ภาค ๑ พระจักขุปาลเถระ
-
๑
ในกาลนั้น ในพระนครสาวัตถีมีมนุษย์อยู่ ๗ โกฏิ ฯ
ตทา สาวตฺถิยํ สตฺต มนุสฺสโกฏิโย วสนฺติ.
ในกาลนั้น อ.โกฏิแห่งมนุษย์ ท. ๗ ย่อมอยู่ ในเมืองชื่อว่า สาวัตถี ฯ
ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถี มีคนอยู่ ๗ โกฏิ.
-
๒
บรรดามนุษย์ ๗ โกฏินั้น มนุษย์ประมาณ ๕ โกฏิ ฟังธรรมกถาของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ได้เกิดเป็นพระอริยสาวก มนุษย์ประมาณ ๒ โกฏิ ฟังธรรมกถาของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว ยังเป็นปุถุชนอยู่ ฯ
เตสุ สตฺถุ ธมฺมกถํ สุตฺวา ปญฺจโกฏิมตฺตา มนุสฺสา อริยสาวกา ชาตา, เทฺวโกฏิมตฺตา ปุถุชฺชนา.
(ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา อ.มนุษย์ ท. มีโกฏิห้า เป็นประมาณ ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา เป็นอริยสาวก เกิดแล้ว, (อ.มนุษย์ ท.) มีโกฏิสองเป็นประมาณ (ฟังแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งธรรม ของพระศาสดา) เป็นปุถุชน (เกิดแล้ว) ฯ
ในคนหมู่นั้น คนได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เกิดเป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ยังเป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๒ โกฏิ.
-
๓
บรรดามนุษย์เหล่านั้น พวกมนุษย์ที่เป็นอริยสาวกได้มีกิจ ๒ อย่างเท่านั้น(คือ) เวลาก่อนภัตตาหารก็ถวายทาน เวลาหลังภัตตาหาร มีมือถือของหอมและพวงดอกไม้เป็นต้น ให้คนถือผ้า ยารักษาโรค และน้ำปานะเป็นต้น พากันเดินไปเพื่อต้องการจะฟังธรรม ฯ
เตสุ อริยสาวกานํ เทฺวเยว กิจฺจานิ อเหสุํ: ปุเรภตฺตํ ทานํ เทนฺติ, ปจฺฉาภตฺตํ คนฺธมาลาทิหตฺถา วตฺถเภสชฺชปานกาทึ คาหาเปตฺวา ธมฺมสฺสวนตฺถาย คจฺฉนฺติ.
อ.กิจ ท. ๒ นั่นเทียว ได้มีแล้ว (ในมนุษย์ ท.) เหล่านั้นหนา (แก่มนุษย์ ท.) ผู้เป็นอริยสาวก, (อ.อริยสาวก ท.) ย่อมถวาย ซึ่งทาน ในกาลก่อนแห่งภัตร, (อ.อริยสาวก ท.) ผู้มีวัตถุมีของหอม และระเบียบเป็นต้นในมือ (ยังบุคคล) ให้ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ) มีผ้าและยาและน้ำเป็นเครื่องดื่มเป็นต้น ย่อมไป เพื่อต้องการ แก่อันฟังซึ่งธรรม ในกาลภายหลังแห่งภัตร ฯ
ในคนเหล่านั้น กิจของพระอริยสาวกมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือในกาลก่อนแต่เวลาฉันอาหาร ท่านถวายทาน, ในกาลภายหลังแต่ฉันอาหารแล้ว ท่านมีถือเครื่องสักการบูชามีขอหอมและระเบียงดอกไม้เป็นต้น ใช้คนให้ถือไทยธรรมมีผู้เภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ไปเพื่อต้องการฟังธรรม.
-
๔
ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทรงตรวจดูอุปนิสัยแห่งคุณวิเศษ มีสรณะ ศีล และการบวช เป็นต้นแล้วทรงแสดงธรรมตามอำนาจอุปนิสัย เพราะฉะนั้น วันนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอุปนิสัยของกุฎุมพีมหากาลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองพร้อมของกามทั้งหลาย (และ) อานิสงส์ในการออกจากกาม ฯ
อเถกทิวสํ มหาปาโล อริยสาวเก คนฺธมาลาทิหตฺเถ วิหารํ คจฺฉนฺเต ทิสฺวา, “อยํ มหาชโน กุหึ คจฺฉตีติ ปุจฺฉิตฺวา, “ ธมฺมสฺสวนายาติ สุตฺวา “ อหํปิ คมิสฺสามีติ, คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสีทิ. พุทฺธา จ นาม ธมฺมํ เทเสนฺตา สรณสีลปพฺพชฺชาทีนํ อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา อชฺฌาสยวเสน ธมฺมํ เทเสนฺติ; ตสฺมา ตํทิวสํ สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสยํ โอโลเกตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ. เสยฺยถีทํ? ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ.
ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ เห็นแล้ว ซึ่งอริยสาวก ท. ผู้มีวัตถุมีของหอมและระเบียบเป็นต้นในมือ ผู้ไปอยู่ สู่วิหาร, ถามแล้ว ว่า อ.มหาชน นี้ จะไป (ในที่) ไหน ดังนี้ ฟังแล้ว ว่า (อ.มหาชนนี้ จะไป) เพื่ออันฟังซึ่งธรรม ดังนี้, (คิดแล้ว) ว่า แม้ อ.เรา จักไป ดังนี้ ไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ณ ที่สุดรอบแห่งบริษัท ฯ ก็ ชื่อ อ.พระพุทธเจ้า ท. เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งคุณ ท.) มีสรณะและศีลและบรรพชาเป็นต้น ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย; เพราะเหตุนั้น ในวันนั้น อ.พระศาสดา ทรงตรวจดูแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นอุปนิสัย (แห่งกุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ) นั้น เมื่อทรงแสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ฯ (อ.อันถามว่า อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ) อย่างไรนี้ (ดังนี้) ? (อ.อันแก้ว่า อ.พระศาสดา) ทรงประกาศแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งทาน ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งศีล ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวซึ่งสวรรค์ ซึ่งโทษ ซึ่งการกระทำต่ำ ซึ่งความเศร้าหมองพร้อม แห่งกาม ท. ซึ่งอานิสงส์ ในการออกบวช (ดังนี้) ฯ
ภายหลังวันหนึ่ง กุฎุมพีมหาปาละเห็นหมู่อริยสาวก มีมือถือเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปสู่วิหาร จึงถามว่า "มหาชนหมู่นี้ไปไหนกัน ?" ครั้นได้ยินว่า ไปฟังธรรม"ก็คิดว่า "เราก็จักไปบ้าง" ครั้นไปถึง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่ข้างท้ายประชุมชน. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัยแห่งคุณ มีสรณะศีลและบรรพชาเป็นต้น (ก่อน) แล้วจึงทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย. เหตุนั้น วันนั้น พระศาสดา ทอดพระเนตรอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาละแล้ว เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพีกถา คือทรงประกาศทานกถา (พรรณนาทาน) สีลกถา (พรรณนาศีล) สัคคกถา (พรรณนาสวรรค์) โทษ ความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะ (คือความออกไปจากกามทั้งหลาย).
-
๕
กุฎุมพีมหากาลฟังอนุปุพพิกถานั้นแล้ว คิดว่า ลูกชายและลูกสาว หรือว่าโภคสมบัติทั้งหลาย จะติดตามบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้ร่างกาย (ของเรา) ก็ไม่ไปกับตน จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการอยู่ครองเรือนสำหรับเรา เราจักบวชละ ฯ ความจริง เสียงอย่างอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ซาบซ่านไปอยู่ทั่วสกลกาย ของพวกผู้ชาย เหมือนอย่างเสียงหญิง ย่อมไม่มี ฯ เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) พิจารณาไม่เห็นแม้เสียงสักอย่างหนึ่งอย่างอื่น ที่จะครอบงำจิตของชายอยู่ เหมือนอย่างเสียงหญิงนี้เลย ภิกษุทั้งหลาย ฯ
ตํ สุตฺวา มหาปาโล กุฏุมฺพิโก จินฺเตสิ “ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุตฺตธีตโร วา โภคา วา นานุคจฺฉนฺติ สรีรํปิ อตฺตนา สทฺธึ น คจฺฉติ ; กึ เม ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามีติ.
อ.กุฎุมพีชื่อว่ามหาปาละ ฟังแล้ว (ซึ่งพระดำรัส) นั้น คิดแล้ว ว่า อ.บุตรและธิดา ท. หรือ หรือว่า อ.โภคะ ท. ย่อมไม่ไปตาม (ซึ่งบุคคล) ผู้ไปอยู่ สู่โลกอื่น, แม้ อ.สรีระ ย่อมไม่ไป กับ ด้วยตน, (อ.ประโยชน์) อะไร ของเรา ด้วยการอยู่ครองซึ่งเรือน , อ.เรา จักบวช ดังนี้ ฯ
กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า "บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช