่อมเป็น), อ.ชน ท. เหล่านั้น (ข้ามแล้ว) ซึ่งบ่วงแห่งมาร อัน ๆ สัตว์ข้ามได้ โดยยากด้วยดี จักถึงซึ่งฝั่ง ดังนี้ ฯ

    ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรม ที่เรากล่าวชอบแล้ว, ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมาร ที่ข้ามได้ยากอย่างเอกแล้ว จักถึงฝั่ง. "

ภาค ๔ พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี

ภาค ๔ พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๑ หน้า ๖๙–๗๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ พระเถระ ยังเป็นปุถุชนอยู่ พอสักว่า(เอนตัวลง)นอนเท่านั้น ก็ก้าวลงสู่ความหลับ ฯ

    เถโร ปน ปุถุชฺชโน นิปนฺนมตฺโตเยว นิทฺทํ โอกฺกมิ.

    ก็ อ.พระเถระ เป็นปุถุชน (เป็น) ผู้สักว่านอนแล้วนั่นเทียว ก้าวลงแล้ว สู่ความหลับ ฯ

    ก็พระเถระนั้นเป็นปุถุชน พอนอนเท่านั้น ก็หยั่งลงสู่ความหลับ.

  2. ๒

    สามเณรคิดว่า วันนี้ เป็นวันที่ ๓ ของเราผู้อยู่ในเสนาสนะเดียวกับพระอุปัชฌาย์ ถ้าเราจักนอนหลับ พระเถระพึงต้องสหไสยาบัติ เราจักนั่งอย่างเดียวให้เวลาผ่านพ้นไป จึงนั่งคู้บัลลังก์(นั่งขัดสมาธิ)ใกล้เตียงของพระอุปัชฌาย์ทีเดียวให้ราตรีผ่านพ้นไปแล้ว ฯ

    สามเณโร จินฺเตสิ “อชฺช เม อุปชฺฌาเยน สทฺธึ ตติโย ทิวโส เอกเสนาสเน วสนฺตสฺส; สเจ นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายิสฺสามิ, เถโร สหเสยฺยํ อาปชฺเชยฺย, นิสินฺนโกว วีตินาเมสฺสามีติ อุปชฺฌายสฺส มญฺจกสมีเป ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา นิสินฺนโกว รตฺตึ วีตินาเมสิ.

    อ.สามเณร คิดแล้ว ว่า อ.วันนี้ เป็นวัน ที่ ๓ ของเรา ผู้อยู่อยู่ ในเสนาสนะเดียวกัน กับ ด้วยพระอุปัชฌาย์ (ย่อมเป็น) ; ถ้าว่า อ.เรา นอนแล้ว จักประพฤติหลับไซร้, อ.พระเถระ พึงถึงทั่ว ซึ่งสหไสยาบัติ, อ.เรา ผู้นั่งแล้วเทียว (ยังกาล) จักให้น้อมไปล่วงวิเศษ ดังนี้ นั่ง คู้เข้าแล้ว ซึ่งบัลลังก์ ณ ที่ใกล้แห่งเตียง ของพระอุปัชฌาย์ เทียว ยังราตรี ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว ฯ

    สามเณรคิดว่า " วันนี้เป็นวันที่ ๓ ของเราผู้อยู่ในเสนาสนะเดียวกันกับพระอุปัชฌาย์; ถ้าเราจักนอนหลับ, พระเถระพึงต้องสหไสยาบัติ, เราจะนั่งอย่างเดียว ยังกาลให้น้อมล่วงไป. " สามเณรนั่งคู้บัลลังก์ใกล้เตียงของพระอุปัชฌาย์เทียว ยังราตรีให้น้อมล่วงไปแล้ว.

  3. ๓

    พระเถระลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง คิดว่า สมควรให้สามเณรออกไป จึงหยิบพัดที่วางอยู่ข้างเตียง เอาด้านปลายใบพัดตีเสื่อลำแพนของสามเณรแล้วยกพัดขึ้นสูงพลางบอกว่า สามเณร เธอออกไปข้างนอก(ได้แล้ว) ใบพัดทิ่มตา ฯ

    เถโร ปจฺจูสกาเล ปจฺจุฏฺฐาย “สามเณรํ นิกฺขมาเปตุํ วฏฺฏตีติ มญฺจกปสฺเส ฐิตํ วีชนึ คเหตฺวา วีชนีปตฺตกสฺส อคฺเคน สามเณรสฺส กฏสารกํ ปหริตฺวา วีชนึ อุทฺธํ อุกฺขิปนฺโต “สามเณร พหิ นิกฺขมาติ อาห. วีชนีปตฺตโก อกฺขิมฺหิ ปฏิหญฺญิ.

    อ.พระเถระ ลุกขึ้นเฉพาะแล้ว ในกาลอันขจัดเฉพาะ ซึ่งมืด (คิดแล้ว) ว่า อ.อัน (อันเรา) ยังสามเณร ให้ออกไป ย่อมควร ดังนี้ จับแล้ว ซึ่งพัด อันตั้งอยู่แล้ว ที่ข้างแห่งเตียง ตีแล้ว ซึ่งเสื่อลำแพน ของสามเณร ด้วยปลาย แห่งใบแห่งพัด ยกขึ้นอยู่ ซึ่งพัด ในเบื้องบน กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนสามเณร อ.เธอ จงออกไป ในภายนอก ดังนี้ ฯ อ.ใบแห่งพัด กระทบเฉพาะแล้ว ที่นัยน์ตา ฯ

    พระเถระลุกขึ้น ในเวลาใกล้รุ่ง คิดว่า " ควรให้สามเณรออก " จึงจับพัดที่วางอยู่ข้างเตียง เอาปลายใบพัดตีเสื่อลำแพนของสามเณรแล้ว ยกพัดขึ้นเบื้องบน กล่าวว่า " สามเณรจงออกไปข้างนอก " ใบพัดกระทบตา.

  4. ๔

    ตาแตก ทันทีทันใดนั่นเอง ฯ

    ตาวเทว อกฺขิ ภิชฺชิ.

    อ.นัยน์ตา แตกแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    ตาแตกแล้ว ทันใดนั้นนั่นเอง.

  5. ๕

    สามเณรนั้น กล่าวว่า อะไร ขอรับ เมื่อพระเถระกล่าวว่าเธอจงลุกขึ้น ออกไปข้างนอก ก็ไม่บอกว่า ตาของผมแตกแล้ว ขอรับ เอามือข้างหนึ่งปิด(ตา)ออกไปแล้ว ฯ

    โส “กึ ภนฺเตติ วตฺวา, “อุฏฺฐาย พหิ นิกฺขมาติ วุตฺเต, “อกฺขิ เม ภนฺเต ภินฺนนฺติ อวตฺวา เอเกน หตฺเถน ปฏิจฺฉาเทตฺวา นิกฺขมิ.

    (อ.สามเณร) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อะไร ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.เธอ ลุกขึ้นแล้ว จงออกไป ในภายนอก ดังนี้ (อันพระเถระ) กล่าวแล้ว, ไม่กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.นัยน์ตา ของกระผม แตกแล้ว ดังนี้ ปิดแล้ว ด้วยมือ ข้างหนึ่ง ออกไปแล้ว ฯ

    สามเณรนั้น กล่าวว่า " อะไร ? ขอรับ " เมื่อพระเถระกล่าวว่า " เจ้าจงลุกขึ้น ออกไปข้างนอก. " ก็ไม่กล่าวว่า " ตาของผมแตกแล้ว ขอรับ " ปิด (ตา) ด้วยมือข้างหนึ่งออกไปแล้ว.

  6. ๖

    ก็แล ในเวลาทำ(กิจ)วัตร สามเณรไม่นั่งนิ่งด้วยคิดว่า ตาของเราแตกแล้ว เอามือข้างหนึ่งกุมตา มือข้างหนึ่งถือกำไม้กวาด กวาดเว็จกุฎีและที่ล้างหน้า และตั้งน้ำล้างหน้าไว้ ปัดกวาดบริเวณแล้ว ฯ

    วตฺตกรณกาเล จ ปน “อกฺขิ เม ภินฺนนฺติ ตุณฺหี อนิสีทิตฺวา เอเกน หตฺเถน อกฺขึ คเหตฺวา เอเกน หตฺเถน มุฏฺฐิสมฺมชฺชนึ อาทาย วจฺจกุฏิญฺจ มุขโธวนฏฺฐานญฺจ สมฺมชฺชิตฺวา มุขโธวโนทกญฺจ ฐเปตฺวา ปริเวณํ สมฺมชฺชิ.

    ก็ แล ในกาลเป็นที่กระทำซึ่งวัตร (อ.สามเณร) ไม่นั่งแล้ว เป็นคนนิ่ง (เป็น) (ด้วยความคิด) ว่า อ.นัยน์ตา ของเรา แตกแล้ว ดังนี้ จับแล้ว ซึ่งนัยน์ตา ด้วยมือ ข้างหนึ่ง จับแล้ว ซึ่งไม้กวาดอันเป็นกำ ด้วยมือ ข้างหนึ่ง กวาดแล้ว ซึ่งวัจจกุฎีด้วย ซึ่งที่เป็นที่ล้างซึ่งหน้าด้วย ตั้งไว้แล้ว ซึ่งน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งหน้าด้วย กวาดแล้ว ซึ่งบริเวณ ฯ

    ก็แลในการทำวัตร สามเณรไม่นั่งด้วยคิดว่า " ตา ของเราแตกแล้ว. " กุมตาด้วยมือข้างหนึ่ง ถือกำไม้กวาดด้วยมือข้างหนึ่ง กวาดเว็จกุฎีและที่ล้างหน้าและตั้งน้ำล้างหน้าไว้แล้วกวาดบริเวณ.

  7. ๗

    สามเณรนั้น เมื่อถวายไม้ชำระฟันแก่พระอุปัชฌาย์ ใช้มือเดียวถวาย ฯ

    โส อุปชฺฌายสฺส ทนฺตกฏฺฐํ ททมาโน เอเกน หตฺเถน อทาสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น เมื่อถวาย ซึ่งไม้เป็นเครื่องชำระซึ่งฟัน แก่พระอุปัชฌาย์ ได้ถวายแล้ว ด้วยมือ ข้างหนึ่ง ฯ

    สามเณรนั้นเมื่อถวายไม้ชำระฟันแก่พระอุปัชฌาย์ ได้ถวายด้วยมือเดียว.

  8. ๘

    ทีนั้น พระอุปัชฌาย์ได้กล่าวกะสามเณรว่า สามเณรนี่ ช่างไม่สำเหนียกเลยหนอ จึงได้เพื่อถวายไม้ชำระฟันแก่อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ด้วยมือเดียว ฯ

    อถ นํ อุปชฺฌาโย อาห “อสิกฺขิโต วตายํ สามเณโร อาจริยุปชฺฌายานํ เอเกน หตฺเถน ทนฺตกฏฺฐํ ทาตุํ ลภตีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระอุปัชฌาย์ กล่าวแล้ว (กะสามเณร) นั้น ว่า อ.สามเณร นี้ ผู้ไม่ศึกษาแล้ว หนอ ย่อมได้ เพื่ออันถวาย ซึ่งไม้เป็นเครื่องชำระซึ่งฟัน ด้วยมือ ข้างหนึ่ง แก่พระอาจารย์และ พระอุปัชฌาย์ ท. ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระอุปัชฌาย์กล่าวกะสามเณรนั้นว่า " สามเณรนี้ ไม่ได้สำเหนียกหนอ, จึงได้เพื่อถวายไม้ชำระฟันแก่อาจารย์และอุปัชฌาย์ ด้วยมือเดียว. "

  9. ๙

    สามเณรตอบว่า ผมทราบ ขอรับว่า นั่น ไม่ใช่วัตร แต่(เนื่องจาก)มือข้างหนึ่งของผม ไม่ว่าง ฯ

    “ชานามหํ ภนฺเต `น เอตํ วตฺตนฺติ, เอโก ปน เม หตฺโถ น ตุจฺโฉติ.

    (อ.สามเณร กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม ย่อมรู้ ว่า (อ.การกระทำ) นั่น เป็นวัตร (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้, แต่ว่า อ.มือ ข้างหนึ่ง ของกระผม เป็นสภาพว่างเปล่า ย่อมเป็น หามิได้ ดังนี้ ฯ

    สามเณร. ผมทราบ ขอรับ ว่า ' นั่นไม่เป็นวัตร,' แต่มือข้างหนึ่งของผม ไม่ว่าง.

  10. ๑๐

    พระเถระย้อนถามว่า เป็นอะไรหรือ สามเณร ฯ

    “กึ สามเณราติ.

    (อ.พระเถระ ถามแล้ว) ว่า ดูก่อนสามเณร อ.อะไร ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. อะไร ? สามเณร.

  11. ๑๑

    เธอลำดับความเป็นไปนั้นตั้งแต่ต้น ฯ

    โส อาทิโต ปฏฺฐาย ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ.

    (อ.สามเณร) นั้น บอกแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น จำเดิม แต่ต้น ฯ

    สามเณรนั้นบอกความเป็นไปนั้นแล้วจำเดิมแต่ต้น.

  12. ๑๒

    พระเถระ พอได้ฟังเท่านั้น หดหู่ใจ จึงกล่าวว่า โอ้ เราทำกรรมหนักนักแล้ว จึงกล่าว(ต่อไป)ว่ายกโทษให้ฉันด้วยเถิด พ่อสัตบุรุษ ข้อนั้นฉันไม่รู้(จริง ๆ) ขอจงเป็นที่พึ่งด้วยเถิด จึงนั่งกระโหย่งประคองอัญชลีแทบเท้าของเด็กอายุ ๗ ขวบ ฯ

    เถโร สุตฺวาว สํวิคฺคมานโส “อโห มยา ภาริยํ กมฺมํ กตนฺติ วตฺวา “ขมาหิ เม สปฺปุริส, นาหเมตํ ชานามิ, อวสฺสโย โหหีติ อญฺชลึ ปคฺคยฺห สตฺตวสฺสิกทารกสฺส ปาทมูเล อุกฺกุฏิกํ นิสีทิ.

    อ.พระเถระ ฟังแล้วเทียว เป็นผู้มีใจอันสลดแล้ว (เป็น) กล่าวแล้ว ว่า โอ ! อ.กรรม อันหนัก อันเรา กระทำแล้ว ดังนี้ (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนสัตบุรุษ อ.เธอ จงอดโทษ ต่อเรา, อ.เรา ย่อมไม่รู้ ซึ่ง (เหตุ) นั่น, อ.เธอ เป็นที่อาศัย จงเป็น ดังนี้ ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี นั่งแล้ว กระหย่ง ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ของเด็กผู้มีกาลฝน ๗ ฯ

    พระเถระพอฟังแล้วมีใจสลด กล่าวว่า " โอ กรรมหนักอันเราทำแล้ว " กล่าวว่า " จงอดโทษแก่ฉัน สัตบุรุษ, ฉันไม่รู้ข้อนั้น, ขอจงเป็นที่พึ่ง " ดังนี้แล้ว ประคองอัญชลี นั่งกระโหย่งใกล้เท้าของเด็กอายุ ๗ ขวบ.

ภาค ๔ พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๗๐–๗๑ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น สามเณรบอกกะพระเถระนั้นว่า ท่านขอรับ กระผมมิได้พูดเพื่อต้องการคำขอโทษนั่น กระผมเพียงตามรักษาจิตของท่าน จึงพูดออกไปอย่างนี้ ในเรื่องนี้ ท่านมิได้มีโทษ(ใด ๆ)ถึงกระผมเอง ก็ไม่มีโทษ นั่นเป็นโทษของวัฏฏะฝ่ายเดียว ท่านอย่าคิด(มาก)ไปเลย กระผมรักษาความร้อนใจของท่านเอาไว้นั่นแลจึงมิได้บอกเรื่องนี้ ฯ

    โส อาทิโต ปฏฺฐาย ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ. เถโร สุตฺวาว สํวิคฺคมานโส “อโห มยา ภาริยํ กมฺมํ กตนฺติ วตฺวา “ขมาหิ เม สปฺปุริส, นาหเมตํ ชานามิ, อวสฺสโย โหหีติ อญฺชลึ ปคฺคยฺห สตฺตวสฺสิกทารกสฺส ปาทมูเล อุกฺกุฏิกํ นิสีทิ. อถ นํ สามเณโร อาห “นาหํ ภนฺเต เอตทตฺถาย กเถสึ, ตุมฺหากํ จิตฺตํ อนุรกฺขนฺเตน มยา เอวํ วุตฺตํ, น เอตฺถ ตุมฺหากํ โทโส อตฺถิ, น มยฺหํ, วฏฺฏสฺเสเวโส โทโส, มา จินฺตยิตฺถ, มยา ตุมฺหากํ วิปฺปฏิสารํ รกฺขนฺเตเนว นาโรจิตนฺติ.

    (อ.สามเณร) นั้น บอกแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น จำเดิม แต่ต้น ฯ อ.พระเถระ ฟังแล้วเทียว เป็นผู้มีใจอันสลดแล้ว (เป็น) กล่าวแล้ว ว่า โอ ! อ.กรรม อันหนัก อันเรา กระทำแล้ว ดังนี้ (กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนสัตบุรุษ อ.เธอ จงอดโทษ ต่อเรา, อ.เรา ย่อมไม่รู้ ซึ่ง (เหตุ) นั่น, อ.เธอ เป็นที่อาศัย จงเป็น ดังนี้ ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี นั่งแล้ว กระหย่ง ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ของเด็กผู้มีกาลฝน ๗ ฯ ครั้งนั้น อ.สามเณร กล่าวแล้ว (กะพระอุปัชฌาย์) นั้น ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม กล่าวแล้ว เพื่อความต้องการนั่น หามิได้, (อ.คำ) อย่างนี้ อันกระผม ผู้ตามรักษาอยู่ ซึ่งจิต ของท่าน ท. กล่าวแล้ว, อ.โทษ ของท่าน ท. (ในเพราะเหตุ) นี้ มีอยู่ หามิได้, (อ.โทษ) ของกระผม (ในเพราะเหตุนี้ มีอยู่) หามิได้, อ.โทษนั่น เป็นโทษ ของวัฏฏะนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. อย่าคิดแล้ว, (อ.เรื่องนั้น) อันกระผม ผู้รักษาอยู่ ซึ่งความเดือดร้อน ของท่าน ท. นั่นเทียว ไม่บอกแล้ว ดังนี้ ฯ

    สามเณรนั้นบอกความเป็นไปนั้นแล้วจำเดิมแต่ต้น. พระเถระพอฟังแล้วมีใจสลด กล่าวว่า " โอ กรรมหนักอันเราทำแล้ว " กล่าวว่า " จงอดโทษแก่ฉัน สัตบุรุษ, ฉันไม่รู้ข้อนั้น, ขอจงเป็นที่พึ่ง " ดังนี้แล้ว ประคองอัญชลี นั่งกระโหย่งใกล้เท้าของเด็กอายุ ๗ ขวบ. ลำดับนั้นสามเณรบอกกะพระเถระนั้นว่า " กระผมมิได้พูดเพื่อต้องการเหตุนี้ ขอรับ, กระผมตามรักษาจิตของท่าน จึงได้พูดแล้วอย่างนี้, ในข้อนี้ โทษของท่านไม่มี, โทษของผมก็ไม่มี, นั่นเป็นโทษของวัฏฏะเท่านั้น, ขอท่านอย่าคิดแล้ว. อันผมรักษาความเดือดร้อนของท่านอยู่นั่นเทียว จึงไม่บอกแล้ว.

  2. ๒

    พระเถระ แม้สามเณรจะคลายให้เบาใจอยู่ ก็ยังไม่สบายใจ(อยู่ดี) เกิดความสลดใจ รวบภัณฑะของสามเณรเดินไปสำนักพระบรมศาสดา ฯ

    เถโร สามเณเรน อสฺสาสิยมาโนปิ อนสฺสาสิตฺวา อุปฺปนฺนสํเวโค สามเณรสฺส ภณฺฑํ คเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ ปายาสิ.

    อ.พระเถระ แม้ผู้อันสามเณรให้เบาใจอยู่ ไม่เบาใจแล้ว ผู้มีความสลดใจเกิดขึ้นแล้ว ถือเอา ซึ่งสิ่งของ ของสามเณร ได้ดำเนินไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ฯ

    พระเถระแม้อันสามเณรให้เบาใจอยู่ ไม่เบาใจแล้ว มีความสลดใจเกิดขึ้นแล้ว ถือภัณฑะของสามเณรไปสู่สำนักของพระศาสดาแล้ว.

  3. ๓

    แม้พระบรมศาสดา ประทับนั่งทอดพระเนตรการมาของพระเถระนั้นเหมือนกัน ฯ

    สตฺถาปิสฺส อาคมนํ โอโลเกนฺโตว นิสีทิ.

    แม้ อ.พระศาสดา ประทับนั่งทรงแลดูอยู่แล้ว ซึ่งการมา แห่งพระเถระนั้น เทียว ฯ

    แม้พระศาสดาประทับนั่งทอดพระเนตรการมา ของพระเถระนั้นเหมือนกัน.

  4. ๔

    พระเถระนั้น ไปแล้ว ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้ว กระทำการสนทนาเป็นที่บันเทิงรื่นเริงใจเฉพาะกับพระบรมศาสดาแล้ว อันพระบรมศาสดาตรัสถามว่า เธอพอทนได้หรือ ภิกษุ ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ไม่มีหรือ จึงกราบทูลว่า พอทนได้ พระเจ้าข้า ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ของข้าพระองค์ ไม่มี ก็อีกอย่างหนึ่งแล คนอื่น ผู้มีพระคุณอย่างล้นเหลือ เหมือนสามเณรเด็กรูปนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นเลย ฯ

    โส คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา สตฺถารา สทฺธึ ปฏิสมฺโมทนํ กตฺวา “ขมนียํ เต ภิกฺขุ, น กิญฺจิ อติเรกํ อผาสุกํ อตฺถีติ ปุจฺฉิโต อาห “ขมนียํ ภนฺเต, นตฺถิ เม กิญฺจิ อติเรกํ อผาสุกํ; อปิจ โข ปน เม อยํ ทหรสามเณโร วิย อญฺโญ อติเรกคุโณ น ทิฏฺฐปุพฺโพติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กระทำแล้ว ซึ่งความบันเทิงพร้อมเฉพาะ กับ ด้วยพระศาสดา ผู้ (อันพระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักร ๔ มีทวาร ๙) อันเธอ พึงอดทนได้หรือ, อ.ความไม่สำราญ อันยิ่งเกิน อะไร ๆ มีอยู่ หามิได้หรือ ดังนี้ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักร ๔ มีทวาร ๙ อันข้าพระองค์) พึงอดทนได้, อ.ความไม่สำราญ อันยิ่งเกิน อะไร ๆ ย่อมไม่มี แก่ข้าพระองค์ ; ก็ อีกอย่างหนึ่ง แล อ.บุคคล อื่น ผู้มีคุณยิ่งเกิน ราวกะ อ.สามเณรเด็ก นี้ เป็นผู้อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระเถรนั้นไปถวายบังคมพระศาสดา ทำความบันเทิงกับพระศาสดาแล้ว อันพระศาสดาตรัสถามว่า " เธอพออดทนหรือ ? ภิกษุ ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? " จึงกราบทูลว่า " พออดพอทน พระเจ้าข้า, ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? " ของข้าพระองค์ไม่มี, ก็อีกอย่างหนึ่งแล คนอื่นผู้มีคุณอย่างล้นเหลือเหมื่อนสามเณรเด็กนี้ อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็น "

  5. ๕

    พระบรมศาสดาตรัสถามว่า สามเณรรูป นี้ ทำอะไร(ให้)เล่า ภิกษุ ฯ

    “กึ ปน อิมินา กตํ ภิกฺขูติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ อ.กรรม อะไร (อันสามเณรเด็ก) นี้ กระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า " กรรมอะไร ? อันสามเณรนี้ทำแล้ว ภิกษุ. "

  6. ๖

    พระเถระนั้น กราบทูลเรื่องราวที่เป็นไปนั้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า สามเณรรูปนี้ ข้าพระองค์ขอโทษอยู่อย่างนี้ (กลับ)กล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ในเรื่องนี้ โทษของท่านไม่มีเลย โทษของผมก็ไม่มี นั่นเป็นโทษของวัฏฏะอย่างเดียว ขอท่านอย่าคิด(มาก)เลย สามเณรปลอบข้าพระองค์ให้เบาใจ ด้วยประการฉะนี้นั่นแล ไม่กระทำความโกรธ ไม่กระทำความประทุษร้าย ในข้าพระองค์แม้แต่น้อย บุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ เห็นปานนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นแล้ว พระเจ้าข้า ฯ

    โส อาทิโต ปฏฺฐาย สพฺพนฺตํ ปวตฺตึ ภควโต อาโรเจตฺวา อาห “เอวํ ภนฺเต มยา ขมาปิยมาโน มํ เอวํ วเทสิ `เนเวตฺถ ตุมฺหากํ โทโส อตฺถิ, น มยฺหํ, วฏฺฏสฺเสเวโส โทโส, ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ, อิติ มํ อสฺสาเสสิเยว, มยิ เนว โกปํ น โทสมกาสิ; น เม ภนฺเต เอวรูโป คุณสมฺปนฺโน ทิฏฺฐปุพฺโพติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น กราบทูลแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ทั้งปวง จำเดิม แต่ต้น แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.สามเณรนั้น) ผู้ อันข้าพระองค์ ให้อดโทษอยู่ อย่างนี้ กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะข้าพระองค์ ว่า อ.โทษ ของท่าน ท. ในเพราะเหตุนี้ มีอยู่ หามิได้นั่นเทียว, (อ.โทษ) ของกระผม (ในเพราะเหตุนี้ มีอยู่) หามิได้, อ.โทษนั่น เป็นโทษ ของวัฏฏะ นั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. อย่า คิดแล้ว ดังนี้, (อ.สามเณรนั้น) ยังข้าพระองค์ ให้เบาใจแล้วนั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้, (อ.สามเณรนั้น) ไม่ได้กระทำแล้ว ซึ่งความโกรธ ในข้าพระองค์ นั่นเทียว ไม่ได้กระทำแล้ว ซึ่งความขัดเคือง (ในข้าพระองค์), ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.บุคคล) ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยคุณ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้อันข้าพระองค์เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระเถระนั้นกราบทูลความเป็นไปนั้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า สามเณรนี้ อันข้าพระองค์ให้อดโทษอยู่อย่างนี้ กล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ' ในข้อนี้ โทษของท่านไม่มีเลย . โทษของผมก็ไม่มี, นั่นเป็นโทษของวัฏฏะเท่านั้น, ขอท่านอย่าคิดแล้ว, สามเณรยังข้าพระองค์ให้เบาใจแล้วนั่นเทียวด้วยประการฉะนี้, ไม่ทำความโกรธ ไม่ทำความประทุษร้าย ในข้าพระองค์เลย; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณเห็นปานนี้ อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็น. "

ภาค ๔ พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒ หน้า ๗๑–๗๒ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระเถระนั้นไปถวายบังคมพระบรมศาสดา ทำความบันเทิงกับพระบรมศาสดาแล้ว ผู้อันพระบรมศาสดาตรัสถามว่า เธอยังพออดพอทนได้หรือภิกษุ ความไม่ผาสุกอย่างยิ่งอะไร ๆ ไม่มีหรือ จึงกราบทูลว่า พออดพอทนได้ พระเจ้าข้า ความไม่ผาสุกอย่างยิ่งอะไร ๆ ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ก็อีกอย่างหนึ่งแล บุคคลอื่น ผู้มีคุณอย่างยิ่งเหมือนอย่างสามเณรหนุ่มรูปนี้ ข้าพระองค์ยังไม่เคยเห็น ฯ

    โส คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา สตฺถารา สทฺธึ ปฏิสมฺโมทนํ กตฺวา “ขมนียํ เต ภิกฺขุ, น กิญฺจิ อติเรกํ อผาสุกํ อตฺถีติ ปุจฺฉิโต อาห “ขมนียํ ภนฺเต, นตฺถิ เม กิญฺจิ อติเรกํ อผาสุกํ; อปิจ โข ปน เม อยํ ทหรสามเณโร วิย อญฺโญ อติเรกคุโณ น ทิฏฺฐปุพฺโพติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กระทำแล้ว ซึ่งความบันเทิงพร้อมเฉพาะ กับ ด้วยพระศาสดา ผู้ (อันพระศาสดา) ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักร ๔ มีทวาร ๙) อันเธอ พึงอดทนได้หรือ, อ.ความไม่สำราญ อันยิ่งเกิน อะไร ๆ มีอยู่ หามิได้หรือ ดังนี้ กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ (อ.ยนต์คือสรีระ มีจักร ๔ มีทวาร ๙ อันข้าพระองค์) พึงอดทนได้, อ.ความไม่สำราญ อันยิ่งเกิน อะไร ๆ ย่อมไม่มี แก่ข้าพระองค์ ; ก็ อีกอย่างหนึ่ง แล อ.บุคคล อื่น ผู้มีคุณยิ่งเกิน ราวกะ อ.สามเณรเด็ก นี้ เป็นผู้อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    พระเถรนั้นไปถวายบังคมพระศาสดา ทำความบันเทิงกับพระศาสดาแล้ว อันพระศาสดาตรัสถามว่า " เธอพออดทนหรือ ? ภิกษุ ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? " จึงกราบทูลว่า " พออดพอทน พระเจ้าข้า, ความไม่ผาสุกที่รุนแรงอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? " ของข้าพระองค์ไม่มี, ก็อีกอย่างหนึ่งแล คนอื่นผู้มีคุณอย่างล้นเหลือเหมื่อนสามเณรเด็กนี้ อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็น "

  2. ๒

    พระบรมศาสดาตรัสถามว่า ก็สามเณรรูปนี้ทำอะไรไว้เล่าภิกษุ ฯ

    “กึ ปน อิมินา กตํ ภิกฺขูติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ อ.กรรม อะไร (อันสามเณรเด็ก) นี้ กระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาตรัสถามว่า " กรรมอะไร ? อันสามเณรนี้ทำแล้ว ภิกษุ. "

  3. ๓

    พระเถระนั้นกราบทูลความเป็นไปทั้งหมดตั้งแต่ต้นแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า พระเจ้าข้า สามเณรรูปนี้อันข้าพระองค์ให้อดโทษอยู่อย่างนี้ ก็พูดกะข้าพระองค์ว่า ในเรื่องนี้ โทษ ของพระคุณท่านไม่มีเลย โทษของกระผมก็ไม่มี นั่นเป็นโทษของวัฏฏะเท่านั้น พระคุณท่านอย่าคิด (มาก) เลย สามเณรยังข้าพระองค์ให้เบาใจเสร็จแล้วด้วยประการฉะนี้ ไม่ทำความโกรธ ไม่ทำความประทุษร้าย ในข้าพระองค์เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณแบบนี้ ข้าพระองค์ยังไม่เคยพบเห็น ฯ

    โส อาทิโต ปฏฺฐาย สพฺพนฺตํ ปวตฺตึ ภควโต อาโรเจตฺวา อาห “เอวํ ภนฺเต มยา ขมาปิยมาโน มํ เอวํ วเทสิ `เนเวตฺถ ตุมฺหากํ โทโส อตฺถิ, น มยฺหํ, วฏฺฏสฺเสเวโส โทโส, ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ, อิติ มํ อสฺสาเสสิเยว, มยิ เนว โกปํ น โทสมกาสิ; น เม ภนฺเต เอวรูโป คุณสมฺปนฺโน ทิฏฺฐปุพฺโพติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น กราบทูลแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ทั้งปวง จำเดิม แต่ต้น แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.สามเณรนั้น) ผู้ อันข้าพระองค์ ให้อดโทษอยู่ อย่างนี้ กล่าวแล้ว อย่างนี้ กะข้าพระองค์ ว่า อ.โทษ ของท่าน ท. ในเพราะเหตุนี้ มีอยู่ หามิได้นั่นเทียว, (อ.โทษ) ของกระผม (ในเพราะเหตุนี้ มีอยู่) หามิได้, อ.โทษนั่น เป็นโทษ ของวัฏฏะ นั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.ท่าน ท. อย่า คิดแล้ว ดังนี้, (อ.สามเณรนั้น) ยังข้าพระองค์ ให้เบาใจแล้วนั่นเทียว ด้วยประการฉะนี้, (อ.สามเณรนั้น) ไม่ได้กระทำแล้ว ซึ่งความโกรธ ในข้าพระองค์ นั่นเทียว ไม่ได้กระทำแล้ว ซึ่งความขัดเคือง (ในข้าพระองค์), ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.บุคคล) ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยคุณ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้อันข้าพระองค์เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระเถระนั้นกราบทูลความเป็นไปนั้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า สามเณรนี้ อันข้าพระองค์ให้อดโทษอยู่อย่างนี้ กล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ' ในข้อนี้ โทษของท่านไม่มีเลย . โทษของผมก็ไม่มี, นั่นเป็นโทษของวัฏฏะเท่านั้น, ขอท่านอย่าคิดแล้ว, สามเณรยังข้าพระองค์ให้เบาใจแล้วนั่นเทียวด้วยประการฉะนี้, ไม่ทำความโกรธ ไม่ทำความประทุษร้าย ในข้าพระองค์เลย; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณเห็นปานนี้ อันข้าพระองค์ไม่เคยเห็น. "

  4. ๔

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า ดูกรภิกษุ ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย ไม่โกรธ ไม่ประทุษร้ายต่อใคร ๆ เป็นผู้มีอินทรีย์สงบแล้ว เป็นผู้มีใจสงบแล้วทีเดียว ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    อถ นํ สตฺถา “ภิกฺขุ ขีณาสวา นาม น กสฺสจิ กุปฺปนฺติ น ทุสฺสนฺติ, สนฺตินฺทฺริยา สนฺตมานสาว โหนฺตีติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า ดูก่อนภิกษุ ชื่อ อ.พระขีณาสพ ท. ย่อมไม่โกรธ ต่อใคร ๆ ย่อมไม่ขัดเคือง (ต่อใคร ๆ), (อ.พระขีณาสพ ท. เหล่านั้น) เป็นผู้มีอินทรีย์สงบแล้ว เป็นผู้มีใจสงบแล้วเทียว ย่อมเป็น ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า " ภิกษุ ธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย ไม่โกรธ ไม่ประทุษร้าย ต่อใคร ๆ, เป็นผู้มีอินทรีย์สงบแล้ว เป็นผู้มีใจสงบแล้วเทียว " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิ แสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  5. ๕

    ใจของสมณะผู้สิ้นอาสวะแล้วนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบผู้สงบระงับแล้ว ผู้คงที่ เป็นธรรมชาติสงบแล้ว วาจาก็สงบแล้วการงานก็สงบแล้ว ฯ

    “สนฺตนฺตสฺส มนํ โหติ สนฺตา วาจา จ กมฺม จ สมฺมทญฺญา วิมุตฺตสฺส อุปสนฺตสฺส ตาทิโนติ.

    อ.ใจ ของพระขีณาสพนั้น ผู้หลุดพ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้โดยชอบ ผู้เข้าไป สงบแล้ว ผู้คงที่ เป็นใจสงบแล้ว ( ย่อมเป็น ) อ.วาจา เป็นวาจาสงบแล้ว ( ย่อมเป็น ) ด้วย อ.กายกรรม ( เป็นกรรมสงบแล้ว ย่อมเป็น ) ด้วย ดังนี้ ฯ

    " ใจของท่านผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ ผู้สงบระงับ คงที่ เป็นใจสงบแล้ว วาจา ก็สงบแล้ว การงานก็สงบ. "

ภาค ๔ พระขทิรวนิยเรวตเถระ

ภาค ๔ พระขทิรวนิยเรวตเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๒ หน้า ๗๗–๗๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เวลาที่เสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง พระอานนทเถระ ยืนอยู่ ณ ทาง ๒ แพร่ง กราบทูลสมเด็จพระบรมศาสดาว่า บรรดาทางไปสำนักพระเรวตะ ทางนี้เป็นทางอ้อม มีระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์ เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ส่วนทางนี้เป็นทางตรง มีระยะทางประมาณ ๓๐ โยชน์ เป็นถิ่นที่อมนุษย์ยึดครอง พวกเราจะไปทางไหน พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    โถกํ คตกาเล อานนฺทตฺเถโร เทฺวธาปเถ ฐตฺวา สตฺถารํ อาห “ภนฺเต เรวตสฺส สนฺติกํ คมนมคฺเคสุ อยํ ปริหารปโถ สฏฺฐิโยชนิโก มนุสฺสาวาโส, อยํ อุชุมคฺโค ตึสโยชนิโก อมนุสฺสปริคฺคหิโต; กตเรน คจฺฉามาติ.

    ในกาล (แห่งพระศาสดา) เสด็จไปแล้ว หน่อยหนึ่ง อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ ยืนแล้ว ในหนทางโดยส่วน ๒ กราบทูลแล้ว กะพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในหนทางเป็นที่ไป ท. สู่สำนัก ของสามเณรชื่อว่าเรวตะ หนา อ. หนทางอันอ้อม นี้ เป็นประเทศเป็นที่อยู่อาศัยแห่งมนุษย์ อันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ ๖๐ (ย่อมเป็น), อ. หนทางอันตรง นี้ เป็นหนทาง อันอมนุษย์กำหนดถือเอาแล้ว อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๓๐ (ย่อมเป็น) ; อ.เรา ท. จะไป โดยหนทาง ไหน ดังนี้ ฯ

    ในเวลาเสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง พระอานนทเถระยืนอยู่ที่ทาง ๒ แพร่ง กราบทูลพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า บรรดาทางที่ไปสู่สำนักพระเรวตะ ทางนี้ เป็นทางอ้อมประมาณ ๖๐ โยชน์ เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมนุษย์, ทางนี้เป็นทางตรงประมาณ ๓๐ โยชน์ อันอมนุษย์คุ้มครอง, พวกเราจะไปโดยทางไหน ? "

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ ก็สีวลีมากับพวกเรา มิใช่หรือ ฯ

    “สีวลี ปน อานนฺท อมฺเหหิ สทฺธึ อาคโตติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนอานนท์ ก็ อ.สีวลี มาแล้ว กับ ด้วยเรา ท. หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. อานนท์ ก็สีวลี มากับพวกเรา (มิใช่หรือ ?)

  3. ๓

    พระอานนทเถระกราบทูลว่า ถูกแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “อาม ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.พระสีวลี มาแล้ว กับ ด้วยเรา ท.) ดังนี้ ฯ

    อานนท์. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

  4. ๔

    สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า ถ้าสีวลีมา เธอจงถือเอาทางตรงนั่นแหละ ฯ

    “สเจ สีวลี อาคโต, อุชุมคฺคเมว คณฺหาหีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ถ้าว่า อ.สีวลี มาแล้วไซร้, อ.เธอ จงถือเอา ซึ่งหนทางอันตรงนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ถ้าสีวลีมา, เธอจงถือเอาทางตรงนั่นแหละ.

  5. ๕

    เล่ากันมาว่า สมเด็จพระบรมศาสดามิได้ตรัสว่า เราจักยังข้าวต้มและข้าวสวยให้เกิดขึ้นแก่พวกเธอ พวกเธอจงถือเอาทางตรงเถิด ทรงทราบว่า สถานที่นั่น เป็นสถานที่บุญของชนทั้งหลายนั้น ๆ ให้ผล จึงตรัสว่า ถ้าสีวลีมา เธอจงถือเอาทางตรงนั่นแหละ ฯ

    สตฺถา กิร “อหํ ตุมฺหากํ ยาคุภตฺตํ อุปฺปาเทสฺสามิ, อุชุมคฺคํ คณฺหถาติ อวตฺวา “เตสํ เตสํ ชนานํ ปุญฺญสฺส วิปากทานฏฺฐานํ เอตนฺติ ญตฺวา “สเจ สีวลี อาคโต, อุชุมคฺคํ คณฺหาหีติ อาห.

    ได้ยินว่า อ.พระศาสดา ไม่ตรัสแล้ว ว่า อ.เรา ยังข้าวต้มและข้าวสวย จักให้เกิดขึ้น แก่เธอ ท., อ.เธอ ท. จงถือเอา ซึ่งหนทางอันตรง เถิด ดังนี้ ทรงทราบแล้ว ว่า อ.ที่นั่น เป็นที่เป็นที่ให้ซึ่งวิบาก แห่งบุญ แก่ชน ท. เหล่านั้น ๆ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.สีวลี มาแล้วไซร้, อ.เธอ จงถือเอา ซึ่งหนทางอันตรง เถิด ดังนี้ ฯ

    ได้ยินว่า พระศาสดามิได้ตรัสว่า " เราจักยังข้าวต้มและข้าวสวยให้เกิดขึ้นแก่พวกเธอ, พวกเธอจงถือเอาทางตรง " ทรงทราบข่าวว่า " ที่นั่นเป็นที่ให้ผลบุญแก่ชนเหล่านั้น ๆ " จึงตรัสว่า " ถ้าสีวลีมา, เธอจงถือเอาทางตรง. "

  6. ๖

    ก็เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดำเนินไปทางนั้น พวกเทพยดาพากันคิดว่า พวกเราจักทำสักการะแก่พระสีวลีเถระพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา แล้วให้สร้างวิหารไว้ ณ สถานที่ทุก ๑ โยชน์ ไม่ให้ไปเกินกว่า ๑ โยชน์ ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถือวัตถุมีข้าวต้มเป็นต้นอันเป็นทิพย์เที่ยวไปด้วยคิดว่า พระสีวลีเถระพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรานั่งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ พระสีวลีเถระให้พวกเทพยดาถวายวัตถุสิ่งของที่นำมาเพื่อตนแก่พระสงฆ์มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฯ

    สตฺถริ ปน ตํ มคฺคํ ปฏิปนฺเน, เทวตา “อมฺหากํ อยฺยสฺส สีวลิตฺเถรสฺส สกฺการํ กริสฺสามาติ จินฺเตตฺวา เอเกกโยชเน วิหาเร กาเรตฺวา เอกโยชนโต อุทฺธํ คนฺตุํ อทตฺวา ปาโตว อุฏฺฐาย ทิพฺพานิ ยาคุอาทีนิ คเหตฺวา “อมฺหากํ อยฺโย สีวลิตฺเถโร กหํ นิสินฺโนติ วิจรนฺติ. เถโร อตฺตโน อภิหฏํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทาเปสิ.

    ก็ ครั้นเมื่อพระศาสดา เสด็จดำเนินไปแล้ว สู่หนทางนั้น, อ.เทวดา ท. คิดแล้ว ว่า อ.เรา ท. จักกระทำ ซึ่งสักการะ แก่พระเถระชื่อว่าสีวลี ผู้เป็นเจ้า ของเรา ท. ดังนี้ (ยังกันและกัน) ให้กระทำแล้ว ซึ่งวิหาร ท. ในโยชน์ ๆ หนึ่ง ๆ ไม่ให้แล้ว เพื่ออันไป ในเบื้องบน แต่โยชน์หนึ่ง ลุกขึ้นแล้ว ในเวลาเช้าเทียว ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีข้าวต้มเป็นต้น อันเป็นทิพย์ (กล่าวแล้ว) ว่า อ.พระเถระชื่อว่าสีวลี ผู้เป็นเจ้า ของเรา ท. นั่งแล้ว ณ ที่ไหน ดังนี้ ย่อมเที่ยวไป ฯ อ.พระเถระ (ยังเทวดา ท.) ให้ถวายแล้ว (ซึ่งวัตถุ) อัน ๆ เทวดา ท. เหล่านั้น นำไปเฉพาะแล้ว เพื่อตน แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ฯ

    ก็เมื่อพระศาสดาทรงดำเนินไปทางนั้น, พวกเทวดาคิดว่า " พวกเราจักทำสักการะแก่พระสีวลีเถระพระผู้เป็นเจ้าของเรา " ให้สร้างวิหารในที่โยชน์หนึ่ง ๆ ไม่ให้ไปเกินกว่าโยชน์หนึ่ง ลุกขึ้นแต่เช้าเทียว ถือเอาวัตถุมีข้าวต้มเป็นต้นอันเป็นทิพย์แล้วเที่ยวไปด้วยตั้งใจว่า " พระสีวลีเถระผู้เป็นเจ้าของเรา นั่งอยู่ที่ไหน ? " พระเถระให้เทวดาถวายภัตรที่นำมาเพื่อตน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

  7. ๗

    สมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมกับบริวาร ได้เสด็จไปตลอดทางกันดาร มีระยะทางประมาณ ๓๐ โยชน์ เสวยบุญของพระสีวลีเถระเพียงผู้เดียว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เอวํ สตฺถา สปริวาโร ตึสโยชนิกํ กนฺตารํ สีวลิตฺเถรสฺเสว ปุญฺญํ อนุภวมาโน อคมาสิ.

    อ.พระศาสดา ผู้ทรงเป็นไปกับ ด้วยบริวาร ทรงเสวยอยู่ ซึ่งบุญ ของพระเถระชื่อว่าสีวลีนั่นเทียว ได้เสด็จไปแล้ว ตลอดหนทางอันกันดาร อันประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ ๓๐ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    พระศาสดาพร้อมทั้งบริวารเสวยบุญของพระสีวลีเถระผู้เดียว ได้เสด็จไปตลอดทางกันดารประมาณ ๓๐ โยชน์.

  8. ๘

    ฝ่ายพระเรวตเถระ ทราบว่าสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตพระคันธกุฎีเพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เนรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง สถานที่จงกรม ๕๐๐ แห่ง และสถานที่พักกลางคืนและสถานที่พักกลางวัน ๕๐๐ แห่ง เพื่อพระสงฆ์ ฯ

    เรวตตฺเถโรปิ สตฺถุ อาคมนํ ญตฺวา ภควโต คนฺธกุฏึ มาเปตฺวา ปญฺจ กูฏาคารสตานิ ปญฺจ จงฺกมนสตานิ ปญฺจ รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานสตานิ จ มาเปสิ. สตฺถา ตสฺส สนฺติเก มาสมตฺตเมว วสิ. ตสฺมึ วสมาโนปิ สีวลิตฺเถรสฺเสว ปุญฺญํ อนุภวิ.

    แม้ อ.พระเถระชื่อว่าเรวตะ รู้แล้ว ซึ่งการเสด็จมา แห่งพระศาสดา เนรมิตแล้ว ซึ่งพระคันธกุฎี เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เนรมิตแล้ว ซึ่งร้อยแห่งเรือนยอด ท. ๕ ด้วย ซึ่งร้อยแห่งที่เป็นที่จงกรม ท. ๕ ด้วย ซึ่งร้อยแห่งที่เป็นที่พักในกลางคืนและที่เป็นที่พักในกลางวัน ท. ๕ ด้วย ฯ อ.พระศาสดา ประทับอยู่แล้ว ในสำนัก (ของพระเถระชื่อว่าเรวตะ) นั้น (สิ้นกาล) สักว่าเดือนนั่นเทียว ฯ (อ.พระศาสดา) แม้ประทับอยู่อยู่ (ในที่) นั้น ทรงเสวยแล้ว ซึ่งบุญ ของพระเถระ ชื่อว่า สีวลี นั่นเทียว ฯ

    ฝ่ายพระเรวตะเถระ ทราบการมาของพระศาสดา จึงนิรมิตพระคันธกุฎีเพื่อพระผู้มีพระภาค นิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐และที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ๕๐๐. พระศาสดาประทับอยู่ในสำนักของพระเรวตะนั้นสิ้นกาลประมาณเดือนหนึ่งแล. แม้ประทับอยู่ในที่นั้น ก็ทรงเสวยบุญของพระสีวลีเถระนั่นเอง.

ภาค ๔ พระขทิรวนิยเรวตเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๒ หน้า ๗๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็บรรดาพระเหล่านั้น พระหลวงตา ๒ รูป ในเวลาที่สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จเข้าสู่ป่าไม้ตะเคียน พากันคิดว่า พระรูปนี้ทำการก่อสร้างมีประมาณเท่านี้อยู่ จักสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างไร สมเด็จพระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำกิจคือการเห็นแก่หน้า โดยทรงพระดำริว่า เป็นน้องชายสุดท้องของพระสารีบุตร จึงได้เสด็จมายังสำนักพระนักก่อสร้างแบบนี้ ฯ

    ตตฺถ ปน เทฺว มหลฺลกภิกฺขู สตฺถุ ขทิรวนํ ปวิสนกาเล เอวํ จินฺตยึสุ “อยํ ภิกฺขุ เอตฺตกํ นวกมฺมํ กโรนฺโต กึ สกฺขิสฺสติ สมณธมฺมํ กาตุํ, สตฺถา `สารีปุตฺตสฺส กนิฏฺโฐติ มุโขโลกนกิจฺจํ กโรนฺโต เอวรูปสฺส นวกมฺมิกสฺส สนฺติกํ อาคโตติ.

    ก็ ในภิกษุ ท. เหล่านั้น หนา อ.ภิกษุผู้แก่ ท. ๒ รูป คิดกันแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.ภิกษุ นี้ กระทำอยู่ ซึ่งนวกรรม มีประมาณเท่านี้ จักอาจ เพื่ออันกระทำ ซึ่งสมณธรรม อย่างไร, อ.พระศาสดา ทรงกระทำอยู่ ซึ่งกิจคืออันทรงแลดูซึ่งหน้า (ด้วยทรงดำริ) ว่า (อ.ภิกษุนี้) เป็นน้องชายผู้น้อยที่สุด ของสารีบุตร (ย่อมเป็น) ดังนี้ เสด็จมาแล้ว สู่สำนัก ของภิกษุ ผู้ประกอบแล้ว ในนวกรรม ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ดังนี้ ในกาลเป็นที่เสด็จเข้าไป สู่ป่าแห่งไม้ตะเคียน ของพระศาสดา ฯ

    ก็บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุแก่ ๒ รูป ในเวลาพระศาสดาเสด็จเข้าไปสู่ป่าไม้สะแก คิดแล้วอย่างนี้ว่า " ภิกษุนี้ทำนวกรรม (การก่อสร้าง) ประมาณอยู่เท่านี้อยู่ จักอาจทำสมณธรรมได้อย่างไร ? " พระศาสดาทรงทำกิจคือการเห็นแก่หน้า ด้วยทรงดำริว่า ' เป็นน้องชายของพระสารีบุตร ' จึงเสด็จมาสู่สำนักของเธอผู้ประกอบนวกรรมเห็นปานนี้. '

  2. ๒

    แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงตรวจดูสัตว์โลกเวลาใกล้รุ่งวันนั้น ทอดพระเนตรเห็นพระหลวงตาเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงทราบวาระจิตของพวกเธอ เพราะฉะนั้น จึงประทับอยู่ ณ ที่นั้นประมาณ ๑ เดือน ในวันที่จะเสด็จออก (จากป่านั้น) ทรงอธิษฐานโดยประการที่พระหลวงตาเหล่านั้นจะลืมกระบอกน้ำมันงาลักจั่นน้ำ และรองเท้าของตนไว้เสด็จออกไปอยู่ ในเวลาที่เสด็จออกไปภายนอกอุปจารวิหาร ทรงคลายฤทธิ์แล้ว ฯ

    สตฺถาปิ ตํ ทิวสํ ปจฺจูสกาเล โลกํ โอโลเกนฺโต เต ภิกฺขู ทิสฺวา เตสํ จิตฺตวารํ อญฺญาสิ; ตสฺมา ตตฺถ มาสมตฺตํ วสิตฺวา นิกฺขมนทิวเส, ยถา เต ภิกฺขู อตฺตโน เตลนาฬิญฺจ อุทกตุมฺพญฺจ อุปาหนา จ ปมฺมุสฺสนฺติ; ตถา อธิฏฺฐหิตฺวา นิกฺขมนฺโต วิหารุปจารโต พหิ นิกฺขนฺตกาเล อิทฺธึ วิสฺสชฺเชสิ.

    แม้ อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ในวัน นั้น ทรงเห็นแล้ว ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ได้ทรงทราบแล้ว ซึ่งวาระแห่งจิต ของภิกษุ ท. เหล่านั้น ; เพราะเหตุนั้น (อ.พระศาสดา) ประทับอยู่แล้ว ในที่นั้น (สิ้นกาล) สักว่าเดือน อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น ย่อมลืมทั่ว ซึ่งทะนานแห่งน้ำมันด้วย ซึ่งลักจั่นแห่งน้ำด้วย ซึ่งรองเท้า ท. ด้วย ของตน โดยประการใด ; ทรงอธิษฐานแล้ว โดยประการนั้น ในวันเป็นที่เสด็จออกไป เสด็จออกไปอยู่ ทรงคลายแล้ว ซึ่งฤทธิ์ ในกาล (แห่งพระองค์) เสด็จออกไปแล้ว ในภายนอก จากอุปจารแห่งวิหาร ฯ

    ในวันนั้น แม้พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงทราบวารจิตของภิกษุเหล่านั้นแล้ว; เพราะเหตุนั้น ประทับอยู่ในที่นั้นสิ้นกาลนานประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ในวันเสด็จออกไป ทรงอธิษฐานโดยประการที่ภิกษุเหล่านั้นลืมหลอดน้ำมัน ลักกะจั่นน้ำ และรองเท้าของตนไว้ เสด็จออกไปอยู่ ในเวลาเสด็จออกไปภายนอกแต่อุปจารวิหารจึงทรงคลายพระฤทธิ์.

  3. ๓

    ครั้งนั้น พระหลวงตาเหล่านั้นพูดกันว่า ผมลืมสิ่งนี้และสิ่งนี้แล้ว แม้ผมก็ลืมแล้ว แม้ทั้ง ๒ รูป จึงกลับไป กำหนดจำสถานที่นั้นไม่ได้ เดินเที่ยวไปถูกหนามไม้ตะเคียนทิ่มแทง ได้พบเห็นห่อสิ่งของ ๆ ตน ซึ่งห้อยอยู่ที่ต้นไม้ตะเคียนต้นหนึ่ง จึงถือเอาแล้วหลีกไป ฯ

    อถ เต ภิกฺขู “มยา อิทญฺจิทญฺจ ปมฺมุฏฺฐํ, มยาปิ ปมฺมุฏฺฐนฺติ อุโภปิ นิวตฺติตฺวา ตํ ฐานํ อสลฺลกฺเขตฺวา ขทิรรุกฺขกณฺฏเกหิ วิชฺฌิยมานา วิจริตฺวา เอกสฺมึ ขทิรรุกฺเข โอลมฺพนฺตํ อตฺตโน ภณฺฑกํ ทิสฺวา อาทาย ปกฺกมึสุ.

    ครั้งนั้น อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.สิ่งของ) นี้ด้วย ๆ อันเรา ลืมทั่วแล้ว, (อ.สิ่งของ นี้ ด้วย) แม้อันเรา ลืมทั่วแล้ว ดังนี้ แม้ทั้งสอง กลับแล้ว ไม่กำหนดแล้ว ซึ่งที่ นั้น ผู้ อันหนามแห่งต้นตะเคียน ท. แทงอยู่ เที่ยวไปแล้ว เห็นแล้ว ซึ่งสิ่งของ ของตน อันห้อยลงอยู่ ที่ต้นตะเคียน ต้นหนึ่ง ถือเอา หลีกไปแล้ว ฯ

    ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นกล่าวกันว่า " ผมลืมสิ่งนี้และสิ่งนี้, แม้ผมก็ลืม " ดังนี้แล้ว ทั้ง ๒ รูปจึงกลับไป ไม่กำหนดถึงที่นั้น ถูกหนามไม้สะแกแทง เที่ยวไป พบห่อสิ่งของ ๆ ตนซึ่งห้อยอยู่ที่ต้นสะแกต้นหนึ่ง ถือเอาแล้วก็หลีกไป.

ภาค ๔ พระขทิรวนิยเรวตเถระ

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒ หน้า ๗๙–๘๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    อุบาสิกา คิดว่า พระพวกที่มาก่อน พูดอย่างหนึ่ง พระพวกนี้พูดอีกอย่างหนึ่ง พระพวกที่มาก่อนคงจักลืมอะไรบางอย่างไว้แล้วกลับไปในเวลาที่คลายฤทธิ์แล้ว ส่วนพระหนุ่ม ๒ รูปนี้คงจักไปในเวลาที่พระเถระตกแต่งเนรมิตสถานที่ไว้ด้วยฤทธิ์ เพราะความที่ตนเป็นคนฉลาด จึงทราบถึงความหมายนี้ ได้หยุดอยู่ ด้วยความหวังว่า จักทูลถาม ในเวลาที่สมเด็จพระบรมศาสดา เสด็จมา ฯ

    อุปาสิกา จินฺเตสิ “ปฐมํ อาคตภิกฺขู อญฺญถา วทึสุ, อิเม อญฺญถา วทนฺติ; ปฐมํ อาคตภิกฺขู กิญฺจิเทว ปมฺมุสฺสิตฺวา อิทฺธิยา วิสฺสฏฺฐกาเล ปฏินิวตฺติตฺวา คตา ภวิสฺสนฺติ, อิเม ปน อิทฺธิยา อภิสงฺขริตฺวา นิมฺมิตกาเล คตา ภวิสฺสนฺตีติ อตฺตโน ปณฺฑิตภาเวน เอตมตฺถํ ญตฺวา “สตฺถุ อาคมนกาเล ปุจฺฉิสฺสามีติ อฏฺฐาสิ.

    อ.อุบาสิกา คิดแล้ว ว่า อ.ภิกษุผู้มาแล้ว ท. ก่อน กล่าวแล้ว โดยประการอื่น, (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านี้ ย่อมกล่าว โดยประการอื่น ; อ.ภิกษุผู้มาแล้ว ท. ก่อน ลืมทั่วแล้ว ซึ่งสิ่งของ บางอย่าง นั่นเทียว เป็นผู้กลับเฉพาะ ไปแล้ว ในกาล แห่งฤทธิ์ (อันพระเถระ) คลายแล้ว จักเป็น ฯ ส่วนว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านี้ เป็นผู้ไปแล้ว ในกาล (แห่งที่เป็นที่อยู่) เป็นสถานที่ (อันพระเถระ) ปรุงแต่งแล้ว ด้วยฤทธิ์ เนรมิตแล้ว จักเป็น ดังนี้ รู้แล้ว ซึ่งเนื้อความ นั่น เพราะความที่ แห่งตน เป็นบัณฑิต ได้ยืนแล้ว (ด้วยความหวัง) ว่า อ.เรา จักทูลถาม ในกาลเป็นที่เสด็จมา แห่งพระศาสดา ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกาคิดว่า " ภิกษุพวกที่มาครั้งแรกกล่าวอย่างอื่น, ภิกษุพวกนี้กล่าวอย่างอื่น, ภิกษุพวกที่มาครั้งแรก ลืมอะไรไว้เป็นแน่ จักกลับไปในเวลาที่คลายฤทธิ์แล้ว, ส่วนภิกษุพวกนี้จักไปในเวลาที่พระเถระตกแต่งนิรมิตสถานที่ด้วยฤทธิ์ " เพราะความที่ตนเป็นบัณฑิตจึงทราบเนื้อความนั้น ได้ยืนอยู่แล้ว ด้วยหวังว่า " จักทูลถามในกาลที่พระศาสดาเสด็จมา. "

  2. ๒

    จากนั้นไปชั่วกาลเพียงครู่เดียวเท่านั้น สมเด็จพระบรมศาสดามีพระภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จไปสู่เรือนของนางวิสาขา ประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ฯ

    ตโต มุหุตฺตสฺเสว สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต วิสาขาย เคหํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ.

    อ.พระศาสดา ผู้อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมแล้ว เสด็จไปแล้ว สู่เรือน ของนางวิสาขา (ต่อกาล) ครู่หนึ่ง แต่กาลนั้น นั่นเทียว ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะ อันอันบุคคลปูลาดแล้ว ฯ

    ต่อกาลเพียงครู่เดียวแต่กาลนั้น พระศาสดาอันภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จไปสู่เรือนของนางวิสาขา ประทับนั่งเหนืออาสนะอันเขาตกแต่งไว้แล้ว.

  3. ๓

    นางวิสาขานั้น อังคาสพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเคารพ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดาแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาพระที่ไปกับพระองค์ บางพวกพูดว่า ที่อยู่ของพระเรวตเถระ เป็นป่ารกด้วยไม้สะแก บางพวกพูดว่า เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่อยู่ของพระเถระนั้น เป็นอย่างไรหนอแล ฯ

    สา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ สกฺกจฺจํ ปริวิสิตฺวา ภตฺตกิจฺจาวสาเน สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปฏิปุจฺฉิ “ภนฺเต ตุมฺเหหิ สทฺธึ คตภิกฺขูสุ เอกจฺเจ `เรวตตฺเถรสฺส วสนฏฺฐานํ ขทิรคหนํ อรญฺญนฺติ วทนฺติ, เอกจฺเจ ‘รมณียนฺติ วทนฺติ; กินฺนุ โข เอตนฺติ.

    (อ.นางวิสาขา) นั้น อังคาสแล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยเคารพ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร ทูลถามเฉพาะแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในภิกษุผู้ไปแล้ว ท. กับ ด้วยพระองค์ ท. หนา อ.ภิกษุ ท. บางพวก ย่อมกล่าว ว่า อ.ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระชื่อว่าเรวตะ เป็นป่า อันรกชัฏ ด้วยไม้ตะเคียน (ย่อมเป็น) ดังนี้, อ.ภิกษุ ท. บางพวก ย่อมกล่าว ว่า (อ.ที่เป็นที่อยู่ ของพระเถระ อันบุคคล) พึงยินดี ดังนี้ ; อ.เหตุนั่น อะไร หนอ แล ดังนี้ ฯ

    นางอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเคารพ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลถามเฉพาะว่า " พระเจ้าข้า บรรดาภิกษุที่ไปกับพระองค์ บางพวกกล่าวว่า ' ที่อยู่ของพระเรวตะ เป็นป่ารกด้วยไม้สะแก ' บางพวกกล่าวว่า ' เป็นสถานที่รื่นรมย์; ที่อยู่ของพระเถระนั่นเป็นอย่างไรหนอแล ? "

  4. ๔

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า อุบาสิกา จะเป็นบ้านหรือเป็นป่าก็ตาม พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด ที่นั้นน่ารื่นรมย์แท้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    ตํ สุตฺวา สตฺถา “อุปาสิเก คาโม วา โหตุ อรญฺญํ วา, ยสฺมึ ฐาเน อรหนฺโต วิหรนฺติ, ตํ รมณียเมวาติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนอุบาสิกา อ.บ้าน หรือ หรือว่า อ.ป่า จงมีเถิด, อ.พระอรหันต์ ท. ย่อมอยู่ ในที่ ใด, อ.ที่นั้น (อันบุคคล) พึงยินดีนั่นเทียว ดัง นี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า " อุบาสิกา จะเป็นบ้านหรือเป็นป่าก็ตาม, พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมอยู่ในที่ใด, ที่นั้นน่ารื่นรมย์ แท้ " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถา นี้ว่า :-

  5. ๕

    พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด เป็นบ้านก็ตาม
    เป็นป่าก็ตาม เป็นที่ลุ่มก็ตาม เป็นที่ดอนก็ตาม
    ที่นั้น เป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์ ฯ

    “คาเม วา ยทิวารญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ, ตํ ภูมิรามเณยฺยกนฺติ.

    อ.พระอรหันต์ ท. ย่อมอยู่ ในที่ใด คือในบ้าน หรือ หรือว่าคือ ในป่า คือ ในที่ลุ่ม หรือ หรือว่าคือในที่ดอน, (อ.ที่) นั้น เป็นที่มีความเป็นแห่งแผ่นดิน อันบุคคลพึง ยินดี ( ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    " พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด เป็นบ้านก็ตาม เป็นป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม, ที่นั้น เป็นภูมิสถานารื่นรมย์. "

ภาค ๔ สังกิจจสามเณร

ภาค ๔ สังกิจจสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๑๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดา ทรงทราบว่า เมื่อสามเณรนี้ไปแล้ว ภัยนั้นจักระงับ เมื่อเป็นเช่นนั้น กิจแห่งบรรพชิตของภิกษุเหล่านั้นจักถึงความสมบริบูรณ์ ดังนี้ แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงแวะหาสารีบุตรพี่ชายคนโตของพวกเธอเสียก่อนแล้วจึงไป ฯ

    อยํ สงฺกิจฺจสามเณโร นาม. สตฺถา “เอตสฺมึ คเต ตํ ภยํ วูปสมิสฺสติ, อถ เตสํ ปพฺพชิตกิจฺจํ ปาริปูรึ คมิสฺสตีติ ญตฺวา “ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เชฏฺฐภาติกํ สารีปุตฺตํ โอโลเกตฺวา คจฺฉถาติ อาห.

    (อ.สามเณร) นี้ เป็นผู้ชื่อว่า สังกิจจสามเณร (ย่อมเป็น) ฯ อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ว่า (ครั้นเมื่อสามเณร) นั่น ไปแล้ว อ.ภัย นั้น จักเข้าไปสงบวิเศษ, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.กิจแห่งบรรพชิต ของภิกษุ ท. เหล่านั้น จักถึง ซึ่งความเต็มรอบ ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เธอ ท. แลดูแล้ว ซึ่งสารีบุตร ผู้เป็นพี่ชายผู้เจริญที่สุด ของเธอ ท. จงไปเถิด ดังนี้ ฯ

    ชื่อว่าสังกิจจสามเณร เพียงเท่านี้. พระศาสดาทรงทราบว่า " เมื่อสามเณรนี้ไปแล้ว ภัยนั้นจักระงับ, เมื่อเป็นเช่นนั้น กิจแห่งบรรพชิตของภิกษุเหล่านั้น จักถึงความบริบูรณ์ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอำลาสารีบุตรพี่ชายของพวกเธอแล้วจึงไป. "

  2. ๒

    ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า พระเจ้าข้า แล้วพากันไปหาพระเถระถึงสำนัก เมื่อท่านถามว่า อะไรหรือ ท่านทั้งหลาย จึงกราบเรียนว่า พวกกระผมเรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระบรมศาสดา ประสงค์จะปลีกวิเวก (เข้าป่า) จึงทูลลา เมื่อเป็นเช่นนั้น พระบรมศาสดา จึงตรัสกะพวกกระผมอย่างนี้ว่า พวกเธอจงแวะหาพี่ชายคนโตของพวกเธอเสียก่อนแล้วค่อยไป ด้วยเหตุนั้น พวกกระผมจึง(พากัน) มาที่นี่ ฯ

    เต “สาธูติ วตฺวา เถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา, “กิมาวุโสติ วุตฺเต, “มยํ สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตุกามา หุตฺวา อาปุจฺฉิมฺหา, อถ โน สตฺถา เอวมาห `ตุมฺหากํ เชฏฺฐภาติกํ โอโลเกตฺวา คจฺฉถาติ, เตนมฺห อิธาคตาติ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น กราบทูลแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระเถระ, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.อะไร ดังนี้ (อันพระเถระ) กล่าวแล้ว , (กล่าวแล้ว) ว่า อ.กระผม ท. เรียนแล้ว ซึ่งกัมมัฏฐาน ในสำนัก ของพระศาสดา เป็นผู้ใคร่เพื่ออันเข้าไป สู่ป่า เป็น ทูลอำลาแล้ว, ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น (มีอยู่) อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว อย่างนี้ แก่กระผม ท. ว่า อ.เธอ ท. แลดูแล้ว ซึ่งพี่ชายผู้เจริญที่สุด ของเธอ ท. จงไปเถิด ดังนี้, เพราะเหตุนั้น อ.กระผม ท. เป็นผู้มาแล้ว ในที่นี้ ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้น รับว่า " ดีละ " แล้วไปยังสำนักของพระเถระ เมื่อพระเถระถามว่า " อะไร ? ผู้มีอายุ " จึงกล่าวว่า " พวกกระผมเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว มีประสงค์จะเข้าไปป่าจึงทูลอำลา, เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้แก่พวกกระผมว่า ' พวกเธออำลาพี่ชายของพวกเธอแล้วจึงไป, ' ด้วยเหตุนั้น พวกกระผมจึงมาในที่นี้. "

  3. ๓

    พระเถระคิดว่า ภิกษุเหล่านี้น่าจักเป็นผู้ที่พระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นเหตุการณ์อย่างหนึ่งแล้วจึงส่งมาที่นี่ ตรึกตรองอยู่ ได้รู้เรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ก็พวกท่านมีสามเณร (สักรูป)ไหม ฯ

    “สตฺถารา อิเม เอกํ การณํ ทิสฺวา อิธ ปหิตา ภวิสฺสนฺติ, กินฺนุ โข เอตนฺติ อาวชฺเชนฺโต ตมตฺถํ ญตฺวา อาห “อตฺถิ ปน โว อาวุโส สามเณโรติ.

    (อ.พระเถระ) ใคร่ครวญอยู่ ว่า (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านี้ เป็นผู้ อันพระศาสดา ทรงเห็นแล้ว ซึ่งเหตุ อย่างหนึ่ง ทรงส่งไปแล้ว ในที่นี้ จักเป็น, อ.เหตุนั่น อะไร หนอ แล ดังนี้ ทราบแล้ว ซึ่งเนื้อความ นั้น กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. ก็ อ.สามเณร ของท่าน ท. มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ คิดว่า " ภิกษุเหล่านี้ จักเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงเห็นเหตุอย่างหนึ่งแล้วส่งมาที่นี่, นี่อะไรกันหนอแล ? รู้เรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ก็สามเณรของพวกท่านมีหรือ ? "

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ไม่มี ครับท่าน ฯ

    “นตฺถิ อาวุโสติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.สามเณร ของกระผม ท.) ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ. ไม่มี ท่านผู้มีอายุ.

  5. ๕

    พระเถระแจ้งว่า ถ้าไม่มี พวกท่านจงพาสังกิจจสามเณรรูปนี้ไปด้วย ฯ

    “สเจ นตฺถิ, อิมํ สงฺกิจฺจสามเณรํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าว่า (อ.สามเณร ของท่าน ท.) ย่อมไม่มีไซร้, อ.ท่าน ท. พาเอา ซึ่งสามเณรชื่อว่าสังกิจจะ นี้ จงไปเถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ถ้าไม่มี, พวกท่านจงพาสังกิจจสามเณรนี้ไป.

  6. ๖

    พวกภิกษุ. อย่าเลยครับท่าน เพราะอาศัยสามเณรพวกกระผมจักมีความกังวล(เปล่า ๆ ) สำหรับพวกกระผมผู้อยู่ในป่า สามเณรไม่มีประโยชน์อะไรเลย ฯ

    “อลํ อาวุโส, สามเณรํ นิสฺสาย โน ปลิโพโธ ภวิสฺสติ, กึ อรญฺเญ วสนฺตานํ สามเณเรนาติ.

    (อ.ภิกษุ ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.อย่าเลย, อ.ความกังวล จักมี แก่กระผม ท. เพราะอาศัย ซึ่งสามเณร, อ.ประโยชน์ อะไร (ของกระผม ท.) ผู้อยู่อยู่ ในป่า ด้วยสามเณร ดังนี้ ฯ

    พวกภิกษุ. อย่าเลย ท่านผู้มีอายุ, เพราะอาศัยสามเณร ความกังวลจักมีแก่พวกกระผม, ประโยชน์อะไรด้วยสามเณร สำหรับพวกภิกษุผู้ที่อยู่ในป่า.

  7. ๗

    พระเถระ. ท่านทั้งหลาย เพราะอาศัยสามเณรรูปนี้ พวกท่านจักไม่มีความกังวล(ใด ๆ) ก็แต่ว่า เพราะอาศัยพวกท่าน สามเณรรูปนี้จักมีความกังวล(ต่างหาก) แม้พระบรมศาสดา เมื่อส่งพวกท่านมายังสำนักของผม ก็ทรงมุ่งหวัง(จะให้ผม) ส่งสามเณรไปกับพวกท่านจึงทรงส่ง(พวกท่าน)มา (เอาละ)พวกท่านจงพาสามเณรรูปนี้ไปด้วย (ก็แล้วกัน) ฯ

    “น อาวุโส อิมํ นิสฺสาย ตุมฺหากํ ปลิโพโธ ภวิสฺสติ, อปิจ โข ปน ตุมฺเห นิสฺสาย อิมสฺส ปลิโพโธ ภวิสฺสติ, สตฺถาปิ ตุมฺเห มม สนฺติกํ ปหิณนฺโต ตุมฺเหหิ สทฺธึ สามเณรสฺส ปหิณนํ ปจฺจาสึสนฺโต ปหิณิ, อิมํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.ความกังวล จักมี แก่ท่าน ท. เพราะอาศัย (ซึ่งสามเณร) นี้ หามิได้, ก็ อีกอย่างหนึ่ง แล อ.ความกังวล จักมี (แก่สามเณร) นี้ เพราะอาศัย ซึ่งท่าน ท., แม้ อ.พระศาสดา เมื่อทรงส่งไป ซึ่งท่าน ท. สู่สำนัก ของเรา ทรงหวังเฉพาะอยู่ ซึ่งการส่งไป ซึ่งสามเณร กับ ด้วยท่าน ท. ทรงส่งไปแล้ว, อ.ท่าน ท. พาเอา (ซึ่งสามเณร) นี้ จงไปเถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ท่านผู้มีอายุ เพราะอาศัยสามเณรนี้ ความกังวลจักไม่มีแก่พวกท่าน, ก็แต่ว่าเพราะอาศัยพวกท่าน ความกังวลจักมีแก่สามเณรนี้, ถึงพระศาสดาเมื่อจะทรงส่งพวกท่านมายังสำนักเรา ทรงหวังจะส่งสามเณรไปกับพวกท่านจึงทรงส่งมา, พวกท่านจงพาสามเณรนี้ไปเถิด.

  8. ๘

    ภิกษุเหล่านั้น ตกปากรับคำว่า (ด้วย) ความยินดีครับ รวมเป็น ๓๑ คน(รูป)พร้อมทั้งสามเณรด้วย อำลาพระเถระออกจากวิหาร เที่ยวจาริกไป ลุถึงบ้านหมู่หนึ่ง มีพันสกุล(หลังคาเรือน) สุดปลายทาง ๑๒๐ โยชน์ ฯ

    เต “สาธูติ อธิวาเสตฺวา สามเณเรน สทฺธึ เอกตฺตึสชนา เถรํ อปโลเกตฺวา วิหารา นิกฺขมฺม จาริกํ จรนฺตา วีสโยชนสตมตฺถเก เอกํ สหสฺสกุลิกํ คามํ ปาปุณึสุ.

    (อ.ภิกษุ ท.) เหล่านั้น (ยังคำ) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ให้อยู่ทับแล้ว เป็นชน ๓๑ กับ ด้วยสามเณร (เป็น) อำลาแล้ว ซึ่งพระเถระ ออกไปแล้ว จากวิหาร เที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริก ถึงแล้ว ซึ่งบ้าน อันประกอบแล้วด้วยตระกูลพันหนึ่ง ตำบลหนึ่ง ในที่สุดแห่งร้อยแห่งโยชน์ ๒๐ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นรับว่า " ดีละ " รวมเป็น ๓๑ คนพร้อมทั้งสามเณรอำลาพระเถระออกจากวิหารเที่ยวจาริกไป บรรลุถึงบ้านหนึ่ง ซึ่งมีพันสกุลในที่สุด ๑๒๐ โยชน์.

ภาค ๔ สังกิจจสามเณร

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พวกมนุษย์เห็นภิกษุเหล่านั้น มีจิตเลื่อมใส อังคาสโดยเคารพแล้ว สอบถามว่า พระคุณเจ้าข้า พวกท่านจักไปไหนกัน เมื่อภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า จะไปตามสถานที่มีความสะดวก จึงพากันหมอบลงแทบเท้าอ้อนวอนว่า พระคุณเจ้าข้า เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายอาศัยหมู่บ้านนี้อยู่จำพรรษาตลอดภายในพรรษา พวกกระผมจักสมาทานศีล ๕ ทำกรรมคือการรักษาอุโบสถศีล ฯ

    มนุสฺสา เต ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺตา สกฺกจฺจํ ปริวิสิตฺวา“ภนฺเต กตฺถ คมิสฺสถาติ ปุจฺฉิตฺวา, “ยถาผาสุกฏฺฐานํ อาวุโสติ วุตฺเต, ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “มยํ ภนฺเต อยฺเยสุ อิมํ นิสฺสาย อนฺโตวสฺสํ วสนฺเตสุ ปญฺจ สีลานิ สมาทาย อุโปสถกมฺมํ กริสฺสามาติ ยาจึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. เห็นแล้ว (ซึ่งภิกษุ ท.) เหล่านั้น มีจิตเลื่อมใสแล้ว อังคาสแล้ว โดยเคารพ ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. จักไป ในที่ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.เรา ท. จักไป) สู่ที่มีความสำราญอย่างไร ดังนี้ (อันภิกษุ ท. เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า วิงวอนแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.เรา ท. ครั้นเมื่อพระผู้เป็นเจ้า ท. อาศัย (ซึ่งบ้าน) นี้ อยู่อยู่ ตลอดภายในแห่งพรรษา สมาทานแล้ว ซึ่งศีล ท. ๕ จักกระทำ ซึ่งอุโบสถกรรม ดังนี้ ฯ

    พวกมนุษย์เห็นภิกษุเหล่านั้นมีจิตเลื่อมใสอังคาสโดยเคารพแล้ว ถามว่า " ท่านเจ้าข้า พวกท่านจะไปไหน ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้นตอบว่า " จะไปตามสถานที่ผาสุกผู้มีอายุ " จึงหมอบลงแทบเท้าอ้อนวอนว่า " ท่านเจ้าข้า เมื่อพวกพระผู้เป็นเจ้าอาศัยบ้านนี้ อยู่ตลอดภายในพรรษา, พวกกระผมจะสมาทานศีลห้าทำอุโบสถกรรม. "

  2. ๒

    พระเถระทั้งหลาย รับนิมนต์แล้ว ฯ

    เถรา อธิวาเสสุํ.

    อ.พระเถระ ท. (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ

    พระเถระทั้งหลายรับแล้ว.

  3. ๓

    ครั้งนั้น พวกมนุษย์จัดแจงที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรมและบรรณศาลา ถึงความอุตสาหะว่า วันนี้ พวกเรา พรุ่งนี้ ก็พวกเรา(อีก) ได้ทำการบำรุงภิกษุเหล่านั้น ฯ

    อถ เนสํ มนุสฺสา รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานจงฺกมนปณฺณสาลํ สํวิทหิตฺวา “อชฺช มยํ, เสฺว มยนฺติ อุสฺสาหปฺปตฺตา อุปฏฺฐานมกํสุ.

    ครั้งนั้น อ.มนุษย์ ท. จัดแจงแล้ว ซึ่งที่เป็นที่พักในกลางคืนและที่เป็นที่พักในกลางวันและที่เป็นที่จงกรมและบรรณศาลา ผู้ถึงแล้วซึ่งความอุตสาหะ ว่า อ.เรา ท. (พึงบำรุง) ในวันนี้, อ.เรา ท. (พึงบำรุง) ในวันพรุ่ง ดังนี้ ได้กระทำแล้ว ซึ่งการบำรุง (แก่ภิกษุ ท.) เหล่านั้น ฯ

    ครั้งนั้น พวกมนุษย์จัดแจงที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรมและบรรณศาลา ถึงความอุตสหะว่า " วันนี้พวกเรา, พรุ่งนี้ พวกเรา " ได้ทำการบำรุงภิกษุเหล่านั้น.

  4. ๔

    ในวันเข้าพรรษา พระเถระทั้งหลายได้ทำกติกาวัตรกันว่า ท่านทั้งหลายพวกเราเรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่กันมาแล้ว ก็แล นอกเหนือจากการทำข้อปฏิบัติให้สมบูรณ์แบบ พวกเราไม่อาจจะทำให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงพอพระทัยได้ อีกทั้งประตูอบายทุกบานเปิดกว้างแล้วสำหรับพวกเราทีเดียว

    เถรา วสฺสูปนายิกาทิวเส กติกวตฺตํ กรึสุ “อาวุโส อมฺเหหิ ธรมานกพุทฺธสฺส สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คหิตํ, น โข ปน สกฺกา อญฺญตฺร ปฏิปตฺติสมฺปทาย พุทฺเธ อาราเธตุํ, อมฺหากญฺจ อปายทฺวารานิ วิวฏาเนว;

    ในวันคือดิถีเป็นที่น้อมเข้าไปใกล้ซึ่งกาลฝน อ.พระเถระ ท. กระทำแล้ว ซึ่งกติกาวัตร ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. อ.กัมมัฏฐาน อันเรา ท. เรียนแล้ว ในสำนัก ของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่, แต่ว่า (อันเรา ท.) เว้น จากความถึงพร้อมด้วยข้อปฏิบัติ ไม่อาจ แล เพื่ออันยังพระพุทธเจ้า ท. ให้ทรงยินดียิ่ง, อนึ่ง อ.ประตูแห่งอบาย ท. เปิดแล้ว เพื่อเรา ท. นั่นเทียว ;

    ในวันเข้าจำพรรษา พระเถระทั้งหลายทำกติกาวัตรกันว่า " ผู้มีอายุ พวกเราเรียนกัมมัฏฐานในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่, แต่เว้นความถึงพร้อมด้วยข้อปฏิบัติ พวกเราไม่อาจยัง พระพุทธเจ้าทั้งหลายให้ยินดีได้, อนึ่ง ประตูอบายก็เปิดแล้วสำหรับพวกเราทีเดียว,

  5. ๕

    เพราะฉะนั้น เว้น เวลาภิกขาจารในตอนเช้า และเวลาบำรุงพระเถระตอนเย็น ในเวลาที่เหลือ พวกเราจักไม่อยู่ในที่เดียวกัน ๒ รูป

    ตสฺมา อญฺญตฺร ปาโต ภิกฺขาจารเวลาย สายํ เถรุปฏฺฐานเวลาย จ เสสกาเล เทฺว เอกฏฺฐาเน น ภวิสฺสาม;

    เพราะเหตุนั้น อ.เรา ท. ๒ รูป จักไม่มี ในที่แห่งเดียวกัน ในกาลอันเหลือ เว้น แต่เวลาเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา ในเวลาเช้า ด้วย แต่เวลาเป็นที่บำรุงซึ่งพระเถระ ในเวลาเย็นด้วย;

    เพราะฉะนั้น เว้นเวลาภิกษาจารในตอนเช้า และเวลาบำรุงพระเถระตอนเย็น

  6. ๖

    รูปใดจัก( เกิด)ไม่สบาย เมื่อท่านรูปนั้นเคาะระฆังแล้ว พวกเราจักไปยังสำนักท่านรูปนั้นแล้วปรุงยา ในภาคกลางคืนหรือภาคกลางวันนอกเหนือจากนี้ พวกเราจักเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบพระกัมมัฏฐานเนือง ๆ ฯ

    ยสฺส อผาสุกํ ภวิสฺสติ, เตน คณฺฑิยา ปหฏาย, ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เภสชฺชํ กริสฺสาม; อิโต อญฺญสฺมึ รตฺติภาเค วา ทิวสภาเค วา อปฺปมตฺตา กมฺมฏฺฐานํ อนุยุญฺชิสฺสามาติ.

    อ.ความไม่ผาสุก จักมี แก่ภิกษุ ใด, ครั้นเมื่อ ระฆัง (อันภิกษุ) นั้น เคาะแล้ว, อ.เรา ท. ไปแล้ว สู่สำนัก (ของภิกษุ) นั้น จักกระทำ ซึ่งยา; อ.เรา ท. ผู้ไม่ประมาทแล้ว จักตามประกอบ ซึ่งกัมมัฏฐาน ในส่วนแห่งกลางคืน หรือ หรือว่าในส่วนแห่งกลางวันอื่น แต่กาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ในกาลที่เหลือ พวกเราจักไม่อยู่ในที่แห่งเดียวกัน ๒ รูป; ความไม่ผาสุกจักมีแก่ท่านผู้ใด, เมื่อท่านผู้นั้นตีระฆัง, พวกเราจักไปสำนักท่านผู้นั้นทำยา; ในส่วนกลางคืนหรือส่วนกลางวันอื่นจากนี้ พวกเราจักไม่ประมาทประกอบกัมมัฏฐานเนือง ๆ. "

ภาค ๔ นางปฏาจารา

ภาค ๔ นางปฏาจารา

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๖–๑๓๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น เมื่อผัวเมียคู่นั้นกำลังเดินไป บังเกิดเมฆใหญ่มิใช่ฤดูกาลขึ้นแล้ว ฯ

    อถ เตสํ คจฺฉนฺตานํ มหาอกาลเมโฆ อุทปาทิ.

    ครั้งนั้น (เมื่อเมียและผัว ท.) เหล่านั้น ไปอยู่ อ.เมฆในสมัยมิใช่กาลก้อนใหญ่ ได้เกิดขึ้นแล้ว ฯ

    ครั้งนั้น เมื่อชนเหล่านั้นเดินไปอยู่, มหาเมฆอันมิใช่ฤดูกาลเกิดขึ้น.

  2. ๒

    ท้องฟ้าได้มีฝนตกไม่ขาดสาย ดุจสายฟ้าติดทั่วไปโดยรอบ (และ) ดุจแตกสลายลงด้วยเสียงฟ้าร้อง ฯ

    สมนฺตา วิชฺชุลตาหิ อาทิตฺตํ วิย เมฆตฺถนิเตหิ ภิชฺชมานํ วิย ธาราปาตนิรนฺตรํ นภํ อโหสิ.

    อ.ท้องฟ้า เป็นธรรมชาตมีอันตกแห่งสายน้ำมีระหว่างออกแล้ว เป็นราวกะว่า อันสายแห่งฟ้า ท. ติดทั่วแล้ว โดยรอบด้วย เป็นราวกะว่า แตกไปอยู่ ด้วยเสียงแห่งเมฆ ท. ด้วย ได้เป็นแล้ว ฯ

    ท้องฟ้าได้มีท่อธารตกลงไม่มีระหว่าง ดังสายฟ้าฟาดแผดเผาอยู่โดยรอบ ดังจะทำลายลงด้วยเสียงแผดแห่งเมฆ.

  3. ๓

    ขณะนั้นลมเกิดแต่กรรมของนางปั่นป่วนแล้ว ฯ

    ตสฺมึ ขเณ ตสฺสา กมฺมชวาตา จลึสุ.

    ในขณะ นั้น อ.ลมอันเกิดแต่กรรม ท. (ของนางปฏาจารา) นั้น หวั่นไหวแล้ว ฯ

    ในขณะนั้น ลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่วนแล้ว.

  4. ๔

    นางเรียกสามีมาบอกว่า นาย ลมเกิดแต่กรรมของฉันปั่นป่วนแล้ว ฉันไม่อาจทนทานได้ ท่านจงรู้สถานที่ไม่มี
    ฝนลงเพื่อดิฉันเกิด ฯ

    สา สามิกํ อามนฺเตตฺวา “สามิ กมฺมชวาตา เม จลิตา, น สกฺโกมิ สนฺธาเรตุํ, อโนวสฺสกฏฺฐานํ เม ชานาหีติ อาห.

    (อ.นางปฏาจารา) นั้น เรียกมาแล้ว ซึ่งสามี กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.ลมอันเกิดแต่กรรม ท. ของดิฉัน หวั่นไหวแล้ว, อ.ดิฉัน ย่อมไม่อาจ เพื่ออันทรงไว้พร้อม, อ.ท่าน จงรู้ ซึ่งที่อันไม่มีฝนลง เพื่อดิฉัน เถิด ดังนี้ ฯ

    นางเรียกสามีมากล่าวว่า " นายลมกัมมัชวาตของฉันปั่นป่วนแล้ว, ฉันไม่อาจจะทนได้, ท่านจงรู้สถานที่ฝนไม่รดฉันเถิด. "

  5. ๕

    สามีนั้นมีมีดอยู่ในมือ ตรวจดูข้างโน้นและข้างนี้ เห็นพุ่มไม้ที่เกิดบนจอมปลวกแห่งหนึ่ง เริ่มจะตัดแล้ว ฯ

    โส หตฺถคตาย วาสิยา อิโต จิโต จ อุปธาเรนฺโต เอกสฺมึ วมฺมิกมตฺถเก ชาตคุมฺพํ ทิสฺวา ฉินฺทิตุํ อารภิ.

    (อ.สามี) นั้น มีมีด อันไปแล้วในมือ ใคร่ครวญอยู่ ข้างนี้ ด้วย ๆ เห็นแล้ว ซึ่งพุ่มไม้อันเกิดแล้ว บนยอดแห่งจอมปลวก แห่งหนึ่ง เริ่มแล้ว เพื่ออันตัด ฯ

    สามีนั้นมีมีดอยู่ในมือ ตรวจดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นพุ่มไม้ซึ่งเกิดอยู่บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง เริ่มจะตัด.

  6. ๖

    ทีนั้น อสรพิษมีพิษร้ายกาจเลื้อยออกจากจอมปลวกกัดเขาแล้ว ฯ

    อถ นํ วมฺมิกโต นิกฺขมิตฺวา โฆรวิโส อาสีวิโส ฑํสิ.

    ครั้งนั้น อ.อสรพิษ ตัวมีพิษร้าย เลื้อยออกแล้ว จากจอมปลวก กัดแล้ว (ซึ่งสามี) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น อสรพิษมีพิษร้ายกาจเลื้อยออกจากจอมปลวก กัดเขา.

  7. ๗

    ในขณะนั้นเอง ตัวของเขามีสีเขียวเหมือนกับถูกเปลวเพลิงซึ่งตั้งขึ้น ณ ภายในไหม้อยู่ ล้มลง ณ ที่นั้นเอง ฯ

    ตสฺมึ ขเณเยวสฺส สรีรํ อนฺโต สมุฏฺฐิตาหิ อคฺคิชาลาหิ ฑยฺหมานํ วิย นีลวณฺณํ หุตฺวา ตตฺเถว ปติ.

    (ในขณะ) นั้นนั่นเทียว อ.สรีระ ของสามีนั้น เป็นอวัยวะมีสีเขียว เป็นราวกะว่า อันเปลวแห่งไฟ ท. อันตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในภายใน ไหม้อยู่ เป็น ล้มแล้ว ในที่นั้นนั่นเทียว ฯ

    ในขณะนั้นนั่นแล สรีระของเขามีสีเขียวดังถูกเปลวไฟอันตั้งขึ้นในภายในไหม้อยู่ ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.

  8. ๘

    ฝ่ายภริยานอกนี้เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้แลดูการมาของเขาอยู่ ก็มิได้เห็นเขาเลย คลอดบุตรแม้อีกคนหนึ่ง ฯ

    อิตราปิ มหาทุกฺขํ อนุภวมานา ตสฺส อาคมนํ โอโลเกนฺตีปิ ตํ อทิสฺวาว อปรํปิ ปุตฺตํ วิชายิ.

    อ.นางปฏาจารา แม้นอกนี้ เสวยอยู่ ซึ่งทุกข์ใหญ่ แม้แลดูอยู่ ซึ่งการมา (แห่งสามี) นั้น ไม่เห็นแล้ว (ซึ่งสามี) นั้น เทียว คลอดแล้ว ซึ่งบุตร แม้อื่นอีก ฯ

    ฝ่ายภรรยานอกนี้เสวยทุกข์อย่างมหันต์ แม้มองดูทางมาของเขาอยู่ ก็มิได้เห็นเขาเลย จึงคลอด บุตรคนอื่นอีก.

  9. ๙

    ทารก ๒ คน ทนกำลังลมฝนไม่ได้ ร้องไห้ลั่นอยู่ ฯ

    เทฺว ทารกา วาตวุฏฺฐิเวคํ อสหมานา มหาวิรวํ วิรวนฺติ.

    อ.เด็ก ท. ๒ ไม่อดกลั้นอยู่ ซึ่งกำลังแห่งลมและฝน ย่อมร้อง ร้องใหญ่ ฯ

    ทารกทั้ง ๒ ทนกำลังแห่งลมและฝนไม่ได้ ก็ร้องไห้ลั่น.

  10. ๑๐

    นางเอาเขาทั้ง ๒ และมือทั้ง ๒ ยันเหนือแผ่นดิน กระทำทารกแม้ทั้ง ๒ นั้นไว้ในระหว่างท้องดำรงอยู่เที่ยวให้ราตรีผ่านไปแล้ว ฯ

    สา อุโภปิ เต อุทรนฺตเร กตฺวา ทฺวีหิ ชนฺนุเกหิ เจว หตฺเถหิ จ ภูมิยํ อุปฺปีเฬตฺวา ฐิตาว รตฺตึ วีตินาเมสิ.

    (อ.นางปฏาจารา) นั้น กระทำแล้ว (ซึ่งเด็ก ท.) เหล่านั้น แม้ทั้งสอง ในระหว่างแห่งท้อง ยืนยันแล้ว ที่พื้นดิน ด้วยเข่า ท. ๒ ด้วย นั่นเทียว ด้วยมือ ท. (๒) ด้วยเทียว ยังราตรี ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว ฯ

    นางเอาทารกแม้ทั้ง ๒ คนนั้นไว้ที่ระหว่างอุทร ยืนท้าวแผ่นดินด้วยเข่าและมือทั้ง ๒ ให้ราตรีล่วงไปแล้ว.

  11. ๑๑

    เนื้อตัวทั้งสิ้นได้เป็นเหมือนสีใบไม้ที่เหลืองคล้ายไม่มีโลหิตฯ

    สกลสรีรํ นิลฺโลหิตํ วิย ปณฺฑุปลาสวณฺณํ อโหสิ.

    อ.สรีระทั้งสิ้น เป็นอวัยวะมีสีเพียงดังสีแห่งใบไม้เหลือง เป็นราวกะว่า มีเลือดออกแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    สรีระทั้งสิ้นได้เป็นดังสีใบไม้เหลือง เหมือนไม่มีโลหิต.

  12. ๑๒

    เมื่ออรุณขึ้นแล้ว นางอุ้มบุตรคนหนึ่งซึ่งมีสีเหมือนชิ้นเนื้อ (และ) จูงบุตรคนนอกนี้ พูดว่า มาเถิดพ่อ พ่อของลูกไปทางนี้ เดินไปตามทางที่สามีไป เห็นสามีนั้นกระทำกาละล้มลงบนจอมปลวก มีสีเขียว (ทั้งตัว) ตัวแข็ง จึงร้องไห้ร่ำไรอยู่ว่า เพราะอาศัยเรา ผัวเราจึงตายที่หนทางเปลี่ยว เดินไปแล้ว ฯ

    สา อุฏฺฐิเต อรุเณ มํสเปสิวณฺณํ เอกํ ปุตฺตํ องฺเกนาทาย อิตรํ องฺคุลิยา คเหตฺวา “เอหิ ตาต, ปิตา เต อิโต คโตติ วตฺวา สามิกสฺส คตมคฺเคน คจฺฉนฺตี ตํ วมฺมิกมตฺถเก กาลํ กตฺวา ปติตํ นีลวณฺณํ ถทฺธสรีรํ ทิสฺวา “มํ นิสฺสาย มม สามิโก ปนฺเถ มโตติ โรทนฺตี ปริเทวนฺตี ปายาสิ.

    (อ.นางปฏาจารา) นั้น ครั้นเมื่ออรุณ ตั้งขึ้นแล้ว อุ้มแล้ว ซึ่งบุตร คนหนึ่ง ผู้มีสีเพียงดังชิ้นแห่งเนื้อ ด้วยสะเอว จูงแล้ว ซึ่งบุตรนอกนี้ ด้วยนิ้วมือ กล่าวแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้า จงมาเถิด, อ.บิดา ของเจ้า ไปแล้ว ข้างนี้ ดังนี้ ไปอยู่ ตามหนทาง แห่งสามี ไปแล้ว เห็นแล้ว (ซึ่งสามี) นั้น ผู้ กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ล้มแล้ว บนยอดแห่งจอมปลวก มีสีเขียว มีสรีระอันกระด้าง ร้องไห้อยู่ คร่ำครวญอยู่ ว่า อ.สามี ของเรา ตายแล้ว ในหนทาง เพราะอาศัย ซึ่งเรา ดังนี้ ได้ไปข้างหน้าแล้ว ฯ

    เมื่ออรุณขึ้นนางอุ้มบุตรคนหนึ่งซึ่งมีสีดังชิ้นเนื้อด้วยสะเอว จูงบุตรนอกนี้ด้วยนิ้วมือกล่าวว่า " มาเถิด พ่อ, บิดาเจ้าไปโดยทางนี้ " ดังนี้แล้ว ก็เดินไปตามทางที่สามีไป เห็นสามีนั้นล้มตายบนจอมปลวกมีสีเขียวตัวกระด้าง ร้องไห้รำพันว่า " เพราะอาศัยเรา สามีของเราจึงตายที่หนทางเปลี่ยว " ดังนี้แล้วก็เดินไป.

  13. ๑๓

    นางเห็นแม่น้ำอจิรวดีเต็มเปี่ยมด้วยน้ำประมาณเข่าประมาณนม เพราะฝนตกคืนยังรุ่ง แล้ว

    สา สกลรตฺตึ เทเวน วุฏฺฐตฺตา อจิรวตึ นทึ ชานุปฺปมาณถนปฺปมาเณน อุทเกน สมฺปริปุณฺณํ ทิสฺวา

    (อ.นางปฏาจารา) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งแม่น้ำ ชื่อว่าอจิรวดี อันเต็มรอบ พร้อมแล้ว ด้วยน้ำ มีเข่าเป็นประมาณและมีนมเป็นประมาณ เพราะความที่แห่งแม่น้ำนั้น เป็นแม่น้ำอันฝนตกรดแล้ว ตลอดคืนทั้งสิ้น

    นางเห็นแม่น้ำอจิรวดี เต็มเปี่ยมด้วยน้ำมีประมาณเพียงหัวเข่า มีประมาณเพียงนม เพราะฝนตกตลอดคืนยันรุ่ง

  14. ๑๔

    ไม่อาจข้ามน้ำพร้อมกับทารกทั้ง ๒ คนได้ เพราะความที่ตนมีความรู้น้อย จึงวางบุตรผู้พี่ไว้ที่ฝั่งนี้ พาบุตรคนนอกนี้ไปฝั่งโน้น ลากกิ่งไม้ที่หักมาแล้วให้บุตรนอน คิดว่า เราจักไปสำนักของบุตรคนนอกนี้ ไม่อาจละบุตรอ่อนได้ เดินไป (พลาง) เหลียวดู (บุตรนั้น) บ่อย ๆ ฯ

    อตฺตโน มนฺทพุทฺธิตาย ทฺวีหิ ทารเกหิ สทฺธึ อุทกํ โอตริตุํ อวิสหนฺตี เชฏฺฐปุตฺตํ โอริมตีเร ฐเปตฺวา อิตรํ อาทาย ปรตีรํ คนฺตฺวา สาขาภงฺคํ อตฺถริตฺวา นิปชฺชาเปตฺวา “อิตรสฺส สนฺติกํ คมิสฺสามีติ พาลปุตฺตกํ ปหาตุํ อสกฺโกนฺตี ปุนปฺปุนํ นิวตฺติตฺวา โอโลกยมานา ปายาสิ.

    ไม่อาจอยู่ เพื่ออันข้ามลง สู่น้ำ กับ ด้วยเด็ก ท. ๒ เพราะความที่ แห่งตน เป็นผู้มีความรู้อ่อน พักไว้แล้ว ซึ่งบุตรผู้เจริญที่สุด ที่ฝั่งมีในภายใน พาเอา ซึ่งบุตรนอกนี้ ไปแล้ว สู่ฝั่งอื่น ลาดแล้ว ซึ่งรุกขาวัยวะอันบุคคลพึงหักคือกิ่งไม้ (ยังบุตร) ให้นอนแล้ว (คิดแล้ว) ว่า อ.เรา จักไป สู่สำนัก ของบุตรนอกนี้ ดังนี้ ไม่อาจอยู่ เพื่ออันละ ซึ่งบุตรอ่อน กลับแล้ว แลดูอยู่ บ่อย ๆ ได้ไปข้างหน้าแล้ว ฯ

    ไม่อาจลงน้ำพร้อม ด้วยทารก ๒ คนได้ เพราะตนมีความรู้อ่อน จึงพักบุตรคนใหญ่ไว้ที่ฝั่งนี้ อุ้มบุตรคนเล็กนอกนี้ไปฝั่งโน้น ลาดกิ่งไม้ไว้ให้บุตรนอนแล้ว คิดว่า " จักไปที่อยู่ของบุตรนอกนี้ " ไม่อาจละบุตรอ่อนได้ กลับแลดูแล้ว ๆ เล่า ๆ เดินไป.

  15. ๑๕

    ครั้งนั้น ในเวลาที่นางเดินไปถึงท่ามกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่ง เห็นกุมารนั้น จึงโฉบลงจากอากาศด้วยความเข้าใจว่าเป็นชิ้นเนื้อ ฯ

    อถสฺสา นทีมชฺฌํ คตกาเล เอโก เสโน ตํ กุมารํ ทิสฺวา “มํสเปสีติ สญฺญาย อากาสโต ภสฺสิ.

    ครั้งนั้น อ.เหยี่ยว ตัวหนึ่ง เห็นแล้ว ซึ่งเด็ก นั้น ในกาล (แห่งนางปฏาจารา) นั้น ถึงแล้ว ซึ่งท่ามกลางแห่งแม่น้ำ ร่อนลงแล้ว จากอากาศ ด้วยความสำคัญ ว่า อ.ชิ้นแห่งเนื้อ ดังนี้ ฯ

    ครั้นในเวลาที่นางถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นเด็กนั้น จึงโฉบลงมาจากอากาศ ด้วยสำคัญว่า " เป็นชิ้นเนื้อ. "

  16. ๑๖

    นางเห็นเหยี่ยวนั้นกำลังโฉบลงเพื่อต้องการบุตร (ของตน) จึงยกมือทั้ง ๒ ขึ้น เปล่งเสียงดังลั่นออกไป ๓ ครั้งว่า สูสู ดังนี้เป็นต้น ฯ

    สา ตํ ปุตฺตสฺสตฺถาย ภสฺสนฺตํ ทิสฺวา อุโภ หตฺเถ อุกฺขิปิตฺวา “สูสูติ ติกฺขตฺตุํ มหาสทฺทํ นิจฺฉาเรสิ.

    (อ.นางปฏาจารา) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งเหยี่ยว) นั้น ตัวร่อนลงอยู่ เพื่อต้องการแก่บุตร ยกขึ้นแล้ว ซึ่งมือ ท. ทั้งสอง เปล่งออกแล้ว ซึ่งเสียงใหญ่ ๓ ครั้ง ว่า สุ สุ ดังนี้ เป็นต้น ฯ

    นางเห็นมันโฉบลงเพื่อต้องการบุตร จึงยกมือทั้ง ๒ ขึ้นร้องเสียงดัง ๓ ครั้งว่า " สู สู "

  17. ๑๗

    เหยี่ยวไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย เพราะความไกล จับกุมารบินขึ้นไปยังเวหาสแล้ว ฯ

    เสโน ทูรภาเวน ตํ อสฺสุตฺวาว กุมารกํ คเหตฺวา เวหาสํ อุปฺปติตฺวา คโต.

    อ.เหยี่ยว ไม่ฟังแล้ว (ซึ่งเสียง) นั้น เทียว เพราะความมีในที่ไกล จับแล้ว ซึ่งเด็ก บินขึ้นไปแล้ว สู่ฟ้า ฯ

    เหยี่ยวไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย เพราะไกลกัน จึงเฉี่ยวเด็กบินขึ้นสู่เวหาไปแล้ว.

  18. ๑๘

    แม้บุตรที่อยู่ ณ ฝั่งนี้ ก็เห็นแม่ยกมือทั้ง ๒ ขึ้นเปล่งเสียงดังอยู่ ณ ท่ามกลางแม่น้ำ จึงลงน้ำไปโดยเร็ว ด้วยความเข้าใจว่า แม่เรียกเรา ฯ

    โอริมตีเร ฐิตปุตฺโตปิ มาตรํ นทีมชฺเฌ อุโภ หตฺเถ อุกฺขิปิตฺวา มหาสทฺทํ นิจฺฉารยมานํ ทิสฺวา “มํ ปกฺโกสตีติ สญฺญาย เวเคน อุทเก ปติ.

    แม้ อ.บุตรผู้ยืนแล้ว ที่ฝั่งมีในภายใน เห็นแล้ว ซึ่งมารดา ผู้ยกขึ้นแล้ว ซึ่งมือ ท. ทั้งสอง เปล่งออกอยู่ ซึ่งเสียงใหญ่ ในท่ามกลางแห่งแม่น้ำ กระโดดไปแล้ว ในน้ำ โดยเร็ว ด้วยความสำคัญ ว่า (อ.มารดา) ย่อมร้องเรียก ซึ่งเรา ดังนี้ ฯ

    แม้บุตรผู้ยืนอยู่ที่ฝั่งนี้ เห็นมารดายกมือทั้ง ๒ ขึ้น ร้องเสียงดังที่ท่ามกลางแม่น้ำ จึงกระโดดลงในแม่น้ำโดยเร็วด้วยสำคัญว่า " มารดาเรียกเรา.

ภาค ๔ นางกีสาโคตมี

ภาค ๔ นางกีสาโคตมี

ป.ธ.๕ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๒ หน้า ๑๔๓–๑๔๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ได้กลายเป็นถ่านทั้งหมดดำรงอยู่แล้ว ฯ

    สาวตฺถิยํ กิเรกสฺส เสฏฺฐิสฺส เคเห จตฺตาฬีสโกฏิธนํ องฺคารา เอว หุตฺวา อฏฺฐาสิ.

    ได้ยินว่า อ.ทรัพย์มีโกฏิ ๔๐ เป็นประมาณ ในเรือน ของเศรษฐี คนหนึ่ง ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี เป็นถ่านเพลิง นั่นเทียว เป็น ได้ตั้งอยู่แล้ว ฯ

    ได้ยินว่าทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ได้กลายเป็นถ่านหมดตั้งอยู่.

  2. ๒

    เศรษฐี เห็นเหตุนั้นแล้ว ได้เกิดความเศร้าโศก ปฏิเสธอาหาร นอนอยู่บนเตียง ฯ

    เสฏฺฐี ตํ ทิสฺวา อุปฺปนฺนโสโก อาหารํ ปฏิกฺขิปิตฺวา มญฺจเก นิปชฺชิ.

    อ.เศรษฐี เห็นแล้ว (ซึ่งทรัพย์) นั้น ผู้มีความเศร้าโศกอันเกิดขึ้นแล้ว ห้ามแล้ว ซึ่งอาหาร นอนแล้ว บนเตียง ฯ

    เศรษฐีเห็นเหตุนั้นเกิดความเศร้าโศก จึงห้ามอาหารเสีย นอนอยู่บนเตียงน้อย.

  3. ๓

    เพื่อนคนหนึ่งของเศรษฐีนั้น ไปเรือนถามว่า สหาย เพราะเหตุไร จึงเศร้าโศก ได้ฟังความเรื่องนั้นแล้ว จึงพูดว่า สหาย อย่าเศร้าโศกไปเลย เรารู้อุบายอย่างหนึ่ง จงทำอุบายนั้นเถิด ฯ

    ตสฺเสโก สหายโก เคหํ คนฺตฺวา “สมฺม กสฺมา โสจสีติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา “สมฺม มา โสจิ, อหํ เอกํ อุปายํ ชานามิ, ตํ กโรหีติ.

    อ.สหาย คนหนึ่ง ของเศรษฐีนั้น ไปแล้ว สู่เรือน ถามแล้ว ว่า แน่ะสหาย อ.ท่าน ย่อมเศร้าโศก เพราะเหตุไร ดังนี้ ฟังแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย อ.ท่าน อย่าเศร้าโศกแล้ว, อ.เรา ย่อมรู้ ซึ่งอุบาย อย่างหนึ่ง, อ.ท่าน จงกระทำ (ซึ่งอุบาย) นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    สหายผู้หนึ่งของเศรษฐีนั้นไปเรือนถามว่า " เหตุไร จึงเศร้าโศกเล่า ? เพื่อน " ฟังความเป็นไปนั้นแล้ว กล่าวว่า " อย่าเศร้าโศกเลย เพื่อน, ฉันทราบอุบายอย่างหนึ่ง, จงทำอุบายนั้นเถิด. "

  4. ๔

    จะทำอย่างไรเล่า สหาย ฯ

    “กึ กโรมิ สมฺมาติ.

    (อ.เศรษฐี ถามแล้ว) ว่า แน่ะสหาย อ.เรา จะกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ทำอย่างไรเล่า ? เพื่อน.

  5. ๕

    สหาย จงปูเสื่อลำแพน ที่ตลาดของตน ทำถ่านให้เป็นกอง จงนั่งเหมือนจะขาย

    “สมฺม อตฺตโน อาปเณ กิลญฺชํ ปตฺถริตฺวา องฺคาเร ราสึ กตฺวา วิกฺกีณนฺโต วิย นิสีท,

    (อ.สหาย กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย อ.ท่าน ลาดแล้ว ซึ่งเสื่อลำแพน ในร้านตลาด ของตน กระทำแล้ว ซึ่งถ่านเพลิง ท. ให้เป็นกอง จงนั่ง ราวกะว่าขายอยู่,

    สหาย. เพื่อนท่านจงปูเสื่อลำแพนที่ตลาดของตน ทำถ่านให้เป็นกองไว้ จงนั่งเหมือนจะขาย,

  6. ๖

    บรรดาพวกมนุษย์ที่มาแล้ว ๆ คนเหล่าใดพูดอย่างนี้ว่า ชนที่เหลือ ขายผ้าน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น ส่วนท่านนั่งขายถ่าน ท่านพึงพูดกะชนเหล่านั้นว่า เราไม่ขาย ของ ๆ ตน จักทำอะไร

    อาคตาคเตสุ มนุสฺเสสุ เย เอวํ วทนฺติ `เสสชนา วตฺถเตลมธุผาณิตาทีนิ วิกฺกีณนฺติ, ตฺวํ ปน องฺคาเร วิกฺกีณนฺโต นิสินฺโนสีติ, เต วเทยฺยาสิ `อตฺตโน สนฺตกํ อวิกฺกีณนฺโต กึ กริสฺสามีติ;

    ในมนุษย์ ท. ผู้ทั้งมาแล้ว ๆ หนา อ.มนุษย์ ท. เหล่าใด ย่อมกล่าว อย่างนี้ ว่า อ.ชนผู้เหลือ ท. ย่อมขาย (ซึ่งวัตถุ ท.) มีผ้าและน้ำมันและน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น, ส่วนว่า อ.ท่าน เป็นผู้นั่งขายอยู่แล้ว ซึ่งถ่านเพลิง ท. ย่อมเป็น ดังนี้, อ.ท่าน พึงกล่าว กะมนุษย์ ท. เหล่านั้น ว่า อ.เรา ไม่ขายอยู่ ซึ่งวัตถุอันเป็นของมีอยู่ ของตน จักกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ ;

    บรรดามนุษย์ที่มาแล้ว ๆ คนเหล่าใดพูดอย่างนี้ว่า ' ชนที่เหลือ ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น ส่วนท่านนั่งขายถ่าน, ' ส่วนผู้ใดพูดกับท่านอย่างนี้ว่า ' ชนที่เหลือ ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น, ท่านพึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘เราไม่ขายของ ๆ ตนจักทำอะไร’

  7. ๗

    ส่วนผู้ใดพูดกะท่านอย่างนี้ว่า ชนที่เหลือขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น ส่วนท่านนั่งขายเงินและทอง ท่านพึงพูดกะชนนั้นว่า เงินและทองอยู่ที่ไหน ก็เมื่อเขาพูดว่า นี้ไง ท่านพึงพูดว่า จงนำเงินและทองนั้นมาก่อน แล้วรับด้วยมือทั้งสอง สิ่งของที่เขาให้แล้วอย่างนี้ จักเป็นเงินและทองในมือของท่าน

    โย ปน ตํ เอวํ วเทติ `เสสชนา วตฺถเตลมธุผาณิตาทีนิ วิกฺกีณนฺติ, ตฺวํ ปน หิรญฺญสุวณฺณํ วิกฺกีณนฺโต นิสินฺโนสีติ, ตํ วเทยฺยาสิ `กหํ หิรญฺญสุวณฺณนฺติ, `อิทนฺติ จ วุตฺเต, `อาหร ตาว นนฺติ หตฺเถหิ ปฏิจฺเฉยฺยาสิ, เอวํ ทินฺนํ ตว หตฺเถ หิรญฺญสุวณฺณํ ภวิสฺสติ;

    ส่วนว่า อ.บุคคล ใด ย่อมกล่าว กะท่าน อย่างนี้ ว่า อ.ชนผู้เหลือ ท. ย่อมขาย (ซึ่งวัตถุ ท.) มีผ้าและน้ำมันและน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น, ส่วนว่า อ.ท่าน เป็นผู้นั่งขายอยู่แล้ว ซึ่งเงินและทอง ย่อมเป็น ดังนี้, อ.ท่าน พึงกล่าว (กะบุคคล) นั้น ว่า อ.เงินและทอง (ย่อมมี) ณ ที่ไหน ดังนี้, ก็ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เงินและทอง) นี้ ดังนี้ (อันบุคคลนั้น) กล่าวแล้ว, อ.ท่าน (กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน จงนำมา (ซึ่งเงินและทอง) นั้น ก่อน ดังนี้ พึงรับ ด้วยมือ ท., (อ.วัตถุ) อัน ๆ บุคคลนั้นให้แล้ว อย่างนี้ เป็นเงินและทอง ในมือ ของท่าน จักเป็น ;

    ส่วนท่านนั่งขายเงินและทอง, ' ท่านพึงพูดกะผู้นั้นว่า ' เงินและทองที่ไหน ? ' ก็เมื่อเขาพูดว่า ' นี้, ' ท่านพึงพูดว่า ' จงนำเงินทองนั้นมาก่อน ' แล้วรับด้วยมือทั้ง ๒, ของที่เขาให้ในมือของท่านอย่างนั้น จักกลายเป็นเงินและทอง;

  8. ๘

    ก็ผู้นั้น ถ้าเป็นหญิงรุ่นสาว ท่านพึงนำมาเพื่อลูกชาย ในเรือนของท่าน มอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิให้แก่นาง

    สา ปน สเจ กุมาริกา โหติ, ตว เคเห ปุตฺตสฺส นํ อาหริตฺวา จตฺตาฬีสโกฏิธนํ ตสฺสา นิยฺยาเทตฺวา ตาย ทินฺนกํ วลญฺเชยฺยาสิ;

    ก็ ถ้าว่า (อ.หญิง) นั้น เป็นนางกุมาริกา ย่อมเป็นไซร้, อ.ท่าน นำมาแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น เพื่อบุตร ในเรือน ของท่าน มอบให้แล้ว ซึ่งทรัพย์มีโกฏิ ๔๐ เป็นประมาณ (แก่หญิง) นั้น พึงใช้สอย (ซึ่งทรัพย์) (อัน ๆ หญิง) นั้น ให้แล้ว ;

    ก็ผู้นั้นถ้าเป็นหญิงรุ่นสาว, ท่านจงนำนางมาเพื่อบุตรในเรือนของท่าน มอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิให้นาง พึงใช้สอยเงินทองที่นางให้,

  9. ๙

    ถ้าผู้นั้น เป็นเด็กชาย ท่านพึงให้ลูกสาวผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของท่านแก่เขา แล้วมอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ให้แก่เขา ใช้สอยทรัพย์ที่เขาให้เกิด ดังนี้ ฯ

    สเจ กุมาโร โหติ, ตว เคเห วยปฺปตฺตํ ธีตรํ ตสฺส ทตฺวา จตฺตาฬีสโกฏิธนํ ตสฺส นิยฺยาเทตฺวา เตน ทินฺนกํ วลญฺเชยฺยาสีติ. โส “ภทฺทโก อุปาโยติ อตฺตโน อาปเณ องฺคาเร ราสึ กตฺวา วิกฺกีณนฺโต วิย นิสีทิ. เย นํ เอวมาหํสุ “เสสชนา วตฺถเตลมธุผาณิตาทีนิ วิกฺกีณนฺติ, ตฺวํ องฺคาเร วิกฺกีณนฺโต นิสินฺโนสีติ, เตสํ “อตฺตโน สนฺตกํ อวิกฺกีณนฺโต กึ กริสฺสามีติ ปฏิวจนํ อทาสิ. อเถกา โคตมี นาม กุมาริกา กิสสรีรตาย “กิสาโคตมีติ ปญฺญายมานา ปริชิณฺณกุลสฺส ธีตา อตฺตโน เอเกน กิจฺเจน อาปณทฺวารํ คตา ตํ เสฏฺฐึ ทิสฺวา เอวมาห “กึ ตาต เสสชนา วตฺถเตลมธุผาณิตาทีนิ วิกฺกีณนฺติ, ตฺวํ หิรญฺญสุวณฺณํ วิกฺกีณนฺโต นิสินฺโนสีติ. “กหํ อมฺม หิรญฺญสุวณฺณนฺติ.

    ถ้าว่า (อ.บุคคลนั้น) เป็นเด็กชาย ย่อมเป็นไซร้, อ.ท่าน ให้แล้ว ซึ่งธิดา ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ในเรือน ของท่าน (แก่บุคคล) นั้น มอบให้แล้ว ซึ่งทรัพย์มีโกฏิ ๔๐ เป็นประมาณ (แก่บุคคล) นั้น พึงใช้สอย (ซึ่งทรัพย์) (อัน ๆ บุคคล) นั้น ให้แล้ว ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐี) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.อุบาย เป็นอุบายอันเจริญ (ย่อมเป็น) ดังนี้ กระทำแล้ว ซึ่งถ่านเพลิง ท. ให้เป็นกอง ในร้านตลาด ของตน นั่งแล้ว ราวกะว่า ขายอยู่ ฯ อ.มนุษย์ ท. เหล่าใด กล่าวแล้ว (กะเศรษฐี) นั้น อย่างนี้ ว่า อ.ชนผู้เหลือ ท. ย่อมขาย (ซึ่งวัตถุ ท.) มีผ้าและน้ำมันและน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น, อ.ท่าน เป็นผู้นั่งขายอยู่แล้ว ซึ่งถ่านเพลิง ท. ย่อมเป็น ดังนี้, (อ.เศรษฐีนั้น) ได้ให้แล้ว ซึ่งคำตอบ ว่า อ.เรา ไม่ขายอยู่ ซึ่งวัตถุอันเป็นของมีอยู่ ของตน จักกระทำ ซึ่งอะไร ดังนี้ แก่มนุษย์ ท. เหล่านั้น ฯ ครั้งนั้น อ.นางกุมาริกา คนหนึ่ง ชื่อว่า โคตมี ปรากฏอยู่ ว่า อ.นางกิสาโคตมี ดังนี้ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นหญิงมีสรีระอันผอม เป็นธิดา ของตระกูลอันเก่าแก่แล้ว (เป็น) ไปแล้ว สู่ประตูแห่งร้านตลาด ด้วยกิจ อย่างหนึ่ง ของตน เห็นแล้ว ซึ่งเศรษฐีนั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า ข้าแต่พ่อ อ.ชนผู้เหลือ ท. ย่อมขาย (ซึ่งวัตถุ ท.) มีผ้าและน้ำมันและน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น, อ.ท่าน เป็นผู้นั่งขายอยู่แล้ว ซึ่งเงินและทอง ย่อมเป็น ทำไม ดังนี้ ฯ (อ.เศรษฐี ถามแล้ว) ว่า แน่ะแม่ อ.เงินและทอง (ย่อมมี) ณ ที่ไหน ดังนี้ ฯ

    ถ้าเป็นเด็กชาย, ท่านพึงให้ธิดาผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของท่านแก่เขา แล้วมอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิให้แก่เขา ใช้สอยทรัพย์ที่เขาให้. เศรษฐีนั้นกล่าวว่า " อุบายดี " จึงทำถ่านให้เป็นกองไว้ในร้านค้าตลาดของตน นั่งทำเหมือนจะขาย. คนเหล่าใดพูดกะเศรษฐีนั้นอย่างนี้ว่า " ชนที่เหลือทั้งหลาย ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เป็นต้น, ท่านนั่งขายถ่าน " ก็ให้คำตอบแก่คนเหล่านั้นว่า " ฉันไม่ ขายของ ๆ ตน จักทำอย่างไร ? " ครั้งนั้น หญิงรุ่นสาวคนหนึ่งชื่อโคตมี ปรากฏชื่อว่า " กิสาโคตมี " เพราะนางมีสรีระแบบบาง เป็นธิดาของตระกูลเก่าแก่ ไปยังประตูตลาดด้วยกิจอย่างหนึ่งของตน เห็นเศรษฐีนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า " พ่อ ชนที่เหลือ ขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น, ทำไมท่านจึงนั่งขายเงินและทอง ? " เศรษฐี. เงินทองที่ไหน ? แม่.

ภาค ๕ ลาชเทวธีตาวตฺถุ

ภาค ๕ ลาชเทวธีตาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๑ หน้า ๗–๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นางลาชเทพธิดา นุ่งผ้าทิพย์ประมาณ ๑๒ ศอกผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรจำนวนพัน เพื่อจะประกาศถึงกรรมในปางก่อน จึงยืนอยู่ที่ประตูวิมานอันประดับด้วยขันทองคำซึ่งเต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำ ห้อยระย้าอยู่ ชำเลืองดูสมบัติของตน ใคร่ครวญด้วยจักขุอันเป็นทิพย์ว่า สมบัตินี้ เราทำกรรมอะไรหนอแล จึงได้มา ได้ทราบแล้วว่า เราได้มาแล้ว เพราะผลแห่งข้าวตอกที่เราถวายพระผู้เป็นเจ้าพระมหากัสสปะ ฯ

    สา ทฺวาทสหตฺถํ เอกํ ทิพฺพวตฺถํ นิวาเสตฺวา เอกํ ปารุปิตฺวา อจฺฉราสหสฺสปริวุตา ปุพฺพกมฺมํ ปกาสนตฺถํ สุวณฺณลาชภริเตน โอลมฺพนฺเตน สุวณฺณสรเกน ปฏิมณฺฑิเต วิมานทฺวาเร ฐิตา อตฺตโน สมฺปตฺตึ โอโลเกตฺวา “กินฺนุ โข เม กตฺวา อยํ สมฺปตฺติ ลทฺธาติ ทิพฺเพน จกฺขุนา อุปธาเรนฺตี “อยฺยสฺส เม มหากสฺสปตฺเถรสฺส ทินฺนลาชนิสฺสนฺเทน ลทฺธาติ อญฺญาสิ.

    (อ.เทพธิดา) นั้น นุ่งแล้ว ซึ่งผ้าอันเป็นทิพย์ ผืนหนึ่ง มีศอก ๑๒ เป็นประมาณ ห่มแล้ว (ซึ่งผ้าอันเป็นทิพย์) ผืนหนึ่ง ผู้อันพันแห่งนางอัปสรแวดล้อมแล้ว ยืนแล้ว ณ ประตูแห่งวิมาน อันประดับเฉพาะแล้ว ด้วยขันอันเป็นวิการแห่งทอง อันเต็มแล้ว ด้วยข้าวตอก อันเป็นวิการแห่งทอง อันห้อยลงอยู่ เพื่ออันประกาศ ซึ่งกรรมในกาลก่อน ตรวจดูแล้ว ซึ่งสมบัติ ของตน ใคร่ครวญอยู่ ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ ว่า อ.สมบัติ นี้ อันเรา ได้แล้ว เพราะกระทำ (ซึ่งกรรม) อะไร หนอ แล ดังนี้ ได้รู้แล้ว ว่า (อ.สมบัติ นี้ อันเรา) ได้แล้ว เพราะวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งข้าวตอก) อันเรา ถวายแล้ว แก่พระเถระชื่อว่ามหากัสสปะ ผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ฯ

    นางนุ่งผ้าทิพย์ประมาณ ๑๒ ศอกผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรตั้งพัน เพื่อประกาศบุรพกรรม จึงยืนอยู่ที่ประตูวิมานอันประดับด้วยขันทองคำ เต็มด้วยข้าวตอกทองคำห้อยระย้าอยู่ ตรวจดูสมบัติของตน ใคร่ครวญด้วยทิพยจักษุว่า " เราทำกรรมสิ่งไร หนอ จึงได้สมบัตินี้ " ได้รู้ว่า " สมบัตินี้เราได้แล้ว เพราะผลแห่ง ข้าตอกที่เราถวายพระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเถระ."

  2. ๒

    นางคิดว่า เราได้สมบัติขนาดนี้ เพราะกรรมนิดหน่อยอย่างนี้แล้วยังขืนประมาทอยู่ในบัดนี้ ไม่สมควรเลย เราจักทำวัตรปฏิบัติแก่พระผู้เป็นเจ้าแล้วทำสมบัติให้มั่นคง จึงหยิบไม้กวาด และกระเช้าสำหรับเทขยะมูลฝอยซึ่งทำด้วยทองคำ ไปกวาดรอบบริเวณของพระเถระแล้วตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้แต่เช้าตรู่ ฯ

    สา “เอวํ ปริตฺตเกน กมฺเมน เอวรูปํ สมฺปตฺตึ ลภิตฺวา นทานิ มยา ปมชฺชิตุํ วฏฺฏติ, อยฺยสฺส วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา อิมํ สมฺปตฺตึ ถาวรํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปาโต ว กนกมยํ สมฺมชฺชนิญฺเจว กจวรฉฑฺฑนิกญฺจ ปจฺฉึ อาทาย คนฺตฺวา เถรสฺส ปริเวณํ สมฺมชฺชิตฺวา ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปสิ.

    (อ.เทพธิดา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.อัน อันเรา ได้แล้ว ซึ่งสมบัติ อันมีอย่างนี้เป็นรูป เพราะกรรม อันนิดหน่อย อย่างนี้ ประมาท ย่อมควร ในกาลนี้ หามิได้ อ.เรา กระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ แก่พระผู้เป็นเจ้า จักกระทำ ซึ่งสมบัติ นี้ ให้เป็นสมบัติมั่นคง ดังนี้ ถือเอา ซึ่งไม้กวาด อันเป็นวิการแห่งทอง ด้วย นั่นเทียว ซึ่งกระเช้า อันเป็นเครื่องทิ้งซึ่งหยากเยื่อ ด้วย ไปแล้ว ในเวลาเช้า เทียว กวาดแล้ว ซึ่งบริเวณ ของพระเถระ ยังน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ยังน้ำอันบุคคลพึงใช้สอย ให้เข้าไปตั้งไว้แล้ว ฯ

    นางคิดว่า " เรา ได้สมบัติเห็นปานนี้ เพราะกรรมนิดหน่อยอย่างนี้ บัดนี้เราไม่ควร ประมาท, เราจักทำวัตรปฏิบัติแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำสมบัตินี้ให้ถาวร " จึงถือไม้กวาด และกระเช้าสำหรับเทมูลฝอยสำเร็จด้วยทองไปกวาด บริเวณของพระเถระแล้วตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้แต่เช้าตรู่.

  3. ๓

    พระเถระเห็นเช่นนั้นเข้าใจว่า สิ่งนี้ น่าจักเป็นวัตรที่ภิกษุหนุ่มหรือสามเณรบางรูปทำไว้(เป็นแน่) จึงคอยสังเกต ฯ

    เถโร ตํ ทิสฺวา “เกนจิ ทหเรน วา สามเณเรน วา วตฺตํ กตํ ภวิสฺสตีติ สลฺลกฺเขสิ.

    อ.พระเถระ เห็นแล้ว (ซึ่งวัตร) นั้น กำหนดแล้วว่า อ.วัตร เป็นวัตรอันภิกษุหนุ่ม หรือ หรือว่า อันสามเณร บางรูป กระทำแล้ว จักเป็น ดังนี้ ฯ

    พระเถระเห็นเช่นนั้น สำคัญว่า " จักเป็นวัตรที่ภิกษุหนุ่มหรือ สามเณรบางรูปทำ."

  4. ๔

    แม้ในวันที่ ๒ นางก็ได้ทำเช่นนั้น ฯ

    สา ทุติยทิวเสปิ ตถา อกาสิ.

    (อ.เทพธิดา) นั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น แม้ในวันที่ ๒ ฯ

    แม้ในวันที่ ๒ นางก็ได้ทำอย่างนั้น.

  5. ๕

    ฝ่ายพระเถระ ก็เฝ้าสังเกตเช่นนั้นเหมือนกัน ฯ

    เถโรปิ ตเถว สลฺลกฺเขสิ.

    แม้ อ.พระเถระ กำหนดแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    ฝ่ายพระเถระ ก็สำคัญเช่นนั้นเหมือนกัน.

  6. ๖

    แต่ในวันที่ ๓ พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดของนางและเห็นแสงสว่างแห่งสรีระฉายเข้าไปทางช่องลูกดาล จึงเปิดประตูถามขึ้นว่า นั่นใครกำลังกวาดอยู่ ฯ

    ตติยทิวเส ปน เถโร ตสฺสา สมฺมชฺชนีสทฺทํ สุตฺวา ตาลจฺฉิทฺเทหิ จ ปวิฏฺฐํ สรีโรภาสํ ทิสฺวา ทฺวารํ วิวริตฺวา “โก เอส สมฺมชฺชตีติ ปุจฺฉิ.

    แต่ว่า ในวันที่ ๓ อ.พระเถระ ฟังแล้ว ซึ่งเสียงแห่งไม้กวาด (ของเทพธิดา) นั้น ด้วย เห็นแล้ว ซึ่งแสงสว่างแห่งสรีระ อันเข้าไปแล้ว โดยช่องแห่งลูกดาล ท. ด้วย เปิดแล้ว ซึ่งประตู ถามแล้ว ว่า อ.ใคร นั่น ย่อมกวาด ดังนี้ ฯ

    แต่ในวันที่ ๓ พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดของนาง และเห็นแสงสว่างแห่งสรีระฉายเข้าไปทางช่องลูกดาล จึง เปิดประตู (ออกมา) ถามว่า " ใครนั่น กวาดอยู่ ?"

  7. ๗

    นางตอบว่า ท่านเจ้าข้า ดิฉันเอง เป็นหญิงอุปัฏฐากของท่าน นามว่าลาชเทพธิดา ฯ

    “อหํ ภนฺเต ตุมฺหากํ อุปฏฺฐายิกา ลาชเทวธีตาติ.

    (อ.เทพธิดา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดิฉัน เป็นลาชเทพธิดา ผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ของท่าน ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    นาง. ท่านเจ้าข้า ดิฉันเอง เป็นผู้อุปัฏฐายิกาของท่าน ชื่อ ลาชเทวธิดา.

  8. ๘

    พระเถระ. หญิงอุปัฏฐากของเรา ผู้มีชื่ออย่างนี้ ไม่มี มิใช่หรือ ฯ

    “นนุ มยฺหํ เอวํนามิกา อุปฏฺฐายิกา นาม นตฺถีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ชื่อ อ.อุปัฎฐายิกา ผู้มีชื่ออย่างนี้ ของเรา ย่อมไม่มี มิใช่หรือ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. อันอุปัฏฐายิกาของเรา ผู้มีชื่ออย่างนี้ ดูเหมือนจะไม่มี.

  9. ๙

    นางเทพธิดา. ท่านเจ้าข้า ดิฉันรักษานาข้าวสาลี ถวายข้าวตอกแล้ว มีจิตเลื่อมใส กำลังเดินกลับ ถูกงูกัด เสียชีวิตแล้ว บังเกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ ท่านเจ้าข้า ดิฉันคิดว่า สมบัตินี้เราได้ เพราะอาศัยพระผู้เป็นเจ้า แม้ในบัดนี้ เราทำวัตรปฏิบัติแก่ท่าน จักทำสมบัติให้มั่นคง จึงมาแล้ว ฯ

    “อหํ ภนฺเต สาลิกฺเขตฺตํ รกฺขมานา ลาเช ทตฺวา ปสนฺนจิตฺตา นิวตฺตนฺตี สปฺเปน ฑฏฺฐา กาลํ กตฺวา ตาวตึสเทวโลเก อุปฺปนฺนา, มยา อยฺยํ นิสฺสาย อยํ สมฺปตฺติ ลทฺธา, อิทานิปิ ตุมฺหากํ วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา สมฺปตฺตึ ถาวรํ กริสฺสามีติ อาคตมฺหิ ภนฺเตติ.

    (อ.เทพธิดา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดิฉัน รักษาอยู่ ซึ่งนาแห่งข้าวสาลี ถวายแล้ว ซึ่งข้าวตอก ท. มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว กลับอยู่ ผู้อันงูกัดแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งกาละ เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว ในเทวโลก ชื่อว่าดาวดึงส์ (ย่อมเป็น), ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดิฉัน เป็นผู้มาแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.สมบัติ) นี้ อันเรา ได้แล้ว เพราะอาศัย ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า, แม้ในกาลนี้ อ.เรากระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ แก่ท่าน ท. จักกระทำ ซึ่งสมบัติ ให้เป็นสมบัติ มั่นคง ดังนี้ ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    นาง. ท่านเจ้าข้า ดิฉันผู้รักษานาข้าวสาลี ถวายข้าวตอกแล้ว มีจิตเลื่อมใส กำลังกลับไปถูกงูกัด ทำกาละแล้ว บังเกิดใน เทวโลกชั้นดาวดึงส์, ท่านเจ้าข้า ดิฉันคิดว่า " สมบัตินี้เราได้เพราะ อาศัยพระผู้เป็นเจ้า, แม้ในบัดนี้ เราจักทำวัตรปฏิบัติแก่ท่าน ทำ สมบัติให้มั่นคง, จึงได้มา."

  10. ๑๐

    พระเถระ. เมื่อวานก็ดี วันก่อนก็ดี ที่นั่น (ฝีมือ)เธอผู้เดียวกวาด น้ำฉัน น้ำใช้ (ฝีมือ)เธอผู้เดียวจัดการตั้งไว้หรือ ฯ

    “หีโยปิ ปเรปิ ตยาเวตํ ฐานํ สมฺมชฺชิตํ, ตยา ว ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาปิตนฺติ.

    (อ.พระเถระ ถามแล้ว) ว่า อ.ที่นั่น อันเจ้าเทียว กวาดแล้ว แม้ในวันวาน แม้ในวันอื่น อ.น้ำ อันบุคคลพึงดื่ม อ.น้ำอันบุคคล พึงใช้สอย อันเจ้าเทียว ให้เข้าไปตั้งไว้แล้วหรือดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ทั้งวานนี้ทั้งวานซืนนี้ เจ้าคนเดียวกวาดที่นี่, เจ้าคนเดียวเข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้หรือ ?

  11. ๑๑

    นาง. ใช่ เจ้าข้า ฯ

    "อาม ภนฺเตติ.

    (อ.เทพธิดา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เจ้าค่ะ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    นาง. อย่างนั้น เจ้าข้า.

  12. ๑๒

    พระเถระ. หลีกไปนะ นางเทพธิดา วัตรที่เธอทำแล้ว
    จงเป็นอันทำแล้วเกิด นับแต่นี้ไป เธออย่ามาที่นี่(อีก) ฯ

    “อเปหิ เทวธีเต, ตยา กตํ วตฺตํ กตํ โหตุ, อิโต ปฏฺฐาย อิมํ ฐานํ มา อาคมีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนเทพธิดา อ.เจ้า จงหลีกไป, อ.วัตร อัน อัน เจ้า กระทำแล้ว เป็นวัตรอันเจ้า กระทำแล้ว จงเป็น, อ.เจ้า อย่า มาแล้ว สู่ที่ นี้ จำเดิม แต่กาลนี้ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. จงหลีกไปเสีย นางเทวธิดา, วัตรที่เจ้าทำแล้ว จงเป็นอันทำแล้ว, ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ามาที่นี่ (อีก).

  13. ๑๓

    นาง. ท่านเจ้าข้า อย่าให้ดิฉันฉิบหายเลย ขอท่านจงให้ดิฉันทำวัตรให้ท่าน ทำบัติของดิฉันให้มั่นคงเถิด ฯ

    “ภนฺเต มา มํ นาเสถ, ตุมฺหากํ วตฺตํ กตฺวา สมฺปตฺตึ เม ถิรํ กาตุํ เทถาติ.

    (อ.เทพธิดา กล่าวแล้ว ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงอย่ายังดิฉัน ให้ฉิบหาย, อ.ท่าน ท. ขอจงให้ เพื่ออัน กระทำแล้ว ซึ่งวัตร แก่ท่าน ท. กระทำ ซึ่งสมบัติ ของดิฉัน ให้เป็นสมบัติ มั่นคง ดังนี้ ฯ

    นาง. อย่าให้ดิฉันฉิบหายเสียเลย เจ้าข้า, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้ดิฉันทำวัตรแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำสมบัติของดิฉันให้มั่นคงเถิด.

  14. ๑๔

    พระเถระสำทับว่า หลีกไปนะ นางเทพธิดา เธออย่าทำให้เราต้องถูกพระธรรมกถึกทั้งหลาย นั่งจับพัดอันวิจิตรพูด(พาดพิง)ถึงในอนาคตกาลว่า เล่ากันต่อ ๆ มาว่า นางเทพธิดาตนหนึ่งมาทำวัตรปฏิบัติจัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้เพื่อพระมหากัสสปะ นับแต่นี้ไป เธออย่ามาที่นี่(อีก) จงกลับไปเสียเถิด ฯ

    “อเปหิ เทวธีเต, มา เม อนาคเต จิตฺตวีชนึ คเหตฺวา นิสินฺเนหิ ธมฺมกถิเกหิ `มหากสฺสปตฺเถรสฺส กิร เอกา เทวธีตา อาคนฺตฺวา วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปตีติ วตฺตพฺพตํ กริ, อิโต ปฏฺฐาย อิธ มาคมิ, ปฏิกฺกมาติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนเทพธิดา อ.เจ้า จงหลีกไป, อ.เจ้า อย่า กระทำแล้ว ซึ่งความที่ แห่งเรา เป็นผู้อันพระธรรมกถึก ท. ผู้นั่ง จับแล้ว ซึ่งพัดอันวิจิตร พึงกล่าว ว่า ได้ยินว่า อ.เทพธิดา นางหนึ่ง มาแล้ว กระทำแล้ว ซึ่งวัตรและวัตรตอบ ยังน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ยังน้ำอันบุคคลพึงใช้สอย ให้เข้าไปตั้งไว้อยู่ เพื่อพระเถระ ชื่อว่ามหากัสสปะ ดังนี้, อ.เจ้า อย่ามาแล้ว (ในที่) นี้ จำเดิม แต่กาลนี้, อ.เจ้า จงก้าวกลับ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. จงหลีกไป นางเทวธิดา, เจ้าอย่าทำให้เราถูกพระ ธรรมกถึกทั้งหลาย นั่งจับพัดอันวิจิตร พึงกล่าวในอนาคตว่า ' ได้ยินว่า นางเทวธิดาผู้หนึ่ง มาทำวัตรปฏิบัติ เข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ เพื่อพระมหากัสสปเถระ.' แต่นี้ไป เจ้าอย่ามา ณ ที่นี้, จงกลับไปเสีย.

ภาค ๕ ลาชเทวธีตาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๒ หน้า ๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นาง(พูดจา)อ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเลย ฯ

    สา “มา มํ ภนฺเต นาเสถาติ ปุนปฺปุนํ ยาจิเทว.

    (อ.เทพธิดา) นั้น วิงวอนแล้ว บ่อย ๆ นั่นเทียว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงอย่ายังดิฉันให้ฉิบหาย ดังนี้ ฯ

    นางจึงอ้อนวอนซ้ำ ๆ อีกว่า " ขอท่านอย่าทำให้ดิฉันฉิบหายเลย เจ้าข้า."

  2. ๒

    พระเถระ คิดว่า นางเทพธิดาตนนี้ ไม่ยอมฟังคำพูดของเรา จึงชี้นิ้วสำทับว่า เจ้าไม่รู้จักประมาณตัวของเจ้า ฯ

    เถโร “นายํ มม วจนํ สุณาตีติ จินฺเตตฺวา “ตว ปมาณํ น ชานาสีติ อจฺฉรํ ปหริ.

    อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า อ.เทพธิดานี้ ย่อมฟัง ซึ่งคำ ของเรา หามิได้ ดังนี้ ดีดแล้ว ซึ่งนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า (อ.เจ้า) ย่อมไม่รู้ ซึ่งประมาณ ของเจ้า ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    พระเถระคิดว่า " นางเทวธิดานี้ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา " จึง ปรบมือด้วยกล่าวว่า " เจ้าไม่รู้จักประมาณของเจ้า."

  3. ๓

    นางไม่อาจจะยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้นได้ จึงเหาะขึ้นไปในอากาศ ประคองอัญชลีได้ยืนร้องไห้ในอากาศว่า พระคุณเจ้าข้า ได้โปรดอย่าให้สมบัติที่ดิฉันได้แล้วฉิบหายเสียเลย ขอจงช่วยทำให้มั่นคงเถิด ฯ

    สา ตตฺถ สณฺฐาตุํ อสกฺโกนฺตี อากาเส อุปฺปติตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห “ภนฺเต มยา ลทฺธสมฺปตฺตึ มา นาเสถ, ถาวรํ กาตุํ เทถาติ โรทนฺตี อากาเส อฏฺฐาสิ.

    (อ.เทพธิดา) นั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันดำรงอยู่ (ในที่) นั้น เหาะขึ้นไปแล้ว ในอากาศ ประคองแล้ว ซึ่งอัญชลี (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงอย่า ยังสมบัติ อันดิฉัน ได้แล้ว ให้ฉิบหาย, อ.ท่าน ท. ขอจงให้ เพื่ออันกระทำ ให้เป็นสมบัติมั่นคง ดังนี้ ได้ยืนร้องไห้อยู่แล้ว ในอากาศ ฯ

    นางไม่อาจดำรงอยู่ในที่นั้นได้ เหาะขึ้นในอากาศ ประคองอัญชลี ได้ยืนร้องไห้ (คร่ำครวญอยู่) ในอากาศว่า " ท่านเจ้าข้า อย่าให้สมบัติที่ดิฉันได้แล้วฉิบหายเสียเลย, จงให้เพื่อทำให้มั่นคงเถิด."

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทรงสดับเสียงร้องไห้ของนางเทพธิดานั้น ทรงฉายแสงสว่างประดุจประทับนั่งตรัสอยู่เฉพาะหน้านางเทพธิดา ตรัสว่า เทพธิดา การกระทำความสำรวมระวังนั้นแล เป็นภาระของกัสสปะผู้บุตรของเรา แต่การ(คอย)สังเกตว่า นี่ เป็นประโยชน์ของเรา แล้วมุ่งกระทำแต่บุญอย่างเดียว เป็นภาระของท่านผู้ต้องการบุญทั้งหลาย ด้วยว่า การทำบุญ เป็นเหตุให้เกิดสุขอย่างเดียว ทั้งในภพนี้ ทั้งในภพหน้า ฯ

    สตฺถา คนฺธกุฏิยํ นิสินฺโน ว ตสฺสา โรทิตสทฺทํ สุตฺวา โอภาสํ ผริตฺวา เทวธีตาย สมฺมุเข นิสีทิตฺวา กเถนฺโต วิย “เทวธีเต มม ปุตฺตสฺส กสฺสปสฺส สํวรกรณเมว ภาโร, ปุญฺญตฺถิกานมฺปน `อยํ โน อตฺโถติ สลฺลกฺเขตฺวา ปุญฺญกรณเมว ภาโร, ปุญฺญกรณํ หิ อิธ เจว สมฺปราเย จ สุขเมวาติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ในพระคันธกุฎี เทียว ทรงสดับแล้ว ซึ่งเสียง (แห่งเทพธิดา) นั้น ร้องไห้แล้ว ทรงแผ่ไปแล้ว ซึ่งพระรัศมี ผู้ราวกะว่า ประทับนั่ง ตรัสอยู่ ในที่พร้อมหน้า ของเทพธิดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนเทพธิดา อ.อันกระทำซึ่งความสำรวมนั่นเทียว เป็นภาระ ของกัสสปะ ผู้เป็นบุตร ของเรา (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.อันกำหนดแล้ว ว่า (อ.ภาระ) นี้ เป็นประโยชน์ ของเรา ท. (ย่อมเป็น) ดังนี้ กระทำ ซึ่งบุญ นั่นเทียว เป็นภาระ (ของชน ท.) ผู้มีความต้องการด้วยบุญ (ย่อมเป็น), ด้วยว่า อ.อันกระทำ ซึ่งบุญ เป็นเหตุนำมาซึ่งสุขนั่นเทียว (ในโลก) นี้ ด้วยนั่นเทียว ในภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพร้อม ด้วย (ย่อมเป็น) ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทรงสดับเสียงนางเทวธิดานั้นร้องไห้ ทรงแผ่พระรัศมีดุจประทับนั่งตรัสอยู่ในที่เฉพาะหน้านางเทวธิดา ตรัสว่า " เทวธิดา การทำความสังวรนั่นเทียว เป็นภาระของกัสสปะผู้บุตรของเรา, แต่การกำหนดว่า ' นี้เป็นประโยชน์ ของเรา ' แล้วมุ่งกระทำแต่บุญ ย่อมเป็นภาระของผู้มีความต้องการ ด้วยบุญ, ด้วยว่า การทำบุญเป็นเหตุให้เกิดสุขอย่างเดียว ทั้งใน ภพนี้ ทั้งในภพหน้า " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

ภาค ๕ อนาถปิณฺฑิกวตฺถุ

ภาค ๕ อนาถปิณฺฑิกวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑ หน้า ๑๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมเด็จพระบรมศาสดาเมื่อจะทรงโอวาทเศรษฐีและเทวดา ด้วยอำนาจวิบากแห่งกรรมดีและกรรมชั่วนั่นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ในโลกนี้ ฝ่ายบุคคลผู้ทำบาป ก็ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดเวลาที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด บาปของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่วแท้ ๆ ฝ่ายบุคคลผู้ทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่วดี ตลอดเวลาที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่า ดีจริง ๆ ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

    สตฺถา กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากวเสเนว เสฏฺฐิญฺเจว เทวตญฺจ โอวทนฺโต “อิธ คหปติ ปาปปุคฺคโลปิ, ยาว ปาปํ น ปจฺจติ, ตาว ภทฺรานิ ปสฺสติ; ยทา ปนสฺส ปาปํ ปจฺจติ, ตทา ปาปเมว ปสฺสติ; ภทฺรปุคฺคโลปิ, ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ, ตาว ปาปานิ ปสฺสติ, ยทา ปนสฺส ภทฺรํ ปจฺจติ, ตทา ภทฺรเมว ปสฺสตีติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมา คาถา อภาสิ

    อ.พระศาสดา เมื่อตรัสสอน ซึ่งเศรษฐี ด้วยนั่นเทียว ซึ่งเทวดา ด้วย ด้วยสามารถแห่งวิบาก นั่นเทียว แห่งกรรม ท. อันงามและลามก ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนคฤหบดี แม้ อ.บุคคลผู้ลามก (ในโลก) นี้, อ.กรรมอันลามก ย่อมไม่เผล็ดผล เพียงใด, ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันลามก ท.) ว่าเป็นกรรมอันเจริญ เพียงนั้น แต่ว่า ในกาลใด อ.กรรมอันลามก (ของบุคคลผู้ลามก) นั้น ย่อมเผล็ดผล, ในกาลนั้น (อ.บุคคลผู้ลามก นั้น) ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันชั่ว) ว่า เป็นกรรมอันชั่วนั่นเทียว, แม้ อ.บุคคลผู้เจริญ, อ.กรรมอันเจริญ ย่อมไม่เผล็ดผล เพียงใด, ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันเจริญ ท.) ว่าเป็นกรรมอันลามก เพียงนั้น, แต่ว่า ในกาลใด อ.กรรมอันเจริญ (ของบุคคลผู้เจริญ) นั้น ย่อมเผล็ดผล, ในกาลนั้น (อ.บุคคลผู้เจริญนั้น ) ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันเจริญ) ว่าเป็นกรรมอันเจริญ นั่นเทียว ดังนี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ได้ตรัส ซึ่งพระคาถา ท. เหล่านี้ ว่า

    พระศาสดา เมื่อจะทรงโอวาทเศรษฐีและเทวดา ด้วยสามารถวิบากแห่งกรรมดีและชั่วนั่นแล จึงตรัสว่า " ดูก่อนคฤหบดี แม้ บุคคลผู้ทำบาปในโลกนี้ ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่ เผล็ดผล, แต่เมื่อใด บาปของเขาเผล็ดผล, เมื่อนั้น เขาย่อมเห็น บาปว่าชั่วแท้ ๆ; ฝ่ายบุคคลผู้ทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมชั่วว่าดี ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล, แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ด ผล, เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่า ดีจริง ๆ " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง สืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

  2. ๒

    ฝ่ายบุคคลผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดเวลาที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด บาปเผล็ดผล เมื่อนั้น(บุคคลผู้ทำบาป) ย่อมเห็นบาปว่าชั่ว ฝ่ายบุคคลผู้ทำความดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดเวลาที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้น(บุคคลผู้ทำความดี) ย่อมเห็นกรรมดีว่าดี ดังนี้ ฯ

    “ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ, ยาว ปาปํ น ปจฺจติ; ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ, อถ ปาปานิ ปสฺสติ; ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ, ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ; ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ, อถ ภทฺรานิ ปสฺสตีติ.

    อ.กรรมอันลามก ย่อมไม่เผล็ดผล เพียงใด แม้ อ.บุคคลผู้ลามก ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันลามก) ว่าเป็นกรรมอันเจริญ เพียงนั้น แต่ว่า ในกาลใด อ.กรรมอันชั่ว ย่อมเผล็ดผล ในกาลนั้น (อ.บุคคลผู้ลามก) ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันลามก ท.) ว่าเป็นกรรมอันลามก อ.กรรมอันเจริญ ย่อมไม่เผล็ดผล เพียงใด แม้ อ.บุคคลผู้เจริญ ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันเจริญ) ว่าเป็นกรรมอันลามก เพียงนั้น แต่ว่า ในกาลใด อ.กรรมอันเจริญ ย่อมเผล็ดผล ในกาลนั้น (อ.บุคคลผู้เจริญ) ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันเจริญ ท.) ว่าเป็นกรรมอันเจริญ ดังนี้ ฯ

    "แม้คนผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอด กาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล, แต่เมื่อใด บาปเผล็ด ผล, เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว, ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่ กรรมดียังไม่เผล็ดผล, แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ด ผล, เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดี.

  3. ๓

    ในพระคาถานั้น บุคคลผู้ประกอบด้วยกรรมชั่วมีกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่าบุคคลผู้ทำบาป ฯ

    ตตฺถ ปาโปติ: กายทุจฺจริตาทินา ปาปกมฺเมน ยุตฺตปุคฺคโล.

    อ.บุคคลผู้ประกอบแล้ว ด้วยกรรมอันลามก มีกายทุจริต เป็นต้น ชื่อว่า บุคคลผู้ลามก (ในพระคาถา) นั้น ฯ

    บุคคลผู้ประกอบบาปกรรมมีทุจริตทางกายเป็นต้น ชื่อว่าคนผู้บาป ในพระคาถานั้น.

  4. ๔

    ความจริง ฝ่ายบุคคลผู้ทำบาปนั้น เมื่อยังเสวยความสุขที่บังเกิดด้วยอานุภาพแห่งความสุจริตในปางก่อนอยู่ ก็ย่อมเห็นแม้บาปกรรมว่าดี ฯ

    โสปิ หิ ปุริมสุจริตานุภาเวน นิพฺพตฺตํ สุขํ อนุภวมาโน ภทฺรํปิ ปสฺสติ.

    ก็ (อ.บุคคลผู้ลามก) แม้นั้น เสวยอยู่ ซึ่งสุข อันบังเกิดแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งสุจริต อันมีในก่อน ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันลามก) แม้ว่าเป็นกรรมอันเจริญ ฯ

    ก็บุคคลแม้นั้น เมื่อยังเสวยสุขอันเกิดขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งสุจริตกรรมในปางก่อนอยู่ ย่อมเห็นแม้บาปกรรมว่าดี.

  5. ๕

    บาทพระคาถาว่า ยาว ปาปํ น ปจฺจติ เป็นต้น มีความว่า บาปกรรมนั้นของเขานั้น ยังไม่ให้ผล ในภพปัจจุบัน หรือในสัมปรายภพ ตราบใด ฯ

    ยาว ปาปํ น ปจฺจตีติ: ยาว ตสฺส ตํ ปาปกมฺมํ ทิฏฺฐธมฺเม วา สมฺปราเย วา วิปากํ น เทติ.

    (อ.อรรถ) ว่า อ.กรรมอันลามก นั้น (ของบุคคลผู้ลามก) นั้น ย่อมไม่ให้ ซึ่งวิบาก ในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว หรือ หรือว่า ในภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพร้อม เพียงใด (อ.บุคคลผู้ลามก ย่อมเห็น ซึ่งกรรมอันลามกว่าเป็นกรรมอันเจริญ เพียงนั้น) ฯ

    บาทพระคาถาว่า ยาว ปาปํ น ปจฺจติ เป็นต้น ความว่า บาปกรรมของเขานั้น ยังไม่ให้ผลในปัจจุบันภพหรือในสัมปรายภพ เพียงใด. (ผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี เพียงนั้น).

  6. ๖

    แต่เมื่อใด บาปกรรมนั่น ของเขานั้น ย่อมให้ผลในภพปัจจุบัน หรือในสัมปรายภพ เมื่อนั้น บุคคลผู้ทำบาปนั้น เมื่อเสวยกรรมกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันภพ และความทุกข์ในอบายภูมิ ในสัมปรายภพอยู่ ก็ย่อมเห็นบาปว่าชั่วจริง ฯ

    ยทา ปนสฺส ตํ ทิฏฺฐธมฺเม วา สมฺปราเย วา วิปากํ เทติ, อถ ทิฏฺฐธมฺเม วิวิธา กมฺมกรณา สมฺปราเย จ อปายทุกฺขํ อนุโภนฺโต โส ปาโป ปาปานิเยว ปสฺสติ. ทุติยคาถาย. กายสุจริตาทินา ภทฺรกมฺเมน ยุตฺโต ภทฺโร. โสปิ ปุริมทุจฺจริตานุภาเวน นิพฺพตฺตํ ทุกฺขํ อนุภวมาโน ปาปํ ปสฺสติ. ยาว ภทฺรํ น ปจฺจตีติ: ยาว ตสฺส ตํ ภทฺรกมฺมํ ทิฏฺฐธมฺเม วา สมฺปราเย วา วิปากํ น เทติ.

    แต่ว่า ในกาลใด (อ.กรรมอันลามก) นั้น (ของบุคคลผู้ลามก) นั้น ย่อมให้ ซึ่งวิบาก ในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว หรือ หรือว่า ในภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพร้อม, ในกาลนั้น อ.บุคคลผู้ลามกนั้น ผู้เสวยอยู่ ซึ่งกรรมกรณ์ อันมีอย่างต่าง ๆ ในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว ด้วย ซึ่งทุกข์ในอบาย ในภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพร้อม ด้วย ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันลามก ท.) ว่าเป็นกรรมอันลามกนั่นเทียว ดังนี้ แห่งบาทแห่งพระคาถา ว่า ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ดังนี้ ฯ (อ.อธิบาย) ในพระคาถาที่ ๒ (อันบัณฑิต พึงทราบ) ฯ (อ.บุคคล) ผู้ประกอบแล้ว ด้วยกรรมอันเจริญ มีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า บุคคลผู้เจริญ ฯ (อ.บุคคลผู้เจริญ) แม้นั้น เสวยอยู่ ซึ่งทุกข์ อันบังเกิดแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งทุจริตอันมีในก่อน ย่อมเห็น (ซึ่งกรรมอันเจริญ) ว่าเป็นกรรมอันลามก ฯ (อ.อรรถ) ว่า อ.กรรมอันเจริญ นั้น (ของบุคคลผู้เจริญ) นั้น ย่อมไม่ให้ ซึ่งวิบาก ในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว หรือ หรือว่า ในภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าพร้อม เพียงใด (อ.บุคคลผู้เจริญ) ย่อมเห็น ซึ่งกรรมอันเจริญ ว่าเป็นกรรมอันลามก เพียงนั้น ฯ

    แต่เมื่อใด บาปกรรมของเขานั้นให้ผล ในปัจจุบันภพหรือในสัมปรายภพ, เมื่อนั้น ผู้ทำบาปนั้น เมื่อเสวยกรรมกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันภพ และทุกข์ในอบายในสัมปรายภพอยู่ ย่อมเห็นบาปว่าชั่วถ่ายเดียว. ในพระคาถาที่ ๒ (พึงทราบเนื้อความดังต่อไปนี้). บุคคลผู้ประกอบกรรมดีมีสุจริตทางกายเป็นต้น ชื่อว่าคนทำกรรมดี, คนทำกรรมดีแม้นั้น เมื่อเสวยทุกข์อันเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งทุจริตในปางก่อน ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว. บาทพระคาถาว่า ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ เป็นต้น ความว่า กรรมดีของเขานั้นยังไม่ให้ผล ในปัจจุบันภพหรือสัมปรายภพ เพียงใด. (คนทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดี ชั่วอยู่ เพียงนั้น),

ภาค ๕ อสญฺญตปริกฺขารภิกฺขุวตฺถุ

ภาค ๕ อสญฺญตปริกฺขารภิกฺขุวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๑ หน้า ๑๔–๑๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ได้ยินว่า ภิกษุนั้น ใช้สอยบริขารอันต่างด้วยเตียงและตั่งเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ในภายนอกแล้ว ทิ้งไว้ในที่นั้นเอง ฯ บริขารย่อมเสียหายไป เพราะฝนบ้าง แดดบ้าง พวกสัตว์ มีปลวกเป็นต้นบ้าง ฯ

    ปริกฺขาโร วสฺเสนปิ อาตเปนปิ อุปจิกาทีหิปิ วินสฺสติ.

    อ.บริขาร ย่อมเสียหาย เพราะฝนบ้าง เพราะแดดบ้าง (เพราะอันตราย ท.) มีตัวปลวกเป็นต้น บ้าง ฯ

    บริขารย่อมเสียหายไป เพราะฝนบ้าง แดดบ้าง พวกสัตว์มีปลวกเป็นต้น บ้าง.

  2. ๒

    เธอ เมื่อพวกภิกษุกล่าวเตือนว่า คุณ ธรรมดาบริขาร ควรเก็บงำมิใช่หรือ กลับกล่าวว่า คุณ กรรมที่ผมทำนั่นนิดหน่อย บริขารนั่นไม่มีจิต ความสวยงามของบริขารนั้น ก็ไม่มี ดังนี้แล้ว ทำอยู่แบบนั้นนั่นแลอีก ฯ

    โส, ภิกฺขูหิ “นนุ อาวุโส ปริกฺขาโร นาม ปฏิสาเมตพฺโพติ วุตฺเต, “อปฺปกํ มยา กตํ อาวุโส เอตํ, น เอตสฺส จิตฺตํ อตฺถิ, นตฺถิ จิตฺตนฺติ วตฺวา ปุน ตเถว กโรติ.

    (อ.ภิกษุ) นั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ชื่อ อ.บริขาร (อันภิกษุ) พึงเก็บ มิใช่หรือ ดังนี้ อันภิกษุ ท. กล่าวแล้ว , กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.กรรม) นั่น อัน อันข้าพเจ้า กระทำแล้ว เป็นกรรมนิดหน่อย (ย่อมเป็น), อ.จิต (ของบริขาร นั่น) มีอยู่ หามิได้, อ.จิต (ของบริขารนั่น) ย่อมไม่มี ดังนี้ ย่อมกระทำ ด้วยประการนั้นนั่นเทียว อีก ฯ

    ภิกษุนั้น เมื่อพวกภิกษุกล่าวเตือนว่า " ผู้มีอายุ ธรรมดา บริขาร ภิกษุควรเก็บงำมิใช่หรือ ?" กลับกล่าวว่า " กรรมที่ผม ทำนั่นนิดหน่อย ผู้มีอายุ, บริขารนั่นไม่มีจิต, ความวิจิตรก็ไม่ มี " ดังนี้แล้ว (ยังขืน) ทำอยู่อย่างนั้นนั่นแลอีก.

  3. ๓

    ภิกษุทั้งหลาย พากันกราบทูลการกระทำของเธอแก่พระบรมศาสดา ฯ

    ภิกฺขู ตสฺส กิริยํ สตฺถุ อาโรเจสุํ.

    อ.ภิกษุ ท. กราบทูลแล้ว ซึ่งการกระทำ (แห่งภิกษุ) นั้น แก่พระศาสดา ฯ

    ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลกิริยา (การ) ของเธอแด่พระศาสดา.

  4. ๔

    พระบรมศาสดา ทรงรับสั่งให้เรียกเธอมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุข่าวว่าเธอทำอย่างนั้นจริงหรือ ฯ

    สตฺถา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ เอวํ กโรสีติ ปุจฺฉิ.

    อ.พระศาสดา ทรงยังภิกษุให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งภิกษุ) นั้น ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า อ.เธอ ย่อมกระทำ อย่างนั้น จริงหรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุ ข่าวว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ ?"

  5. ๕

    เธอแม้ถูกพระบรมศาสดาตรัสถามแล้ว ก็กราบทูลอย่างดูหมิ่นแบบนั้นนั่นแหละว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่อะไรกัน ข้าพระองค์ได้ทำเรื่องเล็กน้อย บริขารนั้น ไม่มีจิตความสวยงามของบริขารนั้นก็ไม่มี ฯ

    โส สตฺถารา ปุจฺฉิโตปิ “กิเมตํ ภควา, อปฺปกํ มยา กตํ, นาสฺส จิตฺตํ อตฺถิ, นตฺถิ จิตฺตนฺติ ตเถว อวมญฺญนฺโต อาห.

    (อ.ภิกษุ) นั้น แม้ผู้ อันพระศาสดา ตรัสถามแล้ว ดูหมิ่นอยู่ อย่างนั้นนั่นเทียว กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า (อ.กรรม อัน ข้าพระองค์กระทำแล้ว) นั่น เป็นกรรมอะไร (ย่อมเป็น), (อ.กรรม) อัน อันข้าพระองค์ กระทำแล้ว เป็นกรรมนิดหน่อย (ย่อมเป็น), อ.จิต ของบริขารนั้น มีอยู่ หามิได้, อ.จิต (ของบริขารนั้น) ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ

    เธอแม้ถูกพระศาสดาตรัสถามแล้ว ก็กราบทูลอย่างดูหมิ่นอย่างนั้นนั่นแหละว่า " ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาค ข้อนั้นจะเป็นอะไร, ข้าพระองค์ทำกรรมเล็กน้อย, บริขารนั้น ไม่มีจิต, ความวิจิตรก็ไม่มี."

  6. ๖

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสกะเธอว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ควรทำอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าบาปกรรม ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า เล็กน้อย เพราะว่าภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกอยู่ ไม่เต็มได้ด้วยหยาดน้ำหยาดเดียว แม้ก็จริงถึงกระนั้น เมื่อฝนตกอยู่บ่อย ๆ ภาชนะนั้นย่อมเต็มได้แน่นอน บุคคลผู้ทำบาปกรรมอยู่ย่อมทำกองบาปให้ใหญ่โตขึ้นโดยลำดับได้อย่างแน่แท้ อย่างนั้นเหมือนกัน ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    อถ นํ สตฺถา “ภิกฺขูหิ เอวํ กาตุํ น วฏฺฏติ, ปาปกมฺมํ นาม `อปฺปกนฺติ น อวมญฺญิตพฺพํ; อชฺโฌกาเส ฐปิตํ หิ วิวฏมุขภาชนํ เทเว วสฺสนฺเต กิญฺจาปิ เอกพินฺทุนา น ปูรติ, ปุนปฺปุนํ วสฺสนฺเต ปน ปูรเตว; เอวเมว ปาปกมฺมํ กโรนฺโต ปุคฺคโล อนุปุพฺเพน มหนฺตํ ปาปราสึ กโรติเยวาติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า อ.อัน อันภิกษุ ท. กระทำ อย่างนี้ ย่อมไม่ควร, ชื่อ อ.กรรมอันลามก (อันบุคคล) ไม่พึงดูหมิ่น ว่า (อ.กรรมอันลามก) น้อย ดังนี้ ; เหมือนอย่างว่า อ.ภาชนะมีปากอันเปิดแล้ว อัน อันบุคคลวางไว้แล้ว ในโอกาสแจ้ง ครั้นเมื่อฝน ตกอยู่ ย่อมไม่เต็ม ด้วยหยาดน้ำหยาดหนึ่ง แม้ก็จริง, ถึงอย่างนั้น (ครั้นเมื่อฝน) ตกอยู่ บ่อย ๆ (อ.ภาชนะนั้น) ย่อมเต็มนั่นเทียว (ฉันใด) ; อ.บุคคล ผู้กระทำอยู่ ซึ่งกรรมอันชั่ว ย่อมกระทำ ซึ่งกองแห่งบาป ใหญ่ โดยลำดับ นั่นเทียว ฉันนั้น นั่นเทียว ดังนี้ (กะภิกษุ) นั้น เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า " อันภิกษุทั้งหลายทำอย่างนั้น ย่อมไม่ควร, ขึ้นชื่อว่าบาปกรรม ใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย; เหมือนอย่างว่า ภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกอยู่ ไม่เต็มได้ด้วยน้ำหยาดเดียวโดยแท้, ถึงกระนั้น เมื่อฝนตกอยู่บ่อย ๆ ภาชนะนั้นย่อมเต็มได้แน่ ๆ ฉันใด, บุคคลผู้ทำบาปกรรมอยู่ ย่อมทำกองบาปให้ใหญ่โตขึ้นโดยลำดับได้อย่างแน่ ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว. เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึง ตรัสพระคาถานี้ว่า

  7. ๗

    บุคคล ไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณเล็กน้อย
    จักมาไม่ถึง แม้หม้อน้ำ ยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง
    (ทีละหยด) ได้ ฉันใด ชนพาล เมื่อสั่งสมบาปแม้ทีละ
    น้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ ฉันนั้น ฯ

    “มาวมญฺเญถ ปาปสฺส `น มตฺตํ อาคมิสฺสติ.’ อุทพินฺทุนิปเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ; ปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินนฺติ.

    อ.บุคคล อย่าพึงดูหมิ่น ซึ่งบาป ว่า (อ.บาป) มีประมาณน้อย จักไม่มาถึง (ดังนี้) ฯ แม้ อ.หม้อแห่งน้ำ ย่อมเต็ม ด้วยการตกลง แห่งหยาดแห่งน้ำ (ฉันใด) ; อ.ชนพาล สั่งสมอยู่ (ซึ่งกรรมอันลามก) หน่อยหนึ่ง แม้หน่อยหนึ่ง ย่อมเต็ม ด้วยกรรมอันลามก (ฉันนั้น) ดังนี้ ฯ

    "บุคคลที่ไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า 'บาปมีประมาณ น้อยจักไม่มาถึง' แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยาด) ได้ฉันใด, ชนพาลเมื่อสั่งสมบาปแม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ ฉันนั้น."

ภาค ๕ พิฬาลปทกเสฏฺฐิวตฺถุ

ภาค ๕ พิฬาลปทกเสฏฺฐิวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑ หน้า ๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า เรามาด้วยตั้งใจว่า พอมันระบุชื่อของเราว่า เศรษฐีชื่อโน้นใช้นิ้วมือหยิบข้าวสารเป็นต้นให้แล้ว ดังนี้ เราจักฆ่ามันให้ตาย แต่บุรุษนี้ทำทานให้รวมกันทั้งหมดแล้วกล่าวว่า ทานที่คนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี ทานที่คนเหล่าใดหยิบด้วยนิ้วมือให้แล้วก็ดี ขอผลอันไพศาล จงมีแก่คนเหล่านั้นทุกคนเถิด ถ้าเราจักไม่ให้คนแบบนี้อดโทษไซร้ อาชญาของเทพเจ้าจักตกลงบนกระหม่อมของเรา ฯ

    ตํ สุตฺวา เสฏฺฐี จินฺเตสิ “อหํ `อสุเกน นาม อจฺฉราย คณฺหิตฺวา ตณฺฑุลาทีนิ ทินฺนานีติ มม นาเม คหิตมตฺเต อิมํ มาเรสฺสามีติ อาคโต, อยมฺปน สพฺพสงฺคาหิกํ กตฺวา `เยหิปิ นาฬิกาทีหิ มินิตฺวา ทินฺนํ, เยหิปิ อจฺฉราย คเหตฺวา ทินฺนํ, สพฺเพสํ มหปฺผลํ โหตูติ วทติ, สจาหํ เอวรูปํ น ขมาเปสฺสามิ, เทวทณฺโฑ เม มตฺถเก ปติสฺสตีติ.

    อ.เศรษฐี ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.เรา เป็นผู้มาแล้ว (ด้วยอันคิด) ว่า ครั้นเมื่อชื่อ ของเรา เป็นชื่อสักว่า (อันบุรุษ นี้) ถือเอาแล้ว (ด้วยอันกล่าว) ว่า (อ.วัตถุ ท.) มีข้าวสารเป็นต้น (อันเศรษฐี) ชื่อ โน้น ถือเอาแล้ว ด้วยนิ้วมือ ให้แล้ว ดังนี้ มีอยู่ (อ.เรา) (ยังบุรุษ) นี้ จักให้ตาย ดังนี้ ย่อมเป็น ส่วนว่า (อ.บุรุษ) นี้ กระทำแล้ว (ซึ่งวัตถุ) ให้เป็น วัตถุมีการถือเอาพร้อมกับด้วยวัตถุทั้งปวง ย่อมกล่าว ว่า (อ.วัตถุ อันชน ท.) แม้เหล่าใด ตวงแล้ว (ด้วยวัตถุ ท.) มีทะนานเป็นต้น ให้แล้ว (อ.วัตถุ อันชน ท.) แม้เหล่าใด ถือเอาแล้ว ด้วยนิ้วมือ ให้แล้ว อ.ผลอันใหญ่ จงมี (แก่ชน ท.) เหล่านั้น ทั้งปวง ดังนี้ ถ้าว่า อ.เรา จัก ไม่ (ยังบุรุษ) ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ให้อดโทษ ไซร้ อ.เทวทัณฑ์ จักตก บนกระหม่อม ของเรา ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า " เรามาด้วยตั้งใจว่า ' พอมัน เอ่ยชื่อของเราขึ้นว่า ' เศรษฐีชื่อโน้นถือเอาข้าวสารเป็นต้นด้วยหยิบมือ ให้, ' เราก็จักฆ่าบุรุษนี้ให้ตาย, แต่บุรุษนี้ ทำทานให้รวมกันทั้งหมด แล้วกล่าวว่า ' ทานที่ชนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี, ทาน ที่ชนเหล่าใดถือเอาด้วยหยิบมือแล้วให้ก็ดี, ขอผลอันไพศาล จงมีแก่ชน เหล่านั้นทั้งหมด. ' ถ้าเราจักไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษไซร้, อาชญา ของเทพเจ้าจักตกลงบนศีรษะของเรา."

  2. ๒

    เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของบุรุษนั้นแล้วกล่าวว่า เจ้านาย ขอท่านโปรดยกโทษให้แก่ผมด้วยเถิด และถูกบุรุษนั้นถามว่า นี่อะไรกัน จึงเล่าเรื่องนั้นทั้งหมดแล้ว ฯ

    โส ตสฺส ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “ ขมาหิ เม สามีติ อาห, “กิมิทนฺติ จ เตน ปุฏฺโฐ สพฺพนฺตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น หมอบแล้ว ที่ใกล้แห่งเท้า (ของบุรุษ) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย (อ.ท่าน) ขอจงอดโทษ ต่อข้าพเจ้า ดังนี้ อนึ่ง (อ.เศรษฐีนั้น) ผู้ (อันบุรุษ) นั้น ถามแล้ว ว่า (อ.เรื่อง) นี้อะไร ดังนี้ บอกแล้ว ซึ่งเรื่องอันเป็นไปทั่ว นั้น ทั้งปวง ฯ

    เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของอุบาสกนั้นแล้วกล่าวว่า " นาย ขอนายจงอดโทษให้ผมด้วย," และถูกอุบาสกนั้นถามว่า " นี้อะไรกัน ?" จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเห็นการกระทำนั้นแล้วตรัสถามผู้ขวนขวายในทานว่า นี่เรื่องอะไรกัน ฯ

    ตํ กิริยํ ทิสฺวา สตฺถา “กิมิทนฺติ ทานเวยฺยาวฏิกํ ปุจฺฉิ.

    อ.พระศาสดา ทรงเห็นแล้ว ซึ่งกิริยา นั้น ตรัสถามแล้ว ซึ่งบุรุษผู้ประกอบแล้วด้วยความขวนขวายในทาน ว่า (อ.เรื่อง) นี้ อะไร ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาทรงเห็นกิริยานั้นแล้ว ตรัสถามผู้ขวนขวายในทาน ว่า " นี่อะไรกัน ?"

  4. ๔

    เขากราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่แล้วมา ฯ

    โส อตีตทิวสโต ปฏฺฐาย สพฺพํ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ.

    (อ.บุรุษ) นั้น กราบทูลแล้ว (ซึ่งเรื่องอันเป็นไปทั่ว) นั้น ทั้งปวง จำเดิม แต่วันอันล่วงไปแล้ว ฯ

    เขากราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดตั้งแต่วันที่แล้ว ๆ มา.

  5. ๕

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า นัยว่า เป็นอย่างนั้นหรือท่านเศรษฐี เมื่อเศรษฐีกราบทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูกรอุบาสก ธรรมดาว่าบุญใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า เป็นของนิดหน่อย บุคคลถวายทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า เป็นของนิดหน่อย ความจริง บุรุษผู้บัณฑิตทั้งหลาย ทำบุญอยู่ ย่อมเต็มไปด้วยบุญ โดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากไว้ก็เต็มด้วยน้ำได้ ฉะนั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    อถ นํ สตฺถา “เอวํ กิร เสฏฺฐีติ ปุจฺฉิตฺวา, “อาม ภนฺเตติ วุตฺเต, “อุปาสก ปุญฺญํ นาม `อปฺปกนฺติ น อวมญฺญิตพฺพํ, มาทิสพุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ทตฺวา `อปฺปกนฺติ น อวมญฺญิตพฺพํ, ปณฺฑิตปุริสา หิ ปุญฺญํ กโรนฺตา วิวฏมุขภาชนํ วิย อุทเกน อนุกฺกเมน ปุญฺเญน ปูรนฺติเยวาติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ว่า ดูก่อนเศรษฐี ได้ยินว่า อ.อย่างนั้น หรือ ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า อ.อย่างนั้น ดังนี้ (อันเศรษฐี นั้น) กราบทูลแล้ว ตรัสแล้วว่า ดูก่อนอุบาสก ชื่อ อ.บุญ (อันใคร ๆ) ไม่พึงดูหมิ่น ว่า น้อย ดังนี้ (ชื่อ อ.บุญ อันใคร ๆ) ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่หมู่แห่งภิกษุ ผู้มีพระพุทธเจ้าผู้เช่น กับด้วย เราเป็นประมุข ไม่พึงดูหมิ่น ว่า น้อย ดังนี้ ด้วยว่า อ.บุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต ท. กระทำอยู่ ซึ่งบุญ ย่อมเต็ม ด้วยบุญ โดยลำดับ นั่นเทียว ราวกะ อ.ภาชนะมีปากอันเปิดแล้ว อันเต็มอยู่ ด้วยน้ำ ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ทีนั้น พระศาสดาตรัสถามเศรษฐีนั้นว่า " นัยว่า เป็นอย่างนั้น หรือ ? เศรษฐี." เมื่อเขากราบทูลว่า " อย่างนั้น พระเจ้าข้า," ตรัส ว่า " อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ' นิดหน่อย, ' อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ' เป็นของนิดหน่อย,' ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิต ทำบุญอยู่ ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปาก เต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น." ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

  6. ๖

    บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า นิดหน่อย จักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาด) ได้ ฉันใดนักปราชญ์ สั่งสมบุญอยู่แม้ทีละน้อย ๆ ก็ย่อมเต็มด้วยบุญได้ ฉันนั้น ฯ

    “ มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส `น มตฺตํ อาคมิสฺสติ.’ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ ปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินนฺติ.

    (อ.บุคคล) อย่าพึงดูหมิ่น ซึ่งบุญ ว่า (อ.บุญ) อันมีประมาณน้อย จักไม่มาถึง (ดังนี้) ฯ แม้ อ.หม้อแห่งน้ำ ย่อมเต็ม ด้วยการตกลงแห่งหยาดแห่งน้ำ ฉันใด อ.นักปราชญ์ สั่งสมอยู่ ซึ่งบุญ หน่อยหนึ่ง แม้หน่อยหนึ่ง ย่อมเต็ม ด้วยบุญ ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    "บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า ' นิดหน่อย จักไม่มาถึง ' แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาด ๆ) ได้ฉันใด, ธีรชน (ชนผู้มี ปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็ม ด้วยบุญได้ ฉันนั้น."

ภาค ๕ อุโปสถกมฺมวตฺถุ

ภาค ๕ อุโปสถกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อ ๑ หน้า ๕๓–๕๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นางวิสาขาเข้าไปหาพวกหญิงแก่ ในบรรดาหญิง ๕๐๐ คนเหล่านั้น แล้วถามว่า แน่ะ แม่ทั้งหลาย พวกเธอเป็นผู้รักษาอุโบสถเพื่ออะไร ? เมื่อพวกหญิงแก่เหล่านั้นบอกว่า พวกฉันปรารถนาทิพยสมบัติ จึงรักษาอุโบสถ ถามพวกหญิงกลางคน เมื่อพวกหญิงเหล่านั้นบอกว่า พวกฉันรักษาอุโบสถเพื่อต้องการพ้นจากการอยู่กับหญิงร่วมสามี ถามพวกหญิงสาว เมื่อพวกเธอบอกว่า พวกฉันรักษาอุโบสถ เพื่อต้องการได้บุตรชายในกาลมีครรภ์คราวแรก ถามพวกหญิงสาวน้อย เมื่อพวกเธอบอกว่า พวกฉันรักษาอุโบสถเพื่อต้องการไปสู่สกุลผัวแต่ในวัยสาวทีเดียว ได้ฟังถ้อยคำแม้ทั้งหมดของหญิงเหล่านั้นแล้ว ก็พาพวกเธอไปสู่สำนักพระบรมศาสดา กราบทูลเรื่องตามลำดับแล้ว ฯ

    วิสาขา ตาสุ มหลฺลกิตฺถิโย อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ “อมฺมา กิมตฺถํ อุโปสถิกา ชาตตฺถาติ, ตาหิ “ทิพฺพสมฺปตฺตึ ปตฺเถตฺวาติ วุตฺเต, มชฺฌิมิตฺถิโย ปุจฺฉิ, ตาหิ “สปตฺติวาสา มุจฺจนตฺถายาติ วุตฺเต, ตรุณิตฺถิโย ปุจฺฉิ, ตาหิ “ปฐมคพฺเภ ปุตฺตปฏิลาภตฺถายาติ วุตฺเต, กุมาริกาโย ปุจฺฉิ, ตาหิ “ตรุณภาเวเยว ปติกุลํ คมนตฺถายาติ วุตฺเต, ตํ สพฺพมฺปิ ตาสํ กถํ สุตฺวา ตา อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปฏิปาฏิยา อาโรเจสิ.

    อ.นางวิสาขา เข้าไปหาแล้ว (ในหญิง ท.) เหล่านั้นหนา ซึ่งหญิงผู้แก่ ท. ถามแล้ว ว่า แน่ะแม่ ท. อ.ท่าน ท. เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น เพื่อประโยชน์อะไร ดังนี้. (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ดิฉัน ท.) ปรารถนาแล้ว ซึ่งสมบัติอันเป็นทิพย์ (เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น) ดังนี้ (อันหญิงผู้แก่ ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว. ถามแล้ว ซึ่งหญิงผู้มีในท่ามกลาง ท. , (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ดิฉัน ท. เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น) เพื่อต้องการแก่อันพ้น จากการอยู่ด้วยหญิงผู้เป็นไปกับด้วยผัว ดังนี้ (อันหญิงผู้มีในท่ามกลาง ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว, ถามแล้ว ซึ่งหญิงสาว ท., (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ดิฉัน ท. เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น) เพื่อต้องการแก่อันได้เฉพาะซึ่งลูกชาย ในครรภ์ที่ ๑ ดังนี้ (อันหญิงสาว ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว, ถามแล้ว ซึ่งเด็กหญิง ท. , (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ดิฉัน ท. เป็นผู้รักษาซึ่งอุโบสถ เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น) เพื่อต้องการแก่อันไป สู่ตระกูลแห่งผัว ในความเป็นแห่งหญิงสาวนั่นเทียว ดังนี้ (อันเด็กหญิง ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว. ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น แม้ทั้งปวง (ของหญิง ท.) เหล่านั้น พาเอา (ซึ่งหญิง ท.) เหล่านั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา กราบทูลแล้ว ตามลำดับ ฯ

    นางวิสาขา เข้าไปหาหญิงแก่ ๆ ในจำนวน ๕๐๐ นั้นแล้ว ถามว่า " แน่ะแม่ทั้งหลาย พวกท่านเป็นผู้รักษาอุโบสถ เพื่ออะไร ? " เมื่อหญิงแก่เหล่านั้นบอก ว่า " พวกฉันปรารถนาทิพยสมบัติ จึงรักษาอุโบสถ," ถามพวก หญิงกลางคน, เมื่อหญิงเหล่านั้นบอกว่า " พวกฉันรักษาอุโบสถ ก็เพื่อต้องการพ้นจากการอยู่กับหญิงร่วมสามี," ถามพวกหญิงสาว ๆ, เมื่อพวกเขาบอกว่า " พวกฉันรักษาอุโบสถ เพื่อต้องการได้บุตรชาย ในการมีครรภ์คราวแรก." ถามพวกหญิงสาวน้อย, เมื่อพวกเขาบอก ว่า " พวกฉันรักษาอุโบสถ เพื่อต้องการไปสู่สกุลผัวแต่ในวัยสาว ๆ." (นาง) ได้ฟังถ้อยคำแม้ทั้งหมดของหญิงเหล่านั้นแล้ว ก็พาพวกเขาไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูล (ความประสงค์ของหญิงเหล่านั้น) ตามลำดับ.

  2. ๒

    พระบรมศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า วิสาขา ธรรมดาสภาวธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นของสัตว์เหล่านี้ เป็นเหมือนคนเลี้ยงโคผู้มีมือถือท่อนไม้ ชาติส่งสรรพสัตว์ไปสู่สำนักชรา ชราส่งไปสู่สำนักพยาธิ พยาธิส่งไปสู่สำนักมรณะ มรณะย่อมตัดชีวิต ดุจบุคคลตัดต้นไม้ด้วยขวาน ฉะนั้น แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ปวงสัตว์ชื่อว่าปรารถนาพระนิพพาน ย่อมไม่มี มัวแต่ปรารถนาวัฏฏะเท่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    ตํ สุตฺวา สตฺถา “วิสาเข อิเมสํ สตฺตานํ ชาติอาทโย นาม ทณฺฑหตฺถโคปาลกสทิสา, ชาติ ชราย สนฺติกํ เปเสตฺวา, ชรา พฺยาธิโน สนฺติกํ, พฺยาธิ มรณสฺส สนฺติกํ, มรณํ กุธาริยา ฉินฺทนฺตา วิย ชีวิตํ ฉินฺทติ; เอวํ สนฺเตปิ วิวฏฺฏํ ปตฺเถนฺตา นาม นตฺถิ, วฏฺฏเมว ปน ปตฺเถนฺตีติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว (ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนวิสาขา ชื่อ (อ.สภาวธรรม ท.) มีชาติเป็นต้น ของสัตว์ ท. เหล่านี้ เป็นสภาพเช่นกับด้วยบุคคลผู้เลี้ยงซึ่งโคผู้มีท่อนไม้ในมือ (ย่อมเป็น), อ.ชาติ ส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของชรา, อ.ชรา (ส่งไปแล้ว) สู่สำนัก ของพยาธิ, อ.พยาธิ (ส่งไปแล้ว) สู่สำนัก ของมรณะ , อ.มรณะ ย่อมตัด ซึ่งชีวิต ราวกะ (อ.ชน. ท.) ผู้ตัดอยู่ (ซึ่งต้นไม้) ด้วยขวาน, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น แม้มีอยู่ (อ.ชน. ท.) ชื่อว่าผู้ปรารถนาอยู่ซึ่งพระนิพพานมีวัฏฏะไปปราศแล้ว ย่อมไม่มี, แต่ว่า อ.ชน ท. ย่อมปรารถนา ซึ่งวัฏฏะนั่นเทียว ดังนี้ เมื่อ ทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า " วิสาขา ธรรมดา สภาวธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นของสัตว์เหล่านี้ เป็นเช่นกับนาย โคบาลที่มีท่อนไม้ในมือ, ชาติส่งสรรพสัตว์ไปสู่สำนักชรา ๆ ส่งไป สู่สำนักพยาธิ ๆ ส่งไปสู่สำนักมรณะ มรณะย่อมตัดชีวิต ดุจบุคคล ตัดต้นไม้ด้วยขวาน, แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ปวงสัตว์ชื่อว่าปรารถนาวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) ย่อมไม่มี, มัวแต่ปรารถนาวัฏฏะเท่านั้น." ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

  3. ๓

    คนเลี้ยงโคย่อมต้อนโคทั้งหลาย ไปสู่ที่หากิน
    ด้วยท่อนไม้ ฉันใด ความแก่และความตาย
    ย่อมต้อนอายุของเหล่าสัตว์ไป ฉันนั้น ฯ

    “ยถา ทณฺเฑน โคปาโล คาโว ปาเชติ โคจรํ, เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อายุํ ปาเชนฺติ ปาณินนฺติ.

    อ.บุคคลผู้เลี้ยงซึ่งโค ย่อมต้อนไป ซึ่งโค ท. สู่ที่หากิน ด้วยท่อนไม้ ฉันใด, อ.ชรา ด้วย อ.มัจจุ ด้วย ย่อมต้อนไป ซึ่งอายุ ของสัตว์ผู้มีลมปราณ ท. ฉันนั้น ดังนี้ ฯ

    " นายโคบาล ย่อมต้อนโคทั้งหลายไปสู่ที่หากินด้วยท่อนไม้ ฉันใด, ชราและมัจจุ ย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้น."

  4. ๔

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเชติ ความว่า คนเลี้ยงโคผู้ฉลาด กันโคทั้งหลายตัวเข้าไปสู่ระหว่างคันนาด้วยท่อนไม้ ตีด้วยท่อนไม้นั้นนั่นแหละนำไปอยู่ ชื่อว่าย่อมต้อนไปสู่ที่หากินซึ่งมีหญ้าและน้ำหาได้ง่าย ฯ

    ตตฺถ ปาเชตีติ: เฉโก โคปาลโก เกทารนฺตรํ ปวิสนฺติโย คาโว ทณฺเฑน นิวาเรตฺวา เตเนว โปเถนฺโต สุลภติโณทกํ โคจรํ เนติ ปาเชติ.

    (อ.อรรถ) ว่า อ.บุคคลผู้เลี้ยงซึ่งโค ผู้ฉลาด ห้ามแล้ว ซึ่งโค ท. ตัวเข้าไปอยู่ สู่ระหว่างแห่งคันนา ด้วยท่อนไม้ โบยอยู่ (ด้วยท่อนไม้) นั้นนั่นเทียว ย่อมนำไป ชื่อว่าย่อมต้อนไป สู่ที่หากิน มีหญ้าและน้ำอันบุคคลได้โดยง่าย (ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้น หนา (แห่งบท) ว่า ปาเชติ ดังนี้ ฯ

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเชติ ความว่า นายโคบาลผู้ฉลาด กันโคบาลทั้งหลาย ตัวเข้าไปสู่ระหว่างคันนาด้วยท่อนไม้ ตีด้วยท่อนไม้นั้นนั่นแหละ นำไปอยู่ ชื่อว่า ย่อมต้อน (โคทั้งหลาย) ไปสู่ที่หากิน ซึ่งมีหญ้าและน้ำหาได้ง่าย.

  5. ๕

    สองบทว่า อายุํ ปาเชนฺติ ความว่า ย่อมตัดชีวิตินทรีย์
    คือ ย่อมยังชีวิตินทรีย์ให้สิ้นไป ฯ

    อายุํ ปาเชนฺตีติ: ชีวิตินฺทฺริยํ ฉินฺทนฺติ เขเปนฺติ.

    (อ.อรรถ) ว่า ย่อมตัด ซึ่งอินทรีย์คือชีวิต คือว่า ย่อม (ยังอินทรีย์คือชีวิต) ให้สิ้นไป (ดังนี้ แห่งหมวดสองแห่งบท) ว่า อายุํ ปาเชนฺติ ดังนี้ ฯ

    สองบทว่า อายุํ ปาเชนฺติ ความว่า ย่อมตัดอินทรีย์คือชีวิต คือย่อมยังชีวิตอินทรีย์ให้สิ้นไป.

  6. ๖

    ในพระคาถานี้มีคำอุปมาอุปไมยดังนี้ว่า ก็ความแก่และความตายเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค ชีวิตินทรีย์เปรียบเหมือนฝูงโค มรณะเปรียบเหมือนสถานที่หากิน ฯ

    โคปาลโก วิย หิ ชรา จ มจฺจุ จ, โคคโณ วิย ชีวิตินฺทฺริยํ, โคจรภูมิ วิย มรณํ.

    อ.คำเป็นเครื่องยังความเป็นแห่งอุปมาให้ถึงเฉพาะ นี้ ว่า ก็ อ.ชรา ด้วย อ.มัจจุ ด้วย ราวกะ อ.บุคคลผู้เลี้ยงซึ่งโค, อ.อินทรีย์คือชีวิต ราวกะ อ.ฝูงแห่งโค, อ.มรณะ ราวกะ อ.แผ่นดินเป็นที่หากิน ฯ

    ในพระคาถานี้ มีคำอุปมาอุปไมย ฉะนี้ว่า " ก็ชราและมัจจุ เปรียบเหมือนนายโคบาล, อินทรีย์คือชีวิต เปรียบเหมือนฝูงโค, มรณะ เปรียบเหมือนสถานที่หากิน.

  7. ๗

    บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น ชาติส่งชีวิตินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายไปสู่สำนักชรา ชราส่งไปสู่สำนักพยาธิ พยาธิส่งไปสู่สำนักมรณะ ฯ

    ตตฺถ ชาติ ตาว สตฺตานํ ชีวิตินฺทฺริยํ ชราย สนฺติกํ เปเสสิ, ชรา พฺยาธิโน สนฺติกํ, พฺยาธิ มรณสฺส สนฺติกํ.

    (ในสภาวธรรม ท.) เหล่านั้นหนา อ.ชาติ ส่งไปแล้ว ซึ่งอินทรีย์คือชีวิต ของสัตว์ ท. สู่สำนัก ของชรา ก่อน, อ.ชรา (ส่งไปแล้ว ซึ่งอินทรีย์คือชีวิต ของสัตว์ ท.) สู่สำนัก ของพยาธิ, อ.พยาธิ (ส่งไปแล้ว ซึ่งอินทรีย์คือชีวิต ของสัตว์ ท.) สู่สำนัก ของมรณะ ฯ

    บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น ชาติ ส่งอินทรีย์คือชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไปสู่ สำนักชรา ๆ ส่งไปสู่สำนักพยาธิ ๆ ส่งไปสู่สำนักมรณะ,

  8. ๘

    มรณะนั้นแล ย่อมตัด (ชีวิตินทรีย์) ไปเหมือนบุคคลตัดต้นไม้ด้วยขวาน ฉะนั้น ฯ

    ตเมว มรณํ กุธาริยา เฉทํ วิย ฉินฺทิตฺวา คจฺฉตีติ อิทเมตฺถ โอปมฺมปฏิปาทนํ.

    อ.มรณะ นั้นนั่นเทียว ย่อมตัด (ซึ่งอินทรีย์คือชีวิตของสัตว์ ท.) ไป ราวกะ (อ.บุคคล) ผู้ตัดอยู่ (ซึ่งต้นไม้) ด้วยขวาน ดังนี้ (ในพระคาถา) นี้ (อันบัณฑิต พึงทราบ) ฯ

    มรณะนั้นแลตัด (ชีวิตินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย) ไป เหมือนบุคคลตัดต้นไม้ด้วย ขวานฉะนั้น.

ภาค ๕ อชครเปตวตฺถุ

ภาค ๕ อชครเปตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๑ หน้า ๕๖–๕๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ขณะนั้น ประชาชนที่ยืนใกล้ ๆ สอบถามเศรษฐีนั้นว่า นายขอรับเพราะเหตุไรท่านจึงปรบมือ ในเวลาที่พระคันธกุฎีซึ่งท่านเสียสละทรัพย์ถึงขนาดนี้สร้างไว้ถูกไฟไหม้เล่า ฯ

    อถ นํ สมีเป ฐิตา ปุจฺฉึสุ “ กสฺมา สามิ เอตฺตกํ ธนํ วิสฺสชฺเชตฺวา กตาย คนฺธกุฏิยา ฌามกาเล อปฺโปเฐสีติ.

    ครั้งนั้น (อ.ชน ท.) ผู้ยืนแล้ว ในที่ใกล้ ถามแล้ว (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ว่า ข้าแต่นาย (อ.ท่าน) ปรบแล้ว ในกาล แห่งพระคันธกุฎี อัน อันท่าน สละวิเศษแล้ว ซึ่งทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ กระทำแล้ว อันไฟไหม้แล้ว เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น ประชาชนยืนอยู่ ณ ที่ใกล้ ถามท่านเศรษฐีว่า " นาย ขอรับ เพราะเหตุไร ท่านจึงปรบมือ ในเวลาที่พระคันธกุฎีซึ่งท่าน สละทรัพย์ประมาณเท่านี้สร้างไว้ถูกไฟไหม้เล่า ? "

  2. ๒

    เศรษฐีตอบว่า พ่อแม่ (พี่น้อง) ทั้งหลาย ข้าพเจ้าทำกรรมประมาณเท่านี้ ได้เพื่อที่จะฝังทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนาที่ไม่สาธารณ์แก่ผองภัยมีไฟเป็นต้น ข้าพเจ้ามีใจยินดีว่า เราจักได้สละทรัพย์ประมาณเท่านี้สร้างพระคันธกุฎี (ถวาย) พระศาสดาใหม่อีก จึงได้ปรบมือแล้ว ฯ

    โส อาห “เอตฺตกํ เม กมฺมํ กตฺวา ตาตา อคฺคิอาทีนํ อสาธารเณ พุทฺธสาสเน ธนํ นิทหิตุํ ลทฺธํ, `ปุนปิ เอตฺตกํ วิสฺสชฺเชตฺวา สตฺถุ คนฺธกุฏึ กาตุํ ลภิสฺสามีติ ตุฏฺฐมานโส อปฺโปเฐสินฺติ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะแม่และพ่อ ท. อ.ทรัพย์ อันข้าพเจ้า กระทำแล้ว ซึ่งกรรม มีประมาณเท่านี้ ได้แล้ว เพื่ออันฝังไว้ ในพระพุทธศาสนา อันไม่ทั่วไป (แก่อันตราย ท.) มีไฟเป็นต้น, (อ.ข้าพเจ้า) มีใจอันยินดีแล้ว ปรบแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักได้ เพื่ออัน สละวิเศษแล้ว (ซึ่งทรัพย์) มีประมาณเท่านี้ กระทำ ซึ่งพระคันธกุฎี แก่พระศาสดา แม้อีก ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีตอบว่า " พ่อแม่ทั้งหลาย ข้าพเจ้าทำกรรมประมาณเท่านี้ (ชื่อว่า) ได้ฝังทรัพย์ไว้ในพระศาสนาที่ไม่สาธารณะแก่ อันตรายมีไฟเป็นต้น, ข้าพเจ้าจึงมีใจยินดี ปรบมือด้วยคิดว่า ' เราจัก ได้สละทรัพย์ประมาณเท่านี้ สร้างพระคันธกุฎี (ถวาย) พระศาสดา แม้อีก."

  3. ๓

    เศรษฐีนั้น ได้เสียสละทรัพย์ประมาณนั้นให้สร้างพระคันธกุฎี ได้ถวายทานแด่พระศาสดาซึ่งมีภิกษุบริวาร ๒๐,๐๐๐ รูป ฯ

    โส ปุน ตตฺตกํ ธนํ วิสฺสชฺเชตฺวา คนฺธกุฏึ กาเรตฺวา วีสติสหสฺสภิกฺขุปริวารสฺส สตฺถุโน ทานํ อทาสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น สละวิเศษแล้ว ซึ่งทรัพย์ มีประมาณเท่านั้น (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งพระคันธกุฎี อีก ได้ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่พระศาสดา ผู้มีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร ฯ

    ท่านเศรษฐี สละทรัพย์ประมาณเท่านั้น สร้างพระคันธกุฎีอีกได้ถวายแด่พระศาสดา ซึ่งมีภิกษุ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร.

  4. ๔

    โจรเห็นกิริยาของเศรษฐีนั้นแล้วคิดว่า เราไม่ฆ่าเศรษฐีนี้ จักไม่อาจทำให้เก้อเขินได้ เหตุอื่นยกไว้ก่อน เราจักฆ่าเขาให้ตาย จึงเหน็บกริชไว้ระหว่างผ้านุ่ง แม้เดินเที่ยวเตร่อยู่ในวิหารทั้ง ๗ วัน ก็หาโอกาสไม่ได้ ฯ

    ตํ ทิสฺวา โจโร จินฺเตสิ “อหํ อิมํ อมาเรตฺวา มงฺกุกาตุํ น สกฺขิสฺสามิ, โหตุ, มาเรสฺสามิ นนฺติ นิวาสนนฺตเร ฉุริกํ พนฺธิตฺวา สตฺตาหํ วิหาเร วิจรนฺโตปิ โอกาสํ น ลภิ.

    อ.โจร เห็นแล้ว (ซึ่งกิริยา) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.เรา ไม่ (ยังเศรษฐี) นี้ ให้ตายแล้ว จักไม่อาจ เพื่ออันกระทำให้เป็นผู้เก้อ, (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, (อ.เรา) (ยังเศรษฐี) นั้น จักให้ตาย ดังนี้ เหน็บแล้ว ซึ่งกฤช ในระหว่างแห่งผ้าเป็นเครื่องนุ่ง แม้เที่ยวไปอยู่ ในวิหาร ตลอดวัน ๗ ไม่ได้แล้ว ซึ่งโอกาส ฯ

    โจรเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า " เราไม่ฆ่าเศรษฐีนี้เสีย จักไม่อาจทำให้เก้อเขินได้, เอาเถอะ, เราจักฆ่ามันเสีย." ดังนี้แล้ว จึงซ่อน กฤชไว้ในระหว่างผ้านุ่ง แม้เดินเตร่อยู่ในวิหารสิ้น ๗ วัน ก็ไม่ได้โอกาส.

  5. ๕

    ฝ่ายมหาเศรษฐีถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่าพระเจ้าข้า ชายคนหนึ่ง เผานาของข้าพระองค์ ๗ ครั้ง ตัดเท้าโคในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือน ๗ ครั้ง บัดนี้ แม้พระคันธกุฎี ก็คงจักเป็นเจ้าคนนั้นแหละเผา ข้าพระองค์ขอมอบส่วนบุญในทานนี้ให้แก่เขาเป็นอันดับแรก ฯ

    มหาเสฏฺฐีปิ สตฺต ทิวสานิ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ทตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ ภนฺเต มม เอเกน ปุริเสน สตฺตกฺขตฺตุํ เขตฺตํ ฌาปิตํ, สตฺตกฺขตฺตุํ วเช คุนฺนํ ปาทา ฉินฺนา, สตฺตกฺขตฺตุํ เคหํ ฌาปิตํ, อิทานิ คนฺธกุฏีปิ เตเนว ฌาปิตา ภวิสฺสติ; อหํ อิมสฺมึ ทาเน ปฐมํ ปตฺตึ ตสฺส ทมฺมีติ.

    แม้ อ.มหาเศรษฐี ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอดวัน ท. ๗ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.นา ของข้าพระองค์ อันบุรุษ คนหนึ่ง ให้ไหม้แล้ว ๗ ครั้ง, อ.เท้า ท. ของโค ท. ในคอก (อันบุรุษนั้น) ตัดแล้ว ๗ ครั้ง, อ.เรือน (อันบุรุษนั้น) ให้ไหม้แล้ว ๗ ครั้ง, ในกาลนี้ แม้ อ.พระคันธกุฎี เป็นสถานที่ (อันบุรุษ) นั้นนั่นเทียว ให้ไหม้แล้ว จักเป็น ; อ.ข้าพระองค์ จะให้ ซึ่งส่วนบุญ ที่ ๑ ในทาน นี้ (แก่บุรุษนั้น) ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายมหาเศรษฐี ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข สิ้น ๗ วัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ บุรุษผู้หนึ่งเผานาของข้าพระองค์ ๗ ครั้ง, ตัดเท้าโคในคอก ๗ ครั้ง, เผาเรือน ๗ ครั้ง, บัดนี้ แม้พระคันธกุฎี ก็จักเป็นเจ้าคนนั้นแหละเผา, ข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานนี้แก่เขาก่อน."

  6. ๖

    โจรได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า เราทำกรรมหนักหนอ เศรษฐีนี้ มิได้มีแม้แต่ความโกรธในตัวเรา ผู้ทำความผิดถึงขนาดนี้ ซ้ำยังได้มอบส่วนบุญในทานนั้นแก่เราเป็นอันดับแรกเสียด้วย เรากลับประทุษร้ายในเศรษฐีนี้ แม้เทวทัณฑ์จะพึงตกลงบนหัวเรา ผู้ไม่ขอโทษบุรุษเห็นปานนี้ จึงหมอบลงแทบเท้าเศรษฐีแล้วกล่าวว่า นายขอรับ ยกโทษให้ผมด้วย เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า นี่อะไรกัน จึงเรียนว่า นายขอรับ ผมได้กระทำกรรมเห็นปานนี้นี่ไว้ ขอได้ยกโทษให้แก่ผมนั้นด้วยเถิด ฯ

    ตํ สุตฺวา โจโร “ภาริยํ วต เม กมฺมํ กตํ, เอวํ อปราธการเก มยิ อิมสฺส โกปมตฺตมฺปิ นตฺถิ, อิมสฺมึ ทาเน มยฺหเมว ปฐมํ ปตฺตึ เทติ; อหํ อิมสฺมึ ทุพฺภามิ, เอวรูปํ เม ปุริสํ อกฺขมาเปนฺตสฺส เทวทณฺโฑปิ มตฺถเก ปเตยฺยาติ คนฺตฺวา เสฏฺฐิสฺส ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “ขมาหิ เม สามีติ วตฺวา, “กึ อิทนฺติ วุตฺเต, “ สามิ เอตํ เอตฺตกํ กมฺมํ มยา กตํ, ตสฺส เม ขมาหีติ อาห.

    อ.โจร ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.กรรม อันหนัก หนอ อันเรา กระทำแล้ว, (อ.เหตุ) แม้สักว่าความโกรธ ในเรา ผู้กระทำซึ่งความผิด อย่างนี้ ย่อมไม่มี (แก่เศรษฐี) นี้, (อ.เศรษฐี) นี้ ย่อมให้ ซึ่งส่วนบุญ ที่ ๑ ในทาน นี้ แก่เรานั่นเทียว ; อ.เรา ย่อมประทุษร้าย (ในเศรษฐี) นี้, แม้ อ.อาชญาของเทพ พึงตกลง บนกระหม่อม ของเรา ผู้ไม่ ยังบุรุษ ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป ให้อดโทษอยู่ ดังนี้ ไปแล้ว หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า ของเศรษฐี กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย (อ.ท่าน ) ขอจงอดโทษ (ต่อกระผม) เถิด ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เรื่องนี้) อะไร ดังนี้ (อันเศรษฐี) กล่าวแล้ว, กล่าวแล้วว่า ข้าแต่นาย อ.กรรม มีประมาณเท่านี้ นั่น อันกระผม กระทำแล้ว, (อ.ท่าน) ขอจงอดโทษ ต่อกระผม นั้น ดังนี้ ฯ

    โจรได้ยินคำนั้น ระทมทุกข์ว่า " เราทำกรรมอันหนักหนอ เมื่อเป็นอย่างนั้น บุรุษนี้ก็มิได้มีแม้สักว่าความแค้นเคืองในเราผู้ทำผิด, (ยังกลับ) ให้ส่วนบุญในทานนี้แก่เราก่อนเสียด้วย; เราคิดประทุษร้ายในบุรุษนี้ (ไม่สมควรเลย) แม้เทวทัณฑ์พึงตกลงบนกระหม่อมของ เราผู้ไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษให้." ดังนี้แล้ว จึงไปหมอบลงที่ใกล้เท้าของเศรษฐี กล่าวว่า " นายขอรับ ขอท่านจงกรุณาอดโทษ แก่ผมเถิด, เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า " อะไรกันนี่ ? " จึงเรียนว่า " นาย ขอรับ ผมได้ทำกรรมประมาณเท่านี้ ๆ, ขอท่านจงอดโทษนั้นแก่ผม เถิด,"

ภาค ๕ สุขสามเณรวตฺถุ

ภาค ๕ สุขสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑ หน้า ๘๑–๘๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชาวบ้านนอกคนนั้น เมื่อทำการรับจ้าง ได้ตั้งใจทำกิจทุกอย่างโดยเรียบร้อย ฯ งานที่จำต้องทำในบ้านหรือในป่า ในเวลากลางวัน หรือในเวลากลางคืน เขาทำสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ปรากฏ(ชัดเจน)แล้ว ฯ

    โส ภตึ กโรนฺโต สพฺพกิจฺจานิ สกฺกจฺจํ อกาสิ, เคเห วา อรญฺเญ วา ทิวา วา รตฺตึ วา กตฺตพฺพกมฺมานิ กตาเนว ปญฺญายึสุ.

    (อ.บุรุษ) นั้น เมื่อกระทำ ซึ่งการรับจ้าง ได้กระทำแล้ว ซึ่งกิจทั้งปวง ท. โดยเคารพ, อ.การงาน อันบุคคลพึงกระทำ ท. ในเรือน หรือ หรือว่า ในป่า ในกลางวัน หรือ หรือว่า ในกลางคืน อัน อันบุรุษนั้น กระทำแล้วนั่นเทียว ปรากฏแล้ว ฯ

    เขาเมื่อทำการรับจ้างได้ทำกิจทุกอย่างโดย เรียบร้อย, การงานที่ควรทำในบ้านในป่า กลางวันกลางคืน ได้ปรากฏว่า เขาทำเสร็จเรียบร้อย.

  2. ๒

    เมื่อถูกเรียกขานว่า นายภัตต์ภดีก์ คำนั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร ฯ

    “ภตฺตภติโกติ วุตฺเต, สกลนคเร ปญฺญายิ.

    อ.บุรุษนั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.นายภัตตภติกะ ดังนี้ (อันมหาชน) กล่าวแล้ว, ปรากฏแล้ว ในเมืองทั้งสิ้น ฯ

    เมื่อมหาชนเรียกเขาว่า " นาย ภัตติภติกะ " คำนั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร.

  3. ๓

    ต่อมา เมื่อครบวัน(รับจ้าง) ของนายภัตต์ภดีก์นั้น ผู้จัดการฝ่ายอาหาร แจ้งว่า นาย ครบ(กำหนด)วัน(รับจ้าง)ของนายภัตต์ภดีก์แล้ว เขาทำการรับจ้างตลอดระยะเวลา ๓ ปี (จัดว่า)ทำกรรมยากที่คนอื่นจะทำได้ การงานแม้สักอย่างหนึ่ง ก็ไม่เคยบกพร่อง ฯ

    อถสฺส ทิวเสสุ ปริปุณฺเณสุ ภตฺตเวยฺยาวฏิโก “ภตฺตภติกสฺส สามิ ทิวโส ปริปุณฺโณ, ทุกฺกรํ เตน กตํ ตีณิ สํวจฺฉรานิ ภตึ กโรนฺเตน, เอกมฺปิ กมฺมํ น สงฺโกปิตปุพฺพนฺติ อาห.

    ครั้งนั้น ครั้นเมื่อ วัน ท. (ของนายภัตตภติกะ) นั้น เต็มรอบแล้ว (อ.บุรุษ) ผู้ประกอบแล้วด้วยความขวนขวายในภัตร กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย อ.วัน ของนายภัตตภติกะ เต็มรอบแล้ว, (อ.กรรม) อันบุคคล กระทำได้โดยยาก (อันนายภัตตภติกะ) นั้น ผู้กระทำอยู่ ซึ่งการรับจ้าง ตลอดปี ท. ๓ กระทำแล้ว, อ.การงาน แม้อย่างหนึ่ง เป็นการงาน (อันนายภัตตภติกะนั้น) ไม่เคยให้กำเริบแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    กาลต่อมา เมื่อวัน (รับจ้าง) ของนายภัตตภติกะครบบริบูรณ์ แล้ว, ผู้จัดการภัตรเรียนว่า " นาย วัน (รับจ้าง) ของนายภัตตภติกะบริบูรณ์แล้ว เขาทำการรับจ้างอยู่ตลอด ๓ ปี ทำกรรม ยากที่คนอื่นจะทำได้แล้ว, การงานแม้สักอย่างหนึ่ง ก็ไม่เคยเสียหาย,"

  4. ๔

    ครั้งนั้น เศรษฐี ได้สั่งจ่ายทรัพย์ ๓,๐๐๐ แก่ผู้จัดการฝ่ายอาหารนั้น คือ ๒,๐๐๐ เพื่อประโยชน์แก่อาหารเย็นและอาหารเช้าสำหรับคน (และ) ๑,๐๐๐ เพื่อประโยชน์แก่อาหารเช้าของนายภัตต์ภดีก์นั้น แล้วสั่งคนใช้ว่า วันนี้ พวกเจ้าจงทำการจัดการทุกอย่างที่พึง(เคย)ทำแก่เรา(ทำ)แก่นายภัตต์ภดีก์นั้นคนเดียวเถิด ก็แล ครั้นสั่งแล้ว จึงสั่งแม้กะชนที่เหลือ ยกเว้นภริยาผู้เป็นที่รักนามว่าจินดามณี คนเดียว ว่า วันนี้ พวกเจ้าจงแวดล้อมนายภัตต์ภดีก์นั้นเถิด ดังนี้แล้วมอบสมบัติทั้งหมดแก่นายภัตต์ภดีก์นั้น ฯ

    อถสฺส เสฏฺฐี อตฺตโน สายมาสปาตราสตฺถาย เทฺว สหสฺสานิ ตสฺส ปาตราสตฺถาย สหสฺสนฺติ ตีณิ สหสฺสานิ ทาเปตฺวา อาห “อชฺช มยฺหํ กตฺตพฺพปริหารํ ตสฺเสว กโรถาติ; วตฺวา จ ปน ฐเปตฺวา เอกํ จินฺตามณึ นาม ปิยภริยํ อวเสสชนมฺปิ “อชฺช ตเมว ปริวาเรถาติ วตฺวา สพฺพํ สมฺปตฺตึ ตสฺส นิยฺยาเทสิ.

    ครั้งนั้น อ.เศรษฐี (ยังบุคคล) ให้ให้แล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ ท. ๓ คือ ซึ่งพันแห่งทรัพย์ ท. ๒ เพื่อประโยชน์แก่อาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเย็น และอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเช้า ของตน ซึ่งพันแห่งทรัพย์ เพื่อประโยชน์แก่อาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเช้า (ของนายภัตตภติกะ) นั้น (แก่บุรุษผู้ประกอบแล้วด้วยความขวนขวายในภัตร) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ในวันนี้ (อ.เจ้า ท.) จงกระทำ ซึ่งการบริหาร อันเจ้า ท. พึงกระทำ แก่เรา (แก่นายภัตตภติกะ) นั้น นั่นเทียว ดังนี้; ก็ แล (อ.เศรษฐีนั้น) ครั้นกล่าวแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ในวันนี้ (อ.เจ้า ท.) จงแวดล้อม (ซึ่งนายภัตตภติกะ) นั้นนั่นเทียว ดังนี้ แม้กะชนผู้เหลือลง เว้น ซึ่งภรรยาผู้เป็นที่รัก คนหนึ่ง ชื่อว่า จินดามณี มอบให้แล้ว ซึ่งสมบัติ ทั้งปวง (แก่นายภัตตภติกะ) นั้น ฯ

    ครั้งนั้น ท่านเศรษฐี ได้สั่งจ่ายทรัพย์ ๓ พัน แก่ผู้จัดการภัตร นั้น คือ สองพันเพื่อประโยชน์แก่อาหารเย็นและอาหารเช้าของตน, พันหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่อาหารเช้าของนายภัตตภติกะนั้น แล้วสั่ง คนใช้ว่า " วันนี้ พวกเจ้าจงทำการบริหารที่พึงทำแก่เรา แก่นาย ภัตตภติกะนั้นเถิด," ก็แลครั้นสั่งแล้ว จึงสั่งแม้กะชนที่เหลือ เว้นภรรยาผู้เป็นที่รักนามว่าจินดามณีคนเดียว ว่า " วันนี้ พวกเจ้าจง แวดล้อมนายภัตตภติกะนั้นเถิด " ดังนี้แล้ว ก็มอบสมบัติทั้งหมดให้ แก่นายภัตภติกะนั้น.

  5. ๕

    นายภัตต์ภดีก์นั้น นั่งบนแผ่นกระดานนั้นในซุ้มนั้นนั่นแล อาบน้ำด้วยน้ำสำหรับสนานของเศรษฐี นุ่งผ้าสาฎกสำหรับนุ่งของเศรษฐีนั้นนั่นแล แล้วนั่งบนบัลลังก์ของเศรษฐีนั้นเหมือนกัน ฯ

    โส เสฏฺฐิโน นหาโนทเกน ตตฺเถว โกฏฺฐเก ตสฺมึ ผลเก นิสินฺโน นหาตฺวา ตสฺเสว นิวาสนสาฏเก นิวาเสตฺวา ตสฺเสว ปลฺลงฺเก นิสีทิ.

    (อ.นายภัตตภติกะ) นั้น นั่งแล้ว บนแผ่นกระดาน นั้น ในซุ้ม นั้นนั่นเทียว อาบแล้ว ด้วยน้ำเป็นเครื่องอาบ ของเศรษฐี นุ่งแล้ว ซึ่งผ้าสาฎกเป็นเครื่องนุ่ง ท. (ของเศรษฐี) นั้น นั่นเทียว นั่งแล้ว บนบัลลังก์ (ของเศรษฐีนั้น) นั่นเทียว ฯ

    นายภัตตภติกะนั้น นั่งบนแผ่นกระดานนั้นในซุ้มนั้นนั่นแล อาบน้ำด้วยน้ำสำหรับอาบของเศรษฐี นุ่งผ้าสาฎกสำหรับนุ่งของเศรษฐีนั่นแหละ แล้วนั่งบนบัลลังก์ของเศรษฐีนั้นเหมือนกัน.

  6. ๖

    แม้เศรษฐีก็ให้คนตีกลองป่าวประกาศไปในพระนครว่า นายภัตต์ภดีก์ ทำการรับจ้างในเรือนของคันธเศรษฐีตลอดระยะเวลา ๓ ปี ได้ถาดสำรับอาหารถาดหนึ่ง ขอพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย โปรดชมสมบัติแห่งการบริโภคของเขา ฯ

    เสฏฺฐีปิ นคเร เภริญฺจาราเปสิ “ภตฺตภติโก คนฺธเสฏฺฐิสฺส เคเห ตีณิ สํวจฺฉรานิ ภตึ กตฺวา ภตฺตปาตึ ลภิ, ตสฺส ภุญฺชนสมฺปตฺตึ โอโลเกนฺตูติ.

    แม้ อ.เศรษฐี (ยังบุคคล) ให้ยังกลอง ให้เที่ยวไปแล้ว ในเมือง (มีอันให้รู้) ว่า อ.นายภัตตภติกะ กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ตลอดปี ท. ๓ ในเรือน ของเศรษฐีชื่อว่าคันธะ ได้แล้ว ซึ่งถาดแห่งภัตร, (อ.ชน ท.) จงแลดู ซึ่งสมบัติแห่งการบริโภค (ของนายภัตตภติกะ) นั้น ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    แม้ท่านเศรษฐีก็ใช้ให้คนเอากลองเที่ยวตีประกาศไปในพระนครว่า " นายภัตตภติกะ ทำการรับจ้างตลอด ๓ ปีในเรือนของคันธเศรษฐี ได้ถาดภัตรถาด หนึ่ง, ขอชนทั้งหลายจงดูสมบัติแห่งการบริโภคของเขา.

  7. ๗

    มหาชนพากันปีนป่ายขึ้นเตียงซ้อนเตียงดูอยู่ ฯ

    มหาชโน มญฺจาติมญฺจํ อภิรุหิตฺวา ปสฺสติ.

    อ.มหาชน ขึ้นเฉพาะแล้ว สู่เตียงและเตียงเกิน ดูอยู่ ฯ

    มหาชน ได้ขึ้นเตียงซ้อนเตียงดูอยู่.

  8. ๘

    จุดที่ชายชาวบ้านนอกชำเลืองตาดูแล้ว ฯ ได้ถึงอาการอ่อนไหว ฯ

    คามวาสิสฺส โอโลกิโตโลกิตฏฺฐานํ กมฺปนาการปฺปตฺตํ อโหสิ.

    อ.ที่ อันบุรุษผู้อยู่ในบ้านโดยปกติ ทั้งแลดูแล้ว ๆ เป็นสถานที่ถึงแล้ว ซึ่งอาการคืออันหวั่นไหว ได้เป็นแล้ว ฯ

    ที่ ๆ ชายชาวบ้านนอกแลดูแล้ว ๆ ก็ได้ถึง อาการหวั่นไหว.

  9. ๙

    เหล่านางรำ ได้ยืนห้อมล้อมนายภัตต์ภดีก์นั้นอยู่แล้ว ฯ

    นาฏกา ตํ ปริวาเรตฺวา อฏฺฐํสุ.

    อ.นักฟ้อน ท. ได้ยืน แวดล้อมแล้ว (ซึ่งนายภัตตภติกะ) นั้น ฯ

    พวกนักฟ้อนได้ยืนล้อมนายภัตตภติกะนั้น.

  10. ๑๐

    พนักงานรับใช้ของเศรษฐี เทียบถาดสำรับอาหารถาดหนึ่ง วางไว้ข้างหน้านายภัตต์ภดีก์นั้นแล้ว ฯ

    ตสฺส ปุรโต ภตฺตปาตึ วฑฺเฒตฺวา ฐปยึสุ.

    (อ.พ่อครัว ท.) ยังถาดแห่งภัตร ให้เจริญแล้ว วางไว้แล้ว ข้างหน้า (ของนายภัตตภติกะ) นั้น ฯ

    พวกคนใช้ ยกถาดภัตรถาดหนึ่ง ตั้งไว้ข้างหน้าของนายภัตตภติกะนั้นแล้ว.

ภาค ๕ สุขสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ หน้า ๘๓–๘๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นายภัตต์ภดีก์นั้นไม่ทัน ได้วางภัตแม้สักก้อนเดียว จากถาดสำรับอาหารที่ตนทำการรับจ้างตลอด ๓ ปีได้มา ลงในปาก บรรเทาความอยากแล้ว ยกถาดอาหารเองทีเดียว ไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้ถาดในมือคนอื่น(ส่งถาดให้คนอื่นถือ)ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว เอามือซ้ายจับถาดอาหาร เอามือขวาเกลี่ยภัตลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ฯ

    โส ตีณิ สํวจฺฉรานิ ภตึ กตฺวา ลทฺธภตฺตปาติโต เอกปิณฺฑมฺปิ มุเข อฏฺฐเปตฺวาว ตณฺหํ วิโนเทตฺวา สยเมว ปาตึ อุกฺขิปิตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ปาตึ อญฺญสฺส หตฺเถ ทตฺวา ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา ปาตึ วามหตฺเถน คเหตฺวา ทกฺขิณหตฺเถน ตสฺส ปตฺเต ภตฺตํ อากิริ.

    (อ.นายภัตตภติกะ) นั้น ไม่วางไว้แล้ว แม้ซึ่งก้อนข้าวก้อนหนึ่ง จากถาดแห่งภัตร อันตน กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ตลอดปี ท. ๓ ได้แล้ว ในปาก เทียว บรรเทาแล้ว ซึ่งความอยาก ยกขึ้นแล้ว ซึ่งถาด เองนั่นเทียว ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้แล้ว ซึ่งถาด ในมือ ของบุคคลอื่น ไหว้แล้ว ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ ๕ ถือเอาแล้ว ซึ่งถาด ด้วยมือเบื้องซ้าย เกลี่ยแล้ว ซึ่งภัตร ในบาตร (ของพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น ด้วยมือเบื้องขวา ฯ

    นายภัตตภติกะนั้น ทำการรับจ้างตลอด ๓ ปี ได้ถาดภัตรแล้ว ไม่ทันวางภัตรแม้ก้อนเดียวในปาก บรรเทาความอยากแล้ว ยกถาดภัตรขึ้นเองทีเดียว ไปสู่สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้ถาดในมือของคนอื่นแล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว เอามือซ้ายจับถาดภัตร เอามือขวาเกลี่ยลงใน บาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น.

  2. ๒

    พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เอามือปิดบาตรเสียในเวลาที่ภัตยังเหลืออยู่อีกกึ่งหนึ่ง ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ ภตฺตสฺส อุปฑฺฒเสสกาเล ปตฺตํ หตฺเถน ปิทหิ.

    อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ปิดแล้ว ซึ่งบาตร ด้วยมือ ในกาล แห่งภัตร เหลือ เข้าไปด้วยทั้งกึ่ง ฯ

    พระปัจเจกพุทธเจ้าได้เอามือปิดบาตรเสีย ในเวลาที่ภัตรยังเหลืออยู่กึ่งหนึ่ง.

  3. ๓

    ครั้งนั้น นายภัตต์ภดีก์นั้น ได้เรียนกะท่านว่า ท่านขอรับ ส่วน(แห่งภัต)ส่วนเดียวทั้งหมด ผมไม่อาจจะทำ (แบ่ง) เป็น ๒ ส่วนได้ ท่านอย่าสงเคราะห์ผมในโลกนี้เลย ขอจงได้ทำการสงเคราะห์(ผม)ในโลกหน้าเถิด ผมจักถวายทั้งหมดเลยทีเดียว ไม่ทำให้มีส่วนเหลือ ฯ

    อถ นํ โส อาห “ภนฺเต เอโกว ปฏิวึโส น สกฺกา ทฺวิธา กาตุํ, มา มํ อิธ โลเก สงฺคณฺหาถ, ปรโลเก สงฺคหเมว กโรถ, สาวเสสํ อกตฺวา นิรวเสสเมว ทสฺสามีติ.

    ครั้งนั้น (อ.นายภัตตภติกะ) นั้น กล่าวแล้ว (กะพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ส่วน ส่วนหนึ่งเทียว (อันกระผม) ไม่อาจ เพื่ออันกระทำ โดยส่วน ๒, อ.ท่าน ท. ขอจงอย่า สงเคราะห์ ซึ่งกระผม ในโลก นี้, อ.ท่าน ท. ขอจงกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์นั่นเทียว ในโลกอื่น, อ.กระผม ไม่กระทำแล้ว ให้เป็นภัตรเป็นไปกับด้วยส่วนเหลือลง จักถวาย (ซึ่งภัตร) อันมีส่วนเหลือลงออกแล้วนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น นายภัตตภติกะนั้น เรียนท่านว่า " ท่านขอรับ ภัตร ส่วนเดียวเท่านั้น ผมไม่อาจเพื่อจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนได้, ท่านอย่า สงเคราะห์ผมในโลกนี้เลย, ขอจงทำการสงเคราะห์ในปรโลกเถิด, ผมจักถวายหมดทีเดียว ไม่ให้เหลือ."

  4. ๔

    จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวาย ไม่เหลือไว้ เพื่อคนแม้สักน้อยหนึ่ง ชื่อว่าทานไม่มีส่วนเหลือ ทานนั้น ย่อมมีผลมาก ฯ

    อตฺตโน หิ โถกมฺปิ อนวเสเสตฺวา ทินฺนํ นิรวเสสนฺนาม, ตํ มหปฺผลํ โหติ.

    จริงอยู่ (อ.ทาน) อัน อันบุคคล ถวายแล้ว ไม่ให้เหลือลง แม้หน่อยหนึ่ง เพื่อตน ชื่อว่า เป็นทานมีส่วนเหลือลงออกแล้ว (ย่อมเป็น), (อ.ทาน) นั้น เป็นทานมีผลใหญ่ ย่อมเป็น ฯ

    จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายไม่เหลือไว้เพื่อตนแม้แต่น้อยหนึ่ง ชื่อว่าทานไม่มีส่วนเหลือ, ทานนั้นย่อมมีผลมาก.

  5. ๕

    นายภัตต์ภดีก์นั้น เมื่อทำอย่างนั้น จึงได้ถวายทั้งหมด ไหว้อีกแล้วกราบเรียนว่า ท่านขอรับ กระผมอาศัยถาดสำรับอาหาร ถาดเดียว ต้องทำการรับจ้างในเรือนของคนอื่น ถึง ๓ ปี ได้รับความยากลำบากมาแล้ว บัดนี้ ขอความสุขจงมีแก่กระผมในที่ที่กระผมเกิดด้วยเถิด ขอกระผม พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้วเถิด ฯ

    โส ตถา กโรนฺโต สพฺพํ ทตฺวา ปุน วนฺทิตฺวา “ภนฺเต เอกํ ภตฺตปาตึ นิสฺสาย ตีณิ สํวจฺฉรานิ เม ปรเคเห ภตึ กโรนฺเตน ทุกฺขํ อนุภูตํ, อิทานิ เม นิพฺพตฺตฏฺฐาเน สุขเมว โหตุ, ตุมฺเหหิ ทิฏฺฐธมฺมสฺเสว ภาคี ภเวยฺยนฺติ อาห.

    (อ.นายภัตตภติกะ) นั้น กระทำอยู่ อย่างนั้น ถวายแล้ว (ซึ่งภัตร) ทั้งปวง ไหว้แล้ว อีก กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ทุกข์ อันกระผม ผู้ อาศัยแล้ว ซึ่งถาดแห่งภัตร ถาดหนึ่ง กระทำอยู่ ซึ่งการรับจ้าง ในเรือนของบุคคลอื่น ตลอดปี ท. ๓ เสวยแล้ว, ในกาลนี้ อ.ความสุข นั่นเทียว ขอจงมี ในที่ แห่งกระผม บังเกิดแล้ว, (อ.กระผม) เป็นผู้มีส่วน แห่งธรรม อันท่าน ท. เห็นแล้ว นั่นเทียว พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    นายภัตตภติกะนั้น เมื่อทำอย่างนั้น จึงได้ถวายหมด ไหว้อีกแล้ว เรียนว่า " ท่านขอรับ ผมอาศัยถาดภัตรถาดเดียว ต้องการทำการรับจ้างในเรือนของคนอื่นถึง ๓ ปี ได้เสวยทุกข์แล้ว, บัดนี้ ขอความสุขจงมีแก่กระผมในที่ที่ บังเกิดแล้วเถิด, ขอกระผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้วเถิด."

  6. ๖

    พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า ขอจงสำเร็จสมปรารถนาอย่างนั้น เหมือน(มี)แก้วสารพัดนึก ขอความดำริที่บันดาลสมบัติอันน่าใคร่ทุกอย่าง จงบริบูรณ์แก่ท่านเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ฉะนั้น ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ “เอวํ โหตุ, จินฺตามณิ วิย เต สพฺพกาเม ททมานา สงฺกปฺปา ปุณฺณจนฺโท วิย ปริปูเรนฺตูติ อนุโมทนํ กโรนฺโต

    อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ความปรารถนา) (อันท่าน ปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด, อ.ความดำริ ท. อันให้อยู่ ซึ่งสมบัติอันบุคคลพึงใคร่ทั้งปวง ท. แก่ท่าน ราวกะ อ.แก้วจินดามณี จงเต็มรอบ ราวกะ อ.พระจันทร์อันเต็มแล้ว ดังนี้ เมื่อกระทำ ซึ่งการอนุโมทนา กล่าวแล้ว ว่า

    พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า " ขอจงสมคิด เหมือนแก้วสารพัดนึก ความดำริอันให้ความใคร่ทุกอย่าง จงบริบูรณ์แก่ท่าน เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญฉะนั้น " เมื่อจะทำอนุโมทนา จึงกล่าวว่า

ภาค ๕ สุขสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๑ หน้า ๘๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความจริง ชื่อว่าสัมปทามี ๔ อย่าง คือ วัตถุสัมปทา ปัจจัยสัมปทา เจตนาสัมปทา คุณาติเรกสัมปทา ฯ

    จตสฺโส หิ สมฺปทา นาม “วตฺถุสมฺปทา ปจฺจยสมฺปทา เจตนาสมฺปทา คุณาติเรกสมฺปทาติ.

    ก็ ชื่อ อ.สัมปทา ท. ๔ คือ อ.วัตถุสัมปทา อ.ปัจจยสัมปทา อ.เจตนาสัมปทา อ.คุณาติเรกสัมปทา ฯ

    จริงอยู่ ชื่อว่าสัมปทามี ๔ อย่าง คือ วัตถุสัมปทา ปัจจัยสัมปทา เจตนาสัมปทา คุณาติเรกสัมปทา.

  2. ๒

    บรรดาสัมปทา ๔ อย่างนั้น พระทักขิไณยบุคคล คือพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ผู้สมควรแก่ นิโรธสมาบัติ ชื่อวัตถุสัมปทา ฯ ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย โดยธรรมสม่ำเสมอ ชื่อว่าปัจจัยสัมปทา ฯ ความที่เจตนาใน ๓ กาล คือ ในกาลก่อนแต่ให้ในกาลให้ ในกาลภายหลัง สหรคตด้วยโสมนัสทั้งเป็นญาณสัมปยุตต์ ชื่อว่าเจตนาสัมปทา ฯ อนึ่ง ความที่พระทักขิไณยบุคคลออกจากนิโรธสมาบัติ ชื่อว่าคุณาติเรกสัมปทา ฯ

    ตตฺถ นิโรธสมาปตฺติรโห อรหา วา อนาคามี วา ทกฺขิเณยฺโย วตฺถุสมฺปทา นาม, ปจฺจยานํ ธมฺเมน สเมน อุปฺปตฺติ ปจฺจยสมฺปทา นาม, ทานโต ปุพฺเพ ทานกาเล ปจฺฉาภาเคติ ตีสุ กาเลสุ เจตนาย โสมนสฺสสหคตญาณสมฺปยุตฺตภาโว เจตนาสมฺปทา นาม, ทกฺขิเณยฺยสฺส ปน สมาปตฺติโต วุฏฺฐิตภาโว คุณาติเรกสมฺปทา นามาติ.

    อ.บุคคลผู้ควรซึ่งทักษิณา คือ อ.พระอรหันต์ หรือ หรือว่า คือ อ.พระอนาคามี ผู้ควรแก่นิโรธสมาบัติ (ในสัมปทา ท. ๔) เหล่านั้นหนา ชื่อว่า เป็น วัตถุสัมปทา (ย่อมเป็น), อ.ความเกิดขึ้น แห่งปัจจัย ท. โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ชื่อว่าเป็น ปัจจยสัมปทา (ย่อมเป็น), อ.ความที่ แห่งเจตนา ในกาล ท. ๓ คือ ในกาลก่อน แต่การให้ ในกาลเป็นที่ให้ ในกาลอันเป็นส่วนภายหลัง เป็นธรรมชาติ ไปแล้วกับด้วยโสมนัสและประกอบพร้อมแล้วด้วยญาณ ชื่อว่า เป็น เจตนาสัมปทา (ย่อมเป็น), ส่วนว่า อ.ความที่ แห่งบุคคล ผู้ควรซึ่งทักษิณา เป็นผู้ออกแล้ว จากสมาบัติ ชื่อว่าเป็น คุณาติเรกสัมปทา (ย่อมเป็น) ดังนี้แล ฯ

    ในสัมปทา ๔ อย่างนั้น พระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ควรแก่นิโรธสมาบัติ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ชื่อวัตถุสัมปทา, การบังเกิดขึ้นแก่ปัจจัยทั้งหลาย โดยธรรมสม่ำเสมอ ชื่อปัจจัยสัมปทา, ความที่เจตนาใน ๓ กาล คือ ในกาลก่อนแต่ให้, ในกาลกำลังให้, ในกาลภายหลัง สัมปยุตด้วยญาณ อันกำกับโดยโสมนัส ชื่อเจตนาสัมปทา, ส่วนความ ที่พระทักขิไณยบุคคลออกจากสมาบัติ ชื่อว่าคุณาติเรกสัมปทา.

  3. ๓

    ก็สัมปทาแม้ทั้ง ๔ อย่าง คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นขีณาสพเป็นพระทักขิไณยบุคคล ปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว โดยธรรม ด้วยความที่ทำการรับจ้างได้แล้ว เจตนาบริสุทธิ์ใน ๓ กาล พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้พอออกจากสมาบัติ เป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ สำเร็จแล้วแก่นายภัตตภติกะนี้ ฯ ด้วยอานุภาพแห่งสัมปทา ๔ อย่างเหล่านี้ นายภัตตภติกะ จึงบรรลุมหาสมบัติในปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว เพราะฉะนั้น นายภัตตภติกะนั้นจึงได้สมบัติจากสำนักของเศรษฐี ฯ

    อิมสฺส จ “ขีณาสโว ปจฺเจกพุทฺโธ ทกฺขิเณยฺโย, ภตึ กตฺวา ลทฺธภาเวน ปจฺจโย ธมฺมโต อุปฺปนฺโน, ตีสุ กาเลสุ เจตนา ปริสุทฺธา, สมาปตฺติโต วุฏฺฐตมตฺโต ปจฺเจกพุทฺโธ คุณาติเรโกติ จตสฺโสปิ สมฺปทา นิปฺผนฺนา, เอตาสํ อานุภาเวน ทิฏฺเฐว ธมฺเม มหาสมฺปตฺตึ ปาปุณาติ; ตสฺมา โส เสฏฺฐิโน สนฺติกา สมฺปตฺตึ ลภติ.

    ก็ อ.สัมปทา ท. แม้ ๔ คือ อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ขีณาสพ เป็นผู้ควรซึ่งทักษิณา (ย่อมเป็น), อ.ปัจจัย เกิดขึ้นแล้ว โดยธรรม เพราะความที่ (แห่งปัจจัยนั้น) เป็นปัจจัย (อันนายภัตตภติกะนั้น) กระทำแล้ว ซึ่งการรับจ้าง ได้แล้ว, อ.เจตนา ในกาล ท. ๓ หมดจดรอบแล้ว, อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สักว่าออกแล้ว จากสมาบัติ เป็นผู้มีคุณยิ่งเกิน (ย่อมเป็น) สำเร็จแล้ว (แก่นายภัตตภติกะ) นี้, (อ.นายภัตตภติกะ) ย่อมถึง ซึ่งสมบัติใหญ่ ในธรรม อันสัตว์เห็นแล้วเทียว ด้วยอานุภาพ (แห่งสัมปทา ท. ๔) เหล่านั่น, เพราะเหตุนั้น (อ.นายภัตตภติกะ) นั้น ย่อมได้ ซึ่งสมบัติ จากสำนัก ของเศรษฐี ฯ

    ก็สัมปทาทั้ง ๔ อย่าง คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ขีณาสพเป็นทักขิไณยบุคคล, ปัจจัยที่เกิดแล้ว โดยธรรม โดยความที่ทำการจ้างได้แล้ว, เจตนาบริสุทธิ์ใน ๓ กาล, พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้พอออกจากสมาบัติ เป็นผู้ยิ่งโดยคุณ สำเร็จแล้วแก่นายภัตตภติกะนี้, ด้วยอานุภาพแห่ง สัมปทา ๔ นี้ นายภัตตภติกะ จึงบรรลุมหาสมบัติในทันตาเห็นทีเดียว: เพราะฉะนั้น นายภัตตภติกะนั้น จึงได้สมบัติจากสำนักของเศรษฐี.

  4. ๔

    ก็ในกาลต่อมา ฝ่ายพระราชา ทรงสดับกรรมที่นายภัตตภติกะนี้ทำแล้ว จึงได้รับสั่งให้เรียกเขามาเฝ้า แล้วพระราชทานทรัพย์หนึ่งพัน ทรงรับส่วนบุญ ทรงพอพระทัยพระราชทานโภคะให้เป็นอันมาก แล้วก็ได้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้แล้ว ฯ

    อปรภาเค จ ราชาปิ อิมินา กตกมฺมํ สุตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สหสฺสํ ทตฺวา ปตฺตึ คเหตฺวา ตุฏฺฐมานโส มหนฺตํ โภคํ ทตฺวา เสฏฺฐิฏฺฐานํ อทาสิ.

    ก็ ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก แม้ อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งกรรม (อันนายภัตตภติกะ) นี้ กระทำแล้ว ทรงยังราชบุรุษ ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งนายภัตตภติกะ) นั้น พระราชทานแล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ ทรงรับแล้ว ซึ่งส่วนบุญ มีพระทัยอันทรงยินดีแล้ว พระราชทานแล้ว ซึ่งโภคะ กองใหญ่ ได้พระราชทานแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งเศรษฐี ฯ

    ก็ในกาลต่อมา แม้พระราชา ทรงสดับกรรมที่นายภัตตภติกะนี้ทำแล้ว จึงได้รับสั่งให้เรียกเข้ามาเฝ้า แล้วพระราชทานทรัพย์ให้พันหนึ่ง ทรงรับส่วนบุญ ทรงพอพระทัย พระราชทานโภคะเป็น อันมาก แล้วก็ได้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้.

  5. ๕

    เขาได้มีชื่อว่า ภัตตภติกเศรษฐี ฯ

    “ภตฺตภติกเสฏฺฐีติสฺส นามํ อโหสิ.

    (อ.คำ) ว่า อ.ภัตตภติกเศรษฐี ดังนี้ เป็นชื่อ (ของเศรษฐี) นั้น ได้เป็นแล้ว ฯ

    เขาได้มีชื่อว่า " ภัตตภติกเศรษฐี "

  6. ๖

    ภัตตภติกเศรษฐีนั้น เป็นสหายกับคันธเศรษฐีกินดื่มร่วมกัน ดำรงอยู่ตลอดอายุแล้วจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในพระนครสาวัตถี ฯ

    โส คนฺธเสฏฺฐินา สทฺธึ สหาโย หุตฺวา เอกโต ขาทนฺโต ปิวนฺโต ยาวตายุกํ ฐตฺวา ตโต จุโต เทวโลเก นิพฺพตฺติตฺวา เอกํ พุทฺธนฺตรํ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท สาวตฺถิยํ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อุปฏฺฐากกุเล ปฏิสนฺธึ คณฺหิ.

    (อ.เศรษฐีชื่อว่าภัตตภติกะ) นั้น เป็นสหาย กับ ด้วยเศรษฐีชื่อว่าคันธะ เป็น เคี้ยวกินอยู่ ดื่มอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกัน ดำรงอยู่แล้ว สิ้นกาลกำหนดเพียงใดแห่งอายุ เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น บังเกิดแล้ว ในเทวโลก เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติ อันเป็นทิพย์ สิ้นพุทธันดร หนึ่ง ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิ ในตระกูลแห่งอุปัฏฐาก ของพระเถระชื่อว่าสารีบุตร ในกาลเป็นที่เสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า นี้ ฯ

    ภัตตภติกเศรษฐีนั้น เป็นสหายกับคันธเศรษฐี กินดื่มร่วมกัน ดำรงอยู่ตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์พุทธันดร ๑ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ใน เมืองสาวัตถี.

ภาค ๕ วิสาขายสหายิกาวตฺถุ

ภาค ๕ วิสาขายสหายิกาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑ หน้า ๙๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า ในพระนครสาวัตถี พวกกุลบุตร ๕๐๐ คน พากันมอบภริยาของตน ๆ ให้นางวิสาขามหาอุบาสิกา โดยกล่าวว่า ด้วยวิธีการอย่างนี้ หญิงพวกนี้จักเป็นผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ฯ

    สาวตฺถิยํ กิร ปญฺจสตา กุลปุตฺตา “ เอวํ อิมา อปฺปมาทวิหารินิโย ภวิสฺสนฺตีติ อตฺตโน อตฺตโน ภริยาโย วิสาขํ มหาอุปาสิกํ ปฏิจฺฉาเปสุํ.

    ได้ยินว่า อ.กุลบุตร ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ในเมือง ชื่อว่าสาวัตถี ยังนางวิสาขา ผู้มหาอุบาสิกา ให้รับแล้ว ซึ่งภรรยา ท. ของตน ๆ (ด้วยความหวัง) ว่า (อ.หญิง ท.) เหล่านี้ เป็นหญิงอยู่ด้วยความไม่ประมาทโดยปกติ จักเป็น ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ ฯ

    ดังได้สดับมา กุลบุตร ๕๐๐ คน ในพระนครสาวัตถี ได้มอบภริยาของตน ๆ กะนางวิสาขามหาอุบาสิกา ด้วยมุ่งหมายว่า " ด้วย อุบายอย่างนี้ ภริยาเหล่านี้จักเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท."

  2. ๒

    หญิงเหล่านั้น เมื่อจะไปสวนก็ตาม จะไปวัดก็ตาม ก็ไปพร้อมกับนางวิสาขามหาอุบาสิกาเท่านั้น ฯ

    ตา อุยฺยานํ วา วิหารํ วา คจฺฉนฺติโย ตาย สทฺธึเยว คจฺฉนฺติ.

    (อ.หญิง ท.) เหล่านั้น เมื่อไป สู่สวน หรือ หรือว่า สู่วิหาร ย่อมไป กับ (ด้วยนางวิสาขา) นั้น นั่นเทียว ฯ

    หญิงเหล่านั้น เมื่อไปสวนก็ดี ไปวิหารก็ดี ย่อมไปกับนางวิสาขานั่นแล.

  3. ๓

    กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเป่าร้องงานมหรสพว่า จักมีงานมหรสพเนื่องด้วยสุรา ตลอดเวลา ๗ วัน หญิงพวกนั้น จึงพากันตระเตรียมสุราสำหรับพวกสามีของตน ๆ ฯ

    ตา เอกสฺมึ กาเล “สตฺตาหํ สุราฉโณ ภวิสฺสตีติ ฉเณ สงฺฆุฏฺเฐ, อตฺตโน อตฺตโน สามิกานํ สุรํ ปฏิยาเทสุํ.

    ในกาล หนึ่ง (อ.หญิง ท.) เหล่านั้น ครั้นเมื่อมหรสพ (อันบุคคล) ป่าวร้องแล้ว ว่า อ.มหรสพเพราะสุรา จักมี ตลอดวัน ๗ ดังนี้, จัดแจงแล้ว ซึ่งสุรา เพื่อสามี ท. ของตน ๆ ฯ

    ในคราวหนึ่ง เมื่อเขาโฆษณาการมหรสพว่า " จักมีการมหรสพ เกี่ยวกับสุราตลอด ๗ วัน " หญิงเหล่านั้นก็จัดเตรียมสุราเพื่อสามีของตน ๆ

  4. ๔

    พวกสามีเหล่านั้น เล่นมหรสพเนื่องด้วยสุราตลอดเวลา ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๘ จึงได้ออกไปทำการงาน ฯ

    เต สตฺตาหํ สุราฉณํ กีฬิตฺวา อฏฺฐเม ทิวเส กมฺมนฺตกิริยาย นิกฺขนฺตา อคมํสุ.

    (อ.สามี ท.) เหล่านั้น เล่นแล้ว ซึ่งมหรสพเพราะสุรา ตลอดวัน ๗ ออกแล้ว ได้ไปแล้ว เพื่ออันกระทำซึ่งการงาน ในวันที่ ๘ ฯ

    สามีเหล่านั้น เล่นมหรสพเกี่ยวกับสุราตลอด ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๘ ได้ออกไปเพื่อทำการงาน.

  5. ๕

    ฝ่ายพวกหญิงเหล่านั้น ปรึกษาหารือกันว่า พวกเราไม่ได้ดื่มสุราต่อหน้าพวกสามี และสุราที่เหลือก็ยังมีอยู่ พวกเราจักดื่มสุราที่เหลืออยู่นี้ แบบที่พวกสามีเหล่านั้นจะไม่รู้แล้วพากันไปหานางวิสาขา พูดว่า คุณแม่เจ้า พวกดิฉันปรารถนาจะชมสวน เมื่อนางวิสาขาตอบว่า ดีละแม่ ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงทำหน้าที่จะต้องทำเสร็จแล้วออกไปเถิด จึงไปพร้อมกับนางวิสาขา ให้ช่วยกันนำสุราไปด้วยอาการซ่อนเร้น ดื่มสุราเมามาย เที่ยวไปในสวน ฯ

    ตาปิ อิตฺถิโย “มยํ สามิกานํ สมฺมุขา สุรํ ปาตุํ น ลภิมฺหา, อวเสสสุรา จ อตฺถิ, อิมํ, ยถา เต น ชานนฺติ, ตถา ปิวิสฺสามาติ วิสาขาย สนฺติกํ คนฺตฺวา “อิจฺฉาม อยฺเย อุยฺยานํ ทฏฺฐุนฺติ วตฺวา, “สาธุ อมฺมา, เตนหิ กตฺตพฺพกิจฺจานิ กตฺวา นิกฺขมถาติ วุตฺเต, ตาย สทฺธึ คนฺตฺวา ปฏิจฺฉนฺนากาเรน สุรํ นีหราเปตฺวา อุยฺยาเน ปิวิตฺวา มตฺตา วิจรึสุ.

    อ.หญิง ท. แม้เหล่านั้น (ปรึกษากันแล้ว) ว่า อ.เรา ท. ไม่ได้แล้ว เพื่ออันดื่ม ซึ่งสุรา ในที่พร้อมหน้า แห่งสามี ท., ก็ อ.สุราอันเหลือลง มีอยู่, (อ.สามี ท.) เหล่านั้น จะไม่รู้ โดยประการใด, (อ.เรา ท.) จักดื่ม (ซึ่งสุรา) นี้ โดยประการนั้น ดังนี้ ไปแล้ว สู่สำนัก ของนางวิสาขา กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.ดิฉัน ท.) ย่อมปรารถนา เพื่ออันเห็น ซึ่งสวน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า แน่ะแม่ ท. อ.ดีละ, ถ้าอย่างนั้น (อ.เธอ ท. ) กระทำแล้ว ซึ่งกิจอันตนพึงกระทำ ท. จงออกไป ดังนี้ (อันนางวิสาขานั้น) กล่าวแล้ว, ไปแล้ว กับ (ด้วยนางวิสาขา) นั้น (ยังกันและกัน) ให้นำออกแล้ว ซึ่งสุรา โดยอาการอันตน ปกปิดแล้ว ดื่มแล้ว ซึ่งสุรา เมาแล้ว เที่ยวไปแล้ว ในสวน ฯ

    หญิงแม้เหล่านั้นหารือกันว่า " พวกเราไม่ได้ดื่มสุราต่อหน้า สามี, ก็สุราที่เหลือยังมีอยู่, เราทั้งหลายจักดื่มสุรานี้ด้วยวิธีที่สามี เหล่านั้นจะไม่รู้ " ดังนี้แล้ว จึงไปสำนักของนางวิสาขา กล่าวว่า " แม่เจ้า ดิฉันทั้งหลายปรารถนาจะชมสวน " เมื่อนางวิสาขาตอบ ว่า " ดีละ แม่ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น จงทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว จึงออกไป." ได้ไปพร้อมนางวิสาขานั้น ซ่อนสุราไปโดยอาการอันมิดชิด ดื่มเสีย (จน) เมาแล้ว เที่ยวไปในสวน.

  6. ๖

    นางวิสาขา คิดว่า หญิง พวกนี้ทำกรรมที่ไม่สมควรแล้ว บัดนี้ พวกเดียรถีย์จักพากันตำหนิว่า พวกหญิงศิษย์ของพระสมณโคดม พากันเที่ยวดื่มสุรา จึงพูดกะหญิงเหล่านั้นว่า แม่ทั้งหลาย พวกเธอทำกรรมไม่สมควรแล้ว ทั้งทำให้เกิดความอัปยศแก่เราด้วย ทั้งพวกสามีของพวกเธอก็จักพากันโกรธด้วย บัดนี้ พวกเธอจักทำอย่างไรเล่า ฯ

    วิสาขา “อยุตฺตํ อิมาหิ กตํ, อิทานิ `สมณสฺส โคตมสฺส สาวิกา สุรํ ปิวิตฺวา วิจรนฺตีติ ติตฺถิยาปิ ครหิสฺสนฺตีติ จินฺเตตฺวา ตา อิตฺถิโย อาห “อมฺมา อยุตฺตํ โว กตํ, มมปิ อยโส อุปฺปาทิโต, สามิกาปิ โว กุชฺฌิสฺสนฺติ, อิทานิ กึ กริสฺสถาติ.

    อ.นางวิสาขา คิดแล้ว ว่า (อ.กรรม) อันไม่ควรแล้ว (อันหญิง ท.) เหล่านี้ กระทำแล้ว, ในกาลนี้ แม้ อ.เดียรถีย์ ท. จักติเตียน ว่า อ.สาวิกา ท. ของพระสมณะ ผู้โคดม ดื่มแล้ว ซึ่งสุรา ย่อมเที่ยวไป ดังนี้ ดังนี้ กล่าวแล้ว กะหญิง ท. เหล่านั้น ว่า แน่ะแม่ ท. (อ.กรรม) อันไม่ควรแล้ว อันเธอ ท. กระทำแล้ว, อ.โทษมิใช่ยศ (อันเธอ ท.) ให้เกิดขึ้นแล้ว แม้แก่เรา, แม้ อ.สามี ท. จักโกรธ ต่อเธอ ท., ในกาลนี้ (อ.เธอ ท.) จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    นางวิสาขา คิด ว่า " หญิงเหล่านี้ทำกรรมไม่สมควร, คราวนี้ ถึงพวกเดียรถีย์ก็จัก ติเตียนได้ว่า ' สาวิกาทั้งหลายของพระสมณโคดม ดื่มสุรา ย่อมเที่ยวไป " จึงกล่าวกะหญิงเหล่านั้นว่า " นี่แน่ะ แม่ เธอทั้งหลายทำกรรมไม่สมควร, พลอยให้เกิดอัปยศแก่ฉันด้วย, ถึงสามี ก็จะโกรธพวกเธอ, บัดนี้ พวกเธอจักทำอย่างไรกัน ? "

ภาค ๕ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ

ภาค ๕ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๒–๑๐๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระนางรูปนันทานั้น ทรงดำริว่า พระเจ้าพี่องค์ใหญ่ของเรา สละสิริราชสมบัติผนวชแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลในโลก แม้โอรสของพระเจ้าพี่องค์ใหญ่นั้น พระนามว่าราหุลกุมาร ก็ผนวชแล้วในโลก แม้เจ้าพี่ของเรา ก็ผนวชแล้ว แม้พระมารดาของเรา ก็ผนวชแล้ว ถึงตัวเรา เมื่อหมู่พระญาติจำนวนเท่านี้ผนวชแล้ว จักทำอะไรในเรือนได้ จักผนวชบ้าง (ดีกว่า) ฯ

    สา กิเรกทิวสํ จินฺเตสิ “มยฺหํ เชฏฺฐภาติโก รชฺชสิรึ ปหาย ปพฺพชิตฺวา โลเก อคฺคปุคฺคโล พุทฺโธ ชาโต, ปุตฺโตปิสฺส ราหุลกุมาโร ปพฺพชิโต, ภาตาปิ เม ปพฺพชิโต, มาตาปิ เม ปพฺพชิตา; อหํปิ, เอตฺตเก ญาติคเณ ปพฺพชิเต, เคเห กึ กริสฺสามิ, ปพฺพชิสฺสามีติ.

    ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ทรงดำริแล้ว ว่า อ.พระภาดาผู้เจริญที่สุด ของเรา ทรงละแล้ว ซึ่งสิริคือความเป็น แห่งพระราชา ผนวชแล้ว เป็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ ในโลก เกิดแล้ว, อ.พระกุมารพระนามว่าราหุล แม้ผู้เป็นโอรส (ของพระภาดา ผู้เจริญที่สุด) นั้น ผนวชแล้ว, แม้ อ.พระภาดา ของเรา ผนวชแล้ว, แม้ อ.พระมารดา ของเรา ผนวชแล้ว; แม้ อ.เรา, ครั้นเมื่อหมู่แห่งญาติ มีประมาณเท่านี้ ผนวชแล้ว, จักกระทำ ซึ่งอะไร ในเรือน, อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ

    ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระนางรูปนันทานั้น ทรงดำริว่า " เจ้าพี่ ใหญ่ของเราสละสิริราชสมบัติ (ออก) ผนวชเป็นพระพุทธเจ้าผู้ อัครบุคคลในโลก, แม้โอรสของพระองค์พระนามว่าราหุลกุมาร ก็ ผนวชแล้ว, แม้เจ้าพี่ของเรา (คือพระนันทะ) ก็ผนวชแล้ว, แม้พระมารดาของเรา ก็ทรงผนวชแล้ว, เมื่อคณะพระญาติมีประมาณเท่านี้ ทรงผนวชแล้ว, แม้เราจักทำอะไรในเรือน, จักผนวช (บ้าง)."

  2. ๒

    พระนางเสด็จเข้าไปยังสำนักนางภิกษุณีผนวชแล้ว เพราะความเยื่อใยในพระญาติเท่านั้น หาใช่เพราะศรัทธาไม่ แต่เพราะมีพระสิริโฉมงดงาม จึงปรากฏพระนามว่า รูปนันทา ฯ

    สา ภิกฺขุนูปสฺสยํ อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชิ ญาติสิเนเหเนว, โน สทฺธาย; อภิรูปตาย ปน “ รูปนนฺทาติ ปญฺญายิ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น เสด็จเข้าไปหาแล้ว ซึ่งที่เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งภิกษุณี ผนวชแล้ว เพราะความรักในพระญาตินั่นเทียว, (ผนวชแล้ว) ด้วยศรัทธา หามิได้; แต่ว่า (อ.พระเถรีนั้น) ปรากฏแล้ว ว่า อ.รูปนันทา ดังนี้ เพราะความที่ (แห่งพระองค์) เป็นผู้มี รูปงดงาม ฯ

    พระนางเสด็จเข้าไปสู่สำนักภิกษุณีทั้งหลายแล้วทรงผนวช พระนางทรง ผนวชเพราะสิเนหาในพระญาติเท่านั้น หาใช่เพราะศรัทธาไม่; แต่ เพราะพระนางเป็นผู้มีพระโฉมอันวิลัย จึงปรากฏพระนามว่า " รูปนันทา."

  3. ๓

    พระนางได้สดับว่า ข่าวว่า พระศาสดาตรัสว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่เสด็จไปเผชิญพระพักตร์พระศาสดา ด้วยเกรงว่า พระศาสดาจะพึงตรัสโทษในรูปแม้ของเราซึ่งน่าดูน่าชมอย่างนี้ ฯ

    สา “สตฺถา กิร `รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา; เวทนา, สญฺญา, สงฺขารา, วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาติ วทตีติ สุตฺวา “เอวํ ทสฺสนีเย ปาสาทิเก มมาปิ รูเป โทสํ กเถยฺยาติ สตฺถุ สมฺมุขีภาวํ น คจฺฉติ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา ย่อมตรัส ว่า อ.รูป เป็นธรรมชาต ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ย่อมเป็น), อ.เวทนา (เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเป็น), อ.สัญญา (เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเป็น), อ.สังขาร ท. (เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเป็น), อ.วิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ย่อมเป็น) ดังนี้ ดังนี้ ย่อมไม่เสด็จไป สู่ความเป็น (แห่งบุคคล) ผู้มีหน้าพร้อม ต่อพระศาสดา (ด้วยอันทรงดำริ) ว่า (อ.พระศาสดา) พึงตรัส ซึ่งโทษ ในรูป แม้ของเรา อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส อันควรแก่การเห็น อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    พระนางได้ทรงสดับว่า " ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสว่า ' รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา " จึงไม่เสด็จไปเผชิญพระพักตร์พระ ศาสดา ด้วยทรงเกรงว่า " พระศาสดาจะพึงตรัสโทษในรูปแม้ของเราซึ่งน่าดู น่าเลื่อมใสอย่างนี้. "

  4. ๔

    ชาวพระนครสาวัตถีถวายทานแต่เช้าตรู่ สมาทานอุโบสถศีลแล้ว ห่มผ้าสะอาด มีมือถือของหอม และพวงมาลัยเป็นต้น ประชุมกันฟังธรรมในพระวิหารเชตวันในเวลาเย็น ฯ

    สาวตฺถีวาสิโน ปาโตว ทานํ ทตฺวา สมาทินฺนุโปสถา สุทฺธุตฺตราสงฺคา คนฺธมาลาทิหตฺถา สายณฺหสมเย เชตวเน สนฺนิปติตฺวา ธมฺมํ สุณนฺติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าสาวัตถีโดยปกติ ถวายแล้ว ซึ่งทาน ในเวลาเช้าเทียว ผู้มีอุโบสถอันสมาทานแล้ว ผู้มีผ้าสไบเฉียงอันหมดจดแล้ว ผู้มีวัตถุมีของหอมและระเบียบ เป็นต้นในมือ ประชุมกันแล้ว ย่อมฟัง ซึ่งธรรม ในพระเชตวัน ในสมัยคือเวลาเย็นแห่งวัน ฯ

    ชาวนครสาวัตถีถวายทานแต่เช้าตรู่ สมาทานอุโบสถแล้ว ห่มผ้าสะอาด มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ในเวลาเย็น ประชุมกันฟังธรรมในพระเชตวัน.

  5. ๕

    แม้ภิกษุสงฆ์ ผู้เกิดพอใจในพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็ย่อมไปวิหารฟังธรรม ฯ

    ภิกฺขุนีสงฺโฆปิ สตฺถุ ธมฺมเทสนาย อุปฺปนฺนจฺฉนฺโท วิหารํ คนฺตฺวา ธมฺมํ สุณาติ.

    แม้ อ.หมู่แห่งภิกษุณี ผู้มีฉันทะอันเกิดขึ้นแล้ว ในพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา ไปแล้ว สู่วิหาร ย่อมฟัง ซึ่งธรรม ฯ

    แม้ภิกษุณีสงฆ์ผู้เกิดฉันทะในพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็ย่อมไปฟังวิหารธรรม.

  6. ๖

    ชาวพระนครสาวัตถีเหล่านั้น ครั้นฟังธรรมแล้ว (ขณะ) กำลังเดินเข้าเมือง ก็สนทนากันเฉพาะเรื่องคุณความดีของพระศาสดาเท่านั้นเข้าไป ฯ

    ธมฺมํ สุตฺวา นครํ ปวิสนฺตา สตฺถุ คุณกถํ กเถนฺตาว ปวิสนฺติ.

    (อ.ชน ท. เหล่านั้น) ครั้นฟังแล้ว ซึ่งธรรม เมื่อเข้าไป สู่เมือง กล่าวอยู่ ซึ่งกถาอันแสดงซึ่งพระคุณ ของพระศาสดา เทียว ย่อมเข้าไป ฯ

    ชาวพระนครสาวัตถีเหล่านั้น ครั้นฟังธรรมแล้ว เมื่อเข้าไปสู่พระนคร ก็ กล่าวแต่คุณกถาของพระศาสดาเท่านั้นเข้าไป.

ภาค ๕ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๑ หน้า ๑๐๓–๑๐๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความจริง โลกสันนิวาส ซึ่งประกอบด้วยสัตว์มีประมาณ ๔ จำพวก เหล่าสัตว์ผู้เห็นพระตถาคตเจ้าอยู่ ย่อมไม่เกิดความเลื่อมใส มีจำนวนน้อยนัก ฯ

    จตุปฺปมาณิเก หิ โลกสนฺนิวาเส อปฺปกาว เต สตฺตา; เยสํ ตถาคตํ ปสฺสนฺตานํ ปสาโท น อุปฺปชฺชติ.

    ก็ อ.ความเลื่อมใส ย่อมไม่เกิดขึ้น (แก่สัตว์ ท.) เหล่าใด ผู้เห็นอยู่ ซึ่งพระตถาคตเจ้า, อ.สัตว์ ท. เหล่านั้น ในโลกสันนิวาส มีประมาณ ๔ เป็นผู้น้อยเทียว (ย่อมเป็น) ฯ

    จริงอยู่ จำพวกสัตว์ในโลกสันนิวาสซึ่งมีประมาณ ๔ จำพวก ที่เห็นพระตถาคตอยู่ ไม่เกิดความเลื่อมใส มีจำนวนน้อยนัก.

  2. ๒

    ดังจะกล่าวโดยย่อ จำพวกสัตว์ผู้ถือรูปเป็นประมาณ เห็นพระสรีระของพระตถาคตเจ้า ซึ่งประดับด้วยพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะ มีพระฉวีวรรณดุจทองคำแล้ว ย่อมเลื่อมใส ฯ

    รูปปฺปมาณิกา หิ สตฺตา ตถาคตสฺส ลกฺขณานุพฺยญฺชนปฏิมณฺฑิตํ สุวณฺณวณฺณํ สรีรํ ทิสฺวา ปสีทนฺติ.

    จริงอยู่ อ.สัตว์ ท. ผู้ถือเอาซึ่งประมาณในรูป เห็นแล้ว ซึ่งพระสรีระ ของพระตถาคตเจ้า มีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทอง อันประดับเฉพาะแล้วด้วยพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะ ย่อมเลื่อมใส ฯ

    ด้วยว่าจำพวกสัตว์ที่เป็นรูปัปปมาณิกา (ถือรูปเป็นประมาณ) เห็นพระสรีระของพระตถาคต อันประดับแล้วด้วยพระลักษณะและอนุพยัญชนะมีพระฉวีวรรณดุจทองคำ ย่อมเลื่อมใส.

  3. ๓

    จำพวกสัตว์ผู้ถือเสียงเป็นประมาณ ฟังเสียงประกาศพระคุณของพระบรมศาสดา ซึ่งอาศัยเป็นไปตั้งหลายร้อยชาติและเสียงประกาศพระธรรมเทศนาซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ประการแล้ว ย่อมเลื่อมใส ฯ

    โฆสปฺปมาณิกา อเนกานิ ชาติสตานิ นิสฺสาย ปวตฺตํ สตฺถุ คุณโฆสญฺเจว อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ ธมฺมเทสนาโฆสญฺจ สุตฺวา ปสีทนฺติ.

    (อ.สัตว์ ท.) ผู้ถือเอาซึ่งประมาณในเสียงกึกก้อง ฟังแล้ว ซึ่งเสียงกึกก้องอันประกาศซึ่งพระคุณ ของพระศาสดา อันอาศัยแล้ว ซึ่งร้อยแห่งชาติ ท. มิใช่หนึ่ง เป็นไปทั่วแล้ว ด้วยนั่นเทียว ซึ่งเสียงกึกก้องอันประกาศซึ่งพระธรรมเทศนา อันมาตามพร้อมแล้ว ด้วยองค์ ๘ ด้วย ย่อมเลื่อมใส ฯ

    จำพวกโฆสัปปมาณิกา (ถือเสียงเป็นประมาณ) คือฟังเสียงประกาศพระคุณของพระศาสดา ซึ่งอาศัยเป็นไปแล้วตั้งหลายร้อยชาติ และเสียงประกาศพระธรรมเทศนา อันประกอบด้วยองค์ ๘ (อัฏฐังคิกมรรค) ย่อมเลื่อมใส.

  4. ๔

    แม้จำพวกสัตว์ผู้ถือเศร้าหมองเป็นประมาณ อาศัยความที่พระบรมศาสดา เป็นผู้เศร้าหมองด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ก็ย่อมเลื่อมใส ฯ

    ลูขปฺปมาณิกาปิสฺส จีวราทิลูขตํ ปฏิจฺจ ปสีทนฺติ.

    (อ.สัตว์ ท.) แม้ผู้ถือเอาซึ่งประมาณ ในวัตถุอันเศร้าหมอง อาศัยแล้ว ซึ่งความที่ (แห่งพระศาสดา) นั้น เป็นผู้ทรงเศร้าหมองด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ย่อมเลื่อมใส ฯ

    แม้จำพวกลูขัปปมาณิกา (การถือปฏิบัติเศร้าหมองเป็น ประมาณ) อาศัยความที่พระองค์เป็นผู้เศร้าหมองด้วยปัจจัยทั้งหลายมี จีวรเป็นต้น ย่อมเลื่อมใส.

  5. ๕

    แม้จำพวกสัตว์ผู้ถือธรรมเป็นประมาณ ก็ย่อมเลื่อมใสว่า พระทศพลมีศีลแบบนี้ มีสมาธิเห็นแบบนี้ มีปัญญาแบบนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าหาผู้เสมอมิได้ ไม่มีผู้เสมอเท่า หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ไม่มีผู้ทัดเทียมด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ฯ

    ธมฺมปฺปมาณิกาปิ “เอวรูปํ ทสพลสฺส สีลํ, เอวรูโป สมาธิ, เอวรูปา ปญฺญา; ภควา สีลาทีหิ คุเณหิ อสโม อปฺปฏิสโม อสมสโม อปฺปฏิปุคฺคโลติ ปสีทนฺติ.

    แม้ (อ.สัตว์ ท.) ผู้ถือเอาซึ่งประมาณในธรรม ย่อมเลื่อมใส ว่า อ.ศีล ของพระทศพล มีอย่างนี้เป็นรูป, อ.สมาธิ (ของพระทศพล) มีอย่างนี้เป็นรูป, อ.ปัญญา (ของพระทศพล) มีอย่างนี้เป็นรูป; อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ไม่มีบุคคลเสมอ เป็นผู้ไม่มีบุคคลเสมอเปรียบ เป็นผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีบุคคลเสมอ เป็นผู้ไม่มีบุคคลเปรียบ ด้วยพระคุณ ท. มีศีลเป็นต้น (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    แม้จำพวกธัมมัปปมาณิกา (ถือธรรมเป็นประมาณ) ก็ย่อม เลื่อมใสว่า " ศีลของพระทศพลเห็นปานนี้, สมาธิเห็นปานนี้, ปัญญา เห็นปานนี้, พระผู้มีพระภาคหาผู้เสมอมิได้ ไม่มีผู้เสมอเท่า หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ไม่มีผู้ทัดเทียม ด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น. "

  6. ๖

    เมื่อจำพวกชนเหล่านั้นพรรณนาพระคุณของพระตถาคตเจ้าอยู่ ปากย่อมไม่เพียงพอ ฯ

    เตสํ ตถาคตสฺส คุณํ กเถนฺตานํ มุขํ นปฺปโหติ.

    เมื่อ (ชน ท.) เหล่านั้น กล่าวอยู่ ซึ่งพระคุณ ของพระตถาคตเจ้า อ.ปาก ย่อมไม่เพียงพอ ฯ

    เมื่อชนเหล่านั้นพรรณนาคุณของพระตถาคตอยู่ ปากไม่เพียงพอ.

  7. ๗

    พระนางรูปนันทา ได้สดับคำพรรณนาคุณของพระตถาคตเจ้า จากสำนักพวกภิกษุณีและพวกอุบาสิกาแล้ว จึงทรงพระดำริว่า คนทั้งหลายพากันกล่าวพรรณนาพระคุณของพระเจ้าพี่ของเรา อย่างเกินเปรียบทีเดียว แม้เพียงวันเดียว พระองค์เมื่อ
    จะตรัสโทษในรูปของเรา จะตรัสได้ สักเท่าไร ถ้ากระไร เราพึงไปพร้อมกับพวกภิกษุณี ไม่แสดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตเจ้า ฟังธรรมแล้วพึงมา ฯ

    รูปนนฺทา ภิกฺขุนีนญฺเจว อุปาสิกานญฺจ สนฺติกา ตถาคตสฺส คุณกถํ สุตฺวา จินฺเตสิ “อติวิย เม ภาติกสฺส วณฺณํ กเถนฺติเยว, เอกทิวสํปิ เม รูเป โทสํ กเถนฺโต กิตฺตกํ กเถสฺสติ; ยนฺนูนาหํ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ คนฺตฺวา อตฺตานํ อทสฺเสตฺวาว ตถาคตํ ปสฺสิตฺวา ธมฺมํ สุณิตฺวา อาคจฺเฉยฺยนฺติ.

    อ.พระนางรูปนันทา ทรงสดับแล้ว ซึ่งกถาอันแสดง ซึ่งพระคุณ ของพระตถาคตเจ้า จากสำนัก ของภิกษุณี ท. ด้วยนั่นเทียว ของอุบาสิกา ท. ด้วย ทรงดำริแล้ว ว่า อ.ชน ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคุณอันบุคคลพึงพรรณนา ของพระภาดา ของเรา เกินเปรียบ นั่นเทียว, (อ.พระภาดา) เมื่อตรัส ซึ่งโทษ ในรูป ของเรา จักตรัส (ซึ่งโทษ) มีประมาณเท่าไร แม้ในวันหนึ่ง; กระไรหนอ อ.เรา ไปแล้ว กับ ด้วยภิกษุณี ท. ไม่แสดงแล้ว ซึ่งตน เทียว เฝ้าแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ฟังแล้ว ซึ่งธรรม พึงมา ดังนี้ ฯ

    พระนางรูปนันทา ได้สดับคำพรรณนาคุณของพระตถาคต แต่สำนักพวกภิกษุณีและพวกอุบาสิกา จึงทรงดำริว่า " ชนทั้งหลาย ย่อมกล่าวชมเจ้าพี่ของเรานักหนาทีเดียว แม้ในวันหนึ่ง พระองค์เมื่อจะตรัสโทษในรูปของเรา จะตรัสได้สักเท่าไร ? ถ้ากระไร เราพึงไปกับพวกภิกษุณี ไม่แสดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตฟังธรรมแล้ว พึงมา."

  8. ๘

    พระนางจึงตรัสบอกแก่พวกภิกษุณีว่า วันนี้ ฉันจักไปฟังธรรมด้วย ฯ

    สา “อหํ อชฺช ธมฺมสฺสวนํ คมิสฺสามีติ ภิกฺขุนีนํ อาโรเจสิ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ตรัสบอกแล้ว แก่ภิกษุณี ท. ว่า ในวันนี้ อ.ดิฉัน จักไป สู่ที่เป็นที่ฟังซึ่งธรรม ดังนี้ ฯ

    พระนางจึงตรัสบอกแก่พวกภิกษุณีว่า " วันนี้ ฉันจักไปสู่ที่ฟัง ธรรม."

  9. ๙

    พวกภิกษุณี พากันดีใจว่า นานหนอ ความที่พระนางรูปนันทาทรงพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระบรมศาสดาเกิดขึ้นแล้ว วันนี้ พระบรมศาสดา จักทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างวิจิตร เพราะอาศัยพระนางรูปนันทานี้ ได้พาพระนางออกไปแล้ว ฯ

    ภิกฺขุนิโย “จิรสฺสํ วต รูปนนฺทาย สตฺถุ อุปฏฺฐานํ คนฺตุกามตา อุปฺปนฺนา, อชฺช สตฺถา อิมํ นิสฺสาย วิจิตฺตํ ธมฺมเทสนํ เทเสสฺสตีติ ตุฏฺฐมานสา ตมาทาย นิกฺขมึสุ.

    อ.ภิกษุณี ท. ผู้มีใจยินดีแล้ว ว่า อ.ความที่ แห่งพระนางรูปนันทา เป็นผู้ทรงประสงค์เพื่ออันเสด็จไป สู่ที่เป็นที่บำรุง ซึ่งพระศาสดา เกิดขึ้นแล้ว สิ้นกาลนานหนอ, ในวันนี้ อ.พระศาสดา ทรงอาศัยแล้ว (ซึ่งพระนางรูปนันทา) นี้ จักทรงแสดง ซึ่งพระธรรมเทศนา อันวิจิตร ดังนี้ พาเอา (ซึ่งพระนางรูปนันทา) นั้น ออกไปแล้ว ฯ

    พวกภิกษุณีมีใจยินดีว่า " นานนักหนาการที่พระนางรูปนันทา ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระศาสดาเกิดขึ้นแล้ว, วันนี้พระศาสดา ทรงอาศัยพระนางรูปนันทานี้แล้ว จักทรงแสดงพระธรรม เทศนาอันวิจิตร " ดังนี้แล้วพาพระนางออกไปแล้ว.

ภาค ๕ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๓–๑๐๔ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระนางรูปนันทา ได้สดับคำพรรณนาคุณของพระตถาคตเจ้าจากสำนักนางภิกษุณีทั้งหลายและอุบาสิกาทั้งหลายแล้ว จึงทรงพระดำริว่าคนทั้งหลาย พากันกล่าวสรรเสริญพระเจ้าพี่ของเราอย่างเหลือเกินทีเดียว แม้เพียงวันเดียว พระองค์เมื่อจะตรัสโทษในรูปของเรา จักตรัสได้สักเท่าไร ถ้ากระไร เราไปพร้อมกับนางภิกษุณีทั้งหลาย ไม่แสดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตเจ้าฟังธรรมแล้วพึงมา ฯ

    รูปนนฺทา ภิกฺขุนีนญฺเจว อุปาสิกานญฺจ สนฺติกา ตถาคตสฺส คุณกถํ สุตฺวา จินฺเตสิ “อติวิย เม ภาติกสฺส วณฺณํ กเถนฺติเยว, เอกทิวสํปิ เม รูเป โทสํ กเถนฺโต กิตฺตกํ กเถสฺสติ; ยนฺนูนาหํ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ คนฺตฺวา อตฺตานํ อทสฺเสตฺวาว ตถาคตํ ปสฺสิตฺวา ธมฺมํ สุณิตฺวา อาคจฺเฉยฺยนฺติ.

    อ.พระนางรูปนันทา ทรงสดับแล้ว ซึ่งกถาอันแสดง ซึ่งพระคุณ ของพระตถาคตเจ้า จากสำนัก ของภิกษุณี ท. ด้วยนั่นเทียว ของอุบาสิกา ท. ด้วย ทรงดำริแล้ว ว่า อ.ชน ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคุณอันบุคคลพึงพรรณนา ของพระภาดา ของเรา เกินเปรียบ นั่นเทียว, (อ.พระภาดา) เมื่อตรัส ซึ่งโทษ ในรูป ของเรา จักตรัส (ซึ่งโทษ) มีประมาณเท่าไร แม้ในวันหนึ่ง; กระไรหนอ อ.เรา ไปแล้ว กับ ด้วยภิกษุณี ท. ไม่แสดงแล้ว ซึ่งตน เทียว เฝ้าแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ฟังแล้ว ซึ่งธรรม พึงมา ดังนี้ ฯ

    พระนางรูปนันทา ได้สดับคำพรรณนาคุณของพระตถาคต แต่สำนักพวกภิกษุณีและพวกอุบาสิกา จึงทรงดำริว่า " ชนทั้งหลาย ย่อมกล่าวชมเจ้าพี่ของเรานักหนาทีเดียว แม้ในวันหนึ่ง พระองค์เมื่อจะตรัสโทษในรูปของเรา จะตรัสได้สักเท่าไร ? ถ้ากระไร เราพึงไปกับพวกภิกษุณี ไม่แสดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตฟังธรรมแล้ว พึงมา."

  2. ๒

    พระนาง จึงตรัสบอกแก่นางภิกษุณีทั้งหลาย
    ว่า วันนี้ฉันจักไปฟังธรรมด้วย ฯ

    สา “อหํ อชฺช ธมฺมสฺสวนํ คมิสฺสามีติ ภิกฺขุนีนํ อาโรเจสิ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ตรัสบอกแล้ว แก่ภิกษุณี ท. ว่า ในวันนี้ อ.ดิฉัน จักไป สู่ที่เป็นที่ฟังซึ่งธรรม ดังนี้ ฯ

    พระนางจึงตรัสบอกแก่พวกภิกษุณีว่า " วันนี้ ฉันจักไปสู่ที่ฟัง ธรรม."

  3. ๓

    นางภิกษุณีทั้งหลายพากันดีใจว่า นานหนอ พระนางรูปนันทาเกิดความปรารถนาจะไปยังสถานที่บำรุงพระศาสดาขึ้น วันนี้พระศาสดาจักทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างวิจิตร เพราะอาศัยพระนางรูปนันทานี้ ได้พาพระนางออกไปแล้ว ฯ

    ภิกฺขุนิโย “จิรสฺสํ วต รูปนนฺทาย สตฺถุ อุปฏฺฐานํ คนฺตุกามตา อุปฺปนฺนา, อชฺช สตฺถา อิมํ นิสฺสาย วิจิตฺตํ ธมฺมเทสนํ เทเสสฺสตีติ ตุฏฺฐมานสา ตมาทาย นิกฺขมึสุ.

    อ.ภิกษุณี ท. ผู้มีใจยินดีแล้ว ว่า อ.ความที่ แห่งพระนางรูปนันทา เป็นผู้ทรงประสงค์เพื่ออันเสด็จไป สู่ที่เป็นที่บำรุง ซึ่งพระศาสดา เกิดขึ้นแล้ว สิ้นกาลนานหนอ, ในวันนี้ อ.พระศาสดา ทรงอาศัยแล้ว (ซึ่งพระนางรูปนันทา) นี้ จักทรงแสดง ซึ่งพระธรรมเทศนา อันวิจิตร ดังนี้ พาเอา (ซึ่งพระนางรูปนันทา) นั้น ออกไปแล้ว ฯ

    พวกภิกษุณีมีใจยินดีว่า " นานนักหนาการที่พระนางรูปนันทา ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระศาสดาเกิดขึ้นแล้ว, วันนี้พระศาสดา ทรงอาศัยพระนางรูปนันทานี้แล้ว จักทรงแสดงพระธรรม เทศนาอันวิจิตร " ดังนี้แล้วพาพระนางออกไปแล้ว.

  4. ๔

    ตั้งแต่เวลาที่ออกไป พระนางทรงดำริว่าเราจักไม่แสดงตัวแน่นอน ฯ

    สา นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย “ อหํ อตฺตานํ เนว ทสฺเสสฺสามีติ จินฺเตสิ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ดำริแล้ว ว่า อ.เรา จักไม่แสดงนั่นเทียว ซึ่งตน ดังนี้ จำเดิม แต่กาลแห่งตนออกไปแล้ว ฯ

    ตั้งแต่เวลาที่ออก ไป พระนางทรงดำริว่า " เราจะไม่แสดงตนเลย."

  5. ๕

    พระศาสดา ทรงพระดำริว่า วันนี้ รูปนันทาจักมาสู่ที่บำรุงของเรา พระธรรมเทศนาเช่นไรหนอแล จึงจะเหมาะแก่เธอ ทรงทำความตกลงพระทัยว่า รูปนันทานั่นเป็นผู้หนักในรูป มีความเสน่หาในร่างกายรุนแรง การใช้รูปนั่นแหละ ถอนความเมาในรูปเสีย จึงจะเหมาะสมแก่เธอ เหมือนการเอาหนามบ่งหนาม ในเวลาที่นางเข้าไปสู่ที่ประทับ จึงทรงเนรมิตหญิงรูปงามคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุราว ๑๖ ปี นุ่งผ้าสีแดง ตบแต่งด้วยเครื่องประดับครบครัน ถือพัดยืนถวายงานพัดอยู่ใกล้พระองค์ด้วยพระกำลังฤทธิ์ ฯ

    สตฺถา “อชฺช รูปนนฺทา มยฺหํ อุปฏฺฐานํ อาคมิสฺสติ, กีทิสี นุ โข ตสฺสา ธมฺมเทสนา สปฺปายาติ จินฺเตตฺวา “รูปครุกา เอสา อตฺตภาเว พลวสิเนหา, กณฺฏเกน กณฺฏกุทฺธรณํ วิย รูเปเนวสฺสา รูปมทนิมฺมทนํ สปฺปายนฺติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา ตสฺสา วิหารํ ปวิสนสมเย เอกํ อภิรูปํ อิตฺถึ โสฬสวสฺสุทฺเทสิกํ รตฺตวตฺถนิวตฺถํ สพฺพาภรณปฏิมณฺฑิตํ วีชนึ คเหตฺวา อตฺตโน สนฺติเก ฐตฺวา วีชมานํ อิทฺธิพเลน อภินิมฺมินิ.

    อ.พระศาสดา ทรงดำริแล้ว ว่า ในวันนี้ อ.รูปนันทา จักมา สู่ที่เป็นที่บำรุง ซึ่งเรา, อ.ธรรมเทศนา อันเช่นไร หนอ แล เป็นที่สบาย (แก่รูปนันทา) นั้น (ย่อมมี) ดังนี้ ทรงกระทำแล้ว ซึ่งการตกลง ว่า (อ.รูปนันทา) นั่น ผู้หนักในรูป เป็นผู้มีความรัก มีกำลัง ในอัตภาพ (ย่อมเป็น), อ.อันย่ำยีซึ่งความเมาในรูป ด้วยรูปนั่นเทียว เป็นที่สบาย (แก่รูปนันทา) นั้น (ย่อมมี) ราวกะ อ.อันบ่งซึ่งหนาม ด้วยหนาม ดังนี้ ทรงเนรมิตเฉพาะแล้ว ซึ่งหญิง ผู้มีรูปงาม คนหนึ่ง ผู้อันบุคคลพึงแสดงขึ้นว่ามีกาลฝน ๑๖ ผู้มีผ้าสีแดงอันนุ่งแล้ว ผู้ประดับเฉพาะแล้วด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง ผู้ ถือแล้ว ซึ่งพัด ยืน พัดอยู่ ในที่ใกล้ แห่งพระองค์ ด้วยกำลัง แห่งพระฤทธิ์ ในสมัยเป็นที่เข้าไป สู่วิหาร (แห่งพระนางรูปนันทานั้น ) ฯ

    พระศาสดา ทรงดำริว่า " วันนี้ รูปนันทาจักมาที่บำรุงของ เรา ธรรมเทศนาเช่นไรหนอแล ? จักเป็นที่สบายของเธอ " ทรงทำ ความตกลงพระหฤทัยว่า " รูปนันทานั่น หนักในรูป มีความเยื่อใยใน อัตภาพอย่างรุนแรง การบรรเทาความเมาในรูปด้วยรูปนั่นแล เป็นที่สบายของเธอ ดุจการบ่งหนามด้วยหนามฉะนั้น " ในเวลาที่พระ นางเข้าไปสู่วิหาร ทรงนิรมิตหญิงมีรูปสวยพริ้งผู้หนึ่ง อายุราว ๑๖ ปี นุ่งผ้าแดง ประดับแล้วด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ถือพัด ยืนถวายงานพัดอยู่ที่ใกล้พระองค์ ด้วยกำลังพระฤทธิ์.

  6. ๖

    ก็แล พระศาสดาและพระนางรูปนันทาเท่านั้น ทรงเห็นหญิงนั้น ฯ

    ตํ โข ปน อิตฺถึ สตฺถา เจว ปสฺสนฺติ รูปนนฺทา จ.

    ก็ อ.พระศาสดา ด้วยนั่นเทียว อ.พระนางรูปนันทา ด้วย ย่อมทรงเห็น ซึ่งหญิง นั้น แล ฯ

    ก็แล พระศาสดาและพระนางรูปนันทาเท่านั้น ทรงเห็นรูปหญิงนั้น.

  7. ๗

    พระนางรูปนันทาเข้าไปสู่ที่ประทับพร้อมกับนางภิกษุณีทั้งหลาย ยืนอยู่ข้างหลังพวกนางภิกษุณี ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว นั่งลงในระหว่างภิกษุณีทั้งหลาย และดูพระศาสดาตั้งแต่พระบาทขึ้นไป เห็นพระรูปโฉม ของพระศาสดา อันงดงามด้วยพระลักษณะอันรุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ ล้อมรอบด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง ฯ แลดูพระพักตร์อันผุดผ่องดุจพระจันทร์เพ็ญ เหลือบไปเห็นรูปหญิงซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ฯ

    ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหารํ ปวิสิตฺวา ภิกฺขุนีนํ ปิฏฺฐิปสฺเส ฐตฺวา ปญฺจปติฏฺฐิเตน สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ภิกฺขุนีนํ อนฺตเร นิสินฺนา ปาทโต ปฏฺฐาย สตฺถารํ โอโลเกนฺตี ลกฺขณวิจิตฺตํ อนุพฺยญฺชนสมุชฺชลํ พฺยามปฺปภาปริกฺขิตฺตํ สตฺถุ สรีรํ ทิสฺวา ปุณฺณจนฺทสสฺสิริกํ มุขํ โอโลเกนฺตี สมีเป ฐิตํ อิตฺถีรูปํ อทฺทส.

    (อ.พระนางรูปนันทา) เสด็จเข้าไปแล้ว สู่วิหาร กับ ด้วยภิกษุณี ท. ประทับยืนแล้ว ที่ข้างแห่งหลัง ของภิกษุณี ท. ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ ๕ ประทับนั่งแล้ว ในระหว่าง แห่งภิกษุณี ท. ทรงแลดูอยู่ ซึ่งพระศาสดา จำเดิม แต่พระบาท ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระสรีระ ของพระศาสดา มีพระลักษณะอันงดงาม อันรุ่งเรืองขึ้นด้วยดี ด้วยพระอนุพยัญชนะ อันพระรัศมีมีวาเป็นประมาณแวดล้อมแล้ว ทรงแลดูอยู่ ซึ่งพระพักตร์ อันประกอบแล้วด้วยพระสิริเพียงดังพระจันทร์อันเต็มแล้ว ได้ทรงเห็นแล้ว ซึ่งรูปแห่งหญิง อันยืนแล้ว ในที่ใกล้ ฯ

    พระนางเข้าไปวิหารพร้อมกับภิกษุณีทั้งหลาย ทรงยืนข้างหลังพวกภิกษุณี ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นั่งในระหว่างพวกภิกษุณี ทรงแลดูพระศาสดาตั้งแต่พระบาท ทรงเห็นพระสรีระของพระศาสดาวิจิตรแล้วด้วยพระลักษณะ รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ อันพระรัศมีวาหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงแลดูพระพักตร์อันมีสิริดุจพระจันทร์เพ็ญ ได้ทรงเห็นรูปหญิงยืนอยู่ในที่ใกล้แล้ว.

  8. ๘

    พระนาง มองดูหญิงนั้นแล้ว หันมามองดูตัว ก็เหยียดตนลงเทียบนางกาเบื้องหน้านางพญาหงษ์ทอง ฯ

    สา ตํ โอโลเกตฺวา อตฺตภาวํ โอโลเกนฺตี สุวณฺณราชหํสิยา ปุรโต กากีสทิสํ อตฺตานํ อวมญฺญิ.

    (อ.พระนางรูปนันทา) นั้น ทรงแลดูแล้ว (ซึ่งหญิง) นั้น ทรงแลดูอยู่ ซึ่งอัตภาพ ทรงดูหมิ่นแล้ว ซึ่งพระองค์ อันเช่นกับด้วยนางกา ข้างหน้า ของนางพญาหงส์ทอง ฯ

    พระนางทรงแลดูหญิงนั้นแล้วทรงแลดูอัตภาพ (ของตน) รู้สึกว่าตนเหมือนนางกา (ซึ่งอยู่) ข้าง หน้านางพระยาหงส์ทอง.

ภาค ๖ อุปนนฺทสกฺยปุตฺตวตฺถุ

ภาค ๖ อุปนนฺทสกฺยปุตฺตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑ หน้า ๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดา ครั้นทรงแสดงเรื่องอดีตนิทานนี้แล้ว ตรัสว่า แม้ในอดีตกาล อุปนันทะนี้ ก็ได้กระทำพวกเธอให้เดือดร้อนอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้ ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอมแล้ว เมื่อจะทรงตำหนิพระอุปนันทะ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาผู้จะสั่งสอนผู้อื่น พึงให้ตนดำรงอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อนทีเดียว ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา อิมํ อตีตํ ทสฺเสตฺวา “เอวเมส อตีเตปิ ตุมฺเห วิปฺปฏิสาริโน อกาสิเยวาติ เต ภิกฺขู สญฺญาเปตฺวา อุปนนฺทํ ครหนฺโต “ภิกฺขเว ปรํ โอวทนฺเตน นาม ปฐมเมว อตฺตา ปฏิรูเป ปติฏฺฐาเปตพฺโพติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ครั้นทรงแสดงแล้ว ซึ่งเรื่องอันเป็นไปล่วงแล้ว นี้ (ตรัสแล้ว) ว่า (อ.อุปนันทะ) นั่น ได้กระทำแล้ว ซึ่งเธอ ท. ให้เป็นผู้มีความเดือดร้อน แม้ในกาลอันเป็นไปล่วงแล้ว อย่างนี้ นั่นเทียว ดังนี้ ทรงยัง ภิกษุ ท. เหล่านั้น ให้รู้พร้อมแล้ว เมื่อทรงติเตียน ซึ่งพระอุปนันทะ ตรัสแล้วว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ตน (อันบุคคล) ชื่อว่า ผู้เมื่อกล่าวสอน (ซึ่งบุคคล) อื่น พึงให้ตั้งอยู่เฉพาะ (ในคุณ) อันสมควร ก่อนนั่นเทียว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ครั้งทรงแสดงเรื่องอดีตนี้แล้ว ตรัสว่า " แม้ใน อดีตกาล อุปนันทะนี้ ได้กระทำพวกเธอให้เดือดร้อนอย่างนี้เหมือน กัน " ให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอมแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนพระอุปนันทะ จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาผู้จะสั่งสอนผู้อื่น พึงให้ตนตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อนทีเดียว " ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  2. ๒

    บัณฑิตพึงให้ตนนั่นแหละ ดำรงอยู่ในคุณอันสมควรก่อนพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง จะไม่พึงเศร้าหมอง ดังนี้ ฯ

    “อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย, อถญฺญมนุสาเสยฺย, น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโตติ.

    (อ.บุคคล) ยังตนนั่นเทียว พึงให้ตั้งลง (ในคุณ) อันสมควร ก่อน, พึงตามสอน ซึ่งบุคคลอื่น ในภายหลัง, อ.บัณฑิต ไม่พึงเศร้าหมอง ดังนี้ ฯ

    " บัณฑิตพึงตั้งตนนั่นแล ในคุณอันสมควร ก่อน, พึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง จะไม่พึง เศร้าหมอง. "

  3. ๓

    บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปฏิรูเป นิเวสเย ได้แก่ พึงยังตนให้ดำรงอยู่ในคุณอันสมควร ฯ

    ตตฺถ “ปฏิรูเป นิเวสเยติ: อนุจฺฉวิเก คุเณ ปติฏฺฐาเปยฺย.

    (อ.อรรถ) ว่า พึง (ยังตน) ให้ตั้งอยู่เฉพาะ ในคุณ อันสมควร (ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบาทแห่งพระคาถา) ว่า ปฎิรูเป นิเวสเย ดังนี้ ฯ

    บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปฏิรูเป นิเวสเย ได้แก่พึง ยังตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควร.

  4. ๔

    มีดำรัสที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ดังนี้ว่า บุคคลใดประสงค์จะสั่งสอนผู้อื่น ด้วยคุณมีความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยเป็นต้น หรือด้วยปฏิปทามีปฏิปทาของอริยวงศ์เป็นต้น บุคคลนั้น พึงยังตนนั่นแหละ ให้ดำรงอยู่ในคุณนั้นก่อน ครั้นให้ดำรงอยู่ได้อย่างนั้นแล้ว พึงสั่งสอนคนอื่น ด้วยคุณทั้งหลายเหล่านั้น ในภายหลัง ฯ

    อิทํ วุตฺตํ โหติ “โย อปฺปิจฺฉตาทิคุเณหิ วา อริยวํสปฺปฏิปทาทีหิ วา ปรํ อนุสาสิตุกาโม, โส อตฺตานเมว ปฐมํ ตสฺมึ คุเณ ปติฏฺฐาเปยฺย; เอวํ ปติฏฺฐาเปตฺวา อถญฺญํ เตหิ คุเณหิ อนุสาเสยฺย.

    (อ.อรรถรูป) นี้ ว่า (อ.บุคคล) ใด เป็นผู้ใคร่เพื่ออันตามสอน (ซึ่งบุคคล) อื่น ด้วยคุณมีความเป็นแห่งบุคคลผู้มีความปรารถนา น้อยเป็นต้น ท. หรือ หรือว่า (ด้วยปฏิปทา ท.) มีปฏิปทาของอริยวงศ์เป็นต้น (ย่อมเป็น), (อ.บุคคล) นั้น ยังตนนั่นเทียว พึงให้ตั้งอยู่เฉพาะ ในคุณ นั้น ก่อน, (อ.บุคคลนั้น) ครั้น (ยังตน) ให้ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว อย่างนี้ พึงตามสอน (ซึ่งบุคคล) อื่น ด้วยคุณ ท. เหล่านั้น ในภายหลัง ฯ

    พระศาสดาตรัสคำนี้ว่า " บุคคลใด ประสงค์จะสั่งสอนผู้อื่น ด้วยคุณมีความปรารถนาน้อยเป็นต้น หรือ ด้วยปฏิปทาของอริยวงศ์เป็นต้น, บุคคลนั้น พึงยังตนนั่นแลให้ตั้งอยู่ ในคุณนั้นก่อน; ครั้นตั้งตนไว้อย่างนั้นแล้ว พึงสั่งสอนผู้อื่น ด้วย คุณนั้นในภายหลัง.

  5. ๕

    เพราะว่า บุคคลไม่ยังตนให้ดำรงอยู่ในคุณนั้น สั่งสอนคนอื่นฝ่ายเดียวเท่านั้น ได้ความติเตียนจากผู้อื่น ชื่อว่าย่อมเศร้าหมอง ฯ

    อตฺตานํ หิ ตตฺถ อนิเวเสตฺวา เกวลํ ปรเมว อนุสาสมาโน ปรโต นินฺทํ ลภิตฺวา กิลิสฺสติ นาม.

    ด้วยว่า (อ.บุคคล) ไม่ยังตน ให้ตั้งลงแล้ว (ในคุณ) นั้น ตามสอนอยู่ (ซึ่งบุคคล) อื่น อย่างเดียว นั่นเทียว ได้แล้ว ซึ่งการนินทา (จากบุคคล) อื่น ชื่อว่า ย่อมเศร้าหมอง ฯ

    ด้วยว่าบุคคล เมื่อไม่ยังตนให้ตั้งอยู่ในคุณนั้น สอนผู้อื่นอย่างเดียวเท่านั้น ได้ความนินทาจากผู้อื่นแล้ว ชื่อว่าย่อม เศร้าหมอง.

  6. ๖

    บุคคลเมื่อยังตนให้ดำรงอยู่ในคุณนั้นแล้ว สั่งสอนอยู่ ย่อมได้รับความสรรเสริญจากผู้อื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าย่อมไม่เศร้าหมอง ฯ

    ตตฺถ อตฺตานํ นิเวเสตฺวา อนุสาสมาโน ปรโต ปสํสํ ลภติ; ตสฺมา น กิลิสฺสติ นาม.

    (อ.บุคคล) ยังตน ให้ตั้งลงแล้ว (ในคุณ) นั้น ตามสอนอยู่ ย่อมได้ ซึ่งการสรรเสริญ (จากบุคคล) อื่น, เพราะเหตุนั้น (อ.บุคคลนั้น) ชื่อว่า ย่อมไม่เศร้าหมอง ฯ

    บุคคลเมื่อยังตนให้ตังอยู่ในคุณนั้นแล้ว สั่งสอนผู้อื่น อยู่ ย่อมได้รับความสรรเสริญจากผู้อื่น; เพราะฉะนั้น ชื่อว่าย่อม ไม่เศร้าหมอง.

  7. ๗

    บัณฑิต กระทำอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าไม่พึงเศร้าหมอง ดังนี้ ฯ

    เอวํ กโรนฺโต ปณฺฑิโต น กิลิสฺเสยฺยาติ.

    อ.บัณฑิต กระทำอยู่ อย่างนี้ ชื่อว่าไม่พึงเศร้าหมอง ดังนี้ เป็นคำอธิบาย (อันพระผู้มีพระภาค) ตรัสแล้ว ย่อมเป็น ฯ

    บัณฑิตเมื่อทำอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าไม่พึงเศร้าหมอง.

ภาค ๖ กาลตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๖ กาลตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๒ หน้า ๒๒–๒๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    วันหนึ่ง หญิงนั้น บริโภคอาหารเช้า สมาทานอุโบสถแล้วสั่งลูกสาวว่า แม่พึงอังคาสพระผู้เป็นเจ้าให้ดี แล้วได้ไปวัดแต่เช้าตรู่ ฯ

    สา เอกทิวสํ ปาโตว ภุตฺตปาตราสา อุโปสถํ สมาทยิตฺวา “อมฺม สาธุกํ อยฺยํ ปริวิเสยฺยาสีติ ธีตรํ อาณาเปตฺวา วิหารํ อคมาสิ.

    (อ.หญิง) นั้น ผู้มีอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเช้าอันบริโภคแล้ว ในเวลาเช้าเทียว สมาทานแล้ว ซึ่งอุโบสถ บังคับแล้ว ซึ่งธิดา (ด้วยคำ) ว่า ดูก่อนแม่ (อ.เธอ) พึงอังคาส ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า (กระทำ) ให้ดี ดังนี้ ได้ไปแล้ว สู่พระวิหาร ในวันหนึ่ง ฯ

    วันหนึ่ง หญิงนั้น บริโภคอาหารเสร็จสมาทานอุโบสถแล้ว สั่งบุตรีไว้ว่า " แม่ จงอังคาสพระผู้เป็นเจ้าให้ดี " แล้วได้ไปวิหาร แต่เช้าเทียว.

  2. ๒

    ฝ่ายลูกสาวของนางเขาก็อังคาสพระกาละนั้นโดยเรียบร้อย ในเวลาที่เธอมาถึงแล้ว เธอถามว่า มหาอุบาสิกา ไปไหน จึงตอบว่า ไปวัดเพื่อฟังธรรม ฯ

    ธีตาปิสฺสา ตํ อาคตกาเล สมฺมา ปริวิสิตฺวา “กหํ มหาอุปาสิกาติ วุตฺตา “ธมฺมสฺสวนาย วิหารํ คตาติ อาห.

    แม้ อ.ธิดา (ของหญิง) นั้น อังคาสแล้ว (ซึ่งภิกษุ) นั้น โดยชอบ ในกาล (แห่งภิกษุ นั้น) มาแล้ว ผู้ (อันภิกษุ นั้น) กล่าวแล้ว ว่า อ.มหาอุบาสิกา (ไปแล้ว) (ณที่) ไหน ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า (อ.มหาอุบาสิกา) ไปแล้ว สู่พระวิหาร เพื่ออันฟังซึ่งธรรม ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายบุตรีของเขาก็อังคาสพระกาละโดยเรียบร้อย ใน กาลเธอมาถึง เธอถามว่า " อุบาสิกาผู้ใหญ่ไปไหน ? " (นาง) ตอบ ว่า " ไปวิหารเพื่อฟังธรรม."

  3. ๓

    เธอพอได้ฟังดังนั้น ทุรนทุรายอยู่ เพราะความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นในท้อง คิดว่า บัดนี้ อุบาสิกานั้นแตกจากเราเสียแล้ว จึงรีบไป เห็นอุบาสิกานั้นฟังธรรมอยู่ ในสำนักสมเด็จพระบรมศาสดาจึงกราบสมเด็จพระบรมศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หญิงคนนี้เป็นคนเขลา ไม่รู้ถึงธรรมกถาอันละเอียด อย่าตรัสธรรมกถาอันละเอียดซึ่งประดับด้วยสภาวธรรมมีขันธ์เป็นต้น ตรัสทานกถาหรือสีลกถา ก็พอ ฯ

    โส ตํ สุตฺวาว กุจฺฉิยํ อุฏฺฐิเตน ฑาเหน สนฺตปฺปมาโน “อิทานิ สา มยิ ภินฺนาติ เวเคน คนฺตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ สุณมานํ ทิสฺวา สตฺถารํ อาห “ภนฺเต อยํ อิตฺถี ทนฺธา สุขุมํ ธมฺมกถํ น ชานาติ, อิมิสฺสา ขนฺธาทิปฺปฏิสํยุตฺตํ สุขุมํ ธมฺมกถํ อกเถตฺวา ทานกถํ วา สีลกถํ วา กเถตุํ วฏฺฏตีติ.

    (อ.ภิกษุ) นั้น ฟังแล้ว (ซึ่งคำ) นั้น เทียว เดือดร้อนอยู่ เพราะความเร่าร้อน อันตั้งขึ้นแล้ว ในท้อง (คิดแล้ว) ว่า (อ.หญิง) นั้น แตกแล้ว ในเรา ในกาลนี้ ดังนี้ ไปแล้ว โดยเร็ว เห็นแล้ว (ซึ่งมหาอุบาสิกา) ผู้ฟังอยู่ ซึ่งธรรม ในสำนัก ของพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หญิง นี้ เป็นคนเขลา (เป็น) ย่อมไม่รู้ ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม อันละเอียด อ.อัน (อันพระองค์) ไม่ตรัส ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม อันละเอียด อันประกอบพร้อมเฉพาะแล้วด้วยสภาวธรรมมีขันธ์ เป็นต้นแล้ว จึง ตรัส ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งทาน หรือ หรือว่า ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งศีล (แก่หญิง) นี้ ย่อมควร ดังนี้ กะพระศาสดา ฯ

    เธอพอได้ฟังข่าวนั้น ทุรนทุรายอยู่ เพราะความกลัดกลุ้มอันตั้งขึ้นในท้อง (ควรจะเป็น อนฺโต ในภายใน) นึกว่า " เดี๋ยวนี้ อุบาสิกานั้นแตกจากเราแล้ว " รีบไป เห็น หญิงนั้นฟังธรรมอยู่ในสำนักพระศาสดาจึงทูลพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า หญิงคนนี้เขลา ไม่เข้าใจธรรมกถาอันละเอียด, อย่าตรัสธรรมกถา อันละเอียดซึ่งประดับด้วยสภาวธรรมมีขันธ์เป็นต้น ตรัสแต่เพียงทานกถาหรือสีลกถาแก่เขาก็พอง "

  4. ๔

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงทราบอัชฌาสัยของเธอแล้ว ตรัสว่า เธอเป็นคนปัญญาทราม อาศัยความเห็นที่ต่ำทราม จึงห้ามปรามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เธอพยายามเพื่อฆ่าตัวเองโดยแท้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา ตสฺส อชฺฌาสยํ วิทิตฺวา “ตฺวํ ทุปฺปญฺโญ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย พุทฺธานํ สาสนํ ปฏิกฺโกสสิ, อตฺตฆาตาเยว วายมสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซึ่งอัธยาศัย (ของภิกษุ) นั้น ตรัสแล้ว ว่า อ.เธอ เป็นผู้มีปัญญาอันโทษประทุษร้ายแล้ว (เป็น) อาศัยแล้ว ซึ่งทิฏฐิ อันชั่ว ย่อมคัดค้าน ซึ่งคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า ท. (อ.เธอ) ย่อมพยายาม เพื่ออันฆ่าซึ่งตนนั่นเทียว ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ทรงทราบอัชฌาสัยของเธอแล้ว ตรัสว่า " เธอ เป็นคนปัญญาโฉด อาศัจทิฏฐิอันชั่วช้า ห้ามปรามคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า, เธอพยายามเพื่อฆ่าตนเอง " แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  5. ๕

    บุคคลใดปัญญาทราม อาศัยความเห็นที่ต่ำทราม คัดค้านคำสอนของพระอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้เป็นพระอรหันต์ผู้มีปรกติเป็นอยู่โดยธรรม บุคคลนั้น ย่อมเกิดมาเพื่อฆ่าตนเหมือนขุยของไม้มีหนาม ฉะนั้น ฯ

    “โย สาสนํ อรหตํ อริยานํ ธมฺมชีวินํ ปฏิกฺโกสติ ทุมฺเมโธ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย ปาปิกํ, ผลานิ กณฺฏกสฺเสว อตฺตฆญฺญาย ผลฺลตีติ.

    (อ.บุคคล) ใด ผู้มีปัญญาอันโทษประทุษร้ายแล้ว อาศัยแล้ว ซึ่งทิฏฐิ อันชั่ว ย่อมคัดค้าน ซึ่งคำสั่งสอน ของพระอริยเจ้า ท. ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้เป็นอยู่โดยธรรม โดยปกติ (อ.บุคคล นั้น) ย่อมเกิด เพื่ออันฆ่าซึ่งตน เพียงดัง อ.ขุย ท. ของไม้มีหนาม (ต้นไผ่) (เกิดอยู่ เพื่ออันฆ่าซึ่งตน) ดังนี้ ฯ

    " บุคคลให้ปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้า คัดค้านคำสั่งสอนของพระอริยบุคคล ผู้อรหันต์ มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม, บุคคลนั้นย่อมเกิด มาเพื่อฆ่าตนเหมือนขุยแห่งไม้ไผ่. "

  6. ๖

    เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า บุคคลใด มีปัญญาทราม อาศัยความเห็นที่ต่ำทราม ห้ามปรามพวกคนที่พูดว่า พวกเราจักฟังธรรม หรือจักถวายทาน เพราะกลัวความเสื่อมเสียสักการะของตน ชื่อว่าคัดค้านคำสอนของพระอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้มีปรกติเป็นอยู่โดยธรรม คือของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ

    ตสฺสตฺโถ “โย ทุมฺเมโธ ปุคฺคโล อตฺตโน สกฺการหานิภเยน ปาปิกํ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย `ธมฺมํ วา โสสฺสาม, ทานํ วา ทสฺสามาติ วทนฺเต ปฏิกฺโกสนฺโต อรหตํ อริยานํ ธมฺมชีวินํ พุทฺธานํ สาสนํ ปฏิกฺโกสติ.

    อ.เนื้อความ ว่า อ.บุคคล ใด ผู้มีปัญญาอันโทษประทุษร้ายแล้ว อาศัยแล้ว ซึ่งทิฏฐิ อันชั่ว คัดค้านอยู่ (ซึ่งชน ท.) ผู้กล่าวอยู่ ว่า (อ.เรา ท.) จักฟัง ซึ่งธรรม หรือ หรือว่า (อ.เรา ท.) จักถวาย ซึ่งทาน ดังนี้ เพราะความกลัวแต่ความเสื่อมแห่งสักการะ ของตน ชื่อว่า ย่อมคัดค้าน ซึ่งคำสั่งสอน ของพระอริยเจ้า ท. ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้เป็นอยู่โดยธรรมโดยปกติ คือว่า ของพระพุทธเจ้า ท. ฯ

    ความแห่งพระคาถานั้นว่า :- " บุคคลใดปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้า ห้ามปรามพวก คนผู้กล่าวอยู่ว่า ' จักฟังธรรมก็ดี, ' ว่า ' จักถวายทานก็ดี, ' เพราะกลัว แต่เสื่อมสักการะของตน ชื่อว่าโต้แย้งคำสั่งสอนของพระอริยบุคคล ผู้อรหันต์ มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม คือพระพุทธเจ้า,

  7. ๗

    การคัดค้านนั้นและความเห็นที่ต่ำทรามนั้น ของบุคคลนั้น ย่อมเป็นเหมือนขุยของไม้มีหนามกล่าวคือไม้ไผ่ เพราะฉะนั้น แม้บุคคลนั้น ย่อมเกิดมาเพื่อฆ่าตน เปรียบเสมือนไม้มีหนาม เมื่อตกขุย ย่อมตกขุยเพื่อฆ่าตนนั่นแหละ ฉะนั้น ฯ

    ตสฺส ตํ ปฏิกฺโกสนํ สา จ ปาปิกา ทิฏฺฐิ เวฬุสงฺขาตสฺส กณฺฏกสฺส ผลานิ วิย โหติ, ตสฺมา ยถา กณฺฏโก ผลานิ คณฺหนฺโต อตฺตฆญฺญาย ผลฺลติ อตฺตโน ฆาตตฺถเมว ผลฺลติ; เอวํ โสปิ อตฺตโน ฆาตาย ผลฺลตีติ.วุตฺตํปิ เจตํ

    อ.การคัดค้าน นั้น ด้วย อ.ทิฏฐิ อันชั่ว นั้น ด้วย (แห่งบุคคล) นั้น ย่อมเป็น ราวกะ อ.ขุย ท. ของไม้มีหนาม อันอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าไม้ไผ่ เพราะเหตุนั้น อ.ไม้มีหนาม ถือเอาอยู่ ซึ่งขุย ท. ชื่อว่า ย่อมเกิด เพื่ออันฆ่าซึ่งตน คือว่า ย่อมเกิด เพื่อประโยชน์แก่อันฆ่า ซึ่งตน นั่นเทียว ฉันใด (อ.บุคคลผู้มีปัญญาอันโทษประทุษร้ายแล้ว) แม้นั้น ย่อมเกิด เพื่ออันฆ่า ซึ่งตน ฉันนั้น ดังนี้ (แห่งคำอันเป็น พระคาถา) นั้น (อันบัณฑิต พึงทราบ) ฯ จริงอยู่ (อ.คำอันเป็นคาถา) แม้ นั่น (อันพระธรรมสังคาหกาจารย์) กล่าวแล้ว ว่า

    การโต้แย้งและทิฏฐิอันเลวทรามนั้นของบุคคลนั้น ย่อมเป็นเหมือนขุยของไม้มีหนาม กล่าวคือไม้ไผ่, เหตุนั้น ไม้ไผ่เมื่อตกขุย ย่อมตกเพื่อฆ่าตนเท่านั้น ฉันใด; แม้บุคคลนั้นก็ย่อมเกิดมาเพื่อฆ่าตน คือว่าเกิดมาเพื่อผลาญ ตนเอง ฉันนั้น. สมจริง แม้คาถาประพันธ์นี้ พระผู้มีพระภาคก็ได้ ตรัสไว้ว่า :-

ภาค ๖ อตฺตทตฺถตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๖ อตฺตทตฺถตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑ หน้า ๒๖–๒๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมเด็จพระบรมศาสดา ประทานสาธุการแก่พระอัตตทัตถเถระนั้นแล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีความรักในเรา ผู้นั้นควรเป็นดุจอัตตทัตถะ เพราะว่า ชนทั้งหลาย บูชาอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น ย่อมไม่ชื่อว่าบูชาเรา ส่วนผู้บูชาอยู่ ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมชื่อว่าบูชาเรา เพราะฉะนั้น ภิกษุแม้รูปอื่นก็พึงเป็นเช่นอัตตทัตถะ ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา ตสฺส สาธุการํ ทตฺวา “ภิกฺขเว ยสฺส มยิ สิเนโห อตฺถิ, เตน อตฺตทตฺถตฺเถเรน วิย ภวิตุํ วฏฺฏติ; น หิ คนฺธาทีหิ ปูเชนฺตา มํ ปูเชนฺติ, ธมฺมานุธมฺมปฺปฏิปตฺติยา ปน มํ ปูเชนฺติ; ตสฺมา อญฺเญนปิ อตฺตทตฺถสทิเสน ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ (แก่พระเถระ) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.ความรัก ในเรา มีอยู่ (แก่บุคคล) ใด, อ.อัน (อันบุคคล) นั้น เป็นราวกะว่า อัตตทัตถเถระ เป็น ย่อมควร, จริงอยู่ (อ.ชน ท.) บูชาอยู่ (ด้วยวัตถุ ท.) มีของหอมเป็นต้น ชื่อว่าย่อมบูชา ซึ่งเรา หามิได้, ส่วนว่า (อ.ชน ท. บูชาอยู่) ด้วยการปฏิบัติซึ่งธรรมอันสมควรแก่ธรรม ชื่อว่า ย่อมบูชา ซึ่งเรา, เพราะเหตุนั้น (อันบุคคล) แม้อื่น เป็นเช่นกับด้วยอัตตทัตถะ พึงเป็น ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ประทานสาธุการแก่พระเถระนั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีความสิเน่หาในเรา, ผู้นั้นควรเป็นดุจอัตตทัตถะ, ด้วยว่าชนทั้งหลายบูชาอยู่ ด้วยวัตถุต่าง ๆ มีของหอม เป็นต้น ย่อมชื่อว่าบูชาเรา, ส่วนผู้บูชาอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมชื่อว่าบูชาเรา; เพราะฉะนั้น แม้ภิกษุรูปอื่นก็ พึงเป็นเช่นอัตตทัตถะ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  2. ๒

    บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตน ให้เสื่อมเสียไป
    เพราะประโยชน์ของผู้อื่น แม้มาก รู้จักประโยชน์
    ของตนแล้ว พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน ฯ

    “อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย, อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปฺปสุโต สิยาติ.

    (อ.บุคคล) ยังประโยชน์ของตน ไม่พึงให้เสื่อม ด้วยประโยชน์ของบุคคลอื่น แม้มาก, (อ.บุคคล) รู้ยิ่งแล้ว ซึ่งประโยชน์ของตน เป็นผู้ขวนขวายแล้วในประโยชน์อันเป็นของตน พึงเป็น ดังนี้ ฯ

    " บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตน ให้เสื่อมเสียเพราะประโยชน์ของคนอื่นแม้มาก, รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงเป็นผู้ขวนขวายใน ประโยชน์ของตน. "

  3. ๓

    เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า อันดับแรก บุคคลผู้เป็นคฤหัสถ์ ไม่พึงยังประโยชน์ของตนแม้เพียงกากณิกหนึ่งให้เสื่อมเสียไป เพราะประโยชน์ของผู้อื่น แม้ประมาณตั้งพัน ฯ

    ตสฺสตฺโถ “คิหิภูโต ตาว กากณิกมตฺตํปิ อตฺตโน อตฺถํ สหสฺสมตฺเตนาปิ ปรสฺส อตฺเถน น หาปเย.

    อ.เนื้อความ (แห่งคำอันเป็นพระคาถา) นั้น ว่า (อ.บุคคล) ผู้เป็นคฤหัสถ์เป็นแล้ว ยังประโยชน์ ของตน แม้มีกากณิก เป็นประมาณ ไม่พึงให้เสื่อม ด้วยประโยชน์ (ของบุคคล) อื่น แม้มีพันเป็นประมาณ ก่อน ฯ

    เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :- " บุคคลผู้เป็นคฤหัสถ์ ไม่พึงยังประโยชน์ของตน แม้ประมาณ กากณิกหนึ่งให้เสื่อมเสีย เพราะประโยชน์ของคนอื่น แม้ประมาณ ค่าตั้งพันทีเดียว.

  4. ๔

    เพราะว่าประโยชน์ของตนของบุคคลนั้นแหละ แม้เพียงกากณิกหนึ่ง ย่อมยังของควรขบเคี้ยวหรือของควรบริโภคให้สำเร็จได้ประโยชน์ของผู้อื่น หาให้สำเร็จได้ไม่ ฯ

    กากณิกมตฺโตปิ หิสฺส อตฺตทตฺโถว ขาทนียํ วา โภชนียํ วา นิปฺผาเทติ, น ปรตฺโถ.

    ด้วยว่า อ.ประโยชน์ของตนเทียว (ของบุคคล) นั้น แม้มีกากณิก เป็นประมาณ ยังของอันบุคคลพึงเคี้ยว หรือ หรือว่า ยังของ อันบุคคลพึงบริโภค ย่อมให้สำเร็จ, อ.ประโยชน์ของบุคคลอื่น (ยังของอันบุคคลพึงเคี้ยว หรือ หรือว่า ยังของอันบุคคลพึงบริโภค ย่อมให้สำเร็จ) หามิได้ ฯ

    ด้วยว่าประโยชน์ของตนแห่งบุคคลนั้นแล แม้ประมาณกากณิกหนึ่ง ก็ยังของควรเคี้ยวหรือของควรบริโภคให้สำเร็จ ได้, ประโยชน์ของคนอื่น หาให้สำเร็จไม่.

  5. ๕

    ส่วนสองบาทพระคาถาหลังนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสอย่างนั้น ตรัสด้วยหัวข้อแห่งกัมมัฏฐาน

    อิทํ ปน เอวํ อกเถตฺวา กมฺมฏฺฐานสีเสน กถิตํ.

    ก็ (อ.พระดำรัส) นี้ ว่า (อตฺตทตฺโถ ดังนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ไม่ตรัสแล้ว อย่างนี้ ตรัสแล้ว โดยหัวข้อแห่งกัมมัฏฐาน ฯ

    ส่วนสองบาทพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนั้น ตรัสด้วยหัวข้อแห่ง กัมมัฏฐาน.

  6. ๖

    เพราะฉะนั้น ภิกษุ ตั้งใจว่า เราจะไม่ยังประโยชน์ของตนให้เสื่อมเสียไป ดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงทำกิจมีการปฏิสังขรณ์พระเจดีย์เป็นต้น อันเกิดขึ้นแก่สงฆ์ หรือวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้นให้เสื่อมเสียไป

    ตสฺมา “อตฺตทตฺถํ น หาเปมีติ ภิกฺขุนา สงฺฆสฺส อุปฺปนฺนํ เจติยปฺปฏิสงฺขรณาทิกิจฺจํ วา อุปชฺฌายาทิวตฺตํ วา น หาเปตพฺพํ,

    เพราะเหตุนั้น อ.กิจมีการซ่อมแซมซึ่งเจดีย์เป็นต้น อันเกิดขึ้นแล้ว แก่สงฆ์ หรือ หรือว่า อ.วัตรมีวัตรเพื่ออุปัชฌาย์เป็นต้น อันภิกษุ ไม่พึงให้เสื่อม (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา) จะไม่ยังประโยชน์ ของตน ให้เสื่อม ดังนี้ ฯ

    เพราะฉะนั้น ภิกษุตั้งใจว่า ' เราจะไม่ยังประโยชน์ของ ตนให้เสื่อมเสีย, ดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงยังกิจมีการปฏิสังขรณ์พระเจดีย์เป็นต้น อันบังเกิดขึ้นแก่สงฆ์ หรือวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้นให้ เสื่อมเสีย,

  7. ๗

    ความจริง ภิกษุบำเพ็ญ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์อยู่นั่นแหละ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งผลทั้งหลายมีอริยผลเป็นต้นได้

    อภิสมาจาริกวตฺตํ หิ ปูเรนฺโตเยว อริยผลาทีนิ สจฺฉิกโรติ.

    ด้วยว่า (อ.บุคคล) ยังอภิสมาจาริกวัตร ให้เต็มอยู่ นั่นเทียว ย่อมกระทำให้แจ้ง (ซึ่งผล ท.) มีอริยผลเป็นต้น ฯ

    ด้วยว่า ภิกษุบำเพ็ญอภิสมาจาริกวัตรให้สมบูรณ์อยู่แล ย่อมทำให้แจ้งซึ่งผลทั้งหลายมีอริยผลเป็นต้น.

  8. ๘

    เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญอภิสมาจาริกวัตรแม้นี้ จึงชื่อว่าเป็นประโยชน์ของตนแท้ ฯ

    ตสฺมา อยํปิ อตฺตทตฺโถว.

    เพราะเหตุนั้น (อ.ประโยชน์) แม้นี้ เป็นประโยชน์ของตนเทียว (ย่อมเป็น) ฯ

    เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญวัตรให้บริบูรณ์ แม้นี้ จึงชื่อว่าเป็นประโยชน์ของตนแท้.

  9. ๙

    อนึ่ง ภิกษุรูปใด เป็นผู้ปรารภวิปัสสนาอย่างยิ่ง เที่ยวปรารถนาความรู้แจ้งว่า เราจักรู้แจ้ง ในวันนี้ ๆ แหละ ดังนี้ ภิกษุรูปนั้น แม้ยังวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้นให้เสื่อมไป ก็พึงทำกิจของตนนั่นแหละ ฯ

    โย ปน อจฺจารทฺธวิปสฺสโก `อชฺช อชฺเชวาติ ปฏิเวธํ ปตฺถยมาโน วิจรติ, เตน อุปชฺฌายาทิวตฺตานิปิ หาเปตฺวา อตฺตโน กิจฺจเมว กาตพฺพํ.

    ส่วนว่า (อ.บุคคล) ใด ผู้มีวิปัสสนาอันปรารภยิ่งแล้ว ย่อมเที่ยว ปรารถนาอยู่ ซึ่งอันรู้ตลอด ว่า (อ.เรา จักรู้ตลอด) ในวันนี้ (อ.เรา จักรู้ตลอด) ในวันนี้นั่นเทียว ดังนี้, อ.กิจ ของตน นั่นเทียว (อันบุคคล) นั้น แม้ยังวัตรมีวัตรเพื่ออุปัชฌาย์เป็นต้น ท. ให้เสื่อมแล้ว พึงกระทำ ฯ

    อนึ่ง ภิกษุใด มีวิปัสสนาอันปรารภยิ่งแล้ว ปรารถนาการแทง ตลอดว่า ' เราจักแทงตลอดในวันนี้ ๆ แหละ ' ดังนี้แล้ว ประพฤติ อยู่, ภิกษุนั้น แม้ยังวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้นให้เสื่อมแล้ว ก็พึง ทำกิจของตนให้ได้.

  10. ๑๐

    ความจริง ภิกษุรู้จักประโยชน์ของตนแบบนี้ คือ กำหนดว่า นี้เป็นประโยชน์ ของเรา พึงเป็นผู้เร่งขวนขวายประกอบ ในประโยชน์ของตนนั้น ดังนี้ ฯ

    เอวรูปํ หิ อตฺตทตฺถมภิญฺญาย `อยํ เม อตฺตโน อตฺโถติ สลฺลกฺเขตฺวา ตสฺมึ สเก อตฺเถ อุยฺยุตฺตปฺปยุตฺโต ภเวยฺยาติ.

    ก็ (อ.บุคคล) รู้ยิ่งแล้ว ซึ่งประโยชน์ของตน มีอย่างนี้เป็นรูป คือว่า กำหนดแล้ว ว่า (อ.ประโยชน์) นี้ เป็นประโยชน์ ของตน ของเรา (ย่อมเป็น) ดังนี้ (เป็นผู้ขวนขวายแล้วในประโยชน์อันเป็นของตน พึงเป็น), (อ.อรรถ) ว่า อ.บุคคล เป็นผู้ขวนขวายแล้วและประกอบแล้ว ในประโยชน์ นั้น ชื่อว่าอันเป็นของตน พึงเป็น (ดังนี้ แห่งบาทแห่งพระคาถา) ว่า สทตฺถปฺปสุโต สิยา ดังนี้ ดังนี้ (อันบัณฑิต พึงทราบ) ฯ

    ก็ภิกษุรู้จักประโยชน์ของตนเห็นปานนั้น คือ กำหนดได้ว่า ' นี้เป็นประโยชน์ตนของเรา ' พึงเป็นผู้เร่งขวนขวาย ประกอบในประโยชน์ของตนนั้น. "

ภาค ๖ เปสการธีตุวตฺถุ

ภาค ๖ เปสการธีตุวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๑ หน้า ๔๒–๔๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ปัญหาที่เราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเราถามว่า เธอไม่ทราบหรือ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ทราบ ฯ

    อถสฺสา สตฺถา “มยา ปุจฺฉิตปญฺโหเยว ตยา วิสฺสชฺชิโตติ ทุติยํ สาธุการํ ทตฺวา อุตฺตรึปิ ปุจฺฉิ “อถ กสฺมา `น ชานาสีติ ปุฏฺฐา `ชานามีติ วเทสีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ที่ ๒ ว่า อ.ปัญหา อันเรา ถามแล้วนั่นเทียว อันเธอ แก้แล้ว ดังนี้ (แก่กุมาริกา) นั้น ตรัสถามแล้ว แม้ยิ่ง ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.เธอ) ผู้ (อันเรา) ถามแล้ว ว่า (อ.เธอ) ย่อมไม่รู้ หรือ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า (อ.หม่อมฉัน) ย่อมรู้ ดังนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า " ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว " แล้วตรัสถามแม้ข้อ ต่อไปว่า " เมื่อเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ' ไม่ทราบหรือ ? ' เพราะ เหตุไร จึงกล่าวว่า ' ทราบ ? "

  2. ๒

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันทราบเฉพาะภาวะคือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น ฯ

    “ภนฺเต มม มรณภาวเมว ชานามิ, ตสฺมา เอวํ วเทมีติ.

    (อ.กุมาริกา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.หม่อมฉัน) ย่อมรู้ ซึ่งความเป็นคืออันตาย แห่งหม่อมฉัน นั่นเทียว, เพราะเหตุนั้น (อ.หม่อมฉัน) ย่อมกราบทูล อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    กุมาริกา. พระเจ้าข้า หม่อนฉันย่อมทราบภาวะคือความตาย ของหม่อมฉันเท่านั้น, เหตุนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น.

  3. ๓

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาทรงประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ปัญหาที่เราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว แล้วตรัสถามปัญหาแม้ข้อต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเราถามว่า เธอทราบหรือ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ไม่ทราบ ฯ

    อถสฺสา สตฺถา “มยา ปุจฺฉิตปญฺโหเยว ตยา วิสฺสชฺชิโตติ ตติยํ สาธุการํ ทตฺวา อุตฺตรึปิ ปุจฺฉิ “อถ กสฺมา `ชานาสีติ ปุฏฺฐา `น ชานามีติ วเทสีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ที่ ๓ ว่า อ.ปัญหา อันเรา ถามแล้วนั่นเทียว อันเธอ แก้แล้ว ดังนี้ (แก่กุมาริกา) นั้น ตรัสถามแล้ว แม้ยิ่ง ว่า (ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น) (มีอยู่) (อ.เธอ) ผู้ (อันเรา) ถามแล้ว ว่า (อ.เธอ) ย่อมรู้ หรือ ดังนี้ กล่าวแล้วว่า (อ.หม่อมฉัน) ย่อมไม่รู้ ดังนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๓ ว่า " ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว " แล้วตรัสถามแม้ข้อ ต่อไปว่า " เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ' เธอย่อมทราบ หรือ ? ' เพราะเหตุไร จึงพูดว่า ' ไม่ทราบ ? "

  4. ๔

    หม่อมฉันทราบเฉพาะภาวะคือความตายของหม่อมฉัน เท่านั้น พระเจ้าข้า แต่ไม่ทราบว่า หม่อมฉันจักตายในเวลากลางคืนกลางวันหรือเวลาเช้าเป็นต้น ชื่อในกาลโน้น เพราะฉะนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น ฯ

    “มม มรณภาวเมว ชานามิ ภนฺเต, `รตฺตินฺทิวปุพฺพณฺหาทีสุ ปน อสุกกาเล นาม มริสฺสามีติ น ชานามิ; ตสฺมา เอวํ วเทมีติ.

    (อ.กุมาริกา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.หม่อมฉัน) ย่อมรู้ ซึ่งความเป็นคืออันตาย แห่งหม่อมฉัน นั่นเทียว, แต่ว่า (อ.หม่อมฉัน) ย่อมไม่รู้ ว่า อ.หม่อมฉัน จักตาย (ในกาล ท.) มีกลางคืนและกลางวันและสมัยอันเป็นเบื้องต้นแห่งวันเป็นต้น หนา ชื่อ ในกาลโน้น ดังนี้, เพราะเหตุนั้น (อ.หม่อมฉัน) ย่อมกราบทูล อย่างนี้ ดังนี้ ฯ

    กุมาริกา. หม่อมฉันย่อมทราบแต่ภาวะคือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น พระเจ้าข้า, แต่ย่อมไม่ทราบว่า ' จักตายในเวลากลางคืน กลางวันหรือเวลาเช้าเป็นต้น ในกาลชื่อโน้น, เพราะเหตุนั้น จึงพูด อย่างนั้น. "

  5. ๕

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ทรงประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ปัญหาที่เราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว ทรงเตือนบริษัทแล้วตรัสว่า พวกท่านไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้ ที่นางกุมาริกานี้กล่าวแล้ว คอยเพ่งโทษอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่า ชนเหล่าใดไม่มีดวงตาปัญญา ชนเหล่านั้น เป็นคนบอดแน่แท้ ชนเหล่าใด มีดวงตาปัญญา ชนเหล่านั้นแหละเป็นคนมีดวงตา (ดี) ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

    อถสฺสา สตฺถา “มยา ปุจฺฉิตปญฺโหเยว ตยา วิสฺสชฺชิโตติ จตุตฺถํ สาธุการํ ทตฺวา ปริสํ อามนฺเตตฺวา “เอตฺตกํ นาม ตุมฺเห อิมาย กถิตํ น ชานาถ, เกวลํ อุชฺฌายเถว; เยสญฺหิ ปญฺญาจกฺขุ นตฺถิ, เต อนฺธาเยว; เยสํ ปญฺญาจกฺขุ อตฺถิ; เตเอว จกฺขุมนฺโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงประทานแล้ว ซึ่งสาธุการ ที่ ๔ ว่า อ.ปัญหา อันเรา ถามแล้ว นั่นเทียว อันเธอ แก้แล้ว ดังนี้ (แก่ธิดาของนายช่างหูก) นั้น ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งบริษัท ตรัสแล้ว ว่า อ.ท่าน ท. ย่อมไม่รู้ (ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว) อัน (อันกุมาริกา) นี้ กล่าวแล้ว ชื่อ มีประมาณเท่านี้ (อ.ท่าน ท.) ย่อมยกโทษ อย่างเดียว นั่นเทียว เพราะว่า อ.จักษุคือปัญญา ย่อมไม่มี (แก่ชน ท.) เหล่าใด (อ.ชน ท.) เหล่านั้น เป็นผู้บอด นั่น เทียว (ย่อมเป็น) อ.จักษุคือปัญญา มีอยู่ (แก่ชน ท.) เหล่าใด (อ.ชน ท.) เหล่านั้นนั่นเทียว เป็นผู้มีจักษุ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ลำดับนั้น พระศาสดา ประทานสาธุการครั้งที่ ๔ แก่นางว่า " ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว " แล้วตรัสเตือนบริษัท ว่า " พวกท่านย่อมไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้ ที่นางกุมาริกา นี้กล่าวแล้ว, ย่อมโพนทนาอย่างเดียวเท่านั้น; เพราะจักษุคือ ปัญญาของชนเหล่าใดไม่มี, ชนเหล่านั้น เป็น (ดุจ) คนบอดทีเดียว; จักษุคือปัญญาของชนเหล่าใดมีอยู่, ชนเหล่านั้นนั่นแล เป็นผู้มีจักษุ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  6. ๖

    ชาวโลกนี้เป็นคนบอด ในโลกนี้น้อยคน จะเห็นแจ้งได้
    น้อยคนจะไปสวรรค์ เหมือนนกที่หลุดพ้นจากตาข่าย
    ฉะนั้น ฯ

    “อนฺธภูโต อยํ โลโก, ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ, สกุโณ ชาลมุตฺโตว อปฺโป สคฺคาย คจฺฉตีติ.

    อ.สัตว์โลก นี้ เป็นผู้บอดเป็นแล้ว (ย่อมเป็น) (อ.ชน ในโลก) นี้ น้อยคน จะเห็นแจ้ง (อ.ชน) น้อยคน จะไป สู่สวรรค์ เพียงดัง อ.นก ตัวพ้นแล้วจากข่าย ดังนี้ ฯ

    " สัตวโลกนี้เป็นเหมือนคนบอด, ในโลกนี้น้อยคน จะเห็นแจ้งได้, น้อยคนจะไปในสวรรค์ เหมือนนกหลุดแล้วจากข่าย (มีน้อย) ฉะนั้น. "

  7. ๗

    บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า อยํ โลโก ความว่า มหาชนในโลกนี้ ชื่อว่าเป็นคนบอด เพราะไม่มีดวงตาปัญญา ฯ

    ตตฺถ “อยํ โลโกติ: อยํ โลกิยมหาชโน ปญฺญาจกฺขุโน อภาเวน อนฺธภูโต.

    (อ.อรรถ) ว่า อ.โลกิยมหาชน นี้ ชื่อว่าเป็นผู้บอดเป็นแล้ว เพราะความไม่มี แห่งจักษุคือปัญญา (ย่อมเป็น ดังนี้ แห่งในบท ท.) เหล่านั้น หนา (หมวดสองแห่งบท) ว่า อยํ โลโก ดังนี้ ฯ

    บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า อยํ โลโก ความว่า โลกิยมหาชนนี้ ชื่อว่าเป็นเหมือนคนบอด เพราะไม่มีจักษุคือปัญญา.

  8. ๘

    สองบทว่า ตนุเกตฺถ ความว่า ชนในโลกนี้น้อยคน คือไม่มาก จะเห็นแจ้งได้ ด้วยอำนาจพระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ฯ

    ตนุเกตฺถาติ: ตนุโก เอตฺถ น พหุ ชโน อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสติ.

    (อ.อรรถ) ว่า อ.ชน (ในโลก) นี้ น้อยคน คือว่า ไม่มาก จะเห็นแจ้ง ด้วยสามารถแห่งไตรลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น (ดังนี้ แห่งหมวดสองแห่งบท) ว่า ตนุเกตฺถ ดังนี้ ฯ

    สองบทว่า ตนุเกตฺถ ความว่า ชนในโลกนี้น้อยคน คือไม่มาก จะเห็นแจ้ง ด้วยสามารถแห่งไตรลักษณ์มีไม่เที่ยงเป็นต้น.

  9. ๙

    บทว่า ชาลมุตฺโตว ความว่า เปรียบเหมือนบรรดานกกระจาบทั้งหลาย ที่ถูกนายพรานนกผู้ฉลาดตลบด้วยข่ายจับเอาอยู่ นกกระจาบบางตัวเท่านั้น จะหลุดพ้นจากข่ายได้ ที่เหลือ ย่อมเข้าไปสู่ภายในข่ายทั้งนั้น ฉันใด บรรดามหาชนชาวโลก ผู้ข้องอยู่ในกิเลสที่ถูกตลบไว้ด้วยข่ายมาร ชนชาวโลกผู้ข้องอยู่ในกิเลสจำนวนมาก ย่อมเป็นผู้ไปสู่อบายภูมิ ชนชาวโลกผู้ข้องอยู่ในกิเลส น้อยคน คือเพียงบางคนเท่านั้น จะไปสวรรค์ คือบรรลุถึงสุคติภูมิ หรือพระนิพพานได้ ฉันนั้น ฯ

    ชาลมุตฺโตวาติ; ยถา เฉเกน สากุณิเกน ชาเลน โอตฺถริตฺวา คยฺหมาเนสุ วฏฺฏเกสุ โกจิเทว ชาลโต มุจฺจติ, เสสา อนฺโตชาลเมว ปวิสนฺติ; ตถา มารชาเลน โอตฺถเตสุ สตฺเตสุ พหู อปายคามิโน โหนฺติ, อปฺโป โกจิเทว สคฺคาย คจฺฉติ สุคตึ วา นิพฺพานํ วา ปาปุณาตีติ อตฺโถ.

    อ.อรรถ ว่า (อ.) ในนกกระจาบ ท. ตัว อันบุคคลผู้ฆ่าซึ่งนกเป็นอยู่ ผู้ฉลาด ครอบ จับเอาอยู่ ด้วยข่าย หนา (นกกระจาบ) บางตัว นั่นเทียว จะพ้น จากข่าย (อ.นกกระจาบ ท.) ที่เหลือ ย่อมเข้าไป สู่ภายในแห่งข่ายนั่นเทียว ฉันใด ในสัตว์ ท. ผู้ อันข่ายคือมาร ท่วมทับแล้ว หนา (อ.สัตว์ ท.) มาก เป็นผู้ไปสู่อบายโดยปกติ ย่อมเป็น (อ.สัตว์) น้อย คือว่า ไร ๆ นั่นเทียว จะไป สู่สวรรค์ คือว่า จะถึง ซึ่งสุคติ หรือ หรือว่า ซึ่งพระนิพพาน ฉันนั้น ดังนี้ (แห่งบท) ว่า ชาลมุตฺโตว ดังนี้เป็นต้น ฯ

    บทว่า ชาลมุตฺโต ว ความว่า บรรดาฝูงนกกระจาบที่นายพรานนกผู้ฉลาดตลบด้วยข่ายจับเอาอยู่ นกกระจาบบางตัวเท่านั้น ย่อมหลุดจากข่ายได้, ที่เหลือ ย่อมเข้าไปสู่ภายในข่ายทั้งนั้น ฉันใด; บรรดาสัตว์ที่ข่ายคือมารรวบไว้แล้ว สัตว์เป็นอันมาก ย่อมมีปกติไปสู่อบาย, น้อยคนคือบางคนเท่านั้น ไปในสวรรค์ คือย่อมถึงสุคติหรือนิพพาน ฉันนั้น.

ภาค ๖ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ

ภาค ๖ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ หน้า ๘๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    บริษัท มีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ แม้นั้นแล คิดว่า บัดนี้ แต่นี้ไป ในวันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา จึงเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ควรจะทราบวันเสด็จลงของพระบรมศาสดา เพราะว่า พวกข้าพเจ้า มิได้เฝ้าพระบรมศาสดา จักไม่ไป ฯ

    สาปิ โข ฉตฺตึสโยชนปริมณฺฑลา ปริสา “อิทานิ อิโต สตฺตเม ทิวเส มหาปวารณา ภวิสฺสตีติ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา อาห “ภนฺเต สตฺถุ โอโรหณทิวสํ ญาตุํ วฏฺฏติ, น หิ มยํ สตฺถารํ อทิสฺวา คมิสฺสามาติ.

    อ.บริษัท มีโยชน์ ๓๖ เป็นปริมณฑล แม้นั้น แล (คิดแล้ว) ว่า อ.ดิถีเป็นที่ยอมให้กล่าวตักเตือนอันใหญ่ จักมี ในวัน ที่ ๗ (แต่วัน) นี้ ในกาลนี้ ดังนี้ เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่ามหาโมคคัลลานะ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.อัน (อันเรา ท.) รู้ ซึ่งวันเป็นที่เสด็จลง แห่งพระศาสดา ย่อมควร, เพราะว่า อ.เรา ท. ไม่เห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา จักไป หามิได้ ดังนี้ ฯ

    บริษัท มีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ แม้นั้นแล คิดว่า " แต่บัดนี้ ไป ในวันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา " แล้วเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ กล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า ควรจะทราบวันเสด็จลง ของพระศาสดา, เพราะข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่เห็นพระศาสดาแล้ว จักไม่ไป. "

  2. ๒

    ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฟังถ้อยคำนั้นแล้วรับว่า ดีละ แล้วดำลงในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า บริษัทจงเห็นเรา ผู้ไปถึงเชิงเขาพระสุเมรุแล้วขึ้นไปอยู่ มีรูปปรากฏชัดอยู่ ดุจด้ายกัมพลสีเหลืองที่ร้อยร้อยไว้ในแก้วมณี ฉะนั้น ขึ้นไปแล้วโดยท่ามกลางเขาพระสุเมรุ ฯ

    อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ตํ กถํ สุตฺวา “สาธูติ ตตฺเถว ปฐวิยํ นิมุคฺโค “สิเนรุปาทํ คนฺตฺวา มํ อภิรุหนฺตํ ปริสา ปสฺสตูติ อธิฏฺฐาย มณิรตเน อาวุตํ ปณฺฑุกมฺพลสุตฺตํ วิย ปญฺญายมานรูโปว สิเนรุมชฺเฌน อภิรุหิ.

    อ.พระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีอายุ ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ ดำลงแล้ว ในแผ่นดิน (ในที่) นั้นนั่นเทียว อธิษฐานแล้ว ว่า อ.บริษัท จงเห็น ซึ่งเรา ผู้ไปแล้ว สู่เชิงแห่งภูเขาชื่อว่าสิเนรุ ขึ้นเฉพาะอยู่ ดังนี้ มีรูปอันปรากฏอยู่เทียว ราวกะ อ.ด้ายแห่งผ้ากัมพลสีเหลือง อัน (อันบุคคล) ร้อยแล้ว ในรัตนะคือแก้วมณี ขึ้นเฉพาะแล้ว โดยท่ามกลางแห่งภูเขาชื่อว่าสิเนรุ ฯ

    ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฟังถ้อยคำนั้นแล้วรับว่า " ดีละ " แล้วดำลงในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า " บริษัทจงเห็นเรา ผู้ ไปถึงเชิงเขาสิเนรุแล้วขึ้นไปอยู่ " มีรูปปรากฏดุจด้ายกัมพลเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีเทียว ขึ้นไปแล้วโดยท่ามกลางเขาสิเนรุ.

  3. ๓

    แม้พวกมนุษย์ก็มองเห็นท่านว่าขึ้นไปได้โยชน์ ๑ แล้ว ขึ้นไปได้ ๒ โยชน์แล้ว ดังนี้เป็นต้น ฯ

    มนุสฺสาปิ นํ “เอกโยชนํ อภิรุฬฺโห ทฺวิโยชนํ อภิรุฬฺโหติ โอโลกยึสุ.

    แม้ อ.มนุษย์ ท. แลดูแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น (ด้วยความคิด) ว่า (อ.พระเถระ) ขึ้นเฉพาะแล้ว สิ้นโยชน์หนึ่ง (อ.พระเถระ) ขึ้นเฉพาะแล้ว สิ้นโยชน์ ๒ ดังนี้ ฯ

    แม้พวกมนุษย์ก็แลเห็นท่านว่า " ขึ้นไปแล้วโยชน์ ๑ ขึ้นไปแล้ว ๒ โยชน์ " เป็นต้น.

  4. ๔

    ฝ่ายพระเถระ ขึ้นไปถวายบังคมดุจเทินพระยุคลบาทของพระบรมศาสดา ไว้ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทประสงค์จะเฝ้าพระองค์ก่อนไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไร ฯ

    เถโรปิ สตฺถุ ปาเท สีเสน อุกฺขิปนฺโต วิย อภิรุหิตฺวา วนฺทิตฺวา เอวมาห “ภนฺเต ปริสา ตุมฺเห ทิสฺวาว คนฺตุกามา, กทา โอโรหิสฺสถาติ.

    แม้ อ.พระเถระ ขึ้นเฉพาะแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระบาท ท. ของพระศาสดา ราวกะ ยกขึ้นอยู่ โดยศีรษะ กราบทูลแล้ว อย่างนี้ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.บริษัท เป็นผู้ใคร่เพื่ออัน เห็นแล้ว ซึ่งพระองค์ ท. เทียว ไป (ย่อมเป็น), (อ.พระองค์ ท.) จักเสด็จลง ในกาลไร ดังนี้ ฯ

    แม้พระเถระ ขึ้นไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระศาสดา ดุจเทินไว้ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า " พระ เจ้าข้า บริษัทประสงค์จะเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วไป, พระองค์จัก เสด็จลงเมื่อไร ? "

  5. ๕

    โมคคัลลานะ ก็ สารีบุตรพี่ชายของเธอ อยู่ที่ไหน ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านจำพรรษาอยู่ที่สังกัสสนคร ฯ โมคคัลลานะ ในวันมหาปวารณา ในวันที่ ๗ จากวันนี้ไป เราจักลงที่ประตูเมืองสังกัสสนคร บริษัททั้งหลาย ผู้ต้องการเห็นเรา จงไป ณ ที่นั้นเถิด ฯ

    “กหํ ปน เต โมคฺคลฺลาน เชฏฺฐภาติโก สารีปุตฺโตติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ ก็ อ.สารีบุตร ผู้เป็นพี่ชายผู้เจริญที่สุด ของเธอ (ไปแล้ว) (ในที่) ไหน ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. โมคคัลลานะ ก็สารีบุตร พี่ของเธอ อยู่ที่ไหน.

ภาค ๖ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ

ภาค ๖ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑ หน้า ๙๘–๙๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสกะพญานาคนั้นว่า นี่อะไรกันมหาบพิตร ฯ

    อถ นํ สตฺถา อาห “กิมิทํ มหาราชาติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.เหตุ) นี้ อะไร ดังนี้ (กะนาคราช) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะ นาคราชนั้นว่า " นี่อะไรกัน ? มหาบพิตร. "

  2. ๒

    พญานาคกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระองค์ ได้บำเพ็ญสมณธรรมตลอดเวลา ๒๐,๐๐๐ ปี สมณธรรม แม้นั้นก็ไม่อาจจะช่วยข้าพระองค์ได้ ข้าพระองค์อาศัยเหตุเพียงเด็ดใบตะไคร้น้ำขาดไปเพียงเล็กน้อย ถือปฏิสนธิเป็นอเหตุกสัตว์ เป็นผู้บังเกิดแล้วในฐานะต้องเลื้อยคลานไปด้วยอก ข้าพระองค์ไม่ได้ความเป็นมนุษย์เลย ไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ไม่ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ตลอดเวลา ๑ พุทธันดร ฯ

    “อหํ ภนฺเต ตุมฺหาทิสสฺส พุทฺธสฺส สาวโก หุตฺวา วีสติวสฺสสหสฺสานิ สมณธมฺมํ อกาสึ, โสปิ มํ สมณธมฺโม นิตฺถาเรตุํ นาสกฺขิ, อปฺปมตฺตกํ เอรกปตฺตจฺฉินฺทนมตฺตํ นิสฺสาย อเหตุกปฺปฏิสนฺธึ คเหตฺวา อุเรน ปริสกฺกนฏฺฐาเน นิพฺพตฺโตมฺหิ, เอกํ พุทฺธนฺตรํ เนว มนุสฺสตฺตํ ลภามิ, น สทฺธมฺมสฺสวนํ, น ตุมฺหาทิสสฺส พุทฺธสฺส ทสฺสนนฺติ.

    (อ.นาคราช กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ เป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับพระองค์ เป็น ได้กระทำแล้ว ซึ่งสมณธรรม ตลอดพันแห่งปี ๒๐ ท., (อ.สมณธรรม) แม้นั้น ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันต้านทานไว้ ซึ่งข้าพระองค์, (อ.ข้าพระองค์) อาศัยแล้ว (ซึ่งเหตุ) สักว่าการตัด ซึ่งใบแห่งตะไคร้น้ำ อันมีประมาณน้อย ถือเอาแล้ว ซึ่งปฏิสนธิแห่งสัตว์ผู้หาเหตุมิได้ เป็นผู้บังเกิดแล้ว ในที่เป็นที่กระเสือกกระสนไป ด้วยอก ย่อมเป็น, (อ.ข้าพระองค์) ย่อมได้ ซึ่งความเป็นแห่งมนุษย์ หามิได้นั่นเทียว, (ย่อมได้) ซึ่งการฟังซึ่งพระสัทธรรม หามิได้, (ย่อมได้) ซึ่งการเฝ้า ซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับพระองค์ หามิได้ ตลอดพุทธันดร หนึ่ง ดังนี้ ฯ

    นาคราช. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ได้ทำสมณธรรมสิ้น ๒ หมื่นปี, แม้มณธรรมนั้น ก็ไม่อาจเพื่อจะช่วยข้าพระองค์ได้, ข้าพระองค์อาศัยเหตุสักว่าให้ใบตะไคร้น้ำขาดไปมีประมาณเล็กน้อย ถือปฏิสนธิในอเหตุกสัตว์เกิดใน ที่ที่ต้องเลื้อยไปด้วยอก, ย่อมไม่ได้ความเป็นมนุษย์เลย, ไม่ได้ ฟังพระธรรม, ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ตลอดพุทธันดรหนึ่ง.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของพญานาคนั้นแล้ว ตรัสว่า มหาบพิตร ธรรมดาว่า ความเป็นมนุษย์ บุคคลได้ยากแท้ การฟังพระสัทธรรม ก็เหมือนกัน ความอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เพราะว่า ทั้ง ๓ อย่างนี้ บุคคลย่อมได้โดยลำบากยากเย็น ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงธรรมตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา ตสฺส กถํ สุตฺวา “มหาราช มนุสฺสตฺตํ นาม ทุลฺลภเมว, ตถา สทฺธมฺมสฺสวนํ, ตถา พุทฺธุปฺปาโท; อิทญฺหิ กิจฺเฉน กสิเรน ลพฺภตีติ วตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว (ของนาคราช) นั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ชื่อ อ.ความเป็นแห่งมนุษย์ เป็นคุณชาตอันบุคคลพึงได้โดยยากนั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.เหมือนอย่างนั้น คือว่า อ.การฟังซึ่งพระสัทธรรม (เป็นคุณชาตอันบุคคลพึงได้โดยยาก ย่อมเป็น), อ.เหมือนอย่างนั้น คือว่า อ.การเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า (เป็นสภาพอันบุคคลพึงได้โดยยาก ย่อมเป็น), จริงอยู่ (อ.คุณชาติ มีอย่าง ๓) นี้ (อันบุคคล) ย่อมได้ โดยยาก โดยลำบาก ดังนี้ เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของนาคราชนั้นแล้ว ตรัสว่า " มหาบพิตร ชื่อว่าความเป็นมนุษย์ หาได้ยากนัก, การฟังพระสัทธรรม ก็อย่างนั้น, กาลอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ก็หาได้ยาก เหมือนกัน; เพราะว่าทั้ง ๓ อย่างนี้ บุคคลย่อมได้โดยลำบากยาก เย็น " เมื่อจะทรงแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  4. ๔

    การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นของยาก การฟังพระสัทธรรม เป็นของยากการที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นการยาก ฯ

    “กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ, กิจฺฉํ มจฺจานชีวิตํ, กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ, กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโทติ.

    อ.การได้เฉพาะซึ่งความเป็นแห่งมนุษย์ เป็นคุณยาก (ย่อมเป็น), อ.ความเป็นอยู่ แห่งสัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ท. เป็นคุณชาตยาก (ย่อมเป็น), อ.การฟังซึ่งพระสัทธรรม เป็นคุณชาตยาก (ย่อมเป็น), อ.การเสด็จอุบัติ แห่งพระพุทธเจ้า ท. เป็นคุณยาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    " ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ยาก, การฟังพระสัทธรรม เป็นของยาก, การที่อุบัติขึ้น แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก. "

  5. ๕

    เนื้อความแห่งพระคาถานั้น พึงทราบดังต่อไปนี้ ความจริง ธรรมดาว่าความเป็นมนุษย์ ชื่อว่าเป็นการยาก คือ ได้ด้วยยาก เพราะความเป็นมนุษย์บุคคลได้ด้วยความพยายามมาก ด้วยกุศลมาก แม้ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าเป็นของยาก เพราะทำการงานมีกสิกรรมเป็นต้นสืบต่อความเป็นไปแห่งชีวิตเนือง ๆ บ้าง เพราะชีวิตเป็นของน้อยบ้าง แม้การฟังพระสัทธรรมก็ชื่อว่าเป็นการยาก เพราะบุคคลผู้แสดงธรรมหาได้ยาก ในกัลป์มิใช่น้อย อนึ่ง ถึงกาลที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นการ
    ยากแท้ คือ หาได้ยากอย่างยิ่ง เพราะอภินิหารสำเร็จได้ด้วยความพยายามมาก และเพราะความอุบัติขึ้นแห่งท่านมีอภินิหารสำเร็จแล้วหาได้ยาก โดยพันโกฏิแห่งกัลป์ แม้มิใช่น้อย ฯ

    ตสฺสตฺโถ “มหนฺเตน หิ วายาเมน มหนฺเตน กุสเลน ลทฺธตฺตา มนุสฺสปฺปฏิลาโภ นาม กิจฺโฉ ทุลฺลโภ, นิรนฺตรํ กสิกมฺมาทีนิ กตฺวา ชีวิตวุตฺตึ ฆฏนโตปิ ปริตฺตตายปิ มจฺจานํ ชีวิตํปิ กิจฺฉํ, อเนเกสุปิ กปฺเปสุ ธมฺมเทสกสฺส ปุคฺคลสฺส ทุลฺลภตาย สทฺธมฺมสฺสวนํปิ กิจฺฉํ, มหนฺเตน ปน วายาเมน อภินีหารสฺส สมิชฺฌนโต สมิทฺธาภินีหารสฺส จ อเนเกหิปิ กปฺปโกฏิสหสฺเสหิ ทุลฺลภุปฺปาทโต พุทฺธานํ อุปฺปาโทปิ กิจฺโฉเยว อติวิย ทุลฺลโภติ.

    อ.เนื้อความ ว่า ก็ ชื่อ อ.การได้เฉพาะซึ่งความเป็นมนุษย์ ชื่อว่าเป็นคุณยาก คือว่า ชื่อว่าเป็นคุณ (อันสัตว์) ได้โดยยาก เพราะความที่ (แห่งการได้เฉพาะซึ่งความ เป็นมนุษย์) เป็นคุณ (อันสัตว์) ได้แล้ว ด้วยความพยายาม อันใหญ่ ด้วยกุศล อันใหญ่ (ย่อมเป็น), แม้ อ.การเป็นอยู่ แห่งสัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ท. ชื่อว่า เป็นธรรมชาตยาก เพราะอัน กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม ท.) มีกสิกรรมเป็นต้น มีระหว่างออกแล้ว สืบต่อ ซึ่งความเป็นไปแห่งชีวิต บ้าง เพราะความที่ (แห่งชีวิต) เป็นชีวิตนิดหน่อย บ้าง (ย่อมเป็น), แม้ อ.การฟังซึ่งพระสัทธรรม ชื่อว่า เป็นคุณชาตยาก เพราะความที่ แห่งบุคคล ผู้แสดงซึ่งธรรม เป็นผู้ (อันสัตว์) ได้โดยยาก ในกัปป์ ท. แม้มิใช่หนึ่ง (ย่อมเป็น), อนึ่ง แม้ อ.การเสด็จอุบัติ แห่งพระพุทธเจ้า ท. ชื่อว่าเป็นคุณยากนั่นเทียว คือว่า ชื่อว่าเป็นคุณ (อันสัตว์) ได้โดยยาก เกินเปรียบ เพราะอันสำเร็จ แห่งอภินิหาร ด้วยความพยายาม อันใหญ่ ด้วย เพราะเกิดขึ้น (แห่งบุคคล) ผู้มีอภินิหารอันสำเร็จแล้ว เป็นผู้ (อันสัตว์) ได้โดยยาก โดยพันแห่งโกฏิแห่งกัปป์ ท. แม้มิใช่หนึ่ง ด้วย (ย่อมเป็น) ดังนี้ (แห่งคำอันเป็นพระคาถา) นั้น (อันบัณฑิต พึงทราบ) ฯ

    เนื้อความแห่งพระคาถานั้น พึงทราบดังนี้ว่า " ก็ขึ้นชื่อว่า ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ชื่อว่าเป็นการยาก คือหาได้ยาก เพราะความเป็นมนุษย์ บุคคลต้องได้ด้วยความพยายามมาก ด้วย กุศลมาก, ถึงชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าเป็นอยู่ยาก เพราะทำกรรมมีกสิกรรมเป็นต้นเนือง ๆ แล้วสืบต่อความเป็นไปแห่งชีวิตบ้าง เพราะชีวิตเป็นของน้อยบ้าง, แม้การฟังพระสัทธรรม ก็เป็นการ ยาก เพราะค่าที่บุคคลผู้แสดงธรรมหาได้ยาก ในกัปแม้มิใช่น้อย, อนึ่ง ถึงกาลที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นการยากเหมือนกัน คือได้ยากยิ่งนัก เพราะอภินิหารสำเร็จด้วยความพยายามมาก และเพราะกาลที่อุบัติขึ้นแห่งท่านผู้มีอภินิหารอันสำเร็จแล้ว เป็นการได้โดยยาก ด้วยพันแห่งโกฏิกัป แม้มิใช่น้อย.

ภาค ๖ ปเสนทิโกสลวตฺถุ

ภาค ๖ ปเสนทิโกสลวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๑ หน้า ๑๒๙–๑๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระราชา เสวยพระกระยาหารตั้งทะนานข้าวสาร พร้อมกับและแกงปานกันกับพระกระยาหารนั้น ฯ

    เอกสฺมึ หิ สมเย ราชา ตณฺฑุลโทณสฺส โอทนํ ตทุปิเยน สูปพฺยญฺชเนน ภุญฺชติ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในสมัย หนึ่ง อ.พระราชา ย่อมเสวย ซึ่งพระกระยาหาร แห่งทะนานแห่งข้าวสาร ด้วยแกงและกับ อันสมควรแก่พระกระยาหารนั้น ฯ

    ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระราชา เสวยพระกระยาหารตั้งทะนานแห่งข้าวสาร ด้วยสูปะและพยัญชนะ อันสมควรแก่พระกระยาหารนั้น.

  2. ๒

    วันหนึ่ง ท้าวเธอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ยังไม่ทันได้บรรเทาความมัวเมาในภัตเลย เสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดาถึงสำนัก ดูท่าทางอึดอัด ทรงพลิกกลับไปกลับมาข้างโน้นทีข้างนี้ทีอยู่ แม้ถูกความง่วงครอบงำ ก็ไม่สามารถจะบรรทมตรงๆ ได้ จึงประทับนั่ง หลบมุมด้านหนึ่ง ฯ

    โส เอกทิวสํ ภุตฺตปาตราโส ภตฺตสมฺมทํ อวิโนเทตฺวา ว สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา กิลนฺตรูโป อิโต จิโต จ สมฺปริวตฺตนฺโต นิทฺทาย อภิภุยฺยมาโนปิ อุชุกํ นิปชฺชิตุํ อสกฺโกนฺโต เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    ในวันหนึ่ง (อ.พระราชา) นั้น มีอาหารอันบุคคลพึงกินในเวลาเช้าอันเสวยแล้ว ไม่ทรงบรรเทาแล้ว ซึ่งความเมาพร้อมเพราะภัตร เทียว เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา มีรูปแห่งบุคคล ผู้เหน็ดเหนื่อยแล้ว ทรงผลัดเปลี่ยนอยู่ (โดยข้าง) นี้ ด้วย ๆ แม้ อันความหลับ ครอบงำอยู่ เมื่อไม่ทรงอาจ เพื่ออันบรรทม ตรง ทรงประทับนั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    วันหนึ่ง ท้าวเธอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ยังไม่บรรเทาความเมาเพราะภัตเลย เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา มีพระรูปอึดอัด ทรงพลิกกลับไปมาข้างโน้นและข้างนี้อยู่ แม้ถูกความหลับครอบงำ เมื่อไม่สามารถจะทรงผทมตรงได้ จงประทับนั่ง ณ ส่วน ข้างหนึ่ง.

  3. ๓

    ครั้งนั้น พระบรมศาสดา ตรัสกะท้าวเธอว่า มหาบพิตร พระองค์ ยังไม่ทันได้พักผ่อนเลย เสด็จมาแล้วหรือ ฯ

    อถ นํ สตฺถา อาห “กึ มหาราช อวิสฺสมิตฺวา ว อาคโตสีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร (อ.พระองค์) ไม่ทรงพักผ่อนแล้วเทียว เป็นผู้เสด็จมาแล้ว ย่อมเป็น หรือ ดังนี้ (กะพระราชา) นั้น ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ตรัสกะท้าวเธอว่า " มหาบพิตร พระองค์ยังไม่ทันพักผ่อนเลย เสด็จมาแล้วหรือ ? "

  4. ๔

    พระราชาทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ตั้งแต่เวลาที่บริโภคแล้ว หม่อมฉันมีทุกข์มาก ฯ

    “อาม ภนฺเต, ภุตฺตกาลโต ปฏฺฐาย เม มหาทุกฺขํ โหตีติ.

    (อ.พระราชา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น), อ.ทุกข์ใหญ่ ย่อมมี แก่หม่อมฉัน จำเดิม แต่กาล (แห่งภัตร อันหม่อมฉัน) บริโภคแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระราชา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า, ตั้งแต่เวลาที่บริโภคแล้ว หม่อมฉันมีทุกข์มาก.

  5. ๕

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า มหาบพิตร การเสวยมากเกินไป ย่อมเป็นทุกข์อย่างนี้ ทรงโอวาทด้วยคาถานี้แล้ว ตรัสสอนว่า มหาบพิตร ชื่อว่าโภชนะสมควรแท้ที่จะบริโภคแต่พอประมาณ เพราะผู้บริโภคพอประมาณ ย่อมจะมีแต่ความสุข เมื่อโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสพระคาถานี้ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “มหาราช อติพหุโภชนํ เอวํ ทุกฺขํ โหตีติ วตฺวา “มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี, มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโฐ ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโทติ อิมาย คาถาย โอวทิตฺวา “มหาราช โภชนํ นาม มตฺตาย ภุญฺชิตุํ วฏฺฏติ, มตฺตโภชิโน หิ สุขํ โหตีติ อุตฺตรึ โอวทนฺโต อิมํ คาถมาห “มนุชสฺส สทา สตีมโต มตฺตํ ชานโต ลทฺธโภชเน ตนุกสฺส ภวนฺติ เวทนา สณิกํ ชีรติ อายุ ปาลยนฺติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.อันบริโภคมากเกิน เป็นทุกข์ อย่างนี้ ย่อมเป็น ดังนี้ (กะพระราชา) นั้น ตรัสสอนแล้ว ด้วยพระคาถา นี้ ว่า (อ.บุรุษ) เป็นผู้มีความง่วง ด้วย เป็นผู้กินมาก ด้วย เป็นผู้มีอันหลับเป็นปกติ เป็นผู้นอนเป็นไปรอบพร้อมแล้วโดยปกติ เพียงดัง อ.สุกรตัวใหญ่ ตัวอันบุคคลเลี้ยงแล้วด้วยผัก ด้วย ย่อมเป็น ในกาลใด , (ในกาลนั้น อ.บุรุษนั้น) ผู้มีปัญญาน้อย ย่อมเข้าถึง ซึ่งห้อง บ่อย ๆ ดังนี้ (ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร อ.อันบริโภค ชื่อ ซึ่งโภชนะ โดยประมาณ ย่อมควร, เพราะว่า อ.ความสุข ย่อมมี (แก่บุคคล) ผู้มีอัน บริโภคโดยประมาณเป็นปกติ ดังนี้ เมื่อตรัสสอน ยิ่ง ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า อ.เวทนา ท. (ของบุคคล) ผู้เกิดแล้วแต่มนู ผู้มีสติ ในกาลทุกเมื่อ ผู้รู้อยู่ ซึ่งประมาณ ในโภชนะ (อันตน) ได้แล้ว นั้น เป็นเวทนาเบาบาง ย่อมเป็น, (อ.อาหาร อันบุคคลบริโภคแล้ว) รักษาอยู่ ซึ่งอายุ ย่อมคร่ำคร่าไป ค่อย ๆ ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะท้าวเธอว่า " มหาบพิตร การ บริโภคมากเกินไป เป็นทุกข์อย่างนี้ " ดังนี้แล้ว ตรัสสอนด้วยพระคาถานี้ว่า :- " ในกาลใด บุคคล เป็นผู้กินจุ มักง่วง และมักนอนหลับ กระสับกระส่าย เป็นดุจสุกรใหญ่ ที่เขาเลี้ยงด้วยอาหาร, ในกาลนั้น เขาเป็นคนมึนซึม ย่อมเข้าห้องบ่อย ๆ. " แล้วตรัสว่า " มหาบพิตร การบริโภคโภชนะแต่พอประมาณ จึงควร, เพราะผู้บริโภคพอประมาณ ย่อมมีความสุข " เมื่อจะทรงโอวาทให้ ยิ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- " คนมีสติทุกเมื่อ รู้ประมาณในโภชนะที่ได้แล้วนั้น มีเวทนาเบาบาง, (อาหารที่บริโภคแล้ว) เลี้ยงอายุอยู่ ค่อย ๆ ย่อยไป "

  6. ๖

    พระเจ้าแผ่นดิน ไม่สามารถจะเรียนพระคาถาได้ แต่ได้รับสั่งกะพระเจ้าหลานเธอนามว่าสุทัสสนะซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ว่า พ่อคุณ พ่อจงเรียนคาถานี้ไว้ ฯ

    ราชา คาถํ อุคฺคณฺหิตุํ นาสกฺขิ, สมีเป ฐิตํ ปน ภาคิเนยฺยํ สุทสฺสนํ นาม “อิมํ คาถํ อุคฺคณฺห ตาตาติ อาห.

    อ.พระราชา ไม่ได้ทรงอาจแล้ว เพื่ออันทรงเรียนเอา ซึ่งพระคาถา, แต่ว่า (อ.พระราชา) ตรัสแล้ว ว่า แน่ะพ่อ อ.เจ้า จงเรียนเอา ซึ่งพระคาถา นี้ ดังนี้ กะพระเจ้าหลาน ชื่อว่า สุทัสสนะ ผู้ยืนแล้ว ในที่ใกล้ ฯ

    พระราชา ไม่อาจจะทรงเรียนพระคาถาได้, แต่ตรัสกะเจ้าหลานชื่อสุทัสนะ ซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ว่า " พ่อ เธอจงเรียนคาถานี้. "

  7. ๗

    พระเจ้าหลานเธอนั้น เรียนพระคาถาบทนั้นแล้ว ทูลถามพระบรมศาสดาว่า ข้าพระองค์จะทำอย่างไร(ต่อไป) พระเจ้าข้า ฯ

    โส ตํ คาถํ อุคฺคณฺหิตฺวา “กึ กโรมิ ภนฺเตติ สตฺถารํ ปุจฺฉิ.

    (อ.พระเจ้าหลาน) นั้น ทรงเรียนเอาแล้ว ซึ่งพระคาถา นั้น ทูลถามแล้ว ซึ่งพระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.ข้าพระองค์) จะกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    สุทัสนะนั้น ทรงเรียนคาถานั้นแล้ว ทูลถามพระศาสดาว่า " ข้า พระองค์จะกระทำอย่างไร พระเจ้าข้า ? "

  8. ๘

    ครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสกะเธอว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสวยอยู่ เธอพึงท่องคาถานี้ในเวลาที่พระองค์เสวยคำสุดท้าย พระเจ้าแผ่นดิน ทรงกำหนดเนื้อความได้แล้ว จักทรงทิ้งก้อน(คำ) ข้าวนั้น(คราวนี้) ในเวลาหุงพระกระยาหารเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน เธอพึงให้ลดข้าวสารมีประมาณเท่านั้น ด้วยวิธีนับเมล็ดในก้อนข้าวนั้น ฯ

    อถ นํ สตฺถา อาห “รญฺโญ ภุญฺชนฺตสฺส โอสานปิณฺฑกาเล อิมํ คาถํ วเทยฺยาสิ, ราชา อตฺถํ สลฺลกฺเขตฺวา ตํ ปิณฺฑํ ฉฑฺเฑสฺสติ, ตสฺมึ ปิณฺเฑ สิตฺถคณนาย รญฺโญ ภตฺตปจนกาเล ตตฺตเก ตณฺฑุเล หราเปยฺยาสีติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะเจ้าหลาน) นั้น ว่า (อ.ท่าน) พึงกล่าว ซึ่งคาถา นี้ ในกาล แห่งก้อนข้าวอันเป็นที่สุดลง ของพระราชา ผู้เสวยอยู่, อ.พระราชา ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งเนื้อความ จักทรงทิ้ง ซึ่งก้อนข้าว นั้น, (อ.ท่าน ยังพ่อครัว) พึงให้ลด ซึ่งข้าวสาร ท. มีประมาณเท่านั้น ในกาลเป็นที่หุงซึ่งภัตร เพื่อพระราชา ด้วยการนับซึ่งเมล็ด ในก้อนข้าว นั้น ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัส กะเธอว่า " เมื่อพระราชาเสวยอยู่ ท่านพึงกล่าวคาถานี้ในกาลเสวย ก้อนที่สุด, พระราชาทรงกำหนดเนื้อความได้แล้ว จักทรงทิ้ง ก้อนข้าวนั้น, ในการหุงภัตเพื่อพระราชา เธอพึงให้ลดข้าวสาร มีประมาณเท่านั้น ด้วยอันนับเมล็ดข้าว ในก้อนข้าวนั้น. "

  9. ๙

    พระเจ้าหลานเธอนั้น รับว่า เข้าใจละ พระเจ้าข้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสวย(พระกระยาหาร) เวลาเช้าก็ตาม เวลาเย็นก็ตาม ก็ท่องพระคาถานั้นขึ้นในเวลาเสวยคำสุดท้าย แล้วให้ลดข้าวสารด้วยการนับเมล็ด ในก้อนข้าวที่พระเจ้าแผ่นดินทรงทิ้ง ฯ

    โส “สาธุ ภนฺเตติ สายํปิ ปาโตปิ รญฺโญ ภุญฺชนฺตสฺส โอสานปิณฺฑกาเล ตํ คาถํ อุทาหริตฺวา เตน ฉฑฺฑิตปิณฺเฑ สิตฺถคณนาย ตณฺฑุเล หาเรสิ.

    (อ.พระเจ้าหลาน) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ เปล่งแล้ว ซึ่งคาถา นั้น ในกาลแห่งก้อนข้าวอันเป็นที่สุดลง ของพระราชา ผู้เสวยอยู่ แม้ในเวลาเย็น แม้ในเวลาเช้า (ยังพ่อครัว) ให้ลดแล้ว ซึ่งข้าวสาร ท. ด้วยการนับซึ่งเมล็ด ในก้อนข้าว (อันพระราชา) นั้น ทรงทิ้งแล้ว ฯ

    สุทัสนะ นั้น ทูลรับว่า " ดีละ พระเจ้าข้า, เมื่อพระราชาเสวยเวลาเช้าก็ตาม เวลาเย็นก็ตาม ก็กล่าวคาถานั้นขึ้น ในการเสวยก้อนสุดท้าย แล้ว ให้ลดข้าวสาร ด้วยอันนับเมล็ด ในก้อนข้าวที่พระราชานั้นทรงทิ้ง.

ภาค ๖ ปเสนทิโกสลวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน สดับพระคาถาของพระเจ้าหลานเธอนั้นแล้วรับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ครั้งละพัน ฯ

    ราชาปิสฺส คาถํ สุตฺวา สหสฺสํ สหสฺสํ ทาเปสิ.

    แม้ อ.พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งคาถา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ ๆ (แก่พระเจ้าหลาน) นั้น ฯ

    แม้พระราชา ทรงสดับคาถาของสุทัสนะนั้นแล้ว รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ครั้งละพัน.

  2. ๒

    โดยสมัยอื่นอีก พระเจ้าแผ่นดินทรงดำรงอยู่ในความเป็นผู้มีพระกระยาหารมีข้าวสุกทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่งทรงบรรลุถึงความสุขแล้ว ได้เป็นผู้มีพระสรีระโปร่งเบา ฯ

    โส อปเรน สมเยน นาฬิโกทนปรมตาย สณฺฐหิตฺวา สุขปฺปตฺโต ตนุสรีโร อโหสิ.

    โดยสมัย อื่นอีก (อ.พระราชา) นั้น ทรงดำรงอยู่ด้วยดีแล้ว เป็นผู้ทรงถึงแล้วซึ่งความสุข เป็นผู้มีพระสรีระอันเบา ได้เป็นแล้ว เพราะความที่ (แห่งพระองค์) เป็นผู้มีพระกระยาหารมีทะนานเป็นประมาณเป็นอย่างยิ่ง ฯ

    โดยสมัยอื่นอีก พระราชานั้น ทรงตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีพระกระยาหารแห่งข้าวสารทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ทรงถึงความสุขแล้ว ได้มีพระสรีระอันเบา.

  3. ๓

    ภายหลังวันหนึ่งท้าวเธอ เสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดาถึงสำนัก ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วทูลว่า พระเจ้าข้า บัดนี้ หม่อมฉันเกิดความสุขแล้ว หม่อมฉันกลับเป็นผู้สามารถติดตามจับเนื้อก็ได้ ม้าก็ได้ เมื่อก่อน หม่อมฉันมีการยุทธ์กับหลาน(เป็นประจำ)แต่มาบัดนี้ หม่อมฉัน ให้ธิดาชื่อว่าวชิรกุมารีแก่หลานแล้ว ให้บ้านหมู่นั้น ทำให้เป็นค่าน้ำอาบของนางไปเสียเลย การทะเลาะกับหลานนั้น เป็นอันยุติ

    อเถกทิวสํ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต อิทานิ เม สุขํ ชาตํ, มิคํปิ อสฺสํปิ อนุพนฺธิตฺวา คณฺหนสมตฺโถ ชาโตมฺหิ, ปุพฺเพ เม ภาคิเนยฺเยน สทฺธึ ยุทฺธเมว โหติ; อิทานิ เม วชิรกุมารึ นาม ธีตรํ ภาคิเนยฺยสฺส ทตฺวา โส คาโม ตสฺสาเยว นหานมูลกํ กตฺวา ทินฺโน, เตน สทฺธึ วิคฺคโห วูปสนฺโต,

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง (อ.พระราชา) เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลนี้ อ.ความสุข เกิดแล้ว แก่หม่อมฉัน, (อ.หม่อมฉัน) เป็นผู้สามารถเพื่ออัน ติดตามแล้ว แม้ซึ่งเนื้อบ้าง ซึ่งม้า บ้าง จับเอา เป็นผู้เกิดแล้ว ย่อมเป็น, ในกาลก่อน อ.การรบ กับ ด้วยหลาน นั่นเทียว ย่อมมี แก่หม่อมฉัน, ในกาลนี้ อ.บ้าน นั้น อันหม่อมฉัน ให้แล้ว ซึ่งธิดา ชื่อว่า วชิรกุมารี แก่หลาน ให้แล้ว กระทำ ให้เป็นค่าแห่งน้ำเป็นเครื่องอาบ (ของธิดา) นั้นนั่นเทียว, อ.ความแก่งแย่ง กับ (ด้วยหลาน) นั้น เข้าไปสงบวิเศษแล้ว,

    ภายหลังวันหนึ่ง ท้าวเธอเสด็จไปสำนักพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ความสุข เกิดแก่หม่อมฉันแล้ว, หม่อมฉันเป็นผู้สามารถจะติดตามจับเนื้อก็ได้ ม้าก็ได้, เมื่อก่อน หม่อมฉันมีการยุทธ์กับหลาน; บัดนี้ หม่อมฉันให้ธิดาชื่อว่าวชิรกุมารีแก่หลานแล้ว ให้บ้านนั้น ทำให้เป็นค่าน้ำอาบ ของธิดานั้นนั่นแล, ความทะเลาะกับหลานนั้น สงบแล้ว,

  4. ๔

    สุขแท้เกิดแล้วแก่หม่อมฉัน เพราะเหตุแม้นี้ แม้แก้วมณีอันเป็นของพระเจ้ากุสะซึ่งหายไปแล้วในวังของหม่อมฉันในวันก่อน แก้วมณีนั้น ก็กลับมาสู่เงื้อมมือแล้วในบัดนี้ หม่อมฉันเกิดความสุขอย่างแท้จริงแล้ว ด้วยเหตุแม้นี้ หม่อมฉันปรารถนาความคุ้นเคยกับสาวกทั้งหลายของพระองค์ จึงสู่ขอแม้ธิดาแห่งพระญาติของพระองค์มาไว้ในวัง สุขจริงหนอ เกิดแล้วแก่หม่อมฉัน เพราะเหตุแม้นี้ ฯ

    อิมินาปิ เม การเณน สุขเมว ชาตํ, กุสราชสนฺตกํ มณิรตนํปิ โน เคเห ปุริมทิวเส นฏฺฐํ: ตํปิ อิทานิ หตฺถปถํ อาคตํ, อิมินาปิ เม การเณน สุขเมว ชาตํ, ตุมฺหากํ สาวเกหิ สทฺธึ วิสฺสาสํ อิจฺฉนฺเตน ญาติธีตาปิ โว เคเห กตา, อิมินาปิ เม การเณน สุขเมว ชาตนฺติ.

    อ.ความสุขนั่นเทียว เกิดแล้ว แก่หม่อมฉัน เพราะเหตุ แม้นี้, แม้ อ.รัตนะคือแก้วมณี อันเป็นของมีอยู่แห่งพระราชาพระนามว่ากุสะ ในเรือน ของหม่อมฉัน ท. หายไปแล้ว ในวันอันมีในก่อน, (อ.รัตนะคือแก้วมณี) แม้นั้น มาแล้ว สู่คลองแห่งมือ ในกาลนี้, อ.ความสุขนั่นเทียว เกิดแล้ว แก่หม่อมฉัน (เพราะเหตุ) แม้นี้, แม้ อ.พระธิดาของพระญาติ ของพระองค์ ท. (อันหม่อมฉัน) ผู้ปรารถนาอยู่ ซึ่งความคุ้นเคย กับ ด้วยสาวก ท. ของพระองค์ ท. กระทำไว้แล้ว ในเรือน, อ.ความสุขนั่นเทียว เกิดแล้ว แก่หม่อมฉัน เพราะเหตุ แม้นี้ ดังนี้ ฯ

    สุขแท้เกิด แล้ว แก่หม่อมฉัน เพราะเหตุแม้นี้, แม้แก้วมณีของพระเจ้ากุสะ ซึ่ง หายไปแล้วในเรือนของหม่อมฉันในวันก่อน; บัดนี้ แก้วมณีแม้นั้น มาสู่เงื้อมมือแล้ว, ความสุขแท้เกิดแล้วแก่หม่อมฉัน เพราะเหตุแม้นี้, หม่อมฉันปรารถนาความคุ้นเคยกับเหล่าสาวกของพระองค์ จึงทำ แม้ธิดาแห่งญาติของพระองค์ไว้ในเรือน, ความสุขแท้เกิดแล้วแก่ หม่อมฉัน เพราะเหนุแม้นี้. "

  5. ๕

    พระบรมศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐทรัพย์ แม้เสมอด้วยความสันโดษด้วยวัตถุตามที่ตนได้แล้ว(เป็น)ไม่มี ชื่อว่าญาติเสมอด้วยความคุ้นเคยไม่มี ชื่อว่าความสุขอันล้ำเลิศ เสมอด้วยพระนิพพาน ไม่มีจึงตรัสคาถานี้ว่า

    สตฺถา “อาโรคฺยา นาม มหาราช ปรมา ลาภา, ยถาลทฺเธน สนฺตุฏฺฐิภาวสทิสํปิ ธนํ, วิสฺสาสสทิโส จ ญาติ นาม, นิพฺพานสทิสํ ปรมํ สุขํ นาม นตฺถีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ชื่อ อ.ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่มีโรค เป็นลาภ อย่างยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.ทรัพย์ แม้อันเช่นกับด้วยความเป็นคือความสันโดษ (ด้วยวัตถุ) อันตนได้แล้วอย่างไร (ย่อมไม่มี), อนึ่ง ชื่อ อ.ญาติ อันเช่นกับด้วยความคุ้นเคย (ย่อมไม่มี), ชื่อ อ.ความสุข อย่างยิ่ง อันเช่นกับด้วยพระนิพพาน ย่อมไม่มี ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า " มหาบพิตร ชื่อว่าความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง, ทรัพย์แม้เช่นกับความเป็นผู้สันโดษ ด้วยวัตถุตามที่ตนได้แล้ว ไม่มี, ชื่อว่าญาติเช่นกับด้วยผู้คุ้นเคยกัน ไม่มี, ชื่อว่าความสุขอย่างยิ่ง เช่นกับด้วยพระนิพพาน ไม่มี " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  6. ๖

    ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่งพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ฯ

    “อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺฐิปรมํ ธนํ วิสฺสาสปรมา ญาตี นิพฺพานํ ปรมํ สุขนฺติ.

    อ.ลาภ ท. เป็นสภาพมีความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.ทรัพย์ เป็นทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.ญาติ ท. เป็นญาติมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.พระนิพพาน เป็นสุข อย่างยิ่ง (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    " ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง, ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง, ญาติมีความคุ้นเคย เป็นอย่างยิ่ง, พระนิพพาน เป็น สุขอย่างยิ่ง. "

ภาค ๖ สกฺกวตฺถุ

ภาค ๖ สกฺกวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๔–๑๓๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความย่อว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่าอาพาธลงพระโลหิตเกิดขึ้นแล้ว แก่พระตถาคตเจ้า ทรงพระดำรัสว่า เราควรไปสู่สำนักพระบรมศาสดาแล้วทำคิลานุปัฏฐาก ทรงละอัตภาพประมาณ ๓ คาวุตเสีย เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาถวายบังคมแล้ว ทรงนวดพระบาทด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒ ฯ

    ตถาคตสฺส หิ อายุสงฺขาเร วิสฺสฏฺเฐ โลหิตปฺปกฺขนฺทิกาพาธสฺส อุปฺปนฺนภาวํ ญตฺวา สกฺโก เทวราชา “มยา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา คิลานุปฏฺฐานํ กาตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ติคาวุตปฺปมาณํ อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา หตฺเถหิ ปาเท ปริมชฺชิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ครั้นเมื่อสังขารคือพระชนมายุ อันพระศาสดาเจ้า ทรงสละวิเศษแล้ว อ.ท้าวสักกะ ผู้พระราชาแห่งเทพ ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ แห่งพระอาพาธมีอันแล่นไปแห่งพระโลหิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้ว ทรงดำริแล้ว ว่า อ.อัน อันเรา ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา กระทำ ซึ่งการบำรุงซึ่งพระศาสดาผู้ทรงเป็นไข้ ย่อมควร ดังนี้ ทรงละแล้ว ซึ่งพระอัตภาพ มีคาวุต ๓ เป็นประมาณ เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทรงนวดแล้ว ซึ่งพระบาท ท. ด้วยพระหัตถ์ ท. ฯ

    ความพิสดารว่า ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบความที่พระอาพาธ มีอันแล่นไปแห่งพระโลหิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วแก่ พระตถาคต ในเมื่อพระองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ทรงดำริว่า " การที่เราไปสู่สำนักของพระศาสดาแล้ว ทำคิลานุปัฏฐากย่อมควร " ทรงละอัตภาพประมาณ ๓ คาวุตเสีย เข้าไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว ทรงนวดพระบาทด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒.

  2. ๒

    ครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสกะท้าวสักกเทวราชนั้นว่า นั่นใคร ? ฯ

    อถ นํ สตฺถา อาห “โก เอโสติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะท้าวสักกะ) นั้น ว่า อ.ใคร นั่น ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวสักกะนั้นว่า " นั่นใคร ? "

  3. ๓

    ข้าพระองค์คือท้าวสักกะ พระเจ้าข้า ฯ

    “อหํ ภนฺเต สกฺโกติ.

    (อ.ท้าวสักกะ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน เป็นท้าวสักกะ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะ. ข้าพระองค์ คือท้าวสักกะ พระเจ้าข้า.

  4. ๔

    ท่านมาทำไม ? ฯ

    “กสฺมา อาคโตสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า (อ.พระองค์) เป็นผู้เสด็จมาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ท่านมาทำไม ?

  5. ๕

    มาเพื่อบำรุงพระองค์ผู้ทรงประชวร พระเจ้าข้า ฯ

    “ตุมฺเห คิลาเน อุปฏฺฐหิตุํ ภนฺเตติ.

    (อ.ท้าวสักกะ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.หม่อมฉัน เป็นผู้มาแล้ว) เพื่ออันบำรุง ซึ่งพระองค์ ท. ผู้ทรง เป็นไข้ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ท้าวสักกะ. มาเพื่อบำรุงพระองค์ผู้ประชวร พระเจ้าข้า.

  6. ๖

    ท้าวสักกะกลิ่นมนุษย์ย่อมปรากฏแก่เทวดาทั้งหลาย เหมือนซากศพที่ผูกไว้ที่คอ ตั้งแต่๑๐๐ โยชน์ขึ้นไป ท่านจงไปเถิด ภิกษุผู้คิลานุปัฏฐากของเรามีอยู่ ฯ

    “สกฺก เทวานํ มนุสฺสคนฺโธ โยชนสตโต ปฏฺฐาย คเล พทฺธกุณปํ วิย โหติ, คจฺฉ ตฺวํ, อตฺถิ เม คิลานุปฏฺฐาโก ภิกฺขูติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนสักกะ อ.กลิ่นแห่งมนุษย์ เป็นราวกะว่า ซากศพ (อันบุคคล) ผูกแล้ว ที่คอ ย่อมมี แก่เทพ ท. จำเดิม แต่ร้อยแห่งโยชน์, อ.พระองค์ จงเสด็จไปเถิด, อ.ภิกษุ ผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก ของอาตมา มีอยู่ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ท้าวสักกะ กลิ่นมนุษย์ ย่อมปรากฏแก่เทวดาทั้งหลาย เหมือนซากศพที่ผู้ไว้ที่คอ ตั้งแต่ ๑๐๐ โยชน์ขึ้นไป, ท่าน จงไปเถิด, ภิกษุผู้คิลานุปัฏฐากของเรามี.

  7. ๗

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในที่สุด ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูดกลิ่นแห่งศีลของพระองค์มาแล้ว ข้าพระองค์นี้แหละจักบำรุงแล้วไม่ให้บุคคลอื่นถูกต้องภาชนะพระบังคนหนักของพระบรมศาสดาแม้ด้วยมือ ทรงทูนไว้บนพระเศียรทีเดียว นำไปอยู่
    ไม่ได้กระทำแม้เพียงอาการสยิ้วพระพักตร์ ได้เป็นดุจนำภาชนะของหอมไป ฯ ท้าวเธอครั้นปฏิบัติพระบรมศาสดาอย่างนี้แล้ว ในเวลาพระบรมศาสดามีความสำราญนั่นแหละ จึงได้เสด็จไป ฯ

    “ภนฺเต อหํปิ จตุราสีติโยชนสหสฺสมตฺถเก ฐิโต ตุมฺหากํ สีลคนฺธํ ฆายิตฺวา อาคโต, อหเมว อุปฏฺฐหิสฺสามีติ สตฺถุ สรีรวลญฺชนภาชนํ อญฺญสฺส หตฺเถนาปิ ผุสิตุํ อทตฺวา สีเสเยว ฐเปตฺวา นีหรนฺโต มุขสงฺโกจนมตฺตํปิ น อกาสิ, คนฺธภาชนํ ปริหรนฺโต วิย อโหสิ, เอวํ สตฺถารํ ปฏิชคฺคิตฺวา สตฺถุ ผาสุกกาเลเยว อคมาสิ.

    (อ.ท้าวสักกะ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ อ.หม่อมฉัน ยืนแล้ว ในที่สุดแห่งพันแห่งโยชน์ ๘๔ สูดแล้ว ซึ่งกลิ่นแห่งศีล ของพระองค์ ท. เป็นผู้มาแล้ว (ย่อมเป็น), อ.หม่อมฉัน นั่นเทียว จักบำรุง ดังนี้ ไม่ประทานแล้ว เพื่ออันถูกต้อง ซึ่งภาชนะแห่งวลัญชะในพระสรีระ ของพระศาสดา แม้ด้วยมือ (แก่บุคคล) อื่น ทรงวางไว้แล้ว บนพระเศียรนั่นเทียว ทรงนำออกไปอยู่ ไม่ได้ทรงกระทำแล้ว (ซึ่งอาการ) แม้สักว่าการทรงสยิ้วซึ่งพระพักตร์, เป็นราวกะ ว่า ทรงนำไปอยู่ ซึ่งภาชนะแห่งของหอม ได้เป็นแล้ว, ทรงปฏิบัติแล้ว ซึ่งพระศาสดา อย่างนี้ ได้เสด็จไปแล้ว ในกาล แห่งพระศาสดา ทรงพระสำราญนั่นเทียว ฯ

    ท้าวสักกะกราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในที่สุดแห่ง ๘ หมื่น ๔ พันโยชน์ สูดกลิ่นแห่งศีลของพระองค์ มาแล้ว, ข้าพระองค์นี่แหละจักบำรุง " แล้วไม่ให้บุคคลอื่นถูกต้อง ภาชนะพระบังคนหนักของพระศาสดาแม้ด้วยมือ ทรงทูลไว้บนพระเศียรทีเดียว นำไปอยู่ ไม่ได้กระทำแม้อาการสักว่าการสยิ้วพระพักตร์, ได้เป็นดุจนำภาชนะของหอมไป, ท้าวเธอทรงปฏิบัติพระศาสดา อย่างนี้แล้ว ในเวลาพระศาสดามีความสำราญนั่นแหละ จึงได้ เสด็จไป.

ภาค ๖ อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ

ภาค ๖ อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๘ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เล่ากันมาว่า พราหมณ์คนนั้น เป็นคนมีความเห็นผิด วันหนึ่ง ไปยังฝั่งแม่น้ำแล้ว แผ้วถางนาอยู่ ฯ

    โส กิร มิจฺฉาทิฏฺฐิโก เอกทิวสํ นทีตีรํ คนฺตฺวา เขตฺตํ โสเธติ.

    ได้ยินว่า (อ.พราหมณ์) นั้น เป็นผู้มีความเห็นผิด (เป็น) ไปแล้ว สู่ฝั่งแห่งแม่น้ำ ในวันหนึ่ง ยังนา ย่อมให้หมดจด ฯ

    ได้ยินว่า พราหมณ์ผู้นั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิ วันหนึ่ง ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ แผ้วถางนาอยู่.

  2. ๒

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงเห็นความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของพราหมณ์นั้น จึงได้เสด็จไปยังสำนักของเขา ฯ

    สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ.

    อ.พระศาสดา ทรงเห็นแล้ว ซึ่งความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัย (ของพราหมณ์) นั้น ได้เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก (ของพราหมณ์) นั้น ฯ

    พระศาสดา ทรงเห็นความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัย ของแก จึงได้เสด็จไปสู่สำนักของแก.

  3. ๓

    เขาแม้เห็นสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ก็ไม่ทำสามีจิกรรมเลย ได้นิ่งเสีย ฯ

    โส สตฺถารํ ทิสฺวาปิ สามีจิกมฺมํ อกตฺวาว ตุณฺหี อโหสิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น แม้เห็นแล้ว ซึ่งพระศาสดา ไม่กระทำแล้ว ซึ่งสามีจิกรรม เทียว เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ

    แกแม้เห็นพระศาสดา ก็ไม่ทำสามีจิกรรมเลย ได้นิ่งเสีย.

  4. ๔

    ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสทักเขาก่อนว่า พราหมณ์ ท่านกำลังทำอะไร ฯ

    อถ นํ สตฺถา ปุเรตรํ อาลปิตฺวา “พฺราหฺมณ กึ กโรสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสเรียกแล้ว (ซึ่งพราหมณ์) นั้น ก่อนกว่า ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนพราหมณ์ (อ.ท่าน) กระทำอยู่ ซึ่งอะไร ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ตรัสทักแกก่อนว่า " พราหมณ์ ท่าน กำลังทำอะไร ? "

  5. ๕

    (พราหมณ์กราบทูลว่า) พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังแผ้วถางนาอยู่ ฯ

    “เขตฺตํ โภ โคตม โสเธมีติ.

    (อ.พราหมณ์ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ อ.ข้าพเจ้า ถางอยู่ ซึ่งนา ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังแผ้วถางนาอยู่.

  6. ๖

    สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเพียงเท่านี้นั่นแลแล้วเสด็จไป

    สตฺถา เอตฺตกเมว วตฺวา คโต,

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) มีประมาณเท่านี้ นั่นเทียว เสด็จไปแล้ว ฯ

    พระศาสดาตรัสเพียงเท่านั้นแล้วเสด็จไป.

  7. ๗

    แม้ในวันรุ่งขึ้น ก็เสด็จไปยังสำนักของเขา ผู้มาแล้วเพื่อจะไถนา ตรัสถามว่า พราหมณ์ ท่านทำอะไรอยู่ ? ทรงสดับว่า ข้าพเจ้ากำลังไถนาอยู่ พระโคดมผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป ฯ แม้ในวันอื่น ๆ มีวันรุ่งขึ้นเป็นต้น สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จไปตรัสถามเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ทรงสดับว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังหว่าน กำลังไขน้ำ กำลังรักษานา ดังนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป ฯ

    ปุนทิวเสปิ ตสฺส เขตฺตํ กสิตุํ อาคตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “พฺราหฺมณ กึ กโรสีติ ปุจฺฉิตฺวา “เขตฺตํ กสามิ โภ โคตมาติ สุตฺวา ปกฺกามิ, ปุนทิวสาทีสุปิ ตเถว คนฺตฺวา ปุจฺฉิตฺวา “โภ โคตม เขตฺตํ วปามิ นิทฺเธมิ รกฺขามีติ สุตฺวา ปกฺกามิ.

    (อ.พระศาสดา) เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก (ของพราหมณ์) นั้น ผู้มาแล้ว เพื่ออันไถ ซึ่งนา แม้ในวันรุ่งขึ้น ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพราหมณ์ (อ.ท่าน) กระทำอยู่ ซึ่งอะไร ดังนี้ ทรงสดับแล้ว ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ (อ.ข้าพเจ้า) ไถอยู่ ซึ่งนา ดังนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว, เสด็จไปแล้ว ตรัสถามแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว (ในวัน ท.) แม้มีวันรุ่งขึ้นเป็นต้น ทรงสดับแล้ว ว่า ข้าแต่ พระโคดม ผู้เจริญ (อ.ข้าพเจ้า) หว่านอยู่ ซึ่งนา ไขอยู่ (ซึ่งน้ำ) รักษาอยู่ (ซึ่งนา) ดังนี้ เสด็จหลีกไปแล้ว ฯ

    แม้ในวันรุ่งขึ้น พระ ศาสดา เสด็จไปสำนักของแก ผู้มาแล้วเพื่อจะไถนา ตรัสถามว่า " พราหมณ์ ท่านทำอะไรอยู่ ? " ทรงสดับว่า " พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังไถนา " ดังนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป. แม้ในวันต่อมาเป็นต้น พระศาสดาก็เสด็จไปตรัสถามเหมือนอย่างนั้น ทรงสดับว่า " พระ โคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังหว่าน กำลังไขน้ำ กำลังรักษานา " ดังนี้ แล้ว ก็เสด็จหลีกไป.

  8. ๘

    ครั้นในวันหนึ่ง พราหมณ์ กราบทูลกะพระองค์ว่า พระโคดมผู้เจริญ ท่านมาแล้ว ตั้งแต่วันที่แผ้วถางนา ถ้าข้าวกล้าของข้าพเจ้าจักเผล็ดผล ข้าพเจ้าจักแบ่งปันแก่ท่านบ้าง ข้าพเจ้ายังไม่ให้ท่านแล้ว ตัวเองก็จักไม่เคี้ยวกิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสหายของข้าพเจ้า ฯ

    อถ นํ เอกทิวสํ พฺราหฺมโณ อาห “โภ โคตม ตฺวํ เขตฺตํ โสธนทิวสโต ปฏฺฐาย อาคโต, สเจ เม สสฺสํ สมฺปชฺชิสฺสติ, ตุยฺหํปิ สํวิภาคํ กริสฺสามิ, ตุยฺหํ อทตฺวา สยํ น ขาทิสฺสามิ; อิโตทานิ ปฏฺฐาย ตฺวํ มม สหาโยติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.พราหมณ์ ทูลแล้ว (กะพระศาสดา) พระองค์นั้น ว่า ข้าแต่ พระโคดม ผู้เจริญ อ.ท่าน เป็นผู้มาแล้ว จำเดิม แต่วันเป็นที่ยังนาให้หมดจด (ย่อมเป็น), ถ้าว่า อ.ข้าวกล้า ของข้าพเจ้า จักถึงพร้อม ไซร้, (อ.ข้าพเจ้า) จักกระทำ ซึ่งการแบ่ง แม้แก่ท่าน, (อ.ข้าพเจ้า) ไม่ให้แล้ว แก่ท่าน จักไม่เคี้ยวกิน แม้เอง, อ.ท่าน เป็นสหาย ของข้าพเจ้า (จงเป็น) จำเดิม (แต่วัน) นี้ ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ครั้นในวันหนึ่ง พราหมณ์ กราบทูลกะพระองค์ว่า " พระ โคดมผู้เจริญ ท่านมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าแผ้วถางนา, ถ้าข้าวกล้าของข้าพเจ้าจักเผล็ดผล, ข้าพเจ้าจักแบ่งปันแก่ท่านบ้าง, ยังไม่ให้ท่าน ข้าพเจ้าเองก็จักไม่เคี้ยวกิน; ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านเป็น สหายของเรา. "

  9. ๙

    ครั้นสมัยต่อมาอีก ข้าวกล้าของพราหมณ์นั้นเผล็ดผลแล้ว ฯ

    อถสฺส อปเรน สมเยน สสฺสํ สมฺปชฺชิ.

    ครั้งนั้น โดยสมัย อื่นอีก อ.ข้าวกล้า (ของพราหมณ์) นั้น ถึงพร้อมแล้ว ฯ

    ครั้งโดยสมัยอื่นอีก ข้าวกล้าของพราหมณ์นั้นเผล็ดผลแล้ว.

  10. ๑๐

    เมื่อพราหมณ์นั้น ทำกิจทั้งปวงสำหรับการเกี่ยวเสร็จแล้ว ด้วยหวังว่า ข้าวกล้าของเราเผล็ดผลแล้ว เราจักให้คนเกี่ยวตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ในเวลากลางคืน ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา พาเอาข้าวกล้าไปหมด ฯ

    ตสฺส “สมฺปนฺนํ เม สสฺสํ, เสฺวทานิ ลายาเปสฺสามีติ ลายนตฺถํ กตสพฺพกิจฺจสฺส รตฺตึ มหาเมโฆ วสฺสิตฺวา สพฺพํ สสฺสํ หริ.

    (เมื่อพราหมณ์) นั้น เป็นผู้มีกิจทั้งปวงอันกระทำแล้ว เพื่ออันเกี่ยว (ด้วยความคิด) ว่า อ.ข้าวกล้า ของเรา ถึงพร้อมแล้ว, (อ.เรา ยังบุคคล) จักให้เกี่ยว ในวันพรุ่ง ในกาลนี้ ดังนี้ (มีอยู่) อ.เมฆก้อนใหญ่ ตกแล้ว ในราตรี พัดไปแล้ว ซึ่งข้าวกล้า ทั้งปวง ฯ

    เมื่อพราหมณ์นั้น ทำกิจทั้งปวงเพื่อการเกี่ยว ด้วยตั้งใจว่า " ข้าวกล้า ของเราเผล็ดผลแล้ว, เราจักให้เกี่ยวตั้งแต่พรุ่งนี้ไป, " มหาเมฆ ยัง ฝนให้ตกตลอดคืน พาเอาข้าวกล้าไปหมด.

  11. ๑๑

    นาได้เป็นเช่นกับสถานที่อันเขาถางเอาไว้ ฯ

    เขตฺตํ ตจฺเฉตฺวา ฐปิตสทิสํ อโหสิ.

    อ.นา เป็นเช่นกับด้วยที่ (อันบุคคล) ถากแล้ว ตั้งไว้แล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    นา ได้เป็นเช่นกับที่อัน เขาถางเอาไว้.

  12. ๑๒

    ก็สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ทรงทราบแล้วในวันแรกทีเดียวว่า ข้าวกล้านั้น จักไม่เผล็ดผล ฯ

    สตฺถา ปน ปฐมทิวสํเยว “ตํ สสฺสํ น สมฺปชฺชิสฺสตีติ อญฺญาสิ.

    ก็ อ.พระศาสดา ได้ทรงทราบแล้ว ว่า อ.ข้าวกล้า นั้น จักไม่ถึงพร้อม ดังนี้ ในวันแรกนั่นเทียว ฯ

    ก็พระศาสดา ได้ทรงทราบแล้ว ในวันแรกทีเดียวว่า " ข้าวกล้านั้น จักไม่เผล็ดผล. "

ภาค ๖ อญฺญตรพฺราหฺมณวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๘ ข้อ ๒ หน้า ๑๕๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พราหมณ์ ไปแต่เช้าตรู่ทีเดียว ด้วยคิดว่า จักดูนา เห็นนาเปล่าแล้วก็เกิดความโศกอย่างรุนแรง คิดว่า พระสมณโคดมมายังนาของเรา ตั้งแต่เวลาที่แผ้วถาง แม้เรา ก็ได้กล่าวกะท่านว่า เมื่อข้าวกล้านี้เผล็ดผลแล้ว ข้าพเจ้าจักแบ่งปันแก่ท่านบ้าง ข้าพเจ้ายังไม่ให้ท่านแล้ว ตัวเองก็จักไม่เคี้ยวกิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสหายของข้าพเจ้า ดังนี้ ความปรารถนาของเราแม้นั้น ไม่บรรลุเป้าหมายเสียแล้ว ฯ

    พฺราหฺมโณ ปาโตว “เขตฺตํ โอโลเกสฺสามีติ คโต ตุจฺฉํ เขตฺตํ ทิสฺวา อุปฺปนฺนพลวโสโก จินฺเตสิ “สมโณ โคตโม มม เขตฺตํ โสธนกาลโต ปฏฺฐาย อาคโต, อหํปิ ตํ `อิมสฺมึ สสฺเส นิปฺผนฺเน ตุยฺหํปิ สํวิภาคํ กริสฺสามิ, ตุยฺหํ อทตฺวา สยํ น ขาทิสฺสามิ, อิโตทานิ ตฺวํ มม สหาโยติ อวจํ, โสปิ เม มโนรโถ มตฺถกํ น ปาปุณีติ.

    อ.พราหมณ์ ผู้ไปแล้ว ในเวลาเช้าเทียว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา) จักตรวจดู ซึ่งนา ดังนี้ เห็นแล้ว ซึ่งนา อันเปล่า มีความโศก มีกำลังเกิดขึ้นแล้ว คิดแล้ว ว่า อ.พระสมณะ ผู้โคดม มาแล้ว จำเดิม แต่กาลเป็นที่ยังนาให้หมดจด ของเรา, แม้ อ.เรา ได้กล่าวแล้ว (กะพระสมณะ ผู้โคดม) นั้น ว่า ครั้นเมื่อข้าวกล้า นี้ สำเร็จแล้ว (อ.ข้าพเจ้า) จักกระทำ ซึ่งการแบ่ง แม้แก่ท่าน, (อ.ข้าพเจ้า) ไม่ให้แล้ว แก่ท่าน จักไม่เคี้ยวกิน เอง, อ.ท่าน เป็นสหาย ของข้าพเจ้า (จงเป็น) (แต่วัน) นี้ ในกาลนี้ ดังนี้, อ.มโนรถ ของเรา แม้นั้น ไม่ถึงแล้ว ซึ่งที่สุด ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์ ไปแล้ว แต่เช้าตรู่ ด้วยคิดว่า " เราจักตรวจดูข้าวกล้า " เห็นแต่นาเปล่า เกิดความโศกเป็นกำลัง จึงคิดว่า " พระสมณโคดมมาสู่นาของเรา ตั้งแต่คราวที่แผ้วถาง นา, แม้เรา ก็ได้กล่าวกะท่านว่า ' เมื่อข้าวกล้านี้เผล็ดผลแล้วจัก แบ่งส่วนให้แก่ท่านบ้าง, ยังไม่ให้ท่านแล้ว เราเองก็ไม่เคี้ยวกิน, ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่าน เป็นสหายของเรา, ความปรารถนาในใจ ของเราแม้นั้น ไม่ถึงที่สุดเสียแล้ว. "

  2. ๒

    เขาจึงอดอาหาร นอนบนเตียงน้อยแล้ว ฯ

    โส อาหารุปจฺเฉทํ กตฺวา มญฺจเก นิปชฺชิ.

    (อ.พราหมณ์) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งการเข้าไปตัดซึ่งอาหาร นอนแล้ว บนเตียงน้อย ฯ

    พราหมณ์นั้น ทำการอดอาหาร นอนบนเตียงน้อยแล้ว.

  3. ๓

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ได้เสด็จไปยังประตูเรือนของเขา ฯ

    อถสฺส สตฺถา เคหทฺวารํ อคมาสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ได้เสด็จไปแล้ว สู่ประตูแห่งเรือน (ของพราหมณ์) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้น.

  4. ๔

    เขาทราบการเสด็จมาของสมเด็จพระบรมศาสดา จึงกล่าวว่า พวกเธอจงนำสหายของเรามาแล้วให้นั่งที่นี่ ฯ

    โส สตฺถุ อาคมนํ สุตฺวา “สหายํ เม อาเนตฺวา อิธ นิสีทาเปถาติ อาห.

    (อ.พราหมณ์) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งการเสด็จมา แห่งพระศาสดา กล่าวแล้ว ว่า (อ.เจ้า ท.) นำมาแล้ว ซึ่งสหาย ของเรา (ยังสหาย นั้น) จงให้นั่ง (ในที่) นี้ ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์นั้น ทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงสั่ง (ชนผู้เป็น บริวาร) ว่า " พวกเธอจงนำสหายของเรามาแล้ว ให้นั่งที่นี้. "

  5. ๕

    ชนบริวารได้ทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    ปริชโน ตถา อกาสิ.

    อ.ชนผู้เป็นบริวาร ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    ชนผู้ เป็นบริวารได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

  6. ๖

    สมเด็จพระบรมศาสดาประทับนั่งแล้ว ตรัสถามว่า พราหมณ์ไปไหน ? เมื่อชนบริวารกราบทูลว่า นอนในห้อง ก็รับสั่งหาด้วยพุทธดำรัสว่า พวกเธอ จงเรียกพราหมณ์นั้นมา แล้วตรัสกะพราหมณ์ผู้มานั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งว่า เป็นอะไร พราหมณ์ ฯ

    สตฺถา นิสีทิตฺวา “กหํ พฺราหฺมโณติ ปุจฺฉิตฺวา, “คพฺเภ นิปนฺโนติ วุตฺเต, “ปกฺโกสถ นนฺติ ปกฺโกสาเปตฺวา, อาคนฺตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนํ อาห “กึ พฺราหฺมณาติ.

    อ.พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า อ.พราหมณ์ (ไปแล้ว) (ในที่) ไหน ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.พราหมณ์) นอนแล้ว ในห้อง ดังนี้ (อันชนผู้เป็นบริวาร) กราบทูลแล้ว ทรงยังชนผู้เป็นบริวาร ให้ร้องเรียกแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า (อ.ท่าน ท.) จงร้องเรียก ซึ่งพราหมณ์ นั้น ดังนี้, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนพราหมณ์ อ.อะไร ดังนี้ (กะพราหมณ์) ผู้ มาแล้ว นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    พระศาสดาประทับนั่งแล้ว ตรัสถาม ว่า " พราหมณ์ ไปไหน ? " เมื่อเขากราบทูลว่า " นอนในห้อง, ก็รับสั่งหาด้วยพุทธดำรัสว่า " พวกเธอ จงเรียกพราหมณ์นั่นมา, " แล้ว ตรัสกะพราหมณ์ผู้มานั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งว่า " เป็นอะไร ? พราหมณ์. "

  7. ๗

    (พราหมณ์กราบทูลว่า) พระโคดมผู้เจริญ ท่านมายังนาของข้าพเจ้าตั้งแต่วันที่แผ้วถาง แม้ข้าพเจ้าก็ได้พูดไว้ว่า เมื่อข้าวกล้าเผล็ดผลแล้ว ข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนถวายท่านบ้าง ความปรารถนาของข้าพเจ้านั้นไม่สำเร็จเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ความโศก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า แม้อาหารข้าพเจ้าก็ไม่หิว ฯ

    “โภ โคตม ตุมฺเห มม เขตฺตํ โสธนทิวสโต ปฏฺฐาย อาคตา, อหํปิ `สสฺเส นิปฺผนฺเน ตุมฺหากํปิ สํวิภาคํ กริสฺสามีติ อวจํ, โส เม มโนรโถ น นิปฺผนฺโน, เตน เม โสโก อุปฺปนฺโน, ภตฺตํปิ เม นจฺฉาเทตีติ.

    (อ.พราหมณ์ ทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ อ.ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว จำเดิม แต่วันเป็นที่ ยังนา ของข้าพเจ้า ให้หมดจด (ย่อมเป็น), แม้ อ.ข้าพเจ้า ได้กล่าวแล้ว ว่า ครั้นเมื่อข้าวกล้า สำเร็จแล้ว (อ.ข้าพเจ้า) จักกระทำ ซึ่งการแบ่ง แม้แก่ท่าน ท. ดังนี้, อ.มโนรถ ของข้าพเจ้า นั้น ไม่สำเร็จแล้ว, (เพราะเหตุ) นั้น อ.ความโศก เกิดขึ้นแล้ว แก่ข้าพเจ้า, แม้ อ.ภัตร ย่อมไม่ชอบใจ แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ

    พราหมณ์. พระโคดมผู้เจริญ ท่านมาสู่นาของข้าพเจ้าตั้งแต่ วันที่แผ้วถาง, แม้ข้าพเจ้าก็ได้พูดไว้ว่า ' เมื่อข้ากล้าเผล็ดผลแล้ว จักแบ่งส่วนถวายท่านบ้าง, ความปรารถนาในใจของข้าพเจ้านั้นไม่สำเร็จ เสียแล้ว; เพราะเหตุนั้น ความโศก จึงเกิดแล้ว แก่ข้าพเจ้า, แม้ภัต ข้าพเจ้าก็ไม่หิว. "

  8. ๘

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา จึงตรัสถามเขาว่า พราหมณ์ ก็ท่านรู้ไหมว่า ความโศก เกิดแล้วแก่ท่าน เพราะอาศัยอะไร เมื่อเขากราบทูลว่า ไม่ทราบขอรับ ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ท่านทราบหรือไง ? จึงตรัสว่า ถูกแล้ว พราหมณ์ แท้จริง ความโศกก็ดี ภัยก็ดี เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดเพราะอาศัยตัณหา ดังนี้ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “ชานาสิ ปน พฺราหฺมณ `กินฺเต นิสฺสาย โสโก อุปฺปนฺโนติ ปุจฺฉิตฺวา, “น ชานามิ โภ โคตม, ตฺวํ ปน ชานาสีติ วุตฺเต, “อาม พฺราหฺมณ, อุปฺปชฺชมาโน หิ โสโก วา ภยํ วา ตณฺหํ นิสฺสาย อุปฺปชฺชตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งพราหมณ์) นั้น ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ (อ.ท่าน) ย่อมรู้ ว่า อ.ความโศก เกิดขึ้นแล้ว แก่ท่าน เพราะอาศัย ซึ่งอะไร ดังนี้ หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ (อ.ข้าพเจ้า) ย่อมไม่รู้, ก็ (อ.ท่าน) ย่อมรู้ หรือ ดังนี้ (อันพราหมณ์นั้น) กราบทูลแล้ว ตรัสแล้วว่า ดูก่อนพราหมณ์ เออ (อ.อย่างนั้น), จริงอยู่ อ.ความโศก หรือ หรือว่า อ.ความกลัว เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัย ซึ่งตัณหา ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า " พราหมณ์ ก็ท่านรู้ไหมว่า ' ความโศก เกิดแล้วแก่ท่าน เพราะอาศัยอะไร ? " เมื่อพราหมณ์กราบทูลว่า " พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบ, ก็ท่านทราบหรือ ? " จึงตรัสว่า " อย่างนั้น พราหมณ์, ความจริง ความโศกก็ดี ภัยก็ดี เมื่อจะเกิด ย่อมอาศัยตัณหาเกิดขึ้น " ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-

ภาค ๖ นนฺทิยวตฺถุ

ภาค ๖ นนฺทิยวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๑ หน้า ๑๕๕–๑๕๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ลำดับนั้น มารดานายนันทิยะนั้นบอกนางสาวเรวดีว่า แม่คุณ ที่เรือนหลังนี้ แม่จงฉาบทาสถานที่สำหรับนั่งของพระภิกษุสงฆ์ ปูลาดอาสนะไว้ ตั้งเชิงรอง(บาตร)ไว้ เวลาพวกภิกษุมา รับบาตร นิมนต์ให้ท่านนั่ง เอาที่กรองน้ำกรองน้ำฉัน (ถวาย) เวลาท่านฉันเสร็จแล้วล้างบาตร ด้วยประการตามที่ฉันพูดมาอย่างนี้ แม่จักเป็นหญิงที่โปรดปรานของลูกชายฉัน ฯ

    อถสฺส มาตา เรวตึ อาห “อมฺม ตฺวํ อิมสฺมึ เคเห ภิกฺขุสงฺฆสฺส นิสชฺชนฏฺฐานํ อุปลิมฺปิตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปหิ, อาธารเก ฐเปหิ, ภิกฺขูนํ อาคตกาเล ปตฺเต คเหตฺวา นิสีทาเปตฺวา ธมฺมกรเกน ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ภุตฺตกาเล ปตฺเต โธว; เอวํ เม ปุตฺตสฺส อาราธิกา ภวิสฺสตีติ.

    ครั้งนั้น อ.มารดา (ของนายนันทิยะ) นั้น กล่าวแล้ว กะนางเรวดี ว่า แน่ะแม่ อ.เธอ ฉาบทาแล้ว ซึ่งที่เป็นที่นั่ง แห่งหมู่แห่งภิกษุ จงปูลาด ซึ่งอาสนะ ท. ในเรือน นี้, (อ.เธอ) จงตั้งไว้ ซึ่งเชิงรอง ท., (อ.เธอ) รับแล้ว ซึ่งบาตร ท. ในกาล แห่งภิกษุ ท. มาแล้ว (ยังภิกษุ ท.) ให้นั่งแล้ว กรองแล้ว ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม ด้วยเครื่องกรอง จงล้าง ซึ่งบาตร ท. ในกาล (แห่งภัตร อันภิกษุ ท.) ฉันแล้ว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.เธอ) เป็นผู้โปรดปราน แห่งบุตร ของฉัน จักเป็น ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น มารดาของเขา กล่าวกะนางเรวดีว่า " แม่ เจ้า จงฉาบทาสถานที่นั่งของภิกษุสงฆ์ แล้วปูลาดอาสนะไว้ ในเรือนนี้, จงตั้งเชิง (บาตร) ไว้, ในเวลาภิกษุทั้งหลายมาแล้ว จงรับบาตร นิมนต์ให้นั่ง เอาธมกรกกรองน้ำฉัน (ถวาย) แล้วล้างบาตร ใน เวลาฉันเสร็จ; เมื่อเจ้าทำได้อย่างนี้ ก็จักเป็นที่พึงใจแก่บุตรของเรา. "

  2. ๒

    นางสาวเรวดีนั้น ได้กระทำตามนั้น ฯ

    สา ตถา อกาสิ.

    (อ.นางเรวดี) นั้น ได้กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    นางได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

  3. ๓

    ลำดับนั้น พ่อแม่จึงบอกถึงเรื่องราวนางสาวเรวดีนั้นแก่ลูกชายว่า แม่เรวดีเป็นหญิงที่อดทนต่อโอวาท เมื่อนายนันทิยะนั้นรับปากว่าดีแล้ว จึงกำหนดวันกระทำอาวาหมงคล ฯ

    อถ นํ “โอวาทกฺขมา ชาตาติ ปุตฺตสฺส อาโรเจตฺวา, เตน “สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิเต, ทิวสํ ฐเปตฺวา อาวาหํ กรึสุ.

    ครั้งนั้น (อ.มารดาและบิดา ท.) บอกแล้ว (ซึ่งนางเรวดี) นั้น แก่บุตร ว่า (อ.นางเรวดี) เป็นผู้อดทนต่อโอวาท เกิดแล้ว ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ดีละ ดังนี้ (อันนายนันทิยะ) นั้น รับพร้อมแล้ว, ตั้งไว้แล้ว ซึ่งวัน กระทำแล้ว ซึ่งอาวาหะ ฯ

    ต่อมา มารดาบิดาเล่าถึงความประพฤติของ นางนั้นแก่บุตร ว่า " นางเป็นผู้อดทนต่อโอวาท " เมื่อเขารับว่า " ดีละ " จึงกำหนดวันแล้ว ทำอาวาหมงคล.

  4. ๔

    ลำดับนั้น นายนันทิยะพูดกะนางเรวดีนั้นว่า ถ้าภิกษุสงฆ์ด้วย พ่อแม่ฉันด้วย เธอจักบำรุง ด้วยประการเช่นนี้ เธอจักได้อยู่ที่เรือนนี้ ขอเธอจงอย่าละเลยก็แล้วกัน ฯ

    อถ นํ นนฺทิโย อาห “สเจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ มาตาปิตโร จ เม อุปฏฺฐหิสฺสสิ, เอวํ อิมสฺมึ เคเห วตฺถุํ ลภิสฺสสิ, อปฺปมตฺตา โหหีติ.

    ครั้งนั้น อ.นายนันทิยะ กล่าวแล้ว (กะนางเรวดี) นั้น ว่า ถ้าว่า (อ.เธอ) จักบำรุง ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ด้วย ซึ่งมารดาและบิดา ท. ของเรา ด้วย ไซร้, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.เธอ) จักได้ ซึ่งวัตถุ ในเรือน นี้, (อ.เธอ) เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จงเป็น ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น นายนันทิยะ กล่าวกะนางว่า " ถ้าเธอจักบำรุงภิกษุสงฆ์ และมารดาบิดาของฉันไซร้, เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็จักได้พัสดุในเรือนนี้, จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. "

  5. ๕

    นางรับว่า ดีละ แล้วทำทีเป็นผู้มีศรัทธาบำรุงอยู่ ๒๓ วัน ก็คลอดบุตร ๒ คน ฯ

    สา “สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา กติปาหํ สทฺธา วิย หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺตี เทฺว ปุตฺเต วิชายิ.

    (อ.นางเรวดี) นั้น รับคำแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ เป็นผู้ ราวกะว่า มีศรัทธา เป็น บำรุงอยู่ สิ้นวันเล็กน้อย คลอดแล้ว ซึ่งบุตร ท. ๒ ฯ

    นางรับว่า " ดีละ " แล้วทำทีเป็นผู้ศรัทธา บำรุงอยู่ ๒-๓ วัน ก็คลอดบุตร ๒ คน.

  6. ๖

    พ่อแม่แม้ของนายนันทิยะได้เสียชีวิตแล้ว ฯ

    นนฺทิยสฺสปิ มาตาปิตโร กาลมกํสุ.

    อ.มารดาและบิดา ท. แม้ของนายนันทิยะ ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ,

    มารดาบิดาแม้ของนายนันทิยะ ได้ทำกาละแล้ว.

  7. ๗

    ความเป็นใหญ่ทั้งหมดในเรือน ก็ตกอยู่แก่นางเรวดีนั้นคนเดียว ฯ

    เคเห สพฺพิสฺสริยํ ตสฺสาเยว อโหสิ.

    อ.ความเป็นใหญ่ทั้งปวง ในเรือน ได้มีแล้ว (แก่นางเรวดี) นั้นนั่นเทียว ฯ

    ความเป็นใหญ่ทั้งหมดในเรือน ก็ตกอยู่ แก่นางเรวดีนั้นคนเดียว.

  8. ๘

    จำเดิมแต่พ่อแม่เสียชีวิต แม้นายนันทิยะก็เป็นมหาทานบดีเตรียมตั้งทานสำหรับภิกษุสงฆ์ ฯ (และ) เริ่มตั้งค่าอาหารแม้สำหรับคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นไว้ ที่ประตูเรือน ฯ

    นนฺทิโยปิ มาตาปิตูนํ กาลกิริยโต ปฏฺฐาย มหาทานปติ หุตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ปฏฺฐเปสิ, กปณทฺธิกาทีนํปิ เคหทฺวาเร ปากวตฺตํ ปฏฺฐเปสิ.

    แม้ อ.นายนันทิยะ เป็น เจ้าของแห่งทานใหญ่ เป็น เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งทาน เพื่อหมู่แห่งภิกษุ, เริ่มตั้งแล้ว ซึ่งวัตถุอันเป็นไปเพื่ออาหารอันบุคคลพึงหุง ใกล้ประตูแห่งเรือน (เพื่อชน ท.) แม้มีชนผู้กำพร้าและชนผู้ไปสู่หนทางไกลเป็นต้น จำเดิม แต่การกระทำซึ่งกาละ แห่งมารดาและบิดา ท. ฯ

    จำเดิมแต่มารดาบิดาทำกาละ แม้นายนันทิยะ ก็เป็นมหาทานบดี เตรียมตั้งทานสำหรับภิกษุสงฆ์. (และ) เริ่มตั้งค่าอาหารแม้สำหรับคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ไว้ที่ประตูเรือน.

  9. ๙

    ในกาลต่อมา เขาฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา กำหนดอานิสงส์ในการถวายอาวาสได้แล้ว ให้ทำศาลา ๔ มุข ประดับด้วยห้อง ๔ ห้องในมหาวิหาร ในป่าอิสิปตนะ แล้วให้ลาดเตียงและตั่งเป็นต้น เมื่อจะมอบถวายอาวาสนั้น ได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วถวายน้ำทักขิโณทกแด่พระตถาคต ฯ

    โส อปรภาเค สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อาวาสทาเน อานิสํสํ สลฺลกฺเขตฺวา อิสิปตเน มหาวิหาเร จตูหิ คพฺเภหิ ปฏิมณฺฑิตํ จตุสฺสาลํ กาเรตฺวา มญฺจปีฐาทีนิ อตฺถราเปตฺวา ตํ อาวาสํ นิยฺยาเทนฺโต พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ทตฺวา ตถาคตสฺส ทกฺขิโณทกํ อทาสิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก (อ.นายนันทิยะ) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา กำหนดแล้ว ซึ่งอานิสงส์ ในการถวาย ซึ่งอาวาส (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งศาลา ๔ หลัง อันประดับเฉพาะแล้ว ด้วยห้อง ท. ๔ ในมหาวิหาร ในป่าชื่อว่าอิสิปตนะ (ยังบุคคล) ให้ลาดแล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีเตียงและตั่งเป็นต้น เมื่อมอบถวาย ซึ่งอาวาส นั้น ถวายแล้ว ซึ่งทาน แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ถวายแล้ว ซึ่งน้ำเพื่อทักษิณา แก่พระตถาคตเจ้า ฯ

    ในกาลต่อมา เขาฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา กำหนดอานิสงส์ในการถวายอาวาสได้แล้ว ให้ทำศาลา ๔ มุข ประดับด้วยห้อง ๓ ห้อง ในมหาวิหาร ในป่าอิสิปตนะ แล้วให้ลาดเตียงและตั่งเป็นต้น เมื่อจะมอบถวายอาวาสนั้น ได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วถวายน้ำทักขิโณทก แด่พระตถาคต.

  10. ๑๐

    ปราสาททิพย์ สำเร็จโดยรัตนะ ๗ ประการ พร้อมด้วยหมู่นารี มีประมาณ ๑๒ โยชน์ในทิศทั้งปวง เบื้องบนสูงประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ผุดขึ้นในเทวโลกชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยทักขิโณทกประดิษฐาน (ในพระหัตถ์) ของพระบรมศาสดาทีเดียว ฯ

    สตฺถุ ทกฺขิโณทกปฺปติฏฺฐาเนน สทฺธึเยว ตาวตึสเทวโลเก สพฺพทิสาสุ ทฺวาทสโยชนิโก อุทฺธํ โยชนสตุพฺเพโธ สตฺตรตนมโย นารีคณสมฺปนฺโน ทิพฺพปฺปาสาโท อุคฺคจฺฉิ.

    อ.ปราสาทอันเป็นทิพย์ อันถึงพร้อมแล้วด้วยหมู่แห่งนารี อันเป็นวิการแห่งรัตนะ ๗ อันสูงโดยร้อยแห่งโยชน์ ในเบื้องบน อันประกอบแล้วด้วยโยชน์ ๑๒ ในทิศทั้งปวง ท. ผุดขึ้นแล้ว ในเทวโลกชื่อว่าดาวดึงส์ กับ ด้วยอันตั้งอยู่เฉพาะแห่งน้ำ เพื่อทักษิณา เพื่อพระศาสดา นั่นเทียว ฯ

    ปราสาททิพย์ สำเร็จโดยรัตนะ ๗ ประการ สมบูรณ์ด้วยหมู่นารี มีประมาณ ๑๒ โยชน์ในทิศทั้งปวง เบื้องบนสูงประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ผุดขึ้นในเทวโลกขั้น ดาวดึงส์ พร้อมด้วยทักขิโณทกประดิษฐานในพระหัตถ์ของพระศาสดา ทีเดียว.

ภาค ๖ นนฺทิยวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๒ หน้า ๑๕๖–๑๕๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายหมู่นางอัปสรเห็นพระเถระนั้นแล้ว ลงจากปราสาทกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันเกิดในที่นี้ ด้วยหวังว่า จักเป็นนางบำเรอของนายนันทิยะ แต่เมื่อไม่พบเห็นนายนันทิยะนั้น เป็นผู้อึดอัดเหลือเกิน ด้วยว่า การละมนุษย์สมบัติแล้วถือเอาทิพยสมบัติ ก็เช่นกับการทำลายถาดดินแล้วถือเอาถาดทองคำ ฉะนั้น พระผู้เป็นเจ้าพึงบอกเขาเพื่อประโยชน์แก่การมา ณ ที่นี้ ฯ

    อจฺฉราสงฺโฆปิ นํ ทิสฺวา ปาสาทโต โอตริตฺวา อาห “ภนฺเต มยํ `นนฺทิยสฺส ปริจาริกา ภวิสฺสามาติ อิธ นิพฺพตฺตา, ตํ ปน อปสฺสนฺตา อติวิย อุกฺกณฺฐิตมฺห; มตฺติกปาตึ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณปาตึ คหณสทิสํ หิ มนุสฺสสมฺปตฺตึ หิตฺวา ทิพฺพสมฺปตฺตึ คหณํ, อิธาคมนตฺถาย นํ วเทยฺยาถาติ.

    แม้ อ.หมู่แห่งนางอัปสร เห็นแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ข้ามลงแล้ว จากปราสาท กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดิฉัน ท. เป็นผู้บังเกิดแล้ว (ในที่) นี้ (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา ท.) เป็นหญิงบำเรอ ของนันทิยะ จักเป็น ดังนี้ (ย่อมเป็น), แต่ว่า (อ.ดิฉัน ท.) เมื่อไม่เห็น (ซึ่งนันทิยะ) นั้น เป็นผู้กระสันขึ้นแล้ว เกินเปรียบ (ย่อมเป็น), ก็ อ.การ ละแล้ว ซึ่งสมบัติในมนุษย์ ถือเอา ซึ่งสมบัติอันเป็นทิพย์ เป็นเช่นกับด้วยการ ทำลายแล้ว ซึ่งถาดอันวิการแห่งดินเหนียว ถือเอา ซึ่งถาดอันเป็นวิการแห่งทอง (ย่อมเป็น), (อ.ท่าน ท.) พึงกล่าว (กะนันทิยะ) นั้น เพื่อประโยชน์แก่การมา (ในที่) นี้ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายหมู่นางอัปสร เห็นพระเถระนั้นแล้ว ลงจากปราสาท กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันเกิดในที่นี้ ด้วยหวังว่า ' จักเป็น นางบำเรอของนายนันทิยะ ' แต่เมื่อไม่พบเห็นนายนันทิยะนั้น เป็นผู้ ระอาเหลือเกิน; ด้วยว่า การละมนุษย์สมบัติ แล้วถือเอาทิพยสมบัติ ก็เช่นกับการทำลายถาดดินแล้วถือเอาถาดทองคำ ฉะนั้น, พระผู้เป็นเจ้าพึงบอกเขา เพื่อประโยชน์แก่การมา ณ ที่นี้. "

  2. ๒

    พระเถระ (กลับ) มาจากเทวโลกนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ทิพยสมบัติย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ทำความดีที่ยังอยู่มนุษยโลกนี้เอง หรือหนอแล ฯ

    เถโร ตโต อาคนฺตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ “นิพฺพตฺตติ นุ โข ภนฺเต มนุสฺสโลเก ฐิตานญฺเญว กตกลฺยาณานํ ทิพฺพสมฺปตฺตีติ.

    อ.พระเถระ มาแล้ว (จากเทวโลก) นั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.สมบัติอันเป็นทิพย์ ย่อมบังเกิด หรือ หนอ แล (แก่ชน ท.) ผู้ดำรงอยู่แล้ว ในมนุษย์โลก นั่นเทียว ผู้มีกรรมอันงามอันกระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระเถระ (กลับ) มาจากเทวโลกนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระ ศาสดา ทูลถามว่า " พระเจ้าข้า ทิพยสมบัติย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ทำ ความดีที่ยังอยู่มนุษยโลกนี่เอง หรือหนอแล ? "

  3. ๓

    พระบรมศาสดา. โมคคัลลานะ ทิพยสมบัติที่เกิดแล้วแก่นายนันทิยะ ในเทวโลก อันเธอเห็นแล้วเอง มิใช่หรือ ไฉนจึงถามเราเล่า ฯ

    “โมคฺคลฺลาน นนุ เต เทวโลเก นนฺทิยสฺส นิพฺพตฺตา ทิพฺพสมฺปตฺติ สามํ ทิฏฺฐา, กสฺมา มํ ปุจฺฉสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ อ.สมบัติอันเป็นทิพย์ อันบังเกิดแล้ว แก่นันทิยะ ในเทวโลก อันเธอ เห็นแล้ว เอง มิใช่หรือ, (อ.เธอ) ย่อมถาม ซึ่งเรา เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. โมคคัลลานะ ทิพยสมบัติที่เกิดแล้วแก่นายนันทิยะในเทวโลก อันเธอเห็นแล้วเอง มิใช่หรือ ? ไฉนจึงถามเราเล่า ?

  4. ๔

    โมคคัลลานะ. ทิพยสมบัติเกิดได้อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า ฯ

    “เอวํ ภนฺเต นิพฺพตฺตตีติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ (อ.สมบัติอันเป็นทิพย์) ย่อมบังเกิด อย่างนั้น หรือ ดังนี้ ฯ

    โมคคัลลานะ. ทิพยสมบัติ เกิดได้อย่างนั้นหรือ ? พระเจ้าข้า.

  5. ๕

    ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า โมคคัลลานะ เธอพูดอะไรนั่น เหมือนอย่างว่า ใคร ๆ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เห็นบุตรหรือพี่น้องผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน(กลับ)มาแต่ถิ่นที่จากไปอยู่ พึงมาสู่เรือนโดยเร็ว บอกว่า คน ชื่อโน้น มาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกญาติของเขาก็ยินดีร่าเริงแล้วออกมาโดยขมีขมัน พึงยินดียิ่งกะผู้นั้นว่า พ่อคุณ พ่อมาแล้ว พ่อคุณ พ่อมาแล้ว ฉันใด เหล่าเทวดา(ต่าง)ถือเอาเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ ๑๐ อย่าง ต้อนรับด้วยคิดว่า เราก่อน เราก่อน แล้วย่อมยินดียิ่งกะสตรีหรือบุรุษผู้ทำความดีไว้ในโลกนี้ซึ่งละโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้า ฉันนั้นเหมือนกัน ดังนี้ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “โมคฺคลฺลาน กึ นาเมตํ กเถสิ; ยถา หิ จิรปฺปวุตฺถํ ปุตฺตํ วา ภาตรํ วา ปวาสโต อาคจฺฉนฺตํ คามทฺวาเร ฐิโต โกจิเทว ทิสฺวา เวเคน เคหํ อาคนฺตฺวา `อสุโก นาม อาคโตติ อาโรเจยฺย, อถสฺส ญาตกา หฏฺฐปฺปหฏฺฐา เวเคน นิกฺขมิตฺวา `อาคโตสิ ตาต, อาคโตสิ ตาตาติ ตํ อภินนฺเทยฺยุํ; เอวเมว อิธ กตกลฺยาณํ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา อิมํ โลกํ หิตฺวา ปรโลกํ คตํ ทสวิธํ ทิพฺพปณฺณาการํ อาทาย `อหํ ปุรโต, อหํ ปุรโตติ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา เทวตา อภินนฺทนฺตีติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ (อ.เธอ) กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) นั่น ชื่อ อะไร, เหมือนอย่างว่า อ.ใคร ๆ นั่นเทียว ผู้ยืนแล้ว ณ ประตูแห่งบ้าน เห็นแล้ว ซึ่งบุตร หรือ หรือว่า ซึ่งพี่น้องชาย ผู้อยู่ปราศแล้วสิ้นกาลนาน ผู้มาอยู่ จากประเทศเป็นที่อยู่ปราศ มาแล้ว สู่เรือน โดยเร็ว พึงบอกว่า (อ.บุคคล) ชื่อ โน้น มาแล้ว ดังนี้, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.ญาติ ท. (ของบุคคล) นั้น ผู้ทั้งร่าเริงแล้วทั้งร่าเริงทั่วแล้ว ออกไปแล้ว โดยเร็ว พึงเพลิดเพลินยิ่ง (กะบุคคล) นั้น ว่า แน่ะพ่อ (อ.ท่าน) เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น, แน่ะพ่อ (อ.ท่าน) เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น ดังนี้ ฉันใด, อ.เทวดา ท. ถือเอาแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ อันมีอย่าง ๑๐ ต้อนรับแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา (จักมี) ข้างหน้า, อ.เรา (จักมี) ข้างหน้า ดังนี้ ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง กะหญิง หรือ หรือว่า กะชาย ผู้มีกรรมอันงามอันกระทำแล้ว (ในโลก) นี้ ผู้ ละแล้ว ซึ่งโลก นี้ ไปแล้ว สู่โลกอื่น ฉันนั้นนั่นเทียว ดังนี้ ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. (เหล่า) นี้ ว่า

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า " โมคคัลลานะ เธอพูดอะไรนั่น ? เหมือนอย่างว่า ใคร ๆ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เห็นบุตรหรือพี่น้อง ผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน (กลับ) มาแต่ถิ่นที่จากไปอยู่ พึงมาสู่เรือนโดยเร็ว บอกว่า ' คนชื่อโน้น มาแล้ว, เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกญาติของเขา ก็ยินดีร่าเริงแล้ว ออกมาโดยขมีขมัน พึงยินดียิ่ง กะผู้นั้นว่า ' พ่อ มาแล้ว, พ่อ มาแล้ว ' ฉันใด; เหล่าเทวดา (ต่าง) ถือเอาเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์ ๑๐ อย่าง ต้อนรับด้วย คิดว่า ' เราก่อนเราก่อน. ' แล้วย่อมยินดียิ่ง กะสตรีหรือบุรุษ ผู้ทำความดีไว้ ในโลกนี้ ซึ่งละโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้า ฉันนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

ภาค ๖ อุตฺตราอุปาสิกาวตฺถุ

ภาค ๖ อุตฺตราอุปาสิกาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑ หน้า ๑๗๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    นัยว่า นางสิริมานั้น เป็นสตรีคนนอกที่แม้จะอยู่ในคฤหาสน์นั้นถึงครึ่งเดือน เสวยสมบัตินั้นอยู่ หารู้ว่าตัวเป็นหญิงคนนอกไม่ จึงได้ทำความเข้าใจ (เอาเอง) ว่า ตัวเป็นแม่เจ้าเรือน ฯ

    สา กิร อฑฺฒมาสํ ตสฺมึ เคเห พาหิรกอิตฺถี หุตฺวา วสมานาปิ ตํ สมฺปตฺตึ อนุภวมานา อตฺตโน พาหิรกอิตฺถีภาวํ อชานิตฺวา “อหํ ฆรสามินีติ สญฺญมกาสิ.

    ได้ยินว่า (อ.นางสิริมา) นั้น เป็นหญิงมีในภายนอก เป็น แม้อยู่อยู่ ในเรือน นั้น ตลอดกึ่งแห่งเดือน เสวยอยู่ ซึ่งสมบัติ นั้น ไม่รู้แล้ว ซึ่งความที่ แห่งตน เป็นหญิงมีในภายนอก ได้กระทำแล้ว ซึ่งความสำคัญ ว่า (อ.เรา) เป็นเจ้าของแห่งเรือน (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ได้ยินว่า นางสิริมานั้น แม้อยู่เป็นพาหิรกสตรีในเรือนนั้นตลอดกึ่งเดือน เสวยสมบัตินั้นอยู่ ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเป็นหญิงภายนอก ได้ ทำความสำคัญว่า " ตัวเป็นแม่เจ้าเรือน. "

  2. ๒

    นางจึงผูกความอาฆาตต่อนางอุตตรา ตั้งใจว่า จักต้องให้มันเกิดทุกข์ (ให้ได้) จึงลงจากปราสาทเข้าไปยังโรงครัวใหญ่ เอาทัพพีตักเนยใสที่เดือดพล่านใน (กระทะ) ที่ทอดขนมแล้วเดินมุ่งหน้าตรงไปหานางอุตตรา ฯ

    สา อุตฺตราย อาฆาตํ พนฺธิตฺวา “ทุกฺขมสฺสา อุปฺปาเทสฺสามีติ ปาสาทา โอรุยฺห มหานสํ ปวิสิตฺวา ปูวปจนฏฺฐาเน ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ กฏจฺฉุนา อาทาย อุตฺตราภิมุขี ปายาสิ.

    (อ.นางสิริมา) นั้น ผูกแล้ว ซึ่งความอาฆาต ในนางอุตตรา (คิดแล้ว) ว่า (อ.เรา) จัก ยังทุกข์ ให้เกิดขึ้น (แก่นางอุตตรา) นั้น ดังนี้ ลงแล้ว จากปราสาท เข้าไปแล้ว สู่โรงครัวใหญ่ ถือเอา ซึ่งเนยใส อันเดือดพล่านแล้ว ในที่เป็นที่ทอดซึ่งขนม ด้วยทัพพี เป็นผู้มีหน้าเฉพาะต่อนางอุตตรา (เป็น) ได้ออกไปแล้ว ฯ

    นางผูกอาฆาตต่อนาง อุตตราว่า " จักต้องยังทุกข์ให้เกิดแก่มัน " จึงลงจากปราสาท เข้า ไปสู่โรงครัวใหญ่ เอาทัพพีตักสัปปิอันเดือดพล่านในที่ทอดขนมแล้ว ก็เดินมุ่งหน้าต่างไปหานางอุตตรา.

  3. ๓

    นางอุตตราเห็นนางสิริมานั้นกำลังเดินมา จึงแผ่เมตตาไปถึงนางว่า เพื่อนหญิงของเรา ช่างทำอุปการะแก่เรามากมาย จักรวาลก็คับแคบนัก พรหมโลกก็ต่ำเกินไป ส่วนความดีของเพื่อนหญิงของเรานั่นแลช่างยิ่งใหญ่ (เหลือเกิน) ด้วยว่า เราอาศัยนางนั่น จึงถวายทานก็ได้ ฟังธรรมก็ได้ ถ้าเรามีความโกรธเหนือนางนั่น เนยใสนี้จงลวกเราเถิด ถ้าไม่มี อย่าลวกเลย ฯ

    อุตฺตรา ตํ อาคจฺฉนฺตึ ทิสฺวา “มม สหายิกาย มยฺหํ มหาอุปกาโร กโต; จกฺกวาฬํ อติสมฺพาธํ, พฺรหฺมโลโก อตินีโจ, มม ปน สหายิกาย คุโณว มหนฺโต; อหญฺหิ เอตํ นิสฺสาย ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ลภึ; สเจ มม เอติสฺสา อุปริ โกโธ อตฺถิ, อิทํ สปฺปิ มํ ฑหตุ; สเจ นตฺถิ, มา ฑหตูติ ตํ เมตฺตาย ผริ.

    อ.นางอุตตรา เห็นแล้ว (ซึ่งนางสิริมา) นั้น ผู้มาอยู่ (คิดแล้ว) ว่า อ.อุปการะใหญ่ อันหญิงสหาย ของเรา กระทำแล้ว แก่เรา, อ.จักรวาล เป็นจักรวาลแคบยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.พรหมโลก เป็นโลกต่ำยิ่ง (ย่อมเป็น), ก็ อ.คุณ ของหญิงสหาย ของเรา เทียว เป็นคุณใหญ่ (ย่อมเป็น), เพราะว่า อ.เรา อาศัยแล้ว (ซึ่งหญิงสหาย) นั่น ได้แล้ว เพื่ออันถวาย ซึ่งทาน ด้วย เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม ด้วย, ถ้าว่า อ.ความโกรธ แห่งเรา มีอยู่ ในเบื้องบน (แห่งหญิงสหาย) นั่น ไซร้, อ.เนยใส นี้ จงลวก ซึ่งเรา, ถ้าว่า (อ.ความโกรธ) ย่อมไม่มี ไซร้, อ.เนยใส จงอย่า ลวก ดังนี้ แผ่ไปแล้ว (สู่นางสิริมา) นั้น ด้วยเมตตา ฯ

    นางอุตตรา เห็นนางสิริมานั้นเดินมา จึงแผ่เมตตาไปถึงนางว่า " หญิงสหายของเราทำอุปการะแก่เรา มาก, จักรวาลก็แคบเกินไป, พรหมโลกก็ต่ำนัก, ส่วนคุณของหญิง สหายเราใหญ่มาก; ก็เราอาศัยนางนั่น จึงได้เพื่อถวายทานและฟัง ธรรม; ถ้าเรามีความโกรธเหนือนางสิริมานั้น, สัปปินี้จงลวกเรา เถิด; ถ้าไม่มี, อย่าลวกเลย.

  4. ๔

    เนยใสเดือดพล่านที่นางรดลงบนกระหม่อมของนางอุตตรานั้น ได้กลายเป็นเหมือนน้ำเย็น ฯ

    ตาย ตสฺสา มตฺถเก อาสิตฺตํ ปกฺกุฏฺฐิตสปฺปิ สีตุทกํ วิย อโหสิ.

    อ.เนยใสอันเดือดพล่านแล้ว อัน (อันนางสิริมา) นั้น รดทั่วแล้ว บนกระหม่อม (ของนางอุตตรา) นั้น เป็น ราวกะว่า น้ำอันเย็น ได้เป็นแล้ว ฯ

    เนยใสซึ่งเดือดพล่านที่นางสิริมานั้นรดลงเบื้องบนนางอุตตรานั้น ได้เป็นเหมือนน้ำเย็น.

  5. ๕

    ลำดับนั้น พวกหญิงรับใช้ของนางอุตตรา มองเห็นนางสิริมานั้นกำลังตัก (เนยใส) ให้เต็มทัพพีใหม่ด้วยเข้าใจว่า เนยใสนี้ คงจักเย็นถือเดินมาอยู่ จึงตวาดว่า จงหลีกไปนะนางคนหัวดื้อ นางไม่สมควรรดเนยใสที่เดือดพล่านลงบน (ศีรษะ) แม่เจ้าของพวกเรา แล้วต่างก็ลุกขึ้นจากตรงนี้บ้างตรงนั้นบ้าง ใช้มือบ้าง ใช้เท้าบ้าง ทุบถีบให้ล้มลงบนพื้น ฯ

    อถ นํ “อิทํ สีตลํ ภวิสฺสตีติ ปุน กฏจฺฉุํ ปูเรตฺวา อาทาย อาคจฺฉนฺตึ อุตฺตราย ทาสิโย ทิสฺวา “อเปหิ ทุพฺพินีเต, น ตฺวํ อมฺหากํ อยฺยาย อุปริ ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ อาสิญฺจิตุํ อนุจฺฉวิกาติ สนฺตชฺเชนฺติโย อิโต จิโต จ อุฏฺฐาย หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา ภูมิยํ ปาเตสุํ.

    ครั้งนั้น อ.ทาสี ท. ของนางอุตตรา เห็นแล้ว (ซึ่งนางสิริมา) นั้น ผู้ (คิดแล้ว) ว่า (อ.เนยใส) นี้ เป็นของเย็น จักเป็น ดังนี้ ยังทัพพี ให้เต็มแล้ว ถือเอา มาอยู่ อีก คุกคามด้วยดีอยู่ ว่า แน่ะหญิง ผู้อันบุคคลแนะนำได้โดยยากแล้ว (อ.ท่าน) จงหลีกไป, อ.ท่าน เป็นผู้สมควร เพื่ออันรดทั่ว ซึ่งเนยใส อันเดือดพล่านแล้ว ในเบื้องบน แห่งแม่เจ้า ของดิฉัน ท. (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว (โดยข้าง) นี้ ด้วย นี้ ด้วย ตีแล้ว ด้วยมือ ท. ด้วย ด้วยเท้า ท. ด้วย (ยังนางสิริมา นั้น) ให้ล้มลงแล้ว บนภาคพื้น ฯ

    ลำดับนั้น พวกทาสีของนางอุตตรา เห็นนางผู้ตักให้เต็มทัพพี อีก ด้วยเข้าใจว่า " เนยใสนี้คงจักเย็น " ถือเดินมาอยู่ จึงคุกคาม ว่า " นางหัวดื้อ เจ้าจงหลีกไป, เจ้าไม่ควรจะรดสัปปิที่เดือดพล่าน บนเจ้าแม่ของพวกเรา " แล้วต่างลุกขึ้นจากที่นี้บ้าง ที่นั้นบ้าง ให้มือล้าง เท้าบ้าง ทุบถีบให้ล้มลงบนพื้น.

  6. ๖

    นางอุตตราไม่สามารถจะห้ามปรามหญิงรับใช้เหล่านั้นได้ทัน ทีนั้น นางจึงห้ามหญิงคนใช้ทุกคนที่ยืนคร่อมอยู่ข้างบนนางสิริมานั้นแล้ว ถามว่า เพื่อประสงค์อะไรเธอจึงทำกรรมหนักหนาเห็นปานนี้ กล่าวสอนนางสิริมาแล้วเอาน้ำอุ่นให้อาบชโลม (กาย) ด้วยน้ำมันที่เคี่ยวตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ฯ

    อุตฺตรา ตา วาเรตุํ นาสกฺขิ, อถสฺสา อุปริ ฐิตา สพฺพา ทาสิโย ปฏิพาหิตฺวา “กิสฺส เต เอวรูปํ ภาริยํ กมฺมํ กตนฺติ สิริมํ โอวทิตฺวา อุณฺโหทเกน นหาเปตฺวา สตปากเตเลน อพฺภญฺชิ.

    อ.นางอุตตรา ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันห้าม (ซึ่งทาสี ท.) เหล่านั้น, ครั้งนั้น (อ.นางอุตตรา) ห้ามแล้ว ซึ่งทาสี ท. ทั้งปวง ผู้ยืนแล้ว ในเบื้องบน (แห่งนางสิริมา) นั้น (ถามแล้ว) ว่า อ.กรรม อันหนัก มีอย่างนี้เป็นรูป อันท่าน กระทำแล้ว เพื่ออะไร ดังนี้ กล่าวสอนแล้ว ซึ่งนางสิริมา (ยังนางสิริมา) ให้อาบแล้ว ด้วยน้ำอันอุ่น ทาแล้ว ด้วยน้ำมันอันบุคคลพึงหุงสิ้นร้อยแห่งวาระ ฯ

    นางอุตตรา ไม่สามารถ จะห้ามปรามนางทาสีเหล่านั้นได้, ทีนั้น นางจึงห้ามทาสีทุกคนที่ยืนคร่อมอยู่ข้างบนนางสิริมานั้นแล้ว ถามว่า " เพื่อประสงค์อะไร เธอจึง ทำกรรมหนักถึงปานนี้ ? " ดังนี้แล้ว โอวาทนางสิริมา ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ทาด้วยน้ำมันที่หุงตั้ง ๑๐๐ ครั้ง.

ภาค ๖ อุตฺตราอุปาสิกาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๒ หน้า ๑๗๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ขณะนั้น นางสิริมานั้น รู้สึกตัวว่าเป็นหญิงคนนอกแล้ว คิดได้ว่า เรารดเนยใสที่เดือดพล่านลงบน (ศีรษะ) ของนางอุตตรานี้ เพราะเหตุเพียงสามี
    (ของนาง) หัวเราะ (นับว่า) ทำกรรมหนักนักแล้ว นางอุตตรานี้ มิได้สั่งหญิงรับใช้ทั้งหลายว่า จงจับมันไว้ แม้ในเวลาที่หญิงรับใช้ทำร้ายเรา กลับห้ามปรามหญิงรับใช้ทุกคน ได้ทำสิ่งที่ควรทำแก่เราอย่างเหมาะสม ถ้าเราจักไม่ขอโทษนางอุตตรานี้ ศีรษะของเราพึงแตกออก ๗ เสี่ยง จึงหมอบลงแทบเท้านางแล้วพูดว่า แม่คุณ ยกโทษให้ดิฉันด้วยเถิด ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สา อตฺตโน พาหิริตฺถีภาวํ ญตฺวา จินฺเตสิ “มยา ภาริยํ กมฺมํ กตํ สามิกสฺส หสิตมตฺตการณา อิมิสฺสา อุปริ ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ อาสิญฺจนฺติยา, อยํ `คณฺหถ นนฺติ ทาสิโย น อาณาเปตฺวา มํ วิเหฐนกาเลปิ สพฺพา ทาสิโย ปฏิพาหิตฺวา มยฺหํ กตฺตพฺพเมว อกาสิ; สจาหํ อิมํ น ขมาเปสฺสามิ, มุทฺธา เม สตฺตธา ผเลยฺยาติ ตสฺสา ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา “อยฺเย ขมาหิ เมติ อาห.

    ในขณะ นั้น (อ.นางสิริมา) นั้น รู้แล้ว ซึ่งความที่ แห่งตน เป็นหญิงมีในภายนอก คิดแล้ว ว่า อ.กรรม อันหนัก อันเรา ผู้รดอยู่ ซึ่งเนยใส อันเดือดพล่านแล้ว ในเบื้องบน (แห่งนางอุตตรา) นี้ เพราะเหตุสักว่าการหัวเราะ ของสามี กระทำแล้ว, (อ.นางอุตตรา) นี้ ไม่สั่งบังคับแล้ว ซึ่งทาสี ท. (ด้วยคำ) ว่า (อ.เจ้า ท.) จงจับ (ซึ่งนางสิริมา) นั้น ดังนี้ ห้ามแล้ว ซึ่งนางทาสี ท. ทั้งปวง แม้ในกาลเป็นที่เบียดเบียน ซึ่งเรา ได้กระทำแล้ว (ซึ่งกรรม) อัน (อันบุคคล) พึงกระทำ แก่เรา นั่นเทียว, ถ้าว่า อ.เรา (ยังนางอุตตรา) นี้ จักไม่ให้อดโทษ ไซร้, อ.ศีรษะ ของเรา พึงแตก โดย ๗ ส่วน ดังนี้ หมอบลงแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งเท้า (ของนางอุตตรา) นั้น กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.ท่าน) ขอจงอดโทษ ต่อดิฉัน เถิด ดังนี้ ฯ

    ขณะนั้น นางสิริมานั้น รู้ตัวว่าเป็นหญิงภายนอกแล้ว คิดว่า " เรารดสัปปิที่เดือดพล่านลงเบื้องบนนางอุตตรานี้ เพราะเหตุเพียงความหัวเราะของสามี ทำกรรมหนักแล้ว. นางอุตตรานี้ ไม่สั่งบังคับ พวกทาสีว่า ' พวกเธอจับเขาไว้ ' กลับห้ามพวกทาสีทั้งหมด แม้ในเวลาที่ข่มเหงเรา ได้ทำกรรมที่ควรทำแก่เราเท่านั้น; ถ้าเราไม่ ขอให้นางอุตตรานี้อดโทษให้, ศีรษะของเราพึงแตกออก ๗ เสี่ยง " ดังนี้แล้ว จึงหมอบลงแทบเท้าของนางอุตตรานั้น แล้วกล่าวว่า " คุณแม่ ขอคุณแม่จงอดโทษให้ดิฉันเถิด. "

  2. ๒

    นางอุตตรา. ดิฉันเป็นลูกสาวที่มีพ่อ เมื่อพ่อยกโทษให้ ก็จักยกโทษ ฯ

    “อหํ สปีติกา ธีตา ปิตริ ขมนฺเต ขมิสฺสามีติ.

    (อ.นางอุตตรา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ฉัน เป็นธิดา ผู้เป็นไปกับด้วยบิดา (เป็น) ครั้นเมื่อบิดา อดโทษอยู่ จักอดโทษ ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. ดิฉันเป็นธิดาที่มีบิดา เมื่อบิดาอดโทษให้, ก็จัก อดโทษให้.

  3. ๓

    นางสิริมา. ข้อนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเลย แม่คุณ ดิฉันจักขอโทษปุณณเศรษฐี แม้ผู้เป็นบิดาของท่าน ฯ

    “โหตุ อยฺเย, ปิตรํปิ เต ปุณฺณเสฏฺฐึ ขมาเปสฺสามีติ.

    (อ.นางสิริมา กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า (อ.เหตุนั่น) จงมีเถิด, อ.ดิฉัน ยังเศรษฐีชื่อว่าปุณณะ แม้ผู้เป็นบิดา ของท่าน จักให้อดโทษ ดังนี้ ฯ

    นางสิริมา. คุณแม่ ข้อนั้น จงยกไว้เถิด, ดิฉันจักให้ท่าน ปุณณเศรษฐีผู้บิดาของคุณแม่อดโทษให้ด้วย.

  4. ๔

    นางอุตตรา. พ่อปุณณะเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของดิฉันในวัฏฏะ เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าในวิวัฏฏะยกโทษให้ ดิฉันจึงจักยอมยกโทษ ฯ

    “ปุณฺโณ มม วฏฺเฏ ชนกปิตา, วิวฏฺเฏ ชนกปิตริ ขมนฺเต ปนาหํ ขมิสฺสามีติ.

    (อ.นางอุตตรา กล่าวแล้ว) ว่า อ.เศรษฐีชื่อว่าปุณณะ เป็นบิดาผู้ ยังดิฉัน ให้เกิด ในวัฏฏะ (ย่อมเป็น), แต่ว่า ครั้นเมื่อบิดา ผู้ ยังดิฉัน ให้เกิด ในวิวัฏฏะ อดโทษอยู่ อ.ฉัน จักอดโทษ ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. ท่านปุณณะ เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของดิฉันใน วัฏฏะ, แต่เมื่อบิดาผู้บังเกิดเกล้าในวิวัฏฏะอดโทษให้ ดิฉันจึงจัก อดโทษ.

  5. ๕

    นางสิริมา. ก็ใครเล่า เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของท่านในวิวัฏฏะ ฯ

    “โก ปน เต วิวฏฺเฏ ชนกปิตาติ.

    (อ.นางสิริมา ถามแล้ว) ว่า ก็ อ.ใคร เป็นบิดา ผู้ยังท่านให้เกิด ในวิวัฏฏะ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    นางสิริมา. ก็ใครเล่า ? เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของคุณแม่ใน วิวัฏฏะ.

  6. ๖

    นางอุตตรา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

    “สมฺมาสมฺพุทฺโธติ.

    (อ.นางอุตตรา กล่าวแล้ว) ว่า อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป็นบิดาผู้ยังฉันให้เกิดในวิวัฏฏะ ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

  7. ๗

    นางสิริมา. ดิฉันไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์เลย ฯ

    “มยฺหํ เตน สทฺธึ วิสฺสาโส นตฺถีติ.

    (อ.นางสิริมา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ความคุ้นเคย กับ (ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) นั้น ย่อมไม่มี แก่ดิฉัน ดังนี้ ฯ

    นางสิริมา. ดิฉันไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์.

  8. ๘

    นางอุตตรา. ดิฉันจักจัดการเอง พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาพระภิกษุสงฆ์เสด็จมาที่นี่ เธอ จงถือเอาเครื่องสักการะตามแต่จะหาได้มาที่นี่แหละ แล้วขอขมาพระองค์เถิด ฯ

    “อหํ กริสฺสามิ, สตฺถา เสฺว ภิกฺขุสงฺฆํ อาทาย อิธาคมิสฺสติ; ตฺวํ ยถาลทฺธํ สกฺการํ คเหตฺวา อิเธว อาคนฺตฺวา ตํ ขมาเปหีติ.

    (อ.นางอุตตรา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ฉัน จักกระทำได้, อ.พระศาสดา ทรงพาเอา ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ จักเสด็จมา (ในที่) นี้ ในวันพรุ่ง, อ.ท่าน ถือเอา ซึ่งสักการะ อันอันตนได้แล้วอย่างไร มาแล้ว (ในที่) นี้ นั่นเทียว จงทูล (ยังพระศาสดา) นั้น ให้ทรงอดโทษเถิด ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. ฉันจักทำเอง, พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จมาที่นี้; เธอจงถือสักการะตามแต่จะได้มาที่นี้แหละ แล้ว ขอให้พระองค์อดโทษเถิด.

  9. ๙

    นางรับว่า ดีละ แม่คุณ ลุกขึ้นแล้ว ไปเรือนของตน สั่งสตรีผู้เป็นบริวาร ๕๐๐ คน จัดเตรียมของเคี้ยวและเครื่องแกงปรุงสำเร็จต่าง ๆ อย่างให้พร้อมไว้ วันรุ่งขึ้น ก็ถือเครื่องสักการะนั้นมาเรือนของนางอุตตรา ไม่สามารถจะใส่บาตรภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขได้ จึงได้ยืนอยู่แล้ว ฯ

    สา “สาธุ อยฺเยติ อุฏฺฐาย อตฺตโน เคหํ คนฺตฺวา ปญฺจสตา ปริวาริตฺถิโย อาณาเปตฺวา นานาวิธานิ ขาทนียานิ เจว สูเปยฺยานิ จ สมฺปาเทตฺวา ปุนทิวเส ตํ สกฺการํ อาทาย อุตฺตราย เคหํ อาคนฺตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปตฺเต ปติฏฺฐาเปตุํ อวิสหนฺตี อฏฺฐาสิ.

    (อ.นางสิริมา) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า ข้าแต่แม่เจ้า อ.ดีละ ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว ไปแล้ว สู่เรือน ของตน สั่งบังคับแล้ว ซึ่งหญิงผู้เป็นบริวาร ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ยังของอันบุคคลพึงเคี้ยว ท. ด้วย (ยังวัตถุ ท.) อันเกื้อกูลแก่แกง ด้วย อันมีอย่างต่าง ๆ ให้ถึงพร้อมแล้ว ถือเอา ซึ่งสักการะ นั้น มาแล้ว สู่เรือน ของนางอุตตรา ในวันรุ่งขึ้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออัน (ยังสักการะ) ให้ตั้งอยู่เฉพาะ ในบาตร ของหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ยืนแล้ว ฯ

    นางสิริมานั้น รับว่า " ดีละ คุณแม่ " ลุกขึ้นแล้ว ไปสู่เรือน ของตน สั่งหญิงบริวาร ๕๐๐ ให้ตระเตรียมขาทนียะและสูเปยยะ ต่าง ๆ อย่าง รุ่งขึ้น ก็ถือสักการะนั้นมาเรือนของนางอุตตรา ไม่กล้าจะใส่บาตรภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงได้ยืนอยู่แล้ว.

  10. ๑๐

    นางอุตตรา รับเอาสิ่งของทั้งหมดนั้นมาจัดแจงแล้ว ฯ

    ตํ สพฺพํ คเหตฺวา อุตฺตรา สํวิทหิ.

    อ.นางอุตตรา ถือเอาแล้ว (ซึ่งสักการะ) นั้น ทั้งปวง จัดแจงแล้ว ฯ

    นางอุตตรา รับเอาสิ่งของทั้งหมดนั้นมาจัดแล้ว.

ภาค ๖ อุตฺตราอุปาสิกาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๗๓–๑๗๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามนางสิริมานั้นว่า เธอมีความผิดอะไร ฯ

    อถ นํ สตฺถา ปุจฺฉิ “โก เต อปราโธติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว (ซึ่งนางสิริมา) นั้น ว่า อ.อะไร เป็นความผิด ของเธอ ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ตรัสถามนางว่า " เจ้ามีความผิดอะไร ? "

  2. ๒

    นางสิริมากราบทูลว่า พระเจ้าข้า เมื่อวานนี้ หม่อมฉันก่อกรรมชื่อนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อนหญิงของหม่อมฉัน ห้ามนางทาสีซึ่งกำลังทำร้ายหม่อมฉันอยู่ได้ทำอุปการคุณต่อหม่อมฉันจริง ๆ หม่อมฉันนั้น รู้ซึ้งถึงความดีของเพื่อนหญิงนี้ จึงขอขมาเพื่อนหญิงนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อนหญิงนั้น พูดกะหม่อมฉันว่า เมื่อพระองค์ยกโทษให้ เราจึงจักยกโทษ ฯ

    “ภนฺเต มยา หีโย อิทนฺนาม กตํ, อถ เม สหายิกา มํ วิเหฐยมานา ทาสิโย นิวาเรตฺวา มยฺหํ อุปการเมว อกาสิ, สาหํ อิมิสฺสา คุณํ ชานิตฺวา อิมํ ขมาเปสึ, อถ มํ เอสา `ตุมฺเหสุ ขมนฺเตสุ ขมิสฺสามีติ อาหาติ.

    (อ.นางสิริมา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันวาน (อ.กรรม) ชื่อนี้ อันหม่อมฉัน กระทำแล้ว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.หญิงสหาย ของหม่อมฉัน ห้ามแล้ว ซึ่งทาสี ท. ผู้เบียดเบียนอยู่ ซึ่งหม่อมฉัน ได้กระทำแล้ว ซึ่งอุปการะ นั่นเทียว แก่หม่อมฉัน, อ.หม่อมฉันนั้น รู้แล้ว ซึ่งคุณ (ของหญิงสหาย) นี้ (ยังหญิงสหาย) นี้ ให้อดโทษแล้ว, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่ ) (อ.หญิงสหาย) นั่น กล่าวแล้ว กะหม่อมฉัน ว่า ครั้นเมื่อพระองค์ ท. ทรงอดโทษอยู่ (อ.ฉัน) จักอดโทษ ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    นางสิริมา. พระเจ้าข้า วานนี้ หม่อมฉันได้ทำกรรมชื่อนี้, เมื่อเป็นเช่นนั้น หญิงสหายของหม่อมฉัน ยังห้ามทาสีซึ่งเบียดเบียน หม่อมฉัน ได้ทำอุปการระแก่หม่อมฉันโดยแท้, หม่อมฉันนั้น รู้สึกถึงคุณของนางนี้ จึงขอให้นางนี้อดโทษ, เมื่อเป็นเช่นนั้น นางกล่าว กะหม่อมฉันว่า ' เมื่อพระองค์ทรงอดโทษให้ จึงจักอดโทษให้. '

  3. ๓

    พระศาสดา. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ อุตตรา ฯ

    “เอวํ กิร อุตฺตเรติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนอุตตรา ได้ยินว่า อ.อย่างนั้น หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. อุตตรา ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ?

  4. ๔

    นางอุตตรา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า เมื่อวานนี้ หญิงสหายของหม่อมฉัน ได้รดเนยใสที่เดือดพล่านลงบนศีรษะของหม่อมฉัน ฯ

    “อาม ภนฺเต, หีโย สีเส เม สหายิกาย ปกฺกุฏฺฐิตสปฺปิ อาสิตฺตนฺติ.

    (อ.นางอุตตรา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น), ในวันวาน อ.เนยใสอันเดือดพล่านแล้ว อันหญิงสหาย ของหม่อมฉัน รดทั่วแล้ว บนศีรษะ ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า, วานนี้ หญิงสหายของ หม่อมฉันได้รดสัปปิที่เดือดพล่าน บนศีรษะของหม่อมฉัน.

  5. ๕

    พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอคิดอย่างไร ฯ

    “อถ ตยา กึ จินฺติตนฺติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.อะไร อันเธอ คิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. เมื่อเช่นนั้น เธอคิดอย่างไร ?

  6. ๖

    นางอุตตรา. หม่อมฉันคิดอย่างนี้ว่า จักรวาลคับแคบนัก พรหมโลกก็ต่ำเกินไป ความดีของหญิงสหายของเราแล ยิ่งใหญ่เพราะ เราได้อาศัยเพื่อนหญิงคนนี้ จึงได้เพื่อที่จะถวายทานและฟังธรรม ถ้าเรามีความโกรธอยู่เหนือเพื่อนหญิงคนนี้ ขอเนยใสอันเดือดพล่านนี้ จงลวกเรา ถ้าไม่ใช่แล้ว จงอย่าลวกเลย จึงแผ่เมตตาไปยังนางสิริมานี้ พระเจ้าข้า ฯ

    “จกฺกวาฬํ อติสมฺพาธํ, พฺรหฺมโลโก อตินีโจ, มม สหายิกาย คุโณว มหนฺโต; อหญฺหิ เอตํ นิสฺสาย ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ อลตฺถํ; สเจ เม อิมิสฺสา อุปริ โกโธ อตฺถิ, อิทํ มํ ฑหตุ, โน เจ, มา ฑหตูติ เอวํ จินฺเตตฺวา อิมํ เมตฺตาย ผรึ ภนฺเตติ.

    (อ.นางอุตตรา กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.หม่อมฉัน คิดแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.จักรวาล เป็นจักรวาลแคบยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.พรหมโลก เป็นโลกต่ำยิ่ง (ย่อมเป็น), อ.คุณ เทียว แห่งหญิงสหาย ของเรา เป็นคุณใหญ่ ( ย่อมเป็น), เพราะว่า อ.เรา อาศัยแล้ว (ซึ่งหญิงสหาย) นั่น ได้ได้แล้ว เพื่ออันถวาย ซึ่งทาน ด้วย เพื่ออันฟัง ซึ่งธรรม ด้วย, ถ้าว่า อ.ความโกรธ ของเรา มีอยู่ ในเบื้องบน (ของหญิงสหาย) นี้ ไซร้, (อ.เนยใส นี้) จงลวก ซึ่งเรา, หากว่า (อ.ความโกรธ ของเรา มีอยู่ ในเบื้องบน ของหญิงสหาย นี้) หามิได้ ไซร้, (อ.เนยใส นี้) จงอย่า ลวก ดังนี้ แผ่ไปแล้ว (สู่นางสิริมา) นั้น ด้วยเมตตา ดังนี้ ฯ

    นางอุตตรา. หม่อมฉันคิดอย่างนี้ว่า ' จักรวาลแคบนัก, พรหมโลกก็ยังต่ำเกินไป, คุณของหญิงสหายข้าพระองค์เท่านั้นใหญ่, เพราะหม่อมฉันอาศัยเขา จึงได้เพื่อถวายทานและฟังธรรม; ถ้าว่า หม่อม ฉันมีความโกรธอยู่เหนือนางนี้, สัปปิที่เดือดพล่านนี้ จงลวกหม่อม ฉันเถิด, ถ้าหาไม่แล้ว, ขออย่าลวกเลย, แล้วได้แผ่เมตตาไปยังนางสิริมานี้ พระเจ้าข้า.

  7. ๗

    พระศาสดาตรัสว่า ถูกต้องละ ถูกต้องละ อุตตรา ความโกรธอย่างนี้ ชนะได้สมควร จริงอยู่ ธรรมดา ความโกรธ พึงชนะได้ด้วยความไม่โกรธ คนด่า คนบริภาษ พึงชนะได้ ด้วยการไม่ด่า ด้วยการไม่บริภาษ คนตระหนี่จัดพึงชนะได้ ด้วยการให้ของ ๆ ตน คนชอบพูดเท็จ พึงชนะได้ด้วยการพูดจริง ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา “สาธุ สาธุ อุตฺตเร, เอวํ โกธํ ชินิตุํ วฏฺฏติ; โกโธ หิ นาม อกฺโกเธน, อกฺโกสกปริภาสโก อนกฺโกสเนน อปริภาสเนน, ถทฺธมจฺฉรี อตฺตโน สนฺตกสฺส ทาเนน ชินิตพฺโพ, มุสาวาที สจฺจวจเนน ชินิตพฺโพติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนอุตตรา อ.ดีละ อ.ดีละ, อ.อัน (อันเธอ) ชนะ ซึ่งความโกรธ อย่างนี้ ย่อมควร, ก็ (อ.บุคคล) ชื่อว่า ผู้มีอันโกรธเป็นปกติ (อันบุคคล พึงชนะ) ด้วยการไม่โกรธ, (อ.บุคคล) ผู้ทั้งด่าทั้งบริภาษ (อันบุคคล พึงชนะ) ด้วยการไม่ด่า ด้วยการไม่บริภาษ, (อ.บุคคล) ผู้มีความตระหนี่กระด้าง (อันบุคคล) พึงชนะ ด้วยการให้ (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นของมีอยู่ ของตน, (อ.บุคคล) ผู้กล่าวเท็จโดยปกติ (อันบุคคล) พึงชนะ ด้วยคำอันจริง ดัง นี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า " ดีละ ดีละ อุตตรา, การชนะความโกรธอย่างนั้น สมควร; ก็ธรรมดาคนมักโกรธ พึงชนะด้วยความ ไม่โกรธ, คนด่าเขาตัดพ้อเขา พึงชนะได้ด้วยความไม่ด่า (ตอบ) ตัดพ้อ (ตอบ), คนตระหนี่จัด พึงชนะได้ด้วยการให้ของ ๆ ตน, คนมักพูดเท็จ พึงชนะได้ด้วยคำจริง " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  8. ๘

    พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดี
    ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคน
    พูดจาเหลวไหลด้วยคำจริง ฯ

    “อกฺโกเธน ชิเน โกธํ, อสาธุํ สาธุนา ชิเน, ชิเน กทริยํ ทาเนน, สจฺเจนาลิกวาทินนฺติ. ตตฺถ “อกฺโกเธนาติ: โกธโน หิ ปุคฺคโล อกฺโกเธน หุตฺวา ชินิตพฺโพ. อสาธุ อภทฺทโก ภทฺทเกน หุตฺวา, กทริโย ถทฺธมจฺฉรี อตฺตโน สนฺตกสฺส จาคจิตฺเตน, อลิกวาที สจฺจวจเนน ชินิตพฺโพ; ตสฺมา เอวมาห “อกฺโกเธน ชิเน โกธํ ฯเปฯ สจฺเจนาลิกวาทินนฺติ.

    (อ.บุคคล) พึงชนะ (ซึ่งบุคคล) ผู้โกรธโดยปกติ ด้วยการไม่โกรธ, (อ.บุคคล) พึงชนะ (ซึ่งบุคคล) ผู้ไม่ดี ด้วยความดี, (อ.บุคคล) พึงชนะ (ซึ่งบุคคล) ผู้ตระหนี่ ด้วยการให้, (อ.บุคคล พึงชนะ) (ซึ่งบุคคล) ผู้กล่าวซึ่งคำอันเหลาะแหละโดยปกติ ด้วยคำจริง ดังนี้ ฯ (อ.อรรถ) ว่า ก็ อ.บุคคล ผู้โกรธโดยปกติ (อันบุคคล) เป็นผู้ไม่โกรธ เป็น พึงชนะ ฯ (อ.บุคคล) ผู้ไม่ดี คือว่า ผู้ไม่เจริญ (อันบุคคล) เป็นผู้เจริญ เป็น (พึงชนะ), (อ.บุคคล) ผู้มีความตระหนี่ คือว่า ผู้มีความตระหนี่กระด้าง (อันบุคคล พึงชนะ) ด้วยจิต อันประกอบพร้อมแล้วด้วยการสละ (ซึ่งวัตถุ) อันเป็นของมีอยู่ แห่งตน, (อ.บุคคล) ผู้กล่าวซึ่งคำอันเหลาะแหละโดยปกติ (อันบุคคล) พึงชนะ ด้วยคำอันจริง, เพราะเหตุนั้น (อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว อย่างนี้ ว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธํ ฯเป ฯ สจฺเจนาลิกวาทินํ (ดังนี้) ดังนี้ (ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบท) ว่า อกฺโกเธน ดังนี้เป็นต้น ฯ

    " พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ, พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี, พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้, พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วย (การพูด) คำจริง. " บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกเธน ความว่า บุคคลผู้มักโกรธแล พึงเป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความไม่โกรธ. ผู้ไม่ดี คือผู้ไม่เจริญ เป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความดี, ผู้ตระหนี่ คือเหนียวแน่นจัด เป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยจิตคิดสละของ ๆ ตน, คนพูดเหลาะแหละ อันบุคคลพึงชนะด้วยคำจริง; เพราะเหตุนั้น พระ ศาสดา จึงตรัสอย่างนี้ว่า " อกฺโกเธน ชิเน โกธํ ฯ เป ฯ สจฺเจนาลิกวาทินํ. "

ภาค ๗ จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ

ภาค ๗ จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๑ หน้า ๑๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดา เมื่อประทับยังพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตร ชื่อว่าจูฬสารี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า คนไม่มีหิริ อยู่อย่างสบาย ดังนี้เป็นต้น ฯ

    “สุชีวํ อหิริเกนาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จูฬสารินฺนาม สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สทฺธิวิหาริกํ อารพฺภ กเถสิ.

    อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งสัทธิวิหาริก ของพระเถระชื่อว่าสารีบุตร ชื่อว่า จูฬสารี ตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า สุชีวํ อหิริเกน ดังนี้เป็นต้น ฯ

    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ ชื่อจูฬสารี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ว่า "สุชีวํ อหิริเกน" เป็นต้น.

  2. ๒

    ได้ยินว่า พระจูฬสารีนั้น วันหนึ่ง ทำเวชกรรมแล้วได้โภชนะอันประณีต ถือออกไปพบพระเถระในระหว่างทาง จึงเรียนท่านว่า ท่านขอรับ กระผมทำเวชกรรมได้โภชนะนี้มาแล้ว ท่านจักไม่ได้โภชนะแบบนี้ในที่อื่น ขอนิมนต์ท่านฉันโภชนะนี้เถิด กระผมกระทำเวชกรรม แล้วจักนำอาหารแบบนี้ มาถวายท่านเป็นนิจกาล ฯ

    โส กิร เอกทิวสํ เวชฺชกมฺมํ กตฺวา ปณีตโภชนํ ลภิตฺวา อาทาย นิกฺขมนฺโต อนฺตรามคฺเค เถรํ ทิสฺวา “ภนฺเต อิทํ มยา เวชฺชกมฺมํ กตฺวา ลทฺธํ, ตุมฺเห อญฺญตฺถ เอวรูปํ โภชนํ น ลภิสฺสถ, อิมํ ภุญฺชถ, อหํ เต เวชฺชกมฺมํ กตฺวา นิจฺจกาลํ เอวรูปํ อาหารํ อาหริสฺสามีติ อาห.

    ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง (อ.ภิกษุ) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งเวชกรรม ได้แล้ว ซึ่งโภชนะอันประณีต ถือเอาแล้ว ออกไปอยู่ เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ในระหว่างแห่งหนทาง กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.โภชนะ) นี้ อันกระผม กระทำแล้ว ซึ่งเวชกรรม ได้แล้ว, อ.ท่าน ท. จักไม่ได้ ซึ่งโภชนะ มีอย่างนี้เป็นรูป (ในที่) อื่น, (อ.ท่าน ท.) ขอจงฉัน (ซึ่งโภชนะ) นี้ เถิด, อ.กระผม กระทำแล้ว ซึ่งเวชกรรม จักนำมา ซึ่งอาหาร มีอย่างนี้เป็นรูป ตลอดกาลเนืองนิตย์ เพื่อท่าน ดังนี้ ฯ

    ดังได้สดับมา วันหนึ่ง พระจูฬสารีนั้นทำเวชกรรมแล้วได้โภชนะอันประณีตแล้ว ถือออกไปอยู่ พบพระเถระในระหว่างทาง จึงเรียนว่า "ท่านขอรับ โภชนะนี้ กระผมทำเวชกรรมได้แล้ว, ใต้เท้าจักไม่ ได้โภชนะเห็นปานนี้ในที่อื่น, ขอใต้เท้าจงฉันโภชนะนี้, กระผมจักทำเวชกรรม นำอาหารเห็นปานนี้ มาเพื่อใต้เท้าตลอดกาลเป็นนิตย์."

  3. ๓

    พระเถระฟังคำของเธอแล้ว ก็นิ่งเฉยเสีย หลีกไปแล้ว ฯ

    เถโร ตสฺส วจนํ สุตฺวา ตุณฺหีภูโตว ปกฺกามิ.

    อ.พระเถระ ฟังแล้ว ซึ่งคำ (ของภิกษุ) นั้น ผู้เป็นคนนิ่งเป็นแล้วเทียว หลีกไปแล้ว ฯ

    พระเถระฟังคำของพระจูฬาสารีนั้นแล้ว ก็นิ่งเฉย หลีกไปแล้ว.

  4. ๔

    ภิกษุทั้งหลาย พากันมาสู่พระวิหาร กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระบรมศาสดาแล้ว ฯ

    ภิกฺขู วิหารํอาคนฺตฺวา สตฺถุ ตมตฺถํ อาโรเจสุํ.

    อ.ภิกษุ ท. มาแล้ว สู่วิหาร กราบทูลแล้ว ซึ่งเนื้อความ นั้น แก่พระศาสดา ฯ

    ภิกษุทั้งหลายมาสู่วิหารแล้ว กราบทูลความนั้นแด่พระศาสนา.

  5. ๕

    พระบรมศาสดา รับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าบุคคล ไม่มีความละอาย ผู้คะนอง ผู้เป็นเช่นการดำรงอยู่ในอเนสนา ๒๑ อย่าง ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย ส่วนบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างลำบาก แล้วได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

    สตฺถา “ภิกฺขเว อหิริโก นาม ปคพฺโภ กากสทิโส หุตฺวา เอกวีสติวิธาย อเนสนาย ฐตฺวา สุขํ ชีวติ, หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺโน ปน ทุกฺขํ ชีวตีติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ชื่อ (อ.บุคคล) ผู้ไม่มีความละอาย เป็นผู้คะนอง เป็นผู้เช่นกับด้วยกา เป็น ตั้งอยู่แล้ว ในการแสวงหาอันไม่สมควร อันมีอย่าง ๒๑ ย่อมเป็นอยู่ สบาย, ส่วนว่า (อ.บุคคล) ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยหิริและโอตตัปปะ ย่อมเป็นอยู่ ลำบาก ดังนี้ ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. เหล่านี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาบุคคลผู้ไม่มีความละอาย ผู้คะนอง เป็นผู้เช่นกับกา ตั้งอยู่ในอเนสนา ๒๑ อย่าง ย่อมเป็นอยู่ง่าย, ส่วนบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ ย่อมเป็น อยู่ยาก" ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

  6. ๖

    บุคคลผู้ไม่มีความละอาย กล้าดังกา ชอบข่มผู้อื่น
    ชอบเสนอหน้า เป็นผู้คะนอง เศร้าหมอง ดำรงชีวิต
    อยู่ได้อย่างสบาย ส่วนบุคคลผู้มีความละอาย ผู้แสวงหา
    แต่ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง มีอาชีวะ
    บริสุทธิ์ ประจักษ์อยู่ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างลำบาก ฯ

    “สุชีวํ อหิริเกน กากสูเรน ธํสินา ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ; หิริมตา จ ทุชฺชีวํ นิจฺจํ สุจิคเวสินา อลีเนนาปคพฺเภน สุทฺธาชีเวน ปสฺสตาติ.

    อ.อัน (อันบุคคล) ผู้ไม่มีความละอาย ผู้กล้าเพียงดังกา ผู้กำจัดโดยปกติ ผู้แล่นไปโดยปกติ ผู้คะนอง ผู้เศร้าหมอง พร้อมแล้ว เป็นอยู่ เป็นความเป็นอยู่สบาย (ย่อมเป็น), ส่วนว่า (อ.อัน อันบุคคล) ผู้มีความละอาย ผู้แสวงหาซึ่งกรรมอันสะอาดโดยปกติ เนืองนิตย์ ผู้ไม่หดหู่ ผู้ไม่คะนอง ผู้มีอาชีพอันหมดจดแล้ว ผู้เห็นอยู่ (เป็นอยู่) เป็นความเป็นอยู่ลำบาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    "อันบุคคลผู้ไม่มีความละอาย กล้าเพียงดังกา มีปกติกำจัด (คุณผู้อื่น) มักแล่นไป (เอาหน้า) ผู้คะนอง ผู้เศร้าหมอง เป็นอยู่ง่าย. ส่วนบุคคล ผู้มีความละอาย ผู้แสวงหากรรมอันสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง มีอาชีวะหมดจด เห็นอยู่ เป็นอยู่ยาก."

ภาค ๗ จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒ หน้า ๑๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เหมือนอย่างว่า กาตัวฉกาจ ต้องการจะขโมยข้าวยาคูเป็นต้น ในเรือนแห่งตระกูล จับอยู่ที่ฝาเรือนเป็นต้นแล้ว รู้ว่า ตนถูกมอง ก็ทำทีเหมือนไม่สนใจ เหมือนส่งใจไปที่อื่น เหมือนหลับอยู่ กำหนดว่าพวกมนุษย์เผลอแล้วโฉบลง ถึงพวกมนุษย์ก็พากันตวาดว่า สุ สุ อยู่นั่นแหละ ก็คาบเอาเต็มปากจากภาชนะแล้วบินหนีไป ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน แม้บุคคลผู้ไม่มีความละอาย เข้าบ้านพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย กำหนดสถานที่ที่มีข้าวยาคูและภัตเป็นต้นไว้ ภิกษุทั้งหลายเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น รับอาหารบิณฑบาตพอให้อัตภาพเป็นไปได้ ไปอาสนะศาลา พิจารณาดื่มข้าวยาคูแล้ว ใส่ใจพระกัมมัฏฐานพร้อมกับสาธยาย และกวาดอาสนะศาลา ฯ สำหรับภิกษุผู้เป็นดังกาตัวฉกาจนี้ หาได้ทำอะไร ๆ ไม่ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านอย่างเดียว

    กุลฆเรสุ ยาคุอาทีนิ คณฺหิตุกาโม ภิตฺติอาทีสุ นิสีทิตฺวา อตฺตโน โอโลกนภาวํ ญตฺวา อโนโลเกนฺโต วิย อญฺญาวิหิตโก วิย นิทฺทายนฺโต วิย จ หุตฺวา มนุสฺสานํ ปมาทํ สลฺลกฺเขตฺวา อนุปติตฺวา, “สุสูติ วทนฺเตสุเยว, ภาชนโต มุขปุรํ คเหตฺวา ปลายติ; เอวเมว อหิริกปุคฺคโลปิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ คามํ ปวิสิตฺวา ยาคุภตฺตฏฺฐานาทีนิ ววฏฺฐเปติ, ตตฺถ ภิกฺขู ปิณฺฑาย จริตฺวา ยาปนมตฺตํ อาทาย อาสนสาลํ คนฺตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺตา ยาคุํ ปิวิตฺวา กมฺมฏฺฐานํ มนสิกโรนฺตา สชฺฌายนฺติ อาสนสาลํ สมฺมชฺชนฺติ; อยํ ปน กิญฺจิ อกตฺวา คามาภิมุโขว โหติ,

    ตัวต้องการเพื่ออันคาบเอา (ซึ่งโภชนะ ท.) มีข้าวต้มเป็นต้น ในเรือนแห่งตระกูล ท. จับแล้ว (ในส่วน ท.) มีฝาเป็นต้น รู้แล้ว ซึ่งความเป็นคืออันแลดู ซึ่งตน เป็นราวกะว่า ไม่แลดูอยู่ ด้วย เป็นราวกะว่า มีใจส่งไปแล้วในที่อื่น ด้วย เป็นราวกะว่า ประพฤติหลับอยู่ ด้วย เป็น กำหนดแล้ว ซึ่งความพลั้งเผลอ แห่งมนุษย์ ท. โผลงแล้ว, (ครั้นเมื่อมนุษย์ ท.) กล่าวอยู่ ว่า สุสุ ดังนี้ นั่นเทียว, คาบเอาแล้ว (ซึ่งโภชนะ) อันยังปากให้เต็ม จากภาชนะ ย่อมบินหนีไป ฉันใด, แม้ อ.บุคคลผู้ไม่มีความละอาย เข้าไปแล้ว สู่บ้าน กับ ด้วยภิกษุ ท. ย่อมกำหนด (ซึ่งที่ ท.) มีที่แห่งข้าวต้มและข้าวสวย เป็นต้น, อ.ภิกษุ ท. เที่ยวไปแล้ว เพื่อบิณฑะ (ในบ้าน) นั้น ถือเอา (ซึ่งโภชนะ) สักว่าเป็นเครื่องยังอัตภาพให้เป็นไป ไปแล้ว สู่โรงเป็นที่ฉัน พิจารณาอยู่ ดื่มแล้ว ซึ่งข้าวต้ม กระทำไว้ในใจอยู่ ซึ่งกัมมัฏฐาน ย่อมสาธยาย ย่อมกวาด ซึ่งโรงเป็นที่ฉัน, ส่วนว่า (อ.บุคคลผู้ไม่มีความละอาย) นี้ ไม่กระทำแล้ว (ซึ่งกิจ) อะไร ๆ เป็นผู้มีหน้าเฉพาะต่อบ้านเทียว ย่อมเป็น,

    ใคร่จะคาบวัตถุทั้งหลายมียาคูเป็นต้น ในเรือนแห่งตระกูลทั้งหลาย จับ ณ ที่ทั้งหลายมีฝาเรือนเป็นต้นแล้ว รู้ว่าเขาแลดูตน จึงทำเป็นเหมือนไม่แลดู เหมือนส่งใจไปในที่อื่น และทำเป็นเหมือนหลับอยู่ กำหนดความเผอเรอของพวกมนุษย์ได้แล้วก็โผลง, เมื่อพวกมนุษย์ไล่ว่า "สุ สุ" อยู่นั่นแล ก็คาบเอาอาหารเต็มปาก แต่ภาชนะแล้วบินหนีไปฉันใด; แม้บุคคลผู้ไม่มีความละอายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เข้าไปบ้านกับภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อมกำหนดที่ทั้งหลาย มีที่ตั้งแห่งยาคูแลภัตรเป็นต้น, ภิกษุทั้งหลายเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น รับเอาอาหารสักว่ายังอัตภาพให้เป็นไป ไปสู่โรงฉันพิจารณาอยู่ ดื่มยาคูแล้วทำกัมมัฏฐานไว้ในใจ สาธยายอยู่ ปัดกวาด โรงฉันอยู่; ส่วนบุคคลนี้ไม่ทำอะไร ๆ เป็นผู้บ่ายหน้าตรงไปยังบ้าน,

  2. ๒

    ภิกษุนั้น แม้จะถูกพวกภิกษุพากันมองดูด้วยความหมายว่า ท่านทั้งหลาย จงดูภิกษุนี้ ก็ทำทีเหมือนไม่มองดู เหมือนส่งใจไปที่อื่น เหมือนหลับเสีย เหมือนกลัดลูกถวิล เหมือนจัดแจงจีวร พูดว่า ข้าพเจ้ามีการงานชื่อโน้นอยู่ ลุกจากที่นั่ง เข้าบ้าน เข้าไปยังเรือนหลังใดหลังหนึ่ง บรรดาเรือนที่กำหนดไว้เมื่อเช้า เมื่อพวกมนุษย์ในเรือน แง้มประตูปิดไว้ นั่งกรอด้ายอยู่ใกล้ ๆ ประตู ก็เอามือข้างหนึ่ง ผลักบานประตูแล้วเข้าไปข้างใน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกมนุษย์เห็นภิกษุนั้นแล้ว แม้ไม่ต้องการก็จำใจต้องนิมนต์ภิกษุนั้นให้นั่งบนอาสนะ ถวายสิ่งของตามมีบรรดาข้าวยาคูเป็นต้น ภิกษุนั้นฉันอิ่มตามต้องการแล้ว เอาส่วนที่เหลือใส่บาตรหลีกไป ภิกษุนี้ ชื่อว่าผู้กล้าเพียงดังกา บุคคลผู้กล้าเพียงดังกา ผู้ไม่มีความละอายแบบนี้ ดำรงชีวิตได้อย่างสบาย ฯ

    โส ภิกฺขูหิ “ปสฺสถิมนฺติ โอโลกิยมาโนปิ อโนโลเกนฺโต วิย อญฺญาวิหิโต วิย นิทฺทายนฺโต วิย คณฺฐิกํ ปฏิมุญฺจนฺโต วิย จีวรํ สํวิทหนฺโต วิย หุตฺวา “อสุกํ นาม เม กมฺมํ อตฺถีติ วทนฺโต อุฏฺฐายาสนา คามํ ปวิสิตฺวา ปาโต ววฏฺฐาปิเตสุ เคเหสุ อญฺญตรํ เคหํ อุปสงฺกมิตฺวา, ฆรมานุสเกสุ โถกํ กวาฏํ ปิธาย ทฺวาเร นิสีทิตฺวา กนฺตนฺเตสุปิ, เอเกน หตฺเถน กวาฏํ ปณาเมตฺวา อนฺโต ปวิสติ; อถ นํ ทิสฺวา อกามกาปิ อาสเน นิสีทาเปตฺวา ยาคุอาทีสุ ยํ อตฺถิ ตํ เทนฺติ; โส ยาวทตฺถํ ภุญฺชิตฺวา อวเสสํ ปตฺเตน อาทาย ปกฺกมติ; อยํ กากสูโร นาม; เอวรูเปน อหิริเกน สุชีวนฺติ อตฺโถ.

    (อ.บุคคลผู้ไม่มีความละอาย) นั้น แม้ อันภิกษุ ท. (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท.) จงดู (ซึ่งบุคคล) นี้ ดังนี้ แลดูอยู่ เป็นราวกะว่า ไม่แลดูอยู่ เป็นราวกะว่า มีใจส่งไปแล้วในที่อื่น เป็นราวกะว่า หลับอยู่ เป็นราวกะว่า กลัดอยู่ ซึ่งลูกดุม เป็นราวกะว่า จัดแจงอยู่ ซึ่งจีวร เป็น กล่าวอยู่ ว่า อ.การงาน ชื่อ โน้น ของเรา มีอยู่ ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ เข้าไปแล้ว สู่บ้าน เข้าไปหาแล้ว ในเรือน ท. อันอันตนกำหนดแล้ว ในเวลาเช้า หนา ซึ่งเรือน หลังใดหลังหนึ่ง, ครั้นเมื่อประชุมแห่งมนุษย์ในเรือน ท. ปิดแล้ว ซึ่งบานประตู หน่อยหนึ่ง แม้นั่งกรออยู่ ใกล้ประตู ผลักแล้ว ซึ่งบานประตู ด้วยมือ ข้างหนึ่ง ย่อมเข้าไป ในภายใน, ครั้งนั้น (อ.มนุษย์ ท.) แม้ผู้ไม่ปรารถนา เห็นแล้ว (ซึ่งบุคคลผู้ไม่มีความละอาย) นั้น (ยังบุคคลผู้ไม่มีความละอาย) นั้น ให้นั่งแล้ว บนอาสนะ, (ในโภชนะ ท.) มีข้าวต้มเป็นต้นหนา อ.โภชนะใด มีอยู่, ย่อมถวาย (ซึ่งโภชนะ) นั้น, (อ.บุคคลผู้ไม่มีความละอาย) นั้น บริโภคแล้ว ตามความต้องการ ถือเอาแล้ว (ซึ่งโภชนะ) อันเหลือลง ด้วยบาตร ย่อมหลีกไป ฉันนั้นนั่นเทียว, (อ.บุคคล) นี้ ชื่อว่า เป็นผู้กล้าเพียงดังกา (ย่อมเป็น), (อ.อัน) (อันบุคคล) ผู้ไม่มี ความละอาย ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป (เป็นอยู่) เป็นความเป็นอยู่สบาย (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    เขาแม้ถูกภิกษุทั้งหลาย บอกว่า "จงดูบุคคลนี้ " แล้วจ้องดูอยู่ ทำ เป็นเหมือนไม่แลดู เหมือนส่งใจไปในที่อื่น เหมือนหลับอยู่ ดุจกลัด ลุกดุม ทำที่เป็นดุจจัดจีวร พูดว่า "การงานของเราชื่อโน้นมีอยู่" ลุกจากอาสนะเข้าไปบ้าน เข้าไปสู่เรือนหลังใดหลังหนึ่ง บรรดา เรือนที่กำหนดไว้แล้วแต่เช้า, เมื่อหมู่มนุษย์ในเรือน แม้แง้มประตูแล้ว นั่งกรอ (ด้าย) อยู่ริมประตู, เอามือข้างหนึ่ง ผลักประตูแล้วเข้าไป ภายใน. ลำดับนั้นมนุษย์เหล่านั้นเห็นบุคคลนั้นแล้ว แม้ไม่ปรารถนา ก็นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะแล้ว ถวายของมียาคูเป็นต้นที่มีอยู่, เขาบริโภค ตามต้องการแล้ว ถือเอาของส่วนที่เหลือด้วยบาตรหลีกไป, บุคคลนี้ ชื่อว่าผู้กล้าเพียงดังกา, อันบุคคลผู้หาหิริมิได้เห็นปานนี้ เป็นอยู่ง่าย.

ภาค ๗ ปญฺจอุปาสกวตฺถุ

ภาค ๗ ปญฺจอุปาสกวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒ หน้า ๒๕–๒๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดา ตรัสว่า ก็บรรดาอุบาสกเหล่านั้น อุบาสกผู้นั่งหลับบังเกิดในกำเนิดงู ๕๐๐ ชาติ พาดศีรษะไว้บนขนดทั้งหลายหลับแล้ว แม้ในบัดนี้ เขาก็ยังอิ่มในการนอนหลับ เสียงของเรา ย่อมไม่เข้าไปสู่หูของเขา ฯ

    “เอเตสุ หิ โย เอส นิทฺทายนฺโต นิสินฺโน, เอส ปญฺจ ชาติสตานิ สปฺปโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา โภเคสุ สีสํ ฐเปตฺวา นิทฺทายิ, อิทานิปิสฺส นิทฺทาย ติตฺติ นตฺถิ, นาสฺส กณฺณํ มม สทฺโท ปวิสตีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ก็ (ในอุบาสก ท.) เหล่านั่น หนา (อ.อุบาสก) นั่น ใด นั่ง ประพฤติหลับอยู่ แล้ว (อ.อุบาสก) นั่น บังเกิดแล้ว ในกำเนิดแห่งงู สิ้นร้อยแห่งชาติ ท. ๕ วางไว้แล้ว ซึ่งศีรษะ บนขนด ท. ประพฤติหลับแล้ว, แม้ในกาลนี้ อ.ความอิ่ม ในความหลับ ย่อมไม่มี (แก่อุบาสก) นั้น, อ.เสียง ของเรา ย่อมไม่เข้าไป สู่หู (ของอุบาสก) นั้น ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. ก็บรรดาอุบาสกเหล่านั้น อุบาสกผู้นั่งหลับแล้วนั่น เกิดในกำเนิดแห่งงูสิ้น ๕๐๐ ชาติ พาดศีรษะไว้บนขนดทั้งหลายหลับ แล้ว. แม้ในบัดนี้ ความอิ่มในการหลับของเขาย่อมไม่มี, เสียงของเรา ย่อมไม่เข้าไปสู่หูของเขา.

  2. ๒

    พระอานนท์ ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสโดยลำดับหรือตรัสในระหว่าง ๆ ฯ

    “กึ ปน ภนฺเต ปฏิปาฏิยา กเถถ อุทาหุ อนฺตรนฺตราติ.

    (อ.พระเถระ ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.พระองค์ ท. ย่อมตรัส ตามลำดับ หรือ หรือว่า (อ.พระองค์ ท. ย่อมตรัส) ในระหว่าง ๆ ดังนี้ ฯ

    อานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสโดยลำดับหรือตรัสเป็นตอน ๆ ?

  3. ๓

    พระบรมศาสดา ตรัสว่า อานนท์ แท้จริง แม้พระสัพพัญญุตญาณ ก็ไม่อาจกำหนด ซึ่งความอุบัติของอุบาสกนั่นผู้อุบัติอยู่ในระหว่าง ๆ อย่างนี้คือ ความเป็นมนุษย์ตามกาล ความเป็นเทพดาตามกาล ความเป็นพญานาคตามกาล แต่อุบาสกนั่นบังเกิดแล้วในกำเนิดแห่งพญานาคสิ้น ๕๐๐ ชาติ โดยลำดับ แม้หลับอยู่ (ก็) ไม่อิ่มในการหลับเลย ฝ่ายบุรุษผู้นั่งเขียนแผ่นดินด้วยนิ้วมือ บังเกิดในกำเนิดไส้เดือนสิ้น ๕๐๐ ชาติ โดยลำดับ ขุดแผ่นดินแล้ว ถึงบัดนี้ ก็เขียนแผ่นดินอยู่ ด้วยอำนาจความประพฤติ ที่ตนเคยประพฤติแล้ว ในกาลก่อน ย่อมไม่ฟังเสียงของเรา ฝ่ายบุรุษผู้นั่งเขย่าต้นไม้อยู่นั่น ก็บังเกิดแล้วในกำเนิดลิง สิ้น ๕๐๐ ชาติ โดยลำดับ ถึงบัดนี้ ก็เขย่าต้นไม้อยู่ ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อนนั่นเทียว

    “อานนฺท เอตสฺส หิ กาเลน มนุสฺสตฺตํ กาเลน เทวตฺตํ กาเลน นาคตฺตนฺติ เอวํ อนฺตรนฺตรา อุปปชฺชนฺตสฺส อุปปตฺติโย สพฺพญฺญุตญาเณนาปิ น สกฺกา ปริจฺฉินฺทิตุํ, ปฏิปาฏิยา ปเนส ปญฺจ ชาติสตานิ นาคโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา นิทฺทายนฺโตปิ นิทฺทาย อติตฺโตเยว, องฺคุลิยา ภูมึ วิลิขนฺโต นิสินฺนปุริโสปิ ปฏิปาฏิยา ปญฺจ ชาติสตานิ คณฺฑุปาทโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ภูมึ ขนิ, อิทานิปิ ปุพฺพาจิณฺณวเสน ภูมึ วิลิขนฺโตว มม สทฺทํ น สุณาติ, เอส รุกฺขํ จาเลนฺโต นิสินฺนปุริโสปิ ปฏิปาฏิยา ปญฺจ ชาติสตานิ มกฺกฏโยนิยํ นิพฺพตฺติ, อิทานิปิ ปุพฺพาจิณฺณวเสน รุกฺขํ จาเลติเยว.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนอานนท์ จริงอยู่ แม้อันสัพพัญญุตญาณ ไม่อาจ เพื่ออันกำหนดตัด ซึ่งอันอุบัติ ท. (แห่งอุบาสก) นั่น ผู้อุบัติอยู่ ในระหว่าง ๆ อย่างนี้ คือ อ.ความเป็นแห่งมนุษย์ ตามกาล อ.ความเป็นแห่งเทพ ตามกาล อ.ความเป็นแห่งนาค ตามกาล, แต่ว่า (อ.อุบาสก) นั่น บังเกิดแล้ว ในกำเนิดแห่งนาค สิ้นร้อย แห่งชาติ ท. ๕ ตามลำดับ แม้หลับอยู่ ไม่อิ่มแล้ว ในความหลับนั่นเทียว, แม้ อ.บุรุษผู้นั่ง ขีดเขียนอยู่ แล้ว ซึ่งแผ่นดิน ด้วยนิ้วมือ บังเกิดแล้ว ในกำเนิดแห่งไส้เดือน สิ้นร้อยแห่งชาติ ท. ๕ ตามลำดับ ขุดแล้ว ซึ่งแผ่นดิน, แม้ในกาลนี้ (อ.บุรุษ) นั้น ขีดเขียนอยู่ ซึ่งแผ่นดิน ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติอันตนประพฤติยิ่งแล้วในกาลก่อน เทียว ย่อมไม่ฟัง ซึ่งเสียง ของเรา, แม้ อ.บุรุษผู้นั่ง ยังต้นไม้ ให้ไหวอยู่ แล้ว นั่น บังเกิดแล้ว ในกำเนิดแห่งลิง สิ้นร้อยแห่งชาติ ท. ๕ ตามลำดับ, แม้ในกาลนี้ (อ.บุรุษ) นั้น ยังต้นไม้ ให้ไหวอยู่ นั่นเทียว ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติอันตนประพฤติยิ่งแล้วในกาลก่อน ฯ

    พระศาสดา. อานนท์ แท้จริง แม้พระสัพพัญญุตญาณก็ไม่อาจทรงกำหนด ซึ่งความอุบัติของอุบาสกนั่นผู้อุบัติอยู่ในระหว่าง ๆ อย่างนี้คือ 'ความเป็นมนุษย์ตามกาล, ความเป็นเทพตามกาล, ความ เป็นนาคตามกาล,' แต่อุบาสกนั่นเกิดแล้วในกำเนิดแห่งนาคสิ้น ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ แม้หลับอยู่ (ก็) ไม่อิ่มในการหลับเสียเลย. ฝ่ายบุรุษผู้นั่งเขียนแผ่นดินด้วยนิ้วมือ เกิดในกำเนิดไส้เดือนสิ้น ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ ขุดแผ่นดินแล้ว, ถึงบัดนี้ ก็เขียนแผ่นดินอยู่ ด้วยอำนาจความประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติแล้วในกาลก่อน ย่อมไม่ฟังเสียงของเรา. ฝ่ายบุรุษผู้นั่งเขย่าต้นไม้อยู่นั่น เกิดแล้วในกำเนิดลิง สิ้น ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ, ถึงบัดนี้ ก็เขย่าต้นไม้อยู่ ด้วยสามารถแห่งความ ประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อนนั่นเทียว.

  4. ๔

    เสียงของเรา ย่อมไม่เข้าหูของเขา แม้พราหมณ์ผู้นั่งแหงน (หน้า) มองอากาศอยู่นั่น ก็บังเกิดเป็นหมอผู้ให้ฤกษ์ สิ้น ๕๐๐ ชาติ โดยลำดับ ถึงบัดนี้ ก็ยังแหงน (หน้า) ดูอากาศอยู่ แม้ในวันนี้ ด้วยอำนาจความประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้ว ในกาลก่อนนั่นเทียว เสียงของเรา ย่อมไม่เข้าหูของเขา ส่วนพราหมณ์ผู้นั่งฟังธรรมโดยเคารพนั่น ก็บังเกิดเป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์ ถึงฝั่งแห่งไตรเพทสิ้น ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ ถึงบัดนี้ ก็ยังฟังธรรมโดยเคารพ เป็นดังเทียบเคียงมนต์อยู่ ฯ

    นาสฺส กณฺณํ มม สทฺโท ปวิสติ, เอส อากาสํ อุลฺโลเกนฺโต นิสินฺนพฺราหฺมโณปิ ปฏิปาฏิยา ปญฺจ ชาติสตานิ นกฺขตฺตปาฐโก หุตฺวา นิพฺพตฺติ, อิทานิปิ ปุพฺพาจิณฺณวเสน อชฺชาปิ อากาสเมว อุลฺโลเกติ, นาสฺส กณฺณํ มม สทฺโท ปวิสติ, เอส สกฺกจฺจํ ธมฺมํ สุณนฺโต นิสินฺนพฺราหฺมโณ ปน ปฏิปาฏิยา ปญฺจ ชาติสตานิ ติณฺณํ เวทานํ ปารคู มนฺตชฺฌายกพฺราหฺมโณ หุตฺวา นิพฺพตฺติ, อิทานิปิ มนฺตํ สํสนฺทนฺโต วิย สกฺกจฺจํ สุณาตีติ.

    อ.เสียง ของเรา ย่อมไม่เข้าไป สู่หู (ของบุรุษ) นั้น, แม้ อ.พราหมณ์ผู้นั่ง แลดูอยู่ แล้ว ซึ่งอากาศ นั่น เป็นผู้ป่าวร้องซึ่งนักษัตร เป็น บังเกิดแล้ว สิ้นร้อย แห่งชาติ ท. ๕ ตามลำดับ, แม้ในกาลนี้ (อ.พราหมณ์) นั้น แลดูอยู่ ซึ่งอากาศนั่นเทียว แม้ในวันนี้ ด้วยอำนาจแห่งความประพฤติอันตนประพฤติยิ่งแล้วในกาลก่อน, อ.เสียง ของเรา ย่อมไม่เข้าไป สู่หู (ของพราหมณ์) นั้น, ส่วนว่า อ.พราหมณ์ผู้นั่ง ฟังอยู่ แล้ว ซึ่งธรรม โดยเคารพ นั่น เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายซึ่งมนต์ ผู้ถึงซึ่งฝั่ง แห่งเวท ท. ๓ เป็น บังเกิดแล้ว สิ้นร้อยแห่งชาติ ท. ๕ ตามลำดับ, แม้ในกาลนี้ (อ.พราหมณ์ นั้น) เป็นผู้ราวกะว่า เทียบเคียงอยู่ ซึ่งมนต์ (เป็น) ย่อมฟัง โดยเคารพ ดังนี้ ฯ

    เสียงของ เรา ย่อมไม่เข้าหูของเขา. แม้พราหมณ์ผู้นั่งแหงน (หน้า) มองอากาศอยู่นั่น ก็เกิดเป็น (หมอ) ผู้บอกฤกษ์สิ้น ๕๐๐ ชาติโดย ลำดับ, ถึงบัดนี้ แม้ในวันนี้ ก็ยังแหงน (หน้า) ดูอากาศอยู่ ด้วยสามารถแห่งความประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน นั่นเทียว. เสียงของเราย่อมไม่เข้าหูของเขา. ส่วนพราหมณ์ผู้ฟังธรรมโดยความเคารพนั่น เกิดเป็นพราหมณ์ ผู้ท่องมนต์ ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ สิ้น ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ, ถึงบัดนี้ ก็ย่อมฟังธรรมโดยเคารพ เป็นดังเทียบเคียงมนต์อยู่.

ภาค ๗ เมณฺฑกเสฏฺฐิวตฺถุ

ภาค ๗ เมณฺฑกเสฏฺฐิวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑ หน้า ๓๓–๓๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายลูกสะใภ้เศรษฐีนั้น ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่า นับแต่นี้ไปดิฉันไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้อนึ่ง เมื่อดิฉันวางกระบุงข้าวเปลือกกระบุงหนึ่งไว้ข้างหน้าแม้ตวงภัตที่ใช้ทำเป็นพืชให้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่ อย่าปรากฏความร่อยหรอ (ความหมดสิ้นไป) ท่านทั้ง ๒ นี้แหละ จงเป็นแม่ผัวและพ่อผัว ชายคนนี้แหละจงเป็นสามี (และ) คนผู้นี้นั่นแล จงเป็นทาส ฯ

    สุณิสาปิสฺส อตฺตโน โกฏฺฐาสํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส ทตฺวา ปตฺถนํ ฐเปสิ “อิโต ปฏฺฐาย เอวรูปํ ฉาตกภยํ น ปสฺเสยฺยํ, เอกญฺจ เม ธญฺญปิฏกํ ปุรโต ฐเปตฺวา สกลชมฺพุทีปวาสีนํ วีชภตฺตํ เทนฺติยาปิ, ขีณภาโว มา ปญฺญายิตฺถ, อิเมเยว สสฺสุสสฺสุรา โหนฺตุ, อยเมว สามิโก, อยเมว ทาโสติ.

    แม้ อ.หญิงสะใภ้ (ของเศรษฐี) นั้น ถวายแล้ว ซึ่งส่วน ของตน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า (อ.ดิฉัน) ไม่พึงเห็น ซึ่งภัยคือความหิว มีอย่างนี้เป็นรูป จำเดิม (แต่กาล) นี้, ก็ เมื่อดิฉัน ตั้งไว้แล้ว ซึ่งกระบุงแห่งข้าวเปลือก อันหนึ่ง ข้างหน้า แม้ให้อยู่ ซึ่งภัตรอันเป็นพืช (แก่ชน ท.) ผู้อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น โดยปกติ อ.ความที่ (แห่งข้าวเปลือก) เป็นของสิ้นไปแล้ว อย่าปรากฏแล้ว, (อ.แม่ผัวและพ่อผัว ท.) เหล่านี้นั่นเทียว เป็นแม่ผัว และพ่อผัว จงเป็น, (อ.สามี) นี้นั่นเทียว เป็นสามี (จงเป็น), (อ.ทาส) นี้นั่นเทียว เป็นทาส (จงเป็น) ดังนี้ ฯ

    แม้ลูกสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ถวายส่วนของตนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ตั้งความปรารถนาว่า "จำเดิมแต่นี้ไป ดิฉันไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็น ปานนี้, อนึ่ง เมื่อดิฉันตั้งกระบุงข้าวเปลือกกระบุงหนึ่งไว้ข้างหน้า แม้ให้อยู่ซึ่งภัตรอันเป็นพืชแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ความหมดสิ้นไปอย่า ปรากฏ, ท่านทั้ง ๒ นี้นั่นแหละจงเป็นแม่ผัวและพ่อผัว, ผู้นี้นั่นแหละ จงเป็นสามี, ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นทาส (ของดิฉัน)."

  2. ๒

    แม้ทาสของเศรษฐีนั้น ก็ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่า นับแต่วันนี้ไปข้าพเจ้าไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้อีก คนเหล่านี้ทั้งหมดจงเป็นเจ้านายและเมื่อข้าพเจ้าไถนาอยู่ รอย ๗ รอย ประมาณเท่าเรือโกลน คือ ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ตรงกลาง ๑ รอย จงไป(ปรากฏ) ฯ

    ทาโสปิสฺส อตฺตโน โกฏฺฐาสํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส ทตฺวา ปตฺถนํ ฐเปสิ “อิโต ปฏฺฐาย เอวรูปํ ฉาตกภยํ น ปสฺเสยฺยํ, สพฺเพ อิเม สามิกา โหนฺตุ, กสนฺตสฺส จ เม, `อิโต ติสฺโส เอโต ติสฺโส มชฺเฌ เอกาติ ทารุอมฺพณมตฺตา สตฺต สิตาโย คจฺฉนฺตูติ.

    แม้ อ.ทาส (ของเศรษฐี) นั้น ถวายแล้ว ซึ่งส่วน ของตน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า (อ.ข้าพเจ้า) ไม่พึงเห็น ซึ่งภัยคือความหิว มีอย่างนี้เป็นรูป จำเดิม (แต่กาล) นี้, (อ.นาย ท.) เหล่านี้ ทั้งปวง เป็นนาย จงเป็น, ก็ เมื่อ ข้าพเจ้า ไถอยู่ อ.รอย ท. ๗ มีรางอันเป็นวิการแห่งไม้เป็นประมาณ คือ (อ.รอย ท.) ๓ (โดยข้าง) นี้ (อ.รอย ท.) ๓ (โดยข้าง) นั่น (อ.รอย) รอยหนึ่ง ในท่ามกลาง จงไป ดังนี้ ฯ

    แม้ทาสของเศรษฐีนั้น ก็ถวายส่วนของตนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ตั้งความ ปรารถนาว่า "จำเดิมแต่นี้ไป ข้าพเจ้าไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้, คนเหล่านี้ทั้งหมดจงเป็นนาย. และเมื่อข้าพเจ้าไถนาอยู่, รอย ๗ รอยประมาณเท่าเรือโกลน คือ 'ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอยใน ท่ามกลางรอย ๑, จงเป็นไป."

  3. ๓

    นายปุณณะนั้น ปรารถนาตำแหน่งเสนาบดี ก็สามารถจะได้ในวันนั้นทีเดียว แต่ด้วยความรักในบุคคลผู้เป็นเจ้านายทั้งหลาย เขาจึงตั้งความปรารถนาว่า ขอ(ให้)คนเหล่านี้แหละจงเป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ฯ

    โส ตํ ทิวสํ เสนาปติฏฺฐานํ ปฏฺเฐตฺวา ลทฺธุํ สมตฺโถว, สามิเกสุ ปน สิเนเหน “อิเมเยว เม สามิกา โหนฺตูติ ปตฺถนํ ฐเปสิ.

    (อ.ทาส) นั้น ปรารถนาแล้ว ซึ่งตำแหน่งแห่งเสนาบดี เป็นผู้สามารถ เพื่ออันได้ ในวันนั้นเทียว (ย่อมเป็น), แต่ว่า (อ.ทาส นั้น) ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า (อ.นาย ท.) เหล่านี้นั่นเทียว เป็นนาย ของข้าพเจ้า จงเป็น ดังนี้ เพราะความรัก ในนาย ท. ฯ

    นายปุณณะนั้น ปรารถนาตำแหน่ง เสนาบดีก็สามารถจะได้ในวันนั้นเทียว. แต่ว่า ด้วยความรัก ในนายทั้งหลาย เขาจึงตั้งความปรารถนาว่า "คนเหล่านี้นั่นแหละจงเป็นนาย ของข้าพเจ้า.

  4. ๔

    ท้ายสุดแห่งคำ(อธิษฐาน)ของคนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า สิ่งที่ท่านปรารถนาแล้วอย่างนี้จงสำเร็จ และกระทำอนุโมทนาด้วยคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้า คิดว่า การที่เราจะประคับประคองจิตใจของคนเหล่านี้ให้เลื่อมใส สมควร จึงอธิษฐานว่า คนเหล่านี้ จงมองเห็นเราตราบ(ถึง)ภูเขาคันธมาทน์ ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ สพฺเพสํปิ วจนาวสาเน “เอวํ โหตูติ วตฺวา ปจฺเจกพุทฺธคาถาหิ อนุโมทนํ กตฺวา “มยา อิเมสํ จิตฺตํ ปสาเทตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา “ยาว คนฺธมาทนปพฺพตา อิเม ชนา มํ ปสฺสนฺตูติ อธิฏฺฐหิตฺวา ปกฺกามิ.

    อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวแล้ว ว่า (อ.ความปรารถนาอันท่าน ปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด ดังนี้ ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งคำ (ของชน ท.) แม้ทั้งปวง กระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ด้วยคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. คิดแล้ว ว่า อ.อัน อันเรา ยังจิต (ของชน ท.) เหล่านี้ ให้เลื่อมใส ย่อมควร ดังนี้ อธิษฐานแล้ว ว่า อ.ชน ท. เหล่านี้ จงเห็น ซึ่งเรา เพียงใด แต่ภูเขาชื่อว่าคันธมาทน์ ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    ในที่สุดแห่งถ้อยคำของชนทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า "จงเป็นอย่างนั้นเถิด" แล้วกระทำอนุโมทนาด้วยคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วคิดว่า "เรายังจิตของชนทั้งหลายเหล่านี้ให้ เลื่อมใส ย่อมควร" จึงอธิษฐานว่า "ชนเหล่านี้ จงเห็นเราจนถึง ภูเขาคันธมาทน์" ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป.

  5. ๕

    แม้คนเหล่านั้น ได้ยืนมองดูอยู่เทียว ฯ

    เตปิ โอโลเกนฺตาว อฏฺฐํสุ.

    (อ.ชน ท.) แม้เหล่านั้น ได้ยืน แลดูอยู่แล้วเทียว ฯ

    แม้ชนเหล่านั้น ได้ยืนแลดู อยู่เทียว.

  6. ๖

    พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นไปแล้ว ได้แบ่งภัตนั้นถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ฯ

    โส คนฺตฺวา ตํ ภตฺตํ ปญฺจหิ ปจฺเจกพุทฺธสเตหิ สทฺธึ สํวิภชิ.

    (อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น ไปแล้ว แบ่งแล้ว ซึ่งภัตร นั้น กับ ด้วยร้อยแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ๕ ฯ

    พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นไปแล้ว แบ่งภัตรนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์.

  7. ๗

    ด้วยอานุภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น ภัตนั้น พอเพียงแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ ฯ

    ตํ ตสฺสานุภาเวน สพฺเพสํ ปโหสิ.

    (อ.ภัตร) นั้น เพียงพอแล้ว (แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ท.) ทั้งปวง ด้วยอานุภาพ (ของพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น ฯ

    ด้วยอานุภาพแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ภัตรนั้นเพียงพอแล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด.

  8. ๘

    คนแม้เหล่านั้น ได้ยืนมองดูอยู่แล้วแล ฯ

    เตปิ โอโลเกนฺตาว อฏฺฐํสุ.

    (อ.ชน ท.) แม้เหล่านั้น ได้ยืน แลดูอยู่แล้วเทียว ฯ

    ชนแม้เหล่านั้น ได้ยืนแลดูอยู่ทีเดียว.

ภาค ๗ เมณฺฑกเสฏฺฐิวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๒ หน้า ๓๔–๓๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ เมื่อเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว ภริยาเศรษฐีล้างหม้อข้าวแล้วปิดตั้งไว้ ฯ

    อติกฺกนฺเต ปน มชฺฌนฺติเก, เสฏฺฐิภริยา อุกฺขลึ โธวิตฺวา ปิทหิตฺวา ฐเปสิ.

    ก็ ครั้นเมื่อ ท่ามกลางแห่งวัน ก้าวล่วงแล้ว อ.ภรรยาของเศรษฐี ล้างแล้ว ซึ่งหม้อข้าว ปิดแล้ว วางไว้แล้ว ฯ

    ก็เมื่อเวลาเที่ยงล่วงไปแล้ว ภรรยาเศรษฐีล้างหม้อข้าวแล้ว ปิดตั้งไว้.

  2. ๒

    ฝ่ายเศรษฐี ถูกความหิวบีบคั้นนอนหลับไปแล้ว ฯ

    เสฏฺฐีปิ ชิฆจฺฉาย ปีฬิโต นิปชฺชิตฺวา นิทฺทํ โอกฺกมิ.

    แม้ อ.เศรษฐี ผู้ อันความหิว บีบคั้นแล้ว นอนแล้ว ก้าวลงแล้ว สู่ความหลับ ฯ

    ฝ่ายเศรษฐี ถูกความหิวบีบคั้น นอนแล้วหลับไป.

  3. ๓

    เศรษฐีนั้น ตื่นขึ้นมาในเวลาเย็น บอกภริยาว่า เธอ ฉันหิวเหลือเกิน ข้าวตังก้นหม้อยังมีอยู่บ้างไหมหนอ ฯ

    โส สายณฺหสมเย ปพุชฺฌิตฺวา ภริยํ อาห “ภทฺเท อติวิย ฉาโตมฺหิ, อตฺถิ นุ โข อุกฺขลิยา ตเล ฌามกสิตฺถานีติ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น ตื่นแล้ว ในสมัยคือ เวลาเย็นแห่งวัน กล่าวแล้ว กะภรรยา ว่า แน่ะนางผู้เจริญ (อ.เรา) เป็นผู้หิวแล้ว เกินเปรียบ ย่อมเป็น, อ.เมล็ดข้าวอันไฟไหม้แล้ว ท. ที่พื้น แห่งหม้อข้าว มีอยู่ หรือ หนอ แล ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีนั้น ตื่นขึ้นในเวลาเย็น กล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ ฉันหิว เหลือเกิน, ข้าวตังก้นหม้อมีอยู่บ้างไหมหนอ ?"

  4. ๔

    ภริยานั้น แม้ทราบ(ดี)ว่าตนล้างหม้อเก็บแล้ว ไม่ตอบว่า ไม่มี คิดว่า เราเปิดหม้อข้าวแล้วจึงค่อยบอก จึงลุกขึ้นเดินไปใกล้หม้อข้าวแล้วเปิดหม้อข้าว ฯ

    สา โธวิตฺวา อุกฺขลิยา ฐปิตภาวํ ชานนฺตีปิ “นตฺถีติ อวตฺวา “อุกฺขลึ วิวริตฺวา อาจิกฺขิสฺสามีติ อุฏฺฐาย อุกฺขลิยา มูลํ คนฺตฺวา อุกฺขลึ วิวริ.

    (อ.ภรรยา ของเศรษฐี) นั้น แม้รู้อยู่ ซึ่งความที่ แห่งหม้อข้าว เป็นของ (อันตน) ล้างแล้ว ตั้งไว้แล้ว ไม่กล่าวแล้ว ว่า (อ.เมล็ดข้าวอันไฟไหม้แล้ว ท.) ย่อมไม่มี ดังนี้ (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ดิฉัน) เปิดแล้ว ซึ่งหม้อข้าว จักบอก ดังนี้ ลุกขึ้นแล้ว ไปแล้ว สู่ที่ตั้ง แห่งหม้อข้าว เปิดแล้ว ซึ่งหม้อข้าว ฯ

    ภรรยานั้น แม้ทราบความที่ตนล้างหม้อตั้งไว้แล้ว ก็ไม่กล่าวว่า "ไม่มี" คิดว่า "เราเปิด หม้อข้าวแล้วจึงจะบอก" ดังนี้แล้ว จึงลุกขึ้นไปสู่ที่ใกล้หม้อข้าวแล้ว เปิดหม้อข้าว.

  5. ๕

    ทันใดนั้น หม้อข้าวเต็มด้วยภัตที่มีสีดังดอกมะลิตูม ได้ดุนฝาละมีเผยอขึ้นแล้ว ฯ

    ตาวเทว สุมนมกุลสทิสวณฺณสฺส ภตฺตสฺส ปูรา อุกฺขลิ ปิธานํ อุกฺขิปิตฺวา อฏฺฐาสิ.

    อ.หม้อข้าว อันเต็ม ด้วยภัตร อันมีสีเช่นกับด้วยดอกมะลิตูม ได้ ยกขึ้น ซึ่งฝา ตั้งอยู่แล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    ในขณะนั้นเอง หม้อข้าวเต็มด้วยภัตร มีสีเช่นกับดอกมะลิตูม ได้ ดุนฝาละมีตั้งอยู่แล้ว.

  6. ๖

    นางเห็นภัตนั้นแล้วมีร่างกายอันปีติกำซาบแล้ว บอกเศรษฐีว่า ลุกขึ้นเถิดนาย ดิฉันล้างหม้อข้าวปิดไว้ แต่หม้อข้าวนั้นนั่น เต็มด้วยภัตมีสีดังดอกมะลิตูมขึ้นชื่อว่าบุญทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เราควรทำให้เป็นรูปธรรม ขึ้นชื่อว่าทาน เป็นสิ่งสมควรแท้ที่เราจะต้องให้ ลุกขึ้นเถิด นาย บริโภคเสียเถิด ฯ

    สา ตํ ทิสฺวา ปีติยา ผุฏฺฐสรีรา เสฏฺฐึ อาห “อุฏฺเฐหิ สามิ, อหํ อุกฺขลึ โธวิตฺวา ปิทหึ, สา ปเนสา สุมนมกุลสทิสวณฺณสฺส ภตฺตสฺส ปูรา, ปุญฺญานิ นาม กตฺตพฺพรูปานิ, ทานํ นาม ทาตพฺพยุตฺตกํ; อุฏฺเฐหิ สามิ, ภุญฺชสฺสูติ.

    (อ.ภรรยาของเศรษฐี) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งภัตร) นั้น มีสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว กล่าวแล้ว กะเศรษฐี ว่า ข้าแต่นาย อ.ท่าน จงลุกขึ้นเถิด, อ.ดิฉัน ล้างแล้ว ซึ่งหม้อข้าว ปิดแล้ว, ก็ (อ.หม้อข้าว) นั่น นั้น เป็นหม้อเต็ม ด้วยภัตร อันมีสีเช่นกับด้วยดอกมะลิตูม (ย่อมเป็น), ชื่อ อ.บุญ ท. เป็นบุญมีรูปอันบุคคลพึงกระทำ (ย่อมเป็น), ชื่อ อ.ทาน เป็นทานควรแล้วแก่ความเป็นทานอันบุคคลพึงให้ (ย่อมเป็น), ข้าแต่นาย (อ.ท่าน) จงลุกขึ้นเถิด, (อ.ท่าน) จงบริโภคเถิด ดังนี้ ฯ

    ภรรยานั้น เห็นภัตรนั้นแล้ว เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว กล่าวกะเศรษฐีว่า "จงลุกขึ้นเถิด นาย, ดิฉันล้าง หม้อข้าวปิดไว้, แต่หม้อข้าวนั้นนั่น เต็มด้วยภัตร มีสีเช่นกับด้วยดอกมะลิตูม, ชื่อว่าบุญทั้งหลายควรที่จะกระทำ, ชื่อว่าทานควรจะให้; ขอท่านจงลุกขึ้นเถิด นาย, บริโภคเสียเถิด."

  7. ๗

    นางได้ให้ภัตแก่บิดาและบุตรทั้ง ๒ แล้ว ฯ

    สา ทฺวินฺนํ ปิตาปุตฺตานํ ภตฺตํ อทาสิ.

    (อ.ภรรยาของเศรษฐี) นั้น ได้ให้แล้ว ซึ่งภัตร แก่บิดาและ บุตร ท. ๒ ฯ

    ภรรยานั้น ได้ให้ภัตรแก่บิดาและบุตรทั้ง ๒ แล้ว.

  8. ๘

    เมื่อพวกเขาบริโภคเสร็จแล้ว ลุกขึ้นแล้ว นางจึงนั่งบริโภคกับลูกสะใภ้แล้วจึงได้ให้ภัตแก่นายปุณณะ ฯ

    เตสุ ภุญฺชิตฺวา อุฏฺฐิเตสุ สุณิสาย สทฺธึ นิสีทิตฺวา ภุญฺชิตฺวา ปุณฺณสฺส ภตฺตํ อทาสิ.

    (ครั้นเมื่อบิดาและบุตร ท.) เหล่านั้น บริโภคแล้ว ลุกขึ้นแล้ว (อ.ภรรยาของเศรษฐี) นั่งแล้ว กับ ด้วยหญิงสะใภ้ บริโภคแล้ว ได้ให้แล้ว ซึ่งภัตร แก่นายปุณณะ ฯ

    เมื่อบิดาและบุตรนั้น บริโภคเสร็จแล้ว นางนั่งบริโภคกับด้วยลูกสะใภ้แล้ว ได้ให้ภัตรแก่นายปุณณะ.

  9. ๙

    ที่ตรงที่พวกเขาตักแล้ว ๆ ไม่พร่องไป ฯ

    คหิตคฺคหิตฏฺฐานํ น ขียติ.

    อ.ที่ (แห่งภัตร) (อันภรรยาของเศรษฐี นั้น) ทั้งถือเอาแล้ว ๆ ไม่สิ้นไปอยู่ ฯ

    ที่แห่งภัตรอันชนเหล่านั้นตักแล้ว ๆ ย่อมไม่สิ้นไป.

  10. ๑๐

    คงปรากฏเฉพาะตรงที่ที่เอาทัพพีตักคราวเดียวเท่านั้น ฯ

    กฏจฺฉุนา สกึ คหิตฏฺฐานเมว ปญฺญายติ.

    อ.ที่ (แห่งภัตร อันภรรยาของเศรษฐี นั้น) ถือเอาแล้ว คราวเดียว ด้วยทัพพี นั่นเทียว ปรากฏอยู่ ฯ

    ปรากฏเฉพาะตรงที่ ตักด้วยทัพพีคราวเดียวเท่านั้น.

  11. ๑๑

    วันนั้นทั้งวัน ฉาง เป็นต้น ก็กลับเต็มแล้ว โดยท่วงทำนองที่เต็มในครั้งก่อนนั้นแล ฯ

    ตํ ทิวสเมว โกฏฺฐาทโย ปุพฺเพ ปูริตนิยาเมเนว ปุน ปูรึสุ.

    ในวัน นั้น นั่นเทียว (อ.ส่วน ท.) มีฉางเป็นต้น เต็มแล้ว อีก โดยทำนองที่เต็มแล้ว ในกาลก่อน นั่นเทียว ฯ

    ในวันนั้นนั่นแล ฉางเป็นต้น ก็กลับเต็มแล้วโดยทำนองที่เต็ม ในก่อนนั่นแล.

  12. ๑๒

    นางให้ทำการโฆษณา(ออกข่าว)ในเมืองว่า ในเรือนของเศรษฐี เกิดภัตขึ้นแล้ว เชิญผู้มีความต้องการด้วยภัตที่จะใช้ทำพืชพรรณ มารับเอาได้ ฯ

    “เสฏฺฐิสฺส เคเห ภตฺตํ อุปฺปนฺนํ, วีชภตฺเตหิ อตฺถิกา อาคนฺตฺวา คณฺหนฺตูติ นคเร โฆสนํ กาเรสิ.

    (อ.เศรษฐี ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งอันป่าวร้อง ในเมือง (มีอันให้รู้) ว่า อ.ภัตร เกิดขึ้นแล้ว ในเรือน ของเศรษฐี, (อ.ชน ท.) ผู้มีความต้องการ ด้วยภัตรอันเป็นพืช ท. มาแล้ว จงถือเอาเถิด ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    นางให้กระทำการโฆษณาในเมืองว่า "ภัตรเกิด ขึ้นแล้วในเรือนของเศรษฐี, ผู้มีความต้องการด้วยภัตรอันเป็นพืชจง มารับเอา."

  13. ๑๓

    มนุษย์ทั้งหลาย(มา) เอาภัตที่ใช้ทำเป็นพืชพรรณจากคฤหาสน์ของเศรษฐีนั้นแล้ว ฯ

    มนุสฺสา ตสฺส เคหโต วีชภตฺตํ คณฺหึสุ.

    อ.มนุษย์ ท. ถือเอาแล้ว ซึ่งภัตรอันเป็นพืช จากเรือน (ของเศรษฐี) นั้น ฯ

    มนุษย์ทั้งหลาย ถือเอาภัตรอันเป็นพืชจากเรือนของ เศรษฐีนั้นแล้ว.

  14. ๑๔

    แม้ชาวชมพูทวีปทั้งมวล อาศัยเศรษฐีนั้น ได้ชีวิต (พลิกฟื้น) แล้ว ฯ

    สกลชมฺพุทีปวาสิโนปิ ตํ นิสฺสาย ชีวิตํ ลภึสุเยว.

    แม้ (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นโดยปกติ อาศัยแล้ว (ซึ่งเศรษฐี) นั้น ได้แล้ว ซึ่งชีวิต นั่นเทียว ฯ

    แม้ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ก็อาศัยเศรษฐีนั้น ได้ชีวิต แล้วนั่นแล.

ภาค ๗ เมณฺฑกเสฏฺฐิวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๑ หน้า ๓๖–๓๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เศรษฐี ผู้มีอานุภาพมากอย่างนั้น ฟังมาว่า ข่าวว่า สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมาแล้ว จึงดำริว่า เราจักกระทำการรับเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา จึงออกไปพบพวกเดียรถีย์เข้ากลางทาง แม้ถูกพวกเดียรถีย์เหล่านั้นห้ามว่า คฤหบดี ท่านเป็นผู้กล่าวว่ากรรมอันบุคคลทำแล้ว ชื่อว่าเป็นอันทำ จะไปยังสำนักพระสมณโคดมผู้กล่าวว่ากรรมอันบุคคลทำแล้วว่าไม่เป็นอันทำ เพราะเหตุไร ? ก็มิได้เชื่อถ้อยคำของพวกเดียรถีย์เหล่านั้นเลย ไปถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง ฯ

    เอวํ มหานุภาโว เสฏฺฐี “สตฺถา กิร อาคโตติ สุตฺวา “สตฺถุปจฺจุคฺคมนํ กริสฺสามีติ นิกฺขมนฺโต อนฺตรามคฺเค ติตฺถิเย ทิสฺวา, เตหิ “กสฺมา ตฺวํ คหปติ กิริยวาโท สมาโน อกิริยวาทสฺส สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ คจฺฉสีติ นิวาริยมาโนปิ เตสํ วจนํ อนาทยิตฺวาว คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

    อ.เศรษฐี ผู้มีอานุภาพใหญ่ อย่างนี้ ฟังแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.พระศาสดา เสด็จมาแล้ว ดังนี้ ออกไปอยู่ ด้วยความคิด ว่า (อ.เรา) จักกระทำ ซึ่งอันต้อนรับ แก่พระศาสดา ดังนี้ เห็นแล้ว ซึ่งเดียรถีย์ ท. ในระหว่างแห่งหนทาง, แม้ (อันเดียรถีย์ ท.) เหล่านั้น ห้ามอยู่ ว่า ดูก่อนคฤหบดี อ.ท่าน เป็นกิริยวาทะ เป็นอยู่ จะไป สู่สำนัก ของพระสมณะ ผู้โคดม ผู้เป็นอกิริยวาทะ เพราะเหตุไร ดังนี้ ไม่เอื้อเฟื้อแล้ว ซึ่งคำ (ของเดียรถีย์ ท.) เหล่านั้น เทียว ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฯ

    เศรษฐีผู้มีอานุภาพมากอย่างนั้น สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดา เสด็จมาแล้ว" จึงคิดว่า "เราจักกระทำการรับเสด็จพระศาสดา" ออก ไปอยู่ พบพวกเดียรถีย์ในระหว่างทาง, แม้ถูกพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ห้ามอยู่ว่า "คฤหบดี ท่านเป็นผู้กิริยาวาทะ จะไปสู่สำนักของพระสมณโคดมผู้เป็นอกิริยวาทะ เพราะเหตุไร ? ก็มิได้เชื่อถ้อยคำของพวก เดียรถีย์เหล่านั้นเทียว ไปแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ส่วน สุดข้างหนึ่ง,

  2. ๒

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสอนุปุพพิกถาแก่เศรษฐีนั้น ฯ

    อถสฺส สตฺถา อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งอนุปุพพีกถา (แก่เศรษฐี) นั้น ฯ

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสอนุบุพพีกถาแก่เศรษฐีนั้น,

  3. ๓

    ในเวลาจบเทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว กราบทูลความที่ตนถูกพวกเดียรถีย์กล่าวโทษ (ของพระองค์) แล้วห้ามไว้แก่สมเด็จพระบรมศาสดา ฯ

    โส เทสนาวสาเน โสตาปตฺติผลํ ปตฺวา สตฺถุ ติตฺถิเยหิ อวณฺณํ วตฺวา อตฺตโน นิวาริตภาวํ อาโรเจสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น บรรลุแล้ว ซึ่งโสดาปัตติผล ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งเทศนา กราบทูลแล้ว ซึ่งความที่ แห่งตน เป็นผู้ อันเดียรถีย์ ท. กล่าวแล้ว ซึ่งโทษอันบุคคลไม่พึงพรรณนา ห้ามแล้ว แก่พระศาสดา ฯ

    ในเวลาจบเทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผล แล้วกราบทูลความที่ตนถูก พวกเดียรถีย์กล่าวโทษแล้วห้ามไว้แด่พระศาสดา.

  4. ๔

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสกะท่านเศรษฐีนั้นว่า คฤหบดี ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ย่อมไม่มองโทษของตน ซึ่งมีอยู่มาก ย่อมกระจายโทษของชนเหล่าอื่นแม้ไม่มีอยู่กระทำให้มีอยู่ เหมือนคนโปรยแกลบลงในที่นั้น ๆ ฉะนั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    อถ นํ สตฺถา “คหปติ อิเม สตฺตา นาม มหนฺตํปิ อตฺตโน โทสํ น ปสฺสนฺติ, อวิชฺชมานํปิ ปเรสํ โทสํ วิชฺชมานกํ กตฺวา ตตฺถ ตตฺถ ภุสํ วิย โอปุนนฺตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะเศรษฐี) นั้น ว่า ดูก่อนคฤหบดี ชื่อ อ.สัตว์ ท. เหล่านี้ ย่อมไม่เห็น ซึ่งโทษ ของตน แม้อันใหญ่, ย่อมโปรยลง ซึ่งโทษ (ของชน ท.) เหล่าอื่น แม้อันไม่มีอยู่ กระทำ ให้เป็นโทษมีอยู่ ราวกะ (อ.บุคคล ผู้โปรยลงอยู่) ซึ่งแกลบ (ในที่) นั้น ๆ ดัง นี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านเศรษฐีนั้นว่า "คฤหบดี ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่านี้ย่อมไม่เห็น โทษของตนแม้มาก, ย่อมโปรยโทษของชนเหล่าอื่นแม้ไม่มีอยู่กระทำให้มี ราวกะบุคคลโปรยแกลบลงในที่นั้น ๆ ฉะนั้น" ดังนี้แล้ว จึง ตรัสพระคาถานี้ว่า:-

  5. ๕

    โทษของบุคคลเหล่าอื่น เห็นได้ง่าย ฝ่ายโทษของตน
    เห็นได้ยาก เพราะว่า ผู้นั้น ย่อมกระจายโทษของคน
    เหล่าอื่น เหมือนบุคคลโปรยแกลบ แต่ว่า ย่อมปกปิด
    (โทษ) ของตน เหมือนพรานนก (ชื่อสฐะ) ปกปิดอัตภาพ
    ด้วยเครื่องปกปิด ฉะนั้น ฯ

    “สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ, อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ; ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถา ภุสํ, อตฺตโน ปน ฉาเทติ กลึว กิตวา สโฐติ.

    อ.โทษ (ของชน ท.) เหล่าอื่น เป็นโทษอันบุคคลเห็นได้ โดยง่าย (ย่อมเป็น), ส่วนว่า (อ.โทษ) ของตน เป็นโทษอันบุคคลเห็นได้โดยยาก (ย่อมเป็น), เพราะว่า (อ.บุคคล) นั้น ย่อมโปรยลง ซึ่งโทษ ท. (ของชน ท.) เหล่าอื่น ราวกะ (อ.บุคคล ผู้โปรยลงอยู่) ซึ่งแกลบ, แต่ว่า (อ.บุคคล นั้น) ย่อมปกปิด (ซึ่งโทษ) ของตน เพียงดัง อ.นายพรานนก (ปกปิดอยู่) ซึ่งอัตภาพ ด้วยวัตถุเป็นเครื่องปกปิด ดังนี้ ฯ

    "โทษของบุคคลเหล่าอื่นเห็นได้ง่าย, ฝ่ายโทษของ ตนเห็นได้ยาก; เพราะว่า บุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของบุคคลเหล่าอื่น เหมือนบุคคลโปรยแกลบ, แต่ว่าย่อมปกปิด (โทษ) ของตน เหมือนพราน นกปกปิดอัตภาพด้วยเครื่องปกปิดฉะนั้น."

ภาค ๗ สูกรเปตวตฺถุ

ภาค ๗ สูกรเปตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑ หน้า ๖๘–๖๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระนักเทศน์กล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้เลย ท่านครับ อย่าทำอย่างนี้เลย เมื่อพระเถระพูดว่า หยุดเถิดคุณ ได้กลับไปแล้ว ฯ

    อิตโรปิ นิกฺขมิ. เต เอกมคฺเคนาปิ อคนฺตฺวา, เอโก ปจฺฉิมทฺวาเรน มคฺคํ คณฺหิ, เอโก ปุรตฺถิมทฺวาเรน. ธมฺมกถิโก “ภนฺเต มา เอวํ กโรถ, มา เอวํ กโรถาติ วตฺวา “ติฏฺฐาวุโสติ วุตฺเต, นิวตฺติ.

    (อ.พระมหาเถระ) แม้นอกนี้ ออกไปแล้ว ฯ (อ.พระเถระ ท. ๒) เหล่านั้น ไม่ไปแล้ว แม้โดยหนทางเดียวกัน, (อ.พระเถระ) รูปหนึ่ง ถือเอาแล้ว ซึ่งหนทาง โดยประตูในปัจฉิมทิศ, (อ.พระเถระ) รูปหนึ่ง (ถือเอาแล้ว ซึ่งหนทาง) โดยประตูในปุรัตถิมทิศ ฯ อ.พระธรรมกถึก กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจงอย่า กระทำ อย่างนี้, (อ.ท่าน ท.) ขอจงอย่า กระทำ อย่างนี้ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.ท่าน) จงหยุด ดังนี้ (อันพระเถระ ท. ๒ เหล่านั้น) กล่าวแล้ว, กลับแล้ว ฯ

    ถึงพระมหาเถระนอกนี้ก็ได้ออกไป (เหมือนกัน). พระเถระทั้ง ๒ นั้น ไม่ไปแม้โดยหนทางเดียวกัน, รูปหนึ่งถือเอาหนทางโดยประตูด้านปัจฉิมทิศ, รูปหนึ่งถือเอาหนทางโดยประตู ด้านปุรัตถิมทิศ. พระธรรมกถึกกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ อย่าทำอย่างนี้, อย่าทำอย่างนี้" เมื่อพระเถระกล่าวว่า "จงหยุดเถิด คุณ," แล้วกลับ.

  2. ๒

    พระนักเทศน์นั้น วันรุ่งขึ้นเข้าไปบ้านใกล้ (วัด) เมื่อพวกมนุษย์ถามว่า ท่านขอรับ พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้ง ๒ รูป ไปไหน จึงตอบว่า โยม อย่าถามเลย พระเถระผู้เป็นชีต้นของพวกท่าน วันวาน ทำการทะเลาะกันแล้วออกไป (ทั้งคู่) อาตมาแม้ร้องขออยู่ก็ไม่สามารถ (จูงใจ) ให้กลับได้ ฯ ในคนเหล่านั้น คนเบาปัญญาได้นิ่งเงียบ ๆ
    ส่วนคนฉลาดคิดในใจว่า ตลอดเวลาเพียงนี้ พวกเราไม่เคยเห็นข้อผิดพลาดอะไร ๆ ของพระคุณเจ้าผู้เจริญทั้ง ๒ รูป ชะรอยภัยเมื่อเกิดขึ้นแก่ทั้ง ๒ รูปนั้น น่าจักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพระนักเทศน์รูปนี้ ได้เป็นผู้ถึงความเสียใจแล้ว ฯ

    โส ปุนทิวเส ธุรคามํ ปวิฏฺโฐ, มนุสฺเสหิ “ภนฺเต ภทนฺตา กุหินฺติ วุตฺเต, “อาวุโส มา ปุจฺฉถ, ตุมฺหากํ กุลุปกา หิยฺโย กลหํ กตฺวา นิกฺขมึสุ, อหํ ยาจนฺโตปิ นิวตฺเตตุํ นาสกฺขินฺติ อาห. เตสุ พาลา ตุณฺหี อเหสุํ, ปณฺฑิตา ปน “อมฺเหหิ เอตฺตกํ กาลํ ภทนฺตานํ กิญฺจิ ขลิตํ นาม น ทิฏฺฐปุพฺพํ, เตสํ ภยํ อุปฺปชฺชมานํ อิมํ นิสฺสาย อุปฺปนฺนํ ภวิสฺสตีติ โทมนสฺสปฺปตฺตา อเหสุํ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น เข้าไปแล้ว สู่บ้านอันใกล้ ในวันรุ่งขึ้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่านผู้เจริญ ท. (ไปแล้ว) (ในที่) ไหน ดังนี้ อันมนุษย์ ท. กล่าวแล้ว, กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.ท่าน ท.) จงอย่าถาม, (อ.พระเถระ ท.) ผู้เข้าถึงซึ่งตระกูล ของท่าน ท. กระทำแล้ว ซึ่งความทะเลาะกัน ออกไปแล้ว ในวันวาน, อ.เรา แม้อ้อนวอนอยู่ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน (ยังพระเถระ ท.) เหล่านั้น ให้กลับ ดังนี้ ฯ (ในชน ท.) เหล่านั้น หนา อ.คนเขลา ท. เป็นผู้นิ่ง ได้เป็นแล้ว, ส่วนว่า อ.คนฉลาด ท. (คิดแล้ว) ว่า ชื่อ อ.ความพลั้งพลาด อะไร ๆ แห่งท่านผู้เจริญ ท. เป็นโทษ อันเรา ท. ไม่เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้, อ.ภัย เมื่อเกิดขึ้น (แก่ท่านผู้เจริญ ท.) เหล่านั้น เป็นภัยเกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัย (ซึ่งพระธรรมกถึก) นี้ จักเป็น ดังนี้ เป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งความโทมนัส ได้เป็นแล้ว ฯ

    ในวันรุ่งขึ้นพระธรรมกถึกนั้น เข้าไปบ้านใกล้เคียง, เมื่อพวกมนุษย์ กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญทั้ง ๒ ไปไหน ? ขอรับ," กล่าวตอบว่า "คุณ อย่าถามเลย, พระผู้เป็นเจ้าผู้เข้าถึงสกุลของพวกท่าน วานนี้ ทำการทะเลาะกันแล้วออกไป, ฉันแม้ร้องขออยู่ก็ไม่สามารถจะให้กลับ ได้." ในคนเหล่านั้น คนที่โง่เขลาได้นิ่งเสีย, ส่วนคนฉลาดคิดว่า "ชื่อว่าความพลั้งพลาดอะไร ๆ ของท่านผู้เจริญทั้ง ๒ เราทั้งหลาย ไม่เคยเห็นสิ้นกาลประมาณเพียงนี้, ภัยเมื่อเกิดขึ้นแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๒ นั้น คงเกิดขึ้นเพราะอาศัยพระธรรมกถึกรูปนี้ " แล้วได้เป็นผู้ ถึงความเสียใจ.

  3. ๓

    ขึ้นชื่อว่าความสบายใจ พระเถระแม้เหล่านั้นไม่ได้ (รับ) ในที่ที่ไปแล้ว ฯ

    เตปิ เถรา คตฏฺฐาเน จิตฺตสุขํ นาม น ลภึสุ.

    (อ.พระเถระ ท.) แม้เหล่านั้น ไม่ได้แล้ว ชื่อ ซึ่งความสบายแห่งจิต ในที่ (แห่งตน) ไปแล้ว ฯ

    พระมหาเถระแม้เหล่านั้น ไม่ได้ความสบายจิตในที่ ไปแล้ว.

  4. ๔

    พระมหาเถระคิดว่า โอ กรรมหนักภิกษุใหม่ทำแล้ว (เพราะ) เธอได้พูดกะภิกษุผู้จรมา ชื่อที่ตนเห็นเพียงครู่ยามว่า อย่าได้ทำการคบหากับพระมหาเถระรูปนี้นะ ฯ

    มหาเถโร จินฺเตสิ “อโห นวกสฺส ภิกฺขุโน ภาริยํ กมฺมํ กตํ, มุหุตฺตํ ทิฏฺฐํ นาม อาคนฺตุกภิกฺขุํ อาห `มหาเถเรน สทฺธึ สมฺโภคํ มา อกาสีติ.

    อ.พระมหาเถระ คิดแล้ว ว่า โอ อ.กรรม อันหนัก อันภิกษุ ผู้ใหม่ กระทำแล้ว, (อ.ภิกษุ) นั้น กล่าวแล้ว กะภิกษุผู้จรมา ชื่อ ผู้อันตนเห็นแล้ว ครู่หนึ่ง ว่า (อ.ท่าน) อย่า ได้กระทำแล้ว ซึ่งอันคบหา กับ ด้วยพระมหาเถระ (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    พระมหาเถระคิดว่า "โอ ! กรรมของภิกษุใหม่หนัก, (เพราะ) เธอได้พูดกะภิกษุผู้จรมา ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียวว่า ' ท่านอย่าได้ทำการ คบหากันพระมหาเถระ."

  5. ๕

    ฝ่ายพระอนุเถระนอกนี้ ก็ได้คิดว่า โอ พระมหาเถระทำกรรมหนัก ท่านพูดได้กับภิกษุขาจร ชื่อที่ตนเห็นเพียงชั่วครู่ว่า อย่าได้กระทำการสมคบกับพระอนุเถระรูปนี้นะ ฯ

    อิตโรปิ จินฺเตสิ “อโห มหาเถรสฺส ภาริยํ กมฺมํ กตํ, มุหุตฺตํ ทิฏฺฐํ นาม อาคนฺตุกภิกฺขุํ อาห `อิมินา สทฺธึ สมฺโภคํ มา อกาสีติ.

    (อ.พระอนุเถระ) แม้นอกนี้ คิดแล้ว ว่า โอ อ.กรรม อันหนัก อันพระมหาเถระ กระทำแล้ว, (อ.พระมหาเถระ) กล่าวแล้ว กะภิกษุผู้จรมา ชื่อ ผู้อันตนเห็นแล้ว ครู่หนึ่ง ว่า (อ.ท่าน) อย่า ได้กระทำแล้ว ซึ่งอันคบหา กับ ด้วยพระอนุเถระ (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    ถึงพระอนุเถระนอกนี้ก็ได้คิดว่า "โอ ! กรรมของพระมหาเถระหนัก (เพราะ) ท่านได้พูดกะภิกษุผู้จรมา อันตนเห็นแล้วครู่เดียวว่า 'อย่าได้ทำการคบหากับพระอนุเถระนี้."

  6. ๖

    พระเถระทั้งสองรูปเหล่านั้น มิได้มีการท่องบ่น มิได้มีการใส่ใจนึกถึงกัน (อีก) เลย ฯ

    เตสํ เนว สชฺฌาโย น มนสิกาโร อโหสิ.

    อ.การสาธยาย (ได้มีแล้ว) (แก่พระเถระ ท.) เหล่านั้น หามิได้นั่นเทียว ฯ อ.การมนสิการ ได้มีแล้ว (แก่พระเถระ ท. เหล่านั้น) หามิได้ ฯ

    การสาธยายและการทำไว้ในใจมิได้มีแล้วแก่พระเถระทั้ง ๒ นั้น.

  7. ๗

    ล่วงไปได้ ๑๐๐ ปี พระเถระทั้งสองรูปนั้น ได้ไปวิหารแห่งเดียวกันในปัจฉิมทิศ ฯ

    เต วสฺสสตจฺจเยน ปจฺฉิมทิสาย เอกํ วิหารํ อคมํสุ.

    (อ.พระเถระ ท.) เหล่านั้น ได้ไปแล้ว สู่วิหาร แห่งหนึ่ง ในปัจฉิมทิศ โดยอันล่วงไปแห่งร้อยแห่งปี ฯ

    โดยกาลล่วงไป ๑๐๐ ปี พระเถระทั้ง ๒ นั้นได้ไปสู่วิหารแห่งเดียวกันใน ปัจฉิมทิศ.

  8. ๘

    เสนาสนะแห่งเดียวกันเช่นกัน ถึงแก่ท่านทั้งสองนั้น ฯ

    เตสํ เอกเมว เสนาสนํ ปาปุณิ.

    อ.เสนาสนะ เดียวกัน นั่นเทียว ถึงแล้ว (แก่พระเถระ ท.) เหล่านั้น ฯ

    เสนาสนะอันเดียวกันนั่นแล ได้ถึงแก่พระเถระทั้ง ๒ นั้น.

  9. ๙

    เมื่อพระมหาเถระเข้าไปนั่งบนเตียงแล้ว แม้พระอนุเถระนอกนี้ ก็เข้าไป ฯ

    มหาเถเร ปวิสิตฺวา มญฺจเก นิสินฺเน, อิตโรปิ ปาวิสิ.

    ครั้นเมื่อพระมหาเถระ เข้าไปแล้ว นั่งแล้ว บนเตียงน้อย (อ.พระอนุเถระ) แม้นอกนี้ ได้เข้าไปแล้ว ฯ

    เมื่อพระมหาเถระเข้าไปนั่งบนเตียงแล้ว, แม้พระอนุเถระนอกนี้ก็ได้ เข้าไป.

ภาค ๗ สูกรเปตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๒ หน้า ๖๙–๗๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระมหาเถระ พอเห็นพระอนุเถระนั้นเท่านั้น ก็จำได้ ไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ ฯ

    มหาเถโร ตํ ทิสฺวาว สญฺชานิตฺวา อสฺสูนิ สนฺธาเรตุํ นาสกฺขิ.

    อ.พระมหาเถระ เห็นแล้ว (ซึ่งพระอนุเถระ) นั้น เทียว จำได้แล้ว ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันอดกลั้น ซึ่งน้ำตา ท. ฯ

    พระมหาเถระพอเห็นพระอนุเถระนั้นจำได้ ไม่สามารถจะ อดกลั้นน้ำตาไว้ได้.

  2. ๒

    ฝ่ายพระอนุเถระนอกนี้ จำพระมหาเถระนั้นได้มีนัยน์ตาน้ำตาคลอเบ้า ครุ่นคิดว่า เราจะทักหรือไม่ทักหนอแล แล้วคิดได้ว่าข้อนั้น เป็นภาพ (หลอน) ที่ไม่ควรเชื่อ จึงไหว้พระเถระแล้วพูดว่า ท่านขอรับ ผมถือบาตรและจีวรของท่านเที่ยวไปตลอดเวลาเท่านี้ เออ ก็ มรรยาทอันไม่สมควรอะไร ๆ ในทวารทั้ง ๖ มีกายทวารเป็นต้นของกระผม เป็นสิ่งที่ท่านเคยเห็นแล้วหรือ ฯ

    อิตโรปิ มหาเถรํ สญฺชานิตฺวา อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ “กเถมิ นุ โข มา กเถมีติ จินฺเตตฺวา “น ตํ สทฺเธยฺยรูปนฺติ เถรํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต อหํ เอตฺตกํ กาลํ ตุมฺหากํ ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา วิจรึ, อปิ นุ เม กายทฺวาราทีสุ ตุมฺเหหิ กิญฺจิ อสารุปฺปํ ทิฏฺฐปุพฺพนฺติ.

    (อ.พระอนุเถระ) แม้นอกนี้ จำได้แล้ว ซึ่งพระมหาเถระ มีนัยน์ตา ท. อันเต็มแล้ว ด้วยน้ำตา คิดแล้ว ว่า (อ.เรา) จะกล่าว หรือ หนอ แล หรือว่า จงอย่า กล่าว ดังนี้ (คิดแล้ว) ว่า (อ.คำ) นั้น เป็นคำมีรูปอันบุคคลพึงเชื่อ (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ไหว้แล้ว ซึ่งพระเถระ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม ถือเอา ซึ่งบาตรและจีวร ของท่าน ท. เที่ยวไปแล้ว ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้, อ.กรรมอันไม่สมควร อะไร ๆ (ในทวาร ท.) มีกายทวารเป็นต้น ของกระผม เป็นกรรม (อันท่าน ท.) เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) บ้างหรือ หนอ ดังนี้ ฯ

    ถึงพระอนุเถระนอกนี้ ก็จำพระมหาเถระได้ มีนัยน์ตาอันเต็มแล้วด้วยน้ำตา คิดว่า "เราจะพูดหรือไม่พูดหนอแล ?" แล้วคิดว่า "ข้อนั้นไม่ควรเชื่อ" แล้วไหว้พระเถระ กล่าวว่า "ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ผมถือบาตรและจีวรของท่านได้เที่ยวไปตลอดกาลประมาณ เพียงนี้, เออก็ มารยาทอันไม่สมควรอะไร ๆ ในทวารทั้ง ๖ มีกายทวารเป็นต้นของผม อันท่านเคยเห็นแล้วหรือ ?

  3. ๓

    ไม่เคยเห็นเลย คุณ ฯ

    “น ทิฏฺฐปุพฺพํ อาวุโสติ.

    (อ.พระมหาเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ (อ.กรรม อันไม่สมควร นั้น) เป็นกรรม (อันเรา) เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

    พระมหาเถระ. ไม่เคยเห็น ผู้มีอายุ.

  4. ๔

    เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงได้พูดกับพระนักเทศน์ว่า อย่าคบหากับพระอนุเถระรูปนี้นะ ฯ

    “อถ กสฺมา ธมฺมกถิกํ อโวจุตฺถ `มา เอเตน สทฺธึ สมฺโภคํ อกาสีติ.

    (อ.พระอนุเถระ กล่าวแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) (อ.ท่าน ท.) ได้กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน ) อย่าได้ กระทำแล้ว ซึ่งอันคบหา กับ (ด้วยพระอนุเถระ) นั่น (ดังนี้) กะพระธรรมกถึก เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระอนุเถระ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไม ท่านจึงได้พูดกะพระธรรมกถึกว่า 'อย่าได้ทำการคบหากับพระอนุเถระนั่น ?'

  5. ๕

    คุณ ผมมิได้พูดอย่างนี้เลย นัยว่า ในระหว่างเรา คุณก็พูดอย่างนี้ (เหมือนกัน) ฯ

    “นาหํ อาวุโส เอวํ กเถมิ, ตยา กิร มม อนฺตเร เอวํ วุตฺตนฺติ.

    (อ.พระมหาเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อ.เรา ย่อมกล่าว อย่างนี้ หามิได้, ได้ยินว่า (อ.คำ) อย่างนี้ อันท่าน กล่าวแล้ว ในระหว่าง แห่งเรา ดังนี้ ฯ

    พระมหาเถระ. ผู้มีอายุ ผมหาพูดอย่างนั่นไม่, นัยว่า ท่านพูดอย่างนี้ ในระหว่างของเรา.

  6. ๖

    ท่านขอรับ ถึงผม ก็มิได้พูด (เช่นกัน) ฯ

    “อหํปิ ภนฺเต น วทามีติ.

    (อ.พระอนุเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้ อ.กระผม ย่อมไม่กล่าว ดังนี้ ฯ

    พระอนุเถระ. ท่านผู้เจริญ แม้ผมก็มิได้พูด.

  7. ๗

    พระเถระทั้งสองรูปทราบได้ในขณะนั้นว่า เรื่องอย่างนี้ คงจักเป็นสิ่งที่พระนักเทศน์นั่นปรารถนาจะทำลายเราทั้งสองจึงพูดออกไปแล้ว ดังนี้ จึงแสดงโทษกะกันและกันแล้ว ฯ

    เต ตสฺมึ ขเณ “เตน อมฺเห ภินฺทิตุกาเมน เอวํ วุตฺตํ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา อญฺญมญฺญํ อจฺจยํ เทสยึสุ.

    ในขณะ นั้น (อ.พระเถระ) ท. เหล่านั้น รู้แล้ว ว่า (อ.คำ) อย่างนี้ เป็นคำ (อันพระธรรมกถึก) นั้น ผู้ใคร่เพื่ออันทำลาย ซึ่งเรา ท. กล่าวแล้ว จักเป็น ดังนี้ แสดงแล้ว ซึ่งโทษอันเป็นไปล่วงเกิน กะกันและกัน ฯ

    ในขณะนั้น พระเถระทั้ง ๒ นั้น ก็ทราบได้ว่า "พระธรรมกถึกนั้น จึงใคร่ทำลายเราทั้ง ๒ จึงพูดอย่างนั้น" แล้วยังกันและกันให้แสดงโทษแล้ว.

  8. ๘

    พระเถระทั้งสองรูปนั้น ไม่ได้ความโปร่งใจมาเป็น ๑๐๐ ปี เป็นผู้พร้อมเพรียงกันได้ในวันนั้น ชักชวนกันว่า มาเถิด พวกเรา จักคร่าพระนักเทศน์รูปนั้นออกจากวิหารนั้น แล้วหลีกไป ได้ไปถึงวิหารนั้นโดยลำดับ ฯ

    เต วสฺสสตํ จิตฺตสฺสาทํ อลภนฺตา ตํ ทิวสํ สมคฺคา หุตฺวา “อายาม, ตํ ตโต วิหารา นิกฺกฑฺฒิสฺสามาติ ปกฺกมิตฺวา อนุปุพฺเพน ตํ วิหารํ อคมํสุ.

    (อ.พระเถระ ท.) เหล่านั้น ไม่ได้อยู่ ซึ่งความสบายแห่งจิต ตลอดร้อยแห่งปี เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็น ในวัน นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เรา ท.) จงมาเถิด, (อ.เรา ท.) จักคร่าออก (ซึ่งพระธรรมกถึก) นั้น จากวิหาร นั้น ดังนี้ หลีกไปแล้ว ได้ไปแล้ว สู่วิหาร นั้น ตามลำดับ ฯ

    พระเถระทั้ง ๒ นั้น ไม่ได้ความสบายใจตลอด ๑๐๐ ปี เป็นผู้พร้อมเพรียงกันในวันนั้น ชวนกันว่า "มาเถิด, เรา จักคร่าพระธรรมกถึกนั้นออกจากวิหารนั้น" แล้วหลีกไป ได้ถึงวิหาร นั้นโดยลำดับ.

  9. ๙

    ฝ่ายพระนักเทศน์เห็นพระเถระทั้งสองรูป ได้เข้าไปใกล้เพื่อรับบาตรและจีวร ฯ

    ธมฺมกถิโกปิ เถเร ทิสฺวา ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหตุํ อุปคญฺฉิ.

    แม้ อ.พระธรรมกถึก เห็นแล้ว ซึ่งพระเถระ ท. เข้าไปหาแล้ว เพื่ออันรับ ซึ่งบาตรและจีวร ฯ

    แม้พระธรรมกถึกเห็นพระเถระทั้ง ๒ แล้ว เข้าไปใกล้ เพื่อรับบาตรและจีวร.

  10. ๑๐

    พระเถระทั้งสองรูปชี้นิ้วสำทับว่า ท่านเป็นผู้ไม่สมควรจะอยู่ในวิหารแห่งนี้ (อีกต่อไป) ฯ

    เถรา “น ตฺวํ อิมสฺมึ วิหาเร วสิตุํ ยุตฺตรูโปติ อจฺฉรํ ปหรึสุ.

    อ.พระเถระ ท. ดีดแล้ว ซึ่งนิ้วมือ (มีอันให้รู้) ว่า อ.ท่าน เป็นผู้มีรูปอันควรแล้ว เพื่ออันอยู่ในวิหารนี้ (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ (เป็นเหตุ) ฯ

    พระเถระทั้ง ๒ ชี้พูดว่า "ท่านไม่ควรจะอยู่ ในวิหารนี้ (ต่อไป)."

  11. ๑๑

    พระนักเทศน์นั้น ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ จึงหนีออกไปในทันใดนั้นเอง ฯ

    โส สณฺฐาตุํ อสกฺโกนฺโต ตาวเทว นิกฺขมิตฺวา ปลายิ.

    (อ.พระธรรมกถึก) นั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันดำรงอยู่ด้วยดี ออกแล้ว หนีไปแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ฯ

    พระธรรมกถึกนั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ ออกหนี ไปในทันใดนั้นเอง.

  12. ๑๒

    ครั้งนั้นสมณธรรมที่เธอได้ทำไว้ตลอดสองหมื่นปี ไม่สามารถจะรองรับได้ ฯ

    อถ นํ วีสติวสฺสสหสฺสานิ กโต สมณธมฺโม สนฺธาเรตุํ นาสกฺขิ.

    ครั้งนั้น อ.สมณธรรม อัน (อันพระธรรมกถึก) นั้น กระทำแล้ว ตลอดพันแห่งปี ๒๐ ท. ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันทรงไว้พร้อม (ซึ่งพระธรรมกถึก) นั้น ฯ

    ครั้งนั้น สมณธรรมที่เธอบำเพ็ญแล้วสิ้นสองหมื่นปี มิได้อาจเพื่อจะทรงเธอไว้ได้.

  13. ๑๓

    เธอเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในอเวจีมหานรก ถูกไฟไหม้สิ้นพุทธันดรหนึ่ง มีอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้ว เสวยทุกข์อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ในบัดนี้ ฯ

    ตโต จวิตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺโต เอกํ พุทฺธนฺตรํ ปจิตฺวา อิทานิ คิชฺฌกูเฏ วุตฺตปฺปกาเรน อตฺตภาเวน ทุกฺขํ อนุโภติ.

    (อ.พระธรรมกถึก นั้น) เคลื่อนแล้ว (จากอัตภาพ) นั้น บังเกิดแล้ว ในนรกชื่อว่าอเวจี ไหม้แล้ว สิ้นพุทธันดร หนึ่ง เสวยอยู่ ซึ่งทุกข์ ด้วยทั้งอัตภาพ มีประการอันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ที่ภูเขาชื่อว่าคิชฌกูฏ ในกาลนี้ (ดังนี้) ฯ

    เธอเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในอเวจี ไหม้อยู่สิ้นพุทธันดรหนึ่ง มีอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้ว เสวยทุกข์อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏในบัดนี้.

ภาค ๗ มหาธนวาณิชวตฺถุ

ภาค ๗ มหาธนวาณิชวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๒ หน้า ๘๐–๘๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนคร ทรงทราบความคิดของพ่อค้านั้นแล้วทรงทำการแย้มให้ปรากฏพระอานนทเถระทูลถามเหตุแห่งการแย้มแล้ว จึงตรัสว่า อานนท์ เธอเห็นพ่อค้าผู้มีทรัพย์มากไหม ฯ

    สตฺถา นคเร ปิณฺฑาย จรนฺโต ตสฺส จิตฺตํ ญตฺวา สิตํ ปาตุกริตฺวา อานนฺทตฺเถเรน สิตการณํ ปุฏฺโฐ อาห “ทิฏฺโฐ เต อานนฺท มหาธนวาณิโชติ.

    อ.พระศาสดา เสด็จเที่ยวไปอยู่ ในนคร เพื่อบิณฑะ ทรงทราบแล้ว ซึ่งจิต (ของพ่อค้า) นั้น ทรงกระทำ ซึ่งการแย้ม ให้ปรากฏแล้ว ผู้ อันพระเถระชื่อว่าอานนท์ ทูลถามแล้ว ซึ่งเหตุแห่งอันแย้ม ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ อ.พ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก อันเธอ เห็นแล้ว หรือ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนคร ทรงทราบจิต (ความคิด) ของเขาแล้ว ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ, พระ อานนทเถระทูลถามเหตุแห่งการทรงยิ้มแย้ม จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอ เห็นพ่อค้ามีทรัพย์มากหรือ ?"

  2. ๒

    เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “อาม ภนฺเตติ.

    (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    อานนท์. เห็น พระเจ้าข้า.

  3. ๓

    เขาไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของตน จึงได้ทำความคิดเพื่อจะอยู่ขายสิ่งของในที่นี้แหละตลอดปีนี้ ฯ

    “โส อตฺตโน ชีวิตนฺตรายํ อชานิตฺวา อิมํ สํวจฺฉรํ อิเธว วสิตฺวา ภณฺฑํ วิกฺกีณิตุํ จิตฺตํ อกาสีติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า (อ.พ่อค้า) นั้น ไม่รู้แล้ว ซึ่งอันตราย แห่งชีวิต ของตน ได้กระทำแล้ว ซึ่งจิต เพื่ออัน อยู่ ขาย ซึ่งภัณฑะ (ในที่) นี้นั่นเทียว ตลอดปี นี้ ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา. เขาไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของตน จึงได้ตั้งจิตเพื่ออยู่ ขายสิ่งของในที่นี้แหละตลอดปีนี้.

  4. ๔

    ก็อันตรายจักมีแก่เขาหรือ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    “กึ ปนสฺส ภนฺเต อนฺตราโย ภวิสฺสตีติ.

    (อ.พระเถระ ทูลถามแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ อ.อันตราย จักมี (แก่พ่อค้า) นั้น หรือ ดังนี้ ฯ

    อานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีแก่เขาหรือ ?

  5. ๕

    พระบรมศาสดาตรัสว่า เออ อานนท์ เขาจักเป็นอยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น แล้วดำรงอยู่ในทางแห่งความตาย ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

    สตฺถา “อาม อานนฺท สตฺตาหเมว ชีวิตฺวา โส มจฺจุมุเข ปติฏฺฐหิสฺสตีติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนอานนท์ เออ (อ.พ่อค้า) นั้น เป็นอยู่แล้ว ตลอดวัน ๗ นั่นเทียว จักตั้งอยู่เฉพาะ ที่ปากแห่งความตาย ดังนี้ ได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา ท. เหล่านี้ ว่า

    พระศาสดาตรัสว่า "เออ อานนท์ เขาเป็นอยู่ได้ตลอด ๗ วัน เท่านั้น ก็จักตั้งอยู่ในปากแห่งมัจจุ (ตาย)" ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิต พระคาถาเหล่านี้ว่า :-

  6. ๖

    ความเพียรเครื่องเผากิเลส ควรทำในวันนี้ทีเดียว
    ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตาย จักมีในวันพรุ่งนี้
    เพราะว่า ความผัดเพี้ยนด้วยความตายซึ่งมีเสนา
    มากนั้น ไม่มีแก่พวกเธอ มุนีผู้สงบ ย่อมเรียก
    บุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนั้น ผู้มีความเพียร
    ผู้ไม่เกียจคร้าน ตลอดกลางวันและกลางคืน
    นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้ ฯ

    “อชฺเชว กิจฺจํ อาตปฺปํ, โก ชญฺญา `มรณํ สุเว,’ น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา; เอวํ วิหารึ อาตาปึ อโหรตฺตมตนฺทิตํ ตํ เว `ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนีติ.

    อ.ความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้ร้อนทั่ว (อันบุคคล) พึงกระทำ ในวันนี้นั่นเทียว, อ.ใคร พึงรู้ ว่า อ.ความตาย (จักมี) ในวันพรุ่ง (ดังนี้), ก็ อ.ความผัดเพี้ยน ด้วยมัจจุ อันมีเสนาหมู่ใหญ่ นั้น (มีอยู่) แก่เรา ท. หามิได้, อ.มุนี ผู้สงบแล้ว ย่อมเรียก (ซึ่งบุคคล) ผู้มีอันอยู่ อย่างนี้ เป็นปกติ ผู้มีความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้ร้อนทั่ว ผู้ไม่เกียจคร้านแล้ว ตลอดวันและคืน นั้น แล ว่า เป็นผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ ดังนี้ ดังนี้ ฯ

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลส ควรทำในวันนี้ ทีเดียว, ใครพึงรู้ได้ว่า ' ความตายจะมีในวัน พรุ่งนี้,' เพราะว่า ความผัดเพี้ยนด้วยความตายซึ่งมีเสนาใหญ่นั้น ไม่มีเลย;๑ มุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนั้น มีความเพียร ไม่เกียจคร้าน ตลอดกลางวันและ กลางคืน นั้นแลว่า 'ผู้มีราตรีเดียวเจริญ.๒"

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒ หน้า ๘๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เมืองไพศาลีได้เป็นเมืองมั่งคั่งกว้างขวาง มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น ฯ

    เอกสฺมึ หิ สมเย เวสาลี อิทฺธา อโหสิ ผีตา พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในสมัยหนึ่ง อ.เมืองชื่อว่าไพสาลี เป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นเมืองกว้างขวาง เป็นเมืองมีชนมาก เป็นเมืองมีมนุษย์เกลื่อนกล่นแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ

    ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เมืองไพศาลีได้เป็นเมืองมั่งคั่ง กว้างขวาง มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น.

  2. ๒

    ก็ในเมืองไพศาลีนั้น ได้มีกษัตริย์ครอบครองราชสมบัติตามวาระกันถึง ๗,๗๐๗ พระองค์ ฯ

    ตตฺถ หิ วาเรน รชฺชํ กโรนฺตานํ ขตฺติยานํเยว สตฺตสตาธิกานิ สตฺต สหสฺสานิ สตฺต จ ขตฺติยา อเหสุํ.

    ก็ อ.พัน ท. ๗ อันยิ่งด้วยร้อย ๗ แห่งกษัตริย์ ท. นั่นเทียว ผู้ทรงกระทำอยู่ ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ตามวาระ ด้วย อ.กษัตริย์ ท. ๗ ด้วย ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อว่า ไพสาลี นั้น ฯ

    ก็ในเมืองไพศาลีนั้นได้มี กษัตริย์ครอบครองราชสมบัติตามวาระกันถึงเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดพระองค์.

  3. ๓

    ปราสาทเพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของกษัตริย์เหล่านั้น ก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน เรือนยอดก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน สถานที่รื่นรมย์และสระโบกขรณี เพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับอยู่ในพระราชอุทยาน ก็ได้มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน ฯ

    เตสํ วสนตฺถาย ตตฺตกาเยว ปาสาทา, ตตฺตกาเนว กูฏาคารานิ; อุยฺยาเน วิหารตฺถาย ตตฺตกาเยว อารามา จ โปกฺขรณิโย จ อเหสุํ.

    อ.ปราสาท ท. มีประมาณเท่านั้นนั่นเทียว (ได้มีแล้ว) เพื่อประโยชน์แก่อันประทับอยู่ (แห่งกษัตริย์ ท.) เหล่านั้น, อ.เรือนอันประกอบแล้วด้วยยอด ท. มีประมาณเท่านั้นนั่นเทียว (ได้มีแล้ว เพื่อประโยชน์แก่อันประทับอยู่ แห่งกษัตริย์ ท. เหล่านั้น); อ.สวน ท. มีประมาณเท่านั้นนั่นเทียว ด้วย อ.สระโบกขรณี ท. (มีประมาณเท่านั้นนั่นเทียว) ด้วย ได้มีแล้ว เพื่อประโยชน์แก่อันประทับอยู่ ในอุทยาน ฯ

    ปราสาทเพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของกษัตริย์เหล่านั้น ก็มีประมาณ เท่านั้นเหมือนกัน, เรือนยอดก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน; สถานที่ รื่นรมย์และสระโบกขรณี เพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับอยู่ในพระราชอุทยาน ก็ได้มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน.

  4. ๔

    โดยสมัยต่อมา เมืองไพศาลีนั้น ได้เป็นเมืองมีภิกษาหาได้ยากข้าวกล้าเสียหาย ฯ

    สา อปเรน สมเยน ทุพฺภิกฺขา อโหสิ ทุสฺสสฺสา.

    โดยสมัย อื่นอีก (อ.เมืองชื่อว่าไพสาลี) นั้น เป็นเมืองมีภิกษา อันบุคคลหาได้โดยยาก เป็นเมืองมีข้าวกล้าอันบุคคลหาได้โดยยาก ได้เป็นแล้ว ฯ

    โดยสมัยอื่นอีก เมืองไพศาลีนั้นได้เป็นเมืองมีภิกษาหาได้ยาก ข้าวกล้าเสียหาย.

  5. ๕

    ทีแรกพวกมนุษย์ที่ยากจน ในเมืองไพศาลีนั้น ได้ตายไป เพราะโทษคือความหิว ฯ

    ตตฺถ ฉาตกโทเสน ปฐมํ ทุคฺคตมนุสฺสา กาลมกํสุ.

    อ.มนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ท. (ในเมืองชื่อว่าไพสาลี) นั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ ก่อน เพราะโทษคือความหิว ฯ

    ทีแรกพวกมนุษย์ที่ขัดสนในเมืองไพศาลีนั้น ได้ตายแล้ว (มากกว่ามาก) เพราะโทษคือความหิว

  6. ๖

    พวกอมนุษย์ก็เข้าสู่พระนคร เพราะกลิ่นซากศพของมนุษย์เหล่านั้นที่ถูกทอดทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ ฯ

    เตสํ ตตฺถ ตตฺถ ฉฑฺฑิตานํ กุณปานํ คนฺเธน อมนุสฺสา นครํ ปวิสึสุ.

    อ.อมนุษย์ ท. เข้าไปแล้ว สู่เมือง เพราะกลิ่น แห่งซากศพ ท. (ของมนุษย์ ท.) เหล่านั้น อัน อันบุคคลทิ้งแล้ว (ในที่) นั้น ๆ ฯ

    พวกอมนุษย์ก็เข้าไปสู่พระนคร เพราะกลิ่นซากศพของมนุษย์เหล่านั้นอันเขาทิ้งไว้ในที่ นั้น ๆ,

  7. ๗

    มนุษย์ทั้งหลายได้ตายไปมากกว่ามาก เพราะอุปัทวะที่เกิดจากพวกอมนุษย์ ฯ

    อมนุสฺสุปทฺทเวน พหุตรา กาลมกํสุ.

    (อ.มนุษย์ ท.) มากกว่า ได้กระทำแล้ว ซึ่งกาละ เพราะอุปัทวะแต่อมนุษย์ ฯ

    มนุษย์ทั้งหลายได้ตายมากกว่ามาก เพราะอุปัทวะที่เกิดจาก อมนุษย์.

  8. ๘

    อหิวาตกโรคเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะความปฏิกูลด้วยกลิ่นศพแห่งมนุษย์เหล่านั้น ฯ

    เตสํ กุณปคนฺธปฏิกูลตาย สตฺตานํ อหิวาตกโรโค อุปฺปชฺชิ.

    อ.อหิวาตกโรค เกิดขึ้นแล้ว แก่สัตว์ ท. เพราะความที่ (แห่งเมืองชื่อว่า ไพสาลี) เป็นเมืองปฏิกูลด้วยกลิ่นแห่งซากศพ (ของมนุษย์ ท.) เหล่านั้น ฯ

    อหิวาตกโรคเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะความปฏิกูล ด้วยกลิ่นศพแห่งมนุษย์เหล่านั้น.

  9. ๙

    ภัย ๓ อย่าง คือ ภัยเกิดแต่ภิกษาหาได้ยาก ๑ ภัยเกิดแต่มนุษย์ ๑ ภัยเกิดแต่โรค ๑ เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เอวํ “ทุพฺภิกฺขภยํ อมนุสฺสภยํ โรคภยนฺติ ตีณิ ภยานิ อุปฺปชฺชึสุ.

    อ.ภัย ท. ๓ คือ อ.ภัยแต่ภิกษาอันบุคคลหาได้โดยยาก อ.ภัยแต่อมนุษย์ อ.ภัยแต่โรค เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    ภัย ๓ อย่าง คือ "ภัยเกิดแต่ภิกษา หาได้ยาก ๑ ภัยเกิดแต่มนุษย์ ๑ ภัยเกิดแต่โรค ๑" เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

  10. ๑๐

    ชาวพระนครประชุมกันแล้ว กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นแล้วในพระนครนี้ ในกาลก่อนแต่กาลนี้ จนถึงพระราชาชั้นที่ ๗ ชื่อว่าภัยแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่า ในรัชกาลของพระราชา ผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ภัยแบบนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น ฯ

    นครวาสิโน สนฺนิปติตฺวา ราชานํ อาหํสุ “มหาราช อิมสฺมึ นคเร ตีณิ ภยานิ อุปฺปนฺนานิ, อิโต ปุพฺเพ ยาว สตฺตมา ราชปริวฏฺฏา เอวรูปํ ภยํ นาม น อุปฺปนฺนปุพฺพํ; ธมฺมิกราชูนํ หิ กาเล เอวรูปํ ภยํ น อุปฺปชฺชตีติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในนครโดยปกติ ประชุมกันแล้ว กราบทูลแล้ว กะพระราชา ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.ภัย ท. ๓ เกิดขึ้นแล้ว ในเมือง นี้, ชื่อ อ.ภัย มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นภัยไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อน (แต่กาล) นี้ เพียงใด แต่อันเวียนรอบแห่งพระราชา ที่ ๗ (ย่อมเป็น), เพราะว่า อ.ภัย มีอย่างนี้เป็นรูป จะไม่เกิดขึ้น ในกาล แห่งพระราชาผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรม ท. ดังนี้ ฯ

    ชาวนครประชุมกันแล้ว กราบทูลพระราชาว่า "มหาราช ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นแล้วในพระนครนี้, ในกาลก่อนแต่กาลนี้ จงถึง พระราชาชั้นที่ ๗ ชื่อว่าภัยเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว; เพราะว่า ในรัชการของพระราชาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ภัยเห็นปานนี้ย่อมไม่ เกิดขึ้น."

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๗ ข้อ ๑ หน้า ๘๗–๘๘ ซ้ำกับ พ.ศ. ๒๕๔๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ชาวเมืองประชุมกันแล้วกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ในพระนครนี้ เกิดภัย ๓ อย่างขึ้นแล้ว ก่อนแต่นี้เวียนมาถึงรัชกาลที่ ๗ ไม่เคยเกิดชื่อว่าภัยแบบนี้เลย เพราะว่า ในรัชกาลของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรมทั้งหลาย จะไม่เกิดภัยแบบนี้ ฯ

    นครวาสิโน สนฺนิปติตฺวา ราชานํ อาหํสุ “มหาราช อิมสฺมึ นคเร ตีณิ ภยานิ อุปฺปนฺนานิ, อิโต ปุพฺเพ ยาว สตฺตมา ราชปริวฏฺฏา เอวรูปํ ภยํ นาม น อุปฺปนฺนปุพฺพํ; ธมฺมิกราชูนํ หิ กาเล เอวรูปํ ภยํ น อุปฺปชฺชตีติ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในนครโดยปกติ ประชุมกันแล้ว กราบทูลแล้ว กะพระราชา ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.ภัย ท. ๓ เกิดขึ้นแล้ว ในเมือง นี้, ชื่อ อ.ภัย มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นภัยไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อน (แต่กาล) นี้ เพียงใด แต่อันเวียนรอบแห่งพระราชา ที่ ๗ (ย่อมเป็น), เพราะว่า อ.ภัย มีอย่างนี้เป็นรูป จะไม่เกิดขึ้น ในกาล แห่งพระราชาผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรม ท. ดังนี้ ฯ

    ชาวนครประชุมกันแล้ว กราบทูลพระราชาว่า "มหาราช ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นแล้วในพระนครนี้, ในกาลก่อนแต่กาลนี้ จงถึง พระราชาชั้นที่ ๗ ชื่อว่าภัยเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว; เพราะว่า ในรัชการของพระราชาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ภัยเห็นปานนี้ย่อมไม่ เกิดขึ้น."

  2. ๒

    พระเจ้าแผ่นดิน รับสั่งให้จัดประชุมชาวพระนครในท้องพระโรงแล้วตรัสว่า ถ้า ภาพที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรมของเรามีอยู่ไซร้ พวกท่าน จงตรวจสอบดูถึงพฤติกรรมนั้นเถิด ฯ

    ราชา สณฺฐาคาเร สพฺเพสํ สนฺนิปาตํ กาเรตฺวา “สเจ เม อธมฺมิกภาโว อตฺถิ, ตํ วิจินถาติ อาห.

    อ.พระราชา (ทรงยังราชบุรุษ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งการประชุม (แห่งชน ท.) ทั้งปวง ในท้องพระโรง ตรัสแล้ว ว่า ถ้าว่า อ.ความที่ แห่งเรา เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มีอยู่ ไซร้, อ.ท่าน ท. จงตรวจดู (ซึ่งโทษ) นั้น เถิด ดังนี้ ฯ

    พระราชารับสั่งให้ทำการประชุมแห่งชนทั้งปวงในท้องพระโรง แล้วตรัสว่า "ถ้าว่าความไม่ทรงธรรมของเรามีอยู่ไซร้, ท่านทั้งหลาย จงตรวจดูซึ่งเหตุนั้น."

  3. ๓

    ชาวเมืองไพศาลี ต่างช่วยกันตรวจสอบดูประเพณีทุกอย่าง ไม่พบข้อเสียหายอะไร ๆ ของพระเจ้าแผ่นดิน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ไม่มีข้อเสียหาย(อันใด)จึงปรึกษากันว่า ภัยของพวกเรานี้ จะพึงถึงความสงบได้อย่างไรหนอแล ฯ

    เวสาลีวาสิโน สพฺพํ ปเวณึ วิจินนฺตา รญฺโญ กญฺจิ โทสํ อทิสฺวา “มหาราช นตฺถิ เต โทโสติ วตฺวา “กถนฺนุ โข อิทํ อมฺหากํ ภยํ วูปสมํ คจฺเฉยฺยาติ มนฺตยึสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าไพสาลีโดยปกติ ตรวจดูอยู่ ซึ่งประเพณี ทั้งปวง ไม่เห็นแล้ว ซึ่งโทษ อะไร ๆ ของพระราชา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อ.โทษ ของพระองค์ ย่อมไม่มี ดังนี้ ปรึกษากันแล้ว ว่า อ.ภัย ของเรา ท. นี้ พึงถึง ซึ่งอันเข้าไปสงบวิเศษ อย่างไร หนอ แล ดังนี้ ฯ

    ชาวเมืองไพศาลีตรวจดูประเพณีทุกอย่าง ไม่เห็นโทษอะไร ๆ ของพระราชา จึงกราบทูลว่า "มหาราช โทษของ พระองค์ไม่มี" จึงปรึกษากันว่า "อย่างไรหนอแล ภัยของพวกเรานี้ พึงถึงความสงบ ?"

  4. ๔

    บรรดาคนเหล่านั้น เมื่อบางพวกเสนอว่า ภัย จะพึงถึงความสงบได้ ด้วยการบัดพลี ด้วยการบวงสรวง ด้วยการทำสิ่งอันเป็นมงคล ทุกคน จึงช่วยกันทำพิธีนั้น (ครบ) แม้ทุกวิธี ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ ฯ

    ตตฺถ เอกจฺเจหิ “พลิกมฺเมน อายาจนาย มงฺคลกิริยายาติ วุตฺเต, สพฺพมฺปิ ตํ วิธึ กตฺวา ปฏิพาหิตุํ นาสกฺขึสุ.

    (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.ภัย พึงถึง ซึ่งอันเข้าไปสงบวิเศษ) ด้วยพลีกรรม ด้วยอันบวงสรวง ด้วยอันกระทำซึ่งมงคล ดังนี้ (ในชน ท.) เหล่านั้น หนา (อันชน ท.) บางพวก กล่าวแล้ว, (อ.ชน ท.) กระทำแล้ว ซึ่งวิธี นั้น แม้ทั้งปวง ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออันห้าม ฯ

    บรรดาชนเหล่านั้น เมื่อบางพวกกล่าวว่า "ภัยพึง ถึงความสงบ ด้วยการพลีกรรม ด้วยการบวงสรวง ด้วยการกระทำ มงคล," ชนเหล่านั้นทำพิธีนั้นทั้งหมด ก็ไม่อาจป้องกันได้.

  5. ๕

    พวกอื่นพากันพูดอย่างนี้ว่า ครูทั้งหกมีอานุภาพมาก พอเมื่อครูทั้งหกมาในที่นี้แล้ว ภัยก็จะพึงระงับไป ฯ

    อญฺเญ เอวมาหํสุ “ฉ สตฺถาโร มหานุภาวา, เตสุ อิธาคตมตฺเตสุ, ภยํ วูปสเมยฺยาติ.

    (อ.ชน ท.) เหล่าอื่น กล่าวแล้ว อย่างนี้ ว่า อ.ครู ท. ๖ เป็นผู้มี อานุภาพใหญ่ (ย่อมเป็น) (ครั้นเมื่อครู ท. ๖) เหล่านั้น เป็นผู้สักว่า มาแล้ว (ในที่) นี้ (มีอยู่) อ.ภัย พึงเข้าไปสงบวิเศษ ดังนี้ ฯ

    ชนพวกอื่นกล่าวกันอย่างนี้ว่า "ครูทั้ง ๖ มีอานุภาพมาก, พอเมื่อครูทั้ง ๖ มาในที่นี้แล้ว, ภัยพึงสงบไป."

  6. ๖

    อีกพวกหนึ่ง เอ่ยขึ้นมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์ทุกหมู่เหล่า เมื่อพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้ ภัยเหล่านี้ จะถึงความสงบได้แน่ ฯ

    อปเร “สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน, โส หิ ภควา สพฺพสตฺตหิตาย ธมฺมํ เทเสสิ มหิทฺธิโก มหานุภาโว; ตสฺมึ อิธาคเต, อิมานิ ภยานิ วูปสมํ คจฺเฉยฺยุนฺติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) เหล่าอื่นอีก กล่าวแล้ว ว่า อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก, ก็ (อ.พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์) นั้น เป็นผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้มีอานุภาพมาก (เป็น) ทรงแสดงแล้ว ซึ่งธรรม เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง; (ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า) พระองค์นั้น เสด็จมาแล้ว (ในที่) นี้ อ.ภัย ท. เหล่านี้ พึงถึง ซึ่งอันเข้าไปสงบวิเศษ ดังนี้ ฯ

    อีกพวกหนึ่ง กล่าวว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ทรงแสดงธรรมเพื่อ ประโยชน์แก่สรรพสัตว์; เมื่อพระองค์เสด็จมาในที่นี้แล้ว, ภัยเหล่านี้ พึงถึงความสงบได้."

  7. ๗

    ชาวพระนครแม้ทั้งหมด ยินดี(กับ)ข้อเสนอของคนเหล่านั้น จึงพูดขึ้นมาว่า บัดเดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอแล ฯ

    เตสํ วจนํ สพฺเพปิ อภินนฺทิตฺวา “กหํ นุ โข โส ภควา เอตรหิ วิหรตีติ อาหํสุ.

    (อ.ชน ท.) แม้ทั้งปวง เพลิดเพลินยิ่งแล้ว ซึ่งคำ (ของชน ท.) เหล่านั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า (พระองค์) นั้น ย่อมประทับอยู่ (ในที่) ไหน หนอ แล ในกาลนี้ ดังนี้ ฯ

    ชนแม้ทุกจำพวกชอบใจถ้อยคำของชนเหล่านั้น แล้ว กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้พระผู้มีพระภาคองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ ไหนหนอแล ?"

  8. ๘

    ก็ในเวลานั้น เมื่อใกล้จะถึงวันเข้าพรรษาแล้ว พระบรมศาสดา ประทานคำปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสารแล้วเสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ฯ

    ตทา ปน สตฺถา อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย รญฺโญ พิมฺพิสารสฺส ปฏิญฺญํ ทตฺวา เวฬุวเน วิหรติ.

    ก็ ในกาลนั้น ครั้นเมื่อดิถีเป็นที่นำเข้าไปใกล้ซึ่งกาลฝน ตั้งใกล้แล้ว อ.พระศาสดา ประทานแล้ว ซึ่งปฏิญญา แก่พระราชา พระนามว่า พิมพิสาร ย่อมประทับอยู่ ในพระเวฬุวัน ฯ

    ก็ในกาลนั้น เมื่อดิถีเป็นที่เข้าจำพรรษาใกล้เข้ามาแล้ว, พระศาสดาทรงประทานปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสาร แล้วเสด็จอยู่ในพระ เวฬุวัน.

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๗ ข้อ ๒ หน้า ๘๘–๘๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ โดยสมัยนั้น เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ ผู้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกับพระเจ้าพิมพิสาร ในสมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร ประทับนั่งอยู่แล้ว
    ใกล้บริษัทนั้น ฯ

    เตน จ สมเยน พิมฺพิสารสฺส สมาคเม พิมฺพิสาเรน สทฺธึ โสตาปตฺติผลํ ปตฺโต มหาลิ นาม ลิจฺฉวิ ตสฺสํ ปริสาย สนฺติเก นิสินฺโน โหติ.

    ก็ โดยสมัย นั้น อ.เจ้าลิจฉวี พระนามว่า มหาลิ ผู้ทรงบรรลุแล้ว ซึ่งโสดาปัตติผล กับ ด้วยพระเจ้าพิมพิสาร ในสมาคม ของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นผู้ประทับนั่งแล้ว ในสำนัก ของบริษัท (ในเมืองชื่อว่าไพสาลี) นั้น ย่อมเป็น ฯ

    ก็โดยสมัยนั้น เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลี ทรงบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมด้วยพระเจ้าพิมพิสารในสมาคมแห่งพระเจ้าพิมพิสาร ประทับ นั่งในที่ใกล้แห่งบริษัทนั้น.

  2. ๒

    ชาวเมืองไพศาลี ตระเตรียมเครื่องบรรณาการใหญ่หลวง ส่งเจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิและบุตรของท่านที่ปรึกษาราชสำนัก โดยขอร้องว่า ท่านทั้งสอง ตกลงกะพระเจ้าพิมพิสารแล้วทูลนิมนต์พระบรมศาสดาเสด็จมาในพระนครนี้ ฯ

    เวสาลีวาสิโน มหนฺตํ ปณฺณาการํ สชฺเชตฺวา “ราชานํ พิมฺพิสารํ สญฺญาเปตฺวา สตฺถารํ อิธ อาเนถาติ มหาลิญฺเจว ลิจฺฉวึ ปุโรหิตปุตฺตญฺจ ปหิณึสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองชื่อว่าไพสาลีโดยปกติ จัดแจงแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการ อันใหญ่ ส่งไปแล้ว ซึ่งเจ้าลิจฉวี พระนามว่ามหาลิด้วย นั่นเทียว ซึ่งบุตรของปุโรหิต ด้วย (ด้วยคำ) ว่า (อ.ท่าน ท.) ทูล ยัง พระราชา พระนามว่าพิมพิสาร ให้ทรงทราบด้วยดีแล้ว จงนำเสด็จมา ซึ่งพระศาสดา (ในที่) นี้ ดังนี้ ฯ

    ชาวเมืองไพศาลี ตระเตรียมบรรณาการ ใหญ่ ส่งเจ้ามหาลีลิจฉวีและบุตรของปุโรหิตไปด้วยสั่งว่า "ท่าน ทั้งหลาย จงยังพระเจ้าพิมพิสารให้ยินยอมแล้ว นำพระศาสดามาใน พระนครนี้."

  3. ๓

    ท่านทั้งสองนั้น ไปแล้วถวายเครื่องบรรณาการแด่พระราชาทูลให้ทรงทราบถึงเรื่องราวนั้นแล้วขอร้องว่า มหาราชเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดส่งเสด็จพระบรมศาสดาไปยังพระนครแห่งข้าพระองค์บ้าง ฯ

    เต คนฺตฺวา รญฺโญ ปณฺณาการํ ทตฺวา ตํ ปวตฺตึ นิเวเทตฺวา “มหาราช สตฺถารํ อมฺหากํ นครํ เปเสถาติ ยาจึสุ.

    (อ.บุคคล ท. ๒) เหล่านั้น ไปแล้ว ถวายแล้ว ซึ่งเครื่องบรรณาการ แก่พระราชา (ทูลยังพระราชา) ให้ทรงทราบแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น ทูลวิงวอนแล้ว ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรง ส่งไป ซึ่งพระศาสดา สู่เมือง ของข้าพระองค์ ท. เถิด ดังนี้ ฯ

    เจ้ามหาลีลิจฉวีและบุตรปุโรหิตเหล่านั้นไปแล้ว ถวายบรรณาการแด่พระราชา กราบทูลความเป็นไปนั้นให้ทรงทราบแล้ว อ้อนวอนว่า "มหาราช ของพระองค์ทรงส่งพระศาสดาไปยังพระนคร แห่งข้าพระองค์."

  4. ๔

    พระราชาตรัสว่า พวกท่านนั่นแล จงรู้เอาเองเถิด ไม่ทรงรับรอง(คำขอ)แล้ว ฯ

    ราชา “ตุมฺเหว ชานาถาติ น สมฺปฏิจฺฉิ.

    อ.พระราชา (ตรัสแล้ว) ว่า อ.ท่าน ท. เทียว จงรู้ (เอง) เถิด ดังนี้ ไม่ทรงรับพร้อมแล้ว ฯ

    พระราชา ตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงรู้เอาเองเถิด" แล้วไม่ ทรงรับ (บรรณาการนั้น).

  5. ๕

    ท่านเหล่านั้น พากันไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลขอร้องว่า พระพุทธเจ้าข้า ในเมืองไพศาลีเกิดภัย ๓ อย่างขึ้นแล้ว ภัยเหล่านั้น เมื่อพระองค์เสด็จไป จักสงบได้ ขออัญเชิญเสด็จเถิด พระพุทธเจ้าข้า จักไป(ด้วยกัน) ฯ

    เต ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ยาจึสุ “ภนฺเต เวสาลิยํ ตีณิ ภยานิ อุปฺปนฺนานิ, ตานิ, ตุมฺเหสุ คเตสุ, วูปสเมสฺสนฺติ,เอถ ภนฺเต, คจฺฉามาติ.

    (อ.บุคคล ท. ๒) เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ทูลวิงวอนแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ภัย ท. ๓ เกิดขึ้นแล้ว ในเมืองชื่อว่าไพสาลี, (อ.ภัย ท.) เหล่านั้น ครั้นเมื่อพระองค์ ท. เสด็จไปแล้ว จักเข้าไปสงบวิเศษ, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงเสด็จมาเถิด, (อ.เรา ท.) จงไปกันเถิด ดังนี้ ฯ

    ชนเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้ว ทูลอ้อนวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเมืองไพศาลี เกิดภัย ๓ อย่าง, เมื่อพระองค์เสด็จไป, ภัยเหล่านั้นก็สงบ, เชิญ เสด็จเถิด พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไป."

  6. ๖

    พระบรมศาสดา สดับคำของท่านเหล่านั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญดู ก็ทรงทราบว่า ในพระนครไพศาลี เมื่อเราสวดรัตนสูตร ความคุ้มครองจักแผ่ไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล ในเวลาจบพระสูตร การบรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน และภัยทั้งหลายนั้น ก็จักสงบไป จึงทรงรับคำ(นิมนต์)ของท่านเหล่านั้น ฯ

    สตฺถา เตสํ วจนํ สุตฺวา อาวชฺชนฺโต “เวสาลิยํ รตนสุตฺเต วุตฺเต, สารกฺขา จกฺกวาฬานํ โกฏิสตสหสฺสํ ผริสฺสติ, สุตฺตปริโยสาเน จตุราสีติยา ปาณสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย ภวิสฺสติ, ตานิ ภยานิ วูปสมิสฺสนฺตีติ ญตฺวา เตสํ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิ.

    อ.พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งคำ (ของบุคคล ท. ๒) เหล่านั้น ทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบแล้ว ว่า ครั้นเมื่อ รัตนสูตร (อันเรา) กล่าวแล้ว ในเมืองชื่อว่าไพสาลี, (อ.อาชญา) อันเป็นไปด้วยอันรักษาทั่ว จักแผ่ไป ตลอดแสนแห่งโกฏิ แห่งจักรวาล ท., ในกาลเป็นที่สุดลงรอบแห่งพระสูตร อ.อันรู้ตลอดเฉพาะซึ่งธรรม จักมี แก่พันแห่ง สัตว์มีปราณ ท. ๘๔, อ.ภัย ท. เหล่านั้น จักเข้าไปสงบวิเศษ ดังนี้ ทรงรับพร้อมแล้ว ซึ่งคำ (ของบุคคล ท. ๒) เหล่านั้น ฯ

    พระศาสดาทรงสดับคำของชนเหล่านั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทรงทราบว่า "ใน เมืองไพศาลี เมื่อเราสวดรตนสูตร, อาชญาจักแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล, ในกาลจบพระสูตร การบรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่ พัน, ภัยเหล่านั้นก็จักสงบไป" แล้วทรงรับถ้อยคำของชนเหล่านั้น.

  7. ๗

    พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสดับว่า ข่าวว่า พระศาสดาทรงรับ(นิมนต์) การเสด็จไปเมืองไพศาลี รับสั่งให้แถลงข่าวทั่วพระนคร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลถามว่า พระองค์รับ(นิมนต์) การเสด็จไปเมืองไพศาลีหรือพระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร จึงกราบทูลว่า ถ้ากระนั้น โปรดชะลอไว้ ก่อน(สักระยะ)พระพุทธเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมขอตระเตรียมหนทางก่อน รับสั่งให้ปราบพื้นที่ ๕ โยชน์ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับแม่น้ำคงคา ให้ราบเรียบ ให้จัดแจงวิหารทีละโยชน์แล้วกราบทูลถึงเวลาที่จะเสด็จแด่พระบรมศาสดา ฯ

    ราชา พิมฺพิสาโร “สตฺถารา กิร เวสาลีคมนํ สมฺปฏิจฺฉิตนฺติ สุตฺวา นคเร โฆสนํ กาเรตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา “กึ ภนฺเต เวสาลีคมนํ สมฺปฏิจฺฉิตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา, “อาม มหาราชาติ วุตฺเต, “เตนหิ ภนฺเต อาคเมถ, ตาว มคฺคํ ปฏิยาเทสฺสามีติ วตฺวา ราชคหสฺส จ คงฺคาย จ อนฺตเร ปญฺจโยชนภูมึ สมํ กาเรตฺวา โยชเน โยชเน วิหารํ ปฏิยาเทตฺวา สตฺถุ คมนกาลํ อาโรเจสิ.

    อ.พระราชา พระนามว่าพิมพิสาร ทรงสดับแล้ว ว่า ได้ยินว่า อ.อันเสด็จเข้าไปสู่เมืองชื่อว่าไพสาลี อันพระศาสดา ทรงรับพร้อมแล้ว ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งอันป่าวร้อง ในเมือง เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว ซึ่งพระศาสดา ทูลถามแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ อ.อันเสด็จไปสู่เมืองชื่อว่าไพสาลี (อันพระองค์ ท.) ทรงรับพร้อมแล้ว หรือ ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอถวายพระพร (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ (อันพระศาสดา) ตรัสแล้ว, กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น อ.พระองค์ ท. (ทรงยังกาล) จงให้มาเถิด, อ.หม่อมฉัน จักตระเตรียม ซึ่งหนทาง ก่อน ดังนี้ (ทรงยังราชบุรุษ) ให้กระทำแล้ว ซึ่งแผ่นดินมีโยชน์ ๕ เป็นประมาณ ในระหว่าง แห่งเมืองชื่อว่าราชคฤห์ ด้วย แห่งแม่น้ำชื่อว่าคงคา ด้วย ให้เป็นธรรมชาติเสมอ ทรงตระเตรียมแล้ว ซึ่งวิหาร ในโยชน์ ๆ กราบทูลแล้ว ซึ่งกาลเป็นที่เสด็จไป แก่พระศาสดา ฯ

    พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับข่าวว่า "นัยว่า พระศาสดาทรงรับ การเสด็จไปยังเมืองไพศาลี" แล้วรับสั่งให้ทำการป่าวร้องในพระนคร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามว่า "พระองค์ทรงรับการเสด็จเมือง ไพศาลีหรือ พระเจ้าข้า ?" เมื่อพระศาสดาตรัสว่า "ขอถวายพระพร มหาบพิตร" ทูลว่า "ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ทรงรอก่อน พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์จัดแจงหนทางก่อน" แล้วรับสั่งให้ปราบพื้นที่ ๕ โยชน์ในระหว่างกรุงราชคฤห์และแม่น้ำคงคา (ต่อกัน) ให้สม่ำเสมอ ให้จัดแจงวิหารไว้ในที่โยชน์หนึ่ง ๆ จึงกราบทูลกาลเป็นที่เสด็จไปแด่พระ ศาสดา.

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๗ ข้อ ๑ หน้า ๙๐–๙๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระศาสดา ประทับยืนอยู่ ณ ประตูพระนคร ในเวลาเย็นตรัสเรียกพระอานนทเถระมาว่า อานนท์ เธอจงเรียนรตนสูตรนี้แล้ว เที่ยวไปกับเจ้าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย ทำพระปริตร ในระหว่างกำแพง ๓ ชั้นในกรุงไพศาลี ฯ

    สตฺถา สายํ นครทฺวาเร ฐตฺวา อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตสิ “อิมํ อานนฺท รตนสุตฺตํ อุคฺคณฺหิตฺวา ลิจฺฉวิกุมาเรหิ สทฺธึ วิจรนฺโต เวสาลิยํ ติณฺณํ ปาการานํ อนฺตเร ปริตฺตํ กโรหีติ.

    อ.พระศาสดา ประทับยืนแล้ว ณ ประตูแห่งเมือง ในเวลาเย็น ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระ ชื่อว่าอานนท์ (ด้วยพระดำรัส) ว่า ดูก่อนอานนท์ (อ.เธอ) เรียนเอาแล้ว ซึ่งรัตนสูตร นี้ เที่ยวไปอยู่ กับ ด้วยพระกุมารของเจ้าลิจฉวี ท. จงกระทำ ซึ่งพระปริตร ในระหว่าง แห่งกำแพง ท. ๓ ในเมือง ชื่อว่าไพสาลี ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ประทับยืนที่ประตูพระนาค ในเวลาเย็น ตรัส เรียกพระอานนทเถระมาแล้ว ตรัสว่า "อานนท์ เธอจงเรียนรตนสูตรนี้แล้วเที่ยวไปกับเจ้าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย ทำพระปริตรในระหว่างกำแพง ๓ ชั้นในเมืองไพศาลี."

  2. ๒

    พระเถระเรียนรตนสูตรที่พระศาสดาประทานแล้ว เอาบาตรสำเร็จด้วยศิลาของพระศาสดาตักน้ำ ยืนอยู่ที่ประตูพระนครแล้ว น้อมระลึกถึงพระพุทธคุณเหล่านี้ทั้งหมด ของพระตถาคต จำเดิมแต่ตั้งความเพียรว่าบารมี ๓๐ ถ้วน คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ มหาบริจาค ๕ จริยา ๓ คือ โลกัตถจริยา ๑ ญาตัตถจริยา ๑ พุทธัตถจริยา ๑ การก้าวลงสู่พระครรภ์ในภพสุดท้าย การพระราชสมภพ การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ การทรงบำเพ็ญเพียร การทรงชนะมาร ณ โพธิบัลลังก์ การแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ การประกาศพระธรรมจักร โลกุตตรธรรม ๙ ดังนี้แล้ว เข้าไปยังพระนคร เที่ยวทำพระปริตรในระหว่างกำแพงทั้ง ๓ ชั้น ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ฯ

    เถโร สตฺถารา ทินฺนํ รตนสุตฺตํ อุคฺคณฺหิตฺวา สตฺถุ เสลมยปตฺเตน อุทกํ อาทาย นครทฺวาเร ฐิโต, ปณิธานโต ปฏฺฐาย ตถาคตสฺส “ทส ปารมิโย ทส อุปปารมิโย ทส ปรมตฺถปารมิโยติ สมตึส ปารมิโย ปญฺจ มหาปริจฺจาเค “โลกตฺถจริยา ญาตตฺถจริยา พุทฺธตฺถจริยาติ ติสฺโส จริยาโย ปจฺฉิมภเว คพฺภาวกฺกนฺตึ ชาตึ อภินิกฺขมนํ ปธานจริยํ โพธิปลฺลงฺเก มารวิชยํ สพฺพญฺญุตญาณปฺปฏิเวธํ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนํ นว โลกุตฺตรธมฺเมติ สพฺเพปิเม พุทฺธคุเณ อาวชฺชิตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา ติยามรตฺตึ ตีสุ ปาการนฺตเรสุ ปริตฺตํ กโรนฺโต วิจริ.

    อ.พระเถระ เรียนเอาแล้ว ซึ่งรัตนสูตร อัน อันพระศาสดา ประทานแล้ว ถือเอา ซึ่งน้ำ ด้วยบาตรอันเป็นวิการแห่งหิน ของพระศาสดา ยืนแล้ว ณ ประตูแห่งเมือง, ระลึกถึงแล้ว ซึ่งพระพุทธคุณ ท. เหล่านี้ แม้ทั้งปวง คือ ซึ่งบารมี ท. ๓๐ ถ้วน คือ อ.บารมี ท. ๑๐ อ.อุปบารมี ท. ๑๐ อ.ปรมัตถบารมี ท. ๑๐ ซึ่งมหาบริจาค ท. ๕ ซึ่งจริยา ท. ๓ คือ อ.โลกัตถจริยา อ.ญาตัตถจริยา อ.พุทธัตถจริยา ซึ่งอันเสด็จก้าวลงสู่พระครรภ์ ในภพมีในภายหลัง ซึ่งการประสูติ ซึ่งอันเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่ง ซึ่งอันทรงประพฤติซึ่งความเพียร ซึ่งอันทรงชนะวิเศษซึ่งมาร ซึ่งอันทรงรู้ตลอดซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ ที่บัลลังก์เป็นที่ตรัสรู้ ซึ่งอันทรงยังธรรมจักรให้เป็นไปทั่ว ซึ่งโลกุตรธรรม ท. ๙ ของพระตถาคตเจ้า จำเดิม แต่ความเพียร เป็นเครื่องตั้งไว้ก่อน เข้าไปแล้ว สู่เมือง เที่ยว กระทำอยู่ แล้ว ซึ่งพระปริตร ในระหว่างแห่งกำแพง ท. ๓ ตลอดราตรีมียาม ๓ เป็นประมาณ ฯ

    พระเถระเรียนรตนสูตรที่พระศาสดาประทานแล้ว เอาบาตรสำเร็จด้วยศิลาของพระศาสดาตักน้ำ ยืนอยู่ที่ ประตูพระนครแล้ว. ระลึกถึงพระพุทธคุณของพระตถาคตเหล่านี้ทั้งหมด จำเดิมแต่ตั้งความเพียรไว้ ว่า "พระบารมี ๓๐ ถ้วน คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตตถบารมี ๑๐ มหาบริจาค ๕ จริยา ๓ คือ โลกัตถจริยา ๑ ญาตัตถจริยา ๑ พุทธัตถจริยา ๑ การก้าวลงสู่ พระครรภ์ในภพที่สุด การประสูติ การเสด็จออกมหาภิกเนษกรมณ์ การทรงประพฤติความเพียร การชำนะมา การแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณเหนือบัลลังก์ไม้โพธิ์ การยังพระธรรมจักรให้เป็นไป โลกุตรธรรม ๙" แล้วเข้าไปยังพระนคร เที่ยวทำปริตรในระหว่างกำแพงทั้ง ๓ ตลอด ๓ ยามแห่งราตรี.

  3. ๓

    เมื่อพระเถระนั้นกล่าวเพียงคำว่า ยงฺกิญฺจิ เป็นต้นเท่านั้น น้ำที่สาดขึ้นไปเบื้องบน ตกลงในเบื้องบนของอมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ฯ

    เตน “ยงฺกิญฺจีติ วุตฺตมตฺเตเยว, อุทฺธํ ขิตฺตํ อุทกํ อมนุสฺสานํ อุปริ ปติ.

    (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ยงฺกิญฺจิ ดังนี้เป็นต้น เป็นคำสักว่า (อันพระเถระ) นั้น กล่าวแล้วนั่นเทียว (มีอยู่), อ.น้ำ อัน อันพระเถระ ซัดไปแล้ว ในเบื้องบน ตกแล้ว ในเบื้องบน แห่งอมนุษย์ ท. ฯ

    เมื่อคำสักว่า "ยงฺกิญฺจิ" เป็นต้น อันพระเถระนั้นกล่าวแล้วเท่านั้น, น้ำที่สาดขึ้นไปเบื้องบน ตกลงบนกระหม่อมของอมนุษย์ทั้งหลาย.

  4. ๔

    จำเดิมแต่การกล่าวคาถาว่า ยานีธ ภูตานิ เป็นต้น หยาดน้ำเป็นเหมือนเทริดเงินพุ่งขึ้นในอากาศแล้ว ตกลง ณ เบื้องบนของมนุษย์ทั้งหลายที่เจ็บป่วย ฯ

    “ยานีธ ภูตานีติ คาถากถนโต ปฏฺฐาย รชตวฏํสกา วิย อุทกพินฺทูนิ อากาเส อุคฺคนฺตฺวา คิลานานํ มนุสฺสานํ อุปริ ปตึสุ.

    อ.หยาดแห่งน้ำ ท. ราวกะ อ.เทริดอันเป็นวิการแห่งเงิน ท. พุ่งขึ้นไปแล้ว ในอากาศ ตกแล้ว ในเบื้องบน แห่งมนุษย์ ท. ผู้เป็นไข้ จำเดิม แต่อันกล่าวซึ่งคาถา ว่า ยานีธ ภูตานิ ดังนี้ เป็นต้น ฯ

    จำเดิมแต่การกล่าวคาถาว่า "ยานีธ ภูตานิ" เป็นต้น, หยาดน้ำเป็นราวกะว่าเทริดเงินพุ่งขึ้นในอากาศ แล้วตกลง ณ เบื้องบนแห่ง มนุษย์ทั้งหลายผู้ป่วย.

  5. ๕

    มนุษย์ทั้งหลายหายจากโรคในทันใดนั้นเอง ลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ ฯ

    ตาวเทว วูปสนฺตโรคา มนุสฺสา อุฏฺฐาย เถรํ ปริวาเรสุํ.

    อ.มนุษย์ ท. มีโรคอันเข้าไปสงบวิเศษแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ลุกขึ้นแล้ว แวดล้อมแล้ว ซึ่งพระเถระ ฯ

    มนุษย์ทั้งหลายหายโรคในทันใดนั่นเอง แล้ว ลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ.

  6. ๖

    จำเดิมแต่บทว่า ยงฺกิญฺจิ เป็นต้น อันพระเถระกล่าวแล้ว อมนุษย์ทั้งหลายถูกหยดน้ำกระทบแล้ว ๆ ยังไม่หนีไป อาศัยแอบกองหยากเยื่อและส่วนแห่งฝาเรือนเป็นต้นอยู่ก่อนแล้วหนีไปทางประตูนั้นประตูนั้น ฯ

    “ยงฺกิญฺจีติ วุตฺตปทโต ปฏฺฐาย ปน อุทกผุสิเตหิ ผุฏฺฐา ผุฏฺฐา ปุพฺเพ อปลายนฺตา สงฺการกูฏภิตฺติปเทสาทีนิ นิสฺสิตา อมนุสฺสา เตน เตน ทฺวาเรน ปลายึสุ.

    ก็ อ.อมนุษย์ ท. ผู้ อันหยาดแห่งน้ำ ท. ถูกต้องแล้ว ๆ ไม่หนีไปอยู่ ในกาลก่อน ผู้อาศัยแล้ว (ซึ่งที่ ท.) มีกองแห่งหยากเยื่อและส่วนแห่งฝาเป็นต้น หนีไปแล้ว โดยประตู นั้น ๆ จำเดิม แต่บท ว่า ยงฺกิญฺจิ ดังนี้ เป็นต้น อันพระเถระ กล่าวแล้ว ฯ

    ก็จำเดิมแต่บทว่า "ยงฺกิญฺจิ" เป็นต้น อันพระเถระกล่าวแล้ว อมนุษย์ทั้งหลายถูกเมล็ดน้ำกระทบแล้ว ๆ ยัง ไม่หนีไปก่อน ที่อาศัยกองหยากเยื่อและส่วนแห่งฝาเรือนเป็นต้น ก็หนี ไปแล้วโดยประตูนั้น ๆ,

  7. ๗

    ประตูทั้งหลายไม่ได้มีช่องว่างเลย ฯ

    ทฺวารานิ อโนกาสานิ อเหสุํ.

    อ.ประตู ท. เป็นที่ไม่มีโอกาส ได้เป็นแล้ว ฯ

    ประตูทั้งหลาย ไม่มีช่องว่างแล้ว.

  8. ๘

    อมนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่ได้ช่องว่าง ก็ทำลายกำแพงแล้ว หนีไป ฯ

    เต โอกาสํ อลภนฺตา ปาการํ ภินฺทิตฺวา ปลายึสุ.

    (อ.อมนุษย์ ท.) เหล่านั้น ไม่ได้อยู่ ซึ่งโอกาส ทำลายแล้ว ซึ่งกำแพง หนีไปแล้ว ฯ

    อมนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่ได้โอกาส ก็ทำลายกำแพงหนีไป.

ภาค ๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒ หน้า ๙๖–๙๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    สมเด็จพระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาเล่าแล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้น เราได้เป็นสังขพราหมณ์ เราได้ถอนหญ้าที่ลานพระเจดีย์ ของพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุสิมะ ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ประชาชนทั้งหลายจึงทำหนทาง ๘ โยชน์ ให้ปราศจากตอและหนามทำให้สะอาด ให้มีพื้นสม่ำเสมอ เราได้เกลี่ยทรายลงที่ลานพระเจดีย์นั้น ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ประชาชนทั้งหลาย จึงเกลี่ยทรายลงในหนทาง ๘ โยชน์ เราได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระเจดีย์นั้น ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ประชาชนทั้งหลาย จึงโปรยดอกไม้สีหลากสี ลงในหนทาง ๘ โยชน์ น้ำในแม่น้ำคงคา ในที่ประมาณ ๑ โยชน์ จึงดาดาษไปด้วยดอกบัว ๕ สี เราได้ประพรมภาคพื้นที่ลานพระเจดีย์นั้น ด้วยน้ำในลักจั่น

    สตฺถา อิทํ อตีตํ อาหริตฺวา “ตทา ภิกฺขเว อหํ สงฺโข พฺราหฺมโณ อโหสึ, มยา สุสิมสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส เจติยงฺคเณ ติณานิ อุทฺธฏานิ, ตสฺส เม กมฺมสฺส นิสฺสนฺเทน อฏฺฐโยชนมคฺคํ วิหตขาณุกณฺฏกํ กตฺวา สุทฺธํ สมตลํ กรึสุ; มยา ตตฺถ วาลุกา โอกิณฺณา, ตสฺส เม นิสฺสนฺเทน อฏฺฐโยชนมคฺเค วาลุกํ โอกิรึสุ; มยา ตตฺถ วนกุสุเมหิ ปูชา กตา, ตสฺส เม นิสฺสนฺเทน อฏฺฐโยชนมคฺเค นานาวณฺณานิ ปุปฺผานิ โอกิณฺณานิ, เอกโยชนฏฺฐาเน คงฺคาย อุทกํ ปญฺจวณฺเณหิ ปทุเมหิ สญฺฉนฺนํ: มยา ตตฺถ กมณฺฑลูทเกน ภูมิ ปริปฺโผสิตา,

    อ.พระศาสดา ครั้นทรงนำมาแล้ว ซึ่งเรื่องอันไปล่วงแล้ว นี้ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ.เรา เป็นพราหมณ์ ชื่อว่าสังขะ ได้เป็นแล้ว ในกาลนั้น, อ.หญ้า ท. ที่ลานแห่งเจดีย์ ของพระปัจเจก พุทธเจ้า ชื่อว่าสุสิมะ อันเรา ถอนขึ้นแล้ว. (อ.ชน ท.) กระทำแล้ว ซึ่งหนทางมีโยชน์ ๘ เป็นประมาณ ให้เป็นหนทางมีตอและหนาม อันตนนำไปปราศแล้ว กระทำแล้ว ให้เป็นหนทางหมดจดแล้ว ให้เป็นหนทางมีพื้นอันเสมอ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก แห่งกรรม ของเรา นั้น, อ.ทราย อันเรา เกลี่ยลงแล้ว (ในที่) นั้น, (อ.ชน ท.) เกลี่ยลงแล้ว ซึ่งทราย ในหนทางมีโยชน์ ๘ เป็นประมาณ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งกรรม) ของเรา นั้น, อ.การบูชา ด้วยดอกคำในป่า ท. อันเรา กระทำแล้ว (ที่สถูป) นั้น, อ.ดอกไม้ ท. มีสีต่าง ๆ (อันชน ท.) โปรยลงแล้ว ในหนทางมีโยชน์ ๘ เป็นประมาณ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งกรรม) ของเรา นั้น, อ.น้ำ ในแม่น้ำชื่อว่าคงคา ในที่มีโยชน์เป็นประมาณ ดาดาษแล้ว ด้วยดอกปทุม ท. มีสี ๕, อ.แผ่นดิน (ที่ลานแห่งเจดีย์) นั้น อันเรา ประพรมแล้ว ด้วยน้ำในลักจั่น,

    พระศาสดา ครั้งทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ ทั้งหลาย ในกาลนั้น เราได้เป็นสังขพราหมณ์, เราได้ถอนหญ้าใน ลานพระเจดีย์ ของพระปัจเจกพุทธะชื่อสุสิมะ, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงทำหนทาง ๘ โยชน์ให้ปราศจากตอและหนาม ทำให้สะอาด มีพื้นสม่ำเสมอ, เราได้เกลี่ยทรายลงในลานพระเจดีย์นั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงเกลี่ยทรายลงในหนทาง ๘ โยชน์แล้ว; เราทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระสตูปนั้น, ด้วยผล แห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงโปรยดอกไม้สีต่าง ๆ ลงในหนทาง ๘ โยชน์, น้ำในคงคาในที่ประมาณโยชน์หนึ่งจึงดาดาษไปด้วย ดอกปทุม ๕ สี, เราได้ประพรมพื้นที่ในลานพระเจดีย์นั้น ด้วยน้ำใน ลักจั่น,

  2. ๒

    ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงในเมืองไพศาลี เราได้ยกธงแผ่นผ้าขึ้นและผูกฉัตรไว้บนพระเจดีย์นั้น ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ห้องจักรวาลทั้งสิ้น จึงเกิดเป็นดุจมีมหรสพเป็นอันเดียวกัน ด้วยธงชัย ธงแผ่นผ้า และฉัตรซ้อน ๆ กันเป็นต้น ตลอดถึงชั้นอกนิฏฐภพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แล การบูชาและสักการะนี้ บังเกิดแล้วแก่เรา ไม่ใช่ด้วยพุทธานุภาพ ไม่ใช่ด้วยอานุภาพแห่งนาค เทพและพรหม แต่ว่า บังเกิดแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อย ในอดีตกาล ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    ตสฺส เม นิสฺสนฺเทน เวสาลิยํ โปกฺขรวสฺสํ วสฺสิ; มยา ตตฺถ ปตากา อาโรปิตา ฉตฺตญฺจ พทฺธํ, ตสฺส เม นิสฺสนฺเทน ยาว อกนิฏฺฐภวนา ธชปตากจฺฉตฺตาติฉตฺตาทีหิ สกลจกฺกวาฬคพฺภํ เอกุสฺสวํ วิย ชาตํ; อิติ โข ภิกฺขเว เอส ปูชาสกฺกาโร มยฺหํ เนว พุทฺธานุภาเวน นิพฺพตฺโต, น นาคเทวพฺรหฺมานุภาเวน, อตีเต ปน อปฺปมตฺตกปริจฺจาคานุภาเวนาติ วตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห

    อ.ฝนโบกขรพรรษ ตกแล้ว ในเมืองชื่อว่าไพสาลี ด้วยวิบาก เป็นเครื่องไหลออก (แห่งกรรม) ของเรา นั้น, อ.ธงแผ่นผ้า ท. อันเรา ยกขึ้นแล้ว (บนเจดีย์) นั้น ด้วย อ.ร่ม (อันเรา) ผูกแล้ว (บนเจดีย์ นั้น) ด้วย, อ.ห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น เป็นราวกะว่า มีมหรสพอันเดียวกัน (ด้วยเครื่องประดับ ท.) มีธงชัยและธงแผ่นผ้า และฉัตรและฉัตรซ้อนเป็นต้น เกิดแล้ว เพียงใด แต่ภพชื่อว่าอกนิฏฐะ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งกรรม) ของเรา นั้น, ดูก่อนภิกษุ ท. เพราะเหตุนี้ แล อ.บูชาและสักการะ นั่น บังเกิดแล้ว แก่เรา ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า หามิได้นั่นเทียว, (อ.บูชาและสักการะ นั่น บังเกิดแล้ว) ด้วยอานุภาพของนาคและเทพ และพรหม หามิได้, แต่ว่า (อ.บูชาและสักการะ นั่น บังเกิดแล้ว) ด้วยอานุภาพของการบริจาคมีประมาณน้อย ในกาลอันไปล่วงแล้ว ดังนี้ เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ฝนโบกขรพรรษาจึงตกลงในเมือง ไพศาลี, เราได้ยกธงแผ่นผ้าขึ้นและผูกฉัตรไว้บนพระเจดีย์นั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ห้องจักรวาลทั้งสิ้น จึงเป็นราวกะว่ามีมหรสพเป็นอันเดียวกัน ด้วยธงชัย ธงแผ่นผ้า และฉัตรซ้อน ๆ กันเป็นต้น ตลอดถึงอกนิฏฐภพ, ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุดังนี้แล บูชาสักการะนั่นเกิดขึ้นแก่เรา ด้วยพุทธานุภาพก็หาไม่, เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งนาคเทวดาและพรหม ก็หาไม่,แต่ว่า เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อย ในอดีตกาล ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

  3. ๓

    หากบุคคลพึงเห็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะสละความสุขพอประมาณเสีย นักปราชญ์ เห็นความสุขอันไพบูลย์อยู่ก็พึงสละความสุขพอประมาณเสีย ดังนี้ ฯ

    “มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ, จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ.

    หากว่า (อ.บุคคล) พึงเห็น ซึ่งสุข อันไพบูลย์ เพราะการบริจาคซึ่งสุขโดยประมาณ ไซร้, อ.นักปราชญ์ เมื่อเห็นโดยชอบ ซึ่งสุข อันไพบูลย์ พึงสละ ซึ่งสุขโดยประมาณ ดังนี้ ฯ

    ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุข พอประมาณเสีย, ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็พึงสละสุขพอประมาณเสีย (จึงจะ ได้พบสุขอันไพบูลย์).

ภาค ๗ จูฬสุภทฺทาวตฺถุ

ภาค ๗ จูฬสุภทฺทาวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๒ หน้า ๑๑๕–๑๑๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในขณะนั้น แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีสดับธรรมกถาแล้ว นิมนต์พระบรมศาสดา เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ ฯ พระบรมศาสดา ตรัสว่า คฤหบดี อาตมา รับภัตรเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนอื่นมาก่อนกว่าข้าพระองค์ ไม่มี พระองค์ทรงรับภัตรของใครหนอแล ตรัสว่า คฤหบดี นางจูฬสุภัททานิมนต์อาตมาไว้แล้ว เมื่อเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางจูฬสุภัททาอยู่ในที่ไกล ในที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์แต่ที่นี่มิใช่หรือ ? ตรัสว่า เจริญพร คฤหบดี ความจริง สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ก็ย่อมปรากฏเหมือนอยู่เฉพาะหน้า ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

    สตฺถา “อธิวุตฺถํ มยา คหปติ สฺวาตนาย ภตฺตนฺติ วตฺวา, “ภนฺเต มยา ปุเรตรํ อาคโต นตฺถิ, กสฺส นุ โข โว อธิวุตฺถนฺติ วุตฺเต, “จูฬสุภทฺทาย คหปติ นิมนฺติโตติ วตฺวา, “นนุ ภนฺเต สุภทฺทา ทูเร วสติ อิโต วีสติโยชนสตมตฺถเกติ วุตฺเต, “อาม คหปติ, ทูเร วสนฺตาปิ หิ สปฺปุริสา อภิมุเข ฐิตา วิย ปกาเสนฺตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนคฤหบดี อ.ภัตร เพื่ออันฉัน ในวันพรุ่ง อันอาตมา ให้อยู่ทับแล้ว ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (อ.บุคคล) ผู้มาแล้ว ก่อนกว่า กว่าข้าพระองค์ ย่อมไม่มี, (อ.ภัตร) ของใคร หนอ แล อันพระองค์ ท. ทรงให้อยู่ทับแล้ว ดังนี้ (อันเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนคฤหบดี (อ.อาตมา) เป็นผู้ อันนางจูฬสุภัททา นิมนต์แล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.นางจูฬสุภัททา ย่อมอยู่ ในที่ไกล ในที่สุดแห่งร้อยแห่งโยชน์ ๒๐ (แต่ที่) นี้ มิใช่หรือ ดังนี้ (อันเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ) กราบทูล แล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนคฤหบดี เออ (อ.อย่างนั้น) ก็ อ.สัตบุรุษ ท. แม้อยู่อยู่ ในที่ไกล ย่อมปรากฏ ราวกะว่า ดำรงอยู่แล้ว ในที่ต่อหน้า ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    พระศาสดา ตรัสว่า "คฤหบดี อาตมภาพรับภัตรเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว," เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนอื่นมาก่อนกว่าข้าพระองค์ ไม่มี, พระองค์ทรงรับภัตรของใครหนอแล ?" ตรัสว่า "คฤหบดี นางจูฬสุภัททานิมนต์ไว้แล้ว." แม้ท่านเศรษฐีกล่าวว่า "นางสุภัททา อยู่ในที่ไกลในที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์แต่ที่นี้มิใช่หรือ ? พระเจ้าข้า" ตรัสว่า "จ๊ะ คฤหบดี, ก็สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏเหมือนยืนอยู่เฉพาะหน้า" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-

  2. ๒

    สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขา
    หิมพานต์ อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้
    เหมือนลูกศรทั้งหลาย ที่เขายิงไป ในราตรี ฉะนั้น ฯ

    “ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ, หิมวนฺโตว ปพฺพโต; อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ, รตฺตึ ขิตฺตา ยถา สราติ.

    อ.สัตบุรุษ ท. (แม้ดำรงอยู่แล้ว) ในที่ไกล ย่อมปรากฏ, เพียงดัง อ.ภูเขา ชื่อว่าหิมพานต์ (ปรากฏอยู่), อ.อสัตบุรุษ ท. (แม้นั่งแล้ว) (ในที่) นี้ ย่อมไม่ปรากฏ, ราวกะ อ.ลูกศร ท. อันบุคคล ยิงไปแล้ว ในกลางคืน (ไม่ปรากฏอยู่) ดังนี้ ฯ

    "สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือน ภูเขาหิมพานต์, (ส่วน) อสัตบุรุษ ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้, เหมือนลูกศรอันเขาซัด (ยิง) ไปใน ราตรี ฉะนั้น."

  3. ๓

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต เป็นต้น ความว่า ปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ชื่อว่า สัตบุรุษ เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสงบแล้ว แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์สัตว์ผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย มีกุศลมูลหนาแน่นแล้ว อบรมภาวนาไว้แล้วว่า สัตบุรุษ ฯ

    ตตฺถ “สนฺโตติ: ราคาทีนํ สนฺตตาย พุทฺธาทโย สนฺโต นาม. อิธ ปน ปุพฺพพุทฺเธสุ กตาธิการา อุสฺสนฺนกุสลมูลา ภาวิตภาวนา สตฺตา “สนฺโตติ อธิปฺเปตา.

    (อ.อรรถ) ว่า (อ.นักปราชญ์ ท.) มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่า เป็นสัตบุรุษ เพราะความที่ (แห่งกิเลส ท.) มีราคะเป็นต้น เป็น กิเลสสงบแล้ว (ย่อมเป็น ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้น หนา (แห่งบท) ว่า สนฺโต ดังนี้ ฯ แต่ว่า อ.สัตว์ ท. ผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าในกาลก่อน ท. ผู้มีกุศลมูลอันหนาขึ้นแล้ว ผู้มีภาวนา อันให้เจริญแล้ว (อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงประสงค์เอาแล้ว ว่า อ.สัตบุรุษ ท. ดังนี้ (ในพระคาถา) นี้ ฯ

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต เป็นต้น ความว่า ปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่า สัตบุรุษ เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น สงบแล้ว, แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์สัตว์ผู้มีอธิการ (บุญ) อันทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน มีกุศลมูลสั่งสมไว้แล้ว (และ) อบรมภาวนาแล้วว่า "สัตบุรุษ."

  4. ๔

    บทว่า ปกาเสนฺติ ความว่า แม้อยู่ที่ไกล เมื่อมาสู่คลองพระญาณ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมปรากฏได้ ฯ

    ปกาเสนฺตีติ: ทูเร ฐิตาปิ พุทฺธานํ ญาณปถํ อาคจฺฉนฺตา ปากฏา โหนฺติ.

    (อ.อรรถ) ว่า (อ.สัตบุรุษ ท.) แม้ดำรงอยู่แล้ว ในที่ไกล เมื่อมา สู่คลองแห่งพระญาณ ของพระพุทธเจ้า ท. ชื่อว่าเป็นผู้ปรากฏแล้ว ย่อมเป็น (ดังนี้ แห่งบท) ว่า ปกาเสนฺติ ดังนี้ ฯ

    บทว่า ปกาเสนฺติ ความว่า แม้ยืนอยู่ที่ไกล เมื่อมาสู่คลองพระญาณแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมปรากฏได้.

  5. ๕

    บทว่า หิมวนฺโตว ความว่า เปรียบเหมือนภูเขาหิมพานต์ กว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด ย่อมปรากฏ แม้แก่ชนทั้งหลายผู้อยู่ในที่ไกล เหมือนอยู่เฉพาะหน้า ฉันใด สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏ ฉันนั้น ฯ

    หิมวนฺโตวาติ: ยถา หิ ติโยชนสหสฺสวิตฺถโต ปญฺจโยชนสตุพฺเพโธ จตุราสีติยา กูฏสหสฺเสหิ ปฏิมณฺฑิโต หิมวนฺตปพฺพโต ทูเร ฐิตานํปิ อภิมุเข ฐิโต วิย ปกาเสติ; เอวํ ปกาเสนฺตีติ อตฺโถ.

    อ.อรรถ ว่า เหมือนอย่างว่า อ.ภูเขาชื่อว่าหิมพานต์ อันกว้าง โดยพันแห่งโยชน์ ๓ อันสูงโดยร้อยแห่งโยชน์ ๕ อันประดับแล้ว ด้วยพันแห่งยอด ท. ๘๔ ย่อมปรากฏ (แก่ชน ท.) แม้ผู้ยืนแล้ว ในที่ไกล ราวกะว่า ตั้งอยู่แล้ว ในที่ต่อหน้า ฉันใด, (อ.สัตบุรุษ ท.) ย่อมปรากฏ ฉันนั้น ดังนี้ (แห่งบท) ว่า หิมวนฺโตว ดังนี้เป็นต้น ฯ

    บทว่า หิมวนฺโตว ความว่า เหมือนอย่างว่า ภูเขาหิมพานต์ กว้าง โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘ หมื่น ๔ พัน ย่อมปรากฏแม้แก่ชนทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในที่ไกล เหมือนตั้งอยู่เฉพาะหน้า ฉันใด; สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏ ฉันนั้น.

ภาค ๘ อุคฺคเสนเสฏฺฐิปุตฺตวตฺถุ

ภาค ๘ อุคฺคเสนเสฏฺฐิปุตฺตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๑ หน้า ๒๓–๒๔ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    แม้นางระบำนั้น อาศัยการอยู่ร่วมกับบุตรเศรษฐีนั้นแล้ว ไม่นานนักแลก็ได้ลูกชาย เมื่อจะเย้าลูกชายนั้น จึงสัพยอกว่า แนะเจ้าลูกชายของยามเฝ้าเกวียน แนะเจ้าลูกชายของลูกหาบ แนะเจ้าลูกชายของคนโง่ไม่รู้อะไรเลย ฯ

    สาปิ เตน สทฺธึ สํวาสมนฺวาย นจิรสฺเสว ปุตฺตํ ลภิตฺวา ตํ กีฬาปยมานา “สกฏโคปกสฺส ปุตฺต ภณฺฑหารกสฺส ปุตฺต กิญฺจิ อชานนกสฺส ปุตฺตาติ วทติ.

    (อ.ธิดาของนักฟ้อน) แม้นั้น อาศัยแล้ว ซึ่งการอยู่ด้วยกัน กับ (ด้วยบุตรของเศรษฐี) นั้น ได้แล้ว ซึ่งบุตร ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว เมื่อ (ยังบุตร) นั้น ให้เล่น ย่อมกล่าวว่า แน่ะลูก (ของบุคคล) ผู้เฝ้า ซึ่งเกวียน แน่ะลูก (ของบุคคล) ผู้นำไปซึ่งภัณฑะ แน่ะลูก (ของบุคคล) ผู้ไม่รู้ (ซึ่งเรื่อง) อะไร ๆ ดังนี้ ฯ

    ฝ่ายนางนั้น อาศัยการอยู่ร่วมกับบุตรเศรษฐีนั้น ต่อกาลไม่นานนัก ก็ได้บุตร เมื่อจะเย้าบุตรนั้น จึงพูดว่า "ลูก ของคนเฝ้า เกวียน, ลูก ของคนหาบของ, ลูก ของคนไม่รู้อะไร ๆ." ฝ่ายบุตรเศรษฐีนั้น ขนหญ้ามาให้โคทั้งหลาย ในที่แห่งชน เหล่านั้นทำการกลับเกวียนพักอยู่แล้ว, (และ) ยกเอาสิ่งของที่ได้ใน ที่แสดงศิลปะแล้วนำไป,

  2. ๒

    ฝ่ายเศรษฐีบุตรนั้น ขนหญ้ามาให้โคทั้งหลาย ในที่ที่คนเหล่านั้นจัดเกวียนเวียนรอบแล้วพักอยู่ ยกเอาสิ่งของที่ได้ในที่แสดงศิลปะขนไป(เก็บ) นัยว่า นางผู้นั้นมุ่งถึงเศรษฐีบุตรคนนั้นเช่นกัน เมื่อจะเย้าลูกชายจึงเอ่ยปากเช่นนั้นออกไป ฯ

    โสปิ เนสํ สกฏปริวตฺตกํ กตฺวา ฐิตฏฺฐาเน โคณานํ ติณํ อาหรติ, สิปฺปทสฺสนฏฺฐาเน ลทฺธภณฺฑกํ อุกฺขิปิตฺวา หรติ, ตเทว กิร สนฺธาย สา อิตฺถี ปุตฺตํ กีฬาปยมานา ตเถว วทติ. ตเทว กิร สนฺธาย สา อิตฺถี ปุตฺตํ กีฬาปยมานา ตเถว วทติ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) แม้นั้น ย่อมนำมา ซึ่งหญ้า เพื่อโค ท. ในที่ (แห่งชน ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว ซึ่งอันเป็นไปรอบแห่งเกวียน หยุดอยู่แล้ว, ยกขึ้นแล้ว ซึ่งสิ่งของอันตนได้แล้ว ในที่เป็นที่แสดง ซึ่งศิลปะ ย่อมนำไป, ได้ยินว่า (อ.หญิง) นั้น เมื่อ (ยังบุตร) ให้เล่น ย่อมกล่าวอย่างนั้นนั่นเทียว หมายเอา (ซึ่งบุตรของเศรษฐี) นั้นนั่นเทียว ฯ ได้ยินว่า (อ.หญิง) นั้น เมื่อ (ยังบุตร) ให้เล่น ย่อมกล่าว อย่างนั้นนั่นเทียว หมายเอา (ซึ่งบุตรของเศรษฐี) นั้นนั่นเทียว ฯ

    ฝ่ายบุตรเศรษฐีนั้น ขนหญ้ามาให้โคทั้งหลาย ในที่แห่งชน เหล่านั้นทำการกลับเกวียนพักอยู่แล้ว, (และ) ยกเอาสิ่งของที่ได้ใน ที่แสดงศิลปะแล้วนำไป, นัยว่า หญิงนั้นหมายเอาบุตรเศรษฐีนั้นนั่นเอง เมื่อจะเย้าบุตร จึงกล่าวอย่างนั้นนั่นแล.

  3. ๓

    เศรษฐีบุตรนั้น ก็ทราบ(ดี)ว่านางขับร้องปรารภตนจึงถาม(ออกไป)ว่า หล่อนพูดหมายถึงฉันหรือ ฯ

    โส อตฺตานํ อารพฺภ ตสฺสา คายนภาวํ ญตฺวา ปุจฺฉิ “มํ สนฺธาย กเถสีติ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) นั้น รู้แล้ว ซึ่งความเป็นคืออันขับ ปรารภ ซึ่งตน (แห่งหญิง) นั้น ถามแล้ว ว่า (อ.เธอ) กล่าวแล้ว หมายเอา ซึ่งเรา หรือ ดังนี้ ฯ

    บุตรเศรษฐีนั้น ทราบความที่นางขับร้องปรารภตน จึงถามว่า "หล่อนพูดหมายถึงฉัน หรือ ?"

  4. ๔

    ภริยา. ใช่ ดิฉันพูดหมายถึงท่าน ฯ

    “อาม ตํ สนฺธายาติ.

    (อ.หญิงนั้น กล่าวแล้ว) ว่า จ๊ะ (อ.ดิฉัน กล่าวแล้ว) หมายเอา ซึ่งท่าน ดังนี้ ฯ

    ภรรยา. จ๊ะ ฉันพูดหมายถึงท่าน.

  5. ๕

    บุตรเศรษฐี. เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันจักหนีไปล่ะ ฯ

    “เอวํ สนฺเต อหํ ปลายิสฺสามีติ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น มีอยู่ อ.เรา จักหนีไป ดังนี้ ฯ

    บุตรเศรษฐี. เมื่อเช่นนั้นฉันจักหนีละ.

  6. ๖

    นางพูดขึ้นว่า ท่านจะหนีไปหรือจะมา เรื่องอะไรของฉันด้วย ดังนี้แล้วก็ร้องเพลงนั้นนั่นแลไปเรื่อย ๆ ฯ

    สา “กึ ปน มยฺหํ ตยา ปลายิเตน วา อาคเตน วาติ ปุนปฺปุนํ ตเทว คีตํ คายติ.

    (อ.หญิง) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ก็ (อ.ประโยชน์) อะไร แก่ดิฉัน ด้วยท่าน ผู้หนีไปแล้ว หรือ หรือว่า ผู้มาแล้ว ดังนี้ ย่อมขับ ซึ่งเพลงขับ นั้นนั่นเทียว บ่อย ๆ ฯ

    นางกล่าวว่า "ก็จะประโยชน์อะไรของฉัน ด้วยท่านผู้หนีไปหรือมาแล้ว ดังนี้แล้ว ก็ขับเพลงบทนั้นนั่นแลเรื่อยไป.

  7. ๗

    ทราบว่า นางอาศัยรูปสมบัติของตนและทรัพย์ซึ่งเป็นรายได้ จึงมิได้เกรงใจบุตรเศรษฐีนั้น ในเรื่องอะไร ๆ เลย ฯ

    สา กิร อตฺตโน รูปสมฺปตฺติญฺเจว ธนลาภญฺจ นิสฺสาย ตํ กิสฺมิญฺจิ น มญฺญติ.

    ได้ยินว่า (อ.ธิดาของนักฟ้อน) นั้น อาศัยแล้ว ซึ่งความ ถึงพร้อมแห่งรูป แห่งตน ด้วยนั่นเทียว ซึ่งอันได้ซึ่งทรัพย์ (แห่งตน) ด้วย ย่อมไม่สำคัญ (ซึ่งบุตรของเศรษฐี) นั้น (ในเรื่อง) ไหน ๆ ฯ

    ได้ยินว่า นางอาศัยรูปสมบัติของตน และทรัพย์ซึ่งเป็นรายได้ จึงมิได้เกรงใจบุตรเศรษฐีนั้น ในเรื่องอะไร ๆ.

  8. ๘

    เศรษฐีบุตรนั้น คิดอยู่(ในใจ)ว่า นางคนนี้ มีการทะนงตน(อย่าง) นี้ เพราะอาศัยอะไรหนอแล ทราบว่า เพราะอาศัยศิลปะ จึงคิดว่า ฝากไว้ก่อนเถอะ เราก็จักเรียนศิลปะบ้าง จึงเข้าไปหาพ่อตา เรียนศิลปะอันเป็นความรู้ของพ่อตานั้น (เปิด)แสดงศิลปะในสถานที่ต่าง ๆ มีคามนิคมเป็นต้น มาถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ให้ป่าวประกาศว่า ในวันที่ ๗ นับแต่วันนี้ไป เศรษฐีบุตรชื่อว่าอุคคเสน จักแสดงศิลปะแก่ชาวพระนคร ฯ

    โส “กึ นุ โข นิสฺสาย อิมิสฺสา อยํ มาโนติ จินฺเตนฺโต “สิปฺปํ นิสฺสายาติ ญตฺวา “โหตุ, สิปฺปํ คณฺหิสฺสามีติ สสฺสุรํ อุปสงฺกมิตฺวา ตสฺส ชานนสิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา คามนิคมาทีสุ สิปฺปํ ทสฺเสนฺโต อนุปุพฺเพน ราชคหํ อาคนฺตฺวา “อิโต สตฺตเม ทิวเส อุคฺคเสโน เสฏฺฐิปุตฺโต นครวาสีนํ สิปฺปํ ทสฺเสสฺสตีติ อาโรจาเปสิ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) นั้น คิดอยู่ ว่า อ.มานะ นี้ (ของหญิง) นี้ (ย่อมมี) เพราะอาศัย ซึ่งอะไร หนอ แล ดังนี้ รู้แล้ว ว่า (อ.มานะนี้ (ของหญิง) นี้ ย่อมมี) เพราะอาศัย ซึ่งศิลปะ ดังนี้ (คิดแล้ว) ว่า (อ.เหตุ นั่น) จงมีเถิด (อ.เรา) จักเรียนเอา ซึ่งศิลปะ ดังนี้ เข้าไปหาแล้ว ซึ่งพ่อตา เรียนเอาแล้ว ซึ่งศิลปะคือความรู้ (ของพ่อตา) นั้น แสดงอยู่ ซึ่งศิลปะ (ในประเทศ ท.) มีบ้านและนิคมเป็นต้น มาแล้ว สู่เมืองราชคฤห์ ตามลำดับ (ยังบุคคล) ให้บอกแล้ว ว่า อ.บุตรของเศรษฐี ชื่อว่าอุคคเสน จักแสดง ซึ่งศิลปะ (แก่ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองโดยปกติ ในวัน ที่๗ (แต่วัน) นี้ ดังนี้ ฯ

    บุตรเศรษฐีนั้น คิดอยู่ว่า "นางนี้ มีการถือตัวเช่นนี้ เพราะ อาศัยอะไรเล่าหนอ ?" ทราบว่า "เพราะอาศัยศิลปะ" จึงคิดว่า "ช่างเถิด, เราก็จักเรียนศิลปะ" แล้วก็เข้าไปหาพ่อตา เรียนศิลปะอันเป็นความรู้ของพ่อตานั้น แสดงศิลปะ ในบ้านนิคมเป็นต้นอยู่ มาถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ให้ป่าวร้องว่า "ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ บุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน จักแสดงศิลปะแก่ชาวพระนคร."

  9. ๙

    ชาวพระนครให้ผูกเตียงซ้อน ๆ กันเป็นต้นแล้ว ชุมนุมพร้อมกันในวันที่ ๗ ฯ

    นครวาสิโน มญฺจาติมญฺจาทโย พนฺธาเปตฺวา สตฺตเม ทิวเส สนฺนิปตึสุ.

    (อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในเมืองโดยปกติ (ยังกันและกัน) ให้ผูกแล้ว (ซึ่งที่รองรับ ท.) มีเตียงและเตียงซ้อนเป็นต้น ประชุมกันแล้ว ในวัน ที่ ๗ ฯ

    ชาวพระนคร ให้ผูกเตียงซ้อน ๆ กันเป็นต้นแล้ว ประชุมกันในวันที่ ๗.

  10. ๑๐

    ฝ่ายอุคคเสน ได้โดดขึ้นไม้แป้น(สูง) ๖๐ ศอก ยืนอยู่บนปลายไม้แป้นนั้นแล้ว ฯ

    โสปิ สฏฺฐิหตฺถํ วํสํ อภิรุยฺห ตสฺส มตฺถเก อฏฺฐาสิ.

    (อ.บุตรของเศรษฐี) แม้นั้น ขึ้นเฉพาะแล้ว สู่ไม้แป้น มีศอก ๖๐ เป็นประมาณ ได้ยืนแล้ว บนที่สุด (แห่งไม้แป้น) นั้น ฯ

    ฝ่ายอุคคเสนนั้น ได้ขึ้นไปสู่ไม้แป้น (สูง) ๖๐ ศอก ยืนอยู่ บนปลายไม้แป้นนั้น.

ภาค ๘ อุคฺคเสนเสฏฺฐิปุตฺตวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๒ หน้า ๒๔–๒๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ในวันนั้น พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุคคเสนนั้นเข้าไปในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า จักมีเหตุอะไรหนอแล ได้ทรงทราบว่า พรุ่งนี้ บุตรเศรษฐีจักยืนอยู่บนปลายไม้แป้น
    ด้วยตั้งใจว่า จักแสดงศิลปะ ประชาชนจำนวนมากจักประชุมกัน เพื่อชมการแสดงของเขา เราจักแสดงคาถา ๔ บท ในสมาคมนั้น เพราะฟังคาถานั้นสัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน จักมีการบรรลุธรรม แม้อุคคเสน ก็จักตั้งอยู่ในความเป็นพระอรหันต์ ฯ

    ตํทิวสํ สตฺถา ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต ตํ อตฺตโน ญาณชาลสฺส อนฺโต ปวิฏฺฐํ ทิสฺวา “กึ นุ โข ภวิสฺสตีติ อาวชฺชนฺโต “เสฺว เสฏฺฐิปุตฺโต `สิปฺปํ ทสฺเสสฺสามีติ วํสมตฺถเก ฐสฺสติ, ตสฺส ทสฺสนตฺถํ มหาชโน สนฺนิปติสฺสติ, ตตฺถ อหํ จตุปฺปทิกํ คาถํ เทสิสฺสามิ; ตํ สุตฺวา จตุราสีติยา ปาณสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย ภวิสฺสติ, อุคฺคเสโนปิ อรหตฺเต ปติฏฺฐหิสฺสตีติ อญฺญาสิ.

    ในวันนั้น อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว (ซึ่งบุตรของเศรษฐี) นั้น ผู้เข้าไปแล้ว ในภายใน แห่งข่ายคือพระญาณ ของพระองค์ ทรงรำพึงอยู่ ว่า อ.อะไร หนอ แล จักมี ดังนี้ ได้ทรงทราบแล้ว ว่า ในวันพรุ่งนี้ อ.บุตรของเศรษฐี จักยืน บนที่สุดแห่งไม้แป้น (ด้วยความหวัง) ว่า (อ.เรา) จักแสดง ซึ่งศิลปะ ดังนี้, อ.มหาชน จักประชุมกัน เพื่ออันเห็น (ซึ่งศิลปะ) นั้น, อ.เรา จักแสดง ซึ่งคาถา อันประกอบแล้วด้วยบท ๔ (ในสมาคม) นั้น, อ.อันรู้ตลอดเฉพาะซึ่งธรรม จักมี แก่พันแห่งสัตว์มีปราณ ท. ๘๔ เพราะฟัง (ซึ่งพระคาถา) นั้น, แม้ อ.อุคคเสน จักตั้งอยู่เฉพาะ ในพระอรหัต ดังนี้ ฯ

    ในวันนั้น พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุคคเสนนั้น เข้าไปในข่ายคือพระญาณของพระองค์ จึงทรง ใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอ ? จักมี" ได้ทราบว่า "พรุ่งนี้ บุตรเศรษฐีจักยืนบนปลายไม้แป้น ด้วยหวังว่า 'จักแสดงศิลปะ' มหาชนจักประชุมกันเพื่อดูเขา, เราจักแสดงคาถาประกอบด้วย ๔ บท ในสมาคมนั้น; การบรรลุธรรม จักมีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน เพราะฟัง ธรรมนั้น, แม้อุคคเสน ก็จักตั้งอยู่ในพระอรหัต."

  2. ๒

    ในวันรุ่งขึ้น พระบรมศาสดาทรงกำหนดเวลาแล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ฯ

    โส ปุนทิวเส กาลํ สลฺลกฺเขตฺวา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.

    ในวันรุ่งขึ้น (อ.พระศาสดา) พระองค์นั้น ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งกาล ผู้อันหมู่แห่งภิกษุแวดล้อมแล้ว ได้เสด็จเข้าไปแล้ว สู่เมืองราชคฤห์ เพื่อก้อนข้าว ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงกำหนดเวลาแล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต.

  3. ๓

    ฝ่ายอุคคเสน เมื่อพระศาสดายังไม่ทันเสด็จเข้าไปภายในพระนครนั่นแล จึงให้สัญญาณด้วยนิ้วมือแก่มหาชนเพื่อต้องการให้เอิกเกริก ยืนบนปลายไม้แป้นหกคะเมนในอากาศนั่นแล ๗ รอบลงมาแล้ว โดดขึ้นไปยืนบนปลายไม้แป้นใหม่อีก ฯ

    อุคฺคเสโนปิ, สตฺถริ อนฺโตนครํ อปฺปวิฏฺเฐเยว, อุนฺนาทนตฺถาย มหาชนสฺส องฺคุลีสญฺญํ ทตฺวา วํสมตฺถเก ปติฏฺฐาย อากาเสเยว สตฺต วาเร ปริวตฺติตฺวา โอรุยฺห วํสมตฺถเก อฏฺฐาสิ.

    แม้ อ.อุคคเสน ครั้นเมื่อพระศาสดา ไม่เสด็จเข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งเมือง นั่นเทียว ให้แล้ว ซึ่งสัญญาด้วยนิ้วมือ แก่มหาชน เพื่อประโยชน์แก่อันบันลือขึ้น ยืนเฉพาะแล้ว บนที่สุดแห่งไม้แป้น เป็นไปรอบแล้ว ในอากาศนั่นเทียว สิ้นวาระ ท. ๗ ลงแล้ว ได้ยืนแล้ว บนที่สุดแห่งไม้แป้น ฯ

    ฝ่ายอุคคเสน เมื่อพระศาสดายังไม่ทันเสด็จเข้าไปภายในพระนครนั่นแล จึงให้สัญญาด้วยนิ้วมือแก่มหาชน เพื่อต้องการให้เอิกเกริก ยืนบนปลายไม้แป้น หกคะเมนในอากาศนั่นเองสิ้น ๗ ครั้ง ลงมาแล้วได้ยืนบนปลายไม้ แป้นอีก.

  4. ๔

    ในขณะนั้น พระบรมศาสดากำลังเสด็จเข้าพระนคร ทรงกระทำโดยประการที่บริษัทไม่มองดูเขา ให้มองดูเฉพาะพระองค์เท่านั้น ฯ

    ตสฺมึ ขเณ สตฺถา นครํ ปวิสนฺโต, ยถา ตํ ปริสา น โอโลเกสิ, เอวํ กตฺวา อตฺตานเมว โอโลกาเปสิ.

    ในขณะ นั้น อ.พระศาสดา เสด็จเข้าไปอยู่ สู่เมือง, อ.บริษัท ท. ไม่แลดูแล้ว (ซึ่งอุคคเสน) นั้น โดยประการใด, ทรงกระทำแล้ว โดยประการนั้น (ทรงยังบริษัท) ให้แลดูแล้ว ซึ่งพระองค์นั่นเทียว ฯ

    ขณะนั้น พระศาสดา กำลังเสด็จไปสู่พระนคร, ทรงกระทำ โดยอาการที่บริษัทไม่แลดูเขา, ให้ดูเฉพาะพระองค์เท่านั้น.

  5. ๕

    อุคคเสนแลดูบริษัทแล้ว ถึงความเสียใจว่า บริษัทไม่มองดูเรา คิดว่า ศิลปะนี้ เราฝึกปรือ(ใช้เวลา) ๑ ปี ก็เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จเข้าพระนคร บริษัทไม่มองดูเรา มองดูเฉพาะพระบรมศาสดาเท่านั้น การแสดงศิลปะของเรา ช่างเปล่า(ประโยชน์) จริงหนอ ฯ

    อุคฺคเสโน ปริสํ โอโลเกตฺวา “น มํ ปริสา โอโลเกตีติ โทมนสฺสปฺปตฺโต “อิทํ มยา สํวจฺฉเร กตฺตพฺพํ สิปฺปํ, สตฺถริ จ นครํ ปวิสนฺเต, ปริสา มํ อโนโลเกตฺวา สตฺถารเมว โอโลเกติ; โมฆํ วต เม สิปฺปทสฺสนํ ชาตนฺติ จินฺเตสิ.

    อ.อุคคเสน แลดูแล้ว ซึ่งบริษัท ผู้ถึงแล้วซึ่งความโทมนัส ว่า อ.บริษัท ย่อมแลดู ซึ่งเรา หามิได้ ดังนี้ คิดแล้ว ว่า (อ.ศิลปะ) นี้ เป็นศิลปะ อัน อันเรา พึงกระทำ ในปี (ย่อมเป็น), ก็ ครั้นเมื่อพระศาสดา เสด็จเข้าไปอยู่ สู่เมือง, อ.บริษัท ไม่แลดูแล้ว ซึ่งเรา ย่อมแลดู ซึ่งพระศาสดานั่นเทียว, อ.อันแสดงซึ่งศิลปะ แห่งเรา เป็นของเปล่า หนอ เกิดแล้ว ดังนี้ ฯ

    อุคคเสนแลดูบริษัทแล้ว ถึงความเสียใจว่า "บริษัทจะไม่แลดูเรา" จึง คิดว่า "ศิลปะนี้เราพึ่งแสดง (ประจำ) ปี, ก็เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระนคร บริษัทไม่แลดูเรา แลดูแต่พระศาสดาเท่านั้น; การแสดงศิลปะของเรา เปล่า (ประโยชน์) แล้วหนอ."

  6. ๖

    พระบรมศาสดาทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาแล้วรับสั่งว่า ไปเถิดโมคคัลลานะ บอกเศรษฐีบุตรว่า นัยว่า แสดงศิลปะไปเถิด ฯ

    สตฺถา ตสฺส จิตฺตํ ญตฺวา มหาโมคฺคลฺลานํ อามนฺเตตฺวา “คจฺฉ โมคฺคลฺลาน เสฏฺฐิปุตฺตํ วเทหิ `สิปฺปํ กิร ทสฺเสตูติ อาห.

    อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซึ่งจิต (ของอุคคเสน) นั้น ตรัสเรียก มาแล้ว ซึ่งพระมหาโมคคัลลานะ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ (อ.เธอ) จงไป อ.เธอ จงกล่าว กะบุตรของเศรษฐี ว่า ได้ยินว่า (อ.บุตรของเศรษฐี) จงแสดง ซึ่งศิลปะ เถิด (ดังนี้) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาแล้ว ตรัสว่า "โมคคัลลานะ เธอจงไป, พูด กะบุตรเศรษฐีว่า 'นัยว่า ท่านจงแสดงศิลปะ."

ภาค ๘ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ

ภาค ๘ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒ หน้า ๖๙–๗๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ก็ในกาลนั้น พวกโจร ๙๐๐ คน เที่ยวมองหาช่องในเรือนของอุบาสิกานั้นอยู่ ฯ

    ตสฺมึ ปน กาเล นวสตา โจรา ตสฺสา อุปาสิกาย เคเห โอตารํ โอโลเกนฺตา วิจรนฺติ.

    ก็ ในกาล นั้น อ.โจร ท. มีร้อยเก้าเป็นประมาณ ย่อมเที่ยว ตรวจดูอยู่ ซึ่งช่อง ในเรือน ของอุบาสิกา นั้น ฯ

    ก็ในเวลานั้น พวกโจร ๙๐๐ เที่ยวมองหาช่องในเรือนของ อุบาสิกานั้นอยู่.

  2. ๒

    อนึ่ง เรือนของอุบาสิกานั้น ล้อมด้วยกำแพง ๗ ชั้น ประกอบด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม ชนทั้งหลาย ล่ามสุนัขดุไว้ในที่นั้น ๆ ทุกซุ้มประตูนั้น ๆ อนึ่ง ขุดคูไว้ในที่น้ำตกแห่งชายคาภายในเรือน แล้วใส่ดีบุกจนเต็ม เวลากลางวัน ดีบุกนั้นดำรงอยู่เป็นดุจละลายเดือดพล่านเพราะแสงแดด ในเวลากลางคืนดำรงอยู่เป็นก้อนแข็งกระด้าง พวกเขาปักขวากเหล็กใหญ่ไว้ที่พื้นดินติด ๆ กัน ในระหว่างคูนั้น ๆ

    ตสฺสา ปน เคหํ สตฺตหิ ปากาเรหิ ปริกฺขิตฺตํ สตฺตทฺวารโกฏฺฐกยุตฺตํ ตตฺถ ตตฺถ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ จณฺเฑ สุนเข พนฺธิตฺวา ฐปยึสุ; อนฺโตเคหจฺฉทนสฺส อุทกปาตฏฺฐาเน ปน ปริขํ ขนิตฺวา ติปุนา ปูรยึสุ, ตํ ทิวา อาตเปน วิลีนํ ปกฺกุฏฺฐิตํ วิย ติฏฺฐติ, รตฺตึ ถีนํ กกฺขฬํ หุตฺวา ติฏฺฐติ; ตสฺสานนฺตรา มหนฺตานิ อยสิงฺฆาฏกานิ นิรนฺตรํ ภูมิยํ โอทหึสุ.

    ก็ อ.เรือน (ของอุบาสิกา) นั้น เป็นเรือนอันบุคคลแวดล้อมแล้ว ด้วยกำแพง ท. ๗ เป็นเรือนประกอบแล้วด้วยซุ้มแห่งประตู ๗ (ย่อมเป็น), (อ.ชน ท.) ผูกแล้ว ซึ่งสุนัข ท. ตัวดุ พักไว้แล้ว ในที่ ท. เหล่านั้น ๆ (ในซุ้มแห่งประตู) นั้น ๆ, อนึ่ง (อ.ชน ท.) ขุดแล้ว ซึ่งคู ในที่เป็นที่ตกแห่งน้ำ แห่งชายคาในภายในแห่งเรือน (ยังคู) ให้เต็มแล้ว ด้วยดีบุก, (อ.ดีบุก) นั้น ละลายแล้ว ด้วยแดด ราวกะ เดือดพล่านแล้ว ย่อมตั้งอยู่ ในเวลากลางวัน, เป็นของแค่น เป็นของแข็ง เป็น ย่อมตั้งอยู่ ในเวลากลางคืน, (อ.ชน ท.) ปักไว้แล้ว ซึ่งขวากกระจับอันเป็นวิการแห่งเหล็ก ท. อันใหญ่ ในลำดับ (แห่งคู) นั้น ในแผ่นดิน มีระหว่างออกแล้ว ฯ

    ก็เรือนของอุบาสิกนั้น ล้อมด้วยกำแพง ๗ ชั้น ประกอบด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม. เขาล่าวสุนัขที่ดุไว้ในที่นั้น ๆ ทุก ๆ ซุ้มประตู; อนึ่ง เขาขุดคูไว้ในที่น้ำตกแห่งชายคาภายในเรือน แล้ว ก็ใส่ดีบุกจนเต็ม, เวลากลางวัน ดีบุกนั้นปรากฏเป็นประดุจว่าละลาย เดือนพล่านอยู่เพราะแสงแดด (เผา), ในเวลากลางคืน ปรากฏเป็น ก้อนแข็งกระด้าง, เขาปักขวากเหล็กใหญ่ไว้ที่พื้นในระหว่างคูนั้นติด ๆ กันไป.

  3. ๓

    เพราะอาศัยการรักษานี้ และเพราะอาศัยความที่อุบาสิกาอยู่ภายในเรือน พวกโจรเหล่านั้นจึงไม่ได้โอกาส วันนั้น ทราบว่า อุบาสิกานั้นไปแล้ว จึงขุดอุโมงค์เข้าไปสู่เรือน ทางเบื้องล่างแห่งคู ดีบุกและขวากเหล็กนั่นแหละ แล้วส่งหัวหน้าโจรไปสู่สำนักของอุบาสิกานั้น ด้วยสั่งว่า ถ้าว่าอุบาสิกานั้นได้ยินว่า พวกเราเข้าไปในที่นี้แล้ว กลับมุ่งหน้ามายังเรือน ท่านจงฟันอุบาสิกานั้นให้ตายด้วยดาบ ฯ

    อิติ อิมญฺจ รกฺขํ อุปาสิกาย จ อนฺโตเคเห ฐิตภาวํ ปฏิจฺจ เต โจรา โอกาสํ อลภนฺตา ตํทิวสํ ตสฺสาคตภาวํ ญตฺวา อุมฺมงฺคํ ภินฺทิตฺวา ติปุปริขาย จ อยสิงฺฆาฏกานญฺจ เหฏฺฐาภาเคเนว เคหํ ปวิสิตฺวา โจรเชฏฺฐกํ ตสฺสา สนฺติกํ ปหิณึสุ “สเจ สา อมฺหากํ อิธ ปวิฏฺฐภาวํ สุตฺวา นิวตฺติตฺวา เคหาภิมุขี อาคจฺฉติ อสินา นํ ปหริตฺวา มาเรถาติ.

    อ.โจร ท. เหล่านั้น อาศัยแล้ว ซึ่งการรักษา นี้ ด้วย ซึ่งความที่ (แห่งอุบาสิกา) เป็นผู้ดำรงอยู่แล้ว ในภายในแห่งเรือน ด้วย ไม่ได้อยู่ ซึ่งโอกาส ด้วยประการฉะนี้ รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งอุบาสิกา) นั้น เป็นผู้ไปแล้ว ในวันนั้น ทำลายแล้ว ซึ่งอุโมงค์ เข้าไปแล้ว สู่เรือน โดยส่วนในภายใต้ แห่งคูอันเต็มแล้วด้วยดีบุก ด้วย แห่งขวากกระจับอันเป็นวิการแห่งเหล็ก ท. ด้วย นั่นเทียว ส่งไปแล้ว ซึ่งโจรผู้เจริญที่สุด สู่สำนัก (ของอุบาสิกา) นั้น (ด้วยคำ) ว่า ถ้าว่า (อ.อุบาสิกา) นั้น ฟังแล้ว ซึ่งความที่ แห่งเรา ท. เป็นผู้เข้าไปแล้ว (ในที่) นี้ กลับแล้ว มีหน้าเฉพาะต่อเรือน จะมา ไซร้, (อ.ท่าน ท.) ประหารแล้ว (ซึ่งอุบาสิกา) นั้น ด้วยดาบ (ยังอุบาสิกา นั้น) จงให้ตาย ดังนี้ ฯ

    พวกโจรเหล่านั้นไม่ได้โอกาส เพราะอาศัยการรักษานี้ และเพราะอาศัยความที่อุบาสิกาอยู่ภายในเรือน วันนั้น ทราบความที่อุบาสิกานั้นไปแล้ว จึงขุดอุโมงค์เข้าไปสู่เรือน โดยทางเบื้องล่างแห่งคูดีบุกและขวากเหล็กทีเดียว แล้วส่งหัวหน้าโจรไปสู่สำนักของอุบาสิกา นั้น ด้วยสั่งว่า "ถ้าว่าอุบาสิกานั้น ได้ยินว่าพวกเราเข้าไปในที่นี้แล้ว กลับมุ่งหน้ามายังเรือน, ท่านจงฟันอุบาสิกานั้นให้ตายเสียด้วยดาบ."

  4. ๔

    หัวหน้าโจรนั้น ได้ไปยืนอยู่ในสำนักของอุบาสิกานั้นแล้ว ฯ

    โส คนฺตฺวา ตสฺสา สนฺติเก อฏฺฐาสิ.

    (อ.โจรผู้เจริญที่สุด) นั้น ไปแล้ว ได้ยืนแล้ว ในที่ใกล้ (แห่งอุบาสิกา) นั้น ฯ

    หัวหน้าโจรนั้น ได้ไปยืนอยู่ในสำนักของอุบาสิกานั้น.

  5. ๕

    ฝ่ายพวกโจรจุดไฟให้สว่างภายในเรือน เปิดประตูห้องเก็บกหาปณะแล้ว ฯ

    โจราปิ อนฺโตเคเห ทีปํ ชาเลตฺวา กหาปณคพฺภทฺวารํ วิวรึสุ.

    แม้ อ.โจร ท. ยังประทีป ให้โพลงแล้ว ในภายในแห่งเรือน เปิดแล้ว ซึ่งประตูแห่งห้องแห่งกหาปณะ ฯ

    ฝ่ายพวกโจร จุดไฟให้สว่างในภายในเรือน แล้วเปิดประตู ห้องเก็บกหาปณะ.

  6. ๖

    นางทาสี เห็นพวกโจรแล้ว จึงไปสู่สำนักอุบาสิกา บอกว่า คุณนาย พวกโจรเป็นอันมาก เข้าไปสู่เรือน เปิดประตูห้องเก็บกหาปณะแล้ว ฯ

    สา ทาสี โจเร ทิสฺวา อุปาสิกาย สนฺติกํ คนฺตฺวา “อยฺเย พหู โจรา เคหํ ปวิสิตฺวา กหาปณคพฺภทฺวารํ วิวรึสูติ อาโรเจสิ.

    อ.ทาสี นั้น เห็นแล้ว ซึ่งโจร ท. ไปแล้ว สู่สำนัก ของอุบาสิกา บอกแล้ว ว่า ข้าแต่แม่เจ้า อ.โจร ท. มาก เข้าไปแล้ว สู่เรือน เปิดแล้ว ซึ่งประตูแห่งห้อง แห่งกหาปณะ ดังนี้ ฯ

    นางทาสีนั้น เห็นพวกโจรแล้ว จึงไปสู่สำนัก อุบาสิกา บอกว่า "คุณนาย โจรเป็นอันมาก เข้าไปสู่เรือน งัด ประตูห้องเก็บกหาปณะแล้ว."

  7. ๗

    พวกโจร จงขนเอากหาปณะที่ตนค้นพบแล้วไปเถิด เราจะฟังธรรมกถาแห่งลูกของเรา เจ้าอย่าทำอันตรายแก่ธรรมของเราเลย เจ้าจงไปเรือนเสียเถิด ฯ

    “โจรา อตฺตนา ทิฏฺฐกหาปเณ หรนฺตุ; อหํ มม ปุตฺตสฺส ธมฺมกถํ สุณามิ, มา เม ธมฺมสฺส อนฺตรายํ กริ, เคหํ คจฺฉาติ.

    (อ.อุบาสิกา กล่าวแล้ว) ว่า อ.โจร ท. จงนำไป ซึ่งกหาปณะ อันตน เห็นแล้ว ท. เถิด; อ.เรา จะฟัง ซึ่งธรรมกถา ของบุตร ของเรา, (อ.เจ้า) อย่า กระทำแล้ว ซึ่งอันตราย แก่ธรรม ของเรา, (อ.เธอ) จงไป สู่เรือน เถิด ดังนี้ ฯ

    มหาอุบาสิกา. พวกโจร จงขนเอากหาปณะที่ตนค้นหาแล้ว ไปเถิด, เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา, เจ้าอย่าทำอันตรายแก่ ธรรมของเราเลย, เจ้าจงไปเรือนเสียเถิด.

ภาค ๘ วกฺกลิตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ วกฺกลิตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒ หน้า ๘๒–๘๓ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ดังได้สดับมา ท่านวักกลิเถระนั้น บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เห็นพระตถาคตเจ้าเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาต แลดูพระสรีระสมบัติของสมเด็จพระบรมศาสดา ไม่อิ่มด้วยการเห็นพระสรีระสมบัติ

    โส กิรายสฺมา สาวตฺถิยํ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต, ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐํ ตถาคตํ ทิสฺวา สตฺถุ สรีรสมฺปตฺตึ โอโลเกตฺวา สรีรสมฺปตฺติทสฺสเนน อติตฺโต,

    ได้ยินว่า (อ.พระเถระชื่อว่าวักกลิ) ผู้มีอายุ นั้น บังเกิดแล้ว ในตระกูลแห่งพราหมณ์ ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย, เห็นแล้ว ซึ่งพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จเข้าไปแล้ว เพื่อก้อนข้าว แลดูแล้ว ซึ่งพระสรีรสมบัติ ของพระศาสดา ไม่อิ่มแล้ว ด้วยการเห็น ซึ่งพระสรีรสมบัติ,

    ดังได้สดับมา ท่านวักกลิเถระนั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว, เห็นพระตถาคตเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาต แลดูพระสรีรสมบัติของพระศาสดาแล้ว ไม่อิ่มด้วยการเห็นพระสรีระ สมบัติ,

  2. ๒

    คิดว่า เราจักได้
    เห็นพระตถาคตเจ้า ตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยอุบายอย่างนี้ ดังนี้แล้ว จึงบวชในสำนักพระบรมศาสดา อยู่ในที่ ๆ ตนอยู่แล้ว สามารถเพื่อจะเห็นพระทศพลได้ ละกิจวัตรทั้งหลายมีการสาธยายและมนสิการกัมมัฏฐานเป็นต้น เที่ยวมองดูสมเด็จพระบรมศาสดาอยู่ ฯ

    “เอวํ อหํ นิจฺจกาลํ ตถาคตํ ทฏฺฐุํ ลภิสฺสามีติ สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา, ยตฺถ ฐิเตน สกฺกา ทสพลํ ปสฺสิตุํ, ตตฺถ ฐิโต, สชฺฌายกมฺมฏฺฐานมนสิการาทีนิ ปหาย สตฺถารํ โอโลเกนฺโต วิจรติ.

    บวชแล้ว ในสำนัก ของพระศาสดา (ด้วยความคิด) ว่า อ.เรา จักได้ เพื่ออันเห็น ซึ่งพระตถาคตเจ้า สิ้นกาลเนืองนิตย์ ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้, (อันตน) ผู้ดำรงอยู่แล้ว (ในที่) ใด อาจ เพื่ออันเห็น ซึ่งพระทศพล, ผู้ยืนแล้ว (ในที่) นั้น, ละแล้ว (ซึ่งกิจวัตร ท.) มีการสาธยายและการกระทำไว้ในใจซึ่งกัมมัฏฐานเป็นต้น ย่อมเที่ยว แลดูอยู่ ซึ่งพระศาสดา ฯ

    จึงบรรพชาในสำนักพระศาสดา ด้วยเข้าใจว่า " เราจักได้เห็น พระตถาคตเจ้าเป็นนิตยกาล ด้วยอุบายนี้ " ดังนี้แล้ว, ก็ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่แล้ว สามารถเพื่อจะแลเห็นพระทศพลได้, ละกิจวัตรทั้งหลายมีการสาธยายและมนสิการในพระกัมมัฏฐานเป็นต้น เที่ยวมองดูพระศาสดาอยู่.

  3. ๓

    สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของเธออยู่ จึงไม่ตรัสว่าอะไร ทรงทราบว่า บัดนี้ ญาณของเธอถึงความแก่กล้าแล้วดังนี้ จึงตรัสโอวาทว่า วักกลิ จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการเฝ้าดูร่างกายเน่าเปื่อยนี้ แก่เธอ วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้น ย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น ย่อมเห็นธรรม ดังนี้ ฯ

    สตฺถา ตสฺส ญาณปริปากํ อาคเมนฺโต กิญฺจิ อวตฺวา “อิทานิสฺส ญาณํ ปริปากํ คตนฺติ ญตฺวา “กึ เต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน ทิฏฺเฐน, โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ; โย มํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสตีติ วตฺวา โอวทิ.

    อ.พระศาสดา ทรงยัง ความแก่รอบแห่งญาณ (ของพระเถระ) นั้น ให้มาอยู่ ไม่ตรัสแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) อะไร ๆ ทรงทราบแล้ว ว่า อ.ญาณ (ของวักกลิ) นั้น ถึงแล้ว ซึ่งความแก่รอบ ในกาลนี้ ดังนี้ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนวักกลิ (อ.ประโยชน์) อะไร แก่เธอ ด้วยกายอันเปื่อยเน่า นี้ อัน อันเธอ เห็นแล้ว, ดูก่อนวักกลิ (อ.บุคคล) ใด แล ย่อมเห็น ซึ่งธรรม, (อ.บุคคล) นั้น ชื่อว่าย่อมเห็น ซึ่งเรา, (อ.บุคคล) ใด ย่อมเห็น ซึ่งเรา, (อ.บุคคล) นั้น ชื่อว่าย่อมเห็น ซึ่งธรรม ดังนี้ ตรัสสอนแล้ว ฯ

    พระศาสดา ทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของท่านอยู่ จึงไม่ ตรัสอะไร (ต่อ) ทรงทราบว่า " บัดนี้ ญาณของเธอถึงความแก่กล้าแล้ว " จึงตรัสโอวาทว่า " วักกลิ ประโยชน์อะไรของเธอ ด้วย การเฝ้าดูกายเน่านี้, วักกลิ คนใดแล เห็นธรรม, คนนั้น (ชื่อว่า) เห็นเรา (ผู้ตถาคต); คนใดเห็นเรา (ผู้ตถาคต), คนนั้น (ชื่อว่า) เห็นธรรม. "

  4. ๔

    พระวักกลินั้น แม้ผู้อันสมเด็จพระบรมศาสดาทรงโอวาทแล้วอย่างนี้ ก็ไม่อาจเพื่อละการดูสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ไปในที่อื่นได้เลย ฯ

    โส เอวํ โอวทิโตปิ สตฺถุ ทสฺสนํ ปหาย เนว อญฺญตฺถ คนฺตุํ สกฺโกติ.

    (อ.พระเถระ) นั้น แม้ผู้ (อันพระศาสดา) ตรัสสอนแล้ว อย่างนี้ ย่อมไม่อาจนั่นเทียว เพื่ออัน ละแล้ว ซึ่งอันเห็น ซึ่งพระศาสดา ไป (ในที่) อื่น ฯ

    พระวักกลินั้น แม้อันพระศาสดาสอนแล้วอย่างนั้น ก็ไม่อาจ เพื่อละการดูพระศาสดาไปในที่อื่นได้เลย.

  5. ๕

    ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงดำริว่า ภิกษุนี้ไม่ได้ความสลดจิตแล้ว จักไม่สำนึก ดังนี้ เมื่อวันเข้าพรรษาใกล้เข้ามา เสด็จไปยังพระนครราชคฤห์ ในวันเข้าพรรษา ทรงขับไล่ท่านด้วยพระดำรัสว่า เธอจงหลีกไป วักกลิ

    อถ นํ สตฺถา “นายํ ภิกฺขุ สํเวคํ อลภิตฺวา พุชฺฌิสฺสตีติ, อุปกฺกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย, ราชคหํ คนฺตฺวา วสฺสูปนายิกาทิวเส “อเปหิ วกฺกลีติ ปณาเมติ.

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.ภิกษุ นี้ ไม่ได้แล้ว ซึ่งความสังเวช จักไม่รู้สึก ดังนี้ ครั้นเมื่อดิถีเป็นที่น้อมเข้าไปใกล้ซึ่งกาลฝน ตั้งใกล้แล้ว เสด็จไปแล้ว สู่เมืองราชคฤห์ ย่อมทรงขับไล่ (ซึ่งพระเถระ) นั้น ว่า ดูก่อนวักกลิ (อ.เธอ) จงหลีกไป ดังนี้ ในวันคือดิถีเป็นที่น้อมเข้าไปใกล้ซึ่งกาลฝน ฯ

    ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงดำริว่า " ภิกษุนี้ ไม่ได้ความสังเวช แล้ว จักไม่ได้ตรัสรู้ " เมื่อวัสสูปนายิกสมัยใกล้เข้ามาแล้ว จึงเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ ในวันเข้าพรรษา ทรงขับไล่ท่านด้วยพระดำรัสว่า " วักกลิ เธอจงหลีกไป. "

  6. ๖

    ท่านคิดว่า สมเด็จพระบรมศาสดาไม่ทรงรับสั่งกะเรา ดังนี้ ไม่อาจจะดำรงอยู่ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระบรมศาสดาได้ตลอดไตรมาส จึงคิดว่า จะมีประโยชน์อะไร ด้วยความเป็นอยู่แก่เรา เราจักให้ตนตกลงจากภูเขา ดังนี้ จึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏแล้ว ฯ

    โส “น มํ สตฺถา อาลปตีติ เตมาสํ สตฺถุ สมฺมุเข ฐาตุํ อสกฺโกนฺโต “กึ มยฺหํ ชีวิเตน, ปพฺพตา อตฺตานํ ปาเตสฺสามีติ คิชฺฌกูฏํ อภิรุหิ.

    (อ.พระเถระ) นั้น (คิดแล้ว) ว่า อ.พระศาสดา ย่อมไม่ตรัสเรียก ซึ่งเรา ดังนี้ เมื่อไม่อาจ เพื่ออันดำรงอยู่ ในที่พร้อมพระพักตร์ ของพระศาสดา ตลอดประชุมแห่งเดือน ๓ ขึ้นแล้ว สู่ภูเขา ชื่อว่าคิชฌกูฏ (ด้วยความคิด) ว่า (อ.ประโยชน์) อะไร แก่เรา ด้วยชีวิต, อ.เรา ยังตน จักให้ตกไป จากภูเขา ดังนี้ ฯ

    ท่านคิดว่า " พระศาสดา ไม่ทรงรับสั่ง กะเรา " ไม่อาจเพื่อดำรงอยู่ ณ ที่ตรงพระพักตร์ของพระศาสดาได้ ตลอดไตรมาส จึงคิดว่า " ประโยชน์อะไรของเราด้วยชีวิต, เราจัก ให้ตนตกจากภูเขาเสีย " ดังนี้แล้ว จึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ.

ภาค ๘ สุมนสามเณรวตฺถุ

ภาค ๘ สุมนสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๑ หน้า ๘๖–๘๗ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำอนุโมทนาว่า ท่านผู้มีบุญยิ่งใหญ่ขอจงสำเร็จสมดังความปรารถนาตามที่ได้ตั้งใจไว้อย่างนั้นเถิด แล้วหลีกไป ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ “เอวํ โหตุ มหาปุญฺญาติ อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกามิ.

    อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า กระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ว่า ดูก่อนท่านผู้มีบุญมาก (อ.ความปรารถนา อันท่าน ปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ

    พระปัจเจกพุทธะ กระทำอนุโมทนาว่า " ขอความปรารถนา ของท่านจงเป็นอย่างนั้นเถิด ท่านผู้มีบุญมาก " ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป.

  2. ๒

    เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ฉัตรแม้ของสุมนเศรษฐี ได้กล่าวว่า
    น่าชื่นชมนัก ทานอันเป็นทานยอดเยี่ยม นายอันนภาระตั้งไว้ดีแล้วในพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า
    แล้วได้ให้สาธุการ ๓ ครั้ง ฯ

    สุมนเสฏฺฐิโนปิ ฉตฺเต อธิวตฺถา เทวตา “อโห ทานํ ปรมทานํ อุปริฏฺเฐ สุปฺปติฏฺฐิตนฺติ วตฺวา ติกฺขตฺตุํ สาธุการํ อทาสิ.

    อ.เทวดา ผู้สิงอยู่แล้ว ในฉัตร แม้ของเศรษฐีชื่อว่าสุมนะ กล่าวแล้ว ว่า โอ อ.ทาน อันเป็นทานอย่างยิ่ง (อันอันนภาระ) ตั้งไว้ดีแล้ว ในพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอุปริฏฐะ ดังนี้ ได้ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ ๓ ครั้ง ฯ

    เทพดาผู้สิงอยู่ในฉัตรแม้ของสุมนเศรษฐี กล่าวว่า :- " น่าชื่อใจจริง ทานเป็นทานเยี่ยม อันนภาระ ตั้งไว้ดีแล้วในพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ" ดังนี้แล้วก็ได้ให้สาธุการ ๓ ครั้ง.

  3. ๓

    ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกะเทวดานั้นว่า เราถวายทานมาตลอดระยะเวลาเท่านี้ ท่านมองไม่เห็นเลยหรือ ฯ

    อถ นํ เสฏฺฐี “กึ มํ เอตฺตกํ กาลํ ทานํ ททมานํ น ปสฺสสีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว (กะเทวดา) นั้น ว่า (อ.ท่าน) ย่อมไม่เห็น ซึ่งเรา ผู้ให้อยู่ ซึ่งทาน ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้ หรือ ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น เศรษฐี กล่าวกะเทพดานั้นว่า " ท่านไม่เห็นเราผู้ ถวายทานอยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้หรือ ?. "

  4. ๔

    เทวดา. สาธุการข้าพเจ้ามิได้ให้เพราะปรารภทานของท่าน แต่สาธุการนั่น ข้าพเจ้าให้เป็นไปเพราะเลื่อมใสในบิณฑบาตที่นายอันนภาระถวายแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า (ต่างหาก) ฯ

    “นาหํ ตว ทานํ อารพฺภ สาธุการํ เทมิ อนฺนภาเรน ปน อุปริฏฺฐสฺส ทินฺนปิณฺฑปาเต ปสีทิตฺวา มยา เอส สาธุกาโร ปวตฺติโตติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ข้าพเจ้า ปรารภ ซึ่งทาน ของท่าน ย่อมให้ ซึ่งสาธุการ หามิได้, แต่ว่า อ.สาธุการ นั่น อันข้าพเจ้า เลื่อมใสแล้ว ในบิณฑบาต อัน อันนภาระ ถวายแล้ว แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอุปริฏฐะ ให้เป็นไปทั่วแล้ว ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ข้าพเจ้าจะปรารภทานของท่านแล้วให้สาธุการก็หาไม่, แต่สาธุการนี้ ข้าพเจ้าให้เป็นไปแล้ว ก็เพราะความเลื่อมใสในบิณฑบาตที่อันนภาระถวายแล้ว แก่พระอุปริฎฐปัจเจกพุทธะ.

  5. ๕

    เศรษฐีนั้นคิดว่า แปลกจริงหนอ พ่อมหาจำเริญ เราถวายทานชั่วเวลาเท่านี้ยังไม่สามารถจะให้เทวดาได้สาธุการได้ แต่นายอันนภาระอาศัยเราเลี้ยงชีวิต (สามารถ) ให้เทวดาให้สาธุการด้วยบิณฑบาตหนเดียวเท่านั้น เราจักทำเรื่องที่เหมาะสมในทานของเขาแล้วทำบิณฑบาตนั้นให้เป็นของเรา ดังนี้ แล้วจึงเรียกนายอันนภาระนั้นมาสอบถามว่า วันนี้ เจ้าได้ให้อะไรแก่ใครบ้าง ฯ

    โส “อจฺฉริยํ วต โภ: อหํ เอตฺตกํ กาลํ ทานํ เทนฺโต เทวตํ สาธุการํ ทาเปตุํ นาสกฺขึ, อนฺนภาโร มํ นิสฺสาย ชีวนฺโต เอกปิณฺฑปาเตเนว สาธุการํ ทาเปสิ; ตสฺส ทาเน อนุจฺฉวิกํ กตฺวา ตํ ปิณฺฑปาตํ มม สนฺตกํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “อชฺช ตยา กสฺสจิ กิญฺจิ ทินฺนนฺติ ปุจฺฉิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น คิดแล้ว ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ อ.เหตุน่าอัศจรรย์ หนอ, อ.เรา ให้อยู่ ซึ่งทาน ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้ ไม่ได้อาจแล้ว เพื่ออัน ยังเทวดา ให้ให้ ซึ่งสาธุการ, อ.อันนภาระ อาศัยแล้ว ซึ่งเรา เป็นอยู่อยู่ (ยังเทวดา) ให้ให้แล้ว ซึ่งสาธุการ ด้วยบิณฑบาตหนึ่ง นั่นเทียว, (อ.เรา) กระทำแล้ว (ซึ่งทรัพย์) อันสมควร ในทาน (ของอันนภาระ) นั้น จักกระทำ ซึ่งบิณฑบาต นั้น ให้เป็น ของมีอยู่ แห่งเรา ดังนี้ (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว (ซึ่งอันนภาระ) นั้น ถามแล้ว ว่า ในวันนี้ (อ.วัตถุ) อะไร ๆ อันเจ้า ให้แล้ว แก่ใคร ๆ หรือ ดังนี้ ฯ

    เศรษฐีนั้น คิดว่า " น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ: เราถวายทานสิ้นกาลเท่านี้ ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้เทพดาให้สาธุการได้, อันนภาระอาศัยเราเป็นอยู่ ยังให้เทพดาให้สาธุการด้วยบิณฑบาตหนเดียว เท่านั้นได้, เราจักทำสิ่งอันสมควรกันในทานของเรา แล้วทำบิณฑบาตนั้นให้เป็นของ ๆ เราเสีย " ดังนี้แล้ว จึงให้เรียกเขามาถามว่า " วันนี้ เจ้าได้ให้อะไรแก่ใครบ้าง ?."

  6. ๖

    อันนภาระ ขอรับ นาย วันนี้ กระผมถวายภัตตาหารแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า ฯ

    “อาม สามิ, อุปริฏฺฐปจฺเจกพุทฺธสฺส เม อชฺช ภตฺตํ ทินฺนนฺติ.

    (อ.อันนภาระ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย ขอรับ (อ.อย่างนั้น), ในวันนี้ อ.ภัตร อันกระผม ถวายแล้ว แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าอุปริฏฐะ ดังนี้ ฯ

    อันนภาระ. นาย ขอรับ, วันนี้ กระผมถวายภัตตาหารแก่ พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ.

  7. ๗

    เศรษฐี. เอาเถอะ พ่อคุณ เจ้ารับเอากหาปณะแล้วให้บิณฑบาตนั่นแก่ฉันเถิด ฯ

    “หนฺท โภ กหาปณํ คเหตฺวา เอตํ มยฺหํ ปิณฺฑปาตํ เทหีติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ เอาเถิด (อ.เจ้า) รับแล้ว ซึ่งกหาปณะ จงให้ ซึ่งบิณฑบาต นั่น แก่เรา เถิด ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. เอาเถอะ พ่อ เจ้าจงถือเอากหาปณะ แล้วให้บิณฑบาตนั่นแก่ฉันเถิด.

  8. ๘

    อันนภาระ. ให้ไม่ได้ครับ นาย ฯ

    “น เทมิ สามีติ.

    (อ.อันนภาระ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่นาย (อ.กระผม) ย่อมไม่ให้ ดังนี้ ฯ

    อันนภาระ. ให้ไม่ได้ดอก นาย.

  9. ๙

    เศรษฐีขึ้นราคาจนถึงพัน ฯ

    โส ยาว สหสฺสํ วฑฺเฒสิ.

    (อ.เศรษฐี) นั้น (ยังทรัพย์) ให้เจริญแล้ว เพียงใด แต่พันแห่งทรัพย์ ฯ

    เศรษฐีนั้น ขึ้นราคาให้จนถึงพัน.

  10. ๑๐

    ฝ่ายนายอันนภาระแม้ด้วยทรัพย์จำนวนพันก็ไม่ให้ ฯ

    อิตโร สหสฺเสนาปิ นาทาสิ.

    (อ.อันนภาระ) นอกนี้ ไม่ได้ให้แล้ว แม้ด้วยพันแห่งทรัพย์ ฯ

    ฝ่ายอันนภาระนี้ ก็มีได้ ให้แม้ด้วยทรัพย์ตั้งพัน.

  11. ๑๑

    ทีนั้น เศรษฐีจึงพูดกะเขาว่า พ่อมหาจำเริญ ข้อนั้นจงเว้นวรรคไว้ก่อน บิณฑบาตเธอให้ไม่ได้ เธอจงรับเอาทรัพย์พันหนึ่งแล้วให้ส่วนบุญแก่ฉัน ฯ

    อถ นํ “โหตุ โภ, ยทิ ปิณฺฑปาตํ น เทสิ, สหสฺสํ คเหตฺวา ปตฺตึ เม เทหีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว (กะอันนภาระ) นั้น ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ (อ.เหตุ นั่น) จงมีเถิด, ผิว่า (อ.เจ้า) จะไม่ให้ ซึ่งบิณฑบาต ไซร้, (อ.เจ้า) รับแล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ จงให้ ซึ่งส่วนบุญ แก่เรา เถิด ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น เศรษฐี กล่าวกะเขาว่า " ผู้เจริญ ข้อนั้น จงยกไว้เถิด, ถ้าเจ้าไม่ให้บิณฑบาต, จงถือเอาทรัพย์พันหนึ่ง แล้วให้ส่วนบุญแก่ฉันเถิด. "

  12. ๑๒

    เขากล่าวว่า กระผมขอปรึกษากับพระผู้เป็นเจ้าเสียก่อนแล้วจักรู้ได้ จึงรีบไปทันพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กราบ
    เรียนถามว่า ท่านขอรับ สุมนเศรษฐีให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วขอส่วนบุญในบิณฑบาตของท่าน กระผมจะทำอย่างไร ฯ

    โส “อยฺเยน สทฺธึ มนฺเตตฺวา ชานิสฺสามีติ เวเคน ปจฺเจกพุทฺธํ สมฺปาปุณิตฺวา “ภนฺเต สุมนเสฏฺฐี สหสฺสํ ทตฺวา ตุมฺหากํ ปิณฺฑปาเต ปตฺตึ ยาจติ, กึ กโรมีติ ปุจฺฉิ.

    (อ.อันนภาระ) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.เรา) ปรึกษาแล้ว กับ ด้วยพระผู้เป็นเจ้า จักรู้ ดังนี้ ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยเร็ว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.เศรษฐีชื่อว่าสุมนะ ให้แล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์ ย่อมขอ ซึ่งส่วนบุญ ในบิณฑบาต ของท่าน ท., (อ.กระผม) จะกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ

    เขากล่าวว่า " กระผมปรึกษากับพระผู้เป็นเจ้าดูแล้ว จักรู้ได้ " รีบไปทันพระปัจเจกพุทธะ แล้วเรียนถามว่า "ท่านผู้เจริญ สุมนเศรษฐีให้ทรัพย์พันหนึ่ง แล้วขอส่วนบุญในบิณฑบาตของท่าน, กระผมจะทำ อย่างไร ?. "

ภาค ๘ สุมนสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๒ หน้า ๘๗–๘๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทีนั้น ท่านนำข้อเปรียบเทียบ (มาชี้แจง) แก่เขาว่า ท่านผู้เป็นบัณฑิตประทีปในเรือนหลังหนึ่งในบ้าน ๑๐๐ ตระกูล พึงลุกโพลงขึ้น พวกที่เหลือเอาน้ำมันของตนชุบไส้ไปจุดไฟให้ลุกโพลงแล้วถือเอา แสงสว่างของประทีปดวงเดิมควรพูดว่า มี หรือ ไม่มี แม้ฉันใด ฯ

    อถสฺส โส อุปมํ อาหริ: เสยฺยถาปิ ปณฺฑิต กุลสติเก คาเม เอกสฺมึ ฆเร ทีโป ชาเลยฺย, เสสา อตฺตโน เตเลน วฏฺฏึ เตเมตฺวา คนฺตฺวา ชาลาเปตฺวา คณฺเหยฺยุํ; ปุริมทีปสฺส ปภา `อตฺถีติ วตฺตพฺพา `นตฺถีติ.

    ครั้งนั้น (อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น นำมาแล้ว ซึ่งอุปมา (แก่อันนภาระ) นั้น ว่า ดูก่อนบัณฑิต อ.ประทีป ในเรือน หลังหนึ่ง ในบ้าน อันประกอบแล้ว ด้วยร้อยแห่งตระกูล พึงลุกโพลง, (อ.ชน ท.) ผู้เหลือ ยังไส้ ให้เปียกแล้ว ด้วยน้ำมัน ของตน ไปแล้ว (ยังประทีป) ให้โพลงแล้ว พึงถือเอา, อ.แสงสว่าง ของประทีปมีในก่อน (อันบุคคล) พึงกล่าว ว่า มีอยู่ ดังนี้ (หรือ หรือว่า อ.แสงสว่าง ของประทีปมีในก่อน (อันบุคคล) พึงกล่าว ว่า) ย่อมไม่มี (ดังนี้) แม้ฉันใด ดังนี้ ฯ

    ทีนั้น ท่านนำข้อความมาเปรียบเทียบแก่เขาว่า " แม้ฉันใด ท่านผู้เป็นบัณฑิต ประทีปในเรือนหลังหนึ่งในบ้าน ๑๐๐ ตระกูล พึงลุโพลงขึ้น, พวกชนที่เหลือ เอาน้ำมันของตนชุบใส่แล้วพึงไปจุดไฟ ดวงอื่นแล้วถือเอา ; แสงสว่างของประทีปดวงเดิม อันบุคคลจะพึง กล่าวว่า ' มี ' หรือว่า ' ไม่มี. '

  2. ๒

    อันนภาระ. ท่านขอรับ ย่อมจะมีแสงสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่า ฯ

    “อติเรกตรา ภนฺเต ปภา โหตีติ.

    (อ.อันนภาระ กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.แสงสว่าง อันยิ่งกว่า ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    อันนภาระ. แสงสว่างย่อมมีมากกว่า ขอรับ.

  3. ๓

    พระปัจเจกพุทธเจ้า. ฉันนั้นนั่นแล ท่านผู้เป็นบัณฑิตจะเป็นข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง หรือภิกษาทัพพีหนึ่งก็ตามทีเกิด เมื่อบุคคลให้ส่วนบุญในบิณฑบาตของตนแก่คนเหล่าอื่น ตนให้แก่คนไปเท่าใด บุญปานกัน ย่อมขยับขยายไป ก็ท่านได้ถวายบิณฑบาตไปส่วนเดียวก็จริง แต่เมื่อท่านให้ส่วนบุญแก่เศรษฐี บิณฑบาตย่อมเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน (คือ) ส่วนหนึ่งเป็นของท่าน ส่วนหนึ่งเป็นของเศรษฐี ฯ

    “เอวเมว ปณฺฑิต อุฬุงฺกยาคุ วา โหตุ กฏจฺฉุภิกฺขา วา, อตฺตโน ปิณฺฑปาเต ปเรสํ ปตฺตึ เทนฺตสฺส, ยตฺตกานํ เทติ, ตตฺตกํ วฑฺฒติ; ตฺวํ หิ เอกเมว ปิณฺฑปาตํ อทาสิ; เสฏฺฐิสฺส ปน ปตฺติยา ทินฺนาย, เทฺว ปิณฺฑปาตา โหนฺติ: เอโก ตว เอโก ตสฺสาติ.

    (อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนบัณฑิต อ.ข้าวต้มมีกระบวยเป็นประมาณ หรือ หรือว่า อ.ภิกษามีทัพพี เป็นประมาณ จงมีเถิด, (เมื่อบุคคล) ให้อยู่ ซึ่งส่วนบุญ ในบิณฑบาต ของตน (แก่ชน ท.) เหล่าอื่น, (อ.ตน) ย่อมให้ (แก่ชน ท.) มีประมาณ เท่าใด, อ.บุญ มีประมาณเท่านั้น ย่อมเจริญ ฉันนั้นนั่นเทียว, ก็ อ.ท่าน ได้ให้แล้ว ซึ่งบิณฑบาต หนึ่งนั่นเทียว, แต่ว่า ครั้นเมื่อ ส่วนบุญ (อันท่าน) ให้แล้ว แก่เศรษฐี อ.บิณฑบาต ท. ๒ คือ (อ.บิณฑบาต) ๑ ของท่าน คือ (อ.บิณฑบาต) ๑ (ของเศรษฐี) นั้น ย่อมมี ดังนี้ ฯ

    พระปัจเจกพุทธะ. ฉันนั้นนั่นแล ท่านผู้เป็นบัณฑิต จะเป็นข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง หรือภิกษุทัพพีหนึ่งก็ตาม, เมื่อบุคคลให้ส่วนบุญ ในบิณฑบาตของตนแก่ผู้อื่นอยู่, ให้แก่คนไปเท่าใด, บุญเท่านั้น ย่อมเจริญ; ก็ท่านได้ให้บิณฑบาตส่วนหนึ่งเท่านั้น, แต่เมื่อท่านให้ ส่วนบุญแก่เศรษฐี, บิณฑบาตชื่อว่าเป็น ๒ ส่วน : ส่วนหนึ่งเป็นของท่าน ส่วนหนึ่งเป็นของเศรษฐี.

  4. ๔

    เขารับว่า ถูกต้องละ ขอรับ กราบไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้วไปยังสำนักเศรษฐี บอกว่า นาย ของจงรับเอาส่วนบุญเถิด ฯ

    โส “สาธุ ภนฺเตติ ตํ อภิวาเทตฺวา เสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “คณฺห สามิ ปตฺตินฺติ อาห.

    (อ.อันนภาระ) นั้น รับพร้อมแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ ไหว้แล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของเศรษฐี กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่นาย (อ.ท่าน) ขอจงรับ ซึ่งส่วนบุญ เถิด ดังนี้ ฯ

    เขารับว่า " ดีละ ท่านผู้เจริญ " แล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธะนั้น แล้วในสู่สำนักของเศรษฐี กล่าวว่า " นาย ขอท่านจงรับเอา ส่วนบุญเถิด. "

  5. ๕

    เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ ฯ

    “เตนหิ อิเม กหาปเณ คณฺหาติ.

    (อ.เศรษฐี กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.เจ้า) จงรับ ซึ่งกหาปณะ ท. เหล่านี้ เถิด ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี. ถ้ากระนั้น พ่อจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ไป.

  6. ๖

    อันนภาระ. กระผมมิได้ขายบิณฑบาต กระผมให้ส่วนบุญแก่ท่านด้วยศรัทธา ฯ

    “นาหํ ปิณฺฑปาตํ วิกฺกีณามิ, สทฺธาย เต ปตฺตึ ทมฺมีติ.

    (อ.อันนภาระ กล่าวแล้ว) ว่า อ.กระผม ย่อมขาย ซึ่งบิณฑบาต หามิได้, (อ.กระผม) ย่อมให้ ซึ่งส่วนบุญ แก่ท่าน ด้วยความศรัทธา ดังนี้ ฯ

    อันนภาระ. กระผมไม่ได้ขายบิณฑบาต, กระผมให้ส่วนบุญ แก่ท่านด้วยศรัทธา.

  7. ๗

    เศรษฐี. เธอให้ด้วยศรัทธา ถึงเราก็บูชาคุณความดีของเธอด้วยศรัทธา (เช่นกัน) รับเอาไปเถิด พ่อคุณ อนึ่ง นับแต่นี้ไปเธออย่าได้ลงมือทำงาน จงปลูกเรือนอยู่ริมถนนเถิด และเธอมีความต้องการสิ่งใดสิ่งนั้นทุกประการจงหยิบฉวยจากสำนักของเรา ฯ ก็บิณฑบาตที่ถวายแก่ท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมให้ผลทันทีทันใดทีเดียว ฯ

    “ตฺวํ สทฺธาย เทสิ, สทฺธาย อหํปิ ตว คุณํ ปูเชมิ; คณฺห ตาต, อิโต ปฏฺฐาย ปน มา สหตฺถา กมฺมํ อกาสิ. วีถิยํ ฆรํ มาเปตฺวา วส, เยน จ เต อตฺโถ โหติ, สพฺพํ มม สนฺติกา คณฺหาหีติ อาห.

    (อ.เศรษฐี) กล่าวแล้ว ว่า อ.เจ้า ย่อมให้ ด้วยความศรัทธา, แม้ อ.เรา ย่อมบูชา ซึ่งคุณ ของเจ้า ด้วยความศรัทธา, แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) จงรับเถิด, อนึ่ง (อ.เจ้า) อย่า ได้กระทำแล้ว ซึ่งการงาน ด้วยมือของตน จำเดิม (แต่กาล) นี้, (อ.เจ้า) สร้างแล้ว ซึ่งเรือน ใกล้ถนน จงอยู่เถิด, ก็ อ.ความต้องการ (ด้วยวัตถุ) ใด ย่อมมี แก่เจ้า, (อ.เจ้า) จงถือเอา (ซึ่งวัตถุ นั้น) ทั้งปวง จากสำนัก ของเรา เถิด ดังนี้ ฯ

    เศรษฐี กล่าวว่า " เจ้าให้ด้วยศรัทธา, ถึงเราก็บูชาคุณของ เจ้า; ด้วยศรัทธา จงรับเอาไปเถิด พ่อ, อนึ่ง จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ ทำการงานด้วยมือของตน, จงปลูกเรือนอยู่ริมถนนเถิด, และจงถือเอา วัตถุทุกอย่างที่เจ้าต้องการจากสำนักของฉัน."

ภาค ๘ สุมนสามเณรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๗ ข้อ ๒ หน้า ๙๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    พระศาสดา ทรงทำปฏิสันถารกับพระอนุรุทธะนั้นแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาว่า อานนท์ เราประสงค์จะล้างเท้าด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อน้ำแก่พวกสามเณรแล้ว ให้นำน้ำมาเถิด ฯ

    สตฺถา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตสิ “อานนฺท อโนตตฺตทหอุทเกนมฺหิ ปาเท โธวิตุกาโม, สามเณรานํ ฆฏํ ทตฺวา ปานียํ อาหราเปหีติ.

    อ.พระศาสดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งปฏิสันถาร กับ (ด้วยพระเถระ) นั้น ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระเถระชื่อว่าอานนท์ ว่า ดูก่อนอานนท์ (อ.เรา) เป็นผู้ใคร่เพื่ออันล้าง ซึ่งเท้า ท. ด้วยน้ำในสระอโนดาต ย่อมเป็น, (อ.เธอ) ให้แล้ว ซึ่งหม้อ แก่สามเณร ท. (ยังสามเณร ท. เหล่านั้น) จงให้นำมา ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม เถิด ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ทรงทำปฏิสันถารกับด้วยท่านแล้ว ตรัสเรียกพระ อานนทเถระมาว่า "อานนท์ เราเป็นผู้มีความประสงค์เพื่อจะล้างเท้าทั้ง ๒ ด้วยน้ำในสระอโนดาด เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณรแล้ว ให้นำน้ำมาเถิด."

  2. ๒

    พระเถระ ให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหาร ประชุมกันแล้ว ฯ

    เถโร วิหาเร ปญฺจมตฺตานิ สามเณรสตานิ สนฺนิปาเตสิ.

    อ.พระเถระ ยังร้อยแห่งสามเณร ท. มีประมาณ ๕ ให้ประชุมกันแล้ว ในวิหาร ฯ

    พระเถระ ให้สามเณรประมาณ ๕๐๐ ในวิหาร ประชุมกันแล้ว.

  3. ๓

    บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด ฯ

    เตสํ สุมนสามเณโร สพฺพนวโก อโหสิ.

    (แห่งสามเณร ท.) เหล่านั้น หนา อ.สามเณรชื่อว่าสุมนะ เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งปวง ได้เป็นแล้ว ฯ

    บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณร ทั้งหมด.

  4. ๔

    พระเถระ กล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า สามเณร พระศาสดาทรงประสงค์จะทรงล้างพระบาทด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด ฯ

    เถโร สพฺพมหลฺลกํ สามเณรํ อาห “สามเณร สตฺถา อโนตตฺตทหอุทเกน ปาเท โธวิตุกาโม, ฆฏํ อาทาย คนฺตฺวา ปานียํ อาหราติ.

    อ.พระเถระ กล่าวแล้ว กะสามเณร ผู้แก่กว่าสามเณรทั้งปวง ว่า แน่ะสามเณร อ.พระศาสดา เป็นผู้ทรงประสงค์เพื่ออันทรงล้าง ซึ่งพระบาท ท. ด้วยน้ำในสระอโนดาต (ย่อมเป็น), (อ.เธอ) ถือเอา ซึ่งหม้อ ไปแล้ว จงนำมา ซึ่งน้ำอันบุคคลพึงดื่ม เถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ กล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า "สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้ง ๒ ด้วย น้ำในสระอโนดาด, เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด."

  5. ๕

    สามเณรนั้นไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า กระผมไม่สามารถ ขอรับ ฯ

    โส “น สกฺโกมิ ภนฺเตติ น อิจฺฉิ.

    (อ.สามเณร) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.กระผม) ย่อมไม่อาจ ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว ฯ

    สามเณรนั้นไม่ปรารถนา ด้วยกล่าวว่า "กระผมไม่สามารถ ขอรับ."

  6. ๖

    พระเถระ ถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำดับ ฯ

    เถโร เสเสปิ ปฏิปาฏิยา ปุจฺฉิ.

    อ.พระเถระ ถามแล้ว (ซึ่งสามเณร ท.) แม้ผู้เหลือ ตามลำดับ ฯ

    พระเถระ ถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำดับ.

  7. ๗

    สามเณรแม้เหล่านั้น ก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ

    เตปิ ตเถว วตฺวา ปฏิกฺขิปึสุ.

    (อ.สามเณร ท.) แม้เหล่านั้น กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ห้ามแล้ว ฯ

    แม้สามเณรเหล่านั้น ก็พูด ปลีกตัวอย่างนั้นแล.

  8. ๘

    ถามว่า ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ สามเณรผู้เป็นขีณาสพไม่มีหรือ ฯ

    “กึ ปเนตฺถ ขีณาสวสามเณรา นตฺถีติ.

    (อ.อันถาม) ว่า ก็ อ.สามเณรผู้ขีณาสพ ท. ย่อมไม่มี (ในสมาคม) นี้ หรือ ดังนี้ ฯ

    มีคำถามว่า "ก็บรรดาสามเณรเหล่านี้ สามเณรผู้เป็นขีณาสพ ไม่มีหรือ ?"

  9. ๙

    ตอบว่า มีอยู่ แต่สามเณรเหล่านั้น ไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็นว่า พวงดอกไม้นี้ พระศาสดาหาได้ทรงผูกไว้เพื่อพวกเราไม่ พวงดอกไม้ พระองค์ทรงผูกไว้เพื่อสุมนสามเณรองค์เท่านั้นฯ แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชน ไม่ปรารถนา ก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถนั่นเอง ฯ

    “อตฺถิ, เต ปน `นายํ อมฺหากํ พทฺโธ, มาลาปูโฏ สุมนสามเณรสฺเสว พทฺโธติ น อิจฺฉึสุ. ปุถุชฺชนา ปน อตฺตโน อสมตฺถตาเยว น อิจฺฉึสุ.

    (อ.อันแก้) ว่า (อ.สามเณรผู้ขีณาสพ ท.) มีอยู่, แต่ว่า (อ.สามเณร ท.) เหล่านั้น ไม่ปรารถนาแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.พวงแห่งระเบียบ) นี้ (อันพระศาสดา) ทรงผูกแล้ว เพื่อเรา ท. หามิได้, อ.พวงแห่งระเบียบ (อันพระศาสดา) ทรงผูกแล้ว เพื่อสามเณรชื่อว่าสุมนะนั่นเทียว ดังนี้ ฯ ส่วนว่า (อ.สามเณร ท.) ผู้ปุถุชน ไม่ปรารถนาแล้ว เพราะความที่ แห่งตน เป็นผู้ไม่สามารถนั่นเทียว (ดังนี้) ฯ

    แก้ว่า "มีอยู่, แต่สามเณรเหล่านั้น ไม่ปรารถนา ด้วยคิดเห็น ว่า 'พวงดอกไม้นี้ พระศาสดาไม่ทรงผูกไว้เพื่อพวกเรา พระองค์ ทรงผูกไว้เพื่อสุมนสามเณรองค์เดียว. แต่พวกสามเณรผู้เป็นปุถุชนไม่ปรารถนา ก็เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถนั่นเอง."

  10. ๑๐

    ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า พระเถระกล่าวว่า สามเณร พระศาสดาทรงประสงค์จะล้างพระบาทด้วยน้ำในสระอโนดาต ทราบว่า เธอจงถือเอาหม้อน้ำไปตักน้ำมา ฯ

    ปริโยสาเน ปน สุมนสฺส วาเร สมฺปตฺเต, “สามเณร สตฺถา อโนตตฺตทหอุทเกน ปาเท โธวิตุกาโม, ฆฏํ คเหตฺวา กิร อุทกํ อาหราติ อาห.

    ก็ ในกาลเป็นที่สุดลงรอบ ครั้นเมื่อ วาระ ถึงพร้อมแล้ว แก่สามเณรชื่อว่าสุมนะ (อ.พระเถระ) กล่าวแล้ว ว่า แน่ะสามเณร อ.พระศาสดา เป็นผู้ทรงประสงค์เพื่ออันทรงล้าง ซึ่งพระบาท ท. ด้วยน้ำในสระอโนดาต (ย่อมเป็น), ได้ยินว่า (อ.เธอ) ถือเอาแล้ว ซึ่งหม้อ จงนำมา ซึ่งน้ำ ดังนี้ ฯ

    ก็ในที่สุด เมื่อวาระถึงแก่สุมนสามเณรเข้า, พระเถระ กล่าวว่า "สามเณร พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระบาททั้ง ๒ ด้วย น้ำในสระอโนดาด, ได้ยินว่า เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา"

  11. ๑๑

    สุมนสามเณรนั้น กราบเรียนว่า เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา กระผมจักนำมา ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่า พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาต ฯ

    โส “สตฺถริ อาหราเปนฺเต, อาหริสฺสามีติ สตฺถารํ วนฺทิตฺวา “ภนฺเต อโนตตฺตโต กิร มํ อุทกํ อาหราเปถาติ อาห.

    (อ.สามเณร) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า ครั้นเมื่อพระศาสดา (ทรงยังกระผม) ให้นำมาอยู่, (อ.กระผม) จักนำมา ดังนี้ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า (อ.พระองค์ ท.) ทรง ยังข้าพระองค์ ย่อมให้นำมา ซึ่งน้ำ จากสระอโนดาต หรือ ดังนี้ ฯ

    สุมนสามเณรนั้น เรียนว่า "เมื่อพระศาสดาทรงให้นำมา, กระผมจักนำมา" ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ได้ยินว่า "พระองค์ให้ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาด หรือ ? พระเจ้าข้า"

  12. ๑๒

    พระศาสดา ตรัสว่า อย่างนั้น สุมนะ ฯ

    “อาม สุมนาติ.

    (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนสุมนะ เออ (อ.อย่างนั้น) ดังนี้ ฯ

    พระศาสดา ตรัสว่า 'อย่างนั้น สุมนะ."

  13. ๑๓

    สามเณรนั้นเอามือจับหม้อน้ำใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งจุน้ำได้ตั้ง ๖๐ หม้อ ในบรรดาหม้อสำหรับประจำเสนาสนะ ซึ่งเลี่ยมดาดด้วยทองแท่ง อันนางวิสาขาให้สร้างไว้ คิดว่า เราไม่มีความจำเป็นต้องยกหม้อน้ำนี้ขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่า ดังนี้แล้ว หิ้วไป เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้าไปทางหิมวันตประเทศ รีบไปแล้ว ฯ

    โส วิสาขาย การิเตสุ ฆนสุวณฺณโกฏิเมสุ เสนาสนกุเฏสุ เอกํ สฏฺฐีกุฏอุทกคฺคณฺหนกํ มหาฆฏํ หตฺเถน คเหตฺวา “อิมินา เม อุกฺขิปิตฺวา อํสกูเฏ ฐปิเตน อตฺโถ นตฺถีติ โอลมฺพกํ กตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข ปกฺขนฺทิ.

    (อ.สามเณร) นั้น ถือเอาแล้ว ในหม้ออันตั้งอยู่ในเสนาสนะ ท. อันบุคคลพึงบุด้วยทองอันเป็นแท่ง อัน อันนางวิสาขา ให้กระทำแล้ว หนา ซึ่งหม้อใหญ่ ใบหนึ่ง อันจุซึ่งน้ำมีหม้อ ๖๐ เป็นประมาณ ด้วยมือ (คิดแล้ว) ว่า อ.ประโยชน์ (ด้วยหม้อ) นี้ อัน อันเรา ยกขึ้นแล้ว วางไว้แล้ว บนจะงอยแห่งบ่า ย่อมไม่มี ดังนี้ กระทำแล้ว ให้เป็นของห้อยลง เหาะขึ้นไปแล้ว สู่ฟ้า มีหน้าเฉพาะต่อป่าหิมพานต์ แล่นไปแล้ว ฯ

    สุมนสามเณรนั้น เอามือจับหม้อใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งจุน้ำได้ตั้ง ๖๐ หม้อ ในบรรดาหม้อสำหรับเสนาสนะ ซึ่งเลี่ยมดาดด้วยทองแท่ง อันนางวิสาขาให้สร้างไว้ หิ้วไป ด้วยคิดว่า "ความต้องการของเราด้วยหม้อ อันเรายกขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่านี้ ย่อมไม่มี" เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้าต่อหิมวันตประเทศ รีบไปแล้ว.

ภาค ๘ อานนฺทตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ อานนฺทตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๐๕–๑๐๖ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ได้ยินว่า ในวันมหาปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกสล ทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครบถ้วน ทรงถือวัตถุสิ่งของ มีของหอมเป็นต้น ได้เสด็จไปวัด ฯ

    ปเสนทิโกสโล กิร มหาปวารณาย สพฺพาภรณปฏิมณฺฑิโต คนฺธาทีนิ อาทาย วิหารํ อคมาสิ.

    ได้ยินว่า อ.พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ทรงประดับเฉพาะแล้ว ด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง ทรงถือเอา (ซึ่งวัตถุ ท.) มีของหอมเป็นต้น ได้เสด็จไปแล้ว สู่วิหาร ในดิถีเป็นที่ปวารณาใหญ่ ฯ

    ได้ยินว่า ในวันมหาปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกสล ทรงประดับเครื่องราชอิสสริยากรณ์ครบถ้วน ทรงถือเอาวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น ได้เสด็จไปยังวิหารแล้ว.

  2. ๒

    ในขณะนั้น พระกาฬุทายีเถระ นั่งเข้าฌานอยู่ที่ท้ายบริษัท ฯ

    ตสฺมึ ขเณ กาฬุทายิตฺเถโร ฌานํ สมาปชฺชิตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสินฺโน โหติ.

    ในขณะ นั้น อ.พระเถระชื่อว่ากาฬุทายี เป็นผู้ นั่ง เข้าแล้ว ซึ่งฌาน ในที่สุดรอบแห่งบริษัท ย่อมเป็น ฯ

    ในขณะนั้น พระกาฬุทายีเถระ นั่งเข้าฌานอยู่ที่ท้ายบริษัท.

  3. ๓

    ก็คำว่า กาฬุทายี นี้ เป็นชื่อของท่านนั่นเอง ฯ สรีระ ของท่าน มีผิวพรรณดังทองคำ ก็ในขณะนั้น พระจันทร์กำลังขึ้น พระอาทิตย์กำลังอัสดงคต ฯ

    นามเมว ปนสฺเสตํ, สรีรํ สุวณฺณวณฺณํ, ตสฺมึ ปน ขเณ จนฺโท อุคฺคจฺฉติ, สุริโย อฏฺฐเมติ.

    (อ.คำ ว่า อ.พระเถระชื่อว่ากาฬุทายี ดังนี้) นั่น เป็นชื่อ (ของพระเถระ) นั้น นั่นเทียว (ย่อมเป็น), อ.สรีระ (ของพระเถระ นั้น) เป็นสรีระมีสีเพียงดังสีแห่งทอง (ย่อมเป็น) ฯ ก็ ในขณะ นั้น อ.พระจันทร์ ย่อมขึ้นไป, อ.พระอาทิตย์ ย่อมถึง ซึ่งการไม่ตั้งอยู่ ฯ

    ก็ คำว่า 'กาฬุทายีเถระ' นั่น เป็นชื่อของท่านเอง. สรีระ (ของท่าน) มีสีเพียงดังทองคำ. ก็ในขณะนั้น พระจันทร์กำลังขึ้น, พระอาทิตย์ กำลังอัสดงคต.

  4. ๔

    พระอานนทเถระ มองดูรัศมีของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังอัสดงคต และรัศมีของพระจันทร์ที่กำลังขึ้น แล้วมองดูรัศมีพระวรกายของพระราชา รัศมีร่างกายของพระเถระ และพระรัศมีพระวรกายของพระตถาคตเจ้า ฯ

    อานนฺทตฺเถโร อฏฺฐเมนฺตสฺส สุริยสฺส อุคฺคจฺฉนฺตสฺส จ จนฺทสฺส โอภาสํ โอโลเกตฺวา รญฺโญ สรีโรภาสํ เถรสฺส สรีโรภาสํ ตถาคตสฺส จ สรีโรภาสํ โอโลเกสิ.

    อ.พระเถระชื่อว่าอานนท์ แลดูแล้ว ซึ่งรัศมี แห่งพระอาทิตย์ อันถึงอยู่ ซึ่งการไม่ตั้งอยู่ ด้วย แห่งพระจันทร์ อันขึ้นไปอยู่ ด้วย แลดูแล้ว ซึ่งพระรัศมีแห่งพระสรีระ ของพระราชา ด้วย ซึ่งรัศมีแห่งสรีระ ของพระเถระ ด้วย ซึ่งพระรัศมีแห่งพระสรีระ ของพระตถาคตเจ้า ด้วย ฯ

    พระอานนทเถระ แลดูรัศมีของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังอัสดงคตและ ของพระจันทร์ซึ่งกำลังขึ้น แล้วมองดูพระสรีโรภาสของพระราชา สรีโรภาสของพระเถระ และพระสรีโรภาสของพระตถาคต.

  5. ๕

    บรรดาท่านเหล่านั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ย่อมไพโรจน์ล้ำรัศมีทั้งปวง ฯ

    ตตฺถ สพฺโพภาเส อติกฺกมิตฺวา สตฺถา วิโรจติ.

    (ในชน ท.) เหล่านั้น หนา อ.พระศาสดา ย่อมทรงรุ่งเรืองวิเศษ ก้าวล่วง ซึ่งพระรัศมีทั้งปวง ท. ฯ

    ในท่านเหล่านั้น พระศาสดา ย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง.

  6. ๖

    พระเถระถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า วันนี้ เมื่อข้าพระองค์มองดูรัศมีทั้งหลายเหล่านี้อยู่ เฉพาะรัศมีของพระองค์เท่านั้น ข้าพระองค์ชอบใจ เพราะว่า พระสรีระของพระองค์ ย่อมไพโรจน์ล้ำรัศมีทั้งปวง ฯ

    เถโร สตฺถารํ วนฺทิตฺวา “ภนฺเต อชฺช มม อิเม โอภาเส โอโลเกนฺตสฺส ตุมฺหากเมว โอภาโส รุจฺจติ, ตุมฺหากํ หิ สรีรํ สพฺโพภาเส อติกฺกมิตฺวา วิโรจตีติ อาห.

    อ.พระเถระ ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา กราบทูลแล้ว ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์ แลดูอยู่ ซึ่งรัศมี ท. เหล่านี้ อ.พระรัศมี ของพระองค์ ท. นั่นเทียว (อันข้าพระองค์) ย่อมชอบใจ, เพราะว่า อ.พระสรีระ ของพระองค์ ท. ย่อมรุ่งเรืองวิเศษ ก้าวล่วง ซึ่งรัศมีทั้งปวง ท. ดังนี้ ฯ

    พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์ แลดูรัศมีเหล่านี้อยู่, พระรัศมีของพระองค์เท่านั้นข้าพระองค์ชอบใจ, เพราะว่า พระสรีระของพระองค์ ย่อมไพโรจน์ล่วงรัศมีทั้งปวง."

  7. ๗

    ลำดับนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสกะท่านว่า ดูกรอานนท์ ธรรมดาว่าพระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรือง ในกลางวัน พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรือง ในกลางคืน พระราชา ย่อมรุ่งเรืองในเวลาประดับแล้วเท่านั้น พระขีณาสพ ละความระคนด้วยหมู่แล้ว ย่อมรุ่งเรืองในภายในสมาบัติเท่านั้น ส่วน พระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่าง ทั้งในกาลคืน ทั้งในกลางวัน ดังนี้ ฯ

    อถ นํ สตฺถา “อานนฺท สุริโย นาม ทิวา วิโรจติ, จนฺโท รตฺตึ, ราชา อลงฺกตกาเลเยว วิโรจติ, ขีณาสโว คณสงฺคณิกํ ปหาย อนฺโตสมาปตฺติยํเยว วิโรจติ; พุทฺโธ ปน รตฺตึปิ ทิวาปิ ปญฺจวิเธน เตเชน วิโรจตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

    ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะพระเถระ) นั้น ว่า ดูก่อนอานนท์ ชื่อ อ.พระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรืองวิเศษ ในกลางวัน, อ.พระจันทร์ (ย่อมรุ่งเรืองวิเศษ) ในกลางคืน, อ.พระราชา ย่อมทรงรุ่งเรืองวิเศษ ในกาล (แห่งพระองค์ อันบุคคล) ประดับแล้ว นั่นเทียว, อ.พระขีณาสพ ละแล้ว ซึ่งความคลุกคลีด้วยหมู่ ย่อมรุ่งเรืองวิเศษ ในภายในแห่งสมาบัตินั่นเทียว, ส่วนว่า อ.พระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองวิเศษ ด้วยเดช อันมีอย่าง ๕ แม้ในกลางคืน แม้ในกลางวัน ดังนี้ ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

    ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะท่านว่า "อานนท์ ธรรมดา พระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรืองในกลางวัน, พระจันทร์ ย่อมรุ่งเรืองใน กลางคืน, พระราชา ย่อมรุ่งเรืองในเวลาประดับแล้วเท่านั้น, พระ ขีณาสพ ละความระคนด้วยหมู่แล้ว ย่อมรุ่งเรืองในภายในสมาบัติ ท่านั้น, ส่วนพระพุทธเจ้า ย่อมรุ่งเรืองด้วยเดช ๕ อย่าง ทั้งในกาลคืน ทั้งในกลางวัน" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-

ภาค ๘ ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๑ หน้า ๑๓๐–๑๓๑ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เทพยดา เห็นพระเถระนั้นกำลังเดินมา คิดว่า พระคุณเจ้ารูปนี้ คงจักถูกใคร ๆ นิมนต์ไว้เป็นแน่ (ไม่)พรุ่งนี้ ก็หรือมะรืนนี้ คงจักไป ฯ

    เทวตา ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา “อทฺธา เกนจิ นิมนฺติโต ภวิสฺสติ, เสฺว วา ปรเสฺว วา คมิสฺสตีติ จินฺเตสิ.

    อ.เทวดา เห็นแล้ว (ซึ่งพระเถระ) นั้น ผู้มาอยู่ คิดแล้ว ว่า (อ.พระเถระ นี้) เป็นผู้ อันใคร ๆ นิมนต์แล้ว จักเป็น แน่แท้, (อ.พระเถระ นี้) จักไป ในวันพรุ่ง หรือ หรือว่า ในวันมะรืน ดังนี้ ฯ

    เทพดา เห็นท่านกำลังเดินมา คิดว่า "พระเถระนี้ จักเป็นผู้ อันใคร ๆ นิมนต์ไว้แน่แท้, ท่านคงจักไปในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้."

  2. ๒

    เมื่อล่วงไปประมาณกึ่งเดือนอย่างนี้ เทพยดา ก็คิด(ใหม่)ว่า ภิกษุรูปนี้ คงจักอยู่ภายในพรรษาในที่นี้จริง ๆ ก็การที่เรากับลูกน้อยทั้งหลายอยู่ในที่เดียวกับท่านผู้มีศีล ลำบาก และเราก็ไม่สามารถจะบอกภิกษุรูปนี้ว่า ออกไปเถิด ท่าน ความพลั้งพลาดในศีลของภิกษุนี้ มีบ้างไหมหนอแล สำรวจด้วยตาทิพย์ มองไม่เห็นความพลั้งพลาดในศีลของท่านตั้งแต่เวลา(เริ่ม)บวช จึงคิดว่า ศีลของท่านบริสุทธิ์จริง เราจักทำอะไรบางอย่างสร้างความอัปยศให้เกิดขึ้นแก่ท่าน จึงสิงในร่างของบุตรชายคนโตของอุบาสิกา ในตระกูลอุปัฏฐาก บิดคอแล้ว ฯ

    เอวํ อฑฺฒมาสมตฺเต อติกฺกนฺเต, “อยํ อิเธว มญฺเญ อนฺโตวสฺสํ วสิสฺสติ, สีลวตา ปน สทฺธึ เอกฏฺฐาเน ปุตฺตเกหิ สทฺธึ วสิตุํ ทุกฺกรํ, อิมญฺจ `นิกฺขมาติ วตฺตุํ น สกฺกา; อตฺถิ นุ โข อิมสฺส สีเล ขลิตนฺติ ทิพฺเพน จกฺขุนา โอโลเกนฺตี อุปสมฺปทกาลโต ปฏฺฐาย ตสฺส สีเล ขลิตํ อทิสฺวา “ปริสุทฺธมสฺส สีลํ, กิญฺจิเทวสฺส กตฺวา อยสํ อุปฺปาเทสฺสามีติ อุปฏฺฐากกุเล อุปาสิกาย เชฏฺฐปุตฺตสฺส สรีเร อธิมุจฺจิตฺวา คีวํ ปริวตฺเตสิ.

    (ครั้นเมื่อกาล) สักว่ากึ่งแห่งเดือน ก้าวล่วงแล้ว อย่างนี้, (อ.เทวดา คิดแล้ว) ว่า (อ.พระเถระ) นี้ เห็นจะ จักอยู่ (ในที่) นี้นั่นเทียว ตลอดภายในแห่งพรรษา, ก็ อ.อัน (อันเรา) อยู่ กับ ด้วยลูกน้อย ท. ในที่แห่งเดียว กับ (ด้วยภิกษุ) ผู้มีศีล เป็นกิริยาอันเรากระทำได้โดยยาก (ย่อมเป็น), อนึ่ง (อันเรา) ไม่อาจ เพื่ออันกล่าว ว่า (อ.ท่าน) จงออกไป ดังนี้ (กะพระเถระ) นี้, อ.ความพลั้งพลาด ในศีล (ของพระเถระ) นี้ มีอยู่ หรือ หนอ แล ดังนี้ ตรวจดูอยู่ ด้วยจักษุ อันเป็นทิพย์ ไม่เห็นแล้ว ซึ่งความพลั้งพลาด ในศีล (ของพระเถระ) นั้น จำเดิม แต่กาล เป็นที่อุปสมบท (คิดแล้ว) ว่า อ.ศีล (ของพระเถระ) นั้น หมดจดรอบแล้ว, อ.เรา กระทำแล้ว (ซึ่งเหตุ) อะไร ๆ นั่นเทียว ยังโทษมิใช่ยศ จักให้เกิดขึ้น (แก่พระเถระ) นั้น ดังนี้ สิงแล้ว ในสรีระ ของบุตรผู้เจริญที่สุด ของอุบาสิกา ในตระกูลแห่งอุปัฏฐาก ยังคอ ให้เป็นไปรอบแล้ว ฯ

    เมื่อเวลาประมาณกึ่งเดือนล่วงไปแล้วอย่างนี้, เทพดา ก็คิดว่า "ภิกษุนี้ เห็นจักอยู่ในที่นี้จริง ๆ สิ้นภายในฤดูฝน, ก็การที่เรากับ บุตรน้อยทั้งหลายอยู่ในที่อันเดียวกันกับผู้มีศีล เป็นการทำได้ยาก; อนึ่ง เราไม่อาจจะกล่าวกะภิกษุนี้ว่า 'ท่านจงออกไปเสีย' ดังนี้ได้, ความ พลั้งพลาดในศีลของภิกษุนี้มีอยู่ไหมหนอ ?" ดังนี้แล้ว ตรวจดู อยู่ด้วยทิพยจักษุ ก็ยังไม่เห็นความพลั้งพลาดในศีลของท่าน ตั้งแต่ เวลาอุปสมบท จึงคิดว่า "ศีลของท่านบริสุทธิ์, เราจักทำเหตุบางอย่างนั่นเทียว ให้ความเสื่อมเสียเกิดขึ้นแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว จึง (เข้า ไป) สิงในสรีระของบุตรคนใหญ่ของอุบาสิกา ในตระกุลอุปัฏฐาก บิด คอแล้ว.

  3. ๓

    นัยน์ตาทั้ง ๒ ของบุตรนั้นเหลือกแล้ว ฯ

    ตสฺส อกฺขีนิ นิกฺขมึสุ,

    อ.นัยน์ตา ท. (ของบุตร) นั้น ถลนออกแล้ว ฯ

    นัยน์ตาทั้ง ๒ ของบุตรนั้นเหลือกแล้ว,

  4. ๔

    น้ำลายฟูมปาก ฯ

    มุขโต เขโฬ ปคฺฆรติ.

    อ.น้ำลาย ย่อมไหลออก จากปาก ฯ

    น้ำลายไหลออก จากปาก.

  5. ๕

    อุบาสิกาเห็นบุตรนั้นแล้ว ร้องว่า นี่อะไรกัน ฯ

    อุปาสิกา ตํ ทิสฺวา “กึ อิทนฺติ วิรวิ.

    อุบาสิกา เห็นแล้ว (ซึ่งบุตร) นั้น ร้องแล้ว ว่า (อ.เหตุ) นี้ อะไร ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา เห็นบุตรนั้นแล้ว ร้องว่า "นี้อะไรกัน ?"

  6. ๖

    ครั้งนั้น เทพยดา ผู้ไม่ปรากฏกายได้เอื้อนเอ่ยกะอุบาสิกานั้นอย่างนี้ว่า บุตรชายคนโตของท่านนั่นข้าพเจ้าเข้าสิงแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการแม้ด้วยการทำบัดพลี ท่านจงขอชะเอมเครือกะพระเถระผู้เข้าถึงตระกูลแก่ท่านแล้วเอาชะเอมเครือนั้นทอดน้ำมันให้บุตรชายของท่านนี้ นัตถุ์เถิด ด้วยวิธีอย่างนี้ ข้าพเจ้าจักคลายบุตรชายของท่านนี้ ฯ

    อถ นํ เทวตา อทิสฺสมานรูปา เอวมาห “มยา เอส คหิโต พลิกมฺเมนปิ เม อตฺโถ นตฺถิ, ตุมฺหากํ ปน กุลุปกตฺเถรํ ลฏฺฐิมธุกํ ยาจิตฺวา เตน เตลํ ปจิตฺวา อิมสฺส นตฺถุโต เทถ, เอวาหํ อิมํ มุญฺจิสฺสามีติ.

    ครั้งนั้น อ.เทวดา มีรูปอันไม่ปรากฏอยู่ กล่าวแล้ว (กะอุบาสิกา) นั้น อย่างนี้ ว่า (อ.บุตร) นั่น อันเรา จับแล้ว, อ.ความต้องการ แม้ด้วยพลีกรรม ย่อมไม่มี แก่เรา, แต่ว่า (อ.ท่าน ท.) ขอแล้ว ซึ่งชะเอมเครือ กะพระเถระผู้เข้าถึงซึ่งตระกูล ของท่าน ท. หุงแล้ว ซึ่งน้ำมัน (ด้วยชะเอมเครือ) นั้น จงให้ (แก่บุตร) นี้ โดยการนัตถุ์ เถิด, (ครั้นเมื่อความเป็น) อย่างนั้น (มีอยู่) อ.เรา จักปล่อย (ซึ่งบุตร) นี้ ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น เทพดามีรูปไม่ปรากฏ กล่าวกะอุบาสิกานั้นอย่างนี้ ว่า "บุตรนั่นเราจับไว้แล้ว, เราไม่มีความต้องการแม้ด้วยพลีกรรม, แต่ท่านจงขอชะเอมเครือกะพระเถระผู้เข้าถึงตระกูลของท่านแล้ว เอาชะเอมเครือนั้นทอดน้ำมันแล้ว จงให้แก่บุตรนี้โดยวิธีนัตถุ์เถิด, เมื่อทำอย่างนี้ เราจึงจักปล่อยบุตรนี้."

  7. ๗

    อุบาสิกา. บุตรชายคนโตของเรานั่น จะฉิบหาย หรือจะตายไปก็ตามทีเถิด เราไม่อาจขอชะเอมเครือกะพระผู้เป็นเจ้าได้ ฯ

    “นสฺสตุ วา เอส มรตุ วา, น สกฺขิสฺสามหํ อยฺยํ ลฏฺฐิมธุกํ ยาจิตุนฺติ.

    (อ.อุบาสิกา กล่าวแล้ว) ว่า (อ.บุตร) นั่น จงฉิบหาย หรือ หรือว่า จงตาย, อ.ดิฉัน จักไม่อาจ เพื่ออันขอ ซึ่งชะเอมเครือ กะพระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. บุตรนั่น จงฉิบหายหรือตายไปก็ตามเถิด, ฉันไม่ อาจจะขอชะเอมเครือกะพระผู้เป็นเจ้าได้.

  8. ๘

    เทพยดา. ถ้าท่านไม่อาจขอชะเอมเครือได้ ท่านจงบอกเพื่อใส่ผงหิงคุลงในจมูกของบุตรชายนั้น ฯ

    “สเจ ลฏฺฐิมธุกํ ยาจิตุํ น สกฺโกถ, นาสิกายสฺส หิงฺคุจุณฺณํ ปกฺขิปิตุํ วเทถาติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าว่า (อ.ท่าน ท.) ย่อมไม่อาจ เพื่ออันขอ ซึ่งชะเอมเครือ ไซร้, (อ.ท่าน ท.) จงบอก เพื่ออันใส่ ซึ่งจุณณ์แห่งหิงคุ ในจมูก (ของบุตร) นั้น ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ถ้าท่านไม่อาจจะขอชะเอมเครือไซร้, ท่านจงบอกเพื่อ ใส่ผงหิงคุลงในจมูกของบุตรนั้น.

  9. ๙

    อุบาสิกา. คำพูดแม้นี้ ฉันก็ไม่สามารถจะพูดได้ ฯ

    “อิทํปิ วตฺตุํ น สกฺโกมาติ.

    (อ.อุบาสิกา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ดิฉัน ท. ย่อมไม่อาจ เพื่ออันกล่าว (ซึ่งคำ) แม้นี้ ดังนี้ ฯ

    อุบาสิกา. ฉันไม่อาจเพื่อกล่าวคำแม้อย่างนี้ได้.

  10. ๑๐

    เทพยดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระเถระนั้นลงบนศีรษะ(บุตรชาย)เถิด ฯ

    “เตนหิสฺส ปาทโธวนุทกํ สีเส อาสิญฺจถาติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน ท.) จงรด ซึ่งน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งเท้า (ของพระเถระ) นั้น บนศีรษะ เถิด ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระเถระนั้น ลงบนศีรษะ (บุตร) เถิด.

  11. ๑๑

    อุบาสิกา กล่าวว่า ข้อนี้ ข้าพเจ้าอาจทำได้ จึงนิมนต์พระเถระผู้มาตามเวลาให้นั่งแล้ว ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ล้างเท้าของพระเถระผู้นั่งแล้วในระหว่างภัต รองเอาน้ำไว้แล้วเรียนว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันจะราดน้ำนี้ลงบนศีรษะของเด็ก เมื่อท่านบอกว่า จงราดเถิด ได้ทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    อุปาสิกา “สกฺกา อิทํ กาตุนฺติ เวลาย อาคตํ เถรํ นิสีทาเปตฺวา ยาคุขชฺชกํ ทตฺวา อนฺตราภตฺเต นิสินฺนสฺส ปาเท โธวิตฺวา อุทกํ คเหตฺวา “ภนฺเต อิทํ อุทกํ ทารกสฺส สีเส อาสิญฺจามาติ อาปุจฺฉิตฺวา, เตน “อาสิญฺจถาติ วุตฺเต, ตถา กรึสุ.

    อ.อุบาสิกา (กล่าวแล้ว) ว่า (อันดิฉัน) อาจ เพื่ออันกระทำ (ซึ่งกรรม) นี้ ดังนี้ ยังพระเถระ ผู้มาแล้ว ในเวลา ให้นั่งแล้ว ถวายแล้ว ซึ่งข้าวต้มและของอันบุคคลพึงเคี้ยว ล้างแล้ว ซึ่งเท้า ท. (ของพระเถระ) ผู้นั่งแล้ว ในระหว่างแห่งภัตร ถือเอาแล้ว ซึ่งน้ำ ถามโดยเอื้อเฟื้อแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ดิฉัน ท.) จะรด ซึ่งน้ำ นี้ บนศีรษะ ของเด็ก ดังนี้, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า อ.ท่าน ท. จงรดเถิด ดังนี้ (อันพระเถระ) นั้น กล่าวแล้ว, กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    อุบาสิกา กล่าวว่า "ฉันอาจทำข้อนี้ได้," นิมนต์ให้พระเถระ ผู้มาตามเวลานั่งแล้ว ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว ล้างเท้าของพระเถระผู้นั่งอยู่ในระหว่างภัตร รองเอาน้ำไว้แล้ว เรียนให้ทราบว่า "ท่านผู้เจริญ ฉันจะรดน้ำนี้ลงบนศีรษะของเด็ก," เมื่อท่านอนุญาต ว่า "จงรดเถิด," ได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

  12. ๑๒

    เทพยดาปล่อยเด็กนั้นทันทีทันใดนั้นเองแล้วได้ไปยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ ฯ

    เทวตา ตาวเทว ตํ มุญฺจิตฺวา คนฺตฺวา เลนทฺวาเร อฏฺฐาสิ.

    อ.เทวดา ปล่อยแล้ว (ซึ่งเด็ก) นั้น ในขณะนั้นนั่นเทียว ไปแล้ว ได้ยืนแล้ว ใกล้ประตูแห่งถ้ำ ฯ

    เทพดาปล่อยเด็กนั้นในขณะนั้นเอง แล้วได้ไปยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ.

ภาค ๘ ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒ หน้า ๑๓๑–๑๓๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ฝ่ายพระเถระ พอฉันภัตตาหารเสร็จ ลุกจากอาสนะแล้ว สาธยายอาการ ๓๒ ทันที เพราะความที่ท่านไม่ละเลยกัมมัฏฐาน หลีกไปแล้ว ฯ

    เถโรปิ ภตฺตกิจฺจาวสาเน อุฏฺฐายาสนา อวิสฺสฏฺฐกมฺมฏฺฐานตาย ทฺวตฺตึสาการํ สชฺฌายนฺโตว ปกฺกามิ.

    แม้ อ.พระเถระ ลุกขึ้นแล้ว จากอาสนะ ในกาลเป็นที่สุดลง แห่งกิจด้วยภัตร สาธยายอยู่เทียว ซึ่งอาการ ๓๒ เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผู้มีกัมมัฏฐานอันไม่ปล่อยแล้ว เทียว หลีกไปแล้ว ฯ

    แม้พระเถระ ในเวลาเสร็จภัตตกิจ ลุกจากอาสนะ สาธยายอาการ ๓๒ อยู่เทียว เพราะความที่ท่านเป็นผู้ไม่ละเลยกัมมกัฏฐาน หลีกไปแล้ว.

  2. ๒

    ครั้นในเวลาที่ท่านถึงประตูถ้ำ เทพยดานั้นกล่าวกะท่านว่า พ่อหมอใหญ่ ท่านอย่าเข้ามาที่นี่ ฯ

    อถ นํ เลนทฺวารํ สมฺปตฺตกาเล สา “มหาเวชฺช มา อิธ ปวิสาติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.เทวดา) นั้น กล่าวแล้ว ว่า แน่ะหมอใหญ่ (อ.ท่าน) จงอย่า เข้าไป (ในถ้ำ) นี้ ดังนี้ (กะพระเถระ) นั้น ในกาล (แห่งพระเถระ นั้น) ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งประตูแห่งถ้ำ ฯ

    ครั้นในเวลาท่านถึงประตูถ้ำ เทพดานั้น กล่าวกะท่านว่า "พ่อ หมอใหญ่ ท่านอย่าเข้ามาในที่นี้."

  3. ๓

    ท่านยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น กล่าวว่า ท่านเป็นใคร ฯ

    โส ตตฺเถว ฐตฺวา “กาสิ ตฺวนฺติ อาห.

    (อ.พระเถระ) นั้น ยืนแล้ว (ในที่) นั้นนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) เป็นใคร ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ

    ท่านยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง กล่าวว่า "ท่านเป็นใคร ?"

  4. ๔

    เทพยดา ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในที่นี้ ฯ

    “อหํ อิธ อธิวตฺถา เทวตาติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ข้าพเจ้า เป็นเทวดา ผู้สิงอยู่แล้ว (ในถ้ำ) นี้ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ข้าพเจ้าเป็นเทพดาผู้สิงอยู่ในที่นี้.

  5. ๕

    พระเถระคิดว่า มีหรือหนอแล สถานที่ที่เราทำเวชกรรม สำรวจดูตั้งแต่เวลา(เริ่ม)บวช มองไม่เห็นจุดด่าง จุดดำ ในศีลของตน จึงกล่าวว่า เรามองไม่เห็นที่ที่เราจะทำเวชกรรมเลย เพราะเหตุไรท่านจึงพูดอย่างนี้ ฯ

    เถโร “อตฺถิ นุ โข มยา เวชฺชกมฺมสฺส กตฏฺฐานนฺติ อุปสมฺปทกาลโต ปฏฺฐาย โอโลเกนฺโต อตฺตโน สีเล ติลกํ วา กาฬกํ วา อทิสฺวา “อหํ มยา เวชฺชกมฺมสฺส กตฏฺฐานํ น ปสฺสามิ, กสฺมา เอวํ วเทสีติ อาห.

    อ.พระเถระ (คิดแล้ว) ว่า อ.ที่ แห่งเวชกรรม อันเรา กระทำแล้ว มีอยู่ หรือ หนอ แล ดังนี้ ตรวจดูอยู่ จำเดิม แต่กาลเป็นที่อุปสมบท ไม่เห็นแล้ว ซึ่งความด่าง หรือ หรือว่า ซึ่งความพร้อย ในศีล ของตน กล่าวแล้ว ว่า อ.เรา ย่อมไม่เห็น ซึ่งที่ แห่งเวชกรรม อันเรา กระทำแล้ว, (อ.ท่าน) กล่าวแล้ว อย่างนี้ เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    พระเถระ คิดว่า "ที่อันเราทำเวชกรรมมีอยู่หรือหนอแล ?" ดังนี้แล้ว ตรวจดูจำเดิมแต่กาลอุปสมบท ก็ยังไม่เห็นความเศร้าหมองหรือด่างพร้อยในศีลของตน จึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่เห็นที่ ๆ ข้าพเจ้าทำเวชกรรมเลย, ท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร ?

  6. ๖

    เทพยดา. ท่านมองไม่เห็นเลยหรือ ฯ

    “น ปสฺสสีติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ท่าน) ย่อมไม่เห็น หรือ ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ท่านไม่เห็นหรือ ?"

  7. ๗

    พระเถระ. ใช่ เรามองไม่เห็นเลย ฯ

    “อาม น ปสฺสามีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า เออ (อ.เรา) ย่อมไม่เห็น ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. เออ เราไม่เห็น.

  8. ๘

    เทพยดา. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะบอกท่าน ฯ

    “เตนหิ อาจิกฺขามิ เตติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ข้าพเจ้า) จะบอก แก่ท่าน ดังนี้ ฯ

    เทพดา. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะบอกแก่ท่าน.

  9. ๙

    พระเถระ. (เชิญ)บอกมาเลย ฯ

    “ [อาม] อาจิกฺขาหีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า (เออ) (อ.ท่าน) จงบอกเถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. (เชิญ) ท่านจงบอก.

  10. ๑๐

    เทพยดา. พูดไกลตัว ยกไว้ก่อน วันนี้ทีเดียวละ ท่านราดน้ำล้างเท้ารดบนศีรษะบุตรชายของโยมอุปัฏฐากที่ถูกอมนุษย์สิงแล้ว หรือท่านไม่ได้ราด ฯ

    “ติฏฺฐตุ ตาว ทูเร กถา, อชฺเชว ตยา อมนุสฺสคฺคหิตสฺส อุปฏฺฐากปุตฺตสฺส ปาทโธวนุทกํ สีเส อาสิตฺตํ นาสิตฺตนฺติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า อ.วาจาอันบุคคลพึงกล่าว ในที่ไกล จงยกไว้ ก่อน, ในวันนี้นั่นเทียว อ.น้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งเท้า อันท่าน รดทั่วแล้ว บนศีรษะ ของบุตรของอุปัฏฐาก ผู้อันอมนุษย์จับแล้ว (หรือ หรือว่า อ.น้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งเท้า อันท่าน) ไม่รดทั่วแล้ว (บนศีรษะ ของบุตรของอุปัฏฐาก ผู้อันอมนุษย์จับแล้ว) ดังนี้ ฯ

    เทพดา. การพูดในสิ่งที่ไกลจงยกไว้ก่อนเถิด, ในวันนี้เอง ท่านรดน้ำล้างเท้าแก่บุตรของอุปัฏฐาก ซึ่งถูกอมนุษย์สิงแล้ว บนศีรษะ หรือไม่ได้รด.

  11. ๑๑

    พระเถระ. ใช่ เราราดน้ำลงไป ฯ

    “อาม อาสิตฺตนฺติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า เออ (อ.น้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งเท้า อันเรา) รดทั่วแล้ว ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. เออ เราได้รด.

  12. ๑๒

    เทพยดา นั่นเป็นไรเล่า ท่านไม่เห็นหรือ ฯ

    “กึ เอตํ น ปสฺสสีติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน ย่อมไม่เห็น (ซึ่งเหตุ) นั่น หรือ ดังนี้ ฯ

    เทพดา. นั่นเป็นไรเล่า ? ท่านไม่เห็นหรือ ?

  13. ๑๓

    พระเถระ. ที่ท่านพูดมาหมายถึงสิ่งนั่นหรือ ฯ

    “เอตํ สนฺธาย ตฺวํ วเทสีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน กล่าวแล้ว หมายเอา (ซึ่งเหตุ) นั่น หรือ ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ท่านกล่าวประสงค์เหตุนั่นหรือ ?

  14. ๑๔

    เทพยดา. ใช่ที่ข้าพเจ้าพูดมาหมายถึงเหตุนั่น ฯ

    “อาม เอตํ สนฺธาย วทามีติ.

    (อ.เทวดา กล่าวแล้ว) ว่า เออ อ.ข้าพเจ้า ย่อมกล่าว หมายเอา (ซึ่งเหตุ) นั่น ดังนี้ ฯ

    เทพดา. จ้ะ ข้าพเจ้ากล่าวประสงค์เหตุนั้น.

  15. ๑๕

    พระเถระคิดได้ว่า โอหนอ ตนของเรา ตั้งไว้ชอบแล้ว สิ่งสมควรแก่พระศาสนาเราประพฤติแล้วหนอ ถึง(ขนาด)เทวดามองไม่เห็นจุดด่าง จุดดำ ในปาริสุทธิศีล ๔ ของเรา ได้มองเห็นแต่เพียงน้ำล้างเท้าที่เราราดลงไปรดศีรษะเด็ก ฯ

    เถโร จินฺเตสิ “อโห วต เม สมฺมาปณิหิโต อตฺตา, สาสนสฺส อนุรูปํ วต เม จริตํ, เทวตาปิ มม จตุปาริสุทฺธิสีเล ติลกํ วา กาฬกํ วา อทิสฺวา ทารกสฺส สีเส อาสิตฺตํ ปาทโธวนมตฺตํ อทฺทสาติ.

    อ.พระเถระ คิดแล้ว ว่า โอ หนอ อ.ตน เป็นอัตภาพ อันเรา ตั้งไว้โดยชอบแล้ว (ย่อมเป็น), อ.ความประพฤติ แห่งเรา สมควร แก่พระศาสนา หนอ (ย่อมเป็น), แม้ อ.เทวดา ไม่เห็นแล้ว ซึ่งความด่าง หรือ หรือว่า ซึ่งความพร้อย ในปาริสุทธิศีล ๔ ของเรา ได้เห็นแล้ว (ซึ่งเหตุ) สักว่าน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งเท้า อัน (อันเรา) รดแล้ว บนศีรษะ ของเด็ก ดังนี้ ฯ

    พระเถระ คิดว่า "โอหนอ ตนเราตั้งไว้ชอบแล้ว, เรา ประพฤติสมควรแก่ศาสนาแล้วจริง, แม้เทพดามิได้เห็นความเศร้าหมอง หรือด่างพร้อยในจตุปาริสุทธิศีลของเรา ได้เห็นแต่เพียงน้ำล้างเท้า อันเรารดแล้วบนศีรษะของทารก."

  16. ๑๖

    เพราะปรารภศีล(ของตน) ท่านจึงเกิดปีติมีพลัง

    ตสฺส สีลํ อารพฺภ พลวปฺปีติ อุปฺปชฺชิ.

    อ.ปีติมีกำลัง ปรารภ ซึ่งศีล เกิดขึ้นแล้ว (แก่พระเถระ) นั้น ฯ

    ปีติกำลังเพราะปรารภศีลเกิด ขึ้นแล้วแก่ท่าน.

ภาค ๘ จนฺทาภตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ จนฺทาภตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๑ หน้า ๑๔๗–๑๔๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ภรรยาของชายผู้ประกอบอาชีพตามเชิงเขานั้น ทำการต้อนรับอย่างเต็มที่แก่พ่อค้านั้น กล่าวในเวลาที่สามีมาถึงว่า พ่อ ชายผู้นี้ตั้งแต่มาถึงก็ระบุชื่อได้ทุกคน ให้สิ่งของชนิดนี้และชนิดนี้ ฯ

    สา ตสฺส อุฬารสกฺการํ กตฺวา สามิกสฺส อาคตกาเล “สามิ อิมินา อาคตกาลโต ปฏฺฐาย สพฺเพสํ นามํ วตฺวา อิทญฺจิทญฺจ ทินฺนนฺติ อาห.

    (อ.หญิง) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งสักการะอันยิ่ง (แก่พ่อค้า) นั้น กล่าวแล้วว่า ข้าแต่นาย (อ.วัตถุ) นี้ ด้วย ๆ (อันบุคคล) นี้ กล่าวแล้ว ซึ่งชื่อ (ของชน ท.) ทั้งปวง จำเดิม แต่กาล (แห่งตน) มาแล้ว ให้แล้ว ดังนี้ ในกาล แห่งสามี มาแล้ว ฯ

    นางทำสักการะอย่างยิ่งแก่เขาแล้ว ในเวลา ที่สามีมา จึงกล่าวว่า "นาย บุคคลนี้ จำเดิมแต่เขามาแล้ว ระบุชื่อของชนทั้งปวงแล้ว ให้สิ่งนี้และสิ่งนี้"

  2. ๒

    ฝ่ายสามีนั้นก็ทำกิจที่สมควรทำแก่เขา ฯ

    โสปิสฺส กตฺตพฺพยุตฺตกํ กริ.

    (อ.มนุษย์) แม้นั้น กระทำแล้ว (ซึ่งกิจ) อันควรแล้วแก่กิจอันตน พึงกระทำ (แก่พ่อค้า) นั้น ฯ

    ฝ่ายสามีของหญิงนั้น ก็ทำกิจ อันควรทำแก่เขา.

  3. ๓

    ครั้นถึงตอนเย็น พ่อค้านั้นนั่งอยู่บนที่นอน ถามเขาว่า สหาย ขณะที่เที่ยวไปตามเชิงเขาท่านเคยเห็นอะไรมาก ฯ

    อถ นํ สายํ สยเน นิสินฺโน ปุจฺฉิ “ สมฺม ปพฺพตปาเท จรนฺเตน เต กึ พหุํ ทิฏฺฐปุพฺพนฺติ.

    ครั้งนั้น ในเวลาเย็น (อ.พ่อค้า) ผู้นั่งแล้ว บนที่เป็นที่นอน ถามแล้ว (ซึ่งมนุษย์) นั้น ว่า แน่ะสหาย (อ.วัตถุ) อะไร มาก เป็นของ อันท่าน ผู้เที่ยวไปอยู่ ที่เชิงแห่งภูเขา เคยเห็นแล้ว (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ

    ครั้นในเวลาเย็น พ่อค้า นั่งบนที่นอน ถามเขาว่า "สหาย ท่าน เที่ยวไปที่เชิงเขา เคยเห็นอะไรมาก ?"

  4. ๔

    เขาตอบว่า เราไม่เห็นอย่างอื่น เห็นแต่ต้นไม้กิ่งสีแดงเป็นจำนวนมาก ฯ

    “อญฺญํ น ปสฺสามิ, รตฺตสาขา ปน เม พหู รุกฺขา ทิฏฺฐาติ.

    (อ.มนุษย์ นั้น กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา ย่อมไม่เห็น (ซึ่งวัตถุ) อื่น, แต่ว่า อ.ต้นไม้ ท. มาก มีกิ่งอันแดง อันเรา เห็นแล้ว ดังนี้ ฯ

    ชายเจ้าถิ่น. ฉันไม่เห็นอย่างอื่น, แต่ฉันเห็นต้นไม้ชนิดที่มีกิ่ง แดงมาก.

  5. ๕

    พ่อค้านั้น ถามว่า ต้นไม้มีจำนวนมากหรือ ฯ

    “พหู รุกฺขาติ.

    (อ.พ่อค้า ถามแล้ว) ว่า อ.ต้นไม้ ท. มาก (อันท่าน เห็นแล้วหรือ) ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า. ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมากหรือ ?

  6. ๖

    เขาตอบว่า ใช่แล้ว มีเป็นจำนวนมาก ฯ

    “อาม พหูติ.

    (อ.มนุษย์นั้น กล่าวแล้ว) ว่า เออ (อ.ต้นไม้ ท.) มาก (อันเรา เห็นแล้ว) ดังนี้ ฯ

    ชายเจ้าถิ่น. จ๊ะ ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมาก.

  7. ๗

    พ่อค้านั้น กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงชี้ให้พวกเราดูต้นไม้เหล่านั้น ไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดง บรรทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม ขณะเดินมาก็กล่าวกะเขาว่า สหาย บ้านเราอยู่ที่กรุงพาราณสีโน้น ท่านจะมาถิ่นพำนักของเราเป็นครั้งคราวก็ได้ เราไม่มีความต้องการของกำนัลอย่างอื่น นำมาเฉพาะต้นไม้กิ่งสีแดงก็พอ ฯ

    “เตนหิ เต อมฺหากํ ทสฺเสหีติ เตน สทฺธึ คนฺตฺวา รตฺตจนฺทนรุกฺเข ฉินฺทิตฺวา ปญฺจ สกฏสตานิ ปูเรตฺวา อาคจฺฉนฺโต ตํ อาห “สมฺม พาราณสิยํ อสุกฏฺฐาเน นาม มม เคหํ, กาเลน กาลํ มม สนฺติกํ อาคจฺเฉยฺยาสิ, อญฺเญน เม ปณฺณากาเรน อตฺโถ นตฺถิ, รตฺตสาขรุกฺเขเอว อาหเรยฺยาสีติ.

    (อ.พ่อค้า กล่าวแล้ว) ว่า ถ้าอย่างนั้น (อ.ท่าน) จงแสดง (ซึ่งต้นไม้ ท.) เหล่านั้น แก่เรา ท. ดังนี้ ไปแล้ว กับ (ด้วยมนุษย์) นั้น ตัดแล้ว ซึ่งต้นจันทน์แดง ท. ยัง ร้อยแห่งเกวียน ท. ๕ ให้เต็มแล้ว มาอยู่ กล่าวแล้ว (กะมนุษย์) นั้น ว่า แน่ะสหาย อ.เรือน ของเรา (มีอยู่) ชื่อ ในที่โน้น ในเมืองพาราณสี, (อ.ท่าน) พึงมา สู่สำนัก ของเรา ตลอดกาล ตามกาล, อ.ความต้องการ ด้วยเครื่องบรรณาการ อื่น ย่อมไม่มี แก่เรา, (อ.ท่าน) พึงนำมา ซึ่งต้นไม้มีกิ่งอันแดง ท. นั่นเทียว ดังนี้ ฯ

    พ่อค้า กล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ท่านจงแสดงไม้เหล่านั้นแก่ฉัน" ดังนี้แล้ว ไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดง บรรทุกให้เต็มเกวียน ๕๐๐ เล่มแล้ว เมื่อเดินมา กล่าวกะชายนั้นว่า "สหาย เรือนของฉันมีอยู่ในที่ชื่อโน้น ในกรุงพาราณสี, ท่านพึงมายังสำนักของฉันตลอดกาลตาม กาล, ฉันไม่มีความต้องการด้วยเครื่องบรรณาการอย่างอื่น, ท่านพึงนำ มาเฉพาะแต่ต้นไม้ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น.

  8. ๘

    เขารับปากว่า ได้ เมื่อมายังถิ่นพำนักของพ่อค้านั้นเป็นครั้งคราว ก็นำมาเฉพาะไม้จันทน์แดงเท่านั้น ฯ

    โส “สาธูติ วตฺวา กาเลน กาลํ ตสฺส สนฺติกํ อาคจฺฉนฺโต รตฺตจนฺทนเมว อาหรติ.

    (อ.มนุษย์) นั้น กล่าวแล้ว ว่า อ.ดีละ ดังนี้ เมื่อมา สู่สำนัก (ของพ่อค้า) นั้น ตลอดกาล ตามกาล ย่อมนำมา ซึ่งจันทน์แดง นั่นเทียว ฯ

    เขารับรองว่า "ดีละ" แล้วเมื่อ มาสู่สำนักของพ่อค้านั้นตลอดกาลตามกาล ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดง เท่านั้น.

  9. ๙

    แม้พ่อค้านั้นก็ให้ทรัพย์เขาเป็นจำนวนมาก ฯ

    โสปิสฺส พหุํ ธนํ เทติ.

    (อ.พ่อค้า) แม้นั้น ย่อมให้ ซึ่งทรัพย์ อันมาก (แก่มนุษย์) นั้น ฯ

    แม้พ่อค้านั้น ก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา.

  10. ๑๐

    ต่อมาหลังจากนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เมื่อประดิษฐานสถูปทองคำแล้ว ชายนั้น ได้นำไม้จันทน์จำนวนมากไปกรุงพาราณสี ฯ

    ตโต อปเรน สมเยน, ปรินิพฺพุเต กสฺสปทสพเล, ปติฏฺฐิเต กาญฺจนถูเป, โส ปุริโส พหุํ จนฺทนํ อาทาย พาราณสึ อคมาสิ.

    โดยสมัย อื่นอีก (แต่กาล) นั้น ครั้นเมื่อ พระทศพล พระนามว่า กัสสปะ ปรินิพพานแล้ว ครั้นเมื่อ พระสถูปอันเป็นวิการแห่งทอง ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว, อ.บุรุษ นั้น ถือเอา ซึ่งไม้จันทน์ อันมาก ได้ไปแล้ว สู่เมืองพาราณสี ฯ

    โดยสมัยอื่นอีกแต่กาลนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว เมื่อสตูปทองอันเขาประดิษฐานไว้แล้ว, บุรุษนั้น ได้บรรทุกไม้จันทน์แดงเป็นอันมาก ไปสู่กรุงพาราณสี.

  11. ๑๑

    กาลนั้น พ่อค้าผู้เป็นสหายของเขานั้น ให้บดไม้จันทน์จำนวนมาก ให้บรรจุเต็มถาดแล้ว กล่าวว่า มาเถิดสหาย ไปยังสถานที่ก่อพระเจดีย์กัน จนเวลาข้าวปลาอาหารสุกจึงค่อยกลับมา ได้พาเขาไปทำการบูชาด้วยไม้จันทน์ ณ สถานที่ก่อพระเจดีย์นั้น ฯ

    อถสฺส โส สหายโก วาณิโช พหุํ จนฺทนํ ปึสาเปตฺวา ปาตึ ปูเรตฺวา “เอหิ สมฺม , ยาว ภตฺตํ ปจฺจติ, ตาว เจติยกรณฏฺฐานํ คนฺตฺวา อาคมิสฺสามาติ ตํ อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา จนฺทนปูชํ อกาสิ.

    ครั้งนั้น อ.พ่อค้า ผู้เป็นสหาย นั้น (ของบุรุษ) นั้น (ยังบุคคล) ให้บดแล้ว ซึ่งไม้จันทน์ อันมาก ยังถาด ให้เต็มแล้ว (กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะสหาย (อ.ท่าน) จงมาเถิด, อ.ภัตร (อันบุคคล), หุงอยู่ เพียงใด, (อ.เรา ท.) ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่กระทำซึ่งเจดีย์ จักมา เพียงนั้น ดังนี้ พาเอาแล้ว (ซึ่งบุรุษ) นั้น ไปแล้ว (ในที่) นั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งการบูชาด้วยไม้จันทน์ ฯ

    นั้นครั้ง พ่อค้านั้น ผู้เป็นสหายของเขา ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมากให้เต็มถาดแล้ว กล่าวว่า "สหาย ท่านจงมา, พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์ จนกว่าจะหุงภัตร (สุก) แล้วจึงกลับ" ได้พาเขาไปในที่นั้น ทำการบูชาด้วยไม้จันทน์แล้ว.

  12. ๑๒

    ฝ่ายสหายชาวปัจจันตชนบทของเขานั้น ได้สร้างวงรอบเหมือนวงพระจันทร์ด้วยไม้จันทน์ ที่ห้องในพระเจดีย์ ฯ

    โสปิสฺส ปจฺจนฺตวาสี สหายโก เจติยกุจฺฉิยํ จนฺทเนน จนฺทมณฺฑลํ อกาสิ.

    อ.สหาย ผู้อยู่ในปัจจันตชนบทโดยปกติ แม้นั้น (ของพ่อค้า) นั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งมณฑลเพียงดังมณฑลแห่งพระจันทร์ ด้วยไม้จันทน์ ที่ท้องแห่งพระเจดีย์ ฯ

    สหายชาวปัจจันตชนบทของเขาแม้นั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทน์ด้วยไม้จันทน์ ในท้องแห่งพระเจดีย์.

ภาค ๘ สีวลิตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ สีวลิตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๒ หน้า ๑๕๑–๑๕๒ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระธิดาของพระราชวงศ์โกฬิยะ พระนามว่า สุปปวาสา ทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปีแล้วก็ยังทรงครรภ์ต่ออีก ๗ วัน ทรงได้รับเวทนาเป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ทรงอดกลั้นความทุกข์นั้นอยู่ได้ด้วยการตรึกนึกคิด ๓ ประการนี้ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ พระสงฆ์สาวกใดปฏิบัติเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ ทุกข์ขนาดนี้นี้ไม่มีในพระนิพพานใด พระนิพพานนั้นเป็นสุขดีหนอ ดังนี้ ทรงส่งพระสวามีไปถิ่นประทับของพระศาสดา เมื่อพระสวามีนั้นกราบทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดาตามคำของพระนางแล้ว ในขณะที่พระศาสดาตรัสว่า ธิดาของพระราชวงศ์โกฬิยะ นามว่าสุปปวาสา จงมีสุข ไม่มีโรคเถิด ขอให้ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคเถิด ดังนี้ เท่านั้นก็ทรงเป็นผู้มีสุข ทรงไม่มีโรค ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรค ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้ทรงถวายมหาทานเป็นเวลา ๗ วัน ฯ

    เอกสฺมึ หิ สมเย สุปฺปวาสา นาม โกฬิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรตฺวา สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา ทุกฺขาหิ ติพฺพาหิ กฏุกาหิ เวทนาหิ ผุฏฺฐา, “สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา, โย อิมสฺเสว รูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสติ; สุปฏิปนฺโน วตสฺส ภควโต สาวกสงฺโฆ, โย อิมสฺเสว รูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ปฏิปนฺโน; สุสุขํ วต นิพฺพานํ, ยตฺถิทํ เอวรูปํ ทุกฺขํ น สํวิชฺชตีติ อิเมหิ ตีหิ วิตกฺเกหิ ตํ ทุกฺขํ อธิวาเสนฺตี สามิกํ สตฺถุ สนฺติกํ เปเสตฺวา, เตน ตสฺสา วจเนน สตฺถุ วนฺทนาย อาโรจิตาย, “สุขินี โหตุ สุปฺปวาสา โกฬิยธีตา อโรคา, อโรคํ ปุตฺตํ วิชายตูติ สตฺถารา วุตฺตกฺขเณเยว สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายิตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิมนฺเตตฺวา สตฺตาหํ มหาทานํ อทาสิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในสมัย หนึ่ง อ.พระธิดาของเจ้าโกฬิยะ พระนามว่า สุปปวาสา ทรงทรงไว้แล้ว ซึ่งพระครรภ์ ตลอดปี ท. ๗ มีพระครรภ์อันหลงแล้ว ตลอดวัน ๗ ผู้ อันเวทนา ท. อันเป็นทุกข์ อันกล้า อันเผ็ดร้อน ถูกต้องแล้ว, ทรงยังความทุกข์ นั้น ให้อยู่ทับอยู่ ด้วยวิตก ท. ๓ เหล่านี้ ว่า (อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า) พระองค์ใด ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม เพื่ออันละ ซึ่งความทุกข์ แห่งรูป นี้นั่นเทียว อ.พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ หนอ (ย่อมเป็น), (อ.หมู่แห่งพระสาวก) ใด ปฏิบัติแล้ว เพื่ออันละ ซึ่งความทุกข์ แห่งรูป นี้นั่นเทียว, อ.หมู่แห่งพระสาวก (นั้น) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ปฏิบัติดีแล้ว หนอ, อ.ความทุกข์ มีอย่างนี้เป็นรูป นี้ ย่อมไม่มีพร้อม (ในพระนิพพาน) ใด อ.พระนิพพาน (นั้น) เป็นสุขดี หนอ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งพระสวามี สู่สำนัก ของพระศาสดา, ครั้นเมื่อ การถวายบังคม ซึ่งพระศาสดา (อันพระสวามี) นั้น กราบทูลแล้ว ตามพระดำรัส (ของพระนางสุปปวาสา) นั้น, เป็นผู้มีความสุข เป็นผู้ไม่มีโรค (เป็น) ประสูติแล้ว ซึ่งพระโอรส ผู้ไม่มีโรค ในขณะ (แห่งพระดำรัส) ว่า อ.พระธิดาของเจ้าโกฬิยะ พระนามว่า สุปปวาสา เป็นผู้มีความสุข เป็นผู้ไม่มีโรค จงเป็นเถิด, จงประสูติ ซึ่งพระโอรส ผู้ไม่มีโรค เถิด ดังนี้ อันพระศาสดา ตรัสแล้วนั่นเทียว ทรงนิมนต์แล้ว ซึ่งหมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ถวายแล้ว ซึ่งทานใหญ่ ตลอดวัน ๗ ฯ

    ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระธิดาของพระโกฬิยวงศ์ พระนามว่าสุปปวาสา ทรงครรภ์สิ้น ๗ ปี มีครรภ์อันหลง (มาอีก) ๗ วัน ถูกทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว, ทรงอดกลั้นทุกข์นั้น ด้วย วิตก ๓ ข้อเหล่านี้คือ "(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหะ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ ; (๒) พระสงฆ์สาวกในปฏิบัติ เพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระสงฆ์สาวกนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ; (๓) ทุกข์เห็นปานนี้ ไม่มี ในพระนิพพานใด, พระนิพพานนั้น เป็นสุขดีหนอ" ดังนี้แล้ว ทรง ส่งพระสวามีไปสู่สำนักของพระศาสดา, เมื่อพระสวามีนั้น กราบ ทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดาตามคำของพระนางแล้ว, ในขณะที่พระศาสดา ตรัสว่า "พระธิดาโกฬิยวงศ์พระนามว่าสุปปวาสา จงเป็นผู้มีสุข ไม่มีโรค, ประสูติพระโอรสซึ่งหาโรคมิได้เถิด" ดังนี้ นั่นแหละ เป็นผู้สบาย หายพระโรค ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้แล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วได้ทรงถวายมหาทาน สิ้น ๗ วัน.

  2. ๒

    แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้ นับแต่วันที่ประสูติ ฯ

    ปุตฺโตปิสฺสา ชาตทิวสโต ปฏฺฐาย ธมกรกํ อาทาย สงฺฆสฺส อุทกํ ปริสฺสาเวสิ.

    แม้ อ.พระโอรส (ของพระนางสุปปวาสา) นั้น ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งธมกรก ทรงกรองแล้ว ซึ่งน้ำ แก่พระสงฆ์ จำเดิม แต่วัน (แห่งพระองค์) ประสูติแล้ว ฯ

    แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้ จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว.

  3. ๓

    กาลต่อมา พระโอรสนั้น เสด็จออกบรรพชา บรรลุพระอรหัต ฯ

    โส อปรภาเค นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิโต อรหตฺตํ ปาปุณิ.

    ในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก (อ.พระโอรส) นั้น เสด็จออกไปแล้ว ผนวชแล้ว บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต ฯ

    ในกาลต่อมา พระโอรสนั้น เสด็จออกบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัต.

  4. ๔

    ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูเอาเถิดผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยคุณความดีที่ฝังอยู่ในตนซึ่งจะรองรับความเป็นพระอรหันต์ถึงขนาดนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องมารดาเป็นเวลาถึงเพียงนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงคนพวกอื่นเลย ภิกษุนี้ถอนทุกข์ได้เป็นอันมากหนอ ฯ

    อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ “ปสฺสถ อาวุโส: เอวรูโป นาม อรหตฺตสฺส อุปนิสฺสยสมฺปนฺโน ภิกฺขุ เอตฺตกํ กาลํ มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ทุกฺขํ อนุโภสิ, กึมงฺคํ ปน อญฺเญ; พหุํ วต อิมินา ทุกฺขํ นิตฺถินฺนนฺติ.

    ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.ภิกษุ ท. ยัง วาจาเป็นเครื่องกล่าว ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. (อ.ท่าน ท.) จงดูเถิด: อ.ภิกษุ ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยอุปนิสัย แห่งพระอรหัต ชื่อ มีอย่างนี้เป็นรูป เสวยแล้ว ซึ่งความทุกข์ ในพระครรภ์ ของพระมารดา ตลอดกาล มีประมาณเท่านี้, ก็ อ.องค์อะไรเล่า (อ.ชน ท.) เหล่าอื่น (จักไม่เสวย ซึ่งความทุกข์), อ.ความทุกข์ อันมาก หนอ (อันภิกษุ) นี้ ถอนออกแล้ว ดังนี้ ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าวกับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ฯ

    ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุ ทั้งหลาย พวกท่านจงดู: ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อเห็นปานนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องของมารดาตลอดกาล ประมาณ เท่านี้, จะป่วยกล่าวไปใยเล่าถึงชนเหล่าอื่น; ทุกข์เป็นอันมากหนอ อันภิกษุนี้ถอนแล้ว"

ภาค ๘ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๒ หน้า ๑๕๕ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    วันรุ่งขึ้น เวลาพระเถระฉัน พวกเด็กเหล่านั้น แม้ถูกหญิงแพศยานั้นห้ามอยู่ ก็ (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นแล้ว ฯ

    เต ปุนทิวเส เถรสฺส โภชนเวลาย ตาย วาริยมานาปิ รชํ อุฏฺฐาเปสุํ.

    (อ.เด็ก ท.) เหล่านั้น แม้ (อันนางคณิกา) นั้น ห้ามอยู่ ยังธุลี ให้ตั้งขึ้นแล้ว ในเวลาเป็นที่ฉัน ของพระเถระ ในวันรุ่งขึ้น ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น เวลาพระเถระฉัน พวกเด็กเหล่านั้น แม้ถูกหญิงแพศยานั้นห้ามอยู่ ก็ (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นแล้ว.

  2. ๒

    รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หญิงแพศยานั้น เรียนว่า พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่ฟังคำของดิฉัน ยัง (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นในที่นี้ได้ ขอนิมนต์ท่านนั่งภายในเรือนเถิด นิมนต์ให้ท่านนั่งภายในแล้ว นิมนต์ให้ฉันอยู่ ๒ - ๓ วัน ฯ

    สา ปุนทิวเส “ทารกา วาริยมานาปิ มม วจนํ อสฺสุณิตฺวา อิธ รชํ อุฏฺฐาเปนฺติ, อนฺโตเคเห นิสีทถาติ อนฺโต นิสีทาเปตฺวา กติปาหํ โภเชสิ.

    ในวันรุ่งขึ้น (อ.นางคณิกา) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.เด็ก ท. แม้ อันดิฉัน ห้ามอยู่ ไม่ฟังแล้ว ซึ่งคำ ของดิฉัน ย่อม ยังธุลี ให้ตั้งขึ้น (ในที่) นี้, (อ.ท่าน ท.) ขอจงนั่ง ในภายในแห่งเรือน เถิด ดังนี้ (ยังพระเถระ) ให้นั่งแล้ว ในภายใน (ยังพระเถระ) ให้ฉันแล้ว สิ้นวันเล็กน้อย ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น หญิงแพศยานั้น เรียนว่า "พวกเด็ก แม้ดิฉันห้าม อยู่ ก็ไม่ฟังคำของดิฉัน ยัง (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นในที่นี้ได้, ขอท่านจง นั่งภายในเรือนเถิด" ให้ท่านนั่งภายในแล้ว นิมนต์ให้ฉันสิ้น ๒-๓ วัน,

  3. ๓

    นางเกลี้ยกล่อมพวกเด็กอีก พูดว่า พวกเจ้า แม้ถูก เราห้ามอยู่ ก็พึงทำเสียงอึกทึก ในเวลาพระเถระฉัน ฯ

    ปุน ทารเก สงฺคณฺหิตฺวา “ตุมฺเห มยา วาริยมานาปิ เถรสฺส โภชนกาเล มหาสทฺทํ กเรยฺยาถาติ อาห.

    (อ.นางคณิกา นั้น) เกลี้ยกล่อมแล้ว ซึ่งเด็ก ท. อีก กล่าวแล้ว ว่า อ.เจ้า ท. แม้ อันเรา ห้ามอยู่ พึงกระทำ ซึ่งเสียงอันดัง ในกาล เป็นที่ฉัน ของพระเถระ ดังนี้ ฯ

    นางเกลี้ยกล่อมเด็กอีก พูดว่า "พวกเจ้า แม้ถูกฉันห้ามอยู่ พึงทำเสียงอึกทึก ในเวลาพระเถระฉัน."

  4. ๔

    เด็กเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว ฯ

    เต ตถา กรึสุ.

    (อ.เด็ก ท.) เหล่านั้น กระทำแล้ว อย่างนั้น ฯ

    เด็กเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว.

  5. ๕

    รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง นางเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ที่นี่มีเสียงอึกทึกเหลือเกิน พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่เชื่อฟังคำดิฉัน ขอนิมนต์ท่านนั่งเสียบนปราสาทข้างบนเถิด เมื่อพระเถระรับนิมนต์แล้ว ทำพระเถระไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปปราสาท ปิดประตูทั้งหลาย จึงขึ้นไปสู่ปราสาท ฯ

    ปุนทิวเส “ภนฺเต อิมสฺมึ ฐาเน อติวิย มหาสทฺโท โหติ, ทารกา มยา วาริยมานาปิ มม วจนํ น คณฺหนฺติ; อุปริ ปาสาเทเยว นิสีทถาติ วตฺวา, เถเรน อธิวาสิเต, เถรํ ปุรโต กตฺวา ปาสาทํ อภิรุหนฺตี ทฺวารานิ ปิทหมานาว ปาสาทํ อภิรุหิ.

    ในวันรุ่งขึ้น (อ.นางคณิกา นั้น) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.เสียงอันดัง เกินเปรียบ ย่อมมี ในที่ นี้, อ.เด็ก ท. แม้ (อันดิฉัน) ห้ามอยู่ ย่อมไม่ถือเอา ซึ่งคำ ของดิฉัน, (อ.ท่าน ท.) ขอจงนั่ง ในปราสาท ในเบื้องบน นั่นเทียว ดังนี้ (ครั้นเมื่อคำนิมนต์) อันพระเถระ ให้อยู่ทับแล้ว, กระทำแล้ว ซึ่งพระเถระ ข้างหน้า ขึ้นเฉพาะอยู่ สู่ปราสาท ปิดอยู่ ซึ่งประตู ท. เทียว ขึ้นเฉพาะแล้ว สู่ปราสาท ฯ

    ในวันรุ่งขึ้น นางกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ในที่นี้ มีเสียงอึกทึก เหลือเกิน, พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำของดิฉัน; นิมนต์ท่านนั่งเสียในปราสาทเบื้องบนเถิด," เมื่อพระเถระรับนิมนต์ แล้ว, ทำพระเถระไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปสู่ปราสาท ปิดประตูทั้งหลายเสีย จึงขึ้นไปสู่ปราสาท.

  6. ๖

    พระเถระ แม้เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปยังปราสาท ๗ ชั้นตามคำของนาง ฯ นางนิมนต์ให้พระเถระนั่งแล้ว แสดงแง่งอนของหญิงลีลาของหญิง ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า เพื่อนผู้มีหน้าเอิบอิ่ม ได้ยินว่า หญิงย่อมเกี้ยวชายด้วยฐาน ๔๐ อย่าง คือ สะบัดสะบิ้ง ๑ ก้มลง ๑ กรีดกราย ๑ ชะมดชะม้อย ๑ เอาเล็บดีดเล็บ ๑ เอาเท้าเหยียบเท้า ๑ เอาไม้ขีดแผ่นดิน ๑ ฯลฯ ดังนี้ ยืนข้างหน้าของพระเถระนั้นแล้วกล่าวคาถานี้ ฯ

    เถโร อุกฺกฏฺฐสปทานจาริโก สมาโนปิ รสตณฺหาย พทฺโธ ตสฺสา วจเนน สตฺตภูมิกํ ปาสาทํ อภิรุหิ.

    อ.พระเถระ เป็นผู้มีอันเที่ยวไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร อย่างอุกฤษฏ์ แม้เป็นอยู่ ผู้ อันความทะยานอยากในรส ผูกแล้ว ขึ้นเฉพาะแล้ว สู่ปราสาท อันประกอบแล้วด้วยชั้น ๗ ตามคำ (ของนางคณิกา) นั้น ฯ

    พระเถระ แม้เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็น วัตรอย่างอุตกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปสู่ปราสาท ๗ ชั้นตามคำของนาง.

ภาค ๘ โชติกตฺเถรวตฺถุ

ภาค ๘ โชติกตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๑ หน้า ๑๕๘–๑๕๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ทราบมาว่า ในยุคนั้น ไม่มีการใช้เครื่องยนต์หีบอ้อย ในเวลาคนตัดอ้อยที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น น้ำอ้อยย่อมไหลออกเองเลยทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรก ฯ

    อคฺเค วา มูเล วา ฉินฺทิตฺวา อุกฺขิตฺตกาเล ธมกรกโต อุทกํ วิย สยเมว รโส นิกฺขมติ.

    อ.รส ย่อมไหลออก เองนั่นเทียว ราวกะ อ.น้ำ (ไหลออกอยู่) จากธมกรก ในกาล (แห่งอ้อย อันบุคคล) ตัดแล้ว ที่ปลาย หรือ หรือว่า ที่โคน ยกขึ้นแล้ว ฯ

    ในเวลาอ้อยลำที่เขาตัดที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น รส (อ้อย) ย่อมไหลออกเองทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรกฉะนั้น.

  2. ๒

    ก็ในเวลาที่กุฎุมพีผู้เป็นน้องชายนั้นถือลำอ้อยเดินมาจากไร่ พระปัจเจกพุทธะที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัติแล้ว ใคร่ครวญดูว่า วันนี้ จักทำการอนุเคราะห์แก่ใครดีหนอ เห็นกุฎุมพีผู้เป็นน้องชายนั้นเข้าไปในขอบเขตญาณของตน และทราบว่าเขาเป็นผู้สามารถจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงได้ถือบาตรและจีวรมาด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่ข้างหน้าเขา ฯ

    ตสฺส ปน เขตฺตโต อุจฺฉุยฏฺฐิโย คเหตฺวา อาคมนกาเล คนฺธมาทนปพฺพเต ปจฺเจกพุทฺโธ สมาปตฺติโต วุฏฺฐาย “กสฺส นุ โข อชฺช อนุคฺคหํ กริสฺสามีติ อุปธาเรนฺโต ตํ อตฺตโน ญาณชาเล ปวิฏฺฐํ ทิสฺวา สงฺคหํ กาตุํ สมตฺถภาวญฺจสฺส ญตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อิทฺธิยา อาคนฺตฺวา ตสฺส ปุรโต อฏฺฐาสิ.

    ก็ อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ภูเขาชื่อว่าคันธมาทน์ ออกแล้ว จากสมาบัติ ใคร่ครวญอยู่ ว่า (อ.เรา) จักกระทำ ซึ่งการอนุเคราะห์ แก่ใคร หนอ แล ในวันนี้ ดังนี้ เห็นแล้ว (ซึ่งกุฎุมพี) นั้น ผู้เข้าไปแล้ว ในข่ายคือญาณ ของตน ด้วย รู้แล้ว ซึ่งความที่ (แห่งกุฎุมพี) นั้น เป็นผู้สามารถ เพื่ออันกระทำ ซึ่งการสงเคราะห์ ด้วย ถือเอา ซึ่งบาตรและจีวร มาแล้ว ด้วยฤทธิ์ ได้ยืนแล้ว ข้างหน้า (ของกุฎุมพี) นั้น ในกาลเป็นที่ ถือเอา ซึ่งลำแห่งอ้อย ท. มา จากไร่ (แห่งกุฎุมพี) นั้น ฯ

    ก็ในเวลาที่เขาถือเอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธะ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า "วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์ แก่ใครหนอแล ?" เห็นเขาเข้าไปในข่ายคือญาณของตน และทราบ ความที่เขาเป็นผู้สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์ ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา.

  3. ๓

    เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธะนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่มบนภูมิประเทศที่สูงกว่าแล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธะนั่ง ด้วยกราบเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์นั่งที่นี่ แล้วกล่าวว่า ขอพระคุณท่านจงน้อมบาตรมาเถิด ได้แก้ที่ผูกลำอ้อยวางไว้บนบาตร ฯ

    โส ตํ ทิสฺวา ว ปสนฺนจิตฺโต อุตฺตรสาฏกํ อุจฺจตเร ภูมิปฺปเทเส อตฺถริตฺวา “ภนฺเต อิธ นิสีทถาติ ปจฺเจกพุทฺธํ นิสีทาเปตฺวา “ปตฺตํ อุปนาเมถาติ อุจฺฉุยฏฺฐิยา พนฺธนฏฺฐานํ โมเจตฺวา ปตฺตสฺส อุปริ อกาสิ.

    (อ.กุฎุมพี) นั้น เห็นแล้ว (ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น เทียว มีจิตเลื่อมใสแล้ว ลาดแล้ว ซึ่งผ้าสาฎกอันมีในส่วนแห่งกาย ข้างบน บนส่วนแห่งแผ่นดิน อันสูงกว่า ยังพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้นั่งแล้ว (ด้วยคำ) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ท่าน ท. ขอจงนั่ง (ในที่) นี้ เถิด ดังนี้ (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ท่าน ท.) ขอจง ยังบาตร ให้น้อมเข้าไป เถิด ดังนี้ แก้แล้ว ซึ่งที่เป็นที่ผูก ซึ่งลำแห่งอ้อย ได้กระทำแล้ว ในเบื้องบน แห่งบาตร ฯ

    เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธะนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่มบนภูมิประเทศที่สูงกว่า แล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธะนั่ง ด้วยคำ ว่า "นิมนต์นั่งที่นี้ ขอรับ" แล้วก็กล่าวว่า "ขอท่านจงน้อมบาตร มาเถิด" ได้แก่ที่ผูกลำอ้อย วางไว้เบื้องบนบาตร.

  4. ๔

    น้ำอ้อยไหลลงเต็มบาตรแล้ว ฯ

    รโส โอตริตฺวา ปตฺตํ ปูเรสิ.

    อ.รส ไหลลงแล้ว ยังบาตร ให้เต็มแล้ว ฯ

    รสไหลลงเต็ม บาตรแล้ว.

  5. ๕

    เมื่อพระปัจเจกพุทธะดื่มน้ำอ้อยนั้นแล้ว กุฎุมพีผู้น้องนั้นคิดว่า ดีจริงหนอ พระผู้เป็นเจ้าของเราดื่มน้ำอ้อยแล้ว ถ้าพี่ชายของเรา จักให้เราจ่ายค่าอ้อย เราก็จักให้ค่าอ้อย ถ้าจักให้เราจ่ายเป็นส่วนบุญ เราก็จักให้ส่วนบุญ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์พระคุณท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ได้แก้ลำอ้อยแม้ลำที่ ๒ ถวายน้ำอ้อยแล้ว ฯ

    ปจฺเจกพุทฺเธน ตสฺมึ รเส ปีเต, “สาธุกํ วต เม อยฺเยน รโส ปีโต, สเจ เม เชฏฺฐภาติโก มูลํ อาหราเปสฺสติ, มูลํ ทสฺสามิ; สเจ ปตฺตึ อาหราเปสฺสติ, ปตฺตึ ทสฺสามีติ จินฺเตตฺวา “ภนฺเต ปตฺตํ อุปนาเมถาติ ทุติยํปิ อุจฺฉุยฏฺฐึ โมเจตฺวา รสํ อทาสิ.

    (อ.กุฎุมพี นั้น) ครั้นเมื่อรส นั้น อันพระปัจเจกพุทธเจ้า ดื่มแล้ว, (คิดแล้ว) ว่า อ.รส อันพระผู้เป็นเจ้า ของเรา ดื่มแล้ว ดี หนอ, ถ้าว่า อ.พี่ชายผู้เจริญที่สุด ของเรา จัก (ยังเรา) ให้นำมา ซึ่งค่า ไซร้, (อ.เรา) จักให้ ซึ่งค่า, ถ้าว่า (อ.พี่ชายผู้เจริญที่สุด ของเรา) จัก (ยังเรา) ให้นำมา ซึ่งส่วนบุญ ไซร้, (อ.เรา) จักให้ ซึ่งส่วนบุญ ดังนี้ กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ.ท่าน ท.) ขอจง ยังบาตร ให้น้อมเข้าไป เถิด ดังนี้ แก้แล้ว ซึ่งลำแห่งอ้อย แม้ที่ ๒ ได้ถวายแล้ว ซึ่งรส ฯ

    เมื่อพระปัจเจกพุทธะดื่มรส (อ้อย) นั้นแล้ว, เขาคิดว่า "ดีจริง พระผู้เป็นเจ้าของเราดื่มรส (อ้อย) แล้ว, ถ้าพี่ชายของเรา จักให้นำมูลค่ามา, เราก็จักให้มูลค่า; ถ้าจักให้เรานำส่วนบุญมา, เราก็ จักให้ส่วนบุญ" แล้วกล่าวว่า "นิมนต์ท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ขอ รับ" แล้วได้แก้ลำอ้อยแม้ที่ ๒ ถวายรส.

  6. ๖

    ว่ากันว่า กุฎุมพีผู้น้องนั้นมิได้มีความคิดอะไรอื่นใด แม้มีประมาณนี้ว่า พี่ชายของเราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน ฯ

    “ภาตา เม อุจฺฉุกฺเขตฺตโต อญฺญํ อุจฺฉุํ อาหริตฺวา ขาทิสฺสตีติ เอตฺตกํปิ กิรสฺส วญฺจนจิตฺตํ นาโหสิ.

    ได้ยินว่า อ.จิตเป็นเครื่องลวง แม้มีประมาณเท่านี้ ว่า อ.พี่ชาย ของเรา นำมาแล้ว ซึ่งอ้อย ลำอื่น จากไร่แห่งอ้อย จักเคี้ยวกิน ดังนี้ ไม่ได้มีแล้ว (แก่กุฎุมพี) นั้น ฯ

    นัยว่า เขามิได้มีความคิดที่จะลวงแม้มีประมาณเท่านี้ว่า "พี่ชายของเราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน"

  7. ๗

    ส่วนพระปัจเจกพุทธะ เพราะความที่ตนเองได้ดื่มน้ำอ้อยลำแรกแล้ว ประสงค์จะแบ่งน้ำอ้อยนั้นกับพระปัจเจกพุทธะองค์อื่นๆ ด้วย จึงเพียงแต่รับไว้แล้วนั่งอยู่ ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธ ปน ปฐมํ อุจฺฉุรสสฺส ปีตตฺตา ตํ อุจฺฉุรสํ อญฺเญหิ สทฺธึ สํวิภชิตุกาโม หุตฺวา คเหตฺวาว นิสีทิ.

    ส่วนว่า อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้ใคร่เพื่ออันแบ่ง ซึ่งรสแห่งอ้อย นั้น กับ (ด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้า ท.) เหล่าอื่น เพราะความที่ แห่งรสแห่งอ้อย เป็นรส (อันตน) ดื่มแล้ว ก่อน เป็น รับแล้วเทียว นั่งแล้ว ฯ

    ส่วนพระปัจเจกพุทธะ เป็นผู้ใคร่จะแบ่งรสอ้อยนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธะเหล่าอื่น เพราะความที่ตนดื่มรสอ้อยลำแรกนั้น จึงรับไว้เท่านั้น แล้วก็นั่งอยู่.

ภาค ๘ โชติกตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๒ หน้า ๑๕๙–๑๖๐ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    กุฎุมพีผู้น้องนั้น ทราบอาการของพระปัจเจกพุทธะนั้น จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำอ้อยเลิศรสนี้ใด ที่กระผมถวายแล้ว ด้วยผลแห่งน้ำอ้อยอันเลิศรสนี้ กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในท้ายที่สุด พึงบรรลุธรรมที่ท่านบรรลุแล้วนั่นแล ฯ

    โส ตสฺส อาการํ ญตฺวา ปญฺจปฺปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา “ภนฺเต โย อยํ มยา ทินฺโน อคฺครโส, อิมสฺส นิสฺสนฺเทน เทวมนุสฺเสสุ สมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา ปริโยสาเน ตุมฺเหหิ ปตฺตธมฺมเมว ปาปุเณยฺยนฺติ ปตฺถนํ ฐเปสิ.

    (อ.กุฎุมพี) นั้น รู้แล้ว ซึ่งอาการ (ของพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้น ไหว้แล้ว ด้วยอันตั้งไว้เฉพาะแห่งองค์ ๕ ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.รสอันเลิศ นี้ ใด อันกระผม ถวายแล้ว, (อ.กระผม) เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติ ในเทพและมนุษย์ ท. พึงบรรลุ ซึ่งธรรม อันท่าน ท. บรรลุแล้ว นั่นเทียว ในกาลเป็นที่สุดลงรอบ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งรสอันเลิศ) นี้ ดังนี้ ฯ

    เขาทราบอาการของท่านแล้ว จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้ง ความปรารถนาว่า "ท่านขอรับ รสอันเลิศนี้ใด ที่กระผมถวาย แล้ว, ด้วยผลแห่งรสอันเลิศนี้ กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุด พึงบรรลุธรรมที่ท่านบรรลุแล้วนั่นแล."

  2. ๒

    แม้พระปัจเจกพุทธะก็กล่าวว่า ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จอย่างนั้น แล้วทำอนุโมทนาแก่เขา ด้วย ๒ คาถาว่า สิ่งที่ท่านต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว (จงสำเร็จ) แก่ท่าน เป็นต้น แล้วก็อธิษฐานโดยประการที่เขาจะมองเห็นได้ เหาะไปภูเขาคันธมาทน์ทางอากาศ ได้ถวายน้ำอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธะ ๕๐๐ องค์ ฯ

    ปจฺเจกพุทฺโธปิสฺส “เอวํ โหตูติ วตฺวา “อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหนฺติอาทีหิ ทฺวีหิ คาถาหิ อนุโมทนํ กตฺวา, ยถา โส ปสฺสติ, เอวํ อธิฏฺฐหิตฺวา อากาเสน คนฺธมาทนํ คนฺตฺวา ปญฺจนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธสตานํ รสํ อทาสิ.

    แม้ อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวแล้ว ว่า (อ.ความปรารถนาอันท่าน ปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด ดังนี้ (แก่กุฎุมพี) นั้น กระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา ด้วยคาถา ท. ๒ มีคำ ว่า อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ ดังนี้เป็นต้น, (อ.กุฎุมพี) นั้น จะเห็น โดยประการใด, อธิษฐานแล้ว โดยประการนั้น ไปแล้ว สู่ภูเขาชื่อว่าคันธมาทน์ โดยอากาศ ได้ถวายแล้ว ซึ่งรส แก่ร้อยแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ๕ ฯ

    แม้พระปัจเจกพุทธะ ก็กล่าวว่า "ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จง สำเร็จอย่างนั้น" แล้วทำอนุโมทนาแก่เขา ด้วย ๒ คาถาว่า "อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ" เป็นต้น, แล้วก็อธิษฐานโดยประการที่เขาจะเห็นได้ แล้วเหาะไปสู่เขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ แล้วได้ถวายรส (อ้อย) แก่พระปัจเจกพุทธะ ๕๐๐ รูป.

  3. ๓

    เขาเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ไปยังถิ่นพำนักของพี่ชาย เมื่อพี่ชายถามว่า เจ้าไปไหนมา จึงบอกว่า ฉันไปตรวจดูไร่อ้อยมา ถูกพี่ชายกล่าว(เชิงตำหนิ)ว่า คนอย่างเจ้าไปไร่อ้อยจะได้ประโยชน์อะไร เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำ หรือ ๒ ลำมิใช่หรือ จึงกล่าวตอบว่า ถูกละ พี่ชาย ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ แต่ฉันพบพระปัจเจกพุทธะองค์หนึ่ง จึงถวายน้ำอ้อยจากลำอ้อยของฉัน แล้วถวายน้ำอ้อยจากลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า เราจักให้ค่าอ้อยหรือส่วนบุญ พี่จักรับค่าอ้อยหรือจักรับส่วนบุญ ฯ

    โส ตํ ปาฏิหาริยํ ทิสฺวา ภาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา, “กหํ คโตสีติ วุตฺเต, “อุจฺฉุกฺเขตฺตํ โอโลเกตุํ คโตมฺหีติ, “กึ ตาทิเสน อุจฺฉุกฺเขตฺตํ คเตน, นนุ นาม เอกํ วา เทฺว วา อุจฺฉุยฏฺฐิโย อาทาย อาคนฺตพฺพํ ภเวยฺยาติ ภาตรา วุตฺโต, “อาม ภาติก, เทฺว เม อุจฺฉุยฏฺฐิโย คหิตา, เอกํ ปน ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา มม อุจฺฉุยฏฺฐิโต รสํ ทตฺวา `มูลํ วา ปตฺตึ วา ทสฺสามีติ ตุมฺหากํปิ เม อุจฺฉุยฏฺฐิโต รโส ทินฺโน; กินฺนุ โข ตสฺส มูลํ คณฺหิสฺสถ อุทาหุ ปตฺตินฺติ อาห.

    (อ.กุฎุมพี) นั้น เห็นแล้ว ซึ่งปาฏิหาริย์ นั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของพี่ชาย, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า (อ.เจ้า) เป็นผู้ไปแล้ว (ในที่) ไหน ย่อมเป็น ดังนี้ (อันพี่ชาย) กล่าวแล้ว, (กล่าวแล้ว) ว่า (อ.ฉัน) เป็นผู้ไปแล้ว เพื่ออันตรวจดู ซึ่งไร่แห่งอ้อย ย่อมเป็น ดังนี้ ผู้ อันพี่ชาย กล่าวแล้ว ว่า (อ.ประโยชน์) อะไร (ด้วยบุคคล) ผู้เช่นเจ้า ผู้ไปแล้ว สู่ไร่แห่งอ้อย, อ.อัน (อันเจ้า) ถือเอา (ซึ่งลำแห่งอ้อย) ลำหนึ่ง หรือ หรือว่า ซึ่งลำแห่งอ้อย ท. ๒ ลำ พึงมา พึงมี ชื่อ มิใช่หรือ ดังนี้, กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่พี่ ขอรับ (อ.อย่างนั้น), อ.ลำแห่งอ้อย ท. ๒ อันฉัน ถือเอาแล้ว, แต่ว่า อ.รส แต่ลำแห่งอ้อย แม้ของท่าน ท. อันฉัน เห็นแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า รูปหนึ่ง ถวายแล้ว ซึ่งรส แต่ลำแห่งอ้อย ของฉัน ถวายแล้ว (ด้วยความคิด) ว่า (อ.เรา) จักให้ ซึ่งค่า หรือ หรือว่า ซึ่งส่วนบุญ ดังนี้, (อ.ท่าน ท.) จักรับ ซึ่งค่า (ของอ้อย) นั้น หรือ หนอ แล หรือว่า (อ.ท่าน ท. จักรับ) ซึ่งส่วนบุญ ดังนี้ ฯ

    เขาเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ไปสู่สำนัก พี่ชาย, เมื่อพี่ชายถามว่า "เจ้าไปไหน ?" จึงบอกว่า "ฉันไปตรวจดูไร่อ้อย" ถูกพี่ชายกล่าวว่า "จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนอย่างเจ้าไป ไร่อ้อย, เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำ หรือ ๒ ลำมิใช่หรือ ?" กล่าวว่า "พี่ ถูกละ, ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ, แต่ฉันเห็นพระปัจเจกพุทธะองค์หนึ่ง จึงถวายรสแต่ลำอ้อยของฉัน แล้วถวายรส แต่ลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า 'เราจักให้มูลค่าหรือส่วนบุญ;' พี่จักรับเอามูลค่าอ้อยนั้นหรือจักรับเอาส่วนบุญ ?"

  4. ๔

    ผู้พี่ชายถามว่า ก็พระปัจเจกพุทธะ ทำอะไร ฯ

    “กึ ปน ปจฺเจกพุทฺเธน กตนฺติ.

    (อ.พี่ชาย ถามแล้ว) ว่า ก็ (อ.กรรม) อะไร อันพระปัจเจกพุทธเจ้า กระทำแล้ว ดังนี้ ฯ

    พี่ชาย. ก็พระปัจเจกพุทธะ ทำอะไร ?

  5. ๕

    น้องชายตอบว่า ท่านดื่มน้ำอ้อยจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอาน้ำอ้อยจากลำอ้อยของพี่ ไปยังภูเขาคันธมาทน์ทางอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธะ ๕๐๐ องค์ ฯ

    “มม อุจฺฉุยฏฺฐิโต รสํ ปิวิตฺวา ตุมฺหากํ อุจฺฉุยฏฺฐิโต รสํ อาทาย อากาเสน คนฺธมาทนํ คนฺตฺวา ปญฺจสตานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ อทาสีติ.

    (อ.น้องชายผู้น้อยที่สุด นั้น กล่าวแล้ว) ว่า (อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า นั้น) ดื่มแล้ว ซึ่งรส แต่ลำแห่งอ้อย ของฉัน ถือเอา ซึ่งรส แต่ลำแห่งอ้อย ของท่าน ท. ไปแล้ว สู่ภูเขาชื่อว่าคันธมาทน์ โดยอากาศ ได้ถวายแล้ว แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ดังนี้ ฯ

    น้องชาย. ท่านดื่มรสจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอารสจากลำอ้อยของพี่ไปสู่เขาคันธมาทน์โดยอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธะ ๕๐๐ รูป.

  6. ๖

    ผู้พี่ชายนั้น เมื่อน้องชายกำลังกล่าวอยู่นั่นแหละ ความอิ่มใจก็แผ่ซาบซ่านไปทุกส่วนทั่วร่างกาย ได้ทำความปรารถนาว่า การบรรลุธรรมที่พระปัจเจกพุทธะนั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา ฯ

    โส, ตสฺมึ กเถนฺเตเยว, นิรนฺตรํ ปีติยา ผุฏฺฐสรีโร หุตฺวา “เตน เม ปจฺเจกพุทฺเธน ทิฏฺฐธมฺมสฺเสว อธิคโม ภเวยฺยาติ ปตฺถนํ อกาสิ.

    (อ.พี่ชาย) นั้น (ครั้นเมื่อน้องชายผู้น้อยที่สุด) นั้น กล่าวอยู่นั่นเทียว เป็นผู้มีสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว มีระหว่างออกแล้ว เป็น ได้กระทำแล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า อ.อันบรรลุ ซึ่งธรรม อันพระปัจเจกพุทธเจ้า นั้น เห็นแล้วนั่นเทียว พึงมี แก่เรา เถิด ดังนี้ ฯ

    พี่ชายนั้น เมื่อเขากำลังกล่าวอยู่นั่นแหละ, เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว หาระหว่างมิได้ ได้ทำความปรารถนาว่า "การบรรลุ ธรรมที่พระปัจเจกพุทธะนั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา."

  7. ๗

    น้องชายปรารถนาสมบัติ ๓ อย่าง ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เอวํ กนิฏฺเฐน ติสฺโส สมฺปตฺติโย ปตฺถิตา, เชฏฺเฐน ปน อรหตฺตํ ปตฺถิตนฺติ.

    อ.สมบัติ ท. ๓ อันน้องชายผู้น้อยที่สุด ปรารถนาแล้ว, ส่วนว่า อ.พระอรหัต อันพี่ชายผู้เจริญที่สุด ปรารถนาแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล ฯ

    น้องชายปรารถนาสมบัติ ๓ อย่าง, ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัต ด้วย ประการฉะนี้.

ภาค ๘ โชติกตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๑ หน้า ๑๗๗–๑๗๘ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังก่อสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่ง ไปยังสถานที่ก่อสร้างเจดีย์ มองดูแล้วถามว่า พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร หน้ามุขเจดีย์ด้านทิศเหนือ จึงยังไม่ก่อขึ้น(สักที) ฯ

    กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธสฺส หิ เจติเย กริยมาเน, เอโก ขีณาสโว เจติยฏฺฐานํ คนฺตฺวา โอโลเกตฺวา “ตาตา กสฺมา เจติยสฺส อุตฺตเรน มุขํ น อุฏฺฐหตีติ ปุจฺฉิ.

    ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ครั้นเมื่อพระเจดีย์ ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ (อันมหาชน) กระทำอยู่, อ.พระขีณาสพ รูปหนึ่ง ไปแล้ว สู่ที่เป็นที่กระทำซึ่งเจดีย์ แลดูแล้ว ถามแล้ว ว่า แน่ะพ่อ ท. อ.หน้ามุข โดยส่วนด้านเหนือ แห่งพระเจดีย์ ย่อมไม่ตั้งขึ้น เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่ง ไปสู่เจติยสถานแลดูแล้ว ถามว่า "พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร มุขทางทิศอุดรแห่งเจดีย์ จึงยังไม่ก่อขึ้น ?"

  2. ๒

    ประชาชน. ทองไม่พอ ฯ

    “สุวณฺณํ นปฺปโหตีติ.

    (อ.มหาชน กล่าวแล้ว) ว่า อ.ทอง ย่อมไม่เพียงพอ ดังนี้ ฯ

    มหาชน. ทองยังไม่พอ.

  3. ๓

    พระขีณาสพ. อาตมา จักเข้าไปภายในบ้าน ชักชวน(ชาวบ้าน) พวกท่านใส่ใจทำงานเถิด ฯ

    “อหํ อนฺโตคามํ ปวิสิตฺวา สมาทเปสฺสามิ, ตุมฺเห อาทเรน กมฺมํ กโรถาติ.

    (อ.พระขีณาสพ กล่าวแล้ว) ว่า อ.เรา เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน จักชักชวน, อ.ท่าน ท. จงกระทำ ซึ่งการงาน โดยเอื้อเฟื้อ เถิด ดังนี้ ฯ

    พระขีณาสพ. ฉันจักเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วชักชวน, พวกท่าน จงทำกรรมโดยเอื้อเฟื้อเถิด.

  4. ๔

    ท่าน บอกอย่างนั้นแล้ว เข้าไปยังตัวเมืองชักชวนประชาชนว่า โยมหญิงชายทั้งหลาย ที่หน้ามุขเจดีย์ด้านหนึ่งของพวกเรา ทองไม่พอ พวกท่าน จงรับรู้ทองเถิด ได้ไปยังตระกูลช่างทองแล้ว ฯ

    โส เอวํ วตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา “อมฺมตาตา อมฺหากํ เจติยสฺส เอกสฺมึ มุเข สุวณฺณํ นปฺปโหติ, สุวณฺณํ ชานาถาติ มหาชนํ สมาทเปนฺโต สุวณฺณการกุลํ อคมาสิ.

    (อ.พระขีณาสพ) นั้น ครั้นกล่าวแล้ว อย่างนี้ เข้าไปแล้ว สู่เมือง ชักชวนอยู่ ซึ่งมหาชน ว่า ดูก่อนแม่และพ่อ ท. อ.ทอง ในหน้ามุข ด้านหนึ่ง ของพระเจดีย์ ของเรา ท. ย่อมไม่เพียงพอ, (อ.ท่าน ท.) จงรู้ ซึ่งทอง เถิด ดังนี้ ได้ไปแล้ว สู่ตระกูลแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งทอง ฯ

    ท่านกล่าวอย่างนั้นแล้วเข้าไปสู่พระนคร ชักชวนมหาชนว่า "แม่และพ่อทั้งหลาย ทองที่หน้ามุขข้างหนึ่งแห่งพระเจดีย์ของพวกเรา ยังไม่พอ, พวกท่านจงรู้ทองเถิด" ได้ไปสู่ตระกูลแห่งนายช่างทองแล้ว

  5. ๕

    ฝ่ายนายช่างทองเป็นผู้ที่กำลังนั่งทะเลาะกับภริยาอยู่ในขณะนั้นทีเดียว ฯ

    สุวณฺณกาโรปิ ตํขณํเยว ภริยาย สทฺธึ กลหํ กโรนฺโต นิสินฺโน โหติ.

    แม้ อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง เป็นผู้นั่งกระทำอยู่แล้ว ซึ่งการทะเลาะ กับ ด้วยภรรยา ในขณะนั้นนั่นเทียว ย่อมเป็น ฯ

    ฝ่ายนายช่างทอง กำลังนั่งทะเลาะกับภรรยาอยู่ในขณะนั้นเอง.

  6. ๖

    ครั้งนั้น พระเถระพูดกะเขาว่า ทองสำหรับหน้ามุขที่เจดีย์ที่ท่านรับไว้ ยังไม่พอ ควรที่ท่านจะรับรู้ทองนั้นไว้ ฯ

    อถ นํ เถโร “เจติเย ตุมฺเหหิ คหิตมุขสฺส สุวณฺณํ นปฺปโหติ, ตํ ชานิตุํ วฏฺฏตีติ อาห.

    ครั้งนั้น อ.พระเถระ กล่าวแล้ว (กะบุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น ว่า อ.ทอง ย่อมไม่เพียงพอ แก่หน้ามุข อันท่าน ท. รับไว้แล้ว ในพระเจดีย์, อ.อัน (อันท่าน) รู้ (ซึ่งทอง) นั้น ย่อมควร ดังนี้ ฯ

    ครั้งนั้น พระเถระ กล่าวกะเขาว่า "ทองสำหรับหน้ามุขที่พระเจดีย์อันท่านทั้งหลายรับไว้ยังไม่พอ, การที่ท่านรู้ทองนั้นย่อมควร."

  7. ๗

    เพราะ(กำลัง)โกรธต่อภริยา เขาจึงพูดว่า ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงน้ำไปเถิด ฯ

    โส ภริยาย โกเปน “ตว สตฺถารํ อุทเก ขิปิตฺวา คจฺฉาติ อาห.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน) โยนไปแล้ว ซึ่งพระศาสดา ของท่าน ในน้ำ จงไปเถิด ดังนี้ ด้วยความโกรธ ต่อภรรยา ฯ

    เขากล่าวด้วยความโกรธต่อภรรยาว่า "ท่านจงโยนพระศาสดาของท่าน ลงในน้ำแล้วไปเสีย."

  8. ๘

    ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า สาหัสนัก กรรมที่ท่านทำ เพราะโกรธดิฉัน ท่าน จะพึงด่าหรือเฆี่ยนตีดิฉันก็ได้ เหตุไฉน ท่านจึงก่อเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันเล่า ฯ

    อถ นํ สา “อติสาหสิกํ กมฺมํ เต กตํ, มม กุทฺเธน เต อหเมว อกฺโกสิตพฺพา วา ปหริตพฺพา วา, กสฺมา อตีตานาคตปฺปจฺจุปฺปนฺเนสุ พุทฺเธสุ เวรมกาสีติ อาห.

    ครั้งนั้น (อ.ภรรยา) นั้น กล่าวแล้ว (กะบุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น ว่า อ.กรรม อันเป็นไปด้วยความผลุนผลันยิ่ง อันท่าน กระทำแล้ว, อ.ดิฉันนั่นเทียว เป็นผู้ อันท่าน ผู้โกรธแล้ว ต่อดิฉัน พึงด่า หรือ หรือว่า พึงประหาร (ย่อมเป็น), (อ.ท่าน) ได้กระทำแล้ว ซึ่งเวร ในพระพุทธเจ้า ท. ผู้เสด็จไปล่วงแล้วและไม่เสด็จมาแล้วและเสด็จอุบัติเฉพาะแล้ว เพราะเหตุไร ดังนี้ ฯ

    ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า "ท่านทำกรรมอย่างสาหัสยิ่ง, ท่านโกรธดิฉัน ควรจะด่าหรือควรจะเฆี่ยนดิฉันเท่านั้น, เหตุไฉน ท่านจึงทำเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เล่า ?"

  9. ๙

    นายช่างทอง เป็นผู้ถึงความสลดใจ ในทันทีทันใดนั้น จึงกล่าวว่า ยกโทษให้ผมด้วยเถิดครับ ท่าน แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระ ฯ

    สุวณฺณกาโร ตาวเทว สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา “ขมถ เม ภนฺเตติ วตฺวา เถรสฺส ปาทมูเล นิปชฺชิ.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสังเวช เป็น ในขณะนั้นนั่นเทียว กล่าวแล้ว ว่า (อ.ท่าน ท.) ขอจงอดโทษ ต่อกระผม เถิด ดังนี้ หมอบลงแล้ว ในที่ใกล้แห่งเท้า ของพระเถระ ฯ

    ทันใดนั้นเอง นายช่างทอง เป็นผู้ถึงความสลดใจแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงอดโทษแก่กระผม" แล้วหมอบลงแทบเท้า ของพระเถระ.

  10. ๑๐

    พระเถระ. โยม อาตมามิได้ถูกท่านว่ากล่าวอะไรเลย ท่านจงขอโทษพระศาสดาเถิด ฯ

    “ตาต อหํ ตยา น กิญฺจิ วุตฺโต, สตฺถารํ ขมาเปหีติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.เรา เป็นผู้ อันท่าน กล่าวแล้ว (ซึ่งคำ) อะไร ๆ (ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.ท่าน) ยังพระศาสดา จงให้ทรงอดโทษ เถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. โยม ฉันหาถูกท่านว่ากล่าวอะไร ๆ ไม่, ท่านจงยัง พระศาสดาให้อดโทษเถิด.

  11. ๑๑

    นายช่างทอง. ท่านขอรับ ผมทำอย่างไร จึงจะขอโทษได้ ฯ

    “กินฺติ กตฺวา ขมาเปมิ ภนฺเตติ.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.กระผม กระทำแล้ว อย่างไร (ยังพระศาสดา) จะให้ทรงอดโทษ ดังนี้ ฯ

    นายช่างทอง. ท่านเจ้าข้า กระผมจะทำอย่างไรเล่า จึงจะให้พระศาสดาอดโทษได้ ?

  12. ๑๒

    พระเถระ. ท่านจัดหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บรรจุไว้ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ขอโทษพระศาสดาเถิด โยม ฯ

    “สุวณฺณปุปฺผานํ ตโย กุมฺเภ กตฺวา อนฺโตธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส หุตฺวา ขมาเปหิ ตาตาติ.

    (อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า แน่ะพ่อ อ.ท่าน กระทำแล้ว ซึ่งหม้อ ท. ๓ แห่งดอกไม้อันเป็นวิการแห่งทอง ท. ใส่เข้าแล้ว ในที่เป็นที่บรรจุซึ่งพระธาตุในภายใน เป็นผู้มีผ้าอันเปียก เป็นผู้มีผมอันเปียก เป็น (ยังพระศาสดา) จงให้ทรงอดโทษ เถิด ดังนี้ ฯ

    พระเถระ. ท่านจงทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บรรจุเข้าไว้ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษเถิด โยม.

ภาค ๘ โชติกตฺเถรวตฺถุ

ป.ธ.๖ พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๒ หน้า ๑๗๘–๑๗๙ ธรรมบท ๒ ภาษา ใบข้อสอบจริง
  1. ๑

    เขารับว่า ได้เลย ขอรับ เมื่อจะประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำ ให้เรียกบุตรชายคนโตในบรรดาบุตรทั้ง ๓ คน มาแล้ว บอกว่า มานี่แน่ะ พ่อคุณ พ่อได้กล่าวถึงพระศาสดา ด้วยคำพูดที่เป็นเวร เพราะฉะนั้น พ่อจะประดิษฐ์
    ดอกไม้เหล่านี้ บรรจุไว้ในที่บรรจุพระธาตุ ขอขมาท่าน ฝ่ายตัวเจ้าแล เป็นสหายพ่อ ฯ

    โส “สาธุ ภนฺเตติ สุวณฺณปุปฺผานิ กโรนฺโต ตีสุ ปุตฺเตสุ เชฏฺฐปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา “เอหิ ตาต, อหํ สตฺถารํ เวรวจเนน อวจํ; ตสฺมา อิมานิ ปุปฺผานิ กตฺวา ธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา ขมาเปสฺสามิ, ตฺวํปิ โข เม สหาโย โหหีติ อาห.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น (รับพร้อมแล้ว) ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.ดีละ ดังนี้ เมื่อกระทำ ซึ่งดอกไม้อันเป็นวิการแห่งทอง ท. (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ในบุตร ท. ๓ หนา ซึ่งบุตรผู้เจริญที่สุด กล่าวแล้ว ว่า แน่ะพ่อ (อ.เจ้า) จงมา, (อ.เรา) ได้กล่าวแล้ว ซึ่งพระศาสดา ด้วยคำอันเป็นเวร, เพราะเหตุนั้น (อ.เรา) กระทำแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. เหล่านี้ ใส่เข้าแล้ว ในที่เป็นที่บรรจุซึ่งพระธาตุ (ยังพระศาสดา) จักให้ทรงอดโทษ, แม้ อ.เจ้า แล เป็นสหาย ของเรา จงเป็น ดังนี้ ฯ

    เขารับว่า "ดีละ ขอรับ" แล้วเมื่อจะทำดอกไม้ทองคำ ให้เรียกบุตรชายคนใหญ่ในบุตร ๓ คนมาแล้ว กล่าวว่า "มานี่แน่ะ พ่อ, พ่อได้กล่าวกะพระศาสดาด้วยคำเป็นเวร, เพราะฉะนั้น พ่อจักทำดอกไม้เหล่านี้ บรรจุในที่บรรจุพระธาตุ ให้พระศาสดาอดโทษ, แม้เจ้าแล ก็จงเป็นสหายของเรา."

  2. ๒

    บุตรชายคนโตนั้น พูดว่า พ่อ ฉันก็มิได้ใช้ให้กล่าวคำอันเป็นเวร พ่อนั่นแหละทำเองเถิด ไม่ปรารถนาที่จะทำ ฯ

    โส “น ตฺวํ มยา เวรวจนํ วทาปิโต, ตฺวํเยว กโรหีติ กาตุํ น อิจฺฉิ.

    (อ.บุตรผู้เจริญที่สุด) นั้น (กล่าวแล้ว) ว่า อ.ท่าน เป็นผู้ อันฉัน ให้กล่าวแล้ว ซึ่งคำอันเป็นเวร (ย่อมเป็น) หามิได้, อ.ท่าน นั่นเทียว จงกระทำเถิด ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว เพื่ออันกระทำ ฯ

    ลูกชายคนใหญ่นั้น บอกว่า "พ่ออันฉันใช้ให้กล่าวคำเป็นเวร หามิได้, พ่อทำแต่ลำพังเถิด" แล้วไม่ปรารถนาจะทำ.

  3. ๓

    ช่างทองให้เรียกบุตรชายคนกลางมาแล้วบอกเหมือนอย่างนั้น ฯ

    มชฺฌิมปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตเถวาห.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งบุตร ผู้มีในท่ามกลาง กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ

    ช่างทอง ให้เรียกลูกชายคนกลางมาแล้ว กล่าวเหมือนอย่าง นั้น.

  4. ๔

    แม้บุตรชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่ปรารถนา(จะช่วยทำ) ฯ

    โสปิ ตเถว วตฺวา น อิจฺฉิ.

    (อ.บุตรผู้มีใน ท่ามกลาง) แม้นั้น กล่าวแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ไม่ปรารถนาแล้ว ฯ

    แม้ลูกชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้น แล้วไม่ปรารถนา จะทำ.

  5. ๕

    เขาจึงให้เรียกบุตรชายคนเล็กมาบอก ฯ

    กนิฏฺฐํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) (ยังบุคคล) ให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งบุตรผู้น้อย ที่สุด กล่าวแล้ว ฯ

    เขาจึงให้เรียกลูกชายคนเล็กมาแล้ว ก็กล่าว (เหมือนไม่ปรารถนา).

  6. ๖

    บุตรชายคนเล็กนั้น คิดว่า กิจการที่เกิดขึ้นของพ่อ เป็นภาระหน้าที่ของลูก จึง (ตกลง) เป็นสหายพ่อประดิษฐ์ดอกไม้ ฯ

    โส “ปิตุ อุปฺปนฺนกิจฺจํ นาม ปุตฺตสฺส ภาโรติ ปิตุ สหาโย หุตฺวา ปุปฺผานิ อกาสิ.

    (อ.บุตรผู้น้อยที่สุด) นั้น (คิดแล้ว) ว่า ชื่อ อ.กิจ อันเกิดขึ้นแล้ว แก่บิดา เป็นภาระ ของบุตร (ย่อมเป็น) ดังนี้ เป็นสหาย ของบิดา เป็น ได้กระทำแล้ว ซึ่งดอกไม้ ท. ฯ

    ลูกชายคนเล็กนั้น คิดว่า "ธรรมดาว่ากิจที่เกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็นภาระของบุตร" จึงเป็นสหายของบิดา ได้ทำดอกไม้ทั้งหลายแล้ว.

  7. ๗

    นายช่างทองประดิษฐ์หม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง จำนวน ๓ หม้อ ให้สำเร็จแล้ว บรรจุไว้ตรงที่บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ขอขมาพระศาสดาแล้ว ฯ

    สุวณฺณกาโร วิทตฺถิปฺปมาณานํ ปุปฺผานํ ตโย กุมฺเภ นิฏฺฐาเปตฺวา ธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส สตฺถารํ ขมาเปสิ.

    อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง ยังหม้อ ท. ๓ แห่งดอกไม้ ท. มีคืบเป็นประมาณ ให้สำเร็จแล้ว ใส่เข้าแล้ว ในที่เป็นที่บรรจุ ซึ่งพระธาตุ เป็นผู้มีผ้าอันเปียก เป็นผู้มีผมอันเปียก (เป็น) ยังพระศาสดา ให้ทรงอดโทษแล้ว ฯ

    นายช่างทอง ยังหม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง ๓ หม้อ ให้สำเร็จแล้ว บรรจุในที่บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษ แล้ว.

  8. ๘

    เขาได้ถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดถึง ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    อิติ โส สตฺตกฺขตฺตุํ ชาตกาเล อุทเก ปาตนํ ลภิ.

    (อ.บุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น ได้แล้ว ซึ่งอันตกไป ในน้ำ ในกาล (แห่งตน) เกิดแล้ว สิ้น ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ ฯ

    เขาได้ผูกโยนลงไปในน้ำ ในเวลาเกิดถึง ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้.

  9. ๙

    ก็อัตภาพของเขาที่ดำรงอยู่ในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกจับโยนให้ตกไปในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้น (ให้ผล) เหมือนกัน ฯ

    อยํ ปนสฺส โกฏิยํ ฐิโต อตฺตภาโว, อิทานิปิ ตสฺเสว นิสฺสนฺเทน อุทเก ปาติโต.

    ก็ อ.อัตภาพ อันตั้งอยู่แล้ว ในที่สุด (ของบุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น นี้, (อันบุคคล) ให้ตกไปแล้ว ในน้ำ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออก (แห่งกรรม) นั้นนั่นเทียว แม้ในกาลนี้ ฯ

    ก็อัตภาพของเขาที่ตั้งอยู่แล้วในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกโยนลงไปในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้นเหมือนกัน.

  10. ๑๐

    สำหรับบุตรชายของเขา ๒ คนที่ไม่ปรารถนาจะเป็นสหายในเวลาประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำ ภูเขาทองคำ ก็ไม่บังเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น แต่ภูเขาทองคำบังเกิดแก่บุตรชายคนเล็ก เพราะความที่เขาประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำร่วมกัน(กับพ่อ) ฯ

    เย ปนสฺส เทฺว ปุตฺตา สุวณฺณปุปฺผานํ กรณกาเล สหายา ภวิตุํ น อิจฺฉึสุ, เตสํ เตน การเณน สุวณฺณปพฺพโต น นิพฺพตฺติ; กนิฏฺฐปุตฺตสฺส จ เอกโต กตภาเวน นิพฺพตฺติ.

    ส่วนว่า อ.บุตร ท. ๒ (ของบุคคลผู้กระทำซึ่งทอง) นั้น เหล่าใด ไม่ปรารถนาแล้ว เพื่ออัน เป็นสหาย เป็น ในกาลเป็นที่กระทำ ซึ่งดอกไม้อันเป็นวิการแห่งทอง ท., อ.ภูเขาอันเป็นวิการแห่งทอง ไม่บังเกิดแล้ว (แก่บุตร ท. ๒) เหล่านั้น เพราะเหตุ นั้น, แต่ว่า (อ.ภูเขาอันเป็นวิการแห่งทอง) บังเกิดแล้ว แก่บุตรผู้น้อยที่สุด เพราะความที่ (แห่งกรรม นั้น) เป็นกรรม อันบุตร ผู้น้อยที่สุด กระทำแล้ว โดยความเป็นอันเดียวกัน ฯ

    ส่วนบุตรของเขา ๒ คนใด ไม่ปรารถนาจะเป็นสหาย ในเวลาทำดอกไม้ทองคำ, เพราะเหตุนั้น ภูเขาทองจึงไม่เกิดสำหรับบุตรทั้ง ๒ นั้น, แต่เกิดสำหรับลูกชายคนเล็ก เพราะความที่เขาทำดอกไม้ทองคำ ร่วมกัน (กับบิดา).

ส่งออก PDF

ส่งออกส่วนไหน
รูปแบบ
บาลี (เฉลย)
อื่น ๆ

ตั้งค่าการอ่าน

สีหน้ากระดาษ

จัดรูปแบบ

ขนาดตัวอักษร

๑๐๐%